43 4. ภาระหน้าที่ในการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา จะต้องถูกวางแผนและปฏิบัติให้สำเร็จลงได้ในแต่ ละครั้งโดยรวมประสบการณ์การเรียนรู้ให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายที่มีขอบเขตที่แน่นอนภายใน คาบเวลาที่สัมพันธ์กับความสนใจในระดับสูงของผู้เรียน โดยไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป 5. คุณค่าทางการศึกษาของปฏิบัติการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษาจะไม่ขึ้นอยู่กับการศึกษาเนื้อหา สาระ แต่จะถูกตัดสินค้วยคุณภาพของประสบการณ์การเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาที่จะได้รับการเพิ่มพูน ความรู้คือ ผลผลิตแต่ไม่ใช่เป้าหมาย 6. กรณีศึกษาที่นำมาใช้อาจเป็น โครงงาน ความพยายามที่จะแก้ปัญหา ความตั้งใจที่จะได้รับ ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ หรือการรวมกันของสิ่งเหล่านี้ ชมิดท์ (Schmidt 1983 : 11-12) กล่าวถึง สภาวการณ์ 3 ประการ ที่ช่วยสนับสนุนการ เรียนรู้ (Three Conditions that Facilitate Lcaming) ในการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีความสามารถ ในการแสวงหาความรู้ใหม่ มีความรู้ที่เทมาะสม เพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ สภาวการณ์สำคัญที่จะ สนับสนุนให้เกิดได้มี 3 ขั้นตอน คือ 1. การกระตุ้นความรู้เดิม (Activation of Prior Knowiedge) ความรู้เคิมของผู้เรียนจะเป็น ประโยชน์ต่อการเรียนรู้มาก จึงควรกระตุ้นความรู้เคิมออกมาจากความทรงจำของผู้เรียนให้นำออกมา ใช้ให้มากที่สุด โดขส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้เคิมมาเสริมความรู้ใหม่ 2. เสริมความรู้ใหม่ (Encoding Specificity) ประสบการณ์ที่จัดให้กับผู้เรียน จะช่วยให้ ผู้เรียนเข้าใจช้อมูลที่เป็นความรู้ใหม่มากยิ่งขึ้น ถ้ผู้สอนช่วยแปลความหมายที่เฉพาะเจาะจงให้มี Iความ คลัยกถึงกัน ระหว่างสิ่งที่เรียนรู้แล้วกับสิ่งที่จะนำไปประยุกค์ใช้มากเท่าไร ก็จะยิ่งนำไปใช้ได้ดีขึ้น เท่านั้น 3. ต่อเติมความเข้าใจให้สมบูรณ์ (Elaboration of Knowledge) ความเข้าใจในข้อมูลต่าง ๆ จะสมบูรณ์ได้ หากผู้เรียนมีโอกาสเสริมต่อความเข้าใจนั้นด้วยการกระทำหลาย ๆ อย่าง เช่น การ ตอบคำถาม การจดบันทึก การอภิปรายกับผู้อื่น การสรุป การตั้งและทคสอบสมมดิฐานซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดความจำได้อย่างแม่นยำและสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทิศนา แขมมณี (2552 : 363) กล่าวถึง เทคนิดและข้อเสนอแนะในการใช้กรณีศึกษาให้มี ประสิทธิภาพว่าประกอบด้วย 1. การเตรียมการ ก่อนการสอน ผู้สอนจำเป็นต้องเตรียมกรณีศึกษาให้พร้อมกรณีศึกษาที่ เหมาะสมจะต้องมีสาระ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัดถุประสงค์มีอักษณะใกล้เคียงกับ ความเป็นจริง กรณีที่นำมาใช้ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่มีสถานการณ์ปัญหาขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยกระตุ้น ความคิดของผู้เรียน หากไม่มีสถานการณ์ที่เป็นปัญหาขัดแย้ง ผู้สอนอาจใช้วิธีการตั้งประเด็นคำถามที่ ท้าทายให้ผู้เรียนคิดก็ได้ ผู้สอนอาจนำเรื่องจริงมาเขียนเป็นกรณีตัวอย่างหรืออางใช้เรื่องจาก หนังสือพิมพ์ ข่าว และเหตุการณ์ รวมทั้งจากสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ เป็นต้น เมื่อ
44 ได้กรณีที่ต้องการแล้ว ผู้สอนจะต้องเตรียมประเด็นคำถามสำหรับการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ที่ ต้องการ 2. การนำเสนอกรณีศึกษา ผู้สอนอาจะเป็นผู้นำเสนอกรณีศึกษา หรืออาจใช้เรื่องจริงจาก ผู้เรียนเป็นกรณีศึกษาก็ได้ (แต่ครูต้องมีความชำนาญในการวิเคราะห์กรณีศึกษานั้น และตั้งประเด็น คำถามได้เร็า) วิธีการนำเสนอทำได้หลายวิธี เช่น การพิมพ์เป็นข้อมูลมาให้ผู้เรียนอ่านการเล่า กรณีศึกษาให้ฟัง หรือนำเสนอโดยใช้สื่อ เช่น สไลด์ วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ หรืออาจให้ผู้เรียนแสดงเป็น ละครหรือบทบาทสมมติก็ได้ 3. การศึกษากรณีศึกษาและการอภิปราย ผู้สอนควรแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยและให้เวลา อย่างเพียงพอในการศึกษากรณีศึกษา และคิดหาคำตอบ ไม่ควรให้ผู้เรียนตอบประเด็นคำถามทันที ผู้เรียนแต่ละคนควรมีคำตอบของตนเตรียมไว้ก่อน แล้วจึงร่วมกันอภิปรายเป็นกลุ่ม และนำเสนอผล การอภิปราชระหว่างกลุ่ม เป็นการแลกเปลี่ยนกัน ผู้สอนพึงตระหนักว่าการสอนโดยใช้กรณีศึกษานี้ มิได้มุ่งที่ความถูกต้องของคำตอบ คำถามสำหรับการอภิปราชนี้ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจน แน่นอน แต่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นคำตอบและเหตุผลที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดที่ กว้างขึ้น มองปัญหาในแง่มุมที่หลากพลายขึ้น อันจะช่วยให้การตัดสินใจมีความรอบคอบขึ้น ด้วยเหตุ นี้การอภิปรายจึงควรมุ่งความสนใจไปที่เหตุผลหรือที่มาที่ผู้เรียนใช้ในการแก้ปัญหาเป็นสำคัญ 5. บทบาทของผู้สอนและผู้เรียนโดยใช้กรณีศึกษา นักวิชาการเสนอแนะเกี่ขวกับบทบาทของผู้สอนและผู้เรีขน โดยใช้กรณีศึกษาซึ่งจะช่วยให้ การจัดการเรียนรู้ลักษณะดังกล่าวประสบความสำเร็จ ดังนี้ เกรียงศักดิ์ เขียวยิ่ง (2534 : 71) ได้กล่าวเกี่ยวกับบทบาทของผู้เรียนและผู้สอนไว้ดังนี้ ปกติแล้วบทบาทเบื้องต้นของผู้สอน จะเป็นเพียงชี้แนวทางการอภิปราย หรือถามด้วยคำถามหลัก เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าการอภิปรายไม่ออกไปนอกหลักสูตร ผู้สอนจะไม่ให้คำตอบแก่ผู้เรียนอย่าง เด็ดขาด เพราะจุดเน้นของการเรียนการสอนโดยการใช้กรณีศึกษานั้น ผู้สอนจะบังกับให้ผู้เรียนได้ พัฒนาทักษะในการใช้ความคิดอย่างหนัก ผู้สอนอาจจะเตรียมคำถามไว้ให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น เช่น ท่านคิดว่าเป็นอะ ไร ท่านคิดว่ากวรทำอย่างไร ท่านเห็นด้วยกับที่เพื่อนท่านได้เสนอความเห็น หรือ ไม่ ท่านเห็นด้วยหรือไม่เพราะอะไร เป็นต้น ผู้เรียนจึงจะต้องเตรียมตัวเกี่ยวกับกรณีศึกษา ที่ จะต้องใช้ในการเรียนการสอนนั้นเป็นอย่างดี มิะนั้นผู้เรียนจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในการเรียนการ สอนอย่างมีประสิทธิภาพได้ วารี ถิระจิตร (2334 : 20 ) ได้กล่าวถึง บทบาทของครูที่สอนโดยใช้กรณีศึกษาไว้ว่าครูควรใช้ หลักในการปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาจุดประสงค์ว่าจะกำหนดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใดบ้าง แล้วกำหนดเนื้อหา ให้ตรงตามจุดประสงค์นั้น ๆ
45 2. คัดเลือกกรณีศึกษาที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ และเนื้อหาได้เหมาะกับผู้เรียนในเรื่องความ สนใจ ประสบการณ์ และวัยของผู้เรียน 3. สร้างกรณีศึกษา อาจสร้างขึ้นเองโดยสมมติเรื่องราวขึ้นมา หรือเลือกเหตุการณ์จาก หนังสือพิมพ์ หรือเรื่องจริงตามความเหมาะสม 4. สร้างประเด็นปัญหาให้กับนักเรียนได้วิเคราะห์ อธิบาย ถกเถียง เพื่อช่วยในการตัดสินใจใน การแก้ประเด็นปัญหานั้น 1 เพื่อประกอบอภิปรายและสรุป สำหรับบทบาทของผู้เรียนนั้น ซิลเวอร์แมน เวลตี และไลออน(Siverman, Wely andLyon 1992 :อ้างถึงในวารีรัตน์ แก้วอุไร 2541) กล่าวว่า นักศึกษาครูจะต้องเตรียมตัวสำหรับศึกษา กรณีศึกษาทีละขั้นตอน ดังนี้ 1. ทำความเข้าใจบริบทของงานที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่จะอ่านกรณีศึกษาจะต้องทำความ เข้าใจกับกรอบของงานทั้งหมดที่ใช้ในกรณีศึกษา และจุดที่ผู้สอนจะต้องเน้น 2. อ่านกรณีศึกษาเพื่อให้ใด้ข้อสังเกต โดยทั่วไป โดขพยายามอ่านกรณีศึกษาก่อนข้างเร็ว เพื่อให้ได้แนวคิดทั่วไปว่ามันเกี่ยวกับอะไร อะไรเกิดขึ้น ใครมีบทบาทสำคัญ ปัญหาคืออะไรและ ประเด็นในกรณีศึกษาเกี่ยวข้องกับงานที่มอบหมายทั้งหมดอย่ 3. วิกราะห์กรณีศึกษา โดยอ่านกรณีศึกษาตลอดเรื่องอย่างละเอียดรอบคอบอีกคบันทึก บทบาทที่สำคัญ และความสัมพันธ์กับแต่ละสิ่ง พยายามทำความเข้าใจปัญหา ทั้งสิ่งที่เผยให้เห็นอย่าง ชัดเจนและเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ พยายามทำความเข้าใจของมุมมองจากกรณีศึกษาว่าใครเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล บอกถึผลกระทบอะไรที่ใด้จากมุมมองนี้ ที่อาจจะมีอยู่ในกรณีศึกบา ตั้งรายการคำถามที่มีต่อสิ่งต่าง 1 แล้วชี้ว่าข้อมูลใดที่ต้องการมี ในตอนท้ายของขั้นตอนนี้จะต้องได้ว่าปัญหาคืออะไรและสาเห ตุของ ปัญหาคืออะไร 4. กันหาข้อมูลจากภายนอกประกอบแหล่งข้อมูลจากภายนอก เช่น ตำราอาจจำเป็นสำหรับ ทำความเข้าใจกับปัญหา และการพัฒนาแนวทางในการแก้ไขปัญหา 5. พัฒนาแนวทางในการแก้ปัญหา พยายามมองหาทั้งจุดดีและจุดค้อยของแต่ละแนวทางวิธี ในการแก้ปัญหา ไม่มีแนวทางใคของการแก้ปัญหาที่จะไม่มีจุดอ่อน เตรียมตัวสำหรับการเสนอแนวคิด ในชั้นเรียนจุดยืนของแนวทางแก้ไขปัญหาควรมีทฤยฎีที่ได้รับการยอมรับมาสนับสนุน จากสิ่งที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะ ดำเนินตามกระบวนการที่เหมาะสมแล้ว ยังมีความจำเป็นที่ต้องนำเทกนิคและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่นักวิชาการเสนอไว้มาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ผู้สอน และผู้เรียนยังต้องปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ ของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสมจึงจะเป็นปัจจัยของความสำเร็จตามเป้าหมายของวิธีสอนโคยใช้ กรณีศึกษาดังกล่าว
46 5.1 รูปแบบการสอน การจัดการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เป็นการดำเนินการที่เป็นระบบและมี กระบวนการชัดเจน ทั้งนี้มีรูปแบบการสอนที่ผ่านการศึกษาวิจัยโดยนักวิชาการ และนำเสนอไว้เป็น แบบอย่างสำหรับการนำมาประยุกด์สู่การปฏิบัติอยู่หลายรูปแบบ นอกจากนี้ผู้สอนอาจมีการพัฒนา รูปแบบการสอน โดยอาศัยกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบเป็นแนวทางเพื่อให้ใด้ รูปแบบการสอนที่มีความเฉพาะเจาะจง สามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ต่อไป 5.2 ความหมายของรูปแบบการสอน นักการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความหมายของรูปแบบการสอนไว้ดังนี้ เซเลอร์ ( Sayler 1981 : 271 ) ให้ความหมายของรูปแบบการสอนโดยสรุปว่า หมายถึงแบบ หรือแผนของการสอนที่มีการจัดกระทำพฤติกรรมขึ้นจำนวนหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างกัน เพื่อจุดหมาย หรือเน้นเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง จอยซ์และเวล ( Joyce and Weil 1996 : 7) ได้ให้ความหมายของรูปแบบการเรียนการสอน ว่า หมายถึง แบบบหรือแผนที่นำไปใช้สำหรับช่วยในการจัดการเรียนการสอน หรือเป็นแนวทางในการ สอนของครูที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ข้อความรู้ ความคิด ทักษะ ค่านิยม วิธีการคิด และวิธีการแสดงออก ในกาสรเรียนรู้ของตนเองให้ง่ายและมีและสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทิศนา แขมมณี (2545: 219-220) กล่าวถึงรูปแบบการเรียนการสอนว่า หมายถึงสภาพหรือ ลักษณะการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างมีระบบ ระเบียบ มีแบบแผนตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดยประกอบด้วย กระบวนการหรือขั้นตอนในการเรียนการสอนโดยอาศัยวิธีสอน และเทคนิคต่างๆที่สามารถช่วยให้ สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามหลักการหรือแนวคิด ที่ยึดถือ ดังนั้น คุณลักษณะที่สำคัญของ รูปแบบการเรียนการสอนจึงต้องประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้ 1. มีปรัชญา ทฤยฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อที่เป็นพื้นฐานหรือเป็นหลักการของ รูปแบบการเรียนการสอนนั้นๆ 2. มีการบรรยาย หรืออธิบายสภาพ หรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอน 3. มีการจัดระบบ คือ มีองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบให้ สามารถนำผู้เรีขนไปสู่เป้าหมาขอย่างมีประสิทธิภาพโดขมีการพิสูจน์ ทคลองถึงประสิทธิภาพ 4. มีการอธิบายกระบวนการเรียนกาสอน วิธีสอน และเทคนิคการสอนในฐานะที่เป็น องค์ประกอบสำคัญของระบบนั้นๆ สรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง แบบแผนหรือลักษณะของการจัดการเรียนการ สอนที่จัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ มีปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือความเชื่อต่างๆ โดย อาศัยวิธีสอน และเทคนิคการสอนต่งๆเข้ามาช่วยให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตามหลักการที่
47 ขีดถือ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสอนของครูเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่ กำหนดไว้ 5.3 การจัดกลุ่มรูปแบบการเรียนการสอน สำหรับการจัดกลุ่มรูปแบบการเรียนการสอนมีนักการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ ให้จัดกลุ่มรูปแบบการเรียนการสอนไว้เพื่อให้สะควกต่อการนำไปใช้ ดังนี้ จอยซ์และเวล(Joyce and Weil (2009 :68) ได้จัดกลุ่มของรูปแบบการเรียนการสอนไว้ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่เนั้นการพัฒนาทักษะทางสังคม (Social Models) เป็นรูปแบบ การเรียนการสอนที่เนั้นการพัฒนาบุคคลในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ โดยใช้หลักการ ประนีประนอมในการแก้ปัญหา และสร้างสัมพันธ ไมตรีกับผู้อื่น การมีส่วนร่วมกับผู้อื่นโดยใช้หลักการ ประชาธิปไตย และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบจากกลุ่ม (Group Investigation) รูปแบบการเรียนการสอน แบบซักค้าน (Jurisprudential Inquiry) เป็นต้น 2. รูปแบบการเรีขนการสอนที่น้นพัฒนาด้านการประมวลข้อมูลสารสนเทศ(Information Processing Models) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่จัดขึ้น โดยมุ่งเน้นความสำคัญที่สมรรถภาพใน การคิดและวิธีการในการพัฒนากระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เรียน ได้แก่ รูปแบบการเรียนการ สอนมโนทัศน์ (Concep Attainmen) รูปแบบการเรียนการสอนคิดเชิงอุปมาน(Inductive Thinking) รูปแบบการเรี่ยนการสอนฝึกการคิดสืบสอบ (Inquiy Training) รูปแบบการเรียนการสอนจำ (Mnemonics) เป็นต้น 3. รูปแบบการเรียนการสอนเน้นการพัฒนาบุคคล (Personal Models) เป็นรูปแบบการ เรียนการสอนที่เนันการพัฒนาตัวบุดคล โดยเน้นที่กระบวนการสร้าง และการพัฒนาตัวบุคคลทั้งทาง ค้านกายจิดใจและอารมณ์ มุ่งให้ผู้เรียนรูจักแสดงพฤดิกรรมที่เหมาะสมกับสภาพการณ์รอบๆ ตัวเช่น รูปแบบการเรียนการสอน โดยอ้อม (Non-directive) รูปแบบการเรียนการสอนส่งเสริมการเห็นคุณค่า ในตัวเอง (Self-estcem) 4. รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน โดยใช้หลักของการ ให้สิ่งเร้าและการตอบสนอง เช่น รูปแบบการเรียนการสอนแบบรอบรู้ (MasteryLcamning) รูปแบบ การเรียนการสอนทางตรง (Direct Instruction) เป็นต้น ทิศนา แขมมณี (2548 : 204-206) ได้ศึกษา การประมวลรูปแบบการเรียนการสอนต่างๆ ที่ ได้รับการขอมรับว่ามีประสิทธิภาพ และนำมาจัดแบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้ 1. รูปแบบที่เน้นการพัฒนาค้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) ซึ่งมุ่งเนั้นให้ผู้เรียนเกิด ความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาสาระต่างๆที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ หรือ ความคิด
48 รวบขอด เช่น รูปแบบการเรียนการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Mode) รูปแบบระบบ พฤติกรรมของผู้เรียน (Behavior Systems Models) รูปแบบเรียนการสอนเน้นความจำ (Mnemonics) เป็นต้น 2. รูปแบบที่เน้นการพัฒนาค้านจิตพิสัย (Afiective Domain) เป็นรูปแบบที่ช่วยพัฒนา ผู้เรียนให้เกิดความรู้สึก เจตกดิ ค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่พึงประสงค์ เช่น รูปแบบการเรียน การสอน โดยซักค้าน (Jurisprudential Mode) รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ (Role Playing Model) เป็นต้น 3.รูปแบบที่เน้นการพัฒนาค้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นรูปแบบที่มุ่งใน การพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการปฏิบัติ การกระทำหรือการแสดงออกต่างๆ เช่นรูปแบบการ เรียนการสอนทักษะปฏิบัติของแฮโรว์ (Harow's Instructional Model for Psychomotor Development) รูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเควีส์ (Davies' Instructional Model for Psychomotor Development) เป็นต้น 4. รูปแบบที่เน้นการพัฒนาทักษะกระบวนการ (Process Skill') เป็นรูปแบบการที่มุ่งเน้นการ พัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิธีการดำเนินการต่างๆซึ่งอาจเป็นกระบวนการทางสติปัญญากระบรนการ ทางสังคม หรือกระบวนการทำงานร่วมกัน เช่น รูปแบบการเรียนการสอนกระบวนการสืบสอบและ แสวงหาความรู้เป็นกลุ่ม (Group Invesligation Instrictional Model) รูปแบบการเรียนการสอน กระบวนการคิดอุปนัย (Inductive Thinking Instructional Models) เป็นต้น 5. รูปแบบการเรียนการสอนที่เนั้นการบูรณาการ (Inicgration) เป็นรูปแบบที่เนั้นการ พัฒนาการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของผู้เรียนไปพร้อมากันโดยใช้การบูรณาการทั้งด้านเนื้อหาสาระและ วิธีการ เช่น รูปแบบการเรียนการสอนทางตรง (Direct Instructional Model) เป็นต้น จากการจัด กลุ่มรูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าวแสดงให้เห็นวีคิดในการจัดหมวดหมู่ตามวัดถุประสงค์ของ การศึกษา และเป็นแนวทางสำหรับการนำรูปแบบการสอนไปใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทั้งค้าน การพัฒนาสติปัญญา เจตกติ หรือทักษะกระบวนการต่าง ๆ 5.4 การน าเสนอรูปแบบการเรียนการสอน การนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบมีหลายๆลักษณะขึ้นอยู่กับวิธีคิดและ ความคิดรวบขอดเชิงระบนของแต่ละบุคคลซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนของจอยซ์และเวล (Joyce and Weil 2009 : 1 - 9) ที่ได้นำเสนอในหนังสือ "Models of Teaching" ประกอบไปด้วย ส่วนต่างๆ ประกอบด้วยที่มาของรูปแบบการเรียนการสอน (Orientation to the Mode) รูปแบบการเรียนการ สอน (The Model of Teaching) ซึ่งกล่าวถึง โกรงสร้างของรูปแบบ (Syntax) ระบบสังคม (Social System) หลักการตอบสนอง (Principlcs of Rcaction) ระบบสนับสนุน (Support System) การ
49 นำรูปแบบการเรียนการสอนไปใช้ (Application) และ ผลการเรียนการสอน และองค์ประกอบ สมรรถนะ หรือปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนการสอน (Instructional and Nurturing Effects) สรุป สาระสำคัญได้ดังนี้ จอยซ์และเวลล์ ( Joyce and weil : 2009 : 9) เสบอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเริ่ม จากการเสนอภาพให้เห็นเหตุการณ์ในห้องเรียน ( sccnario ) โดยใช้การเล่าเรื่อง มีครูและนักเรียน เป็นผู้แสดง โดยจำลองเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่รูปแบบการสอนซึ่งแต่ละรูปแบบ แบบมืองค์ประกอบ 4 ส่วนโดยสรุปดังนี้ ส่วนที่ 1 ที่มาของรูปูแบบการจัดการเรียนการสอน ( Orientation t0 the Model ) ประกอบด้วยเป้าหมายของรูปแบบ ( Gaal ) ข้อตงลงเบื้องต้น ( Assumptions) หลักการสำคัญ (Majorconcepts ) ที่เป็นพื้นฐานของรูปแบบการเรียนการสอน ส่วนที่ 2 รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ( The Model of Tcaching ) มี 4 ส่วนคือ 1. ขั้นตอนของรูปแบบ ( Synix หรือ Phases) เป็นการจัดลำดับกระบวนการเรียนการสอน เป็นขั้นๆ ซึ่งแต่ละรูปแบบการสอนจะมีจำนวนขั้นตอนการสอนแตกต่างกันไป 2. ระบบสังคม (Social system) เป็นการอธิบายบทบาทของครูและนักเรียน 3. หลักการตอบสนอง ( Principle of Reaction ) เป็นการกล่าวถึงวิธีการที่ครูจะตอบสนอง ต่อพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน ทั้งนี้อาจเป็นการให้รางวัล การสร้างบรรยากาศอิสระโดยไม่มี การประเมินว่าถูกหรือผิด เป็นต้น 4. ระบบสนับสนุน (Support System) เป็นการบอกเงื่อนไข หรือสิ่งจำเป็นในการที่จะใช้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เกิดผล เช่น การสอนเพื่อให้เกิดทักษะ ผู้เรียนจะต้องได้ฝึกการ ทำงานในสถานที่ และด้วขอุปกรณ์ใกล้เคียงกับสภาพการทำงานจริง ส่วนที่ 3 การนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนไปใช้ (Application) เป็นการแนะนำการใช้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนนั้นให้มีประสิทธิภาพ เช่น จะใช้เนื้อหาประเภทใดที่เหมาะสม และใช้ กับเด็กระดับใด เป็นต้น ส่วนที่ 4 ผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอน และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ (Instructional and Nurturant Efiects) เป็นการกล่าวผลการเรียนการสอนของครูที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอน ตามขั้นตอน และสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดแฝงไปกับการเรียนการสอน จากสิ่งที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การนำเสนอรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของจอยข์และ คณะนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนที่จะนำรูปแบบการ สอน ไปใช้ ที่จะสามารถทำความเข้าใจทุก ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ หรือพัฒนา และนำเสนอรูปแบบการสอนตาม แนวทางคังกล่าวให้มีความชัดเจน นำสู่การนำไปใช้ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมส่งผลต่อการ พัฒนาคุณภาพของผู้เรียนต่อไป
50 6. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางเรียน คือ ความรู้ที่ได้รับจากการจัดการเรียนรู้หรือทักษะที่ได้พัฒนาขึ้นมา ตามลําดับขั้นในวิชาต่าง ๆ ที่ได้เรียนมาแล้วในสถานศึกษาและการที่ครูทราบว่าเด็กได้มีความรู้หรือ ทักษะในวิชาต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเพียงใด ก็จําเป็นที่จะต้องอาศัยเครื่องมือในการวัดผลการศึกษาเข้ามาช่วย สําหรับเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ง่ายและสะดวกที่สุดได้แก่การทดสอบซึ่งเราอาจทดสอบโดยอาศัยการ ใช้แบบทดสอบหรือทดลองในทางด้านปฏิบัติ เป็นต้น (สุรชัย ขวัญเมือง, 2558) สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะรวมถึงความรู้ ความสามารถของ บุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียน การสอน ทําให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมี จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใด ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ 6.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีองค์ประกอบหลายประการที่ทําให้เกิดผลกระทบ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ด้านตัว ผู้เรียน เช่น สติปัญญา อารมณ์ ความสนใจ เจตคติต่อการเรียน ด้านตัวครู เช่น คุณภาพของครู การ จัดระบบการบริหารของผู้บริหารด้านสังคม เช่น สภาพเศรษฐกิจ และสังคมของครอบครัวของผู้เรียน เป็นต้น แต่ปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน คือ การจัดการเรียนรู้ของครู (อัญชนา โพธิพลากร, 2559) สรุปได้ว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี 2 ด้าน ด้านตัวผู้เรียน และ ด้านตัวครู ด้านตัวผู้เรียน เช่น สติปัญญาอารมณ์ความสนใจเจตคติต่อการเรียนและสภาพเศรษฐกิจ และสังคมของครอบครัวของผู้เรียน ส่วนด้านตัวครู เช่น คุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู การ จัดระบบการบริหารของผู้บริหารแต่ปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน คือ การจัดการเรียนรู้ของครู 6.3 ลักษณะของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะวัดความรู้ ความสามารถตามสาระที่เรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นด้านพุทธิพิสัย หรือด้านความรู้ เครื่องมือที่ใช้วัด ส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบ เรียกว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการทราบว่าผู้เรียนเมื่อผ่านกระบวนการเรียนการสอนแล้วผู้เรียน จะมีความรู้อยู่ในระดับใด เพื่อที่ผู้สอนจะได้หาทางปรับปรุงแก้ไข พัฒนา และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ พัฒนาความรู้อย่างเต็มตาม ศักยภาพ แต่การจะสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ ผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของ
51 แบบทดสอบ การวางแผนการสร้าง หลักการสร้าง การเลือกชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับ เนื้อหา และการนําผลจากการสอบไปใช้ปรับปรุงและสรุปผลการเรียน (อุไรวรรณ ศรีธิวงศ์ , 2559) สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะวัดความรู้ความสามารถตามสาระที่เรียน จะวัด ในด้านความจํา ความเข้าใจ การนําไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งผลการ วัดจะเป็นประโยชน์ในลักษณะทราบและประเมินระดับความรู้ของผู้เรียน 6.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่ง สามารถ จําแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 6.4.1 จําแนกตามการสร้าง มีดังนี้ 6.4.1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ครูผู้สอนได้สร้างขึ้นเองเพื่อให้กับผู้เรียนที่ตนได้สอน เนื่องจากสามารถสร้างแบบทดสอบที่สอดคล้อง กับจุดประสงค์และเนื้อหาที่กําหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะมีความยากง่าย ที่เหมาะสมกับ กลุ่มผู้สอบ 6.4.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีการสร้างเก็บไว้ โดย ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีมาตรฐานในการดําเนินการทดสอบและมีการแปลความหมายของ คะแนนที่ได้รับอย่างชัดเจน ที่จะทําให้คะแนนที่ได้รับจากแบบทดสอบประเภทนั้นสามารถนําไป เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้เรียนได้ 6.4.2 จําแนกตามรูปแบบคําถาม มีดังนี้ 6.4.2.1 แบบทดสอบแบบอัตนัย เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กําหนดให้ผู้เรียน ได้เขียนตอบ โดยแสดงความรู้ความเข้าใจ เจตคติได้อย่างอิสระ 6.4.2.2 แบบทดสอบแบบปรนัย เป็นแบบทดสอบที่กําหนดให้ผู้สอนเขียนตอบสั้นๆ หรือให้เลือกคําตอบที่ถูกต้องเพียงคําตอบเดียวจากคําตอบที่กําหนดให้ จําแนกเป็นแบบทดสอบถูกผิด แบบทดสอบเต็มคํา แบบทดสอบจับคู่ และแบบทดสอบแบบเลือกตอบ 6.4.3 จําแนกตามการแปลผล มีดังนี้ 6.4.3.1 แบบทดสอบอิงกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างระหว่างความรู้ความสามารถของผู้สอบ ดังนั้นแบบทดสอบอิงกลุ่มจึงสร้างและนําไปใช้เพื่อ จําแนกระดับความรู้ความสามารถของผู้สอบที่แตกต่างกันคะแนนสอบที่ได้จึงนําไปแปลผล โดยการ เปรียบเทียบความรู้ความสามารถระหว่างกลุ่มผู้สอบด้วยกัน 6.4.3.2 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน ว่า มีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง ดังนั้นแบบทดสอบอิงเกณฑ์ จึงสร้างอย่างครอบคลุมความรู้
52 ความสามารถที่สําคัญของการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นที่ได้จึงนํามาแปลผลโดยเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่กําหนดไว้ (งามตา เอี่ยมทศ, 2557) สรุปได้ว่าเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น แบบทดสอบมาตรฐาน ประกอบไปด้วยแบบทดสอบแบบปรนัย และแบบทดสอบแบบอัตนัย และใช้ การแปลผลแบบอิงเกณฑ์ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฐานันดร ปรีดากัญญรัตน์ (2548) ศึกษาความคิดของการใช้กรณีศึกษาประกอบการเรียนการ สอน รายวิชาทฤษฎีบัญชี การใช้กรณีศึกษาประกอบการเรียนการสอน พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มี ความคิดเห็นอยู่ในระดับดี ในหัวข้อดังนี้ รูปแบบมีความเหมาะสม มีความสอดคล้องกับเนื้อหาที่ บรรยายสามารถเพิ่มความเข้าใจในเนื้อหาได้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ เนื้อหาตรงตามวัตถุประสงค์ ช่วยประหยัดเวลาในการศึกษา มีส่วนช่วยเพิ่มผลคะแนนในการเรียนเพิ่มทักษะในการประยุกต์ เป็น เอกสารประกอบการเรียนที่มีประโยชน์ ผู้สอนมีความรู้ในเนื้อหาที่บรรยาย ผู้สอนมีความสามารถใน การถ่ายทอดผู้สอนสามารถตอบข้อชักถามได้ชัดเจนและมีความคิดเห็นในระดับป่านกลางในการเพิ่ม แรงจูงใจในการเรียน ธนกฤต พลูน้อย (2554) ได้ทำการศึกษาผลของการใช้กรณีศึกษาจัดการเรียนการสอนใน รายวิชา LSC405 การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ สาขาวิชาการจัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานโดย ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหา ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบียงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาพบว่ากระบวนการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ส่วนผล ของความพึงพอใจของนักศึกษาในการเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้โดยกรณีศึกษาพบว่ามีความพึง พอใจมาก วรพรรณ กระต่ายทอง (2550) ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนรายวิชาสาร ถะและหลักการทางสังคมวิทยา เรื่อง สถาบันครอบครัว สถาบันการเมืองโดยใช้วิธีสอนแบบ กรณีศึกษา(case study) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชาสังคมศึกษา ซึ่งปรากฎว่าผลสัมฤทธิ์ หลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อน การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า แบบ กรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้นักศึกษาสามารถคิดวิเคราะห์และมองภาพในการศึกษาได้อย่าง ชัดเจน ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย ทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่ดีซึ่ง สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้สรุปไว้ในงานวิจัยนี้ว่าผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อน การเรียน วรรณพรรณ กระต่ายทอง (2552) ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา สาระและหลักการทางสังคมวิทยาของนักศึกษาภาคปกติระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชา
53 สังคมศึกษาที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบจากการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการ เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวิธีการสอนแบบกรณีศึกษาเป็น การศึกษาเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นจริงหรือสมมติขึ้น เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ ความสามารถด้านสติปัญญาและมีเหตุผลสามารถแยกแยะปัญหาที่แท้จริง วินิจฉัย วางแผนและ กำหนดแนวทางการแก้ปัญหา และยังทำให้นักศึกษาสามารถมองเห็นภาพชัดเจนสามารถคิดตามได้ ชูวิทย์ ไชยเบ้า (2552) ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาวิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ที่มีสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมวิทยาเบื้องต้นเรื่องวัฒนธรรม ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 โปรแกรมวิชา สังคมศึกษา ใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ของกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า การสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ที่ทำ ให้นักศึกษาสามารถคิดวิเคราะห์และมองภาพในการศึกษาได้อย่างชัดเจนได้รับความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย ทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่ดี สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตั้งไว้ 8. กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดการเรียนรู้โดยใช้ กรณีศึกษา มี 4 ขั้นตอน 1. การเตรียมตัวผู้เรียน 2. การนำเสนอกรณีศึกษา 3. การวินิจฉัยและ อภิปรายกรณีศึกษา 4. การประเมินและตัดสิน การจัดการเรียนรู้ วิชาสุขศึกษา เรื่อง การ แก้ปัญหาความสนใจ นักเรียน โดยใช้ กรณีศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้ปัญหาความ สนใจนักเรียน
54 บทที่ 3 วิธีด ำเนินก ารวิจัย การศึกษาการวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การ แก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดยใช้กรณีศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีรายละเอียดในการดําเนินการวิจัยดังหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา 1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนหนองสำโรง วิทยา ปีการศึกษา 2566 จํานวน 30 คน 2. แบบแผนก ารทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experiment Design) กลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลังการ ทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มตัวอย่าง (Experiment Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การทํางานเป็นฐาน T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)
55 3. เครื่องมือที่ใช้ในก ารวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วย 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน ผู้ศึกษา กําหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายวิชาสุขศึกษา ผู้ศึกษาได้ ดําเนินการสร้าง ดังนี้ 3.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎีและการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา 3.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.1.3 ศึกษาของหลักสูตรศึกษาของโรงเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา วิชา สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3.1.4 สร้างตารางการวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระที่ 2 3.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การใช้กรณีศึกษา จํานวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง 3.1.6 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญจํานวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและการวัดประเมิน ประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นความเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นความเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนําคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item – Objective Congruence - IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ จะต้องได้ค่าดัชนีความ สอดคล้องของทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 3.1.7 ปรับปรุงและแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 3.1.8 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กําลังเรียนอยู่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการ สุ่มอย่างง่ายจํานวน 17 คน (ทดลองกลุ่มเล็ก) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถ อยู่ใน
56 ระดับสูง 4 คนปานกลาง 9 คน และต่ำ 4 คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องของแผนการจัดการเรียนรู้ และปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 3.1.9 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกหนึ่งครั้ง เพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อ 3.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระที่ 2 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 3.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 20 ข้อ 3.2.4 นําแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา การวิจัย และด้านการวัดและการประเมินผล เพื่อตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมี เกณฑ์ทางการให้คะแนน ดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนที่คาดหวัง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนที่คาดหวัง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนที่คาดหวัง 3.2.5 นําผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ คําถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งมีค่าได้กับ 0.67 ทุกข้อ 3.2.6 นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กําลังเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนวิชาสุขศึกษามาแล้ว และ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย แล้วนําคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) และ หาค่าอํานาจ จําแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งความยากง่ายอยู่ระหว่าง (0.20 – 0.80) มีอํานาจจําแนกอยู่ ระหว่าง (0.20 – 1.00) จํานวน 20 ข้อ 3.2.7 นําข้อสอบที่คัดเลือกไว้แล้ว จํานวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบ สังเกตทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของคูเตอร์ - ริชาร์ดสัน KR-20 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.80 ขึ้น ไป 3.2.8 นําแบบทดสอบที่ได้ไปทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป
57 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดําเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลําดับต่อไปนี้ 4.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้ปัญหาความ สนใจนักเรียน รายวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.2 ผู้วิจัยได้ดําเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจํานวน 8 แผน โดย ให้นักเรียนเรียนปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา 4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้ปัญหา ความสนใจนักเรียน ชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนําผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดําเนินการสอนโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ สําหรับ ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอน ดังนี้ 5.1 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการหาคะแนนเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 5.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้สถิติดังนี้ 6.1 สถิติพื้นฐานใช้ค่าเฉลี่ย (X̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทาง สถิติสําหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
