คำนำ
ในประเทศไทยมีกลุ่มชนเผ่ามากมายหลายกลุ่ม
หลายเชื้อชาติ ที่เข้ามาอาศัยอยู่จากด้วยเหตุผล
ของการอพยพโยกย้ายจาการรบ สภาพทาง
เศรษฐกิจ การขาดแคลนพื้นที่ทำกิน ซึ่งส่วน
ใหญ่เข้ามาในสถานะของผู้อพยพ กลายเป็น
คนชายขอบ หรือต่างด้าว หรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาส
ที่ขาดโอกาสในหลาย ๆ ด้าน เเละยังมีความ
เป็นมา วัฒนธรรม วิถีชีวิต ประเพณี ศาสนา
การเเต่งกาย การเป็นอยู่ของชนเผ่า ทั้งนี้ทำ
หนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นหนังสือเรียนรู้เกี่ยวกับชน
เผ่าในประเทศไทย
สารบัญ
1 กะเหรี่ยง“ปกาเกอะญอ” 4 ชนเผ่าม้ง
ความเป็นมา ความเป็นมา
ภาษา ลักษณะบ้านเรือน
อาหาร ภาษา
อาชีพ การแต่งกาย
สถานที่ ท่องเที่ ยว อาหาร
เครื่องดนตรี อาชีพ
วัฒนธรรมประเพณี
ศาสนา สถานที่ ท่องเที่ ยว
8 ชนเผ่าอาข่า วัฒนธรรมประเพณี
ความเป็นมา 15ศาสนา
ภาษา ชนเผ่าไตหย่า
ลักษณะบ้านเรือน
การแต่งกาย ความเป็นมา
อาหาร
วิถีชีวิต
อาชีพ การแต่งกาย
ศาสนาและความเชื่อ
สถานที่ ท่องเที่ ยว
วัฒนธรรมและประเพณี ประเพณีและวัฒนธรรม
ภาษา
อาชีพ
อาหาร
18 ชนเผ่าบีซู สารบัญ
21 ชนเผ่าขมุ
ความเป็นมา ความเป็นมา
วิถีชีวิต
การแต่งกาย วิถีชีวิต
ศาสนาและความเชื่อ การแต่งกาย
ศาสนาและความเชื่อ
ประเพณีและวัฒนธรรม
ภาษา ภาษา
อาหาร ประเพณีและวัฒนธรรม
อาหาร
การตั้งบ้านเรือน
อาชีพ
24 ชนเผ่าไทใหญ่
27 ชนเผ่ากะเหรี่ยงโพล่ง
ความเป็นมา ความเป็นมา
การแต่งกาย การแต่งกาย
ศาสนาและความเชื่อ ศาสนาและความเชื่อ
ภาษา
ประเพณีและวัฒนธรรม ประเพณีและเทศกาลสำคัญ
อาหาร
ภาษา
อาชีพ
อาชีพ
สารบัญ
31 ชนเผ่าชอง 39 เมี่ยน (Mien) หรือ เย้า
ความเป็นมา ความเป็นมา
วิถีชีวิต ภาษา
การแต่งกาย ลักษณะบ้านเรือน
ศาสนาและความเชื่อ อาหาร
ลักษณะบ้านเรือน การแต่งกาย
ภาษา วัฒนธรรมและประเพณี
อาหาร ความเชื่อและพิธีกรรม
อาชีพ
34ชนเผ่าล่าหู่(LAHU)หรือมูเซอ สถานที่ท่องเที่ยว
44ความเป็นมา
ชนเผ่าไทยวน
วิถีชีวิต ความเป็นมา
การแต่งกาย ศาสนาและความเชื่อ
อาหาร การแต่งกาย
ศาสนาและความเชื่อพิธีกรรม ภาษา
วัฒนธรรมและประเพณี อาหาร
ภาษา
ประเพณีและวัฒนธรรม
อาชีพ
สารบัญ
48 ชนเผ่าภูไท 57 ชนเผ่าบรู
ความเป็นมา ความเป็นมา
วิถีชีวิต ศาสนาและความเชื่อ
อาชีพ ประเพณีและวัฒนธรรม
ศาสนาและความเชื่อ การแต่งกาย
ภาษา อาหาร
การแต่งกาย ภาษา
ประเพณีและวัฒนธรรม
อาหาร อาชีพ
53 ชนเผ่าญ้อ วิถีชีวิต
ความเป็นมา 61 ชนเผ่าญัฮกุร
ความเชื่อ
ประเพณีและวัฒนธรรม ความเป็นมา
ภาษา ศาสนาและความเชื่อ
วิถีชีวิต ภาษา
การแต่งกาย ประเพณีและวัฒนธรรม
อาชีพ การแต่งกาย
อาหาร อาชีพ
วิถีชีวิต
อาหาร
สารบัญ65 ชนเผ่ามอญ
68 ชนเผ่าลาวแง้ว
ความเป็นมา ความเป็นมา
วิถีชีวิต วิถีชีวิต
การแต่งกาย ประเพณีและวัฒนธรรม
ภาษา
การแต่งกาย
ศาสนาและความเชื่อ อาหาร
อาหาร ภาษา
71 ชนเผ่าลาวเวียงจันทน์ 79อาชีพ
หมู่บ้านมอแกน
ความเป็นมา
วัฒนธรรม ความเป็นมา
ภาษา
ประเพณี ศาสนา
ศาสนา วัฒนธรรม
ภาษา ลักษณะบ้านเรือน
ลักษณะบ้านเรือน อาชีพ
การแสดง เครื่องดนตรี
อาหารการกิน อาหารการกิน
การแต่งกาย
อาชีพ
สารบัญ
85 ชนเผ่ามอแกลน 92 ชนเผ่าอูรักลาโว้ย
ความเป็นมา ความเป็นมา
ภาษา ภาษา
การแต่งกาย ศาสนา
ลักษณะบ้านเรือน ลักษณะบ้านเรือน
อาชีพ การแต่งกาย
วัฒนธรรม วัฒนธรรม
เครื่องดนตรี ประเพณี
อาหารการกิน เครื่องดนตรี
วัฒนธรรม อาหารการกิน
ศาสนา อาชีพ
ประเพณี
1
กะเหรี่ยง“ปก
าเกอะญอ”
มารู้จัก ความเป็นมา
ชาว ชาวกะเหรี่ยงเรียกตนเองว่า“ปกาเกอะญอ”ซึ่งแปลว่า
“คน”เป็นชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทยแบ่ง
กะเหรี่ยง ออกได้เป็น 4 กลุ่มได้แก่ สะกอ หรือยางขาวหรือ ปากฺกะญอ
กัน เป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุดโพล่อยู่ใยเขตจังหวัด
แม่ฮ่องสอนเชียงใหม่และลำพูนปะโอหรือตองสูและบะเวหรือ
ภาษา คะยาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนถิ่นฐานเดิมของกะเหรี่ยงอยู่
บริเวณมองโกเลียเมื่อกว่า2,000ปีมาแล้วต่อมาได้หนีภัยจาก
กะเหรี่ยงแต่ละเผ่ามีภาษาพูด การรุกรานจากกองทัพจีนมาอยู่ที่ธิเบตถอยร่นลงมาทางใต้
และภาษาเขียนเป็นของตนเอง เรื่อยๆ ตั้งแต่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงลุ่มน้ำสาละวิน
โดยการดัดแปลงมาจากตัว มาถึงคอคอดกระจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จำนวนที่อพยพเข้ามา
หนังสือพม่าผสมอักษรโรมัน ในประเทศไทยในตอนปลายศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัย
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ
อาชีพ 2
กะเหรียงดั้งเดิมส่วนใหญ่จะประกอบ อาหาร
อาชีพทำไร่ ทำนา อยู่ตามป่าตามเขา
ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล ส่วน อาหารท้องถิ่นของชุมชนกะเหรี่ยงหรือปากะญอ
สัตว์เลี้ยงก็จะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร เป็นการผสมผสานวัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุง
มากกว่าการค้าขาย ใช้ชีวิตแบบพึ่งป่าพึ่ง แต่งอาหารที่ใช้รับประทานกันในชีวิตประจำวัน
น้ำอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ โดยเน้นพืชผักและวิธีการปรุงที่เรียบง่ายไม่สลับ
ซับซ้อน โดยส่วนมากที่นิยมรับประทานกันทุก
ครัวเรือนคือ อาหารประเภทน้ำพริก ผักต้ม หรือ
ผักสด ประเภทต้ม แกง ประเภทปิ้งย่าง สำหรับ
วิธีการปรุงรสจะแตกต่างกัน
สถาน-บ้าทนีก่ะทเห่รี่ยองรวมงมิตเร ที่ ยว
บนขอบริมของแม่น้ำกกด้านซ้าย ในตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง
เชียงราย ณ บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ที่นี่มีชนเผ่าที่มาอาศัยรวม
กันซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ได้แก่ ชนกะเหรี่ยง อาข่า ชนลา
หู่ ม้ง ลีซอ ไทลื้อ มีชนเผ่าทั้งหมดถึง 1500 กว่าหลังคาเรือน
นักท่องเที่ยวจะได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ อย่างเช่น การขี่ช้างเที่ยว
ชมบ้านชาวเขา ชมน้ำตก นั่งเกวียนชมวิวทิวทัศน์ ชมการแสดง
3
เครื่องดนตรี
“ เตหน่า ” เป็นเครื่องดนตรีของชนเผ่ากะะเหรี่ยง ทำ
ด้วยไม้อ่อนเหลา และกลึงให้เป็นรูปเหมือนกล่องรูปทรง วัฒนธรรมประเพณี
รี มีก้านยาวโก่งและโค้งสูงขึ้นไป ที่ตัวจะเจาะรูเป็นโพรง ชาวกะเหรี่ยงมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการ ทำพิธีกรรมเลี้ยง
ผี บวงสรวงดวงวิญญาณ ด้วยการต้มเหล้า ฆ่าไก่-แกง และ
ปิดด้วยโลหะบาง ๆ สายทำด้วยเส้นลวดมีสายตั้งแต่ 6 มัดมือผู้ร่วมพิธีด้วยฝ้ายดิบ ซึ่งเกี่ยวโยงกัน
– 9 สาย เตหน่า ใช้สำหรับดีดและร้องเพลงประกอบ ประเพณีปีใหม่ โดยหัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นผู้ระบุวันล่วงหน้า
แต่ละหมู่บ้านจะมีปีใหม่ แต่ละปีไม่ตรงกันเพราะเป็นพิธีที่
ใช้ในโอกาสมีเวลาว่างและเพื่อความสนุกสนาน โดย หมายถึงการเริ่มต้นของฤดูกาลการเกษตร และอยู่เย็น
เป็นสุข
เฉพาะหนุ่มชาวปกาเกอะญอจะใช้เตหน่าในการเกี้ยว
ประเพณีแต่งงาน ผู้หญิงจะเป็นผู้เลือกคู่ครองเอง เจ้าสาว
พาราสีหญิงสาวในยามค่ำคืน ศาสนา จะต้องทอเสื้อผ้า กางเกง ย่ามไว้ให้เจ้าบ่าว ทั้งเจ้าบ่าวเจ้า
สาวต้องฆ่าหมูฆ่าไก่เพื่อทำพิธีกรรมบอกต่อผีบรรพบุรุษและ
ความเชื่อและพิธีกรรม เดิมชาวกะเหรี่ยงนับถือผีมีการ เป็นอาหารเลี้ยงแขก แต่งงานแล้วฝ่ายชายต้องมาอยู่บ้าน
ฝ่ายหญิง 1 ฤดูเก็บเกี่ยว ก่อนแยกไปปลูกบ้านใกล้กัน
บวงสรวงและเซ่นสังเวยอย่างเคร่งครัด ภายหลังหันมา
นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์มากขึ้น แต่ก็ยังคง
ความเชื่อเดิมอยู่ไม่น้อย เช่น ความเชื่อเรื่องขวัญหรือการ
ทำกิจกรรมต่างๆ จะต้องมีการเซ่น เจ้าที่เจ้าทาง และบอก
กล่าวบรรพชน ให้อุดหนุนค้ำจูนช่วยให้กิจการงานนั้นๆ
เจริญก้าวหน้า ทำเกษตรกรรมได้ผลผลิตดี ให้อยู่เย็น
เป็นสุข ปกป้องคุ้มครองดูแลและยังเป็นการขอขมาต่อท่าน
ม้ง 4
ความเป็นมา
ม้ง หมายถึง อิสระชน เดิมอาศัยอยู่ในประเทศจีน ต่อมาชาว
จีนเข้ามาปราบปราม เป็นเหตุให้อพยพลงมาถึงตอนใต้ของจีน
และเขตอินโดจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และตอนเหนือ
ของประเทศไทย บริเวณ ประมาณ พ.ศ. 2400 โดยมีสอง
กลุ่มได้แก่ ม้งน้ำเงินและม้งขาว ไม่ชอบให้เรียกว่าแม้ว โดย
ถือว่าเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ประชากรของม้งใน
ประเทศไทย มีมากเป็นอันดับ 2 รองจากกะเหรี่ยง
ลักษณะบ้านเรือน
ชนเผ่าม้งนิยมสร้างบ้านอยู่บนภูเขาสูงสร้างบ้านคร่อมพื้น โดย
ใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้าน ฝาบ้านเป็นไม้แผ่น มุงด้วยคา มีห้อง
นอน กับห้องครัวในบ้าน บ้านจะมีขนาดใหญ่ เพราะอยู่อาศัย
ในลักษณะครอบครัวขยายม้งถือผู้อาวุโสเป็นหัวหน้าครอบครัว
ภาษา
ภาษาม้งจัดอยู่ในสาขาเมี้ยว-เย้าจอง
ตระกูลจีน-ธิเบตไม่มีภาษาเขียนแต่ยืมตัว
อักษรภาษาโรมัน มาใช้
5
การเเต่งกาย
ชาวม้ง
ม้งน้ำเงิน ผู้ชาย สวมเสื้อสีดำ หรือน้ำเงิน ตัวสั้น ตัวป้าย ปัก
ลวดลาย แขนยาว ขลิบขอบแขนเสื้อด้วยสีฟ้า ส่วนกางเกงใช้สี
เดียวกัน เป้ากางเกงจะกว้างและหย่อนต่ำลงมาถึงหัวเข่า ปลายขา
แคบมีผ้าสีแดงคาดเอวเอาไว้ ชายผ้าทั้งสองข้างปักลวดลาย ห้อย
ลงมา ผู้หญิง สวมเสื้อสีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม มีลวดลายที่หน้าอก
แขนยาวขลิบที่ปลายแขนด้วยสีฟ้า ปกเสื้อห้อยพับไปด้านหลัง
ปักลวดลาย สวมกระโปรงจีบ รอบตัว ลวดลาย จากการเขียนด้วย
ขี้ผึ้งแล้วนำย้อมสีน้ำเงิน มีผ้าผืนยาวปักลวดลาย หัอยชายปิด
กระโปรง ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จะใช้ผ้าพื้นเรียบ ขลิบชายด้วย
ผ้าสี มีผ้าแดงปักลวดลายที่ชายทั้งสองข้าง และปล่อยเป็นพู่ห้อย
ลงมา คาดด้วยเข็มขัดเงินทับ พันแข้งด้วยผ้าสีน้ำเงินหรือดำ มวย
ผมไว้ที่กลางกระหม่อมมีช้องผมมวย พันเสริมให้ใหญ่ขึ้น แล้วใช้
ผ้าโพกทับมวยผม ประดับเครื่องเงิน และเหรียญเงิน
6
อาหาร
อาหารม้งเป็นอาหารของชาวม้งที่พบส่วนใหญ่ใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ และชุมชนม้งอ
เมริกันในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นอาหารที่มี
เอกลักษณ์ แต่ได้รับอิทธิพลจากอาหารลาว อาหาร
ไทย อาหารเวียดนามและอาหารจีน อาหารม้งแตก
ต่างกันไปบ้างตามภูมิภาค
อาชีพ
ม้งมีอาชีพอย่างเดียวคือ การเกษตร โดยจะปลูกไว้เพื่อรับประทานใน
ครัวเรือนเท่านั้น เช่น ข้าว และพืชผัก จะไม่มีการซื้อขายด้วยเงินตรา
จะมีแต่การแลกเปลี่ยนกันด้วยสิ่งของเท่านั้น ม้งมีวิถีชีวิตที่ยากลำบาก
มาก เพราะม้งมีความคิดว่า ต้องมีลูกเยอะ ๆ เพื่อตัวเองจะได้สบายใน
บั้นปลายของชีวิต จึงเป็นเหตุให้ม้งมีชีวิตที่ลำบากมาก ๆ ต้องตรากตรำ
ทำงานหนักในไร่เพื่อมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ในปัจจุบันนี้ ม้งได้ถูก
อพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ราบลุ่ม ทำให้วิถีชีวิตของม้งเริ่ม
เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการเป็นอยู่บนภูเขา การเป็นอยู่มีความ
ดิ้นรนมากขึ้น การประกอบอาชีพทางเกษตรจึงมีการปรับเปลี่ยนหลาย
รูปแบบมากขึ้น เช่น มีการทำนา ทำไร่ และอื่น ๆ เป็นต้น
สถานที่ ท่องเที่ ยว
หมู่บ้านดอยปุย หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ "หมู่บ้านม้งดอยปุย" ตั้งอยู่ที่อำเภอ
เมือง จังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันบ้านดอยปุยได้ถูกจัดให้เป็น หมู่บ้านท่องเที่ยว
เหมาะกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น มีทั้งตลาดม้ง โซนสวนดอกไม้ และวิถีชีวิตชาว
ม้ง เพราะมีผู้คนสนใจที่ท่องเที่ยวและศึกษาวิถีชีวิตพี่น้องชนเผ่าชาวม้งเป็น
จำนวนมาก
7
ศาสนา วัฒนธรรม
ความเชื่อ เเละ
เเละ ประเพณี
พิธีกรรม
ชาวเขาเผ่าม้งหรือม้งมีประเพณีและวัฒนธรรมตลอดทั้งความเชื่อ
เป็นของตนเองสืบมาแต่บรรพบุรุษ เช่น ประเพณีฉลองปีใหม่
เรียกว่า “ น่อเป๊โจ่วซ์” แปลว่ากินสามสิบ โดยถือเอาวันสุดท้ายคือ
30 ค่ำ ของเดือน 12 ในทุกปีเป็นวันส่งท้ายปีเก่า อยู่ในราวปลาย
เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม ชาวม้งจะประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ
ทุกคนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ประดับเครื่องเงินสวยงาม เด็ก ๆ จับ
กลุ่มกันเล่นลูกข่าง และร้องรำทำเพลง หนุ่มสาวจะจับคู่กันโยนลูก
ช่วง พูดคุยกัน ประเพณีแต่งงาน
ชาวม้ง จะไม่เกี้ยวพาราสี หรือแต่งงานกับคนแซ่หรือตระกูลเดียวกัน
เพราะถือเป็นพี่น้องกัน ชาวม้งนิยมแต่งงาน ในระหว่างอายุ 15 –
18ปี เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายหญิงจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่าย
ชาย ซึ่งนับเป็นการเพิ่มสมาชิกในครอบครัวชายชาวม้งอาจมีภรรยา
ได้มากกว่าหนึ่งคน อยู่รวมกันในบ้านของฝ่ายสามี
ชาวม้งมีการนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
เกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่อยู่บนฟ้า ในลำน้ำ
ประจำต้นไม้ ภูเขา ไร่นา ฯลฯ ชาวม้งจะต้องเซ่น
สังเวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ปีละครั้ง
อา 8
ข่า
ความเป็นมา
ชาวอาข่าหรืออีก้อ หรือข่าก้ออาศัยอยู่ในมณฑลยูนาน แคว้นสิบสองปัน
นา และไกวเจา เมื่อถูกรุกรานจึงทยอย กันอพยพลงใต้ ไปยังแคว้น
เชียงตุง พม่า แคว้นหัวโขง และแคว้นพงสาลี ในลาว บ้านหินแตก
ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตของดอยแม่สะลอง จ.เชียงราย เมื่อกว่า
80 ปีมาแล้ว และกระจายไปตาม จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก
กำแพงเพชร แพร่ ลำปาง และเพชรบูรณ์ อาข่า เป็นชนเผ่า ที่สามารถ
สืบสาวรายนามบรรพบุรุษฝ่ายบิดาขึ้นไปถึงตัว "ต้นตระกูล" ตลอดจน
ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีการ ทั้งตำนาน สุภาษิต ได้เป็นอย่างดี อา
ข่า แปลว่า อา...เป็นคำขึ้นต้นที่อาข่าใช้เรียกบุคคล ข่า.. แปลว่า ไกล-
ห่างไกล มีความหมายว่า กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บนดอยสูง ซึ่งห่าง ไกลจาก
ความเจริญ และไม่ชอบให้เรียก อีก้อ ด้วยถือเป็นการดูถูกเหยียดหยาม
ซึ่ง คำว่า อีก้อ แปลว่า หนึ่งคน หนึ่งกลุ่ม
9
ภาษา
ภาษาอาข่าจัดอยู่ในสาจา ยิ ( โลโล ) ของตระกูลพม่า- ธิเบต
มีภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน
ลักษณะ ในการเลือกตั้งหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้า
บ้านเรือน พิธีกรรม ช่างตีเหล็ก และผู้อาวุโสในหมู่บ้านจะเป็นผู้
เลือกสถานที่ และเสี่ยงทายขอที่จากผีเจ้าที่ โดยใช้ไข่
3 ฟอง โยนลงไปบนพื้น หากไข่แตกก็สร้างหมู่บ้านได้
ถ้าไข่ไม่แตก จะตั้งหมู่บ้านบริเวณนั้นไม่ได้ อาข่า นิยม
ปลูกบ้านที่มีความสูงประมาณ 3,000-4,000 ฟุต
จากระดับน้ำทะเล ที่ตั้งหมู่บ้านเป็นภูเขาลูกกลางที่ล้อม
รอบด้วยภูเขาสูง เชื่อว่าจะทำให้ชาวบ้านอยู่กันอย่าง
ร่มเย็นเป็นสุข เลี้ยงสัตว์ดีพืชผลในไร่อุดมสมบูรณ์
หมู่บ้านจะต้องมีพื้นที่กว้างขวาง เพียงพอสำหรับเด็ก ๆ
วิ่งเล่น และใช้เป็นที่ชุมนุมของชาวบ้านในพิธีกรรมหรือ
งานฉลองต่าง ๆ ได้ด้วย บ้านอาข่า จะยกพื้นสูงจากพื้น
ดินประมาณ 1 เมตร มีบันได 3 – 5 ขั้น บ้านสร้าง
ด้วยไม้ไผ่มีเสาเป็นไม้เนื้อแข็ง ฝาบ้านทำด้วยฟาก
ไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคาที่คลุมยาวลงมาจนเกือบถึง
พื้นดิน ไม่มีหน้าต่าง มีเตาไฟ 2 เตา สำหรับปรุงอาหาร
และสำหรับต้มน้ำชาไว้เลี้ยงแขก
10
การเเต่งกาย
ชาวอาข่า
อาข่าใช้ผ้าฝ้ายทอเนื้อแน่นย้อมเป็นสีน้ำเงินเข้ม
และสีดำ หญิง สวมเสื้อตัวสั้น กระโปรงพลีทสั้น
ผ้าคาดเอวและผ้าพันน่อง ห้อยคอด้วยลูกปัด มีจุด
เด่นที่หมวก ประดับด้วยลูกปัดหลากสี ความแตก
ต่างของหมวก อยู่ที่หญิงวัยเด็ก วัยรุ่น สวมหมวก
ทรงกลม หากแต่งงานแล้วจะสวมหมวกทรงสูง
ผู้ชาย สวมเสื้อคอกลมแขนยาว กางเกงขาก๊วย สี
เดียวกัน
อาหาร 11
อาหารของอาข่าถือเป็นอาหาร ‘คลีน’ ขนานแท้ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ
เพราะจะกินผักสดที่ปลูกหรือขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ผักกาดเขียว น้ำ
เต้า ฟักเขียว ฟักทอง บวบ ผักกูด ผักโขม หน่อไม้ หอมชู มะเขือ พริก
แตง ถั่ว ฯลฯ กินกับน้ำพริกต่างๆ เช่น น้ำพริกมะแขว่น น้ำพริกถั่วลิสง
น้ำพริกงาขาว น้ำพริกมะเขือเทศ น้ำพริกปลา ฯลฯ หรือนำผักสดมาต้ม ทำ
แกงจืด ผัดผัก หากมีเนื้อสัตว์ก็จะนำมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ ทั้งอาหารแบบ
ดั้งเดิมของอาข่า หรือทำแบบอาหารเหนือ เช่น ลาบ อ่อม คั่ว ฯลฯ
ส่วนหมูหรือไก่จะนำมาทำอาหารตอนมีพิธีต่างๆ ถือเป็นอาหารพิเศษ ไม่กิน
พร่ำเพรื่อ ชาวอ่าข่าจะกินข้าวกับน้ำพริกและผักเป็นหลัก หากใครเคยไป
เยือนหมู่บ้านอ่าข่าจะพบเห็นคนอ้วนน้อยมาก หรือแทบจะไม่เห็นเลย
(ยกเว้นผู้หญิงหลังคลอด)
อาชีพ
ทำอาชีพทางกสิกรรม เช่น การปลูกพืชไร่
เป็นการทำเพื่อยังชีพ
สถานที่ ท่องเที่ ยว
วิวบรรยากาศที่หมู่บ้านหล่อโย ชุมชนชาวอาข่า ดอยแม่สลอง
จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย โอบ
ล้อมไปด้วยขุนเขาและป่าไม้ โดย “ตะลอนเที่ยว”
12
ศาสนา
ความเชื่อ
เเละพิธีกรรม
ชาวอาข่าอาข่าไม่มีคำว่า "ศาสนา" แต่มีคำว่า "บัญญัติอาข่า" ซึ่ง
ครอบคลุมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีการทุกอย่างในการ
ดำเนินชีวิต มีความเชื่อในเรื่องผี โชคลาง และการเสี่ยงทาย เป็นที่สุด
ผีหรือ ”แหนะ” ได้เข้ามามีบทบาทในวิถีชีวิตของชาวอาข่า มีผีดี เช่น ผี
บรรพบุรุษคอยให้ความคุ้มครอง ส่วนผีร้าย มักจะเป็นผีตายทั้งกลม ผี
ตายโหงผีป่า และผีน้ำ ซึ่งชอบทำให้คนเจ็บป่วย เหตุนี้เองอาข่าจึงไม่
นิยมต่อน้ำเข้าหมู่บ้าน และไม่ชอบอาบน้ำ ส่วนผีป่านั้นจะชอบหลอก
หลอนคนและทำร้ายคนในป่า พิธีกรรมของอาข่ามีอยู่ด้วยกัน 9 พิธี
ได้แก่ พิธีขึ้นปีใหม่ พิธีเกี่ยวกับการเกษตรก่อนลงมือทำไร่ พิธีทำประตู
หมู่บ้าน พิธีบวงสรวงผีใหญ่ พิธีเลี้ยงผีบ่อน้ำ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของ
พืชไร่ พิธีโล้ชิงช้า เพื่อระลึกถึงเทพธิดาผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ให้
แก่พืชผลที่กำลังงอกงาม พิธีกินข้าวใหม่จัดขึ้นเพื่อฉลองรวงข้าวสุกและ
ขอบคุณต่อผีไร่ พิธีไล่ผีออกจากหมู่บ้าน พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ
13
วัฒนธรรม
เเละ
ประเพณี
ค่อนข้างหลากหลาย เช่น ประเพณี การฉลองปีใหม่ การฉลองพืชผล (กินข้าวโพดใหม่) การกิน
ข้าวใหม่ การไหว้ผีหลวง การไหว้ผีไร่ ผีนา การไหว้ผีบรรพบุรุษ ดนตรีเพลงชนเผ่า และการเต้นรำ
เครื่องดนตรีชนเผ่ามีไม่มากชิ้น ได้แก่ แคนน้ำเต้า และซึง ใช้เล่นประกอบการเต้นรำในงานต่างๆ
เพลงลีซอมีหลายประเภท เพลงที่นิยมคือเพลงเกี้ยวสาว ซึ่งชาย-หญิงร้องโต้ตอบกัน
เครื่องดนตรี จะเล่นในโอกาส ช่วงประกอบดำเนินพิธีในพิธีกรรม เช่น งานแต่งงาน งานบวช งาน
ศพ พิธีดึงวิญญาณคนตายจากนรก เครื่องดนตรีของเมี่ยนมี 2 ประเภท คือ เครื่องเป่าได้แก่ ปี่
(จยัด) ทำด้วยทองแดง ทองเหลือง ความยาวประมาณไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร และเครื่องตี
ได้แก่กลอง ฆ้อง และฉาบ
14
วัฒนธรรมประเพณี
(ครอบครัว) ครอบครัวอาข่าเป็นแบบครอบครัวขยาย อยู่รวมกันหลายครอบครัว หนุ่ม
สาวอาข่ามีอิสระในการเกี้ยวพาราสีและการเลือกคู่ครอง หากแต่งงาน
แล้ว ผู้หญิงจะเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของผู้ชาย และมานับถือ
ผีฝ่ายสามี ทุกหมู่บ้านจะมีลานโล่งกลางหมู่บ้านเพื่อกิจกรรมต่าง ๆ ของ
หมู่บ้าน เป็นลานดินเรียกว่า “ลานสาวกอด” หรือ “แดห่อง”เป็นลาน
ที่ดินที่หนุ่มสาวชาวอาข่ามาพลอดรักกัน และเด็กๆมาร้องรำทำเพลงกัน
นอกจากนี้ก็ยังมีประเพณี ปีใหม่ลูกข่าง ประเพณีไข่แดง โล้ชิงช้า
ประเพณีไล่ผี
15
ชนเผ่าไตหย่า
วิถีชีวิต ความเป็นมา
มสีลภักาพษสณังคะกมาขรอ
องยชู่รา่ววมไกตันหอย่ยา่าหงพมึู่่บง้พานาซนึ่้งำกบั่นอแขาลวะ
ชาติพันธุ์ไตหย่าคือ ชาวไตกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกัน
กัน มีความเคารพผู้อาวุโส และมีความศรัทธา
ในพระผู้เป็นเจ้า ชุมชนดำเนินวิถีชีวิตตาม ในชื่อกลุ่มของชาติพันธุ์ไตในประเทศจีน ถิ่นที่อยู่
หลักของศาสนาคริสต์ และมีคริสตจักรนที ดั้งเดิมคือ ตำบลโมซาเจียง อำเภอซินผิง จังหวัดยี่ซี
ธรรมเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนในการนัด มณฑลยูนาน ซึ่งอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำแดง ชาว
พบและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันแต่เดิมชาวไต จีนเรียกว่าขานว่า ฮวาเย่าไต (Huayaodai) แปลว่า
หย่านับถือผีบรรพบุรุษจนกระทั่งมีคณะ ไตเอวลาย (Flowery Belted) เหตุที่ได้ชื่อนี้เนื่องจาก
เผยแผ่ศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแผ่ในเมือง การแต่งกายของสตรีที่มีลักษณะโดดเด่นของผ้าคาด
หย่า ชาวไตหย่าบางส่วนจึงเปลี่ยนมานับถือ เอวที่ปักลวดลายและตกแต่งด้วยแถบผ้าหลากสีสัน
ศาสนาคริสต์ สวยงามบริเวณรอบเอว ชาวไตหย่าอพยพเข้าสู่
ประเทศไทยในปี พ.ศ.2470 สิ่งสำคัญที่ทำให้ชาวไต
หย่าย้ายถิ่นฐานเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งแรกคือ จาก
การที่คระมิชชั่นนารีที่ไปประกาศศาสนาศริสต์ที่เมือง
หย่าได้เสร็จสิ้นภารกิจ
การแต่งกาย 16
ผู้ชายไตหย่าจะสวม
กางเกงสีดำ
ศาสนาและ
หรือสีครามคล้ายกางเกงขาก๊วย ความเชื่อ
เสื้อสีเดียวกับกางเกง เรียกว่า เสื้อฮี ชาวไตหย่าในประทศไท
ยกว่าร้อยละ
ลักษณะเป็นเสื้อคอจีนแขนยาว ผ่าหน้าติด
กระดุมผ้า ปลายแขนแต่งด้วยแถบผ้าสีแดง 90 นับถือศาสนาศริสต์ ประเพณีกรรม
หรือสีฟ้า สวมหมวกผ้าทรงกลมกลางศีรษะ สำคัญต่าง ๆ จึงขึ้นอยู่กับวันสำคัญของ
โล่ง ติดภู่ห้อยด้านข้างซ้าย ศาสนาคริสต์ ส่วนชาวไตหย่าที่อยู่ใน
ผู้หญิง เครื่องแต่งกายของสตรีที่จะสวมผ้าซิ่น ประเทศจีนยังคงนับถือผี มีแม่มด ย่า
2 ผืนซ้อนกันเป็นผ้าพื้นมีดำ ประดับด้วยผ้าริ้ว มด เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ
สีต่าง ๆ เย็บเป็นแถบรอบชายซิ่น ขณะสวม
ใส่จะรั้งผ้าซิ่นด้านซ้ายขึ้น ปล่อยชายด้านขาว
ห้อยต่ำลงมา นอกจาชายเสื้อและผ้าซิ่นจะ
ประดับด้วยริ้วผ้าสีต่าง ๆ แล้วยังใช้เม็ดเงิน
สอยเย็บติดกับชายเสื้อ สาบเสื้อ และขอบแขน
เป็นลวดลายต่าง ๆ
ประเพณีและวัฒนธรรม
ประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญของชาวไตหย่าจะขึ้นอยู่กับ
วันสำคัญของศาสนาคริสต์เนื่องจากชาวไต่หย่าส่วนมากจะนับถือ
ศาสนาคริสต์
อาหาร 17
อาหารหล
ักของชาวไตหย่า คือ ข้าว ภาษา
เหนียว ไม่บริโภคอาหารดิบ และ เชอางวทไี
่ตฟัหงแย่าล้มวีภคลา้ษายาคพูลดึงเกปั็บนภขาอษงตาัว
ไม่บริโภคอาหารรสจัด อาหารจะ
ทำให้สุกด้วยการหุง ต้ม แกง ตุ๋น ไทลื้อและภาษาไทยองแต่จากการ
ทอด คั่ว ย่าง หรือจี่ เครื่องชูรส ไม่มีตัวอักษรในการจดบันทึกจึง
อาหารใช้แต่เกลือและน้ำส้มไม่ ทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
บริโภคเครื่องเทศนอกจากพริกไทย และสูญหายไปมาก
โดยปกติชาวไตหย่าจะเก็บถนอม
อาหารไว้บริโภคนาน ๆ ด้วยการ อาชีพ
หมัก ดอง และตากแห้ง
แต่เดิมประกอบอาชีพการทำเกษตรเพื่อการยังชีพ แต่
ปัจจุบันวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ชาวไตหย่าส่วนใหญ่
เดินทางเข้าไปทำงานในจังหวัดอื่นๆ เช่น เชียงใหม่
กรุงเทพฯ มีเพียงบางส่วนที่ประกอบอาชีพเกษตร ทำ
นาข้าว ทำนากก เนื่องจากกกเป็นพันธุ์พืชที่ชาวไต
หย่านำมาด้วยในคราวที่อพยพจากแคว้นยูนนาน การ
ทำนากกในประเทศไทยจึงเริ่มต้นจากหมู่บ้านของชาว
ไตหย่าและต่อมาแพร่กระจายไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง
เมื่อกกโตเต็มที่จะตัดเพื่อไปเป็นวัตถุดิบในการทอ
เสื่อกก
ชนเผ่าบีซู 18
ประวัติค
วาม
เป็นมา
ชนเผ่าพื้นเมืองบ
ีซู เป็นกลุ่มชาติพันธุ์
ดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี
การเปิดเผยตัวตนให้ เป็นที่รู้จักของคน
ทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.2548 ที่ชนเผ่าพื้นเมืองบีซู
ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่ง
ประเทศไทย ที่จัดงานเดินรณรงค์ในจังหวัด
เชียงใหม่ เพื่อให้สังคมรับรู้ว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ วิถีชีวิต
บีซู เป็นชนเผ่า พื้นเมืองอยู่ในจังหวัด
เชียงรายของประเทศไทย ชนเผ่าพื้นเมืองบีซู ในอดีตมีความสัมพันธ์กันเอง
ภายในกลุ่มอย่างเหนียวแน่น ไม่นิยมให้บุตรหลาน
แต่งงานกับบุคคลนอกชนเผ่าหรือบิฉ่ า (คนเมือง)
แต่ถ้ามีการแต่งงานกับบิฉ่ าก็ต้องออกไปตั้ง
ถิ่นฐานนอก หมู่บ้าน ไม่สามารถเข้ามาอยู่ในเขต
หมู่บ้านได้ ซึ่งเขตหมู่บ้านของชาวบีซูถูกก าหนดไว้
ด้วยประตูหมู่บ้านทั้ง 4 ทิศ เรียกว่า “สะมาลา
แกน” เฉพาะชาวบีซูเท่านั้นที่อยู่ภายในเขตประตู
หมู่บ้าน
การแต่งกาย ศาสนาและ 19
ความเชื่อ
ชุดผู้ชาย ตัวเสื้อทำ
จากผ้าฝ้ายสีแดงน้ำหมาก
บีซูนับถือศาสนาพุทธและมีความผูกพัน
คอจีน ผ่าหน้า ป้ายด้านขวาของผู้สวมใส่ แขน
แน่นแฟ้นกับวัดและพระสงฆ์ และมีความเคร่งครัด
เสื้อทรงกระบอกยาวชายเสื้อขลิบผ้าสีน้ำเงิน
กระดุมเสื้อทำมาจากกะลามะพร้าว มีหอยเบ้อ ในการปฏิบัติศาสนกิจตามขนบประเพณีดั้งเดิม
ประดับตัวเสื้อ ส่วนกงเกงเป็นทรงขากว้าง สีดำ บิดามารดานิยมให้บุตรหลานที่เป็นชายบวชเรียน
หรือสีน้ำเงิน ส่วนของผ้าโพกหัวนิยมใช้สีแดง ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะบวชให้พ่อแม่ ถ้าเป็นเด็กจะบวช
เพื่อเรียนหนังสือ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา
ชุดของผู้หญิง ตัวเสื้อเป้นผ้าฝ้ายสีน้ำเงินคอ
จะมีการทำบุญในหมู่บ้านเช่นเดียวกันคนไทย
จีน ตัวเสื้อคลุมป้ายด้านซ้ายของผู้สวมใส่ เสื้อ
ทางเหนือ ในขณะเดียวกันก็ยังคงนับถือ
แขนกระบอกยาวคอเสื้อและชายเสื้อตกแต่ง
ผีด้วยเช่นกัน มีทั้งผีหมู่บ้านผีในป่าผีในถ้ำ
ลายปักสีแดงและหอยเบี้ย สวมผ้าถุงสีเขียวทอ
ในทุ่งนาและผีบรรพบุรุษ บีซูเรียกผีที่ดูแล
ลายแดงสลับดำคาดกลาง (เครือข่ายสื่อชนเผ่า
หมู่บ้านหรือเสื้อบ้านว่า ‘อังจาว’
พื้นเมือง ร่วมกับสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่ง
ประเทศไทย ประเพณีและ
วัฒนธรรม
ในอดีตเมื่อมีคนเสียชีวิตในชุมชน จะไม่ให้เด็ก
และผู้หญิงออกจากบ้านชาว ผู้ทำหน้าที่จัดพิธีศพจ
เป็นกลุ่มผู้ชาย ใช้การฝังศพเป็นหลัก เชื่อว่าจะ
ต้องฝังศพผู้ตายภายใน 24ชั่วโมงการเลือกสถาน
ทำพิธีเสี่ยงทายจากไข่ ถ้าโยนไข่ หรือใข่หลุดมือ
แล้วแตกที่ไหนจะทำพิธีฝังศพ ณ ตำแหน่งนั้น
แต่ถ้าเมื่อโยนและไข่ไม่แตกต้องหาที่ฝังใหม่
พิธีการเสี่ยงทายด้วยไข่นี้มีชื่อเรียกตาม ภาษาบีซู
ว่า ยา-อู-จัน โดยผู้ทำพิธีนั้นไม่จำเป็นต้องเป็น
หมอผี แต่ต้องเป็นผู้ที่รู้และเข้าใจพิธี อาจเป็นคน
เฒ่าคนแก่ (ลักษณะเดียวกับสัปเหร่อ)
ภาษา 20
จัดอยู่ในตระกูลภาษาทิเบต-พม่า (Tibeto อาหาร
– Burmese family) ซึ่งตามหลัก
ภาษาศาสตร์เรียกภาษากลุ่มนี้ว่า ภาษาโลโล อาหารของชาวบีซู เช่น เมนูลาบพริก
ใต้ (Southern Loloish) ภาษาบีซูเป็น ที่ใชวัตถุดิบมาจากพืชพรรณในท้อง
ภาษาที่เพิ่งมีนักภาษาศาสตร์ค้นพบเมื่อไม่ ถิ่น เช่น พริก ขิงยอดผักไผ่ ส้มป่อย
นานมานี้ ตะไคร้ ใบหอมแป้น(กุยช่าย) ฯลฯ
เอกลักษณ์อยู่ที่วิธีการลาบหรือการ
สับ จะทำในกระบอกไม้ไผ่ เป็นเมนู
อาหารสุขภาพที่มักรับประทานกันใน
กปัจาจุบัรนมีตกัา้รงตั้งบบ้้านาเรนือนเเป็รนกือลุ่มบน้านอยู่ทางทิศ มื้อกลางวัน ของครอบครัวหรือในงาน
เกี่ยวข้าวของชุมชน
ตะวันออกของ ลาห้วยชมภู ใกล้ๆ กับบริเวณที่ห้วย
ชมพูแง่งซ้ายและแง่งขวามาบรรจบกัน มีลักษณะที่
เป็นที่ราบเนินเขาของ ดอยช้างท่ีทอดตัวลงมาจาก
ฝ่ังตะวันตกไปสู่ฝั่งตะวันออกที่เป็นท่ีราบลุ่มน้าแม่
ลาวฝั่งซ้าย บ้านเรือนมีการ กระจายตัวเป็นหย่อมๆ
รูปสี่เหล่ียมที่มีการขยายตัวออกจากศูนย์กลาง
หมู่บ้านไปตั้งบ้านเรือนในที่ดินทากิน ทั้ง 4
ทิศทาง ซ่ึงมีความเป็นไปได้ว่าการกระจายตัวของ
บ้านเรือนในบ้านดอยชมพูถูกควบคุมโดยประเพณี
วัฒนธรรมท่ีเกี่ยวข้องกับสะมาลาแกน หรือประตูหมู่
บ้านท่ีกาหนดให้บ้านเรือนของชาวบีซูต้องสร้างอยู่
ใน ขอบเขตของประตูหมู่บ้าน
ชนเผ่าขมุ 21
ประวัติความเป็นมา
ขมุ เป็นชาวเขาก
ลุ่มเล็ก ๆ ในภาคเหนือ
ของประเทศไทย บริเวณชายแดนจังหวัด
เชียงรายและน่าน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มี
ถิ่นฐานบริเวณตอนเหนือของเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน ตั้งแต่
บริเวณทางใต้ของประเทศจีน ทางภาค
เหนือของ ประเทศไทย ประเทศ
เวียดนาม จนถึงสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว
ซึ่งมีชาวขมุอยู่เป็นจำนวน
มากที่สุด
วิถีชีวิต การแต่งกาย
ดั้งเดิมนั้นคน
ขมุจะมีวิถีการผลิตแบบยังชีพ ชาวขมุ นิยมแ
ต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ
มีการปลูกข้าวไร่ เพราะพื้นที่ที่อยู่อาศัยก็เอื้อ หรือคล้ำเข้ม ในชีวิตประจำวันจะพบ
ให้ทำการเพาะปลูกข้าวไร่ การปลูกพืช การแต่งกายแบบขมุเฉพาะกลุ่มหญิงมีอายุ
พาณิชย์เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่วนใหญ่ ส่วนผู้ชายและเด็กรุ่นใหม่จะนิยมแต่งกาย
แล้วลูกหลานรุ่นหลังมักจะทำงานภายใน แบบคนเมือง
พื้นที่และต่างจังหวัด เพื่อหารายได้มาจุนเจือ
ครอบครัว
ศาสนาและ 22
ความเชื่อ
ประเพณีและ
กลุ่มชนขมุยังยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
ภายในกลุ่มบนความเชื่อ 2 รูปแบบด้วยกัน
ดังนี้ ทุกปีก่อนจะถึงช่วงฤดูทำไร่ ชาวเผ่าขมุจะจัดพิธี
1.ความเชื่อในเรื่องของบรรพบุรุษ ความเชื่อ บนบานเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและ
เกี่ยวกับพญาเจือง วีรบุรุษผู้กล้าหาญ โดยจะมี บรรพชนต้นตระกูล ช่วยดลบันดาลให้ฝนตก
การประกอบพิธีกรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ขมุ ตามฤดูกาลเพราะชาวเผ่าขมุมีความเชื่อต่อ
2.ความเชื่อในเรื่องของจิตวิญญาณบรรพบุรุษ ธรรมชาติและเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมี
ในระดับครอบครัว เช่น ผีปู่ ผีย่า ซึ่งคนขมุ จิตวิญญาณทั้งสิ้นเมื่อถึงต้นเดือน 4 ตาม
เชื่อว่ามีอิทธิพลที่จะช่วยคุ้มครองลูกหลาน จันทรคติ ชนชาวเผ่าขมุในบ้านแตน อำเภอ
สมาชิกในครอบครัวจึงมีการแสดงออกผ่านการ เมืองฟัง จังหวัด DienBien จะเตรียมการจัดพิธี
เซ่นไหว้ ในยามที่สมาชิกในครอบครัวเกิดการ บนบานขอฝนกันอย่างคึกคักซึ่งเป็นหนึ่งในงาน
เจ็บป่วย ใหญ่ประจำปีของชาวขมุ
ภาษา
ชาวขมุจะมีภาษาพูดเป็นของตนเองตาม
สำเนียงเสียงท้องถิ่นและจะแตกต่างกัน
ไปในแต่ละกลุ่มส่วนใหญ่แล้วจะสามารถ
สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เพราะมีการเรียน
รู้ทางภาษาระหว่างกัน
อาหาร 23
อาหารการกิน ชาวขมุกินข้าวเหนียวเป็นหลัก กินเนื้อสัตว์และผักทุกชนิด
อาหารประจำวันส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกพืชผักต่าง ๆ ทั้งที่ปลูกไว้ในไร่
และพืชผักสวนครัว บางส่วนได้มาจากการล่าสัตว์ หาของป่า อาหารจำพวก
หมู ไก่ จะใช้เฉพาะในพิธีกรรม การประกอบอาหารส่วนใหญ่จะใช้พริก
เกลือผงชูรสและมักใส่ผักขี้อ้น (กลู้ช) เพื่อให้มีกลิ่นหอมและมีรส
เป็นแกงผักน้ำใส และอาหารที่ชาวขมุชอบมาก ได้แก่ ปลาหมก
(ก้ะ กูบ)ชาวขมุจะหมักเหล้าไว้ใช้เองเหล้าของชาวขมุเป็นเหล้า
อุเรียกว่า “ปูจ” มีไว้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน
และใช้ในการเซ่นไหว้ผี
อาชีพ
ทำการเกษตรเป็นหลักแบบยังชีพ ปลูกข้าว
เผือกมัน และเครื่องปรุงรสอาหารต่าง ๆ พืช
