The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Narumol Sirisri, 2023-08-02 03:45:59

รวบรวมบทความ

รวบรวมบทความ

134 | วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2562 ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินการจัดการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้รับการศึกษาอย่าง ทั่วถึง มีคุณภาพ และประกอบอาชีพได้โดยในส่วนของการศึกษาในพื้นที่ชายแดน กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศและเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษา อาทิ การอ่านเขียนภาษาไทยไม่คล่อง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความยากจน โดยกำหนด พื้นที่เป้าหมายตามแผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ หมายถึง พื้นที่ ชายแดนของจังหวัด/อำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และราชอาณาจักรกัมพูชา ไม่รวมพื้นที่ชายฝั่งทะเลและเกาะแก่ง สำหรับ ชายแดนมาเลเซียถือเป็นสวนหนึ่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้อยู่แลว ทั้งนี้ การดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้จำนวนทั้งหมด 27 จังหวัด 105อำเภอ และได้มี การทบทวน ปรับปรุงพื้นที่เป้าหมายโดยตรวจสอบจากเอกสารแผนปฏิบัติราชการพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน ระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2560 -2564) และแผนปฏิบัติราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ระดับจังหวัด และระดับภาค ซึ่งได้เพิ่มอีก 3อำเภอ คือ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และ อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด รวมจำนวนพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น 108อำเภอ ทั้งนี้ผู้วิจัยและคณะได้ทำการศึกษาในส่วนของจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 มีพื้นที่ ชายแดนของจังหวัด/อำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและได้ กำหนดจุดเน้นเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 -2579) ประกอบด้วย 6 อำเภอ ได้แก่ เชียงคาน ปากชม ด่านซ้าย ภูเรือ ท่าลี่ นาแห้ว ซึ่งจากการศึกษาในระยะที่ 1 เพื่อเสนอนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบ ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 10 (Uppamaiathichai, et al., 2018, pp. 90-94) ระยะที่ 2 เพื่อตรวจสอบนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบ ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 10 (Pinasa, et al., 2019, pp. 376-384) สำหรับบทความวิจัยนี้เป็นบทสรุปของผลการวิจัยในระยะที่ 3 เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 ผู้วิจัยและคณะหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่ชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับ การศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเสมอภาค เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน ครอบคลุม การพัฒนาประเทศทุกด้านภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 -2579) และเป็นไปตามแผนพัฒนา การศึกษาพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ ในลำดับต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10


Journal of Education Naresuan University Vol.21 No.4 October - December 2019 | 135 วิธีดำเนินการวิจัย การประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 มีวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้ ขอบเขตประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10กำหนด เป็นผู้เชี่ยวชาญจากคณะบุคคลสำคัญทางด้านการศึกษา (Key Educationists) โดยการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา อาจารย์ผู้สอนในระดับอุดมศึกษาผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคประชาชนเกี่ยวกับการศึกษา รวมจำนวน 18คน (Macmillan, 1971) โดยใช้เทคนิค เดลฟายในการประเมิน (Delphi technique) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด โดยการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมิน ความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 ภายใต้กรอบ 1) การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 2) การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ และ 3) การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย พร้อมทั้งเสนอผลการศึกษาในระยะที่ 1 ข้อเสนอนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัด เลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นแบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือก แบบเจาะจง รวมจำนวน 12คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการประชุมกลุ่มและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยเสนอเป็นความเรียง พบว่า ข้อเสนอนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา เขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 ประกอบด้วย 3ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 2) พัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ และ 3) เสริมสร้างคุณภาพชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย (Uppamaiathichai, et al., 2018, pp. 90-94) ระยะที่ 2 การตรวจสอบนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 -2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10จัดกระทำ โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างจำนวน 135คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิค การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง (Confirmatory Factor Analysis) จำนวน 3 องค์ประกอบ พบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ () = 0.97 มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจาก ค่าดัชนีความสอดคล้อง คือ 2 = 249.865 df =249 2 / df =1.00 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.473) ดัชนี GFI = 0.900 ดัชนี AGFI = 0.848 ดัชนี RMSEA =0.005 ดัชนี SRMR = 0.019 (Pinasa, et al., 2019, pp. 376-384) ดังตาราง 1


136 | วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2562 ตาราง 1 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง (Confirmatory Factor Analysis: CFA) 2 Df P-value GFI RMR SRMR RMSEA NFI NNFI 249.865 249 0.473 0.900 0.018 0.019 0.005 0.992 0.999 ตัวแปร/ องค์ประกอบ R 2 c 1.1 การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ (MAN) 1.00 1.00 0 0.73 0.99 1.2 การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการ มีงานทำ (DEV) 0.98 0.96 0.04 1.3 การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็น ชาติไทย (STR) 0.97 0.94 0.06 ( ) 2 ˆ


I AGFI RFI IFI CFI 9 0.848 0.989 0.999 0.999 Measurement model


Journal of Education Naresuan University Vol.21 No.4 October - December 2019 | 137 การรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลจากการประชุมกลุ่มและการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้วิจัยดำเนินการจดบันทึก และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการดำเนินการประชุมกลุ่ม และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการจับประเด็นที่เป็นข้อเสนอแนะสรุปผลเป็นความเรียง ผลการวิจัย การประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ ชายแดน (พ.ศ. 2560 - 2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า มีความเป็นไปได้ 2. การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่ามีความเป็นไปได้ 3. การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า มีความเป็นไปได้ การอภิปรายผลการวิจัย การประเมินความเป็นไปได้ของนโยบายแบบมุ่งเป้าตามกรอบยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่ ชายแดน (พ.ศ. 2560 - 2564) ในจังหวัดเลย สังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สามารถอภิปรายได้ ดังนี้ 1. การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า มีความเป็นไปได้ และสามารถ นำไปใช้ได้จริง โดยผลการวิจัยในระยะที่ 1 และผลการวิจัยในระยะที่ 2 นำมาสรุปและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยการวิเคราะห์ประกอบที่ 1 ด้านการจัดการศึกษาอย่าง ทั่วถึงและมีคุณภาพ (MAN) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ () มีค่าเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่น (R 2 ) มีค่าเท่ากับ 1.00 ความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนในการวัดตัวแปรสังเกตได้ ( ) มีค่าเท่ากับ 0.00 ทั้งนี้ต้องคำนึงถึง งบประมาณที่สามารถกำหนดขอบเขตและการเข้าถึงชุมชน สอดคล้องกับ Office of the Permanent Secretary Ministry of Education (2017, p. 12) แนวทางการดำเนินงานของแผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 - 2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ 1) สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย 2) พัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และการใช้ภาษาแม่ของ ผู้เรียน 3) พัฒนาระบบการบริหารและการจัดการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ให้มีจำนวนและศักยภาพ เพียงพอ 4) จัดตั้งกลุ่มโรงเรียนที่จัดการศึกษาโรงเรียนจังหวัดชายแดน ให้เป็นการจัดการศึกษาเฉพาะ 5) ปรับปรุง เกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ วิทยฐานะ การดำเนินการด้านการค้าครุภัณฑ์และอาคารประกอบให้สอดคล้องกับพื้นที่ 6) กำหนดมาตรการและแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทางการศึกษา ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับ Office of the Education Council (2017a) ในงานวิจัยเรื่อง ความทั่วถึงและเท่าเทียมของการจัดการศึกษาในสถานศึกษา ( ) 2 ˆ


138 | วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2562 ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอนโยบายไว้ 3 ระดับได้แก่ 1) ระดับชาติ : ก้าวไปข้างหน้า ภายในปี พ.ศ. 2573 ประชาชนมั่นใจได้ว่าเด็กและเยาวชนไทยได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเต็มตามศักยภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพแข่งขันได้ในระดับโลก จากสถานศึกษาทุกแห่ง โดยปราศจากการปฏิเสธและการเลือกปฏิบัติ อันเนื่องมาจากความต้องการที่แตกต่างทั้งในระดับปฐมภูมิซึ่งได้มาแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง และในระดับ ทุติยภูมิซึ่งเป็นผลมาจากฐานะเศรษฐกิจ ภูมิหลังและประสบการณ์สังคม เพื่อสร้างสังคมไทยที่มั่นคงบนความ หลากหลาย โดยใช้กฎหมายการศึกษาเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียมร่วมกับงานวิจัยและนวัตกรรม 2) ระดับท้องถิ่น : ขับเคลื่อนอย่างมั่นคง ให้มีการแปลงรูปสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกระแสหลักให้เป็นสถานศึกษาแบบเรียนรวมที่เน้น ความทั่วถึงและเท่าเทียมเต็มรูปแบบ เพื่อบริการนักเรียนที่มีความต้องการหลากหลายและแตกต่างกันในเขตรับผิดชอบ ตั้งแต่เริ่มแรกให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ ยึดหลักนโยบายแต่เปิดโอกาสให้ปฏิบัติได้หลากหลายตามบริบท 3) ระดับสถานศึกษา : ทั่วถึงและเท่าเทียมเต็มรูปแบบ โดยเป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาเพื่อให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษที่แตกต่างได้ บรรลุศักยภาพสูงสุดแห่งตนในสถานศึกษาเช่นเดียวกับเด็กปกติในชุมชนใกล้บ้าน และเป็นการนำเอาสิ่งสนับสนุนจาก ชุมชนเข้ามาในสถานศึกษาเพื่อประโยชน์กับนักเรียนทุกคนในการแปลงสภาพจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกระแสหลัก ไปสู่การเป็นสถานศึกษาแบบเรียนรวม เพิ่มความตระหนักและความแข็งแกร่งให้กับปัจจัยแห่งความสำเร็จของ สถานศึกษาและพัฒนางานด้วยแนวคิดเชิงนวัตกรรม และสอดคล้องกับ Office of the Permanent Secretary Ministry of Education (2016, p. 45) โดยแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560- 2564) ได้กำหนดแผนงานสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้เด็กทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมกัน โดยเน้นการดำเนินการ Mapping ข้อมูลให้เป็นไปตามรูปแบบความอิสระของข้อมูล และวางแผน การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหา/จัดระบบเด็กไทยที่ไม่เข้าสู่ระบบ การศึกษา เด็กที่ตกหล่น เด็กออกกลางคัน เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส ที่สำคัญ คือ การใช้ประโยชน์จาก DLTV/DLIT คลังสื่อการสอนจากห้องเรียนต้นแบบ ในรูปแบบ ห้องสมุดดิจิทัล หรือสื่อ อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน สำหรับโรงเรียนทั่วไป 2. การพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า มีความเป็นไปได้ และสามารถ นำไปใช้ได้จริง โดยผลการวิจัยในระยะที่ 1 และผลการวิจัยในระยะที่ 2 นำมาสรุปและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบที่ 2 ด้านการพัฒนาทักษะ อาชีพเพื่อการมีงานทำ (DEV) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ () มีค่าเท่ากับ 0.98 มีค่าความเชื่อมั่น (R 2 ) มีค่าเท่ากับ 0.96 ความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนในการวัดตัวแปรสังเกตได้ ( ) มีค่าเท่ากับ 0.04 สามารถดำเนินการ ทั้ง 6 อำเภอ ได้แก่ (เชียงคาน ปากชม ด่านซ้าย ภูเรือ ท่าลี่ นาแห้ว) ทั้งนี้ควรเริ่มแต่ละอำเภอและขยายผล การปฏิบัติงาน สอดคล้องกับ Office of the Permanent Secretary Ministry of Education(2017, p. 13) แนวทาง การดำเนินงานของแผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 - 2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ 1) ปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับพื้นที่และความต้องการพัฒนาของพื้นที่ชายแดน เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา และ ( ) 2 ˆ


Journal of Education Naresuan University Vol.21 No.4 October - December 2019 | 139 ประชาชนมีทักษะอาชีพและมีงานทำ 2) ส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยยึดสถานศึกษาและชุมชนเป็นฐาน ภายใต้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 3) สร้างความร่วมมือในการพัฒนาทักษะอาชีพกับหน่วยงานภายนอก และ 4) พัฒนา ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ สอดคล้องกับ Office of the Education Council (2017b, p. 208) โดยแผนพัฒนา การศึกษาภาคและจังหวัด ได้กำหนดพันธกิจในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการเพิ่มผลิต ภาพของกำลังแรงงานให้มีทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัตรของโลกศตวรรษที่ 21 ภายใต้ยุคเศรษฐกิจและสังคม 4.0 โดยมีจุดแข็งที่มีระบบ คมนาคมที่สะดวกสบาย และมีแนวโน้มของการขยายการคมนาคมแบบรถไฟรางคู่ผ่านเส้นทางของจังหวัดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ผนวกกับมีนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว และเป็นศูนย์กลางของระบบการขนส่งในอนุภาค ลุ่มน้ำโขง และสอดคล้องกับ Office of the Basic Education Commission (2012, p. 1) แนวทางการจัดการศึกษา เพื่อการมีงานทำตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ได้ทำการวิเคราะห์ ความสามารถและศักยภาพในการออกแบบการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีอาชีพ มีรายได้ ผ่านกลุ่มอาชีพใหม่ 5 กลุ่ม คือ เกษตรกร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และด้านบริหารจัดการและการบริการ โดยปรับ โครงสร้างในส่วนของรายวิชาเลือก ให้เป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม คือ 1) รายวิชาบังคับ ประกอบด้วย ทักษะอาชีพ การทำ บัญชี การบริหารจัดการ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพอย่างน้อย 1 ใน 3 ของหน่วยกิต 2) รายวิชาเลือกเสรี มุ่งพัฒนารายวิชาให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพใหม่ 5 กลุ่ม และเลือกรายวิชาที่เป็นกลุ่มอาชีพ ในสาขาเดียวกันเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะความสามารถด้านอาชีพ เพียงพอที่จะใช้ในการประกอบอาชีพ อย่างแท้จริง เช่น กลุ่มเกษตร ในรายวิชาปลูกผักปลอดสารพิษ เป็นต้น 3. การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่า มีความเป็นไปได้ และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผลการวิจัยในระยะที่ 1 และผลการวิจัยในระยะที่ 2 นำมาสรุปและวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า โมเดล การวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบที่ 3 ด้านการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย (STR) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ () มีค่าเท่ากับ 0.97 มีค่าความเชื่อมั่น (R 2 ) มีค่าเท่ากับ 0.94ความแปรปรวนของ ความคลาดเคลื่อนในการวัดตัวแปรสังเกตได้ ( ) มีค่าเท่ากับ 0.06 ทั้งนี้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความเข้มแข็งและให้ข้อมูลในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นอันจะส่งผลถึงความภูมิใจใน ความเป็นไทย การรักษา ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมอันดีงานของความเป็นคนไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุข สอดคล้องกับ Office of the Permanent Secretary Ministry of Education (2017, p. 12) แนวทางการดำเนินงานของแผนพัฒนาการศึกษาพื้นที่ชายแดน (พ.ศ. 2560 - 2564) ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ 1) เสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 2) ให้ความรู้ ด้านสุขอนามัย การแก้ไขปัญหายาเสพติด และอื่นๆ ทางสังคม รวมทั้งสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชนผ่านสถาบันการศึกษา ( ) 2 ˆ


140 | วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2562 และระบบการศึกษา 4) ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสำนึกในความเป็นไทย สอดคล้องกับ The Prime Minister's Office (2014, p. 7) คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีด้านการศึกษาและ เรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ประเด็นอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ภาษาไทย และภาษาถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อการเรียนรู้ สร้างความภาคภูมิใจ ในประวัติศาสตร์และความเป็นไทย นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับประชาชน ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และรับนานาชาติ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และสอดคล้องกับ Office of the Nation Economic and Social Development Council (2017, p. 1) สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 - 2564 โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศ ในทุกขั้นตอนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการวิจัยและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1. ผลการประเมินสามารถนำเสนอเชิงนโยบายในส่วนของสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการ จังหวัด ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา และหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้องนำผลการวิจัย มาใช้ทบทวนนโยบายเพื่อให้เกิดโครงการโดยสร้างตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินงาน ในพื้นที่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม 2. ผลการประเมินสามารถนำเสนอเชิงนโยบายในส่วนของจังหวัดและส่วนอำเภอประกอบด้วย 6 อำเภอ ได้แก่ (เชียงคาน ปากชม ด่านซ้าย ภูเรือ ท่าลี่ นาแห้ว) ควรจัดทำแผนปฏิบัติราชการพัฒนาการจัดการศึกษาพื้นที่ ชายแดน มีการกำกับติดตามให้เป็นไปตามแผน จัดทำข้อมูลสารสนเทศ และการกำกับติดตามผล รวมทั้งให้คำปรึกษา ในการปฏิบัติงานดังกล่าว 3. ผลการประเมินเป็นประโยชน์ในระดับสถานศึกษาในการประสานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประเด็นการนำสินค้าผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ จัดหาสถานที่เพื่อแสดงสินค้าให้ ผู้สนใจได้เลือกซื้อและส่งเสริมธุรกิจชุมชน 4. ผลการประเมินเป็นประโยชน์ในระดับชาติ ในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประเด็นการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ และ การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และมี ความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในเขตพื้นที่ชายแดน ในลำดับต่อไป


Journal of Education Naresuan University Vol.21 No.4 October - December 2019 | 141 References Macmillan, T. (1971). The Delphi Technique. Paper presented at the annual meeting of the California Junior Colleges Association Commission on Research and Development (3 May 1971), Monterey, California. National Strategy (2018-2037). (2018, October 13). Royal Thai Government Gazette. Volume 135, Episode 82, pp. 1-71. [in Thai] Office of the Basic Education Commission. (2012). Educational management guidelines for employment based on curriculum non-formal education, the basic education level B.E. 2551. Bangkok: Ministry of Education. [in Thai] Office of the Education Council. (2017a). Research report thoroughness and equality of education management in Basic Education Institutions. Bangkok: Ministry of Education. [in Thai] Office of the Education Council. (2017b). Educational development plan for region and province. Bangkok: Ministry of Education. [in Thai] Office of the Nation Economic and Social Development Council. (2017). The Twelfth National Economic and Social Development Plan (2017-2021). Bangkok: The Prime Minister's Office. [in Thai] Office of the Permanent Secretary Ministry of Education. (2016). Educational Development Plan of the Ministry of Education No. 12 (2017-2021). Bangkok: Ministry of Education. [in Thai] Office of the Permanent Secretary Ministry of Education. (2017). Border Education Development Plan (2017-2021). Bangkok: Ministry of Education. [in Thai] Pinasa, C., Uppamaiathichai, T., Kumyoung, A., Srichantha, S., & Janpum, S. (2019). Inspection policy formulation aimed at the strategic framework of education development plan the border area (2017- 2021) in Loei Province Region Education Office No.10. The 12th Srinakharinwirot University Research Conference (pp. 376-384). Bangkok: Faculty of Education Srinakharinwirot University. [in Thai] The Prime Minister's Office. (2014). Policy Statement of the Council of Ministers. Bangkok: Cabinet and Royal Gazette Publishing Office. [in Thai] Uppamaiathichai, T., Janpum, S., Srichantha, S., Kumyoung, A., & Pinasa, C. (2018). Policy formulation aimed at the strategic framework of education development plan the border area (2017- 2021) in Loei Province Region Education Office No.10. The 2nd International Conference on Education and 5th National Conference on Education (pp. 90-94). Bangkok: Faculty of Education Srinakharinwirot University. [in Thai]


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา 1.การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคม ท่ามกลางพหุสังคม 2. ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และประกอบอาชีพได้โดยในส่วนของการศึกษาในพื้นที่ชายแดน 3. การเล็งเห็นถึงความสำ คัญของพื้นที่ดังกล่าว อาทิ การอ่านเขียนภาษา ไทยไม่คล่อง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และความยากจน


วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์| 371 การศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กฤษณะ ทัพบ ารุง1* บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการจัดท า แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จ าแนกตามขนาดของสถานศึกษา ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา และประสบการณ์การท างานของ ผู้บริหารสถานศึกษา โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 110 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’s method ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการปฏิบัติการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมพบบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2. ปัญหาในการปฏิบัติการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย โดยมีปัญหาสูงสุดในด้านการเขียนแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษา และปัญหาที่ต่ าที่สุดในด้านการเตรียมการจัดท า 3. สถานศึกษา ที่มีผู้บริหารสถานศึกษา ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างานของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 4. สถานศึกษาที่มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษา ที่มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างานของผู้บริหาร สถานศึกษาต่างกัน มีปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ค าส าคัญ : แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา, สถานศึกษา , ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง 1 ครู โรงเรียนวัดตาลเจ็ดช่อ หมู่ 1 ต าบลตลาดกรวด อ าเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง *ผู้นิพนธ์หลัก e-mail : [email protected]


372 | ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558) กฤษณะ ทัพบ ารุง THE STUDY OF IMPLEMENTING AN EDUCATIONAL DEVELOPING PLAN OF EDUCATIONAL INSTITUTIONS UNDER BOARD UNDER ANG-THONG PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE. Krissana Thapbumroong1* Abstract The present study investigated the conditions, problems and to compare the conditions and problems of composing an educational developing plan of educational institutions under Board under Ang-Thong Primary Educational Service Area Office. The investigation was considered the range of educational institutions, educational levels and experiences of directors. 110 directors as participants were interviewed using questionnaire. The data were collected using the simple random sampling technique and analyzed using mean, standard deviation, t-test, one-way ANOVA including Scheffe’s method. The findings were revealed that 1. the overall result of the conditions of composing the educational developing plans was high in term of implementing the plans. 2. The overall result of such the problems was low: To compose the plan was the most challenge but to prepare information for composing plan was the least challenge. 3. The educational institutions providing wide range of educational levels and directors with various educational levels and experiences showed the indifferent conditions of composing the plan. 4. The educational institutions providing wide range of educational levels and directors with various educational levels and experiences showed the indifferent problems of composing the plan. Keywords : Educational developing plan, Educational institutions , Ang-Thong Primary Educational Service Area Office 1 Teacher at wattanjedchor School M.1 Tambon taradkrad mueang District ang-thong Province., * Corresponding author, e-mail : [email protected]


วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์| 373 บทน า การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน จะต้องให้ความส าคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศ ที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนหรือ มนุษย์ให้เข้มแข็ง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 และการเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการพัฒนาคุณภาพของคน ทั้งในเชิงสถาบัน โครงสร้างของสังคมให้เข้มแข็ง สามารถเป็นภูมิคุ้มกันต่อการ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่สิบเอ็ด (พ.ศ. 2555 - 2559) มาตรา 80 (3) ได้ระบุไว้ว่า การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและ ทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยจัดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้า ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตส านึกของ ความเป็นไทย มีระเบียบวินัย ค านึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550, หน้า 23) การจัดท าแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่า ทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผน ที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับ การพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี เป็นต้น โดยค านึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2555, หน้า 4) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 เน้นให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและด าเนินการอย่าง ต่อเนื่องโดยส่งเสริมให้หน่วยปฏิบัติ คือ สถานศึกษามีการวางแผนพัฒนาที่ยึดสภาพปัญหา ความต้องการ และ ให้ความส าคัญกับการใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นปัจจัยหลักในการวางแผนร่วมกันระหว่างบุคลากรทั้งภายในและ ภายนอกสถานศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สถานศึกษาจะต้องมีการระดมสมองวิเคราะห์สภาพภายในและภายนอก เพื่อให้ได้ข้อสรุปในการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของบุคลากรภายใน สถานศึกษาที่เป็นผู้ให้บริการและสอดคล้องกับความปรารถนาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับบริการทาง การศึกษา (ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2554, หน้า 26) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559) สถานศึกษามีอ านาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ และการ บริหารงานบุคคลให้ประสบความส าเร็จ บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการจัดการศึกษาของชาติ ดังนั้น สถานศึกษาจ าเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของสังคม “แผนยุทธศาสตร์” จัดเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการศึกษาที่มีระบบมีทิศทาง มีระเบียบ แบบแผน ที่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจและการปฏิบัติที่มีคุณภาพ (เสาวนิตย์ ชัยมุสิก, 2545, หน้า ก) การวางแผนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสถานศึกษาซึ่งถือว่ามีความส าคัญและจ าเป็น การวางแผน เป็นการคิดหรือก าหนดทางเลือกในการด าเนินการหรือการแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มี อยู่อย่างจ ากัด อย่างประหยัดและได้ประโยชน์สูงสุด การวางแผนและช่วยให้งานในความรับผิดชอบของ ผู้บริหารประสบผลส าเร็จ ด้วยวิธีการท างานที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพ และการน าไปสู่การท างานอย่างเป็นระบบ ขึ้นในหน่วยงาน (อุทัย บุญประเสริฐ, 2538, หน้า 3) จะเห็นได้ว่าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา


374 | ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558) กฤษณะ ทัพบ ารุง มีความส าคัญอย่างยิ่งต่อระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ทั้งนี้ เนื่องจากแผนพัฒนาการจัด การศึกษาจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้เรียน กรรมการสถานศึกษา ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับรู้และเข้าใจในการบริหารและจัดการคุณภาพที่มีการแสดงเป้าหมาย ทิศ ทางการด าเนินงานที่ชัดเจน มีแนวทางปฏิบัติเพื่อน าไปสู่ทิศทางที่ต้องการโดยการขับเคลื่อนที่ยึดสถานศึกษา เป็นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2554, หน้า 3) แผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา เป็นทิศทางและกรอบ การด าเนินงานเพื่อการปรับปรุง แก้ปัญหา หรือพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ การวาง แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สถานศึกษาชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดท าเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในคุณภาพผู้เรียนที่สูงขึ้น ด้วยกระบวนการพัฒนาที่สนองตอบปัญหา และความต้องการของสถานศึกษาและชุมชน เป็นการวางแผนที่ต่อเนื่อง มีการก าหนดระดับความก้าวหน้าที่ พอเพียง อย่างชัดเจนมุ่งเน้นความส าคัญในการพัฒนาผู้เรียนสอดคล้องนโยบายและเป้าหมายการศึกษา ที่ก าหนดโดยรัฐ ความคาดหวังของชุมชน และแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะต้องเกิดจากการร่วมคิดอย่าง เป็นระบบ รอบรู้ และรอบด้านของบุคลากรทุกฝ่าย (กรมวิชาการ, 2554, หน้า 19 - 21) คุณภาพการจัดการศึกษาที่ผ่านมา คุณภาพการศึกษายังไม่เป็นที่พอใจของสังคม เด็กวัยเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลักของระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-Net) ได้แก่ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ยังมีค่าเฉลี่ยต่ ากว่าร้อยละ 50 ซึ่งจากผลการทดสอบในปีการศึกษา 2553 พบว่าคะแนนเฉลี่ย ในทุกระดับชั้นของวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ลดลงจากปีการศึกษา 2552 และ มาตรฐานความสามารถยังได้คะแนนต่ าในเรื่องของการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณและความคิด สร้างสรรค์ ส าหรับการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในวิชา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (Trends in International Mathematics and Science Study : TIMSS) ในปีการศึกษา 2550 พบว่าประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยวิชาคณิตศาสตร์ 441 คะแนนและวิชาวิทยาศาสตร์ 471 คะแนน ตามล าดับซึ่งยังต่ ากว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ซึ่งเป็นการประเมินทุก 4 ปี รวมทั้งผลการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับนาๆ ชาติ (The Program me for International Student Assessment : PISA) ที่ประเมินจากผู้จบการศึกษาภาคบังคับหรือกลุ่มอายุ 15 ปี ก็พบว่าคะแนนเฉลี่ยยังต่ ากว่าค่าเฉลี่ย และด้านสถานศึกษาพบว่ามีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ยังไม่ได้เกณฑ์ มาตรฐานตามเกณฑ์การประเมินของส านักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก จากสภาพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2555, หน้า 6) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O - NET) ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ปีการศึกษา 2555 พบว่ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษาและพละศึกษา และการ งานอาชีพและเทคโนโลยี มีผลการทดสอบเฉลี่ยของปีการศึกษา 2555 ต่ ากว่าผลการทดสอบเฉลี่ยของปี การศึกษา 2554 มีเพียงสาระการเรียนรู้ศิลปะเพียงสาระเดียวเท่านั้นที่มีผลการทดสอบเฉลี่ยของปีการศึกษา 2555 สูงกว่ากว่าผลการทดสอบเฉลี่ยของปีการศึกษา 2554 (ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อ่างทอง, 2556, หน้า 4) จากสภาพปัญหาการศึกษาของนักเรียน นับว่าเป็นปัญหาส าคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยตรง มีความสนใจอย่างยิ่งที่จะศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขต


วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์| 375 พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง เพราะเห็นว่าการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ส าคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้การด าเนินงานของสถานศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้ก าหนดไว้ โดย สถานศึกษาที่มีผู้บริหารสถานศึกษามีประสบการณ์ในการท างาน มีระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา และขนาดสถานศึกษาที่แตกต่างกัน มีทัศนคติต่อการด าเนินงานจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาว่ามีความ แตกต่างกันหรือไม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการด าเนินการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง 2. เพื่อศึกษาปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง 3. เพื่อเปรียบเทียบสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จ าแนกตามขนาดของสถานศึกษา ระดับการศึกษาของ ผู้บริหารสถานศึกษา และประสบการณ์การท างานของผู้บริหารสถานศึกษา 4. เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จ าแนกตามขนาดของสถานศึกษา ระดับการศึกษาของ ผู้บริหารสถานศึกษา และประสบการณ์การท างานของผู้บริหารสถานศึกษา วิธีด าเนินการวิจัย 1. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอ่างทอง จ านวนทั้งสิ้น 110 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย โดยมีขั้นตอนการสุ่ม ตัวอย่างดังนี้ 1.1 ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเปิดตารางเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 5% (พรรณี ลีกิจวัฒนะ. 2553 : 72) เทียบสัดส่วนของประชากรแล้วสุ่มอย่างง่าย จ านวน 110 คน 1.2 จับฉลากเลือกผู้บริหารสถานศึกษาให้ได้ตามจ านวนขนาดกลุ่มตัวอย่าง บุญชม ศรีสะอาด (อ้างถึงใน สุวีริยาสาส์น , 2545: 53) 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้น าเครื่องมือคือ แบบสอบถามไปด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ผู้วิจัยขอหนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บรวบรวมข้อมูลจากส านักงานคณะกรรมการ บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ถึงผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอ่างทอง ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจ านวน 110 โรงเรียน ขั้นที่ 2 ผู้วิจัยน าหนังสือขอความอนุเคราะห์ตอบแบบสอบถามพร้อมแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ ไปเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ตามจ านวน


376 | ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558) กฤษณะ ทัพบ ารุง ของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยที่ก าหนดไว้ คือ 110 ชุด ในระหว่างวันที่ 15 – 30 ธันวาคม 2557 โดยผู้วิจัยเป็นผู้ เก็บข้อมูลด้วยตนเอง ขั้นที่ 3 ผู้วิจัยได้ติดตามขอรับแบบสอบถามกลับคืนจากผู้บริหารสถานศึกษา ด้วยตนเอง น ามา ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามซึ่งได้ครบสมบูรณ์ทุกฉบับ เพื่อน ามาวิเคราะห์และแปรผลข้อมูลต่อไป 3. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ได้แก่ สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการทดสอบเป็นรายคู่ด้วย วิธีของ Scheffe’s method ดังนี้ 3.1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้สถิติ ความถี่และร้อยละ (Percentage) 3.2 วิเคราะห์สภาพและปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาของ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (X̅) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3.3 วิเคราะห์การเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จ าแนกตาม ขนาดสถานศึกษาที่ผู้บริหารปฏิบัติงานและระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้สถิติ การทดสอบค่าที (t-test) โดยก าหนดมีนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05 3.4 วิเคราะห์การเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง จ าแนกตาม ประสบการณ์การท างานของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้สถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวน Analysis of Variance (ANOVA) โดยก าหนดมีนัยส าคัญทางสถิติที่ 0.05 ในกรณีที่พบความแตกต่างผู้วิจัยได้ท าการ วิเคราะห์เพื่อหาค่าความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’s method ผลการวิจัย 1. สภาพการปฏิบัติการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ในภาพรวมพบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีการปฎิบัติสูงสุดใน ด้านการน าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสู่การปฏิบัติมีการปฏิบัติ รองลงมาด้านการก าหนด แผนปฏิบัติการรายปี ส่วนการปฎิบัติที่ต่ าที่สุด คือ ด้านการเตรียมการจัดท าแผน 2. ปัญหาในการปฏิบัติการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ในภาพรวมพบว่ามีปัญหาในการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย โดยมีปัญหา สูงสุดในด้านการเขียนแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา รองลงมาด้านการน าแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษาสู่การปฏิบัติ ส่วนปัญหาที่ต่ าที่สุด คือ ด้านการเตรียมการจัดท าแผน 3. การเปรียบเทียบสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สถานศึกษาใน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาที่ มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างานของผู้บริหาร สถานศึกษาต่างกัน มีสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 4. การเปรียบเทียบปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สถานศึกษาใน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาที่


วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์| 377 มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างานของผู้บริหาร สถานศึกษาต่างกัน มีปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัยการศึกษาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง มีผลสรุปและการอภิปรายผล ดังนี้ 1.จากผลการวิจัยที่พบว่าสภาพการปฏิบัติการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ในภาพรวมพบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากนั้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ศราวุฒธ ดวงพิลา (4546, หน้า 97) ได้ท าการวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพการ ด าเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัด ยโสธร ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นต่อสภาพการด าเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร โดยภาพรวมการด าเนินงานอยู่ ในระดับมาก และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ทวี ชิวปรีชา (2548, หน้า 121) ได้ท าการวิจัยเรื่อง สภาพ และปัญหาในการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 - 2 สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า สภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาด้านวิชาการของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 - 2 ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัด นครปฐม การจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการของสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก ทั้งโดย ภาพรวมและขั้นตอนต่าง ๆ 6 ขั้นตอน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ส านักทดสอบทางการศึกษา ส านักคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการให้ความส าคัญของการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษา ได้ก าหนดกระบวนการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา และแผนปฏิบัติการ ประจ าปี ให้ส่วนราชการใช้เป็นกลไกในการบริหารและพัฒนาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสถานศึกษาและประเทศชาติ และส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอ่างทอง ได้ก าหนดนโยบายให้สถานศึกษาท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา มีการ นิเทศและการประเมินภายใน รวมทั้งมีการประเมินภายนอกจากส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ในด้านการบริหารและจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ส่งผลให้การจัดท า แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง มีสภาพอยู่ในระดับมาก 2. จากผลการวิจัยที่พบว่าปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวม อยู่ในระดับน้อยนั้นสอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุรีพร สุกพันธ์ (2550, หน้า 77) ได้ท าการวิจัย เรื่อง การศึกษาการด าเนินงานตามกระบวนการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษาในอ าเภอ แม่สาย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ตามทัศนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัญหาอุปสรรคในการด าเนินงานตามกระบวนการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาประถมศึกษา ในเขตอ าเภอแม่สาย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ตามทัศนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาที่พบของกระบวนการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยู่ ในระดับน้อย รวมทั้งสอดคล้องกับกฎกระทรวง ว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553 หมวด 2 การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ส่วนที่ 1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้อ 14 ให้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการ


378 | ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558) กฤษณะ ทัพบ ารุง ประกันคุณภาพภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และในข้อ (2) จัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาที่มุ่งเน้นคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าสถานศึกษาได้ ด าเนินการตามนโยบายของส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง รวมทั้งส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองได้มีการจัดอบรมการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้แก่ สถานศึกษาในสังกัดเป็นประจ าทุกปี ซึ่งท าให้สถานศึกษามีความเข้าใจและจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ ปัญหาของการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาอยู่ ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย 3. การเปรียบเทียบสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานอยู่ใน สถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างาน ของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน มีสภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวม และรายด้านไม่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ มงคล ชูทิพย์ (2546, หน้า 160) ได้ท าการวิจัย เรื่อง การศึกษาสภาพการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเลย ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระดับสภาพการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางประกันคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนประถมศึกษา โดยรวมทุกด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และยังสอดคล้อง กับผลการวิจัยของ ศราวุฒธ ดวงพิลา (4546, หน้า 97) ได้ท าการวิจัยเรื่องการศึกษาสภาพการด าเนินงาน ตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน และผู้บริหารที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน ที่มีขนาดต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสภาพการด าเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะว่า ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองได้ก าหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งด าเนินการจัดท าแผนพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา มีการอบรมด าเนินการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และการประเมินภายใน ท าให้สถานศึกษาทุกแห่งมีความรู้ความเข้าใจ และน าไปปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้สภาพการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านของสถานศึกษา ไม่แตกต่างกัน 4. การเปรียบเทียบปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติงานอยู่ใน สถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน ระดับการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน และประสบการณ์การท างานของ ผู้บริหารสถานศึกษาต่างกัน มีปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ในภาพรวมและ รายด้านไม่แตกต่างกันซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ไสว วงศ์สาลี (2546, หน้า 86) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาพและปัญหาการด าเนินการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด ส านักงานการประถมศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการด าเนินการวางแผนพัฒนา คุณภาพการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ตามทัศนะของ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีประสบการณ์ในการท างานต่างกันและผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่ ปฏิบัติงานในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน ไม่มีความแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะว่าส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ ก าหนดนโยบายและแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สถานศึกษาในสังกัดปฏิบัติตามในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งได้


วารสารวิจัยและพัฒนา วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์| 379 ด าเนินการตรวจสอบและติดตามอย่างสม่ าเสมอ ท าให้สถานศึกษามีความชัดเจนในการด าเนินการจัดท า แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ส่งผลให้ปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านของสถานศึกษาไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้และข้อเสนอแนะในการท าวิจัยใน ครั้งต่อไป มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ผู้บริหารสถานศึกษาควรน าสภาพการปฏิบัติ และปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษา ไปใช้ในการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ของสถานศึกษาใน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ผู้บริหารสถานศึกษาให้ความส าคัญในขั้นตอนการเขียนแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษา เนื่องจากผลการวิจัยพบว่ามีการปฏิบัติมากแต่มีปัญหาปานกลาง 1.3 ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความส าคัญเรื่องการก าหนดแนวทางในการน าแผนสู่การปฏิบัติ ของสถานศึกษา เนื่องจากผลการวิจัยพบว่ามีการปฏิบัติมากที่สุดแต่มีปัญหาปานกลาง 1.4 ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความส าคัญเรื่องการศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นเมื่อน า แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสู่การปฏิบัติ เนื่องจากว่าผลการวิจัยพบว่ามีการปฏิบัติมากที่สุดแต่มี ปัญหาปานกลาง 1.5 ส านักงานเขตพื้นที่ ควรก าหนดนโยบาย เพื่อวางมาตรการให้สถานศึกษาปฏิบัติตาม 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาโดย การสัมภาษณ์ ผู้บริหารสถานศึกษาโดยตรง 2.2 ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาคู่มือการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 2.3 ควรมีการศึกษาการมีส่วนร่วมของกรรมการสถานศึกษาในการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษา เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2544). การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ม.ป.ท. กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). คู่มือการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคล. กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง. ด าริ บุญชู. (2545). การจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์. ทวี ชิวปรีชา. (2548). สภาพและปัญหาในการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 – 2 สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยนเรศวร. ประหยัด อุตรา. (2552 ). การบริหารงานการเงิน พัสดุ และสินทรัพย์ของโรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.


380 | ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (เดือนกันยายน – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558) กฤษณะ ทัพบ ารุง ปัญญา วาชัยยูง. (2536). การด าเนินการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาตามทัศนะของครูประถมศึกษา ในโรงเรียนที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกับโรงเรียนที่ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ า สังกัดส านักงานการประถมศึกษา จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ประถมศึกษา, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. พิชญ์ษินีโฉมอัมฤทธิ์. (2553). การศึกษาสภาพปัญหาการบริหารงบประมาณภายใต้การกระจายอ านาจการ บริหาร และการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฏร าไพพรรณี. มงคล ชูทิพย์. (2546). การศึกษาสภาพการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเลย. วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย. ศราวุธ ดวงพิลา. (2546). การศึกษาสภาพการด าเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษา จังหวัดยโสธร. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง. (2556). แผนปฏิบัติการส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอ่างทอง ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2556. อ่างทอง : ผู้แต่ง. ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2555). การจัดท าแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559). กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง. ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษา.กรุงเทพฯ : ผู้แต่ง. สุรชัย โสภาพรม. (2547). ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีต่อการ กระจายอ านาจการบริหารและการจัดการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ บริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี. สุรีพร สุกพันธ์. (2550). การศึกษาการด าเนินงานตามกระบวนการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนประถมศึกษาในอ าเภอแม่สาย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3 ตาม ทัศนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. เสาวนิตย์ ชัยมุสิก. (2545). การจัดท าแผนยุทธศาสตร์ระดับสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : บุ๊คพอยท์ จ ากัด. ไสว วงศ์สาลี. (2546). การศึกษาสภาพและปัญหาการด าเนินการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดส านักงานการประถมศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ครุศาสต รมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. อุทัย บุญประเสริฐ. (2538). การวางแผนและระบบแผนงานในโรงเรียน. กรุงเทพฯ : เอส คี เพรส. อุทิศ ศรีประสงค์. (2547). สภาพการบริหารงานการเงินและพัสดุของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด ส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชธานี.


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา 1. การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูป แบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 2. จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้าทัน การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก 3.สถานศึกษาจำ เป็นจะต้องมีเครื่องมือในการบริหารจัดการศึกษาให้มี คุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสังคม “แผนยุทธศาสตร์” จัดเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการศึกษาที่มีระบบมีทิศทาง


41 TRIAM Model : การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ TRIAM Model : Guidelines for developing a participatory educational management development plan of Triamudom Suksa School of the North. บุญชู กันเกตุ1* ชัยลักษณ์ รักษา2 จารุวรรณ พลอยดวงรัตน์3 Boonchu Kanket1 Chailuk Ruksa2 Jaruwan Ployduangrat 3 1ครูช านาญการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ Professional level teacher, Triamudom Suksa School of the North, The Secondary Educational Service Area Office Phitsanulok Uttaradit *Corresponding author e-mail: [email protected] โทร. 081-727-2552 2 ผู้อ านวยการช านาญการพิเศษ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ Senior professional level director, Triamudom Suksa School of the North, The Secondary Educational Service Area Office Phitsanulok Uttaradit e-mail: [email protected] โทร. 081-785-9009 2อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง Lecturer of Industrial Education, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang e-mail: [email protected] โทร. 094-879-1111 บทคัดย่อ การศึกษารูปแบบการบริหารแบบ TRIAM Model โดยใช้แนวทางการจัดการท าแผนพัฒนาการจัด การศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ เริ่มศึกษาสภาพปัญหาในการจัดท า แผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมและหาแนวทางในการจัดท าแผนแผนพัฒนาการศึกษาแบบมี ส่วนร่วม ทางโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือได้ด าเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน นโยบายของส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพื่อจัดท ารูปแบบ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ รูปแบบ TRIAM Model ขึ้น โดยใน การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมนี้ คือ การที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมลงมือท ากิจกรรม ร่วมวางแผน น าไปสู่การปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมในการได้รับผลประโยชน์โดยทางโรงเรียนเตรียม อุดมศึกษา ภาคเหนือ ใช้รูปแบบการบริหารแบบ TRIAM Model เป็นกระบวนการท างาน เริ่มที่การท างาน เป็นทีม มุ่งเน้นพันธกิจ ปฏิบัติงานคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มุ่งมั่นในการท างานให้บรรลุวัตถุประสงค์และ ก ากับ นิเทศ ติดตามส่งผลให้เกิด TN-4G ดังนี้Great school, Great students, Great teachers, Great connections เพื่อบริหารจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนสามารถขยายผลเพื่อใช้เป็นแนวทางใน การพัฒนาสถานศึกษาอื่นต่อไป ค าส าคัญ: แผนพัฒนาการจัดการศึกษา; การมีส่วนร่วม; โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ;TRIAM Model


42 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564) ABSTRACT The study of the TRIAM Model management model using the guideline of the participatory education management development plan of Triamudom Suksa School of the North, began to study the problem conditions in the formulation of a participatory educational management development plan and jointly find a guideline. In the preparation of a participatory educational development plan. The school prepares to study. the north has implemented policies of the basic education commission, policy of the secondary educational service area office Phitsanulok Uttaradit to develop a model for the quality development of Triamudom Suksa School of the North. The TRIAM Model was created in the formulation of a participatory educational development plan, which is where all parties take part in doing activities, participating in planning, leading to practice. And participating in receiving benefits Triamudom Suksa School of the North uses the TRIAM Model as a working process. It starts with teamwork. Focus on mission Practice creating new innovations commitment to work to achieve objectives and supervise and monitor. This resulted in the following TN-4G : Great school, Great students, Great teachers, Great connections to manage education with quality. As well as being able to expand the results to be used as a guideline for the development of other educational institutions in the future. Keywords: Educational Management Development Plan; Participation; Triamudom Suksa School of the North; TRIAM Model บทน า เป้าหมายของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาซึ่งเน้นให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและด าเนินการ ต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้สถานศึกษามีการปฏิบัติ วางแผนพัฒนา โดยยึดสภาพปัญหา ความต้องการ ให้ ความส าคัญกับข้อมูลสารสนเทศซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการวางแผนร่วมกันของบุคลากรทั้งภายในและ ภายนอกสถานศึกษา คุณภาพการศึกษาจึงเป็นประเด็นที่ส าคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของสังคม ซึ่งสังคมไทย และกระทรวงศึกษาธิการก าลังให้ความส าคัญเป็นอันดับต้นๆ และพยายามพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศึกษาทุกแห่งให้สูงขึ้น ตามที่กฎกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงการประกันคุณภาพ การศึกษา พุทธศักราช 2561 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 และได้ก าหนดไว้ชัดเจนให้สถานศึกษาแต่ละแห่งจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่ง คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและด าเนินการตามแผนพัฒนาที่ก าหนดไว้ ซึ่งส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ทบทวนการด าเนินการเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาและได้จัดท าแนวทาง ปฏิบัติการด าเนินการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาด าเนินการได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้สถานศึกษาจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาจ าเป็นจะต้องด าเนินการ สถานศึกษาจึงต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษา ที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ ตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่าง เต็มศักยภาพ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้มีส่วนร่วมทุกคน ร่วมกันด าเนินการอย่างมีส่วนร่วม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ จึงได้ด าเนินการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วน ร่วมของโรงเรียนเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการศึกษา โดยมีการก าหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ


43 เป้าหมาย ของแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่โรงเรียนต้องแก้ไขเพื่อน าไปสู่การวางแผนพัฒนา ปรับปรุงสถานศึกษาได้อย่างถูกต้อง และบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจน สามารถขยายผลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษาอื่นต่อไป การบริหารแบบมีส่วนร่วม การบริหารแบบมีส่วนร่วม เป็นการท างานรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ร่วมมือกันวางแผน ด าเนินการและประเมินผล ร่วมกันซึ่งมีผู้เสนอความคิดเห็น ข้อเท็จจริง โดยมีเอกสาร ที่กล่าวถึงการบริหารแบบมีส่วนร่วมนั้นเกี่ยวข้องกับงานวิจัย บทความต่างๆ การบริหารแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การบริหารที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัด การศึกษาได้เข้ามามีส่วนคิดตัดสินใจ ร่วมวางแผน ร่วมท างานจึงก่อให้เกิดความรู้สึกผูกพัน ผูกมัดและตกลง ใจร่วมกันในการบริหารโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมาย (ประสาร พรหมณา,2553) การบริหารแบบมีส่วนร่วมให้ เกิดประโยชน์ ได้แก่ 1. การมีส่วนร่วมก่อให้เกิดการระดมความคิด ท าให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งดีกว่าการคิด และตัดสินใจเพียงคนเดียว 2. การมีส่วนร่วมในการบริหารเป็นการลดการต่อต้านและก่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้น 3. การมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารที่ดี สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการท างาน ร่วมกันเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 4. การมีส่วนร่วมท าให้การตัดสินใจมีคุณภาพและท าให้มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้น ด้วย การมีส่วนในการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้าน การบริหารงานทั่วไป มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเป็นปัจจัย สนับสนุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก (กิตติศักดิ์ อังคะนาวิน ,2563) การมีส่วนร่วมเป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหาร และการจัดการศึกษา เพราะเป็นสิ่งที่ได้รับการ ยอมรับและน ามาใช้ในการศึกษา เหมาะสมสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการมี ส่วนร่วมในการด าเนินการมีความส าคัญ และจ าเป็นต่อการท างานให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นผลที่เกิดขึ้นจาก การมีส่วนร่วมของบุคลากรในทุกๆฝ่าย ที่มีความร่วมมือร่วมใจประสานงาน และความรับผิดชอบร่วมกัน สิ่งส าคัญในพัฒนาด้านต่างๆ นั้นจะเกิดความสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อที่จะพัฒนาการศึกษาด้วยกระบวนการทางสังคมของสมาชิกในชุมชนในการ เข้ามามีส่วนร่วมของการบริหารสถานศึกษา (จุฑามาศ พันสวรรค์,2562) ผู้บริหารส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการบริหารที่เห็นความส าคัญของการมีส่วนร่วมตาม หลักการปฏิรูปการศึกษาเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมของครูในโรงเรียนเกี่ยวกับงานบริหารงานวิชาการ การ บริหารงานงบประมาณ และการบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปโดยค านึงถึงความรู้ความสามารถ ของครู ที่จะเกื้อหนุน ผลักดัน ต่อการด าเนินงานในการบริหารแบบมีส่วนให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด (ชลธิศ ศรี ม่วงพงษ์,2559)


44 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564) การบริหารแบบมีส่วนร่วมกับธรรมาภิบาลของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันอยู่มาก เนื่องมาจาก รูปแบบการบริหารงานของผู้บริหารสมัยใหม่มีความทันสมัยและเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นใน รูปแบบต่างๆ และเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ตามนโยบายและ แนวทางที่ก าหนดร่วมกันในองค์กร (เทวพร ข าเมธา,2558) การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรต่างๆ ในการจัดการศึกษาจะเข้ามาในรูปของคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่บทบาทของคณะกรรมการดังกล่าวยังมีไม่มากนัก และคณะกรรมการส่วนใหญ่ยัง ไม่เข้าในใจบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจน การประสานงานกับหน่วยงาน องค์กรอื่น ทั้งภาครัฐและ เอกชนยังมีน้อยมากหรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มีเลยในบางพื้นที่และเนื่องจากชุมชน ผู้ปกครอง มีฐานะยากจน จึงไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนการด าเนินงานของโรงเรียนและการเรียนของบุตรหลานได้เท่าที่ควร (พิสิฐ เทพไกรวัล,2554) การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นการปฏิบัติงานร่วมกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ตั้งแต่ ขั้นการวางแผน การปฏิบัติงาน การตรวจสอบ ก ากับ และประเมินผลของการปฏิบัติงาน การบริหารแบบมี ส่วนร่วมจะมุ่งปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกัน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แผนพัฒนาการจัดการศึกษา แผนพัฒนาการจัดการศึกษาเป็นแผนที่มีระยะเวลาการพัฒนาที่มุ่งพัฒนาคุณภาพตามเป้าหมาย และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาซึ่งจะแบ่งได้เป็นแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา อาจเป็นแผน 3 ปี แผน 4 ปี หรือแผน 5 ปี แล้วแต่ความเหมาะสมของสถานศึกษา และแผนปฏิบัติการประจ าปีแผนพัฒนา การจัดการศึกษามีความส าคัญต่อการบริหารสถานศึกษาเพื่อให้ด าเนินงานนั้นๆประสบความส าเร็จตาม เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พุทธศักราช 2553 ก าหนดไว้ในข้อ 14(2) ว่า ให้สถานศึกษาจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา หลักการส าคัญในการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษา มีดังนี้ 1. เน้นการจัดท าที่เป็นระบบและด าเนินการอย่างต่อเนื่อง 2. เน้นการน าข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการวางแผน 3. ต้องด าเนินการโดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 4. แผนพัฒนาการจัดการศึกษาต้องมุ่งเน้นกระบวนการสร้างคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาที่ สถานศึกษาก าหนด 5. ต้องร่วมระดมความคิดตามหลักของ SWOT Analysis กรอบแนวคิดการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจ าปีของสถานศึกษา คือ การสร้าง ใช้ และพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา การจัดประสบการณ์เรียนรู้และกิจกรรมสนับสนุน การจัดการเรียนรู้ การบริหารจัดการสถานศึกษา และการพัฒนาเพิ่มพูนสมรรถนะบุคลากร โดยมีแนวคิด/ หลักการ ดังนี้ 1. พัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 2. บริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 3. มีส่วนร่วม


45 4. เชื่อมโยงระบบประกันคุณภาพ 5. ยึดบริบทสถานศึกษา 6. สร้างนวัฒนธรรมคุณภาพของสถานศึกษา แนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนต้องด าเนินการโดยมีกิจกรรมหรือโครงการที่ จะน าไปสู่มาตรฐานคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะด้านทักษะ สถานศึกษาควรจัดการเรียนการสอนเน้น ผู้เรียนเป็นส าคัญและเน้นการปฏิบัติจริง จัดหลักสูตรที่หลากหลายสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน ครูผู้สอนควรจัดท าแผนการสอนที่เน้นการบูรณาการหลักการ และงานวิจัย ด้านหลักสูตรและการจัดการ เรียนการสอนถือเป็นภารกิจหลักของสถานศึกษาที่มีความส าคัญมากที่สุดในระบบการศึกษา เพื่อน าไปสู่ มาตรฐานคุณภาพ ดังนั้น ครูและบุคลากรต้องให้ความร่วมมือกันในการจัดการเรียนการสอน (บรรจง พล ขันธ์ และคณะ, 2555) แนวทางการจัดท าแผนปฏิบัติการประจ าปี ควรมีกิจกรรมการอบรมความรู้ให้ครู บุคลากรเกี่ยวกับ การท าแผนปฏิบัติการประจ าปี การเขียนโครงการ ขั้นตอนการเบิกจ่ายทางการเงินและพัสดุ การสร้าง เครื่องมือในการประเมินโครงการ โดยมีค าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการด าเนินการให้เกิดความคุ้มค่า มีการน า ผลการประเมินโครงการไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการในปีต่อๆไป (กณิษฐา สุภาศรี,ไม่ระบุ) ซึ่งท าให้ทราบถึง ว่าการจัดท าแผนปฏิบัติการประจ าปีนั้นมีความส าคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน ในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) รัฐบาลมุ่งเน้นให้คนไทยได้เรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายหลักสามประการ คือ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษา การ เรียนรู้ของคนไทย เพิ่มโอกาสทางการศึกษา เรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ส่งเสริมการมีส่วนรวมของทุก ภาคส่วนในการบริหารจัดการศึกษา โดยมีกรอบการปฏิรูปการศึกษา 4 ประการ คือ พัฒนาคุณภาพคนไทย ยุคใหม่ พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา แหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ และพัฒนาคุณภาพการ บริหารจัดการใหม่ การปฏิรูปการศึกษาจะประสบความส าเร็จย่อมต้องอาศัยปัจจัยหลักหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยในระดับปฏิบัติการ คือ สถานศึกษา ซึ่งมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากร ทางการศึกษาอื่นๆ (สมชัย วงษ์นายะ,ไม่ระบุปี) แผนพัฒนาการจัดการศึกษาเป็นแนวทางในการวางแผนการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อ คุณภาพของสถานศึกษาและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่สถานศึกษาวางแผนไว้ โดยให้สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ของสถานศึกษา โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ เป็นผู้ ปฏิบัติ วางแผนร่วมกัน การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม การศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดท าแผนปฏิบัติการประจ าปีการศึกษาของบุคลากรโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) พบว่า บุคลากรมีส่วนร่วมในการจัดท าโครงการ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ตั้งแต่การด าเนินโครงการ การจัดท าและเสนอโครงการ และด้านการ เตรียมการ อีกทั้งยังได้ศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขตามความคิดเห็นของบุคลากร พบว่า ผู้จัดท า โครงการเขียนรายละเอียดต่างๆ ไม่สอดคล้องกัน ไม่ชัดเจน และขาดการประเมินโครงการ ส่วนแนวทาง แก้ไข ควรจัดท าคู่มือชี้แจงขั้นตอน/รายละเอียดในการจัดท าโครงการและควรมีคณะกรรมการให้ค าปรึกษา ในการด าเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ (กรรณิการ์ เก็งวินิจ,2560)


46 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564) การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการโรงเรียนดอนเสียว แดงพิทยาคม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 พบว่า การมีส่วนร่วมของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการโรงเรียนนั้นไม่ประสบ ความส าเร็จเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจบทบาทในการพัฒนาแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการโรงเรียน ใน การพัฒนาแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวกับการด าเนินงาน การสัมภาษณ์ การศึกษาดูงาน การประชุม และการพัฒนาด้วยโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเป็น การพัฒนาศักยภาพด้านงานแผนงานเพิ่มขึ้น (ผราวุธ แสนโสม,2555) ในการน าการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมาสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของบุคลากร ปัจจัย ในการจัดท าแผนปฏิบัติการประกอบด้วย ความเข้าใจในการจัดท าแผนปฏิบัติการของทีมงาน การมีพื้นที่ให้ แสดงความคิดเห็น การได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา และความรู้สึกรับผิดชอบต่องาน (ปัทนีญา รอดแก้,2559) กระบวนการมีส่วนร่วม เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น หรือบุคลากร ในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการริเริ่ม การวางแผน และด าเนินการ รวมถึงการปฏิบัติกิจกรรมให้ บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังหมายถึงการมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลการด าเนินกิจกรรม ของกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาระบบประชาธิปไตยในทุกระดับควบคู่กันไป (สุภัสสรา วิภากูลและคณะ ,2553) ชุมชนมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนได้รับความส าคัญไป ทั่วโลก การพยายามที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนส าหรับการวางแผนและพัฒนาการศึกษา จ าเป็นต้องประเมินความสามารถของชุมชนในการด าเนินการสิ่งที่คาดว่าจะบรรลุในระยะยาว การมีส่วน ร่วมของชุมชนไม่ใช่เป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาครอบคลุมในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลให้ คุณภาพการศึกษาตกต่ าทั้งในประเทศก าลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นกระบวนการที่เอื้อให้เกิด การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมประชาธิปไตยในสังคมอย่างแท้จริง ในการศึกษาครั้งนี้ได้ส ารวจ แนวคิดของการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการพัฒนาการศึกษา การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าการมีส่วน ร่วมของชุมชนสามารถน าไปสู่การวางแผนและพัฒนาการศึกษาผ่านช่องทางต่างๆ (Abrisham Aref,2553) การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของบุคคล สังคม และ บรรลุเป้าหมายของสถานศึกษานั้น ควรมีการวางแผนการพัฒนาไว้อย่างชัดเจนอีกทั้งการร่วมมือกันของ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง จะท าให้ประสบผลส าเร็จและมี ประสิทธิภาพในการด าเนินงานได้เป็นอย่างดี ในการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาต้องด าเนินการตามหลักการส าคัญในการจัดท า แผนพัฒนาการจัดการศึกษา ตามกระทรวงฯก าหนด คือ จัดท าให้เป็นระบบและด าเนินการอย่างต่อเนื่อง เน้นการน าข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการวางแผน ด าเนินการโดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นกระบวนการสร้างคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาที่สถานศึกษาก าหนด ซึ่งในส่วนของการ ด าเนินการนั้นจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายนั้น ต้องค านึงถึงการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ที่ต้อง ให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกัน เห็นความส าคัญในทุกขั้นตอนของการด าเนินงานอีกทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดนั้น ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการบริหารต้องมีการร่วมมือกันอย่างเต็มใจ เห็นถึงประโยชน์และได้รับ ผลประโยชน์ที่เหมาะสม เห็นถึงความส าคัญของทุกๆฝ่าย จะท าให้การด าเนินงานทุกอย่างเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมนั้นต้องเริ่มที่การวางแผนการ


47 ด าเนินงานให้เป็นอย่างดี ด าเนินการ และประเมินผลในทุกขั้นตอนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าในขั้นตอนการประเมินผลนั้นได้รับความร่วมมือน้อยที่สุด อาจเป็นผลมาจากผู้มีส่วน ร่วมไม่เห็นความส าคัญต่อขั้นตอนนี้ การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือนั้น ทางโรงเรียนได้ยึดตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จัดให้มีโครงการเสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบ นโยบายของส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากโครงการโรงเรียนปลอดภัย (Safety School) โดยขับเคลื่อนผ่านแผนปฏิบัติการประจ าปีการศึกษา 2564 นโยบายของส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ได้แนวคิดมากจากโครงการห้องเรียนน่าอยู่ การเรียนรู้ก้าวไกล วิถีใหม่ วิถีคุณภาพ และนโยบายของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นบุคคลแห่ง การเรียนรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตส านึก และค่านิยมที่ดีงามบนพื้นฐานความเป็นไทย จากนโยบายทั้งหมดจะมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ทางโรงเรียนจึงได้วางแนว ทางการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและเป็นไปตามหลักการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ตามกระทรวง ศึกษาก าหนด การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ ได้ ก าหนดเป้าหมาย หลักการ เนื้อหา กระบวนการจัดท า และบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่สถานศึกษา ต้องค านึงและน าไปปฏิบัติ ภายใต้การส่งเสริม สนับสนุน และร่วมพัฒนา ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมด าเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมแก้ปัญหา และร่วมชื่นชม โดยได้รับความ ร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ ร่วมมือกันในการจัดท าแผนพัฒนาการศึกษา โดยทางโรงเรียนใช้แนวคิดเชิงระบบ INPUT PROCESS OUTPUT (IPO) มาเป็นกรอบแนวทางในการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ โดยปัจจัยน าเข้า (INPUT) เป็นนโยบายต่างๆที่ทางโรงเรียนได้รับ และใช้ รูปแบบการบริหาร TRIAM Model เป็นกระบวนการท างาน (PROCESS) ดังนี้ T - Team up : ท างานเป็นทีม ร่วมมือด าเนินงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ R - Reflect : ไตร่ตรอง / ทบทวนวัตถุประสงค์/ พันธกิจ I – Invent : ปฏิบัติงานด้วยวิธีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ A – Achieve : มุ่งมั่นในการท างานให้บรรลุวัตถุประสงค์ M – Monitor : ก ากับติดตาม นิเทศ ประเมินผล การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ร่วมแรงร่วมใจ สร้างเครือข่าย ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ให้ความร่วมมือมาช่วยในการบริหารจัดการ มีการกระจายอ านาจการบริหาร ปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น เอาใจใส่ คิดค้นวิธีหรือนวัตกรรมที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีการก ากับ นิเทศ ติดตาม และประเมินผลอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ซึ่งผลลัพธ์(OUTPUT) จากการพัฒนาโดยใช้รูปแบบ TRIAM Model เป็น TN 4G ดังนี้ G1 - Great School : โรงเรียนเป็นเลิศ โรงเรียนมีชื่อเสียงสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล G2 - Great Students : นักเรียนเป็นเลิศด้านวิชาการ คู่คุณธรรม


48 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564) นักเรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรม สามารถ ด ารงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข G3 - Great Teachers : ครูและบุคลากรเป็นเลิศ เป็นครูมืออาชีพสร้างชุมชนเครือข่ายทางวิชาชีพ (PLC) อย่างเข้มแข็ง ครูมีคุณภาพตาม เกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ G4 - Great Connections : เครือข่ายผู้สนับสนุนโรงเรียนเป็นเลิศ เครือข่ายผู้สนับสนุนโรงเรียนมีความเข้มแข็งพร้อมให้ความร่วมมือ สนับสนุนกับทาง โรงเรียน ในการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือได้ ด าเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นโยบายของส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพื่อจัดท ารูปแบบ TRIAM Model เป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ เพื่อผลลัพธ์ที่ท าให้โรงเรียนมีชื่อเสียง มีคุณภาพและมาตรฐานระดับ สากล นักเรียนเป็นเลิศด้านวิชาการ คู่คุณธรรม เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรม สามารถด ารงชีวิตใน สังคมได้อย่างมีความสุข ครูผู้สอนมีความเป็นมืออาชีพ สามารถสร้างชุมชนเครือข่ายทางวิชาชีพ (PLC) อย่างเข้มแข็ง ครูมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนโรงเรียนที่เข้มแข็งพร้อม ให้ความร่วมมือ สนับสนุนกับทางโรงเรียน บทสรุป แผนพัฒนาการจัดการศึกษาเป็นที่มุ่งพัฒนาคุณภาพตามเป้าหมายและมาตรฐานการศึกษาของ สถานศึกษา ซึ่งการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้นมีความส าคัญต่อการบริหารสถานศึกษาเพื่อให้ ด าเนินงานนั้นๆประสบความส าเร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดท าแผนพัฒนาการจัด แผนภาพรูปแบบ TRIAM Model


49 การศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ เป็นการวางรูปแบบการบริหารเพื่อเป็น เครื่องมือในการจัดการศึกษา ซึ่งได้ก าหนดเป้าหมาย หลักการ เนื้อหา กระบวนการจัดท า และบทบาท หน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่สถานศึกษาต้องค านึงและน าไปปฏิบัติ ภายใต้การส่งเสริม สนับสนุน และร่วม พัฒนา ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมด าเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วม แก้ปัญหา และร่วมชื่นชม โดยได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากร คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ร่วมมือกันในการจัดท าแผนพัฒนาการศึกษา โดยทางโรงเรียน ใช้แนวคิดเชิงระบบ INPUT PROCESS OUTPUT (IPO) มาเป็นกรอบแนวทางในการจัดท าแผนพัฒนาการ จัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ โดยมีปัจจัยน าเข้าเป็นนโยบายต่างๆที่ ทางโรงเรียนได้รับ และใช้รูปแบบการบริหาร TRIAM Model เป็นกระบวนการท างาน เพื่อผลลัพธ์ที่ท าให้ โรงเรียนมีชื่อเสียง มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล นักเรียนเป็นเลิศด้านวิชาการ คู่คุณธรรม เป็น บุคคลแห่งการเรียนรู้คู่คุณธรรม สามารถด ารงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ครูผู้สอนมีความเป็นมือ อาชีพ สามารถสร้างชุมชนเครือข่ายทางวิชาชีพ (PLC) อย่างเข้มแข็ง ครูมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน วิชาชีพ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนโรงเรียนที่เข้มแข็งพร้อมให้ความร่วมมือ สนับสนุนกับทางโรงเรียน เอกสารอ้างอิง กณิษฐา สุภาศรี. แนวทางการจัดท าแผนปฏิบัติการประจ าปีของโรงเรียนบ้านเตียนอาง อ าเภอฮอด จังหวัด เชียงใหม่. โรงเรียนบ้านเตียนอาง อ าเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่. กนที บุญมากาศ. (2561). แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ล าพูน ฉบับที่ 5 (ระยะ 3 ปี) พ.ศ.2562-2564. งานนโยบายและแผนงาน ฝ่ายบริหารงบประมาณ โรงเรียนส่วน บุญโญปถัมภ์ ล าพูน จังหวัดล าพูน. กรรณิการ์ เก็งวินิจ. (2560). การศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดท าโครงการตามแผนปฏิบัติการประจ าปี การศึกษาของบุคลากรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม). วารสารนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 7(2),19-37. กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2563). การจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา. ปีที่พิมพ์ 2563. กรุงเทพฯ : เอ็น.เอ.รัตนะเทรดดิ้ง. กิตติศักดิ์ อังคะนาวิน. (2563). การมีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนหัวถนน อ าเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสต์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี, 3(1),13-28. จีรภา เพชรสงคราม. (2554). การศึกษาการมีส่วนร่วมของครูในการพัฒนาการด าเนินงานการประกัน คุณภาพการศึกษา โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน. สารนิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฑาทิพย์ ภัทราวาท. (2553). คู่มือการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. จุฑามาศ พันสวรรค์. (2562). การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาในการบริหาร จัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลนครเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.


50 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2564) ชลธิศ ศรีม่วงพงษ์. (2559). การบริหารโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมของครูโรงเรียนในเขตพื้นที่อ าเภอหนองปรือ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4. เทวพร ข าเมธา. (2558). การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนในกลุ่มสระยายโสม สังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2. การค้นคว้าอิสระปริญญาศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร. บรรจง พลขันธ์ และคณะ. (2555). แนวทางการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยการ อาชีพวาปีปทุม. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์,4(1),89-107. ปัญญา เฉลียวชาติ. (2560). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนพัฒนาต าบลขององค์การบริหาร ส่วนต าบลนครสวรรค์ออก อ าเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรม หาบัณฑิต สาขาการบริหารเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาล้ยราชภัฏนครสวรรค์. ปัทนีญา รอดแก้. (2559). กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดท าแผนปฏิบัติการ. วารสาร บริหารธุรกิจเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 13(2),61-78. ผราวุธ แสนโสม. (2555). การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการ โรงเรียนดอนเสียวแดงพิทยาคม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22. วารสาร บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, 9(44),53-64. ผ่องพันธ์ แพงบุดดี. (2561). คู่มือการจัดท าแผนพัฒนาการจัดการศึกษาและแผนปฏิบัติการประจ าปี. ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5. พิสิฐ เทพไกลวัล. (2554). การพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษาใน โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น. วิษณุ หยกจินดา, (2557). การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านทุ่งกร่าง ต าบลทับไทร อ าเภอโป่งน าร้อน จังหวัดจันทบุรี. งานนิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ จัดการภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยบูรพา. สมชัย วงษ์นายะและทวนทอง เชาวกีรติพงศ์. (2557). การพัฒนาแผนกลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาขั นพื นฐาน สังกัดส านักงานเขตพื นที่การศึกษาประถมศึกษาก าแพงเพชร. รายงาน การวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏก าแพงเพชร. ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ส านักนายกรัฐมนตรี. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545. กรุงเทพฯ : บริษัท พริกหวาน กราฟฟิค จ ากัด. สุภัสรา วิภากูลและคณะ. (2553). การศึกษาการมีส่วนร่วมในการจัดท าแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ประจ าปี การศึกษาของบุคลากรมหาวิทยาลัยกรุงเทพคริสเตียน. งานวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพคริสเตียน. Abrisham Aref. (2553). Community Participation for Educational Planning and Development. Nature and Science of Ministry of Education, 8(9),1-4


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา แผนพัฒนาการจัดการศึกษาเป็นที่มุ่งพัฒนาคุณภาพตามเป้าหมาย และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งการจัดทำ แผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษานั้นมีความสำ คัญต่อการบริหารสถานศึกษาเพื่อให้ดำ เนินงานนั้นๆ ประสบความสำ เร็จตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพการจัดทำ แผน พัฒนาการจัดแผนภาพรูปแบบ TRIAM Model การศึกษาแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ เป็นการวางรูปแบบการบริหาร เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษา ซึ่งได้กำ หนดเป้าหมาย หลักการ เนื้อหา กระบวนการจัดทำ และบทบาทหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องที่สถาน ศึกษาต้องคำ นึงและนำ ไปปฏิบัติ ภายใต้การส่งเสริม สนับสนุน และ ร่วมพัฒนา ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำ เนินการ ร่วมรับผิด ชอบ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมแก้ปัญหา และร่วมชื่นชม โดยได้รับความ ร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 249 ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช The efficiency of the implementation of the educational development strategy plan of Ministry of Education No.12 (2017-2021) according to the views of the school principals under the Primary Educational Service Area Office in Nakhon Si Thammarat Province. สุพัตรา วัฒนสงค์1* , วิรัตน์ธรรมาภรณ์2 และละมุล รอดขวัญ2 Supattra Wattanasong1* , Wirat Thammapon2 and Lamoon Rodkuan2 1 นักศึกษาระดับปริญญาโท, หลักสตูรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ 1 Graduate student, Department of Master of Education Degree, Faculty of Educational Administration, Southern College Of Technology. 2 อาจารย์, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ 2 Professor, Faculty of Humanities and Social Sciences, Southern College Of Technology. * Corresponding author, E-mail: [email protected] 141Hu-NO บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาการศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการด าเนินงานตาม แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน ตามตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ และขนาดโรงเรียน 3) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการด าเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช จ านวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่า.IOC.เท่ากับ..96.และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ.เท่ากับ..96.สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล.ได้แก่.ค่าร้อยละ.ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเท่าเทียมของความแปรปรวน การทดสอบที การวิเคราะห์การแปรปรวนทางเดียว การเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่.และการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาตามทัศนะของผู้บริหาร โรงเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีทุกด้าน 2. ผู้บริหารโรงเรียนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ และขนาดโรงเรียนที่ต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 250 3. ปัญหาและข้อเสนอแนะในการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) ปัญหารายวิชาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้มากเกินความจ าเป็น ควรปรับปรุงหลักสูตรให้มี รายวิชาน้อยลง 2) หลักสูตรการผลิตครูกลับไปกลับมาไม่แน่นอน ควรมีการส ารวจความคิดเห็นจากครู โดยตรงก่อนการปรับเปลี่ยน 3) ครูยังมีการท างานวิจัยน้อย ควรสร้างแรงจูงใจในการท าวิจัยให้กับครู 4) โรงเรียนควรให้ความส าคัญในการศึกษาที่ต้องการของชุมชนเป็นอันดับแรก 5) การใช้เทคโนโลยีในการ จัดการเรียนการสอนไม่ทั่วถึง ควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้ทั่วถึงทั้งในเขตเมืองและชนบท 6) ครอบครัว ยากจนละเลยการศึกษาบุตร ควรส่งเสริมครอบครัวยากจนให้สนับสนุนการศึกษาของบุตรมากขึ้น ค าส าคัญ: ประสิทธิภาพการด าเนินงาน, แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา, ผู้บริหารโรงเรียน Abstract This research purpose to 1) Study the efficiency of the implementation of the educational development strategy plan according to the views of the school principals. 2) To compare the efficiency of the implementation of the educational development strategy plan according to the views of the school principals according to gender, age, education level, experience, and school size. 3) To study problems and suggestions for implementation of the educational development strategy plan, The sample was 243 school principals under the Primary Educational Service Area Office in Nakhon Si Thammarat Province, The instrument used to collect data is a questionnaire with an estimation scale with a confidence value of .96 Statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, one-way variance analysis, comparison of paired difference and content analysis. The research results can be summarized as follows: 1. The efficiency of the implementation of the educational development strategy plan according to the views of the school principals. Overall, a good level in all aspects. 2.The compare the efficiency of the implementation of the educational development strategy plan according to the views of the school principals according to gender, age, education level, experience, and school size. Overall, is not different. 3. Analysis of problems and suggestions in the implementation of the educational development strategy plan consists of 6 aspects as follows. 1) Problems in courses or group learning more than necessary so should improve the curriculum to have fewer courses. 2) The course of production of teachers is uncertain. There should be direct survey opinions from teachers before changing the policy. 3) Teachers also have little research work that should create motivation for conducting research for teachers. 4) Overlook education from a nearby area should give the importance of education in


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 251 the community first. 5) The use of technology in teaching and learning is not thorough should encourage the use of technology thoroughly in both urban and rural areas. 6) Poor families neglect child education should encourage poor families to support their child's education more. Keywords: the efficiency of the implementation, the educational development strategy plan, the school principals บทน า ระบบเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกวันนี้มีความซับซ้อนกว่าที่หลายคนเข้าใจ และยิ่ง ซับซ้อนขึ้นเพราะความรู้ที่เพิ่มพูนเร็วอย่างเหลือเชื่อในศตวรรษที่.21.บางคนบอกว่าความรู้ด้านเทคโนโลยี เติบโตเกือบสองเท่าทุก ๆ สองปี ดังนั้น ความคิดที่ว่าเราเลือกข้อเท็จจริงจ านวนหนึ่งที่คนจ าเป็นต้องรู้แล้ว แบ่งย่อยเป็นส่วน ๆให้เรียนเป็นเวลา.12.ปี.พอเรียนครบก็ถือว่าสิ้นสุด ความคิดแบบนี้ไม่อาจเตรียม นักเรียนให้พร้อมส าหรับอนาคตได้ นักเรียนในศตวรรษที่.21.จ าเป็นต้องมีความเข้าใจแนวคิดหลักใน สาขาวิชาให้ลึกซึ้งกว่าที่เรียนอยู่ตอนนี้ รู้จักตีกรอบตรวจสอบ และแก้ปัญหาโดยใช้แหล่งข้อมูลต่าง ๆ และ เครื่องมือดิจิทัล นักเรียนทุกคนจ าเป็นต้องพัฒนาความสามารถด้านการรู้คิดที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงจะ สามารถสืบค้น วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และแนวคิด ใหม่ๆ ต้องสื่อสารเป็น ท างานร่วมกับผู้อื่นได้ จะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้และความช านาญซึ่งกันและกัน ต้องมีทักษะในการสื่อสารซึ่งรวมถึงการเขียนและการพูดภาษาอื่น ๆ และรู้จักใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การปรับเปลี่ยนความรู้ความสามารถเหล่านี้ในตัวผู้เรียนไม่อาจเกิดขึ้นเองได้ ต้องเปลี่ยนแปลงที่ข้างบนก่อน โดยเริ่มจากนโยบายระดับชาติ (ดาร์ลิง-แฮมมอนด์, 2007) จากข้อมูลสรุปรายงานผลการด าเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2560.ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช.เขต.2.โครงการต่าง.ๆ.เช่น โครงการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย.ผลการ ด าเนินงาน.1. ผลการประเมินพัฒนาการนักเรียนจบการศึกษาหลักสูตรปฐมวัย พ.ศ..2546.ปี.2559 มีพัฒนาการตามวัย.ร้อยละ.100.ส่งผลให้การรายงานตัวชี้วัด.ARS.ในปี.2560.ได้ระดับคุณภาพดีมาก 2. ครูปฐมวัยในกลุ่มเป้าหมาย.ได้รับการนิเทศติดตามเพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนหลัง การอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างทั่วถึง.3..เขตพื้นที่การศึกษาได้มีหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนของครูปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะในการปรับปรุง ควร ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและผู้ปกครอง เล็งเห็นความส าคัญของการศึกษาปฐมวัย โดยเฉพาะในช่วงของ.5.ปี แรกของชีวิต.ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดส าหรับการเรียนรู้เด็กจ าเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ ครู หรือ ผู้ดูแลตั้งแต่แรกเกิด โดยการให้ความรัก การโอบกอด สัมผัส พูดคุย และเล่นกับเด็กเพื่อให้สมองของ เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ตามศักยภาพ โครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้สู่สากล ประจ าปี พ.ศ. 2560.ผลการด าเนินงาน.นักเรียนได้รับการพัฒนาตนเอง โดยผ่านกระบวนการสอบแข่งขันทางวิชาการ ระดับนานาชาติ ควรมีการส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางวิชาการในกลุ่มสาระอื่นด้วย โครงการยกระดับผล การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (NT-O-Net) ผลการด าเนินงาน 1. ครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจและ สามารถสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน/ตัวชี้วัดและการทดสอบ ระดับชาติ (O-Net)ได้ร้อยละ.100 2. ครูชุมนุมนักวัดและประเมินผลมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาการ


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 252 วัดและประเมินผลในศตวรรษที่ 21 และโครงการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกัน คุณภาพผู้เรียนปีการศึกษา 2559 ผลการด าเนินงาน 1. ค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนความสามารถด้าน ภาษา ด้านค านวณ และด้านเหตุผลของนักเรียนชั้น ป.3 ของเขตพื้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละของ สพฐ. 2. โรงเรียนและเขตพื้นที่มีข้อมูลการอ่านออก ของนักเรียนชั้น ป.1-4 และความสามารถด้านภาษา ด้านค านวณ และด้านเหตุผลของนักเรียนชั้น ป.3 เพื่อก าหนดแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นต้น ข้อมูลสรุปรายงานผลการด าเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 ที่ผู้วิจัยยกตัวอย่างมานั้นสะท้อน ให้เห็นถึงประสิทธิผลของการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่.11.(พ.ศ.2555-2559) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารงานโดยใช้แผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา เป็นอย่างมาก (ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2, 2560) จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ พัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อจะได้เป็นข้อมูลให้ผู้บริหาร โรงเรียนได้เป็นแนวทางในการปรับปรุง พัฒนา การด าเนินงานแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายส าคัญของการจัดการศึกษา และเพื่อน าผลการศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2. เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราชตามตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ และขนาดโรงเรียน 3. เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช แนวคิด ทฤษฎี กรอบแนวคิด แนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561-2564) ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่.12.ประกอบด้วย.6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่.1.พัฒนาหลักสูตร.กระบวนการเรียนการสอน.การวัดและประเมินผล กลยุทธ์.คือ พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและจัดกิจกรรมเสริมทักษะพัฒนาผู้เรียนในรูปแบบ ที่หลากหลาย สอดคล้องกับทักษะที่จ าเป็นในศตวรรษที่.21.พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการวัดและ ประเมินผลการศึกษาทุกระดับ/ประเภทการศึกษาให้ทันสมัย สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาการ


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 253 และการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ส่งเสริมการพัฒนาเนื้อหาสาระที่ทันสมัยในทุกระดับ/ประเภท การศึกษา เพื่อการผลิตสื่อการเรียนการสอน ต าราเรียนที่มีคุณภาพ รวมทั้งต าราเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับปรุงระบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติให้สอดคล้องกับหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการ สอน ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองและพลโลกตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงในระบบการศึกษาอย่างเข้มข้น.ยุทธศาสตร์ที่.2.ผลิตพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการ ศึกษา.กลยุทธ์.คือ.วางแผนการผลิตและพัฒนาครูคณาจารย์อย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับความต้องการ ในการจัดการศึกษาทุกระดับ/ประเภทการศึกษา ปรับระบบการผลิตครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการ ศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เร่งรัดพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งครูประจ าการที่สอนไม่ตรงวุฒิ ครูที่สอน คละชั้นและครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลน สร้างขวัญก าลังใจ สร้างแรงจูงใจให้กับครู คณาจารย์และบุคลากร ทางการศึกษา พัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้มี ประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ผลิตและพัฒนาก าลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของ การพัฒนาประเทศ กลยุทธ์คือ เร่งผลิตและพัฒนาก าลังคนสาขาที่จ าเป็นต่อการพัฒนาประเทศ อาทิ ด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แพทย์และพยาบาล เร่งผลิตและพัฒนาสมรรถนะก าลังคนด้านอาชีวศึกษาให้ทัน กับความเปลี่ยนแปลง.ของเทคโนโลยีและรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมภาพลักษณ์การ อาชีวศึกษา เร่งปรับค่านิยม.และวางรากฐานทักษะอาชีพ ให้แก่ผู้เรียนตั้งแต่วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษอย่างต่อเนื่องทุกระดับ เสริมสร้างความเข้มแข็งของ กระบวนการผลิตและพัฒนาก าลังคน โดยสร้างเครือข่าย ความร่วมมือตามรูปแบบประชารัฐ.ทั้งระหว่าง องค์กรภายในและต่างประเทศ.ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้จริง ยุทธศาสตร์ที่ 4 ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต กลยุทธ์.คือ.ประกันโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน.ในทุก พื้นที่.ครอบคลุมถึงคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความต้องการพิเศษ ส่งเสริมการจัดการศึกษานอกระบบ และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ ความสนใจ และวิถีชีวิตของผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย เร่งสร้าง ความเข้มแข็งของระบบการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างกว้างขวาง จัดหาทุนและแหล่งทุนทางการศึกษา เร่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ มีความหลากหลาย และสามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง ยุทธศาสตร์ที่ 5 ส่งเสริมและ พัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา.กลยุทธ์.คือ.พัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ การศึกษาและการบริหารจัดการที่ทันสมัยและไม่ซ้ าซ้อน ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมี ประสิทธิภาพ พัฒนากระบวนการจัดท าระบบฐานข้อมูลกลางทางการศึกษาของประเทศ ระบบ การ รายงานผลของฐานข้อมูลโดยเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาทุกระดับ/ประเภทการศึกษา ให้เป็นอกภาพเป็น ปัจจุบัน และมีมาตรฐานเดียวกัน ผลิตและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์หรือสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ให้ ผู้เรียน สถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับ/ประเภทการศึกษา น ามาใช้เพิ่มคุณภาพการ เรียนรู้อย่างเป็นระบบ จัดหาอุปกรณ์/ทรัพยากรพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับผู้เรียนอย่าง เพียงพอ ทั่วถึง และเหมาะสมกับการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และยุทธศาสตร์ที่ 6 พัฒนา ระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา กลยุทธ์คือ ปรับปรุงกลไก การบริหารจัดการการศึกษาให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเน้น ด้านคุณธรรม ความโปร่งใส ทั้งใน ระดับส่วนกลาง และในพื้นที่ระดับภาค/จังหวัด พัฒนาระบบบริหารงานงบประมาณ/การเงินให้มี ประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพการศึกษาตอบสนองการสร้างอาชีพและเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดวามเหลื่อมล้ า


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 254 ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) มี 6 ยุทธศาสตร์ 1. ยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร.กระบวนการเรียนการสอน การวัด และประเมินผล 2. ยุทธศาสตร์พัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 3. ยุทธศาสตร์พัฒนาก าลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับ ความต้องการของการพัฒนาประเทศ 4. ยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 5. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ การศึกษา 6. ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาค ส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา สร้างความสมานฉันท์และเสริมสร้างความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมี ส่วนร่วมรับผิดรับชอบในการจัดการศึกษา รวมทั้ง สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา เสริมสร้าง ภาพลักษณ์หน่วยงานให้เกิดความร่วมมือ และสร้างเครือข่าย/ความเป็น ภาคีหุ้นส่วนกับองค์กรทั้งภายใน และต่างประเทศ ส่งเสริมและขยายผลให้สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความพร้อมพัฒนาเป็น สถานศึกษานิติบุคคลในก ากับ (ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ, 2559) กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในจังหวัดนครศรีธรรมราช.จ านวนทั้งหมด.568.คน.ได้ก าหนดกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเทียบสัดส่วนจาก ตารางส าเร็จรูปของเครซีและมอร์แกน.และแบ่งโควต้าตามสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาทั้ง.4.เขต.โดยวิธีการหยิบฉลากแบบไม่ใส่คืน.ได้โรงเรียนในเขต.1.จ านวน.40.โรงเรียน เขต.2.จ านวน.70.โรงเรียน.เขต.3.จ านวน.75.โรงเรียน.และเขต 4 จ านวน 49 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น จ านวน 234 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพการด าเนินงาน ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ดังนี้ ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย 1. เพศ 2. อายุ 3. ระดับการศึกษา 4. ประสบการณ์ 5. ขนาดโรงเรียน


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 255 ตอนที่.1.ค าถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับ การศึกษาที่ส าเร็จ ประสบการณ์ในการท างานและขนาดโรงเรียน เป็นแบบสอบถามชนิดตรวจสอบ รายการ (Check List) ตอนที่.2.ค าถามเกี่ยวกับการประสิทธิภาพด าเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา.ตาม ทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า.(Rating.Scale).5.ระดับ.แบบสอบถามประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) 6 ยุทธศาสตร์ ตอนที่.3.ค าถามเกี่ยวกับปัญหาและข้อเสนอแนะในการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนา การศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ เป็นแบบสอบถามปลายเปิด (Open-Ended Questionnaire) วิธีการสร้างเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) 2. ก าหนดขอบเขต นิยามตัวแปร และการก าหนดกรอบแนวคิดยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) 3. ศึกษาวิธีและหลักเกณฑ์การสร้างเครื่องมือจากงานวิจัย 4. ออกแบบค าถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2561-2564) 5. สร้างแบบสอบถามตามที่ต้องการศึกษา จากนั้นน าเสนอคณะอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบและแก้ไข 6. น าแบบสอบถามมาปรับปรุงแก้ไขข้อที่ไม่เหมาะสมตามค าแนะน าของอาจารย์ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 7. น าแบบสอบถามที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 ท่าน ตรวจสอบความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ได้ค่า IOC เท่ากับ .96 8. ทดลองใช้แบบสอบถามกับผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครศรีธรรมราช เขต 2 ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 30 โรงเรียน 30 คน 9. น าแบบสอบถามที่ทดลองใช้กับผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างไปตรวจสอบค่าความ เชื่อมั่น (Reliability) โดยการทดสอบวิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.96 10. น าแบบสอบถามมาน าเสนออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อตรวจสอบอีกครั้งก่อนน าไปใช้ กับกลุ่มตัวอย่างจริงต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ(Percentage) 2. ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหาร โรงเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean)และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เป็นรายข้อ 3. วิเคราะห์การเปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนต่อประสิทธิภาพการด าเนินงานตาม ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษา ตามตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการท างาน และ


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 256 ขนาดโรงเรียน วิเคราะห์ความเท่าเทียมของความแปรปรวน วิเคราะห์ความแปรปรวน (One-way ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD 4. ค าถามเกี่ยวกับปัญหาและข้อเสนอแนะประสิทธิภาพการด าเนินงานตามยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษา วิเคราะห์เนื้อหาและสรุปเป็นความเรียง ผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามจ านวน 234 คน จ าแนกตามตัวแปร เพศ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 60.3 รองลงมาเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 39.7 จ าแนกตามตัวแปรอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อายุระหว่าง 46-60 ปี คิดเป็นร้อยละ 44.9 รองลงมาเป็น อายุระหว่าง 36-45 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.9 และจ านวนน้อยที่สุด คือ อายุระหว่าง 25-35 ปี คิดเป็นร้อยละ 25.2 จ าแนกตามตัวแปรระดับการศึกษา ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ระดับการศึกษา ปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 93.2 รองลงมาเป็น ระดับการศึกษาปริญญาเอก คิดเป็นร้อยละ 6.8 และจ านวน น้อยที่สุด คือ ระดับการศึกษา ต่ ากว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 0 จ าแนกตามตัวแปร ประสบการณ์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีประสบการณ์น้อยกว่า 5 ปี และประสบการณ์ 6-10 ปี เท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 37.2 รองลงมาเป็น ประสบการณ์ 11 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 25.6 และจ าแนกตาม ตัวแปรขนาดโรงเรียน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ 65.8 รองลงมา เป็นโรงเรียนขนาดกลาง คิดเป็นร้อยละ 26.9 และจ านวนน้อยที่สุด คือ โรงเรียนขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 7.3 2. ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาทั้ง 6 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ ในระดับดี หากจ าแนกตัวแปรเป็นรายด้าน จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีทุกด้าน จัดล าดับจากมากไปน้อยคือ ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีค่าเฉลี่ย 4.36 รองลงมาคือ ด้านยุทธศาสตร์ผลิต พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา มีค่าเฉลี่ย 4.34 ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ย 4.31 ด้านยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต มีค่าเฉลี่ย 4.29 ด้านยุทธศาสตร์ผลิตและพัฒนาก าลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความ ต้องการของการพัฒนาประเทศ มีค่าเฉลี่ย 4.19 และด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยี ดิจิทัลเพื่อการศึกษา มีค่าเฉลี่ย 4.17 3. ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาตาม ทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ และขนาดโรงเรียนที่ต่างกัน มีผล การวิเคราะห์ดังนี้ 3.1 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีเพศต่างกัน มีทัศนะต่อประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3.2 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีอายุต่างกันมีทัศนะต่อประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส าหรับผลการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ผู้บริหาร โรงเรียนที่มีอายุต่างกันมีทัศนะด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร.กระบวนการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ..01.และด้านยุทธศาสตร์ผลิต พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นไม่ แตกต่างกัน


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 257 3.3 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีทัศนะต่อประสิทธิภาพการด าเนินงาน ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส าหรับผลการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีทัศนะด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริม ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้าน อื่นไม่แตกต่างกัน 3.4 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการท างานต่างกันมีทัศนะต่อประสิทธิภาพการ ด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส าหรับผลการวิเคราะห์ราย ด้าน พบว่า ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล แตกต่าง กันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นไม่แตกต่างกัน 3.5 ผู้บริหารโรงเรียนที่มีขนาดโรงเรียนต่างกันมีทัศนะต่อประสิทธิภาพการด าเนินงาน ตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ส าหรับผลการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่มีขนาดโรงเรียนต่างกันมีทัศนะด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการ สอนการวัดและประเมินผล แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นไม่แตกต่างกัน 4. ปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารโรงเรียนในการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 4.1.ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล พบว่า หลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน หลักสูตรไม่พัฒนา ล้าหลัง รายวิชาหรือกลุ่ม สาระการเรียนรู้มากเกินความจ าเป็น ควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนตาม บริบทของสภาพแวดล้อมในชุมชน ควรปรับปรุงหลักสูตรให้มีรายวิชาหรือสาระการเรียนรู้ที่น้อยลง แต่ ครอบคลุมเนื้อหามากขึ้น 4.2.ด้านยุทธศาสตร์ผลิต.พัฒนาครู.คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา.พบว่า หลักสูตรการผลิตครูกลับไปกลับมาไม่แน่นอน.และภาระงานครูมากเกินไป.ผู้บริหารโรงเรียนมี ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาโดยวิธี.ควรมีการส ารวจความคิดเห็นจากครูโดยตรงก่อนการปรับเปลี่ยน นโยบายในแต่ละครั้ง สนับสนุนการเพิ่มต าแหน่งธุรการให้ทุกโรงเรียนและควรจะเพิ่มบุคลากรฝ่ายการเงิน ด้วย และควรประเมินครูจากกระบวนการเรียนการสอนไม่ใช่จากเอกสาร 4.3.ด้านยุทธศาสตร์ผลิตและพัฒนาก าลังคนรวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการ ของการพัฒนาประเทศ พบว่า ครูไม่เห็นความส าคัญของงานวิจัยในชั้นเรียน.และไม่ได้น างานวิจัยมาใช้ ประโยชน์ ผู้บริหารโรงเรียนมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาโดยวิธี ควรสร้างแรงจูงใจในการท าวิจัยให้กับ ครู ส่งเสริมการท าวิจัยในชั้นเรียน และควรพัฒนาทักษะงานวิจัยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา.และ สนับสนุนงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาก าลังคนในอนาคต 4.4.ด้านยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต พบว่า มองข้ามการศึกษาจากพื้นที่ใกล้ตัว การเข้าถึงบริการทางการศึกษายังมีน้อย ผู้บริหารโรงเรียนมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาโดยวิธี ควรให้ความส าคัญเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและ ชุมชนเป็นสิ่งแรก เพิ่มพื้นที่ทางการศึกษา และส่งเสริมให้คนเข้ามารับบริการและใช้บริการทางการศึกษา และเรียนรู้


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 258 4.5.ด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา พบว่า งบประมาณในการจัดการระบบเทคโนโลยีดิจิทัลไม่เพียงพอ ระบบอินเตอร์เน็ตช้า ผู้บริหารโรงเรียนมี ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาโดยวิธี ควรส่งเสริมงบประมาณเพื่อพัฒนาการจัดระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อ การศึกษาที่เพียงพอให้นักเรียนได้ศึกษาอย่างทั่วถึง และปรับปรุงระบบอินเตอร์เน็ตให้ดีขึ้น 4.6.ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมใน การจัดการศึกษา พบว่า ระบบบริหารจัดการไม่แน่นอน และครอบครัวยากจนไม่ส่งเสริมการศึกษาบุตร ผู้บริหารโรงเรียนมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาโดยวิธี จัดการระบบให้แน่นอนนก่อนน ามาบริหาร และ ควรส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการศึกษาของบุตรในครอบครัวที่ยากจนมากกว่าเดิม สรุปและอภิปรายผล 1. ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ผลการวิจัย พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ อยู่ในระดับดี 10 ข้อ อยู่ในระดับดีมาก.1.ข้อ ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารมีกระบวนการท างานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษา และมีการบริหารโรงเรียนได้เป็นอย่างดี โดยน าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงมาบูรณาการจัดการเรียนการ สอน ผู้บริหารโรงเรียนมีการด าเนินงานในด้านการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเป็นพลเมือง และพลโลก รวมทั้งมีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร การวัดและประเมินผลการศึกษาให้ทันสมัย สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาการและการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ วิมล เดชะ (2559) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนดีประจ าต าบล สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นต่อการ บริหารงานวิชาการ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านหลักสูตรและการน าหลักสูตรไปใช้ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับดี 2. ด้านยุทธศาสตร์ผลิต พัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีทุกข้อ ผลการวิจัยเป็น เช่นนี้อาจเป็นเพราะ มีการสรรหาและผลักดันครูดี ครูเก่งเข้ามาจัดกระบวนการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้บริหารมีการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับความต้องการในการจัดการศึกษาทุกระดับ ผู้บริหารมีการสร้างขวัญก าลังใจ สร้างแรงจูงใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถพัฒนาระบบ บริหารงานบุคคลของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ และบริหารงานบุคคลโดยยึด หลักการกระจายอ านาจ และการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พระเส็ง ปภสฺสโร (2554) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา ส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรีเขต 1 ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านการวางแผนอัตราก าลังและการ ก าหนดต าแหน่ง ด้านการสรรหา และบรรจุแต่งตั้ง ด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ และด้านวินัยและการรักษา วินัย ด้านการออกจากราชการอยู่ในระดับมาก 3. ด้านยุทธศาสตร์ผลิตและพัฒนาก าลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของการ พัฒนาประเทศ ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประสิทธิภาพอยู่ ในระดับดีทุกข้อ ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารมีการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียน ที่มีความสามารถพิเศษอย่างต่อเนื่องทุกระดับ การเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 259 และมีความสุข สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ที่กล่าวว่า “มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้คู่คุณธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขใน สังคม” (ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2559) รวมทั้งมีการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนให้ทันกับการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคมโลก การแนะแนวทางเลือกในการประกอบอาชีพอย่างหลากหลายได้ เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพรรณิกา สีสะอาด (2556) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาสภาพ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน ระดับอนุบาลศึกษาในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่า ด้านการแนะแนวการศึกษามีสภาพการบริหารงานวิชาการ อยู่ในระดับมาก 4. ด้านยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประสิทธิภาพอยู่ใน ระดับดีทุกข้อ ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ มีการเปิดโอกาสให้แก่ผู้เรียนในทุกพื้นที่ ส่งเสริมระบบ การจัดการศึกษาให้เอื้อต่อการเข้าถึงบริการทางการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความ สนใจ และวิถีชีวิตของผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และสามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง และมีการบริหารโดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนหรือท้องถิ่นได้เป็น อย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ เด่นวิช ชูคันหอม (2558) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนา แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของสถานศึกษาสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 5 ผลการวิจัยพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ในสถานศึกษา การมีส่วนร่วม อยู่ในระดับมาก 5. ด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีทุกข้อ ผลการวิจัยเป็น เช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารมีการพัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาภายในโรงเรียน อย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาที่ทันสมัยและไม่ซ้ าซ้อน การให้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ให้หมาะสมกับการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี รวมทั้งผู้บริหารมีการส่งเสริมให้ครู มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัย ของ วัชราพร ริกากรณ์(2555) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การศึกษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสหวิทยาเขตเสรีไทย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ผลการวิจัย พบว่า ควรมีแนวทางในการบริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้ครูในโรงเรียนได้พัฒนาความรู้ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาตนเอง และควรมีการจัดท าข้อมูลเครือข่ายและข้อมูลสารสนเทศให้ เป็นปัจจุบันในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ 6. ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าประสิทธิภาพอยู่ใน ระดับดีทุกข้อ ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารมีการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการ การศึกษาให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การบริหารสถานศึกษาโดยยึดหลักการมีส่วนร่วม การส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม สร้างความโปร่งใสในการบริหารการศึกษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฤทัยรัตน์ ปัญญาสิม (2560) ได้ศึกษาวิจัย เรื่อง การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการ บริหารสถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 ผลการวิจัย พบว่า


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 260 การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมของสถานศึกษา อยู่ในระดับมากทั้งในภาพรวมและรายด้าน และมี ประสิทธิผลของการบริหารสถานศึกษา ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด การอภิปรายผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการด าเนินงานตามตัวแปร เพศ อายุ ระดับ การศึกษา ประสบการณ์ และขนาดโรงเรียน ตามยุทธศาสตร์แผนพัฒนาการศึกษาตามทัศนะของผู้บริหาร โรงเรียน 1. เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปร เพศ ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่มีเพศ ชายและเพศหญิงมีทัศนะต่อการด าเนินงานโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกันทุกด้าน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือ ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผน ยุทธศาสตร์ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหาร โรงเรียนที่เป็นเพศหญิงและเพศชายต่างมีวิธีการด าเนินงานที่สอดคล้อง ใกล้เคียงกันโดยยึดยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในการด าเนินงานได้อย่างครอบคลุม 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปร อายุ ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่มีอายุ ต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้คือ ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน เมื่อ พิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารที่มีอายุต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานด้านยุทธศาสตร์พัฒนา หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านยุทธศาสตร์ ผลิต พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหาร โรงเรียนที่มีช่วงอายุ 25-35 ปี,36-45 ปี และ 46-60 ปี มีวิธีการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล รวมทั้งวิธีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกัน.ซึ่งไม่ เป็นไปตามสมมติฐาน 3. เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปร.ระดับการศึกษา.ผลการวิจัย.พบว่า.ผู้บริหาร โรงเรียนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน.มีทัศนะต่อการด าเนินงานโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน.ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้.เมื่อพิจารณารายด้าน.พบว่า.ผู้บริหารที่มีระดับการศึกษาต่างกัน.มีทัศนะต่อการ ด าเนินงานด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษา.แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05.ส่วนด้านอื่น.ๆ.ไม่แตกต่างกัน.ผลการวิจัย เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะผู้บริหารที่มีระดับการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก มีวิธีการส่งเสริมให้ หน่วยงานภายนอกมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนที่ไม่สอดคล้องกัน.ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐาน สมมติฐานที่ตั้งไว้.คือ.ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนไม่ แตกต่างกัน 4. เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปร ประสบการณ์ในการท างาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่มีประสบการณ์ในการท างานต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานโดยภาพรวมไม่แตกต่าง กัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการท างาน


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 261 ต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ..05.และด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนา ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา.แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ ผู้บริหารโรงเรียนที่มี ประสบการณ์ น้อยกว่า 5 ปี ,.6-10.ปีและ.11.ปีขึ้นไป.มีวิธีการบริหารจัดการกระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และ การส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียนที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานคือ ประสิทธิภาพการ ด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน 5. เปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนา การศึกษาตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนตามตัวแปร ขนาดโรงเรียน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารโรงเรียน ที่มีขนาดโรงเรียน ต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานโดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผู้บริหารที่มีขนาดโรงเรียนต่างกัน มีทัศนะต่อการด าเนินงานด้าน ยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน.การวัดและประเมินผล.แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ..05.ส่วนด้านอื่น ๆ.ไม่แตกต่างกัน.ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะผู้บริหาร โรงเรียนที่มีขนาดโรงเรียนขนาดเล็ก, ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีวิธีการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน.รวมทั้งการวัดและประเมินผลที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานคือ ประสิทธิภาพการ ด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนไม่แตกต่างกัน ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. จากการวิจัยประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาตามทัศนะของ ผู้บริหารโรงเรียน.พบว่า.ประสิทธิภาพการด าเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา มีระดับการด าเนินงานมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียน ควรให้ความส าคัญในด้านการส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา โดยการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาที่ทันสมัยและไม่ซ้ าซ้อน การพัฒนาระบบการ รายงานผลของฐานข้อมูลโดยเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาทุกระดับการศึกษา ให้เป็นอกภาพเป็นปัจจุบัน และ มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2. ควรตระหนักถึงการด าเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการของผู้บริหาร โรงเรียน ควรมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และน ามาใช้ เป็นกลยุทธิ์ในการบริหารโรงเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการด าเนินงานให้อยู่ในระดับดีมากต่อไป ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการท าวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการด าเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) จากกลุ่มตัวอย่างในระดับ มัธยมศึกษาและอาชีวะ ศึกษา 2. ควรศึกษาประสิทธิภาพของการด าเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตามทัศนะของครูเพิ่มเติม


การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 10 The 10th Hatyai National and International Conference 262 เอกสารอ้างอิง ดาร์ลิง-แฮมมอนด์. (2556). ทักษะแห่งอนาคตใหม่ การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21 [21st Century skills:Rethinking how students learn] (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และอธิป จิตตฤกษ์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ : โอเพ่นเวิลด์ส พับลิซซิ่ง เฮาส์. เด่นวิช ชูคันหอม. (2558). รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของสถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5. วิทยานิพนธ์ศษ.ม. (การบริหาร การศึกษา). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พระเส็ง ปภสฺสโร. (2554). การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษาส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรีเขต 1. วิทยานิพนธ์พธ.ด. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. วัชราพ ร ริกากรณ์. (2555). การศึกษาการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สหวิทยาเขตเสรีไทย สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2. สารนิพนธ์กศม. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วิมล เดชะ. (2559). การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนดีประจ าต าบลสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสตูล. สารนิพนธ์ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา). สงขลา : มหาวิทยาลัย หาดใหญ่. ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2. (2560). รายงานผลการ ด าเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการ ประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2560. นครศรีธรรมราช: กลุ่ม นโยบายและแผน ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2. ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ. (2559). แผนพัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ : ส านักนโยบายและยุทธศาสต์ ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ. สุพรรณิกา สีสะอาด. (2556). การศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชน ระดับอนุบาล ศึกษาในเขตบางกอกน้อย. วิทยานิพนธ์ค.ม. (การบริหารการศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. ฤทัยรัตน์ ปัญญาสิม. (2560). การบริหารงานแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. วิทยานิพนธ์ค.ม. (การบริหารการศึกษา). นครปฐม : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.


สถาบันบัเทคโนโลยีแ ยี ห่ง ห่ สุว สุ รรณภูมิ ภูมิ Suvarnabhumi Institute of Technology วิเ วิ คราะห์บทความ วิชวิา : MED 711 การประกันคุณ คุ ภาพทางการศึกษาเพื่อ พื่ พัฒ พั นาการศึกษา ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร ผู้บริหารมีกระบวนการทำ งานที่สอดคล้องกับแผน พัฒนาการศึกษาและมีการบริหารโรงเรียนได้เป็นอย่างดี โดยนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอ พียงมาบูรณาการจัดการเรียนการสอน ด้านยุทธศาสตร์ผลิตพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารมีการ สร้างขวัญกำ ลังใจ สร้างแรงจูงใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านยุทธศาสตร์ผลิตและพัฒนากำ ลังคน ผู้บริหารมีการส่งเสริม สนับสนุนการ พัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ด้านยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการศึกษา มีการจัดการศึกษาให้ เอื้อต่อการเข้าถึงบริการทางการศึกษา ด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา ผู้บริหารมี การพัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาภายในโรงเรียน ด้านยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาผู้บริหารมีการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการ การศึกษาให้เป็นไป ตามหลักธรรมาภิบาล


แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัย ในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ GUIDELINES FOR AREA BASED EDUCATIONAL DEVELOPMENT IN EARLY CHILDHOOD LEVEL OF SMALL-PRIMARY SCHOOL OF BUENGKAN EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE. 1 อภิรดีแสนงาม และ 2 สุชาดา บุบผา 1 Apiradi Sanngam and 2 Suchda Bubpha มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, ประเทศไทย Udon Thani Rajabhat University, Thailand 1 [email protected] Received November 16, 2022; Revised November 29, 2022; Accepted December 30,2022 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับ ปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2) เพื่อหา แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษา การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก และระยะที่ 2 การหาแนวทางการ พัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้น ที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลศึกษาพบว่า สภาพการจัดการศึกษาเชิง พื้นที่ระดับปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็กโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพิจารณาเป็นรายด้านและ เรียงล าดับดังนี้ ด้านการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมในกระบวนการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย อยู่ในระดับมาก ด้านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษา 1 นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


924 | Journal of MCU Ubon Review,Vol.7 No.3 (September-December 2022) กับพ่อแม่เด็ก อยู่ในระดับมาก ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาด้านการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ อยู่ในระดับมาก ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคนดี มีวินัย และ มีความสุข อยู่ในระดับมาก 2) สรุปการผลหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ระดับ ปฐมวัยในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ด้วยวงจร คุณภาพ ดังนี้ ขั้นวางแผน จัดการประชุมเพื่อก าหนดแผนปฏิบัติการในการด าเนินการจัดการเรียน การสอนที่ ขั้นการปฏิบัติ การจัดการเรียนการสอนตามกิจกรรมที่ก าหนดไว้ในแผนปฏิบัติ ขั้นการ ตรวจสอบ นิเทศการจัดการเรียนการสอน อย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง ขั้นการปรับปรุง การ ประชุมก่อนเปิดภาคเรียนมีการน าปัญหา และอุปสรรคในภาคเรียนที่ผ่านมามาปรับปรุงและแก้ไข ปัญหาที่เปิดขึ้น และด าเนินการในแผนปฏิบัติการปีปัจจุบัน ค าส าคัญ : การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ Abstract The purposes of this research were : 1) to study the status quo for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Bueankan educational service area office. 2) to study the guidelines for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Buengkan educational service area office. The research was separated onto 2 phases. The first phase was to to study the status quo for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Bueankan educational service area office. The data collected by using the questionnaires with the reliability values of .990. The data were analysed by frequency, percentage, mean and standard deviation. The second phase, was to study the guidelines for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Buengkan educational service area office. The results of this research were as follows :1) Analysis of data the necessary condition for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Bueankan educational service area office was at a high level. 2) The guidelines for area based educational development in early childhood level of small – primary school of Bueankan educational service area office. Planing stepe organizw a meeting to determine an action plan for teaching and learning management. Procedure teaching and learning according to the activates set out in the action plan. Inspection step instructional supervision at least 2 time per semester. The meeting before the beginning of the semester brought problems. And obstacles in


วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2565) | 925 the past semester to improve and solve the problems that opened and implemented in the current year’s action plan. Keywords : area based educational development in early childhood level บทน า การศึกษาเป็นเครื่องมือส าคัญในการสร้างคน สร้างสังคม และสร้างชาติ เป็นกลไกหลักใน การพัฒนาก าลังคนให้มีคุณภาพ สามารถด ารงชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุขใน กระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 เนื่องจากการศึกษามีบทบาทส าคัญใน การสร้างความได้เปรียบของประเทศเพื่อการแข่งขัน และยืนหยัดในเวทีโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่เป็นพลวัตประเทศต่างๆ ทั่วโลกจึงให้ความส าคัญ และทุ่มเทกับการพัฒนาการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพย์ยากรมนุษย์ของตนให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจสังคม ของประเทศภูมิภาค และของโลก ควบคู่กับการธ ารงรักษาอัตลักษณ์ของประเทศในส่วนของ ประเทศไทยได้ให้ความส าคัญกับการจัดการศึกษาการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของคน ไทยให้มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ สมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และ การพัฒนาประเทศภายใต้แรงกดดันภายนอกจากกระแสโลกาภิวัตน์ และแรงกดดันภายในประเทศ ที่เป็นปัญหาวิกฤตที่ประเทศต้องเผชิญ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมไทยเป็นสังคม คุณธรรม จริยธรรม และประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่ พัฒนาแล้ว รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในปัจจุบัน และอนาคตโดยการเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญ และส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษา (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560: 1) เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยเพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามล าดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดยก าหนดหลักการ ดังนี้ คือ ส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคนยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้ การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ โดยค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็ก ตาม บริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย ยึดพัฒนาการ และการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการ เล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่หลากหลายได้ลงมือกระท าในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนเพียงพอ จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดีมีวินัย และมีความสุข สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษากับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 4) จากสภาพปัญหาการประเมินคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษา (สมศ.) พบว่า มีสถานศึกษาที่อยู่ ในระดับดีเพียงร้อยละ 34.14 (ส านักงานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2560: 49) ผู้บริหารยังขาดการ


Click to View FlipBook Version