58 n X - X S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 6.2 หาความยากง่าย(p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (นฤมล แสงพรหม, 2563) P P H L P n 2 เมื่อ P แทน ค่าความยาก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 6.3 หาอำนาจจำแนก(r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน n P P r H L เมื่อ r แทน ดัชนีอำนาจจำแนก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 6.4 หาความเชื่อมั่น( tt r ) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบในแบบทดสอบ
59 6.5 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC) R IOC N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง ∑R แทน ผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ
60 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัยเรื่องผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหา ความสนใจนักเรียน โดยใช้กรณีศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ตารางที่ 1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียนระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียน จําแนกเป็นรายบุคคล คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 8 40.00% 14 70.00% 2 10 50.00% 16 80.00% 3 10 50.00% 13 65.00% 4 11 55.00% 13 65.00% 5 13 65.00% 15 75.00% 6 8 40.00% 17 85.00% 7 14 70.00% 15 75.00% 8 11 55.00% 18 90.00% 9 7 35.00% 14 70.00% 10 8 40.00% 12 60.00% 11 9 45.00% 15 75.00% 12 8 40.00% 16 80.00% 13 12 60.00% 18 90.00% 14 9 45.00% 15 75.00% 15 10 50.00% 13 65.00% 16 12 60.00% 13 65.00%
61 คนที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 17 10 50.00% 12 60.00% 18 9 45.00% 18 90.00% 19 6 30.00% 17 85.00% 20 7 35.00% 18 90.00% 21 11 55.00% 16 80.00% 22 8 40.00% 16 80.00% 23 13 65.00% 15 75.00% 24 14 70.00% 18 90.00% 25 12 60.00% 17 85.00% 26 8 40.00% 15 75.00% 27 8 40.00% 17 85.00% 28 9 45.00% 16 80.00% 29 11 55.00% 14 70.00% 30 13 65.00% 17 85.00% X̅ 9.96 49.83% 15.43 77% S.D. 2.20 - 1.87 - จากตารางที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจ นักเรียน โดยใช้กรณีศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองสำโรงวิทยา จํานวน 30 คน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.96 คิดเป็นร้อยละ 49.83 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.43 คิดเป็นร้อยละ 77% โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความ สนใจนักเรียน โดยใช้กรณีศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองสำโรงวิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
62 ตารางที่ 2 ผลของการเปรียบเทียบการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง เรื่อง การแก้ปัญหาความ สนใจนักเรียน โดยใช้กรณีศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน หนองสำโรงวิทยา ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน คะแนน X̅ S.D. ร้อยละ ก่อนเรียน 9.96 2.20 49.83% หลังเรียน 15.43 1.87 77% จากตารางที่ 2 แสดงว่าจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.96 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 49.83% และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.43 คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 77%ปรากฏว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจ นักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
63 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยนําเสนอการสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดย ใช้การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดย กรณีศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สรุปผลการวิจัย นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดย ใช้การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.96 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 49.83% และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.43 คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 77% ปรากฏว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจ นักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่อภิปรายผลดังนี้ จากผลของการจัดการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดยใช้การ จัดการเรียนรู้กรณีศึกษาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อภิปราย ผลได้ดังนี้ 1. กิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียน โดยใช้ การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษา ทําให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น โดยนักเรียนมีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.96 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 49.83% และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.43 คะแนน คิด เป็นร้อยละ 77%เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เนื่องจาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษา เป็นการ จัดการเรียนรู้ที่มีกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการในการสอนต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียน มี การเรียนรู้จากการมีส่วนร่วมในการทํางาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ได้รับ ประสบการณ์ความรู้ใหม่ ๆ จากการทํางานร่วมกันของสมาชิกในกลุ่ม โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียน ได้
64 เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติงาน ให้นักเรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมเป็นรายกลุ่ม มุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เน้นการทํางานร่วมกับผู้อื่น ฝึกให้นักเรียนเป็นผู้นําและเป็นผู้ตามในการทํางาน และฝึกการใช้ภาษาในการนําเสนองานของ นักเรียน หลังจากการทํางานรายกลุ่มทุกครั้ง การจัดการเรียนรู้โดยใช้การทํางานเป็นฐาน เป็นการ เรียนการสอนที่ทําให้เกิดความรู้จากการปฏิบัติจริง เกิดความสนุกสนานในการเรียน ได้ใช้จินตนาการ ให้การทํางาน ตกแต่งผลงาน สร้างความสามัคคีในการทํางานร่วมกัน และสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม และเพื่อน ๆ ภายในห้องเรียนได้ดี การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา มี หลักการและลักษณะที่สําคัญคือ เป็นการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นสําคัญ เปิดโอกาสให้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ทําให้นักเรียนได้รับความรู้ โดยตรงจากการทํางานหรือการลงมือปฏิบัติ และเป็นการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาด้านการใช้ภาษา และการสื่อสารให้กับนักเรียน จากเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนที่เรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้กรณีศึกษา มีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ คลิฟ (cifr 1999 อ้างถึงใน นิตยา โสรีกุล 2547 : 53) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษา (Case-based Lcaming) หมายถึง การเรียนการสอนโดยใช้กลวิธีในการแสดงออกถึงหลักการเนื้อหา ที่มี ความสัมพันธ์กันออกมาในรูปของเรื่องราว (Story) การวาครูป (Drawing)เอกสารรายงาน (Documents) ข่าว (News) โทรทัศน์และละคร (TV and Drama) บทประพันธ์(Poems) เสียงเพลง (Songs) รูปภาพ (Paintings) เสียง (Sounds) การ์ตูน (Cartoons) ปัญหา(Problem) สถานการณ์ ต่าง ๆ (Situations) เป็นต้น ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการแสดงออกของการสอนประกอบด้วย การบรรยาย การอภิปรายกลุ่มย่อยโดยเน้นทักษะการทำงานเป็นทีม (Collaborative skills) และการเรียนที่เน้น ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Lcaming : PBL) เมื่อร่วมกับกรณีศึกษาแล้ว กรณีศึกษาจะทำให้ ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้และเกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหา และการตัดสินใจได้ดี 2. จากการวิจัยพบว่า ผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจ นักเรียนโดยใช้กรณีศึกษา ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้การเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีการจัดกิจกรรมขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กรณีศึกษา มีขั้นตอนประกอบไปด้วย ดังนี้ ขั้นที่ 1 การเตรียมตัวผู้เรียน เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนแนะนำ จุดมุ่งหมาย ทบทวนประสบการณ์เดิม และเดิมเต็มความรู้พื้นฐานให้เพียงพอต่อการเรียนรู้จาก กรณีศึกษานั้น ขั้นที่ 2 การนำเสนอกรณีศึกษา เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนนำเสนอกรณีศึกษาผ่านสื่อที่ หลากหลายทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ขั้นที่ 3 การวินิจฉัยและ อภิปรายกรณีศึกษา เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อปัญหาตามหลักการ เหตุผลในลักษณะกระบวนการกลุ่ม ขั้นที่ 4 การประเมินและตัดสิน เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนคิดและ ตัดสินใจลงข้อสรุปคำตอบ หรือแนวทางการแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรณีที่ศึกษา และรายงานผลการคิด
65 โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษานี้ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง การแก้ปัญหาความสนใจนักเรียนโดยใช้กรณีศึกษา ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน สอดคล้องกับงานวิจัย ฐานันดร ปรีดากัญญรัตน์ (2548) ศึกษาความคิดของการใช้กรณีศึกษา ประกอบการเรียนการสอน รายวิชาทฤษฎีบัญชี การใช้กรณีศึกษาประกอบการเรียนการสอน พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับดี ในหัวข้อดังนี้ รูปแบบมีความเหมาะสม มีความ สอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายสามารถเพิ่มความเข้าใจในเนื้อหาได้เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ เนื้อหา ตรงตามวัตถุประสงค์ช่วยประหยัดเวลาในการศึกษา มีส่วนช่วยเพิ่มผลคะแนนในการเรียนเพิ่มทักษะ ในการประยุกต์ เป็นเอกสารประกอบการเรียนที่มีประโยชน์ ผู้สอนมีความรู้ในเนื้อหาที่บรรยาย ผู้สอน มีความสามารถในการถ่ายทอดผู้สอนสามารถตอบข้อชักถามได้ชัดเจนและมีความคิดเห็นในระดับป่าน กลางในการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน ธนกฤต พลูน้อย (2554) ได้ทำการศึกษาผลของการใช้ กรณีศึกษาจัดการเรียนการสอนในรายวิชา LSC405 การจัดการโซ่อุปทานเชิงกลยุทธ์ สาขาวิชาการ จัดการลอจิสติกส์และโซ่อุปทานโดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบียงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพบว่ากระบวนการเรียนรู้โดยใช้ กรณีศึกษาส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ส่วนผลของความพึงพอใจของนักศึกษาในการเข้า ร่วมกระบวนการเรียนรู้โดยกรณีศึกษาพบว่ามีความพึงพอใจมาก วรพรรณ กระต่ายทอง (2550) ทำ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนรายวิชาสารถะและหลักการทางสังคมวิทยา เรื่อง สถาบันครอบครัว สถาบันการเมืองโดยใช้วิธีสอนแบบกรณีศึกษา(case study) ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชาสังคมศึกษา ซึ่งปรากฎว่าผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อน การเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า แบบกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้นักศึกษาสามารถคิด วิเคราะห์และมองภาพในการศึกษาได้อย่างชัดเจน ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย ทำ ให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่ดีซึ่งสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้สรุปไว้ในงานวิจัย นี้ว่าผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน วรรณพรรณ กระต่ายทอง (2552) ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสาระและหลักการทางสังคมวิทยาของนักศึกษาภาคปกติ ระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชาสังคมศึกษาที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบจากการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากวิธีการสอนแบบกรณีศึกษาเป็นการศึกษาเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นจริง หรือสมมติขึ้น เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ความสามารถด้านสติปัญญาและมีเหตุผลสามารถแยกแยะปัญหา ที่แท้จริง วินิจฉัย วางแผนและกำหนดแนวทางการแก้ปัญหา และยังทำให้นักศึกษาสามารถมองเห็น ภาพชัดเจนสามารถคิดตามได้ชูวิทย์ ไชยเบ้า (2552) ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาวิธีการสอนแบบ กรณีศึกษา (case study) ที่มีสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมวิทยาเบื้องต้นเรื่องวัฒนธรรม
66 ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ของ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 โปรแกรมวิชาสังคมศึกษา ใช้วิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ของกลุ่ม ตัวอย่างหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า การสอน แบบกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้นักศึกษาสามารถคิดวิเคราะห์และมองภาพในการศึกษาได้ อย่างชัดเจนได้รับความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย ทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ไปในทางที่ดี สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตั้งไว้ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสําหรับการนําไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรให้คําแนะนํา อํานวยความสะดวกในการเข้า กิจกรรมการเรียนการสอน ให้คําปรึกษา สร้างบรรยากาศในการแสวงหาความรู้ และการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้ผู้เรียนนําเสนอ แนะนํา ติชมประเด็นสําคัญให้ชัดเจน และกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกันสรุป ความรู้ที่ได้ 1.2 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ควรนําแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กรณีศึกษาไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.3 ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ครูควรศึกษาขั้นตอน วิธีการให้ ถูกต้องและชัดเจน เพื่อให้สามารถดําเนินการจัดกิจกรรมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 1.4 การวิจัยครั้งต่อไปอาจลดหรือเพิ่มปริมาณของกลุ่มตัวอย่าง หรือมีการจัดทําวิจัย สําหรับการแก้ปัญหาความสนใจนักเรียนเพื่อ หาแนวทางการในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่อไป 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการนําแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ไปพัฒนาการเรียนการ สอนสําหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ในเนื้อหาเรื่องต่าง ๆ และทําอย่างต่อเนื่องใน ทุกระดับชั้น 2.2 ควรศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้ กรณีศึกษา และสื่อประกอบการเรียนการสอนประเภทอื่น ๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสอนโดยจัดนิทรรศการ ฯลฯ 2.3 ควรนําแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีเป็นฐาน ไปใช้ร่วมกับเทคนิคการสอน ในแบบอื่น ๆ เช่น เทคนิคการสอนโดยการสาธิต การสอนแบบทดลอง การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ฯลฯ
67 รายการอ้างอิง กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรูสุขศึกษา และพลศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรูสุขศึกษา และพลศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ คุรุสภาลาดพร้าว. กาญจนา เกียรติประวัติ .(2524) วิธีสอนทั่วไปและทักษะการสอน.กรุงเทพฯ:วัฒนาพาณิช. จินตนา ยูนิพันธุ์.(2537). กรณีศึกษา : นวกรรมการรียนการสอนทางพยาบาลศาสตร์. วารสารคณะ จินตนา สรายุทธพิทักษ์. (2565). การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. จินตนา สรายุทธพิทักษ์. (2565). การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2533). เทคโนโลยีการสอนการออกแบบและพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. ฐานันดร ปรีดากัญญรัตน์. 2548. การศึกษาความคิดของการใช้กรณีศึกษาประกอบการเรียนการ สอนรายวิชาทฤษฎีบัญชี. ภาควิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยฟาร์เทอร์นเชียงใหม่. ทิศนา แขมณี. 2534. ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมณี. 2548. ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิศนา แขมณี.2548. การจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บงกชพร กรุดนาค. (2555). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง สารสกัดสมุนไพรและปุ๋ยหมัก ธรรมชาติจากภูมิปัญญาท้องถิ่นต าบลกลัดหลวง อ าเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีโดยการ
68 วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). เพชรบูรณ์ : มหาวิทยาลัย ราชภัฏเพชรบุรี. ประสาท เนืองเฉลิม. (2556). วิจัยการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา. วรพรรณ กระต่ายทอง. 2550.การสอนทฤษฎีโดยใช้รูปแบบการสอนกรณีศึกษา ดีกว่าการบรรยาย ธรรมดาจริงหรือ. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2566,.จาก 202.29.15.37/pdf/rs14.pdf วิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2558). แนวทางการจัดการเรียนรู้ "ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลา เรียนรู้" ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3. โรงพิมพัชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย: กรุงเทพมหานคร. วิทย์ ไชยเบ้า.(2552).บทความวิจัยเรื่อง การศึกษาวิธีการสอนแบบกรณีศึกษา (case study) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมวิทยาเบื้องต้นเรื่องวัฒนธรรม .มหาวิทยาลัยราชภัฏ กำแพงเพชร เสริมศรี ไชยศร. (2539). พื้นฐานการสอน. เชียงใหม่ : ลานนาการพิมพ์.
69 ภาคผนวก
70 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ
71 รายนามผู้เชี่ยวชาญ นายวิริยันต์ ตะวัน ตำแหน่งผู้อำนวยการ โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นายจักรินทร์ ไชยเชียงพิณ ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นายพิทยา บุญเรือง ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
72 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง
73 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 (การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา) กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สมรรถภาพทางกาย 1 ชั่วโมง เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมรรถภาพทางกาย วันที่.......... เดือน...................................... พ.ศ..................... 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ ตัวชี้วัด พ 4.1. ม.1/4 สร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ 2. สาระส าคัญ สมรรถภาพทางกายของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน จึงควรศึกษาองค์ประกอบของ สมรรถภาพให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนอธิบายความหมายของสมรรถภาพทางกายได้(K) 2. นักเรียนเห็นความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย (A) 3. นักเรียนปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมายได้ (P) 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมรรถภาพทางกาย 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ขั้นเตรียม 1.1 ตรวจสอบรายชื่อ และเช็คชื่อนักเรียน 1.2 ครูแจ้งเรื่องที่จะเรียนและจุดประสงค์การเรียน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ
74 1.3 ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม เท่าๆ กัน คละกันตามความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน ขั้นสอน 2. ขั้นนำเสนอกรณีศึกษา 2.1 ครูถามนักเรียนว่า นักเรียนเคยเล่นวิ่งไล่จับกับเพื่อนหรือไม่ แล้วนักเรียนเคยสงสัย หรือไม่ว่า เพราะเหตุใด นักเรียนกับเพื่อนจึงใช้เวลาในการพักเหนื่อยแตกต่างกัน โดยครูเปิดโอกาสให้ นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ 2.2 ครูให้นักเรียนทุกกลุ่ม ร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมรรถภาพ ทางกาย จากหนังสือเรียน ห้องสมุด และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ ตามประเด็นที่กำหนด ดังนี้ 1) สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ 2) สมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับทักษะ 2.3 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษากรณีศึกษาที่ครูกำหนดมาให้ 2.4 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มตอบคำถามหน้าชั้นเรียน 3. การวินิจฉัยและอภิปรายกรณีศึกษา 3.1 ครูให้นักเรียนในกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อกรณีศึกษาที่ครู กำหนดมาให้ 3.2 นักเรียนแต่ละกลุ่มวิเคราะห์กรณีศึกษาที่ครูกำหนดให้แล้วสรุปผลการวิเคราะห์ ขั้นสรุป 4. การประเมินและตัดสินใจ 4.1 นักเรียนตอบคำถามหน้าชั้นเรียน 4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมรรถภาพทางกาย 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนังสือสุขศึกษา ม.1 2. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 3. บทความกรณีศึกษา
75 กระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์ 1. นักเรียนอธิบาย ความหมายของ สมรรถภาพทางกายได้ (K) คำถาม แบบประเมิน คำถาม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนเห็น ความสำคัญของ สมรรถภาพทางกาย (A) สังเกตพฤติกรรมการ ทำงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 3. นักเรียนปฏิบัติภาระ งานที่ได้รับมอบหมายได้ (P) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
76 บันทึกผลหลังการสอน ผลการสอน …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ...................................................................................................................................... .......................... ปัญหาและอุปสรรค …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................. ............................... แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ………………………………….. (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) ผู้สอน วันที่.........เดือน........................พ.ศ..............
77 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ……………………………………................ (นายพิทยา บุญเรือง) ครูพี่เลี้ยง วันที่............เดือน....................พ.ศ........... ความคิดเห็นของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................... ................. ลงชื่อ……………………………………............. ( นายวิริยันต์ ตะวัน ) ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองสำโรงวิทยา วันที่............เดือน.......................พ.ศ...........
78 กล้าและก้องเป็นเพื่อนสนิทกันและอยู่ในช่วงวัยรุ่น วันนี้ทั้งสองคนนัดกันวิ่งระยะทาง 400 เมตร เพื่อเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ปรากฏว่าก้องวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนกล้าเพียงเสี้ยว วินาที แต่รู้สึกว่าตนเองมีอาการเหนื่อยหอบเป็นเวลานาน แต่ตรงกันข้ามกับกล้าที่หายเหนื่อยได้ เร็วกว่า กรณีศึกษา
79 ค าถาม ค าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1. นักเรียนคิดว่า กล้ากับก้องใครมีสมรรถภาพทางกายดีกว่ากัน เพราะเหตุใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สมรรถภาพมีความเกี่ยวข้องกับการท างานของระบบหัวใจอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………
80 แบบประเมินค าถาม เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = 4 ดี = 3 พอใช้ = 2 ปรับปรุง = 1 เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคะแนน 16-20 ดีมาก 11-15 ดี 6-10 พอใช้ 1-5 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../.................... เลข ที่ ชื่อ-สกุล ความ ถูกต้อง ครบถ้วน ของ เนื้อหา ความ สะอาด ความเป็น ระเบียบ ความ ถูกต้อง ของการใช้ ภาษาและ การสื่อ ความหมา ย ได้ใจ ความส าคั ญและตรง ประเด็น การตรง ต่อเวลา รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
81 แบบสังเกตพฤติกรรมท างาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้ว ขีด ✔ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน เกณฑ์การประเมิน กำหนดระดับคุณภาพ 4 ระดับ ระดับ 1 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง หมายถึง ปรับปรุง ระดับ 2 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ้างครั้ง หมายถึง พอใช้ ระดับ 3 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง หมายถึง ดี ระดับ 4 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ หมายถึง ดีมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18 - 20 ดีมาก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ำกว่า 10 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../.................... ล าดั บ ที่ ชื่อ-สกุล การ แสดง ความ คิดเห็น การ ยอมรับ ฟังคนอื่น การ ท างาน ตามที่ ได้รับ มอบหมา ย ความมี น้ าใจ การมี ส่วนร่วม ในการ ปรับปรุง ผลงาน กลุ่ม รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
82 แบบบันทึกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค าชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้ว ขีด ✔ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน เลขที่ ชื่อ – สกุล ใฝ่เรียนรู้ มีวินัย สรุปผล 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 6 - 8 ดีมาก 4 - 5 ดี 2 - 3 พอใช้ 0 - 1 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../....................
83 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 (การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา) กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สมรรถภาพทางกาย 1 ชั่วโมง เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย วันที่.......... เดือน...................................... พ.ศ..................... 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ ตัวชี้วัด พ 4.1. ม.1/4 สร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ 2. สาระส าคัญ สมรรถภาพทางกาย เป็นความสามารถของร่างกายในการทำงานที่ทำให้ร่างกาย ทำงานได้ นาน โดยไม่เหนื่อยง่าย ซึ่งสามารถสร้างได้โดยการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา และการฝึกฝน ทักษะ การศึกษาวิธีทดสอบสมรรถภาพทางกาย และการฝึกปฏิบัติ ตลอดจนหาวิธีสร้างเสริมและ ปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ จะช่วยให้เป็นบุคคลที่มีสมรรถภาพทางกาย 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถบอกวิธีการทดสอบสมรรถภาพทางกายในแต่ละด้านได้ (K) 2. นักเรียนเห็นถึงความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพทางกาย (A) 3. นักเรียนปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมายได้ (P) 4. สาระการเรียนรู้ การทดสอบสมรรถภาพทางกาย 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ขั้นเตรียม 1.1 ตรวจสอบรายชื่อ และเช็คชื่อนักเรียน 1.2 ครูแจ้งเรื่องที่จะเรียนและจุดประสงค์การเรียน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ
84 1.3 ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม เท่าๆ กัน คละกันตามความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน ขั้นสอน 2. ขั้นนำเสนอกรณีศึกษา 2.1 ครูนำเสนอกรณีศึกษา คือ เปิดวิดีทัศน์การทดสอบสมรรถภาพทางกายให้นักเรียน ดู 2.2 ครูให้นักเรียนบอกชื่อเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่นำมาแสดงให้นักเรียนดู แล้วครู แนะนำเครื่องมือและอุปกรณ์ให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจการใช้งาน 2.3 ครูอธิบายวิธีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 9 รายการ ให้นักเรียนฟัง แล้วให้ นักเรียนทบทวนความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของการทดสอบสมรรถภาพทางกายแต่ละรายการ เพื่อทำ ความเข้าใจ 2.4 นักเรียนร่วมกันศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาจากใบความรู้ สื่อการสอน เรื่อง การ ทดสอบสมรรถภาพทางกาย ประกอบไปด้วยหัวข้อต่อไปนี้ ประโยชน์และความสำคัญของการทดสอบ สมรรถภาพทางกาย แบบทดสอบสมรรถภาพ ทางกาย และวิธีการทดสอบสมรรถภาพ 3. การวินิจฉัยและอภิปรายกรณีศึกษา 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ในเนื้อหาที่ได้จาก การศึกษาใบความรู้และสื่อการสอน เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย และร่วมกันเขียนแผนภาพ ความคิดในหัวข้อต่อไปนี้ ประโยชน์และความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพทางกาย แบบทดสอบสมรรถ ภาพทางกาย ขั้นสรุป 4. การประเมินและตัดสินใจ 4.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน 4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันประเมินผลการปฏิบัติงานไปพร้อม ๆ กัน 6. สื่อและแหล่งการเรียนรู้ 1. รูปภาพการออกกำลังกาย และการทดสอบสมรรถภาพทางกาย จากสื่ออินเทอร์เน็ต 2. ใบความรู้ เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3. Power Point เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย
85 4. ใบงานกิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การทดสอบสมรรถภาพทางกาย 5. อุปกรณ์ ได้แก่ กระดาษชาร์ท ปากกาเคมี สีไม้ กระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์ วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์ 1. นักเรียนสามารถบอก วิธีการทดสอบ สมรรถภาพทางกายในแต่ ละด้านได้ (K) แผนผังความคิด แบบประเมิน แผนผังความคิด ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 2. นักเรียนเห็นถึง ความสำคัญของการ ทดสอบสมรรถภาพทาง กาย (A) สังเกตพฤติกรรมการ ทำงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทำงานกลุ่ม ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์ 3. นักเรียนปฏิบัติภาระ งานที่ได้รับมอบหมายได้ (P) สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ แบบประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ระดับคุณภาพ 2 ผ่านเกณฑ์
86 บันทึกผลหลังการสอน ผลการสอน …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................... ................. ปัญหาและอุปสรรค …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ แนวทางการแก้ไขปัญหา …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ………………………………….. (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) ผู้สอน วันที่.........เดือน........................พ.ศ..............
87 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................... ................. ลงชื่อ……………………………………................ (นายพิทยา บุญเรือง) ครูพี่เลี้ยง วันที่............เดือน....................พ.ศ........... ความคิดเห็นของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………...…………..…………………………………… ……………..………………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………..…….…………………………………………………………….....................................................… ……………………………………...…................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ……………………………………............. ( นายวิริยันต์ ตะวัน ) ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองสำโรงวิทยา วันที่............เดือน.......................พ.ศ...........
88 แบบประเมินแผนผังความคิด เกณฑ์การให้คะแนน ดีมาก = 4 ดี = 3 พอใช้ = 2 ปรับปรุง = 1 เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคะแนน 16-20 ดีมาก 11-15 ดี 6-10 พอใช้ 1-5 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../.................... เลข ที่ ชื่อ-สกุล ความ ถูกต้อง ครบถ้วน ของ เนื้อหา ความ สะอาด ความเป็น ระเบียบ ความ ถูกต้อง ของการใช้ ภาษาและ การสื่อ ความหมา ย ได้ใจ ความส าคั ญและตรง ประเด็น การตรง ต่อเวลา รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
89 แบบสังเกตพฤติกรรมท างาน ค าชี้แจง : ให้ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้ว ขีด ✔ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน เกณฑ์การประเมิน กำหนดระดับคุณภาพ 4 ระดับ ระดับ 1 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง หมายถึง ปรับปรุง ระดับ 2 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ้างครั้ง หมายถึง พอใช้ ระดับ 3 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง หมายถึง ดี ระดับ 4 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ หมายถึง ดีมาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18 - 20 ดีมาก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ำกว่า 10 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../.................... ล าดั บ ที่ ชื่อ-สกุล การ แสดง ความ คิดเห็น การ ยอมรับ ฟังคนอื่น การ ท างาน ตามที่ ได้รับ มอบหมา ย ความมี น้ าใจ การมี ส่วนร่วม ในการ ปรับปรุง ผลงาน กลุ่ม รวม 20 คะแนน 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1
90 แบบบันทึกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ค าชี้แจง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้ว ขีด ✔ ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน เลขที่ ชื่อ – สกุล ใฝ่เรียนรู้ มีวินัย สรุปผล 4 3 2 1 4 3 2 1 เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 6 - 8 ดีมาก 4 - 5 ดี 2 - 3 พอใช้ 0 - 1 ปรับปรุง ลงชื่อ...................................................................ผู้ประเมิน (นายจีระศักดิ์ กุญชรน้อย) วันที่....................../....................../....................
91 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 (การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา) กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สมรรถภาพทางกาย 1 ชั่วโมง เรื่อง วิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ วันที่.......... เดือน...................................... พ.ศ..................... 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ ตัวชี้วัด พ 4.1. ม.1/4 สร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ 2. สาระส าคัญ ภายหลังการทดสอบสมรรถภาพ ผู้ทดสอบจะได้ทราบผลการทดสอบจากตนเอง หรือผู้ ควบคุม ซึ่งผลการทดสอบสามารถทำให้บุคคลรู้จักตนเอง ตัดสินใจ หรือเลือกที่จะปรับปรุงตนเอง เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพให้ดีขึ้นหรือคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยวิธีการสร้างเสริมและปรับปรุง สมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถบอกวิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายได้ (K) 2. นักเรียนเห็นถึงความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพทางกาย (A) 3. นักเรียนปฏิบัติภาระงานที่ได้รับมอบหมายได้ (P) 4. สาระการเรียนรู้ วิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ขั้นเตรียม 1.1 ตรวจสอบรายชื่อ และเช็คชื่อนักเรียน 1.2 ครูแจ้งเรื่องที่จะเรียนและจุดประสงค์การเรียน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ
92 1.3 ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม เท่าๆ กัน คละกันตามความสามารถ เก่ง ปานกลาง อ่อน 1.4 ครูนำผลการทดสอบทางสมรรถภาพทางกาย มาแสดงให้นักเรียนดู ให้นักเรียน ร่วมกันพิจารณาผลการทดสอบด้านต่าง ๆ ในรูปภาพ นักเรียนและครูร่วมกันตั้งคำถามจากผลการ ทดสอบ ดังกล่าว ดังนี้ - ผลการทดสอบสมรรถภาพสามารถนำไปใช้พัฒนาสมรรถภาพได้อย่างไร - วิธีการสร้างเสริมและปรับสมรรถภาพสามารถปฏิบัติได้ ขั้นสอน 2. ขั้นนำเสนอกรณีศึกษา 2.1 ครูนำเสนอกรณีศึกษา คือ เปิดวิดีทัศน์วิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย ให้นักเรียนดู 2.2 ให้นักเรียนร่วมกันศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาจากใบความรู้ สื่อการสอน เรื่อง วิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผลการทดสอบ 2.3 ครูสุ่มนักเรียนออกมารายงานผลการทดสอบสมรรถภาพ ทางกายของตนเองให้ เพื่อนฟัง แล้วให้นักเรียนบอกวิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายที่เหมาะสมสำหรับ ตนเองตามความเข้าใจของนักเรียน 2.4 ครูใช้คำถามกระตุ้นความคิดนักเรียน - ก่อนสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของตนเอง นักเรียนมีวิธีเตรียม ตัวอย่างไร 3. การวินิจฉัยและอภิปรายกรณีศึกษา 3.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ในเนื้อหาที่ได้จาก การศึกษาใบความรู้และสื่อการสอน เรื่อง วิธีการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายตามผล การทดสอบ 3.2 ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายมี ประโยชน์ในการสร้างเสริมและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายของตนเองอย่างไร แล้วทำเป็นแผนผัง ความคิด