The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Narumol Sirisri, 2023-08-02 03:45:59

รวบรวมบทความ

รวบรวมบทความ

Book Now สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology ดร.อนุส นุ รณ์ นามประดิษฐ์ อาจารย์ปย์ ระจำ วิชวิา นายอรุณ สาลี ผู้จัผู้ ดจัทำ นางสาววาสนา เทพกรรณ์ ผู้จัผู้ ดจัทำ นางสาวนฤมล ศิริศริรี ผู้จัผู้ ดจัทำ นางสาวอินทิรา สุก สุ ใส ผู้จัผู้ ดจัทำ รวบรวมบทความเกี่ยวกับประเด็น "แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา" วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology 10 บทความในประเทศเกี่ยวกับประเด็น "แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา" วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา การนําแผนยุทธศาสตร์ก ร์ ารพัฒนาการศึกษาขององค์การบริห ริ ารส่วนจังหวัดนครราชสีม สี าไปปฏิบัติ โดย พระครูปลัดอาหยวน วิสุทธิญาณเมธี (มุ่งฝอยกลาง) และลือชัย วงษ์ทอง วิทยาลัยการบริห ริ ารรัฐ รั กิจ, มหาวิทยาลัยบูรพา แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ต ร์ ามแผนพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคามฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดย แจ่มจันทร์ หลูปรีช รี าเศรษฐ กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรีย รี นในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดย พรชัย เทพปัญญา, ไพบูลย์ ช่างเรีย รี น, นิยม รัฐ รั อมฤต, วนิดา สัจพันโรจน์ และพราวพิชชา เถลิงพล การประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษา เขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560-2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสํานักงานศึกษาธิการภาค 10 โดย ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย, ศิริพ ริ ร ศรีจั รีจั นทะ, อนุภูมิ คํายัง, ชัยมงคล ปินะสาและสุภชัย จันปุ่ม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น การศึกษาการจัดทำ แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง โดย กฤษณะ ทัพบำ รุง


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology 10 บทความในประเทศเกี่ยวกับประเด็น "แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา" วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา TRIAM MODEL : การจัดทำ แผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่ มีส่ วนร่ว ร่ มของโรงเรีย รี นเตรีย รี อุดมศึกษาภาคเหนือ โดย บุญชู กันเกตุ, ชัยลักษณ์ รัก รั ษา และจารุวรรณ พลอยดวงรัต รั น์ ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พั ร์ พั ฒนาการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริห ริ ารโรงเรีย รี นสังกัดสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธ รี รรมราช โดย สุพัตรา วัฒนสงค์, วิรัต รั น์ธรรมาภรณ์ และละมุล รอดขวัญ2 แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรีย รี นขนาดเล็ก สังกัดสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ โดย อภิรดีแสนงาม และสุชาดา บุบผา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี แนวทางพัฒนาการบริห ริ ารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรีย รี นช่องลมสุขสันต์ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากําแพงเพชร เขต 1 โดย สุกัญญา แก้วสุขา และ ภูมิพิพัฒน์ รัก รั พรมงคล หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริห ริ ารการศึกษา), มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร การจัดทำ แผนพัฒนาการบริห ริ ารโดยใช้โรงเรีย รี นเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรีย รี นเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชีย ชี งใหม่ โดย ฐาปณี แสนคำ หมื่น, ยงยุทธ ยะบุญธง และธารณ์ ทองงอก


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology 2 บทความต่างประเทศเกี่ยวกับประเด็น "แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา" วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา THE DEVELOPMENT OF EDUCATIONALACCOUNTABILITY IN CHINA AND DENMARK DEVELOPMENT OF EDUCATION IN KENYA: INFLUENCE OF THE POLITICAL FACTOR BEYOND 2015 MDGS


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology บทความภายในประเทศ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่ 4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 187 การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ THE IMPEMENTATION OF EDUCATIONAL DEVELOPMENT STRATEGIC PLAN OF NAKHON RATCHASIMA PROVINCIAL ADMINISTRATION ORGANIZATIONS พระครูปลัดอาหยวน วิสุทธิญาณเมธี (มุ่งฝอยกลาง) ARYUAN MUNGFLOYKLANG ลือชัย วงษ์ทอง LUECHAI WONGTHONG วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ, มหาวิทยาลัยบูรพา GRADUATE SCHOOL OF PUBLIC ADMINISTRATION, BURAPHA UNIVERSITY จังหวัดชลบุรี CHONBURI PROVINCE รับบทความ : 15 พฤษภาคม 2563/ปรับแก้ไข : 23 กรกฎาคม 2563/ตอบรับบทความ : 27 สิงหาคม 2563 Received : 15 May 2020/Revised : 23 July 2020/Accepted : 27 August 2020 บทคัดย่อ วัตถุประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษา 1) การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา 2) การบรรลุ เป้าประสงค์ และ 3) ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ด้วยวิธีการวิจัยแบบผสม กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้บริหาร จำนวน 4 คน และกลุ่มผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ จำนวน 6 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีค่าดัชนี ความสอดคล้อง (IOC ) มากกว่า 0.50 ทั้งฉบับ ในการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา แบบหน่วยบริบทโดยการแบ่งรูปแบบของหัวข้อเรื่อง สำหรับกลุ่มตัวอย่างเลือกโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็นจากกลุ่ม ผู้แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 58 โรงเรียน ด้วยการสุ่มแบบโควต้า จาก 30 โรงเรียน ๆ ละ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ๆ ละ 1 คน รวม 240 คน ใช้แบบสอบถามที่มีค่า IOC ทั้งฉบับเท่ากับ 0.982 เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) มีการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตทุกช่วงวัย 2) เน้นการใช้ระบบ Thailand 4.0 พัฒนาสื่อ นวัตกรรม ICT DLIT DLTV ในการจัดการเรียนการสอน และเน้นครูเก่งคอมพิวเตอร์ 3) จัดกิจกรรม ส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 4) มีการสนับสนุนงบประมาณด้านกีฬาภายในโรงเรียน และ 5) จัดการศึกษา ให้เป็นสังคมแห่งเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน โดยภาพรวมสามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้อยู่ในระดับมาก ( X =3.14, SD=0.45) และการแปลงนโยบายไปปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก ( X =3.20, SD=0.37) ซึ่งยังพบปัญหา อุปสรรคที่สำคัญเกี่ยวข้องกับความไม่ยืดหยุ่นของแผนยุทธศาสตร์ งบประมาณประจำปีมีจำนวนจำกัด ขาดแคลนบุคลากร ขาดงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนาและวัสดุอุปกรณ์ ยังไม่มีผลการสำรวจหรือประชาวิจารณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา อย่างแท้จริง และการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้มีผลต่อการดำเนินงานที่ไม่ต่อเนื่อง คำสำคัญ : แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา, เป้าประสงค์, การบริหารพัฒนา, องค์การบริหารส่วนจังหวัด


188 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) ABSTRACT The objectives of this research were 1) the implementation of the educational development strategic plan, 2) achievement of goals, and 3) obstacles and recommendations according to the educational development strategic plan of Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization. This research is a mixed method research and key informants were four executives and six leaders who implemented the policy. The chosen sample groups were chosen without probability from policy implementers to practice in 58 schools by quota sampling in which 240 people were selected from 30 schools. The people who filled out the whole questionnaire were 0.982. The data were analyzed using percentage, mean, and standard deviation statistics. The results showed that 1) a continuous learning throughout all ages, 2) the use of Thailand 4.0 systems to develop innovations and the use of ICT, DLIT, and DLTV, 3) activities to promote arts, culture, and tradition, 4) budget support for internal sports competitions, and 5) the organized education to be a learning society towards ASEAN are found. Overall, the strategic plan can be implemented at a high level ( X =3.14, SD=0.45) and policy conversion into practice is at a high level ( X =3.20, SD=0.37). However, the major obstacle is related to the inflexibility of the strategic plan, the limited annual budget, and the lack of funding for development and materials. In addition, no public criticism to implement policies for actual development and changes in management results in discontinuous enforcement of these policies revealed. Keywords : Educational development strategic plan, Objectives, Development administration, Provincial administrative organization บทนำ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 21กำหนดให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาตามความพร้อมความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ ประสานส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 17อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 กฎกระทรวง (18) กิจการที่ได้มีการกำหนดไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนาองค์การ บริหารส่วนจังหวัด และตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หมวด 2 มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ ในการจัดระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง (6) การจัดการศึกษากฎหมาย ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ได้มีการกำหนดให้องค์การปกครองท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับ ตามความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นแต่ละแห่งและกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2547 (Office of Education Religious and Culture Promotion, 2016, p. 1)


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 189 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาถ่ายโอนมาสังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาแล้วจำนวน 58โรง ดังนี้ โดยรับโอนครั้งที่ 1เมื่อวันที่ 29 มกราคมพ.ศ. 2550จำนวน 1โรงเรียน คือ โรงเรียนบัวใหญ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ประจำอำเภอบัวใหญ่ รับโอนครั้งที่ 2เมื่อวันที่ 6กันยายน พ.ศ. 2550 จำนวน 1 โรงเรียน รับโอนครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 จำนวน 47 โรงเรียน รับโอนครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2550 จำนวน 4 โรงเรียน และรับโอนครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จำนวน 5โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 58โรงเรียน (Office of Education Religious and Culture Promotion, 2016, p. 2) แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การศึกษาภาคบังคับระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ทั้งนี้สถานศึกษาทุกแห่งได้ยึดมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปีพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 เป็นแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ 1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหา 3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง 4) จัดการเรียนการสอนโดยการผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วน สมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา 5) ส่งเสริมสนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ และ 6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพ (Office of the National Education Commission, 2002, pp. 14-15) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา (พ.ศ. 2560-2563) อาศัยอำนาจตามความในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินรายได้ ของสถานศึกษาไปจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2551 ข้อ 9 (Government Gazette, 2008, p. 4) และตามคณะกรรมการการศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้ความเห็นชอบ และประกาศใช้ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ในประเด็นยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาการศึกษา 2) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3) การส่งเสริม สนับสนุนด้านศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณี โดยประชาชนมีส่วนร่วม 4) การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ และ 5) การส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดการศึกษา ตามจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา (Goals) โรงเรียนในสังกัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา จะเห็นได้ว่า ทั้ง 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ เป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่มุ่งเน้นจะให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลคุณภาพการศึกษา ทำให้นักเรีย น มีการศึกษาที่ดี ตลอดถึงประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาและเข้ามามีส่วนร่วมและสนับสนุนส่งเสริม การจัดการศึกษา ดังนั้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าการศึกษาเพื่อการวิจัยเรื่อง “การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ” โดยมีการกำหนด การศึกษาครอบคลุมทั้งจังหวัดนครราชสีมา จะมีส่วนช่วยในการทราบถึงผลของการบริหารจัดการศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา รับทราบถึงปัญหา ข้อเสนอแนะ ทางออกของปัญหาที่ดีเพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไปบูรณาการกับองค์กรต่อไป


190 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ไปปฏิบัติ 2. เพื่อศึกษาการบรรลุเป้าประสงค์การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ 3. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ประโยชน์การวิจัย 1. ได้ทราบถึงการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ไปปฏิบัติ 2. ได้ทราบถึงการบรรลุเป้าประสงค์การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ 3. ได้ทราบถึงปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ 4. ผลที่ได้จากการวิจัยจะเป็นแนวทางสำหรับนำไปสู่การบริหารการพัฒนาจัดการศึกษาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาและองค์กรอื่น ๆ ต่อไป กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization, 2018, p. i) จำนวน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาการศึกษา 2) ด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3) ด้านการส่งเสริมสนับสนุนด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีโดยประชาชนมีส่วนร่วม 4) ด้านการพัฒนากีฬา สู่ความเป็นเลิศ และ 5) ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน และได้นำทฤษฎี ของการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตามที่วรเดช จันทศร (Chandarasorn, 2011, pp. 129-146) ได้เสนอตัวแบบทางทฤษฎี (Theoretical models) หรือแนวทางการศึกษาที่พิจารณาเป็นว่าสำคัญและมีประโยชน์ โดยผู้วิจัยนำมาแปลงเป็นนโยบาย สู่การปฏิบัติได้จำนวน 8 ข้อ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์นโยบาย/ยุทธศาสตร์ 2) การกำหนดภารกิจและการมอบหมายงาน 3) มาตรฐานในการปฏิบัติงาน 4) โครงสร้าง 5) บุคลากร 6) งบประมาณ 7) สถานที่ และ 8) วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้และนำมาใช้ในการประยุกต์กำหนดเป็นตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ ตามแผนยุทธศาสตร์ของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 4 ปี พ.ศ. 2560-2563 (Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization, 2018, online) แสดงดังภาพที่ 1


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 191 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method research) ได้รับการรับรองจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ จากประธานคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย ระดับบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา หมายเลขรับรอง 067-2562 รับรองเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 มีวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Quanlitative research) 1. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติงานด้านการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายไปปฏิบัติในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive) จำนวน 10 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้บริหาร (ผู้กำหนดนโยบาย) เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องทางด้านการกำหนดนโยบายทางด้านการศึกษา ให้กับโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยดำรงตำแหน่ง นายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาที่ดูแลฝ่ายการศึกษา ปลัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และผู้อำนวยการส่วนการศึกษา รวมจำนวน 4 คน การบรรลุเป้าประสงค์ ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการพัฒนาการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการส่งเสริมสนับสนุนด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีโดยประชาชนมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ 1. วัตถุประสงค์นโยบาย/ ยุทธศาสตร์ 5. บุคลากร 2. การกำหนดภารกิจและการมอบหมายงาน 6. งบประมาณ 3. มาตรฐานในการปฏิบัติงาน 7. สถานที่ 4. โครงสร้าง 8. วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้


192 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (ระดับผู้บังคับบัญชา) เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบาย ทางการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปบริหารโรงเรียน คือ ประธานกลุ่มโรงเรียน โดยใช้เกณฑ์ ของสำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กำหนดให้มีศูนย์ประสานงาน ด้านการศึกษาและแบ่งพื้นที่แต่ละแห่งเพื่อดำเนินงานทางการศึกษาร่วมกัน เรียกว่า กลุ่มโรงเรียน มีทั้งหมด 6 กลุ่ม ๆ ละ 1 คน รวมจำนวน 6 คน 2. ผู้วิจัยสร้างแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัย นำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ทำการปรับปรุงตามคำแนะนำ แล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พิจารณาความสอดคล้อง นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index Of Congruence : IOC) ตามวิธีของสุวิมล ติรกานันท์ (Trirakanan, 2007, p. 165) ของคำถามในแต่ละข้อ พบว่า ทุกข้อมีค่า IOC>0.50 แสดงว่าข้อคำถามตรงตามที่ต้องการ 3. ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยชี้แจ้งการเข้าร่วมการวิจัยให้ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้ทราบ และลงนามในเอกสารความยินยอมก่อนเริ่มการแบบสัมภาษณ์ด้วยตนเอง ผู้วิจัยขออนุญาตทำการบันทึกเสียง บันทึกภาพ และจดบันทึก ระหว่างการสัมภาษณ์ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต่อ 1 คน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) แบบหน่วยบริบท (Contextual unit) โดยการแบ่งรูปแบบของหัวข้อเรื่อง (Categories) ที่วิเคราะห์และนำมาเขียนการรายงานผลการวิจัย นำเสนอผลการวิจัย ในรูปแบบเชิงบรรยาย (Descriptive research) และสรุปเชิงวิเคราะห์ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นกลุ่มผู้แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (ผู้ปฏิบัติงาน) เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการนำนโยบายด้านการศึกษาไปสู่การปฏิบัติตามที่ผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้ ซึ่งปฏิบัติงานตำแหน่งหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา 58 โรงเรียน จำนวน 464 คน (Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization, 2018, online) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ ความน่าจะเป็น ด้วยการสุ่มแบบโควต้า จาก 30 โรงเรียน ๆ ละ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ๆ ละ 1 คน รวม 240 คน 2. ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะของข้อคำถามเป็นแบบเลือกตอบ (Check list) แบ่งออกเป็น 5 ตอน ดังนี้คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มผู้แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (ผู้ปฏิบัติงาน) ตอนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการพัฒนาการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการพัฒนา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการส่งเสริมสนับสนุนด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี โดยประชาชนมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ และยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ สู่ประชาคมอาเซียน ตอนที่ 3 การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ได้ก่ 1) วัตถุประสงค์ นโยบาย/ยุทธศาสตร์ 2) การกำหนด ภารกิจและการมอบหมายงาน 3) มาตรฐานในการปฏิบัติงาน 4) โครงสร้าง 5) บุคลากร 6) งบประมาณ 7) สถานที่ และ 8) วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ ตอนที่ 4 การบรรลุเป้าประสงค์การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 193 สำหรับตอนที่ 2 ถึงตอนที่ 4 เป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating scale) ใช้ในการให้ความคิดเห็น แบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 4 คะแนน หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้มากที่สุด (เห็นด้วยมากที่สุด) 3 คะแนน หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้มาก (เห็นด้วยมาก) 2 คะแนน หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้น้อย (เห็นด้วยน้อย) 1 คะแนน หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้น้อยที่สุด (เห็นด้วยน้อยที่สุด) ตอนที่ 5 ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะต่อการนำผลยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ลักษณะเป็นแบบปลายเปิด (Open end) นำแบบสอบถามประเมินค่าความสอดคล้องภายใน (Content validity) เสนอผู้เชี่ยวชาญซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผู้อำนวยการโรงเรียนมะค่าวิทยา และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา รวมจำนวน 3 คน นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่าดัชนี ความสอดคล้อง (Index Of Congruence : IOC) ของคำถามในแต่ละข้อ พบว่า ทุกข้อมีค่า IOC<0.50 แสดงว่า ข้อคำถามตรงตามที่ต้องการ จากนั้นนำไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มที่ใกล้เคียงกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จำนวน 30 คน นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability analysis) ด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (-Coefficient) ของ Cronbach เป็นเกณฑ์ชี้วัดความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม (Trirakanan, 2007, p. 175) ได้ค่าทั้งฉบับเท่ากับ 0.982 3. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการส่งแบบสอบถามพร้อมเอกสารชี้แจงการเข้าร่วมการวิจัยและเอกสาร ยินยอมเข้าร่วมโครงการทางไปรษณีย์ถึงหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 240 ชุด ได้รับกลับคืนมาจำนวน 236 ชุด คิดเป็นร้อยละ 98 4. วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ใช้สถิติค่าร้อยละ (Percentage) และข้อมูลความคิดเห็น ใช้สถิติค่าเฉลีย (Mean : X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation : SD) โดยใช้เกณฑ์การแปลผล คะแนนเฉลี่ยตามวิธีของลือชัย วงษ์ทอง (Wongthong, 2014, unpaged) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 1.00-1.75 หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้น้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.76-2.50 หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้น้อย ค่าเฉลี่ย 2.51-3.25 หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้มาก ค่าเฉลี่ย 3.26-4.00 หมายถึง สามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติได้มากที่สุด แสดงผลการวิจัยด้วยวิธีเชิงพรรณนาพร้อมตารางประกอบ ผลการวิจัย 1. ผลการศึกษาการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมาไปปฏิบัติ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการศึกษา พบว่า มีการจัดการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใน ท้องถิ่นได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยยินดีให้ความร่วมมือกับอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ในการเปิด สอนวิชาชีพตามโครงการเรียนร่วมหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) อาชีวะศึกษา แนะนำหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษาตอนปลาย) ทั้งสองฝ่ายในร่วมกันประชุมปรึกษาหารือ หาข้อตกลงเพื่อความ


194 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) เห็นชอบร่วมกันในการดำเนินการให้จัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาที่สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งได้ตกลงค่าใช้จ่าย การใช้อาคารสถานที่ บุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มีการได้ปฏิบัติตามนโยบาย ในเรื่องจุดเน้นของโรงเรียน (มีห้องเรียนพิเศษเน้นวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์) สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 มีการพัฒนาความรู้ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชนในท้องถิ่นได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีการส่งเสริมให้จัดการศึกษา ด้านการสร้าง ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ เพื่อเตรียมเด็กและเยาวชนให้มีสุขภาพที่ดีตามวัยพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยสุขภาพดี ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่า มีระบบเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อการสื่อสารที่ทันสมัยและเกิดประสิทธิภาพ สถานศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา ได้ใช้ระบบสารสนเทศทางการศึกษา Thailand 4.0 พัฒนาสื่อ นวัตกรรมทาง ICT, DLIT, DLTV ใน การจัดการเรียนการสอน มีการส่งเสริมด้านเทคโนโลยี ในเรื่องคอมพิวเตอร์ มีการดำเนินการให้ครูเก่งสอน คอมพิวเตอร์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมสนับสนุน ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีโดยประชาชนมี ส่วนร่วม พบว่า ได้ร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา ส่งเสริมการจัดกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเกิดความรัก ความภูมิใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยที่ดี งาม ส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรม เอกลักษณ์ ของดีของจังหวัดนครราชสีมา โดยได้ร่วมกับองค์กรภาครัฐ และเอกชนจัดกิจกรรม ในส่วนด้านศาสนามีการจัดให้เป็นโรงเรียนวิถีพุทธก็ให้เข้าร่วมกิจกรรมปกติ ตอนนี้ก็จะ ปรับไปในรูปแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วย มีการประเมินตามหลักปรัชญานโยบายของรัฐบาล มาสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา แล้วส่งนโยบายเข้าโรงเรียนที่ต้องปฏิบัติเป็นกิจกรรมที่ดีการส่งเสริม ทางด้านการอนุรักษ์สืบสาน มีโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น ผลประเมินหลายโรงเรียนเป็นระดับดีเยี่ยม จากนี้ไปจะเข้า สู่การเรียนรู้ต้นแบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำให้นักเรียนได้เข้าใจและเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ พบว่า มีการสนับสนุนงบประมาณด้านกีฬาให้กับ โรงเรียนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา มีเยาวชนระดับทีมชาติ โดยมองว่านักเรียนที่วิชาการไม่เก่ง มากนัก ก็ส่งเสริมด้านความถนัดเพื่อให้ไปถึงกีฬาที่เป็นอาชีพได้ มีการให้นักเรียนเข้าค่ายและจัดสรรงบประมาณ มาให้เรียบร้อย มีโค้ชฝึกในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมในด้านกีฬาอย่างดีเยี่ยม มีนโยบายการจัดส่งเสริมด้านกีฬาจะมี ศูนย์กีฬาแต่ละประเภท แต่ละชนิด ส่งเสริมกีฬาทุกประเภท ตลอดจนจัดให้มีและปรับปรุงสถานที่ ลานกีฬา สนาม กีฬา อุปกรณ์กีฬา ส่งเสริมการออกกำลังกาย และนันทนาการชุมชน ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน พบว่า มีการจัดการ เรียนการสอน กิจกรรม อาเซียน โรงเรียนศูนย์อาเซียนแต่ละโรงเรียน มีห้องเรียนอาเซียน มีการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร และภาษาเพื่อนบ้านในอาเซียน การเรียนรู้อาเซียน มีการส่งเสริมว่าให้นักเรียนได้เรียนรู้ ได้มีการ ส่งเสริมตลอดทางด้านภาษาอังกฤษการสนทนา การเรียนรู้ประเทศในอาเซียน 2. ผลการศึกษาการบรรลุเป้าประสงค์การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ มีดังนี้


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 195 ตารางที่ 1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ไปปฏิบัติ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา X SD ระดับ การปฏิบัติ อันดับ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการศึกษา 3.26 0.45 มากที่สุด 2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3.18 0.53 มาก 3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมสนับสนุน ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณี โดยประชาชนมีส่วนร่วม 3.13 0.56 มาก 4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ 3.29 0.54 มากที่สุด 1 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน 2.85 0.66 มาก 5 ภาพรวม 3.14 0.45 มาก จากตารางที่ 1 พบว่า ภาพรวมสามารถนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติได้ อยู่ในระดับมาก ( X =3.14, SD=0.45) จำแนกเป็นรายยุทธศาสตร์พบว่า ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =3.29, SD=0.54) รองลงมาคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการศึกษา ( X =3.26, SD=0.45) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ( X =3.18, SD=0.53) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมสนับสนุน ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและประเพณีโดยประชาชนมีส่วนร่วม ( X =3.13, SD=0.56) และยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริม และพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ประชาคมอาเซียน ( X =2.85, SD=0.66) ตามลำดับ การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ แสดงดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ X SD ระดับการปฏิบัติ อันดับ 1. วัตถุประสงค์นโยบาย/ ยุทธศาสตร์ 3.17 0.48 มาก 5 2. การกำหนดภารกิจและการมอบหมายงาน 3.16 0.48 มาก 6 3. มาตรฐานในการปฏิบัติงาน 3.35 0.44 มากที่สุด 1 4. โครงสร้าง 3.26 0.43 มากที่สุด 2 5. บุคลากร 3.19 0.48 มาก 4 6. งบประมาณ 3.15 0.52 มาก 7 7. สถานที่ 3.21 0.42 มาก 3 8. วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ 3.11 0.51 มาก 8 ภาพรวม 3.20 0.37 มาก จากตารางที่ 2 พบว่า ภาพรวมการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก ( X =3.20, SD=0.37) จำแนกเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด 2 ข้อ คือ มาตรฐานในการปฏิบัติ ( X =3.35, SD=0.44) และโครงสร้าง ( X =3.26, SD=0.43) รองลงมาอยู่ในระดับมาก 6 ข้อ คือ สถานที่ ( X =3.21, SD=0.42)


196 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) บุคลากร ( X =3.19, SD=0.48) วัตถุประสงค์ นโยบาย/ยุทธศาสตร์ ( X =3.17, SD=0.48) การกำหนดภารกิจและ การมอบหมายงาน ( X =3.16, SD=0.48) งบประมาณ ( X =3.15, SD=0.52) และวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ เครื่องใช้ ( X =3.11, SD=0.51) 3. ผลการศึกษาปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ มีดังนี้ ตารางที่ 3 ปัญหา อุปสรรค์ และข้อเสนอแนะ การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ 1. แผนการจัดการศึกษาไม่มีความยืดหยุ่น พิจารณา หลายขั้นตอนหลายระดับ และแผนที่ต้องนำไปปฏิบัติ มีความแร่งด่วน ทำให้ส่งผลกระทบต่องานด้านการสอน ที่ไม่มีคุณภาพ 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกัน ในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการตามปฏิทิน การดำเนินงานและรายงานผลความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค ให้ผู้บริหารทราบ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในแต่ละพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างทั่วถึง 2. งบประมาณประจำปีมีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ของสถานศึกษา 2. ผู้เรียนควรได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ กระบวนการ คิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณอย่างสร้างสรรค์ ที่จำเป็น ตามหลักสูตรทุกกลุ่มสาระ 3. การขาดแคลนบุคลากรทั้งครูผู้สอน และเจ้าหน้าที่ ฝ่ายสนับสนุน 3. ผู้เรียนควรได้รับพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ปลูกจิตสำนึก ที่ดี ปลูกฝังค่านิยมรักษ์ท้องถิ่น มีจิตสาธารณะ และสนใจต่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืนมากขึ้น 4. ขาดงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนและครูผู้สอน ส่งผลให้คะแนนโอเน็ตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เพียงเล็กน้อย 4. สถานศึกษาควรจัดทำวิจัยแผนและนโยบายการบริหาร จัดการสู่ความเป็นเลิศให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูป การศึกษาและรองรับการเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน ในอนาคต 5. ขาดงบประมาณสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์สำหรับ การเรียนการสอนและการปรับปรุงสถานศึกษา ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน ส่งผลให้เกิดข้อจำกัด ปริมาณการใช้วัสดุอุปกรณ์สำหรับการเรียนกับนักเรียน และสถานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน 5. การเพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาครูผู้สอนให้ได้รับ การส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ โดยเฉพาะการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ของครูทุกคน และนำผลประเมินไปใช้ในการปรับการเรียน เปลี่ยนการสอนให้ครบทั้ง 8 เกณฑ์ประเมินทุกคน 6. ไม่มีการทำผลการสำรวจหรือประชาวิจารณ์จากบุคลากร ในองค์กรเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาอย่างจริงจัง 6. การพิ่มอัตรากำลังครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ และแต่ละเอกวิชาให้เพียงพอตามสัดส่วนนักเรียน และไม่ควรให้ครูผู้สอนปฏิบัติงานฝ่ายสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่สอน


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 197 ตารางที่ 3 (ต่อ) ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ 7. การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้มีผลต่อการดำเนินงาน ตามแผนและผู้บริหารขาดความตั้งใจจริงในการพัฒนา การศึกษา 7. ควรมีการจัดระบบบุคลากรให้มีความสมดุลและมีความ เสมอภาคกันโดยยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุข 8. ควรมีนโยบายรองรับการปรับเปลี่ยนผู้บริหาร เพื่อการดำเนินกิจกรรมโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดการบูรณาการอย่างต่อเนื่อง อภิปรายผล การนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาไปปฏิบัติ โดยการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตทุกช่วงวัย เน้นการใช้ระบบ Thailand 4.0 พัฒนาสื่อ นวัตกรรม ICT DLIT DLTV ในการจัดการเรียนการสอน และเน้นครูเก่งคอมพิวเตอร์ มีจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม และประเพณี มีการสนับสนุนงบประมาณด้านกีฬาภายในโรงเรียน และมีการจัดการศึกษาให้เป็นสังคมแห่งเรียนรู้ สู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งในภาพรวมสามารถนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ อยู่ในระดับมาก ดังที่ศุภชัย ยาวะประภาศ (Yavapraphas, 2012, pp.153-156) ได้ให้ความสำคัญของนโยบายสาธารณะ ระดับท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความต้องการของประชาชนอย่างกว้างขวางโดยพิจารณาใน 4 มิติ คือ ประชาชน นักการเมืองท้องถิ่น ส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับ Dye (1984, p. 1) ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลเลือกจะกระทำหรือไม่กระทำ แต่ถ้ารัฐเลือกที่จะทำ จะมีความครอบคลุม กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดของรัฐบาล ทั้งกิจกรรมที่เป็นกิจวัตรและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบางโอกาสและมีวัตถุประสงค์ ให้กิจกรรมที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทำบรรลุเป้าหมายด้วยดี และจะมีผลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนถึงแม้ว่าบางนโยบาย รัฐบาลจะไม่กระทำก็ตาม สำหรับปัญหา อุปสรรคที่พบนั้น ยังมีความเกี่ยวข้องกับความไม่ยืดหยุ่นของแผนยุทธศาสตร์ งบประมาณประจำปีมีจำนวนจำกัด ขาดแคลนบุคลากร ขาดงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนาบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งยังไม่มีผลการสำรวจหรือประชาวิจารณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งขั้นตอนการกำหนด กิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ และจำเป็นที่จะให้นโยบายนั้นประสบความสำเร็จคือ 1) การตีความของนโยบาย เป็นการทบทวนเพื่อให้มีความชัดเจนและมีความเป็นไปได้ในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง 2) การมีองค์กร เพื่อดำเนินการนโยบายนั้น ๆ รวมถึงการบริหารจัดการนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายนั้น ๆ และ 3) การปฏิบัติตามนโยบายเป็นการให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ให้ป็นไปตามขั้นตอน (Jones, 1977, p. 139) โดยในงานวิจัยของ Lam (2011, unpaged) ด้านนโยบายการศึกษา ที่พบว่า ในช่วงเริ่มการปฏิรูปการศึกษาและเศรษฐกิจมีข้อเรียกร้องให้จัดโปรแกรมพัฒนาบุคลากรครูอย่างน้อย 1 ครั้ง ข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ควรมีการประสานความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมโครงการตามปฏิทิน พร้อมทั้งรายงานผลและประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่รับผิดชอบเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดกิจกรรม โครงการ มีการพัฒนาความรู้ ทักษะ กระบวนการคิดวิเคราะห์ คุณธรรมจริยธรรม ปลูกฝังค่านิยมรักษ์ท้องถิ่น มีจิตสาธารณะ ที่จำเป็นต่อหลักสูตรทุกกลุ่มสาระและต่อการสนใจเรียนรู้ที่ยั่งยืนเพิ่มมากยิ่งขึ้น การจัดสรร


198 NRRU Community Research Journal Vol.14 No.4 (October - December 2020) และพัฒนาบุคลากร และวัสดุอุปกรณ์โดยมีการจัดสรรงบประมาณอย่างสอดคล้องและเพียงพอ สอดคล้องกับ งานวิจัยของ Al-Behaisi and Suha (2011, unpaged) ที่พบว่า การส่งเสริมให้มีการพัฒนาวิชาชีพสำหรับครู อย่างต่อเนื่อง คือ กระบวนการที่จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องและเสริมสร้างทักษะทางการสอนและจะช่วยให้ครูได้คิด หาวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ ในการนำไปใช้ในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างยั่งยืนได้ ข้อเสนอแนะที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ควรมีนโยบายการบริหารแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา แบบผลสัมฤธิ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารเพื่อให้เกิดการดำเนินงานต่อเนื่องอย่างบูรณาการที่ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งวรเดช จันทรศร (Chandarasorn, 2011, p. 146) ได้ศึกษาการนำนโยบายไปปฏิบัติเพื่อเป็นการแสวงหาวิธีการ และแนวทางปรับปรุงนโยบาย แผนงานและการปฏิบัติงานในโครงการให้ดีขึ้นโดยตัวแบบเชิงบูรณาการพิจารณาได้ 3 มิติ ได้แก่ 1) การวัดความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบายจากผลผลิต ผลลัพธ์ และผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้น 2) การวัดผลกระทบของนโยบาย และ 3) การวัดผลของนโยบายนั้นสามารถส่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยรวมได้หรือไม่พิจารณาจาก สมรรถนะขององค์การ ประสิทธิภาพในการวางแผนและการควบคุม ภาวะผู้นำ และความร่วมมือและการเมือง และการบริหารสภาพแวดล้อมภายนอก ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ควรมีการกำหนดนโยบายการส่งเสริมสนับสนุน ด้านศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณี โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน 2. องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ควรมีการกำหนดนโยบายอัตรากำลังบุคลากรให้มีความเพียงพอ กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอน 3. องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ควรมีนโยบายการลดขั้นตอนในการประสานความร่วมมือกัน ระหว่างโรงเรียนกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาในการดำเนินกิจกรรมตามโครงการเพื่อลดที่ดำเนินการในพื้นที่ 4. องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ควรมีอัตราเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและพัสดุให้เพียงพอทุก ๆโรงเรียน ไม่ควรให้ครูในโรงเรียนมาทำหน้าที่ตรงนี้ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ 1. ควรส่งเสริมให้ครูได้อบรมเพื่อการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตรทุกกลุ่มสาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษาฯ และสุขศึกษา พละศึกษา โดยการสอนแบบโครงงาน สอนให้ฝึกทดลองปฏิบัติจริงด้วยตนเอง และเพื่อเตรียมตัวยกระดับผลสัมฤทธิ์ 2. ควรส่งเสริมให้ครูจัดทำวิจัย แผน และนโยบาย เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศ ให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ 1. ควรมีการขยายขอบเขตการศึกษาเกี่ยวกับการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไปปฏิบัติให้กว้างขวางออกไป โดยศึกษาในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ผ่านการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparison study) 2. ควรมีการศึกษาถึงปัญหา อุปสรรคเกี่ยวกับการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นไปปฏิบัติในโรงเรียนการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparison study)


วารสารชุมชนวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปีที่ 14 ฉบับที่4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2563) 199 เอกสารอ้างอิง Al-Behaisi, S. K., & Suha, K. (2011). The impact of professional development on teacher practices and teaching efficacy. Retrieved January 16, 2019, fromhttp://gradworks.umi.com/34/82/3482533.html (In Thai) Chandarasorn, V. (2011). An integrated theory of public policy implementation. Bangkok : Shayblock. (In Thai) Dye, T. R. (1984). Public policy. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall. Government Gazette. (2008). Annual Budget Expenditure Act B. E. 2552. Government Gazette Volume 125, part 19 Kor, 14 October 2008. (In Thai) Jones, G. (1977). Organization behavior. New York: Haper Gollins. Lam, T. L. (2011). The impact of Vietnam's globalization on national education policies and teacher training programs for teachers of english as an international language: A case study of the University of Pedagogy in Ho Chi Minh City. San Diego: Alliant International University. Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization. (2018). Policy of the President of Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization. Retrieved January 16, 2019, from https://www.koratpao.go.th/content Show.php?id=1 (In Thai) Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization. (2018). Schools under Nakhon Ratchasima provincial Administrative Organization. Retrieved January 16, 2019, from https://www.koratpao.go.th/content Show.php?id=2 (In Thai) Office of Education Religious and Culture Promotion. (2016). Three-year educational development plan (2017-2019) Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization. Nakhon Ratchasima : Sakulthai Publication. (In Thai) Office of the National Education Commission. (2002). National Education Act B. E. 2542 (1999) and Amendments (Second National Education Act B. E. 2545 (2002). Bangkok : Phrikhwan graphics. (In Thai) Trirakanan, S. (2007). Research Methodology in Science : Guideline.Bangkok : Chulalongkorn University. (In Thai) Wongthong, L. (2014). Research methodology in public administration. Chonburi : Graduate School of Public Adminisrtation, Burapha University. (In Thai) Yavapraphas. (2012). Thai local public policy. Bangkok : Chudthong. (In Thai) ผู้เขียนบทความ พระครูปลัดอาหยวน วิสุทธิณาณเมธี (มุ่งฝอยกลาง) นิสิตระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา เลขที่ 169 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20131 E-mail: [email protected] ดร.ลือชัย วงษ์ทอง ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา ปัญหา อุปสรรคที่พบมีความเกี่ยวข้องกับความไม่ยืดหยุ่นของแผนยุทธศาสตร์งบ ประมาณประจําปีมีจํานวนจํากัด ขาดแคลนบุคลากร ขาดงบประมาณสนับสนุนในการ พัฒนาบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์รวมทั้งยังไม่มีผลการสํารวจหรือประชาวิจารณ์เพื่อนําไปใช้ ในการพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งขั้นตอนการกําหนดกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความสําคัญ และจํา เป็นที่จะให้นโยบายนั้นประสบความสําเร็จคือ 1) การตีความของนโยบายเป็นการทบทวนเพื่อให้มีความชัดเจนและมีความเป็นไป ได้ในการนํานโยบายไปปฏิบัติจริง 2) การมีองค์กรเพื่อดําเนินการนโยบายนั้น ๆ รวมถึงการบริหารจัดการนโยบายเพื่อ ให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายนั้น ๆ 3) การปฏิบัติตามนโยบายเป็นการให้ความสําคัญกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดํา เนินงานต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ให้เป็นไปตามขั้นตอน


21 วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่77 เมษายน - มิถุนายน 2563 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) GUIDELINES FOR STRATEGY DEVELOPMENT BASED ON THE TWELFTH MAHASARAKHAM UNIVERSITY EDUCATIONAL DEVELOPMENT PLAN (B.E. 2560 - 2564) แจ่มจันทร์ หลูปรีชาเศรษฐ Chamchan Lupreechasate กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม 44150 Division of Planning, Mahasarakham University, Mahasarakham 44150, Thailand *Corresponding author: E-mail: [email protected] รับบทความ 25 ธันวาคม 2561 แก้ไขบทความ 11 พฤษภาคม 2562 ตอบรับบทความ 9 กรกฎาคม 2562 เผยแพร่บทความ กรกฎาคม 2563 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทางการจัดทำแผน และทบทวน ปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย มหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 362 คน ได้มาโดยใช้ ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ภาพรวมอยู่ในระดับ เหมาะสมมากโดยมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรที่เปิดสอนหลากหลาย แต่มีระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ล้าสมัยและไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยควรกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความคลอบคลุมและเหมาะสม และผู้บริหารควรให้ความสำคัญในการ สื่อสารนโยบายวิธีการปฏิบัติให้ทั่วถึง คำสำคัญ: แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์, แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ABSTRACT This research aimed to investigate guidelines for planning, reviewing and improving the Twelfth Mahasarakham (MSU) Educational Development Plan (B.E. 2560 - 2564). The samples were 362 MSU personnel, selected through Krejcie and Morgan’s sample size determination table. The research instrument was a set of questionnaires. The statistics for data analysis included percentage, mean and standard deviation. The research results were as follows: The Twelfth MSU Educational Development Plan (B.E. 2560 - 2564) was rated overall at the ‘very appropriate’ level. MSU has offered a wide range of study programs. However outdated rules and regulations were restricting management administrations. MSU therefore should set comprehensive and appropriate development strategies. In addition, administrators should recognize the importance of communication in terms of policies and procedures at all personnel levels. Keywords: Guidelines for Strategic Development, Educational Development Plan บทนำ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำ แผนปฏิบัติราชการสี่ปี ให้สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน และให้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีให้สอดคล้องกับ แผนปฏิบัติราชการสี่ปีแล้วนำเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และใช้เป็นแนวทางในการจัดทำคำของบประมาณประจำปี โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จในแต่ละภารกิจตามแผนปฏิบัติราชการดังกล่าว (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, 2549, หน้า 25) ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นไป ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มหาวิทยาลัยจึงได้จัดทำแผนพัฒนา วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


22 Journal of Graduate School 17(77) April - June 2020 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index การศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) เพื่อเป็นแผนพัฒนาในระยะกลาง และได้แปลงแผนไปสู่การ ปฏิบัติโดยได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีมหาวิทยาลัยได้วางระบบและกลไกให้ทุกคณะ/หน่วยงานจัดทำแผนกลยุทธ์ และ แผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัย และให้คณะ/หน่วยงานจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ ดังนั้น จากผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษาฯ ที่ผ่านมา พบว่า มหาวิทยาลัยมีปัญหาและอุปสรรคในการ ดำเนินงานด้านนโยบายใหม่ๆ เช่น การบูรณาการงานวิจัยจากหลายศาสตร์ การผลิตนวัตกรรมเพื่อรองรับนโยบายของประเทศ และ นโยบายการหารายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากค่าหน่วยกิตของนิสิต ทั้งนี้ เพื่อให้แผนพัฒนาการศึกษาฯ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มหาวิทยาลัยจึงได้ทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) เพื่อให้ สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยและประเทศชาติโดยผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ ตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) เพื่อมหาวิทยาลัยได้ข้อมูลมาใช้ประกอบการ ทบทวนและปรับปรุงแผนฯ ให้มีความครอบคลุม ครบถ้วน และสามารถนำไปดำเนินการได้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อศึกษาแนวทางการจัดทำแผน และทบทวน ปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่12 (พ.ศ. 2560 - 2564) กรอบแนวคิดในการวิจัย ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 3,801 คน ข้อมูลจากเว็บไซด์กองการ เจ้าหน้าที่ ณ วันที่ 7 มีนาคม 2561 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย บุคลากรมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มาโดยการเลือกขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ ตารางของ เครจซี่และมอรแกน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ จำนวน 515 คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 362 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนา การศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน โดยค่า IOC ที่ได้มากกว่า 0.5 ขึ้นไป ซึ่งถือว่าข้อคำาถาม วัดได้ตรง ครอบคลุม และเป็นตัวแทนของ เนื้อหาทั้งหมดที่ต้องการวัด แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 2.1 ข้อมูลสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์และกำหนดความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรทั้งหมด ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทุกปัจจัยที่จะมีผลต่อการบรรลุความ ต้องการของสิ่งที่เกี่ยวข้องและผู้ที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่3 กำหนดวิสัยทัศน์ หรือจุดหมายปลายทาง ขั้นตอนที่4 แปลงวิสัยทัศน์เป็นวัตถุประสงค์สำหรับการปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 5 กำหนดตัวชี้วัด ขั้นตอนที่6 กำหนดแนวทางในการปฏิบัติ (ณรงค์ศักดิ์ บุญเลิศ, 2553) การปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ฉบับปรับปรุงกันยายน 2560 1. SWOT 2. วิสัยทัศน์ 3. ยุทธศาสตร์ 4. เป้าประสงค์ 5. ตัวชี้วัด 6. กลยุทธ์ วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


23 วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่77 เมษายน - มิถุนายน 2563 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index 2.2สอบถามข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) 2.3 สอบถามความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) 2.4 ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ 3. วิธีรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปยังคณะ/หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 515 ฉบับ เพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือน เมษายน – มิถุนายน 2561 ได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา จำนวน 362 ชุด คิดเป็นร้อยละ 70.29 4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล (บุญชม ศรีสะอาด, 2554, หน้า 104) ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation: SD) เกณฑ์การประเมิน 5 ระดับ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความคิดเห็นในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีความคิดเห็นในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีความคิดเห็นในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุด สรุปผลการวิจัย การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาฯ มหาวิทยาลัยได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการพัฒนามหาวิทยาลัย เช่น นโยบาย ของประเทศ ผลการดำเนินที่ผ่านมา และนโยบาย เป้าหมายของมหาวิทยาลัยที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนด โดยได้ศึกษา แนวทางการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาฯ ที่เหมาะสม เพื่อนำมาปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษาฯ ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ผลจากการศึกษาความเหมาะสมของแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ฉบับปรับปรุงกันยายน 2560 ในภาพรวมทุกด้านเหมาะสมอยู่ในระดับมาก พิจารณาเป็นรายประเด็น ดังนี้ 1. ผลการสอบถามความคิดเห็นต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (SWOT) พบว่า มีค่าเฉลี่ย ตามลำดับ ดังตาราง ตาราง 1 แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (SWOT) การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) ความคิดเห็น X S.D. ระดับความคิดเห็น จุดแข็ง 3.75 0.60 มาก จุดอ่อน 3.68 0.60 มาก โอกาส 3.75 0.64 มาก ภาวะคุกคาม 3.84 0.64 มาก จากตาราง 1 พบว่า ความคิดเห็นต่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (SWOT) ตามลำดับ ดังนี้ ภาวะคุกคาม จุดแข็ง โอกาส และจุดอ่อน 2. ผลการสอบถามความคิดเห็นต่อวิสัยทัศน์พันธกิจ ค่านิยม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สมรรถนะหลัก และค่านิยมองค์กร พบว่า ผลปรากฎดังตาราง 2 วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


24 Journal of Graduate School 17(77) April - June 2020 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index ตาราง 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นต่อวิสัยทัศน์พันธกิจ ค่านิยม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สมรรถนะหลัก และ ค่านิยมองค์กร กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ความคิดเห็น X S.D. ระดับความคิดเห็น วิสัยทัศน์ “เป็นเลิศทางวิชาการ บูรณาการความรู้จากท้องถิ่นสู่สากล” 3.84 0.78 มาก พันธกิจ 3.93 0.70 มาก สมรรถนะหลัก “MSU” 3.92 0.72 มาก อัตลักษณ์“นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน” 4.01 0.77 มาก เอกลักษณ์“การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน” 4.03 0.76 มาก ค่านิยมองค์กร “TAKASILA” 3.98 0.71 มาก จากตาราง 2 พบว่า ความคิดเห็นต่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สมรรถนะหลัก และค่านิยมองค์กร ความคิดเห็นตามลำดับ ดังนี้อัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ค่านิยมองค์กร พันธกิจ สมรรถนะหลัก และวิสัยทัศน์ 3. ผลการสอบถามความคิดเห็นยุทธศาตร์ผลปรากฎดังตาราง 3 ตาราง 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์ในภาพรวม ยุทธศาสตร์ ความคิดเห็น X S.D. ระดับความคิดเห็น 1. พัฒนาการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพภายใต้การจัดเรียนการสอนในหลักสูตร ที่ทันสมัยตามเกณฑ์คุณภาพ และมาตรฐานของชาติและสากล 3.96 0.74 มาก 2. พัฒนาการวิจัยและสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างคุณค่า ทางวิชาการและมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนและสังคม 3.81 0.79 มาก 3. เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และบริการวิชาการแก่สังคม 3.81 0.77 มาก 4. อนุรักษ์ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม 3.83 0.80 มาก 5. พัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยตามหลักธรรมาภิบาล 3.80 0.83 มาก 6. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้ได้รับการยอมรับและพัฒนาเป็น มหาวิทยาลัยในระดับสากล 3.86 0.75 มาก 7. พัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว และรักษ์สิ่งแวดล้อม 3.87 0.77 มาก รวม 3.85 0.67 มาก จากตาราง 3 พบว่า ความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยยุทธศาสตร์มากที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ ที่ 1 พัฒนาการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพภายใต้การจัดเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยตามเกณฑ์คุณภาพ และมาตรฐานของชาติและ สากล และยุทธศาสตร์ที่น้อยที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยตามหลักธรรมาภิบาล เมื่อพิจารณาเป็นรายยุทธศาสตร์ผลปรากฏ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพภายใต้การจัดเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยตามเกณฑ์ คุณภาพ และมาตรฐานของชาติและสากล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้เป้าประสงค์ หลักสูตรได้รับการรับรองเผยแพร่หลักสูตรที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQR) หลักสูตรวิชาชีพได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพระดับชาติ/นานาชาติสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานและการเปลี่ยนแปลง ของสังคมโลก กลยุทธ์ ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้จัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ และตัวชี้วัด ร้อยละของหลักสูตรที่มีคะแนน ผลการประเมินประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับดีขึ้นไป (3.01) ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


25 วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่77 เมษายน - มิถุนายน 2563 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index ดังนี้ เป้าประสงค์ที่ บัณฑิตเป็นผู้มีทักษะทางด้านวิชาชีพ และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์นิสิต มหาวิทยาลัย กลยุทธ์ ส่งเสริมการจัดทำฐานข้อมูลศิษย์เก่าของทุกคณะให้เป็นปัจจุบัน และตัวชี้วัด ร้อยละของคณะที่มีนิสิตสอนผ่าน IT Exit Exam ตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และระดับความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่สะท้อนเอกลักษณ์และ อัตลักษณ์ของนิสิตในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หรือในหลักสูตรของคณะ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการวิจัยและสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าทางวิชาการและ มูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนและสังคม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัย มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการวิจัย มีผลงานวิจัย กลยุทธ์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์ บุคลากร และนิสิตมีผลงานวิจัยและ งานสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ และตัวชี้วัด ระดับความสำเร็จของการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยผู้ตอบแบบสอบถามมีความ คิดเห็นในระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยมีรายรับจากผลงานวิจัย นวัตกรรม หรืองานสร้างสรรค์ หรือ สิ่งประดิษฐ์กลยุทธ์ แสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และส่งเสริมให้มีการผลิตนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติและตัวชี้วัด ร้อยละของรายรับที่เกิดจากการวิจัยจากหน่วยงานภายนอก และจำนวนนวัตกรรมที่สร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนหรือชุมชนหรือสังคม ยุทธศาสตร์ที่ 3 เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และบริการวิชาการแก่สังคม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็น ในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยมีการทำงานเชิงวิชาการร่วมกัน (Engagement) ระหว่างมหาวิทยาลัยกับ ชุมชนและสังคม กลยุทธ์ ส่งเสริมโครงการบริการวิชาการ และตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการดำเนินงานชุมชนต้นแบบ ผู้ตอบ แบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้กลยุทธ์ กำหนดนโยบายการบริการวิชาการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้ สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุในอนาคต และตัวชี้วัด ร้อยละของรายรับที่เกิดจากการให้บริการวิชาการจากหน่วยงานภายนอก ยุทธศาสตร์ที่4 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นในฐานะ ทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ เป้าประสงค์มหาวิทยาลัยอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา ศิลปวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานวัฒนธรรม ในระดับชาติ และสากลบนฐานการบูรณาการจากการเรียนการสอนและการวิจัย กลยุทธ์ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดโครงการ/กิจกรรม 1 คณะ 1 ศิลปวัฒนธรรม และโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมอื่น ๆ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตัวชี้วัด จำนวนผลงาน/โครงการทางด้านทำนุศิลปวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือคุณค่าให้กับหน่วยงานภาครัฐ หรือชุมชน หรือ สังคม ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยมีการบูรณาการกิจกรรม ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างคณะและหน่วยงานภายในและชุมชนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้กลยุทธ์ สร้างความร่วมมือและภูมิภาค 5 ชาติ อาเซียน CLMTV ด้านการวิจัย บริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และ ตัวชี้วัด จำนวนผลงาน/โครงการทางด้านทำนุศิลปวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือคุณค่าให้กับหน่วยงานภาครัฐ หรือ ชุมชน หรือสังคม ยุทธศาสตร์ที่ 5 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น ในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด แต่ละด้าน ดังนี้เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยมีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ พัฒนาระบบ การบริหารจัดการตามแผนให้สอดคล้องกันอัตลักษณ์และจุดเน้นของมหาวิทยาลัยและนโยบายของชาติและส่งเสริมอาจารย์ให้มี ตำแหน่งทางวิชาการสูงขึ้น ตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นใน ระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้เป้าประสงค์มหาวิทยาลัยมีระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องตามเอกลักษณ์ ตอบสนองต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยบริหารตามหลักธรรมาภิบาล และมหาวิทยาลัยมีระบบพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ กลยุทธ์ กำหนดนโยบายเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย และตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการจัดทำแผนเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ยุทธศาสตร์ที่ 6 ส่งเสริมภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้ได้รับการยอมรับและพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยในระดับสากล พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับ ในการจัดอันดับ หรือการประเมินคุณภาพในระดับสากล กลยุทธ์ ส่งเสริมให้มีการตีพิมพ์ผลงานระดับชาติและนานาชาติให้สูงขึ้น และ ตัวชี้วัด มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา 1 ใน 10 ของประเทศ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็น ในระดับน้อยที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ เป้าประสงค์ มหาวิทยาลัยมีโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการรองรับความเป็นนานาชาติ กลยุทธ์สร้างความร่วมมือและภูมิภาค 5 ชาติอาเซียน CLMTV ในการแลกเปลี่ยนนิสิต และตัวชี้วัด ระดับความสำเร็จของการพัฒนา ระบบการจัดการศึกษานานาชาติ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการศึกษานานาชาติ วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


26 Journal of Graduate School 17(77) April - June 2020 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index ยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวและรักษ์สิ่งแวดล้อม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็น ในระดับมากที่สุดแต่ละด้าน ดังนี้ มหาวิทยาลัยมีคุณภาพและมาตรฐานตามเกณฑ์มหาวิทยาลัยสีเขียวและ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กลยุทธ์ ส่งเสริมและสร้างความตระหนักให้บุคลากรและนิสิตให้มีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว และตัวชี้วัด มหาวิทยาลัย ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวในระดับ 1 ใน 5 ของประเทศ 4. การสอบความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ฉบับปรับปรุงกันยายน 2560 ผลปรากฎดังตาราง 4 ตาราง 4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นต่อแนวทางกระบวนการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) แนวทางการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ ความคิดเห็น X S.D. ระดับความคิดเห็น 1. มีการสอบถามหรือสำรวจข้อมูลจากหน่วยงานเพื่อนำมาประกอบการจัดทำ แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) 3.84 0.85 มาก 2. มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) 3.78 0.87 มาก 3. มีการวิเคราะห์ศักยภาพมหาวิทยาลัย (SWOT) ที่เหมาะสม นำมาเป็นแนวทางการ พัฒนามหาวิทยาลัยได้จริง 3.78 0.89 มาก 4. มีการนำข้อมูลจากการวิเคราะห์ศักยภาพมหาวิทยาลัย (SWOT) มากำหนดนโยบาย ในการพัฒนามหาวิทยาลัย 3.81 0.77 มาก 5. การกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความชัดเจน สามารถบอก แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนได้ 3.77 0.81 มาก 6. นโยบายและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยครอบคลุมตามภารกิจของหน่วยงาน 3.81 0.78 มาก 7. มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความคลอบคลุมและเหมาะสม 3.86 0.86 มาก 8. ยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความชัดเจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง 3.81 0.92 มาก 9. การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ส่งผลให้บรรลุวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยได้จริง 3.78 0.87 มาก 10. มีการสื่อสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย มหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อย่างทั่วถึง 3.65 0.90 มาก 11. มีการมอบหมายและทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 3.71 0.92 มาก 12. มีการเปิดโอกาสให้สามารถแสดงความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน ตามแผนฯ ต่อผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบได้เสมอทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 3.72 0.93 มาก 13. มหาวิทยาลัยมีระบบและกลไกในส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานตาม แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) 3.73 0.87 มาก 14. มหาวิทยาลัยมีการกำกับติดตาม แผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อย่างต่อเนื่อง 3.75 0.90 มาก 15. มีการประเมินผลการดำเนินงานตามพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ 3.73 0.90 มาก โดยรวม 3.77 0.73 มาก จากตาราง 4 พบว่า ความคิดเห็นต่อแนวทางกระบวนการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยตามลำดับ ดังนี้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัย มีความคลอบคลุมและเหมาะสม มีการสอบถามหรือสำรวจข้อมูลจากหน่วยงานเพื่อนำมาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) มีการนำข้อมูลจากการวิเคราะห์ศักยภาพมหาวิทยาลัย (SWOT) มา กำหนดนโยบายในการพัฒนามหาวิทยาลัยนโยบายและทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยครอบคลุมตามภารกิจของหน่วยงาน และ วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


27 วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่77 เมษายน - มิถุนายน 2563 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index ยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความชัดเจนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ มีการสื่อสารและทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อย่างทั่วถึง อภิปรายผลการวิจัย จากการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นของบุคลากรต่อความเหมาะสมของแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัย มหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นภาพรวมอยู่ในระดับมาก ดังนี้ 1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (SWOT) พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นว่าเหมาะสม โดยรวม อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ เพราะการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาฯ ได้จัดทำจากกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การระดมความคิดเห็นในการจัดทำแผนฯ จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิเช่น ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต นิสิต ชุมชน เป็นต้น มีการตั้ง ตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน มีการประชุมสัมมนาพิจารณาแผนฯ สิ้นสุดที่การวิพากษ์แผนฯ และนำแผนไปใช้ปฏิบัติจริงซึ่งสอดคล้อง กับแนวคิดของ นรินทร์ชัย พัฒนพงศา (2547, หน้า 27) ที่กล่าวไว้ว่า การที่บุคคลมีส่วนร่วมจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้ งานบางอย่างที่ยากสำเร็จขึ้นมาได้ เพิ่มทางเลือกที่ดีเพื่อการตัดสินใจ เกิดความเป็นฉันทามติทำให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใส เพราะเกิดจากการมีส่วนร่วม และทำให้บุคคลในองค์กรยอมรับโครงการนั้น ๆ ได้ 2. วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ สมรรถนะหลัก และค่านิยมองค์กร พบว่า มีความเหมาะสมโดยรวม อยู่ในระดับมาก เนื่องจาก ในการจัดทำแผนฯ การกำหนดประเด็นต่าง ๆ ตามองค์ประกอบของแผน อาทิเช่น วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม เป็นต้น มหาวิทยาลัยได้มีการระดมความคิดเห็นจากคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย จากทุกส่วนงานภายในมหาวิทยาลัย และนำข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับมหาวิทยาลัย อาทิเช่น ผู้ใช้บัณฑิต ผู้ปกครอง ชุมชน มาประกอบ นอกจากนี้ ได้มีการ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาฯ และได้มีการประชุมพิจารณา 8 ครั้ง สอดคล้องกับการศึกษาของสำนักนโยบายและ ยุทธศาสตร์(2554, หน้า 35 - 36) ได้ทำการศึกษา เรื่อง ความคิดเห็นและความคาดหวัง/ต้องการของผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้เสีย เกี่ยวกับกลยุทธ์สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กล่าว่า การกำหนดวิสัยทัศน์ ค่านิยม พันธกิจ และกาวิเคราะห์ สภาพแวดล้อมและขีดสมรรถนะภายใน ของ ปส.วท มีความเหมาะสมกับสถานการณ์/ความต้องการ ในปัจจุบัน 3. ยุทธศาสตร์พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นว่าประเด็นยุทธศาสตร์มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายยุทธศาสตร์ ผลปรากฏ ดังนี้ 3.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพภายใต้การจัดเรียนการสอนในหลักสูตรที่ทันสมัยตามเกณฑ์ คุณภาพ และมาตรฐานของชาติและสากล เป้าประสงค์ที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ บัณฑิตเป็นผู้มีทักษะทางด้านวิชาชีพ และ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัย เนื่องจากเป้าประสงค์ดังกล่าวเป็นการกล่าวถึงการ พัฒนาทักษะของนิสิตซึ่งมีหลายอย่าง แต่ตัวชี้วัดกำหนดเพียงการพัฒนาทักษะทางด้านภาษา และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก เท่านั้น กลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ การส่งเสริมการจัดทำฐานข้อมูลศิษย์เก่าของทุกคณะให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากการ ส่งเสริมการดำเนินงานด้านศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยยังไม่เป็นที่ยอมรับ และคณะ/หน่วยงานยังไม่ได้ดำเนินการจริงจัง ซึ่งจะพิจารณา ได้จากการได้รับการสนับสนุน หรือความช่วยเหลือจากศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยในรูปของเงินบริจาค หรือการให้ความร่วมมือกิจกรรม ต่าง ๆ ยังมีน้อย และการดำเนินงานด้านสมาคมศิษย์เก่า ณ ปัจจุบัน กำลังดำเนินการส่งผลให้กลยุทธ์นี้มีความเหมาะสมน้อย และ ตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมน้อย คือ ร้อยละของคณะที่มีนิสิตสอนผ่าน IT Exit Exam ตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ ระดับความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของนิสิตในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หรือในหลักสูตรของคณะ เนื่องจากการดำเนินงานทดสอบความรู้ด้าน IT Exit Exam นั้น มหาวิทยาลัยกำหนดเป็นตัวชี้วัดที่มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 โดยปัจจุบันยังคงกำหนดเป็นตัวชี้วัด ซึ่งในปัจจุบันนิสิตมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มากขึ้น และมีผลการทดสอบดีขึ้น (ปี 2559) ร้อยละ 75.40 (ปี 2560) ร้อยละ 84.02 และ (ปี 2561) ร้อยละ 88.44 (กองแผนงาน, 2561 ข, 8 - 9) จึงมีความเหมาะสมน้อยที่จะกำหนดเป็นตัวชี้วัดในปีต่อไป และตัวชี้วัดระดับความสำเร็จของการจัดการศึกษาที่ สะท้อนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของนิสิตในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หรือในหลักสูตรของคณะ เป็นตัวชี้วัดที่กำหนดให้คณะดำเนินการ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ซึ่งผลการดำเนินงานได้เต็มระดับ 5 ทุกปี จึงมีความเหมาะสมน้อยที่จะกำหนดเป็นตัวชี้วัดในปีต่อไป (กองแผนงาน, 2561 ข, หน้า 42) 3.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการวิจัยและสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าทางวิชาการและ มูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนและสังคม เป้าประสงค์ที่มีความเหมาะสมน้อย คือ มหาวิทยาลัยมีรายรับจากผลงานวิจัย นวัตกรรม หรืองาน วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


28 Journal of Graduate School 17(77) April - June 2020 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index สร้างสรรค์ หรือสิ่งประดิษฐ์ เนื่องจาก มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการกำหนดเป้าประสงค์นี้ขึ้นมาใหม่โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดูรายรับ จากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าหน่วยกิตนิสิต ดังนั้น ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายใหม่ยังมีน้อย ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้กำหนด เป็นปีแรก และการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลยังมีปัญหาอยู่บ้างในการดำเนินงานจริง ซึ่งสอดคล้องกับซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ มัฮดี แวดราแม และคนอื่น ๆ (2556, หน้า 76 - 77) ที่กล่าวไว้ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการประกันคณุภาพภายในที่ บูรณาการกับงานปกติ คือ ปัจจัยด้านการสื่อสารองค์กร โดยนโยบายใหม่ๆ ผู้บริหารจะต้องสื่อสารวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ขั้นตอนและ วิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย เพื่อสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง กลยุทธ์มีความเหมาะสมน้อย คือ แสวงหาแหล่งทุนสนับสนุนจาก หน่วยงานภายนอก เนื่องจาก การแสวงหาแหล่งทุนจากภายนอกมหาวิทยาลัยยังมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเงินที่ได้รับจัดสรรจาก มหาวิทยาลัยและรายได้ของคณะ และตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมน้อย คือ ร้อยละของรายรับที่เกิดจากการวิจัยจากหน่วยงานภายนอก และจำนวนนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนหรือชุมชนหรือสังคมจะสอดคล้องกับเป้าประสงค์ที่มีความ เหมาะสมน้อย เนื่องจากเป็นเป้าประสงค์ใหม่ ความเข้าใจและการจัดเก็บข้อมูลยังมีปัญหาอยู่บ้าง 3.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และบริการวิชาการแก่สังคม เป้าประสงค์มีความเหมาะสม เนื่องจาก มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในชุมชน ได้มีนโยบายในการบริการวิชาการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา โดยเริ่มจาก โครงการหนึ่งคณะหนึ่งชุมชน และพัฒนามาเป็นหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน ปัจจุบันได้ดำเนินงานจัดตั้งโครงการชุมชนต้นแบบซึ่งได้สร้าง ชุมชนต้นแบบ คือ บ้านเหล่าดอกไม้ อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม โดยได้ให้หลายคณะจัดโครงการบริการวิชาการลงพัฒนาชุมชน ตามศาสตร์ตามความถนัดของคณะหรือสาขาวิชานั้น ๆ กลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมน้อย คือ กำหนดนโยบายการบริการวิชาการ เกี่ยวกับผู้สูงอายุเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุในอนาคต เนื่องจากแนวโน้มในอนาคตของประเทศไทยที่จะเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุและผู้สูงอายุจะมีอายุยืนและมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่มหาวิทยาลัยยังไม่มีนโยบายที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และการดำเนินงานเพียงบางคณะเท่านั้น เช่น คณะพยาบาลศาสตร์ที่จัดทำโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุและตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสม น้อย ร้อยละของรายรับที่เกิดจากการให้บริการวิชาการจากหน่วยงานภายนอก เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายในการกำหนดตัวชี้วัด ขึ้นมาใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดูรายรับจากแหล่งอื่น ๆ นอกเหนือจากค่าหน่วยกิตนิสิต และรองรับนโยบายของประเทศที่จะมี จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้น ความเข้าใจในการดำเนินตามนโยบายของผู้ปฏิบัติ และการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลยังมี ปัญหาอยู่บ้าง ซึ่งสอดคล้องกับซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ เมธา ยุทธนาโยธิน (2550, หน้า 55) ที่กล่าวไว้ว่าการนำนโยบายการจำกัด ขยะมูลฝอยไปปฏิบัติจะประสบความสำเร็จได้นั้น คุณสมบัติของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติจะต้องเข้าใจในนโยบาย และนำไปสู่ การวางแผนการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จได้ 3.4 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นในฐานะ ทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคม เป้าประสงค์ที่มีความเหมาะสมน้อย คือ มหาวิทยาลัยมีการบูรณาการกิจกรรม ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างคณะ และหน่วยงานภายในและชุมชนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เนื่องจาก มหาวิทยาลัยมีการดำเนินการด้านทำนุบำรุงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้นั้นมีน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางวิชาการ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์การเพิ่มมูลค่าเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ใหม่และยากในการปฏิบัติ แต่มหาวิทยาลัยก็ยังคงต้องดำเนินการการสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับผลงานด้านทำนุต่อไป แต่อาจจะต้องมีการส่งเสริมหรือสนับสนุนในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น กลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมน้อย ที่สุด คือ สร้างความร่วมมือและภูมิภาค 5 ชาติ อาเซียน CLMTV ด้านการวิจัย บริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม เนื่องจาก การดำเนินงานในการสร้างความร่วมมือกับประเทศ กัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม คือ คณะศิลปกรรมศาสตร์ความร่วมมือกับคณะอื่น ๆ มีน้อย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ นิภาภรณ์จงวุฒิเวศย์และคนอื่น ๆ (2553, หน้า 108 - 109) ที่กล่าวไว้ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของธุรกิจชุมชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายมีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของชุมชน โดยการกระตุ้นให้เห็นความจำเป็นในการสร้าง เครือข่ายจะส่งผลให้ธุรกิจสำเร็จได้และตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ ร้อยละคณะที่มีการดำเนินงานโครงการ หนึ่งคณะ หนึ่งศิลปวัฒนธรรม เนื่องจากการดำเนินงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขา วิทยาศาสตร์สุขภาพจะดำเนินงานด้านศิลปะวัฒนธรรมได้ยากเพราะบริบทและศาสตร์ของคณะจะไม่มีความถนัดจึงส่งผลให้มีความ เหมาะสมน้อย 3.5 พัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยตามหลักธรรมาภิบาล เป้าประสงค์ที่มีความเหมะสมน้อยที่สุด คือ มหาวิทยาลัยมีระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องตามเอกลักษณ์ ตอบสนองต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยบริหารตามหลักธรรมาภิบาล และมหาวิทยาลัยมีระบบพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ เนื่องจาก การบริหารจัดการองค์กรให้สอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล กลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ กำหนดนโยบายเพิ่มรายได้ลด วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


29 วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 17 ฉบับที่77 เมษายน - มิถุนายน 2563 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index รายจ่าย เนื่องจากเป็นนโยบายใหม่ที่มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นเป็นปีที่สอง และการกำหนดนโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ความเข้าใจ และการดำเนินงานของคณะ/หน่วยงานเองยังไม่เข้าใจจึงไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ยาก และตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ ระดับความสำเร็จของการจัดทำแผนเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย เนื่องจาก เป็นนโยบายใหม่ที่มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นเป็นปีที่สอง และการ กำหนดนโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ความเข้าใจและการดำเนินงานของคณะ/หน่วยงานยังไม่เข้าใจจึงไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ยาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ กล้า ทองขาว (2534, หน้า 349 - 354) ที่กล่าวไว้ว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จหรือความล้มเหลวของของการ นำนโยบายไปปฏิบัติ คือ ความชัดเจนด้านข้อความนโยบายที่ต้องบอกวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย 3.6 ยุทธศาสตร์ที่ 6 ส่งเสริมภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยให้ได้รับการยอมรับและพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยในระดับ สากล เป้าประสงค์ที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ มหาวิทยาลัยมีโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการรองรับความเป็นนานาชาติ เนื่องจาก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิเช่น อาคารสถานที่หรือหอพักสำหรับนิสิตต่างชาติ มหาวิทยาลัยยังไม่มีการดำเนินการ การจัดทำป้ายบอกทิศทางที่เป็นภาษาอังกฤษก็ยังไม่ทั่วมหาวิทยาลัย การให้บริการต่าง ๆ หรือแบบฟอร์มการให้บริการก็ยังไม่เป็น สองภาษา กลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมน้อยที่สุด คือ สร้างความร่วมมือและภูมิภาค 5 ชาติอาเซียน CLMTV ในการแลกเปลี่ยนนิสิต เนื่องจาก 5 ภูมิภาคอาเซียน ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า และไทย นิสิตที่เข้ามาศึกษามากที่สุดคือ กัมพูชา รองลงมา คือ จีน นิสิตต่างชาติที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยปีการศึกษา พ.ศ. 2560 จำนวน 127 คน (กองแผนงาน, 2560, หน้า 87) ซึ่งการแลกเปลี่ยนนิสิตหรือความร่วมมือด้านอื่น ๆ กับประเทศที่กล่าวมายังมีน้อย และตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสมน้อย คือ ระดับ ความสำเร็จของการพัฒนาระบบการจัดการศึกษานานาชาติ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการศึกษานานาชาติ 3.7 ยุทธศาสตร์ที่ 7 พัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวและรักษ์สิ่งแวดล้อม มีเป้าประสงค์เดียว คือ มหาวิทยาลัย มีคุณภาพและมาตรฐานตามเกณฑ์มหาวิทยาลัยสีเขียวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกลยุทธ์ คือ ส่งเสริมและสร้างความตระหนักให้ บุคลากรและนิสิตให้มีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว และปรับปรุงและพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียวตามเกณฑ์มาตรฐาน Green University Ranking และตัวชี้วัด มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวในระดับ 1 ใน 5 ของประเทศ เนื่องจาก มหาวิทยาลัยมีการกำหนดนโยบายในการพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียวตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 และดำเนินงานมาอย่าง ต่อเนื่องจนได้รับการจัดอันดับในระดับสากลจาก Green University Ranking อย่างต่อเนื่อง และได้รับการจัดอันดับในระดับประเทศ ไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (กองแผนงาน, 2561 ค, 4 - 5) และตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นเป็นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้สวยงานและ ประทับใจของผู้มาเรียนมาติดต่อประสานงาน ซึ่งมีเกณฑ์ประเมินผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1) สถานที่ตั้งและระบบสาธารณูปโภค 2) การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) การจัดการขยะ 4) การใช้น้ำ และ 5) การจัดการระบบขนส่ง (กองแผนงาน, 2561 ก, หน้า 77 - 78) 4. ผลการศึกษาแนวทางกระบวนการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อแนวทางกระบวนการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษาฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดตามลำดับ คือ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนามหาวิทยาลัยมีความคลอบคลุม และเหมาะสม เนื่องจาก มหาวิทยาลัยมีกระบวนการจัดทำแผนฯ ที่มีระบบและกลไกการปฏิบัติที่ชัดเจน มีการกำหนดคู่มือการจัดทำ แผนปฏิบัติราชการที่ชัดเจน โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดทำ การกำกับติดตาม การประเมินผลแผน (แจ่มจันทร์ วังแพน, 2555, หน้า 24 - 68) สอดคล้องกับแนวคิดกระบวนการวางแผนของ ณรงค์ศักดิ์ บุญเลิศ (2553) ที่กล่าวไว้ว่า กระบวนการจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ประกอบไปด้วย 1) วิเคราะห์และการกำหนดความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การวิเคราะห์SWOT Analysis การกำหนดวิสัยทัศน์การแปลงวิสัยทัศน์ การกำหนดตัวชี้วัด การกำหนดแนวทางการปฏิบัติ สำหรับข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ มีการ สื่อสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) อย่างทั่วถึง เนื่องจาก มหาวิทยาลัยมีการจัดโครงการถ่ายทอดนโยบายสู่การปฏิบัติทุกปี โดยกลุ่มเป้าหมายหลักที่รับฟังนโยบาย คือ ผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะ/หน่วยงาน ประธานหลักสูตร หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างาน โดยมีวัตถุประสงค์ ให้ผู้บริหารนำนโยบายที่ ได้รับฟังไปถ่ายทอดต่อในคณะ/หน่วยงาน เพราะมหาวิทยาลัยไม่สามารถสื่อสารให้บุคลากรประมาณสามพันกว่าคนรับทราบได้ทั่วถึง ซึ่งเมื่อลงสู่คณะ/หน่วยงานมหาวิทยาลัยไม่ได้มีการติดตามว่ามีการถ่ายทอดจริงเพียงใด และบุคลากรรับทราบและเข้าใจมากเพียงใดซึ่ง จะนำไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายได้จริง ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิดของ วรเดช จันทรศร (2529, หน้า 69) ที่กล่าวไว้ว่า ปัจจัยกำหนด ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการนำนโยบาไปสู่การปฏิบัติ คือ ปัจจัยด้านข้อความนโยบาย และการสื่อสารลงไปยังผู้ปฏิบัติให้มี ความเข้าใจ โอกาสที่นโยบายจะประสบผลสำเร็จในขั้นนำปปฏิบัติจะมีมาก วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


30 Journal of Graduate School 17(77) April - June 2020 https://www.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/index ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1ควรนำผลการวิจัยไปใช้ในการปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อให้แผนพัฒนามหาวิทยาลัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.2 ควรพิจารณาผลจากการสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อเป้าประสงค์ตัวชี้วัด และกลยุทธ์ ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำ เพื่อจะได้ ปรับปรุงหรือตัดออกจากแผนพัฒนาการศึกษาฯ 1.3 ควรมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ในการนำแผนพัฒนาการศึกษาฯ มาปรับใช้ในองค์กรอย่างทั่วถึง 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 การศึกษารูปแบบหรือกระบวนการการถ่ายทอดนโยบายสู่บุคคลระดับคณะ/หน่วยงาน 2.2 การประยุกต์ใช้ SWOT Analysis เพื่อพัฒนาการดำเนินงานมหาวิทยาลัยให้บรรลุวิสัยทัศน์ เอกสารอ้างอิง กล้า ทองขาว. (2534). การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ: กรณีการศึกษา นโยบายรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ. วิทยานิพนธ์พบ.ด. กรุงเทพฯ: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. กองแผนงาน. (2561 ข). ใน : เอกสารประกอบโครงการสัมมนาคณะกรรมการตรวจสอบประจำมหาวิทยาลัยคณะกรรมการ กำกับความเสี่ยง ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ 2561 เรื่อง วิกฤติ มหาวิทยาลัยกับแนวทางแก้ไข ปัญหาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ณ โรงแรมน้ำทอง อำเภอเมือง วันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2561 น่าน : กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. . (2561 ค). รายงานสรุปการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ตามแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 และแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉบับที่12 (พ.ศ. 2560 – 2564). มหาสารคาม: กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ณรงค์ศักดิ์ บุญเลิศ. (2553). การจัดการสมัยใหม่. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. นรินทร์ชัย พัฒนพงศา. (2546). การมีส่วนร่วม หลักการพื้นฐาน เทคนิค และกรณีตัวอย่าง. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. นิภาภรณ์ จุงวุฒิเวศย์ และคนอื่น ๆ. (2553). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานของธุรกิจชุมชน ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, 4(2) 108 - 109. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องตน. (พิมพครั้งที่ 7). กรงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. มัฮดี แวดราแม และคนอื่น ๆ. (2556). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการประกันคณุภาพภายในที่บูรณาการกับงานปกติ. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี, 24(3) 76 - 77. เมธา ยุทธนาโยธิน. (2550). การนำนโยบายการจัดการขยะมูลฝอยไปปฏิบัติ ศึกษาเฉพาะกรณีเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ร.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, วรเดช จันทรศร. (2529). “การนำนโยบายไปปฏิบัติ : การสำรวจกรอบความรู้โดยสังเขป.” ใน การบริหารรัฐกิจ. กรุงเทพฯ: คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. กองแผนงาน. (2560). รายงานข้อมูลพื้นฐาน ปี 2560 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มหาสารคาม: กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. . (2561 ก). รายงานผลการบริหารงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561. มหาสารคาม: กองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. (2549). คู่มือเทคนิคและวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ตาม แนวทางการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีเรื่อง การจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการและการประเมินผลการปฏิบัติราชการ. กรุงเทพฯ: สหมิตรพริ้นติ้ง. สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. (2554). รายงานผลการสํารวจ ความคิดเห็นและความคาดหวัง/ต้องการของผู้รับบริการและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวกับกลยุทธ์สํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2554. สํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. กรุงเทพมหานคร. วารสารบ ั ณฑ ิ ตศ ึ กษา มหาว ิ ทยาล ั ยราชภ ั ฏสกลนคร


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา การจัดทำ แผนพัฒนาการศึกษาฯ จะต้อวมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องในการพัฒนามหาวิทยาลัย เช่น นโยบาย ของประเทศ ผลการ ดำ เนินที่ผ่านมา และนโยบาย เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุวิสัยทัศน์ที่ กำ หนด โดยได้ศึกษา แนวทางการจัดทำ แผนพัฒนาการศึกษาฯ ที่เหมาะสม เพื่อนำ มาปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษาฯ ให้สามารถนำ ไปสู่การปฏิบัติได้ จริง


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 476 การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร The development of basic educational quality in schools under the Bangkok Metropolitan Administration พรชัย เทพปัญญา (Pornchai Dhebpanya)* ไพบูลย์ ช่างเรียน (Paiboon Changrien)** นิยม รัฐอมฤต (Niyom Rat-ammarit)*** วนิดา สัจพันโรจน์ (Vanida Sujjapanroj)**** พราวพิชชา เถลิงพล (Praopitcha Thalerngpol)***** บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน าเสนอผลการศึกษาวิจัยการด าเนินงานตามแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการศึกษาความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหาและอุปสรรคในการด าเนินงานตามแผนการศึกษาขั้น พื้นฐาน เพื่อจัดท าข้อเสนอแนะส าหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ เป็นข้อมูลในการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้เป็นตามเป้าหมายของแผนพัฒนา การศึกษาขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2563) และสนองตอบต่อนโยบายการศึกษาไทย 4.0 รวมทั้งรองรับทั้งสถานการณ์การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภูมิภาค และทักษะการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยการศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางราชการของส านักการศึกษา และฝ่ายการศึกษา ส านักงานเขต ของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียน เขตละ 1 โรงเรียน รวม 50 คน และ ส ารวจความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหา และอุปสรรคจากครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 โรงเรียน ก าหนดกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนละ 10 คน ได้รับแบบสอบถามคืน 4,123 ชุด วิเคราะห์ผลด้วยการ วิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบระหว่างขนาดโรงเรียน (ใหญ่ กลาง เล็ก) กับ * รองศาสตราจารย์ ประจ าสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร Associate Professor, School of Management Science, Silpakorn University ** ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ประจ าสาขาวิชาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ Professor Emeritus, Dr., School of Doctor of Public Administration, Hatyai University *** รองศาสตราจารย์ ดร. วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Associate Professor, Dr., Pridi Banomyong International College, Thammasat University **** รองศาสตราจารย์ ดร. ประจ าสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามค าแหง Associate Professor, Dr., School of Political Science, Ramkhamhaeng University ***** อาจารย์ ดร. ประจ า สาขาการจัดการภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น Lecturers, Dr., School of Management Public and Private Management, Western University


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 477 องค์ประกอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1. รูปแบบการบริหารโรงเรียน 2. รูปแบบการ จัดการเรียนการสอน 3. รูปแบบการพัฒนาครู 4. ด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5. ด้านกายภาพ ของโรงเรียน 6. สภาพความเป็นจริงทั่วไป ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับดี และพบความแตกต่างระหว่างขนาดโรงเรียนกับการบริหารโรงเรียน การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครู ด้านกายภาพโรงเรียน และสภาพความเป็นจริงทั่วไป แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้าน การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่พบความแตกต่าง ในขณะที่ข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบปัญหาด้าน การพัฒนาครู สวัสดิการครู และอุปสรรคด้านการท าผลงานและตรวจรับผลงานวิชาการจึงมีข้อเสนอแนะ และ Value Chain ส าหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ค าส าคัญ : การพัฒนาคุณภาพการศึกษา, การศึกษาขั้นพื้นฐาน, โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร Abstract The article was subjected to present the result of the research of implementation in the basic education plan, included the opinions, needs, problems and obstacles of the basic education plan, which gives useful information guiding in schools under the Bangkok Metropolitan for management as well as the quality development directions of studies and teachings. Thus, this leads the way in following Fundamental Plan of the Development Policies Model 2 (B.E. 2560-2563), and responds Thai Education Policy 4.0 and backs up the aggregation both in economy and society of the regions and learning skills in the 21st century. The research bases on the principle of Mixed Method which applies both quality and qualitative by gathering all information from Government Educational Office and Bangkok Metropolitan Educational. The results of the research indicated the quality of schools under Bangkok Metropolitan were in the rather high level and differentiation found between size of school and the management, furthermore with the physical as well as real condition of schools. The differentiation was significant at level .05. The Information technology aspect in not found the differentiations in between. While the information result from interviewed those teachers, it was found the problem in developing teachers, their welfare and the obstacle in working out to meet target and or outcome in academic technical results that cannot be accepted. The presentation would advise the way of value chain to apply in developing quality for schools in Bangkok Metropolitan. Keyword : development of educational quality, fundamental education, schools under the Bangkok Metropolitan


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 478 บทน า กรุงเทพมหานคร จัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ตามพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 (ราชกิจจานุเบกษา, 2528) ประกอบกับพระราชบัญญัติก าหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอ านาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 บัญญัติในมาตรา 18 ให้กรุงเทพมหานคร มีอ านาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามมาตรา 16 และมาตรา 17 ซึ่งมาตรา 16 (9) การจัดการศึกษา และมาตรา 17 (6) การจัดการศึกษา (ราชกิจจานุเบกษา, 2542) กรุงเทพมหานครจึงมีอ านาจหน้าที่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 16 (9) และส านักงานเขตจัด การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 17 (6) ทั้งนี้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องจัดรูปแบบการบริหารการศึกษาที่ เหมาะสม และหลักสูตรต้องเป็นไปตามความสนใจของผู้เรียนได้อย่างอิสระ ตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังบัญญัติในมาตรา 9 การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลัก ดังนี้ (1) มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอ านาจไปสู่เขตพื้นที่ การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) มีการก าหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบ ประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา (4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (5) ระดม ทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา (6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น จากเจตนารมณ์ของกฎหมาย ท าให้กรุงเทพมหานครต้องการจัดการศึกษาใน 6 หลักการมาเป็น แนวทางในการจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกที่มีการพัฒนา ตลอดเวลา ดังนั้นการพัฒนาคน และการผลิตทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ที่เน้นคน เป็นศูนย์กลางการพัฒนาในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายการพัฒนา คนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ในทุกช่วงวัย ได้รับการศึกษาเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ การพัฒนาทักษะควบคู่กับการส่งเสริม บทบาทสถาบันทางสังคม เพื่อ สร้างคนดี มีวินัย มีค่านิยมที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม (ส านักงาน คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559) กรุงเทพมหานครด าเนินการการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดย ในปี 2560 มีโรงเรียนในสังกัด 437 โรงเรียน กระจายอยู่ในพื้นที่ 50 เขต เปิดการเรียนการสอนถึงระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย 9 โรงเรียน ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 100 โรงเรียน และอนุบาล-ประถมศึกษา 328 โรงเรียน จ านวนครูทั้งสิ้น 14,158 คน มีนักเรียนจ านวนทั้งสิ้น 291,116 คน (ข้อมูล ณ 10 มิถุนายน 2560; ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, 2560) ภายใต้แนวคิด เด็กวัยเรียนทุกคนต้องได้รับโอกาสการเรียนรู้ เพื่อ พัฒนาตนเอง จึงมีประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา 2 แนวทางหลัก คือ 1. การกระจายโอกาสทาง การศึกษาที่เท่าเทียม เสมอภาค และ 2. การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ดังปรากฏในแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) ทั้งนี้มีเป้าประสงค์คือ ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้แก่เด็กในเขตปกครองของกรุงเทพมหานคร เติบโตเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และทักษะการด ารงชีวิต


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 479 ในขณะที่กระแสการจัดการศึกษาทั่วโลกต่างมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มี ลักษณะการเตรียมผู้เรียนให้มีทั้งความรู้และทักษะขั้นพื้นฐานที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิตท่ามกลางกระแสแห่งการ เปลี่ยนแปลง 3 ทักษะ หรือ 3Rs คือ อ่านออก (Reading) เขียนได้ (Writing) คิดเลขเป็น (Arithmetic) นอกจากนี้หลายประเทศมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจส าหรับอนาคตในลักษณะเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Knowledge-based Culture) ซึ่งเกิดจากรวมกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) สังคมก้าวสู่ระบบการพัฒนาเทคโนโลยี มีการแข่งขันด้วยภูมิปัญญา (knowledge competition) ในส่วนประเทศไทยก าหนดนโยบายการพัฒนาสู่ประเทศอุตสาหกรรม 4.0 โดยใช้การปฏิวัติ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและแหล่งเรียนรู้ได้ทั่วถึงไร้พรมแดน สามารถพัฒนาองค์ความรู้อย่างเท่าทัน การจัดการศึกษาของประเทศไทย โดยกระทรวง ศึกษาธิการจึงได้ก าหนด กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ไว้ 6 ด้านคือ (1) ความมั่นคง (2) การสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน (3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ า ทางสังคม (5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบ การบริหารจัดการภาครัฐ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559) จากกระแสการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา จึงมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การเตรียมความพร้อมของผู้เรียน ผู้สอน โดยมีการ น าเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในกระบวนการเรียนรู้สู่เด็กให้สามารถค้นหาค าตอบ คิดวิเคราะห์เป็น ทั้งนี้รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยราชการส่วนกลาง ได้ก าหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติไว้แล้วนั้น ท าให้การจัด การศึกษาขั้นพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจึงต้องพัฒนา การศึกษาให้มีคุณภาพ รองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (2555) ได้ก าหนดกรอบ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) โดยก าหนดปัจจัยที่ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา 7 ประการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาคุณภาพด้านผู้เรียน (2) การพัฒนาคุณภาพด้านกระบวนการ วิธีการ กิจกรรม หลักสูตร) (3) การพัฒนาคุณภาพด้านครู (4) การพัฒนาคุณภาพด้านการตรวจสอบผลลัพธ์ การวัด และประเมินผล (5) การพัฒนาคุณภาพด้านการบริหารจัดการในชั้นเรียน (6) การพัฒนาคุณภาพด้านเครือข่าย ส่งเสริมการเรียนรู้ และ (7) การพัฒนาคุณภาพด้านทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้การ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถแปลงแผนการศึกษาสู่การปฏิบัติได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับเป็นไปในทิศทาง เดียวกันทั้งในระดับท้องถิ่น ส่วนกลาง และระดับชาติ จากการพัฒนาระบบการศึกษาระดับต่างๆ ซึ่งตีกรอบให้กรุงเทพมหานคร ต้องพิจารณาการจัด การศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายในและภายนอกประเทศ โดยที่ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานครได้ก าหนดกรอบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อให้โรงเรียนในสังกัดน าไปแปลงแผนสู่การ ปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จึงจ าเป็นต้องมีการส ารวจ สภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่แท้จริง เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับ ส าหรับเพิ่มจุดแข็งและปรับแก้ จุดอ่อนให้การศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครมีคุณภาพมากขึ้น


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 480 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาการด าเนินงานตามแผนการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหาและอุปสรรค การด าเนินงานตามแผนการศึกษาขั้น พื้นฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 3. เพื่อจัดท าข้อเสนอแนะการพัฒนาคุณภาพการศึกษาส าหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ก าหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ ขอบเขตด้านเนื้อหา เน้นการศึกษาข้อมูลด้านการจัดการศึกษา ปัญหา อุปสรรค และความคิดเห็น และความต้องการของผู้บริหารและครูในโรงเรียน โดยศึกษาใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) รูปแบบการบริหารโรงเรียน 2). รูปแบบการจัดการเรียนการสอน 3) รูปแบบการพัฒนาครู 4) ด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5) ด้านกายภาพของโรงเรียน 6) สภาพความเป็นจริงทั่วไป และน าเสนอข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ขอบเขตด้านสถานที่ เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร จ านวน 50 เขต ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น ประกอบด้วย ขนาดโรงเรียน ต าแหน่งงาน ส่วนตัวแปรตามคือ คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6 ด้าน 1) รูปแบบการบริหารโรงเรียน 2) รูปแบบการจัดการเรียนการสอน 3) รูปแบบการพัฒนาครู 4) ด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 5) ด้านกายภาพของโรงเรียน 6) สภาพความเป็นจริงทั่วไป การด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบบให้น้ าหนักความส าคัญกับการวิจัย เชิงปริมาณและคุณภาพเท่าเทียมกัน (Equivalent status Design) รวมทั้งผสมการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participation Observation) และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participation Observation) ข้อมูลที่ ได้อยู่ในระยะเดียวกัน เป็นแบบแผนที่สามารถท าให้ได้ค าตอบในปัญหาวิจัยได้ดีที่สุด (วัลนิกา ฉลากบาง, 2560) 1. ประชากรเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประชากรเอกสาร ได้แก่ แผนพัฒนาการศึกษา ขั้นพื้นฐานกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2563) แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) รายงานการประเมินผลแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556-2559 และเอกสารการศึกษาของแต่ละโรงเรียน สังกัดส านักงานเขต 50 เขต และประชากรบุคคล ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา 2. กลุ่มตัวอย่าง 1) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเอกสาร สุ่มเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ศึกษา 2) สุ่มเลือกแบบสะดวกเพื่อเลือกโรงเรียนเป็นตัวแทนเขต เขตละ 1 โรงเรียน แล้วสุ่มเลือกแบบเจาะจงผู้บริหาร ผู้อ านวยการ/รองผู้อ านวยการ โรงเรียนละ 1 คน รวม 50 คน 3) จ านวนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูและบุคลากร ทางการศึกษา ได้รับความอนุเคราะห์จากส านักเขต ขอให้ทุกโรงเรียนในเขตตอบแบบสอบถามโรงเรียนละ 10 คน ได้รับคืนแบบสอบถาม จ านวนทั้งสิ้น 4,123 ชุด


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 481 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 เครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร 2) แบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก 3) แบบสอบถาม ซึ่งมีค่า IOC = 1 และค่าความเชื่อมั่น = 0.97 และ 4) แบบ บันทึกการสังเกตมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีวิเคราะห์เชิง เนื้อหา (Content Analysis) และ 2) ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และ สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ด้วยวิธีทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) เมื่อพบ ความแตกต่างจึงจ าแนกรายคู่ด้วยวิธี LSD ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จึงได้น าทฤษฎีองค์การ (Organization Theory) มาเป็นแนวทางการวิจัยและอธิบายปรากฏการณ์ด้านการจัดการศึกษา เนื่องจาก โรงเรียนเป็นองค์การที่ส าคัญและเป็นองค์การที่มีความซับซ้อน ซึ่งมักเกิดองค์การนอกแบบขึ้นคือ เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงานไม่เป็นไปตามแบบ จึงมีทั้งผลดีและผลเสียต่อการบริหารองค์การตาม แบบได้ โดยเฉพาะโรงเรียนมีองค์การนอกแบบแฝงอยู่มาก เกิดเป็นกลุ่มองค์การนอกแบบที่มีอิทธิพลต่อกลุ่ม องค์การตามแบบ แม้องค์การนอกแบบไม่ปรากฏในแผนผังการจัดระบบสถานศึกษาก็ตาม แต่ผู้บริหารที่ฉลาด ย่อมไม่ละเลยท าการศึกษาและท าความเข้าใจกับกลุ่มคน ซึ่งเป็นองค์ประกอบขององค์การนอกแบบ ทั้งนี้เพื่อที่รู้ แนวคิดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น แล้วน าแนวความคิดมาใช้ประโยชน์ต่อการบริหาร กลุ่มนอกแบบมีความส าคัญต่อการบริหารองค์การ โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมการบริหาร ดังการศึกษาของ Halpin and Croft (1963) ด้านบรรยากาศการบริหารโรงเรียน โดยการพัฒนาแบบสอบถาม เรียกว่า Organizational Climate Description Questionnaire: OCDQ โดยมีข้อสอบถามเกี่ยวกับกลุ่มนอก แบบ เพื่อชี้ให้เห็นว่าในโรงเรียนหนึ่ง ย่อมมีบรรยากาศแตกต่างกันใน 6 บรรยากาศ คือ (1) บรรยากาศเปิด (Open) (2) บรรยากาศอิสระ (Autonomous) (3) บรรยากาศควบคุมตรวจตรา (Controlled) (4) บรรยากาศ สนิทสนม (Familiar) (5) บรรยากาศบิดากับบุตร (Paternal) และ (6) บรรยากาศปิด (Closed) ซึ่งบรรยากาศ ทั้ง 6 ประเภทย่อมมีสาเหตุมาจากกิจกรรมในองค์การ หรือพฤติกรรมครู และผู้บริหาร ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ประเภท คือ (1) ความไม่สอดประสานกัน (Disengagement) (2) เครื่องปิดกั้น (Hindrance) (3) ปฏิภาณ ไหวพริบ (Esprit) (4) ความสนิทสนม (Intimacy) (5) ความห่างเหิน (Aloofness) (6) มุ่งเน้นแต่ผลผลิต (Production Emphasis) (7) การกระตุ้น (Thrust) และ (8) การมีดุลยพินิจ หรือการมุ่งสัมพันธ์ (Consideration) กรณีการศึกษาเกี่ยวกับโรงเรียน มักพบได้เมื่อใช้ศึกษาพฤติกรรมครู และผู้บริหาร เป็นตัวแปร ก าหนดบรรยากาศได้ เพราะท าให้ทราบว่า บรรยากาศโรงเรียนเป็นแบบใด อยู่ใน 6 บรรยากาศดังกล่าวหรือไม่ ตั้งแต่แบบเปิดไปจนถึงแบบปิด เช่น ถ้าภายในโรงเรียนมีการประสานงานกันดีครูอาจารย์มีความรู้สึกว่าภาระ ต่างๆ ที่ได้รับไม่เป็นการกีดกันตนมากนัก มีขวัญดีพอสมควร มีความสนิทสนมกันในระดับปานกลาง ผู้บริหาร เหินห่างไม่มากนัก มุ่งงานในระดับปานกลาง มีการกระตุ้นสูง มีความพินิจสูง แสดงว่าโรงเรียนนั้นมีบรรยากาศ


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 482 แบบเปิด หากบรรยากาศดีเป็นอันดับ 1 จึงเห็นได้ว่าพฤติกรรมครู และผู้บริหารมีผลกระทบต่อบรรยากาศ โรงเรียนอย่างมาก เป็นเครื่องชี้บ่งให้เห็นถึงประสิทธิภาพการบริหารด้วย แนวทางการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ (High-Quality Education) หมายถึง กระบวนการศึกษาที่มุ่ง พัฒนาผู้เรียนเป็นคนที่มีความรู้ สามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีจิตส านึกรักชุมชนและประเทศชาติ บ้านเมือง หวงแหนและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของตนเอง มีคุณธรรม มีทักษะในการด ารงชีวิตและประกอบอาชีพ สุจริตเลี้ยงตัวได้ รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐานคือ การจัดระบบการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ซึ่งการจัดระบบการศึกษาขั้น พื้นฐานประเทศไทยถูกก าหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2545 มีการจัดระบบการศึกษาขั้นประถมศึกษา 6 ปี การศึกษาขั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี การศึกษาขั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย 3 ปี หรือระบบ 6-3-3 ประกอบด้วย ระดับประถมศึกษา 6 ระดับชั้น (ป.1 ถึง ป.6) มัธยมศึกษา ตอนต้น 3 ระดับชั้น (ม.1 ถึง ม.3) และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ระดับชั้น (ม.4 ถึง ม.6) กระแสการพัฒนาปัจจุบัน การเตรียมความพร้อมต่อความท้าทายในอนาคตคือ พื้นฐานการศึกษา กรุงเทพมหานคร มีภารกิจตามกฎหมายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในขณะเดียวกันต้องพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้เท่าทันต่อสถานการณ์โลก ดังนั้นการวิจัยเพื่อค้นหาข้อมูลส าหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ประเด็นคุณภาพที่ควรทราบเพื่อน าไปพัฒนาคุณภาพคือ 1) รูปแบบการ บริหารโรงเรียน 2) รูปแบบการจัดการเรียนการสอน 3) รูปแบบการพัฒนาครู 4) การพัฒนาการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ 5) ด้านกายภาพของโรงเรียน และ 6) สภาพความเป็นจริงทั่วไป ผลการวิจัย ผลการวิจัยประมวลผลและการวิเคราะห์ผลข้อมูลจาก 4 แหล่ง คือ 1. เอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษา 2. การสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียน 1 โรงเรียน = 1 คน เป็นตัวแทนเขต รวม 50 คน 3. การ สังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม 4. ส ารวจความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จ านวนตัวอย่าง 4,123 คน ลักษณะผู้ให้ข้อมูล เป็นครู3,703 คน (89.8%) รองผู้อ านวยการ 238 คน (5.8%) และผู้อ านวยการ 182 คน (4.4%) โรงเรียนขนาดกลาง 1,575 โรง (38.2%) ขนาดเล็ก 1,440 โรง (34.9%) และขนาดใหญ่ 1,108 โรง (26.9%) การศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 (72.8%) และอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 (23.8%) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลองค์ประกอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด กรุงเทพมหานคร สรุปได้ตามล าดับจากมากไปน้อย มีรายละเอียดดังนี้ 1. การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมี คุณภาพอยู่ในระดับมาก โดยข้อมูลจากการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก สนับสนุนผลการวิจัยนี้ เนื่องจากกรุงเทพมหานคร โดยส านักการศึกษา ได้ก าหนดแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2563) ซึ่งในแผนพัฒนาฯ ในยุทธศาสตร์ล าดับที่ 5 เป็นยุทธศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง พัฒนา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา รวมทั้งให้มีการติดตามและ


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 483 ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้บริหารน าแผนบริหาร จัดการ จัดหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างทั่วถึง เพียงพอ ทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์ตามเป้าประสงค์ของ แผน นอกจากนี้ โรงเรียนและครูยังด าเนินการพัฒนาซอฟแวร์/ระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย อีกทั้งมีการจัดท าแผน บ ารุงรักษาและซ่อมแซม ควบคู่กับผู้บริหารโรงเรียนท าหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูผลิตสื่อการสอน หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนพัฒนาวิธีประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนอีกด้วย 2. สภาพความเป็นจริงทั่วไป พบประเด็นปัญหาที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1) ครูมีภาระงานมาก เนื่องจากได้รับมอบหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการ เรียนการสอน 2) การประเมินผลการพัฒนาครูด้วยวิธีการประเมินผลงานวิชาการ เกิดปัญหาการประเมินโดย คณะกรรมการ ตามแบบประเมินคุณภาพการปฏิบัติงาน (วก. 3) อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะครูขาดความรู้ความ เข้าใจในการจัดท าผลงาน ประกอบกับคณะกรรมการประเมินผลงานกับวิทยากรการอบรมไม่สามารถอธิบายให้ เข้าใจได้ เอกสารประกอบไม่เพียงพอ 3) ประเด็นการลาออกหรือโอนย้ายครูเป็นปัญหาอุปสรรคต่อความต่อเนื่อง กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 4) การก าหนดให้โรงเรียนต้องติดต่อผ่านส านักเขตท าให้ประสิทธิภาพการ ท างานน้อยกว่าการขึ้นตรงต่อส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร 5) ประเด็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อการ จัดการเรียนสอนภาษาต่างประเทศ ระหว่างวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีน มีความแตกต่างกัน เกิดข้อจ ากัดใน การจัดจ้างครูเจ้าของภาษาไม่ได้ตลอดปีงบประมาณ 6) การจัดสรรงบประมาณค่าอาหารเช้า ควรปรับเพิ่มให้เท่า เทียมกันทุกโรงเรียน ทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เท่าเทียมกันทุกโรงเรียน โดยเห็นว่าควรปรับ จาก 5 บาท เป็น 10 บาท 7) ปัญหาเกี่ยวกับการประเมินผลงานโรงเรียน และผลงานครูด้วยการประเมิน คุณภาพจากผลสัมฤทธิ์นักเรียนจากคะแนน O-net ต้องมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปีนั้น อาจใช้วัดคุณภาพการศึกษา แต่ละปีการศึกษาไม่ได้อย่างชัดเจน 3. รูปแบบการจัดการเรียนการสอน พบว่า รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร มีนโยบายให้อิสระด้านการบริหาร วิชาการ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความถนัดและ ความสนใจ (Child Center) เน้นทักษะชีวิตเรียนรู้คู่คุณธรรม/จริยธรรม น าเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียน การสอน แต่ในทางปฏิบัติทั้งการบริหาร วิชาการใช้รูปแบบ (Pattern) เดียวกันทุกโรงเรียน กล่าวคือ มุ่งเน้นให้ ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น กระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ การบูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย โดยจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สอง การวิเคราะห์ ผลสอบของนักเรียนเป็นรายบุคคล ก าหนดแผนการสอนกลางส าหรับทุกวิชาและทุกชั้นเรียน การสร้างความ ร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชน เอกชน ผู้ปกครอง ครูมีภาระงานจากหน่วยอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จนมีผลกระทบต่อกาเรียนการสอน เช่น ปัญหาโรงเรียนบางแห่งได้รับอัตราครูไม่สมดุลกับจ านวนนักเรียน ส่งผล ให้ครูไม่ครบทุกลุ่มสาระวิชา บางโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์และโปรเจคเตอร์ โรงเรียนเพียงบางแห่งมีระบบกวดวิชา ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรจัดการเรียนส าหรับเด็กพิเศษ และการจัดโปรแกรมการศึกษาเพื่อรองรับเด็ก พิเศษ


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 484 4. การพัฒนาด้านกายภาพของโรงเรียน สภาพโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่มีมาตรการ ส่งเสริมและรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน สภาพห้องเรียน อาคารเรียน มีการตรวจสอบสภาพความแข็งแรง ต่อเนื่อง สถานที่ปรุงอาหารที่เหมาะสม สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ห้องสุขาถูกสุขลักษณะและเพียงพอกับ จ านวนนักเรียน กล่าวได้ว่าการพัฒนาด้านกายภาพของโรงเรียน เป็นองค์ประกอบที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พบข้อมูลความเห็นว่า ความรับผิดชอบด้านกายภาพไม่ควรให้ส านักงานเขตเป็น ผู้ดูแล ในขณะเดียวกันพบว่า โรงเรียนเด็กก่อนวัยเรียน มีการพัฒนากายภาพที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษา ได้แก่ ขาดงบประมาณในการจัดสร้างสนามเด็กเล่น เครื่องเล่น ลานเอนกประสงค์ สถานที่ ออกก าลังกาย ขนาดโรงอาหารไม่เพียงพอกับปริมาณนักเรียน 5. รูปแบบการบริหารโรงเรียน พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้อ านวยการ รองผู้อ านวยการ ครู เห็นด้วยกับการจัดรูปแบบโครงสร้างการบริหาร 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายวิชาการ ฝ่าย งบประมาณ ฝ่ายบริหารงานบุคคล และฝ่ายบริหารงานทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วม เสนอความคิดเห็น ตามหลักธรรมาภิบาล และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการบริหารโรงเรียน ในขณะที่ไม่แน่ใจในกรณีที่โรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ใช้รูปแบบการบริหารลักษณะเดียวกันทั้งหมด และมีเพียงบางส่วนเห็นว่าไม่ควรน า จ านวนนักเรียนมาก าหนดจ านวนต าแหน่งรองผู้อ านวยการ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติโรงเรียนส่วนใหญ่ จัดให้ มีต าแหน่งรองผู้อ านวยการตามอัตราก าลังที่เหมาะสมแล้ว 6. รูปแบบการพัฒนาครู พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนน้อยที่สุด และข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบปัญหา หลายประการดังต่อไปนี้ 1. การบรรจุและพัฒนาศักยภาพครูให้สอนตรงตามสาระวิชาการเรียนรู้ 2. การพัฒนา ผู้บริหารและครูให้มีสมรรถนะ (Competency) ตามมาตรฐานวิชาชีพ 3. แผนการพัฒนาความก้าวหน้าใน วิชาชีพ (Career Path) และคุณภาพชีวิตครูให้มีความสุขในการท างาน 4. การเบิกจ่ายงบประมาณในกรณีครูเข้า อบรมกับหน่วยงานภายนอก 5. การส่งเสริมสนับสนุนการให้ครูท าวิจัยในชั้นเรียน เมื่อน าความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหาอุปสรรค ดังที่จ าแนกไว้ 6 ด้าน มาเปรียบเทียบทางสถิติกับ ขนาดโรงเรียน (ใหญ่ กลาง เล็ก) พบว่า ขนาดโรงเรียนต่างกัน มีความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหาและอุปสรรค พบ 5 ด้าน ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นขนาดโรงเรียนมีผลท าให้การจัด การศึกษาขั้นพื้นฐานมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านรูปแบบการบริหารโรงเรียน รูปแบบการจัดการเรียนการสอน รูปแบบการพัฒนาครู การพัฒนาด้านกายภาพของโรงเรียน และสภาพความเป็นจริงทั่วไป ทั้งนี้เป็นเพราะ โรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนจ านวนมาก โอกาสได้รับงบประมาณเพื่อการบริหารและการจัดการเรียนการสอน อัตราก าลังครูที่มีมากกว่า อาคาร บริเวณพื้นที่ สนามเล่นมีขนาดใหญ่กว่า โรงเรียนขนาดกลาง และขนาดเล็ก เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่แตกต่างกันไป ด้วย อย่างไรก็ดี มีด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีการจัดการเพื่อการศึกษาที่ไม่แตกต่างกัน หรือกล่าว อีกนัยหนึ่งคือมีการพัฒนาคุณภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ ใกล้เคียงกัน


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 485 อภิปรายผล ผลจากการวิจัยที่เป็นเช่นนี้ มีผลมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ท าให้หลายประเทศต้องพัฒนาคุณภาพ การศึกษา โดยเฉพาะผลงานการวิจัยแนวทางกาพัฒนาศึกษาไทยกับเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 ส่วนหนึ่ง ในขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกในศตวรรษที่ 21 และแรงกดดันภายนอก ได้แก่ กระแสการเปลี่ยนแปลงจากศตวรรษแห่งอเมริกา สู่ศตวรรษแห่งเอเชีย แรงขับเคลื่อนในระดับภูมิภาคซึ่ง เกิดจากการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน โดยมีแนวทางการเปิดโอกาส ความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนา คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การศึกษาเพื่อมีงานท าภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และของ โลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เกิดแนวคิดการศึกษาไทย 4.0 ตามวิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศไทย 4.0 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์มีความเป็นพลวัตภายใต้สังคมแห่งปัญญา (Wisdom-Based Society) สังคมแห่งการเรียนรู้(Lifelong Learning Society) และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ (Supportive Learning Environment) รัฐบาลโดยฝ่ายการศึกษาก าหนดเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาใน 5 ประการ ได้แก่ โอกาสการเข้าถึง (Access) ความเท่าเทียม (Equity) คุณภาพ (Quality) ประสิทธิภาพ (Efficiency) และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลง (Relevancy) ภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศและของโลกที่เป็นพลวัต (ส านักงานเลขาธิการสภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2559) จึงท าให้ เกิดการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารโรงเรียน และการส่งเสริมการ พัฒนาครู ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้เพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ โดย การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยให้นักเรียนสามารถแข่งขันในด้านวิชาการในสถานการณ์ระดับโลกได้ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศและโลก มีประสิทธิภาพในการท างานโดยนาเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้กับ หลักสูตรวิชาการและส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์(Pearson Education, 2013) สามารถ ใช้ความรู้พื้นฐานด้านสารสนเทศและเทคโนโลยีเข้ากับมาตรฐานทางวิชาการผ่านนวัตกรรมทางดิจิตอล ในบริบท งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางปัญญาที่บอกวิธีที่มนุษย์เรียนได้ดีที่สุด (Lemke, 2010) ร่วมกันสร้างรูปแบบและ แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยเน้นที่องค์ความรู้ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และ สมรรถนะที่เกิดกับผู้เรียน เพื่อใช้ในการด ารงชีวิตในสังคมปัจจุบัน (ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ และวรางคณา ทอง นพคุณ, 2555) และเกิดทักษะกระบวนการทางปัญญา (cognitive skills) (วิจารณ์ พานิช, 2556) กล่าวได้ว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาผ่านรูปแบบบริหารการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามมาตรฐานวิชาการ เพื่อวางรากฐานความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการจัดการเรียนรู้ ให้ ผู้เรียนเตรียมความพร้อมทั้งทักษะความรู้การคิดวิเคราะห์สามารถด ารงชีพในสังคมเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุข รูปแบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไทย มีรูปแบบสอดคล้องกับระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งแบ่งเป็นระดับ 3 มีดังนี้ (ส านักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2551) คือ ประถมศึกษา เป็นการศึกษาภาคบังคับ ใช้เวลาเรียน 1-6 หรือ 7 ปี การเรียนการสอนเน้นพัฒนา ทักษะภาษาอังกฤษ การอ่าน เขียน ทักษะทางตัวเลขและคณิตศาสตร์อย่างง่าย วิชาสังคมศึกษา สุขศึกษา และ กิจกรรมที่ฝึกความคิดสร้างสรรค์


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 486 มัธยมศึกษาตอนต้น ใช้เวลาเรียน 4 ปี (ปีที่ 7-10) มัธยมปลาย เป็นการเตรียมนักเรียนส าหรับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย นักเรียนต้องสอบและ วัดผลการเรียนในชั้นปีที่ 11 และ 12 เพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตรการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และคล้ายกับระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแบ่งเป็นระดับ 2 มีดังนี้ ประถมศึกษา (Elementary School) เป็นการศึกษาภาคบังคับ ส าหรับเด็กอายุ 6-11 ปี ระยะเวลา การศึกษา 6 ปี (ประถมศึกษาปีที่ 1-6) 2. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) เป็นการศึกษาภาคบังคับ ส าหรับเด็กอายุ 12-18 ปี มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปี (มัธยมปีที่ 1-6) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 2.1 โรงเรียนรัฐบาล นักเรียนทุนส่วนตัว มีสิทธิ์เรียนได้เป็นเวลา 1 ปี เท่านั้น 2.2 โรงเรียนเอกชน มี 3 รูปแบบ 2.2.1 Prepare School เพื่อเตรียมนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2.2.2 Parochial School โรงเรียนศาสนาโรมันคาธอลิค 2.2.3 Bible School หรือ Christian School สอนศาสนาควบคู่กับวิชาการ การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีคุณภาพ อยู่ในระดับมาก อธิบายได้ว่า เป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ในศตวรรษที่ 21 รัฐบาลได้ ก าหนดนโยบายแห่งชาติ พ.ศ. 2559 คือ นโยบายการศึกษาไทย 4.0 เป็นแนวการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมคน โดยใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน มีบริบทการจัด การศึกษาพัฒนาคนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ มีคุณธรรม และสามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้ (ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์, บรรยายพิเศษ, 2559)การศึกษายุคไทย 4.0 เป็น กระบวนการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะทุกมิติและองค์ประกอบสังคม (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2559) เพื่อพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย คนไทยคิดวิเคราะห์เป็น ผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ติดต่อค้าขายกับนานา ประเทศได้เป็นฐานการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง แนวคิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ การศึกษาสู่ไทย 4.0 เป็นการน านวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพ การศึกษา เพื่อเป็นฐานการพัฒนาประเทศ ปัจจัยที่ควรปรับเปลี่ยนดังนี้ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, 2559)


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 487 รูปแบบเดิม รูปแบบใหม่ “ครู เป็นศูนย์กลาง” “ผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” เน้น “ท่องจำ” เน้น “การคิด” “พัฒนาความรู้” “พัฒนาสมรรถนะ (ปฏิบัติได้จริง)” ปริมณฑล “ท้องถิ่นภิวัตน์” ปริมณฑล “ถิ่นโลกาภิวัตน์ (Globalization)” “เป็นฝ่ายรอรับ” “เป็นฝ่ายแสวงเอง” “บริโภคความรู้และนวัตกรรม” “ผลิตองค์ความรู้และนวัตกรรม” “แปลกแยกจากสังคม” “บูรณาการกับสังคม” “ต่างคนต่างท า” “ร่วมมือกันท า” “เรียนแบบนักเทคนิค How to” “เรียนแบบนักปราชญ์” ที่มา : เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์, 2559; อนาคตใหม่การศึกษาไทยในยุค Thailand 4.0. การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย 4.0 โดยใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงน ารูปแบบการเรียนรู้ในลักษณะเศรษฐกิจฐานความรู้มาสร้างความมั่งคั่ง ผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่คน และการพัฒนาครู ซึ่งเป็น ปัจจัยพื้นฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และ แผนพัฒนาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ จึงมีการจัดหลักสูตรให้ครอบคลุมคน ทุกกลุ่ม พร้อมทั้งปรับปรุงต ารา ให้สอดคล้องกับหลักสูตร รวมทั้งกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนหลักสูตร การพัฒนาคุณภาพต ารา เรียนระดับ 5 ดาว รวมทั้งการเปลี่ยนระบบประเมินผลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่เน้นให้การคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ตามทักษะศตวรรษที่ 21 และต้องพัฒนาครูผู้สอนให้ตรงกับความต้องการในการน าความรู้ไปใช้ ตลอดจนให้วิทยฐานะแก่ครูสอนดี คุณภาพเหล่านี้ต้องด าเนินการควบคู่ไปด้วยกัน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานไทย 4.0 ส าหรับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อ รองรับกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ฝ่ายการศึกษาต้องให้ความส าคัญต่อพัฒนารูปแบบการศึกษา อาทิ จากการท่องจ า เป็นการปฏิบัติ ครูผู้สอนน านวัตกรรมใหม่ๆ และใช้เทคโนโลยีมาช่วย เริ่มด้วยการฝึกให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเปลี่ยนจากสอน มาเป็นพี่เลี้ยง (Coach) การเรียนแบบบูรณาการสหวิชาการ เชื่อมโยงความรู้กับจินตนาการ เปลี่ยนแปลงไปสู่ผู้เรียนมีทักษะที่ต้องการ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่ดี ซึ่งการจัดการศึกษาต้องสร้างความพอใจให้ผู้เรียนและท้าท้ายสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอยากเรียน (ชวลิต โพธิ์นคร, 2560) ยึดแนวคิดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การเรียนรู้แบบใช้ปัญหา เป็นฐาน - Problem-Based Learning (Stanford University Newsletter on Teaching, 2001) เป็นการ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ ต้องการสืบค้นหาค าตอบที่ถูก อ้างอิงด้วยทฤษฎีคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเพื่อน และร่วมกันลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ยืนยันสมมติฐานค าตอบ เกิดจิตนา การพัฒนาผลงาน และนวัตกรรมที่ท าให้การด ารงชีวิตอย่างมีคุณภาพในโลกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 กล่าว


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 488 โดยรวมคือ เน้นเป้าหมายให้ผู้เรียนมีทักษะความรูด้านนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการด าเนินชีวิต ในสังคมและการประกอบอาชีพในโลกอนาคต แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากรูปแบบเดิม พัฒนาคุณภาพสู่รูปแบบทักษะการ เรียนรู้ศตวรรษที่ 21 และการศึกษาไทย 4.0 (ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, 2559) 1. น าแนวคิดการเรียนรู้ที่ต้องก้าวข้ามสาระวิชาไปสู่การเรียนรู้ทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษ ใหม่ ดังนั้นการศึกษาสมัยใหม่ต้องเล็งเป้าหมายเกินกว่าเนื้อหาวิชา ไปสู่การพัฒนาทักษะ โดยการเปลี่ยนแปลง วิธีการจัดการเรียนรู้ 2. การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนส าหรับผู้เรียน ซึ่งเดิมมีครูเป็นผู้ขับเคลื่อน หากมีการส่งเสริม สนับสนุนให้ครูและผู้เรียนสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน สามารถพัฒนาทักษะ ของผู้เรียนที่มิใช่เพียงเพื่อสอบ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อเผชิญการเปลี่ยนแปลง 3. แนวคิดการพัฒนาครู คือ เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ใช้ค าถามและปัญหาพื้นฐาน ครูต้องฝึก/พัฒนา เป็นนักตั้งค าถามตั้งปัญหาเพื่อสร้างบรรยากาศ ท าให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ และค้นหาค าตอบเอง 4. การแลกเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ เมื่อมีการตั้งค าถาม มีการหาค าตอบ การค้นหาข้อมูลโดยใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเพื่อน และร่วมกันลงมือปฏิบัติ เกิดจิตนาการผลงาน และ นวัตกรรมการเรียนรู้หลายช่องทาง 5. คุณลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์ คือ การเรียนรู้คู่คุณธรรม ผู้เรียนมีความเป็นคน ความดีงาม การ เรียนรู้ตลอดชีวิต สนใจพัฒนาสังคม ครอบครัว และโรงเรียน การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหลากหลายองค์ประกอบ นอกจากรูปแบบการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะความรู้ การพัฒนาครูและกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ แต่ในทางปฏิบัติยังต้องค านึงถึงการ จัดสรรจัดงบประมาณ การวางโครงการบริหาร รวมทั้งการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนด้วย ข้อเสนอแนะจากการวิจัย จากข้อค้นพบดังกล่าวข้างต้น จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะส าหรับพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียน เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ควรให้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ขึ้นตรงต่อส านัก การศึกษา กรุงเทพมหานคร อีกทั้งส านักการศึกษาควรออกแบบโครงสร้างการบริหารโรงเรียนทุกขนาดโรงเรียน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยบรรจุอัตราก าลังผู้บริหาร ครูประจ าสาระการเรียนรู้ บุคลากรประจ าเฉพาะภารกิจ (Function) ครบทุกต าแหน่ง อาจมีจ านวนครูแตกต่างกันตามจ านวนห้องเรียน 2. ข้อเสนอแนะต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนขั้นพื้นฐาน โดยเพิ่มความเข้มข้นใน 3 ทักษะ คือ อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Knowledge-based Culture) ด้วยการน า นวัตกรรมการเรียนรู้แนวใหม่ คือ ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนได้ตามความต้องการอย่างมี อิสระ โดยเฉพาะทักษะการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติบรรยายน้อยลง จ าลองปัญหาเพื่อหาค าตอบด้วย เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการเรียนรู้ (โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครมีความพร้อมอยู่แล้ว) ในรูปแบบ


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 489 Project-Based Learning เพื่อให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น สื่อสารได้ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความร่วมมือ ผู้เรียนร่วมกันค้นหาความรู้ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินคุณภาพการเรียนการสอน โดยพิจารณา ผลสัมฤทธิ์จากทักษะการเรียนรู้ แฟ้มผลงาน และพิจารณาก าหนดระดับค่าน้ าหนักคะแนน O-net (สูง กลาง ต่ า) 3. ด้านการพัฒนาครู ขอเสนอแนะว่า ควรเริ่มตั้งแต่กระบวนการกลั่นกรองบุคคลที่จบสาขาวิชาที่ ตรงกับต าแหน่งครูผู้สอนตามสาระการเรียนรู้ที่ต้องการ ด้วยระบบสอบคัดเลือกและบรรจุที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะสาขาที่ขาดแคลน โดยลดขั้นตอนที่ไม่จ าเป็นลงเพื่อให้การบรรจุได้ทันทีที่มีต าแหน่งว่าง สนับสนุนและ ผลักดันให้ครูพัฒนาตนเองในกระบวนการชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ส่งเสริมเพื่อพัฒนาครูในด้านการจัดท าแผนการสอน (course syllabus) มีความสามารถด้านการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ออกแบบสื่อการสอน สนับสนุนให้ครูมีความสามารถในการสร้างผลงานวิชาการ จัดให้มีหลักสูตรอบรมครู และผลสัมฤทธิ์การอบรมสามารถใช้ในการประเมินผลงานครูได้ 4. ด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยทุกโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีการ ขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงเรียนสามารถใช้ ICT เพื่อการบริหารโรงเรียน การจัดการศึกษาและการเรียนการสอน ด้วยการจัดโครงสร้างพื้นฐานรองรับผู้เรียนในทุก สาระการเรียนรู้ อาทิจัดเตรียมคอมพิวเตอร์และระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ผู้เรียนค้นหาความรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จัดการเรียนรู้ด้านการใช้สื่อและเทคโนโลยีจัดท าผลงาน เพื่อให้ผู้มีทักษะความรู้ในการสร้างผลงาน 5. การพัฒนากายภาพโรงเรียน ควรมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและ โรงเรียนขนาดกลาง สังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าโรงเรียน ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางมีพื้นที่จ ากัด จึงควรพัฒนาด้านความทันสมัย เครื่องมืออุปกรณ์การเรียนการสอน สภาพแวดล้อมให้เป็นโรงเรียนน่าอยู่ มีระบบความปลอดภัยสิ่งอ านวยความ สะดวกสนับสนุนการเรียนการสอน ใช้ห้องเรียนเป็นมุมเรียนรู้โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น ออกแบบกายภาพที่ถูกสุขลักษณะตามความเหมาะสม เพื่อให้มาตรฐานเทียบเท่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 6. สภาพความเป็นจริงทั่วไป จากการรวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิจัยเชิง ปริมาณ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม พบสภาพความเป็นจริงที่เป็นปัญหาอุปสรรค ต่อการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 6.1 มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพโดยการจัดการเรียนการสอน ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ปรับโครงสร้าง การบริหารให้ทุกขนาดโรงเรียนมีมาตรฐานเดียวกัน 2. รูปแบบวิชาการด้วยการเปลี่ยนวิธีการเรียนจากท่อง จ าเป็น แสวงหาค าตอบ คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ มีทักษะความรู้ด้านอาชีพโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. ปรับกระบวนการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ได้เรียนรู้ตามความต้องการอย่างเป็น อิสระ ปรับบทบาทครูเป็นผู้ให้การสนับสนุน (facilitator) พูดเนื้อหาน้อยลง ผู้เรียนค้นคว้ามากขึ้น ตามแนวนโยบายการศึกษาไทย 4.0 รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ภูมิภาค (AEC) และสังคมโลกยุคศตวรรษที่ 21 และ 4. สร้างรูปแบบการประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อใช้กับโรงเรียนในสังกัด กรุงเทพมหานครทั้ง 437 โรงเรียน


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 490 6.2 ส านักการศึกษาและโรงเรียน ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ควรจัดเก็บข้อมูลการประเมิน ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละในลักษณะข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูล ส าหรับการศึกษาในขั้นที่สูงขึ้น 6.3 ควรปรับสวัสดิการแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างขวัญก าลังใจ ลดการลาออกของครูและบุคลากร ทางการศึกษา ส่งเสริม/พัฒนาศักยภาพครูสู่ยุคการเรียนการสอนด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ครูมีความรู้ ด้านการวิจัย มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ สื่อหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับ การสอน ไม่กระทบต่อการเรียนการสอนของครู 6.4 ควรปรับการจัดท างบประมาณ ให้มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายด้านโภชนาการ หรือกิจกรรม สนับสนุนการเรียนรู การจัดการเรียนการสอนด้านภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสาร ส่งเสริมการเรียนรู้สังคมพหุ วัฒนธรรม (Multi Culture) ในกลุ่มประชาคมอาเซียน Value Chain ส าหรับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ในสังกัดกรุงเทพมหานคร


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 491 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ : ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2559). อารยริเริ่ม : การริเริ่มเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความเป็นอารยะ. วารสาร รัฐสภาสาร. ปีที่ 64, ฉบับที่ 10, หน้า 114-122. ชวลิต โพธิ์นคร. (2560). ห้องสมุดดิจิทัลกับการก้าวสู่ยุค Thailand 4.0. http://km.li.mahidol.ac.th/ thai-studies-in-thailand-4-0/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. ราชกิจจานุเบกษา. (2528). พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528. เล่ม 102 ตอนที่ 115 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2528. ราชกิจจานุเบกษา. (2542). พระราชบัญญัติก าหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอ านาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542. เล่ม 114 ก ตอนที่ 48 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542. วัลนิกา ฉลากบาง. (2560). การวิจัยแบบผสมผสาน. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม. ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม, 2560). ศิริวรรณ ฉัตรมณีรุ่งเจริญ และวรางคณา ทองนพคุณ (2555). ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความท้าทายใน อนาคต. เอกสารประกอบการสอน. คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต. ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2555). แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด. ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร. (2560). รายงานสถิติการศึกษา ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนในสังกัด กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. ส านักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2559). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ : ส านักนายรัฐมนตรี. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574). กรุงเทพฯ : ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. ส านักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ระบบการศึกษาสหรัฐอเมริกา. http://www.bic.moe.go.th/ newth/index.php?option=com_k2&view=item&id=3645:usa-education-system-2013- 10-17&Itemid=319. เข้าถึงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560.


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2561 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 492 ภาษาต่างประเทศ Halpin, A.W, and Croft, D.B. (1963). The Organizational Climate Of School.. Chicago : University of Chicago Press. Lemke, C. (2010). “Innovation Through Technology,” In J. Bellanca and R. Brandt (Eds.), 21st Century Skills : Rethinking How Students Learn. pp. 242-272, (April. 2010). Pearson Education, Inc. (2013). What is 21st Century Learning?. 4 December 2013. <http://www.pearsonschool.com/index.cfm?locator=PSZjZc.> 2013. Accessed on June 1, 2017. Stanford University Newsletter. (2001). Speaking of Teaching. Problem-Based Learning. http://www.stanford.edu/dept/CTL/Newsletter/problem_based_learning.pdf Accessed on June 1, 2017. The Australian Studies Centre, Thammasat University. ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานและโรงเรียนใน ออสเตรเลีย. http://www.aussiecenter.org/index.php/study-in-australiaA2.html. เข้าถึง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560. กิตติกรรมประกาศ: คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหาร ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้บริหารส านักงานเขต 50 เขต ตลอดจน ผู้อ านวยการโรงเรียน รองผู้อ านวยการโรงเรียน ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา ซึ่งผู้ให้ข้อมูลส าคัญผ่านการ สัมภาษณ์เชิงลึกและตอบแบบสอบถาม คณะผู้วิจัย ขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา 1. นำ ทฤษฎีองค์การ (Organization Theory) มาใช้ 2. โรงเรียนมีองค์การนอกแบบแฝงอยู่มาก เกิดเป็นกลุ่มองค์การนอกแบบที่ มีอิทธิพลต่อกลุ่มองค์การตามแบบ 3. กระแสการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ส่งผลกระทบต่อระบบ การศึกษา 4. การปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การเตรี ยมความพร้อมของผู้เรียน ผู้สอน โดยมีการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย ในกระบวนการเรียนรู้สู่เด็กให้สามารถค้นหาคำ ตอบ คิดวิเคราะห์เป็น 5. จำ เป็นต้องมีการสำ รวจสภาพการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่แท้ จริง


132 | วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2562 บทความวิจัย (Research Article) การประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560-2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 ASSESSMENT OF POLICY FORMULATION FEASIBILITY AIMED AT THE STRATEGIC FRAMEWORK OF THE EDUCATIONAL DEVELOPMENT PLAN FOR THE BORDER AREA (A.D. 2017-2021) IN LOEI PROVINCE UNDER REGION EDUCATION OFFICE NO.10 Received: March 24, 2019 Revised: June 5, 2019 Accepted: June 19, 2019 ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย1* ศิริพร ศรีจันทะ2 อนุภูมิ คำยัง3 ชัยมงคล ปินะสา4 และสุภชัย จันปุ่ม5 Thirasak Uppamaiathichai1* Siriporn Srichantha2 Anuphum Kumyoung3 Chaimongkol Pinasa4 and Supachai Janpum5 1คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2,3,4คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย 5 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดขอนแก่น 1 Faculty of Education, Naresuan University, PhitsanuloK 65000, Thailand 2,3,4Faculty of Education, Loei Rajabhat University, Loei 42000, Thailand 5 Khon Kaen Provincial Education Office, Khon Kaen 40000, Thailand *Corresponding Author, E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560-2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10เครื่องมือที่ ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด โดยการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากการเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา อาจารย์ผู้สอนในระดับอุดมศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร ทางการศึกษา ภาคประชาชนเกี่ยวกับการศึกษา รวมจำนวน 18 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการประชุมกลุ่มและ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยเสนอเป็นความเรียง พบว่า นโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบ ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการ


Journal of Education Naresuan University Vol.21 No.4 October - December 2019 | 133 ภาค 10 ประกอบด้วย 3ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 2) พัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงาน ทำ และ 3) เสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมี ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย มีความเป็นไปได้ทุกด้านและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง คำสำคัญ: ความเป็นไปได้ นโยบายแบบมุ่งเป้าเขตพื้นที่ชายแดน สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 Abstract The Purpose of this study was to assess Policy formulation feasibility aimed at the strategic framework of the educational development plan for the border areas in the period of (A.D. 2017-2021) in the Loei Province Regional Education Office No.10.The research instruments used in this study, include a Semi-Structured Interview and a Focus Group Discussion Technique. The study samples were randomly selected including education experts, university instructors, educational administrators, school administrators, teachers, educational personnel, and public sector personnel. The data analysis used content analysis and consisted of 3 aspects as follows: 1) The quality of education, 2) the development of vocational skills for employment, and 3) the enhancement of quality of life according to the philosophy of the sufficiency economy. The results were found to be feasible and applicable. Keywords: Feasibility, Aimed at the Strategic Border Area, Education Office No.10 บทนำ กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 -2580) มีวิสัยทัศน์ให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่ การมีเอกราช อธิปไตย การดำรงอยู่อย่างมั่นคง และยั่งยืนของสถาบัน หลักของชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทาง สังคมท่ามกลางพหุสังคม และการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติ ความเป็นธรรม และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงานและ อาหาร ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ และ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสาน สอดคล้องกันด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและ ศักดิ์ศรี (National Strategy (2018-2037), 2018, p. 5) สอดคล้องกับ Office of the Permanent Secretary Ministry of Education (2017, p. 1) โดยกระทรวงศึกษาธิการมีภารกิจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยสงเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา สนับสนุน ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ส่งเสริมและประสานงาน การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬา เพื่อการศึกษา รวมทั้ง


Click to View FlipBook Version