The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปิยพันธ์ ลิศนันท์, 2023-10-12 22:28:39

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

โกเอ็นก้า-มหาสติปัฏฐานสูตร

ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 131 เมื่อปฏิบัติมาได้ถึงขั้นนี้ อันตรายก็จะเกิดขึ้น เพราะสภาวะอัน สงบยิ่งนี้ทำ ให้เกิดความหลงผิด คิดว่าตนได้ประสบกับสภาวะที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือเอาว่านี่แหละคือการเข้าถึง “อาตมัน” บางคนก็มาจากประเพณีความเชื่อที่ว่ามี “ปรมาตมัน” หรือ อาตมันสูงสุด ซึ่งเป็นต้นกำ เนิดและที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างใน จักรวาล และปรมาตมันนั้นอยู่ภายในตัวบุคคลแต่ละคน คน เหล่านี้ก็จะหลงผิดไปว่าสภาวะนี้แหละคือปรมาตมัน นี่เป็น ความหลงผิดที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง จงเฝ้าสังเกตดูอย่างถี่ถ้วน หากเราสามารถสังเกตรู้ว่า แม้สภาวะนั้นจะดูสงบนิ่งสักเพียงไร แต่ภายใต้ความสงบนั้นก็ยังมีความสั่นสะเทือนกระเพื่อมไหว อย่างแผ่วเบาเกิดขึ้นดับไปอยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับว่าเรามีองค์ ประกอบในการรู้แจ้งที่จะช่วยให้เราก้าวหน้าต่อไป องค์ประกอบต่อไปคือ สมาธิ หมายถึงความตั้งมั่นของ จิตหรือความมีอารมณ์หนึ่งเดียว สมาธินั้นมีปฏิบัติกันอยู่หลาย รูปแบบแม้ในสมัยก่อนพุทธกาลจวบจนกระทั่งปัจจุบัน อันตราย ของการเข้าถึงฌานก็คือ ผู้ปฏิบัติอาจมีความเข้าใจว่าตนเองได้ บรรลุธรรมแล้ว แท้จริงนั่นเป็นเพียง โลกิยสมาธิ หรือ โลกิยฌาน ซึ่งจะนำ เราให้เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิต่างๆ ชีวิตแล้วชีวิตเล่า ชาติแล้วชาติเล่า ส่วนสัมมาสมาธินั้นนำ เราให้ข้ามพ้นไปสู่ความ หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ หลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากวงจร ของการเกิดการตาย ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยสัมปชัญญะ คือมีสติ ระลึกรู้ในปรากฏการณ์ของนามรูป และประจักษ์รู้ในธรรมชาติ


132 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป จิตจึงตั้ง มั่นอยู่กับความเป็นจริง ได้เข้าถึง โลกุตตรฌาน ที่จะนำ เราให้ ข้ามพ้นจากภพภูมิต่างๆ เมื่อองค์ฌานของ สัมมาสมาธิ นั้น สมบูรณ์ ก็จะได้ผลญาณไปพร้อมๆ กัน สัมมาสมาธิ จะช่วยให้ ผู้ปฏิบัติได้อริยผล ตั้งแต่ขั้น โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จน ถึง อรหันต์ สมาธิที่ให้ผลดังกล่าวมานี้เท่านั้นจึงจะเป็น สัมมาสมาธิ เป็น โพชฌงค์ โพชฌงค์ที่ 7 คือ อุเบกขา เป็นองค์ประกอบในการรู้แจ้ง ที่สำ คัญ ซึ่งจะต้องมีอยู่ตลอดทุกขั้นตอนเช่นเดียวกับสติ อุเบกขา คือการวางเฉย ทั้งสติและอุเบกขานี้จะต้องมีอยู่ตลอด เวลา นั่นหมายความว่าโพชฌงค์ข้อแรกกับข้อสุดท้ายจะต้องมี อยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะกำ ลังพัฒนาโพชฌงค์ข้อใดข้อหนึ่งอยู่ก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า องค์ประกอบแห่งความรู้แจ้งทั้ง 7 ประการ นี้มีความสำ คัญมากในการนำ เราไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ขณะที่เราคอยเฝ้าสังเกตความไม่บริสุทธิ์คือกิเลสต่างๆ อยู่ โดยกฎธรรมชาติ กิเลสเหล่านั้นก็จะหลุดลอยขึ้นมาบนพื้นผิว ของจิต แล้วถูกขจัดไป แต่องค์ประกอบแห่งความรู้แจ้งหรือ โพชฌงค์ นั้น หากเราเฝ้าสังเกตดูมันไป องค์ประกอบแต่ละ อย่างก็จะผุดลอยขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต แล้วเพิ่มพูนมากขึ้น มากขึ้น จนเต็มบริบูรณ์ กระทั่งผู้ปฏิบัติบรรลุสู่จุดหมายปลาย ทาง ดังที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้ดังนี้


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 133 สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ อสนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ ปชานาติ เมื่อองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ คือสติมีอยู่(สนฺตํ) ผู้ปฏิบัติ ก็รู้ชัด (ปชานาติ) ว่าสติมีอยู่ภายในจิต (อตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ) เมื่อ สติไม่มีอยู่ (อสนฺตํ) ผู้ปฏิบัติก็ยอมรับในความจริงนี้ นตฺถิ เม อชฺฌตฺตํ (บัดนี้สติไม่มีอยู่ในจิต) ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาโท โหติ ตญฺจ ปชานาติ ยถา จ อุปฺปนฺนสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภาวนาย ปาริปูรี โหติ ตญฺจ ปชานาติ องค์ประกอบแห่งการตรัสรู้คือ สติ ทั้งหลายที่เคยสะสม อยู่ในอดีตจะช่วยผู้ปฏิบัติ โดยผุดลอยขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต (อนุปฺปนฺนสฺส อุปฺปาโท โหติ) ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตดูและรู้ชัด (ตญฺจ ปชานาติ) สติทั้งหลายผุดลอยขึ้นมาจากส่วนลึกซ้ำแล้ว ซ้ำ เล่า (อุปฺปนฺนสฺส) ผู้ปฏิบัติก็ได้แต่เฝ้าสังเกตดูและรู้ชัดด้วย ปัญญา สติ ก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นจนเต็มบริบูรณ์(ภาวนาย ปาริ- ปูรี) สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ… ภาวนาย ปาริปูรี โหติ ตญฺจ ปชานาติ


134 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ในทำ นองเดียวกัน ธรรมที่เป็นองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ ข้อต่อไปคือ ธรรมวิจัย หรือการเลือกเฟ้นธรรม เมื่อมีหรือไม่มี อยู่ภายในจิตขณะนั้น ผู้ปฏิบัติก็เฝ้าสังเกตดูและรู้ชัด ธรรมวิจัย ในอดีตซึ่งไม่เคยผุดโผล่ขึ้นมาก่อน ก็จะผุดลอยขึ้นมาจากส่วน ลึกของจิตซ้ำ แล้วซ้ำ เล่า ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตดูธรรมที่เป็นองค์ ประกอบแห่งการตรัสรู้นี้จะเพิ่มพูนมากขึ้นจนเต็มบริบูรณ์ ผู้ ปฏิบัติก็จะถึงจุดหมายปลายทาง …วีริยสมฺโพชฺฌงฺคํ… …ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ… …ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ… …สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ… …สนฺตํ วา อชฺฌตฺตํ อุเปกฺขาสมฺโพชฌงฺคํ… …ภาวนาย ปาริปูรี โหติ ตญฺจ ปชานาติ โดยนัยเดียวกัน ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตดูและรู้ชัดในธรรมที่ เป็นองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้อื่นๆ คือ วิริยะ (ความเพียร) ปีติ(ความดื่มด่ำ ความเอิบอิ่มใจ) ปสฺสทฺธิ (ความสงบระงับ) สมาธิ(ความตั้งมั่นของจิต) และอุเบกขา(ความวางเฉย) เมื่อมี อยู่หรือไม่มีอยู่ในจิต และรู้ชัดเมื่อธรรมทั้งหลายเหล่านั้นที่ไม่ เคยเกิดขึ้นในจิตมาก่อน ได้เกิดขึ้นและเจริญขึ้นจนเต็มบริบูรณ์ อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ… อตฺถิ ธมฺมาติ…น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 135 ผู้ปฏิบัติเฝ้าสังเกตธรรมะภายใน ภายนอก และทั้งภาย ใน ภายนอก เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป และเกิดดับ เกิดดับติดต่อ กัน ผู้ปฏิบัติรู้ชัด เข้าใจชัดว่า โอ้นี่แหละคือธรรมะ แล้วสติก็ตั้ง มั่นอยู่กับความจริงอันนี้ ไม่มีความยึดติดอยู่อีกแล้ว ไม่มีอะไร ให้ยึดถืออีกแล้ว นี่แหละคือการปฏิบัติ ธัมมานุปัสสนา


136 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 คำถาม - คำตอบ คำถาม การเคลื่อนความสนใจของเราเป็นสิ่งเดียวที่เรา สามารถจะทำได้อย่างอิสระด้วยตัวของเราเองใช่หรือไม่ ในเมื่อ สิ่งอื่นๆ ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างถูกควบคุมด้วยธรรมะ? คำตอบ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกควบคุมโดยธรรมะ การเคลื่อน ความสนใจของท่านเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ท่านสามารถจะทำ ได้ เพื่อความหลุดพ้นของตัวท่านเอง ท่านจะทำ อย่างไร ท่านก็ ทำ ได้ทั้งนั้น เช่น ถ้าท่านปรุงแต่งตอบโต้กับเวทนา ธรรมะก็จะ ผูกรัดท่านไว้กับกิเลส ผูกท่านไว้กับความทุกข์ เพราะด้วยความ อยากที่จะได้รับผลของการปฏิบัติ หรืออย่างน้อยก็เพราะมีความ ยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ถ้าท่านเพียงแค่เฝ้า ดูเวทนาไป ธรรมะก็จะช่วยให้ท่านหลุดพ้น ถ้าท่านพบว่าท่าน ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วท่านรู้สึกหดหู่กลัดกลุ้ม นั่นก็คือ ความทะยานอยาก แต่ถ้าท่านยอมรับความจริงว่าท่านไม่ได้ ปฏิบัติอย่างจริงจัง แล้วเริ่มต้นใหม่ เพราะท่านรู้ว่าท่านจะต้อง ปฏิบัติให้จริงจัง การปฏิบัติของท่านก็จะก้าวหน้าไปด้วยดี คำถาม ความรู้สึกเป็นกลางๆ หรืออทุกขมสุขเวทนานั้น มาจากการที่เรามีปฏิกิริยาเป็นกลางๆ ใช่หรือไม่ ? และเราควร พยายามที่จะเปลี่ยนให้เป็นเพียงการแค่เฝ้าสังเกตดูเท่านั้นใช่ หรือไม่ ? คำตอบ อทุกขมสุขเวทนา เกิดขึ้นเพราะอวิชชา คือความ


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 137 ไม่รู้จริง แต่ความไม่รู้จริงนั้นจะหมดไป ถ้าเราเพียงแต่เฝ้าดูและ รู้ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่แปรปรวน เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลา ความเข้าใจอนิจจังในระดับผิวเผินซึ่งนับว่ามีประโยชน์ นั้น เกิดขึ้นเมื่อความรู้สึกที่เจ็บปวดไม่สบายผ่านพ้นไป หายไป เป็นความเข้าใจอนิจจังหรือความเปลี่ยนแปลงในระดับหยาบๆ ที่เห็นได้ง่าย แต่ความเข้าใจอนิจจังในระดับที่ลึกลงไปอีกนั้น เกิดจากการที่มีสติรู้ถึงกระแสสั่นสะเทือนเบาๆ ที่เกิดอยู่ภายใน และทำ ให้เราสามารถเข้าใจได้ว่าความรู้สึกกลางๆ นี้ก็มีความ เปลี่ยนแปลงแปรปรวน เกิดดับ เกิดดับอยู่ทุกขณะ คำถาม ถ้าในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้นมีราคะเกิดขึ้น แล้ว เราเพลิดเพลินไปกับมัน โดยปรุงแต่งอยู่กับอารมณ์นั้นระยะ หนึ่งก่อนที่จะได้สังเกตมัน เช่นนี้เท่ากับเราได้เพิ่มพูนกิเลสเก่าๆ ของเราให้มากขึ้นเสียยิ่งกว่าตอนก่อนปฏิบัติ แทนที่จะได้ขจัด มันไปใช่หรือไม่ ? คำตอบ กระบวนการเพิ่มพูนกิเลสนั้นมีอยู่ตลอดเวลา วัน ละ 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แม้เราจะไม่เคยสังเกตเห็นมันเลย บัดนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีเวลาชั่วขณะหนึ่งที่เราจะได้สังเกตดูมัน ซึ่ง เท่ากับว่าเราได้หยุดกระบวนการเพิ่มพูนกิเลสนั้นไว้ชั่วขณะหนึ่ง และเวลาชั่วขณะหนึ่งนี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็น 2-3 วินาที แล้วก็ 2-3 นาที หรืออาจเป็น 2-3 ชั่วโมง ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลบวกสำ หรับ เรา การปฏิบัติวิปัสสนาจะทำ ให้เรารู้ว่า ทุกครั้งที่เราเพลิดเพลิน อยู่กับความปรารถนาทางโลก เรากำ ลังเพิ่มความทุกข์ให้กับ


138 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ตัวเอง แต่ในเวลาที่เรากำ ลังเฝ้าสังเกตความรู้สึกอยู่นั้น จะเป็น ช่วงเวลาที่เรากำ ลังออกมาจากความทุกข์ ยิ่งเราเฝ้าดูมันมาก เท่าไร เราก็จะยิ่งหลุดพ้นจากความทุกข์ได้มากขึ้นเท่านั้น คำถาม จากคำสอนของพระพุทธองค์ดูเหมือนจะทรงให้ เรากวาดความสนใจไปทั่วร่างกาย พร้อมๆ กับการหายใจเข้า หรือออก ถ้าเป็นเช่นนั้น การสำรวจร่างกายทีละส่วนๆ ของ การปฏิบัติวิธีนี้มีต้นตอมาอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร ? คำตอบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺ สามีติ สิกฺขติ คำ ว่า สิกฺขติ แปลว่าศึกษา ในขณะที่ประโยค อื่นๆ ทรงกล่าวว่า ปชานาติ ปชานาติ(ผู้ปฏิบัติรู้ชัด) ทั้งนี้ก็ เพราะว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องเรียนรู้ว่าจะกวาดความสนใจไปได้ ตลอดทั่วร่างกายภายในการหายใจครั้งหนึ่งได้อย่างไร และการ เรียนรู้ก็คือการที่ค่อยๆ ทำ ไปทีละส่วน ทีละส่วนก่อน ซึ่งการ เฝ้าสังเกตดูทีละส่วน ทีละส่วนนี้ จะทำ ให้ส่วนที่ยังเป็นกลุ่มก้อน แข็งทึบอยู่นั้นค่อยๆ อ่อนตัวลงทีละเล็กทีละน้อยจนสลายไป หมด กระทั่งผู้ปฏิบัติสามารถกวาดความสนใจไปได้ทั่วตัว ทั้ง ภายใน ภายนอก ตลอดทั่วร่างกาย แล้วจากนั้นก็กลับไปสำ รวจ ทีละส่วน ทีละส่วนอีก แม้ว่าร่างกายทุกๆ ส่วนดูเหมือนจะเปิด ออกหมดแล้ว ทั้งนี้เพราะอาจจะยังมีส่วนเล็กๆ ที่ยังไม่เปิด ออกมา สิกฺขติ คือการเรียนรู้เพื่อที่จะไปให้ถึงขั้น ภังคญาณ คำถาม ในพระสูตรได้กล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 อย่างและวิธี การปฏิบัติอื่นๆ อีกมากมาย แต่การสอนของท่านอาจารย์มี


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 139 แต่ให้สังเกตร่างกาย คือเฝ้าดูลมหายใจเข้าออกกับให้สังเกต เวทนาเท่านั้น ในเมื่อพระสูตรเองก็ไม่ได้บอกว่าวิธีการปฏิบัติใด มีความสำคัญมากกว่าวิธีใด เหตุใดท่านจึงไม่สอนวิธีการปฏิบัติ เสียให้ทุกวิธี เช่น การเดินจงกรม หรือการตามดูความคิด ? คำตอบ วิธีปฏิบัตินั้นมีต่างๆ กัน พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ ผู้ที่มาศึกษากับพระองค์ให้ปฏิบัติต่างๆ กันไป ตามพื้นฐาน ภูมิหลัง ตลอดจนความสามารถและจริตของแต่ละคน แต่ใน ที่สุดเมื่อการปฏิบัติไปได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว ผู้ปฏิบัติทุกคนก็จะต้อง ผ่านไปตามสถานีต่างๆ ตามลำ ดับเช่นเดียวกันทั้งสิ้น วิธีการปฏิบัติวิธีนี้ เราได้รับสืบทอดมาจากผู้ปฏิบัติที่เริ่ม การปฏิบัติด้วยการสังเกตลมหายใจ และจากลมหายใจ ผู้ปฏิบัติ ก็ต้องมาสังเกตเวทนาหรือความรู้สึกทางกาย เพราะผู้ปฏิบัติ จะสามารถมีประสบการณ์อย่างแท้จริงกับการเกิดดับได้ด้วยการ สังเกตเวทนา ลมหายใจและเวทนาจะสามารถนำ เราไปจนถึง จุดหมายสูงสุดได้ แต่ถ้าใครอยากจะลองปฏิบัติแบบอื่นดูก็ไม่ ได้มีข้อห้ามอะไร เพียงแต่ขอให้เข้าใจเอาไว้ด้วยว่า ผู้ปฏิบัติที่ ได้ปฏิบัติตามวิธีนี้และสามารถก้าวหน้าไปได้แล้วนั้น ถ้าหาก จะไปลองปฏิบัติวิธีอื่นเพียงเพราะมีความอยากรู้อยากเห็น ก็ จะเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่น ถ้าท่านปฏิบัติ โดยการสังเกตลมหายใจและเวทนาจนกระทั่งสามารถรับรู้ เวทนาได้ตลอดทั่วทั้งตัว แล้วไปลองวิธีการปฏิบัติแบบเดิน จงกรม โดยขณะที่เดิน ท่านก็เฝ้าสังเกตการเดินของท่าน สังเกต


140 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 ดูว่าเท้ายกขึ้น ย่างไป แล้วเหยียบลงบนดินใหม่ โดยไม่ได้สังเกต เวทนา ความสามารถในการรับรู้เวทนาของท่านก็จะชะงักงัน ไม่แหลมคมเหมือนแต่ก่อน และเมื่อท่านกลับมาฝึกวิธีนี้อีก ท่านก็จะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกหรือเวทนาที่ละเอียดได้ แต่ก็ มีบางคนที่จิตหยาบมาก ไม่อาจจะเริ่มต้นปฏิบัติกับสิ่งที่ละเอียด อย่างเช่นการสังเกตลมหายใจที่แผ่วเบาได้ ดังนั้น การปฏิบัติ โดยการเดินจงกรมจึงเหมาะสมกว่า นอกจากนี้ การเฝ้าสังเกตลมหายใจเบาๆ อยู่แต่ภายใน ขอบเขตบริเวณเล็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่ถ้าท่านสามารถ สังเกตลมหายใจที่บริเวณทางเข้าช่องจมูก และสามารถรู้สึกถึง ลมหายใจที่ละเอียดแผ่วเบาได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่กลับไป ฝึกสังเกตโดยเอามือไปวางไว้ที่หน้าท้อง ซึ่งเป็นวิธีการสังเกต ลมหายใจที่หยาบมาก เช่นนี้ก็เท่ากับว่าการปฏิบัติของท่าน ถอยหลัง พระพุทธองค์ทรงต้องการให้เราก้าวจากความหยาบ ไปหาความละเอียด จาก โอฬาริก ไป สุขุมา ถ้าท่านกำ ลังปฏิบัติ วิธีนี้อยู่ และเวทนาที่ท่านกำ ลังสังเกตกลับเปลี่ยนเป็นหยาบขึ้น มาอีกโดยไม่รู้ตัว เช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้น เนื่องจากกิเลสที่อยู่ลึกลงไปได้ผุดลอยขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต แต่ท่านไม่ควรหันไปกำ หนดเอาสิ่งที่หยาบขึ้นมาเป็นอารมณ์ ภาวนาโดยเจตนา เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น และหลง ลืมความเป็นจริงอันละเอียดที่ได้เคยประสบมาเสียสิ้น หาก วิธีการปฏิบัติวิธีนี้ไม่เหมาะสำ หรับท่าน ก็เป็นการถูกต้องที่ท่าน


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 141 จะไปหาวิธีปฏิบัติวิธีอื่น แล้วปฏิบัติวิธีนั้นไปจนกว่าจะบรรลุ จุดหมายสูงสุด เวลาเป็นสิ่งมีค่ามาก จงอย่าเสียเวลาอันมีค่า ของชีวิตของท่านไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยการวิ่งไปลองปฏิบัติ วิธีโน้นทีวิธีนี้ที คำถาม ถ้าไม่มี “ฉัน” แล้ว อะไรคือสิ่งที่ต้องการความ รู้แจ้ง ? คำตอบ อวิชชาหรือความไม่รู้จริงคือสิ่งที่ต้องการความ รู้แจ้ง ความไม่รู้จริงต้องการความรู้แจ้ง เมื่อมีกิเลสเป็นเครื่อง ผูกรัดก็จำ เป็นที่จะต้องมีการปลดปล่อย ไม่มีอะไรอื่น คำถาม ท่านจะให้คำจำกัดความของจิตที่กรุณาอย่างไร ? เราจะใช้ความกรุณาอย่างมีสติกับตัวเราเอง ในขณะที่เรากำลัง ตกอยู่ในความทุกข์ได้หรือไม่ ? คำตอบ จิตที่กรุณาคือจิตที่มีความสงสาร คิดอยากช่วย ให้พ้นทุกข์ เมื่อมีความกรุณาเกิดขึ้นในใจ เราก็ยอมรับความ จริงว่าจิตของเราเป็นจิตที่มีความกรุณา แน่นอนสิ่งแรกที่เรา ควรให้ความกรุณาคือตัวเราเอง จงเมตตาตัวเอง จงรักตัวเอง และจงสงสารตัวเอง ทุกครั้งที่ท่านสร้างสังขารด้วยการปรุงแต่ง ความรักใคร่พอใจหรือความไม่ชอบไม่พอใจต่อใครคนใดคนหนึ่ง เท่ากับว่าท่านกำ ลังทำ ร้ายตัวเอง ท่านกำ ลังนำ ความทุกข์มา ใส่ตัวเอง ความโกรธของท่านไม่อาจจะไปทำ ร้ายผู้ปฏิบัติ วิปัสสนาที่ดีได้ ไม่ว่ามันจะทำ ร้ายคนอื่นๆ ได้หรือไม่ก็ตาม ตัวท่านนั่นแหละที่กำ ลังทำ ร้ายตัวของท่านเอง และทำ ให้ตัวเอง


142 m ธรรมบรรยายวันที่ 6 มีความทุกข์ จงอย่าทำ เช่นนั้น จงเมตตาตนเอง จงมีความ กรุณาต่อตัวเอง คำถาม จริงหรือไม่ที่วิธีการปฏิบัติของเราให้ความหมาย ของคำว่า “เวทนา” แตกต่างไปกว่าความหมายในวิธีการปฏิบัติ วิธีอื่นๆ ? ถ้าเช่นนั้นคนอื่นๆ เขาให้คำจำกัดความของเวทนา ไว้อย่างไร หากไม่ใช่ความรู้สึกทางกาย ? คำตอบ ถูกแล้ว มีวิธีการปฏิบัติหลายวิธีที่ถือว่า เวทนา เป็นเพียงความรู้สึกทางใจ ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่ เพราะเหตุว่า เวทนา เป็นส่วนหนึ่งของนามขันธ์ คือส่วนที่เรียกว่า เวทนาขันธ์ เมื่อเราศึกษาคำ สอนของพระพุทธเจ้าใน มหาสติปัฏฐานสูตร แทนที่จะเพียงแค่แปลพระสูตรออกมา เราจำ เป็นต้องอธิบาย ด้วย เนื่องจากในพระสูตรนี้มีบางคำ ที่ไม่ได้ทรงอธิบายไว้อย่าง ชัดเจน เพราะได้ทรงอธิบายไว้ในที่อื่นๆ ซึ่งบรรดาผู้ที่ฟังพระ สูตรนี้จากพระองค์ก็ได้เคยทราบมาก่อนแล้ว เช่น คำ ว่า สัมปชัญญะ มิได้มีการอธิบายอย่างชัดเจนในพระสูตรนี้ เพราะ ในพระสูตรอื่นได้เคยทรงอธิบายไว้ว่า สัมปชัญญะ คือการรู้สึก ถึงเวทนาที่กำ ลังเกิดขึ้นและดับไป ในทำ นองเดียวกันก็มีคำ อื่นๆ อีกหลายคำ ที่ทรงใช้ ซึ่งในปัจจุบันได้เลิกใช้กันไปแล้ว หรือ มีความหมายที่กลายไปจนกระทั่งแตกต่างไปจากความหมายใน สมัยพุทธกาลอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เราจึงต้องไปค้นพุทธพจน์ ดั้งเดิมที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกเมื่อทรงอธิบายเกี่ยวกับความ หมายของคำ เหล่านั้น และนำ มาใช้ตามความหมายที่ทรง


ธรรมบรรยายวันที่ 6 m 143 อธิบาย เช่น คำ ว่า “สุขเวทนา” และ “ทุกขเวทนา” ทรงหมายถึง ความรู้สึกสุขทุกข์ทางกาย หากเป็นความรู้สึกทางใจจะทรงใช้ โสมนัส และ โทมนัส ใน เวทนานุปัสสนา ไม่มีที่ทรงใช้คำ ว่า โสมนัส และ โทมนัส เลย ดังนั้น เราจึงต้องสังเกตความรู้สึก ทางกาย ********* จงใช้สิ่งที่ท่านสามารถเข้าใจด้วยเชาวน์ปัญญา และ ประสบการณ์ที่ท่านได้รับจากการปฏิบัติให้เป็นประโยชน์ จงใช้ ประโยชน์จากธรรมะไม่เฉพาะขณะอยู่ในหลักสูตรนี้เท่านั้น แต่ จงใช้มันในชีวิตประจำ วันต่อไปด้วย การทำ ปฏิกิริยาใดๆ ด้วย กิเลสมีแต่จะให้ผลในทางลบ จงใช้ชีวิตอย่างมีธรรมะ ไม่ว่าจะ เกิดอะไรขึ้นที่ภายนอก ก็จงสังเกตดูความจริงจากเวทนาในกาย และรักษาอุเบกขาของจิตเอาไว้ แล้วการตัดสินใจใดๆ ของท่าน การกระทำ ใดๆ ของท่าน ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง การ กระทำ ที่ถูกต้อง เพราะมันไม่ใช่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการปรุง แต่งตอบสนองกิเลส แต่เป็นการกระทำ ที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะให้ ผลดีทั้งแก่ตัวท่านและผู้อื่น ขอให้ทุกท่านจงมีชีวิตที่ดีงาม เพื่อตัวท่านเองและเพื่อผู้อื่น ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับผลที่ดีที่สุดของธรรมะ คือความสงบ มิตรไมตรี และความสุข ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข


ธรรมบรรยายวันที่ 7 วันที่ 7 ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้เราได้มาถึงตอนสุดท้าย ของมหาสติปัฏฐานสูตรกันแล้ว สัจจบรรพ - ตอนว่าด้วยอริยสัจ 4 ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ผู้ปฏิบัติสังเกตธรรมในธรรมคือ อริยสัจ 4 อย่างไร ? อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ผู้ปฏิบัติรู้ว่านี้คือทุกข์ นี้คือเหตุเกิดทุกข์ นี้คือความดับ ทุกข์ นี้คือทางปฏิบัติซึ่งจะนำ ไปสู่ความดับสนิทแห่งทุกข์ ผู้ ปฏิบัติรู้ชัดในความจริงแต่ละประการอย่างที่มันเป็นอยู่ ปชานาติหมายถึงการเข้าใจด้วยปัญญา ยถาภูตํแปลว่า อย่างที่มันเป็นอยู่ อย่างที่มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติ


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 145 รู้ชัดเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเอง ดังเช่นที่พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงไว้ใน ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร พระธรรมเทศนาครั้ง แรก แม้ในสมัยนั้นความรู้ที่ว่าทุกข์เกิดจากตัณหาก็เป็นที่รู้กัน ดีอยู่แล้ว และความรู้ที่ว่าการจะพ้นจากความทุกข์ได้นั้นจะต้อง ละตัณหาก็ไม่ใช่เป็นของใหม่แต่อย่างใด คนทั้งหลายต่างก็มี ความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น การรู้ความจริงที่ว่านี้หาได้ทำ ให้ใคร เป็นอริยบุคคลขึ้นมาไม่ แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบนั้น เป็นการทำ ความจริงนี้ให้เป็นความจริงอันประเสริฐ หรือ อริยสัจ เพื่อใครก็ตามที่ได้ประสบกับความจริงนี้อย่างน้อยก็จะได้บรรลุ ผลญาณ ได้ประสบกับสภาวะนิพพานขั้นแรก และได้เป็นพระ อริยบุคคล การจะรู้ อริยสัจ 4 อย่างแท้จริง ผู้ปฏิบัติต้องหยั่งรู้อริยสัจ แต่ละอย่างด้วย ญาณ 3 รวมทั้งหมดเป็น 12 ประการ สำ หรับ ส่วนแรกของอริยสัจข้อที่หนึ่ง นี้คือทุกข์นั้น คนทั้งหลายต่าง เข้าใจกันดีอยู่แล้ว แต่ยังมีส่วนที่สองที่เรียกว่า ปริญฺเยฺยํ คือ การรู้และเข้าใจความทุกข์โดยตลอดอย่างแท้จริง กล่าวคือรู้และ เข้าใจความทุกข์ในทุกๆ ด้าน เป็นคำ ๆ เดียวกับปริชานาติซึ่ง เราเคยใช้มาแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อแสดงถึงความรู้ความเข้าใจใน เวทนาด้วยสัมปชัญญะโดยตลอดทั่วทั้งขอบเขตของมัน จน กระทั่งสามารถอยู่เหนือเวทนาได้ เพราะถ้ายังไม่สามารถอยู่ เหนือเวทนาได้ ก็แสดงว่ามีเวทนาบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ ยัง ไม่ได้รับการสำ รวจ ในทำ นองเดียวกัน ผู้ปฏิบัติจะต้องสำ รวจ


146 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ความทุกข์ให้ตลอดทั่วทั้งขอบเขตของมัน แล้วจึงจะถึงส่วนที่ สาม ปริญฺาต คือการที่ได้สำ รวจทั่วทั้งขอบเขตของความทุกข์ จนสามารถอยู่เหนือความทุกข์ได้ จึงจะเรียกว่าเป็นการหยั่งรู้ ในอริยสัจข้อที่หนึ่ง ขอให้เข้าใจว่า แม้อริยสัจ 4 นี้จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสี่ข้อ แต่เมื่อปฏิบัติไปลึกๆ แล้วก็จะรวมกันเข้าเป็นหนึ่ง เช่นเดียวกับ สติปัฏฐาน 4 ที่เมื่อปฏิบัติไปลึกๆ แล้ว ในที่สุดก็จะไปรวมเข้า ด้วยกัน ทุกขสมุทัย สาเหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา เป็นอริยสัจ ข้อที่สอง ซึ่งคนทั้งหลายยังพอมีความเข้าใจอยู่บ้างอย่างผิวเผิน เพราะเป็นความรู้พื้นฐานที่พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เคยสอน ไว้และยังคงหลงเหลืออยู่ ขั้นที่สองที่ลึกซึ้งกว่าคือ ปหาตพฺพํ การขจัดตัณหาให้สิ้นไป และขั้นที่สามคือ ปหีนํ การที่ตัณหา ได้ถูกขจัดจนหมดสิ้นไปแล้วและได้บรรลุถึงความหลุดพ้นอย่าง สิ้นเชิง ทั้งสองขั้นนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงนำ กลับมา เผยแผ่ใหม่หลังจากที่สูญหายไปจากโลกเป็นระยะเวลาอัน ยาวนาน ในทำ นองเดียวกัน การเพียงแต่ยอมรับในอริยสัจข้อที่ สาม ทุกฺขนิโรธ ความดับทุกข์ เพราะความศรัทธา หรือเพราะ คิดดูแล้วเห็นจริงด้วยเท่านั้นยังไม่พอ แต่จะต้องรู้ต่อไปถึงขั้นที่ สอง คือ สจฺฉิกาตพฺพํ รู้ว่าความดับทุกข์นั้นต้องทำ ให้แจ้ง และ ขั้นที่สามคือ สจฺฉิกตํ รู้ว่าได้ประจักษ์แจ้งในความดับทุกข์นั้น


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 147 แล้ว ดังนี้จึงจะสมบูรณ์ เช่นเดียวกัน อริยสัจข้อที่สี่ก็จะไร้ความหมาย ถ้าเพียงแต่ รู้ว่าทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์นั้นมีอยู่ เพราะยังมีขั้นที่สอง ของอริยสัจข้อนี้คือ ภาเวตพฺพํ รู้ว่ามรรคนี้ หนทางนี้ควรปฏิบัติ ซ้ำแล้วซ้ำ เล่า และขั้นที่สาม ภาวิตํ รู้ว่าได้ปฏิบัติตามมรรคอย่าง สมบูรณ์แล้ว นี้เป็นลำ ดับแห่งการปฏิบัติของพระพุทธองค์ เมื่อทรงรู้อริยสัจแต่ละอย่างด้วยญาณครบทั้ง 3 แล้ว จึงทรง ประกาศว่าพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมมาสัมโพธิญาณ ปัญจวัคคีย์ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปแสดงพระธรรมให้ฟัง ในตอนแรกนั้นยังไม่ยอมเชื่อ เนื่องจากในสมัยนั้นถือกันว่าคน จะบรรลุธรรมวิเศษได้จะต้องทรมานร่างกายอย่างยิ่งยวด ภาย หลังจากที่ได้ฌาน 8 แล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยา ทรมานพระวรกายถึงขนาดที่แทบจะเหลือแต่โครงพระกาย ทรง อ่อนเพลียถึงขนาดที่ไม่อาจก้าวเดินได้เกิน 2 ก้าวก็จะล้มเสีย ก่อน เนื่องจากการอดพระกระยาหารและทรมานพระวรกาย ด้วยวิธีต่างๆ แต่เพราะเหตุที่ทรงได้ฌานขั้นสูงแล้ว จึงทรง สามารถที่จะมองเข้าไปภายในจิตของพระองค์เอง และทรงเห็น ว่าจิตของพระองค์มิได้เปลี่ยนแปลงเลย กิเลสในส่วนลึกยังคง มีอยู่เช่นเดิม จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญทุกรกิริยา เพราะทรงเห็น ว่าไม่มีประโยชน์อันใด และเริ่มเสวยพระกระยาหารใหม่ เพื่อให้เหล่าปัญจวัคคีย์มีความมั่นใจ จึงตรัสบอกแก่ ปัญจวัคคีย์ว่าทรงเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ


148 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 เพราะได้ทรงประจักษ์ในความจริงอันประเสริฐสี่ประการด้วย ประสบการณ์ของพระองค์เอง ยถาภูตํ ปชานาติ มิใช่ด้วยการ ไตร่ตรอง ครุ่นคิด หรือด้วยปาฏิหาริย์ที่เกิดจากความศรัทธา เหล่าปัญจวัคคีย์จึงได้ยินยอมรับฟังพระธรรมเทศนาอันเป็น แก่นของพระธรรมทั้งหมด ทุกขอริยสัจ - ความจริงเกี่ยวแก่ความทุกข์ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ทรงอธิบายทุกขอริยสัจ จากทุกข์อย่างหยาบๆ ไปจนถึง ความทุกข์ที่ละเอียด ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา (พยาธิปิ ทุกฺขา) มรณมฺปิ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโคปิ ทุกฺโข ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ทรงอธิบายปรากฏการณ์ของความทุกข์แต่ละชนิด โดย นำ คำ ที่มีความหมายเหมือนๆ กันมาอธิบาย ชาติ ความเกิดไม่ว่าจะเป็นในภพภูมิใด ชรา ความแก่ ความเปราะบาง ความเสื่อมของอินทรีย์ พยาธิ โรคหรือความ เจ็บไข้ มรณะ ความตายไม่เลือกว่าในภพภูมิใด ความแตกสลาย


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 149 แห่งขันธ์ โสกะ ความเศร้าเสียใจ ความเจ็บปวดรวดร้าวใจอัน เกิดจากการสูญเสียสิ่งที่รัก และ ปริเทวะ คือความคร่ำ ครวญ รำ พันอันเป็นผลจาก โสกะ ทุกขะ ความเจ็บปวดทางกาย ความ รู้สึกไม่สบายทางกาย โทมนัสสะ ความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ ความทรมานใจอันเกิดจากความ สูญเสีย ความยากเข็ญ เหล่านี้คือความทุกข์ ไม่เฉพาะแต่ในพระสูตรนี้ แม้ในพระสูตรอื่นๆ เมื่อ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง ทุกข์ ทรงหมายความถึงความรู้สึก ไม่สบายทางกาย ความเจ็บปวดทางกาย และเมื่อทรงใช้คำ ว่า โทมนัส (มาจากคำ ว่า มนะ หรือใจ) ทรงหมายถึงความไม่สบายใจ ซึ่งอาจจะเป็นความคิด ความทรงจำ ความกลัว เหล่านี้เป็นต้น ในทำ นองเดียวกัน ความรู้สึกสบายน่าพอใจที่เกิดขึ้นที่ร่างกาย ทรงเรียกว่า สุข และความรู้สึกสบายใจพอใจทรงใช้คำว่า โสมนัส ซึ่งใน เวทนานุปัสสนา ที่เราเพิ่งศึกษากันไป ทรงใช้แต่คำ ว่า ทุกขเวทนา สุขเวทนา ไม่มีคำ ว่า โสมนัส หรือ โทมนัส เลย ด้วยเหตุนี้ เราจึงใช้ความรู้สึกทางกายหรือ เวทนา เป็นเครื่องมือ ในวิธีการปฏิบัติของเรา และได้ทรงอธิบายถึงความทุกข์ในระดับที่ละเอียดขึ้นไป อีก ซึ่งมี อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ความทุกข์อันเกิดจากการที่ต้อง ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่ชอบ เช่น การที่ต้องประสบกับรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย หรือความคิดที่ไม่ชอบ ไม่ปรารถนา และ ปิเยหิ วิปฺปโยโค ความทุกข์อันเกิดจากการต้องพลัดพราก


150 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 จากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ในระดับที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็ยังมี อิจฺฉํ น ลภติ คือความทุกข์อันเกิดจากการไม่สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา เช่น บางคนอาจไม่ปรารถนาที่จะต้องมาเกิดแล้วเกิดอีก เพราะ การเกิดเป็นทุกข์ ก็ตั้งความปรารถนาขออย่าให้ต้องมาเกิดอีก เลย แต่ความปรารถนานี้ไม่สมประสงค์ น ปตฺตพฺพํ ก็ทำ ให้ เกิดทุกข์ เช่นเดียวกับความปรารถนาที่จะไม่ให้แก่ ไม่ให้ เจ็บไข้ ไม่ให้ตาย ไม่ให้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ เมื่อไม่สำ เร็จ สมปรารถนาเช่นกัน ก็เกิดความทุกข์ สงฺขิตฺเตน กล่าวโดยย่อ ในขั้นที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อุปาทาน ขันธ์ 5 หรือความยึดติดใน เบญจขันธ์ อันมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ คือความทุกข์ หากผู้ปฏิบัติเพียงแต่ยอมรับอริยสัจข้อแรกนี้ด้วยความ ศรัทธา หรือด้วยความเข้าใจทางเชาวน์ปัญญา คือยอมรับตาม เหตุผลแล้ว ความจริงอันประเสริฐนี้ย่อมไม่อาจจะช่วยให้พ้น ทุกข์ได้ การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น หรือการปฏิบัติตามมรรค มีองค์ 8 นั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องรักษาศีลและเจริญสมาธิ แล้วใช้ จิตที่ตั้งมั่นแน่วแน่เป็นสมาธิเฝ้าสังเกตดูความจริงอันละเอียด ลึกซึ้ง และทำ ความเข้าใจกับกลไกการทำ งานของขันธ์ทั้ง 5 ตลอดจนอายตนะ 6 หรือทวารรับรู้ความรู้สึกทั้ง 6 จนได้ ประจักษ์กับความจริงด้วยตนเอง (ยถาภูตํ ปชานาติ) และมี ความเข้าใจโดยตลอดทุกแง่ทุกมุมจนถึงที่สุดของความทุกข์


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 151 ในชั้นแรกผู้ปฏิบัติจะได้พบแต่ความรู้สึกทางกายที่หยาบ แข็ง แน่นทึบ เจ็บปวด ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความทุกข์ที่เห็นได้ ชัดเจน แต่ผู้ปฏิบัติก็จำ เป็นที่จะต้องเฝ้าดูมันไป เฝ้าดูอยู่เฉยๆ เพราะถ้าไปทำ ปฏิกิริยาตอบโต้กับมันเข้า ความทุกข์นั้นก็จะ เพิ่มพูนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ด้วยอุเบกขา ความเจ็บปวดนั้นจะค่อยๆ แบ่งย่อย แยกสลาย หลอมละลายไป แม้ความเจ็บปวดจะยัง คงมีอยู่ แต่ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรู้สึกได้ถึงกระแสสั่นสะเทือน เป็นคลื่นอยู่ภายใต้ความรู้สึกเจ็บปวดนั้น เมื่อความเจ็บปวดถูก พลังสั่นสะเทือนเบาๆ นี้แบ่งย่อยแยกกระจายมันออกไป ความ ทุกข์ก็จะไม่เป็นความทุกข์อีกต่อไป และเมื่อความเจ็บปวด ทั้งหลายหายไป คงมีแต่กระแสสั่นสะเทือนอันละเอียดไหลเวียน อยู่ภายในร่างกาย เกิดเป็นสภาวะปีติ ซึ่งแม้จะเป็นความรู้สึก ที่สุขสบายเพียงไร มันก็ยังคงเป็นสภาวะที่อยู่ภายในขอบเขต ของความทุกข์ หาใช่ความสุขที่แท้จริงไม่ เพราะสภาวะนี้ยัง เป็น อนิจจัง คือยังมีการเกิดขึ้นดับไป เกิดดับ เกิดดับอยู่ ประสบการณ์ครั้งแรกกับสภาวะ ภังคะ นี้มีความสำ คัญมาก เพราะจะทำ ให้ผู้ปฏิบัติได้เห็นความดับสลายแห่งสังขาร ได้รู้ ความจริงว่า โครงสร้างทางรูปซึ่งแลดูเหมือนจะเป็นกลุ่มก้อน นั้น แท้จริงแล้วมิใช่อะไรอื่น เป็นเพียงอนุปรมาณูที่เกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าผู้ปฏิบัติถือเอาว่านี่คือสภาวะที่ได้ หลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะไม่ได้ทำ ความเข้าใจกับ ความทุกข์อย่างเต็มสมบูรณ์โดยตลอดทั้งขอบเขตของมัน


152 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 เพราะทุกขเวทนายังเกิดขึ้นมาได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะสังขาร เก่าๆ ซึ่งฝังอยู่ลึกมากได้ปรากฏขึ้นมาบนพื้นผิวของจิต หรือ เพราะเหตุอื่นๆ เช่น นั่งในท่าเดียวกันนานเกินไป หรือเกิดจาก ความเจ็บป่วยก็ตาม แท้จริงนั้นประสบการณ์กับความสุขทุก ชนิดจะมีความทุกข์แฝงอยู่ด้วยเสมอ เพราะธรรมชาติอันไม่ เที่ยงแท้ของมัน สภาวะต่อไปที่ผู้ปฏิบัติจะได้พบคือ ปัสสัทธิ ความสงบ กายสงบใจ เป็นสภาวะที่สงบอย่างลึกซึ้งจนดูเหมือนจะไม่มี ความทุกข์อยู่เลย แต่กระนั้นก็ตาม ในความสงบเยือกเย็นเช่นนี้ ก็ยังมี สมุทยวยะ การเกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สิ่งทั้งปวงที่ถูกสร้างขึ้นมาหรือเกิดขึ้นมาย่อม จะต้องถูกทำ ลายหรือเสื่อมสลายไป ความรู้สึกอย่างหยาบๆ จะต้องเกิดขึ้นอีก เพราะสภาวะ ปัสสัทธิ นั้นไม่เที่ยง เป็นสภาวะ ที่ยังคงอยู่ภายในขอบเขตแห่งนามรูป ผู้ปฏิบัติจะได้ชื่อว่าได้ สำ รวจความทุกข์โดยตลอดแล้วก็ต่อเมื่อสามารถข้ามพ้นขอบเขต ที่มีการเกิดดับ และได้มีประสบการณ์กับสภาวะที่อยู่เหนือรูป นาม สภาวะที่ไม่มีการสร้างกิเลส ไม่มีกิเลสเกิดขึ้นอีกต่อไป ฉะนั้น การเข้าใจความทุกข์อย่างหยาบๆ จึงไม่อาจเรียก ได้ว่า เป็นการรู้อริยสัจหรือความจริงอันประเสริฐ ต่อเมื่อผู้ ปฏิบัติมีความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งสมบูรณ์ (ปริชานาติ) อัน เป็นความเข้าใจที่เกิดจากการได้สำ รวจและประจักษ์กับความ ทุกข์โดยตลอดทั้งขอบเขตของมันด้วยตนเอง เรียกว่า ปริญฺาตํ


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 153 (เข้าใจโดยตลอด) นั่นแหละจึงจะเรียกว่ามีความรู้ความเข้าใจ ในความจริงอันประเสริฐอย่างแท้จริง ทุกขสมุทัยอริยสัจ - เหตุเกิดแห่งทุกข์ ทุกฺขสมุทยํ อริยสจฺจํ อริยสัจข้อที่สองคือเหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทีราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถิทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา นี้คือตัณหา ความทะยานอยาก โปโนพฺภวิกา อันเป็น เหตุให้มีภพใหม่ คือการเกิดแล้วเกิดอีก นนฺทีราคสหคตาเป็น ตัณหาอันประกอบด้วยความยินดีในราคะ ตตฺรตตฺราภินนฺทินี มักเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น เสยฺยถิทํซึ่งมี : กามตัณหา ความปรารถนาทางกาม ความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ ที่กลับกลายมาเป็นความทะยานอยากอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรารถนาในกาม ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความต้องการที่จะ มีอยู่ คงอยู่ตลอดไป แม้ร่างกายจะสลายไป จักรวาลทั้งจักรวาล จะถูกทำ ลายอยู่ตลอดเวลา เพราะความยึดมั่นเช่นนี้แหละที่ ทำ ให้ปรัชญาที่มีความเห็นว่าอัตตาจักมีอยู่คงอยู่ตลอดไปได้รับ ความนิยมเชื่อถือ วิภวตัณหา ตัณหาชนิดนี้ตรงกันข้ามกับ ภวตัณหา วิภวตัณหา มี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ การที่ต้องการให้วงจรแห่ง


154 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ชีวิตและความตายนี้หยุดลง ไม่ต้องการที่จะเกิดอีกต่อไป และ มีความอยากเสียจนจิตขาดความสมดุล ตัณหานี้เองที่ทำ ให้ ไม่อาจจะไปถึงสภาวะที่เป็นอิสระจากการเกิดใหม่ได้ ส่วน วิภวตัณหา อีกชนิดหนึ่งนั้น ปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงว่ามี เกิดมีตาย และความทุกข์นั้นจะต้องเกิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หาก ยังมีการปรุงแต่งอยู่ ทั้งนี้เป็นเพราะกลัวผลของอกุศลกรรมที่ ได้ประกอบในชีวิตนี้ จึงมีความอยากและยึดติดในปรัชญาที่ว่า ตายแล้วสูญ ตัณหาทั้งสามชนิดนี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วตัณหานั้น เกิดขึ้นและตั้งอยู่ที่ไหน ? ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺช มานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ ตัณหาเกิดขึ้น (อุปฺปชฺชติ) และตั้งอยู่ (นิวิสติ) ในโลกอัน เป็นที่รักใคร่พอใจ(โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ) คำ ว่าปิยะและสาตะ ทั้งสองคำ นี้หมายถึงที่รักที่พอใจ ส่วนความหมายของคำ ว่าโลก แปลว่าแผ่นดินอันเป็นที่อยู่อาศัย แต่ในที่นี้หมายถึงภายใน ร่างกายของคนเรา ครั้งหนึ่งเทวดาองค์หนึ่งมีนามว่าโรหิตตะ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ตนต้องการเดินไปเพื่อสำ รวจให้ ทั่วขอบเขตของจักรวาลและจะไปให้ถึงที่สุดของโลก ในคัมภีร์ พระเวทของศาสนาพราหมณ์ก็มีการกล่าวถึงโรหิตตะผู้นี้


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 155 พร้อมๆ กับบทเพลงขับที่ว่า “จไรเวติ จไรเวติ” จงเดินต่อไป จง เดินไป พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์และตรัสว่า โลกทั้งหมด นั้นอยู่ภายในร่างกายของเราเอง การเกิด การดับ และหนทาง ไปสู่การดับของโลกก็อยู่ภายใน ความหมายตรงตัวของคำ ว่าโลกคือ ลุชฺชติ ปลุชฺชตีติ โลโก แปลว่าสิ่งอันชำ รุดทรุดโทรม สิ่งอันถูกทำ ลายคือโลก สิ่งซึ่งเกิด ขึ้นแล้วดับไปคือโลก โลกคือนามรูปทั้งหมด และเราจะสำ รวจ โลกได้จากภายในกายของเรา เมื่อเราหว่านพืชพันธุ์ของภพภูมิ ใดลงไป เราย่อมจะรู้สึกได้ด้วยตัวของเราเอง เช่น เมื่อเราสร้าง สังขารที่เป็นอกุศลร้ายแรง เราก็จะรู้สึกถึงไฟนรกที่เผาผลาญ เราอยู่ภายในทั้งในเวลานั้นและในอนาคต เมื่อผลแห่งกรรมมา ถึง หรือถ้าเราทำ กรรมดีอันเป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ที่จะนำ ไปสู่เทวโลกเอาไว้ เราก็จะรู้สึกมีความสุข และหากเราปลูกฝัง เมล็ดพันธุ์แห่งพรหมโลกเอาไว้ เราก็ย่อมจะมีความรู้สึกสุขสงบ อย่างยิ่ง ในทำ นองเดียวกัน สภาวะนิพพานซึ่งไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ เราก็จะรู้สึกได้ภายในโครงสร้างของร่างกายเช่นกัน ดังนั้น ตัณหาจึงเกิดขึ้นจากภายในร่างกายนี้เอง เมื่อมี สุขเวทนาเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดในร่างกาย พระศาสดาทรงอธิบาย โดยละเอียดว่า ตัณหาเกิดขึ้นจากที่ใดบ้าง จกฺขุ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ…โสตํ…ฆานํ …ชิวฺหา…


156 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 กาโย…มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ เมื่อมีสิ่งที่น่าพอใจรักใคร่มากระทบทางตา ตัณหาย่อม จะเกิดขึ้นที่ตานั้น และย่อมจะตั้งอยู่ที่นั่น เช่นเดียวกันเมื่อมี สิ่งน่าพอใจมากระทบหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ตัณหาก็ย่อมจะ เกิดขึ้นและตั้งอยู่ที่หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจนั้น รูปา…สทฺทา…คนฺธา…รสา…โผฏฺพฺพา…ธมฺมา… นิวิสติ สิ่งที่มากระทบกับทวาร 6 อันมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ หากเป็นสิ่งที่น่าพอใจ ตัณหาก็จะเกิดขึ้นและ ตั้งอยู่ที่สิ่งนั้น จกฺขุวิญฺาณํ…โสตวิญฺาณํ…ฆานวิญฺาณํ… ชิวฺหา วิญฺาณํ…กายวิญฺาณํ…มโนวิญฺาณํ… นิวิสติ ตัณหาเกิดขึ้นได้ที่ วิญญาณ คือการรับรู้ตามช่องทางใด ช่องทางหนึ่งที่อายตนะภายนอกมากระทบกับอายตนะภายใน ในการอธิบายเกี่ยวกับจิต เราจะกล่าวเพียงว่าจิตประกอบขึ้น ด้วยนามขันธ์สี่ส่วน คือ วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร แต่ เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาไปถึงขั้นสูงๆ เราก็จะรู้ว่า วิญญาณ หรือ การรับรู้ของแต่ละทวารนั้นแยกออกจากกัน แต่ก่อนที่จะปฏิบัติ ไปได้ถึงขั้นนั้น แม้ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกถึงการเกิดขึ้นดับไปแล้ว แต่ สิ่งที่รับรู้หรือสิ่งที่เฝ้าดูอยู่คือ วิญญาณ นั้น ยังดูเหมือนจะคง อยู่ ไม่แยกสลายดับไปด้วย เป็นต้นตอของความเชื่อถือทาง


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 157 ปรัชญาในสมัยโน้นว่า มีดวงวิญญาณหรืออาตมันที่เที่ยงแท้ถาวร คงอยู่ตลอดไป เจ วิญฺาณะ เต อยะ เต อยะ เต วิญฺาณะ (สิ่งใดที่เป็นดวงวิญญาณ สิ่งนั้นคืออาตมัน และสิ่งที่เป็นอาตมัน คือดวงวิญญาณ) เพราะยังมักเข้าใจกันว่า วิญญาณเดียวกันนั้น เองที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น และอื่นๆ แต่หากได้ปฏิบัติลึกลง ไปมากๆ ก็จะพบว่าวิญญาณแต่ละอย่างนั้นแยกจากกันโดย สิ้นเชิง วิญญาณที่ตานั้นไม่สามารถได้ยิน วิญญาณของหูไม่ อาจจะแลเห็นได้ วิญญาณหรือการรับรู้ของส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหกนั้นอาจหยุดทำ งานได้ เช่น วิญญาณทางหูอาจหยุด ทำ งาน วิญญาณทางตาอาจหยุดทำ งาน หรือวิญญาณทางกาย ก็อาจหยุดทำ งาน วิญญาณหรือการรับรู้ของทวารทั้ง 5 อาจ หยุดทำ งานได้ แต่ มโนวิญญาณ คือการรับรู้ทางใจจะยังอยู่ ต่อเมื่อการรับรู้ทางใจนั้นหยุดลง เมื่อนั้นก็จะถึงสภาวะนิพพาน พระพุทธองค์ทรงอธิบายในรายละเอียดต่อไปอีกว่า จกฺขุสมฺผสฺโส… จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา… รูปสญฺา… รูปสญฺเจตนา… รูปตณฺหา… รูปวิตกฺโก… รูปวิจาโร… นิวิสติ การกระทบหรือสัมผัส(สมฺผสฺโส)ที่ชอบที่พอใจที่อายตนะ6


158 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 หรือทวาร 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะทำ ให้เกิดตัณหา และการตั้งอยู่ของตัณหา และเพราะสัมผัสทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจนี้ ทำ ให้เกิดเวทนา (สมฺผสฺสชา เวทนา) ที่ชอบที่พอใจ ตัณหาก็จะเกิดขึ้นและตั้งอยู่เช่นกัน ต่อไปการประเมินค่า การจำ ได้หมายรู้ (สญฺา) ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อันเป็นที่ชอบที่พอใจ ก็ จะทำ ให้เกิดตัณหาและการตั้งอยู่ของตัณหา สญฺเจตนา(เจตนา ที่แต่งกรรมหรือความจงใจที่จะทำ กรรม-ความหมายเดียวกับ สังขาร) ต่อรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่ถูกต้องกาย และอารมณ์อัน เป็นที่รักที่ชอบใจ ย่อมทำ ให้ตัณหาเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ต่อไป เมื่อมีความอยาก (ตณฺหา) ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ อารมณ์ที่รักที่ชอบใจ ตัณหาก็จะเกิดขึ้นและตั้งอยู่ในสิ่งนั้นๆ แล้วก็จะเกิดความคิดกังวลถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ อารมณ์อันน่าพอใจ(วิตกฺโก) และต่อไปก็จะวนเวียนอยู่ในความ คิดนั้นๆ (วิจาโร) เหล่านี้คือบ่อเกิดแห่งตัณหาและการตั้งอยู่ ของตัณหา อริยสัจข้อที่สองนี้เรียกว่า ทุกฺขสมุทยะ เหตุให้เกิดทุกข์ เราอาจพูดตามความเข้าใจโดยทั่วๆ ไปว่า เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ความทะยานอยาก ซึ่งก็ถูกต้อง แต่สมุทัยคือเมื่อเกิดความ ทะยานอยากความทุกข์ก็เกิดขึ้น ความทุกข์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ เมื่อเราเกิดความทะยานอยาก ไม่ใช่ว่าตัณหาเกิดขึ้นก่อนแล้ว เราจึงมีความทุกข์ภายหลัง สมุทัยคือการที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 159 ทุกขนิโรธอริยสัจ - ความจริงอันประเสริฐของความดับทุกข์ ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ อริยสัจข้อที่ 3 คือ การดับตัณหาโดยไม่มีเหลืออีกเลย “เป็นความจางคลายโดยสิ้นเชิง เป็นความดับ ความละ ความ สละ ความหลุดพ้น และความไม่อาลัยในตัณหานั้นแล” โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺ- สคฺโค มุตฺติ อนาลโย และจะละตัณหานั้นได้ในที่ใด และจะดับเสียได้ที่ตรงไหน ? ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ เมื่อตัณหาเกิดขึ้นและตั้งอยู่ในโลกของนามรูป (โลเก) นี้ มันก็จะต้องถูกขจัดให้หมดไป (ปหียมานา ปหียติ) และดับไป (นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ) ในที่นั้น คือ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ โดยทรงให้รายละเอียดในการปฏิบัติดังนี้ จกฺขุ … โสตํ… ฆานํ… ชิวฺหา… กาโย… มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ รูปา…สทฺทา…คนฺธา…รสา…โผฏฺพฺพา…ธมฺมา… นิรุชฺฌติ จกฺขุวิญฺญาณํ…


160 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 จกฺขุสมฺผสฺโส … จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา… รูปสญฺา… รูปสญฺเจตนา… รูปตณฺหา… รูปวิตกฺโก… รูปวิจาโร…นิรุชฺฌติ การดับตัณหาจะต้องเป็นการดับโดยสิ้นเชิง ไม่มีเหลืออยู่ เลย ไม่ว่าจะที่อายตนะภายในหรือภายนอก โดยเริ่มจาก วิญญาณ คือการรับรู้ที่ทวารหรืออายตนะภายในทั้งหกก่อน แล้วมาถึง สัมผัส หรือการกระทบกันของอายตนะภายในและ ภายนอก แล้วจึงถึง เวทนา อันเป็นผลที่เกิดจากการสัมผัสหรือ กระทบกันนั้น แล้วต่อด้วย สัญญา ทั้งหกที่ประเมินค่าของ เวทนา แล้วก็เป็น สัญเจตนา คือการกระทำ โดยเจตนา ซึ่งเรียก ได้อีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร จากนั้นจะเป็น ตัณหา หรือความ อยาก และ วิตก คือการเริ่มต้นของความคิดที่เกิดจากการสัมผัส ของอายตนะภายในและภายนอก หรือการเริ่มต้นที่จะจำ หรือ คิดถึงอนาคตที่เกี่ยวกับสัมผัสนั้นๆ ซึ่งจะตามมาด้วย วิจาร คือ การเฝ้าวนเวียนคิดถึงสิ่งที่มาสัมผัส นี้คือความจริงอันประเสริฐของความดับทุกข์ พระสูตรนี้ เต็มไปด้วยรายละเอียดในการวิเคราะห์แยกแยะต่างๆ โดยใช้


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 161 ประสบการณ์จากการปฏิบัติ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปฏิบัติ วิปัสสนาในหลักสูตรนี้จะสามารถเข้าใจได้ทั้งหมด แต่พระสูตร นี้เป็นคำ สอนการปฏิบัติที่สมบูรณ์ที่สุด และผู้ที่รับฟังพระสูตรนี้ จากพระโอษฐ์ในขณะนั้นย่อมมีทั้งผู้ที่กำ ลังอยู่ในสภาวะนิพพาน ขั้นที่ 3หรือ 4 คือขั้น อนาคามีหรือขั้นอรหันต์ ในขั้นสูงเช่นนั้น รายละเอียดทั้งหลายจะแยกออกจากกันให้เห็นได้อย่างชัดเจน โดยผู้ปฏิบัติจะแยกแยะได้ว่า เวทนาหรือความรู้สึกทางกายทุก ชนิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับอายตนะภายในหรือทวารนั้นๆ อย่างไร และเกี่ยวข้องกับอายตนะภายนอกนั้นๆ อย่างไร เข้าใจว่าตัณหานั้นเกิดขึ้นโดยเกี่ยวข้องกับอายตนะใดอายตนะ หนึ่งได้อย่างไร เกี่ยวข้องกับสัญญา เกี่ยวข้องกับสัญเจตนา และสังขารอย่างไร รวมทั้งเข้าใจด้วยว่าตัณหาดับได้อย่างไร ทั้งหมดนี้เมื่อปฏิบัติไปถึงขั้นสูงๆ ดังที่กล่าวมา เราก็จะสามารถ แยกแยะออกมาได้อย่างละเอียด แต่สำ หรับการปฏิบัติในขั้นนี้ หรือในขั้นโสดาบันก็ตาม ความจริงที่ประสบแม้จะเป็นความ จริงที่ลึกซึ้ง แต่ก็ยังไม่ลึกถึงขั้นที่จะทำ ให้เป็นพระอรหันต์ได้ การรู้ว่าเรากำ ลังมีความอยากหรือตัณหาเกิดขึ้น หรือมีความ ขัดเคืองหรือปฏิฆะเกิดขึ้น เพราะมีเวทนาบางอย่างเกิดขึ้น และ มีความเข้าใจในความเป็นอนิจจังไปด้วย เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


162 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 มัคคสัจ - ความจริงอันประเสริฐของทางดำเนินไปสู่ความ ดับทุกข์ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ อริยสัจข้อที่ 4 คือหนทางอันประเสริฐในการดับทุกข์ หนทางในการดับทุกข์เป็นอย่างไร ? อริโย อฏฺงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถิทํ สมฺมาทิฏฺิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ หนทางอันประเสริฐคือมรรคมีองค์ 8 ซึ่งทรงอธิบายดังนี้ ความเห็นชอบ (สมฺมาทิฏฺิ) คือ : ทุกฺเข าณํ ทุกฺขสมุทเย าณํ ทุกฺขนิโรเธ าณํ ทุกฺขนิโรธคามินิย ปฏิปทาย าณํ การมีปัญญารู้ประจักษ์ด้วยตนเองในทุกแง่ทุกมุมของ ความทุกข์ รู้เหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ รู้การดับของทุกข์ และรู้แนว ทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ ตรงตามความจริงอย่างที่มันเป็น อยู่ ยถาภูต ปชานาติ ความดำ ริชอบ (สมฺมาสงฺกปฺโป) มี : เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป ความดำ ริที่จะออกจากกาม ความดำ ริในความไม่โกรธ ไม่พยาบาท ความดำ ริในการไม่เบียดเบียนทำ ร้าย เหล่านี้คือ ความดำ ริชอบ


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 163 เจรจาชอบ (สมฺมาวาจา) คือ : มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวรมณี การเว้นจากการกล่าวเท็จ การเว้นจากการกล่าววาจา ส่อเสียด การเว้นจากการกล่าววาจาหยาบ การเว้นจากการ เจรจาเพ้อเจ้อ เหล่านี้เป็นสัมมาวาจา ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็น ยถาภูต ปชานาติ คือจะต้องปฏิบัติ เองด้วย กล่าวคือในชีวิตประจำ วันก็จะต้องไม่พูดจาทำ ร้ายใคร ไม่พูดนินทาใครลับหลัง ไม่พูดให้ร้ายป้ายสีใคร เพราะหากไม่ ได้ปฏิบัติเองแล้ว ก็ย่อมไม่ใช่ สัมมา แต่เป็น มิจฉา เป็นเพียง การเล่นเกมทางเชาวน์ปัญญาหรือทางอารมณ์เท่านั้น การกระทำ ชอบ (สมฺมากมฺมนฺโต) คืออย่างไร ? ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี การงดเว้นการกระทำ ทางกาย (เวรมณี) ที่เป็นอกุศลกรรม เช่น การฆ่าสัตว์ (ปาณาติปาต) การลักทรัพย์ (อทินฺนาทาน) และการประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฺฉาจาร) เหล่านี้จะต้อง เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำ วัน จนกล่าวได้ว่าเราเป็นผู้ มีปกติที่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม เช่นนี้จึง จะเรียกว่า ปชานาติ การเลี้ยงชีพชอบ (สมฺมาอาชีโว) คือ :


164 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิตํ กปฺเปติ การเลิกละ(ปหาย) การเลี้ยงชีพในทางที่ผิด (มิจฺฉาอาชีวํ) และเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีพ ความเพียรชอบ(สมฺมาวายาโม) มีสี่ประการด้วยกันคือ : อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปทาย… อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย… อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย… อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา… … ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ การทำ ความเพียรควบคุมอกุศลธรรม(ปาปกานํอกุสลานํ ธมฺมานํ) ที่ยังไม่เกิดขึ้น (อนุปฺปทาย) ไม่ให้เกิดขึ้น และอกุศล ธรรมใดที่เกิดขึ้นแล้ว (อุปฺปนฺนานํ) ก็ทำ ความเพียรเพื่อละเสีย กุศลธรรม (กุสลานํ ธมฺมานํ) ใดที่ยังไม่เกิด ย่อมทำ ความเพียร เพื่อให้เกิดขึ้น กุศลธรรมใดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำ ความเพียรเพื่อ ให้คงอยู่ และเพิ่มไพบูลย์จนเต็มเปี่ยม (ภาวนาย ปาริปูริยา) ในแต่ละกรณีผู้ปฏิบัติจะ“สร้างฉันทะ(ฉนฺทํชเนติวายมติ) ระดมความเพียร (วีริยํ อารภติ) เร้าจิตไว้ (จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ) และมุ่งมั่น (ปทหติ)”


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 165 ความระลึกชอบ (สมฺมาสติ) คือ : กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ… เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ… จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ …ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เมื่อใดที่ทรงอธิบายคำ ว่า สติ จะทรงกล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 ทุกครั้ง ซึ่งแสดงว่า สัมปชัญญะ คือการประจักษ์ต่อการเกิด ดับของเวทนาจะต้องมีอยู่ด้วยเสมอ หากขาดสัมปชัญญะ เสีย แล้ว สติก็จะมิใช่เป็น สัมมาสติแต่จะเป็นเพียงสติธรรมดาของ นักกายกรรมไต่เส้นลวดเท่านั้นเอง ความตั้งมั่นชอบ (สมฺมาสมาธิ) คือ การปฏิบัติสมาธิตาม แนวฌาณ 4 : วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ… วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ… ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยํตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขาวิหารี ติ… สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ…


166 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ในปฐมฌานหรือฌานขั้นที่หนึ่งนั้น ผู้ปฏิบัติตัดขาดจาก กามทั้งหลาย (กาเมหิ) ตัดขาดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุ ฌานอันมีวิตกวิจาร (สวิตกฺกํ สวิจารํ) คือการที่จิตตั้งมั่นอยู่ที่ อารมณ์กรรมฐานและมีสติจดจ่ออยู่กับอารมณ์นั้น มีความ วิเวก (วิเวกชํ) มี ปีติสุขํ คือมีความรู้สึกเอิบอิ่มดื่มด่ำ ใจ พร้อม ทั้งความสบายทางกายหรือสุขเวทนา และจิตก็ตั้งมั่นอยู่อย่าง แน่วแน่ นี้คือปฐมฌาน ต่อไปเมื่อวิตกและวิจารดับไป (วิตกฺก วิจารานํ วูปสมา) ไม่มีความคิดใดๆ หลงเหลืออยู่ มีแต่ความ รู้สึกสุขทางกายและความผ่องใสในจิต นี่คือฌานขั้นที่ 2 และ ในขั้นที่ 3 ความเอิบอิ่มใจ (ปีติ) จะหมดไป มีแต่ความสุขทาง กายซึ่งเกิดจากสมาธิ และในฌานขั้นที่สามนี้จะมี สัมปชัญญะ คือรู้ความจริงของการเกิดขึ้นดับไปเพิ่มเข้าไป ตอนนี้ขอให้ทำ ความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ตั้งแต่ก่อน สมัยพุทธกาลสมาธิหรือการทำ จิตให้ตั้งมั่นแน่วแน่นั้นมีอยู่แล้ว ในประเทศอินเดีย พระบรมศาสดาเองก็ได้เสด็จไปศึกษากับ อาจารย์ 2 ท่าน จนได้ฌาน 7 และฌาน 8 แต่ในที่นี้กลับทรง กล่าวถึงแต่เพียงฌาน 4 ขั้นเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าในฌาน ทั้งหมดที่ทรงศึกษามานั้นไม่มีสัมปชัญญะอยู่ด้วยเลย ซึ่งทำ ให้ ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะลงไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดของจิต และขจัด อนุสัยกิเลสที่ฝังอยู่ในระดับลึกนั้นได้ เพราะเมื่อปราศจาก สัมปชัญญะเสียแล้ว ผู้ปฏิบัติก็จะชำ ระกิเลสได้เพียงแค่ส่วนพื้น ผิวหรือที่อยู่ลึกลงไปไม่มากนัก อนุสัยกิเลสที่ทำ ให้เกิดชาติภพ


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 167 จึงยังคงอยู่ และเป็นเหตุให้ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ แต่ บัดนี้เมื่อปฏิบัติถึงฌาน 4 ก็ได้รู้เห็นการเกิดดับ คือ สัมปชัญญะ ได้ตั้งแต่ในฌาน 3 เมื่อปฏิบัติลึกลงไปในฌานขั้นที่ 4 ความรู้สึกทั้งสุขและทุกข์ จะไม่มีอีกแล้ว ไม่มีทั้ง โสมนัสความสุขใจ และ โทมนัส ความ ทุกข์ใจ เป็นความรู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความสงบ อุเปกฺขา สติ ปาริสุทธํ (อุเบกขา สติ และการชำ ระจิตให้บริสุทธิ์โดย สิ้นเชิง) ในฌานขั้นนี้จะไม่มีการกล่าวถึงสัมปชัญญะ เพราะ ฌานขั้นที่ 4 จะมาพร้อมกับสภาวะนิพพานขั้นที่ 4 ของพระ อรหันต์ และสัมปชัญญะนี่แหละคือสิ่งที่สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าได้ทรงมอบให้ เพื่อนำ ผู้ปฏิบัติให้หลุดพ้นจากโลก แห่งนามรูปและได้พบกับสภาวะนิพพาน นี่คือความจริงอันประเสริฐข้อที่ 4 อิติ อชฺฌตฺตํ วา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ… อตฺถิ ธมฺมาติ…น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ แล้วผู้ปฏิบัติก็จะถึงสถานีต่างๆ เช่นที่เคยบรรยายมาแล้ว สติตั้งมั่นอยู่ในสัจธรรม ไม่มีอะไรอื่น มีแต่ธรรมะ ไม่มีการยึด มั่นถือมั่น ไม่มีอะไรที่จะยึดถืออีกแล้ว ทั้งหมดนี้เราจะต้องปฏิบัติเอง การอ่านพระสูตรไม่อาจจะ ทำ ให้เราเข้าใจได้อย่างแท้จริง เราต้องปฏิบัติเอง จึงจะสามารถ เข้าใจได้ เมื่อเราปฏิบัติลึกลงไปยิ่งขึ้น พระพุทธพจน์เหล่านี้ก็


168 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 จะกระจ่างในใจเราเรื่อยๆ และเมื่อบรรลุอรหัต ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะกระจ่างแจ้ง เพราะได้ประจักษ์ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ อานิสงส์ในการเจริญสติปัฏฐาน ผู้ปฏิบัติที่ได้เจริญสติปัฏฐานตามนี้จะได้บรรลุผลอย่างใด อย่างหนึ่งในสองอย่างคือ : ทิฏฺเว ธมฺเม อญฺา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตา เข้าใจความเป็นจริงอย่างรู้แจ้งแทงตลอด ทิฏฺเว ธมฺเม อญฺา นั่นคือ ได้อรหัตตผล หรือได้ผลในขั้นก่อนที่จะบรรลุ อรหันต์หนึ่งขั้น คืออนาคามีภายใน 7 ปี มีผู้ถามว่าได้ปฏิบัติมานานกว่า 7 ปีเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่ ได้เป็นพระอรหันต์ เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า การปฏิบัติ นั้นจะต้อง เอวํ ภาเวยฺย ปฏิบัติตรงตามที่พระพุทธองค์ทรง สอน ซึ่งหมายความว่าจะต้องมี สมฺปชญฺํ น ริญฺจติ คือ มี สัมปชัญญะอยู่ตลอดทุกขณะ เวลานี้เรากำ ลังฝึกหัดที่จะปฏิบัติ ให้ถึงขั้นนี้ โดยพยายามรู้เวทนา ไม่ว่าจะกำ ลังทำ กิจกรรมทาง กายอะไรอยู่ และตระหนักรู้การเกิดดับ เกิดดับของเวทนาอยู่ ตลอดเวลา หากทำ ได้เช่นนั้น พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเรา จะต้องได้รับผลดังกล่าวอย่างแน่นอน ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังทรงกล่าวอีกว่าอย่าว่าแต่ 7 ปีเลย แม้ในเวลา 6 ปี 5 ปี 4 ปี 3 ปี 2 ปี แม้แต่ในหนึ่งปีก็จะ สามารถไปถึงจุดหมายสูงสุดได้ หรืออย่าว่าแต่ 1 ปีเลย 7 เดือน


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 169 6 เดือน 5 เดือน 4 เดือน 3 เดือน 2 เดือน 1 เดือน ครึ่งเดือน หรือภายในเวลาเพียง 7 วัน ก็เพียงพอที่จะได้อรหัตตผลหรือ อนาคามิผล เวลาที่แตกต่างกันเป็นเพราะกิเลสเก่าๆ ที่แต่ละ บุคคลสะสมไว้แต่ปางก่อนมีไม่เท่ากัน แม้จะมีสัมปชัญญะอยู่ ตลอดทุกขณะก็ตาม ผู้ปฏิบัติบางคนก็อาจต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ในขณะที่ผู้ปฏิบัติวิธีเดียวกันอาจสามารถบรรลุธรรมได้ภายใน เวลาไม่กี่นาที ตัวอย่างก็คือ ท่านพาหิยะผู้ที่เดินตลอดทางจาก นครบอมเบย์เพื่อมาเฝ้าพระบรมศาสดา ซึ่งได้ทรงสอนให้อย่าง ย่นย่อเพียง ทิฏฺเ ทิฏฺมตฺตํ ภวิสฺสติ ผู้ปฏิบัติบางคนเริ่มต้นปฏิบัติด้วยการเดินไปเดินมา หรือ อาจกล่าวคำ ซ้ำ ไปซ้ำ มาในใจว่า “เดินหนอ” หรือ “คันหนอ” หรือ อะไรก็ตาม การปฏิบัติดังนี้สามารถทำ ให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ได้ แม้จะไม่มีปัญญาเกิดขึ้น ถ้าเป็นผู้ที่มีความใคร่ทาง กามารมณ์ ก็อาจจะไปดูศพที่ป่าช้า หรือในสมัยปัจจุบันก็อาจ ไปดูการชำ แหละศพที่โรงพยาบาลเพื่อให้จิตสมดุลขึ้นบ้าง แต่ ไม่ว่าจะเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยวิธีใด ผู้ปฏิบัติก็จะต้องตระหนัก รู้เวทนาและการเกิดดับของเวทนาที่ร่างกายตน ซึ่งในขั้นนี้ท่าน อาจจะมีสัมปชัญญะอยู่ได้เพียงชั่ว 2-3 วินาที แล้วก็ลืมมันไป เป็นเวลาหลายๆ นาทีหรือหลายชั่วโมง แต่ถ้าท่านเฝ้าปฏิบัติ ต่อไป ท่านก็อาจจะลืมมันไปเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เอง และเมื่อตั้งหน้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ ท่านก็จะมีสัมปชัญญะ อยู่ตลอดเวลา ไม่บกพร่องเลยแม้สักขณะจิตเดียว ซึ่งการที่จะ


170 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ปฏิบัติให้ถึงขั้นนั้นอาจต้องใช้เวลายาวนาน แต่หลังจากนั้นแล้ว ท่านจะใช้เวลาอย่างมากที่สุดเพียงเจ็ดปีก็บรรลุธรรมได้ สุดท้ายทรงกล่าวว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺานาติ อิติ ยํตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ด้วยเหตุนี้แลเราจึงกล่าวว่า:“นี้เป็นหนทางเพียงทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงจากความ เศร้าโศกคร่ำครวญ เพื่อความดับทุกข์และโทมนัส เพื่อก้าวเดิน ไปบนมรรคาแห่งสัจจะ เพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง หนทาง นี้คือสติปัฏฐาน 4” เอกายโน มคฺโค ไม่ใช่เป็นความคิดตามแบบลัทธินิกาย อย่างแคบๆ แต่เป็นกฎธรรมชาติอันเป็นสากล เพราะมรรคา นี้มิได้ช่วยเฉพาะแต่ผู้ที่ประกาศตนเป็นชาวพุทธ หรือผู้ที่มี ศรัทธาเท่านั้น แต่เป็นมรรคาที่ทุกคนสามารถประจักษ์ได้ด้วย ตนเอง จากการปฏิบัติของตนเอง โดยมีเวทนาเป็นเครื่องช่วย ในการปฏิบัติ จนกระทั่งสามารถอยู่เหนือเวทนาและหลุดพ้น จากความทุกข์ได้ ไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหรือไม่ กฎนี้ ก็มีอยู่แล้ว เช่นเดียวกับความจริงที่ว่าโลกกลม หรือความจริง เรื่องกฎของแรงโน้มถ่วงที่มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ากาลิเลโอหรือ


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 171 นิวตันจะค้นพบความจริงนั้นหรือไม่ ในทำ นองเดียวกัน การ เกิดขึ้นของความทุกข์และการขจัดทุกข์ก็เป็นกฎสากล เหมือนๆ กับการที่ก๊าซ ไฮโดรเจน 2 ส่วนกับก๊าซออกซิเจน 1 ส่วนมารวม กันเข้าทำ ให้เกิดเป็นน้ำ เมื่อเราตกอยู่ในห้วงลึกแห่งอวิชชา เราก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับเวทนาด้วยตัณหาหรือปฏิฆะ ทำ ให้ ความทุกข์เกิดขึ้น นี่ก็คือกฎ ซึ่งไม่ใช่เป็นกฎเฉพาะของชาวฮินดู ชาวพุทธ หรือชาวคริสต์ หากเรามีสติระลึกรู้ถึงสิ่งที่กำ ลังเกิด ขึ้น และมีสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ เราก็จะไม่ทำ การปรุงแต่ง ตอบโต้ แล้วเราก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ความเข้าใจใน ระดับเชาวน์ปัญญาอาจช่วยได้เพียงแค่ให้ความบันดาลใจ หรือ ให้แนวทางแก่เรา แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจแม้ในระดับเชาวน์ ปัญญา เราก็จะยังจมอยู่ในอวิชชาและยึดติดอยู่กับความเชื่อ หรือขนบประเพณีต่างๆ บางคนอาจกล่าวว่าโลกนี้แบน หรือ กฎแห่งความโน้มถ่วงนั้นไม่มี และตลอดชีวิตก็อาจจะพร่ำ พูด เช่นนี้ แม้กระนั้นโลกก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นแบน หรือกฎแห่ง ความโน้มถ่วงก็ไม่อาจจะเปลี่ยนไป เพื่อให้ความเห็นของเขาถูก ต้องขึ้นมาได้ ถ้าเราเอามือแหย่เข้าไปในกองไฟ ไฟก็จะไหม้มือของเรา ความจริงเช่นนี้เราสามารถประจักษ์ได้ หากไม่ต้องการให้ไฟ ไหม้มือ เราก็จะต้องเอามือออกห่างจากกองไฟ เช่นเดียวกัน การมีปฏิกิริยาตอบโต้เวทนาทำ ให้เกิดความทุกข์ ถ้าเราหยุด การปรุงแต่งตอบโต้และเพียงแต่เฝ้าดูการเกิดดับของเวทนา


172 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 เหล่านั้นอยู่เฉยๆ การปฏิบัติเช่นนั้นก็จะทำ ให้ความทุกข์ดับไป ได้เองโดยธรรมชาติ เป็นการดับไฟของตัณหาและปฏิฆะ เช่น เดียวกับการที่น้ำ ดับไฟได้ตามธรรมชาติ นี่คือ เอกายโน มคฺโค เป็นกฎ เป็นความจริง เป็นธรรมชาติสำ หรับคนทุกคน


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 173 คำถาม - คำตอบ พระพุทธดำ รัสทั้งหมดในพระสูตรนี้จะกระจ่างชัดแก่ใจ ของท่าน ก็ต่อเมื่อท่านได้ปฏิบัติไปจนถึงจุดหมายปลายทาง ในขั้นนี้ท่านอาจจะมีคำ ถามเกิดขึ้นมากมาย และถึงแม้ว่าครู อาจารย์อาจตอบคำ ถามของท่านได้ โดยที่ท่านอาจจะพอใจ กับคำ ตอบเหล่านั้น ความสงสัยใดๆ อาจหมดไป แต่แท้จริง นั้นท่านเพียงแค่ใช้จินตนาการในการทำ ความเข้าใจเท่านั้น ท่านไม่ได้ประจักษ์ กับมันด้วยตนเอง จงปฏิบัติ เพราะคำ ตอบ ที่ท่านได้จากการปฏิบัติของท่านเองเท่านั้น จึงจะเป็นคำ ตอบ ที่แท้จริงซึ่งจะทำ ให้ท่านหมดความสงสัย ทุกครั้งที่มาเข้ารับ การฝึกอบรม ท่านจะได้ยินแต่ธรรมบรรยายอย่างเดิมเสมอ แต่กระนั้นท่านก็จะพบว่า ท่านได้รับความรู้ใหม่ๆ ทุกครั้งที่ฟัง และสามารถเข้าใจธรรมะได้กระจ่างแจ้งขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะความ เข้าใจที่แท้จริงชัดเจน ปราศจากความข้องใจสงสัยใดๆ นั้น เกิด ขึ้นได้จากประสบการณ์โดยตรงของตนเองเท่านั้น ********* คำถาม ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าให้เฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น ในจิต แล้วเราควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตนั้น เช่น ความโกรธ หรือว่าความเพ้อฝัน ? คำตอบ การเฝ้าสังเกตความโกรธ ความกลัว ความใคร่ ความอวดดี หรือว่ากิเลสใดๆ ที่เกิดขึ้นในจิตนั้น ไม่ได้หมาย


174 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ความว่าให้เราท่องอยู่ในใจว่า โกรธหนอ หรือว่ากลัวหนอ หรือ อะไรอย่างนั้น แม้ว่าการทำ เช่นนั้นจะช่วยให้จิตมีสมาธิและ เกิดความเข้าใจได้บ้าง แต่สัมปชัญญะจะขาดหายไป สิ่งที่ควร ทำ คือให้เพียงแต่รับรู้ว่ากำ ลังมีอะไรเกิดขึ้นในจิต เช่น จิตกำ ลัง มีความโกรธ สโทสํ วา สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ แล้วก็ให้สังเกต ดูเวทนาที่กำ ลังครอบงำ อยู่ เฝ้าสังเกตดูด้วยความเข้าใจในการ เกิดการดับของมัน เพราะเวทนาหรือความรู้สึกใดๆ ที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความโกรธของเราทั้งสิ้น คำถาม กลาปะเกิดขึ้นจากที่ไหน และดับไปเป็นอะไร ? คำตอบ จักรวาลนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร ? เกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ? คำ ถามอย่างนี้แหละที่ทำ ให้เกิดปรัชญา อภิปรัชญา ต่างๆ ซึ่งคำ ตอบก็เป็นเพียงการคาดเดาเอาเท่านั้น พระพุทธเจ้า ตรัสว่าคำ ถามพวกนี้เป็นอจินไตย คือสิ่งที่ไม่พึงคิด การรู้ในสิ่ง เหล่านี้ไม่มีประโยชน์ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับความทุกข์ สาเหตุที่ทำ ให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางสู่ความดับ ทุกข์เลย การสร้างนั้นเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะ สิ่งต่างๆ ถูกสร้าง ขึ้นมา กลาปะถูกสร้างขึ้นมา มันเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เกิดดับ อยู่เช่นนี้ การไม่รู้ความเป็นจริงของการเกิดดับนี้ทำ ให้เกิดทุกข์ เราจึงน่าที่จะหาทางออกมาเสียจากความทุกข์ มากกว่าจะมา นั่งคิดว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นมาก และ เราก็มีงานใหญ่ที่จะต้องทำ คือการเปลี่ยนนิสัยความเคยชินของ จิตเราในระดับที่ลึกที่สุดเพื่อให้บรรลุถึงความหลุดพ้น จงอย่า


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 175 เสียเวลากับคำ ถามทางปรัชญาพวกนี้เลย ขอให้ตั้งหน้าปฏิบัติ ไป แล้วความจริงที่ได้พบจากการปฏิบัติจะให้คำ ตอบแก่ท่านเอง คำถาม อะไรคือเหตุที่ทำให้มีโลกของนามรูป ? คำตอบ อวิชชาสร้างสังขาร และสังขารทำ ให้อวิชชา เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 2 สิ่งนี้ต่างก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน จักรวาลทั้งหมดก็ถูกสร้างขึ้นด้วยอวิชชาและสังขารนี้เอง ไม่มี อะไรอื่น คำถาม อวิชชาเริ่มต้นมาอย่างไร? ถ้าเริ่มแรกมีแต่สัจธรรม ความรัก ปัญญา และความรู้ อวิชชาย่อมไม่สามารถจะเกิด ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ได้ คำตอบ ถูกแล้วที่อวิชชาย่อมไม่สามารถจะเกิดร่วมกับ สิ่งเหล่านั้นได้ แต่การขจัดอวิชชาในขณะนี้เพื่อให้ความบริสุทธิ์ เหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มีความสำ คัญมากกว่าที่จะมัวมานั่งคิด ว่าอวิชชามีกำ เนิดมาอย่างไร เพราะมันเป็นเพียงความคิดทาง ปรัชญา ซึ่งจะไม่ช่วยอะไรท่านได้ คำถาม พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปเผยแผ่พระธรรมนอก ประเทศอินเดียหรือไม่ เช่น ที่ประเทศพม่า ? คำตอบ ไม่มีหลักฐานปรากฏ เราทราบแต่เพียงว่าส่วน ใหญ่แล้วทรงสอนอยู่แถบลุ่มแม่น้ำ คงคา ยมุนา ในประเทศ อินเดียตอนเหนือ คำถาม ขอถามด้วยความเคารพว่า เราจะกล่าวได้อย่างไร ว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาที่ได้สูญหายไป


176 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 ในเมื่อพระองค์ได้รับการสอนธรรมะจากพระพุทธเจ้าพระองค์ แรก เมื่อครั้งที่ทรงตั้งปณิธานที่จะเป็นพระพุทธเจ้าต่อพระพักตร์ พระพุทธเจ้าพระองค์แรกพระองค์นั้น ? คำตอบ มีผู้คนจำ นวนมากที่เมื่อมีโอกาสได้อยู่เฉพาะ พระพักตร์พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบ ก็จะเกิดความบันดาล ใจอย่างใหญ่หลวง มีความปรารถนาที่จะช่วยมนุษยชาติตาม รอยพระบาทพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไม่ต้องการที่จะหลุดพ้น ไปแต่เพียงผู้เดียว จึงตั้งความปรารถนาที่จะตรัสรู้เองโดยชอบ แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย โดยกราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นถึงความประสงค์ของตน ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็จะ ทรงสำ รวจบุคคลผู้นั้นด้วยพระญาณ หากทรงพบว่าบุคคลผู้นั้น ได้บำ เพ็ญบารมีมาแล้วนับอสงไขยชาติ และสามารถที่จะบรรลุ ธรรมสำ เร็จเป็นพระอรหันต์หากได้รับประทานแนวทางการ ปฏิบัติวิปัสสนาจากพระองค์ แม้จะได้รู้เช่นนั้น บุคคลผู้นั้นก็ ไม่ปรารถนาอรหัตตผล เพราะมุ่งพระโพธิญาณ แม้ว่าจะต้อง ใช้เวลาในการสร้างบารมีอีกนานแสนนาน พระองค์จะไม่เพียง แต่อำ นวยพรให้เท่านั้น หากยังทรงพยากรณ์ด้วยว่าต้องใช้เวลา ในการบำ เพ็ญบารมีไปอีกนานเท่าใดจึงจะสำ เร็จดังปรารถนา เมื่อพระโคตมพุทธเจ้าทรงตั้งความปรารถนาในพุทธภูมิต่อพระ ทีปังกรนั้น พระองค์ไม่ได้รับการสอนวิธีปฏิบัติ เพราะหากทรง รับการสอนเสียแต่บัดนั้น ก็จะทรงบรรลุธรรมได้อรหัตตผลทันที ในพระชาติสุดท้ายก่อนที่จะตรัสรู้นั้นเป็นยุคที่มืดมาก


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 177 แม้ในคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดของอินเดียคือคัมภีร์ฤคเวทจะมีการกล่าว ถึงวิปัสสนาไว้อย่างเลิศลอย แต่ก็เป็นเพียงบทสวดสรรเสริญ วิปัสสนาเท่านั้น ผู้คนต่างท่องบ่นคำ สวดสรรเสริญวิปัสสนา เหล่านั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าวิปัสสนาเป็นอย่างไรและวิธีการปฏิบัติ เป็นอย่างไร ด้วยพระบารมีที่ได้ทรงบำ เพ็ญมาอย่างมากมาย ในพระชาติก่อนๆ ทำ ให้ทรงสามารถลงไปจนถึงส่วนลึกของ จิตใจ และได้ทรงค้นพบวิธีการปฏิบัตินี้ แล้วตรัสว่า “ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ” ทรงมีธรรมจักษุ คือดวงตา เห็นธรรมที่ไม่ทรงเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ภายหลังทรงเรียก ว่า “ปุราโณ มคฺโค” ทางอันเก่าแก่ที่ไม่มีใครใช้และถูกลืม ซึ่ง ทรงค้นพบแล้วนำ มาเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบ คำถาม บุคคลสามารถจะเลือกเกิดได้หรือไม่ ? หรือว่า มันถูกกำหนดไว้แล้วด้วยสังขารเก่าๆ ? คำตอบ สังขารที่จะนำ เราไปสู่ชีวิตใหม่ในอบายภูมินั้นจะ มีพลังแรงกล้ามาก จนกระทั่งในขณะที่เรากำ ลังจะตาย สังขาร อย่างใดอย่างหนึ่งในประเภทนี้จะปรากฏขึ้นมาในจิตสุดท้าย และเกิดเป็นพลังสั่นสะเทือนที่จะเชื่อมโยงเข้ากับพลังสั่น สะเทือนประเภทเดียวกันของภพใหม่ ทำ ให้เกิดกระแสดึงดูดเรา เข้าไปที่ภพนั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการฉุดเราเข้าไปสู่ห้วงแห่งความ ทุกข์ที่ลึกยิ่งไปกว่าเดิม แต่ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างถูกต้อง ถึงแม้เราจะยังมีสังขารหนักเช่นนั้นอยู่ กระแสสั่นสะเทือนอันมี พลังสูงยิ่งของวิปัสสนาก็จะปรากฏขึ้นในจิตสุดท้ายของเรา


178 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 และเชื่อมโยงเข้ากับภพใหม่ที่จะทำ ให้เรามีโอกาสได้ปฏิบัติ วิปัสสนาอีก แทนที่จะนำ เราไปสู่ภพภูมิอันต่ำ ช้า ดังนั้น เรา จึงพอจะพูดได้ว่าเราอาจเลือกที่จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิได้ คำถาม ถ้า “ฉัน” เป็นเพียงภาพลวง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เหตุใดสิ่งที่ไม่มีตัวตนนี้จึงไปเกิดใหม่ได้ ? คำตอบ ไม่มีอะไรเกิดใหม่ แต่เป็นการไหลต่อเนื่องกันไป ของกระแสแห่งนามและรูป สงฺขารปจฺจยา วิญฺาณํ เพราะ สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เป็นอย่างนี้อยู่ทุกขณะ และ เมื่อตอนใกล้ตาย พลังของสังขารที่หนักๆ จะผลักดันวิญญาณ ให้ไปเกิดในรูปใหม่ ร่างกายใหม่ คำถาม ถ้ารางวัลสำหรับการได้สภาวะนิพพานคือความ ตาย ทำไมเราจึงต้องฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะตาย ? คำตอบ นิพพานไม่ใช่การทำ ลายล้าง แต่เป็นศิลปะแห่ง การตายที่มหัศจรรย์มาก และก็เป็นศิลปะแห่งการดำ เนินชีวิต ด้วย เพราะวิปัสสนาจะสอนให้เราหยุดสร้างกิเลส และมีชีวิตที่ ดีงาม เราสามารถจะเข้าถึงสภาวะนิพพานได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ในสภาวะเช่นนั้นแม้ว่าทวารทั้ง 6 จะไม่ทำ งาน จนดูเหมือนกับ ว่าเราได้ตายไปแล้ว แต่แท้จริงภายในตัวเราจะตื่นอยู่อย่าง เต็มที่ จงปฏิบัติเพื่อให้ได้ประจักษ์กับสภาวะนั้น แล้วท่านก็จะ ได้รับคำ ตอบเองโดยอัตโนมัติ คำถาม เมื่อบุคคลบรรลุธรรมได้เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ จะไม่กลับมาเกิดอีก ถ้าเช่นนั้นพระอรหันต์ตายแล้วไปไหน ?


ธรรมบรรยายวันที่ 7 m 179 คำตอบ คำ ถามอย่างนี้เป็นคำ ถามที่มีผู้ถามพระพุทธเจ้า มากที่สุดในสมัยพุทธกาล มีแต่พระอรหันต์เองเท่านั้นที่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้ดับขันธ์ ทั้งนี้เพราะพระอรหันต์ ย่อมได้พบกับสภาวะนั้นด้วยตนเองแล้วเมื่อตอนที่ได้อรหัตตผล คือได้ประจักษ์นิพพานขั้นที่ 4 ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทำ ให้ ได้รู้ว่าสภาวะนั้นเป็นสภาวะสูงสุด และจะเป็นสภาวะเดียวกับ ที่จะได้พบเมื่อสิ้นชีวิตไป สภาวะเช่นนี้ไม่อาจจะอธิบายได้ เพราะเป็นสภาวะที่พ้นจากโลกแห่งนามรูป พ้นจากโลกิยภูมิ ซึ่ง จะสามารถรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้ประสบด้วยตนเอง และเราจะประสบ กับสภาวะนี้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติเท่านั้น และเมื่อได้พบกับสภาวะ นั้นแล้ว เราจะรู้เองว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปไหน คำถาม คนที่แต่งงานแล้ว ถ้าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จะสามารถมีบุตรได้หรือไม่ ? คำตอบ เมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ ความรู้สึกทางกามารมณ์จะ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ และหมดไปในที่สุด แม้กระนั้นท่านก็จะ ยังรู้สึกเป็นสุขและพอใจ ไม่มีปัญหาเรื่องจะมีบุตรหรือไม่มี อย่า วิตกไปเลย ขอให้ปฏิบัติถึงขั้นนั้นก่อน แล้วข้อสงสัยทั้งหลาย ก็จะได้รับคำ ตอบเอง คำถาม บารมีทั้ง 10 นั้นมีลำดับในการทำก่อนหลัง อย่างไร ? คำตอบ การสร้างบารมีเป็นสิ่งสำ คัญที่สุด ลำ ดับก่อนหลัง ของบารมีไม่มีความสำ คัญอะไร


180 m ธรรมบรรยายวันที่ 7 คำถาม ในปัจจุบันนี้มีการปฏิบัติวิปัสสนากันอย่างแพร่ หลาย อยากทราบว่ามีพระโสดาบัน พระอนาคามี และพระ อรหันต์บ้างหรือไม่ ? คำตอบ การปฏิบัติวิปัสสนายังไม่เรียกว่าแพร่หลาย เป็น เพียงแค่หยดน้ำ ในมหาสมุทรเท่านั้นเอง คนในโลกมีเป็นพัน ล้าน มีสักกี่คนที่ได้ปฏิบัติ ? และคนที่ปฏิบัติก็ปฏิบัติกันอยู่แค่ ขั้นอนุบาลเท่านั้น ถึงกระนั้นก็มีผู้ที่สามารถประจักษ์ในพระ นิพพานได้เหมือนกัน แต่จำ นวนยังน้อยมาก คำถาม คำถามนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่แต่อย่างใด เพียงแต่อยากทราบว่าท่านอาจารย์เองได้บรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์แล้วหรือยัง ? คำตอบ ข้าพเจ้าไม่ใช่พระอรหันต์ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้แน่ อยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ข้าพเจ้ากำ ลังเดินอยู่บนหนทางที่จะนำ ไป สู่ความเป็นอรหันต์ และเพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้เดินบนหนทาง นี้มาเป็นระยะทางที่ยาวไกลกว่าท่านทั้งหลาย อย่างน้อยก็สอง สามก้าว ข้าพเจ้าจึงสามารถมาสอนท่านได้ ขอให้ท่านจงเดิน ก้าวหน้าต่อไปบนหนทางนี้ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำ คัญกว่าการที่จะมานั่งตรวจสอบครูของท่าน ! คำถาม อาจารย์ของท่านเลดี ซายาดอว์คือใคร ? และที่ ท่านอาจารย์พูดเสมอว่า เวทนาเป็นมูลฐานที่สำคัญยิ่งของการ ปฏิบัติในวิธีนี้ ถ้าเช่นนั้นเรามีชื่อเรียกการปฏิบัติวิธีนี้ว่ากระไร? คำตอบ ไม่ได้มีการบันทึกประวัติไว้ที่ไหนเลย ท่านเลดี


Click to View FlipBook Version