ไร่และไม้ยืนต้นมีเล็กน้อยส่วนใหญ่ปลูกไว้
กิน หากมีเหลือก็จะแบ่งปันให้ญาติพี่น้อง
นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์ เช่นหมู ไก่ วัว
ควาย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อใช้ประกอบ
พิธีกรรม
24ไทใหญ่
ประวัติความเป็นมา
“ไทใหญ่”โดยความหมายของคำว่า “ไต” นั้น หมายถึง
คน ขณะที่ชื่อเรียก “ไทใหญ่” นั้น เป็นชื่อที่คนไทย
ภาคกลางใช้เรียกคนไต หรือกลุ่มคนที่อยู่ในลุ่มน้ำสาละ
วิน ส่วนชื่อเรียก“เงี้ยว”เป็นคำที่คนยวนในล้านนาใช้
เรียกพวกเขา แต่เป็นคำที่คนไทใหญ่ไม่ชอบเพราะส่อไป
ในทำนองดูถูก ในขณะที่ “ฉาน” นั้นเป็นอีกชื่อเรียก
หนึ่งที่ชาวพม่าใช้เรียกชาวไตจวบจนยุคอาณานิคม ชาว
อังกฤษก็เรียกชื่อนี้ตามอย่างพม่า ในขณะที่เจ้าของ
วัฒนธรรมเองนั้น ประสงค์มห้คนทั่วไปเรียกตนเองว่า
“ไต” มากกว่าชื่ออื่นขณะเดียวกันชื่อเรียกนั้นมีการใช้
การแต่งกาย สลับไปมา มีความลื่นไหลและพลวัตรขึ้นอยู่กับมิติความ
สัมพันธ์
ผู้หญิง สตรีชาวไทใหญ่ในอดีตนิยมสวมเสื้อแซค
เป็นเสื้อเนื้อบางแขนยาวหรือสามส่วน ป้ายสาบเสื้อทับ
ไปทางขวาโดยใช้กระดุมผ้าหรือกระดุมโลหะสอดยึดห่วง
ซึ่งเสื้อป้ายนี้ได้อิทธิพลการแต่งกายมาจากชาว จีนแบบ
ราชวงศ์ชิง นุ่งซิ่นเนื้อบาง เช่น ซิ่นก้อง ซิ่นส่วยต้อง ซิ่น
ปะล่อง ซิ้นหล้าย ซิ่นฮายย่า ซิ่นถุงจ้าบ ซิ่น แพรปังลิ้น
และซิ่นปาเต๊ะ ทรงผมเกล้ามวยตามอายุ
ผู้ชาย บุรุษชาวไทใหญ่ในอดีตนิยมสวมเสื้อแซคหรือเสื้อ
แต้กปุ่ง เป็นเสื้อแขนยาว คอกลม กระดุมผ่า หน้า มี
กระเป๋าเสื้อ นุ่งกางเกงสะดอเรียกว่า เรียกว่า ก๋นไต หรือ
โก๋นโห่งโย่ง มัดเอวและเคียนหัวด้วยผ้าสี อ่อน เช่น สี
ขาว ชมพู หรือเหลือง[15] ส่วนการแต่งกายในราชสํานัก
ไทใหญ่มักจะได้รับอิทธิพลมาจากราช สํานักมัณฑะเลย
ศาสนาและความเชื่อ 25
ศนัาบสถนือาศแาลสะนคาวพาุมทเธชื่อซึช่งาศว
าไสทนใาหพญุท่สธ่วไนด้ใเรหิ่มญเ่ข้ามา
มีบทบาทในกลุ่ม ชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ใน
รัฐฉานในช่วง ปี พ.ศ. 2015 เริ่มเฟื่องฟูมากขึ้น
ในช่วงที่พระญาณคัมภีร์เดินทาง มาจากเชียงใหม่
ไปเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายโยน ในขณะเดียวกัน
ชาวไทใหญ่ก็นับถือเทพและผีเจ้าเมือง ด้วย เป็น
ความเชื่อดั่งเดิมทเี่ ชื่อว่าเจา้ เมอื งที่เสียชีวิตไปแล้วจะ
ยังคงปกปักรักษาชาวบ้านในชุมชนอยู่ ประเพณีและ
วัฒนธรรม
ภาษา วิถีชีวิตชาวไทใหญ่ เช่
นพิธีการดําหัวตามประเพณี
ดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ การแสดงฟ้อนไต การฟ้อนนก
ภาษาที่คนไทใหญ่ใช้อยู่ในตระกูลภาษา ฟ้อนโต การฟ้อนเจิง การฟ้อนดาบ กับเครื่องดนตรี
โบราณ เช่น ระนาดเหล็ก ฆ้องแผง กลองยาว ฉาบ ตี
ไท-กะได กลุ่มตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับ
ไทเหนือ ไทอาหม ไทขาว ไทลื้อ ไทสยาม ลาว
(เรณู วิชาศิลป์ 2541 หน้า 264) ภาษาไทใหญ่ ยอ หรือไวโอลินพม่า อาหารของชาวไทใหญ่จะมี
แยกตัวจากออกจากกลุ่มภาษา ไทอื่น ๆ มานาน "ถั่วเน่า" เป็นเอกลักษณ์ คล้ายกะปิ เป็นอาหารที่มี
มากและเริ่มเห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดในราว ประโยชน์เพื่อสุขภาพอาทิ น้ําพริกคั่วทรายที่ผสมถั่ว
ศตวรรษที่ 12-13 จากการที่สามารถตั้ง รัฐโบราณ เน่าเป็นหลัก การทําถั่วเน่าจิ้นลุง หรือลูกชิ้นของ
บนลุ่มแม่น้ํามาว จนขยายอิทธิพลออกไปทั้งทางเหนือ ชาว ไทยใหญ่ น้ําพริกพู หรือ ขนม เช่น
และทางใต้ ทางใต้ขยายไปครอบคลุมเมือง ยองห้วยใน ข้าวหลามมูล คล้ายๆ กะละแม แต่อยู่ในกระ
ลุ่มน้ําคง ทางเหนือขยายเข้าไปในแคว้นอัสสัม บอกไม้ไผ
จนก่อให้เกิดกลุ่มชนที่พูดภาษา
คล้ายคลึงกัน
อาหาร 26
ชาวไทใหญ่นิยมทานข้าวเจ้าเป็นหลัก ใช้ผักเป็นวัตถุดิบ
หลักในการ ประกอบอาหาร โดยเครื่องปรุงได้มาจากพืชผัก
ธรรมชาติ เช่น พริก เกลือ หอม กระเทียม เครื่องปรุงสําคัญ ที่
เป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทใหญ่คือ “ถั่วเน่า” หรือถั่วเหลือง อาชีพ
หมัก มีทั้งถั่วเน่าแผ่น เรียกว่า ถั่วเน่าแข็บ และถั่วเหลืองที่หมัก
และบดละเอียดโดยจะเก็บไว้ในลักษณะคล้ายการเก็บน้ําพริก
ตาแดงจะไม่ทําให้แห้ง ใช้ แทนกะปิ เรียกว่าถั่วเน่าเมอะ อาหาร ชาวไทใหญม่ักประกอบ
ที่ขึ้นชื่อของคนไทใหญ่ เช่น จิ๊นลุง อุ๊บไก่ ข้าวส้ม เป็นต้น
นอกจาก อาหารคาวแล้ว ก็ยังมีขนมหวานอีก เช่น อาชีพเกษตรกรรมและการ
ฮาละหว่า หย่ากู๊ ส่วยทะมิน แอบน้ําอ้อย ข้าวมูลห่อ ค้าขาย
เป็นต้น ซึ่ง ขนมของชาวไทใหญ่มักจะทําขึ้นใน
ช่วงเทศกาลต่างๆ
27
ชนเผ่ากะเหรี่ยงโพล่ง
ประวัติและความเป็นมา
บ้านเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยู่ทางตะวันตกของจีนในเขต
กวางสี ก่อนที่พวกเขาจะอพยพสู่ดินแดนที่พวกเขาอาศัยอยู่ใน
ปัจจุบัน ชาวจีนเรียกแม่น้ําแยงซีเกียงว่า "แม่น้ำของ พวกยาง
หรือแม่น้ําของพวกกะเหรี่ยง"ชนชาติกะเหรี่ยงเข้าสู่ดินแดนอิน
โดจีนตามสายน้ําสําคัญ 3 สาย คือ สายน้ําอิระวดี สายน้ําสาละ
วิน และ สายน้ำ แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา กลุ่มกะเหรี่ยง
โปเป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาตามสายน้ําสาละวิน แม่น้ําโตง
แม่น้ำเมยและแม่น้ําตะนาวศรี โดยมีชุมชนหนาแน่น
อยู่ที่เมืองตองอู, ผาปูน, ผาอ่าง, ท่าตอน,เมาะละ
แหม่ง, พะโค (หงสาวดี) กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อยู่ปะปน
กับชาวมอญจึงถูกเรียกว่า "ตะเลงกะยิน"
กะเหรี่ยงโปนั้นมีเมืองดั้งเดิมที่บรรพบุรุษได้ตั้ง
ถิ่นฐานมั่นคง เรียกเมืองนั้นว่า กวยเกอบ่อง
(กวยเกอบ่อ) เมืองดูยอ
การแต่งกาย 28
การแต่งกายปัจจุบันกลุ่มกะเหรี่ยงยังคงสวมใส่เครื่องแต่ง
กายประจําเผ่า ในวิถีชีวิตยังคงรักษาลักษณะร่วม ที้
แสดงออกถึงสถานะของหญิงสาวและแม่หญิงแม่เรือน
เช่นเดียวกัน คือหญิงทุกวัยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ต้อง สวม
ชุดยาวกรอมข้อเท้าสีขาว เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องเปลี่ยน
มาสวมใส่เสื้อ และผ้าถุงคนละท่อนกันเท่านั้น ห้ามกลับ
ไปสวมใส่ชุดยาวสีขาว ส่วนผู้ชายทั้งกลุ่มกะเหรี่ยงโป
และสะกอ
ศาสนาและความเชื่อ ประเพณีและเทศ
ศาสนาและความเชื่อระบบความเชื่อของกะเหรี่ยงมีความ กาลสําคัญ
สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ ดังนั้นคน กะเหรี่ยงจึง ปกรรระมเพสํ
ณาคีัเญทใศนกราอลบแปลีะพิธี
ให้ความสําคัญในทางศาสนามาก คนกะเหรี่ยงนับถือทั้ง
ศาสนาพุทธ คริสต์และนับถือผี เกือบ ร้อยละ 90 นับถือผี •การขึ้นปีใหม่
ผีมีอยู่ทุกแห่งในป่า ในไร่นา ในลําธาร ผีและวิญญาณ ประเพณีเทศกาลและพิธีกรรมที่
เป็นบ่อเกิดของคุณธรรมและ ค่านิยมหลายประการ เช่น เกี่ยวกับชีวิต
การอยู่อย่างผัวเดียวเมียเดียว ไม่ประพฤติผิดลูกเมียใคร ผี •การตั้งครรภ์และครอดบุตร
ที่นับถือ คือผีบ้าน และผีเรือน ผีบ้านเป็นผีเจ้าที่ที่คอย
•การแต่งงาน การหย่าร้าง
ปกป้องดูแลหมู่บ้านผีเรือนเป็นผีดวงวิญญาณบรรพบุรุษ
•ความตาย และการทําศพ
ซึ่งคอยปกป้อง รักษาบุตรหลานเหลนผู้สืบตระกูลของตน
ด้วยความห่วงใย นอกนี้ยังมีผีประจําไร่หรือผีนา ซึ่งจะช่วย •การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และ
ทําให้ ผลิตผลของไร่นาเจริญงอกงาม บรรพบุรุษ
ภาษา 29
ภาษากะเหรี่ยงจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน- อาชีพ
ธิเบต ลักษณะเด่น ๆ ของภาษากะเหรี่ยงที่ อาชีพหลัก เช่น การทําไร่ ทํานา สมัยก่อนจะ
แตกต่างจากภาษาไทย ได้แก่ โครงสร้าง ชอบทําไร่ข้าว แต่ภายหลังหันมาดํานาโดยใช้
พยางค์ เสียงพยัญชนะและเสียงสระ รวม ช้างเป็นเครื่องมือบุกเบิก ระบบการทําไร่ของชาว
ทั้งเสียงวรรณยุกต์ซึ่งในบางถิ่นจะมี
กะเหรี่ยง เป็นระบบการทําไร่ลักษณะหมุนเวียน
ลักษณะ น้ําเสียงเป็นส่วนประกอบ
โดยมีการหมุนเวียนใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี
อยู่ด้วย มีตัวพยัญชนะ 36 ตัว
มีหน่วยเสียงสระ 9 เสียง เสียงวรรณ เพื่อ
ยุกต์ 5 เสียง นอกจากมีคําศัพท์เฉพาะ ทําให้ระบบนิเวศมี การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมมี
เป็นภาษาของตนเองแล้ว ยังมีศัพท์ อย่างไรก็ตามชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่า การทําไร่
ที่มาจากวัฒนธรรมมอญ ซึ่งรับมาใช้ทั้ง เปรียบเสมือนการเหยียบ บนท่อนไม้ไผ่ อันหมาย
ตัวอักษรและอักขระวิธ ถึง ความไม่แน่นอนในด้านผลผลิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
คุณภาพของดินและสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี
นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้กินเอง พืชที่
นิยมปลูกเป็นจําพวก ถั่ว ข้าวโพด ขิง มะเขือ หัวหอม
ผักประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ยังปลูกฝ้ายเอาไว้เอง
ในครัวเรือน เพื่อถักทอเป็น เครื่องนุ่งห่ม บ้างก็ปลูก
เพื่อส่งออกในตลาดเพื่อมาเป็นเงินจุนเจือ
ครอบครัว
30
ชนเผ่าชอง
ประวัติและ วิถีชีวิต
ความเป็นมา ก่อนหน้าปี พ.ศ.2500 ระบบเศรษฐกิจ
ของชาวชองเป็นการเกษตรแบบยังชีพ
ชาวชองเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่คงอยู่อาศัยในเขต เป็นหลัก มีการปลูกข้าวเพื่อ เลี้ยง
รอยต่อระหว่างประเทศไทย กับกัมพูชามานาน ครอบครัวไม่ใช่เพื่อการค้า ยกเว้นการ
มากแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้ ปลูกกระวานที่ทําเพื่อการค้าเท่านั้น
อย่างชัดเจน ชื่อของชาวชองปรากฏในเอกสาร นอกจากนี้ยังมีการหาของ ป่าและล่าสัตว์
เก่าสุดอยู่ในบันทึกของโจ วต้ากวาน ทูตชาวจีน อีกด้วย เท่าที่สังเกตชาวชองส่วนใหญ่มัก
ที่เดินทางเข้ามายังราชสํานักกัมพูชาเมื่อ จะมีบ้านเรือนที่ค่อนข้างใหญ่และได้รับ
พ.ศ.1839 ว่าชาวเขมรในกัมพูชา
จับ “ชวง” หรือ “จวง” (Chuang) การศึกษาที่ ดีพอสมควร
ตามป่าเขามาเป็นทาสใช้สอย
ในเรือนของชาวเขมร
31
การแต่งกาย
ในอดีต ผู้ชายชาวชองจะนุ่งโสร่ง ไม่นุ่งกางเกง ไม่สวม
เสื้อและมีผ้าขาวม้าเคียนเอว แต่ในบางโอกาสจะ สวมเสื้อ
แขนสั้นสีดํา สีเทา หรือกรมท่าแล้วแต่ความชอบส่วนผู้หญิง
นิยมนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอก ซึ่งไม่ค่อย
พบเห็นได้มากเท่าไหร่นัก ส่วนด้านในเป็น เสื้อคอกระเช้า
นอกจากนี้บางครั้งจะห่มสไบทับด้านนอกด้วย ผู้หญิงชาวชอง
หันมาเริ่มนุ่งกางเกงกันเมื่อ ประมาณปี 2520 ส่วนเด็ก
ผู้ชายสมัยก่อนจะนิยมไว้ผมเปียและไว้แกะ ผู้หญิงจะไว้จุก
เชื่อว่าจะทําให้เด็กมี อายุยืน และจะตัดกันเมื่ออายุได้ 12
ปีสําหรับคนในปัจจุบันมีเพียงเฉพาะคนแก่ที่ยังแต่งกายใน
แบบดั้งเดิม ซึ่งโดยมากมักมีอายุ 50-60 ปีขึ้นไปส่วนคนรุ่น
หนุ่มสาวเป็นการแต่งกายตามสมัยนิยมกันหมด
ศาสนาและ
ความเชื่อ
ชาวชองก็ไม่ได้แตกต่างจากคนกลุ่มอื่น ๆ ในภูมิภาคอุษาค
เนย์คือมีความเชื่อผสมผสานกันระหว่างศาสนา ผี พุทธ และ
พราหมณ์ โดยศาสนาผีเป็นศาสนาดั้งเดิมก่อนการรับศาสนา
พุทธและ พรามหณ์เข้ามา ใน ภาษาชองเรียกผีว่า "มู้จ" แบ่งผี
ออกเป็น 4 ชนิดได้แก่ ผีเรือน (มู้จต็อง) เป็นผีที่มีกันทุกบ้าน,
ผีหิ้ง (มู้จต็ องพัฮ) และผีโรง
ลักษณะบ้านเรือน 32
ชาวชองเรียก “บ้าน” ที่เป็นท่ีอยู่อาศัยว่า “ต็อง” ภาษา
ซึ่งครอบคลุมลักษณะของเรือนแบบต่าง ๆ ทั้ง
แบบ ชองดั้งเดิมที่มีไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก และแบบ
ร่วมสมัยที่ใช้ไม้และปูนแทนซึ่งเป็นบ้านที่ชาว
ชองปัจจุบันนิยมปลูก กัน บ้านเรือนลักษณะนี้มี
ทั้งแบบยกใต้ถุนสูงและแบบที่ปลูกติดดิน แต่ถึง
แม้จะมีบ้านหลายแบบ บ้านของชาว ชองก็มักจะ
ประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักสามส่วน ได้แก่
ส่วนเปิดโล่งหรือโถงของเรือน ส่วนครัวไฟ และ
ส่วนห้องนอน
อาหาร ภาษาของชาวชอง จะมีสาเนียง คาพูด
แตกต่างจากภาษาอื่น ๆ ที่ใช้พูดกันอยู่ใน
กินข้าว เจ้า น้ำพริกผัก ภาคตะวันออก เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน
และปลา ภาษาลาว ภาษาญวน ภาษาขมุ และภาษากุหล่า
เป็นต้น อีกทั้งยังตั้งชื่อตามกลุ่มบุคคลเผ่านั้น ๆ
คือ หมู่บ้านขอม หมู่บ้านลาว หมู่บ้านญวน และ
หมู่บ้านคนไทย (วังแซ้ม) และชื่อ หมู่บ้านอีก
หลาย ๆ แห่งที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาชอง เช่น
บ้านเส (ต็อง+เซ) บ้านหนองชิ่ม (หนอง+ชี้ม)
บ้าน
พลิ้ว (เพล้ว) บ้านตรอกนอง (กรอก+น่อง)
อาชีพ 33
การประกอบอาชชีพอีกอย่างหนึ่งของชาวชอง คือ การทานาปลูก
ข้าว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวชอง การทำนาจะปลูกเพียงเพื่อพอ
กินเท่านั้น ไม่ใช่เพ่ือการค้าขายแต่อย่างใด จะทากันใน 2
ลักษณะ คือ นาข้าว และนาไร่ โดยจะมีการลงแขกเอาแรงกัน
ปัจจุบันชาวชองได้หันมายึดอาชีพการทาเกษตรมากขึ้น
ด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด
ลำไย เป็นอาชีพหลักเพราะในปัจจุบัน
มีการแข่งและการแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น
34
ลาหู่(LAHU )หรือมูเซอ
ความเป็นมา
ลาหู่ หรือ มูเซอ อาศัย อ
ยู่ในประเทศจีน
เมื่อถูกรุกราน จึงอพยพมาทางตอนใต้ เข้าสู่
ประเทศพม่า และทางเหนือของประเทศไทย
เมื่อกว่า 13 ปีมาแล้ว โดยเข้ามาทางอำเภอ
แม่จัน เชียงแสน เชียงของ เวียงป่าเป้า
วิถีชีวิต แม่สรวย จังหวัดเชียงรายและอำเภอฝาง
ชนเผ่าลาหู่นั้น โดยปกติแล้วชนเผ่าลาหู่ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอบางมะผ้า
ชอบอาศัยอยู่บนที่สูง และเป็นชนเผ่าที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีเพียงส่วนน้อยที่มาจาก
ไม่ชอบความวุ่นวาย มีวิถี ชีวิตความเป็นอยู่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มูเซอที่รู้จักกัน
ที่เรียบง่าย เป็นชนเผ่าที่สามารถปรับตัว มากได้แก่ มูเซอดำ มูเซอแดง มีวัฒนธรรม
เข้ากับผู้คนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ประเพณีคล้ายคลึงกัน มูเซอ เป็นภาษาพม่า
พวกเขายัง เคร่งครัดกับกฎระเบียบของ แปลว่า นายพราน เนื่องจากมีความชำนาญ
ความถูกและผิด ทุกๆ คนจะตอบคําถาม
ในพื้นฐานเดียวกับคนรุ่นเก่า ชาวลาหู่ ในการล่าสัตว์โดยใช้หน้าไม้ ภาษาอังกฤษ
เรียกว่า ลาฮู ในกลุ่มมูเซอดำเรียกว่าลาฮู
เข้มแข็งต่อการยึดมั่นต่อความเป็นน้ําหนึ่งใจ
เดียวกัน และทํางานด้วยกันเพื่อยังชีพ ลาหู่ นามูเซอแดง เรียกว่า ลาฮูยี
อาจเป็นกลุ่มคนที่มี ความเท่าเทียมทาง
ด้านเพศมากที่สุดในโล
35
กาผู้รหญิแง มูเตซ่อแงดงกสวมาเสื้ยอตัวสั้นสีดํา
แขนยาว ผ่าอก ติดแถบผ้าสีแดงที่สาบ
เสื้อ รอบชายเสื้อและแขน ตกแต่งเสื้อ
ด้วยกระดุมเงิน ส่วนผ้าซิ่นใช้สีดําเป็นพื้น
ท มีลายสีต่างๆ สลับกันอยู่ที่เชิงผ้าโดยเน้นสีแดง
เป็นหลัก
ผู้ชาย สวมเสื้อสีดํา ผ่าอกกลาง กระดุมโลหะเงิน หรือ
กระดุมเปลือกหอย กางเกงจีนสีดําหลวมๆ ยาวลงไป แค่เข่า
หรือใต้เข่าเล็กน้อย ผู้หญิง มูเซอดํา แต่งกายด้วยเสื้อแขน
ยาว ตัวเสื้อยาวถึงครึ่งน่อง ผ่ากลางตลอดตัวขลิบชายเสื้อ
และตก แต่งตัวเสื้อด้วยผ้าสีขาว นุ่งกางเกงขาก๊วยสีดํา
โพกศีรษะด้วยผ้าดํายาว และปล่อยชายผ้าห้อยไปข้างหลัง
ยาวประมาณ 1 ฟุต ปัจจุบันใช้ผ้าเช็ดตัวโพกศีรษะ
แทน ใช้ผ้าสีดําพันแข้ง ผู้ชาย สวมกางเกงขาก๊วย
สีดํา เสื้อสีน้ําเงินแขนยาวผ่าหน้าป้ายข้าง
สั้นแค่บั้นเอว
อาหาร 36
เนื้อหมูย่างใส่กระบอก
ไม้ไผ่ น้ําพริกมูเซอ ต้มฟัก
เขียว ปลีกล้วยต้มใส่ปลาเเห้ง
เเละต้มฟักทอง
ศาสนา ความเชื่อ
พิธีกรรม
มูเซอนับถือผี มีบรรพบุรุษและสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันก็มีการ
นับถือศาสนาพุทธ หรือศาสนาคริสต์
มากขึ้น มีความเชื่อ ที่มีพิธีกรรมเข้ามา
เกี่ยวข้อง ในการดํารงชีวิต การเกิด เจ็บ
ตาย บุคคลที่มีอิทธิพลใน หมู่บ้านมาก
ที่สุดได้แก่ พ่อครู หรือปู่จอง การตัดสิน
เรื่องสําคัญๆของหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน
และทุกคน จะต้องฟังความคิดเห็นของ
พ่อครูเป็นหลัก
วัฒนธรรม ประเพณี 37
ชาวมูเซอ มีอิสระในการเลือกคู่ครอง มีสัมพันธ์ทางเพศในอายุ
ยังน้อย ไม่ชอบแต่งงานกับหญิงสาวบ้าน เดียวกัน การ
แต่งงาน การหย่า ของมูเซอ จะต้องมีการฆ่าหมู เพื่อสังเวยแก่
ผีที่กลางลานใหญ่ของหมู่บ้าน เป็นที่สําหรับเต้นจะคึในช่วง
งานปีใหม่หรือ มพี ิธีทําบุญต่างๆ เช่นทําบุญขึ้นบ้านใหม่ พิธี
กินข้าวใหม่
ภาษา
มูเซอพูดภาษาธิเบต- พม่า
ซึ่งคล้ายคลึงกับพวกอาข่าและ
ลีซอ มูเซอส่วนใหญ่พูดภาษา
ไทใหญ่และลาวได้ บางคนก็
พูดภาษาจีนยูนาน หรือพม่า
ภาษามูเซอแดงและมูเซอดํา
ต่างกันไม่มากนัก จึงฟังกันรู้
เรื่อง
อาชีพ 38
อาชีพการทําไร่ ทําสวน
เมี่ยน (Mien) หรือ 39
เย้า (Yao) ความเป็นมา
ปชราะวเเทมี่ศยจนีนแ(เถย้บา)แมถ่ิ่นน้ำ
ฐแายนงเซดีิมจีอนยูเ่ใรียน
ชื่อที่ทขาานงรวา่าชกเยา้ารตัแ้งปใหล้ว่หา รปือ่าบเาถื
ง่อคนรั้ง“จเะมี่เยรีนยก”เป็น
ว่า“อิ้วเมี่ยน” แปลว่ามนุษย์ การอพยพโยก
ย้าย ของเผ่าเมี่ยน 12 สกุล ลงมาทางใต้
ประมาณศตวรรษที่ 15 -16 เข้าสู่เวียดนาม
ผ่านลาว และเข้ามาทางตอนเหนือของ
ประเทศไทยเข้ามาอยู่ใน
ประเทศไทยในราว 100 ปี
เศษที่ผ่านมา
ภาษา 40
จแัดม้อวยู–่ในเตย้าระมกีูภลาจีษนา–พ
ูดทไิเม่บมีตภาสษาขาา
เขียน จึงได้นำเอาภา
ษาเขียนของ
ภาษาฮั่นมาใช้
ลักษณะบ้านเรือน อาหาร
จะปลูกบ้านคร่อมด
ินโดยใช้ นิยมกินข้าว
เจ้า
พื้นดินเป็นพื้นบ้า
น โดยไม่ พ(ขร้้าอวมสตวะยเ)กีใย
สบ่ถ้สว่ยวน
ตั้งอยู่บนยอดเขา
หรือไม่ตั้ง
อยู่บนทีสูงกว่าต้นน้ำ และจะ กับข้าวนิยมกิน
ต้องไม่เป็นหุบเขา ตั้งอยู่ใน
อาหารที่ปรุงสุกแล้ว
ระดับความสูง 1,000 – ส่วนมากมีรสเค็ม
1,500 เมตร จากระดับน้ำ
ทะเล ด้วยเกลือทะเล
การแต่งกาย 41
ชาวเมี่ยนหญิง เครื่องแต่งกายประกอบด้วย นุ่ง
กางเกงขาก๊วยเป็นผ้าสีดำ ปักลวดลายด้านหน้า ผ้า
คาดเอว ผ้าโพกศีรษะ เสื้อคลุมแขนยาว ด้านหลัง
เป็นผ้าตรงชิ้นเดียว ด้านหน้าเป็นผ้า 2 ชิ้น มีไหม
พรมสีแดงเป็นพวงที่สอบเสื้อ ชาวเมี่ยนผู้ชาย จะ
สวมเสื้อตัวสั้นหลวม คอกลม ชิ้นหน้าห่ออกอ้อมไป วัฒนธรรม
ติดกระดุมลูกตุ้มเงิน 8 – 10 เม็ด เป็นแถวทาง
ด้านขวา กางเกงขาก๊วย ตัดเย็บผ้าทอมือย้อมคราม ประเพณี
สีน้ำเงินหรือดำ จะมีลายปักและกระเป๋าติดอยู่ด้าน
หน้า ค่อนข้างหลาก
หลาย เช่น
ประเพณี การฉลองปีใหม่ การ
ฉลองพืชผล (กิน
ข้าวโพดใหม่)
การกินข้าวใหม่ การไหว้ผีหลวง การ
ไหว้ผีไร่ ผีนา การไหว้ผีบรรพบุรุษ
ดนตรีเพลงชนเผ่า และการเต้นรำ เครื่อง
ดนตรีชนเผ่ามีไม่มากชิ้น ได้แก่ แคนน้ำ
เต้า และซึง ใช้เล่นประกอบการเต้นรำ
ในงานต่างๆ เพลงลีซอมีหลายประเภท
เพลงที่นิยมคือเพลงเกี้ยวสาว ซึ่งชาย-
หญิงร้องโต้ตอบกัน
42
ความเชื่อและ
พิธีกรรม
ชาวเมี่ยนส่วนใหญ่จะนับถือเทพยดา
วิญญาณบรรพบุรุษ และวิญญาณ
ทั่วไป ทุกบ้านจะมีหิ้งบูชา เป็นที่สิง
สถิตของวิญญาณบรรพบุรุษ และมี
ความเชื่อในเรื่องที่อยู่เหนือธรรมชาติ
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนการนับวัน
เดือนปี สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
โชคลางและการทำนาย