ช่ือจงึ ไดป้ ากช่องตามเดมิ สุขกระเสริมอุดมท่นี ้ี
เฮาจกั ชีเ้ ปน็ พ้ืนดนิ แดง ปลกู ฟักแตงปลูกมันปลกู เผือก
มนั บเ่ ลือกปลกู อ้อยของกิน ปลกู ลงดนิ งามตายทกุ อยา่ ง
ดที กุ อย่างทงั้ ไฮ่สวนนา แตก่ อ่ นมาเขากลัวความไข้
คนจงึ ได้มนี อ้ ยบห่ ลาย เหตุกลวั ตายไขด้ งท้องปา้ ง
เมียเป็นฮา้ งเปน็ หมา้ ยก็หลาย เหตุค้าขายทางดงตายมาก
ความลำ� บากเดียวน้ีบม่ ี ไข้แลน่ หนีแต่รถมาฮอด
เหตบุ ุญยอดพระเจ้าอย่หู ัว ผีมนั กลวั กลางดงอยู่ได้
บม่ ีไข้เจบ็ ปว่ ยเป็นสุข ย่งิ สนกุ กวา่ ชาวนานอก
เฮาชี้บอกพอฮ่แู ยบคาย ผู้เป็นนายพากนั สมมา้
เลี้ยงไวท้ ่าใชร้ าชการ กองทหารท้งั กองต�ำรวจ
ท่านประกวดเลย้ี งมา้ เล้ียงงัว วางกนั นัวปากช่องจนั ทกึ
ดูพลิ ึกเล้ียงมากเลย้ี งมาย เว้าไปหลายเสยี ทางเดินหน้า
รถบ่ชา้ ถงึ เขต ๓๑ บอกไว้เสรจ็ ชือ่ บ้านจนั ทกึ
ช่ือพิลกึ แตก่ ่อนเปน็ เมือง ช่อื ของเมอื งนครจันทึก
คำ� จันทึกเฮานกึ บเ่ ห็น มันเปน็ เข็ญมักเจบ็ มกั ไข้
คนจึงไฮ้บ่แผ่บพ่ ืน เขาจึงคืนเปน็ เมืองบไ่ ด้
เหตมุ ันใกล้ปากชอ่ งดงหลวง คนท้ังปวงไข้ตายกันมาก
แสนลำ� บากเดยี วนจ้ี ึงหาย ปริยายไว้เพยี งเล็กนอ้ ย
รถแลน่ ค่อยเถงิ ลาดบวั ขาว ลาดบัวขาวที่ ๓๒
จกั บอกคลองหนองบวั อย่ใู ต้ อย่บู ่ใกลอ้ ย่หู ่างออกไป
พวกรถไฟเอาชื่อมาไว้ เหตุอยากใหฮ้ ู้เขตต�ำบล
พวกรถยนต์เขาแลน่ ไปหนา้ ไปบช่ ้าถงึ เขต ๓๓
อันมนี ามสำ� โรงบา้ นใหม่ รถแล่นใส่ทางหนา้ ตอ่ ไป
บ่สู้ไกลท่ี ๓๔ นามเขามีวา่ หนองน้ำ� ขุ่น
นำ้� บ่ขนุ่ สนี �ำ้ ใสขาว แตค่ นลาวคนไทยโคราช
นง่ั ตลาดขายสิง่ ขายของ หาเงนิ ทองแตง่ ตัวดอู าจ
ขาวอาดหลาดสายสรอ้ ยตมุ้ หู เปน็ หนา้ ดูสาวไทยเหน็บเตีย่ ว
94
เฮ็ดหน้าเบี้ยวเบอื นบง้ึ เบิ่งชาย เว้าไปหลายช้าทางเดินหน้า
รถบช่ า้ ถึงสถานี นามเขามีว่าบ้านสีควิ้
บา้ นสีค้ิว ๓๕ พอดี บอกไว้ทีพวกลาวพายัพ
เขาช่างรับว่าเขาเป็นญวน ดูกระบวนเขานุ่งซิ่นต่าง
ลายมนั หา่ งบ่ล่องลายขวง ลายทง้ั ปวงด�ำแดงเทา่ น้นั
บส่ า่ งขัน่ เหลอื งมุย่ คอื ลาว พวกคนลาวน่งุ สิน้ ลายล่อง
ลายเป็นช่องลายลอ่ งคามขา เขาสา่ งหาลายสีมาขนั้
เวา้ ให้สนั้ สีคิ้วบา้ นงาม เป็นสนามเลยี้ งงัวฝูงใหญ่
งวั ฝูงใหญแ่ ม่นงวั เจ้าเมือง บ่ขัดเคอื งเจ้าเมอื งโคราช
มนั มาขาดเม่อื ตง้ั เทศา แตก่ ่อนมาเจ้าเมืองงวั มาก
บ่ทุกขย์ ากเขาฮ่ังเขามี บอกเปน็ ทีการหลังฮไู้ ว้
บดั นไ้ี ดม้ าต้ังอำ� เภอ อยา่ เผอเลออ�ำเภอจันทึก
ชอื่ พิลึกเมืองเก่าเครื่องหมาย เขาเสียดายชื่อเมอื งเกา่ ฮ้าง
เอาสรา้ งสคี ิว้ อำ� เภอ อย่าสเู้ ผลออ�ำเภอจนั ทกึ
มนั พิลึกเฮานึกเฮาตรอง เป็นท�ำนองจอ่ื จ�ำเอาไว้
รถจึง่ ไดเ้ ดินหนา้ ตอ่ ไป พวกรถไฟเดนิ ไปบ่ช้า
เถงิ ภายหนา้ ท่ี ๓๖ เขายกชอื่ โคกสะอาด
โคกสะอาดแตก่ อ่ นบม่ ี สองสามปเี ขามาตั้งบ้าน
เขาบ่คา้ นเบิกโคกเปน็ นา คนไปมาอาศยั พกั จอด
เขาจ่งึ ทอดเป็นสถานี ตามวิถีรถแล่นไปหนา้
รถบช่ ้าเถงิ บ้านสงู เนนิ นับบเ่ กิน ๓๗ แท้
เฮาบอกแก้คำ� วา่ สงู เนนิ บา้ นสงู เกนิ เนนิ สูงบา้ นใหญ่
