ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 181 ซายาดอว์กล่าวไว้แต่เพียงว่าอาจารย์ของท่านเป็นพระภิกษุอยู่ ที่เมืองมัณฑเลย์ แม้เราจะไม่ทราบชื่อของท่าน แต่เราก็ได้รู้ว่า วิธีการปฏิบัติวิธีนี้ที่ให้ความสำ คัญแก่เวทนานั้น เป็นวิธีการ ปฏิบัติที่มีมาแต่ดั้งเดิมก่อนสมัยท่านเลดี ซายาดอว์ ศิษย์ของ ท่านเลดี ซายาดอว์หลายท่านได้นำ เอาวิธีการปฏิบัตินี้ไป เผยแพร่ต่อ ในจำ นวนนั้นก็มีท่านซายาเท็ต ผู้ซึ่งมีลูกศิษย์มา เรียนการปฏิบัติจากท่านเป็นจำ นวนมาก และหนึ่งในจำ นวน นั้นคือท่านอาจารย์ อูบาขิ่น ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์อูบาขิ่น คนหนึ่งก็คือข้าพเจ้า ซึ่งสอนโดยเน้นความสำ คัญของเวทนาใน การปฏิบัติเช่นกัน สรุปก็คือการปฏิบัติวิธีนี้เน้นความสำ คัญที่ เวทนา คำถาม แล้วเรื่องการสวดมนต์… คำตอบ การสวดมนต์เป็นหน้าที่ของอาจารย์ผู้สอน เพื่อ ให้เกิดพลังที่ดีงาม และเพื่อป้องกันไม่ให้ความไม่ดีงามทั้งหลาย มีโอกาสแทรกซึมเข้ามารบกวนผู้ปฏิบัติ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็ คือตั้งหน้าปฏิบัติไป โดยการเฝ้าสังเกตดูความจริงภายใน ร่างกายของตนเอง นี่คือเหตุผลที่ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้รับการสอน ให้สวดมนต์ ผู้ปฏิบัติบางคนที่ปฏิบัติไปได้ถึงขั้นที่สูงพอสมควร แล้วเท่านั้นจึงจะได้รับการสอน เพราะในการสวดแต่ละคำ ผู้ สวดมนต์จะต้องมีสติรู้เวทนา พร้อมทั้งรู้อนิจจังและสัมปชัญญะ อย่างชัดเจน จึงจะเป็นการสร้างกระแสสั่นสะเทือนที่เต็มไปด้วย พลังของธรรมะ แล้วการสวดมนต์ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
182 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 การปฏิบัติ เนื่องจากสัมปชัญญะมีอยู่ตลอดเวลา หาไม่แล้ว การสวดมนต์ก็จะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง คำถาม ถ้าไม่มีอัตตาหรือตัวตนแล้ว ส่วนใดของสัตว์คือ ผู้ที่ให้เมตตาหรือรับเมตตา ? (เสียงหัวเราะ) คำตอบ วิปัสสนาจะพาไปสู่ความจริงอันสูงสุดคือความ จริงโดยสภาวะ พระพุทธเจ้าทรงต้องการให้เรามีสติรู้ทั้งความ จริงโดยสมมติและความจริงโดยสภาวะ ตัวอย่างเช่น กำ แพง ตรงนี้และศีรษะของข้าพเจ้า ในความจริงโดยสภาวะหรือความ จริงอันสูงสุด ล้วนเป็นเพียงความสั่นสะเทือน แต่ในความจริง โดยสมมตินั้นทั้งสองเป็นกลุ่มก้อนทึบ ถ้าข้าพเจ้าเอาศีรษะโขก ไปที่กำแพง ศีรษะของข้าพเจ้าก็จะแตก ! ในความจริงโดยสภาวะ นั้นสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนไม่มีตัวตน แต่เมื่อเราเริ่มการปฏิบัติ ภาวนา เราได้ทำ กุศลธรรมให้เกิดขึ้น โดยละเว้นการกระทำ อัน ไม่เป็นกุศล เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความไม่พอใจ ความ มุ่งร้าย เพราะมันเป็นการทำ ร้ายตัวเอง แต่การสร้างความ เมตตา ความรัก ความกรุณา ความปรารถนาดี จะทำ ให้จิตของ เราดีขึ้น ดีขึ้น และจะนำ เราไปสู่จุดหมายปลายทาง คำถาม ดูเหมือนว่าการอธิบายความในพระสูตรของท่าน อาจารย์จะไม่ได้เป็นการแปลตรงไปตามตัวหนังสือ ท่านรู้ได้ อย่างไรว่าการตีความของท่านถูกต้องตามพระพุทธพจน์ ? คำตอบ ภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้นั้นมีอายุถึง 25 ศตวรรษ แล้ว ความหมายจึงเปลี่ยนไปด้วย และถึงแม้ว่าความหมายจะ
ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 183 ไม่เปลี่ยน แต่เราก็อาจจะไม่เข้าใจว่าพระพุทธวจนะนั้นหมาย ความว่าอย่างไร เพราะทรงกล่าวจากประสบการณ์ของพระองค์ เอง ซึ่งถ้าเรายังไปไม่ถึงขั้นที่จะมีประสบการณ์อย่างเดียวกับ พระองค์ เราก็ย่อมไม่อาจที่จะเข้าใจพระพุทธดำ รัสนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีบางคนที่แปลความในพระธรรมเทศนาของ พระพุทธเจ้าโดยไม่เคยปฏิบัติเลยก็มี เราไม่ต้องการที่จะโต้เถียง หรือกล่าวโทษการตีความของผู้ใด เมื่อท่านปฏิบัติไป ท่านก็ จะเข้าใจได้เองว่าพระพุทธเจ้าทรงหมายความว่ากระไร สำ หรับ เวลานี้ท่านจะต้องยอมรับในสิ่งที่ท่านกำ ลังประสบอยู่ อรรถกถานั้นเขียนขึ้นเพื่ออธิบายความในพระธรรมเทศนา ของพระพุทธองค์เมื่อประมาณ 1,000 ถึง 1,500 ปีหลังพุทธกาล ซึ่งตามที่เราได้ศึกษาค้นคว้ากันมา วิธีปฏิบัติวิปัสสนาอย่าง บริสุทธิ์ถูกต้องนั้นได้หมดสิ้นไปจากประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 500 ปีหลังพุทธกาลแล้ว แม้ว่าจะมีอรรถกถาที่เขียนขึ้นใน ระยะ 500 ปีนั้น แต่อรรถกถาเหล่านั้นก็ได้สูญหายไปหมด ที่ ยังเหลืออยู่นั้นเป็นฉบับภาษาสิงหล ซึ่งมีพระอรรถกถาจารย์ จากประเทศอินเดียไปแปลกลับมาเป็นภาษาบาลี โดยท่านได้ ตีความตามความเข้าใจของท่านเองเช่นเดียวกัน อรรถกถา ดังกล่าวเป็นสิ่งที่วิเศษมาก เพราะได้ช่วยคลายความสงสัยไม่ เข้าใจในคำ สอนหลายๆ แห่ง เราได้รู้ความหมายของคำ ต่างๆ และคำ ที่เราเข้าใจไม่ชัดเจน ก็เพราะพระอรรถกถาจารย์ท่านได้ ให้คำ ที่มีความหมายเหมือนๆ กัน ซึ่งใช้ในสมัยนั้นไว้หลายๆ
184 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 คำ นอกจากนี้อรรถกถาเหล่านั้นยังทำ ให้เราได้ทราบถึง สถานการณ์ต่างๆ ทางสังคม ทางการปกครอง ทางการศึกษา ทางวัฒนธรรม ทางศาสนา และทางปรัชญาในประเทศอินเดีย สมัยนั้น แต่กระนั้นก็ตามเมื่อใดที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกัน เกิดขึ้น เช่น ประสบการณ์ในการปฏิบัติของเราเป็นอย่างหนึ่ง และที่อธิบายอยู่ในคัมภีร์อรรถกถาเป็นอีกอย่างหนึ่ง เราก็ต้อง ไปดูคำ สอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า โดยค้นหาเอาจากพระ พุทธพจน์ในพระไตรปิฎก และหากเราได้พบว่าพระพุทธองค์ ได้ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว เราย่อมถือเอาตามพระพุทธ พจน์นั้น โดยไม่ไปกล่าวโทษเพื่อแก้ไขอรรถกถาแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น คำ ว่า เวทนา ในบางแห่ง ก็มีผู้กล่าวว่า เวทนา นั้นหมายเฉพาะความรู้สึกทางใจ ซึ่งก็ถูกต้องเหมือนกัน เพราะ เวทนานั้นเป็นส่วนหนึ่งของนามขันธ์ ในเมื่อเวทนาขันธ์เป็น ส่วนประกอบของนามหรือจิต เมื่อเราปฏิบัติ เวทนานุปัสสนา เราก็ควรหมายถึงเวทนาทางจิตด้วย แต่ถ้าเราได้ศึกษาพระ พุทธพจน์อย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่าพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าว ถึงสุขและทุกข์ในฐานะที่เป็นเวทนาทางกาย และโสมนัสกับ โทมนัส ในฐานะเวทนาทางใจ เช่น ในสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น คำ ว่า สัมปชัญญะ ก็เป็นคำ ทำ ให้เกิดความสับสนมาก เช่นกัน คำ แปลในภาษาอังกฤษบางแห่งแปลว่า “ความเข้าใจ ชัดเจน” คำแปลเช่นนี้ทำ ให้สัมปชัญญะมีความหมายเหมือนกับ สติ การมีเพียงสติรู้นั้นสำ หรับขั้นเริ่มต้นก็นับว่าดีพอแล้ว เช่น
ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 185 รู้สึกว่าคัน แล้วกำ หนดว่าคันหนอ คันหนอ แต่ถ้าไม่มีความ เข้าใจในความเป็นอนิจจังของมัน ก็จะไม่เรียกว่ามีสัมปชัญญะ เพราะแท้จริงนั้น สัมปชัญญะ คือ ความเข้าใจด้วยปัญญาที่ถูก ต้องสมบูรณ์ พระพุทธองค์ได้ทรงให้ความหมายของสัมปชัญญะ ไว้ว่า สัมปชัญญะ คือ วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ เรารู้สึกว่าเวทนากำ ลัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เช่นเดียวกับคำ ว่า สติ ปริมุขํ ซึ่งมักจะแปลว่า “ตั้งสติอยู่ เฉพาะหน้า” คำแปลนี้ทำ ให้เกิดความสับสน เพราะผู้ปฏิบัติไป จินตนาการเอาว่า สตินั้นตั้งอยู่ข้างหน้าคือภายนอกร่างกาย แล้ววิธีการปฏิบัติ กาเย กายานุปสฺสี เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี การสังเกตความจริงในกาย ในเวทนาก็จะผิดไปหมด สำ หรับ วิธีการปฏิบัติของเรานั้น เราอาศัยพระพุทธพจน์เป็นหลัก หาก มีความแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติ ของเรากับความเชื่อในวิธีการอื่นๆ หรือแม้แต่กับอรรถกถา เราก็จะไปค้นหาคำ ตอบจากพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ โดยตรง สถาบันวิปัสสนาวิจัยได้ตั้งขึ้นเพื่อที่จะศึกษาพระพุทธพจน์ ทั้งหมด โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ เพื่อสืบค้นดูว่าคำ นั้นๆ ทรงใช้ในความหมายว่ากระไร และ คอมพิวเตอร์ก็จะบอกว่า คำ ๆ นี้มีอยู่ที่ใดบ้างในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่บรรจุพระพุทธพจน์เล่มใหญ่จำ นวน 40 - 50 เล่ม
186 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 โดยแต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 300 ถึง 400 หน้า จึงเป็น เรื่องยากที่จะมีผู้ใดสามารถค้นหาว่า มีคำ ว่า เวทนา อยู่ที่ใดบ้าง และพระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงเวทนาว่าอย่างไรบ้าง เวลานี้ คอมพิวเตอร์สามารถช่วยเราได้ และเราก็สามารถรู้แล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงเวทนาว่าอย่างไร กล่าวถึง สมฺปชาโน ว่าอย่างไร แม้จะยังมีผู้ที่มีความเห็นแตกต่างออกไป ก็เป็นเรื่อง ที่ช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะถือว่าเราถูกต้องแต่ ผู้เดียวก็หาไม่ เราจะไม่พูดว่า อิทํ สจฺจํ คำ พูดของข้าพเจ้า เท่านั้นคือความจริง เปล่าเลย ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ข้าพเจ้าไม่มี ความยึดติดใดๆ ในสิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวออกไป ข้าพเจ้าพูดจาก ประสบการณ์โดยตรงของข้าพเจ้า สิ่งใดที่ข้าพเจ้าประสบ สิ่งใดที่ข้าพเจ้าเข้าใจจากพระพุทธพจน์ สิ่งนั้นคือสิ่งที่ข้าพเจ้า พูด และสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ครูอาจารย์ของ ข้าพเจ้าสอน ซึ่งในบรรดาครูอาจารย์สายนี้ของข้าพเจ้า ก็มีท่าน ที่ปฏิบัติไปถึงขั้นสูงๆ หลายท่าน และท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่ มีประสบการณ์อย่างเดียวกัน และก็ยังมีผู้คนอีกเป็นจำ นวน หมื่นแสนคนทั่วโลกที่ได้มีประสบการณ์แบบเดียวกันด้วย ข้าพเจ้าจึงมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราสอนกันอยู่นี้ถูกต้องตามที่ พระพุทธเจ้าทรงสอน ถ้าท่านยังมีความสงสัยอยู่ ข้าพเจ้าก็ ขอแนะนำ ให้ท่านปฏิบัติมากขึ้น เพราะจะเป็นทางเดียวที่ทำ ให้ ท่านหายสงสัยได้ แต่ถ้าวิธีการปฏิบัตินี้ไม่ถูกกับจริตของท่าน ไม่เป็นเหตุเป็นผลตามความคิดของท่าน ก็จงเลิกการปฏิบัติวิธี
ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 187 นี้เสีย หันไปปฏิบัติวิธีอื่นที่เหมาะสมกับท่าน และจงปฏิบัติไป ให้ถึงจุดหมายสูงสุด อย่าได้เอาวิธีการต่างๆ มาผสมปนเปกัน และอย่าได้เที่ยวไปลองปฏิบัติวิธีโน้นบ้างวิธีนี้บ้าง แต่ถ้าท่าน เห็นว่าวิธีการปฏิบัติที่นี่มีผลดีต่อท่าน ก็ขอให้ปฏิบัติต่อไป ปฏิบัติให้ลึกลงไป ลึกลงไป แล้วท่านก็จะได้พบคำ ตอบในข้อ สงสัยทั้งหมดของท่าน สักวันหนึ่งเมื่อท่านปฏิบัติไปได้ถึงขั้น หนึ่งแล้ว และมีโอกาสได้ศึกษาภาษาบาลีพอเข้าใจ เมื่อได้อ่าน พระพุทธพจน์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกระจ่างชัดสำ หรับท่าน ราวกับ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนท่านโดยตรง ทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่าง ชัดด้วยประสบการณ์ตรงของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่จากการโต้เถียง อภิปราย หรือการขบคิดพิจารณาโดยไม่จำ เป็น ท่านมาเข้าปฏิบัติในหลักสูตรสติปัฏฐานนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ มาฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า และฟังคำ อธิบายของ อาจารย์คนนี้ แต่เพื่อที่จะได้ประจักษ์กับความจริงด้วยตัวของ ท่านเอง ท่านได้เข้าปฏิบัติหลักสูตร 10 วันมาแล้วไม่ต่ำ กว่า 3 ครั้ง ท่านจึงได้มีโอกาสมาเข้าปฏิบัติในหลักสูตรนี้ ขอท่าน จงตั้งหน้าปฏิบัติให้ลึกยิ่งขึ้น ปฏิบัติให้ลึกยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่าน สามารถเข้าใจพระพุทธพจน์ได้อย่างแจ่มแจ้งด้วยผลจากการ ปฏิบัติของท่านเอง จงปลดปล่อยตัวของท่านให้เป็นอิสระจาก การปรุงแต่งทั้งมวล และได้ประจักษ์กับความหลุดพ้นอันแท้จริง ขอให้ทุกท่านจงก้าวหน้าไปจนถึงจุดหมายปลายทาง คือสภาวะ นิพพานอันสมบูรณ์
188 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ท่านทั้งหลายได้ก้าวเดินไปในทิศทางอันถูกต้องบนมรรคา อันชอบ แม้หนทางนี้จะเป็นหนทางที่ยาวไกลเพียงไรก็ไม่สำ คัญ ท่านได้เริ่มเดินก้าวแรกและก้าวที่สองแล้ว ถ้าท่านเดินไปเรื่อยๆ ทีละก้าวทีละก้าว ท่านก็จะต้องไปถึงจุดหมายปลายทางอย่าง แน่นอน ขอให้ทุกๆ ท่านจงได้พบกับความสุขและความสงบ อันแท้จริงที่เกิดจากความหลุดพ้น ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข