เหตนุ นั้ พระธรรมค์ ุณ บะทะน้ีพระนามตรี
อะกาลโิ กศรี ตะตยิ างคะนามไข.
เราร้แู ละเราเหน็ คณุ ะธรรมประเภทใด
มากนอ้ ยคะเณใน หะทะเยศะตนตู.
อาจอวดกะใครได้ นะฤอายและอดสู
เชญิ ทัศะนาดู อะภิธรรมะบวร.
ธรรมนนั้ ขนานนาม เอหปิ สั สโิ กดร
คณุ ฟุ้งกระจายจร ตลอดทั่วสธุ าดล
ธรรมใดพระนามปรา- กะฎะกอ้ งกลุ าหล
อาจนอ้ มพระธรรมยล พิศะเพง่ พนิ ิจเหน็ .
นอ้ มสสู่ ะกลธ์อา- ตะมะรู้มลิ �ำเคญ็
ดชี วั่ กอ้ ชัดเจน นะฤสงิ่ จะกงั ขา.
นน้ั แลพระนามโอ- ปะนะยีกะธรรมา
คุณธรรมมะเบญจา นะระพงึ ก�ำหนดจ�ำ.
ธรรมที่ธริ าเหลา่ ปะฏิบตั ขิ ะจดั บ�ำ-
ราบ เหลา่ อะสทั ธรรม บลั ลสุ ุขวิเศษผล.
มากนอ้ ยพินิจดู ฉะเพาะร้ณู ะตวั ตน
เจนแจ้งกระจ่างมน ประจักษแ์ จม่ กระมลมาลย์.
ธรรมนนั้ และทรงนาม ปัจจตั ตนั ติโวหาร
ควรศาสะนิกบาน มะนะนึกคะนึง เทอญ.
44
พระสงั ฆคณุ
(อนิ ทรวเิ ชียรฉนั ท์ ๑๑)
สงฆ์ใดประกอบกิจ สุจริตณะไตรยางค์
ส�ำรวมระวงั ทาง มะนะทง้ั วะจกี รรม.
ทางกายก็เว้นกิจ ทจุ ริตประพฤติธรรม
ลา้ งเหลา่ กะลดี �ำ- ริหะเพอ่ื ประโยชนค์ ณุ
สงฆ์นน้ั และมนี าม สุปะฏีปันโนดุลย์
ทรงธรรมะไพบุลย์ บุญะเขตตว์ เิ ศษผล.
สงฆใ์ ดมะโนนึก กิจะใดมิซ่อนกล
วาจากแ็ ม้นมน นะฤเล่หก์ ะโลบาย.
แมเ้ มอ่ื กระท�ำการ กจิ ะใดณะทางกาย
ยอ่ มตรงกระมลหมาย บมสี ่ิงจะสาไถย.
สงฆ์นั้นและมีนาม อุชสุ งฆ์กเิ ลสไกล
ทรงคณุ ะอำ� ไพ วะระเลิศประเสรฐิ สงฆ.์
สงฆใ์ ดประกอบชา- คะริยานุโยคตรง
เพยี รเพือ่ จะรูอ้ งค์ ติวิธางคะสิกขา.
สิ่งใดวิมัติจิตต์ กจิ ะนนั้ และปจุ ฉา
ไถถ่ ามแถลงวา- จะกะถ้อยณะเมธี.
สงฆ์น้นั สะมญั ญา ญายะสงฆว์ ิสทุ ธ์ศรี
เป็นนา่ นิยมปร-ี ดฤิ ดีผะดงุ แด.
สงฆ์ใดประพฤตชิ อบ นิตกิ อบมเิ ชอื นแช
เทีย่ งธรรมไมผ่ ันแปร ปะฏิบตั ิขะจัดเมาห.์
บ�ำราบแลปราบหมู่ อะสะธรรมะขดั เกลา
สิน้ เกลสส้นิ เขลา หะฤทยั กะษยั มล.
45
สงฆ์น้นั และนามสา- มิจสิ งฆ์วมิ ุตด์ิ ล
ควรทักษิณาผล ชะนะแจกจำ� แนกทาน.
รวมองค์วิสทุ ธ์สา- วะกะสงฆ์ประมวลการ
สคี่ แู่ ละแปดอาร- ยะชะนรรคคะเณคณุ .
นีแ่ ลสคุ ตสา- วะกะหนอ่ พทุ ธางกุร
ชี้ศาสนป์ ระสาธนบ์ ญุ หิตะกอบประกาศธรรม.
สง่ั สอนนกิ รสตั ว์ ปะระมตั ถะสุขอ�ำ-
นวย, พทุ ธะศาสน์น�ำ นิติแบบระเบียบมา.
เหตนุ ั้นและเหลา่ สัง- ฆะวสิ ทุ ธสิ รรพา
เปน็ อาหุไนยา ปุชะนยี ะบคุ คล.
ควรเหล่านิกรพุทธ์ บริษัทสรรพ์ชน
บชู าสมั มานน อภวิ าทนะสกั การ.
อนึ่งสงฆ์ชิโนรส วะระพรตศลิ าจาร
ทรงคุณนิมติ ขาน ปาหไุ นยะบุคคล.
ผู้ควรปะฏีคัณ- หะววิ ิธะวตั ถช์ น
อนั เขาประดิษฐ์ดล ฉะเพาะแขกจำ� แนกบุญ.
อนึ่งทกั ขิไณโย คณุ ะสงฆพ์ ิสุทธส์ นุ ทร์
เป็นผูป้ ระกอบคุณ ดุจะช้ีสะแดงมา.
ควรรบั ซ่ึงทานทัก- ขณิ ะ ชนอุทิสสา
เปน็ บุญะเขตต์ปรา- กะฏะแจ้งประจกั ษน์ าน.
อนึง่ ควรกระทำ� อัญ- ชะลิกิจประดษิ ฐาน
ยกหตั ถน์ ะมัสการ ฉะเพาะผู้วสิ ุทธ์สงฆ.์
เป็นบญุ ะเขตตแ์ ท้ ผะละแผ่อ�ำนวยตรง
แกโ่ ลกะชนพงษ์ พริ ะผปู้ ระพฤติตาม.
หาบุญะเขตตย์ ่งิ วะระสง่ิ ประเสรญิ งาม
เทยี บเท่าพระสงฆ์ สาม ระตะนตั ย์ฤหอ่ นมี.
46
เหตุนนั้ แหละชาวเรา นะระเหล่าแสวงดี
ควรนึกมโนพ-ี ริยะทุกทิวาวนั .
นอ้ มคณุ พระไตรรตั น์ อะนวุ ตั ปิ ระพฤตพิ ลัน
นอ้ มสูส่ ะกลธข์ ัน- ธะสะรรี ะกายตน.
เนาดว้ ยพระคณุ พุท- ธะวิสุทธิโสภณ
ทัง้ คณุ พระธรรมดล ประดิษฐต์ ้ังมิห่างแห.
คณุ สงฆะโสภาง- คะวะรางคส์ ะถิตยแ์ ด
ท้ังสามดิรตั นแ์ ล วะระลำ้� คุณานนต์.
ผู้ถงึ พระไตรรัตน์ อะภพิ ัฒนะพลู ผล
ส้ินโศกกะเษมมน สุขะเสพย์สะถาพร ฯ
47
ธมั มรัตนกถา
แสดงพระจตรุ าริยสจั
โดยปฏจิ จสมปุ ปาทนยั
ส�ำนวน
พระอุบาลีคุณปู มาจารย์ (พระสริ จิ นโฺ ท จันทร)์
49
ค�ำปรารภ
วันข้ึน ๖ คำ่� เดือน ๑๑ เปน็ วันทีเ่ ตอื นใจคณะศษิ ยานุศษิ ยท์ ง้ั บรรพชิตและ
คฤหสั ถ์ ตลอดทา่ นผเู้ คารพนบั ถอื ในท่านเจา้ คณุ พระอุบาลีคณุ ูปมาจารย์ (สริ จิ นฺโท
จนั ทร)์ และทา่ นเจ้าประคณุ สมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ตสิ สฺ เถระ) คุณปู การของทา่ น
ท่ีได้มีแก่ตนทั้งในทางธรรมปฏิบัติและทางปกครอง, เม่ือวันเช่นนี้เวียนมาถึงเข้า
ตา่ งกร็ ว่ มกนั เปน็ สมานฉนั ท์ บำ� เพญ็ กศุ ลอทุ ศิ วบิ ากสมบตั ถิ วายทา่ นดว้ ยความกตญั ญู
กตเวทติ าธรรม ตามประเพณแี หง่ สตั บรุ ษุ พทุ ธศาสนกิ บณั ฑติ ทไ่ี ดม้ มี าแตเ่ บอื้ งบรรพ,์
ในการบ�ำเพ็ญกุศลนี้ ได้รวมบ�ำเพ็ญกุศลอุทิศวิบากสมบัติถวายอดีตเจ้าอาวาส
วดั บรมนวิ าส พรอ้ มกนั นดี้ ว้ ย, และไดถ้ อื เปน็ งานประจำ� ปี ทง้ั น้ี กเ็ พอื่ สนองคณุ ปู การ
ของทา่ นบรู พาจารย์ ผบู้ รหิ าร และทำ� นบุ ำ� รงุ วดั บรมนวิ าสใหเ้ จรญิ รงุ่ เรอื งสบื มาจนถงึ
ปัจจบุ นั น้ี.
ในงานเชน่ น้ี ไดเ้ คยพมิ พห์ นงั สอื แจกเปน็ อนสุ สรณยี ะ และเปน็ ธรรมทานเสมอมา
ทกุ ศก, ในศกนเ้ี ลอื กเรอ่ื งธมั มรตั นกถา แสดงพระจตรุ ารยิ สจั โดยปฏจิ จสมปุ บาทนยั
พิมพ์แจกแก่บรรดาท่านผู้มาร่วมงานเช่นกับศกที่แล้วมา หนังสือเร่ืองน้ีเป็นส�ำนวน
ของทา่ นเจา้ คุณพระอุบาลีคณุ ปู มาจารย์ (สิริจนฺโท จนั ทร์) ซึ่งท่านไดเ้ รียบเรยี งไวแ้ ต่
ครงั้ ดำ� รงสมณศกั ดเิ์ ปน็ ทพ่ี ระราชกวี และไดเ้ คยพมิ พม์ าบา้ งแลว้ แตก่ ย็ งั อยใู่ นความ
ตอ้ งการของทา่ นผสู้ นใจในธรรมอีกไม่น้อย จงึ จดั ให้พมิ พเ์ พ่อื เปน็ อนสุ รณ์ และเพอ่ื
เป็นธรรมบรรณาการแดผ่ ู้ที่มาในงานน้อี ีก
50
ขออำ� นาจแหง่ กศุ ลจรยิ าทท่ี กุ ทา่ นไดร้ ว่ มกนั บำ� เพญ็ นี้ จงอำ� นวยอฏิ ฐวบิ ลุ มนญุ ผล
แดอ่ ดตี เจา้ อาวาส วดั บรมนวิ าส ทกุ ทา่ น โดยควรแกค่ ตวิ สิ ยั ในสมั ปรายภพทกุ ประการ,
อนง่ึ ขอกศุ ลจรยิ าเหล่าน้ี จงเป็นพลวปัจจยั ส่งเสริมใหท้ ุกทา่ นผมู้ ีสว่ นในกศุ ล
จรยิ าน้ี ไดป้ ระสบแต่ความสุขกาย สขุ ใจ ทกุ ทพิ าราตรีกาลเทอญ.
พระธรรมดลิ ก
วัดบรมนิวาส
๖ ตลุ าคม ๒๕๒๑
51
ธมั มรัตนกถา
สวฺ ากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนทฺ ิฏฺ€โิ ก อกาลโิ ก เอหิปสฺสโิ ก โอปนยโิ ก ปจจฺ ตตฺ ํ
เวทิตพฺโพ วิญญฺ หู ตี ิ.
บดั น้ี จกั วรรณนาพระธมั มรตั นกถาโดยวธิ เี ทศนานยั เปน็ เครอ่ื งบำ� รงุ สตปิ ญั ญา
แห่งพทุ ธบริษัท
ด้วยพวกเราทั้งหลายย่อมรู้อยู่ด้วยกันว่า ตนเป็นสัตว์ตกอยู่ในวิสัยของชรา
พยาธิ มรณะ ซ่งึ เป็นตน้ เหตแุ หง่ ความทุกขท์ ้งั ปวง ความทกุ ขท์ จี่ ะพึงพรรณนานั้น
มากมายนกั จะนำ� มากลา่ วแตค่ วามทกุ ขซ์ ง่ึ เกดิ ขนึ้ แตข่ องจำ� เปน็ ดงั อาหารปรเิ ยสกิ ทกุ ข์
ทกุ ขเ์ พราะแสวงหาอาหาร ดว้ ยวา่ อาหารเปน็ ของสำ� หรบั บำ� รงุ รา่ งกายของสตั ว์ ถา้ ไมม่ ี
อาหาร สัตวก์ ็ตงั้ อยไู่ มไ่ ด้
สว่ นมนษุ ยย์ อ่ มบรโิ ภคขา้ วปลาแกงกบั ตา่ งๆ เปน็ อาหาร ถา้ หาตรงๆ ไมไ่ ด้ ตอ้ งหา
โดยทางออ้ ม คอื ตอ้ งแสวงหาเงนิ ทองขา้ วของตา่ งๆ ไปซอื้ หาแลกเปลย่ี น จงึ ตอ้ งเปน็ ทกุ ข์
เพราะแสวงหา
แม้ผา้ ส�ำหรับนุ่งห่มปกปิดรา่ งกาย ก็เป็นของจ�ำเป็นจะตอ้ งแสวงหาอีกสว่ นหนึ่ง
เหยา้ เรอื นเคหสถาน ฟกู เบาะเมาะหมอน กเ็ ปน็ ของจำ� เปน็ จะตอ้ งแสวงหาอกี สว่ นหนงึ่
เพราะมนุษย์เปน็ สตั วเ์ น้อื ออ่ น หนังบางทนแดดทนฝนไม่ไหว
เภสชั ยาสำ� หรบั บำ� บดั โรคาอาพาธ กเ็ ปน็ ของจำ� เปน็ จะตอ้ งแสวงหาอกี สว่ นหนงึ่
เพราะมนษุ ย์จะต้องมีโรคส�ำหรบั ตวั คนละอยา่ งสองอย่างอยเู่ สมอ
52
การแสวงหานน้ั โดยทางตรงบา้ ง ทางออ้ มบา้ ง ทางตรงคอื ตอ้ งทำ� เอง ทางออ้ มนนั้
คอื ตอ้ งหาทรพั ย์ เครอื่ งแลกเปลย่ี น การแสวงหาทรพั ยก์ ต็ อ้ งทนลำ� บากอาบเหงอ่ื ตา่ งนำ้�
จึงชอ่ื วา่ ปัจจยปริเยสิกทกุ ข์
ยงั ทกุ ขท์ เี่ กดิ ขน้ึ แกก่ ารเบยี ดเบยี นซง่ึ กนั และกนั คอื ชนั้ พระราชากเ็ บยี ดเบยี นกนั
ในชั้นพระราชาด้วยกัน ช้ันมหาอ�ำมาตย์เบียดเบียนกันในชั้นมหาอ�ำมาตย์ด้วยกัน
ชนั้ พอ่ คา้ เศรษฐี ตลอดถงึ ชาวไรช่ าวนา และคนรบั จา้ งทำ� การ ถงึ ทาสกรรมกร เปน็ ทส่ี ดุ
ก็ย่อมเบียดเบียนกันตามชั้นตามภูมิของตนๆ ยังช้ันสูงเบียดเบียนช้ันต�่ำ ช้ันต�่ำ
เบยี ดเบยี นชน้ั สงู มขี ม่ เหง ฉอ้ โกง ฉกลกั แลจดุ บา้ นเผาเรอื นแหง่ กนั และกนั เปน็ ตน้
เบียดเบยี นกันในชน้ั โภคทรพั ยบ์ ้าง เบยี ดเบียนกนั ถงึ ชัน้ ชีวิตบ้าง ใช่จะเปน็ แต่
คนอนื่ คนไกลโดยสว่ นเดยี ว ถงึ กนั เอง ดงั พอ่ แม่ ผวั เมยี พน่ี อ้ ง ลกู หลาน บางพวก
ก็ยงั ต้องเบียดเบียนซ่ึงกนั และกัน ดูๆ นา่ อดิ หนาระอาใจเสยี นเี่ ตม็ ที
ยังกองทุกข์อยา่ งส�ำคัญ คอื ต้องปว่ ยไข้ เกิดโรคภยั ตา่ งๆ นับอย่างไม่ถว้ น
ในระหวา่ งเปน็ เดก็ ก็เกิดโรคสำ� หรบั เดก็ มีตานทราง เป็นตน้ เปน็ ผใู้ หญก่ ็เกิดโรค
สำ� หรับผ้ใู หญ่ มกี ระษยั กรอ่ น ริดสีดวง เปน็ ตน้ เปน็ คนแก่ก็เกดิ โรคสำ� หรบั คนแก่
มตี ามัว หตู งึ ปวดฟัน เปน็ ตน้ พรรณนาไมม่ ที สี่ น้ิ สดุ
ยงั กองทกุ ขค์ อื ความแก่ อกี สว่ นหนงึ่ ธรรมดาของคนแกก่ ำ� ลงั เรยี่ วแรงนอ้ ย จะลกุ
จะนงั่ จะกนิ จะนอน แสนลำ� บาก เพราะทำ� กจิ กรรมงานใดๆ ไมส่ ะดวก แตค่ วามอยาก
ความหิว มันไมร่ ูจ้ กั แก่ แส่หาความสุขร่ำ� ไป เพราะเหตุนั้น จึงนบั วา่ เปน็ กองทุกข์
อันส�ำคัญส่วนหน่ึง
ยงั กองทกุ ขค์ ือ ความตาย อีกเลา่ ก็นา่ เบือ่ เหลือเกนิ บางจำ� พวกตายเสยี แต่ยัง
อยใู่ นครรภ์ บางจ�ำพวกตายเสยี ตัง้ แตย่ ังเดก็ ยังหนมุ่ บางจำ� พวกตายเสียในระหวา่ ง
มัชฌิมวัย บางจำ� พวกตายเสยี ในระหว่างปัจฉมิ วัย บางจ�ำพวกถกู ปยู่ ่าตาทวดซ่งึ เป็น
ทร่ี ักตาย บางจ�ำพวกถูกพ่อแม่ซึง่ เป็นทรี่ ักตาย บางจ�ำพวกถกู ผัวเมียซึง่ เป็นท่ีรักตาย
บางจ�ำพวกถูกลูกหลานซ่ึงเป็นท่ีรักตาย บางจ�ำพวกถูกพี่น้องพวกพ้องมิตรสหาย
53
ซึ่งเป็นทรี่ ักตาย บางจำ� พวกถูกเจ้านายครบู าอาจารย์ซง่ึ เปน็ ท่ีพงึ่ ที่เคารพตาย จนถึง
ตวั เองตายเปน็ ท่ีสดุ
ความตายอย่างที่พรรณนามานี้ ล้วนเป็นเหตุให้เกิดโสกะ คือความแห้งใจ
กรอบเกรยี มใจ ปรเิ ทวะ คอื ความบน่ พริ พี้ ไิ ร ครำ่� ครวญไปตา่ งๆ ทกุ ข์ คอื ความเหลอื อด
เหลือกลั้น โทมนัส คือความเศร้าเสียใจ อุปายาส คือความคับแค้นอัดอ้ันตันใจ
เป็นตัวทุกข์ประจ�ำตัวอยู่ด้วยกันทุกคน ยกเว้นแต่พระพุทธเจ้าและสาวกของ
พระพุทธเจ้า ผู้รู้เท่าเหตุ ผู้รู้เท่าผล พวกพาลชนแล้วจะได้พ้นจากกองทุกข์เหล่านี้
หามิได้
เพราะเหตนุ ้ัน พวกเราทนี่ บั วา่ เปน็ พุทธบริษัท จะตอ้ งศกึ ษาใหฉ้ ลาดในธรรม
ค�ำส่ังสอนของพระบรมศาสดาสมั มาสมั พุทธเจ้าให้แจม่ แจ้งชดั เจน แต่พระธรรมนน้ั
เปน็ สภาพลกึ ซง้ึ ละเอยี ดเหลอื เกนิ ไมเ่ ปน็ วสิ ยั ทคี่ นผมู้ กั งา่ ยจะพงึ รไู้ ด้ ถา้ หากวา่ รไู้ ดจ้ รงิ
ก็อาจจกั ระงับดบั ทกุ ข์ดังทีพ่ รรณนามานั้นไดจ้ รงิ แตเ่ ปน็ ของรูไ้ ด้ด้วยยาก
ดังพระธรรมที่พุทธบริษัทสวดนมัสการพระธรรมคุณอยู่เสมอมี สฺวากฺขาโต
ภควตา ธมฺโม เป็นต้นน้ัน พุทธบริษัทมักถือเอาเนื้อความแตกต่างแก่งแย่งกัน
อยเู่ สมอ
บางพวกเหน็ ไปวา่ พระธรรมคณุ ทส่ี วดกนั อยนู่ ี้ ทา่ นแสดงคณุ แหง่ พระโลกตุ รธรรม
ต่างหาก ทไ่ี หนพวกเราจะรูจ้ ะเหน็ ได้ บางพวกกเ็ ห็นไปวา่ ทา่ นแสดงทง้ั โลกิยธรรม
และโลกุตรธรรม บางพวกก็เห็นไปว่า บท สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม น้ัน ท่านแสดง
ทงั้ โลกิยธรรม โลกตุ รธรรม ส่วน ๕ บทเบ้อื งปลาย แต่ สนทฺ ิฏฺ€โิ ก ไป ทา่ นแสดง
โลกตุ รธรรมโดยส่วนเดียว เพราะความเหน็ แตกตา่ งกันอย่างน้ี จงึ ต้องวิวาทกนั กับ
ผซู้ ่ึงมคี วามเห็นไมต่ รงกนั กบั ดว้ ยตน
อีกประการหนงึ่ พวกเราเคยได้ยนิ ได้ฟงั พระธรรมกถึกทา่ นแสดงพระพุทธคณุ
พระธรรมคณุ พระสงั ฆคณุ มาอยเู่ สมอมใิ ชห่ รอื ครน้ั เทศนพ์ ระพทุ ธคณุ ทา่ นกน็ ำ� เอา
พระธรรมคณุ มาแสดง ดงั ทที่ า่ นแสดงบท “อรหงั ” วา่ พระพทุ ธเจา้ เปน็ ผไู้ กลจากกเิ ลส
54
เปน็ ผคู้ วรแกส่ กั การะของโลก เปน็ ผคู้ วรแตง่ ตง้ั พทุ ธบญั ญตั ทิ ง้ั ปวง เปน็ ผคู้ วรทพี่ วกเรา
จะทำ� ตามโอวาทของพระองค์ เพราะพระองคบ์ รบิ รู ณด์ ว้ ยศลี สมาธิ ปญั ญา วชิ ชา วมิ ตุ ติ
ดงั น้ี คอื ศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา วมิ ุตติ กเ็ ปน็ องค์คุณแห่งพระธรรมอยแู่ ล้ว
ครนั้ เทศนพ์ ระธรรมคณุ ทา่ นกน็ ำ� เอาพระพทุ ธคณุ มาแสดงดงั ทท่ี า่ นแสดงบทวา่
“สวฺ ากฺขาโต ภควตา ธมฺโม” พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ดงั นี้
คำ� ทีว่ า่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงธรรมดแี ลว้ กเ็ ปน็ อนั แสดงพระพทุ ธคณุ อยเู่ อง
คร้ันแสดงพระสังฆคุณ ท่านก็น�ำเอาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ มาแสดง
ดงั บทวา่ สปุ ฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงฺ โฆ พระสงฆผ์ เู้ ปน็ สาวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้
ก็เป็นอันแสดงพระพทุ ธคณุ อยูเ่ อง ท่วี า่ เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว คือ ดกี าย ดวี าจา ดนี ำ้� ใจ
ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา กค็ ือแสดงพระธรรมคณุ นนั่ เอง
ถา้ ผูฟ้ ังยงั เขา้ ใจวา่ พระพุทธคณุ ต่างหาก พระธรรมคณุ ตา่ งหาก พระสังฆคุณ
ต่างหาก จากกันไปไกลกันอยู่ เม่ือเห็นเช่นนั้นก็ชื่อว่ายังไม่รู้จักคุณพระรัตนตรัย
โดยประจักขสิทธิ ยังเป็นอนุมานสิทธิอยู่ จะนับว่าเป็นเขมสรณคมน์ยังไม่ได้ คือ
จะเปน็ ท่พี ่ึงอันประเสริฐแกต่ นยังไมไ่ ด้
อาศยั เหตทุ กี่ ลา่ วมาน้ี การทแี่ สดง พระธมั มรตั นกถา ตอ่ ไปน้ี พงึ เขา้ ใจวา่ แสดง
ท้งั ๓ รตั นะ ไปดว้ ยกนั มีเนอื้ ความตามพยัญชนะมคธพากยว์ ่า สฺวากฺขาโต ภควตา
ธมฺโม พระธรรมอนั พระผ้มู พี ระภาคเจา้ ตรัสดแี ลว้ และพระธรรมน้ันเปน็ สนทฺ ฏิ €ฺ โิ ก
มีผลที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นด้วยตน อกาลิโก มีผลท่ีผู้ปฏิบัติจะพึงได้พึงถึง ไม่ต้อง
อ้างกาลอ้างเวลา เอหิปสฺสิโก มีผลท่ีผู้ปฏิบัติจะพึงอวดเขาได้ว่า ท่านจงมาดูเถิด
ประเสริฐจริง โอปนยโิ ก มีผลทีผ่ ้ปู ฏิบตั ิจะพึงน้อมมาสตู่ นได้ คือเปรยี บเทยี บให้เหน็
ทีต่ นได้ ปจจฺ ตฺตํ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ ูหีติ มผี ลอนั ผู้รทู้ ั้งหลายจะพงึ รแู้ จง้ แทงตลอด
จ�ำเพาะท่ีตน คือไม่ไปรู้ท่ีตัวผู้อื่น มีเนื้อความโดยย่อเพียงเท่านี้ มิได้แสดงว่าเป็น
โลกิยธรรมหรือโลกุตรธรรม
55
เราตอ้ งเขา้ ใจวา่ พระธรรมทง้ั สนิ้ เปน็ ของกลาง สว่ นพระพทุ ธเจา้ นน้ั เลา่ เราทง้ั หลาย
กเ็ ขา้ ใจกนั ดว้ ยวา่ พระองคเ์ ปน็ ผบู้ รรลโุ ลกตุ รธรรมแลว้ ถา้ อยา่ งนนั้ พระธรรมทพ่ี ระองค์
ตรัสดีแลว้ กค็ งเปน็ อมตธรรม เป็นโลกุตรธรรมทง้ั สนิ้
ทจี่ ะเปน็ โลกยิ ธรรมอยนู่ นั้ กเ็ ปน็ ดว้ ยพวกเรายงั เปน็ โลกยิ สตั วอ์ ยู่ ถา้ ตวั ของเรา
ยงั เปน็ โลกยิ ชนอยเู่ พยี งใด พระธรรมทพี่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงดอี ยแู่ ลว้ จะเปน็
พระสตู ร พระวนิ ยั พระปรมตั ถ์ กต็ าม จะเปน็ พระปรยิ ตั สิ ทั ธรรม พระปฏบิ ตั สิ ทั ธรรม
พระปฏิเวธสัทธรรม ก็ตาม จะเป็นมรรคธรรม กต็ าม ผลธรรม นิพพานธรรม กต็ าม
กค็ งเปน็ โลกิยธรรมอย่เู พยี งนน้ั
ถึงแมจ้ ะเปน็ โลกิยธรรมอยู่เพยี งช้ันใด ก็คงเปน็ สวากขาตธรรมอยูเ่ พียงชั้นน้นั
และเปน็ สันทฏิ ฐกิ ธรรม เปน็ อกาลิกธรรม เป็นเอหิปสั สกิ ธรรม เป็นโอปนยกิ ธรรม
เปน็ ปจั จตั ตงั เวทติ พั พธรรม อยเู่ พยี งชน้ั นนั้ คอื ผปู้ ฏบิ ตั ติ ามพทุ ธโอวาทไดเ้ พยี งชน้ั ใด
กอ็ าจจกั เห็นผลได้เพยี งช้ันน้ัน ตามชนั้ ตามภูมิของตน
อย่าว่าแต่ผู้ฟังโอวาทค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตามและได้เห็นผล
ดว้ ยตนเลย ถงึ ผู้ไม่เคยไดย้ ินได้ฟังค�ำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจ้าเลย เปน็ แตเ่ ห็นโทษ
ในการเบยี ดเบยี นชีวิตและทรพั ย์สมบัติของผอู้ ่นื เป็นต้น งดเวน้ เสยี ซ่งึ ทุจริต คือ
ความประพฤตชิ วั่ ทงั้ ปวง ตง้ั ใจประพฤตดิ ดี ว้ ยกายวาจาใจ คอื ทำ� แตก่ จิ การงานทหี่ าโทษ
มไิ ด้ มกี ารรบั จา้ งหรอื ทำ� ไรน่ าคา้ ขายโดยสจุ รติ เปน็ ตน้ ผนู้ น้ั กอ็ าจจกั เหน็ ผลดว้ ยตน
เป็นสันทิฏฐิโกได้เหมือนกัน และได้ช่ือว่าเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องตามสวากขาตธรรม
เหมือนกนั
เพราะพระธรรมค�ำสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ของกลาง ผรู้ ู้ ปฏบิ ตั ดิ ี ตามโอวาท
ค�ำสอนของพระองค์ ก็ไดด้ ี ผไู้ ม่รู้ แต่หากปฏบิ ตั ิถกู ปฏิบตั ดิ ี กไ็ ดด้ เี หมือนกัน คือ
ความดใี นโลกมที ส่ี น้ิ สดุ เพยี งใด ความชวั่ ในโลกมที ส่ี น้ิ สดุ เพยี งใด กไ็ มเ่ หนอื ค�ำสอน
ของพระพทุ ธเจา้ ความชว่ั ในโลกมที สี่ นิ้ สดุ เพยี งใด กไ็ มเ่ หนอื ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้
ไปได้ คืออยูใ่ นค�ำสอนของพระพุทธเจา้ ทง้ั สิ้น
56
สว่ นโลกตุ รธรรมนนั้ จะขดี หมายไวภ้ ายนอกดงั ตำ� ราทช่ี ไ้ี วว้ า่ มรรคธรรม ผลธรรม
มีลักษณะอาการอย่างน้ันๆ ข้อปฏิบัติจะให้มรรคผลนิพพานคือประพฤติอย่างน้ันๆ
ด้วยเหตุเพียงเท่าน้ันจะเป็นโลกุตรธรรมก็หามิได้ ต่อเมื่อผู้ใดประพฤติปฏิบัติตาม
โอวาทค�ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกาย วาจา ใจ ยังสีลขันธ์ สมาธิขันธ์
ปญั ญาขนั ธ์ ใหเ้ ตม็ ทแ่ี ลว้ เกดิ ญาณคอื ความรู้ เกดิ ทสั สนะคอื ความเหน็ ในสกลกายนี้
วา่ เตม็ ไปดว้ ยสมมตุ สิ จั จะ มผี ม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ ตน้ และเตม็ ไปดว้ ยปรมตั ถสจั จะ
มี นาม รูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เปน็ ต้น และเต็มไปดว้ ยอริยสัจ คือ ทุกข์ สมทุ ยั
นโิ รธ มรรค ชกั จติ ขนึ้ สวู่ ถิ โี ลกตุ รธรรมไดเ้ มอื่ นนั้ แล จงึ จะรจู้ ะเหน็ พระธรรมคำ� สงั่ สอน
ของพระพุทธเจา้ วา่ เปน็ โลกุตรธรรมทงั้ ส้ิน
ต่อไปน้ีจะอธิบายในบทวา่ ในสกลกายนีเ้ ต็มไปด้วยอริยสัจ คือ ทุกข์ สมทุ ยั
นโิ รธ มรรค เพอื่ เปน็ ความดำ� รติ รติ รองของผอู้ า่ นผฟู้ งั ไวแ้ ผนกหนงึ่ เพราะเปน็ สจั จะ
สำ� คญั ควรรคู้ วรเห็น เป็นทางโลกุตรธรรมย่ิงกวา่ สัจจะอนื่ ๆ
ในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมรรคก่อน
มรรคน้นั แยกเปน็ ๒ คอื มรรคชัว่ อยา่ งหนึ่ง มรรคเปน็ กลางอยา่ งหน่ึง
มรรคชั่วแยกเป็น ๒ คือ กามสุขัลลิกานุโยคอย่างหนึ่ง อัตตกิลมถานุโยค
อย่างหนง่ึ ช่อื วา่ กมุ คั คมจิ ฉาปฏปิ ทา ทางช่วั ทางผิด ผดิ นั้นคือผดิ ทางกลาง ผิดทาง
โลกุตรธรรม เท่าน้ัน ถ้าจะย่นเอาแต่ใจความพอสมควรแก่ผู้เพ่งต่อโลกุตรธรรม
จะพงึ เขา้ ใจไว้ กามสุขัลลกิ านโุ ยค น้ันได้แก่ ความติดกามอิฏฐามณ์ คอื สขุ เวทนา
อัตตกิลมถานุโยค นน้ั ได้แก่ ความตดิ กามอนิฏฐารมณ์ คอื ทกุ ขเวทนา
มรรคเป็นกลางนน้ั มที างเดยี ว แตป่ ระดับด้วยองค์ ๘ ชอื่ ว่า มัชฌิมาปฏปิ ทา
ทางกลาง ตรงไปสู่โลกตุ รธรรม ไมแ่ วะเวียนไปสู่ทางลามกทัง้ ๒ นนั้ ได้ จึงเปน็
อริยมรรคา เป็นทางด�ำเนินแห่งพระอริยเจ้าท้ังหลาย แต่ไม่ใช่ทางเดินไปด้วยเท้า
แม้แตใ่ จกไ็ ม่ไดเ้ ดิน คอื สกลกายน้เี ป็นมรรค มรรคคือสกลกายน้ี ต้องประดบั ด้วย
องคคณุ ทงั้ ๘ ประการ คอื สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ สมั มาสงั กปั โป ความดำ� รชิ อบ
57
สมั มาวาจา วิรัตเิ จตนาวาจาชอบ สมั มากัมมนั โต วริ ตั เิ จตนากรรมชอบ สัมมาอาชโี ว
ชีวิตโวทานธรรมชอบ สมั มาวายาโม เพียรชอบ สมั มาสติ ตั้งสตชิ อบ สมั มาสมาธิ
ตั้งจิตไวใ้ หเ้ สมอชอบ
องคคณุ ทงั้ ๘ ประการนี้ เปน็ พยานเครอ่ื งหมายของมรรค คือ สกลกายนต้ี อ้ ง
ประดบั ดว้ ยองคคณุ ทงั้ ๘ ประการน้ี แตส่ กลกายนถี้ งึ ประดบั ดว้ ยองคคณุ ทง้ั ๘ ประการ
เช่นน้ันแลว้ กต็ อ้ งแบง่ เป็น ๒ คือ โลกิยมรรค อย่างหนง่ึ โลกุตรมรรค อยา่ งหนึง่
จะเปน็ โลกยิ มรรคกเ็ ป็นดว้ ยวถิ ีจิต จะเปน็ โลกุตรมรรคกเ็ ปน็ ดว้ ยวิถีจิต
ถา้ จิตยงั เพกิ อปุ ธกิ ิเลสไม่ได้ คอื ยงั ไม่รเู้ ท่าสังขาร สมุทัยยงั ไมด่ บั ลงได้ มรรค
คือสกลกายที่ประดับด้วยองคคุณท้ัง ๘ น้ัน ก็เป็นแต่สุจริตธรรมในโลกเท่าน้ัน
จึงชอ่ื ว่า โลกยิ มรรค
ถ้าจิตเพิกอุปธิกิเลสได้แล้ว คือรู้เท่าสังขารท้ังหลายแล้ว สมุทัยดับลงได้แล้ว
มรรคคือสกลกายท่ีประดับด้วยองคคุณท้ัง ๘ นั้น ก็เป็นอริยมรรคเป็นอริยธรรม
เป็นโลกตุ รธรรมข้นึ ทีเดียว จงึ ชอื่ ว่า โลกตุ รมรรค
เมื่อสมเดจ็ พระบรมศาสดาสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรงแสดงมรรคอนั ประกอบดว้ ย
องคคุณ ๘ ประการ ทรงอา้ งญาณจักษปุ รชี า ความร้แู จง้ แสงสว่างไดบ้ งั เกดิ ขึน้ แล้ว
แก่พระองค์ ใหเ้ หลา่ เบญจวัคคียไ์ ดส้ ดบั วา่ อนั นที้ ุกข์ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
เปน็ ตน้ อนั นส้ี มทุ ัย คือ กามตณั หา ภวตัณหา วิภวตัณหา อันนีน้ โิ รธ คอื ความดับ
ตณั หา อันนม้ี รรค คอื สมั มาทิฏฐิ สมั มาสังกัปโป เป็นต้น
ทุกข์ คอื ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นตน้ เป็นสัจจะของจริงอาการหนง่ึ สมุทยั
คอื กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา เปน็ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ เปน็ สจั จะของจรงิ อาการหนง่ึ
นโิ รธ คือ ความท่ีแหง่ ตัณหานัน้ ดับลง เปน็ ความดบั แหง่ ทุกข์ เป็นสัจจะของจริง
อาการหนงึ่ มรรค คอื สกลกายทป่ี ระดบั ดว้ ยองคคณุ ทงั้ ๘ ประการ เปน็ ปฏปิ ทาเพอื่
ความดับทกุ ข์ เป็นสจั จะของจริงอาการหน่งึ อนั นเ้ี ปน็ สว่ นสจั จญาณในญาณทสั สนะ
ของพระองค์
58
ทกุ ขน์ น้ั เปน็ ปรญิ ไญยธรรม เปน็ ของควรกำ� หนดรู้ สมทุ ยั นน้ั เปน็ ปหาตพั พธรรม
เปน็ ของพงึ ละเสยี นโิ รธนนั้ เปน็ สจั ฉกิ าตพั พธรรม เปน็ ของพงึ ทำ� ใหแ้ จง้ ใหใ้ ส มรรคนน้ั
เป็นภาเวตพั พธรรม เป็นของพึงทำ� ให้เกิดให้มี อนั นี้เปน็ สว่ นกิจจญาณ
ในญาณทสั สนะของพระองค์ ทกุ ข์ซึ่งเป็นของควรก�ำหนดรนู้ ้ัน เราได้กำ� หนด
รแู้ ลว้ สมทุ ยั ซง่ึ เปน็ ของพงึ ละเสยี นนั้ เราไดล้ ะเสยี แลว้ นโิ รธซงึ่ เปน็ ของพงึ ทำ� ใหแ้ จง้
ใหใ้ สนนั้ เราได้ท�ำให้แจ้งใหใ้ สแลว้ มรรคซ่งึ เป็นของพึงท�ำให้เกดิ ใหม้ ีนน้ั เราได้ท�ำ
ใหเ้ กิดใหม้ แี ลว้ อนั นเ้ี ป็นส่วนกตญาณ
ในญาณทสั สนะของพระองค์ ในสจั จะทง้ั ๔ เปน็ ปรวิ ฏั ฏเ์ วยี นไปในสจั จะละสาม
สัจจะละสามมีอาการ ๑๒ จึงมีนามว่าพระธรรมจักร มีใจความโดยย่อเพียงเท่านี้
สว่ นเนอ้ื ความพสิ ดารตามสตุ ตนั ตนยั ยอ่ มขน้ึ ปากขน้ึ ใจชำ� นาญอยดู่ ว้ ยกนั โดยมากแลว้
ในหนงั สือเล่มนี้จะอธบิ ายโดยทางวปิ สั สนานัยในสจั จะของจริงทง้ั ๔ คือ ทกุ ข์
สมุทัย นโิ รธ มรรค น้นั ใหเ้ อาสกลกายน้ีต้ัง เป็นหลกั เป็นประธาน แล้วกำ� หนดดู
ทกุ ขสัจจะ คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ใหต้ รงตามนัยในปฏจิ จสมุปบาท ตัง้ ต้น
แตอ่ วิชชา สังขาร ตลอดถงึ ชรา มรณะ ซ่งึ เปน็ ปจั จุบนั อนั ประจ�ำอยูใ่ นสกลกายนี้
ดังล�ำตน้ กิ่งก้าน เปลือกใบ ช่อ ผลแห่งรกุ ขชาติ มมี ะมว่ ง ขนนุ เปน็ ต้น อันมี
ประจำ� อยใู่ นเมลด็ หรอื อยใู่ นลำ� ตน้ ทย่ี งั ออ่ น คอื เมลด็ หรอื ลำ� ตน้ ทย่ี งั ออ่ นอยนู่ นั้ ยอ่ ม
มกี ิง่ ก้าน เปลอื ก ใบ ชอ่ ผล ประจ�ำอยูพ่ ร้อม เป็นธรรมดา
แมส้ กลกายน้กี ็มีอวชิ ชา สังขาร ตลอดถึง ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ประจำ� อยู่
ตงั้ ตน้ แตป่ ฐมปฏสิ นธวิ ญิ ญาณมาทีเดยี ว เปน็ ธรรมดาอยูอ่ ยา่ งนัน้ อวิชชา สงั ขาร
ตลอดถึงชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ซ่ึงเป็นปัจจบุ ัน มีประจำ� อย่ใู นสกลกายน้ที ุกเม่อื
เป็นอาการแหง่ ทกุ ขอริยสจั จะที่ ๑
แลว้ เอาสกลกายนตี้ งั้ เปน็ หลกั ประธาน ตรวจดสู มทุ ยั ทวี่ า่ กามตณั หา ภวตณั หา
วภิ วตณั หา นน้ั ใหเ้ ขา้ ใจ ตณั หานน้ั เปน็ ของดยู าก ตอ้ งดหู นา้ ตาของสมทุ ยั ใหช้ ดั เสยี กอ่ น
เพราะเปน็ ของพอดเู ขา้ ใจงา่ ย แตม่ มี ากประเภทนกั ไมม่ ที สี่ นิ้ สดุ จะยกมาแสดงแตพ่ อ
เป็นทางตรึกตรองแห่งผู้ต้องการจะร้เู ท่าน้นั
59
ตัวสมทุ ยั ควรจะรู้ตามอาการของปฏิจจสมปุ บาท คืออวิชชาความไมร่ ู้ เป็นตวั
สมุทัยประเภทหนึ่ง สงั ขาร ธรรมชาตทิ ่ีปรงุ แต่งทง้ั หลาย เป็นตัวสมุทัยประเภทหน่ึง
วิญญาณ ความรู้วิเศษ เป็นสมุทัยประเภทหนึ่ง นามรูป เป็นสมุทัยประเภทหนึ่ง
อายตนะ ๖ คอื จกั ษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย ใจ เป็นสมทุ ยั ประเภทหน่งึ ผัสสะ
ความกระทบถูกตอ้ ง เป็นสมทุ ัยประเภทหนงึ่ เวทนา ความรแู้ จง้ อารมณ์ เปน็ สมุทัย
ประเภทหน่งึ ตัณหา ความปรารถนา เปน็ สมุทัยประเภทหน่งึ อุปาทาน ความยดึ ถอื
เปน็ สมทุ ยั ประเภทหนงึ่ ภพ ความเปน็ ความมี เปน็ สมทุ ยั ประเภทหนง่ึ ชาติ ความเกดิ
เปน็ สมทุ ยั ประเภทหนงึ่ ชรา มรณะ ความแก่ ความตาย เปน็ สมุทยั ประเภทหนึง่
อาการแหง่ สมทุ ัยท้งั ๑๒ ประเภทนน้ั ถ้าความเห็นยงั แตกต่างเป็นคนละอย่าง
คนละอนั เปน็ อดตี บา้ ง เปน็ อนาคตบา้ ง เปน็ ปจั จบุ ันบา้ ง เปน็ อารมณแ์ หง่ กามตัณหา
อาการแห่งสมุทยั ทั้ง ๑๒ ประเภทน้ัน ถา้ ความเหน็ รวมอย่ทู ีต่ น มีอาการสกั ว่า
มแี ตร่ ปู เปน็ ตัวรปู สญั ญา เปน็ อารมณ์แหง่ ภวตณั หา
อาการแหง่ สมทุ ยั ทง้ั ๑๒ ประเภทนนั้ ถา้ ความเหน็ รวมอยทู่ ต่ี น มอี าการละเอยี ด
สักวา่ มีแต่นาม เปน็ ตวั นามสญั ญา เป็นอารมณแ์ ห่งวภิ วตณั หา
ในภวตณั หา วภิ วตัณหา ๒ ประเภท ท่านมกั แสดงวา่ เปน็ ประเภทแห่งรูปฌาน
และอรปู ฌาน โดยมาก เพราะเป็นทีส่ ังเกตง่าย แต่ความจรงิ มิได้จำ� กัดแตเ่ พียงฌาน
เทา่ นนั้ ทจ่ี ะรวู้ า่ อาการ ๑๒ มอี วชิ ชา เปน็ ตน้ วา่ เปน็ สมทุ ยั นนั้ ตอ้ งเหน็ ดว้ ยวปิ สั สนานยั
คอื เหน็ เปน็ อดตี อนาคต ปจั จบุ นั และมอี าการไปอาการมา ดงั เหน็ วา่ อวชิ ชา สงั ขาร
วญิ ญาณ ภพ ชาติ เปน็ อดตี นามรปู อายตนะ ผสั สะ เวทนา ตณั หา อุปาทาน
เปน็ ปัจจุบัน ชรา มรณะ เปน็ อนาคต ดังนี้ ช่ือวา่ เหน็ เปน็ อดตี อนาคต ปัจจุบัน
ทเ่ี หน็ อาการท้งั ๑๒ มี อวิชชา เป็นตน้ มาเกิดขึ้นแล้ว มีอยู่แล้วในเรา อย่างน้ี
ชอื่ วา่ เหน็ เปน็ อาการมา ทเี่ หน็ ไปวา่ เราจกั ไปถงึ อาการเหลา่ นน้ั ดงั เหน็ วา่ เราจกั ไปถงึ แก่
ความตาย เป็นต้น อยา่ งนชี้ ่อื วา่ เห็นเป็นอาการไป
60
ในอาการทง้ั ๑๒ น้นั ถา้ เหน็ แตกต่างเปน็ คนละอยา่ งคนละอนั สิ่งทชี่ อบใจ
กอ็ ยากได้ สิ่งท่ไี มช่ อบใจก็อยากเสยี เป็นลักษณะแหง่ กามตณั หา
อาการทั้ง ๑๒ น้ัน ถ้าเห็นเป็นแต่รูปแต่นาม รูปท่ีชอบใจก็อยากได้ รูปที่
ไมช่ อบใจกอ็ ยากเสยี นามทช่ี อบใจกอ็ ยากได้ นามทไ่ี มช่ อบใจกอ็ ยากเสยี ความปรารถนา
แตร่ ปู เปน็ รปู ตณั หา ความปรารถนาแตน่ าม เปน็ นามตณั หา รปู ตณั หานนั้ ทา่ นใหช้ อื่ วา่
ภวตณั หา นามตัณหานัน้ ทา่ นใหช้ อื่ ว่าวภิ วตณั หา เพราะเขา้ ใจวา่ สิ่งเหล่านน้ั เปน็ ของ
ไปได้มาได้ จึงเปน็ ทตี่ ัง้ แหง่ ความปรารถนา
พึงเข้าใจลักษณะแห่งสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิดข้ึนพร้อม ด้วยประการฉะนี้
องคป์ ฏิจจสมุปบาท ซงึ่ เห็นเปน็ ส่วนอดีต อนาคต ปัจจบุ นั และมีอาการไปอาการมา
อยูน่ ้นั แล เปน็ ลักษณะแห่งสมุทัยอริยสัจจะที่ ๒
สว่ นนโิ รธนนั้ ทา่ นแสดงแตว่ า่ ความดบั ตณั หา คอื ดบั สมทุ ยั นนั่ เอง ชอื่ วา่ นโิ รธ
ในนิโรธวารแห่งปฏิจจสมุปบาทก็แสดงอย่างน้ัน จึงได้ความว่าอวิชชาดับ สังขาร
วิญญาณ นามรปู ตลอดถงึ ชรา มรณะ ก็ดบั ตามกนั ไปหมดดงั น้ี
แตอ่ าการดบั นน้ั ถา้ ตามโลกนยิ มอยทู่ กุ วนั นเ้ี ปน็ ๓ เงอ่ื น เงอ่ื นหนง่ึ ดบั ดงั ประทปี
ธปู เทียน และพืชพนั ธผุ์ ลไมด้ บั คอื ดับไปสญู ไปหายไป ไมม่ ีในทน่ี ัน้ เปน็ ลักษณะ
อนั หนง่ึ อกี เง่ือนหนึง่ ดับไปสูญไปหายไปแตย่ งั อยู่ ดงั เดก็ ชาย เด็กหญงิ ดบั ไป
สูญไปหายไป จากชายหนมุ่ หญงิ สาว แต่เด็กชายเด็กหญิงนั้นก็ยังอยู่ คือเป็นหนมุ่
เป็นสาวนั่นเอง หรือดังชายหนุ่มหญิงสาวดับไปสูญไปหายไปจากชายแก่หญิงแก่
อาการดบั อยา่ งนกี้ ม็ มี าก ดงั อฐิ ปนู ดบั ไปจากฝาผนงั และกำ� แพง หรอื ดนิ เหนยี วดบั ไป
จากแผ่นอฐิ หนิ หรือหอยดบั ไปจากปนู ขาว เป็นตวั อย่าง เป็นลกั ษณะอนั หนึ่ง
อีกอย่างหน่ึง ดับของไม่มีอยู่แต่เดิม แต่ก็คงอยู่อย่างเดิม คือดับแต่สัญญา
ดังก�ำแพงแก้ว ตามสัญญาของพวกเราโดยมากซึ่งส�ำคัญว่าแก้วน้ันจะเป็นสีเขียว
ขาว ดำ� แดง ประการใดกต็ าม คงจะมีสีเล่อื มๆ ใสๆ เมอ่ื ได้ยนิ ข่าวเขาเลา่ ใหฟ้ ังวา่
เขากอ่ กำ� แพงแก้วรอบโบสถร์ อบวิหาร กค็ งเข้าใจว่าเขากอ่ กำ� แพงด้วยแก้ว ครนั้ ไป
61
เหน็ เขา้ ดว้ ยตา หาเปน็ แกว้ ดงั ตนสำ� คญั ไม่ เปน็ อฐิ เปน็ ปนู ธรรมดานเ่ี อง แตก่ ำ� แพงเตย้ี ๆ
ชนดิ นัน้ เขาสมมตกิ นั ว่า ก�ำแพงแก้ว ความทเี่ ข้าใจวา่ เขากอ่ ก�ำแพงด้วยแก้วกด็ บั ไป
แต่ก�ำแพงแก้วน้ันก็ยังอยู่ อาการดับแต่ไม่สูญไปหายไปไหน อย่างนี้เป็นลักษณะ
อนั หนง่ึ ซงึ่ วา่ ตณั หาเปน็ ชาตสิ มทุ ยั ดบั ไปโดยไมเ่ หลอื นยิ มตามทม่ี าวา่ ทกุ ขนโิ รธนนั้
ก็คือดับยังเหลืออยู่ ดังก�ำแพงแก้วเช่นเดียวกัน อาการดับอย่างน่ีเป็นลักษณะแห่ง
ทุกขนิโรธ อรยิ สัจจะที่ ๓
สว่ น มรรค นน้ั ไดแ้ ก่ ปญั ญาทเ่ี หน็ อวชิ ชา สงั ขาร นามรปู ตลอดถงึ ชรา มรณะ
ซง่ึ เปน็ ปจั จบุ นั มพี รอ้ มอยทู่ ส่ี กลกายนี้ ดงั ลำ� ตน้ กง่ิ กา้ น เปลอื ก ใบ ชอ่ ผลของมะมว่ ง
ขนนุ อนั มพี รอ้ มอยใู่ นเมลด็ ฉะนน้ั และเหน็ อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรปู ตลอดถงึ
ชรา มรณะ ซง่ึ เป็นอดีต อนาคต ปจั จุบัน และมอี าการไปอาการมาเป็นตัวสมมติ
สญั ญาเปน็ อดตี ชาตสิ มทุ ยั แท้ และเหน็ อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรปู ตลอดถงึ ชรา
มรณะ ดับลงโดยไม่เหลือ คือรู้เท่าสมมติ รู้เท่าสังขาร ด้วยก�ำลังญาณทัสสนะ
ตวั วปิ สั สนาญาณ อวชิ ชากลบั ตวั เปน็ สมั มาทฏิ ฐไิ ป สงั ขารกลบั ตวั เปน็ สมั มาสงั กปั โปไป
เม่อื อวิชชา สงั ขาร ตลอดถงึ ชรา มรณะ ดบั ลงโดยไมเ่ หลอื จากสกลกายแลว้
ทีนนั้ สกลกายกด็ ับดว้ ยองคคณุ ทง้ั ๘ ประการ มสี ัมมาทิฏฐเิ ปน็ ตน้ มีสัมมาสมาธิ
เปน็ ท่สี ดุ สกลกายนัน้ จึงไดน้ ามวา่ ทุกขนิโรธคามนิ ปี ฏปิ ทา เป็นลกั ษณะแหง่ มรรค
อริยสจั จะที่ ๔
แต่ในปฏจิ จสมุปบาท ทา่ นแสดงแต่อรยิ สจั จะ ๒ ประเภท คือ สมุทยั วาร กับ
นโิ รธวาร เทา่ นนั้ เพราะทกุ ข์ ทา่ นหมายสภาพคอื สกลกายนเ้ี อง สว่ นมรรค ทา่ นหมาย
วิสุทธมิ รรค คือตวั วิปสั สนาญาณ
องคป์ ฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ กค็ อื แสดงอาการของสกลกายนี้ ถงึ แมพ้ ระอรยิ มรรค
ทัง้ ๘ กแ็ สดงอาการของสกลกายน้ี ถึงพระอรยิ สัจทงั้ ๔ กไ็ มใ่ ช่อนื่ คอื แสดงอาการ
ของสกลกายนเี้ อง
62
ผทู้ เ่ี พง่ โทษของสกลกายนแ้ี รงไป เหน็ เปน็ แตอ่ นจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา เหน็ เปน็ แต่
อสภุ ะอสภุ งั ไปสว่ นเดยี ว กช็ อื่ วา่ เปน็ ผหู้ นกั ในอาการของสญั ญาเกนิ ไป เมอ่ื อนตั ตสญั ญา
ปกปดิ สกลกายเสียหมดแลว้ จะเห็นมรรคผลนิพพานในที่ไหน
มรรค ก็คือ ศลี สมาธิ ปัญญา ท่านแสดงวา่ เปน็ ภาเวตัพพธรรม เปน็ ธรรมพึง
ท�ำให้เกิดให้มี ผลกค็ ือนโิ รธธรรม เป็นธรรมพงึ ท�ำให้แจ้งใหใ้ ส ดงั น้ี
ความจรงิ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงวา่ สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ จฺ า สพเฺ พ สงขฺ ารา
ทกุ ฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตตฺ า ดงั น้ี ทแี่ ปลวา่ ไมเ่ ทย่ี ง เป็นทุกข์ เป็นอนตั ตา น้ัน
กท็ รงแสดงสงั ขารธรรมแท้ทเี ดยี ว
กถ็ า้ หากวา่ โยคาวจรกลุ บตุ ร มาเหน็ สกลกายนเ้ี ปน็ แตส่ งั ขารธรรมโดยสว่ นเดยี ว
กจ็ ะไปแสวงหาธรรมทีเ่ ป็นวสิ ังขารในที่ไหนเลา่ ?
แทท้ จี่ รงิ ทที่ า่ นแสดงวา่ ใหถ้ อนอตั ตสญั ญาเสยี จงึ จะเปน็ อนั ละสกั กายทฏิ ฐไิ ด้
ดังน้ี
บางทีท่านจะให้ถอนสัญญา อุปาทาน ทยี่ ดึ ม่ันถอื มัน่ ว่าสังขารธรรมเป็นตัวตน
ดอกกระมัง?
ทเี่ หน็ ธรรมซง่ึ เปน็ วสิ งั ขารเปน็ ตวั ตน จะตรงตอ่ พทุ ธภาษติ วา่ “อตตฺ า หิ อตตฺ โน
นาโถ” กอ็ าจจกั เป็นได้
แตค่ วามรคู้ วามเหน็ ในธรรมของพระอาจารยท์ ง้ั หลายยอ่ มแตกตา่ งกนั บางพวก
เหน็ พระอนจิ จงั พระทุกขงั พระอนตั ตา เปน็ มรรค คือ เป็นภาเวตพั พธรรม จงึ ทำ�
ใหเ้ กดิ ใหม้ อี ยเู่ สมอ และสงั่ สอนผปู้ ฏบิ ตั ติ าม ทำ� ใหพ้ ระอนจิ จงั พระทกุ ขงั พระอนตั ตา
ให้เกิดใหม้ ีอยเู่ สมอ
บางพวกเห็นอนจิ จัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปหาตัพพธรรม เป็นธรรมพงึ ก�ำหนดรู้
แลว้ พึงละเสยี ใหเ้ จริญมรรคภาวนาคือศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดให้มขี ึ้น คือเห็นว่า
63
ศีล สมาธิ ปญั ญา เปน็ ภาเวตัพพธรรม ส่วนตนก็ทำ� ศลี สมาธิ ปัญญา ใหเ้ กิดใหม้ ี
อยู่เสมอ และสั่งสอนผปู้ ฏบิ ัตติ ามใหท้ ำ� ศลี สมาธิ ปัญญา ให้เกดิ ให้มอี ยู่เสมอ
ในความเหน็ ของพระอาจารยท์ ง้ั ๒ จำ� พวกนน้ั จะหาความผดิ ในทา่ นจำ� พวกใด
เป็นอันไม่ได้ แต่พวกเราจะต้องการของจริงต้องใช้ปัญญา เม่ือเห็นสมควรแก่ตน
ดว้ ยประการใด กจ็ งปฏิบตั ใิ ห้เต็มศรทั ธาของตนด้วยประการนัน้ เถิด อย่าให้เสียที
ทีไ่ ด้เกิดมาพบพระพทุ ธศาสนา
เพราะปฏจิ จสมปุ บาท พระประกาศควรเฉลยี ว
อวิชชาดับตวั เดยี ว เกดิ แกต่ ายวายตามกัน
ไม่เช่ือพระจะเชอ่ื ใคร หรอื ชอบตายก็จนใจฉัน
เรอื เราถูกนำ้� ไหล ขวางเรอื ไวท้ �ำไมกัน
ใหร้ ีบถอ่ ให้รีบพาย ตลาดจะวายสายบวั จะเน่า
กลอนเก่าของนักปราชญ์ อยา่ ประมาทรีบตรึกตรอง
ทางหนียังพอปอง ใยจะลอ่ งตายตามกันฯ.
แสดงพระจตรุ ารยิ สจั โดยประเภทแหง่ ปฏจิ จสมปุ บาทนยั กส็ มควรแกก่ าลสมยั
เท่าน้ี.
64
โลกวนิ จิ ฉัย
(เรียบเรยี งตัง้ แตย่ งั เปน็ พระญาณรักขติ
ตรวจพิมพ์ใหมเ่ ม่ือเป็นพระโพธิวงศาจารย์ พ.ศ. ๒๔๖๘)
รตนตตฺ ยํ นมสฺสติ วฺ า สริ ิจนโฺ ทติ นามโก
โลกเภทํ ปวกขฺ ามิ ตํ สุณาถ สุเขสโิ นต.ิ
ขา้ พเจา้ ขอนอบนอ้ มนมสั การพระรตั นตรยั ซง่ึ ขา้ พเจา้ ถงึ แลว้ วา่ เปน็ ทพี่ ง่ึ อนั ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ
ด้วยสัจจภาษิตอันน้ี พึงเป็นปริตรปราการกางก้ันสรรพภยันตรายภายในภายนอก
เพอื่ ขา้ พเจา้ ไดแ้ ตง่ โลกวนิ จิ ฉยั สภุ าษติ เรอ่ื งนโ้ี ดยสะดวก จะไดเ้ ปน็ หติ านหุ ติ ประโยชน์
แกโ่ ยคาวจรเจา้ ผเู้ หน็ ภยั ในสงั สารวฏั คดิ จะขา้ มวฏั ฏภยั พากนั สลดั ตดั เสยี ซง่ึ หว่ งใย
ในการบริโภค มุ่งประโยชนอ์ มตธรรม แต่หากเผอิญอกุศลกรรม คือตวั โมหะเป็น
โลกมดื มาหุ้มห่อปกปดิ นห่ี ากว่ามพี ระสทั ธรรมคำ� สัง่ สอนของพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้
ผู้โลกนาถ เป็นประทีบส่องแสงให้สว่างอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นยังพากันหลงใหล
สญั ญาวปิ ลาส นอ้ มเอาพทุ ธโอวาทเขา้ สขู่ า่ ยของโมหะ ซง่ึ เปน็ กเิ ลสลามกธรรมแหง่ ตน
ท�ำใหฉ้ งนทั้งตนและผอู้ น่ื เพราะเปน็ ผูไ้ ม่ถึงพระคุณนาม คอื อรหตาทิคณุ เป็นต้น
ตามเสดจ็ สมเด็จพระบรมศาสดาสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ได้
เมอื่ ขา้ พเจา้ ประกอบความเพยี รโดยชอบ พระโลกวทิ คู ณุ แจม่ ใสเปน็ เขมสรณาคมน์
ขึ้นแล้ว จักแสดงโลกวินิจฉัยแก่ผู้มีสัทธินทรีย์เพ่ือจะให้ข้ามความสงสัยในโลกได้
ด้วยตน ตดั ความฉงนสนเทห่ ์ในโลกทัง้ ๓ ได้ด้วย เพราะว่าเมอ่ื ข้าพเจา้ เร่มิ เลา่ เรยี น
ปณามคาถาคัมภีร์สนธิว่า “เสฏฺ€นฺติโลกมหิตํ อภิวนฺทิยคฺคํ พุทฺธญฺจ” ข้าพเจ้า
ไหว้พระพุทธเจ้าผลู้ �ำ้ เลิศประเสริฐสุด อันโลกท้ัง ๓ หากบชู าดังน้ี ให้เกิดความสงสยั
ในโลก ๓ ต่อๆ มา
65
ครน้ั ศกึ ษาเลา่ เรยี นไปภาคอน่ื กไ็ ดพ้ บ ตโิ ลก,ํ หรอื ตโิ ลกเชฏ€ฺ ,ํ ตโิ ลกนาถ,ํ ตา่ งๆ
ล้วนหมายความว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้เป็นใหญ่กว่าโลกทั้ง ๓ เป็นผู้ประเสริฐกว่า
โลกทั้ง ๓ เปน็ ทพ่ี งึ่ แก่โลกทั้ง ๓ ก็ย่ิงให้เกดิ ความสงสัยในโลกท้งั ๓ น้นั หนักข้นึ
ครน้ั ตรวจดแู บบแผนตามทม่ี าตา่ งๆ ทา่ นกแ็ สดงประเภทโลกโดยนยั ตา่ งๆ ทท่ี า่ น
แสดงกามโลก รูปโลก อรปู โลก ได้ ๓ จริง
แต่ก็ยังตดิ ขดั แก่ทอี่ นื่ เพราะบางแห่งท่านแสดงประเภทโลกตา่ งๆ ดังที่ว่ามาวา่
ยมโลก เปตโลก สัตตโลก มนุสสโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก สังขารโลก
ธาตโุ ลก อากาสโลก ขนั ธาทโิ ลก โลกตุ ระ ดงั น้ี จงึ เปน็ เหตใุ หห้ มายโลก ๓ ลงเปน็ หนง่ึ
ในทใ่ี ดไดด้ ้วยยาก
ครัน้ พระโลกวิทคู ุณปรากฏแล้ว จงึ วินิจฉยั โลก ๓ นัน้ ได้ โลก ๓ นน้ั ใชอ่ ่นื
ท่านหมาย กามโลก รปู โลก อรปู โลก นัน้ เอง ทีจ่ ะวนิ จิ ฉัยไดก้ ็เพราะโลกคงแบง่ ได้
เพยี ง ๓ ภูมเิ ทา่ นนั้ ภมู ิท่ี ๔ เป็นโลกุตระ
ใน ๓ โลกนน้ั กามโลกเปน็ โลกใหญ่ เปน็ อนนั ตโลก ทา่ นจงึ แบง่ ประเภทโลกที่
อาศยั กามโลกออกเปน็ ๖ โลก คอื ยมโลก ๑ เปตโลก ๑ สัตตโลก ๑ มนุสสโลก ๑
เทวโลก ๑ มารโลก ๑
จะอธบิ ายโลกทงั้ ๖ นก้ี อ่ น แตโ่ ลกใดมคี ณุ มปี ระโยชนน์ อ้ ย กจ็ กั อธบิ ายเลก็ นอ้ ย
โลกใดมีประโยชนม์ าก ก็จกั อธบิ ายมากหนอ่ ยตามความพอใจของตน
ยมโลโก ยมโลก น้ันพึงเขา้ ใจวา่ โลกใดเม่ือสัตวก์ ระทำ� อกศุ ลกรรมอนั ลามก
ต่างๆ แลว้ ยอ่ มไดร้ ับทกุ ขเวทนาในอบายสถานน้ันๆ มีนยิ มกำ� หนดระวางโทษตาม
สมควรแกก่ รรมทสี่ ตั วท์ ำ� ไวอ้ ยา่ งไร คอื ทำ� ตามสมควรแกค่ รกุ รรม ลหกุ รรม ทส่ี ตั วท์ ำ� ไว้
ดังก�ำหนดว่าสัตว์จ�ำพวกนี้ท�ำอกุศลกรรมอย่างน้ี ต้องรับโทษทนทุกขเวทนาอยู่ใน
ช้นั นั้น มกี ำ� หนดโทษเท่านน้ั ปี เท่าน้นั เดือน เท่านน้ั วนั จึงจะพ้นจากโทษนนั้ ไดแ้ ลว้
กล็ งโทษกนั ไปจนถว้ นกำ� หนด แลว้ กใ็ หส้ น้ิ บาปสน้ิ กรรมไป ในสถานใดเปน็ ทกี่ ำ� หนด
66
ลงโทษแกส่ ตั ว์ผูก้ ระท�ำอกุศลกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าอย่างนี้นนั้ แหละ ท่านสมมติ
เรียกวา่ ยมโลโก ยมโลก
เปตโลโก โลกเปรต นนั้ พงึ เขา้ ใจวา่ วสิ ยั ของเปรตตอ้ งทนทกุ ขเวทนา จะทำ� การ
งานเลี้ยงชีพของตนเองไม่ได้ มีแต่อาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ ต้องทนทุกข์อดข้าวอดน�้ำ
อดผา้ นงุ่ ผา้ หม่ ถึงมอี ยู่ก็บรโิ ภคเองไมไ่ ด้ มแี ต่อดอยากล�ำบาก เสวยทุกขเวทนาอยู่
เป็นนิตย์ ที่นั้นแหละท่านสมมติวา่ เปตโลโก โลกเปรต
สตฺตโลโก โลกสตั ว์ นั้น จะพรรณนาหาที่สิน้ สุดมไิ ด้ ท่านจงึ หมายความส้นั ว่า
นานตั ตกายา นานตั ตสญั ญี สตั วม์ กี ายตา่ งๆ กนั มสี ญั ญาในปฏสิ นธวิ ญิ ญาณตา่ งๆ กนั
แตค่ งมอี กศุ ลกรรม คอื โลภะ โทสะ โมหะ อสิ สา พยาบาท เปน็ พนื้ ทขี่ องใจโดยมาก
ทีน่ ้ันแหละทา่ นสมมติว่า สตฺตโลโก โลกสัตว์
มนสุ สฺ โลโก โลกมนษุ ย์ นน้ั ตามมตขิ องพระโบราณาจารยท์ า่ น แบง่ เปน็ ๔ ชนั้
มนสุ สฺ เปโต ชัน้ ๑ มนุสฺสตริ จฺฉาโน ช้นั ๑ มนุสสฺ มนสุ ฺโส มนุษยซ์ ึง่ มีมนุษยธรรม
คอื กศุ ลกรรมบถในตนช้นั ๑ มนสุ สฺ เทโว มนษุ ย์ซง่ึ มเี ทวธรรมคอื มีหริ ิ โอตตปั ปะ
ละอายบาป สะดงุ้ หวาดเสียวตอ่ บาป สมาทานถอื มั่นในธรรมอันขาว คอื กุศลธรรม
อยทู่ กุ เมอ่ื ชั้น ๑ ท่ีนน้ั แหละท่านสมมติวา่ มนุสสฺ โลโก โลกมนุษย์
เทวโลโก โลกเทวดา นนั้ ท่านหมายความวา่ สคฺโค แปลว่า สวรรค์ ได้แก่
ฉกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้น แต่พึงเข้าใจค�ำว่า สวรรค์ ก็ยังไม่เป็นภาษาไทยแท้
ถา้ จะใหต้ รงภาษาไทย สคโฺ ค ตอ้ งแปลวา่ สถานทเี่ ลศิ ดว้ ยอารมณ์ อะไรชอื่ วา่ อารมณ์
ในทีน่ ี้ รูป เสียง กล่นิ รส เครอื่ งสัมผัส ธรรม ๖ อย่างน้เี รยี กวา่ อารมณ์ ในทีใ่ ด
มีอารมณ์ ๖ อยา่ งนเ้ี ป็นของเลิศพร้อมบรบิ ูรณ์ ทีน่ ั้นแหละท่านสมมตวิ า่ ฉกามาพจร
เพราะเหตนุ นั้ เมอื่ จะยกสวรรคข์ นึ้ สบู่ คุ ลาธษิ ฐาน ทา่ นจงึ หมายชน้ั ของอารมณน์ นั้
ดว้ ยกายตน ชนั้ จกั ษใุ หช้ อื่ วา่ ชน้ั จาตมุ มหาราชกิ า คอื เลง็ เอามหาภตู รปู ทงั้ ๔ ซง่ึ เปน็
วิสัยของจักษุ เลง็ เอาแต่มหาภตู รปู สว่ นท่ีเลิศนน้ั ว่า จาตุมมหาราชกิ า ทเ่ี ลศิ นัน้ คือที่
โลกนยิ มกนั ว่ารูปสะสวยงดงาม คือตัวของตนก็สะอาดสดสวยเพรศิ พร้งิ เป็นที่จับใจ
67
แก่มหาชนผไู้ ดเ้ ห็นท่ัวไป จะมีภรรยา สามี บตุ ร นัดดา บริชนผู้รับใชส้ อยการงาน
ถงึ สตั ว์พาหนะและสัตวข์ องเล้ยี งก็ล้วนแตส่ วยๆ งามๆ น่าดนู ่าชม รปู รา่ งไม่เปน็ ที่
ขัดตาขดั ใจของมหาชนทว่ั ไป
ถึงจะมีเครอ่ื งบรโิ ภคอุปโภค เปน็ ตน้ วา่ อาหาร หรอื เหยา้ เรอื นเคหสถาน เตยี ง
ต่งั ฟกู เบาะ เมาะ หมอน เคร่ืองลาด เคร่อื งปู เครื่องประดบั ตกแตง่ เสื้อผา้ แก้ว
แหวน อาวธุ ศสั ตรา พว่ งแพนาวา เรอื กสวนไรน่ า สารพดั ทกุ สงิ่ ลว้ นเปน็ ของเลศิ คอื
เลิศด้วยราคาและเลศิ ด้วยน้�ำนวลศรสี ณั ฐาน คอื ดกี วา่ เขา หรือทเ่ี ขานยิ มวา่ อย่างดี
อย่างประเสรฐิ ตามยุคตามสมัย มใี นทใ่ี ด ทน่ี น้ั แหละให้ช่อื วา่ ชั้นจาตมุ ผู้เป็นใหญ่
เป็นเจ้าของๆ เหลา่ นนั้ ชอ่ื ว่าผ้เู สวยทิพยสมบัตชิ ั้นจาตุมมหาราชกิ าเทวโลก
ชั้นโสตะ ให้ชอ่ื ว่า ชน้ั ตาวตงิ ฺส หมายสทั ทารมณ์ ซง่ึ เปน็ วสิ ยั ของโสต คอื เสียง
ไพเราะ ฟงั ไม่ขัดหูขดั ใจ ลว้ นแตเ่ สียงเปน็ ท่ีเพลดิ เพลินเจรญิ จติ ต้องหมายเอาแต่
เสียงทีด่ ี คือเสยี งของตนเองกไ็ พเราะอ่อนหวาน เป็นที่พอใจแก่มหาชนทั่วไป
ส่วนเสียงภายนอก เปน็ ตน้ ว่า เสียงสงั่ เสียงลา เสยี งตอบ เสียงขาน เสียงพูด
เสียงจา เสียงขับ เสียงกล่อม ล้วนเปน็ ท่ีชน่ื โสตชนื่ ใจ เสียงประโคมใหเ้ พลดิ เพลิน
ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป เปน็ ตน้ ว่า เสียงดีด เสียงสี เสยี งตี เสียงเปา่ เสียงขบั เสียงร้อง สารพดั
ศพั ทส์ ำ� เนียงแตล่ ้วนเปน็ ของโลกนยิ มว่าเลศิ ทง้ั สน้ิ ในท่บี รบิ รู ณด์ ้วยเสยี งทโี่ ลกนยิ ม
วา่ เลศิ เหล่านนั้ แหละท่านสมมติว่า ตาวตงิ สฺ ท่านแปลว่า ๓๓ ชะรอยนกั ปราชญ์
โบราณจะหมายเพลงของดดี สตี เี ปา่ ขบั รอ้ งเหลา่ นน้ั แตล่ ะอยา่ งๆ มี ๓๓ เพลง อยา่ งนน้ั
กระมัง? หรือจะหมายความอย่างไรแน่ ยกไว้ให้เป็นวิสัยแก่ปัญญาของบัณฑิต
ถา้ จะเชือ่ ตามพระคมั ภรี ว์ า่ ไว้โดยสว่ นเดยี ว บางทีความเห็นความเข้าใจของเราจะผิด
จากความประสงคข์ องทา่ นผแู้ ตง่ กอ็ าจจกั เปน็ ได้ เพราะเปลย่ี นยคุ เปลยี่ นคราวสบื ตอ่
กนั มาหลายชว่ั บรุ ษุ แลว้ สมมตแิ ละบญั ญตั กิ ย็ อ่ มจะเปลย่ี นแปลงอยเู่ สมอ พงึ เขา้ ใจวา่
ผใู้ ดเปน็ อสิ ระแกเ่ สยี งเหลา่ นน้ั ได้ ผนู้ น้ั แหละชอ่ื วา่ เปน็ ผเู้ สวยทพิ ยส์ มบตั ชิ นั้ ดาวดงึ ส์
ชน้ั ฆานะ ให้ช่อื ว่า ชนั้ ยามา หมายคันธารมณ์ กลน่ิ ทีห่ อม คอื ตวั ของตนก็
ประพรมดว้ ยเครอ่ื งหอมอย่เู สมอ วตั ถุภายนอกเปน็ ตน้ ว่า เครือ่ งอุปโภคบรโิ ภค คอื
68
ผา้ นงุ่ ห่ม ทอี่ ยทู่ ่ีนอน เครือ่ งใชส้ อยสัมผัสต่างๆ ชน้ั ของจะบรโิ ภคก็ล้วนแต่หอมๆ
ทว่ั ไป ในทใี่ ดมกี ลน่ิ อนั โลกนยิ มวา่ เลศิ มอี ยทู่ กุ เมอื่ ทนี่ นั้ แหละทา่ นสมมตวิ า่ ชน้ั ยามา
เพราะธรรมดาของกลน่ิ ยอ่ มตง้ั อยไู่ ดค้ รหู่ นง่ึ คราวหนงึ่ เทา่ นน้ั ทา่ นจงึ ใหช้ อื่ วา่ ยามา ผใู้ ด
เป็นอสิ ระแก่กลนิ่ เหลา่ น้ันได้ ผนู้ น้ั แหละชือ่ ว่าไดเ้ สวยทิพยสมบตั ชิ ้นั ยามา
ชนั้ ชิวหา ชนั้ รสารมณ์ รสอร่อยดี คอื ตนของตนกฉ็ ลาดรู้จกั รสอร่อยดี รสมี
เป็น ๒ ประเภท รสวสิ งั ขารประเภทหนึง่ ๑ รสสังขารประเภท ๑ รสวิสงั ขารน้ัน
ได้แกร่ สที่เป็นเอง ดงั เผด็ พริกเค็มเกลือ เปรย้ี วมะขามมะนาว หวานออ้ ยหวานตาล
เป็นตน้ รสสังขารนนั้ เกิดแต่การแต่งการปรงุ ดงั น�ำ้ พริกและแกงตา่ งๆ ขนมตา่ งๆ
เป็นต้น บรรดารสซึ่งเป็นวิสัยของชิวหาทุกส่ิงทุกอย่างล้วนแต่โลกนิยมว่าเป็นรส
อนั ลำ�้ เลศิ ประเสรฐิ อร่อยดี มบี รบิ ูรณ์ในทีใ่ ด ที่น้ันแหละท่านสมมตวิ ่าชน้ั ดุสิต ผใู้ ด
เป็นอิสระแกร่ สเหล่าน้ันได้ ผู้นัน้ แหละได้ช่อื ว่าได้เสวยทิพยสมบตั ชิ ั้นดสุ ติ
ชัน้ กาย หมายโผฏฐัพพารมณ์ เครือ่ งสมั ผสั ของกาย ได้แก่ร่างกายของตนและ
ของผอู้ น่ื และวตั ถาลงั การ ฟกู เบาะ หมอน เปน็ ตน้ บรรดาสงิ่ ทจี่ ะพงึ สมั ผสั ดว้ ยกาย
ล้วนเป็นของนิ่มนวลควรยินดี ท่ีโลกเขานิยมว่าเป็นของเลิศ เม่ือต้องการส่ิงอันใด
หาเอาได้ สั่งเอาได้ สรา้ งเอาได้ ตามความปรารถนาของตน ที่น้นั แหละท่านสมมติว่า
ชนั้ นมิ มานรดี คอื นฤมติ รเอาไดต้ ามชอบใจ ผใู้ ดมอี สิ รภาพสรา้ งเครอ่ื งสมั ผสั ไดต้ าม
ชอบใจของตนอย่างน้ี ได้ชือ่ ว่าเปน็ ผเู้ สวยทพิ ยสมบัตชิ น้ั นิมมานรดี
ช้นั ใจ หมายถงึ ชนั้ ธรรมารมณ์ เครอื่ งคขู่ องใจ คอื ใจของตนก็เป็นใจบรสิ ทุ ธิ์
พน้ จากโทษคอื ใบบ้ า้ โงเ่ ขลา บรบิ รู ณด์ ว้ ยสตปิ ญั ญา รจู้ กั อารมณใ์ หเ้ กดิ ความสขุ และ
อารมณ์ให้เกดิ ความทุกข์ ควรแกท่ ิพยสมบัติ ทีเ่ รยี กวา่ ธรรมารมณน์ นั้ ก็ใชอ่ ืน่ ไดแ้ ก่
รปู เสยี ง กลิ่น รส เคร่ืองสัมผัส ๕ อย่างนั้นเอง บรรดาอารมณส์ งิ่ ทโ่ี ลกนิยมวา่
เปน็ ของเลิศตามท่พี รรณนามาแลว้ ใน ๕ ชนั้ ขา้ งตน้ นั้น และมบี รบิ รู ณใ์ นทีใ่ ด ท่นี ัน่
ทา่ นสมมตวิ ่าช้ันปรนมิ มิตวสวตั ดี ชน้ั ผู้อ่ืนนฤมิตให้ ผใู้ ดมีบุญญาธิการเป็นอิสระแก่
อารมณไ์ ดค้ รบทงั้ ๕ คอื ตอ้ งการของ ๕ อยา่ งนนั้ ยอ่ มมผี นู้ ำ� มาใหต้ ามความปรารถนา
ผู้น้ันแหละชื่อว่าได้เสวยทิพยสมบัติช้ันปรนิมมิตวสวัตดี ช้ันผู้อื่นนฤมิต ผู้ใดมี
บญุ ญาธกิ ารอนั ตนไดส้ รา้ งสมไวม้ าก จงึ ใหส้ ำ� เรจ็ กจิ เปน็ อสิ ระแกอ่ ารมณท์ ง้ั ๕ อยา่ งนนั้
69
คอื ตอ้ งการของ ๕ อยา่ งนนั้ ยอ่ มมผี นู้ อ้ มนำ� มายกใหป้ นั ใหส้ ำ� เรจ็ ตามความปรารถนา
ผู้นัน้ แหละชือ่ ว่าไดเ้ สวยทิพยสมบตั ชิ นั้ ปรนิมมติ วสวัตดี
ถา้ จะใหต้ รงกบั คำ� วา่ เทโว ตอ้ งบรบิ รู ณพ์ รอ้ มทงั้ ๖ อารมณ์ แตล่ ว้ นทโี่ ลกนยิ ม
ว่าเปน็ อย่างเลิศ อย่างประเสรฐิ อย่างดี อยา่ งสูง ทกุ ส่งิ ทกุ อยา่ ง จงึ ควรนบั วา่ เป็น
เทวดา
ความเป็นจรงิ อารมณท์ ง้ั ๖ น้ัน ตอ้ งมีท่วั กันแก่สัตวท์ ่ีเกดิ มาในโลก เป็นแต่
เพยี งชนั้ สามญั ตำ�่ ๆ โดยมาก ซงึ่ จะไดช้ น้ั สคโฺ ค อารมณเ์ ลศิ ประเสรฐิ สงู สดุ ทกุ อยา่ งนน้ั
ไมเ่ ปน็ ของไดด้ ว้ ยงา่ ยเลย ตอ้ งอาศยั บญุ นธิ ทิ ต่ี นสรา้ งสมไวแ้ ตห่ นหลงั แท้ ทพิ ยสมบตั ิ
เหล่าน้ันจึงจะบริบรู ณ์ไดต้ ามความปรารถนา
ถา้ จะจดั โดยชนั้ อนิ โฺ ท พระอนิ ทร์ จะมแี ตท่ พิ ยสมบตั เิ พยี งเทา่ นน้ั ยงั ไมเ่ พยี งพอ
ตอ้ งมี อนิ ทวตั รอีก ๗ ประการ มาตาเปตภิ รํ เลี้ยงดมู ารดาบิดาของตนให้เป็นสุข ๑
กเุ ลเชฏ€ฺ าปจายินํ เคารพผูเ้ ป็นใหญใ่ นตระกูลของตน ๑ สณหฺ ํ สขิลสมฺภาสํ พอใจ
กลา่ วแตค่ ำ� อ่อนหวานสละสลวย ๑ เปสุเณยฺยปปฺ หายนิ ํ ละเสียซึ่งวาจาไมเ่ ปน็ ทีร่ ัก ๑
มจเฺ ฉรวนิ เย ยตุ ตฺ ํ ประกอบในอนั กำ� จดั เสยี ซง่ึ ความตระหน่ี ๑ สจจฺ ํ กลา่ วซง่ึ คำ� จรงิ ๑
โกธาภิภํ ครอบง�ำเสียซง่ึ ความโกรธ ๑ และต้องมีอัครชายา ๔ นางเปน็ มเหสี คอื
นางสุชาดา ๑ นางสนุ นั ทา ๑ นางสุจิตตา ๑ นางสธุ ัมมา ๑ ถา้ ขาดนางท้งั ๔ นี้
แตน่ างใดนางหนงึ่ แลว้ จะได้ชอ่ื ว่า อนิ ฺโท ยงั ไมไ่ ดก้ อ่ น เพราะผแู้ ต่งความสขุ ใหย้ ัง
ไมพ่ รกั พรอ้ ม นางทงั้ ๔ นนั้ คอื ใครเลา่ นางสชุ าดา นน้ั คอื กายานปุ สสฺ นา นางสนุ นั ทา
คือ เวทนานปุ สสฺ นา นางสจุ ติ ตาน้ัน คือ จติ ฺตานปุ สสฺ นา นางสุธมั มานั้น คอื ธมฺมา-
นุปสฺสนา ผทู้ ่มี อี นปุ ัสสนาพรอ้ มทง้ั ๔ นีอ้ ยเู่ สมอ จึงควรแกพ่ ระนามว่า อินโฺ ท แท้
ไม่ตอ้ งมีผตู้ ้ังให้ หากเป็นเอง ท่วี า่ เปน็ เองน้ัน คอื ร้สู ึกความสขุ ที่ตนไดเ้ สวยอยู่ด้วย
ตนเอง เพราะนางทัง้ ๔ นน้ั เป็นชาติกายสิทธิ์ ถ้าอยกู่ บั บุรุษควรสมมตวิ า่ อคั รชายา
ถา้ อยกู่ บั สตรคี วรสมมตวิ า่ อคั รสามกิ า เพราะเปน็ ผแู้ ตง่ ความสขุ เปน็ ทเ่ี จรญิ ใจไดท้ วั่ ไป
บรรยายช้ันฉกามาวจรเทวโลก พอควรแก่เวลาเพียงเทา่ นี้
70
สว่ นมารโลกนนั้ ทา่ นหมายชนั้ สญั ญา ไดแ้ ก่ กามารมณซ์ ง่ึ เปน็ วสิ ยั ของประสาท
ทั้ง ๕ ทีต่ นเคยได้เห็น ไดฟ้ ัง ไดส้ ูดดม ได้ลม้ิ รส ได้สมั ผัสมาแล้ว ใหค้ วามระลกึ
ถึงส่ิงเหล่านั้นอยู่เสมอ สิ่งใดท่ีตนรักใคร่พอใจมากก็ให้เกิดความระลึกคิดถึงมาก
ส่ิงใดท่ีตนเกลียดชังมากก็ให้เกิดโทสะพยาบาทมาก ผู้ที่ลุอ�ำนาจของสัญญาอดีต
จงึ ไดร้ บั ทกุ ขถ์ งึ ตายบา้ ง แทบประดาตายบา้ ง เพราะเหตนุ นั้ ทา่ นจงึ หมายสญั ญาอดตี
วา่ เปน็ พญามาร ถา้ จะจดั มารใหเ้ ปน็ ชน้ั ได้ ๕ ชนั้ คอื ขนั ธมาร ชนั้ ๑ กเิ ลสมาร ชน้ั ๑
เทวบุตตมาร ช้ัน ๑ อภิสงั ขารมาร ชน้ั ๑ มจั จุมาร ชนั้ ๑ ต้องยกสัญญาข้ึนเปน็ องค์
พญามาราธริ าช ตวั เทวบตุ ตมาร เพราะสญั ญาเปน็ ประธานแกม่ ารทง้ั สน้ิ กองรปู ทงั้ ๕
คอื รูปทจ่ี ะพงึ เห็นด้วยจกั ษุ รปู ท่ีจะพงึ ได้ยินด้วยโสตะ รูปทจี่ ะพึงรูด้ ้วยฆานะ รปู ท่ี
จะพงึ รดู้ ้วยชิวหา รูปทจี่ ะพงึ รู้ด้วยกาย รูป ๕ ประเภทนี้จดั เป็นขนั ธมาร ก็สญั ญา
เป็นผหู้ มาย
เวทนา ๕ คือ สขุ ทุกข์ โสมนสั โทมนสั อุเบกขา จัด เปน็ กิเลสมาร ตณั หา
อุปาทาน จะมีขึ้นได้กอ็ าศยั เวทนาเปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จัย เวทนาทง้ั ๕ นั้นเล่ากม็ สี ญั ญา
เปน็ ผู้หมาย
สญั ญา ความจ�ำหมายทกุ ส่ิงทกุ อย่าง ตลอดถงึ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ทงั้ สิ้น
กไ็ มม่ ผี ใู้ ดไดร้ ไู้ ดเ้ หน็ เปน็ แตไ่ ดย้ นิ ไดฟ้ งั มาแลว้ กจ็ ำ� ไวเ้ ขา้ ใจตามเทา่ นน้ั เพราะเหตนุ นั้
สญั ญาท่านจึงจัดเปน็ เทวบุตตมาร
สงั ขาร ความคดิ อา่ นปรงุ จติ เปน็ บญุ ญาภสิ งั ขาร อบญุ ญาภสิ งั ขาร อเนญชาภสิ งั ขาร
แต่งความดคี วามชวั่ ใหแ้ กส่ ตั วไ์ ด้ ท่านจึงจัดเปน็ อภิสังขาร กม็ ีสัญญาเปน็ ผหู้ มาย
วญิ ญาณ ความรสู้ ิ่งท้ังปวงวา่ นีเ่ ปน็ รปู น่ีเปน็ นาม น่เี ปน็ ของดี น่ีเปน็ ของเลว
นเ่ี ปน็ สง่ิ น้ี นน่ั เปน็ สงิ่ นน้ั ความรเู้ กดิ และรตู้ ายกเ็ ปน็ หนา้ ทขี่ องวญิ ญาณ เพราะเหตนุ น้ั
ทา่ นจงึ จดั วญิ ญาณใหเ้ ปน็ มจั จรุ าช กม็ สี ญั ญาผหู้ มาย สง่ิ ใดปราศจากสญั ญาไมม่ เี ลย
ความเปน็ จรงิ เบญจขนั ธ์ น้ี ตอ้ งถอื เอาเนอื้ ความวา่ ขนั ธ์ ๕ คอื อวยั วะรา่ งกาย
ของเรานี้เป็นของมกี อ้ นเดียว ทั้งก้อนนนั้ แหละท่านเรียกว่าขนั ธ์ คือ ขนั ธม์ ีอนั เดยี ว
71
เท่าน้นั แต่มอี าการเป็น ๕ ได้ใจความว่า รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่ใช่
ขนั ธ์ เปน็ แตอ่ าการของขันธเ์ ทา่ นน้ั เหมอื นอย่างขนั ธ์ ๓ คือ สลี ขันธ์ สมาธิขันธ์
ปญั ญาขนั ธ์ กอ็ ยา่ งเดยี วกนั ถอื เอาเนอื้ ความวา่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ไมใ่ ชข่ นั ธ์ เปน็ แต่
เป็นอาการของขนั ธเ์ ทา่ นนั้ คำ� ว่าขนั ธ์ มีอันเดียว คอื หมวดกองแห่งอวัยวะท้งั กอ้ น
นั่นเอง ทา่ นใหช้ ่อื ว่าขันธ์
ในหนังสือเล่มนี้ไม่ต้องการจะอธิบายในเร่ืองขันธ์ให้มาก ประสงค์จะแสดง
มารโลกเท่านน้ั
ได้เน้ือความว่า โลกใดท่ียังหลงใหลงมเงอะเกี่ยวเกาะอยู่ด้วยสัญญาอดีต
ดงั โยคาวจรบางพวกทเี่ รยี นพระวปิ สั สนา เจรญิ พทุ ธคณุ เพง่ อรหํ หรอื พทุ โฺ ธ เจรญิ
กายคตาสติ เพ่งกาย หรือเพ่งส่วนกาย มีลมอสั สาสะปัสสาสะเปน็ ตน้ หรอื เจรญิ
พรหมวหิ าร เพ่งเมตตากรณุ าหดั ออกทศิ ตา่ งๆ และอนั เชญิ พระปีติท้ัง ๕ ให้มาเกิด
ปรากฏในไตรทวาร เมอื่ นมิ ติ ทงั้ หลาย ซงึ่ เปน็ วสิ ยั แหง่ สญั ญามาบงั เกดิ เปน็ อคุ คหนมิ ติ
ปฏิภาคนิมิตได้แล้ว จะนฤมิตอย่างไรก็ได้ตามประสงค์ อยากเห็นพระพุทธเจ้าก็
นฤมิตได้ อยากเห็นอสุภะในกายตนหรือกายผู้อื่นก็นฤมิตได้ เจริญพรหมวิหาร
เมอื่ จะออกทศิ ตอ้ งเขา้ ทก่ี อ่ น อาจารยจ์ งึ สงั่ ใหอ้ อกทศิ ตะวนั ออก ทศิ ตะวนั ตก ทศิ เหนอื
ทศิ ใต้ ใหพ้ บวหิ ารใหญ่ ไหวพ้ ระแลว้ จงึ กลบั ลงไปทศิ เบอ้ื งตำ่� ถงึ นาคพภิ พ ไหวพ้ ระบาท
แลว้ จงึ กลบั ขน้ึ ไปทศิ เบอื้ งบน ไหวพ้ ระเกศแกว้ จฬุ ามณี กระทำ� ประทกั ษณิ แลว้ จงึ กลบั
โยคาวจรกน็ อ้ มจติ ไปตามคำ� สง่ั ของอาจารย์ กร็ ตู้ ามเหน็ ตามทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง วหิ ารของ
พรหมกว้างใหญ่เท่าใดก็ไดเ้ หน็ อยากเหน็ พระนิพพานก็อาจจกั ไปดูได้ อยากร้อู ะไร
อยากเห็นอะไร ก็ถามพระดู พระท่านก็บอกใหร้ ูใ้ หเ้ ห็นไดท้ ุกสิง่ ทกุ อย่าง
อาการแหง่ วปิ สั สนามีวธิ ีเป็นอันมาก ยกมาช้ีแต่พอเปน็ ตัวอย่างเพอ่ื ให้เขา้ ใจว่า
รูปนฤมิตท้ังหลายเหล่าน้ันตกอยู่ในหน้าท่ีของรูปสัญญาท้ังส้ิน ผู้ที่หลงรักหลงใคร่
หลงกราบ หลงไหว้ หลงนับถอื ในนมิ ิตสัญญาเหล่านนั้ ช่ือวา่ เปน็ ผตู้ กอยใู่ นวิสัยของ
มารโลกถกู หลอกของพญามาราธริ าชตรงทเี ดยี ว โลกทเี่ กย่ี วเกาะหลงใหลอยดู่ ว้ ยนมิ ติ
ตัวสญั ญาอดตี อย่างทพ่ี รรณนามานี้เปน็ ต้น นัน้ แหละท่านสมมติวา่ เปน็ มารโลก
แสดงประเภทแหง่ กามโลกยตุ ไิ ว้แต่เพยี งน้ี
72
ในรปู โลก เรียกวา่ พรหมโลก นบั ว่าเปน็ โลกอันสะอาดปราศจากกามารมณ์
เมถนุ วิรตั ิ มเี มตตา กรณุ า มุทิตา อเุ บกขา เปน็ วหิ ารธรรม เครอื่ งอยูข่ องจติ จัดโดย
ชนั้ ฌานประเภทได้ ๑๒ ช้ัน คอื ปฐมฌานภูมิ ๕ ชนั้ วติ ก ชนั้ ๑ วจิ าร ชน้ั ๑
ปีติ ชนั้ ๑ สขุ ช้นั ๑ เอกคั คตา ชัน้ ๑ ทุติยฌานภมู ิ ๓ ช้ัน ปตี ิ ช้นั ๑ สขุ ชัน้ ๑
เอกคั คตา ชนั้ ๑ ตตยิ ฌานภมู ิ ๒ ชนั้ สขุ ชน้ั ๑ เอกคั คตา ชน้ั ๑ จตตุ ถฌานภมู ิ ๒ ชนั้
เอกคั คตา ช้นั ๑ อเุ บกขา ช้นั ๑
ยุติรูปโลกไว้เพียงนี้
ในอรูปโลกน้ัน ก็ช่ือว่าพรหมโลกเหมือนกัน แต่หมายนิมิตละเอียดกว่ากัน
เปน็ โลกหนา่ ยรปู โลกปราศจากกามารมณโ์ ดยแท้ จดั โดยชน้ั ฌานประเภทเปน็ ๔ ชน้ั
คอื อากาสานญั จายตนะ ชนั้ ๑ วญิ ญาณญั จายตนะ ชน้ั ๑ อากญิ จญั ญายตนะ ชน้ั ๑
เนวสญั ญานาสัญญายตนะ ชน้ั ๑
ผมู้ พี รหมธรรมเหลา่ นี้ ยอ่ มออกจากกามไดด้ ว้ ยอำ� นาจฌานเหมอื นกนั ทง้ั ๒ โลก
เพราะหนา่ ยกาม จงึ ไดต้ ิดรูป ๑๒ เพราะหน่ายรูป ๑๒ จึงได้ตดิ นาม ๔
แตอ่ ย่างไรก็ดี พึงเข้าใจว่าผู้ส�ำเร็จพรหมธรรมเหลา่ น้นั ต้องมีความสุขส�ำราญ
ย่ิงกว่าผู้ที่มีแต่เทวธรรมและเทวสมบัติ เพราะตัดกามออกเสียได้ ด้วยว่ากามฉันท์
เปน็ รากเหงา้ เคา้ มลู แหง่ สมทุ ยั ตน้ เหตขุ องทกุ ข์ เกยี่ วเกาะอยดู่ ว้ ยกามราคะ ถงึ จะเสวย
ทพิ ยสมบัตอิ ันสงู สุดสกั เพียงใด กไ็ ม่พ้นความร้อนใจใน ๓ การ คอื การปรารถนา
แสวงหา ๑ การบริหาร ๑ การวิโยค ๑ ไม่มากกน็ ้อยตามก�ำลงั แหง่ กุศลากศุ ลกรรม
หากนิยมส่วนทม่ี พี รหมธรรม ถา้ ฌานไม่เส่อื มย่อมมคี วามสุขสบายตลอดชาติ
เพราะเหตนุ น้ั นักปราชญ์เห็นโทษแหง่ กามคุณ จงึ มีความพอใจในพรหมธรรม
เจริญฌานด้วยกันเกือบทั่วโลก เพราะไม่รู้จักทางแห่งอุตรโลก เข้าใจว่าพรหมโลก
เป็นที่สดุ แห่งความสขุ โดยแท้
ยตุ อิ รูปโลกไวเ้ พยี งนี้
73
ต่อน้ีจักแสดงอุตรโลก ด้วยอุตรโลกนั้นเป็นโลกอันสุขุมคัมภีร์ภาพเหลือเกิน
มแี ตพ่ ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระปจั เจกฯ พระพทุ ธสาวก ๓ จำ� พวกเทา่ นน้ั เปน็ ผชู้ ไี้ ด้
บอกได้ นกั ปราชญ์นอกนั้นช้ีไม่ถูกเลย เพราะเหตุกามโลก รูปโลก อรูปโลก ถมทับ
ซบั ซอ้ นหลายชนั้ หลายประเภทอยา่ งนี้ จงึ ทำ� ใหน้ กั ปราชญท์ งั้ หลายผแู้ สวงหาอตุ รโลก
เกิดความพิศวงทุ่มเถียงซ่ึงกันและกัน เชิดชูวาทะของตน ข่มขี่วาทะของผู้อ่ืนจน
แหลกเหลว ไมร่ ู้ว่าจะลงเนื้อเห็นตามทา่ นผใู้ ด ออกจะลังเล
เขาพดู กนั วา่ ศาสนาลว่ งมาถงึ เพยี งนแ้ี ลว้ จะหามรรคผลนพิ พานมาแตไ่ หน กอ็ อก
จะเช่อื เพราะเหตุทไ่ี ม่วางใจลงเปน็ หน่งึ นั่นเอง โพธปิ กั ขิยธรรมจงึ ไม่บริบรู ณ์ขึ้นได้
ถงึ แมจ้ ะมผี รู้ จู้ กั อตุ รโลกจรงิ และจะชใี้ หผ้ ไู้ มร่ จู้ กั เขา้ ใจกเ็ ปน็ การลำ� บากแท้ เพราะ
อตุ รโลกเป็นชัน้ สูง ผฟู้ ังบางพวกแต่เพยี งชั้นมนุสสธรรมก็ยงั ไม่บรบิ รู ณ์
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ผเู้ ปน็ จอมมนุ บี รมโลกนาถไดท้ รงตรสั ไวว้ า่ ผสู้ ดบั ธรรมเทศนา
และจะไดส้ ำ� เรจ็ มรรคผลนพิ พาน มแี ต่ช้นั มนษุ ยข์ ้นึ ไป ตำ่� กว่ามนษุ ยชาตลิ งไปแล้ว
ต้องนับวา่ เปน็ อภพั พสัตว์ ไม่ควรแกม่ รรคผลนพิ พานดงั นี้
คำ� ทวี่ า่ มนษุ ยชาติ หรอื ชาตมิ นษุ ย์ น้ี หมายความวา่ ผมู้ มี นสุ สธรรมในตน ไดแ้ ก่
ผู้ประพฤติสุจริตด้วยไตรทวารอยู่ทุกเมื่อน้ันแหละ ได้นามว่า มนุสโส สัตว์ใจสูง
ด้วยคณุ
ผู้ตอ้ งการมรรคผลนิพพาน ตอ้ งท�ำให้มนสุ สธรรมเปน็ ตนเสยี ก่อน หรือท�ำให้
เทวธรรม พรหมธรรม เปน็ ตนได้กย็ ิง่ เหมาะดี ควรแกม่ รรคผลนพิ พานแท้ เพราะว่า
ผเู้ ปน็ มนษุ ย์ เปน็ เทวดา อนิ ทร์ พรหม ไดแ้ ลว้ แมป้ รารถนาอตุ รโลก ไดร้ บั ธรรมเทศนา
คำ� แนะนำ� แต่นักปราชญ์ผรู้ ู้จักทางจรงิ กอ็ าจเขา้ ใจได้โดยรวดเร็ว
คำ� วา่ โลกตุ ระ หรอื คำ� วา่ อตุ รโลก กไ็ มต่ า่ งกนั โลกตุ ระ ทา่ นมกั แปลกนั วา่ ขา้ มขน้ึ
จากโลก ถ้าจะถือเอาเนื้อความตามท่ีเข้าใจกันโดยมาก อุตระ วา่ เหนือ ว่าขา้ ม วา่ พ้น
ว่าสูง ว่ายิ่ง โลกตุ ระ แปลวา่ เหนือโลก ข้ามโลก พ้นโลก สูงกวา่ โลก ยิง่ กว่าโลก
74
อุตรโลก ถือเอาความอย่างเดียวว่าโลกหงาย เพราะว่าถา้ ผู้บรรลอุ ุตรโลกแลว้
ย่อมสวา่ งไสว ส้ินวิจกิ จิ ฉาในอดีต อนาคต ปจั จบุ นั ในอริยสจั ในปฏิจจสมุปบาท
สว่ นกามโลก รูปโลก อรปู โลก ชื่อโลกคว่ำ� เพราะผ้ตู กอยูว่ สิ ัยของ ๓ โลกนนั้
ยอ่ มกำ� จดั วิจกิ จิ ฉาออกจากใจไม่ได้ อะไรหนอๆ ยังกนิ ใจอยู่เสมอๆ ถงึ จะเล่าเรียน
รฉู้ ลาดสักเพียงใดกค็ งยังมี กถํกถี อย่รู ำ�่ ไป เพราะตนตกอยู่ในวสิ ยั ของโลกควำ่�
ฝา่ ยอตุ รโลกนน้ั จดั เปน็ ชนั้ กไ็ ด้ ๔ เรยี กวา่ โสตาปนั โน ชน้ั ๑ สกทาคามี ชนั้ ๑
อนาคามี ชน้ั ๑ ขณี าสโว ชนั้ ๑ ในสมยั นปี้ รากฏอยแู่ ตน่ าม เพราะขาดจากผชู้ ผี้ บู้ อก
ผ้ตู ง้ั
ใหพ้ ึงเข้าใจวา่ อุตรโลกนั้น ตามแบบแผนท่านกช็ วี้ า่ เปน็ อกาลิโก ไมอ่ ้างกาล
เป็นธัมมฐติ ิ ธัมมนิยาม จะสูญไปเสียไหน แต่โลกอ่นื เป็นโลกอันต�่ำชา้ เลวทรามกย็ งั
ปรากฏตงั้ อยไู่ ด้
ทางทจ่ี ะชอี้ ตุ รโลกใหผ้ มู้ ญี าณจกั ษฟุ งั เขา้ ใจโดยงา่ ย กม็ อี ยแู่ ตอ่ คั คปั ปสาทสตู ร
แสดงพระธรรมคณุ วา่ “ยาวตา ธมมฺ า สงขฺ ตา วา อสงขฺ ตา วา วริ าโค เตสํ อคคฺ มกขฺ ายต”ิ
ความว่า บรรดาสงั ขตธรรม หรอื อสังขตธรรม มปี ระมาณเทา่ ไร บัณฑิตย่อมกล่าววา่
วริ าคธรรมเป็นยอดของธรรมทงั้ หลายเหล่าน้นั
ยททิ ํ อะไรน้ี คอื วา่ วริ าคธรรม นนั้ มลี กั ษณะอาการอยา่ งไร ไดแ้ กธ่ รรมหมวดไหน
แก้ว่า วิราคธรรมน้ันมีลักษณะสงบจากกามารมณ์ ต่างโดยประเภท ๕ ประการ
มทนิมมทโน ก�ำจัดเสียซึ่งความเมา ๑ ปิปาสวินโย น�ำเสียซึ่งความกระหาย ๑
อาลยสมคุ ฆาโฏ ถอนเสียซึ่งอาลยั ๑ วัฏฏูปัจเฉโท หักเสยี ซงึ่ วฏั ฏะ ๑ ตณั หกั ขโย
สิน้ ไปแห่งตณั หา ๑
ในลกั ษณะอนั หน่งึ ๆ ย่อมมีอาการตา่ งๆ จะอธิบายพอเป็นทางด�ำริ
อาการแหง่ เมา นนั้ คือรวบรวมเอาอารมณต์ า่ งๆ เข้ามาหมกั ไว้ทต่ี น ดงั ความ
เขา้ ใจวา่ ตนไดร้ ูป ได้เสียง ได้กลนิ่ ได้รส ได้เครื่องสัมผัส หรอื ไดอ้ ารมณต์ า่ งๆ
75
มีมรรค ผล นิพพาน เป็นที่สุดมาไว้ในตน เพราะความเข้าใจว่าตนได้น้ันแหละ
เปน็ พยาน พึงเข้าใจว่ามีอาการมา จงึ เป็น มทโน (เมา)
อาการแห่งก�ำจดั เมาเสีย น้นั ได้แก่ ความเข้าใจตามเปน็ จริง ดงั ความเขา้ ใจว่า
อารมณ์อนั ใดก็คงเปน็ อารมณอ์ ันนั้น ท่ีสดุ ถงึ มรรคผลนพิ พานเป็นอยูอ่ ย่างไร ก็คง
เปน็ อยูอ่ ย่างนั้น ไมม่ ีอาการมาและไมม่ ีอาการไปอย่างน้ีเปน็ ต้น ช่ือว่า มทนิมมทโน
ก�ำจดั เสยี ซงึ่ ความเมา
อาการแหง่ กระหาย นน้ั ไดแ้ ก่ ความเขา้ ใจวา่ สรรพสงิ่ ทงั้ ปวงมรี ปู เสยี ง เปน็ ตน้
ตลอดถึงทาน ศีล สวรรค์ นพิ พาน เป็นทสี่ ดุ เป็นของไม่มีท่ตี น เพราะความเข้าใจว่า
ไมม่ นี นั้ เปน็ เหตุ จงึ ตอ้ งกระหายอยเู่ สมอ อยา่ งนเ้ี ปน็ อาการแหง่ ปปิ าสะ ความกระหาย
อาการแหง่ วินโย น�ำเสียใหส้ าบสญู นน้ั คือรู้จรงิ ตามความเป็นจรงิ วา่ อารมณ์
ทงั้ หลายเหลา่ นน้ั มีอยูท่ ี่ตนเสรจ็ แลว้ รสู้ ึกความอ่ิมอยเู่ สมอ จงึ ไมต่ อ้ งเอาตนไปเป็น
อารมณ์นั้นๆ ความอ่ิมอยู่ทกุ เมื่อนน้ั เองชอื่ วา่ ปิปาสวนิ โย น�ำเสียซ่งึ ความกระหาย
ใหพ้ นิ าศ
อาการแหง่ อาลยั นน้ั ไดแ้ ก่ ความเขา้ ใจวา่ อารมณท์ ง้ั หลาย มี รปู เสยี ง เปน็ ตน้
จนถึงวชิ ชา วมิ ตุ ติ สิ่งที่ตนเคยรู้ เคยเห็น เคยพบ เคยปะ เคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว
เหลา่ น้ันว่าเปน็ ของควรแก่ตน ตนควรได้ ตนควรถงึ ความทม่ี ่งุ หวังวนเวียนอยู่ด้วย
สัญญาอดตี อย่างน้ี เป็นอาการแห่งอาลโย อาลยั
อาการแหง่ สมคุ ฆาโฏ ถอนเสยี นนั้ คอื ความเขา้ ใจตามเปน็ จรงิ วา่ อารมณส์ งิ่ ใด
ซ่ึงเปน็ ส่วนอดีตกล็ ว่ งไปแลว้ ส่วนอนาคตก็ยงั ไมม่ าถึง สว่ นปัจจุบนั กเ็ ป็นอยู่อยา่ งน้ี
ขาดความเก่ียวเกาะในเรอื่ งสัญญาอดตี จงึ ชื่อว่า อาลยสมคุ ฆาโฏ ถอนเสยี ซ่ึงอาลยั
อาการแห่งวฏั ฏะ หมนุ เวยี น นน้ั ไดแ้ ก่ กรรม กิเลส วบิ าก ความจรงิ เรื่อง
ของวัฏฏะพรรณนาไม่มีท่ีส้ินสุด จะชี้แต่พอเป็นอุทาหรณ์เป็นทางเล็กน้อย ในส่วน
มโนกรรมมีลักษณะอย่างน้ี กรรมได้แกเ่ จตนา ความคดิ อ่านตอ่ จิต กิเลสนั้นได้แก่
76
ดชี วั่ เปน็ ผลของเจตนา วบิ ากนนั้ ไดแ้ กส่ ขุ ทกุ ข์ เปน็ ผลของดชี วั่ กรรมเปน็ ผลของวบิ าก
วนกนั ไปอยา่ งน้ี
ในสว่ นวจีกรรมนนั้ เปล่งวาจาออกไปเป็นกรรม ดีชวั่ เป็นกเิ ลส ไดร้ บั ผลสุข
ทุกข์เปน็ วบิ าก เปลง่ วาจาออกไปใหมเ่ ป็นกรรม วนกนั ไปอยา่ งนี้
ส่วนกายกรรมนนั้ คอื ทำ� กิจการงานดว้ ยกายเป็นกรรม การงานดชี ว่ั เป็นกิเลส
ได้รบั ผลสขุ ทุกข์เปน็ วบิ าก แล้วทำ� กจิ น้ันๆ ต่อไปอีกเปน็ กรรม วนกันไปอย่างน้ไี มม่ ี
ทสี่ น้ิ สุด
เมื่อรูจ้ กั วัฏฏะแลว้ เพ่งดอู ะไรมนั หมนุ กันไปท่ัวโลก ดงั อริ ยิ าบถ ๔ เดิน ยืน
นง่ั นอน กห็ มนุ กนั ไป เกดิ แก่ เจบ็ ตาย กห็ มนุ กนั ไป เชา้ สาย เทยี่ ง บา่ ย เยน็ วนั คนื
กห็ มนุ กนั ไป อาทติ ย์ จนั ทร์ ถงึ เสาร์ แลว้ อาทติ ยอ์ กี กห็ มนุ กนั ไป เดอื นอา้ ย เดอื นยี่
ถงึ เดอื น ๑๒ แล้วเดือนอา้ ยอกี ก็หมุนกนั ไป ปีชวด ปฉี ลู ถึงปีกุน แล้วปีชวดอกี
กห็ มุนกนั ไป ช้แี ต่พอเป็นตัวอย่างเทา่ นี้ อาการแหง่ วัฏฏะยอ่ มเป็นไปอยอู่ ยา่ งนี้
อาการแหง่ อุปจั เฉทะ หักวฏั ฏะ นน้ั มีอย่างเดยี ว คอื ปจั จุบนั เท่านั้น ถา้ เหน็
ปจั จบุ นั ธรรมเมอ่ื ไร เครอ่ื งหมนุ กห็ ยดุ สน้ิ จะเหน็ ปจั จบุ นั ไดก้ เ็ พราะอดตี อนาคต ดบั ไป
ถ้ายังเห็นว่าอดีตส่งมาให้เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันส่งไปให้เป็นอนาคต อย่างน้ีช่ือว่า
อดีตอนาคตทับปัจจุบัน เป็นเหตุให้วัฏฏะหมุนไม่มีท่ีส้ินสุด ต่อเมื่อใดได้เห็นอดีต
อนาคตเปน็ ของปจั จบุ นั เกดิ แตป่ จั จบุ นั เมอ่ื นนั้ แหละเปน็ วฏั ฏปู จั เฉโท หกั เสยี ซงึ่ วฏั ฏะ
อาการแหง่ ตณั หา นนั้ ไดแ้ ก่ ความสา่ ยไป ดน้ิ รนไป ทะเยอทะยานไปในกามภพ
รปู ภพ อรูปภพ
อาการแหง่ ขยะ ความสนิ้ ไป นนั้ ไดแ้ กค่ วามรจู้ รงิ ตามเปน็ จรงิ วา่ กามภพ รปู ภพ
อรปู ภพ เปน็ สภาวะมที ต่ี น เพราะเหน็ วา่ มที ต่ี นจงึ ขาดความสา่ ยไปดน้ิ รนไป ทะเยอทะยานไป
ในภพท้ัง ๓ จงึ เปน็ ตัณหักขโย สิ้นไปแหง่ ตัณหา
77
รวมใจความทง้ั ๕ บทนนั้ ดงั นี้ ความไมเ่ อาอารมณม์ าใสต่ น ชอื่ วา่ มทนมิ มทโน
ความอมิ่ ไมเ่ อาตนไปใสอ่ ารมณ์ ชอื่ วา่ ปปิ าสวนิ โย เพราะความไมเ่ อามาและไมเ่ อาไป
ทง้ั ๒ อย่างน้ันแหละ จึงชอื่ วา่ ขาดความเกาะเก่ียว เป็น อาลยสมคุ ฆาโฏ เพราะ
ขาดความเกาะเก่ียวซ่ึงเป็นสว่ นอดีต อนาคต น้ันแหละ จงึ เป็นอย่ดู ว้ ยปัจจบุ ันธรรม
เปน็ วัฏฏปู ัจเฉโท เพราะปจั จุบนั เปน็ ตน ตนเป็นปจั จุบนั น้ันเอง จึงสนิ้ ความส่ายไป
ดิน้ รนไปทะเยอทะยานไปในอารมณ์ต่างๆ จึงเป็นตณั หกั ขโย
เพราะปัจจุบันเป็นตัววิชชา แต่ปัจจุบันของกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรน้ัน
กม็ สี ว่ นหนงึ่ เปน็ ชาติกเิ ลส ปัจจบุ นั ของโลกตุ ระจึงเป็นชาตวิ ชิ ชาแท้ โลกใดมีปจั จุบัน
เป็นญาณทสั สนะ โลกนนั้ แหละเป็นวิราคธัมโม โลกใดเป็นวิราคธมั โม โลกนนั้ แหละ
เปน็ นโิ รธธัมโม โลกใดเป็นนิโรธธัมโม โลกนน้ั แหละเป็นนพิ พานธมั โม โลกใดเป็น
นพิ พานธมั โม โลกนนั้ แหละเปน็ อมตธมั โม
พึงเขา้ ใจวา่ วิราโค นิโรโธ นพิ ฺพานํ อมตํ เป็นชื่อแห่งอุตรโลกแท้
เมอ่ื จะรวมเนอื้ ความลงใหส้ นั้ ไดใ้ จความวา่ โลกนน้ั มอี นั เดยี ว หมายสงั ขารโลก
แตกตา่ งเป็นโลกมาก โดยลักษณะอาการเท่านนั้ เปรียบดงั ภาชนะมีถาด โถ โอ จาน
เปน็ ต้น ถา้ บรรจดุ อกไมธ้ ปู เทยี น หรือแกว้ แหวนเพชรพลอย กเ็ รยี กวา่ ถาดดอกไม้
ถาดธูป ถาดเทียน ถาดแก้ว ถาดแหวน ถาดเพชร ถาดพลอย เรยี กตามอาการของ
วตั ถทุ ่อี าศัย ขอ้ อุปมานฉ้ี ันใด คำ� ทว่ี า่ โลก เปน็ ข้ออปุ ไมยกฉ็ นั นัน้
เม่ือสาธุสัตบุรุษพุทธบริษัทผู้มีนามว่า โยคาวจร ผู้ไพบูลย์ด้วยปัญญินทรีย์
ได้ประสบพบเห็นโลกวินิจฉัยนี้แล้ว พึงตรวจดูลักษณะอาการแห่งความแตกต่าง
ของโลกใหช้ ดั ใจ เมอ่ื ไดค้ วามชดั แลว้ พงึ ตรวจดตู นวา่ สมยั นเ้ี รายงั ตกอยใู่ นวสิ ยั ของ
โลกใด ก็จะเข้าใจไดโ้ ดยไมต่ อ้ งสงสยั
เพยี งชั้นกามโลก รปู โลก อรูปโลก นั้น ถึงแม้ผูบ้ วช ณ ภายนอกพทุ ธศาสนา
บางพวกบางเหลา่ กอ็ าจแนะน�ำปฏบิ ตั ใิ หล้ ใุ ห้ถงึ ได้
78
ส่วนอุตรโลก มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวช้ีได้บอกได้แนะน�ำให้
ปฏิบัติให้เห็นด้วยตนได้ ซ่ึงพวกเราเหล่าพุทธบริษัทได้มาพบปะพระพุทธศาสนา
ไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี น ไดส้ ดบั ตรบั ฟงั จนเกดิ ความเลอ่ื มใสวา่ เปน็ ของประเสรฐิ จรงิ จงึ ได้
ต้ังใจยึดถือว่าเป็นสรณะของตน แต่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นโลกุตรสมบัติ น่ังเฝ้านอนเฝ้า
โลกตุ รทรพั ยอ์ ยู่ แตพ่ ากนั กระหายหนา้ เหี่ยวไปตามกัน น่าสมเพชเวทนานี้หนกั หนา
เปรยี บดงั บรุ ษุ ปญั ญาเขลานอนเฝา้ ตมุ่ เงนิ ตมุ่ ทองอยู่ แตไ่ มเ่ ขา้ ใจวธิ จี บั จา่ ยใชเ้ งนิ
ใชท้ อง สทู้ นความลำ� บาก อดเครอื่ งใชส้ อย อดอาหาร สนู้ อนแขมว่ ทอ้ งหวิ อาหาร หนา้ เซยี ว
อยเู่ ปล่าๆ นา่ สลดสังเวชใจน้หี นักหนา
ยตุ อิ ุตรโลกลงไว้เพยี งเทา่ นี้ บรรยายโลกวินจิ ฉัยพอแกเ่ วลา เอวัง กม็ ีแลฯ
ตอ่ นีท้ า่ นสกวาที ปรวาที จักปจุ ฉาวสิ ัชนาโตต้ อบซึง่ กันและกนั เลก็ นอ้ ย
ถามว่า ทา่ นแต่งโลกวินิจฉยั น้เี พือ่ ประโยชนอ์ ะไร
ตอบวา่ เราแต่งข้นึ ไว้เพอ่ื ประโยชน์จะให้ผฟู้ งั รู้จกั สังขารโลก
ถาม รจู้ กั สงั ขารโลกมปี ระโยชน์อะไร?
ตอบ ความร้เู ปน็ ตวั วิชชา ร้จู กั สงิ่ ใดย่อมเป็นประโยชนแ์ กต่ นในสง่ิ นน้ั ไม่มีท่ี
สิ้นสุด
ถาม ท่านแสดงวา่ โลกอะไรกม็ ีทตี่ น เทวดา อนิ ทร์ พรหม ยม ยกั ษ์ สวรรค์
นพิ พาน กม็ ีท่ีตน ถา้ อยา่ งนั้นพระคมั ภรี ต์ า่ งๆ ทที่ ่านแสดงนรกสวรรค์ อนิ ทรพ์ รหม
วา่ มีพภิ พเปน็ ตงั้ อยู่ ชต้ี ำ� บลดังพระอนิ ทรอ์ ยู่ยอดเขาพระสุเมรุ เป็นตน้ ช่ือวา่ เป็นอัน
ทา่ นคดั คา้ นแลว้ ทง้ั สนิ้ นรก สวรรค์ ตามทที่ า่ นแสดงไวเ้ หลา่ นน้ั เปน็ อนั ไมม่ ี คงมอี ยทู่ ่ี
ตัวเราเทา่ น้นั อย่างนั้นหรอื ?
79
ตอบ จะถอื เอาเนอื้ ความวา่ เราเปน็ ผคู้ ดั คา้ นคมั ภรี ฎ์ กี าวา่ ทา่ นแสดงผดิ เปน็ อนั
ใชไ้ มไ่ ด้ อยา่ งนนั้ ไมช่ อบ เราไมไ่ ดต้ เิ ตยี นวา่ ทา่ นแสดงผดิ เปน็ แตเ่ ราเหน็ วา่ นรก สวรรค์
นพิ พาน เปน็ ของมอี ยทู่ ต่ี น ถา้ หากวา่ มตี นจรงิ ทา่ นแสดงไวใ้ นคมั ภรี ฎ์ กี าอยา่ งไร กช็ อื่ วา่
เปน็ อันมีตามทท่ี ่านแสดงไวท้ ุกส่ิงทุกอยา่ ง ถ้าสงิ่ เหลา่ นัน้ ไม่มตี วั ของตนแล้ว กช็ ื่อว่า
เป็นอันไมม่ ี เราแสดงอยา่ งนต้ี ่างหาก
ถาม ทา่ นเข้าใจว่าทา่ นดกี ว่านักปราชญ์โบราณอย่างนัน้ หรือ?
ตอบ ท�ำไมท่านจงึ ถามอย่างนนั้
ถาม เราเห็นว่าหนงั สือเก่ามมี ากนกั พระไตรปฎิ ก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระอรหันต์เจ้าได้ยกข้ึนสู่สังคายนาจารึกลงใบลานไว้แล้ว โลกวินิจฉัยไตรภูมิท่าน
ก็มแี ล้ว จะนอนดแู ต่หนงั สอื เก่าชวั่ ชีวิตหนึง่ กไ็ ม่จบ ท่านจะต้องแตง่ อกี ทำ� ไม?
ตอบ ออ้ ทา่ นสกวาที เขา้ ใจวา่ เราแตง่ หนงั สอื นม้ี เี จตนาจะอวดดบิ อวดดี ยกตน
ข่มท่าน หม่นิ ประมาทโบราณาจารย์ ความเข้าใจของท่านอยา่ งน้นั ผิดไป ความจรงิ
นกั ปราชญโ์ บราณทา่ นเฉียบแหลม ร้จู ักพทุ ธาธบิ าย แสดงสิง่ ใดก็ช้ชี ัดเจนหวงั จะให้
เปน็ ประโยชนแ์ กพ่ วกเราหลา่ พทุ ธบรษิ ทั แท้ เรามคี วามเคารพนบั ถอื ไหวก้ ราบอยเู่ สมอ
วชิ ชาทเี่ ราแตง่ นกี้ ไ็ ดจ้ ากพระคมั ภรี โ์ บราณาจารยท์ งั้ สนิ้ วชิ ชาของเราเองไมม่ อี ะไรเลย
ถาม ถ้าอย่างนั้นจะต้องแตง่ ทำ� ไม?
ตอบ เราแตง่ เพอื่ จะระบายสมมตชิ นั้ คนเกา่ กบั ชน้ั คนใหมใ่ หล้ งกนั จะไดเ้ ขา้ ใจงา่ ย
เทา่ นน้ั
ถาม สมมตคิ นเกา่ สมมติคนใหม่ อย่างไร?
ตอบ เราเห็นว่าแต่พุทธกาลมาจนบัดนี้ หลายชั่วบุรุษนัก ย่อมเปล่ียนยุค
เปลยี่ นคราว เปลย่ี นสมมติ เปลยี่ นบญั ญตั ิ เปน็ ลำ� ดบั มา ดงั คำ� โบราณเรยี กวา่ ไวท้ กุ ข์
แก่ผู้ตาย ทกุ วันนกี้ เ็ รยี กวา่ ไว้ทกุ ขเ์ หมือนกนั แตห่ นา้ ตาผิดกัน ไว้ทกุ ขโ์ บราณน่งุ ขาว
80
หม่ ขาว ไวท้ กุ ขใ์ นสมยั นนี้ งุ่ ดำ� หม่ ดำ� เรอ่ื งเกา่ กบั เรอ่ื งใหมช่ อ่ื ลงกนั แตอ่ าการไมล่ งกนั
อยา่ งนี้ ทำ� ใหเ้ ราพศิ วงในพระธรรมวนิ ยั คำ� สง่ั สอนของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ มาหลาย
สบิ ปแี ลว้ ครนั้ เราตรองไดค้ วามตามประสงคข์ องโบราณาจารยแ์ ลว้ จงึ คดิ แตง่ ระบาย
สมมตใิ หต้ รงกนั เพอื่ ประโยชนแ์ กผ่ ศู้ กึ ษาเลา่ เรยี นนอ้ ยตอ่ ไป แตค่ งไมใ่ หเ้ สยี หลกั เดมิ
ดัง กามโลก รปู โลก อรูปโลก โลกตุ ระ มรรคผล นิพพาน ดัง กหาปณะ เครื่อง
จับจ่ายใชส้ อยแทนเงนิ แทนทอง ของพระราชาทรงพระราชบัญญัตติ ้องมีต�ำลึง บาท
สลึง เฟื้อง เป็นหลักเดิม ถึงจะใช้เบี้ยใช้เก๊ใช้อัฐใช้สตางค์ก็คงคิดแบ่งเข้าหาหลัก
มกี ำ� หนดเทา่ นน้ั เป็นตำ� ลึงเปน็ บาทเป็นสลงึ เปน็ เฟือ้ งตามเดมิ เป็นแตเ่ ปลี่ยนแปลงให้
เหมาะใหค้ วรแกย่ คุ แกส่ มยั เทา่ นนั้ ถงึ แมว้ า่ เราแตง่ หนงั สอื กป็ ระสงคจ์ ะใหค้ นชนั้ ใหม่
ใชไ้ ด้ ดังอฐั ดังโสฬสดงั สตางค์ ฉะนน้ั
ถาม หนงั สอื เกา่ ใช้ไม่ไดห้ รือ?
