The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชวัลลักษณ์ ณ์, 2023-02-15 05:43:49

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร นางสาวชวัลลักษณ์สุยะ 61031530123 วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร นางสาวชวัลลักษณ์สุยะ 61031530123 วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา คณะครุศาสตร์ ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับ เทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ผู้วิจัย นางสาวชวัลลักษณ์ สุยะ ปริญญา ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาชีววิทยา ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์กลุ่มทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้ง นี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 8 คนใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร จำนวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัย พบว่า หลังการจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่อง ระบบย่อยอาหาร สูงกว่าก่อนเรียนโดยมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.38 คะแนนและ 7.63 คะแนน ตามลำดับ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅= 4.9, S.D. = 0) คำสำคัญ: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้, นักเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณา ความช่วยเหลือการสนับสนุนจากบุคคล หลายๆฝ่าย ซึ่งไม่อาจจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด ผู้ที่จะกล่าวขอบคุณเป็นอันดับแรก คือ อาจารย์ ดร. วันวิสาข์ พิระภาค อาจารย์นิเทศและขอขอบคุณ ครูสุมิตรา ใจกล้า ครูพี่เลี้ยง ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา ตลอดจนให้คำแนะนำด้านต่าง ๆด้วยดีตลอดมา ขอขอบคุณ ครู จุฑารัตน์ ศรีนิเวศน์และครูไพรินทร์ แสนอินทร์ ที่ให้ความ กรุณาเป็น ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำแก้ไขและตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ในการทำวิจัยครั้งนี้จะเริ่มขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้รับร่วมมือจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ที่ช่วยให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูล และทดลองใช้เครื่องมือ สุดท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ทีได้ให้ความช่วยเหลือส่งเสริมและสนับสนุน เป็นกำลังใจทีดีในการศึกษาครังนี้จนทำให้วิจัยสำเร็จลงได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัย ผู้วิจัยขอมอบอุทิศแด่ผู้มีพระคุณทุกๆท่านและหวังเป็น อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้และผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย ชวัลลักษณ์ สุยะ


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญตารางภาคผนวก ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ที่มาและความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 2 สมมติฐานการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 11 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 13 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคผังมโนทัศน์ 15 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20 บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย 21 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 21 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 21 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 22


ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 25 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 26 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 27 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโน ทัศน์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร 27 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 28 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 30 สรุปผลการวิจัย 30 อภิปรายผลการวิจัย 30 ข้อเสนอแนะ 31 บรรณานุกรม 33 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือและรายชื่อนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 37 ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์เครื่องมือ 40 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 54 ภาคผนวก ง รูปภาพ 142 ประวัติผู้วิจัย 150


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร 27 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 28


ฉ สารบัญตารางภาคผนวก ตารางที่ หน้า ตาราง ที่1 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร แผนจัดการ เรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (1) 41 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร แผนจัดการ เรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (2) 43 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร แผนจัดการ เรียนรู้ที่ 3เรื่อง การย่อยอาหารของมนุษย์ (1) 45 ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร แผนจัดการ เรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การย่อยอาหารของมนุษย์ (2) 47 ตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้อง (IOC) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 49 ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ค่าความสอดคล้อง (IOC) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร (ผู้เชี่ยวชาญ) 51 ตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหารสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยรูปแบบจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) 52 ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 53


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมากและเป็นส่วนหนึ่งใน การพัฒนาประเทศ มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันและอนาคตต่อการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรมดังนั้นการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่ง สำคัญ การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องเริ่มจากการวางรากฐานทางการศึกษาที่ มีคุณภาพให้กับเด็กและเยาวชน ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์จึงเป็นสิ่ง สำคัญ ที่จะช่วยกระตุ้นความสนใจ ทำให้นักเรียนอยากเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเข้าใจแนวคิดทาง วิทยาศาสตร์เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จะเกิด ประสิทธิภาพ เมื่อนักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในแนวคิด หลักการ กฎ ทฤษฎีต่าง ๆ ทาง วิทยาศาสตร์และการเรียนรู้แนวคิด ถือว่าเป็นหลักสำคัญของการสอนในการจัดการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์จะต้องเน้นให้ผู้เรียน ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนากระบวนการคิด ความสามารถในการ เรียนรู้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหาและการคิดสร้างสรรค์องค์ความรู้ รัก การเรียนรู้และมีคุณลักษณะทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนหลากหลาย เพื่อ ตอบสนองความต้องการ ความสนใจและวิธีเรียนที่แตกต่างกันของผู้เรียน กระตุ้นส่งเสริมให้สนใจ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การศึกษาในรายวิชา ชีววิทยา เป็นสาขาหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ศึกษา เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ การจัดการเรียนการสอนของครูส่วนใหญ่จึงเป็นแบบ บรรยาย ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้จากครูผู้สอน และจากหนังสือเรียนเท่านั้น จากการสังเกตการเรียน ของนักเรียนจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา ครูผู้สอน พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ขาดการคิดวิเคราะห์ การคิด อย่างมีวิจารณญาณ การคิดแก้ปัญหา การคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา , 2551) รวมถึงทักษะในการเรียนรู้ทักษะชีวิตและการทำงาน ทักษะด้านสารสนเทศและที่สำคัญ ทักษะการสื่อสาร เนื่องด้วยปัญหาดังกล่าวนี้ไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนา จะยิ่งทำให้ผู้เรียนประสบ ปัญหาในการเรียนรู้ยิ่งกว่าเดิม จากการสัมภาษณ์ประสบการณ์การเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียน พบว่า นายกุลธร ตองอ่อน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 ให้เหตุผลว่า “วิชาชีววิทยา เป็นวิชาที่มีเนื้อหาเยอะ งานเยอะ ” น.ส.จุฑารัตน์ ผิวสุข ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2565


2 “ครูสั่งให้ทำงานเยอะ ใบงานเยอะ” นายจิรพัฒน์ จันทร์จุมปา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24กรกฎาคม 2565 “ไม่ชอบทำใบงาน เนื้อหาเยอะ จำเนื้อหาไม่ได้”ผู้สอนจึงได้นำวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเข้าใจในเนื้อหาสาระและบทเรียน ให้ดียิ่งขึ้น โดยการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E Inquiry-based Learning) เป็น การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีลักษณะคล้ายกับการสอนแก้ปัญหาด้วย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการค้นคว้าหาความรู้ โดยครูเป็นผู้ที่่คอยกระตุ้นและให้การ สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2. ขั้นสำรวจ และค้นหา (Exploration) 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) จากแนวคิดและสภาพปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการจะนำวิธีการจัดการเรียนรู้โดย ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับผังมโนทัศน์เรื่องระบบย่อยอาหาร เพื่อเป็นแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมผู้เรียนในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาและ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นการคำนึงถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเกิดการเชื่อมโยงความรู้เดิม แสวงหาความรู้ใหม่และเสริมสร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียน เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีการวัดและประเมินผลจาก การทำกิจกรรมได้อย่างถูกต้องผู้เรียนจะสามารถคิดและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้เรื่องระบบย่อยอาหาร สูงขึ้น วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ สมมติฐานการวิจัย 1. หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่อง ระบบย่อยอาหาร สูงกว่า ก่อนเรียน


3 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่องระบบย่อย อาหาร ขอบเขตของการวิจัย 1. ด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คือ เนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเนื้อหาของ รายวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2. ด้านประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 จำนวน 8 คน แบ่งเป็นนักเรียนหญิง 5 คน นักเรียนชาย 3 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 3. ด้านระยะเวลา ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 14 ชั่วโมง 4. ด้านตัวแปร 4.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา 5 ขั้น ความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโน ทัศน์ 4.2 ตัวแปรตาม คือ 4.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่องระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 4.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ นิยายศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่ได้รับจากการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อย อาหารหลังจากได้เรียนโดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้นร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ซึ่งวัดผลได้ จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ มีลักษณะคล้ายกับการสอนแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นการค้นคว้า หาความรู้ มีขั้นตอน ดังนี้


4 1.) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้นหรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียน มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถามกำหนดประเด็นที่จะศึกษา 2.) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นที่นักเรียนต้องมีการวางแผนกำหนด แนวทางในการรวบรวมข้อมูล เพื่อตั้งสมมติฐานโดยการจินตนาการวิธีแก้ปัญหา แล้วเลือกวิธี แก้ปัญหาที่ดีที่สุดเพื่อหาแนวทางแก้ไข 3.) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการ สำรวจ การวิเคราะห์ การแปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ โดยนักเรียนจะสร้างสรรค์ผลผลิตตาม ขั้นตอนที่วางแผนไว้ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล 4.) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นที่นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิม หรือนำแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมไปอธิบายเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้ที่กว้างขวางมาก ขึ้น 5.) ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นสุดท้ายโดยนักเรียนจะประเมินการเรียนรู้ใน ด้านกระบวนการปฏิบัติงานและผลงานซึ่งนักเรียนต้องปรับปรุงกระบวนการออกแบบขั้นตอนการ ปฏิบัติจนถึงผลงานของกลุ่มแล้วอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งอาจเกิดเป็นปัญหาใหม่สามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ 3. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ตำบล บ่อสวก อำเภอเมืองจังหวัดน่าน จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 8 คน วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดย วิธีการเลือกแบบเจาะจง ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหารสูงขึ้นผ่าน เกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ และมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนดีขั้น 2. ผลการวิจัยสามารถเป็นแนวทางสำหรับครูเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในเนื้อหาหรือกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิค ผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2.1.1 สาระการเรียนรู้ในวิทยาศาสตร์ 2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.1 ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบการเรียน 2.3 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.3.1 รูปแบบการเรียนการสอบแบบสืบเสาะหาความรู้ 2.3.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2.4 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคผังมโนทัศน์ 2.4.1 ความหมายของแผนมโนทัศน์ 2.4.2 หลักการในการเขียนผังมโนทัศน์(Concept Mapping) 2.4.3 ประโยชน์ของแผนผังมโนทัศน์ 2.5 ความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจ 2.5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


6 2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2561) กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสาระภูมิศาสตร์ 2.1.1 สาระการเรียนรู้ในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ สืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอนมีการทำ กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลายเหมาะสมกับระดับชั้นโดยได้กำหนดสาระสำคัญไว้ ดังนี้ 1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการ ดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการ เคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น 3. วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายใน ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้าอากาศและผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 4. เทคโนโลยี 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.2 วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 3) วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ผู้เรียนจะได้เรียนรู้สาระสำคัญ ดังนี้ 1. ชีววิทยา เรียนรู้เกี่ยวกับการศึกษาชีววิทยา สารที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต เซลล์ของ สิ่งมีชีวิต พันธุกรรมและการถ่ายทอด วิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพโครงสร้างและการ ทำงานของส่วนต่าง ๆ ในพืชดอก ระบบและการทำงานในอวัยวะต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ และ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม


7 2. เคมี เรียนรู้เกี่ยวกับปริมาณสารองค์ประกอบและสมบัติของสาร การเปลี่ยนแปลงของ สาร ทักษะและการแก้ปัญหาทางเคมี 3. ฟิสิกส์ เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการค้นพบทางฟิสิกส์ แรงและการเคลื่อนที่และ พลังงานตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ 4. โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง ธรณีวิทยา ข้อมูลทางธรณีวิทยาและการนำไปใช้ประโยชน์ การถ่ายโอนพลังงานความร้อนของโลก การเปลี่ยนแปลงลักษณะลมฟ้าอากาศกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ โลกในเอกภพ และดาราศาสตร์กับ มนุษย์ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพิ่มเติม สาระชีววิทยา 1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต การศึกษาชีววิทยาและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็น องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ ของเซลล์ การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์ 2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าที่ ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐานข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทาง ชีวภาพ กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ 3. เข้าใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปลี่ยนแก๊สและคายน้ำของพืช การลำเลียงของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส การลำเลียง สารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนองการ เคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 5. เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารใน ระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศประชากร และรูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่เกิด จากการใช้ประโยชน์และแนวทางการแก้ไขปัญหา


8 6. เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศความหลากหลาย ของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร มนุษย์ในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศและระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7. เข้าใจการศึกษาโครงสร้างอะตอมของนักวิทยาศาสตร์ การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม สมบัติบางประการของธาตุและการจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ พันธะเคมี สมบัติของสารที่มี ความสัมพันธ์กับพันธะเคมี กฎต่าง ๆ ของแก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของ สารประกอบอินทรีย์ และประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ 8. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี การคำนวณปริมาณสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลใน ปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลเคมี ทฤษฎีกรด-เบส สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส สารละลายบัฟเฟอร์ ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า 9. เข้าใจข้อปฏิบัติเบื้องต้นเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำปฏิบัติการเคมีการเลือกใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือในการทำปฏิบัติการ หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วยวัดด้วยการใช้แฟกเตอร์เปลี่ยน หน่วย การคำนวณเกี่ยวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ของโมล จำนวน อนุภาค มวล และปริมาตรของแก๊สที่ STP การคำนวณสูตรอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร ความ เข้มข้นของสารละลาย การเตรียมสารละลาย และการบูรณาการความรู้และทักษะในการอธิบาย ปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันและการแก้ปัญหาทางเคมี 10. เข้าใจธรรมชาติของฟิสิกส์ กระบวนการวัด ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่เกี่ยวข้องกับ การเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ในแนวตรง แรงลัพธ์ กฎการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน กฎความโน้มถ่วงสากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอย่างง่ายโมเมนตัมและการ ดล กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การชน และการเคลื่อนที่ในแนวโค้ง 11. เข้าใจการเคลื่อนที่แบบคลื่น ปรากฏการณ์คลื่น การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและ การแทรกสอด หลักการของฮอยเกนส์การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง ความเข้มเสียงและระดับเสียง การได้ยิน ภาพที่เกิดจากกระจกเงาและเลนส์ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับแสงและการมองเห็นแสงสี 12. เข้าใจสนามไฟฟ้า แรงไฟฟ้า กฎของคูลอมบ์ ศักย์ไฟฟ้า ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทานและ กฎของโอห์ม พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน สนามแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และประโยชน์ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


9 13. เข้าใจผลของความร้อนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุงของไหล อุดมคติ ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส แนวคิดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎีอะตอมของโบร์ปรากฏการณ์โฟโต อิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสีกัมมันตภาพรังสี ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานแรงภายในนิวเคลียส และการค้นคว้าวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค 14. เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่น ธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและธรณีโครงสร้างแบบต่าง ๆ หลักฐานทางธรณีวิทยา ที่พบในปัจจุบันและการลำดับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาในอดีต สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย สมบัติและการ จำแนกชนิดของแร่ กระบวนการเกิดและการจำแนกชนิดหิน กระบวนการเกิดและการสำรวจแหล่ง ปิโตรเลียมและถ่านหิน การแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนที่ธรณีวิทยา และการนำ ข้อมูลทางธรณีวิทยาไปใช้ประโยชน์ 15. เข้าใจปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรับและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทิตย์กระบวนการที่ ทำให้เกิดสมดุลพลังงานของโลก ผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศแรงคอริออลิส แรงสู่ศูนย์กลางและแรงเสียดทานที่มีต่อการหมุนเวียนของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขต ละติจูด และผลที่มีต่อภูมิอากาศ ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบ่งชั้นน้ำและการหมุนเวียนของน้ำใน มหาสมุทร รูปแบบการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรและผลของการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทรที่ มีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างเสถียรภาพอากาศและการ เกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟ้าอากาศที่เกี่ยวข้องปัจจัยต่าง ๆ ที่มี ผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศและการ พยากรณ์ลักษณะลมฟ้าอากาศเบื้องต้น จากแผนที่อากาศและข้อมูลสารสนเทศ 16. เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพหลักฐาน ที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทาง ช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์ และการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่อง สว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ความสัมพันธ์ ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิธีการหาระยะทางของดาวฤกษ์ด้วยหลักการ แพรัลแลกซ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์กระบวนการเกิดระบบ สุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต การโคจร ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยกฎเคพเลอร์ และกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน โครงสร้างของดวง อาทิตย์ การเกิดลมสุริยะ พายุสุริยะและผลที่มีต่อโลก การระบุพิกัดของดาว ในระบบขอบฟ้าและ


10 ระบบศูนย์สูตร เส้นทางการขึ้นการตกของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ เวลา สุริยคติ และการ เปรียบเทียบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การสำรวจอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ 17. ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ สมมติฐานที่เป็นไปได้ 18. ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ เพื่อนำไปสู่การ สำรวจตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมมี หลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสำรวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิง ปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการสำรวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ 19. วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบ กับสมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและ นำเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม สื่อสารแนวคิด ความรู้ จากผลการสำรวจตรวจสอบ โดยการ พูด เขียน จัดแสดงหรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยมีหลักฐานอ้างอิงหรือมีทฤษฎี รองรับ 20 แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง วิทยาศาสตร์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ 21. แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับ ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 22. เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าผลของเทคโนโลยี ต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 23. ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตและการ ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตาม ความสนใจ


11 24. แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น 2.1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 4 เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊สการ ลำเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การเคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.1 ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สิริวรรณ พรหมโชติ (2542 : 17) ให้ความหมายของ“ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ว่า หมายถึง ความสามารถในการที่จะพยายามเข้าถึงความรู้ ซึ่งเกิดจากการกระทำประสานกัน และต้องอาศัย ความ พยายามอย่างมากทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาและองค์ประกอบที่ไม่ใช่สติปัญญา แสดงออกในรูปของความสำเร็จ ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางสติปัญญาหรือ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทั่วไป มนต์รวี นันต๊ะเสน (2543: 26) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของผู้เรียนที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน ทั้งในสถานศึกษาและนอก สถานศึกษาจึงถือได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือผลผลิตที่สำคัญของการ เรียนการสอน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นกิจกรรมหลักในกระบวนการเรียนการสอนของครู สุดาลักษณ์ เข็มพรมมา (2548, 20) ให้ความหมายของ “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” ว่า หมายถึง ความรู้หรือทักษะของบุคคลอันเกิดจากการเรียนรู้ โดยการแสดงออกซึ่งความสำเร็จของบุคคลในการ เข้าถึงความรู้ใด ๆ นั้นสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทั่วไป จากคำจำกัดความดังกล่าว พอสรุปได้ว่า “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน”หมายถึง ความรู้ความสามารถ ทางการเรียนของผู้เรียนทั้งใน ด้านการศึกษาเล่าเรียนและการปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 2.2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภัทรา นิคมานนท์(2540 : 23) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ความสามารถ ทักษะเกี่ยวกับด้านวิชาการที่ได้เรียนรู้ในอดีตว่ารับรู้ไว้ได้ มากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปแล้วมักใช้วัดหลังทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อประเมินการเรียนการ สอนว่าได้ผลเพียงใด 2.2.3 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พรศรี พุทธานนท์(2550: 6-10) ได้แบ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้เป็น 2 ประเภท คือ


12 1. ปัจจัยภายนอกเป็นปัจจัยเดิมของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยการให้สิ่งเร้าพร้อมกับให้ ผู้เรียนตอบสนองในสิ่งที่ต้องการ การทำซ้ำคือการให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยใช้สิ่งเร้าแล้วตอบสนองหลาย ๆ ครั้ง จนสามารถเรียนรู้ได้การให้การเสริมแรง คือ การเสริมกำลังใจให้เกิดความพอใจในการเรียนรู้ 2. ปัจจัยภายในเป็นสิ่งภายในที่ผู้เรียนต้องมีเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงขณะเรียน ขณะนั้นหรือระลึกจากที่เคยเรียนมาแล้ว ทักษะทางปัญญา หมายถึง ความสามารถในการใช้สมองเพื่อ การ เรียนรู้ โดยระลึกจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ หมายถึงสมรรถภาพที่ควบคุม การ เรียนรู้ ความตั้งใจ การจ า และพฤติกรรมการคิดของมนุษย์เป็นกระบวนการท างานภายในสมอง ของมนุษย์ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548, 91) ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ พื้นฐาน ของ ผู้เรียนเป็นหัวใจในการเรียนผู้เรียนแต่ละคนจะเข้าชั้นเรียนด้วยพื้นฐานที่จะช่วยให้เขาประสบ ความสำเร็จในการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าเขามีพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่แตกต่าง กัน คุณลักษณะของแต่ละคน เช่น ความรู้ที่จำเป็นก่อนเรียน แรงจูงใจในการเรียนคุณภาพของการ สอนเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ เพื่อให้แต่ละคนและทั้งกลุ่มมีระดับการเรียนที่สูงขึ้น 2.2.4 หลักเกณฑ์ในการสร้างแบบทดสอบการเรียน เยาวดี วิบูลย์ศรี (2540 ) กล่าวถึงหลักเกณฑ์ไว้สอดคล้องกันดังนี้ 1. เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้น จะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัด ผลสัมฤทธิ์ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดสอบวัดนั้น ถ้านำไปเปรียบเทียบกันจะต้องให้ทุกคนมี โอกาสเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรจะวัดตาม วัตถุประสงค์ทุกอย่างของการสอน และจะต้องมั่นใจว่าได้วัดสิ่งที่ต้องการจะวัดได้จริง 4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอดงามของนักเรียนการ เปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าไปสู่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ ดังนั้น ครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียน มีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วจะมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบ ก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน 5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขียนตอบวัดพฤติกรรม ตรง ๆ ของบุคคลได้ คือ การตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็นพฤติกรรมที่ จะสอบ จะต้องทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6. การวัดการเรียนรู้เป็นการยากที่จะวัดทุกสิ่งทุกอย่างที่สอนได้ภายในเวลาจำกัด สิ่งที่วัดได้ เป็นเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นต้องมั่นใจว่าสิ่งที่วัดนั้นเป็นตัวแทนแท้จริงได้


13 7. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็นเครื่องช่วย ในการเรียนของเด็ก 8. ในการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวการทบทวน การสอนก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง 9. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรจะเน้นในการวัดความสามารในการใช้ความรู้ให้เป็น ประโยชน์ หรือการนำความรู้ไปใช่ในสถานการณ์ใหม่ ๆ 10. ควรใช้คำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด 11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น ความยากง่าย พอเหมาะ มีเวลาพอสำหรับนักเรียนในการทำข้อสอบ จากที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพวิธีการสร้างแบบทดสอบที่เป็น คำถามเพื่อวัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่สอนไปแล้วต้องตั้งคำถามที่สามานถวัดพฤติกรรมการเรียนการ สอนได้อย่างครอบคลุมและตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.3 การจัดการเรียรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.3.1 รูปแบบการเรียนการสอบแบบสืบเสาะหาความรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เป็นวิธีหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนได้สืบเสาะหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบ 5E สรุปได้ดังนี้ สุวัฒก์ นิยมค้า (2531) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ว่าเป็นการสอนที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนเป็นผู้ค้นหาหรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ ภพ เลาหไพบูลย์ (2537: 119) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เป็นการสอนที่ เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่างๆด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้ ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544: 56) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E หมายถึง การจัดการเรียน การสอนโดยใช้วิธีให้นักเรียนเป็นผู้ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง หรือสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นผู้อ านวยความสะดวกเพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ที่จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จากที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หมายถึง วิธีการที่ให้ผู้เรียน รู้จักค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นพบความรู้หรือ ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความหมายด้วยตนเอง ซึ่งไม่เน้นการสอนแบบบรรยายหรือบอกเล่า


14 หรือให้ผู้เรียนเป็นผู้รับเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็น วิธีการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถนําความรู้หรือแบบจำลองไป ใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำได้ 2.3.2. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ รูปแบบการสอนหรือรูปแบบการเรียนรู้ภายใต้ทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ จึงเน้นบทบาทของ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น แบบ 3 ขั้นตอน หรือ แบบ 4 ขั้นตอน หรือแบบ 5 ขั้นตอน สุนีย์ เหมะประสิทธิ์ (2542: 7-8) ได้นำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ของโครงการศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาของสหรัฐอเมริกา (Biological Science Curriculum Studies หรือ BSCS) มาทดลองดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กไทย โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถรวมกัน แสวงหาค้นพบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังให้เด็กมีโอกาสประสบความสำเร็จในการ เรียนรู้อย่างมีความสุข ภายใต้สถานการณ์ที่จำลองหรือเป็นจริง เพื่อให้นักเรียนมีทักษะชีวิตและทักษะ ทางสังคม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2550: 5-8) ได้นำเสนอการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ 5E มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์และได้เสนอขั้นตอนในการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1. การสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการแนะนำบทเรียนกิจกรรมจะประกอบไปด้วย การซักถามปัญหา การทบทวนความรู้เดิม การกำหนดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนและ เป้าหมายที่ต้องการ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำสู่บทเรียน จุดประสงค์ที่ สำคัญของขั้นตอนนี้ คือ ทำให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะนำเข้าสู่บทเรียน ควรจะเชื่อมโยง ประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบันและควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เรียน สนใจจดจ่อที่จะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการหรือทักษะ และเริ่มคิดเชื่อมโยงความคิดรวบ ยอดกระบวนการหรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2. การสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ ร่วมกันในการสร้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้เวลาและโอกาส แก่ผู้เรียนในการทำกิจกรรมการสำรวจและค้นหาสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ตามความคิดเห็นผู้เรียนแต่ ละคน หลังจากนั้นผู้เรียนแต่ละคนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะในระหว่างที่ผู้เรียนทำกิจกรรมสำรวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ผู้เรียนจะได้ ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครูควรระลึกอยู่เสมอ เกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหาผลจากการที่ผู้เรียนมีใจจดจ่อในการทำกิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจำแนกตัวแปร และคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นได้


15 3. การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความ สามารถในการอธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการสำรวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ การอธิบายนั้นต้องการ ให้ผู้เรียนได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ครูควรชี้แนะผู้เรียน เกี่ยวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมเหล่านี้ ยังคงเน้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วยตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชี้แนะผ่านทางกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจน ในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถอธิบายความคิดรวบยอด ได้อย่างเข้าใจโดยเชื่อมโยงประสบการณ์ความรู้เดิมและสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน 4. การขยายความรู้ (Elaboration) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ยืนยันและขยาย หรือเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่หรือ อาจจะเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ได้จากการปฏิบัติการสำรวจและค้นหาเท่านั้นควรให้ประสบการณ์ใหม่ ผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่ สำคัญของขั้นนี้ คือ ครูควรชี้แนะให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจะทำให้ผู้เรียนเกิด ความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น 5. การประเมินผล (Evaluation) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการอธิบาย ความรู้ความเข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขั้นนี้ของรูปแบบการสอนครูต้องกระตุ้น หรือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้ ครูได้ประเมินความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้เรียนด้วย 2.4 การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคผังมโนทัศน์ 2.4.1 ความหมายของแผนมโนทัศน์ จากการศึกษาพบว่ามีนักศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการสอนโดยใช้แผนผัง มโนทัศน์และให้ความหมายของแผนผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้ มนมนัส สุดสิ้น (2543) ได้กล่าวถึงแผนผังมโนทัศน์ไว้ว่า แผนผังมโนทัศน์เป็นแผนผังที่ สร้างขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์กันอย่างมีความหมายของมโนทัศน์ตั้งแต่ 2 มโนทัศน์ขึ้นไปในลักษณะ 2มิติระหว่างมโนทัศน์จะเชื่อมด้วยคาเชื่อม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(2546) ได้กล่าวถึงแผนผังมโนทัศน์ว่า โครงสร้างผังมโนทัศน์เป็นการรวบรวมความรู้ต่างๆ มาจัดการอย่างมีระบบโดยนำความรู้มากำหนด เป็นมโนทัศน์หลักและมโนทัศน์ย่อย แล้วนำมโนทัศน์เหล่านั้นมาเชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย


16 จากความหมายของแผนผังมโนทัศน์ที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า แผนผังมโนทัศน์เป็นแผนผัง ที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์อย่างมีลำดับขั้น โดยมีคำเชื่อมระหว่างคำมโนทัศน์ทำให้ สามารถอ่านความสัมพันธ์นั้นเป็นประโยคหรือข้อความที่มีความหมายแสดงการถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจของผู้สร้างออกมาอย่างเป็นระบบ 2.4.2 หลักการในการเขียนผังมโนทัศน์(Concept Mapping) การเขียนแผนผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) มีหลักการคือ การเชื่อมโยงความคิด (Node)ด้วยเส้นเชื่อมโยง (Relationship) ที่มีคำอธิบายบนเส้นความสัมพันธ์ (Label) โดยเป็นการ อธิบายความสัมพันธ์เพื่อแสดงทิศทางของความสัมพันธ์ด้วยทิศทางของหัวลูกศร (Direction) (ประชาสรรณ์แสนภักดี, มปป.) โดยสามารถอธิบายออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 1) เขียนตัวหนังสือเป็นแบบตัวพิมพ์ใหญ่ กรณีภาษาอังกฤษหรือตัวหนาและเน้นคำกรณีเป็น ภาษาไทยสาหรับประเด็นความคิด (Node) 2) ใช้กระดาษแบบไม่มีเส้น (Unlined paper) เพื่อไม่ให้เส้นที่อยู่บนกระดาษมาขีดกรอบ ความคิด หากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เส้นบรรทัดอยู่ในแนวตั้ง (Vertical)7 3) เชื่อมคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันด้วยเส้น (Link line) หากมีความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ แตกเส้น เชื่อมออกไปด้านข้างดังในภาพข้างบน 4) เขียนต่อเนื่องไปอย่างรวดเร็วไม่ต้องหยุดส่งผ่านความคิดให้เกิดความลื่นไหลไปเรื่อยๆ ไม่ ต้องหยุดว่าความคิดควรจะอยู่ตรงไหนเขียนลงไปก่อน (เราสามารถเคลื่อนย้ายหรือลากเส้น ความสัมพันธ์ทีหลังได้) 5) เขียนทุกอย่างลงไปโดยไม่ต้องตีความหรือพยายามหาค าอธิบายใดๆ เพราะกระบวนการ จะหยุดชะงักในการคิด 6) หากถึงทางตันของการคิดก็ลองมองไปรวมๆ ทั้งภาพผังมโนทัศน์เพื่อดูว่ายังมีส่วนใด ตกค้างหรือหลงเหลือที่ยังไม่ได้เขียนลงไปหรือไม่ 7) บางครั้งอาจมีความจาเป็นที่จะต้องใช้สีหรือรูปทรง (shape) เพื่อแยกแยะหรือจัด หมวดหมู่ความคิด 2.4.3 ประโยชน์ของแผนผังมโนทัศน์ การนำแผนผังมโนทัศน์ไปใช้ในการศึกษามีอย่างกว้างขวาง นักการศึกษาหลายท่านได้ กล่าวถึงการนำแผนผังมโนทัศน์ไปใช้ประโยชน์ดังนี้ สุนีย์สอนตระกูล (2535) กล่าวถึง ประโยชน์ของแผนผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้ 1) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการเตรียมการสอน ซึ่งจะช่วยบูรณาการเนื้อหาวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน 2) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการวางแผนประเมินหลักสูตร


17 3) ใช้แผนผังมโนทัศน์เป็นแนวทางในการกำหนดประเด็นที่จะอภิปรายจะทำให้คลอบคลุม ประเด็นทั้งหมด 4) ใช้แผนผังมโนทัศน์เป็นแนวทางในการปฏิบัติการทดลอง จะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ และการปฏิบัติการทดลองได้ตามวัตถุประสงค์ 5) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการจับใจความสำคัญจากตาราเรียนจะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น 6) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการตอบข้อสอบแทนการเขียนตอบ Novak (1984, น. 41 – 54) อ้างถึงใน สุนีย์สอนตระกูล (2535, น. 83) ได้กล่าวประโยชน์ ของแผนผังมโนทัศน์ไว้ดังต่อไปนี้ 1) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการสำรวจความรู้พื้นฐานของนักเรียน โดยใช้สำรวจความรู้ที่นักเรียน มีมาก่อนเพื่อน ามาใช้ในการเตรียมการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียน 2) ใช้แผนผังมโนทัศน์แสดงความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ต่างๆ ที่อยู่ในความคิดของนักเรียนซึ่ง จะทำให้ทราบว่านักเรียนกำลังคิดอะไรและกำลังจะคิดทำอะไรเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ คล้ายกับการเดินทางโดยใช้แผนที่ 3) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการสรุปความหมายจากตารางซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลาในการอ่าน ครั้งต่อไปและไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการอ่าน 4) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการสรุปความหมายจากการทำปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการหรือใน การปฏิบัติการภาคสนาม แผนผังมโนทัศน์จะเป็นแนวทางให้แก่นักเรียนว่าควรจะทำอะไรบ้าง สังเกต สิ่งใดบ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 5) ใช้แผนผังมโนทัศน์เป็นเครื่องมือในการจดบันทึกต่างๆ ในการวงกลมล้อมรอบมโนทัศน์ หลัก หรือข้อความสำคัญแล้วนำมาสร้างเป็นกรอบมโนทัศน์จะทำให้จดจำได้ง่าย และกรอบมโนทัศน์ จะทำให้จับใจความสำคัญได้ทั้งๆ ที่เป็นข้อความหรือเรื่องที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน 6) ใช้แผนผังมโนทัศน์ในการวางแผนการเขียนรายงานหรือการบรรยาย จากการศึกษาประโยชน์ของแผนผังมโนทัศน์ที่ใช้ในการเรียนการสอนสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ใช้เป็นเครื่องมือในการเตรียมการสอนของครูโดยใช้สำรวจความรู้พื้นฐานของนักเรียนแล้ว นำไปวางแผนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนและใช้ในการจัดล าดับเนื้อหาสาระที่จะสอน 2. ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยการให้นักเรียนสรุปบทเรียน หรือสิ่งที่เรียนหรือตอบข้อสอบโดยใช้แผนผังมโนทัศน์เพื่อแสดงความเข้าใจบทเรียน 3. ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับนักเรียน ในการจดบันทึกเนื้อหาข้อมูลในรูปแบบที่ เข้าใจได้ง่ายขึ้น มองเห็นภาพรวมของโครงสร้างเนื้อหาทั้งหมด ท าให้จดจ าเนื้อหาได้ง่ายยิ่งขึ้น และ ประหยัดเวลาในการอ่านทบทวน


18 2.5 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจและลักษณะความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อความสำเร็จของงานที่บรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลจากการได้รับการตอบสนองต่อแรงจูงใจหรือความต้องการ ของแต่ละบุคคลในแนวทางที่เขาประสงค์ ความพึงพอใจโดยทั่วไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Satisfaction และยังมีผู้ให้ความหมายคำว่า “ความพึงพอใจ” พอสรุปได้ดังนี้ กิติมา ปรีดิลก (2529) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อ องค์ประกอบและสิ่งจูงใจในด้านต่าง ๆ ของงานและเขาได้รับการตอบสนองความต้องการของเขาได้ ราชบัณฑิตยสถาน (2542, หน้า 775) ความพึงพอใจหมายถึง พอใจ ชอบใจ วิรุฬ พรรณเทวี (2542) หมายถึง ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคลว่าจะคาดหวังกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการ ตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่ามีมากหรือน้อย แนวคิดความพึงพอใจที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ (Satisfaction) เป็นทัศนคติ ที่เป็นนามธรรมเกี่ยวกับจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ นอกจากนี้ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกด้านบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจจะเกิดขึ้นจากความ คาดหวังหรือเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการให้แก่บุคคลได้ ซึ่งความพึงพอใจที่ เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามค่านิยมและประสบการณ์ของตัวบุคคล 2.5.2 องค์ประกอบของความพึงพอใจ อเคย์และแอนเดอร์เชน (Aday & Andersen, 1975) กล่าวถึงทฤษฎีพื้นฐาน 6 ประเภท ที่ เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการและความรู้สึกที่ผู้ใช้บริการได้รับจากบริการเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยประเมินระบบบริการว่าได้มีการเข้าถึงผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจ 6 ประเภทนั้น คือ 1. ความพึงพอใจต่อความสะดวกที่ได้รับจากบริการ (Convenience) ซึ่งแยกออกเป็น 1) การใช้เวลารอคอยในสถานที่บริการ (Office Waiting Time) 2) การได้รับการดูแลเมื่อมีความต้องการ (Availability of Care When Needs) 3) ความสะดวกสบายที่ได้รับในสถานบริการ (Base of Getting to Care) 2. ความพึงพอใจต่อการประสานงานของการบริการ (Co-ordination) ซึ่งแยกออกเป็น 1) การได้รับบริการทุกประเภทในสถานที่หนึ่ง คือ ผู้ใช้บริการสามารถขอรับบริการ ตาม ความต้องการของผู้ใช้บริการ (Getting all needs met at one place) 2) ผู้ให้บริการให้ความสนใจผู้ใช้บริการ 3) ได้มีการติดตามผลงาน (Follow-up)


19 3. ความพึงพอใจต่อข้อมูลที่ได้รับจากบริการ (Information) 4. ความพึงพอใจต่ออัธยาศัย ความสนใจของผู้ให้บริการ (Courtesy) ได้แก่ การแสดง อัธยาศัยท่าทาง ที่ดีเป็นกันเองของผู้ให้บริการ และความสนใจห่วงใยต่อผู้ใช้บริการ 5. ความพึงพอใจต่อคุณภาพของบริการ (Quality of Care) ได้แก่ คุณภาพของการบริการ ต่อ ผู้ใช้บริการ 6. ความพึงพอใจต่อค่าใช้จ่ายเมื่อใช้บริการ (Output-off-pocket cost) ได้แก่ ค่าใช้จ่าย ต่างๆที่ เกิดขึ้นของผู้ใช้บริการ 2.5.3 การวัดความพึงพอใจ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543) ได้เสนอวิธีการวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ 1. การสังเกต (Observation) เป็นการวัดโดยคอยสังเกตพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งแล้วนำข้อมูลไปอนมานว่าบุคคลมีเจตคติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไร 2. การรายงานตนเอง (Seif- Report) เป็นการวัดโดยการให้บุคคลเล่าความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้น ออกมา จากการเล่านี้สามารถที่จะกำหนดค่าของคะแนนความพึงพอใจ 3. วิธีการสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการซักถามกลุ่มบุคลที่ใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษาแต่ บางครั้งอาจไม่ได้ความจริงตามที่คาดหวังไว้ เหราะบุคคลที่ใช้เป็นตัวอย่างอาจไม่ยอมเปิดเผย ความรู้สึกที่แท้จริง 4. เทคนิคจินตนาการ (Projective techniques) วิธีนี้อาศัยสถานการณ์หลายอย่างไปเร้า ผู้สอบเมื่อผู้สอบเห็นภาพแปลกๆ ก็จะเกิดจินตนาการออกมาแล้วนำมาตีความหมายจากการตอบนั้นๆ ก็พอจะวัดเจตคติได้ว่าพอใจหรือไม่ 5. วิธีการวัดทางสรีระ คือ ใช้เครื่องมือ เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การวัดทาง สรีระนี้สามารถกระทำได้โดยการวัดการต้านกระแสไฟฟ้าของผิวหนังการขยายของลูกนัยน์ตา การวัด ฮอร์โมนบางชนิด 6. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิอีที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่ง จากการวัดความพึงพอใจสรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจสามารถทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ผู้รายงานคิดว่า ดีที่สุด วัดได้ชัดเจนที่สุด คือ การวัดความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถามการวิจัยครั้งนี้ซึ่งได้กำหนดค่า ออกเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) ซึ่งจะประเมินทั้ง 3 ด้าน คือด้านครูผู้สอน ด้านด้าน กิจกรรมการเรียนรู้ และด้านนักเรียน จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาความพึงพอใจข้างต้น ผู้วิจัยได้นำมาสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5


20 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กัญญา ทองมั่น (2534: 83) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และ ทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ที่ทำการ ทดลองแบบไม่กำหนดแนวทางและแบบกำหนดแนวทาง ผลการวิจัยพบว่า ทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กิตติพงษ์ หมอกมุงเมือง (2546) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะภาคปฏิบัติในวิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง แสง ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2545 โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคมอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จำนวน 34 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ของนักเรียนที่ได้รับการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลองหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลอง มีทักษะภาคปฏิบัติในวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับเกณฑ์ประเมินผลร้อยละ 88.06 ประริศตา วรรณชัย (2564) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้ ผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ปีการศึกษา 2562 ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ผังมโนทัศน์สรุปเนื้อหาช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา วิทยาศาสตร์เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีให้ดีขึ้น โดย เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการใช้ผังมโนทัศน์ปรากฎว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 4.77


บทที่ 3 วิธีดำเนินงานวิจัย งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 วิธีดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 8 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองสำหรับการวิจัยนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร จำนวน 8 คน โดยวิธีการเลือกแบบ เจาะจง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 14 ชั่วโมง ประกอบไปด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (1) เวลา 3 ชั่วโมง แผนจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (2) เวลา 5 ชั่วโมง แผนจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การย่อยอาหารของมนุษย์ (1) เวลา 3 ชั่วโมง แผนจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (2) เวลา 3 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ


22 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร เป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ (Likert Scale) คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 3.3 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์มีขั้นตอนการ สร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) 2. ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) เทคนิคผังมโนทัศน์และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. วิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาชีววิทยา จากหลักสูตรสถานศึกษากลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ศึกษาโดยกำหนดเนื้อหาในสาระสาระชีววิทยา 4 การย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ใช้เวลาทั้งหมด 14 ชั่วโมง 4. ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยให้ครอบคลุมจุดประสงค์การ เรียนรู้และเนื้อหาที่ใช้ทดลอง ประกอบด้วย 1) มาตรฐานการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ 2) สาระสำคัญ 3) จุดประสงค์การเรียนรู้ 4) ชิ้นงาน/ภาระงาน 5) สาระการเรียนรู้ 6) สมรรถนะ 7) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเร้าความสนใจ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา 3. ขั้นอธิบาย 4. ขั้นขยายความรู้ 5. ขั้นประเมินผล ร่วมกับ ผังมโนทัศน์ 9) อุปกรณ์ สื่อ และแหล่งเรียนรู้ 10) การวัดและประเมินผล


23 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนเสร็จแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อพิจารณา ตรวจสอบส่วนประกอบต่าง ๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้และเวลาเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และเครื่องมือ การ ประเมินตามสภาพจริงและนำไปแก้ไขปรับปรุง 6. นำแผนการจัดการการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน ด้านการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และด้านการวัดประเมินผล เพื่อประเมินค่าความเหมาะสมและความ สอดคล้อง (IOC) องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียน การวัดผลและประเมินผลของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมี รายละเอียดและเกณฑ์ในการประเมิน ดังนี้ การประเมินความเหมาะสม ใช้เปรียบเทียบกับมาตราในแบบสอบถามโดยนำคำตอบของ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านให้ค่าน้ำหนักเป็นคะแนน ดังนี้ คะแนน 5 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนน 4 หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนน 3 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนน 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนน 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด การแปลความหมายค่าเฉลี่ยคะแนนนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ซึ่งใช้แนวคิดของพื้นที่ใต้โค้ง ปกติ (ไชยยศ, 2533) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 - 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 - 4.49 หมายถึง เหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 - 3.49 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 - 2.49 หมายถึง เหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.49 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด การกำหนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของความเหมาะสม คือ ถ้าค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไปและมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน 1.00 (พวงรัตน์, 2543) จะถือว่าแผนการ จัดการเรียนรู้มีคุณภาพเหมาะสมในเบื้องต้น 2539) 7. ดำเนินการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่ยัง ไม่ผ่านเกณฑ์ ได้แก่ ปรับปรุงการเขียนสาระสำคัญให้มีความกระชับ และภาษาที่ใช้ในแผนการจัดการ เรียนรู้ให้ถูกต้อง


24 8. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหารที่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน โดย ผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง 3.4.2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องระบบย่อยอาหาร มีขั้นตอน ในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ 2. ศึกษาเอกสารต่าง ๆ ได้แก่ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หนังสือ และคู่มือครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความคิดพื้นฐานเรื่องระบบย่อยอาหาร 3. วิเคราะห์และกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการวัด เรื่อง ระบบย่อยอาหารในแต่ละจุดประสงค์ การเรียนรู้เพื่อสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ซึ่งลักษณะของ แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ชุดมี 30 ข้อ 5. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อ ประเมินความสอดคล้องของสาระการเรียนรู้กับจุดประสงค์การเรียนรู้ รวมทั้งความเหมาะส มของ ภาษาที่ใช้ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ ในการปรับปรุงคำถามให้ตรงกับ พฤติกรรมที่ต้องการวัด 6. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความถูกต้องและตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยประเมินค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 7. คัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มากกว่าหรือเท่ากับ .50 ขึ้นไป (ล้วน และอังคณา, 2539) 8. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่คัดเลือกไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 3.4.3 แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ระบบย่อยอาหารมีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และการวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบย่อยอาหาร 2. ศึกษาเทคนิคในการสร้างข้อสอบจากหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างข้อสอบ หนังสือการวัดผลและประเมินผล เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์


25 3. สร้างแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ระบบหมุนย่อยอาหาร เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบในการคิดวิเคราะห์ ได้แก่ ด้าน การวิเคราะห์ความสำคัญ ด้านการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และด้านการวิเคราะห์หลักการ 3.4.4 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร เสนอให้อาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง ผู้วิจัยได้ปรับปรุงข้อคำถามให้ตรงกับพฤติกรรมที่ต้องการวัด 3.4.5 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบย่อยอาหาร ที่ได้ทำการปรับปรุงแก้ไข ตามข้อเสนอแนะไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอน วิทยาศาสตร์ และการวัดผล เพื่อประเมินค่าความเหมาะสมและความสอดคล้อง (IOC) 3.4.6 พิจารณาเลือกแบบทดสอบที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่าหรือเท่ากับ .50 ขึ้นไป 3.4.7 นำแบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ เรื่องระบบย่อยอาหารที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไป ทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 8 คน 3.5 วิธีดำเนินงานวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีดำเนินการวิจัยโดยการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ 3.5.1 ก่อนทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับ เทคนิคผังมโนทัศน์ ผู้วิจัยทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดความสามารถในการชีววิทยา เรื่อง ระบบย่อยอาหาร 3.5.2 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทำการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เป็นเวลา 14 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 3.5.3 หลังจากทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยจึงทดสอบหลัง เรียน หลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาและแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียน แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ 3.5.4. ผู้วิจัยนำผลการทดสอบมาตรวจให้คะแนน และบันทึกคะแนนเพื่อนำไป เปรียบเทียบกับเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป


26 3.6 ขั้นตอนและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.6.1. สถิติพื้นฐาน 1) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic mean) เปรียบเทียบคะแนนความสามรถใน การทำแบบทดสอบ โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนการสอนและหลังการสอน หาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) โดยคำนวณจากสูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2543 : 73) สูตร ̅= ∑ เมื่อ ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง 2) ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรดังนี้ S.D. = √ ∑(X − X̅) 2 N − 1 เมื่อ S.D. แทน ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละชุด X̅แทน คะแนนเฉลี่ย N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 3.6.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) สถิติที่ใช้การหาความตรงตามเนื้อหา (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 น. 117) IOC = ∑ x N เมื่อ IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ X = ผลรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ N = จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ เกณฑ์ของดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับ จุดประสงค์การเรียนรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับ เทคนิคผังมโนทัศน์ และะความพึงพอใจในการเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 /1โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งเป็น 2 ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ตารางที่1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 คน ก่อน จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหารคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนสอบได้ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.63 และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนก่อนเรียนที่ 2.20 ส่วนคะแนน หลังจากที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร คะแนนเต็ม จำนวนนักเรียน ค่าเฉลี่ย ( X̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ก่อนเรียน หลังเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน 8 7.63 16.38 2.20 3.50


28 20 คะแนน นักเรียนสอบได้ คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.38 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน หลังเรียนที่ 3.50ซึ่งพบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตารางที่2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ระดับความพึงพอใจ ระดับความความพึง รายการ X พอใจ ̅ S.D. 1. บทบาทผู้สอน 1.1 ผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เรียน 5.0 0 มากที่สุด 1.2. ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่สอน 5.0 0 มากที่สุด 1.3 ผู้สอนสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ 4.5 1 มากที่สุด 1.4 ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามได้อย่างเต็มที่ 5.0 0 มากที่สุด 2. บทบาทผู้เรียน 2.1 ข้าพเจ้าศึกษาเนื้อหาก่อนเข้าเรียน 4.5 1 มากที่สุด 2.2 ข้าพเจ้าตั้งใจและมีส่วนร่วมในการเรียน 4.8 0 มากที่สุด 3. วิธีการจัดการเรียนรู้ 3.1 ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับเนื้อหา 5.0 0 มากที่สุด 3.2 ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับผู้เรียน 4.8 0 มากที่สุด 3.3 ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด กระบวนการคิด 4.8 0 มากที่สุด 4. การใช้สื่อ 4.1 ผู้สอนใช้สื่อที่ทันสมัย 5.0 0 มากที่สุด 4.2 ผู้สอนใช้สื่อที่สามารถเข้าถึงง่าย 4.9 0 มากที่สุด 4.3 ผู้สอนใช้สื่อที่น่าสนใจ และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี 5.0 0 มากที่สุด


29 ตารางที่2 (ต่อ) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จากตารางที่ 1 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร โดยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X̅= 4.9, S.D. = 0) เมื่อพิจารณารายข้อ ข้อที่ นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเท่ากับ (X̅= 5.0, S.D. = 0) ซึ่งมี7 ข้อ คือ ผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ที่ ดีกับผู้เรียน, ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่สอน, ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามได้อย่าง เต็มที่, ผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับเนื้อหา, ผู้สอนใช้สื่อที่ทันสมัย, ผู้สอนใช้สื่อที่น่าสนใจ และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีและ ข้าพเจ้าเห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีและข้อที่มีค่าเฉลี่ย น้อยที่สุด มีค่า เท่ากับ (X̅= 4.5, S.D. = 0) ซึ่งมี2 ข้อ คือ ผู้สอนสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการ เรียนรู้และข้าพเจ้าศึกษาเนื้อหาก่อนเข้าเรียน ระดับความพึงพอใจ ระดับความความพึง รายการ X พอใจ ̅ S.D. 5. ประโยชน์ที่ผู้เรียนได้รับ 5.1 ข้าพเจ้าสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น 4.9 0 มากที่สุด 5.2 ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน 4.9 0 มากที่สุด 5.3 ข้าพเจ้าเห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยี 5.0 0 มากที่สุด 5.4 ข้าพเจ้าสามารถนำวิธีเรียนไปใช้ประโยชน์ได้จริง 4.9 0 มากที่สุด 5.1 ข้าพเจ้าสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น 4.9 0 มากที่สุด


บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อ สวกวิทยาคาร เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design) มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ตามลำดับดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.38 คะแนน และ 7.63 คะแนน ตามลำดับ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้(5E) ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร อยู่ในระดับ มากที่สุด (X̅= 4.9, S.D. = 0) อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อ สวกวิทยาคาร สรุปผลการวิจัยและมีประเด็นการอภิปรายดังนี้


31 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.63 คะแนน และ 16.38 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับวิจัยของ วรรณภาและยุพิน (2564) ได้ ศึกษาผลการการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคแผนผังมโนทัศน์ สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบย่อยอาหารโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̅= 4.9, S.D. = 0)ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วรรณภาและยุพิน (2564) ได้ศึกษาผลการการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคแผนผังมโนทัศน์โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนมี ความเห็นด้วยมากเมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่านักเรียนเห็นด้วยมากทั้ง 3 ด้าน โดยเรียงลำดับ ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ลำดับที่ 1 ด้านการจัดการเรียนรู้ ลำดับที่ 2 ด้านบรรยากาศในการ เรียนรู้ และลำดับที่ 3 ด้านประโยชน์ที่ได้รับ ตามลำดับ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย จากผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผัง มโนทัศน์เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นครูผู้สอนสามารถนำวิธีการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยมีข้อเสนอแนะในการนำผล วิจัยไปใช้ ดังนี้ 1.1 เวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมที่ระบุไว้ในแผนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สามารถยืดหยุ่นได้ตามความ เหมาะสมและความสามารถของนักเรียน


32 1.2 ควรเลือกกิจกรรมที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้เข้าถึงแหล่ง เรียนรู้ที่หลากหลาย 1.3 การจัดกิจกรรมในแต่ละขั้นของการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์ครูผู้สอนควรเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แก้ปัญหา ลง มือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ประยุกต์ใช้ความรู้ไปสู่การแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และใน ชีวิตประจำวัน 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 จากผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโน ทัศน์ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบย่อยอาหาร สูงขึ้น ใน การวิจัยครั้งต่อไป จึงควรทำวิจัยเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องอื่น ๆ ในวิชาชีววิทยา 2.2 การวิจัยครั้งนี้ พบว่า นักเรียนไม่ได้นำความรู้ไปใช้จริง ดังนั้น การทำวิจัยครังต่อไป ควรเน้นให้นักเรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด 2.3 ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับเทคนิคผังมโนทัศน์กับตัวแปรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อกับผู้เรียน เช่น เจตคติทาง วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาเจตคติการเรียนของนักเรียน


บรรณานุกรม กัญญา ทองมั่น. ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และทักษะทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ทำการ ทดลองแบบไม่กำหนดแนวทางและแบบกำหนดแนวทาง. กรุงเทพมหานคร: ปริญญษนิพนธิ์ การศึกษามหาบัณทิต เอกวิทยาศาสตร์ศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2534 กิติมา ปรีดิลก. (2529). ทฤษฎีการบริหารองค์การ. กรุงเทพมหานคร :ธนการพิมพ์. กิตติพงษ์ หมอกมุงเมือง (2546) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะภาคปฏิบัติในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แสง ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยเสริมกิจกรรมการออกแบบการทดลอง เชียงใหม่ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประริศตา วรรณชัย. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องร่างกายมนุษย์ โดยใช้ผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีวิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการ สอน). บุรีรัมย์ : มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม. ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์. (2548). จิตวิทยาอุตสาหกรรม. (หน้า 91) กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริม กรุงเทพฯ. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแนวคิดวิธีและเทคนิคการ สอน1 (หน้า 56) กรุงเทพฯ: เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเม้นท์. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2540. วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒประสาน มิตร.พรศรีพุทธานนท์. (2550). ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีผลการเรียนต่ำ โรงเรียนแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่. (หน้า 6-10) การค้นคว้าอิสระตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ภก.ประชาสรรณ์ แสนภักดีศูนย์. รู้จักกับการเขียนผังมโนทัศน์. ศูนย์ฝึกอบรมภูมิปัญญาสู่สากล Glocalization Training Center - KhonKaen. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายม 2565. http://www.prachasan.com ภัทรา นิคมานนท์. (2540). การประเมินผลการเรียน. (หน้า 23) พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:ทิพย์วิสุทธิ์ การพิมพ์.


34 ภพ เลาหไพบูลย์. (2537). การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา. (หน้า 119) เชียงใหม่: เชียงใหม่คอมเมอร์เซียล. มนมนัส สุดสิ้น. (2543). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถดานคิดวิเคราะห วิจารณของนักเรียนชั้นมัธยมศกษาปีที่ 2 ที่ได รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ประกอบการเขียนแผนผังมโนมติ. ปริญญานพนธิ์กศ.ม.,มหาวิทยาลยศรีนครินทรวิโรฒ, กรง เทพมหานคร. มนต์รวีนันต๊ะเสน. (2543). พฤติกรรมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคลำพูน ที่เรียนรายวิชา 20001301 สังคมศึกษา 1 โดยการ สอนแบบซินดิเคท. (หน้า 26) กรุงเทพฯ : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.). เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2540). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ: แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ราชบัณฑิตยสถาน 2542. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542. (หน้า 775) กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น. ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ.(2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: สุวิรียาสาส์น วรรณภา บำรุงพันธ์และวรรณภา บำรุงพันธ์(2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ร่วมกับเทคนิคแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มนุษยสังคมปริทัศน์ (มสป.) วิรุฬ พรรณเทว. (2542). ความพึงพอใจของประชาชนต อการใหบริการของหน วยงาน กระทรวงมหาดไทยในอําเภอเมืองจังหวัดแม ฮองสอน. วิทยานพนธิ์ปริญญาศึกษา ศาสตร์มหาบัณฑิต, สาขาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2546). การจัดการการเรียนรู้กลุ่ม วิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สิริวรรณ พรหมโชติ. (2542). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา โดยการจัดกิจกรรมการสอนแบบ 4MATกับการจัดกิจกรมการสอนแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์. (หน้า 17) ปริญญานิพนธ์ กศ. ม. (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุนี สอนตระกูล. (2535). การพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบจดกรอบมโนทัศนสำหรับวิชา ชีววิทยาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. ปริญญานพนธกศ.ม. (การมัธยมศึกษา).กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลยศรีนครินทรวโรฒิ. ถายเอกสาร .


35 สุนีย์ เหมะประสิทธิ์. (2542). ทฤษฎีสรรคนิยม (Constructivism) สารานุกรมศึกษาศาสตร์. (หน้า 1-8) กรุงเทพฯ : คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุดาลักษณ์ เข็มพรหมมา. (2548 ). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนกลุ่มบูรพา สังกัดกรุงเทพมหานคร. (หน้า 20) วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สุวัฒน์ นิยมค้า. (2531). ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เล่ม 1.กรุงเทพฯ: เจเนอรัลบุ๊คส์ เซ็นเตอร์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551) แนวทางการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการู้ คิด วิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. Aday, Lu ann. And Andersen, Ronald. (1975). Development of indices of Access to Medical Care. Michigan : Ann Arbor HealthAdministration Press. Novak, J.D. and D.B. Gowin. (1984).Learning How to Learn. Cambridge: Massachusets University Press. Wolman, BB. (1973). Dictionary of Behavior Science. New York: Van Norstand Reinhold Company.


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก - รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือ - รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัด น่าน


38 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจเครื่องมือ 1. คุณครูสุมิตรา ใจกล้า คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และและเทคโนโลยี โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านหลักสูตรและการสอน 2. คุณครูไพรรินทร์ แสนอินทร์ คุณครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และและเทคโนโลยี โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 3. คุณครูจุฑารัตน์ ศรีนิเวศน์ คุณครูโรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดประเมินผล


39 รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ่อสวกวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ปีการศึกษา 2565 เลขที่ รายชื่อ 1 นายกุลธร ตองอ่อน 2 นายจิรพัฒน์ จันทร์จุมปา 3 น.ส. เมยาวี สายอิ่นแก้ว 4 น.ส.มลฤดี มงมาต 5 น.ส.อินทิรา กันจินา 6 น.ส.จุฑารัตน์ ผิวสุข 7 นายณัฐพนธ์ แก้วทพย์ 8 น.ส.สุทธาสินี หม่วยนอก


ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์เครื่องมือ


41 ตารางภาคผนวก ข-1 ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อยอาหาร แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (1) ที่ รายการที่ประเมิน คะแนนความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ X̅ ระดับความความ เหมาะสม 1 2 3 1. สาระสำคัญ 1.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 5 5 มากที่สุด 1.2 มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน 4 5 5 4.66 มากที่สุด 1.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 5 5 5 5 มากที่สุด 1.4 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 5 5 5 5 มากที่สุด 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 5 5 5 5 มากที่สุด 2.2 ภาษาที่ใช้มีความชัดเจนเข้าใจง่าย 5 5 5 5 มากที่สุด 2.3 เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 4 5 5 4.66 มากที่สุด 2.4 ระบุพฤติกรรมที่สามารถวัดและประเมิน ได้ 5 5 5 5 มากที่สุด 3 สาระการเรียนรู้ 3.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4 5 5 4.66 มากที่สุด 3.2 มีความชัดเจน เข้าใจง่าย 5 5 5 5 มากที่สุด 3.3 มีความยากง่ายเหมาะสมกับชั้นเรียน 5 4 4 4.33 มาก 3.4 น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 5 5 5 5 มากที่สุด 4. การจัดกระบวนการเรียนรู้ 4.1 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ 5 4 4 4.33 มาก 4.2 สอดคล้องกับจุดประสงค,การเรียนรู้ 5 4 4 4.33 มาก 4.3 เหมาะสมกับเวลาที่ใช้จัดกิจกรรม 5 4 4 4.33 มาก 4.4 เร้าความสนใจให้ผู้เรียนกระตือรือร้นที่จะ เรียนรู้และเข้าร่วมกิจกรรม 5 5 4 4.66 มากที่สุด 4.5 กิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามลำดับ 4 5 5 4.66 มากที่สุด 4.6 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม 5 5 5 5 มากที่สุด


42 ตารางภาคผนวก ข-1 (ต่อ) ผลการวิเคราะห์ค่าความเหมาะสมของผู้เชี่ยวชาญ เรื่อง ระบบย่อย อาหาร แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การย่อยอาหารของสัตว์ (1) ที่ รายการที่ประเมิน คะแนนความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญ X̅ ระดับความความ เหมาะสม 1 2 3 5 สื่อการเรียน 5.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียน 5 5 5 5 มากที่สุด 5.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และ กิจกรรม 5 5 5 5 มากที่สุด 5.3 เร้าความสนใจของนักเรียน 5 5 4 4.66 มากที่สุด 5.4 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการใช้ 4 5 4 4.33 มาก 5.5 เหมาะสมกับวัยและความสนใจของ ผู้เรียน 5 5 5 5 มากที่สุด 6. การวัดและประเมินผล 6.1 สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 5 5 5 5 มากที่สุด 6.2 สอดคล้องกับสาระการเรียนรู 5 5 5 5 มากที่สุด 6.3 การวัดที่ระบุไว้สามารถประเมินได้ 5 5 5 5 มากที่สุด 6.4 ใช้เครื่องมือวัดได้เหมาะสม 5 5 5 5 มากที่สุด


Click to View FlipBook Version