ฝงู พวกไพร่ลาวจากเวยี งจันทร์ เขาขยนั สรา้ งเฮอื นสรา้ งบ้าน
เขาบ่ค้านเวียกไฮน่ าสวน พอสมควรบา่ วสาวสะอาด
คนฉลาดชา่ งเวา้ ชา่ งจา คนไปมาชอบเซาบ้านน้ี
แต่กอ่ นก้มี แี ต่คนลาว ครนั้ เถิงคราวรถไฟมาฮอด
มตี ลอดท้งั เจก๊ ท้งั ไทย เป็นก�ำไรอ�ำเภอมาตง้ั
มาอยฮู่ งั่ การบา้ นการเมอื ง บข่ ัดเคอื งเขา้ ของในหลาด
95
ในตลาดมีพร้อมทุกอัน บอกสำ� คัญรถเดินไปหนา้
มันบ่ชา้ ๓๘ พอดี บอกไวท้ กี ดุ จกิ ชื่อต้ัง
อนั ชื่อตัง้ นามว่ากดุ จกิ มักหยกุ หยกิ ไทยลาวต่างเว้า
กุดน้ันค�ำเว้าถืกกัน เป็นส�ำคัญหมายวงั มนี ำ�้
ครนั้ มีน�้ำวังกว้างขอบยาว ไปตัง้ คราวบ่มแี ม่น�ำ้
นำ�้ เชน่ นน้ั เขาเอิน้ ว่ากดุ คำ� ว่ากดุ ลาวไทยว่าถกู
ยงั บถ่ กู แต่คำ� ว่าจกิ คำ� ว่าจิกเป็นช่อื ไม้น�ำ้
ไม้จิกนำ้� ใบออ่ นเปน็ ผัก ลาวเขามักว่าผกั กระโดน
ไทยตะโกนเอน้ิ ว่าจกิ นำ�้ บอกไวซ้ ำ้� กันแกผ้ ูถ้ าม
รถแลน่ ตามมาเถงิ โคกกรวด พึงสำ� รวจ ๓๙ สถานี
รถจรลีเถิงภเู ขาลาด ทสี่ ะอาด ๔๐ ถ้วนพอดี
รถฮบี หนเี ขา้ เมืองโคราช เถงิ โคราชถ้วน ๔๑
บอกไว้เสรจ็ โรงยาวใหญ่กว้าง สร้างใหญก่ ว้างเปน็ ที่ท�ำงาน
เป็นสถานทา่ มกลางหวา่ งเคงิ่ เป็นทางเกิ่งกรงุ เทพฯ อบุ ล
ทางอบุ ลไปตาวนั ออก เฮาจกั บอกทางไปอุดร
รถเขาจรแยกกนั โคราช แต่กรงุ เทพฯ สุดเขตอุดร
ทางโคจรเกง่ิ กางโคราช เมืองโคราชเปน็ ทส่ี �ำคญั
รถโฮมกนั คนหลายสูม้ ื้อ มขี องซอ้ื ของแลกของขาย
คนท้ังหลายไปมาบข่ าด มตี ลาดแต่ข้างวัดกลาง
ตามฮมิ ทางขายของทุกแห่ง เขาชา่ งแตง่ ไว้คอ่ งไวง้ าม
มไี ปตามฮิมทางหลายเส้น เขาบ่เว้นทางใหญ่ในเวยี ง
มีฮา่ นเฮียงเขาขายสดุ ยอด มีตลอดเถงิ หวั ตะโมน
หวั ตะโมนนอกเวียงไปรถ เสียงทดๆ คนซือ้ คนขาย
คนนง่ั ขายสาวๆ โดยมาก ดูหลากๆ เขาเอ้ขายของ
เหมอื นเขาปองล่อชายไปซอ้ื ชายหัวดือ้ อยากเขา้ ไปแยง
ของแพงๆ ตมุ้ หสู านสร้อย คา่ บน่ อ้ ยเขาคาดหลายสาย
เห็นผ้ชู ายท�ำตาวอกแวก คือนกแขกกินน�ำ้ หมนั่ เงย
คนบเ่ คยหลงกลเลยซ้อื เวา้ ซ่ือๆ สาวเจก๊ แกมไทย
96
เบ่งิ แตไ่ กลงามข�ำยามแยม้ งามแฉลม้ งามแก้มงามคาง
งามอกอางสาวนางโคราช เฮาบ่อาจชมได้เตม็ ใจ
ชมทางไปทางมาบ่ยาก มีรถลากรถมา้ รถยนต์
รบั ส่งคนไปมาจากรถ เสียงทดๆ แยง่ คนโดยสาร
บางประการเชญิ ไปพกั หอ้ ง เหตเุ ขาจ้องหาเงนิ หาทอง
ดเู กนิ ลองแก่ควรน่าเกลียด เปน็ นา่ เคียดจกั ขน้ึ รถไผ
อึดอดั เหลอื ทนล�ำบาก คือทกุ ขย์ ากอดอยากกลวั ตาย
ลกู ผูช้ ายขายกนั กลางบ้าน เฮด็ หนา้ ดา้ นยาดแจกปนั กัน
คอื หัวมนั หวั กลอยหวั เผือก มันชา่ งเสือกท�ำหน้าคือลิง
เปน็ ค�ำจรงิ บอกไว้เล็กนอ้ ย เว้าจ้อยๆ เหตุรถพานอน
เขาบจ่ รตอ่ ไปภายหนา้ เฮาจงึ กล้านอนเหล่นแต่งกลอน
นา่ สะออนงามเมอื งโคราช งามตลาดงามวัดอาราม
งามสนามทหารปนื ใหญ่ งามพวกไพรเ่ ขาสรา้ งเขาแปง
นอกก�ำแพงแต่สวนแต่บา้ น เขาบ่ค่านสวนหมากสวนพลู
คลองปะลแู ตส่ วนตลอด ตั้งแต่ยอดโคกกรวดมาเมือง
สองฟากเหมืองแตส่ วนออ้ ยต้อย มบี น่ อ้ ยเลี้ยงบา้ นเลย้ี งเมอื ง
บห่ อ่ นเคอื งไผไปต้องได้ เอาบอกไวเ้ ขาห่างเขามี
เป็นเศรษฐีด้วยกันโดยมาก คนทกุ ขย์ ากเมอื งน้ีบ่หลาย
ปริยายไวเ้ พียงพอฮู้ พวกรถตู้ตน่ื เช้าจักเดิน
บใ่ หเ้ กิน ๗ โมงจกั ออก เขาจึงบอกเตรยี มเน้ือเตรียมตวั
เตรียมทัง้ ครัวของกินหอ่ เข้า ขึน้ รถเช้าเดินหนา้ ตอ่ ไป
ทางบไ่ กลบัดเดียวกจ็ อด รถมาฮอดท่ถี ้วน ๔๒
ไว้เป็นคลองสถานีจิระ จำ� ไว้นะอยเู่ คงิ่ กลางเมือง
หรือยังเคืองอยากฮ่จู ิระ ค�ำจริ ะเป็นชือ่ ลกู หลวง
ลกู ในหลวงเอ้ินพระองค์เจ้า นามแต่เค่าชอ่ื จริ ะปวัตวระเดช
นามวิเศษช่ือกรมหลวงนครไชยศรี บญุ เพ่นิ มีเป็นแมท่ พั ใหญ่
ต้งั ตน้ ใหมส่ รา้ งคา่ ยทหาร ทา่ นเปน็ ประธานพามาสร้างค่าย
อยูเ่ ลยี บต้ายวงขอบหนองบวั เพ่นิ เปน็ ตัวผูพ้ ามาก่อ
97
เพ่ินจงึ ต่อถนนเขา้ เมือง สายเข้าเมอื งชือ่ ถนนจิระ
รถมาละตั้งสถานี ชื่อจง่ึ มีสถานีจิระ
เอาจริ ะค�ำตน้ พระนาม เปน็ คำ� งามช่ือทางชือ่ รถ
ใหป้ รากฏช่ือนั้นบห่ าย เป็นอบุ ายบอกพระนามภายสร้อย
เวา่ แตน่ อ้ ยรถแล่นตอ่ ไป บา้ นพะไลถ้วน ๔๓
บอกไวต้ ามพะไลชื่อหวา้ น คนตา่ งบา้ นเสยี งเว้าตา่ งกนั
มนั นา่ ขันหวั ไพลไทยใต้ โคราชใซ่เอนิ้ ว่าพะไล
พวกอยไู่ กลฝูงลาวเมืองนอก เขากลับกลอกเอิน้ ว่าหวา่ นไพ
คนชาติไทยมณฑลพายพั เขาชา่ งนบั เอนิ้ หัวปเู่ ลย
เฮาหากเคยฟังไว้ทุกท่า เฮาบอกวา่ มนั ถืกของไผ
ไพลพะไลหว้านไพเสียงใกล้ มนั บ่ใกลแ้ ตห่ วั ปเู่ ลย
ผ้บู เ่ คยพงั่ เขาบไ่ ด้ เฮาบอกไวพ้ อฮทู่ ัว่ กัน
เปน็ ส�ำคัญรถเลยไปหน้า ไปบ่ชา้ ถงึ บ้านพระเนา
เปน็ ท่ีเซาถว้ น ๔๔ บอกไวถ้ ค่ี ำ� วา่ พระเนา
ค�ำวา่ เนาเขมรว่าอยู่ บ้านพระอยู่วา่ บา้ นพระเนา
ถา้ เปน็ พระเนาเขมรเขาเฮยี ก พงึ ส�ำเหนียกเฮาเอนิ้ บา้ นตมู
บอกตามภมู ิเป็นพระหรอื พะ จ�ำไวน้ ่ะแปลได้ตา่ งกนั
รถเฮาผนั ต่อไปภายหนา้ รถบ่ชา้ ๔๕ อย่าถาม
อนั มีนามเขาเอ้นิ ทา่ ชา้ ง เขาหากอา้ งชา้ งขา้ มล�ำมูล
เหตุลำ� มูลแตเ่ ดิมแถบนี้ แต่กอ่ นนเี้ มอื งบ้านบม่ ี
ในครี เี ปน็ ดงปา่ ช้าง พวกหมอชา้ งมาคลอ้ งมาโพน
ตามหัวโนนแถบดงแถวน้ี ช้างหมนู่ ้ีขา้ มไปขา้ มมา
เหตุไปหาดงหลวงพนุ่ พ่ี ช้างหมนู่ เี้ ปน็ ต้นตัวดี
ตามวาทบี ฮู าณวา่ ไว้ คนชอบใช้ชา้ งต้นคนสพุ รรณ
คนสุพรรณสวยงามจนสา่ ชา้ งในป่าหมนู่ ้ีฉนั เดียว
เฮาหลงเทยี วชมดงเดินช้า เฮายังกลา้ อยากชมทุกอนั
ของส�ำคัญพวกขายเขา้ หอ่ ยังมตี ่อไก่ปิ้งติดกนั
ขอ้ สำ� คัญหลายตวั เข้าปง้ิ ยา่ งใสห่ ิง้ ตดั คอตัดขา
98
อกเขาหวาทบั แบนขา้ งยา่ ง เอาขนึ้ คา่ งหอ่ เขา้ เอนิ้ ขาย
บ่ใช่ขายแต่บ้านทา่ ชา้ ง บา้ นจกั ราชปลายมาศก็ขาย
นา่ เสียดายเสียแนวไกต่ อ่ ขายบ่ห่อตัวสองสลึง
ใจดือ้ ดงึ ฆา่ ไกซ่ ูม้ ้ือ เขาชา่ งดือ้ ฆา่ ซือ้ ฆา่ ขาย
ไก่ฉิบหายไก่แพงคราวนี้ เฮาจักช้เี ป็นบาปเป็นเวร
อย่าทำ� เข็ญใส่ตวั ภายหน้า อย่าไดบ้ า้ นำ� เงนิ น�ำทอง
อยากผิปองหาเงินกไ็ ด้ แต่ให้ใชป้ ลาแห้งปลาเคม็
ไปเลือกเลม็ เอาตามตลาด อยา่ ให้ขาดปิ้งไว้ซ้อื ขาย
เป็นอุบายหาเงินไปหนา้ รถบ่ช้าถึงที่ ๔๖
อยา่ วติ กชอ่ื ห้วยจกั ราช จักราชนเ้ี ป็นชอื่ เพียงแดง
ต้นแสบงไทยลาวเขาเรยี ก จงส�ำเหนียกตน้ น้เี ป็นแถว
เกดิ เปน็ แนวอย่ฮู มิ แคมนำ้� เขาเลยซ�้ำหมายห้วยช่อื มนั
เปน็ สำ� คัญหว้ ยจกั ราช ไทยโคราชตัง้ ช่ือต้งั เสียง
ตามส�ำเนียงสบื มาแตเ่ ค้า ให้หมู่เจ้าฟังแลว้ จ่ือเอา
รถของเฮาแล่นไปภายหนา้ รถบช่ า้ ถงึ ๔๗
บอกไวเ้ สรจ็ ช่ือบ้านหินดาด หนิ มนั ลาดเปน็ แผน่ เป็นลาน
บ่มีถานจงึ เรยี กหนิ ดาด รถกา๊ ดๆ เดินหน้าต่อไป
บส่ ้ไู กลที่ ๔๘ ชือ่ มนั แปลกวา่ ห้วยแถลง
รถแสวงส่งคนลงข้นึ เสียงอ้นึ ๆ เดนิ หนา้ ตอ่ ไป
บส่ ูไ้ กลหนองกระทงิ ชือ่ เคา้ ที่ ๔๙ เอ้นิ บ้านหนองกระทิง
บอกไวจ้ รงิ หนองกระทงิ งัวเถ่อื น มกี ลาดเกลือ่ นลาวเอ้นิ ว่าเมย
ผ้บู ่เคยจงจำ� เอาไว้ เฮาบอกใหก้ ันแกโ้ ลเล
ตามคะเณภาษาต่างชาติ ผฉู้ ลาดเวา้ ตอ่ ภายหลัง
รถเขาหวังแล่นไปบ่ช้า เถงิ คราหน้า ๕๐ พอดี
สถานชี ื่อลำ� ปลายมาศ ล�ำปลายมาศตกทางฮ่วมมลู
บต่ อ้ งคูณต้องหารบวกซำ้� เปน็ ล�ำนำ้� ลำ� ห้วยจ่ือเอา
ตามสำ� เนาเขมรประกาศ ชอ่ื ปลักมาศเปน็ ชื่อลำ� คลอง
เฮาผิปองแปลค�ำปะลกั เขมรปะลกั ไทยทักเงนิ บาท
99
เขมรวา่ มาศไทยเรียกทองค�ำ ควรจกั จำ� เงนิ ค�ำชื่อห้วย
แปลไวด้ ว้ ยหว้ ยเงินหว้ ยค�ำ ควรจำ� น�ำภาษาต่างชาติ
อยา่ ประมาทฟังแล้วจื่อเอา รถของเฮาแล่นตอ่ ไปหนา้
ไปบช่ ้า ๕๑ พอดี สถานีช่อื บ้านทะเมนไชย
ทะเมนไชยบถ่ ืกช่ือแท้ เขมรแทช้ ่ือทะเมนไตรย์
ทะเมนไตรเปน็ ชื่อต้นไม้ ลาวเขาใชว้ า่ ตน้ ลวงไชย
สที ะโนนไชยค�ำไทยเขาว่า บอกทุกทา่ ทั้งภาคเขมร
เป็นกรรมเวรเขมรตนั หน้า รถของขา้ เดินเรือ่ ยตอ่ ไป
เปน็ ทางไกล ๕๒ ถว้ น มีช่ือลว้ นเมอื งบุรรี ัมย์
บุรีรัมยเ์ ปน็ เมอื งมากอ่ น แต่เป็นบอ่ นสิน้ เขตคนไทย
ตอ่ ไปนเี้ ขมรมมี าก ตัง้ แตภ่ าคปางกอ่ นปางหลัง
รถไฟยงั บม่ มี าฮอด แถบนีต้ ลอดเปน็ เขตเขมร
ตามบรเิ วณป่าไพรมีมาก พวกลาวจากฝา่ ยใต้ขึน้ มา
จับไฮน่ าฮั่วสวนสรา้ งบ้าน ลาวบค่ ่านจับไฮ่จบั นา
ตามมรรคาบ้านลาวตลอด มาอยู่สอดแกมบ้านเขมร
บอกสะเกนไวพ้ อให้ฮู้ พวกรถตู้เขาแลน่ เลยไป
ท่ีอาศัยถว้ น ๕๓ บ่ใหถ้ ามชอ่ื บา้ นตะโก
คำ� ตะโกเป็นชอื่ ต้นไม้ ลาวเขาใช้เอ้นิ หมากโกนา
รถบอคาแลน่ ต่อไปอกี ถึงทผ่ี กี ๕๔ เปน็ รอง
อนั มีคลองเอ้ินหว้ ยหินลาด รถกา๊ ดๆ เขา้ ๕๕ สถานี
อนั มนี ามวา่ บ้านกะสงั ค�ำกระสงั หมากสงั ลาวเรียก
พงึ สำ� เหนยี กจำ� ไวใ้ ห้ดี สถานที ี่ ๕๖
อยา่ วิตกเขาเอิน้ ลำ� ชี ใกลล้ �ำชีมดี งป่าเผิง่
ไทยวา่ ผ้ึงมมี ากมีหลาย เขาซอื้ ขายทกุ ปีบ่ขาด
อยา่ ประมาทคำ� ว่าลำ� ชี บ่ใช่มชี เี ดยี วเท่าน้ี
ลำ� ชีนีช้ ีน้อยบ่ยาว ชที างลาวใหญย่ าวสดุ เขต
พึงสงั เกตอยู่เหนอื อุบล เป็นแมช่ ลแยกมูลฝงั่ ซ้าย
บ่ข้ีฮา้ ย ๒ ฟากแคมชี คนเขามหี ลายเมืองหลายบา้ น
100
คนหลายลา้ นสรา้ งไฮ่ทำ� นา พรรณนาถึงปลายสุดยอด
ไปตลอดภเู ขยี วภูเวยี ง กล่าวไวเ้ พยี งคำ� กลอนบข่ าด
รถแล่นปราดถงึ เมอื งสรุ นิ ทร์ เมืองสรุ นิ ทรถ์ ้วน ๕๗
รถหยดุ เสรจ็ คนขนึ้ คนลง เฮาประสงคอ์ ยากให้ฮ้เู หตุ
ในขงเขตของเมืองสุรินทร์ เป็นทด่ี ินแตด่ งแต่โคก
เมอื งกลางโคกแมน่ ้ำ� บม่ ี ยังมีดแี ต่บงึ สระมาก
บ่ล�ำบากใช้น�้ำตามสระ มีผกั ปลาหากินก็ได้
ใกลป้ ่าไม้ใกล้เขตภเู ขา ดูสำ� เนาเป็นเมืองเกา่ ฮา่ ง
เห็นจกั สรา้ งมากกว่าพันปี ชาวบุรีเขมรเป็นพนื้
คนในพืน้ ในเหลา่ ในกอ งามลออใหญส่ งู สะอาด
ยงั ปลาดแต่ไพร่ตามดง ดทู รวดทรงหางามไดย้ าก
เปน็ กากซากกำ�่ ๆ ด�ำๆ เขาวา่ คนข�ำชอบกันอย่างนั้น
เว้าเถิงชนั้ การห่างการมี เขาบป่ ีติหาเงนิ มาไว้
หาพอใช้พอกินพอทาน พอสำ� ราญเลี้ยงเมยี เลยี้ งลูก
ดูถกู เมอื งปา่ เมืองดง รถประสงคต์ ่อไปภายหน้า
ไปบ่ชา้ ถึงบ้านเมอื งที สถานีท่ี ๕๘
เฮาจกั แกดบอกไว้พอดี บ้านเมอื งทเี ป็นบา้ นเมอื งเก่า
เหมิดความเว้าประวตั ิบม่ ี รถออกหนีตอ่ ไปภายหนา้
เถิงบ่ชา้ ๕๙ สถานี บอกให้ดชี ่อื บ้านกระโดนคอ้
กระโดนค้อบถ่ กื ภาษา ตามภาษาว่ากระโดนควา้
กระโดนคว้ากระโดนโคกของลาว เฮาสบื สาวแปลค�ำมาไว้
รถจักรใชเ้ ดินหนา้ ต่อไป บส่ ไู้ กลเถงิ บ้านระแงง
อย่าคางแคงที่ ๖๐ ถ้วน ระแงงล้วนเป็นชอ่ื เขมร
ตามสะเกนช่ือลาวไม้ติว้ ไทยไมแ้ ต้วเขมรเอิน้ ระแงง
บา้ นระแงงอ�ำเภอมาตง้ั มาอย่ฮู ่งั ใกล้สถานี
นามเขามีสขี ะระภมู ิเ์ มอื งเก่า เอาชือ่ เค่ามาต้งั เคร่อื งหมาย
คนทง้ั หลายเรยี กอ�ำเภอใหม่ อ�ำเภอใหม่สีขะระภูมิ์
ตามภาคภมู เ์ิ ขมรเป็นพืน้ เวา้ ตื้นๆ บ้านโคกดินทราย
101
การค้าขายกันดารทกุ สิ่ง ยังแควนยง่ิ แตร่ ถมาเถิง
รถเดินเลิงขนของมาให้ มันจึงไดข้ ายแลกสู่กัน
บอกส�ำคญั ไวเ้ พยี งเลก็ นอ้ ย รถแลน่ คอ่ ยเถิงท่ี ๖๑
บอกไว้เสร็จช่ือบ้านกะลนั ค�ำกะลนั เขมรเขาเรยี ก
จงสำ� เหนียกไทยเรยี กไม้เขลง ลาวหมากเคง็ จำ� ค�ำเฮาวา่
แปลเป็นทา่ เรียกว่าบ้านเค็ง บา้ นหมากเคง็ บอกไว้พอฮู้
พวกรถตู้ไปหน้าบ่หน รถไปจนเถงิ ส�ำโรงทาบ
พากันทราบทถี่ ้วน ๖๒ เฮาจักปองบอกพอฮ่เู หตุ
จงสังเกตค�ำวา่ สำ� โรง ต้นสมั โฮงค�ำลาวเขาพดู
จงพิสจู นค์ ำ� ทาบตอ่ ไป อย่าสงสยั ตน้ ส�ำโรงเตย้ี
เตย้ี กบั เปลย้ี ลาวเอิน้ อยา่ งเดียว อย่าเฉลยี วบอกไว้พอฮู้
พวกรถตูเ้ ดนิ หนา้ ตอ่ ไป เถงิ ทับไชย ๖๓ ทจี่ อด
หว้ ยรถทอดเขาเอ้ินทบั ทัน ห้วยทบั ทนั มันเป็นหว้ ยใหญ่
มีป่าไม้อ่าวกว้างเปน็ นา อยคู่ บั คาเขมรหมดเขต
จงสงั เกตตอ่ นี้แดนลาว เฮาจักสาวทับทนั มาเว้า
ทัพของเจ้าอนเุ วยี งจันทน์ เกิดสำ� คัญกบฏกรงุ เทพฯ
เขามาเสพต้งั คา่ ยเกณฑ์พล อยตู่ �ำบลใกลห้ ว้ ยอนั นี้
หว้ ยอันนีม้ ีต้นทันหลาย มันเกิดยายอยใู่ กล้ตลง่ิ
มันเป็นสิ่งเอิ้นหว้ ยหมากทัน เปน็ ส�ำคัญกองทัพมาตง้ั
กองทัพยั่งอยนู่ ี่หลายเดือน เลือ่ นสะเทือนทัพทนั ชอ่ื หว้ ย
บอกไวด้ ว้ ยชอื่ ห้วยทพั ทนั ลาวหมากทันพดุ ทราไทยเรียก
ส�ำเหนยี กไวพ้ อแกผ้ ้ถู าม ผดิ กต็ ามเฮามีความเว้า
รถแล่นเข้าทจี่ อดหนองแคน บ้านหนองแคน ๖๔ ทอด
รถเขาจอดคนขนึ้ คนลง เฮาประสงค์ใหฮ้ ูห่ ลายอย่าง
ค�ำต่างๆ เขาเอ้ินวา่ แคน คำ� ว่าแคนหมอล�ำเขาชอบ
เขาต้องสอบหัดเป่าหลายเพลง พวกนกั เลงเป่าไดห้ ลายวาด
มดี ่ืนดาดเขาเอ้ินวา่ แคน อีกมนั แสนเดนิ ทางทุกข์ยาก
แสนลำ� บากเขาเอิน้ เหมือ่ ยแคน อกี กกแคนเปน็ ช่อื ตน้ ไม้
102
มีบไ่ ฮไ่ ทยว่าตะเคยี น มเี สยี นเลยี นฮมิ หนองต้นใหญ่
เขาจึงใสช่ ่อื ว่าหนองแคน บอกเป็นแผนคำ� แคนพอฮู้
พวกรถตเู้ ดนิ หนา้ ตอ่ ไป บ่สไู้ กลรถเถิงทจี่ อด
รถเขาทอดทบ่ี า้ นกำ� แพง บา้ นก�ำแพง ๖๕ ทพ่ี ัก
เปน็ สำ� นกั เมอื งเกา่ บฮู าน เหมดิ ต�ำนานยังเหลือแตท่ ราก
เหลือแต่กากเมืองเก่าก�ำแพง เขามาแปลงปลูกเฮือนสร้างบ้าน
จง่ึ กลา่ วต้านว่าบ้านก�ำแพง เหมิดท้ังแขวงของเกา่ อยูน่ ่ี
เฮาจักชีไ้ ปน่ีบ่ไกล มีน้ำ� ใสสระโตใหญก่ ว้าง
ในเขตขวา่ งใกล้ฝัง่ ฮิมสระ มขี รุขระสถานเทวรูป
เป็นสถปู ของคนบฮู าน มตี ำ� นานวา่ สระส่ีแจ่งมแี ฮ้งสีต่ ัว
ผูห้ ญิงมผี วั ผูช้ ายออกลูก เขาส่างผกู เว้าตอ่ กนั มา
เปน็ ปฤษณาบฮู านสืบตอ่ เผิน่ มาก่อสรา้ งบ้านสรา้ งเมอื ง
บ่หอ่ นเคืองชอื่ เมืองศีรษะเกษ ถือเอาเลศเมืองเก่ามสี ระ
ไปสถาตัง้ เมอื งข้นึ ใหม่ จงึ ไดใ้ ส่ชอื่ วา่ เมอื งศีรษะเกษ
เป็นเมืองวเิ ศษเดียวน้สี บื มา บม่ ีตำ� ราบูฮานบอกไว้
เฮาซอกใสห่ าเว้าสู่ฟงั คนภายหลังจักได้ฮูเ้ หตุ
รถประเวศเดินหน้าตอ่ ไป รถเดินไวจอดโนนบ้านแต้
ต้งั แมน่ แท้ ๖๖ สถานี บอกไว้ทคี ำ� ว่าบ้านแต้
มีไม้แต้เป็นป่าเปน็ แถว มตี ามแนวท่ีเขาสร้างบ้าน
เขาจงึ ต้านเปน็ ชอื่ เครอื่ งหมาย คนท้ังหลายจงึ เอิน้ บา้ นแต้
คำ� ไทยแท้มะคา่ แตเ้ สาเฮอื น อยา่ บิดเบือนเว้าไปทางใหม่
รถแล่นไตส่ ืบตอ่ ตามราง หยดุ แยกทางบา้ นเนียมทีจ่ อด
ที่รถทอด ๖๗ พอดี ชอื่ มนั มบี า้ นเนยี มเขาตง้ั
เฮาบพ่ ลงั่ ค�ำเวา้ ว่าเนียม ค�ำวา่ เนียมใบหอมเขาปลูก
บม่ ีลกู เขาปลกู ตามฮาง ปลูกตามถางหอมเนียมหอมอ้ม
ผู้บา่ วก้มชมแกม้ ผสู้ าว เหตผุ สู้ าวเหนบ็ เนียมเหนบ็ อ้ม
สาวเกอื บลม้ บา่ วจบู เต็มแฮง สาวหนา้ แดงใจเต้นตก๊ึ ตั๊ก
ตง้ั คอื ยักษ์มนั อยากกนิ คน เว้าบจ่ นกลา่ วพอฮเู้ หตุ
103
อุปเทศจักเอน้ิ บ้านเนยี ม พ่อเถา้ เนยี มแกพามาตั้ง
มาอยู่ฮ่งั ท้งั ลูกทงั้ หลาน ทัง้ วงศว์ านเพ่อื นฝงู เป็นหมู่
มาต้ังอยจู่ ึงเอิ้นบ้านเนยี ม ชื่อจึงเทียมตาเนยี มพอ่ บา้ น
จักกลา่ วต้านภายหนา้ ต่อไป รถแลน่ ไวถึงเมืองสระเกษ
ศีรษะเกษ ๖๘ สถานี อย่าฟา้ วต๋จี กั บอกใหฮ้ ู้
พวกเจา้ ซู้ลำ� เลน่ ใสก่ นั บอกสำ� คัญเมืองเดิมเมอื งเกา่
ต้งั แตเ่ ค้าเขาตั้งบ้านดวน พอสมควรยกมาต้ังนี่
ตัง้ ที่นใ้ี กล้หว้ ยสำ� ราญ เปน็ สถานมงคลหมายเหตุ
ศรี ษะเกษเปน็ ชอ่ื สระหลวง เจา้ กระทรวงจดหมายบอกเหตุ
ชอื่ เมืองศรี ษะเกษเป็นต้นสบื มา นคราอายบุ ่น้อย
มากกวา่ ฮ้อยเขาฮุ่งเขาเฮือง พวกผ้าเหลืองพระสงฆ์นกั ปราชญ์
มตี ลาดสนิ คา้ สนิ ขาย มเี จา้ นายขุนกวนพ่อบา้ น
คนบค่ ้านมีฮ้ัวมสี วน พอสมควรตน้ หมากตน้ พรา้ ว
มที ่วั ด้าวท่ัวเขตทัว่ แดน บ่อขาดแคนบา่ วสาวหลายชาติ
ไทยโคราชไทยใต้ไทยเหนอื มีลน้ เหลือไทยลาวไทยสว่ ย
เจ้าอ่วยฮ่วยไทยส่วยไทยเยอ เว้าปเิ ลอนุ่งซน่ิ ตาใหญ่
เฮามักไข่บอกไวห้ ลายทาง พวกไทยกลางไทยเมืองโคราช
นง่ั ตลาดเห็นเหน็บเตยี วมังมอ ไดบ้ พ่ อทงั้ ขายทงั้ ซ้อื
เว้าสอื่ ๆ ขายถูกสู่อนั เขาส�ำคัญเงินคำ� บน่ ้อย
นบั ด้วยฮอ่ ยดว้ ยหมน่ื ด้วยแสน บข่ าดแคลนคนลาวไดเ้ ผิ่ง
ไผอยากเบงิ่ ลองเท่ยี วไปดู ตั้งหนา้ ดูสาวไทยแอวกว่ิ
นงุ่ ผ้าสิ้วใสส่ ร้อยตมุ้ หู หนา้ เอ็นดคู ือนกเปด็ น�้ำ
บ่หนา้ ข้ามหนา้ ยอกหนา้ แยง เว้าแผงๆ ไปไอไ๋ ปเบ้ิง
ฮบี ไปเบ่งิ สาวเจก๊ สาวไทย สาวไทยไกลสาวลาวสาวสว่ ย
งามอว้ ยซ่วยสาวย่อปไู่ ทย งามสุดใจสาวไทยบา้ นส่วย
งามอ่วยห่วยคอื หมากสม้ โฮง นุ่งผ้าถงเขาเอ้นิ วา่ สิน้
เฮ็ดล่นิ ตน้ิ ผูกตุม้ แขนยัน ของสำ� คญั กระจอนยอยใส่ต้าง
104
เปน็ แมฮ่ า่ งเพศย่ิงกวา่ สาว เพศของลาวเขางามพอใช้
ทัดดอกไม้หูซ้ายเป็นแหยม ตาเขาแหลมเบง่ิ ชายเขงิ่ หนว่ ย
คือคนป่วยตาเฟ้ืองตาสลงึ คนขีห้ งึ แม่นสาวเมอื งน้ี
เว้าจู้จ้ีตวั่ ะเล่นบ่อาย เฮาเสยี ดายแตเ่ มอื งสระเกษ
น่าสงั เวชเขาเอิ้นดูขัน บ่ส�ำคัญขขุ ันเมืองนอ้ ย
เมืองอยฮู่ ้อยปลายเขตปลายแดน เมืองอยู่แขนเขมรแกมสว่ ย
เมอื งขปี้ ่วยข้ีไขข้ ีเ้ จ็บ เอามาเหน็บทบั ถมเมืองใหญ่
เอามาใส่ทับชื่อเมอื งดี เมืองมง่ั มชี ือ่ เมืองศรษี ะเกษ
อุปติเหตุใหเ้ อ้นิ ขขุ นั เป็นอัศจรรย์ชือ่ เมืองแท้ๆ
เผ่ินยังแก้ตายไดด้ งั คน อย่ากังวลเจ้านายเผนิ่ แตง่
บ่ขัดแขง่ จงึ ถกื บฮู าน ตามตำ� นายยักษว์ รรยุราช
ไหว้พระบาทตนยอดสนิ ไชย์ (วา่ พระราชาเจา้ จ�ำเสพสนุ กั ขาก็ดี
ไผจักลอนขัดขืนต้องเสพโดยดอบเจา้ ) ค�ำเฮาเว้าเฮาจม่ มากมาย
เหตุเสียดายเมืองศรี ษะเกษ ไว้เป็นเหตแุ ก่ลูกแกห่ ลาน
ใหเ้ ปน็ การจบลงเพียงน้ี เฮาจักขรี่ ถแลน่ ตอ่ ไป
บ่สไู้ กลหนองแวงท่จี อด รถมาทอด ๖๙ พอดี
บอกไวท้ หี นองแวงชื่อหญา้ หนองตรงหน้ามีต้นหญา้ แวง
อยา่ ระแวงตน้ ปรือไทยเรียก เพงิ สำ� เหนยี กจ�ำไว้สู่ตน
อนุสนธิ์รถไฟแลน่ ทอด แล่นไปจอดบา้ นทอ้ บน่ าน
เปน็ สถานท่ี ๗๐ ถว้ น ชอ่ื ลว้ นๆ บ้านค้อค�ำลาว
ค�ำบย่ าวการแปลบ่ยาก รถจ้ากๆ เดนิ หน้าบ่นาน
เถงิ สถาน ๗๑ เขาเวา้ ตามช่อื เกา่ วา่ บา้ นค�ำเมย
ค�ำนเี้ คยที่เมยมาอยู่ บอกให้ฮศู้ พั ทว์ า่ คำ� คำ�
เปน็ ช่ือข�ำน้ำ� คำ� นำ�้ ซบั บใ่ ชล่ ับเอิน้ วา่ ค�ำเมย
เฮาหากเคยงวั กะทิงบอกไว้ บา้ นนใี้ หญ่จงั หวดั ขุขนั ธ์
พระจอมธรรมอ์ �ำเภอมาต้งั มาอยฮู่ ั่งใกล้เขตรถไฟ
การจักไปจักมาก็งา่ ย การจบั จา่ ยซ้ือขา้ วซ้ือของ
การรับรองเจา้ นายบ่ยาก บล่ �ำบากจึงต้งั อำ� เภอ
105
อยา่ ส้เู ผลอกันทรารมยอ์ ย่นู ้ี แต่กอ่ นกอ้ี ยู่เขตขุขนั ธ์
ช่อื ของมนั เอามาไวพ้ ี่ กันทรารมณก์ ่อนน้ีเปน็ เมืองนอ้ ย
เมอื งอยหู่ อ้ ยสังขะขุขันธ์ มาไวฮ้ นั่ หมูบ่ า้ นค�ำเมย
ไผบเ่ คยฮบี จ�ำเอาไว้ เขาฮีบใชจ่ กั รแล่นเลยไป
บส่ ไู้ กลเถงิ บา้ นโนนผึง้ บ้านโนนผ้ึงพอถ้วน ๗๒
เฮาจักปองเอาผ้ึงมาเวา้ ลาวหม่เู จา้ เอ้ินเผิ่งทงั้ เมอื ง
มนั นา่ เคืองบา้ นลาวเอิน้ ผึ้ง เป็นผ้ึงวง้ิ ฮวงโต้นหย่อนลง
เฮาประสงคบ์ อกไว้เลก็ น้อย รถแล่นค่อยเถงิ เขต ๗๓
แกค้ �ำถามหว้ ยกระยงู จำ� ไว ้ หว้ ยน้ีใช่มันใหญม่ ันยาว
ไปหลายคราวป่ากระยงู มีมาก แปลบ่ยากเอ้นิ หว้ ยกระยูง
ไมช้ ิงชนั แดงดงกเ็ รียก จงสำ� เหนยี กความเว้าตา่ งกนั
บอกสำ� คัญรถเดนิ ไปหน้า บไ่ ด้ช้าเถงิ บา้ นบงุ่ หวาย
รถมากลายสถานีเขาตั้ง รถมายั้ง ๗๔ พอดี
บอกไวท้ ีบงุ่ หวายบา้ นเกา่ เฮาจกั เหลา่ คำ� บงุ่ ค�ำหวาย
บงุ่ เขาหมายกุดวงั ปากกว้าง ใกล้แม่น้�ำปากทางบไ่ กล
สว่ นภายในใหญย่ าวน�้ำมาก ตา่ งแตป่ ากทางส่ันทางยาว
บงุ่ หมากนาวบุง่ หวายปากส้นั เว้าจัน้ ๆ ฮิมบ่งุ มีหวาย
เขาจงึ หมายบุง่ หวายเป็นชอ่ื พากันจ่ือเอาไวเ้ นอหลาน
เป็นตำ� นานสบื ไปภายหน้า รถบช่ ้าออกแลน่ ตามราง
ไปเหมิดทาง ๗๕ สดุ ยอด ทเ่ี ขาจอดอ�ำเภอวารนิ ทร์
อย่ทู ักษิณอบุ ลเมืองใหญ่ อยู่ทศิ ใต้คนฟากฝั่งมูล
เขาจึงพูนถนนลงทา่ เปน็ สงา่ รถแล่นบ่นาน
เวา้ นทิ านวารินทรใ์ หฮ้ ู้ เผิ่นไปกูเ้ มืองเกา่ มาแปง
มนั อยูแ่ ขวงอบุ ลทางใต้ เอามาไวอ้ ำ� เภอทกั ษณิ
ตามพ้ืนดินช่อื คำ� นำ�้ แซบ คำ� นำ้� แซบน้ำ� ซบั กินหวาน
ตามวงศ์วานเอิน้ คำ� นำ�้ แซบ มันบแ่ คบดงกวา้ งใหญห่ ลวง
คนทั้งปวงถางดงสรา้ งบ้าน ผู้บค่ า้ นสร้างฮ้ัวสร้างสวน
106
ผู้เปน็ กวนสรา้ งโฮงเฮอื นใหญ่ ผู้เปน็ ไพร่สร้างขนึ้ พองาม
เป็นสนามรถไฟมาจอด บอกตลอดเผนิ่ ตงั้ อำ� เภอ
อยา่ เผอเลอชอื่ เมอื งของเก่า ฮใู้ ห้เท่าอำ� เภอวารนิ ทร์
อยู่ทกั ษณิ ฟากมลู ทางใต้ หมูบ่ า้ นใกล้บ้านก่อบ้านจกิ
บา้ นตาตกิ บา้ นเผงิ่ บา้ นกลาง บ้านไมค้ ้างบ้านค้อบ้านหวาง
บ้านบกกลางคเู มืองกใ็ กล้ อยทู่ างใตแ้ ม่นกองทหาร
เต็มสถานกุดละงมุ ปลายเขต ทว่ี เิ ศษใกลเ้ ขตรถไฟ
อยบู่ ไ่ กลเตม็ ดงป่าไม้ เฮาบอกไว้พอฮูต้ �ำบล
บ้านสับสนผคู้ นมีมาก บ่ลำ� บากทางค้าทางขาย
ทง้ั หญิงชายซอ่ื ขายเกลอ่ื นกลาด มตี ลาดสดุ เขตสุดทาง
เปน็ ระวางซ่อื กนิ บย่ าก บล่ �ำบากบา่ วๆ สาวๆ
ตามคลองลาวเวา้ กนั กง็ า่ ย เว้าเบยี่ งบ่ายเสียแลว้ สขู่ อ
เงนิ บ่พอขอเอาตัวต้ัง ตวั ไปฮง่ั เป็นขา้ เปน็ เขย
เลยตามเลยเงินทองบ่เว้า บอกเป็นเคา้ การเก้ียวสาวลาว
ใจผู้สาวมันชอบแต่ยอ่ ง ให้ฮีบจอ้ งยอยอ่ งว่างาม
บ่ต้องถามบง่ ามกช็ ง่ั ยอ่ งต่างๆ งามวาทงามวง
งามสิน้ ถงงามแพรเขาต้มุ งามอุ่มลมุ่ คือสมุ่ สกั ปลา
งามเหลอื ตาคอื นกข้ีถ่ ี คอื แมงบ้มี นั แอน่ กลางหาว
พวกสาวลาวชอบยออย่างน้ี ตะโตต้ังเดินกลอนไปใหม่
ลงรถใหญ่ขนถา่ ยรถยนต์ พากนั ขนบนั ทกุ อย่าชา้
รถเขาทา่ จกั เสยี เวลา ให้ฮบี มาขนึ้ รถเสียก่อน
แล้วจึงผอ่ นมาขนภายหลัง เป็นตาซังแต่พวกรถจ้าง
ไผกอ็ า้ งแตร่ ถตัวดี คร้ันไดท้ ร่ี ถแล่นมาฮอด
แล่นมาจอดฮิมน้ำ� แคมมูล เจา้ ประคณุ รถมาเถิงค่�ำ
บ่อไดห้ ล่ำ� ดบู ้านดเู มอื ง ม่ัวแค้นเคอื งรถยนตเ์ ฮอื จ้าง
เฮาบอ่ า้ งอวดฮูอ้ วดเหน็ เปน็ กรรมเวรขนของเดก้ิ ดนื่
ใจบช่ ่นื เถงิ แล้วฮบี นอน คอยฟงั กลอนวนั หลงั เฮาตืน่
107
ใจเฮาชืน่ จกั เทีย่ วชมเมือง อย่าฮอ้ นเคืองจักบอกให้ฮู่
เหมอื นดังกเู้ มอื งขน้ึ ให้สูง พวกตาลงุ ