The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปิยพันธ์ ลิศนันท์, 2023-10-12 22:28:39

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

ธรรมบรรยายวันที่ 4 m 81 เรียกมันว่า “ร่างกาย” การได้พิจารณาไตร่ตรองเช่นนี้จะทำ ให้ จิตเริ่มมีความสมดุล อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ... อตฺถิ กาโยติ ...น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ แล้วการปฏิบัติแบบเดียวกันก็เริ่มขึ้น เพราะการเพียงแต่ คิดพิจารณานั้นไม่อาจจะนำ บุคคลให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้ ดังนั้น แม้จะได้เริ่มต้นการปฏิบัติด้วยวิธีนี้ แต่ผู้ปฏิบัติก็ยังจะ ต้องผ่านไปยังสถานีเดียวกันกับที่กล่าวมาแล้ว จนถึงขั้น อตฺถิ กาโยติ นี่เองคือร่างกาย ! แล้วอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนก็จะหมดไป ผู้ปฏิบัติจะได้ผ่านเข้าสู่จุดหมายปลายทาง นวสีวถิกาบรรพ - ตอนว่าด้วยข้อสังเกต 9 ประการเกี่ยว กับป่าช้า มีบุคคลบางประเภทที่มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่กับร่างกาย ของตน จนไม่สามารถแม้แต่จะใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรอง ให้ถูกต้องได้ สำ หรับบุคคลประเภทนี้จะต้องเริ่มต้นการปฏิบัติ จากสิ่งที่หยาบยิ่งไปกว่าที่แสดงไว้ในบรรพที่ผ่านมา พระพุทธเจ้า ทรงแนะนำ ให้ไปยังป่าช้าที่เขาเอาศพมาทิ้งไว้ให้แร้งกาจิกกิน เพื่อสังเกตดูซากศพ เพราะผู้ที่ไม่สามารถสังเกตดูความเป็นจริง จากภายในกายของตน จะต้องเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งที่อยู่ ภายนอกกายเสียก่อน จนสามารถประจักษ์ในความจริงด้วย


82 m ธรรมบรรยายวันที่ 4 ตนเอง จึงจะหมดความยึดติดในรูปกาย โส อิมเมว กายํ อุปสํหรติ : อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํอนตีโตติ ด้วยการคิดเปรียบเทียบ (อุปสํหรติ) ว่า ตัวเราเองก็จะต้อง ตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้ ร่างกายของเรา ร่างกายของคนอื่นๆ อันเป็นที่รักที่ชอบใจ ล้วนแต่จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ในที่สุด ข้อคิดจากการดูซากศพในป่าช้ามีอยู่ 9 อย่างด้วยกัน ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่ตายมาแล้วหนึ่งวัน สองวัน หรือ สามวัน ขึ้นอืดเฟอะตัวเขียว มีน้ำ เหลืองไหลเยิ้มน่าเกลียด แล้ว พิจารณาเห็นว่าตัวเราเองก็จะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกันนี้ ร่างกายของเราก็จะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ในที่สุด ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่นอนอยู่บนพื้นดิน เป็นเหยื่อแก่ แร้งกา เป็นเหยื่อแก่นกตะกรุม เป็นเหยื่อแก่หมู่สุนัข และเป็น เหยื่อแก่หนอนชนิดต่างๆ แล้วเกิดความเข้าใจว่าร่างกายของ เราก็จะต้องเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก แต่ยังมี เลือดและเนื้อบางส่วนติดอยู่โดยมีเส้นเอ็นร้อยรัดไว้ ทำ ให้นึก ถึงร่างกายของตนว่าจะต้องเป็นเช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก เปรอะ เปื้อนด้วยเลือด แต่ไม่มีเนื้อติดอยู่ มีเส้นเอ็นร้อยรัดไว้ ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก ไม่มีเลือด


ธรรมบรรยายวันที่ 4 m 83 และเนื้อติดอยู่ มีเส้นเอ็นร้อยรัดไว้ ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นกองกระดูกกระจัดกระจายอยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง กระดูกมือ กระดูกเท้า กระดูกเข่า กระดูกขา กระดูก สะเอว กระดูกสันหลัง หรือกะโหลกศีรษะ ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่เขาเอามาทิ้งไว้นานแล้ว จนมี แต่ท่อนกระดูกแห้งสีขาว ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นซากศพที่เขาเอามาทิ้งไว้เกินกว่าหนึ่งปี จนเหลือแต่กระดูกกองอยู่ ผู้ปฏิบัติเมื่อเห็นกองกระดูกที่บ้างก็แตกหัก บ้างก็ป่นเป็น แป้ง แต่ละครั้งที่ได้เห็น ผู้ปฏิบัติก็จะได้คิดว่าสิ่งเดียวกันนี้ย่อม เกิดกับร่างกายของตนเช่นกัน การจะคิดได้ดังนี้ ผู้ปฏิบัติจำ เป็นต้องได้พบเห็นความจริง ด้วยตาตนเองเสียก่อน เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นการ เฝ้าดูและประจักษ์กับความจริงด้วยตนเองนั้น เป็นงานที่ละเอียด อ่อนมาก คนที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลสอันหยาบจะไม่สามารถ ปฏิบัติได้ ดังนั้น จึงจำ เป็นที่จะต้องให้ไปเห็นสิ่งที่เกิดกับซากศพ ในป่าช้าเสียก่อน แล้วจึงคิดน้อมเข้ามาถึงตนเองว่า สิ่งเดียวกัน นี้ก็จะต้องเกิดขึ้นกับร่างกายของตนเหมือนกันและจะต้องเกิด กับคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งจะทำ ให้ผู้ปฏิบัติคลายความยึดมั่นถือมั่น ลงได้ และจิตก็จะเริ่มมีความสมดุลขึ้นเรื่อยๆ จนน้อมไปใน


84 m ธรรมบรรยายวันที่ 4 ทางที่จะทำ ให้สามารถปฏิบัติวิปัสสนาได้ อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ... อตฺถิ กาโยติ...น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ แล้วผู้ปฏิบัติก็จะเข้าไปสู่สถานีต่างๆ อย่างเดียวกัน จน กระทั่งถึงขั้น อตฺถิ กาโยติ โอ้ นี่หรือคือร่างกายอันเป็นที่ยึด มั่นถือมั่นอย่างยิ่ง ! จากนั้นผู้ปฏิบัติก็จะปฏิบัติต่อไปจนสามารถ หลุดพ้นจากอุปาทานทั้งมวล บนเส้นทางสายเดียวกันนี้ ผู้ปฏิบัติทุกคนจะผ่านขั้นตอน แต่ละขั้นเหมือนกันหมด มีแต่เพียงวิธีการปฏิบัติในตอนเริ่มต้น เท่านั้นที่อาจจะแตกต่างกันไป ดังนั้น ไม่ว่าจะเริ่มต้นปฏิบัติ ตามบรรพใดก็ตาม ผู้ปฏิบัติทุกคนก็ล้วนแต่จะต้องไปถึงสถานี เดียวกันทั้งสิ้น กล่าวคือจะต้องมีประสบการณ์กับการเกิดดับที่ แสดงออกทางเวทนาหรือความรู้สึกทางกาย อันเป็นปรากฏการณ์ ที่เชื่อมประสานกันระหว่างรูปและนาม ในระยะแรกผู้ปฏิบัติ จะรู้สึกถึงการเกิดดับแยกออกจากกัน กล่าวคือ เวทนาเกิดขึ้น เป็นอยู่เช่นนั้นขณะหนึ่ง แล้วจึงดับไป ต่อมาก็จะรู้สึกว่ามันเกิด ขึ้นและดับไปทันทีพร้อมๆ กัน แล้วจากนั้นก็จะรู้สึกว่าร่างกาย ทั้งร่างสลายตัวลง มีการเกิดดับอย่างรวดเร็วตลอดทั้งตัว ผู้ ปฏิบัติได้แต่เฝ้าสังเกตดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นโดยไม่มี ปฏิกิริยาใดๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการพัฒนา สติ และ สัมปชัญญะ อันเป็นปัญญาที่จะช่วยทำ ให้เกิด อุเบกขา


ธรรมบรรยายวันที่ 4 m 85 อย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะพัฒนาอุเบกขาได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีความเข้าใจในอนิจจัง ด้วยการใช้วิธีกล่าวชักนำ จิต ซ้ำ ๆ ให้จิตสงบและไม่ทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งโต้ตอบต่อสิ่งที่มา กระทบ มีคนเป็นจำ นวนมากที่พัฒนาอุเบกขาด้วยวิธีนี้ ซึ่งคน เหล่านี้เมื่อได้พบกับความผันแปรในชีวิตก็ดูเหมือนจะรักษา ความสมดุลแห่งจิตไว้ได้ หากแต่ภายในส่วนลึกของจิต การทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโต้จะยังคงมีอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้เพราะจิต ส่วนลึกนั้นจะติดต่ออยู่แต่เฉพาะกับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิด ขึ้นที่ร่างกายเท่านั้น หากปราศจากสัมปชัญญะแล้ว รากเหง้า ของกิเลสก็จะไม่ถูกขุดลอกออกไป นี่คือเหตุผลที่พระตถาคตเจ้าทรงให้ความสำ คัญต่อ เวทนา คำ สอนที่ให้ละความโลภ ความโกรธ หรือความชอบ ความไม่ชอบนั้นมิใช่เป็นคำ สอนใหม่ หากแต่เป็นคำ สอนที่มีมา แต่โบราณและยังคงสอนกันอยู่จนทุกวันนี้ ในประเทศอินเดีย ครูบาอาจารย์ทั้งก่อนและหลังหรือแม้ในระหว่างพุทธกาล ต่าง ก็สอนศิษย์ให้ลดละโลภะและโทสะด้วยกันทั้งนั้น โดยทั้งผู้สอน และผู้ปฏิบัติล้วนพยายามที่จะละความชอบความชังในส่วนที่ เกี่ยวกับสิ่งภายนอกที่มากระทบเท่านั้น กล่าวคือไม่ให้เกิดความ ชอบหรือความชังกับสิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยิน หรือได้ฟัง หรือได้ กลิ่น หรือได้ลิ้มรส หรือได้สัมผัส หรือที่นึกถึง แต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงสอนลึกยิ่งไปกว่านั้น ทวารหรือช่องทางในร่างกาย ที่รับสิ่งกระทบจากภายนอกและสิ่งภายนอกที่มากระทบนั้น


86 m ธรรมบรรยายวันที่ 4 ต่างก็มีชื่อเรียกอย่างเดียวกันว่า สฬายตนะ พระพุทธองค์ทรง พบว่าการกระทบกันของทั้งสองสิ่งนี้ทำ ให้เกิดเวทนาหรือความ รู้สึกที่ร่างกาย และตัณหาหรือความชอบความชังก็จะเกิดขึ้น ภายหลังจากที่เวทนาได้เกิดขึ้นแล้ว สฬายตน ปจฺจยา ผสฺโส ผสฺส ปจฺจยา เวทนา เวทนา ปจฺจยา ตณฺหา การกระทบหรือสัมผัส (ผัสสะ) เกิดขึ้น เพราะทวารรับรู้ที่ ร่างกาย (สฬายตนะ) เวทนาหรือความรู้สึกที่ร่างกายเกิดขึ้น เพราะผัสสะหรือการกระทบนั้น และตัณหาเกิดขึ้นเพราะเวทนา นี่คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ส่วนที่หายไปจากคำ สอนต่างๆ คือ เวทนา เมื่อปราศจาก ความเข้าใจในเวทนา ผู้คนก็จะพากันมุ่งไปที่สิ่งกระทบจาก ภายนอกและปฏิกิริยาที่ตนมีต่อสิ่งกระทบเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าจะ สามารถชำ ระกิเลสได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ในระดับพื้นผิวของจิต แท้จริงแล้วที่ส่วนลึกที่สุดของจิตนั้น เมื่อที่มีสิ่งภายนอกมา กระทบที่ทวารใดทวารหนึ่ง ส่วนหนึ่งของจิตจะประเมินค่าว่าดี หรือเลว และจากการประเมินค่านั้น เวทนาหรือความรู้สึกทาง กายที่สบายหรือไม่สบายก็จะเกิดขึ้น แล้วบุคคลก็จะทำ ปฏิกิริยา ปรุงแต่งต่อเวทนาหรือความรู้สึกนั้นด้วยความชอบความพอใจ หรือความไม่ชอบไม่พอใจ พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เราวาง


ธรรมบรรยายวันที่ 4 m 87 อุเบกขาต่อเวทนาทุกชนิด เพื่อเปลี่ยนแบบแผนพฤติกรรมของ จิตในระดับลึกที่สุด เพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้น จากพันธนาการของกิเลส เพราะได้ทรงประจักษ์กับความจริง นี้ด้วยพระองค์เอง นี่คือสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติกันอยู่ ท่านกำ ลังพัฒนา อุเบกขาของท่าน ซึ่งมิใช่เป็นแต่เพียงอุเบกขาต่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเท่านั้น หากแต่เป็นอุเบกขาต่อเวทนาที่เกิดขึ้นที่ ร่างกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวทนาชนิดใด สบาย ไม่สบาย หรือ เฉยๆ สัมปชัญญะเริ่มต้นด้วยความเข้าใจในธรรมชาติที่มีแต่การ เกิดดับของเวทนาหรือความรู้สึกทางกาย การฝึกอานาปานสติ จะทำ ให้ท่านสามารถรับรู้ความรู้สึกทางกายได้ง่ายขึ้น อันจะ ช่วยให้ท่านสามารถพัฒนาอุเบกขาได้จากความเข้าใจดังกล่าว นี่คือการที่ท่านได้ปฏิบัติตรงตามคำ สอนของพระบรมศาสดา ท่านจะต้องปฏิบัติอย่างหนักเพื่อพัฒนา สติ และ สัมปชัญญะ ของตนเอง อาตาปี สมฺปชาโน สติมา นี่คือข้อใหญ่ใจความ ของมหาสติปัฏฐานสูตร ขอให้ทุกท่านจงใช้เวลาทุกขณะที่ยังเหลืออยู่ในการมาเข้า ปฏิบัติในหลักสูตรที่เข้มข้นจริงจังนี้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด การอ่านและทำ ความเข้าใจพระสูตรจะช่วยได้ก็แค่ทำ ให้เราเกิด ความบันดาลใจ มีความมั่นใจ และรู้แนวทางการปฏิบัติ รู้ว่าเรา กำ ลังปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนเท่านั้น แต่ความเข้าใจ ด้วยเชาวน์ปัญญาเพียงเท่านั้นจะไม่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความ


88 m ธรรมบรรยายวันที่ 4 ทุกข์ได้เลย จงใช้ประโยชน์จากพระสูตรนี้และการบรรยายธรรม ในตอนค่ำ ทุกๆ วัน พร้อมทั้งปฏิบัติไปด้วย ปฏิบัติตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน สมฺปชญฺํ น ริญฺจติ นอกเสียจาก เวลาที่นอนหลับสนิทเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วท่านจะต้องมี สัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ไม่ขาดแม้สักขณะจิตเดียว ไม่ว่าท่าน จะกำ ลังกิน ดื่ม เดิน หรือนอน ถึงในขั้นนี้ จิตจะคอยล่องลอย ไปที่อื่นจนทำ ให้ท่านลืมเรื่องสัมปชัญญะอยู่บ่อยๆ ก็ให้ดูซิว่า เมื่อใดที่จิตล่องลอยไป ท่านใช้เวลาในการเรียกจิตกลับคืนมา อยู่ที่เวทนาได้รวดเร็วเพียงไร ขอให้ท่านคอยเตือนตัวเองอยู่ เสมอ จงพยายามพัฒนาปัญญา พัฒนาความรู้แจ้งของท่าน ท่านจะต้องแก้นิสัยความเคยชินของจิตที่คอยแต่จะล่องลอยไป ท่านจะต้องพยายามอยู่กับความจริงที่มีแต่การเกิดดับ เกิดดับ อยู่ตลอดเวลา สมุทยวย สมุทยวย เกิดขึ้นดับไป เป็น อนิจจัง อนิจจัง ขอให้ท่านจงออกมาเสียจากความหลงผิด ออกมาจาก พันธนาการของกิเลส ใช้วันเวลาอันมีค่าที่ยังเหลืออยู่นี้ให้เกิด ประโยชน์ที่สุดแก่ชีวิตของท่าน เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ ทั้งมวลที่รุมเร้าท่านอยู่ ขอให้ท่านทั้งหลายจงหลุดพ้นจากความ ทุกข์ ได้พบกับความสงบอันแท้จริง มิตรไมตรีอันแท้จริง ความ สุขอันแท้จริง ความสุขที่แท้จริง ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขโดยทั่วหน้ากัน


ธรรมบรรยายวันที่ 5 วันที่ 5 ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราได้ศึกษา กายานุปัสสนา จบลงไปแล้ว การปฏิบัติกายานุปัสสนา จะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าไม่มี เวทนานุปัสสนา เพราะ อนุปัสสนา คือการตามรู้ความจริงอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งหมายถึงการมีสติรู้ความรู้สึกต่างๆ ที่ร่างกาย แท้จริงแล้ว เวทนา หรือความรู้สึกทางกายนั้นมีบทบาทสำ คัญ ที่สุดในสติปัฏฐานทั้งสี่ เพราะจิตและสิ่งที่อยู่ภายในจิตล้วนแต่ ทำ ให้เกิดเวทนาหรือความรู้สึกทางกายด้วย หากไม่ให้ความ สนใจต่อความรู้สึก การปฏิบัติสติปัฏฐานก็จะเป็นแต่เพียงการ ละเล่นทางเชาวน์ปัญญาเท่านั้น วิธีการปฏิบัติในแนวทางของ เรานี้ให้ความสำ คัญแก่เวทนามากที่สุด เพราะเวทนาทำ ให้เรา สามารถประจักษ์ใน อนิจจัง คือการเกิดขึ้นและดับไป (สมุทยะ, วยะ)ได้อย่างชัดเจน ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทนาจึงเป็นสิ่งจำ เป็น อย่างที่สุด เพราะถ้าไม่มี เวทนา ก็จะไม่มี สัมปชัญญะ และถ้า ไม่มี สัมปชัญญะ เสียแล้ว ก็จะไม่มี ปัญญา และหากขาดปัญญา ก็จะไม่มี วิปัสสนา ซึ่งถ้าไม่มี วิปัสสนา ก็จะไม่มี สติปัฏฐาน


90 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 และไม่มีการหลุดพ้น สมาธิขั้นที่ลึกมากนั้นจะใช้อะไรมาเป็นเครื่องยึดหน่วงจิต ก็ได้ เช่น อาจใช้ลมหายใจเข้าออกอย่างที่แสดงไว้ในย่อหน้าแรก ของ อานาปานบรรพ มาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมสติให้ จดจ่อแน่วแน่ จนได้สมาธิขั้นที่ลึกมากๆ เริ่มจากฌานขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 ลึกลงไปตามลำ ดับ เป็นไปได้ว่าในขณะ ที่ตามรู้ลมหายใจอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติอาจจะรู้สึกถึงเวทนาที่เกิดขึ้น ด้วย แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ให้ความสนใจในธรรมชาติที่เกิดขึ้นและ ดับไปของเวทนา ก็จะไม่เรียกการปฏิบัตินั้นว่าเป็นการปฏิบัติ วิปัสสนา และถ้าผู้ปฏิบัติยังคงมุ่งหน้าทำ สมาธิต่อไปเรื่อยๆ จนได้ฌานขั้นที่ 5 - 6 - 7 และ 8 อันเป็นขั้นที่จิตสงบประณีต มาก ผู้ปฏิบัติก็จะลืมร่างกายเสียสิ้น และจดจ่ออยู่แต่กับจิตโดย ใช้จินตนาการในการปฏิบัติ ก่อนที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธองค์ก็ได้ ทรงเคยทดลองปฏิบัติสมาธิวิธีนี้มาแล้วจากท่านอาฬารดาบส กาลามโคตรและท่านอุททกดาบสรามบุตร จนสำ เร็จถึงฌานขั้น ที่ 7 และ 8 การได้ฌานสมาบัติขั้นสูงถึงเพียงนี้ เป็นธรรมดา อยู่เองที่จิตจะได้รับการชำ ระให้บริสุทธิ์เป็นอันมาก แต่เมื่อทรง สำ รวจพระองค์เองลึกเข้าไปภายใน กลับทรงพบว่ายังคงมีกิเลส ในส่วนลึกของจิตใจที่ทรงเรียกว่า อนุสัยกิเลส หลงเหลืออยู่ สยะ แปลว่า นอน อนุ แปลว่า “ตาม” หมายถึงการที่กิเลสคอย เฝ้าติดตามจิตจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง เปรียบดังภูเขาไฟ


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 91 ที่คุกรุ่นอยู่ ซึ่งอาจจะระเบิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ และในขณะที่เรา ใกล้ตาย กิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแฝงตัวนอนเนื่องอยู่ก็จะผุด โผล่ขึ้นมา กิเลสที่เหลือส่วนอื่นๆ ก็จะติดตามเราไปยังภพชาติ ใหม่ด้วย ด้วยเหตุดังกล่าว แม้จะทรงได้ฌาน 8 แล้ว ก็ยังไม่ ทรงยอมรับว่าหลุดพ้น ต่อมาได้ทรงทดลองบำ เพ็ญทุกรกิริยาอยู่ระยะหนึ่ง แต่ ก็ไม่ได้ผลอีก จึงทรงเลิกเสีย และพยายามบำ เพ็ญเพียรต่อไป จากการเฝ้าดูลมหายใจเข้าออก ทำ ให้ทรงเริ่มรู้สึกถึงเวทนาและ เฝ้าสังเกตดูมันไป และ เวทนา นี้เองที่ทำ ให้ทรงเกิดความเข้าใจ ในการเกิดและการดับ กุญแจที่จะไขไปสู่ความหลุดพ้นได้ถูก ค้นพบแล้ว ฌานหรือสมาธิอันแน่วแน่ที่ทรงฝึกจนกระทั่งสำ เร็จ ถึงฌาน 8 นั้น บัดนี้ได้มีวิปัสสนา มีสัมปชัญญะเพิ่มเข้าไป ก่อนหน้านี้ฌานเหล่านั้นเรียกว่า โลกิยฌาน แปลว่า ฌาณอัน เป็นวิสัยของโลก เพราะแม้ว่าจะได้ฌานเหล่านี้แล้วก็ยังไม่พ้น โลก ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกต่างๆ แห่งจักรวาล บัดนี้ ฌานเหล่านั้นได้กลับกลายไปเป็น โลกุตตรฌาน เพราะการได้ ประจักษ์ในการเกิดการดับทำ ให้ได้รับผลแห่งนิพพานซึ่งอยู่ เหนือโลก นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้แก่มนุษยชาติ ซึ่งจะบรรลุได้ด้วยเวทนา ด้วยเหตุนี้ เวทนา จึงมีความสำ คัญยิ่ง สำ หรับเรา


92 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 เวทนานุปัสสนา - การสังเกตเวทนา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ เราจะสังเกตเวทนาในเวทนาได้อย่างไร? การสังเกตเวทนาในเวทนาจะต้องไม่มีจินตนาการใดๆ เข้า มาเกี่ยวข้องด้วยเลย การจินตนาการประหนึ่งว่าผู้ปฏิบัติยืนอยู่ ข้างนอก แล้วสำ รวจเข้าไปยังความรู้สึกที่ร่างกายนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีใครทั้งนั้นที่ยืนอยู่ภายนอก ผู้ปฏิบัติจะต้องประจักษ์กับ ความรู้สึกที่ร่างกายของตนด้วยตนเอง เช่นเดียวกับที่ได้ปฏิบัติ ใน กายานุปัสสนา และที่จะปฏิบัติต่อๆ ไปใน จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนา กล่าวคือจะต้องไม่มีการแยกตัวผู้สังเกต ออกจากสิ่งที่กำ ลังถูกสังเกต หรือสร้างจินตนาการประหนึ่งว่ามี ผู้ทำ หน้าที่สำ รวจอยู่ภายนอก …สุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ เมื่อมีความรู้สึกสบายที่ร่างกาย (สุขํ เวทนํ เวทยมาโน) ผู้ปฏิบัติก็รู้ชัดว่า บัดนี้เรากำ ลังประสบกับสุขเวทนา …ทุกฺขํ วา เวทนํ เวทยมาโน ทุกฺขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ อทุกฺขมสุขํ วา เวทนํ เวทยมาโน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ เช่นเดียวกัน ผู้ปฏิบัติก็รู้ชัดเมื่อได้มีความรู้สึกไม่สบาย ที่ร่างกาย (ทุกขเวทนา) เช่น ความเจ็บปวด หรือเมื่อมีความ


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 93 รู้สึกกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข (อทุกขมสุขเวทนา) ภาษาในสมัย พุทธกาลนั้นจะใช้คำว่า สุขเวทนา เมื่อจะอธิบายความรู้สึกสบาย ที่ร่างกาย และ ทุกขเวทนา สำ หรับความรู้สึกไม่สบายที่ร่างกาย ในระดับจิตใจนั้นจะใช้คำ ว่า โสมนัส หรือ โทมนัส เพื่ออธิบาย ความสบายใจและไม่สบายใจ ดังนั้นคำ ว่าสุขเวทนาทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา จึงมีความหมายเฉพาะความรู้สึกทางกาย ร่างกายนั้นไม่อาจจะมีความรู้สึกได้ด้วยตัวของมันเอง ต้อง อาศัยส่วนหนึ่งของจิตทำ หน้าที่ในการรู้สึก แต่ก็จะต้องมีร่างกาย เป็นฐานให้รู้สึกได้ สามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทยมาโน สามิสํ สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ นิรามิสํ วา สุขํ เวทนํ เวทยมาโน นิรามิสํ สุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ เมื่อมีสุขเวทนา ผู้ปฏิบัติก็รู้ชัดว่าตนกำ ลังมีสุขเวทนาที่มี ความอยากความพอใจหรือความยึดติด (สามิส) อยู่ หรือกำ ลัง มีสุขเวทนาที่ปราศจากความอยากความพอใจหรือความยึดติด (นิรามิส) ในภาษาอินเดียปัจจุบันคำ ว่า นิรามิส หมายถึงอาหาร มังสวิรัติ และ สามิส หมายถึงอาหารที่ไม่ใช่มังสวิรัติ แต่ความ หมายในที่นี้คือความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ หากสุขเวทนาเกิด ขึ้นจากผลของการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้อง และผู้ปฏิบัติได้ แต่เฝ้าดูมันไปโดยไม่ปรุงแต่งตอบสนองด้วยความพอใจหรือยึด


94 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ติดสุขเวทนานั้นก็จะนำ ไปสู่ความบริสุทธิ์ ในทำ นองเดียวกัน สุขเวทนาอาจจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ปฏิบัติกำ ลังมีความสุขทางโลก และผู้ปฏิบัติมีปฏิกิริยาตอบสนองความรู้สึกนั้นด้วยความพอใจ และยึดติด โดยพยายามที่จะให้ความรู้สึกสบายหรือสุขเวทนา นั้นเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก สุขเวทนานั้นย่อมเป็นอกุศลและนำ ไป สู่ความไม่บริสุทธิ์ เพราะมันจะนำ ไปสู่การเวียนว่ายอยู่ในความ ทุกข์ โดยนัยนี้ สุขเวทนาจึงอาจจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ได้ เมื่อเกิดสุขเวทนาที่เป็นสามิส แล้วผู้ปฏิบัติเพียงแต่เฝ้าดู มันไป ปฏิกิริยาที่มีต่อสุขเวทนานั้นก็จะอ่อนกำ ลังและสิ้นสุด หยุดลง ในทำ นองเดียวกัน เมื่อผู้ปฏิบัติได้ประสบกับสุขเวทนา ที่เป็นนิรามิส แล้วเฝ้าสังเกตดูมันไปด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาโดย ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ ความสามารถในการเฝ้าสังเกตดู เวทนาด้วยอุเบกขาก็จะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ นี่คือกฎธรรมชาติ ผู้ปฏิบัติไม่ต้องทำ อะไรเลย เพียงแต่เฝ้าดูอยู่เท่านั้น นั่นแหละ คือ ปชานาติ ซึ่งหมายถึงการเพียงแต่เฝ้าดูโดยมีปัญญากำ กับ สามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ... นิรามิสํ วา ทุกฺขํ เวทนํ... ปชานาติ สามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ... นิรามิสํ วา อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยมาโน นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ในทำ นองเดียวกัน ทุกขเวทนาที่ประสบอยู่จะบริสุทธิ์หรือ ไม่บริสุทธิ์ ขึ้นอยู่กับการทำ ปฏิกิริยาหรือไม่ทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่ง


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 95 ตอบโต้ต่อทุกขเวทนานั้น เมื่อความรู้สึกไม่สบายเกิดขึ้น ผู้ ปฏิบัติก็เพียงแต่เฝ้าดูมันไป ด้วยความเข้าใจและยอมรับอย่าง ที่มันเป็นอยู่ และเมื่อเกิดความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข (อทุกฺขมสุขเวทนา) ผู้ปฏิบัติก็มีความเข้าใจและยอมรับเช่นกัน อิติ อชฺฌตฺตํ วา เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา เวทนาสุ เวทนานุปัสฺสี วิหรติ จากนั้นก็จะถึงสถานีต่างๆ อย่างที่ได้พบในทุกๆ บทและ ทุกๆ บรรพ คือการรู้เวทนาภายในกาย (อชฺฌตฺต) เวทนาภาย นอกกาย (พหิทฺธา) และทั้งภายในและภายนอกพร้อมๆ กัน (อชฺฌตฺตพหิทฺธา) ตลอดโครงสร้างของร่างกาย มีวิธีการปฏิบัติอื่นที่อธิบายว่า อชฺฌตฺต หมายถึงรู้เวทนา ที่ร่างกายของตนเอง และ พหิทฺธา คือรู้เวทนาที่ร่างกายคนอื่น อชฺฌตฺตพหิทฺธา หมายถึงรู้เวทนาที่ร่างกายของตนเองบ้าง ที่ ร่างกายของคนอื่นบ้างสลับกันไป แต่ในวิธีการของเรานั้น ไม่ อาจจะยอมรับคำ อธิบายแบบนี้ได้ เพราะเมื่อผู้ปฏิบัตินั่งปฏิบัติ อยู่แต่ผู้เดียวในป่า ที่ใต้ต้นไม้ หรือในอาคารว่าง หรือในถ้ำ ผู้ ปฏิบัติย่อมไม่สามารถจะไปรู้สึกถึงเวทนาที่กายของผู้อื่นได้ ซึ่ง ก็ได้มีการโต้เถียงว่า บางครั้งเมื่อพระภิกษุออกไปบิณฑบาต ย่อมจะได้พบกับผู้คน อันเป็นโอกาสให้รู้ลมหายใจและเวทนา ในกายของคนเหล่านั้น แต่คำ อธิบายเช่นนี้ก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดี


96 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 เพราะผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติอย่างจริงจังจะต้องทอดสายตามองต่ำ อยู่ตลอดเวลา โดยมองไปข้างหน้าได้เพียงสองหรือสี่ก้าวเท่านั้น ที่เราเรียกว่า โอกขิตจักขุ แล้วจะรับรู้เวทนาของผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่ออย่างมากที่จะเห็นก็แค่ขาของผู้อื่นเท่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม อาจเป็นได้ว่าผู้ปฏิบัติที่มีความก้าวหน้า ในการปฏิบัติอยู่ในระดับสูงมาก จะสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ อื่น รับรู้กระแสสั่นสะเทือนของสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลาย ได้ ในกรณีเช่นนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลยทีเดียว ฉะนั้น เรา จึงถือว่าอชฺฌตฺตคือ“ภายในกาย” และพหิทฺธาคือ“บนผิวกาย ของตนเอง” …สมุทยธมฺมานุปสฺสี … วยธมฺมานุปสฺสี … สมุทย วย ธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ… สถานีเหล่านี้มีความสำ คัญมากและจะปรากฏอยู่ในทุกๆ บรรพ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติด้วยวิธีใดในบทใดบรรพใด ใน พระสูตรนี้ก็จะต้องผ่านสถานีเหล่านี้ทั้งสิ้น กล่าวคือมีความรู้สึก ถึงการเกิดขึ้นของเวทนา(สมุทฺย) การดับไปของเวทนา(วย) และ การเกิดดับติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว (สมุทยวย) ของเวทนา …อตฺถิ เวทนาติ วา ปนสฺส สติ ปจฺจุปฏฺิตา โหติ ในหมวดกายานุปัสสนา สภาวะของอตฺถิ กาโยติเกิดขึ้น เมื่อร่างกายกลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนของอนุภาคปรมาณูที่ไม่มี การเรียกขานหรือตัดสินว่าเป็นอะไร สัญญาไม่อาจจะกำ หนด


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 97 หมายได้ว่าเป็นคนหรือสัตว์ ผู้ชายหรือผู้หญิง สวยงาม หรือ น่าเกลียด มันเป็นแต่เพียงแค่ร่างกายเท่านั้นเอง เช่นเดียวกัน เวทนาก็สักแต่เป็นเพียงเวทนา สักแต่เป็นเพียงความรู้สึก ไม่มี สัญญา ไม่มีการกำ หนดหรือประเมินค่า สติจะตั้งมั่นรับรู้เวทนา ว่าเป็นเพียงเวทนาเท่านั้น แล้วผู้ปฏิบัติก็จะก้าวหน้าต่อไปสู่ จุดหมายปลายทาง ยาวเทวาณมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ บทบาทของเวทนาเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทานให้แก่มนุษยชาติ เวทนา เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทาง 2 สาย เส้นทางสายแรก คือ ทุกฺขสมุทยคามินีปฏิปทา เส้นทางที่ก่อให้เกิดแต่ความทุกข์ และเส้นทางสายที่สองคือ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา เส้นทางที่ จะนำ ไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ว่า ปฏิกิริยาทั้งหลาย สังขาร หรือการปรุงแต่งทั้งหลายล้วนมี สาเหตุมาจากความรู้สึกทางกายหรือเวทนาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา จิตในระดับที่ลึก ที่สุดจะคอยเฝ้าทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโต้กับเวทนาทั่วทุกอณู ของร่างกายอยู่ตลอดเวลา ในทุกส่วนของร่างกายที่มีชีวิต ถ้า เราไม่รู้หรือไม่ให้ความสำ คัญแก่เวทนาแล้ว การหลุดพ้นจาก กิเลสตัณหาใดๆ ก็จะเป็นเพียงแค่ในระดับพื้นผิวของจิตเท่านั้น


98 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ความเข้าใจว่าเราไม่มีปฏิกิริยาปรุงแต่งใดๆ นั้นเป็นความหลง ผิด เพราะมันเป็นเพียงแค่การไม่มีปฏิกิริยาต่อสิ่งภายนอก ต่อ เสียง รูป กลิ่น หรือรสเท่านั้น สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือปฏิกิริยาหรือ การปรุงแต่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ภายในร่างกาย แท้จริงแล้วการ กระทบกันของสิ่งภายนอกกับทวารใดทวารหนึ่งนั้นจะทำ ให้มี เวทนาเกิดขึ้นที่ร่างกายเสมอ ไม่ว่าจะเป็น สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา เราจะต้องไปให้ถึงส่วนลึกของจิตที่ซึ่งเรารับรู้เวทนา แต่ เราจะต้องไม่ทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโต้เวทนาเหล่านั้น การ มีสติรู้เวทนาและไม่ปรุงแต่งตอบโต้ต่อเวทนาเท่านั้น ที่จะทำ ให้ เราสามารถเปลี่ยนความเคยชินของจิตในระดับที่ลึกที่สุดได้ นี่ คือการที่อนุสัยกิเลสซ่อนลึกอยู่ภายในเปรียบดังรอยบนก้อนหิน ที่ถูกสลักลึกด้วยสิ่วและฆ้อน จะได้มีโอกาสผุดโผล่ขึ้นมาแล้ว สลายตัวไป มิฉะนั้นแล้ว กระบวนการเพิ่มพูนกิเลส กระบวน การเพิ่มพูนความทุกข์ก็จะยังคงดำ เนินต่อไป ด้วยเหตุนี้ เวทนา จึงมีบทบาทสำ คัญยิ่งในการปฏิบัติสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนา - การสังเกตจิต จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ผู้ปฏิบัติจะสังเกตจิตในจิตได้อย่างไร ? “ในจิต”(จิตฺเต) หมายถึงการมีประสบการณ์โดยตรงกับจิต ไม่ใช่โดยการใช้จินตนาการ ในทำ นองเดียวกับ “ในกาย” และ


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 99 “ในเวทนา” การมีประสบการณ์โดยตรงกับจิตคือการที่จะต้อง มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นในจิต เพราะเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นใน จิตแล้วดับไป มันจะปรากฏออกมาเป็นความรู้สึกหรือเวทนา สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สราคํ หมายถึงราคะคือความยินดีในกาม เมื่อราคะเกิด ขึ้นในจิต ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่เฝ้าสังเกตดู และเมื่อมันดับไป เป็น จิตที่ปราศจากราคะ (วีตราคํ) ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่สังเกตดู และ รู้ว่าราคะได้เกิดขึ้นและดับไปแล้ว สโทสํ วา จิตฺตํ…วีตโทสํ วา จิตฺตํ วีตโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโมหํ วา จิตฺตํ สโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตความจริงเกี่ยวกับจิตทั้งที่มีโทสะหรือ ไม่มี และเมื่อโทสะดับไป ผู้ปฏิบัติก็สังเกตรู้ว่าจิตเป็นจิตที่ปราศ จากโทสะ เช่นเดียวกัน เมื่อจิตเต็มไปด้วยโมหะคือความหลง หรืออวิชชา ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นความจริงว่าจิตนั้นเป็นจิตที่ มีโมหะ เมื่อโมหะหมดไปและจิตไม่มีโมหะ ก็รู้ว่าจิตไม่มีโมหะ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ… วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ… มหคฺคตํ วา จิตฺตํ…อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ


100 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ… อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ… สมาหิตํ วา จิตฺตํ…อสมาหิตํ วา จิตฺตํ… วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ…อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ ไม่ว่าจิตจะตั้งมั่นแน่วแน่รวมกันอยู่ (สงฺขิตฺต) หรือจิต ฟุ้งซ่าน(วิกฺขิตฺต) ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่เฝ้าดูและยอมรับ ผู้ที่ได้ฌาน ขั้นสูงจะสามารถจินตนาการให้จิตแผ่ขยายใหญ่ออกไปได้โดย ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า มหัคคตะ(มหคฺคต) ไม่ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือไม่เป็น(อมหคฺคต) ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่เฝ้าดู ต่อไปคือ สอุตฺตรํ หมายถึงจิตที่ยังไม่ถึงภาวะสูงสุด จิตที่ยังคงต้องพัฒนาอีกโดย มีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็นสอุตตระก็เพียงแต่รู้และเฝ้าดู เมื่อ จิตเป็นอนุตตระ(อนุตฺตร) คืออยู่ในภาวะที่ยอดเยี่ยมไม่มีจิตอื่น ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตเป็นอนุตตระและเฝ้าดู ไม่ว่าจิตตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ (สมาหิตํ) หรือไม่ ก็เพียงแต่รู้และเฝ้าดู เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว (วิมุตฺต) หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดและเฝ้าสังเกตดู อิติ อชฺฌตฺตํ วา…พหิทฺธา วา…อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ต่อจากนั้นก็ถึงสถานีต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้วในบรรพ ต่างๆ ในหมวดต่างๆ ที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติสังเกตรู้จิตภายในจิต ภายนอก และจิตทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจะขออธิบายว่า ในวิธีการของเราหาได้หมายถึงจิตของเราและจิตของผู้อื่นไม่


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 101 นอกจากในกรณีที่ได้ญาณสูงๆ แล้ว ก็อาจพัฒนาความสามารถ ในการอ่านจิตของผู้อื่นได้ แต่เวลานี้เรายังอยู่ที่สถานีต่างๆ ซึ่ง ไม่ใช่เป็นสถานีสุดท้าย เพราะฉะนั้นจิตภายในและจิตภายนอกที่กล่าวถึงนั้นคือ อะไร ? เมื่อสิ่งที่อยู่ภายในโครงสร้างของร่างกายมากระทบกับ จิต จิตจะรู้สึกถึงการกระทบนั้นอยู่ภายในร่างกาย เช่นนี้เรา เรียกว่าจิตภายใน ส่วนจิตภายนอกคือการที่จิตกระทบกับสิ่งที่ อยู่ภายนอกร่างกาย เช่น กระทบกับเสียงที่ผ่านเข้ามาทาง ประสาทหู หรือรูปมากระทบประสาทตา หรือกลิ่นกระทบจมูก หรือรสกระทบลิ้น หรือมีสิ่งมาสัมผัสร่างกาย หรือมีความคิด เกี่ยวกับอะไรภายนอกเกิดขึ้นในใจ อย่างไรก็ตามจิตจะรู้สึกอยู่ แต่ภายในร่างกายเสมอ ส่วนสิ่งที่มากระทบนั้นจะมาจากทั้ง ภายในร่างกายและภายนอก ต่อจากนั้นคือการได้ประจักษ์กับการเกิดขึ้นดับไป ซึ่งเมื่อ ผ่านสถานีที่สำ คัญๆ เหล่านี้ไปแล้ว ก็จะมาถึงขั้นอตฺถิ จิตฺตนฺติ จิตเป็นแต่เพียงจิตที่ไม่ใช่ “ฉัน” หรือ “ของฉัน” สติตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ แต่ก็สักแต่ว่าเป็นจิตเท่านั้น เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงขั้นที่มีแต่เพียงปัญญาหรือ ความเข้าใจ ได้แต่สังเกตดูอยู่อย่างนั้น ไม่ติดยึดอยู่กับสิ่งใด ไม่ ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วย อตฺถิ จิตฺตนฺติ…น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาย่อมเข้าใจดีว่า เมื่อใดที่มีเพียงสติรู้ส่วน


102 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ของจิตที่ปฏิบัติการอยู่ ก็จะมีเพียงส่วนที่เป็นความรู้อารมณ์หรือ “วิญญาณ” เท่านั้น กระบวนการเพิ่มพูนกิเลสจะไม่ทำ งาน เรา คงจำ พระธรรมเทศนาที่พระบรมศาสดาทรงแสดงแก่ฤาษีชรา ผู้ซึ่งเดินทางด้วยเท้าจากนครบอมเบย์เป็นระยะทางกว่าพันไมล์ ไปยังเมืองสาวัตถี เพื่อทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ ตนได้ พระธรรมเทศนาแต่เพียงสั้นๆ นั้นเพียงพอที่จะให้ฤาษี ผู้ซึ่งได้ฌาน 8 แล้วนั้นบรรลุธรรมได้ ทิฏฺเ ทิฏฺมตฺตํ ภวิสฺสติ… “ในการเห็นก็สักแต่เห็น” คือการเพียงแต่เห็น ไม่มีอะไร นอกเหนือไปจากนั้น ไม่มีการประเมินค่า ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ใดๆ “ได้เห็นก็สักแต่ได้เห็น ได้ยินก็สักแต่ได้ยิน ได้กลิ่นก็สัก แต่ได้กลิ่น ได้รสก็สักแต่ได้รส ได้สัมผัสก็สักแต่ได้สัมผัส และ …วิญาเต วิญฺาตมตฺตํ ภวิสฺสต…ิ รู้ก็สักแต่รู้เท่านั้น” หากผู้ ปฏิบัติมาได้ถึงขั้นนี้ ก็จะข้ามพ้นสภาวะปกติมาสู่สภาวะนิพพาน แต่ต้องใช้เวลานานสักหน่อยจึงจะมาถึงได้ สิ่งที่เราทั้งหลายกำ ลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ ก็คือการทำ ความเข้าใจกับกระบวนการเหล่านี้ อายตนะภายในหรือทวาร 6 นั้นอยู่ที่ร่างกาย ฉะนั้น ร่างกายจึงมีความสำ คัญมาก อายตนะ ภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีสิ่งภายนอกหรือ อายตนะภายนอกมากระทบเข้า จิตส่วนที่เป็น วิญญาณ ก็จะ รับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ทวารนั้นๆ แล้วส่วนที่เป็น สัญญา ก็จะ ประเมินค่าทันทีว่าสิ่งนั้นดีหรือเลว และด้วยการประเมินค่าของ


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 103 สัญญานี้เอง เวทนาก็จะเกิดขึ้นเป็น สุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนา แล้วแต่การประเมินค่า จากนั้น สังขาร คือการปรุงแต่งตอบโต้ ก็จะเริ่มทำ งาน และเมื่อมีการปรุงแต่งเกิดขึ้น ความทุกข์ก็จะ เกิดขึ้น นี่คือแบบแผนความเคยชินของชีวิต นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะส่วนของจิตส่วนที่รับรู้หรือที่เรียกว่า วิญญาณ นั้นไม่เข้มแข็งพอ ในทันทีที่รู้ว่ามีสิ่งมากระทบทวาร ใดทวารหนึ่งของร่างกาย ส่วนอื่นๆ ก็จะเข้าครอบงำ จิตทันที สัญญาจะเข้าครอบงำจิต เวทนาจะเข้าครอบงำจิต และ สังขาร ก็จะเข้าครอบงำ จิต โดย สังขาร จะมีกำ ลังมากขึ้น มากขึ้น ใน ขณะที่ วิญญาณ จะอ่อนแอลง อ่อนแอลง ซึ่งก็คือการมีความ ทุกข์เพิ่มพูนขึ้น เพิ่มพูนขึ้น และกิเลสอันเป็นเครื่องผูกรัดก็จะมี กำ ลังมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน การปฏิบัติที่เรากำ ลังปฏิบัติ อยู่นี้ก็เพื่อทำ ให้ส่วนที่มีหน้าที่รับรู้คือ วิญญาณ มีกำ ลังมากขึ้น และเมื่อ วิญญาณ มีกำ ลังมากขึ้น ส่วนที่เป็น สังขาร หรือการ ปรุงแต่งก็จะอ่อนแอลง และ สัญญา ก็จะอ่อนแอลงเช่นกัน จนถึงขั้นที่มีแต่เพียงความเข้าใจ มีแต่เพียงสติรู้ ยาวเทวาณ มตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย เราได้กล่าวถึงฌาน 8 มาก่อนหน้านี้แล้ว พระสมณโคดม ก่อนที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้านั้น ได้ ทรงเรียนรู้การปฏิบัติจากอาจารย์ 2 ท่าน จนได้ฌาน 8 ที่เรียก ว่า เนวสญฺญานาสญฺญายตน ซึ่งเป็นภาวะที่มี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มี สัญญา ก็ไม่ใช่ เพราะ สัญญา จะอ่อนแอมาก แต่ก็ไม่อาจ


104 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 กล่าวได้ว่าไม่มี สัญญา เพราะมันยังมีหลงเหลืออยู่ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่าพระองค์ยังไม่ทรงหลุดพ้น และด้วย วิปัสสนา จึงทรงพัฒนา โลกุตตรฌาน ที่จะนำ ไปถึงจุดหมาย สูงสุดคือสภาวะนิพพาน ซึ่งทรงกล่าวว่าเป็นฌานที่ 9 เรียกว่า สญฺญาเวทยิตนิโรธ อันเป็นการดับ สัญญา และ เวทนา เพราะ หาก สัญญา ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะอ่อนเบาสักเพียงใด สังขารก็จะยัง คงทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งตอบโต้อยู่เรื่อยไป ซึ่งจะทำ ให้กระบวน การเพิ่มพูนกิเลสทำ งานต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน ฉะนั้น เราจึงต้อง ขจัด สัญญา เสียให้สิ้นเชิง เพื่อให้ วิญญาณ เป็นเพียง วิญญาณ คือ “สักแต่รู้” ธัมมานุปัสสนา - การสังเกตสิ่งที่อยู่ในจิต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า กายานุปัสสนา จะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้าไม่มีเวทนานุปัสสนา เช่นเดียวกันจิตตานุปัสสนาก็จะสมบูรณ์ ไปไม่ได้ ถ้าไม่มี ธัมมานุปัสสนา การจะสำ รวจกายและจิตได้ จะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นที่กายและจิตเสียก่อน มิฉะนั้น การ ปฏิบัติของเราก็จะเป็นเพียงแค่การจินตนาการเอาเท่านั้น เรา จะมีประสบการณ์กับจิตได้ ก็ต่อเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ในจิตแล้วดับไป เช่น ราคะ โทสะ หรือ โมหะ สิ่งที่อยู่ในจิตนั้นเราเรียกว่า ธรรม คำ หลายคำ ที่พระพุทธองค์ทรงใช้เป็นคำ ที่แปลออกมา


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 105 เป็นภาษาอื่นๆ ได้ยากมาก เพราะไม่มีคำ ศัพท์ที่มีความหมาย ตรงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำ ว่า “ธรรม” นี้ เพราะเหตุที่เป็น คำ ที่มีความหมายครอบคลุมกว้างขวางมาก คำ ว่าธรรมมาจาก รากศัพท์ที่ว่า ธาเรตีติ ธมฺโม แปลว่าสิ่งที่ทรงอยู่ภายใน หรือ สภาพที่ทรงไว้คือ ธรรม ดังนั้น ถ้าดูที่จิต สิ่งที่ทรงไว้ในจิตก็คือ ธรรม มีคำ อธิบายต่อไปเกี่ยวกับธรรม คือ อตฺตโน สภาวํ อตฺตโน ลกฺขณํ ธาเรตีติ ธมฺโม สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตนเอง สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของ ตนเอง สภาพที่ทรงอยู่ภายใน ในภาษาถิ่นบางภาษาของอินเดียก็ยังมีใช้กันอยู่เหมือน กัน เช่น กล่าวว่าธรรมของไฟก็คือการเผาไหม้ การเผาไหม้คือ ลักษณะจำ เพาะของไฟ ถ้าไฟไม่มีการเผาไหม้ ก็จะไม่เรียกว่า ไฟ และเช่นเดียวกันธรรมของน้ำ แข็งก็คือความเย็น ถ้าไม่เย็น ก็ไม่ใช่น้ำแข็ง ในทำ นองเดียวกัน ธรรมของราคะคือความยินดี ในกาม ความติดใจซึ่งจะทำ ให้เรากระสับกระส่าย กระวนกระวาย ใจ มีแต่ความทุกข์ ส่วนธรรมของความเมตตา ความรัก ความ กรุณา ความเห็นอกเห็นใจ ก็คือความสงบ ความสอดคล้อง กลมกลืน สันติสุข ดังนั้น บางครั้งธรรมจึงถูกใช้ในความหมาย ว่าธรรมชาติ หรือลักษณะ หลังจากนั้นอีก 2 - 3 ศตวรรษ คำ ว่า ธรรม ก็ถูกแบ่งออก เป็น 2 อย่างด้วยกัน คือ กุศล และ อกุศล โดยหมายไปถึงผล


106 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ของมัน อกุศล หมายถึงความไม่ดีงาม ความไม่บริสุทธิ์ ซึ่งอยู่ ในใจที่ทำ ให้เกิดผลไม่ดีงาม เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความมุ่งร้าย ความชิงชัง ความหลงใหล ความกลัว ความถือดี ส่วน กุศล คือสิ่งที่ทำ ให้เกิดผลดีงาม ทำ ให้ชีวิตดีขึ้น เช่น ความ เห็นอกเห็นใจ ความปรารถนาดี ความไม่เห็นแก่ตัว ดังนั้น ใน วรรณคดีเก่าๆ เราจะพบว่า ธรรม แบ่งออกเป็น “บริสุทธิ์” และ “ไม่บริสุทธิ์” ต่อมาความหมายก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป อกุศล กลายมาเป็น อธรรม หรือ บาป อันจะนำ ให้เราว่ายวนอยู่ในความทุกข์ ส่วน ธรรม ใช้สำ หรับเรียกสิ่งดีงามที่อยู่ในตัวบุคคล อันจะนำ ไปสู่ ความหลุดพ้น ความหมายของ ธรรม ขยายออกไปเรื่อยๆ เมื่อได้สังเกต รู้ถึงผลของสิ่งที่อยู่ภายในใจ เช่น ผลของความโกรธ หรือผลของ ความเมตตา กฎของเหตุและผลหรือกฎธรรมชาติก็เริ่มได้รับ ความสนใจ ดังนั้น ธรรม จึงหมายถึงสภาพที่ทรงอยู่ในใจ หรือ ลักษณะของสิ่งที่ทรงไว้ในใจ หรือกฎธรรมชาติ ซึ่งก็คือกฎแห่ง จักรวาล แล้วผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติ ธัมมานุปัสสนา อย่างไร ? นีวรณบรรพ - ตอนว่าด้วยอุปสรรคสิ่งปิดกั้น ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ปญฺจสุ นีวรเณสุ นิวรณ์ หมายถึง “ม่าน” หรือ “ผ้าคลุม” ที่ปิดกั้นไม่ให้เห็น


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 107 ความจริง ในหลักสูตรพื้นฐาน 10 วัน เราเรียก นิวรณ์ ว่าศัตรู ทั้ง 5 อันได้แก่ ความพอใจในกามคุณ ความพยาบาทคิดร้าย ความหดหู่ซึมเซา ความฟุ้งซ่านรำ คาญใจ และความลังเลสงสัย โดยมีตัวอย่างว่า ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีกระจกใช้ ผู้คนต้องดู เงาของตนเองในอ่างน้ำ ที่ใสสะอาดในเวลากลางวันที่มีแสง สว่าง ซึ่งถ้าน้ำ นั้นไม่สะอาดหรือเป็นสีต่างๆ ไม่ใสหรือไม่นิ่ง เราย่อมไม่อาจเห็นหน้าของเราได้ชัดเจนตรงกับความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติจะเห็นธรรมในธรรมคือ นิวรณ์ 5 ได้อย่างไร ? ผู้ปฏิบัติจะสังเกตธรรมในธรรม (ธมฺเมสุ) ได้ในทำ นองเดียวกัน คือด้วยประสบการณ์ของตนเอง โดยไม่มีการใช้จินตนาการ โดย ไม่มีการคาดการณ์หรือมุ่งหวังใดๆ สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺทํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺโท ติ ปชานาติ อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺทํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺโท ติ ปชานาติ เมื่อมีความอยากความพอใจในกามารมณ์ (กามจฺฉนฺท) เกิดขึ้นภายในจิต ผู้ปฏิบัติก็รู้ว่ามีความอยากความพอใจใน กามารมณ์อยู่ในจิต เมื่อไม่มีความอยากความพอใจอยู่ในจิต ผู้ปฏิบัติก็รู้ว่าไม่มีความอยากความพอใจอยู่ในจิต เป็นการมี สติรู้ความจริงตามที่มันเป็นอยู่ตลอดทุกขณะ


108 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ความพอใจในกามารมณ์ หรือ กามฉันทะ ที่นอนเนื่องอยู่ ในส่วนลึกของจิต ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต (อนุปฺปนฺนสฺส) บัดนี้ได้ปรากฏขึ้นมาบนพื้นผิวแล้ว (อุปฺปนฺนสฺส) และผู้ปฏิบัติก็รู้และเข้าใจ (ปชานาติ) สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ช้ามัน ก็จะผ่านไป ดับไป (สมุทยวย) ความอยาก ความพอใจนี้ก็เช่น เดียวกัน มันเกิดขึ้นแล้วดับไป กิเลสชั้นแล้วชั้นเล่าลอยขึ้นมา บนพื้นผิวของจิต และผู้ปฏิบัติได้แต่เฝ้าดูมันไป กิเลสเหล่านั้น ก็จะถูกขจัดออกไป (ปหานํ) กิเลสทั้งหลายที่ได้เคยสะสมไว้และ ถูกขจัดไปแล้ว (ปหีนํ) จะไม่กลับเข้ามาอีก (อายตึ อนุปฺปาโท) ผู้ปฏิบัติเพียงแต่เฝ้าดูด้วยความรู้ชัดเข้าใจชัด (ปชานาติ) เมื่อกามฉันทะที่ได้สะสมไว้ถูกขจัดออกไปชั้นแล้วชั้นเล่า จนกระทั่งหมดไปโดยสิ้นเชิง ผู้ปฏิบัติก็จะบรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์ และจะไม่มีการเกิดขึ้นมาอีก เพราะความเคยชินเก่าๆ ของจิตที่เป็นบ่อเกิดแห่งกิเลสเหล่านี้ได้ถูกขจัดไปอย่างหมดสิ้น แล้ว จะไม่มีการสร้างสังขารหรือการปรุงแต่งขึ้นใหม่อีก


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 109 สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ พยฺาปาทํ… สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ถินมิทฺธํ… สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ… สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ วิจิกิจฺฉํ…ตญฺจ ปชานาติ ในทำ นองเดียวกัน ผู้ปฏิบัติรู้ชัดเข้าใจชัดเมื่อมีหรือไม่มี ความพยาบาทขัดเคืองใจอยู่ในจิต (พยฺาปาทํ) วิธีการปฏิบัติ วิปัสสนาทั้งหมดทุกขั้นตอนได้แสดงอยู่ในย่อหน้าต่างๆ เหล่านี้ แล้ว ความพยาบาทขัดเคืองใจใดๆ ที่นอนเนื่องอยู่ในส่วนลึก สุดของจิตเป็นเสมือนภูเขาไฟที่หลับอยู่ และในอดีตไม่เคย ปรากฏตัวออกมาเลย บัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติ เฝ้าสังเกตดูด้วยความรู้ชัดเข้าใจชัด มันก็จะถูกขจัดไป แต่ถ้า แบบแผนความเคยชินของจิตไม่ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง สังขารของความพยาบาทขัดเคืองใจอย่างเดิมๆ ก็จะเริ่มก่อตัว ขึ้นมาใหม่ ความพยาบาทขัดเคืองไม่พอใจอย่างเดียวกันนั้น สามารถจะเกิดขึ้นมาได้ใหม่ ถ้ามันไม่ถูกขจัดที่รากเหง้า ถ้า รากเหง้าถูกขจัดจนหมดสิ้น ผู้ปฏิบัติบรรลุจุดหมายสูงสุด มัน ก็จะไม่กลับมาอีก เพราะผู้บรรลุอรหัตแล้วจะไม่อาจสร้างตัณหา หรือพยาบาทขึ้นมาได้เลย ด้วยวิธีการปฏิบัติอย่างเดียวกัน ถินมิทฺธ (ความง่วงเหงา ซึมเซา) อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจ(ความขุ่นเคืองรำ คาญใจ) และวิจิกิจฺฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) ก็ถูกขจัดออกไป เราจะต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ธรรมทุกชนิดที่เกิด


110 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 ขึ้นในจิต ทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต แม้ความคิดเพียงชั่วแล่น จะ เลื่อนไหลไปกับความรู้สึกทางกายหรือเวทนา ดังพระพุทธพจน์ ที่ว่า เวทนา สโมสรณา สพฺเพ ธมฺมา ธรรมทั้งปวงมีเวทนาเป็น ที่ชุมนุม ไม่มีธรรมใด ไม่มีอารมณ์ใด ความคิดใดแม้เพียงนิด เดียวที่จะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเวทนาเกิดขึ้นที่ร่างกาย นี่คือกฎ ธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงประจักษ์ด้วยพระองค์เอง เป็นกฎ ธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว มิได้ทรงคิดค้นขึ้นมาใหม่ อะไรก็ตามที่เกิด ขึ้นในจิต ไม่ว่าจะเป็นราคะหรือโทสะ หรืออื่นๆ หากผู้ปฏิบัติ เพียงแต่เฝ้าสังเกตดูมันเฉยๆ ย่อมเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว หากไม่ทำ ดังนั้น การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นเพียงการละเล่นทาง เชาวน์ปัญญา ความโกรธอาจจะหายไปจากพื้นผิวของจิต แต่ ลึกลงไปเวทนายังคงอยู่ และจิตก็ยังคงทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งด้วย ความขัดเคืองต่อเวทนานั้นๆ โดยผู้ปฏิบัติไม่รู้ตัวเลย ดังนั้น วิธีการปฏิบัติในแนวทางของเราจึงไม่อาจมองข้ามเวทนาไปได้ เลย พระบรมศาสดาได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า เราต้องไม่ ขาดสัมปชัญญะเลยแม้สักขณะจิตเดียว สมฺปชญฺ น ริญฺจติ เราจะต้องมีสติรู้การเกิดดับของเวทนาอยู่ตลอดทุกขณะ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะทำ กายานุปัสสนาหมวดหนึ่งหมวดใด หรือ ทำ เวทนานุปัสสนา หรือ จิตตานุปัสสนา หรือ ธัมมานุปัสสนา หมวดหนึ่งหมวดใดก็ตาม ถ้าปราศจากการรู้เวทนาและความ เข้าใจในการเกิดดับของเวทนาแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมไม่อาจจะเข้า ถึงส่วนที่ลึกที่สุดของจิต และไม่อาจขุดลอกเอากิเลสที่ฝังแฝง


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 111 อยู่ในนั้นออกมาได้ การปฏิบัติก็จะเป็นเพียงการเล่นเกมอยู่ที่ พื้นผิวของจิตเท่านั้น จากนั้นผู้ปฏิบัติก็จะมาถึงสถานีต่างๆ แบบเดียวกันคือ อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ…อตฺถิ ธมฺมาติ…น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ จากการเฝ้าดูธรรมทั้งภายใน (อชฺฌตฺต) และภายนอก (พหิทฺธา) ทั้งที่เกิดขึ้น (สมุทย)และดับไป (วย) ในที่สุดผู้ปฏิบัติ จะมาถึงขั้น อตฺถิ ธมฺมาติ “โอ้นี่แหละคือธรรม” เท่านี้เอง นี่แหละคือธรรม ! ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ของท่าน เป็น เพียงกฎธรรมชาติ ธรรมชาติของสิ่งที่อยู่ภายในจิตเท่านั้นเอง ผู้ปฏิบัติจะผ่านไปตามสถานีต่างๆ จนการปฏิบัตินำ มาถึงซึ่งการ ไม่ยึด มั่นอะไรๆ ในโลกอีกต่อไป (น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ) หากตัณหาเกิดขึ้นในจิต เราย่อมไม่อาจที่จะขจัดมันออก ไปได้ด้วยโทสะ เพราะมันจะกลับกลายเป็นการสร้างโทสะกิเลส ขึ้นมาใหม่ ถ้าเพียงแต่เรายอมรับความจริงว่า ขณะนี้มีตัณหา เกิดขึ้นในใจ และได้แต่สังเกตดูมันไปโดยไม่ทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่ง ตอบโต้ อันเป็นธรรมชาติของความทะยานอยากแล้ว กระบวน การเพิ่มพูนสังขารแห่งความทะยานอยากนี้ก็จะอ่อนแอลง อ่อนแอลงเรื่อยๆ แม้โทสะกิเลสหรือกิเลสชนิดอื่นใดภายในจิต ของเราก็เช่นกัน เราสามารถจะขจัดมันได้ทั้งสิ้นด้วยการเพียงแต่ เฝ้าสังเกตดู ด้วยการเฝ้าดูแต่เพียงอย่างเดียว การพิจารณาเห็นร่างกายเป็นของน่ารังเกียจ ดังที่ปรากฏ


112 m ธรรมบรรยายวันที่ 5 อยู่ในปฏิกูลบรรพหมวดกายานุปัสสนา ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัส บอกวิธีการไว้ในตอนต้นๆ ก็เพื่อนำ บุคคลให้เข้ามาสู่หนทาง อันถูกต้อง การปฏิบัติแบบนี้ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา แต่ เมื่อเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาได้แล้ว ความรังเกียจความไม่พอใจใดๆ ต่อร่างกายที่น่าเกลียด หรือร่างกายแบบนั้นแบบนี้ ก็จะหมด ไป ร่างกายก็จะสักแต่เป็นเพียงร่างกายเท่านั้น ไม่ว่ามันจะมี รูปลักษณ์อย่างไร ผู้ปฏิบัติก็จะเพียงแต่เฝ้าดูมันไป เฝ้าดูมันไป ด้วยปัญญาที่รู้ชัด เข้าใจชัดถึงการเกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ยถาภูตญาณทัสสนะ คำ ว่า ญาณ ก็เช่นเดียวกับ ปชานาติ หมายถึงความรู้ชัดเข้าใจชัดในความเป็นอนิจจัง ไม่ว่าอะไรจะ เกิดขึ้น ดีหรือไม่ดี บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ผู้ปฏิบัติก็เพียงแต่ เฝ้าดูมันไปโดยไม่มีความพยายามที่จะยื้อยุดมันไว้ หรือผลักไส มันออกไป และนี่แหละคือหนทางปฏิบัติอันถูกต้องที่จะนำ ไป สู่จุดหมายปลายทาง แม้หนทางนี้จะยาวไกล แต่มันก็จะต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก จงอย่าท้อถอย แม้หนทางจะแลดูไกลแสนไกล ความพยายาม ของท่านบนเส้นทางวิปัสสนานี้จะให้ประโยชน์แก่ท่าน ท่านได้ เริ่มต้นเดินไปบนหนทางอันถูกต้องที่จะนำ ท่านไปสู่จุดหมาย ปลายทางแล้ว และแต่ละก้าวที่ท่านก้าวเดินไป จะนำ ท่านให้ เข้าไปใกล้จุดหมายปลายทางทุกที ขอให้ทุกๆ ท่านจงก้าวหน้าต่อไปบนหนทางสายนี้ ก้าว ต่อไปทีละก้าว ทีละก้าว จงใช้เวลาที่อยู่ที่นี่ให้เป็นประโยชน์


ธรรมบรรยายวันที่ 5 m 113 ใช้ความสะดวกที่ได้รับจากศูนย์ปฏิบัติแห่งนี้ให้เป็นประโยชน์ ทำ ความเข้าใจกับพระธรรมเทศนาโดยตรงของพระพุทธเจ้า และใช้วิธีการปฏิบัติที่มหัศจรรย์นี้ให้เป็นประโยชน์ จงพยายาม อย่างดีที่สุดที่จะไม่ขาดสัมปชัญญะในทุกๆ สถานการณ์ ยกเว้น แต่เวลาที่ท่านนอนหลับสนิทเท่านั้น เวลานอกนั้นขอให้ท่าน จงมีสติพร้อมด้วยสัมปชัญญะ ไม่ว่าจะกระทำ การใดๆ ทางกาย เพื่อความดีงาม เพื่อประโยชน์ และเพื่อความหลุดพ้นของตัว ท่าน ขอให้ทุกท่านจงหลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากเครื่อง พันธนาการทั้งมวล หลุดพ้นจากความทุกข์ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข


ธรรมบรรยายวันที่ 6 วันที่ 6 ของหลักสูตรสติปัฏฐานก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราจะ ศึกษาธัมมานุปัสสนากันต่อไป ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ธรรม หมายถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจ พร้อมทั้งลักษณะตามธรรมชาติ ของมัน ธรรม คือกฎธรรมชาติอันเป็นสากล เมื่อพระผู้มี พระภาคทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์มิได้สน พระทัยที่จะตั้งศาสนาหรือลัทธิแต่อย่างใด เพราะเหตุที่ได้ตรัสรู้ กฎธรรมชาติในระดับที่ลึกที่สุด จึงทรงนำ กฎนั้นมาเผยแผ่แก่ หมู่ชนผู้มีความทุกข์ทั้งหลาย เพื่อให้เข้าใจความจริงและหลุดพ้น จากความทุกข์ โดยมิได้ทรงจำ กัดเลยว่าคนเหล่านั้นจะต้อง เป็นคนในลัทธิใด กลุ่มชนใด ประเทศใด ผิวสีอะไร หรือเป็น คนเพศใด เพราะทุกคนทุกสิ่ง ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตล้วน แต่อยู่ภายใต้กฎนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มี กฎนี้ ก็มีอยู่แล้ว เป็นกฎที่ควบคุมปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ระหว่างกายและจิตของแต่ละบุคคล เป็นกระแสไหลเวียนและ ทวนกลับอยู่ภายใน หากแต่เจ้าตัวไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น ภายในส่วนลึกของจิตใจ ได้แต่เล่นเกมอยู่ที่พื้นผิวของจิต ลุ่มหลง


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 115 อยู่ในอวิชชา และเพิ่มพูนความทุกข์ของตน ขันธบรรพ - ตอนว่าด้วยขันธ์ 5 ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ ขันธ์ แปลว่า หมวด หรือกอง การรวมตัวกันของสิ่งต่างๆ เรียกว่า ขันธ์ เราแต่ละคนต่างได้ชื่อว่าเป็นบุคคล ซึ่งก็เป็นความ จริงในระดับสมมติ แต่ความจริงในระดับที่ลึกลงไปนั้น บุคคล แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฉัน ท่าน เขา หรือหล่อน ล้วนเป็นเพียง เบญจขันธ์ หรือ ขันธ์ 5 คือการที่กายหรือรูป และใจหรือนาม รวมตัวกันเข้าเป็นหมวด เป็นก้อน พระพุทธองค์ทรงต้องการ ให้เราเข้าถึงระดับที่ลึกที่สุดของความจริงนี้ จนถึงขั้นที่ขันธ์ 5 ก็ เป็นแต่เพียงขันธ์ 5 โดยเราไม่แลเห็นความแตกต่างใดๆ เลย ขันธ์กองแรกเป็นการรวมตัวกันของอนุปรมาณูเล็กๆ หรือ กลาปะ นับจำ นวนไม่ถ้วน เป็นร่างกายหรือรูป เรียกว่า รูปขันธ์ ขันธ์อีกสี่กองประกอบกันเข้าเป็นจิตหรือนาม เรียกว่า นามขันธ์ มี วิญญาณคือส่วนของจิตที่ทำ หน้าที่รับรู้ สัญญาคือส่วนของ จิตที่กำ หนดรู้และประเมินค่า เวทนา คือส่วนของจิตที่รู้สึก และ สังขาร คือส่วนที่ปรุงแต่งจิตให้คอยทำ ปฏิกิริยาตอบโต้ การ รวมตัวกันของขันธ์ 5 ทำ ให้เกิดเป็นตัวตนบุคคลเราเขาขึ้นมา ซึ่งโดยสภาวะความเป็นจริงสูงสุดหรือความเป็นจริงโดยปรมัตถ์ แล้ว บุคคลเป็นเพียงการประชุมกันของขันธ์ 5 เท่านั้น และ การปฏิบัติสติปัฏฐานหรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อให้


116 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 เราได้ตระหนักในความจริงข้อนี้ เพราะเรามักจะหลงผิดยึดเอา ส่วนผสมของขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวตน เป็น “เรา” “ตัวเรา” “ของ เรา” ทำ ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นความทุกข์อัน แสนสาหัส การยอมรับความจริงด้วยความศรัทธาเพียงเพราะ พระบรมศาสดาตรัสไว้เช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการยอมรับนั้น ไม่อาจทำ ให้เราพ้นทุกข์ไปได้ เช่นเดียวกับการขบคิดด้วยเหตุผล แล้วยอมรับ เพราะเห็นว่าน่าจะถูกต้องและเป็นไปได้ ก็ไม่ สามารถช่วยให้เราพ้นทุกข์ไปได้ ต่อเมื่อได้ประจักษ์กับตนเอง ภายในโครงสร้างทางร่างกายของตนเอง ความไม่รู้ก็จะหมดไป ความจริงจะปรากฏชัดแจ้ง แล้วนิสัยความเคยชินของจิตใน ระดับที่ลึกที่สุดซึ่งคอยแต่จะสร้างความทุกข์ย่อมเปลี่ยนไป ทำ ให้ได้พบกับความหลุดพ้นที่แท้จริง นี่แหละคือกฎ นี่แหละ คือธรรมะ อุปาทานแปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น อุปาทานขันธ์ 5 คือ การยึดมั่นอยู่กับขันธ์ 5 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ขันธ์ 5 เป็น ที่ตั้งแห่งอุปาทาน ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตธรรมในธรรมคือขันธ์ 5 อย่างไร ? …อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม… นี่คือรูป ! นี่คือการเกิดขึ้นของรูป นี่คือความดับไปของ รูป ผู้ปฏิบัติได้ประจักษ์กับปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยตนเอง สมุทโย คือการเกิดขึ้น อตฺถงฺคโม คือความดับไป


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 117 อิติ เวทนา อิติ เวทนาย สมุทโย อิติ เวทนาย อตฺ- ถงฺคโม อิติ สญฺา อิติ สญฺาย สมุทโย อิติ สญฺาย อตฺ- ถงฺคโม อิติ สงฺขารา อิติ สงฺขารานํ สมุทโย อิติ สงฺขารานํ อตฺถงฺคโม อิติ วิญฺาณํ อิติ วิญฺาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ และเมื่อผู้ปฏิบัติได้มีประสบการณ์กับการเกิดขึ้นดับไปของ นามขันธ์ อันประกอบไปด้วยความรู้สึกทางกาย (เวทนา) การ กำ หนดหมาย (สัญญา) การปรุงแต่งตอบโต้ (สังขาร) และความ รู้อารมณ์ (วิญญาณ) ผู้ปฏิบัติก็จะได้ประจักษ์กับปรากฏการณ์ ภายในด้วย อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ…อตฺถิ ธมฺมาติ… ผู้ปฏิบัติจะได้ไปถึงสถานีต่างๆ อย่างเดียวกันกับบรรพที่ แล้วๆ มา ไม่ว่าจะเป็นภายใน ภายนอก ทั้งภายในและภายนอก จนถึงขั้น “อตฺถิ ธมฺมาติ” “โอ้นี่แหละคือธรรม” สติตั้งมั่นอยู่ กับความเป็นจริงว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ขันธ์ 5 เท่านั้น แล้วผู้ ปฏิบัติก็จะบรรลุถึงขั้นที่นามก็เป็นแต่เพียงนาม รูปก็สักแต่เป็น เพียงรูปเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่น ไม่มี “ฉัน” ไม่มี “ตัวฉัน” ไม่มี


118 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 “ของฉัน” ในระดับสามัญพื้นๆ เราจำ เป็นต้องเรียกขันธ์ 5 เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา แต่ในความจริงโดยสภาวะหรือในระดับปรมัตถ์ นั้น มันเป็นเพียงแค่ขันธ์ 5 เท่านั้นเอง เช่นเดียวกับรถยนต์ เราสมมติเรียกสิ่งที่มาประกอบเข้าด้วยกันนี้ว่ารถยนต์ แต่ถ้า เราแยกแยะรถยนต์ทั้งคันออกมาเป็นส่วนๆ แล้ว จะเรียกส่วน ใดว่ารถยนต์? ยางหรือคือรถยนต์? หรือว่าล้อ ? หรือที่นั่ง? หรือเครื่องยนต์? หรือแบตเตอรี่ ? หรือว่าตัวถังรถ ? ในความ เป็นจริงรถยนต์ก็คือสภาพที่มารวมตัวกันของส่วนประกอบ เหล่านั้น เช่นเดียวกับการที่วันต่างๆ มีวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ เมื่อรวมกันเข้าเรียก ว่าหนึ่งอาทิตย์ หรือสามสิบวันรวมกัน เราเรียกว่าหนึ่งเดือน และเราเรียก 12 เดือนว่าหนึ่งปี เหล่านี้ล้วนเป็นความจริงที่ สมมติขึ้นมาเท่านั้น จุดประสงค์ทั้งหมดของวิปัสสนาก็คือ การแบ่งย่อย แยก แยะส่วนต่างๆ ออกมา เพื่อสังเกตดูความจริงอย่างที่มันเป็น อยู่ เพื่อจะได้หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นหรืออุปาทาน ขันธ์ ทั้งหมดยังคงเป็นเช่นเดิม คือมีการเกิดการดับ แต่ อุปาทาน หรือความยึดติดของเราจะหมดสิ้นไป เพราะเราได้เข้าใจแล้วว่า ทุกสิ่งเป็นเพียงขันธ์เท่านั้น นี่แหละคือธรรมะ นี่แหละคือธรรม อันเกิดแต่ขันธ์


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 119 ยาวเทว าณมตฺตาย ปฏิสฺสติมตฺตาย อนิสฺสิโต จ วิหรติ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ แล้วผู้ปฏิบัติก็จะเข้าสู่สภาวะของ าณมตฺตาย ปฏิสฺสติ- มตฺตาย คือถึงขั้นที่ได้แต่เพียงเฝ้าดู เพียงแต่รู้ ได้แต่เข้าใจและ เฝ้าดูอยู่เฉยๆเท่านั้น อนิสฺสิโต จ วิหรติไม่มีอะไรให้อิงอาศัย ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดติดอะไรๆ ในโลกอีกต่อไป อายตนบรรพ - ตอนว่าด้วยอายตนะ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ อายตนะ คือทวารที่รับรู้ความรู้สึก อันมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทั้งหกทวารนี้อยู่ที่ร่างกายหรือภายในร่างกาย (อชฺฌตฺติก) เรียกว่า อายตนะภายใน เป็นเครื่องรู้หรือเครื่องต่อ ภายใน ส่วนเครื่องต่อภายนอกหรือสิ่งที่ถูกรู้ซึ่งอยู่ภายนอก ร่างกาย (พาหิเรสุ) เรียกว่าอายตนะภายนอก สำ หรับตาก็คือ สิ่งที่เห็น สี รูป หรือแสง เป็นต้น สำ หรับหูก็คือเสียง สำ หรับ จมูกคือกลิ่น ลิ้นคือรส กายคือสิ่งที่มาสัมผัสกาย และใจก็คือ ความคิด อารมณ์ จินตนาการหรือความฝัน สิ่งเหล่านี้แม้เรา จะเรียกว่าเป็นอายตนะภายนอก เพราะอยู่ภายนอกร่างกาย ของเรา แต่มันจะเป็นอายตนะภายนอกได้ ก็ต่อเมื่อได้มาสัมผัส กับอายตนะภายในที่ร่างกายของเราเท่านั้น เช่น ถ้าเป็นคนที่


120 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ตาบอดแต่กำ เนิด ก็จะไม่รู้จักไม่เข้าใจโลกแห่งแสงสีหรือรูปได้ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกรวมกันเข้าเป็น 12 อายตนะ โดยอายตนะภายนอกจะเป็นอายตนะภายนอก สำ หรับเราได้ ก็ต่อเมื่อมันมากระทบกับเครื่องรู้แต่ละอย่าง ภายในกายของเราเท่านั้น ผู้ปฏิบัติจะสังเกตธรรมในธรรม คืออายตนะภายใน 6 และ อายตนะภายนอก 6 อย่างไร ? จกฺขุญฺจ ปชานาติ รูเป จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สํโยชนํ ตญฺจ ปชานาติ… ผู้ปฏิบัติรู้ชัด (ปชานาติ) ในความจริงของ จกฺขุ (ทวารรับรู้ ทางตา) และ รูป หรือสิ่งที่ถูกรู้ทางตา ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ ผู้ ปฏิบัติรู้ชัดว่าการกระทบกันของทั้งสองสิ่งนี้เป็นเหตุให้ สังโยชน์ (กิเลสที่ผูกรัดใจ) เกิดขึ้น อุปฺปชฺชติ สํโยชนํ …ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ… ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตสังโยชน์คือกิเลสเครื่องผูกรัดที่เกิดขึ้น สํโยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ เพราะทุกครั้งที่มี การกระทบกันของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในจะ ทำ ให้เกิดพลังสั่นสะเทือน ผสฺสปจฺจยา เวทนา แล้ว สัญญา ก็ จะประเมินว่ารูปที่เห็นนั้น เป็นหญิงหรือชาย สวยงามหรือน่า เกลียด น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ และด้วยการประเมินค่าของ


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 121 สัญญา ความรู้สึกหรือเวทนาก็จะเปลี่ยนเป็นสุขเวทนาหรือ ทุกขเวทนา แล้วจิตส่วนที่สี่คือ สังขาร ก็จะปรุงแต่งด้วยความ ชอบ ความติดใจอยากได้ หรือความไม่ชอบ ขัดเคือง อยากให้ มันสูญสิ้นไป นี่คือกระบวนการเกิดขึ้นของ สังโยชน์ (กิเลสอัน เป็นเครื่องผูกรัด) และการที่ สังโยชน์ เพิ่มพูนมากขึ้น มากขึ้น การปฏิบัติด้วยอายตนะ 6 นั้นเป็นการปฏิบัติอยู่ภายใน ขอบเขตของนามและรูป เป็นการวิเคราะห์แยกแยะและทำ ความ เข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าผู้ปฏิบัติ มีความหลงผิด ก็จะปรุงแต่งตอบโต้เวทนาอยู่ตลอดเวลา และ กิเลสอันเป็นเครื่องผูกรัดทั้งหลายก็จะสั่งสมพอกพูนขึ้น แต่ถ้า ผู้ปฏิบัติไม่ทำ ปฏิกิริยาปรุงแต่งด้วยความชอบหรือไม่ชอบ หาก เฝ้าดูมันไปด้วยความรู้ชัดเข้าใจชัด กิเลสที่เกิดขึ้นก็จะอ่อนกำ ลัง ลง นิสัยความเคยชินของจิตก็จะเปลี่ยนไป กิเลสเก่าๆ ที่ซ่อน อยู่ภายในส่วนลึกของจิตก็จะมีโอกาสได้ผุดโผล่ขึ้นมาบนพื้นผิว ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ และเมื่อผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตดูการเกิดขึ้น (อุปฺปาท) ของกิเลสเก่าๆ ที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน (อนุปฺปนฺน) ด้วยปัญญาอันถูกต้อง …ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส สํโยชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ


122 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 สังโยชน์คือกิเลสเครื่องผูกรัดทั้งหลายก็จะถูกขจัดไป (ปหานํ) ทีละชั้น ทีละชั้น ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ เมื่อกิเลสเหล่านั้นหลุดลอยขึ้นมาที่พื้น ผิวของจิตและถูกขจัดไป มันก็จะไม่เกิดขึ้นมาใหม่อีก (อายตึ อนุปฺปาโท) ผู้ปฏิบัติจะได้พบกับความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง วิธีการขจัดกิเลสมีอยู่สามชนิด การถือศีลอย่างเคร่งครัด ก็ขจัดกิเลสได้ เพราะในระยะเวลาที่ถือศีลอยู่นั้น ที่พื้นผิวของ จิตจะไม่มีการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะด้วยราคะหรือโทสะ เวลานั้นจึง เป็นเวลาที่กิเลสจะถูกขจัดไปได้ชั่วระยะหนึ่ง และเมื่อปฏิบัติ ลึกลงไปด้วยวิธีการทำ สมาธิ กิเลสในส่วนที่ลึกลงไปก็จะถูกขจัด ออก และรากเหง้าของกิเลสก็จะเริ่มสั่นสะเทือน แต่การปฏิบัติ วิปัสสนาจะทำ ให้สามารถลงลึกไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของจิต และรากเหง้าของกิเลสก็จะถูกขุดถอนออกไป นั่นคือ ปหานํ ซึ่ง หมายถึงการขจัดกิเลสในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ เพื่อเปรียบเทียบให้เข้าใจกฎนี้ได้อย่างชัดเจนขึ้น ขอยก ตัวอย่างดังนี้ ชายคนหนึ่งกระหายน้ำจัด เมื่อไปถึงสระน้ำ ปรากฏ ว่ามีสาหร่ายมีพิษปกคลุมผิวน้ำ อยู่ ชายผู้นี้ทราบดีว่าสาหร่าย นั้นมีพิษ และเขาอาจถึงตายได้ถ้าดื่มน้ำ ที่มีสาหร่ายนั้นเข้าไป ดังนั้น เขาจึงใช้มือเขี่ยสาหร่ายไปรวมกันทางหนึ่ง แล้วดื่มน้ำ เพื่อระงับความกระหาย จากนั้นสาหร่ายก็แผ่เข้ามารวมตัวกัน ปกคลุมสระทั้งสระอีก เพราะมันถูกขจัดออกไปเพียงชั่วขณะ เท่านั้น นี่คือ ศีล เพื่อให้มีน้ำ สะอาดต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจจะปัก


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 123 เสาสี่เสาลงไปในสระและใช้ตาข่ายกั้น บริเวณที่ไม่ถูกสาหร่าย มีพิษปกคลุมก็จะมีมากขึ้น นี่คือสมาธิ และเมื่อทำ สมาธิได้ลึก ลงไป ลึกลงไปเรื่อยๆ บริเวณที่ไม่ถูกสาหร่ายปกคลุมก็จะยิ่งมี มากขึ้น แต่สาหร่ายก็จะยังคงมีอยู่ในสระนั้น เพราะรากเหง้า ของมันยังคงอยู่ เมื่อวันเวลาผ่านไป มันก็จะกลับงอกงามขึ้น มาใหม่ แต่ด้วย ปัญญา ด้วย วิปัสสนา เราจะดึงเอารากเหง้า ของสาหร่ายขึ้นมา และโยนมันออกไปนอกสระจนไม่หลงเหลือ อยู่เลย ทำ ให้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก และนี่แหละคือ ปหานํ การขจัดออกอย่างแท้จริง เป็นการขจัดอย่างถอนรากถอนโคน นี่คือความหมายของ ยถา จ ปหีนสฺส สํโยชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ สังโยชน์ที่ละแล้ว ขจัดไปได้ แล้วจนหมดสิ้น จะไม่เกิดขึ้นอีก(อนุปฺปาโท) นี่คือการที่ผู้ปฏิบัติ ได้บรรลุอรหัตตผล คือหลุดพ้นถึงขั้นละกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงและ เด็ดขาด โสตญฺจ ปชานาติ สทฺเท จ ปชานาติ ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สํโยชนํ ตญฺจ ปชานาติ ในทำ นองเดียวกัน ผู้ปฏิบัติรู้ชัดเห็นชัดตามความเป็นจริง เกี่ยวกับหู เสียงที่ได้ยินและสังโยชน์อันเกิดการกระทบกันของ ทั้งสองสิ่งนั้น ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ


124 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สํโยชนสฺส ปหานํ โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ ปหีนสฺส สํโยชนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถพัฒนาอุเบกขาได้ และเฝ้าสังเกตดู อยู่ สังโยชน์เก่าๆ ที่ไม่เคยผุดโผล่ขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต ก็จะ เริ่มหลุดลอยขึ้นมาและถูกขจัดออกไป ฆานญฺจ ปชานาติ คนฺเธ จ ปชานาติ... ชิวฺหญฺจ ปชานาติ...รเส จ ปชานาติ กายญฺจ ปชานาติ โผฏพฺเพ จ ปชานาติ... มนญฺจ ปชานาติ ธมฺเม จ ปชานาติ…อายตึ อนุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ในทำ นองเดียวกัน ผู้ปฏิบัติรู้ชัด เห็นชัดตามความเป็นจริง ในเรื่องของจมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสิ่งที่มาต้องกาย และ ใจกับธรรมารมณ์หรือเรื่องในใจ ในแต่ละกรณีสังโยชน์เกิดขึ้น ถูกขจัดไป และไม่กลับมาอีก สังโยชน์เหล่านั้นได้ถูกขจัดออกไป โดยสิ้นเชิงแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะได้บรรลุอรหัตตผล ซึ่งมิใช่เป็นการ คิดนึกเอาเอง แต่ผู้ปฏิบัติได้หยั่งเห็น ได้ประจักษ์กับมันด้วย ตนเอง ที่เรียกว่า ปชานาติ อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ… อตฺถิ ธมฺมาติ…น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 125 จากนั้นกระบวนธรรมอย่างเดียวกันก็จะตามมา “นี่คือ ธรรม !” อายตนะทั้งภายในและภายนอกเป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่ “เรา” ไม่ใช่ “เขา” ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เมื่อแยกแยะ แบ่งย่อย วิเคราะห์อายตนะแต่ละส่วนออกไป บุคคลก็จะเป็น เพียงกองแห่งสังขาร เป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ต่อกันของ อายตนะทั้งหลาย การเพียงแต่ใช้ความคิดทางเชาวน์ปัญญา ตรึกตรองทำ ความเข้าใจ ไม่อาจจะทำ ให้หยั่งเห็นธรรมหรือ หลุดพ้นจากกิเลสได้ วิธีการปฏิบัตินี้จะนำ ผู้ปฏิบัติไปยังสถานีต่างๆ จนถึง จุดหมายปลายทาง โพชฌงคบรรพ- ตอนว่าด้วยธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ สตฺตสุ โพชฺฌงฺเคสุ โพชฌงค์ คือ ธรรม 7 ประการอันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นธรรมที่จะต้องเจริญให้เต็มบริบูรณ์เพื่อให้บรรลุจุดหมาย ปลายทาง จิตหรือ วิญญาณ โดยตัวของมันเองนั้นบริสุทธิ์มาก แต่ อิทธิพลของสังขารหรือการปรุงแต่งในอดีต ทำ ให้ส่วนของจิตที่ เรียกว่า สัญญา ประเมินค่าผิดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อ เวทนา เกิดขึ้น สังขาร หรือการปรุงแต่งก็จะเกิดขึ้นอีกซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ทำ ให้จิตกลายเป็นจิตที่ไม่บริสุทธิ์ มีแต่ ความทุกข์กระวนกระวายใจ แต่การเจริญโพชฌงค์จะช่วยนำ


126 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 จิตให้กลับคืนมาสู่ความบริสุทธิ์ได้ การเจริญโพชฌงค์คือการ เฝ้าสังเกตดูว่าธรรม 7 ประการ อันเป็นองค์ประกอบแห่งการ ตรัสรู้ มีอยู่ตามความเป็นจริงในใจสักเพียงใด หาก โพชฌงค์ 7 ได้เจริญขึ้นในจิตจนเต็มบริบูรณ์ ก็จะทำ ให้วิชชาและ วิมุตติ บริบูรณ์ด้วย นี่คือกระบวนการทั้งหมดของวิปัสสนา องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้อย่างแรกคือ สติ เป็นองค์ ประกอบที่สำ คัญที่สุดในการรู้แจ้ง ถ้าปราศจาก สติ เสียแล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่สามารถก้าวหน้าไปบนหนทางนี้ได้ การมีสติเฝ้า สังเกตดูความจริงด้วยใจที่เป็นกลางนั้นเป็นสิ่งที่สำ คัญที่สุด และในการเจริญองค์ประกอบอื่นๆ ผู้ปฏิบัติก็จะต้องเจริญสติ อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดทุกๆ ขณะด้วย องค์ประกอบต่อไปคือ ธรรมวิจัย คำ ว่า จย หรือ จยน หมายถึงการรวมเข้าด้วยกัน เมื่อสิ่งทั้งหลายรวมตัวกันอยู่ มัก จะก่อให้เกิดภาพลวงตาที่พาให้เราหลงผิดไปได้ แต่วิจัยคือการ แยกแยะ การเลือกเฟ้น การสืบค้นความจริงอย่างที่วิปัสสนา ต้องการให้ทำ โดยในตอนแรกๆ นั้น ธรรมวิจัย จะอยู่ในระดับ เชาวน์ปัญญาก่อน ร่างกายจะถูกแยกแยะออกมาเป็นเพียงแค่ ธาตุ 4 และจิตก็ประกอบขึ้นจากขันธ์ทั้งสี่ เมื่อผู้ปฏิบัติเฝ้า สังเกตอายตนะภายในและอายตนะภายนอก ได้สังเกตเห็น กระบวนการเพิ่มพูนกิเลสอันเนื่องมาจากการกระทบกันของ อายตนะภายในและภายนอก ความกระจ่างแจ้งทางเชาวน์ ปัญญาก็จะเกิดขึ้น และนำ ผู้ปฏิบัติไปสู่การปฏิบัติวิปัสสนา คือ


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 127 การศึกษาความจริงตามสภาวะที่แท้จริง องค์ประกอบส่วนที่ 3 คือ วิริยะ ความเพียร ซึ่งตรงกับ มรรคมีองค์ 8 ข้อ สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ เป็นความ เพียรที่จะไม่ทำ ปฏิกิริยาตอบโต้ แต่ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิด ขึ้นตามที่มันจะเกิด แต่การจะทำ ดังนี้ได้ต้องอาศัย วิริยะ มาก เราอาจจะสู้ศึกได้เป็นพันๆครั้ง ต่อต้านข้าศึกเป็นพันๆ คน และ ได้รับชัยชนะ แต่การต่อสู้กับศึกภายในตนเองนั้นกลับเป็นสิ่ง ที่ยากกว่า เพราะเรามักเคยชินอยู่แต่กับการทำ ปฏิกิริยาตอบโต้ ดังเช่นพระอานนท์ที่พยายามต่อสู้ คิดอยู่แต่ว่า “เราจะต้องเป็น พระอรหันต์” เราจะ “ต้อง” ขจัดกิเลสให้หมดสิ้น ทำ ให้จิตของ ท่านขาดสมดุล หรือมิฉะนั้นก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ทำ อะไร เลย ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปเอง ซึ่งก็เป็นการกระทำ ที่ สุดโต่งอีกแบบหนึ่ง จริงอยู่เราต้องปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตาม ครรลองของมัน แต่เราก็จะต้องรู้ความจริงอย่างที่มันเป็นอยู่ ความเครียดสักเล็กน้อยจะทำ ให้สติดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่าง เจียระไนเพชรพลอย เมื่อต้องการเจาะรูพลอยเม็ดหนึ่งที่มีค่าสูง ช่างจะต้องออกแรงกดบ้างในขณะที่เจาะพลอยเม็ดนั้น ถ้าออก แรงมากเกินไป พลอยอาจแตกได้ แต่ถ้าไม่ใช้แรงกดเลย ก็จะ ไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงจำ เป็นต้องเดินทาง สายกลาง มีวิริยะที่ถูกต้อง วิริยะที่ถูกต้องคืออย่างไร ? วิริยะที่ถูกต้องคือความเพียร ที่จะไม่ทำ ปฏิกิริยาโต้ตอบ ได้แต่เฝ้าสังเกตดูด้วยความเข้าใจใน


128 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ธรรมชาติอันไม่เที่ยงแท้ที่มีแต่การเกิดขึ้นดับไป เกิดดับ เกิดดับ แล้วธรรมะหรือกฎธรรมชาติก็จะให้ผลเอง ความหลุดพ้นจะเกิด จากธรรมะ จากกฎธรรมชาติ เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ โดยมี สติ มี ธรรมวิจัย มี วิริยะ ที่ ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติจะพบว่าความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายจะค่อยๆ สลายไป ถูกขจัดออกไป เกิดความปีติเอิบอิ่ม มีสุขเวทนาอย่าง ท่วมท้นเกิดขึ้นตลอดร่างกาย มีความดื่มด่ำ ซาบซ่าน เต็มไปด้วย ความสุขอย่างล้นพ้น แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องระมัดระวังให้ดี หาก ผู้ปฏิบัติเกิดความหลงใหลต่อกระแสสั่นสะเทือนอันอ่อนละเอียด เบาสบายที่เลื่อนไหลไปตลอดทั้งร่างกาย และเฝ้ามองหาความ รู้สึกเช่นนี้ด้วยความยึดติด ความหลงใหลยึดติดนี้ย่อมไม่ใช่ องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ ไม่ใช่ โพชฌงค์ แต่ถ้าสุขเวทนานั้น ทำ ให้ผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจในอนิจจัง โดยสำ เหนียกว่ายังคงอยู่ ภายในขอบเขตของนามและรูป ซึ่งมีธรรมชาติอันไม่เที่ยง มีแต่ การเกิดดับ เกิดดับ ปีติ คือความอิ่มใจ ดื่มด่ำ ใจก็จะพัฒนาขึ้น เป็นองค์ประกอบแห่งความรู้แจ้ง เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ โดยเฝ้าสังเกตดูคลื่นแห่งความ ปีติสุขระลอกแล้วระลอกเล่าเกิดดับ เกิดดับอยู่เช่นนั้น ผู้ปฏิบัติ ก็จะก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งที่เรียกว่า ปัสสัทธิ อันเป็นความสงบ ลึกซึ้งเงียบเย็นอยู่ภายใน จนหากมีเสียงรบกวนแม้จะแผ่วเบา สักเพียงใดก็จะกลายเป็นสิ่งรบกวนเป็นอันมาก แม้กระทั่ง ลมหายใจที่ละเอียดราวกับเส้นด้ายบางๆ ซึ่งเมื่อหายใจออก


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 129 จะวกกลับเข้าไปทันที และเมื่อหายใจเข้าจะวกออกมาทันทีนั้น ก็ยังเป็นสิ่งรบกวน เพราะจิตกำ ลังมีความสงบเงียบเป็นอย่าง ยิ่ง ตรงนี้แหละที่เป็นอันตราย เพราะความสงบอย่างที่ไม่เคย พบเจอมาก่อนในชีวิต อาจทำ ให้เข้าใจผิดคิดเอาว่านี่คือสภาวะ นิพพาน เช่นเดียวกับสภาวะปีติที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นเครื่องกีด ขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติ หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง สภาวะ ปัสสัทธิ ก็อาจจะกลายมาเป็นเครื่องกีดขวางความ ก้าวหน้าในการปฏิบัติได้ เพราะแท้จริงนั้นสภาวะเช่นนี้เป็น เพียงแค่สถานีกลางทางเท่านั้น จุดหมายปลายทางยังอยู่อีก ไกลแสนไกล ผู้ปฏิบัติสามารถจะตรวจสอบตนเองได้ว่า ทวาร รับรู้ทั้งหกยังคงทำ หน้าที่โดยปกติอยู่หรือไม่ ด้วยการลองลืมตา ดู หรืออาจจะลองตรวจสอบดูว่าประสาทหูยังคงทำ งานอยู่ หรือไม่ หากยังคงทำ งานอยู่อย่างเป็นปกติ ก็แสดงว่าผู้ปฏิบัติ ยังมิได้ข้ามพ้นขอบเขตแห่งนามและรูปเลย สภาวะขั้นสูงอีกสภาวะหนึ่งที่ยากจะรู้สึกได้คือ สภาวะที่ มีความสะเทือนสั่นไหวอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขั้น นี้เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา คือไม่ทุกข์และไม่สุข ในสภาวะ ปีติ นั้นผู้ปฏิบัติรู้สึกอิ่มเอิบดื่มด่ำ เป็นสุขเวทนา แต่บัดนี้มันเป็น ความรู้สึกสงบอย่างยิ่ง ไม่มีทั้งทุกขเวทนาและสุขเวทนา มีแต่ ความสงบระงับ อันตรายของสภาวะเช่นนี้มีอยู่ เพราะเราอาจ ไม่รู้สึกในอนิจจัง ไม่รู้สึกถึงการเกิดดับภายใน การวางเฉยต่อ ความอยาก ความพอใจในสุขเวทนา หรือวางเฉยต่อความ


130 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ขัดเคือง ไม่พอใจในทุกขเวทนาอาจจะทำ ได้ง่าย แต่การวางเฉย ต่อความรู้สึกสงบระงับอย่างนี้ทำ ได้ยากมาก ผู้ปฏิบัติจะต้อง มีความตั้งอกตั้งใจและมีจิตที่แหลมคมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ สามารถรับรู้ความสั่นไหวเพียงเบาๆ ที่เกิดอยู่ภายในร่างกาย สามารถตรวจสอบการทำ งานของอายตนะทั้งหก และมีความ เข้าใจในความเป็นอนิจจังของสภาวะที่กำ ลังประสบอยู่ คำ ถามที่มีคนถามอยู่ตลอดเวลาคือ ความรู้สึกกลางๆ ไม่ ทุกข์ไม่สุข หรือ อทุกขมสุขเวทนา นั้นเป็นอย่างไร ความรู้สึก เฉยๆ ในระดับพื้นผิวที่บอกไม่ได้ว่าสบายหรือไม่สบายในตอน ที่เริ่มปฏิบัติใหม่ๆ นั้น ไม่ใช่ อทุกขมสุขเวทนา ที่พระผู้มีพระ ภาคทรงหมายถึง เพราะ อทุกขมสุขเวทนา นั้นมีความพอใจ หรือไม่พอใจผสมอยู่ด้วย เมื่อผู้ปฏิบัติปฏิบัติมาจนได้ความรู้สึก ที่เป็นกลางๆ นี้แล้ว และเฝ้าดูมันต่อไปเรื่อยๆ พอนานเข้าผู้ ปฏิบัติก็จะเริ่มเบื่อหน่าย นี่คือนิสัยความเคยชินของจิตที่อยาก จะได้ในสิ่งที่ยังไม่ได้ สิ่งที่ได้มาแล้วก็กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ผู้คนที่มาปฏิบัติวิปัสสนานั้น ล้วนมาจากชุมชน ประเทศ ศาสนา ลัทธิประเพณี และความเชื่อที่แตกต่างกัน ทุกคนพา ตัวเองมาสู่แม่น้ำ แห่งวิปัสสนานี้ ด้วยความปรารถนาที่จะดับ ความกระหาย เพื่อให้หลุดพ้นจากอวิชชา หลุดพ้นจากความ ทุกข์ เมื่อได้มาปฏิบัติแล้ว แม้จะยอมรับว่าโครงสร้างของนาม และรูปนั้นไม่เที่ยงแท้ถาวร เกิดขึ้นดับไป ไม่เป็นแก่นสาร แต่ บางคนที่มาจากกลุ่มชนที่มีความเชื่อว่ามีอัตตาเที่ยงนิรันดร์


Click to View FlipBook Version