The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Narumol Sirisri, 2023-08-02 03:45:59

รวบรวมบทความ

รวบรวมบทความ

926 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.7 No.3 (September-December 2022) จัดการหลักสูตรการศึกษาที่เหมาะสม ขาดการน ามาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสมไปใช้ ขาด กระบวนการผลิต และการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องเป็น ระบบ และมีประสิทธิภาพ ขาดการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณ ปัญหาเรื่องครู ครูพี่เลี้ยงสอนระดับปฐมวัยส่วนใหญ่มักใช้ครูอัตราจ้างที่มีคุณวุฒิต่ าไม่ได้จบการศึกษา หรือไม่ได้รับ การอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอน ระดับปฐมวัยมา รวมทั้งผู้บริหาร สถานศึกษามักไม่ให้ ความส าคัญกับการจัดการศึกษาก่อนประถมศึกษา (ยศกมล เรืองสง่า, 2551) จากที่ได้สัมภาษณ์ ข้อมูลจากครูผู้สอนนักเรียนระดับปฐมวัยในโรงเรียนต่างๆ พบว่า ปัญหาในการจัดการเรียนการสอน นักเรียน ในระดับปฐมวัยนั้นมักมีปัญหาหลายด้าน เช่น การจัดท าหลักสูตร ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการ ปรับปรุงหลักสูตรให้เข้ากับบริบทและสภาพแวดล้อมปัจจุบันเทคนิคในการสอน ที่เป็นลักษณะ แบบเดิม ๆ ไม่ค่อยหลากหลาย สอนไม่ตรงตามแผนการสอนที่ตั้งไว้ สื่อวัสดุ-อุปกรณ์ ไม่เพียงพอต่อ จ านวนเด็ก ครูขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ครูขาดความรู้ ความเข้าใจ หลักเกณฑ์ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ขาดการน าผลการประเมิน พัฒนาการ มาใช้ในการปรับปรุงส่งเสริมแก้ไขปัญหาเด็กปฐมวัย สถานที่ และอาคารไม่อ านวยต่อการจัดการ เรียนการสอนจ านวนครูไม่เพียงพอต่อจ านวนเด็ก ผู้บริหารขาดความรู้ความเข้าใจในการจัด การศึกษาระดับปฐมวัยท าให้การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ เป้าหมายที่ได้ก าหนดไว้ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการจัดการศึกษาปฐมวัยแต่อย่างเป็นก็ ตามการจัดการศึกษาจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติงานของโรงเรียนโดยเฉพาะการบริหารงาน ของผู้บริหารเป็นสิ่งส าคัญต่อความส าเร็จขององค์กร (ภารดี อนันต์นาวี, 2553: 260) จากสภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติการสอนระดับปฐมวัย ใน โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จึงมีความสนใจที่จะ ศึกษาถึงปัญหา และแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาด เล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัย ในการวางแผนการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ การพัฒนาเด็กโดย องค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต การ สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่ เด็ก รวมไปถึง การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2. เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาด เล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ


วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2565) | 927 วิธีด าเนินการวิจัย จากการศึกษา แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้ด าเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย คือครูที่ท าการสอนในระดับปฐมวัยในโรงเรียน สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จ านวน 80 คน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษา เชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 3. พื้นที่ในการวิจัย ระยะที่ 1 : โรงเรียนที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จ านวน 3 โรงเรียน ในจังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย และจังหวัดเลย ระยะที่ 2 : โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ใช้วิธีการวิจัยเชิง คุณภาพ ได้ด าเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล 2 ขั้นตอน ดังนี้ 4.1 วิเคราะห์สภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 4.2 วิเคราะห์การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก จ านวน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 2) การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ 3) การพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่น อย่างมีความหมาย 4) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต 5) การสร้างความรู้ความ เข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่เด็ก ผลการวิจัย จากการศึกษา แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ สรุปผล ดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก โดยพิจารณาเป็นรายด้านและเรียงล าดับดังนี้ ด้านการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการ เล่นอย่างมีความหมาย อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในกระบวนการ จัดการศึกษาระดับปฐมวัย อยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความ ร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่เด็ก อยู่ในระดับมาก ด้านการจัดกิจกรรม พัฒนาการทางด้านสติปัญญาด้านการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ อยู่ใน


928 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.7 No.3 (September-December 2022) ระดับมาก ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข อยู่ในระดับมาก 2. สรุปการผลหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด้วยวงจรคุณภาพ ดังนี้ ขั้น วางแผน จัดการประชุมเพื่อก าหนดแผนปฏิบัติการในการด าเนินการจัดการเรียนการสอนที่ ขั้นการ ปฏิบัติ การจัดการเรียนการสอนตามกิจกรรมที่ก าหนดไว้ในแผนปฏิบัติ ขั้นการตรวจสอบ นิเทศการ จัดการเรียนการสอน อย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง ขั้นการปรับปรุง การประชุมก่อนเปิดภาคเรียน มีการน าปัญหา และอุปสรรคในภาคเรียนที่ผ่านมามาปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เปิดขึ้น และ ด าเนินการในแผนปฏิบัติการปีปัจจุบัน อภิปรายผล จากการศึกษา แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีประเด็นที่อภิปรายผล ดังนี้ 1. ผลศึกษาพบว่า สภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย อยู่ใน ระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับเบคเล่ย์ (Beckley, 1986) ได้ศึกษาเรื่องการจัดตารางกิจกรรม ประจ าวันในโรงเรียนอนุบาล ตัวเลือก และผลที่มีต่อสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาว่ามีความแตกต่างใน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในโรงเรียนที่จัดตารางกิจกรรม ประจ าวันระหว่างการจัดแบบครึ่งวันแบบเต็มวันทุกวันให้กับนักเรียน วิธีการด าเนินการวิจัยที่ใช้ คือ ท าการทดสอบก่อน และหลังการใช้ทักษะ 11 ประการ แล้วใช้การทดสอบของเชฟเฟ่ (Scheffe) เพื่อทดสอบความแตกต่างที่ระดับนัยส าคัญที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญระหว่างการจัด ตารางกิจกรรมประจ าวัน 3 ประเภท คือ นักเรียนที่ใช้ตารางกิจกรรม ประจ าวันแบบเต็มวันทุกวันมีความแตกต่างในเรื่องการจดจ าจ านวนเลข และอักษรกลุ่มที่ใช้ตาราง กิจกรรมแบบเต็มวัน บางวันมีผลดีในเรื่องความสามารถในการเขียนจ านวนเลขได้ตามค าบอกจาก ข้อมูลของคะแนนโดยเฉลี่ย การจัดตารางกิจกรรมประจ าวันแบบเต็มวันทุกวันมีผลดีมากกว่าการจัด แบบอื่น และผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะว่าการจัดการศึกษาระดับอนุบาลศึกษานั้น เป้าหมายของนัก การศึกษา และผู้บริหารโรงเรียน คือคุณภาพของการศึกษา จึงควรมีการท าการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เรื่องการจัดตารางกิจกรรมประจ าวันที่น ามาใช้กับนักเรียนเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งของการจัด ประสบการณ์ เนื้อหา หลักสูตร และ ครูผู้สอน 2. สรุปการผลหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียน ขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ได้ดังนี้ ด้านการส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 1) การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมใน กระบวนการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย 2) การจัดกิจกรรมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ซึ่ง สอดคล้องกับเฟนทุสโซ (Fantuzzo, 2000) ได้ศึกษาเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษา ระดับ ปฐมวัย พบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาระดับปฐมวัย มี 3 ลักษณะ คือ การ


วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2565) | 929 มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่บ้าน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่โรงเรียน และการเข้าร่วมประชุมของ โรงเรียน ส าหรับผู้ปกครองที่เข้าไปมีส่วนร่วม พบว่า เป็นผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาสูงจะมีส่วน ร่วมมากกว่าผู้ปกครองที่มีการศึกษาน้อยในการศึกษาปฐมวัย และผู้ปกครองที่ติดต่อกับโรงเรียนใน ระดับสูงที่มีความสัมพันธ์กับระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการศึกษาของเด็กสามารถ สรุป เกี่ยวกับการจัดการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นสิ่งยืนยันปรัชญาการจัดการศึกษาปฐมวัยได้เป็นอย่างดีว่า การจัดประสบการณ์การเรียนการสอนปฐมวัย ควรเน้นการเตรียมความพร้อมพัฒนาเด็กทุกด้าน ตามศักยภาพ และสมดุล ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จากสื่อ และมีโอกาส ท ากิจกรรมอย่างอิสระ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตามควรแก่วัยเพื่อให้เกิดผลดีแก่ตัวเด็กอย่าง แท้จริง ด้านการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ1) การศึกษาสภาพสังคมใน กระบวนการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ซึ่งสอดคล้องกับด้านการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการ เล่นอย่างมีความหมาย 1) นักเรียนมีความรักและความศรัทธาในครูผู้สอน 2)ครูผู้สอนเข้าใจความ ต้องการของนักเรียนรายบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับ กัญญา ยอดแก้ว (2561) ได้ศึกษาการด าเนินงาน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากระบี่ 1) ระดับความรู้ความเข้าใจในการด าเนินการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาปฐมวัยของผู้บริหาร โดยรวมพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยมาตรฐานการบริหารการจัดการศึกษามีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่มาตรฐานด้านการจัดการเรียนมาตรฐานด้านคุณภาพเด็กและมาตรฐานด้านการพัฒนาชุมชน แห่งการเรียนรู้ตามล าดับทั้งนี้จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าผู้บริหาร เคยมีประสบการณ์การเข้าอบรมเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาปฐมวัยมีค่าร้อยละ 83.87 ซึ่งแสดงว่ามีการเข้าอบรมมากท าให้มีความรู้และสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้และการ ฝึกอบรมเป็นการเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการท างานของบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับ กมล สิงหราช (2555) ได้กล่าวว่าการฝึกอบรมเป็นวิธีการกระตุ้นและพัฒนาคนให้มีความตื่นตัวและขวนขวายใน ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือได้พัฒนาให้ก้าวขึ้นอีกทั้งยังเป็นการ มีความรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ที่ได้จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิง พื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ คือ 1. ด้านการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัย ควรเน้น การจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในกระบวนการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย และจัดให้มีกิจกรรม พัฒนาการทางด้านสติปัญญาที่หลากหลาย 2. ด้านการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญควรเน้นการศึกษาสภาพ สังคมเพื่อพัฒนากระบวนการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย 3. ด้านการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย ควรส่งเสริมให้นักเรียน มีความรักและความศรัทธาในครูผู้สอน และครูผู้สอนควรเข้าใจความต้องการของนักเรียน รายบุคคล


930 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.7 No.3 (September-December 2022) 4. ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจใน หน้าที่ของตนเองที่ได้รับมอบหมาย 5. ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่าง สถานศึกษากับพ่อแม่เด็ก ครูควรสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารอ้างอิง กมล สิงหราช. (2555). แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานตัวบ่งชี้และเกณฑ์การ พิจารณาเพื่อการประเมินผลภาพภายนอกในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดส านักงานคิด พื้นที่การศึกษาก าแพงเพชร เขต 2. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฎก าแพงเพชร. กระทรวงศึกษาธิการ.(2561). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โรงโรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ ากัด ยศกมล เรืองสง่า, (2551). สภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของศูนย์พัฒนา เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ในวัด จังหวัดนครพนม. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร. ภารดี อนันต์นาวี. (2555). หลักการ แนวคิด ทฤษฏีทางการบริหารการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 4. ชลบุรี : มนตรี. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560 - 2579. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟค.อมรวิชช นาครทรรพ.ความส าคัญและ ทิศทางใหม่ๆ ในการจัดการศึกษาของท้องถิ่นเรียกใช้เมื่อ 8 กันยายน 2561 จาก www.kknontat.com/wp.../ppt การจัดการศึกษาของทองถิ่น.ppt. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพฯ : บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จ ากัด. Beckley, William Loren. (1986). Kindergarten, Option and effect on Student Achievement Primary Elementary Childhood Length of School. Master Thesis. M.Ed. California : Drake University.


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา การวางแผนการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย การอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็น สำ คัญ การพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถาน ศึกษากับพ่อแม่เด็ก รวมไปถึง การจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ * สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 Guidelines of Development for Educational Management according to the Early Childhood Education Curriculum B.E. 2560 of Chonglom Suksun School Group under the Kamphaeng Phet Primary Education Service Area Office 1 1 สุกัญญา แก้วสุขา และ ภูมิพิพัฒน์ รักพรมงคล 1 Sukanya Kaewsukha and Poompipat Rukponmongko หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา), มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร Master of Education (Education Administration), Kamphaeng Phet Rajabhat University, Thailand. 1 Corresponding Author’s Email: [email protected] บทคัดย่อ บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของ กลุ่มช่องลมสุขสันต์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครูในกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ จำนวน 48 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน โดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน แจกแจงความถี่และการจัดลำดับ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากในด้านวิชาการโดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การจัดองค์การ ด้านงาน งบประมาณ โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือการจัดองค์การ ด้านงานบุคคลโดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผน ด้านงานบริหาร ทั่วไปโดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผนและการควบคุม ปัญหาการบริหารจัดการศึกษา ด้านวิชาการ คือ การจัดการเรียนการสอนไม่ตรงตามแผนและไม่สอดคล้องกับพัฒนาการเรียนรู้ ผู้บริหารไม่สร้างแรงจูงใจ ด้านงบประมาณ คือ ไม่มีการอำนวยความสะดวกเรื่องงบประมาณ และไม่มีการตรวจสอบทะเบียนคุม การใช้จ่าย ด้านบุคคล คือ ไม่มีการวางแผนอัตรากำลัง มอบหมายการรับผิดชอบงานที่ชัดเจน ด้านบริหาร ทั่วไป คือ สถานศึกษาไม่วางแผนกำหนดงาน ขาดแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันภายในสถานศึกษา 2) แนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของกลุ่มช่องลมสุขสันต์ ด้านวิชาการ ควรมีการวางแผน การจัดกิจกรรมที่เป็นระบบ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ด้านงบประมาณ มีการประชุม วางแผนให้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ด้านบุคคล มีการวางแผนอัตรากำลังให้เหมาะสม กับงานและความสามารถ ด้านบริหารทั่วไป มีการจัดคนที่มีทักษะ ความรับผิดชอบให้เหมาะสมกับงานเพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน * Received September 20, 2021; Revised December 1, 2021; Accepted December 14, 2021


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 889 คำสำคัญ: การบริหาร; การศึกษาระดับปฐมวัย; กลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากำแพงเพชรเขต 1 Abstract The objective of this research article is to: Study the current situation and management issues in early childhood education of the Chonglom Suk School Group. Find guidelines for the development of early childhood education management in the Chonglom Suk School Group.This research is a qualitative and quantitative study. The research population consisted of 48 administrators and teachers in the Chonglom Suk School Group, as well as 17 experts. Data was collected through questionnaires and interviews. Data analysis was performed using statistical software to calculate averages, standard deviations, frequency distributions, and rankings. The research findings indicate that: The overall management of early childhood education in the Chonglom Suk School Group is rated highly in terms of academic aspects, with the highest average score in organizational management. In terms of budget management, the highest average score is in financial management. In terms of personnel management, the highest average score is in planning. The management issues identified in the study include academic management, such as teaching not aligning with the planned curriculum and not supporting students' learning progress. In budget management, the issues include a lack of budgetary provisions and a lack of monitoring of expenditure records. In personnel management, the issues include a lack of manpower planning and unclear assignment of responsibilities. In general management, the issues include a lack of work planning and motivation within the school. Recommendations for improving the management of early childhood education in the Chonglom Suk School Group include: Academic Management: Implement a systematic activity planning, establish effective communication between administrators, teachers, and parents. Budget Management: Conduct planning meetings to ensure alignment with the early childhood curriculum guidelines of the Buddhist era 2560. Personnel Management: Develop appropriate manpower planning according to job requirements and capabilities. General Management: Organize personnel based on skills and responsibilities to maximize work efficiency. These recommendations aim to enhance the overall effectiveness of the management practices in early childhood education. Keywords: Educational Administration; Early Childhood Education Management; Chonglom Suksun School Group; The Kamphaeng Phet Primary Education Service Area Office 1


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 890 บทนำ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ระบุปรัชญาการศึกษาปฐมวัยว่า การศึกษาปฐมวัย เป็นการพัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวมบนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและ การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของ ทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยจะต้องมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับ การพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก (Ministry of Education, 2017) การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนควรเอื้อต่อสภาพการเรียนรู้ของเด็ก โดยจัดให้มีมุมประสบการณ์ ต่างๆ ที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็กมีโอกาสฝึกทักษะจากการปฏิบัติและเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีควา มหมาย ต่อเด็กเรียนรู้การทำงานคนเดียว การทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน วิธีการจัดชั้นเรียนดังกล่าว ครูจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อม เพื่อสนับสนุนต่อการพัฒนาและเอื้อต่อการเรียนรู้จากการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม ครูจะต้องจัด กิจกรรมในลักษณะบูรณาการ พัฒนาการทุกด้านให้ผสมผสานกลมกลืนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและ เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาเด็กจึงไม่ควรแยกพัฒนาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่ควรพัฒนาทุกด้านไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะการจัดสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถที่มีอยู่ตามวัย เด็กก็จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในทางตรงกันข้าม หากเด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ขาดประสบการณ์ที่ควรจะได้รับ การเรียนรู้ ในขั้นต่อๆ ไป ย่อมประสบความยากลำบากและยากที่ผู้เรียนจะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งอาจส่งผลให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ (Thumboworn, 2006) มากไปกว่านั้นอาจส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ล่าช้า มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ดังที่ปรากฏในผลการวิจัยของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่ศึกษาเกี่ยวการจัด การศึกษาระดับปฐมวัยในศูนย์การพัฒนาเด็กเล็กในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ (Office of the Education Council, 2012) โดยนัยนี้ การพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย จึงควรทั้งทางด้านวิชาการ ด้านงานงบประมาณ ด้านงานบุคคล และด้านงานบริหารทั่วไป กลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ประกอบด้วย 1) โรงเรียนบ้านเกศกาสร 2) โรงเรียนวัฒนราษฎร์ศึกษา 3) โรงเรียนบ้านลานตาบัว 4) โรงเรียนบ้านบึง กระดาน 5) โรงเรียนบ้านปรือพันไถ 6) โรงเรียนบ้านหร่ายการ้อง 7) โรงเรียนบ้านช่องลม และ 8) โรงเรียน บ้านประชาสุขสันต์ ซึ่งกลุ่มนี้มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารวมทั้งสิ้น 94 คน โดยจัดการเรียนการ สอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อย่างไรก็ดี ในการศึกษาสภาพและปัญหาการทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่ม โรงเรียนในกลุ่มช่องลมสุขสันต์ ผู้วิจัยจะใช้จากการใช้แนวคิดเรื่องกระบวนการบริหารที่มีระบบจะนำองค์การ สู่ความสำเร็จตามหลักการบริหารแบบ POLC ของเฮนรี่ ฟาโยล์ (Sanrattana, 2002) ซึ่งฟาโยล์ได้เสนอ แนวความคิดในด้านกระบวนการบริหารไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน (Planning: P) การจัดองค์การ (Organizing: O) การนำ (Leading: L) และการควบคุม (Controlling: C) เรียกย่อๆ ว่า “POLC” โดยนำมา เป็นกรอบในการศึกษาการบริหารงานของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงาน งบประมาณ ด้านงานบุคคล และด้านงานบริหารทั่วไป ดังนี้


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 891 กระบวน POLC กับด้านการบริหารงานวิชาการ จะศึกษาสภาพและปัญหา 1) งานวางแผนงาน ด้านวิชาการ (Planning) 2) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (Organizing) 3) การพัฒนาหลักสูตร ของสถานศึกษา (Leading) 4) การวัดผล ประเมินผล และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน (Controlling) 5) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา (Leading) 6) การนิเทศการศึกษา (Controlling) และ 7) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา (Leading) กระบวน POLC กับด้านการบริหารงานงบประมาณ จะศึกษาสภาพและปัญหา 1) การจัดทำ แผนปฏิบัติการใช้จ่ายตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง (Planning) 2) การอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรรโดยตรง (Leading) 3) การตรวจสอบติดตาม และรายงานการใช้งบประมาณ (Controlling) 4) การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (Leading) และ 5) การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษา (Organizing) กระบวน POLC กับด้านการบริหารงานบุคคล จะศึกษาสภาพและปัญหา 1) การวางแผนอัตรากำลัง (Planning) 2) การจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (Organizing) และ 3) การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การดำเนินการที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลให้ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น (Leading) กระบวน POLC กับด้านการบริหารงานทั่วไป 1) การวางแผนการบริหารงานการศึกษา (Planning) 2) การวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายและแผน (Organizing) 3) การจัดสำมะโนนักเรียน (Organizing) 4) การรับ นักเรียน (Leading) 5) การส่งเสริม สนับสนุนและประสานการจัดการศึกษาของบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงานและสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษา (Organizing) และ 6) การจัดการระบบการควบคุมภายใน หน่วยงาน (Controlling) ทั้งนี้เพื่อทราบสภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อนำไปสู่การหาแนวทาง การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ให้กับโรงเรียนในกลุ่มช่องลม สุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1ตามแนวทางการบริห าร จัดการศึกษาระดับปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงาน บุคคล ด้านการบริหารงานทั่วไป โดยยึดหลักการบริหารแบบ POLC ของเฮนรี่ ฟาโยล์ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 2. เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยกำหนดขอบเขตของการวิจัยเป็น ขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ 1. การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีขั้นตอนดังนี้ การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 892 1) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 48 คน แบ่งเป็น ผู้บริหารโรงเรียนในกลุ่มช่องลมสุขสันต์ จำนวน 8 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 8 คน ครูวิชาการโรงเรียนในกลุ่มช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 8 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 8 คน ครูปฐมวัยโรงเรียนในกลุ่มช่อง ลมสุขสันต์ จำนวน 8 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 24 คน และประธานคณะกรรมการสถานศึกษาในกลุ่มช่องลมสุข สันต์ จำนวน 8 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 8 คน ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงจำนวนประชากรที่ใช้ศึกษา โรงเรียน ประชากร รวม ผู้อำนวยการ สถานศึกษา ครู วิชาการ ครู ปฐมวัย ประธาน คณะกรรมการ สถานศึกษา 1. โรงเรียนบ้านเกศกาสร 1 1 3 1 6 2. โรงเรียนวัฒนราษฎร์ศึกษา 1 1 3 1 6 3. โรงเรียนบ้านลานตาบัว 1 1 3 1 6 4. โรงเรียนบ้านบึงกระดาน 1 1 3 1 6 5. โรงเรียนบ้านปรือพันไถ 1 1 3 1 6 6. โรงเรียนบ้านหร่ายการ้อง 1 1 3 1 6 7. โรงเรียนบ้านช่องลม 1 1 3 1 6 8. โรงเรียนบ้านประชาสุขสันต์ 1 1 3 1 6 รวม 8 8 24 8 48 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับ ปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ โดยแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะเป็นแบบหลายตัวเลือก ประกอบด้วย เพศ สถานภาพ และประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่ง ตอนที่ 2 ศึกษาสภาพการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดังนี้ (Likert, 2006 as cited in Srisa-ard, 2003) 5 หมายถึง มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 3 สอบถามเกี่ยวกับปัญหาของการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบกำหนดคำตอบ ให้เลือกตอบ (Multiple Response) โดยผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ โดยเลือกคำตอบจากคำตอบที่กำหนดให้หลายคำตอบ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และจัดทำเป็นเครื่องมือ ดำเนินการเก็บข้อมูลในการหาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 893 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยนำแบบสอบถามส่งทางไปรษณีย์ และรับแบบสอบถามทางไปรษณีย์ทั้งสิ้น 48 ชุด ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลฉบับสมบูรณ์คืนมาได้ 48 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ของประชากรทั้งหมด 4) การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป โดยข้อมูลทั่วไป ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้การแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการบริหาร จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ใช้วิธีการ หาค่าเฉลี่ย (μ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ส่วนการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตร ปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ใช้วิธีการการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละและ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา 2. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีขั้นตอนดังนี้ การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ผู้วิจัย ใช้ผลวิเคราะห์ข้อมูลจากปัญหาการบริหารงานวิชาการซึ่งเก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามจากการดำเนินการ วิจัยในขั้นตอนที่ 1 นำมาสร้างเป็นแบบสัมภาษณ์แล้วดำเนินการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญต่อไป ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 คน ให้ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ โดยมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ข้อใดข้อหนึ่งที่กำหนดไว้ ดังนี้ 1.1) เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคุณสมบัติเป็นผู้จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาโท สาขา บริหารการศึกษา มีประสบการณ์บริหารโรงเรียน 5 ปีขึ้นไป จำนวน 7 คน 1.2) เป็นศึกษานิเทศก์ ที่มีความรู้ความสามารถด้านการศึกษารับผิดชอบงานหลักสูตรและ การสอนในโรงเรียน มีวิทยฐานะตั้งแต่ศึกษานิเทศก์ชำนาญการขึ้นไป และมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 5 ปีขึ้นไป จำนวน 4 คน 1.3) เป็นนักวิชาการทางการศึกษา ที่มีความรู้ความสามารถด้านหลักสูตรและการสอน และ ปฏิบัติงานด้านวิชาการ เป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป จำนวน 2 คน 1.4) เป็นข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านหลักสูตรและการสอนและได้รับมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านหลักสูตรและการสอนของสถานศึกษาของกลุ่มโรงเรียน หรือของเขตพื้นที่การศึกษา มีการ จัดทำผลงานทางวิชาการและมีวิทยฐานะตั้งแต่ครูชำนาญการพิเศษขึ้นไป จำนวน 4 คน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งได้นำผลสรุปจากสภาพและปัญหา การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ มาสังเคราะห์ เรียบเรียง เพื่อกำหนด เป็นกรอบในการสร้างคำถาม 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยขอหนังสือจากงานประสาน การจัดบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ถึงผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความร่วมมือในการสัมภาษณ์ หาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ 4) การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์เนื้อหา โดยการสังเคราะห์ (Content Analysis) และแจกแจงความถี่ (Frequency) เพื่อใช้ในการอธิบายข้อมูลและจัดอันดับความสำคัญ เพื่อรวบรวมเป็นศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 894 ผลการวิจัย ผลการวิจัยมีดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 สภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุข พบว่า ด้านวิชาการ ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (O) Organizing การจัดองค์การ ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.43, σ = 0.43) และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ (P) Planning การวางแผน ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.33, σ = 0.38) ด้านงานงบประมาณ ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (O) Organizing การจัดองค์การ ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.52, σ = 0.49) และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ (L) Leading การนำ ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.33, σ = 0.52) ด้านงานบุคคล ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (P) Planning การวางแผน ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.46, σ = 0.46) และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ (C) Controlling การควบคุม ระดับความคิดเห็นอยู่ใน ระดับมาก (μ = 4.35, σ = 0.66) และด้านงานบริหารทั่วไป ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (P) Planning การวางแผน (μ = 4.39, σ = 0.53) และ (C) Controlling การควบคุม ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.39, σ = 0.48) และค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ (L) Leading การนำ ระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (μ = 4.33, σ = 0.51) ทั้งนี้ ภาพรวมของปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ มีดังนี้ 1) ด้านวิชาการ พบว่า P = (Planning) การวางแผน พบการจัดการเรียนการสอนไม่ตรงตามแผน และไม่สอดคล้องกับหลักสูตร ปัญหาน้อยที่สุดคือ สถานศึกษาไม่จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 O = (Organizing) การจัดองค์การ ปัญหาที่พบมากสุดคือการจัด ประสบการณ์ในชั้นเรียนไม่สอดคล้องกับพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและหลักสูตร ปัญหาน้อยที่สุดคือ การจัด กระบวนการเรียนการสอนไม่เน้นให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจ หรือลงมือทำ L = (Leading) การนำ ปัญหาที่พบมากสุดคือ ผู้บริหารไม่สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรภายในสถานศึกษา ปัญหาน้อยที่สุด คือ ผู้บริหาร ไม่เข้ารับการอบรมทางวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น C = (Controlling) การควบคุม ปัญหาที่พบมากสุดคือ หลังจาก การเรียนการสอนไม่มีการจัดทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ ไม่มีการนำผลจากแบบ ประเมินความพึงพอใจหลังการประชุมสานสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียนมาปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้น 2) ด้านงบประมาณ พบว่า P = (Planning) การวางแผน พบสถานศึกษาไม่มีวางแผนการจัดสรร งบประมาณไปในรูปแบบโครงการสำหรับครูปฐมวัยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่จัดทำแผนปฏิบัติการใช้จ่ายเงินตามที่ได้รับจัดสรร งบประมาณจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง O = (Organizing) การจัดองค์การ พบมากสุด คือสถานศึกษาไม่มีการกำหนดให้มีบัญชีคุมการใช้จ่ายงบประมาณที่จัดสรรไปยังห้องเรียนปฐมวัย ปัญหาที่พบ น้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่การกระจายอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ L = (Leading) การนำ พบสถานศึกษาไม่อำนวยความสะดวกเรื่องงบประมาณสำหรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 อย่างเหมาะสม ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่เปิดโอกาสให้คณะครูเขียน โครงการขึ้นมาเพื่อของบประมาณไปสนับสนุนการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 C = (Controlling) การควบคุม เมื่อพิจารณาตามรายข้อ พบสถานศึกษาไม่มีการตรวจสอบทะเบียน คุมการใช้จ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปัญหาที่พบน้อย ที่สุดคือ สถานศึกษาไม่มีการตรวจสอบพัสดุและบัญชีพัสดุในการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการ


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 895 3) ด้านบุคคล พบว่า P = (Planning) การวางแผน พบสถานศึกษาไม่มีการวางแผนอัตรากำลัง ในห้องเรียนปฐมวัยอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่มีครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ O = (Organizing) การจัดองค์การ พบสถานศึกษาไม่มีมอบหมายการรับผิดชอบอย่างชัดเจนมีหลักฐาน ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่อนุญาตให้ครูเข้าอบรม วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานบุคคล L = (Leading) การนำ พบผู้บริหารไม่สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรอยู่เสมอ ปัญหาที่พบน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารไม่ เข้าร่วมการอบรมสัมมนาทางด้านการศึกษา หรือส่งครูที่เข้ารับการอบรมมาขยายผลสู่คณะครูภายใน สถานศึกษา C = (Controlling) การควบคุม พบผู้รับการนิเทศไม่เคยนำผลการนิเทศติดตามมาปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาในส่วนที่มีข้อบกพร่องเพื่อให้มีผลการพัฒนาที่ดีขึ้น ปัญหาน้อยที่สุด คือไม่มีวัดผลประเมินผลและ ติดตามผลหลังการทดลองปฏิบัติงาน 4) ด้านบริหารทั่วไป พบว่า P = (Planning) การวางแผน ปัญหาที่พบมากสุดคือสถานศึกษา ไม่วางแผนกำหนดงาน โครงการงบประมาณแผนปฏิบัติงานด้านชุมชนสัมพันธ์ ปัญหาน้อยที่สุดคือ สถานศึกษา ไม่มีวัสดุอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เหมาะสม จัดไว้อย่างเป็น ระเบียบในชั้นเรียนอนุบาล O = (Organizing) การจัดองค์การ พบสถานศึกษาไม่จัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูล ให้ได้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนางานในฝ่ายบริหารงานทั่วไปกับการจัดการศึกษาระดับ ปฐมวัย ปัญหาน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่กำหนดมาตรการดูแลความสะอาดชั้นเรียนปฐมวัยให้สะอาด เรียบร้อย มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม มีของเล่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน L = (Leading) การนำ พบผู้บริหารสถานศึกษาไม่ใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารร่วมกับการจูงใจในการทำให้สมาชิกขององค์การ ทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์การได้รับความสำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้ ปัญหาน้อยที่สุด คือ สถานศึกษาไม่มีการเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพงาน สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรในการบริหาร จัดการศึกษาปฐมวัย ในด้านทรัพยากรและขวัญกำลังใจ C = (Controlling) การควบคุม พบไม่มีกำกับ ดูแลแม่ครัว หรือผู้ประกอบอาหารประกอบอาหาร ด้วยความสะอาดถูกหลักอนามัย ปัญหาน้อยที่สุด คือ ไม่มี กำกับ ตรวจสอบ ดูแลงาน/ โครงการให้เกิดการดำเนินงานด้านจัดการเรียนการสอนปฐมวัยให้เป็นไปตามแผน ที่กำหนดไว้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 แนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 พบว่า 1) ด้านวิชาการ P = (Planning) ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูวิชาการ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย คณะครูที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสถานศึกษา ควรมีการประชุมชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรปฐมวัย 2560 และควรมีการบันทึกพฤติกรรมก่อนจัดกิจกรรมและหลังจัดกิจกรรมเพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการของ ผู้เรียนเป็นรายบุคคล O = (Organizing) ควรจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง ครู ผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมชั้นเรียน L = (Leading) ผู้อำนวยการสถานศึกษาควรปฏิบัติตนให้เป็นผู้นำที่ดี มีวุฒิภาวะที่สูง กล้าตัดสินใจ และมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทุกครั้ง และควรมีการวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมกับการ รับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ทุกสถานการณ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาต้องเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในด้านการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา C = (Controlling) ควรมีการ นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรภายในระดับชั้นเรียน มีร่องรอยหลักฐานการนิเทศ ติดตาม และ ประเมินผลการจัดการศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 896 2) ด้านงบประมาณ สรุปผลคือ P = (Planning) ควรประชุมวางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ให้เป็นไปตามงบประมาณที่จัดสรร ควรมีวางแผนการใช้งบประมาณ โดยจัดสรรไปยังห้องเรียนปฐมวัยเพื่อใช้ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และควรมีการศึกษาข้อมูล การจัดสรรงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแจ้งผ่านเขตพื้นที่การศึกษา แจ้งให้ สถานศึกษาทราบในเรื่องนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการ จัดสรรงบประมาณ O = (Organizing) ควรบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัย อย่างเหมาะสมกับวัยและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ไปอย่างทั่วถึงและเกิดประโยชน์ สูงสุด ควรมีการจัดทำบัญชีคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่จัดสรรไปยังห้องเรียนปฐมวัย และผู้อำนวยการ สถานศึกษาบริหารจัดสรรงบประมาณโดยอาศัยตามมาตรา 39 ในการกระจายงบประมาณไปอย่างทั่วถึง L = (Leading) คณะครูเขียนโครงการขึ้นมาเพื่อของบประมาณไปสนับสนุนการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับ หลักสูตรปฐมวัย ควรมีการอำนวยความสะดวกเรื่องงบประมาณสำหรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ปฐมวัย และควรมีการประชุมประจำเดือนเพื่อชี้แจงรายละเอียดในการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการ ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ C = (Controlling) พบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทะเบียนคุมการใช้จ่ายงบประมาณ พัสดุและบัญชีพัสดุในการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย ควรมีการติดตามผล นิเทศ และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้บริหารและคณะครู และ คณะกรรมการประเมินจากภายในและภายนอก และตั้งเป้าหมายในการประเมินพัฒนาและการเรียนรู้ของเด็ก สามารถครอบคลุมเป็นไปตามโครงการที่ได้จัดสรรงบประมาณ 3) ด้านบุคคล สรุปผลคือ P = (Planning) ควรวางแผนจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาไปยังห้องเรียนปฐมวัยอย่างเหมาะสม ควรให้ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาไปเข้ารับ การอบรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียน และครูควรมีความรู้ความสามารถทางด้าน การศึกษาปฐมวัย มีบุคลิกภาพดี เป็นแบบอย่างที่ดีเข้าใจธรรมชาติของเด็กและพัฒนาการของเด็ก จัดการเรียน การสอนและดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ O = (Organizing) ผู้อำนวยการสถานศึกษาอาศัยอำนาจ ตามมาตราที่ 39 ในการกระจายอำนาจในการมอบหมายงานให้รับผิดชอบอย่างชัดเจนมีหลักฐานที่สามารถ ตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม ควรมีคณะกรรมการกำหนดเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส ควรมีการชี้แจงให้ข้าราชการครูทราบเกณฑ์การประเมินผลเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในการรับการประเมินจากทั้งภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษา และกำหนดเกณฑ์การประเมินให้ เป็นไปตามจุดเน้นของหลักสูตรปฐมวัย L = (Leading) ควรส่งเสริมให้บุคลากรทำผลงานทางวิชาการและวิจัย ในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียน จึงทำให้การบริหารงานบุคคลประสบความสำเร็จ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ควรส่งเสริมให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และผู้บริหารสถานศึกษารับสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา C = (Controlling) ควรมีการออกนิเทศ ติดตามการประเมิน การเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 – 3 ครั้ง ควรนำผลการนิเทศติดตามมาปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาในส่วนที่มีข้อบกพร่องเพื่อให้มีผลการพัฒนาที่ดีขึ้น และนำผลงานของนักเรียนในชั้นเรียนที่สอน ตามหลักสูตรปฐมวัย มาจัดโชว์ผลงานวิชาการ และจัดทำวิจัยในชั้นเรียนแก้ปัญหาการเรียนการสอนที่เกิดขึ้น ในชั้นเรียน ควรมีวัดผล ประเมินผลและติดตามผลหลังการทดลองปฏิบัติงานทุกครั้งเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้ไปในทางที่ดีขึ้น 4) ด้านบริหารทั่วไป สรุปผลคือ P = ( Planning ) ควรมีการพิจารณาแผนงาน/โครงการ ของฝ่ายบริหารทั่วไปให้สอดคล้องกับการบริหารการศึกษาของระดับปฐมวัยตามหลักสูตรปฐมวัย ควรมี วางแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงานรักษาความปลอดภัย การปฐมพยาบาล


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 897 เบื้องต้นและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เหมาะสม จัดไว้อย่างเป็นระเบียบในชั้นเรียนอนุบาล ควรมี วางแผนกำหนดงาน/ โครงการ งบประมาณแผนปฏิบัติงานด้านอาคารสถานที่ และสภาพ แวดล้อมที่ชัดเจน เพื่ออำนวยการความสะดวกด้านการจัดการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและกลางแจ้ง และควรมีการวางแผนกำหนด งาน ให้นักเรียนระดับปฐมวัยเริ่มการออมเงินกับธนาคารโรงเรียน O = (Organizing) ควรกำหนดมาตรการ ดูแลความสะอาดชั้นเรียนปฐมวัยให้สะอาด เรียบร้อย มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม มีของเล่น เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน วินิจฉัย สั่งการ ตามภาระงานที่ได้รับมอบหมายให้เหมาะสมกับบุคคลและ ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ดูแลควบคุม การเบิกนม ให้มีเอกสารหลักฐาน การเบิกจ่ายชัดเจนตรวจเช็ค วัน เดือน ปี ที่ผลิตและวันหมดอายุให้ชัดเจนและผู้ดูแลรายการอาหารที่ให้ผู้เรียนปฐมวัยได้รับอาหารครบ 5 หมู่ หรือมีความสะอาดถูกหลักอนามัย L = (Leading) ควรจัดคนที่มีทักษะ ความรับผิดชอบ ให้เหมาะสม กับงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน สถานศึกษาควรอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดการ เรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัย เสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพงาน สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากร ในการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัย และสร้างความไว้วางใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อก่อให้เกิดความพยายาม ในการดำเนินงานให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ร่วมกัน C = (Controlling) ควรกำหนดให้มีการกำกับ ตรวจสอบ ดูแลงาน/ โครงการให้เกิดการดำเนินงานด้านจัดการเรียนการสอนปฐมวัยให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ จัดทำ การสรุปและรายงานผลการดำเนินการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ ควรกำกับ ดูแลแม่ครัว หรือผู้ประกอบอาหาร ประกอบอาหาร ด้วยความสะอาดถูกหลักอนามัย และควรมีการนิเทศ ติดตามและแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพ งาน สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรในฝ่ายบริหารงานทั่วไป ในด้านทรัพยากรและขวัญกำลังใจ องค์ความรู้ใหม่ ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงประมาณ สรุปเป็นผังความคิดไปสู่ แนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่อง ลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ได้ดังนี้ Picture 1: The New Body Knowledge องค์ความรู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับสภาพการบริหารจัดการศึกษาสถานศึกษาระดับปฐมวัยในประเทศ ส่วนใหญ่เน้นศึกษาด้านสภาพการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาระดับปฐมวัยหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ถัดมาคือศึกษาการนำเสนอรูปแบบการบริหารการศึกษาปฐมวัยในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานต้นแบบ รวมทั้ง การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคคล ด้านบริหารทั่วไป แนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 898 มาตรฐานการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดการศึกษา ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในขณะที่งานวิจัยในต่างประเทศให้ความสนใจศึกษาการพัฒนาหลักสูตร และพัฒนา ครูเป็นหลัก ทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ผลต่อหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรที่ยึดโยงกับความเป็นท้องถิ่น และการ พัฒนาครูผู้สอนให้มีการจัดหลักสูตรการวางแผนการสอนและการอบรม ดังนั้น องค์ความรู้ใหม่ของงานวิจัยนี้คือ เผยให้เห็นแนวทางที่ไม่ได้มุ่งเน้นการบริหารจัดการศึกษา ระดับปฐมวัยเพียงด้านใดด้านหนึ่งอย่างงานศึกษาที่มีมาก่อน ทว่าเสนอภาพรวมแนวทางการบริหารจัดการ สถานศึกษาระดับปฐมวัย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคคล และด้านบริหารทั่วไป ตามหลักการบริหารของเฮนรี่ ฟาโยล์ คือ “POLC” ตั้งแต่กระบวนการวางแผน (Planning) การจัดองค์กร (Organizing) การนำ (Leading) และการควบคุม (Controlling) ซึ่งสถานศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นกรอบใน การบริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมในอนาคตได้ อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 สภาพและปัญหาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ทั้ง 4 ด้าน พบโดยรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านวิชาการ ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (O) Organizing หรือการจัดองค์การ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการวางแผนจัดการเรียนการสอนไม่ตรงตามแผนและไม่สอดคล้องกับหลักสูตร ครูไม่จัดทำแผนการสอนในการจัดกิจกรรมในชั้นเรียน การจัดประสบการณ์ในชั้นเรียนไม่สอดคล้องกับ พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและหลักสูตร ด้านงานงบประมาณ ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (O) Organizing การจัดองค์การ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสถานศึกษาไม่มีวางแผนการจัดสรรงบประมาณไปในรูปแบบโครงการ สำหรับครูปฐมวัยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 อีกทั้งขาดการศึกษาข้อมูล การจัดสรรงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแจ้งผ่านเขตพื้นที่การศึกษา แจ้งให้ สถานศึกษาทราบในเรื่องนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการ จัดสรรงบประมาณ ด้านงานบุคคล ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ (P) Planning การวางแผน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการที่ สถานศึกษาไม่มีการวางแผนอัตรากำลังในห้องเรียนปฐมวัยอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ขาดการจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาลงไปในห้องเรียน ปฐมวัย ไม่มีการมอบหมายการรับผิดชอบอย่างชัดเจนมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการแจ้งข้าราชการครูทราบเกณฑ์การประเมินผลเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในการรับการประเมินจากทั้งภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษาด้วย ส่วนด้านงานบริหารทั่วไป ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ (P) Planning การวางแผน และ (C) Controlling การควบคุม ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก สถานศึกษาไม่จัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูล ให้ได้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนางานในฝ่าย บริหารงานทั่วไปกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ขาดการประสานงานด้านความร่วมมือเกี่ยวกับข้อมูลกับ งานต่างๆ ในฝ่ายบริหารงานทั่วไปกับการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัย ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตาม หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ ทั้ง 4 ด้าน อภิปรายผลได้ดังนี้ 1) ด้านวิชาการ 1) ควรวางแผนการจัดการเรียนการสอน โดยมีการบันทึกพฤติกรรมก่อนจัดกิจกรรม และหลังจัดกิจกรรมเพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล 2) ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูวิชาการ ครูผู้สอนระดับปฐมวัย คณะครูที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการสถานศึกษา ควรมีการประชุมชี้แจง รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรปฐมวัย 2560 มีการบันทึกพฤติกรรมก่อนจัดกิจกรรมและหลังจัดกิจกรรม


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 899 เพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และครูผู้สอนระดับปฐมวัยจัดทำกิจกรรมการเรียน การสอนที่ส่งเสริมต่อพัฒนาการของผู้เรียนให้เหมาะสมกับวัย 3) ควรจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่าง ครู ผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมชั้นเรียน 4) ควรจัดประสบการณ์เรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มี ความคิดริเริ่มแก้ปัญหา มีการวางแผน มีการตัดสินใจและลงมือทำด้วยตนเอง และจัดปฐมนิเทศผู้ปกครองของ ผู้เรียนเพื่อชี้แจงรายละเอียดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักสูตรเพื่อเพิ่มพัฒนาการของผู้เรียน ไปในแนวทางเดียวกัน 5) ควรมีการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการใช้หลักสูตรภายในระดับชั้นเรียน และประเมินผลการจัดการศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา และจัดให้มีกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน และกรอกแบบประเมินความพึงพอใจหลังเข้ากิจกรรมเพื่อนำผลการประเมินมาปรับปรุงและ พัฒนาให้ดีขึ้น สอดคล้องกับคาสต์ และโรเซนวิก (Kast and Rosenzweig, 1970) ที่ระบุว่าปัญหาหนึ่งของ การบริหารสถานศึกษาคือไม่จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักสูตร ทั้งที่การวางแผนคือ กระบวนการของการพิจารณาตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร อย่างไร มีการเลือกวัตถุประสงค์ นโยบาย โครงการ และวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น 2) ด้านงบประมาณ 1) ควรประชุมวางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ให้เป็นไปตามงบประมาณที่จัดสรร วางแผนการใช้งบประมาณโดยจัดสรรไปยังห้องเรียนปฐมวัยเพื่อใช้ ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และควรมีการศึกษาข้อมูลการจัดสรรงบประมาณที่สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแจ้งผ่านเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งในเรื่องนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการจัดสรรงบประมาณ 2) ควรบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับวัยและสอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ไปอย่างทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด 3) สถานศึกษาควรมีการจัดทำบัญชีคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่จัดสรรไปยังห้องเรียนปฐมวัย และผู้อำนวยการสถานศึกษาบริหารจัดสรรงบประมาณโดยอาศัยตาม มาตรา 39 ในการกระจายงบประมาณไปอย่างทั่วถึง 4) ควรมีการอำนวยความสะดวกเรื่องงบประมาณสำหรับ การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัย และควรมีการประชุมประจำเดือนเพื่อชี้แจงรายละเอียด ในการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการ 5) เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทะเบียนคุม การใช้จ่ายงบประมาณ พัสดุและบัญชีพัสดุในการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละโครงการที่เกี่ยวข้องและ สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้บริหารและคณะครู รวมทั้ง คณะกรรมการประเมินจากภายในและภายนอก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วรนารถ แสงมณี (Saengmanee, 2001) ที่ระบุว่าปัญหาด้านงบประมาณส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากสถานศึกษาไม่มีกระจายอำนาจใน การจัดสรรงบประมาณ 3) ด้านบุคคล 1) ควรวางแผนจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปยัง ห้องเรียนปฐมวัยอย่างเหมาะสม 2) ควรให้ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาไปเข้ารับการอบรมที่ส่งผล ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียน และครูควรมีความรู้ความสามารถทางด้านการศึกษาปฐมวัย มีบุคลิกภาพดี เป็นแบบอย่างที่ดีเข้าใจธรรมชาติของเด็กและพัฒนาการของเด็ก จัดการเรียนการสอนและดูแล เด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ผู้อำนวยการสถานศึกษาอาศัยอำนาจตามมาตราที่ 39 ในการกระจายอำนาจ ในการมอบหมายงานให้รับผิดชอบอย่างชัดเจนมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม 4) ควรมี คณะกรรมการกำหนดเกณฑ์ประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส และมีการชี้แจงให้ข้าราชการครูทราบ เกณฑ์การประเมินผลเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับการประเมินจากทั้งภายใน สถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษา และกำหนดเกณฑ์การประเมินให้เป็นไปตามจุดเน้นของหลักสูตรปฐมวัย 5) ควรส่งเสริมให้บุคลากรทำผลงานทางวิชาการและวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียน จึงทำให้การบริหารงาน


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 900 บุคคลประสบความสำเร็จ และให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 6) ควรมีการออกนิเทศ ติดตาม การประเมินการเรียนการสอนในชั้นเรียนอย่างน้อยภาคเรียนละ 2-3 ครั้ง เพื่อนำผลการนิเทศติดตามมา ปรับปรุงแก้ไข หรือพัฒนาในส่วนที่มีข้อบกพร่องเพื่อให้มีผลการพัฒนาที่ดีขึ้น และนำผลงานของนักเรียน ในชั้นเรียนที่สอนตามหลักสูตรปฐมวัย มาจัดโชว์ผลงานวิชาการ และจัดทำวิจัยในชั้นเรียนแก้ปัญหาการเรียน การสอนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน และ 7) ควรมีวัดผล ประเมินผลและติดตามผลหลังการทดลองปฏิบัติงานทุกครั้ง เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาให้ไปในทางที่ดีขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของธงชัย สันติวงษ์ (Santiwong, 2003) ที่ระบุว่าสถานศึกษาไม่มีมอบหมายการรับผิดชอบอย่างชัดเจนมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ อย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีการแจ้งข้าราชการครูทราบเกณฑ์การประเมินผลเป็นรายบุคคล และสถานศึกษา ไม่อนุญาตให้ครูเข้าอบรมวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน 4) ด้านบริหารทั่วไป 1) ควรมีการพิจารณาแผนงาน/โครงการของฝ่ายบริหารทั่วไปให้สอดคล้องกับ การบริหารการศึกษาของระดับปฐมวัยตามหลักสูตรปฐมวัย โดยเฉพาะการวางแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับงานรักษาความปลอดภัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เหมาะสมจัดไว้อย่างเป็นระเบียบในชั้นเรียนอนุบาล 2) ควรมีวางแผนกำหนดงาน/โครงการ งบประมาณ แผนปฏิบัติงานด้านอาคารสถานที่ และสภาพ แวดล้อมที่ชัดเจน เพื่ออำนวยการความสะดวกด้านการจัดการ เรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและกลางแจ้ง 3) ควรกำหนดมาตรการดูแลความสะอาดชั้นเรียนปฐมวัยให้สะอาด เรียบร้อย มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม มีของเล่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 4) ควรจัดคนที่มี ทักษะ ความรับผิดชอบ ให้เหมาะสมกับงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน โดยสถานศึกษา ต้องอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัย เสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพ งาน สนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรในการบริหารจัดการศึกษาปฐมวัย 5) กำหนดให้มีการกำกับ ตรวจสอบ ดูแลงาน/โครงการให้เกิดการดำเนินงานด้านจัดการเรียนการสอนปฐมวัยให้เป็นไปตามแผนที่ กำหนดไว้ จัดทำการสรุปและรายงานผลการดำเนินการเมื่อสิ้นปีงบประมาณรองลงมากำกับ และ 6) ควรมีการ นิเทศ ติดตามและแก้ไขปัญหา พัฒนาคุณภาพงาน สอดคล้องกับสาคร สุขศรีวงศ์ (Suksriwong, 2006) ที่อธิบายว่า ผู้บริหารสถานศึกษาไม่ใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารร่วมกับการจูงใจในการทำให้สมาชิกขององค์การ ทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์การได้รับความสำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้ สรุป แนวทางพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จากสภาพและปัญหาของการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 มีทั้งสิ้น 4 ด้าน ด้านวิชาการ ในภาพรวมควรมีการวางแผนการจัด กิจกรรมที่เป็นระบบ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ด้านงบประมาณ ควรมีการประชุม วางแผนให้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และควรมีการอำนวยความสะดวกเรื่อง งบประมาณสำหรับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปฐมวัย ด้านบุคคล ควรมีการวางแผนอัตรากำลัง ให้เหมาะสมกับงานและความสามารถ และด้านบริหารทั่วไป ควรมีการจัดคนที่มีทักษะ ความรับผิดชอบ ให้เหมาะสมกับงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนการสอนที่ส่งเสริมต่อพัฒนาการของผู้เรียน


Journal of MCU Peace Studies Vol. 11 No. 3 (May 2023) 901 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1.1 งานวิจัยชิ้นนี้เผยให้เห็นว่าการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยนั้นควรให้ความสำคัญ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านงานบุคคล และงานบริหารทั่วไป เพราะมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้อง ต่อการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในระดับปฐมวัยได้ ดังนั้นสถานศึกษา ผู้บริหาร และ ครูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและวางแผนทั้ง 4 ด้านไปพร้อมๆ กัน 1.2 ข้อเสนอแนะในงานวิจัยนี้ เป็นเพียงข้อเสนอแนะสำหรับการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ของกลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ทั้งนี้ สถานศึกษาที่เปิดการเรียนการสอน ในระดับปฐมวัยแห่งอื่นๆ สามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนานโยบาย การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ 1.3 ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในระดับ ปฐมวัยควรเข้ารับการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการอบรมและพัฒนาตนเอง มาขยายผลภายในสถานศึกษา วิเคราะห์ผลการอบรมนำมาขยายผลปรับใช้ภายในสถานศึกษา เพื่อเป็นการ พัฒนาการศึกษาที่ส่งผลที่ดีต่อผู้เรียนและส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเด็กต่อไป 1.4 แนวทางการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของกลุ่มช่องลมสุขสันต์ ด้านวิชาการ ควรมีการ วางแผนการจัดกิจกรรมที่เป็นระบบ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ด้านงบประมาณ มีการ ประชุมวางแผนให้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ด้านบุคคล มีการวางแผนอัตรากำลัง ให้เหมาะสมกับงานและความสามารถ ด้านบริหารทั่วไป มีการจัดคนที่มีทักษะ ความรับผิดชอบให้เหมาะสม กับงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาเพื่อติดตามและประเมินผลภาพรวมของสภาพการบริหารจัดการศึกษาระดับ ปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กลุ่มโรงเรียนช่องลมสุขสันต์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงเปรียบเทียบระหว่างสถานศึกษาที่มีการบริหารจัดการศึกษาระดับ ปฐมวัย ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คือ องค์กรมหาชนหรือโรงเรียนเอกชน เพื่อวิเคราะห์ให้เห็น ถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหาร References Hicks, H. G., & Gullet, R. C. (1981) . Management. Kokyo: McGraw-Hill International Book Company. Kast, F. E., & Rosenzweig, J. E. (1970). Organization and Management: A System Approach. New York: McGraw-Hill Book Company. Ministry of Education. ( 2 0 1 7 ) . Early Childhood Education Program B.E 2560. Bangkok: Agricultural Cooperative Federation of Thailand Ltd Printing House. Office of the Education Council. (2012). The 14th National Educational Research Conference. Bangkok: Charoenpon Graphic.


วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤษภาคม 2566) 902 Rungrueangronnachai, S., & Rukponmongkol, P. (2009). Academic Administration Strategies for Lower Secondary School Students in Educational Opportunity Expansion Schools, Kamphaeng Phet Province. Dhonburi Rajabhat University Journal, 14(1), 76-92. Saengmanee, W. (2001). Organization and Management. Bangkok: Rabiangthong Printing. Sanrattana, W. (2002). Educational Administration: Concepts, Theories, Roles, Issues and Analysis of the Thai Educational Organization. (3 th ed.). Bangkok: Pimpisut. Santiwong, T. (2003). Human Resource Management. Bangkok: Prachoomchang Company Ltd. Srisa-ard, B. ( 2 0 0 3 ) . Curriculum Development and Curriculum Research. Bangkok: Sureeviriyasarn Publishing. Suksriwong, S. (2006). Management: From a Management Perspective. (4 th ed.). Bangkok: G.P. Cyber Print Co., Ltd. Thumboworn, N. ( 2 0 0 6 ) . Early Childhood Education Program. Bangkok: Chulalongkorn University Press.


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา แนวทางที่ไม่ได้มุ่งเน้นการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เพียงด้านใดด้านหนึ่งอย่างงานศึกษาที่มีมาก่อน มีการเสนอภาพรวม แนวทางการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคคล และด้านบริหารทั่วไปตาม หลักการบริหารของเฮนรี่ ฟาโยล์ คือ “POLC” ตั้งแต่กระบวนการ วางแผน (Planning) การจัดองค์กร (Organizing) การนำ (Leading) และการควบคุม (Controlling) ซึ่งสถานศึกษาสามารถ นำ ไปใช้เป็นกรอบในการบริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยได้อย่าง เหมาะสมในอนาคตได้


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1529 การจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่* An Administrative Development Plan Using School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province ฐาปณี แสนค าหมื่น (Thapani Saenkhammuen) ** ยงยุทธ ยะบุญธง (Yongyouth Yaboonthong) *** ธารณ์ ทองงอก (Than Thongngok) **** บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาการจัดท า แผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศ และ 3) เพื่อจัดท าและตรวจสอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียน เทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มีขั้นตอนการศึกษา 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาปัญหาและ ปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารหรือตัวแทนเทศบาลต าบลไชยปราการ ผู้อ านวยการ กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูโรงเรียน เทศบาล 1 ไชยปราการ จ านวนทั้งสิ้น 37 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหาร โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดี กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาได้มา จากการเลือกแบบเจาะจง จ านวน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนแม่อายวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนเทศบาล * บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ The Article Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Master of Education degree in Educational Administration at Chiang Mai University ** นักศึกษาปริญญาโทตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ E-mail: [email protected] Graduate student of the Requirements for the Master of Education degree in Department of Education (Educational Administration) at Chiang Mai University. E-mail: [email protected] *** อาจารย์ที่ปรึกษาหลักและผู้นิพนธ์ประสานงาน สาขาการศึกษา (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Advisor and Corresponding Author, Ph.D., Lecturer in Educational Administration at Chiang Mai University E-mail: [email protected] **** อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม สาขาการศึกษา (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Co-Advisor, Ph.D., Lecturer in Educational Administration at Chiang Mai University


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1530 วัดท่าสะต๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงรายผู้ให้ข้อมูลเป็น ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การสรุปแบบอุปนัย ขั้นตอนที่ 3 การจัดท าและพิจารณาเห็นชอบ แผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัด เชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้เลือกแบบเจาะจง จ านวน 10 คน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการประชุมเชิง ปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้คือ วาระการประชุม และแบบบันทึกการประชุม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การสรุปผลการ ประชุม ในการพิจารณาเห็นชอบใช้ฉันทามติของที่ประชุม ผลการศึกษา พบว่า ปัญหาในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียน เทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่เป็น ปัญหามากที่สุด คือ ด้านการประเมินคุณภาพภายนอกผ่านเกณฑ์ของสมศ. และปัจจัยส าคัญที่ส่งผลต่อการ บริหาร สูงสุดอยู่ในระดับมาก คือ ปัจจัยด้านคน การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนที่ มีการปฏิบัติเป็นเลิศ พบว่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชนในการบริหารจัดการ การศึกษาของโรงเรียนและเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดท าแผนพัฒนาส่งผลให้การด าเนินงานประสบความส าเร็จ นอกจากนี้แล้วต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านทั้งด้านของโรงเรียน ชุมชน และนโยบายต่างๆ เพื่อให้การจัดท า แผนพัฒนามีความสอดคล้องกับเป้าหมายและเนื่องจากโรงเรียนแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ดังนั้น โรงเรียนต้องทราบจุดเด่นและพยายามน าจุดเด่นมาจัดท าแผนเพื่อน าไปสู่การพัฒนาการศึกษา การจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า แผนพัฒนาการศึกษา 4 ปี มีกระบวนการจัดท าดังนี้ น าผลจากการศึกษา ปัญหาการด าเนินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ปัจจัยสนับสนุนการบริหารและแนวทาง ในการแก้ไขปัญหา มาใช้ในการจัดท าแผนพัฒนา ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A-I-C แผนพัฒนาประกอบด้วย กิจกรรม โครงการที่สอดคล้องกับประเด็นการประเมินที่ 2 ด้านการจัดการศึกษาในระบบของการบริหารโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น จ านวนทั้งสิ้น 53 โครงการในส่วนของการตรวจสอบแผนพัฒนา คณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบแบบฉันทามติ ค าส าคัญ: การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น, แผนพัฒนา, การส่งเสริมการมีส่วนร่วม


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1531 Abstract This study were three objectives. 1) to study the problems and key factors of School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province. 2) to study the development of a school-based management development plan for the local development of the school with excellence and 3) to conduct and check for development plan using School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province. There were four steps of the study: Step 1, studying the problem? and key factors of School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1. The population was a total of 37 people from a specific selection. The instruments used were questionnaire, data analysis by frequency, percentage, mean and standard deviation. Step 2, studying the the development of a school-based management development plan for the local development of the school with excellence. The target group were 3 school-specific choices: Mae Ai Wittayakom School, Chiangmai Province; Wat Tha Sakoy Municipal School, Chiangmai Province; And Chiang Rai Provincial Administrative School Chiang Rai Province 6 school administrators and supervisors involved. The tools used were structured interviews, data analysis by inductive summary. Step 3, studying the administrative and check for development plan using School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province. The target groups were 10 persons from a purposive sampling. Workshop was used for collecting the data. The tool used were the agenda. The meeting record analyze data using meeting summary, and the consensus from the meeting The results of the study found that the problems of School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province in overall level was high. When considering each aspect, it was found that the most problematic aspects was the external quality assessment. The important factor that affecting the administration which a highest level is the human factor. The study of the school-based management development plan for the local development of schools with excellent practice found that promoting the involvement of stakeholders and communities in the management of school education and participating in the development plan, resulting in successful operations. In addition, there was a need for an analysis of all aspects of school, community and policy. To make the development plan consistent with the target. Some of school had a different context which had a strengths of school and try to bring the strengths of the plan to develop the education.


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1532 The administrative development plan using School-Based Management for Local Development of Chaiprakarn Municipal School 1, Chiang Mai Province found that the result was a four year educational development plan. The process was applying the results of the study on school-based management problems in local development. Management support factors and solutions to problems and used in the development plan, which apply the A-I-C participatory process and activities. The project corresponds to the second assessment issue in educational management in a school-based management system for local development. The committee of the meeting were consensus approved on the 53 projects and it monitoring plan. Keywords: School-Based Management for Local Development, The development plan, Promoting participation บทน า การกระจายอ านาจการจัดการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาได้ตามความพร้อมและความต้องการของท้องถิ่น เนื่องจากท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับ ประชาชนย่อมทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และน าไปสู่การจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความ ต้องการ (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2553, น. 33) ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีบทบาท ส าคัญในการส่งเสริมการจัดการศึกษา ในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องจัดการศึกษา ให้ ได้มาตรฐานของชาติที่ก าหนดเป้าหมายไว้ เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ พร้อมทั้งสร้างสังคม แห่งการเรียนรู้ โดยส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งการจัดการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เนื่องจากองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นมีหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้กับประชาชน อีกทั้งมีโรงเรียน ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็น แหล่งในการจัดการศึกษาที่มีความพร้อมทางด้านการจัดการศึกษา มีทั้ง วัสดุ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ มีบุคลากร ที่มีความสามารถ ท าให้สถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแหล่งเรียนรู้ส าหรับประชาชน ตามที่ กาญจนา วัธนสุนทร (2551, น. 176-181) ได้กล่าวไว้ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีโรงเรียนในสังกัด ที่ท าการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมีทรัพยากรทางการศึกษาส าหรับการจัดการศึกษา ได้แก่ อาคารเรียน ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องประชุม สื่อ วัสดุ ครุภัณฑ์ อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อให้เกิด ความคุ้มค่าและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงมีการใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย การจัดการศึกษาตลอดชีวิตหรือที่เรียกว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ( School Based Management for Local Development : SBMLD ) โดยแนวความคิดพื้นฐานมีจุดเริ่มต้นจาก แนวคิดที่ว่า การจัดการศึกษาต้องน าไปสู่การเป็นคนดี มีอาชีพสุจริตเพื่อให้สามารถด ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก ไม่ใช่เป็นการจัดการศึกษาไปเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกคนมีความเป็นเลิศทาง


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1533 วิชาการแต่เพียงอย่างเดียวเพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์แต่คนจะมีศักยภาพหรืออัจฉริยภาพที่แตกต่างกัน การ จัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนทุกคนมีความเป็นเลิศทางแต่เพียงอย่างเดียว เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่ สอดคล้องกับหลักธรรมชาติในความแตกต่างกันของมนุษย์ เพราะเป็นการจัดการศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐานความคิด ที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพหรืออัจฉริยภาพไม่แตกต่างกัน หากได้รับการพัฒนาเหมือนกัน ก็จะมีความเป็นเลิศ ในด้านที่ได้รับการพัฒนานั้นได้โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนในท้องถิ่นเป็นคนดี มีอาชีพสุจริต ก่อเกิด วิสาหกิจชุมชนด้วยความยั่งยืน สามารถด ารงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งเป็นลักษณะของการจัด การศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามอัจฉริยภาพของแต่ละบุคคลและน าความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ตามแนวทางการ พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ก าหนดแนวทางการจัดการเรียนรู้ โดยการร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติ ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ สมรรถนะและความเชี่ยวชาญให้ เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการด ารงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน (วิจารณ์ พานิช, 2555, น.6) ระบบการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะช่วยท าให้ผู้เรียนส่วน ใหญ่เดินทางออกจากถนนการศึกษาที่แน่นขนัดไปสู่การเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการด ารงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขมี ประสิทธิภาพ ท าให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เน้นการเรียนรู้จากการท างานฝึกให้ท าเป็น ฝึกความอดทน ฝึกความ รับผิดชอบ มีทักษะในการด าเนินชีวิตและทักษะแห่งการเรียนรู้(ประเวศ วะสี, 2557, น. 25) การด าเนินงานการ จัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนเพื่อให้คนไปพัฒนาท้องถิ่น จ าเป็นต้องมีการวางแผนในการด าเนินงานเพื่อให้ เกิดผลส าเร็จตามเป้าประสงค์ที่ก าหนดไว้ โดยมีการจัดท าแผนพัฒนาการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาคน สร้างการ เรียนรู้อย่างยั่งยืนและตลอดชีวิต การจัดท าแผนพัฒนาการศึกษาเป็นการก าหนดแนวปฏิบัติไว้ล่วงหน้าที่จะต้องท าในอนาคต เป็นการ วางแผน กิจกรรม การกระท าที่จะปฏิบัติต่อไป มีการก าหนดวัตถุประสงค์ วิธีการปฏิบัติ มีการใช้ทรัพยากรอย่าง คุ้มค่า มีการควบคุมติดตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ก าหนดไว้ ในการบริหารโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โรงเรียนต้องมีการวางแผนเพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นแนวปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งสุชาดา กุล สุทธิชัย (2557, น.18)ได้กล่าวถึงการวางแผนไว้ว่า การวางแผนเป็นกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหาและ สถานการณ์ต่าง ๆ แล้วตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูลในอดีตและคาดคะเนอนาคต เพื่อก าหนดแผนงานวิธีการท างาน ไว้ล่วงหน้าให้มีโอกาสประสบความส าเร็จด้วยดี อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแผนที่ดีต้องยืดหยุ่นได้ตาม สภาวการณ์ที่เปลี่ยนแผลงภายใต้กรอบของกฎเกณฑ์ และมีระบบการควบคุมติดตามและการประเมินผลที่มี ประสิทธิภาพ จากการสังเกต การสอบถามจากคณะครูและผู้บริหารสถานศึกษา พบว่าการด าเนินการจัดท า แผนพัฒนาการศึกษายังขาดความสอดคล้องกับแนวทางและเป้าประสงค์ของการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการ บริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการด าเนินงาน ท าให้การด าเนินงานการบริหาร โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ประสบกับปัญหาเกี่ยวกับการด าเนินงานไม่เป็นระบบ ครูไม่เข้าใจแนวทาง วิธีการด าเนินงาน ซึ่ง น าไปสู่การปฏิบัติได้ไม่เต็มตามศักยภาพของบุคลากร ขาดการนิเทศ ติดตามการด าเนินงานจากผู้บริหาร และ ทางโรงเรียนยังไม่ได้รับการประเมินภายนอก จึงท าให้ไม่ทราบว่าผลการด าเนินงานของโรงเรียนอยู่ในระดับใด นอกจากนี้แล้วทางโรงเรียนได้ด าเนินการส่งเอกสารการด าเนินงานไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อ


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1534 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ผลปรากฏว่าอ้างถึงหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนที่สุด ที่ มท 0816.2/ว 1791 ลงวันที่ 9 กันยายน 2559 ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงร้อยละ 57.5 เนื่องจาก การด าเนินกิจกรรม โครงการ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งส่งผลต่อการด าเนินการ จึงท าให้ต้องมีการปรับปรุง พัฒนา กิจกรรม โครงการ เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณและพัฒนาปรับปรุงการจัดการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยการด าเนินการจัดท าแผนพัฒนาการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับการ บริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ผู้ศึกษาในฐานะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ตระหนักถึงความส าคัญ ของการพัฒนาการบริหารโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นในการจัดการศึกษาในระบบ ที่จะมีส่วนช่วยให้การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอด ชีวิต อีกทั้งโรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และที่ส าคัญ ถ้าโรงเรียนมีการบริหารจัดการที่ดีจะเป็นการส่งเสริม การจัดการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น จึงมีความจ าเป็นที่ต้องศึกษาปัญหาและ ปัจจัยส าคัญในการบริหารและการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของ โรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นเพื่อก าหนดแนวปฏิบัติให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมาย ของการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นและปรับปรุง พัฒนา กิจกรรม โครงการ ให้มี ความเหมาะสมกับสภาพของการบริหารโรงเรียน โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามา มีส่วนร่วมในการด าเนินการ บริหารวางแผนการด าเนินงาน ก าหนดแบบแผนแนวทางในการปฏิบัติงาน ท าให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบแนว ทางการด าเนินงาน ทราบเป้าหมาย แนวทางการด าเนินงานที่ชัดเจน สามารถน าไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลได้อย่าง แท้จริง วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญ ในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของ โรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของ โรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดี 3. เพื่อจัดท าและตรวจสอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของ โรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ วิธีการศึกษา วิธีการศึกษามี 3 ขั้นตอน มีรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา ท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ศึกษาก าหนดขอบเขตด้านเนื้อหา


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1535 เป็น 2 ส่วน คือ1)การประเมินที่ 2 ด้านการจัดการศึกษาในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่น ผู้ศึกษาใช้ขอบเขตเนื้อหาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(2558ก, น. 14) 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.1) การส ารวจความต้องการของนักเรียน 1.2) การจัดท ารายวิชาเพิ่มเติมและ/หรือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1.3) การจัดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมตามความต้องการของนักเรียน 1.4) การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความ ต้องการของนักเรียน 1.5) การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ระดับก่อนประถมศึกษา (การศึกษา ปฐมวัย) จากหน่วยงานต้นสังกัด 1.6) การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากหน่วยงานต้นสังกัดและ 1.7) การประเมินคุณภาพภายนอกผ่านเกณฑ์ของ สมศ.และ2)การศึกษาปัจจัยส าคัญ ที่สนับสนุนการบริหาร 4 ด้าน ประกอบด้วยปัจจัยด้านคน ด้านเงิน ด้านวัสดุสิ่งของและด้านการจัดการ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาในขั้นตอนนี้เลือกแบบเจาะจง โดยก าหนดเกณฑ์การเลือก คือ ผู้บริหารหรือ ตัวแทนเทศบาลต าบลไชยปราการ ผู้อ านวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ รวมทั้งสิ้น 37 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาขั้นตอนนี้เป็นแบบสอบถาม โดยผลของการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จ านวน 87 ข้อ มีค่า IOC อยู่ ระหว่าง 0.67 – 1.00 น าแบบสอบถามไปหาความเชื่อมั่นโดยทดลองใช้กับผู้บริหารสถานศึกษา และผู้มีส่วน เกี่ยวข้องของโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก อ าเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จ านวน 30 คน และน าข้อมูลมาวิเคราะห์ หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้การหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อของครอนบาค (Alpha Coefficient)ในด้านของปัญหา ในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ได้ค่าเท่ากับ 0.792 และในด้านของปัจจัยส าคัญที่ สนับสนุนการบริหาร ได้ค่าเท่ากับ 0.814 ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และความถี่ แล้วน าเสนอข้อมูลในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดี ในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดีผู้ศึกษาก าหนดขอบเขตด้านเนื้อหายึดตาม ประเด็นการประเมินที่ 2 ด้านการจัดการศึกษาในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการ ปกครองท้องถิ่น, 2558ก, น. 14) 7 ข้อ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดย ก าหนดเกณฑ์การเลือก คือ 1) เป็นโรงเรียนที่มีประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 4 ปี และ2) เป็นโรงเรียน ที่มีการปฏิบัติที่ดี ได้รับรางวัลเกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียน จากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือเป็น โรงเรียนที่ได้รับค าแนะน าจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ านวน 3 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและหัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย ขั้นตอนที่ 3 การจัดท าและพิจารณาเห็นชอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1536 ในขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดท าและพิจารณาเห็นชอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็น ฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ศึกษาได้ก าหนดขอบเขตด้าน เนื้อหาคือ กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC (Appreciation-Influence-Control) และองค์ประกอบของ แผนพัฒนา(กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น, 2558ข, น.11) ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ ผลการด าเนินงานในปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ บัญชีโครงการ/กิจกรรม มีรายละเอียดคือ 1)ชื่อกิจกรรม/ โครงการ 2)วัตถุประสงค์ 3)เป้าหมาย(ผลผลิตของโครงการ) 4)งบประมาณ 5)ผลที่คาดว่าจะได้รับ 6)ผู้รับผิดชอบ และการติดตามและประเมินผลการน าแผนพัฒนาการศึกษาสี่ปีไปสู่การปฏิบัติโดยกลุ่มเป้าหมายได้มาจากการ เลือกแบบเจาะจง โดยก าหนดเกณฑ์การเลือก คือ เป็นผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดท าแผนพัฒนาของ โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 10 คน วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Work Shop) ระเบียบวาระการประชุมและแบบบันทึกการประชุม ด าเนินการประชุมในวันศุกร์ที่ 17 เดือนมีนาคม 2560 ณ ห้องประชุม ชั้น3 ส านักงานเทศบาลต าบลไชยปราการ การด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นมี กลุ่มเป้าหมาย 10 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการด าเนินการบริหารงาน วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้การสรุปผลการประชุม การรับรองผลจากที่ประชุมและตรวจสอบแผนพัฒนาโดยการความเห็นชอบ ของคณะกรรมการการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นแบบฉันทามติ ผลการศึกษา การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ศึกษาได้เสนอผลการศึกษาตามขั้นตอนการศึกษา 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญ ในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ดังแสดงไว้ในตารางต่อไปนี้


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1537 ตารางที่ 1.1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแปลผลและอันดับปัญหาในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ในการพัฒนาท้องถิ่นโดยรวมทุกด้าน ปัญหาในการบริหารแต่ละด้าน ระดับปัญหา (N=37) แปลผล อันดับ (µ) () 1. การส ารวจความต้องการของนักเรียน 4.09 0.64 มาก 4 2.การจัดท ารายวิชาเพิ่มเติมและ/หรือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 3.89 0.33 มาก 6 3. การจัดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมตามความต้องการ 4.11 0.29 มาก 2 4. การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความต้องการของนักเรียน 3.78 0.39 มาก 7 5.การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ระดับก่อน ประถมศึกษา (การศึกษาปฐมวัย) จากหน่วยงานต้นสังกัด 4.08 0.39 มาก 5 6.การประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานจากหน่วยงานต้นสังกัด 4.10 0.37 มาก 3 7.การประเมินคุณภาพภายนอกผ่านเกณฑ์ของ สมศ. 4.64 0.45 มากที่สุด 1 โดยรวม 4.09 0.30 มาก จากตารางที่ 1.1 พบว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นด้านโดยรวมมีปัญหา อยู่ในระดับมาก (µ = 4.09, = 0.30) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการประเมินคุณภาพภายนอกผ่าน เกณฑ์ของ สมศ. มีปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด (µ = 4.64, = 0.45) รองลงมาคือการจัดสาระการเรียนรู้ เพิ่มเติมตามความต้องการ (µ = 4.11, = 0.29) รองลงมาคือการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากหน่วยงานต้นสังกัด (µ = 4.10, = 0.37) และด้านที่เป็นปัญหาที่น้อยที่สุดคือ การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความต้องการของนักเรียนอยู่ในระดับมาก (µ = 3.78, = 0.39) ตารางที่ 1.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแปลผลและอันดับปัจจัยที่สนับสนุนการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นโดยรวม ปัจจัยที่สนับสนุนการบริหาร ระดับส่งผล (N=37) แปลผล อันดับ (µ) () 1. ด้านคน 4.29 0.36 มาก 1 2. ด้านเงิน 3.91 0.47 มาก 2 3. ด้านวัสดุสิ่งของ 3.77 0.64 มาก 4 4. ด้านการจัดการ 3.89 0.47 มาก 3 โดยรวม 4.00 0.43 มาก


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1538 จากตารางที่ 1.2 พบว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ด้านคน โดยรวมส่งผลอยู่ในระดับมาก (µ = 4.00, = 0.43) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัจจัยที่ สนับสนุนการบริหารอยู่ในระดับมากคือ ปัจจัยด้านคน (µ = 4.29, = 0.36) รองลงมาคือปัจจัยด้านเงิน (µ = 3.91, = 0.47) รองลงมา คือปัจจัยด้านการจัดการ (µ = 3.89, = 0.47) และปัจจัยที่สนับสนุนการบริหาร น้อยที่สุดคือ ด้านวัสดุสิ่งของ (µ = 3.77, = 0.64) 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา ท้องถิ่นของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดี ในการจัดท าแผนพัฒนาของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดีมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชน ฝ่ายบริหารงานท าการสนับสนุน ตรวจสอบและติดตามการด าเนินงานอย่างสม่ าเสมอ ดูแลอย่าง ใกล้ชิดใช้กระบวนการวางแผน กระบวนการลงมือปฏิบัติ กระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการติดตามผลเพื่อ ใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมปัจจัยที่ด้านคน สร้างความเข้าใจ มองเห็นความส าคัญ สร้างแรงกระตุ้นในการท างานไปสู่เป้าหมาย ชุมชนหรือคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน เข้ามามีส่วนในการช่วยส่งเสริม ให้ค าปรึกษา แนะน า มีการปรับแนวทางการด าเนินงานให้สอดคล้องกับ ระยะเวลาและงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากหน่วยงาน ต้นสังกัด มีการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านทั้งด้านของ โรงเรียน ชุมชน และนโยบายต่างๆ เพื่อให้การจัดท าแผนพัฒนามีความสอดคล้องกับเป้าหมาย โรงเรียนแต่ละ โรงเรียนมีบริบทที่แตกต่างกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องทราบจุดเด่นและพยายามน าจุดเด่นมาจัดท าแผนเพื่อน าไปสู่ การพัฒนาการศึกษา แผนพัฒนาเปรียบเหมือนกับพิมพ์เขียวที่ใช้เป็นโครงร่าง เป็นการวางแผนแนวทางการปฏิบัติน าไปสู่ เป้าหมายที่วางไว้ ถ้ามีการจัดท าแผนพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและมีการด าเนินการตามแนวทางที่วางแผนไว้ท า ให้การจัดการศึกษาประสบความส าเร็จสร้างความเชื่อใจ ความไว้วางใจให้กับชุมชน ผู้ปกครองและผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในการด าเนินการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาการจัดท าและพิจารณาเห็นชอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานใน การพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ การจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มีการด าเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC เนื่องจากในการบริหารงานจะมีการด าเนินงานการปฏิบัติงานเป็นล าดับขั้นโดยท าการส่งต่อข้อมูลในการบริหารมี ลักษณะที่เป็นจากล่างขึ้นบน จึงท าให้เลือกเฉพาะตัวแทนในการด าเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการ น าผลจาก การศึกษาปัญหาการด าเนินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นและปัจจัยสนับสนุนการ บริหาร โดยน าปัญหาที่พบทั้ง 7 ด้านล าดับความส าคัญในด้านที่มีระดับปัญหามากที่สุดมาด าเนินการเป็นอันดับ แรกโดยใช้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหา และน าแนวความคิดจากการศึกษาโรงเรียนที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศ มา ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา มาใช้พัฒนาการด าเนินงานและ มาใช้ในการจัดท าแผนพัฒนา ที่ประชุมได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันโดยใช้แนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดท าแผนพัฒนามีการด าเนินการประชุมเชิง


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1539 ปฏิบัติการโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC มีรายละเอียดดังนี้ 1)การสร้างความรู้ (A-Appreciation) ที่ ประชุมมีการวิเคราะห์ปัญหา ปัจจัยส าคัญและแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อก าหนดเป้าหมายในการจัดการศึกษา ในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2)การหาแนวทางการพัฒนา (Influence : I) ที่ประชุมได้ร่วมกัน ก าหนดรายละเอียดโครงการ ในการจัดการศึกษาในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน และ3)การสร้าง แนวปฏิบัติ (Control : C) ที่ประชุมได้ร่วมกันน ารายละเอียดโครงการที่ได้รับความเห็นชอบ มาจัดท าแผนพัฒนา การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งแผนพัฒนาประกอบด้วย กิจกรรม โครงการ ดังนี้ 1) การส ารวจความต้องการของนักเรียน ให้คณะครูมีความเข้าใจในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา ท้องถิ่น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมในการด าเนินการ และส่งเสริม ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในความ ต้องการของตนเอง ในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 21 โครงการ 2) การจัดท ารายวิชาเพิ่มเติม และ/หรือ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ต้องวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศในการจัดท าหลักสูตรให้สอดคล้องกับ สถานศึกษาและความต้องการของผู้เรียน ส่งเสริมความรู้ให้ครูในการจัดท าหลักสูตรและมีการจัดท าหลักสูตรที่ หลากหลาย ในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 7 โครงการ 3) การจัดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมตาม ความต้องการของนักเรียน ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการด าเนินการมีการก ากับติดตามการจัดสาระการเรียนรู้ เพิ่มเติมตามความต้องการของนักเรียนอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมการจัดท าสาระ การเรียนรู้เพิ่มเติม ในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 1 โครงการ 4) การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามความต้องการของนักเรียนในการวัดผลต้องให้สอดคล้องกับผู้เรียนและให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวัดผลการ จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 1 โครงการ 5) การประเมินคุณภาพ ภายในของสถานศึกษา ระดับก่อนประถมศึกษา (การศึกษาปฐมวัย) จากหน่วยงานต้นสังกัดต้องมีการประเมิน คุณภาพภายในของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีการนิเทศ ติดตาม การด าเนินงานของสถานศึกษาเพื่อน าผลการ ประเมินมาใช้ปรับปรุงและพัฒนา ในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 2 โครงการ 6) การประเมิน คุณภาพภายในของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากหน่วยงานต้นสังกัดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ในการด าเนินงาน มีการมีการนิเทศ ติดตามการด าเนินงานของสถานศึกษาอย่างสม่ าเสมอและรายงานผลข้อมูล ให้มีความต่อเนื่องเป็นประจ า เพื่อให้ทราบแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ ประกอบด้วย 2 โครงการ และ7) การประเมินคุณภาพภายนอกผ่านเกณฑ์ของ สมศ.เตรียมความพร้อมของการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการประเมิน ของ สมศ.และด าเนินการขอรับการประเมินจาก สมศ. เพื่อให้ทราบผล การประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับใดและน าผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ในการจัดท า โครงการในการด าเนินงานของแผนพัฒนาในการจัดท าแผนพัฒนาในด้านนี้ประกอบด้วย 19 โครงการ ในการ จัดท าแผนพัฒนาได้ด าเนินการน าข้อมูลจากการศึกษาปัญหาการด าเนินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่นและปัจจัยสนับสนุนการบริหารท าให้ทราบข้อมูลพื้นฐานด้านปัญหาและปัจจัยส่งเสริมการ บริหารงานอีกทั้งน าข้อมูลจากการศึกษาแนวทางการด าเนินงานของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศสามารถน า ข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแนวทางในการด าเนินงาน เพื่อให้การจัดท าแผนพัฒนามีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1540 การตรวจสอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียน เทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า คณะกรรมการการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นได้ให้ความเห็นชอบแบบฉันทามติ การอภิปรายผล จากผลการศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของ โรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มีประเด็นที่น ามาอภิปรายดังนี้ 1) ผลการศึกษาปัญหาและปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น 1.1) ปัญหาในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า โดยรวมทั้ง 7 ด้านมีปัญหาอยู่ในระดับมากทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขาดความเข้าใจกระบวนการในการด าเนินงาน ไม่ทราบแนวทางใน การปฏิบัติท าให้เกิดทัศนคติในทางลบในการด าเนินงานซึ่งส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการด าเนินงานให้ไปสู่ เป้าหมายที่ก าหนดไว้ สอดคล้องกับกาญจนา ชาวนาฟาด (2554 , หน้า 102) ได้ศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของ ความรู้ ทัศนคติที่มีต่อความส าเร็จในการปฏิบัติงานผ่านการมีส่วนร่วมและความผูกพันต่อองค์กรตาม กระบวนการจัดท าแผนพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี พบว่า ความรู้ในกระบวนการและทัศนคติต่อ กระบวนการในการจัดท าแผนพัฒนามหาวิทยาลัย ที่มีผลต่อการด าเนินการจัดท าแผน เนื่องจาก ในการจัดท า แผนพัฒนามหาวิทยาลัยถือว่าเป็นการก าหนด กลยุทธ์เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีความส าคัญ อย่างยิ่ง ดังนั้นบุคลากรทุกระดับ ทุกสายงานจะต้องมีส่วนร่วมและมีความรู้ความเข้าใจในการจัดท าแผนดังกล่าว ให้มากที่สุดและมีทัศนคติที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับจะส่งผลให้กระบวนการจัดท าแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยบรรลุผลในทุกขั้นตอน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านที่เป็นปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การประเมินคุณภาพภายนอกผ่านเกณฑ์ของสมศ. ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัด การศึกษาเห็นว่า ทางโรงเรียนยังไม่เคยรับการประเมินภายนอกจาก สมศ. ท าให้ไม่ทราบผลการประเมินโดยภาพ รวมอยู่ในระดับใดและไม่มีผลการประเมินเพื่อมาใช้ปรับปรุงและพัฒนา และปัญหาที่พบมากคือไม่มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการรองรับการด าเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ทั้งนั้นอาจเป็นเพราะ คณะครู ผู้บริหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขาดความเข้าใจในแนวทางและกระบวนการในการด าเนินงาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขาด ความตระหนักและไม่เห็นความส าคัญของการประเมินภายนอก ขาดการส่งเสริมจากผู้บริหาร ขาดความร่วมมือ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกฝ่าย สอดคล้องกับ นิรันดร์ ปัญญาธีระสกุล (2558, หน้า 53) กล่าวไว้ว่า การบริหาร สถานศึกษาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการบริหาร แบบบูรณาการในทุกขั้นตอนและทุกคนทุกฝ่าย จะต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเครื่องบ่งชี้หรือมาตรวัดจะอยู่ที่ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสูงสุดในการ จัดระบบการศึกษาในสถานศึกษา ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องพัฒนาระบบงานของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงหรือ พัฒนาโรงเรียนให้มีประสิทธิผลจะมีความเป็นไปตามทฤษฎีการเชิงระบบหรือมองแบบองค์รวมมากขึ้น


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1541 1.2) ปัจจัยส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการศึกษาทั้งหมด 4 ด้านพบว่า โดยรวมส่งผลอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน พบว่าด้านที่ส่งผลในระดับมาก คือ ปัจจัยด้านคน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก คนเป็นฟันเฟืองที่ส าคัญที่ใช้ ในการขับเคลื่อนการด าเนินงานให้ประสบความส าเร็จ โดยการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสร้างความเข้าใจ ในการด าเนินงานและการเสริมสร้างขวัญและก าลังใจ สอดคล้องกับ ปรีชา แก้วกอ (2558 , หน้า 212) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนในโครงการการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น เขตภาคเหนือ พบว่าด้านปัจจัยที่มีผลต่อการด าเนินงานการบริหารโรงเรียนในโครงการการบริหารโดยใช้โรงเรียน เป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นเขตภาคเหนือ ประกอบด้วยด้านการจัดการศึกษาในระบบ ด้านการจัดการศึกษา นอกระบบ และด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1) ด้านบุคลากร (Man) 2) ด้านงบประมาณ (Money) 3) ด้านวัสดุอุปกรณ์(Materials)และ4)ด้านการจัดการ(Management) ซึ่ง ด้านการจัดการศึกษาในระบบ มีองค์ประกอบ 4 ด้าน เรียงตามล าดับ คือ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุอุปกรณ์และด้านการจัดการ พบว่าด้านบุคลากรผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นว่า มีผลต่อการด าเนินงาน ระดับมากเป็นอันดับแรกเพราะผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่ มีภาวะผู้น าทางวิชาการและมีอุดมการณ์ 2) การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของ โรงเรียนที่มีการปฏิบัติเป็นเลิศ พบว่า คนเป็นปัจจัยในการส่งเสริมการด าเนินงานการจัดท าแผนให้ประสบ ความส าเร็จ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชนในการบริหารจัดการการศึกษาของโรงเรียน เมื่อส่งเสริมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ สร้างความเข้าใจในการบริหารงาน ท าให้เกิดความไว้วางใจ ในการบริหารงานและเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดท าแผนพัฒนา สอดคล้องกับงานวิจัยของสมจินตนา คุ้มภัย (2559) เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนในองค์การบริหารส่วนต าบลต้นแบบที่บูรณาการแผน ชุมชนสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าความคิดเห็นของชาวชุมชนต่อกลยุทธ์สร้างการมีส่วน ร่วมของ อบต. ต้นแบบที่มีการ บูรณาการแผนชุมชนสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระดับปาน กลาง โดยมีความเห็นว่า อบต. ยังสร้างการมีส่วนร่วมแก่ชาวชุมชนไม่มากนัก อาจเนื่องมาจากชาวชุมชนยังขาด ความรู้ความเข้าใจถึงการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน จากการศึกษาในการจัดท าแผนให้มีประสิทธิภาพต้อง มีการ วิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านทั้งด้านของโรงเรียน ชุมชน และนโยบายต่างๆ เนื่องจากโรงเรียนแต่ละโรงเรียนมีบริบทที่ แตกต่างกัน ดังนั้นโรงเรียนต้องทราบจุดเด่นและพยายามน าจุดเด่นมาจัดท าแผนเพื่อน าไปสู่การพัฒนาการศึกษา ทั้งนี้เนื่องมาจาก การด าเนินการจัดท าแผนต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและชุมชนเพื่อให้ร่วม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหาร ทราบแนวทางการด าเนินงานของโรงเรียน เข้ามามีส่วนร่วมในการการ ติดตามประเมินผล ท าให้เกิดความไว้วางใจ ลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สอดคล้องกับ ธัชพงศ์ มีแก้ว (2557 , หน้า 66) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนในกลุ่มล าเหย อ าเภอดอนตูม ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา นครปฐม เขต 1 พบว่าแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วม การไว้วางใจ ความยึดมั่น ผูกพันและความเป็นอิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ซึ่งการท าให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ทั้งด้านแนวคิด หลักการ การด าเนินงาน และการติดตามประเมินผล ให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในการบริหาร เป็น วิธีการท าให้บุคลากรมีความผูกพันและทุ่มเทกับงาน ส่งเสริมให้มีการแสดงความเห็นชอบ ร่วมตัดสินใจ ในการ


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1542 รายงานผลการด าเนินงาน ผลการด าเนินงาน ประจ าปี ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษา มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งในโรงเรียน สามารถตอบสนองความ ต้องการของบุคลากรที่เป็นไปในด้านการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ มีสมรรถนะในการประสานงาน มีความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสามัคคี มีศักยภาพในการท างานเพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ 3) การจัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียน เทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียนและเพื่อให้เกิด การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งสุวรรณ พิณตานนท์ (2554, น. 12) ได้กล่าวไว้ว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานใน การพัฒนาท้องถิ่น เป็นการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของคน (เด็ก เยาวชน และประชาชน) ใน ท้องถิ่น โดยใช้โรงเรียนเป็นสถานที่ในการพัฒนาและการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต นอกจากการ จัดการศึกษาตลอดชีวิตแล้วปัจจัยที่มีส่วนส าคัญในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นให้ ประสบความส าเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้คือ การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการ บริหารงาน เข้ามามีบทบาทในการทราบวัตถุประสงค์และก าหนดเป้าหมาย ร่วมตัดสินใจ ร่วมกันด าเนินงาน สร้างความไว้วางในการบริหารงาน สอดคล้องกับงานวิจัยของบัณฑิตย์ ลิมปนชัยพรกุล (2559) เรื่ององค์ประกอบ และตัวบ่งชี้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่าองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ การบริหารแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมี 8 องค์ประกอบ 51 ตัวบ่งชี้ คือ 1) การตั้ง วัตถุประสงค์และเป้าหมาย 2) การร่วมตัดสินใจ 3) การร่วมปฏิบัติงาน 4) ความเป็นอิสระต่อความรับผิดชอบใน งาน 5) การไว้วางใจกัน 6) ความยึดมั่นผูกพัน 7) บรรยากาศองค์กร และ 8)การร่วมประเมินผลและร่วมรับ ประโยชน์ ทุกตัวบ่งชี้มีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติในระดับมากถึงมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 80 มีความเป็นไปได้ ในการน าไปใช้ มีความเหมาะสม และมีประโยชน์ และรูปแบบการบริหารมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยข้อมูลเชิง ประจักษ์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงทฤษฎีการด าเนินการจัดท าแผนพัฒนาใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC จากการศึกษาในภาพรวมพบว่า ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันก าหนดโครงการในการแก้ไข ปัญหาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น โดยในที่ประชุมร่วมกันวางแผนในการจัดโครงการ จ านวน 53 โครงการ และก าหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย งบประมาณ ผลที่คาดว่าจะได้รับและฝ่ายที่รับผิดชอบ อย่างชัดเจน ท าให้แผนพัฒนา การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นได้จากการมีส่วนร่วมผู้ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันคิดร่วมท าและร่วมกันแก้ไข ปัญหา ออกแบบโครงการในการพัฒนาการบริหาร ซึ่งสอดคล้องกับ กัญญารักษ์ ศรีทองรุ่ง (2552, น.86) ได้ ศึกษาวิจัยเรื่องการใช้กระบวนการ AIC ในการ สื่อสารเพื่อการมีส่วนร่วมของตัวแทนจากกลุ่มอาชีพ ใน กระบวนการจัดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ พบว่ากระบวนการ AIC เป็นเครื่องมือที่สร้างให้เกิดการมีส่วนร่วม และ ใช้ในการวางแผนได้ดีพอสมควร โดยใช้พลังแห่งการรับรู้ การมีปฏิสัมพันธ์และการจัดการ จุดเด่นและประโยชน์ ของ AIC พบว่าช่วยลดช่องว่างของความแตกต่างด้านต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่งลดความขัดแย้งช่วยให้กล้าแสดง ความคิดเห็นมากขึ้น มีการรับฟังโดยไม่มีการต าหนิ และในการตรวจสอบแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียน


Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 1543 เป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของโรงเรียนเทศบาล 1 ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า คณะกรรมการการ จัดท าแผนพัฒนาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นได้ให้ความเห็นชอบแบบฉันทามติ เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (2558ก). คู่มือประเมินการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา ท้องถิ่น(School-based Management for Local Development - SBMLD). กระทรวงมหาดไทย. . (2558ข). คู่มือประเมินแผนพัฒนาการศึกษาส าหรับสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น. กระทรวงมหาดไทย. กัญญารักษ์ ศรีทองรุ่ง. (2552). การใช้กระบวนการ A-I-C ในการ สื่อสารเพื่อการมีส่วนร่วมของตัวแทนจากกลุ่ม อาชีพ ในกระบวนการจัดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ. กรุงเทพมหานคร:ส านักพัฒนาการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์. กาญจนา ชาวนาฟาด. (2554). อิทธิพลของความรู้ ทัศนคติที่มีต่อความส าเร็จในการปฏิบัติงานผ่านการมีส่วนร่วม และความผูกพันต่อองค์กรตามกระบวนการจัดท าแผนพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและเอกชน มหาวิทยาลัยศิลปากร. กาญจนา วัธนสุนทร. (2551). รายงานผลการวิจัย เรื่อง การจัดกรศึกษาท้องถิ่นแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต. กรุงเทพฯ: เอ็ดดูมีเดียพับลิชชิ่ง. ธัชพงศ์ มีแก้ว. (2557). การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนในกลุ่มล าเหย อ าเภอดอนตูม ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา นครปฐม เขต 1. การค้นคว้าอิสระ หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร. นิรันดร์ ปัญญาธีระสกุล. (2558). การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นของ โรงเรียนแม่อายวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่. สารนิพนธ์ ศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. บัณฑิตย์ลิมปนชัยพรกุล. (2559). องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. Veridian E-Journal, SU. ปีที่ 9, ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน): 177 – 189. ประเวศ วะสี. (2557). ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจุดคานงัดประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์หมอชาวบ้าน. ปรีชา แก้วกอ.(2558). กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนในโครงการการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนา ท้องถิ่น เขตภาคเหนือ.วิทยานิพนธ์ครุศาสตดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย.


ฉบับภาษาไทย สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม 2560 Veridian E-Journal, Silpakorn University ISSN 1906 - 3431 1544 วิจารณ์ พานิช. (2555). วิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบและเครือข่าย. รายงานปฏิรูปการศึกษาไทย. สมจินตนา คุ้มภัย. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนในองค์การบริหารส่วนต าบลต้นแบบ ที่บูรณาการแผนชุมชนสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น จังหวัดนครศรีธรรมราช. Veridian E-Journal, SU. ปีที่ 9, ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม): 733 – 748. สุชาดา กุลสุทธิชัย. (2557). การน าแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองบ้านสวนอ าเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ไปปฏิบัติ. งานนิพนธ์ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยบูรพา. สุวรรณ พิณตานนท์. (2554). การจัดท าแผนพัฒนาการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : เอ็ดดู มีเดียพับลิชชิ่ง ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553). รายงานการติดตามการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี 2551. กรุงเทพฯ: เพลิน สตูดิโอ จ ากัด


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ปัจจัยสนับสนุนการ บริหารและแนวทางในการแก้ไขปัญหา มาใช้ในการจัดทำ แผนพัฒนา ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ A-I-C แผนพัฒนาประกอบด้วย กิจกรรม โครงการที่สอดคล้องกับประเด็นการประเมินที่ 2 ด้านการ จัดการศึกษาในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่น กระบวนการมีส่วนร่วมแบบ AIC มีรายละเอียดดังนี้ 1) การสร้างความรู้ (A-Appreciation) กำ หนดเป้าหมายใน การจัดการศึกษา ในระบบของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2)การหาแนวทางการพัฒนา (Influence : I) กำ หนด รายละเอียดโครงการ 3)การสร้าง แนวปฏิบัติ (Control : C) นำ รายละเอียดโครงการ ที่ได้รับความเห็นชอบมาจัดทำ แผนพัฒนา


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology บทความต่างประเทศ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา


Education Policy Analysis Archives/Archivos Analíticos de Políticas Educativas ISSN: 1068-2341 [email protected] Arizona State University Estados Unidos Rasmussen, Palle; Zou, Yihuan The Development of Educational Accountability in China and Denmark Education Policy Analysis Archives/Archivos Analíticos de Políticas Educativas, vol. 22, 2014, pp. 1-26 Arizona State University Arizona, Estados Unidos Available in: http://www.redalyc.org/articulo.oa?id=275031898146 How to cite Complete issue More information about this article Journal's homepage in redalyc.org Scientific Information System Network of Scientific Journals from Latin America, the Caribbean, Spain and Portugal Non-profit academic project, developed under the open access initiative


Journal website: http://epaa.asu.edu/ojs/ Manuscript received: 3/19/2014 Facebook: /EPAAA Revisions received: 10/7/2014 Twitter: @epaa_aape Accepted: 10/9/2014 SPECIAL ISSUE The Comparative and International History of School Accountability and Testing education policy analysis archives A peer-reviewed, independent, open access, multilingual journal Arizona State University Volume 22 Number 121 December 8th, 2014 ISSN 1068-2341 The Development of Educational Accountability in China and Denmark Palle Rasmussen Aalborg University Denmark & Yihuan Zou Central China Normal University China Citation: Rasmussen, P., & Zou, Y. (2014). The development of educational accountability in China and Denmark. Education Policy Analysis Archives, 22(121). http://dx.doi.org/10.14507/epaa.v22.1693. This article is part of EPAA/AAPE’s Special Issue on The Comparative and International History of School Accountability and Testing, Guest Co-Edited by Dr. Sherman Dorn and Dr. Christian Ydesen. Abstract: In recent decades, the concept of accountability has attracted more and more attention in public governance and management. The management of education is no exception. This article presents and discusses the evolution and current status of educational accountability in two different national contexts, China and Denmark. Two main sectors of education are covered, general school education and higher education. It is shown that both countries are marked by an increasing concern with educational accountability, that differences in history and culture between the two countries are reflected in the approaches to accountability, but that there are still considerable similarities in the types of accountability pursued. Under the epaa aape


Education Policy Analysis Archives Vol. 22 No. 121 2 influence of a transnational regime of policy development both countries seem to be moving towards output-based accountability, but more traditional inspection continues to have a role. Keywords: educational accountability; China; Denmark; school education; higher education El desarrollo de los modelos de rendición de cuentas educativas en China y Dinamarca. Resumen: En las últimas décadas, el concepto de rendición de cuentas ha atraído cada vez más atención en la gobernanza y la gestión pública. La gestión de la educación no es una excepción. Este artículo presenta y analiza la evolución y el estado actual de los modelos de responsabilidad educativa en dos contextos nacionales diferentes, China y Dinamarca. Dos sectores claves de la educación son analizados, la educación general y la educación superior. Se muestra que ambos países están marcados por una creciente preocupación con los modelos de responsabilidad educativa, que las diferencias en la historia y la cultura entre los dos países se reflejan en los enfoques, pero que todavía hay considerables semejanzas en los tipos de rendición de cuentas que se utilizan. Bajo la influencia de un régimen transnacional de desarrollo de las políticas de ambos países parecen estar moviéndose hacia los modelos de responsabilidad educativa basados en resultados, pero una inspección más tradicional sigue teniendo un papel. Palabras clave: los modelos de responsabilidad educativa; China; Dinamarca; educación escolar; educación superior Desenvolvendo modelos de responsabilização educacional na China e Dinamarca. Resumo: Nas últimas décadas, o conceito de responsabilização educacional tem atraído cada vez mais atenção nas áreas de governança e gestão pública. A gestão da educação não é exceção. Este artigo apresenta e analisa a evolução e situação atual dos modelos de responsabilização educacional em dois contextos nacionais diferentes, China e Dinamarca. São analisados dois áreas principais da educação, o ensino geral e o ensino superior. Nosso analise mostra que ambos países são marcados por uma crescente preocupação com modelos de responsabilização educacional, as diferenças de história e cultura entre os dois países são refletidas nas abordagens, mas ainda há semelhanças significativas nos modelos de responsabilização educacional utilizados. Sob a influência de um sistema transnacional de desenvolvimento de políticas em ambos os países parecem estar se movendo em direção a modelos de responsabilização educacional com base nos resultados, mas uma inspeção mais tradicional ainda tem um papel. Palavras-chave: modelos de responsabilização educacional; China; Dinamarca; educação escolar; ensino superior Introduction Accountability is about the request for responsibility and giving account for that responsibility. It involves a social relationship between at least two parties of which one is in a position to request or demand accounting from the other for certain actions. During the last three decades the concept of accountability has come to be used much more; a scanning of digitally available texts shows that compared to 1960 the word ‘accountability’ was used roughly 5 times as often in 1980 and roughly 10 times as often in 2000 (Dubnick, 2012, p. 2). One of the main reasons for this is that the concept has been taken up in public governance and management, including the management of educational processes and institutions. In this paper we will discuss the evolution and current status of educational accountability in two nations, China and Denmark. In size, history and culture these are two very different nations, but both are influenced by global trends in educational thought and policy, including the focus on


The Development of Educational Accountability in China and Denmark 3 accountability. The analysis has a double aim. We try to uncover the character of educational accountability in its specific contexts in order to differentiate the concept of accountability. But we also try to identify common elements and trends of educational accountability in these two very different contexts in order to identify common impacts from global forces and policy developments. There are different factors at work in the formation and configuration of educational accountability in specific national contexts; to cover all of them in a substantive analysis would be beyond the scope of one single article. Therefore we will limit our primary focus to one of the main factors, culture, and try to see how global trends and forces of educational accountability have interacted with national education contexts characterized by certain cultural values. Within national systems of education different types of accountability are generally associated with different sectors and studies focused on a single sector—for instance primary education—may miss important elements. In order to capture at least parts of this complex picture we will look at two sectors in each of the two national contexts: general school education (primary and secondary) and higher education. After an introductory discussion of the concept of accountability and our approach we give a brief overview of education in China and Denmark as basis for our presentation and analysis on educational accountability traditions and systems in these two countries. We focus first on accountability in school education in each of the two countries and then on accountability in higher education in the two countries. On this basis we discuss the similarities and differences in systems and trends of educational accountability. Accountability, Culture, Policy Different types of accountability systems may be found in education. For instance Anderson (2005) distinguishes between the following three main types, namely (1) detailed institutional regulation of educational activities and compliance to this; (2) acknowledgement of professional norms and adherence to these, and; (3) specification of expected results and evaluation of performance. For all three types a range of instruments to evaluate and to improve may be used. Accountability through performance has become more widespread in many contexts during recent years, but that does not mean that institutional regulation or even professional norms have disappeared. The three types coexist in different combinations. In a descriptive definition of accountability Wagner (1989) includes five elements: § What level of accountability is to be provided (description, explanation, or justification)? § Who is expected to provide the account? § To who is the account owed? § What is to be accounted for? § What are the consequences of providing an account? Using Wagner’s ‘for what’ and ‘to whom’ questions we elaborate Anderson’s three types of accountability mentioned above.


Education Policy Analysis Archives Vol. 22 No. 121 4 Table 1 Types of Accountability Accountability type What is accounted for To who compliance with regulations adherence to legislation and official orders bureaucracy and political system adherence to professional norms professional qualifications and control within professions professional peers and political system evaluation of results outputs (e.g. completion rates; student achievement; employment) bureaucracy, political system and general public Professional norms specify the special qualities that members of professions, such has doctors or teachers, have to live up to. Such norms have generally been developed by the professions themselves, but in negotiation with political systems (Macdonald, 1995). We argue that what is accounted for is not the actual professional practice but rather the measures through which professional norms are upheld, like making sure that only people with the right qualifications are allowed access to work and having control mechanisms through which the profession itself corrects unsatisfactory practices. Accountability always relates to the political system, but this is combined with other collective actors in different ways. Accountability through evaluation of results addresses the most complex combination of actors because information of outputs is generally made available to the general public, partly as a deliberate effort to inform and encourage public choice. In another dimension Dubnick (2006) has distinguished between the following four ‘orders’ of accountability: § Performative accountability, which requires explicit and direct acts of account giving. § Regulatory accountability, which does not involve direct account giving but rather following the rules and standards of the given task environment. § Managerial accountability, which relies on demands for account giving as a means to shape the behavior of account givers § Embedded accountability, which operates through norms and values and the account giver’s internalization of a sense of moral responsibility. The concept of embedded accountability is related to the concept of governmentality used by Foucault (2002) and developed further by others (Dean, 1999). It points to possible scenarios where authorities use accountability procedures for the purpose of installing general self-discipline in citizens and making them adhere to the given social order. The focus of Dubnick’s categories is on the character of the social relation between those demanding and those giving account. We will not try to integrate his approach with the typology above, but it is a useful supplement. The fast growing use of the word accountability noted in the introduction clearly reflects that the issue of accountability has been taken up in education policy, not only at national but also at transnational levels. It can be argued that the modern world is increasingly characterized by a global regime of policy development, enacted partly through international organizations like the OECD but also through other types of contacts and negotiations between governments and other important


The Development of Educational Accountability in China and Denmark 5 actors (Ball, 2012; Dale & Robertson, 2009). Diagnoses of problems, policy objectives and recipes for success are circulated, co-developed and adopted in different national contexts. With inspiration from Michel Foucault’s analyses of the correlation between knowledge procedures and exercise of power (Foucault, 1980) evaluation and accreditation systems with their standardized procedures, standard set of criteria and emphasis on detailed documentation may be seen as tools for adapting higher education programs to a common set of norms for higher education, a ‘standard model’. However, accountability is not separated from other aspects of society. The type(s) of educational accountability that can arise and be institutionalized in a society depends very much on the social and political traditions of that society. Apart from the obvious difference in size and population, some important differences between China and Denmark relate to cultural values and political systems. Some researchers have tried to develop categories suited for mapping the cultural values of different counties. A well-known example is Hofstede’s theory, focusing on individualism versus collectivism, masculinity versus feminism and other dimensions (Hofstede, 2001). In the two dimensions mentioned China has a collectivistic and masculine culture, while Denmark has an individualistic and feminine culture. Another example is a multidimensional measure of cultural values developed by Schwartz (1999). He works with seven value dimensions: conservatism, hierarchy, mastery, affective autonomy, intellectual autonomy, egalitarianism and harmony. Drawing on data from a large number of countries he lays out a map where the countries are ordered into different groups, each with a distinct mix of the value dimensions. Here China belongs to a “Confucian” cultural group with a strong emphasis on hierarchy and compliance with obligations and rules while Denmark belongs to a group of European countries with emphasis on egalitarianism and intellectual autonomy. As regards political systems the main difference is that China is a single-party state governed by the Communist Party of China. Such systems generally call for limited public competition over power and a restrained public discourse. Denmark is a state with constitutional democracy where different political parties have the opportunity to publically advocate their policies, run candidates for election and ultimately for office. These cultural and political differences are well known, but they should not be exaggerated. Both countries are undergoing significant changes, partly spurred by the impact of globalization, and complex patterns of cultural values and political life are found. This is especially true in China, where big differences are found between traditional and modernized segments of the population. Nevertheless some basic cultural and political differences between the two countries are still there and are relevant to the development of accountability in education. Approach Our approach in this article is historical and comparative. When modern governments describe their educational systems and priorities they often use the same concepts, but in fact educational systems and practices strongly depend on their history and the development of the societies in which they are embedded. To capture this we follow a historical approach in presenting first education, then educational accountability in the two national contexts. Of course the format does not allow a more detailed historical account. Our main source of data is official policy documents and statistics, but existing research contributions, both generally and in the two national contexts, also influence the presentation of developments. We first reviewed existing discussions on the concept of accountability, based on which we developed the conceptual basis for our comparison of educational accountability in China


Education Policy Analysis Archives Vol. 22 No. 121 6 and Denmark. Then we developed descriptions of the two educational systems and their accountability measures. This was the basis for comparative discussion. We are aware that the term accountability may not have the same meaning in different national contexts and that this can complicate the interpretation of sources. However, this can be an advantage rather than a deficit for a deeper understanding of accountability. Only after the examination of its different substantiations can it be fully conceptualized and understood. Education in China and in Denmark China China is one of the oldest civilizations and has a long history of state direct interference on the main aspects of social life, including education. The political system and culture has a strong emphasis on hierarchy and bureaucracy as means to unify or coordinate different local cultures in such a large country. The current politics of China take place in a framework of a socialist republic with the Communist Party of China as the country’s sole political party in power. Education in the new China (the People’s Republic, founded in 1949) is mainly a state-run system of public education, which is in the charge of the Ministry of Education. Table 2 below shows an overview of the mainstream education in contemporary China (Zou, 2013, p. 23). Based on the different mechanisms of accountability it can be roughly divided into two sectors, i.e. the general school education (including both primary and secondary school education) and higher education. As described and argued below, the most notable measures of accountability are educational inspection and quality monitoring for general school sector, and undergraduate teaching evaluation, accreditation of professional programs and disciplinary ranking for higher education. Standardized tests such as Gaokao (higher education entrance examination) could also be regarded as a form of educational accountability in China. However, the official function of Gaokao is for higher education admission and it has not been used officially as a mechanism of accountability. Still it may be used by schools to document their efforts and quality to the public, especially the parents, or even to the government. Table 2 Mainstream Education in China Education Years Typical Age Students in 2010 Institutions in 2010 Primary school 6 6-11 99,407,000 257,400 Junior secondary school 3 12-14 52,793,300 54,900 High school 3 15-17 24,273,400 14,058 University or college 3 or 4 18-22 22,317,900 2,358 Note: Mainstream education refers to the education that is provided by the regular schools or institutions run by the state, which does not include the adult schools or institutions, occupational high schools, special education schools, non-state or private institutions, etc. The numbers of students and institutions in 2010 are from the Ministry of Education, China (2012a).


The Development of Educational Accountability in China and Denmark 7 Denmark Education in Denmark reflects the character of Danish society, culture and political system. Denmark is a small country without many natural resources. During the 20th century it has developed from an agricultural society to an industrial society, and then to a service and knowledge society. It has a political culture with strong emphasis on collaboration and pluralism, both in national and local matters. The historical background for this is that Denmark managed to complete the transformation from absolutism to representative democracy without major conflicts between social classes (Kaspersen, 2013). The spectrum of political ideologies in Danish politics resembles that of other western nations, although the ideologies have adapted themselves to the historical and cultural context. The main divide in educational matters is between conservative and liberal forces on one hand, social democratic forces on the other. Danish education has developed through patterns of cooperation and conflict between these political interests. A unified public school (‘folkeskole’) covering the age span from 7 to 14 was introduced around year 1900, and in the 1970s mandatory schooling was extended to the age of 16. The political parties have always tried to reach consensus in matters concerning this part of the educational system, and reforms have generally not been radical. In upper secondary education (post-16 education) Denmark has retained a system of distinct sectors, with the general and academic schools (mainly the “gymnasium”) preparing students for higher education, while technical schools, commercial schools and social and health schools offer vocational education. Most students complete a secondary education degree. Danish higher education is organized in two sectors with each their types of education programs. The university colleges run short-cycle programs as well as medium-cycle profession bachelor programs, for instance in teaching, nursing and social work. The universities run long-cycle academic programs, mainly organized according to scientific disciplines but also with elements of professional training. Table 3 Education in Denmark Education Years Typical age Students in 2010 Institutions in 2009 Unified public school 10 6-16 716.877 2.642 General secondary school 3 17-19 134.112 149 Vocational education 3-4 17-20 131.598 109 University or college 3-5 19-24 224.452 30 Note: Based on statistics available at the Ministry of Education website and on Danish Ministry of Education (2009). In Denmark elements of new public management, including quality control initiatives in higher education programs, were introduced between 1982 and 1993, under liberal-conservative coalition governments. The first initiative was a modernization program for the public sector in 1983, which was followed by others. Some of the keywords in this modernization were decentralization of management responsibility, abolition of detailed formal regulation, governance through a combination of objectives and allocation of resources. Public choice and the establishment of quasi-markets in public services were also emphasized. Education was one of the areas where the modernization initiatives had a strong impact.


Education Policy Analysis Archives Vol. 22 No. 121 8 School Education in China: Inspection and Monitoring Educational Inspection Since the foundation of People’s Republic of China in 1949, inspection has been used as an important mechanism of educational accountability. In 1949, the newly established Ministry of Education installed a department of inspection (National Inspectorate of Education, 2005). This department was mainly in charge of inspecting the implementation of state educational regulations and policies. Soon after the Cultural Revolution, the recovery of the inspectorate system was put on the agenda by the government (National Inspectorate of Education, 2005). At the national conference on general education in 1983, the Ministry of Education initiated a ‘Suggestions/Opinions for Establishing an Inspectorate System for General Education’, which suggested to install a inspectorate into all administrative levels above county1 . In 1991, the minister of education issued a ‘Temporary Regulations on Educational Inspection’. In 1993, the state council released an ‘Outline of Educational Reform and Development in China’, which stipulated the construction of quality criteria and indicators for all kinds of education as well as regular inspection of the educational quality of schools. In the same year, an ‘Educational Inspection Office’ was established under the National Committee of Education2 . In 2000, this ministerial office of educational inspection was renamed as National Inspectorate of Education. And a national system of educational inspection has gradually taken shape with corresponding regulations and working procedures in both local and central administrations. This is a four-level system of educational inspection, that of the central government, the province, the prefecture (or city), and the county (National Inspectorate of Education, 2005). According to the new National Regulations on Educational Inspection issued 2012 by the Chinese state council, educational inspection covers two elements (State Council, China, 2012): § Higher level government’s inspection on lower level government’s implementation in educational law, regulations and policies; § Government’s inspection on schools in their educational activities. And the inspection is about direct check and evaluation of school activities by specialized experts. The aspects to be inspected include (Ministry of Education, 2012b): § Comprehensiveness of internal documents such as regulations, planning, employment of modern management mechanisms, etc. § Efficiency in resource utility such as financial audit, use of infrastructure and facilities, staff development, etc. § Enhancement of teaching quality such as sticking to national curriculum plan and disciplinary criteria, teaching innovation, etc. § The development of the students such as moral traits, scientific traits, physical and psychological health, interest in study, aesthetic appreciation, practical skills, innovativeness, etc. 1 The main government levels/divisions are the central government, the province, prefecture (or city), county, township, and village. There are also four cities (Beijing, Shanghai, Tianjin and Chongqing) which are under the direct jurisdiction of the central government and thus province equivalent. 2 Ministry of Education in China was changed to National Committee of Education in 1985, and then was changed back as Ministry of Education in 1998.


The Development of Educational Accountability in China and Denmark 9 It should be noted that although ‘scientific traits’ is mentioned, the guidelines do not seem to give special emphasis to academic learning and achievement compared to others. However, since the academic traits are more easily measured they may in practice become more visible. According to the inspection regulation (State Council, China, 2012), the inspection reports should be made public and serve as a basis of award and punishment of the inspected school and school leader. The inspected are also required to make improvement according to the inspection conclusions. Quality Monitoring The result-based accountability in China, in the form of performance evaluation or quality monitoring, is rather new compared to educational inspection. It was launched with the establishment of a national center in 2007, i.e. the National Assessment of Education Quality as appears at its official website; but if literally translated from Chinese it is Ministerial Center for Quality Monitoring in Primary and Secondary Education. And gradually there are also quality monitoring centers established at the provincial level. This initiative is regarded as a response to the widespread use of the entrance examination result as the main criterion for educational quality (Li, 2010). Government feared that the exaggerated focus on the promotion rate (the ratio of students who pass the entrance examination and gain access to the next stage of education) would lead to ‘education for examination’ and tried to counter this by introducing quality monitoring. Thus this newly established quality monitoring and assessment is supposed to offer a more comprehensive and effective way of educational evaluation and accountability. Quality monitoring is about constantly watching and measuring the educational outcomes, which include (National Assessment of Educational Quality, n.d.): § The students’ moral traits and citizenship; § The students’ physical and psychological health; § The students’ academic achievement and learning ability; § The students’ artistic traits; § The students’ practical skills and innovativeness; § Educational and social environments that influence students’ development. The aim of this quality monitoring is to learn about or diagnose the educational status (of a school or region) and the influencing factors, and to form the information basis for educational decisionmaking. The assessment and monitoring results are to be reported to the central, provincial and county governments. This monitoring is targeted at the overall status, not individual student or school. And there is no ranking, no grading, no released score (National Assessment of Educational Quality, 2008). This signals that the system is not intended to produce information for educational markets. Quality monitoring has now become an issue on the agenda of the National Inspectorate of Education, according to its released agenda in 2013. And we can say that it is, at least partly, incorporated into the inspectorate system. Combined Elements of Accountability Accountability in school education in China first took the form of inspection, with compliance to state regulations as its main concern. Then the result-based quality monitoring has been developed (partly to balance the widespread focus on the entrance examinations) in parallel with inspection, and is now getting more and more public attention. This development of school education accountability has showed that in China there is a combination of elements of all the three types of accountability we outlined earlier. The inspection


Click to View FlipBook Version