ตอบ ใชไ้ ด้ กแ็ ตไ่ มร่ จู้ กั ใชด้ งั เครอ่ื งประดบั ใชส้ อยของคนโบราณทท่ี า่ นรวบรวม
มาไวใ้ นโรงมวิ เซยี ม กล็ ว้ นแตข่ องดๆี แหง่ คนเกา่ ถา้ คนทกุ วนั นเี้ อามาประดบั ตกแตง่
ใช้สอยจะต้องได้ความหัวเราะเยาะเย้ยแต่มหาชนสมัยนี้สักเพียงใด ผู้ฟังหนังสือ
โบราณก็ยอ่ มไดค้ วามเขา้ ใจตามกิเลสของตนเท่านน้ั โดยมาก
ถาม ทา่ นพดู อะไรกพ็ อฟงั ได้ ชกั เปรยี บเทยี บกเ็ หมาะดี ขอถามอกี สกั หนอ่ ยเถอะ
โลกตุ ระ หรอื อตุ รโลก ตามทท่ี า่ นแสดงมานน้ั ทา่ นเขา้ ใจวา่ ทา่ นไดท้ า่ นถงึ จรงิ ๆ หรอื ?
ตอบ ทา่ นสกวาทเี หน็ จะเพง่ โทษดว้ ยอตุ รมิ นสุ สธรรม จงึ แคะไคค้ าดคนั้ ไตถ่ าม
จริงจังอย่างน้ี ท่านอย่าสงสัยเลย โลกตุ ระหรืออุตรโลกนัน้ เป็นธรรมไมม่ อี าการมา
ไม่มีอาการไป ถ้าเราได้ก็ช่ือวา่ มอี าการมา ถา้ เราถึงก็ชอ่ื ว่าอาการไป
ถาม ถ้าอยา่ งนัน้ ทา่ นเข้าใจอุตรโลกอยา่ งไร?
ตอบ อ้อ เราเข้าใจตามเนอื้ ความแห่งพระอฏั ฐงั คกิ มรรคต่างหาก เราจะได้จะ
ถงึ อะไร
81
ถาม ไดฟ้ งั ทา่ นตอบวา่ ทา่ นรทู้ า่ นเขา้ ใจอตุ รโลกตามเนอื้ ความพระอฏั ฐงั คกิ มรรค
ไมม่ อี าการได้ ไมม่ อี าการถงึ เทา่ นี้ ขา้ พเจา้ เกดิ ความเลอ่ื มใสมากทเี ดยี ว ขอทา่ นแสดง
พระอัฏฐังคิกมรรคตามวิธที ีท่ ่านเข้าใจอนเุ คราะห์แก่ข้าพเจา้ ด้วย
ตอบ เราเตม็ ใจจะแสดงแตใ่ จความ จะแสดงตามวภิ งั ค์ เราเหน็ วา่ ของทา่ นบรบิ รู ณ์
อยแู่ ลว้ มเี นอื้ ความตามพระอฏั ฐงั คกิ มรรควา่ สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ ๑ สมั มาสงั กปั โป
ความดำ� รชิ อบ ๑ สมั มาวาจา เจตนาเปน็ เหตกุ ลา่ วชอบ ๑ สมั มากมั มนั โต เจตนากรรม
เปน็ เหตทุ ำ� การงานชอบ ๑ สมั มาอาชโี ว เจตนาธรรมเปน็ เหตเุ ลยี้ งชพี ชอบ ๑ สมั มาวายาโม
ความเพยี รชอบ ๑ สมั มาสติ ตง้ั สตชิ อบ ๑ สมั มาสมาธิ ตง้ั จติ เสมอชอบ ๑ องคท์ ง้ั ๘ น้ี
เปน็ อวัยวะแห่งมรรค ตอ้ งเลา่ บ่นจำ� ทรงไว้ใหไ้ ดเ้ พราะเปน็ มชั ฌิมาปฏิปทาแท้
ตอ่ นจ้ี ะอธบิ าย ถา้ จะแสดงตามทางที่ควรตรกึ ตรองไดใ้ จความอย่างนี้ มรรค
แปลวา่ ทาง ทางนนั้ เป็นทางจรงิ แต่ไม่ตอ้ งเดิน เพราะทางนัน้ เปน็ ธรรม ธรรมนนั้
มีอนั เดียว จงึ ขาดอาการไปและอาการมา เปน็ แตป่ ระเภทอาการของธรรมน้ันมตี ่างๆ
ดงั รูปธรรม นามธรรม รูป นาม เป็นอาการของธรรม
ดงั กศุ ลธรรม อกศุ ลธรรม อพั ยากฤตธรรม, กศุ ล อกศุ ล อพั ยากฤต เปน็ อาการ
ของธรรม. ดงั ปรยิ ตั ธิ รรม ปฏบิ ตั ธิ รรม ปฏเิ วธธรรม, ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ ปฏเิ วธ เปน็ อาการ
ของธรรม
ธรรมซง่ึ ได้นามว่ามรรค ในทนี่ ้ีหมายปฏบิ ตั ิธรรม คือธรรมท่ีมขี ้อปฏิบตั ชิ อบ
เปน็ อาการเครอ่ื งแสดงใหร้ ดู้ ว้ ยวา่ ธรรมทจ่ี ะไดน้ ามวา่ มรรคนนั้ ตอ้ งแสดงลกั ษณะ คอื
ศลี คือสมาธิ คือปัญญา เปน็ อาการของตน จะรู้วา่ ธรรมหมวดใดเปน็ ศีล ต้องรดู้ ้วย
วจสี ุจรติ ๔ เป็นสมั มาวาจา กายสุจริต ๓ เปน็ สมั มากัมมนั โต การเล้ียงชพี ชอบ ๑
เปน็ สมั มาอาชโี ว ทา่ นเรยี กวา่ อาชวี มฏั ฐกศลี หรอื เรยี กวา่ วริ ตั ไิ ตรเหตุ เปน็ อาการเครอื่ ง
แสดงตนว่าเปน็ ศลี
จะรวู้ า่ ธรรมหมวดใดเปน็ สมาธิ ตอ้ งรวู้ า่ สมั มปั ปธาน คอื ความเพยี รกลา้ เปน็ ไป
ในกาย เป็นไปในจิต เป็นสัมมาวายาโม มกี าย มีเวทนา มจี ิต มธี รรม เป็นอารมณ์
82
ที่ตงั้ ของจติ คือพระสติปฏั ฐาน เปน็ สัมมาสติ มใี จเปน็ ทีส่ งบอยู่ของใจ คอื ต้งั มนั่
ในอารมณ์ คอื สติปฏั ฐานน้ันเอง เปน็ สัมมาสมาธิ เป็นอาการเครอ่ื งแสดงตนวา่ เป็น
สมาธิ
จะรวู้ า่ ธรรมหมวดใดเปน็ ปญั ญา ตอ้ งรดู้ ว้ ยอาการเครอ่ื งแสดงคอื ญาณทสั สนะ
เหน็ ตนเปน็ ตวั ทกุ ข์ เพราะสงั ขารเปน็ ตน เหน็ สงั ขารเปน็ ตวั เหตใุ หท้ กุ ขเ์ กดิ ขนึ้ เพราะ
รู้ไม่เทา่ สังขาร เหน็ ความดับของสงั ขาร คอื ความรูเ้ ทา่ ของสงั ขาร เห็นปุญญาภสิ งั ขาร
ว่าเป็นตัวเหตุท่ีจะให้สังขารท้ังส้นิ ดบั ไป เปน็ วิสงั ขาร เป็นสัมมาทฏิ ฐิ ความตรติ รอง
คอื ความคดิ นกึ อันสัมปยุตดว้ ยปุญญาภสิ งั ขารอยู่เสมอ เป็นสัมมาสังกปั โป จะรูจ้ ัก
ปญั ญาตอ้ งรดู้ ว้ ยอาการแหง่ ปญั ญาอนั เปน็ ไปในตนอยา่ งน้ี เปน็ อาการเครอื่ งแสดงตน
วา่ เป็นปัญญา
พงึ เข้าใจว่า ศลี สมาธิ ปัญญา เป็นอาการของตน มรรคนน้ั แหละทา่ นทม่ี ีศลี
สมาธิ ปญั ญา เปน็ อาการของตน มรรคอนั นน้ั แหละทา่ นเรยี กอรยิ มรรค ทา่ นพงึ ตรติ รอง
ในอรยิ มรรคใหไ้ ดค้ วามชดั เจน แตท่ า่ นอยา่ เพง่ ออกไปตามหนงั สอื ใหเ้ พง่ ดทู กี่ าย วาจา
ใจ ใหเ้ ปน็ เอกายนมรรคขนึ้ ใหจ้ งได้ ความรไู้ มเ่ ทา่ สงั ขารเปน็ ตวั อวชิ ชา ความรเู้ ทา่ สงั ขาร
เปน็ ตวั วชิ ชา ผรู้ เู้ ทา่ สงั ขารยอ่ มเอาตวั รอด ผมู้ ปี ญั ญาเอาตวั รอด นกั ปราชญท์ า่ นกลา่ ววา่
เปน็ ยอดชน ขอจบลงเพียงน้.ี
83
กาพย์รถไฟหลวง
คัดจากหนังสอื อนสุ รณใ์ นงานพระราชทานเพลิงศพ
พระเทพวรคุณ (ภทฺราวุโธ อำ่� )
๙ มีนาคม ๒๕๑๒
อุกาสะวนั ทาก้มขาบ อย่าให้บาปคุณแก้วทงั้ สาม
ขอคุณงามความดีทกุ ส่ิง คุณลำ�้ ยิง่ บิดามารดา
คณุ ครูบาอาจารยท์ กุ หมู่ มาเป็นคนู่ ำ� ข้าใส่ทาง
มาสอ่ ยถางน�ำทางไปก่อน ผขู้ า้ ออ่ นความคิดความตรอง
อยากขอลองแตง่ กลอนแตง่ กาพย ์ ใหส้ ภุ าพฟงั เลน่ หมว่ นหู
บ่มีครูแตง่ ไปดื้อๆ บไ่ ด้ซ้ือความคิดของไผ
ทางรถไฟอบุ ลโคราช ของปลาดแต่ก่อนบ่มี
มันเหลือดีอุบลกรุงเทพฯ มันเป็นเขตทางยดื ทางยาว
เดินตามคราวเถงิ เดือนจงึ ฮอด รถไปทอดบเ่ ถิงสองวัน
อัศจรรยม์ ันเรว็ มนั แลน่ ตง้ั หากแหม่นค่าจ้างบ่แพง
ขน้ึ รถแดงชน้ั สามขนาด สิบสองบาทกรงุ เทพฯ อุบล
ฝงู คนเฮาหาเงินเตรยี มไว้ ยามใกล้ๆ งานใหญ่กรงุ ศรี
บต่ ้องหนขี น้ึ รถไปเบิ่ง จกั ไดเ้ พ่ิงเงินบาทเงินแบงก์
รถบ่แพงไปดใู ห้ได้ พระบาทไทต้ นยอดกรงุ ศรี
พระเคยมีเงนิ หลวงบ่ขาด อย่าประมาทมนั หม่วนเหลือใจ
ทางรถไฟหลายสายมาจอด มารวมฮอดกรุงเทพฯ ทุกสาย
ปรยิ ายทางรถบอกไว้ ทางทศิ ใตแ้ หลมมะลายู
มนั น่าดูทางยาวหลายแยก ทางไปแตกใกลเ้ มอื งนคร
รถมนั จรสองวันถึงเขต นามวเิ ศษประดงั เบซา
คณนาช้ันสามขนาด ยส่ี ิบเจด็ บาทขไ่ี ด้สุดทาง
84
บอกสายกลางทางไปเชียงใหม่ เปน็ ทางใหญ่ทางยดื ทางยาว
นับตามคราวรถเดนิ คนื เศษ ควรสังเกตค่ารถชั้นสาม
บ่ตอ้ งถามเสยี สิบเก้าบาท เป็นขนาดแต่ต้นถึงปลาย
อกี หนึ่งสายปราจณิ สดุ เขต ฝรง่ั เศสสุดเขตต่อกนั
บ่เต็มวันพอเย็นก็ฮอด รถมาจอดพอตาวนั แดง
ค่าบ่แพงตีตั๋วหกบาท เป็นขนาดแต่ตน้ เถงิ ปลาย
จักขยายสายเมอื งโคราช ไปบ่ขาดเถงิ เมืองอบุ ล
อนสุ นธบิ์ อกเปน็ ระยะ จำ� ไวน้ ะชื่อสถานี
จำ� ให้ดีท่รี วมกรงุ เทพฯ นามวเิ ศษชอื่ หวั ลำ� โพง
โอดโถงสถานีใหญ่ สรา้ งขนึ้ ใหม่ท้ังกวา้ งทัง้ ยาว
ถือปนู ขาวมุงบนแหม่นแก้ว งามเลิศแลว้ หน้าต่างประตู
เป็นนา่ ดูทุกหนทุกแหง่ เขาช่างแตง่ หอ้ งทีท่ ำ� การ
แต่งสถานหอ้ งไว้รบั แขก ห้องแปลกๆ เขาขายกาแฟ
มลี บั แลของขายเกล่ือนกลาด ตงั้ ตลาดขายเขา้ ขายปลา
ขายทัง้ ยาแก้โรคต่างๆ ขายทกุ อยา่ งปกุ หมึกปากกา
มีเหลือตาของกินของใช้ มีบ่ไฮผ้ า้ แผ่นแพรใบ
ผใู้ ดไปจักเห็นสู่มอ้ื บย่ ากซือ้ ชมเลน่ ชื่นใจ
เปน็ คนไทยคนจีนคนแขก หน้าแปลกๆ นงั่ ซอ้ื นงั่ ขาย
เขาทง้ั หลายแต่งตวั สะอาด เขาฉลาดหาเงนิ หาทอง
มีเขา้ ของตามใจผู้ซอ้ื มืดอือ้ ตื้อคนเขา้ มาโฮม
คนมาโฮมใกล้รถจักออก มันบห่ ยอกยาดเข้าตีต๋วั
หน้าอยากหวั เงินแพงแทๆ้ มันฟ่าวแก้ซงิ ให้ก่อนเขา
บอกสำ� เนาไว้เพยี งเท่าน้ี เฮาจกั ชีบ้ อกเหตรุ ายทาง
ไวเ้ ป็นกลางไปมาจกั ฮู้ คัน้ ขน้ึ ตู้รถหวั ล�ำโพง
ได้แปดโมงพอดียามเช้า คนนัง่ เฝา้ เขาตรี ะฆงั
พอไดฟ้ งั คนขับเปิดโหวด เสยี งโทดๆ รถแล่นตามราง
มาตามทางท่สี องเขาจอด คอื มาฮอดทจี่ อดสามเสน
ตามเสกลบูฮาณเผนิ่ เว่า ตั้งแตเ่ ค้าเผิน่ เอนิ้ สามแสน
85
บม่ แี ผนมแี ต่ค�ำเว่า ว่าพระเจ้าองค์ใหญอ่ งค์หลวง
อยใู่ นกวงกลางวงั แม่นำ�้ ใหญ่หลื่นด้ามยกขึน้ บ่แกน
คนสามแสนลากขน้ึ บไ่ ด้ เลยทิ้งไว้ในนำ�้ อย่างเดมิ
จึงได้เติมชอ่ื คลองน้ีใหม่ เรยี กชอื่ ไวว้ ่าคลองสามแสน
บ่มแี ผนสามเสนเกิดใหม่ เฮาบอกไว้กันแกผ้ ู้ถาม
บ่พอยามฮบั คนฮีบออก แลน่ จอดๆ ผา่ นท่งุ นาสวน
ถึงกระบวนทีส่ ามบางซอ่ื คำ� วา่ ซ่ือบอกวา่ คลองตรง
คลองมันตรงไหลลงแม่น้ำ� เลยเรียกซ�้ำบางซือ่ บางตรง
รถประสงค์รับคนเลยจอด รถมาทอดคนขน้ึ คนลง
เฮาประสงค์ตำ� บลบางซื่อ บอกใหจ้ อื่ โฮงปูนซเิ มน็ ต์
เขาไปเข็นดนิ ขาวมาไว้ เขาหากใชท้ �ำข้ึนเปน็ ปูน
เขาเพิ่มพูนประสงคห์ ลายอย่าง เขาเปน็ ช่างประสมเป็นปนู
เขามที ุนหลายแสนหลายล้าน เขาบ่ค้านจึงมง่ั จึงมี
ลูกกลุ ีเขามบี น่ ้อย นบั ด้วยฮ่อยส่อยแบกสอ่ ยขน
อนุสนธิ์บอกไวพ้ อฮู้ พวกรถตเู้ ขาแล่นตอ่ ไป
เดินไวๆ เขาเถิงทสี่ ี่ สถานีเขาเอน้ิ บางเขน็
เป็นกรรมเวรในคลองนำ้� ตน้ื นำ้� ขึน้ น้อยเฮอื เขาไปนา
การไปมาเข็นเฮือกนั ยาก เขาออกปากเอ้นิ วา่ บางเข็น
เหตุเขาเข็นลากเฮือทกุ ข์ยาก เหตุค�ำปากมันหลากมนั ตาย
มันจึงกลายบางเขนภายสร้อย เวา้ แตน่ อ้ ยพอฮชู้ ่ือบาง
รถเดินทางสบื ไปภายหนา้ เถิงท่ี ๕ หลกั ๔ เครือ่ งหมาย
รถบก่ ลายสง่ คนลงข้ึน กลา่ วถงึ พน้ื หลัก ๔ พอเห็น
เปน็ เสกลพอให้ฮูเ้ หตุ อุปเทศแตค่ รง้ั กรงุ ศรี
พระภมู ีใหว้ ดั เส้นเชอื ก วดั เป็นเทอื กแต่ข้างก�ำแพง
อยา่ ระแวงกำ� แพงกรงุ เทพฯ ไปจดเขตกรงุ เกา่ เมอื งหลวง
ส่ังกระทรวงปกั หลกั ๑๐๐ เส้น อย่าไดเ้ วน้ หลกั ฮอ้ ยเคร่อื งหมาย
เป็นอุบายเคร่ืองหมายใหฮ้ ู้ เป็นกระทู้หลัก ๑ หลกั ๒
ไปจนผองใหเ้ ถงิ กรุงเก่า บอกแตเ่ ค้าเสน้ ๑ ซาววา
86
กาลนานมาหลักหายเสยี เกลีย้ ง ยงั บ่เสี่ยงหลกั ๔ หลกั ๖
ครน้ั มาตกรถไฟฮเู้ หตุ จึงบอกเขตตงั้ สถานี
ตามชอื่ มหี ลกั หลัก ๖ หลัก ๔ บอกถว้ นถี่ให้สนิ้ สงสยั
พวกรถไฟเดนิ รถไปหนา้ บ่ใหช้ ้าถึงเขตที่ ๖
อย่าวติ กดอนเมืองช่ือตัง้ เขาไปยัง้ คนขนึ้ คนลง
เฮาประสงค์อยากให้ฮเู้ หตุ อปุ เทศชอ่ื วา่ ดอนเมือง
แตข่ ัดเคืองบม่ คี นฮู้ ตามกระททู้ น่ี นั้ ชอบกล
เป็นมณฑลเนินทรายใหญ่กวา้ ง ตามเขตข่วงโดยรอบสดุ ตา
เป็นทงุ่ นาหาเนนิ บ่ได้ พระบาทไทต้ นยอดกรุงศรี
พระภมู ีโรงงานไปตงั้ ไปอยู่ฮง้ั สร้างเครือ่ งเฮือบิน
เป็นอาจิณเฮือบนิ เกิดหน้ั เวา่ ส้ันๆ พอฮ้เู หตุผล
รถฮับคนแล่นเลยไปหนา้ ไปบ่ช้าถงึ เขตท่ี ๗
บอกไวเ้ สรจ็ สถานทย่ี ก ชือ่ หลกั ๖ รถไฟเขาจอด
รถเขาทอดคนขน้ึ คนลง รถประสงคแ์ ลน่ ไปภายหน้า
รถบ่ช้าถงึ คลองรงั สติ เขาประดิษฐ์สร้างโรงท่ี ๘
โรงเขาแฝดใหญก่ วา้ งตดิ กัน เปน็ สำ� คัญช่ือคลองอนั น้ี
เฮาจกั ชค้ี ลองใหม่ ๘ วา วดั ไปมาบอกทางคลองกวา้ ง
ไผก็ทว้ งอยากฮเู้ หตุผล ไผก็จนบอกกนั บไ่ ด้
พระบาทไท้ตนยอดกรงุ ศรี พระภูมใี หข้ ดุ คลองใหม่
คลองมนั ใหญน่ านแล้วหลายปี บุญพระมไี ด้พระองค์เจา้
พระอยเู่ กล้าทรงประทานพร นามกรรงั สิตลกู ไท้
เลยยกให้เปน็ เจา้ ชอ่ื คลอง เป็นท�ำนองสบื มาเดียวนี้
เฮาหากชีพ้ อแก้ผ้ถู าม เสยี งโครมครามแล่นไปข้างหนา้
ไปบ่ชา้ ท่ี ๙ พอดี สถานีชอ่ื วา่ เชยี งราก
รถออกจากเชียงรากบ่นาน เถิงสถานช่อื เชยี งรากใหญ่
ชือ่ บใ่ หมเ่ ป็นที่ถ้วน ๑๐ เฮาได้หยบิ เอามาบอกไว้
เหตบุ ไ่ ดเ้ รอื่ งเก่านิทาน บช่ ำ� นาญค�ำว่าเชียงราก
แตด่ หู ลากเป็นช่ือหนองฮี หนองน�้ำมสี องหนองเปน็ คู่
87
หนองน้ันอยู่บห่ า่ งไกลกนั เปน็ ส�ำคัญหนองน้อยหนองใหญ่
มนั บใ่ สม่ ีน้ีแห่งเดียว ฮมิ ทางเทยี วส่องแคลงทา่
เดินตรงหน้าไปส่เู มืองอนิ ทร์ มีนำ้� กินทห่ี นองน้อยใหญ่
เขากใ็ ช่เชยี งรากเหมือนกัน เปน็ ส�ำคญั สองหนองพีน่ ้อง
ชื่อก็พอ้ งเชยี งรากอยา่ งเดียว ใหเ้ ฉลยี วค�ำวา่ เชียงราก
รถออกจากเถงิ บางปะอิน พระนรินทร์สร้างวงั ประพาส
มปี ราสาทวงั ใหญ่วงั งาม มอี าฮามวัดหลวง ๒ แห่ง
พระหากแตง่ สร้างไว้ท�ำบุญ เปน็ มงคุณแก่เมอื งแกบ่ ้าน
เฮากลา่ วตา้ นบอกไวใ้ หเ้ สรจ็ ท่ี ๑๑ สถานีใหญ่
รถแล่นใส่สบื ต่อทรี่ อง ท่ี ๑๒ บ้านโพรมิ น้�ำ
รถแล่นซ้�ำเถิงที่ ๑๓ อันมนี ามเมอื งหลวงกรงุ เก่า
รถแลน่ เขา้ หยุดยั้งอยนู่ าน เปน็ สถานคนลงขึ้นมาก
มหี ลายภาคแขกเจก๊ มอญไทย จกั กล่าวไปพอให้ฮ้เู หตุ
อปุ เทศกรงุ เกา่ เมอื งหลวง เกิดขดั ขวงแตเ่ สิกพม่า
อา้ ยผีบา้ พม่าฉบิ หาย มันท�ำลายเผาเมืองเผาบา้ น
พวกหนา้ ด้านเผาวดั อาราม กรรมจึงตามเปน็ ขา้ ฝรั่ง
รับคำ� ส่งั ฝร่งั เปน็ นาย เกิดฉิบหายเหตมุ ันใจบาป
มนั มาหาบเอาเงินเอาทอง เอาเขา้ ของเมอื งไทยไปเส่ยี ง
ขนไปเกลย้ี งเหลือไว้แตด่ ิน พระภูมนิ ทรเ์ มืองไทยกม็ ้วย
เปน็ เหตุด้วยความโงโ่ มหา ถ้าดงั่ ราชาของเฮาสมู่ อื้
อ้ายหัวดือ้ พมา่ ฉิบหาย นา่ เสียดายของหลงั ของเก่า
เหลือแต่เทา่ โบสถว์ ัดวิหาร กลา่ วต�ำนานไว้เพียงเลก็ นอ้ ย
รถเคลอื่ นคลอ้ ยอยุธยา เถิงสถานถี ้วน ๑๔
มันเป็นที่บ้านมา้ แตเ่ ดิม เขาจึงเติมสถานีบ้านม้า
รถบ่ช้าแล่นต่อทางไป บ่สไู้ กลแลน่ ไปภายหน้า
ท่ี ๑๕ ชอ่ื มาบพระจันทร์ เป็นสำ� คญั ทเี่ วิงทุง่ กว้าง
เขาจง่ึ ทว้ งเดอื นแจ้งเบ่ิงงาม ครน้ั ถงึ ยามฤดูนำ�้ มาก
ดหู ลากๆ เหล่ือมๆ พรายๆ ดูไปหลายเป็นแสนมาบๆ
88
จึงขนาบว่ามาบพระจันทร์ รถส�ำคัญแล่นไปภายหนา้
มนั บช่ ้าเถงิ ท่ี ๑๖ อยา่ วติ กจกั บอกใหแ้ ล้ว
บา้ นพระแก้วหยดุ พกั ตามการ ตามต�ำนานตน้ มีพระแก้ว
พระผ่านแผ้วคนยอดกรงุ ศรี พระภูมียกคนท้งั บา้ น
บ่ใหค้ า้ นเป็นข้าบัวระบัด จึง่ ให้จัดเปน็ ข้าพระแกว้
จดั ไว้แลว้ เป็นบ้านสบื มา บอกศาลาว่าขา้ พระแกว้
จดั ไวแ้ ล้วหลายขวบมนั กลาย คนท้ังหลายเปน็ ไทยเหมิดเกลีย้ ง
ข้าหายเสยี่ งเดยี วน้บี ม่ ี ประเวณีบม่ ขี า้ ทาส
เหตพุ ระบาทตนยอดภมู ินทร์ พระนรนิ ทรห์ าสุขแก่ไพร่
บ่ใหใ้ ช้ขา้ ทาสเบียนกัน บอกสำ� คญั ไวเ้ พยี งเล็กนอ้ ย
รถเคล่ือนคอ่ ยเถงิ ท่ี ๑๗ บอกเบ็ดเสร็จภาชที างแตก
เป็นทางแยกวนั ออกวันตก ทางวนั ตกยกเถงิ เชยี งใหม่
เป็นทางใหญ่ทางยดื ทางยาว ทางไปลาวทางตาวันออก
เฮาจึงบอกไปสุดอบุ ล มีผคู้ นข้นึ ลงเหลอื มาก
มนั ลำ� บากแต่หาสตางค์ การเดินทางมีเงินบย่ าก
บ่ล�ำบากทนั อกทนั ใจ จกั กลา่ วไปสายทางโคราช
รถกา๊ ดๆ จากบ้านภาชี บ้านภาชแี ต่เดิมบ้านมา้
ช่อื บ้านมา้ กรงุ เก่ากม็ ี บ้านภาชพี วกรถเขาต้งั
เปน็ ท่ยี งั้ บใ่ ห้ถืกกนั บอกส�ำคัญไวเ้ พยี งเลก็ น้อย
รถนับฮอ้ ยเขาจอดเปน็ แถว เสียงแซวๆ เอ้นิ กนั ข้ึนตู้
ผู้บฮ่ ู้ข้นึ ต้ผู ิดทาง ถามคนกลางเขาคอยช้ีบอก
ไปบางกอกหรือลพบุรี ทางยังมีแกง่ คอยโคราช
อย่าใหพ้ ลาดทางแยกเปน็ สาม ให้ฮีบถามขน้ึ รถให้แม่น
อยา่ สแู้ ลน่ คอ่ ยขึ้นคอ่ ยลง เฮาประสงคบ์ อกไว้เพียงน้ี
รถเฮาขอ่ี อกจากภาชี สถานเี ป็นที่ ๑๘
ที่ ๑๘ ชอ่ื บา้ นหนองกวย ค�ำวา่ กวยเป็นชอ่ื ตน้ ไม้
ลาวขี้ไต้ลืมช่อื เมอื งหลงั ลาวขถี้ งั จำ� ไทยมาเว่า
ไทยผูเ้ ถา่ เขาเรยี กตน้ กรวย ลาวสวยๆ คอแลนเขาเรียก
89
บส่ �ำเหนียกเอ้นิ วา่ หนองกวย ค�ำวา่ กวยกระทอก็วา่
หรือกระต่าตาห่างตาฮี ถา้ เป็นทีวา่ กวยกไ็ ด้
หนองนี้ใช่เขาพักสานทอ สานบ่หลอสานกวยสานต่า
เขาจงึ ว่าเอ้นิ ชอื่ หนองกวย รถเขารวยรับคนแล่นตอ่
รถแลน่ ตอ่ เถงิ บ้านหนองแซง บ้านหนองแซงเป็นที่ ๑๙
ถกื ช่ือเค่าชอื่ เกา่ ของลาว เหตุพวกลาวแต่เดมิ เขาใช้
เป็นตน้ ไม้ล�ำน้อยชือ่ ตรง เขาประสงคต์ ดั มากรยุ งุ้
ลำ� บ่ยงุ่ สานได้ดงั หวาย ตัดหลายๆ มาขายกไ็ ด้
คนชอบใช้ทำ� เฝือกท�ำฝา พรรณนาบอกพอให้ฮู้
รถบ่อยู่เขาเปดิ ต่อไป เดนิ ไวๆ เถิงบ้านตลาด
บ้านตลาดเป็นทีค่ บซาว พวกสาวๆ ขายของกันหยุง่
ขายทั้งกุ้งปลาคอ่ ปลาเขง็ พวกนกั เลงกำ� เงินหาซ้อื
เสียงอๆู้ ขายพรอ้ มสู่อัน เป็นสำ� คญั จง่ึ เอ้ินตลาด
รถกา๊ ดๆ ไปหนา้ บอ่ หนา หนองสดี าซาวเอ็ดรถจอด
รถเขาทอดคนขึน้ คนลง เฮาประสงค์บอกให้ฮู้เหตุ
อปุ เทศเอ้ินหนองสีดา หนองแคมนามีตน้ ฝร่ัง
ต้นฝรงั่ ลาววา่ สดี า พรรณนาบอกไวพ้ อฮู้
พวกรถตู้เขาแล่นเลยไป หยุดรถไฟที่บ้านปอ๊ กแปก๊
บ้านปอ๊ กแป๊กเป็นท่ี ๒๒ ลาวทั้งผองหนองกวยมาที่
ต่อแตน่ ้กี ระทง่ั แกง่ คอย อยู่ตามดอยตามดงกม็ าก
ไทยโคราชยังขัน้ อยู่กลาง ระยะทางเฮาจกั ช้บี อก
ไทยบา้ นนอกเอาชื่อสังมา เขาชา่ งหาเอ้นิ บ้านปอ๊ กแป๊ก
ค�ำป๊อกแป๊กเสียงนอ้ ยเสยี งเบา ตามส�ำเนาฝนตกป๊อกแปก๊
ป๊อกแป๊กนั้นฝนถืกหลงั คา ของตกมาป๊อกแปก๊ เลก็ นอ้ ย
เวา่ จอ้ ยๆ เหมิดฮอมปัญหา เหมิดปญั ญาบอกจรงิ บไ่ ด้
พวกลาวใตล้ าวลา่ งตีนเขา เพศของเขาน่งุ ซน่ิ น่งุ ผ้า
ยามเขาบ้าอยากเป็นสาวไทย ใส่กำ� ไลนุ่งผ้าสอดเต่ยี ว
ยามไปเทีย่ วอยากเป็นสาวลาว ซ่อนซน่ิ ขาวนงุ่ ซน่ิ ตาแหล่
90
ตัง้ คอื แขอ้ ย่นู �้ำอย่บู ก สกปรกใจเขาบเ่ ทีย่ ง
ใจคว้ำ� เบ่ยี งเว้าช้ไู ทยลาว ยามเปน็ สาวสวยงามพอใช้
มันขไี้ ฮย้ ามเฒ่าคอื ผี แม่นอหี ลบี ่ใช่แข่งเวา่
คนเฒ่าๆ งามแยม้ บ่มี สาระบรุ เี ปน็ ตายดังนี้
คำ� เฮาชล้ี องเจ้าเบิ่งใจ เป็นวสิ ัยหมอล�ำเขาว่า
ข้อยฮกั เจา้ ดอกข้อยหยอก เจ้าเหล่นลองใจเจา้ เบิ่ง
ขอ้ ยเหยาะหยอกเยา้ ใจเจา้ อยา่ เคอื ง
ตโตตงั้ จาหนา้ ต่อไป พวกรถไฟเขาเลยไปหนา้
ไปบช่ า้ เถงิ บา้ นปากเพรยี ว บา้ นปากเพรยี วซาวสามทีจ่ อด
รถมาทอดตง้ั แม่นหนา้ เมอื ง เปน็ ตาเคืองหน้าเมอื งแท้ๆ
เมอื งเกา่ แก่สาระบรุ ี สถานีเอาเพรยี วมาตั้ง
ช่อื เขาต้งั ชือ่ ห้วยชือ่ คลอง ผิดทำ� นองชอื่ เมอื งบเ่ วา่
เมอื งเป็นเคา้ ควรต้งั เครอื่ งหมาย รถเลยกลายไปหาที่จอด
รถไปทอดท่บี า้ นหนองบัว บ้านหนองบวั เป็นที่ ๒๔
บอกให้ถห่ี นองใหญม่ บี ัว น่าอยากหวั พวกลาวขน้ึ รถ
สั่นทดๆ ย่านแต่บท่ นั เปน็ นา่ ขันพายถงหามหาบ
พายท้ังดาบทัง้ ห่อรุงรงั เป็นตาซงั แบกแคนไปพรอ้ ม
แคนก้อมๆ พาหมว่ นพาเมา รถบเ่ ซาแล่นไปภายหน้า
ถ้วน ๒๕ ช่อื บา้ นแก่งคอย อย่ใู กล้ดอยสถานใี หญ่
เขาสร้างไว้เกบ็ สิ่งเกบ็ ของ เขาผปี องปลูกโรงปลกู ร้าน
เหตุเปน็ บา้ นอยเู่ ข่ิงหวา่ งกลาง คือทางกรงุ กบั ทางโคราช
ท่ีสะอาดสร้างใหญ่สร้างโต ที่ระโหหมู่บ้านกม็ าก
บ่ลำ� บากหาผกั หาปลา อยากไปหาหมกู วางก็ได้
เหตุอยู่ใกล้ตีนป่าตนี ดง เฮาประสงค์อยากบอกชอื่ ตง้ั
ฮไู้ วบ้ ้างค�ำวา่ แก่งคอย เหตใุ กลด้ อยอยู่ฮมิ แมน่ ้�ำ
น้ำ� แมน่ ้นั เขาเอน้ิ น�้ำสัก หินสลักเกยี ดกนั น้�ำไว้
หินเกดิ ใต้ตนั น�ำ้ ท่ัวไป เปน็ ค�ำไทยเขาเรียกวา่ แกง่
มันหากแบง่ ผิดจากคำ� ลาว พวกคนลาวเขาเรยี กวา่ แก้ง
91
มันหากแย่งผดิ เอกกับโท เลยเลโลฟงั กันบไ่ ด้
คำ� ต่อท้ายคองถา้ วา่ คอย คนส�ำออยเขาคิดหาเหตุ
อุปเทศจกั เอิน้ แก่งคอย มชี ายพอยคอยสาวอยูแ่ กง้
สาวหนา้ แห้งอยู่ใตไ้ ปไกล สาวเสียใจคอยผัวฮอ่ งไห้
เขาเล่าไวต้ ง้ั แต่ประถม ลมวอยๆ แก่งคอยสาวไห้
เฮากลา่ วไวพ้ อฮคู้ �ำต๋ัวะ น่าอยากหวั คำ� ตวั๋ ะคนเก่า
เขาสา่ งเวา่ สาวไห้คนเดียว สาวปากเพรียวแก่งคอยทุกบ้าน
สาวหนา้ ดา้ นฮอ่ งไห้ส่คู น สงั บ่ขนเอาคำ� มาเว่า
พวกสูเจา้ ฟังแล้วอยา่ หลง เฮาประสงคแ์ ต่งค�ำฟงั เล่น
เฮาจักเวน่ เว่ามากเสียการ แตง่ ต�ำนานสบื ไปโคราช
รถกา๊ ดๆ ออกจากแก่งคอย เถิงตีนดอย ๒๖ รถจอด
ท่ีเขาทอดเขาเอ้นิ ทบั กวาง คนท้ังปวงเขาไปหาเน้ือ
เขามาเฮ่ือนอนฮ่ังนอนแฮม ชื่อจึงแถมทับกวางตอ่ ไว้
รถจงึ ได้มาต้งั เครอื่ งหมาย เฮาจกั บรรยายบอกไว้ถ้วนถี่
ประเทศนีภ้ ูมิพน้ื ดินดี มวี ารนี ำ้� ซับไหลออก
มาจากซอกทางฮอมตนี เขา เป็นทเี่ ซาโรงงานมาตั้ง
เขามายัง้ หดั ปลกู หัดฝงั เฮ็ดยายยงั เปน็ เวงิ ใหญก่ วา้ ง
สวนใหญ่กวา้ งเขาปลูกมีครู หัดกันดพู รวนดนิ รดนำ้�
ปลูกลืน่ ด้ามเหลือซ่อื เหลือขาย ปลูกหลวงหลายทั้งผักทงั้ เขา้
เขาจึงเว่าเอ้ินว่ากสิกรรม การเขาทำ� หวงั ดตี ่อไพร่
พระบาทไทท่ รงโปรดกรณุ า เพ่มิ ปญั ญาหากินแกไ่ พร่
พระจ่งึ ได้เบิกจา่ ยเงนิ ทอง มาส�ำรองเลี้ยงครเู ลี้ยงศิษย์
ให้เป็นฮดี เปน็ ต้นเครอ่ื งหมาย เว้าไปหลายช้าการเดนิ หนา้
รถบช่ า้ แล่นขึ้นตนี เขา ฮอดบอ่ นเซาชอ่ื วา่ หินลบั
หินลบั น้เี ป็นท่ี ๒๗ เบ็ดเตลด็ บอกไวใ้ หฮ้ ู้
เป็นกระทูห้ ินลับมดี ขวาน อยากไตส่ วนเข้าดงทางใต้
เขา้ ป่าไม้มหี ้วยหินงาม บต่ ้องถามแตห่ นิ ลับมดี
หินประณีตลบั มดี ขวานคม มีอดุ มคนเขาชอบใช่
92
ในทใ่ี กล้วงนบ้ี ่มี สถานยี มื ชือ่ มาต้งั
เหตมุ ายั้งในเขตตำ� บล สบั ประดนต้ังชอ่ื หนิ ลับ
หินลบั มดี ตามน้ีบ่มี ใกลส้ ถานีมีแต่หนิ หยาบๆ
บเ่ ปน็ บาปต้งั ชอ่ื เครอื่ งหมาย ปริยายภายหลงั จกั ฮู้
พอรถตู้เขาแลน่ เลยไป ระยะไกลถงึ ท่ี ๒๘
ท่ี ๒๘ เขาเอิ้นหมวกเหล็ก บ่มเี หลก็ บม่ ที ง้ั หมวก
ค�ำวา่ หมวกเขาใช้งำ� หัว เขาส่างตว๋ั ะเอาเหล็กเฮด็ หมวก
มันบส่ ะดวกจักหนักกระบาล ตามต�ำนานเขามีมาเกา่
เขาส่างเวา่ ว่าบา้ นหมกุ เหล็ก บา้ นหมุกเหลก็ อยูใ่ นไปมาก
เขาจ่งึ ลากเอาชอ่ื มากลาง ไวฮ้ มิ ทางจงึ กลายเป็นหมวก
หมกุ และหมวกเฮาอู้บ่ถอง เฮาผปี องกลา่ วพอฮู้เหตุ
รถประเวศเดนิ หนา้ ตอ่ ไป เดินไวๆ เถงิ ท่ี ๒๙
นามแตเ่ คา่ ปางโสกเครื่องหมาย คนท้ังหลายเอิ้นว่าปางโศก
คำ� ว่าโศกเป็นช่อื พฤกษา เป็นหมู่หนาแต่ลว้ นต้นโศก
เกิดตามโคกตามมาบหอ่ มเขา เปน็ ท้องสำ� เภาเขาไปตงั้ บา้ น
คนบ่คา่ นบ่โศกบ่เหงา คนบเ่ มาใฮสวนเขาสรา้ ง
มีลูกจา้ งตดั หลวั ตดั ฟืน ยามกลางคืนเขาไปนั่งห้าง
ใหล้ กู จ้างทำ� ส้มไว้ขาย คนทง้ั หลายเดนิ ทางมาฮอด
พวกรถจอดซอื้ สม้ เขากนิ เปน็ อาจิณบอกพอฮไู้ ว้
รถเขาใช้จักรแลน่ ตามทาง เหมิดหว่างกลางลงเขาไปหน้า
รถบช่ า้ เถิงท่ี ๓๐ เฮาจกั หยบิ ช้ีบอกคล่องๆ
ช่อื ปากชอ่ งปากปา่ ปากดง เขาประสงค์อยากให้ฮ้เู หตุ
ที่สุดเขตดงพระยาไฟ พึงสนใจปากช่องแต่กอ่ น
บ่แมน่ บ่อนต้ังสถานี นอกวถิ ีเขา้ ไปทางใต้
มนั บใ่ กลไ้ ปอีกยงั นาน ปางปูฮาณทางคนทางต่าง
ในระหว่างจกั เขา้ ในดง เขาจ�ำนงเอน้ิ ว่าปากช่อง
ช่อื ปากชอ่ งเป็นชอ่ื ต�ำบล อย่าสงนบ่แมน่ ชือ่ ใหม่
เปลยี่ นท่ีใหม่แตส่ ถานี เขายินดเี อาชื่อมาไว้
93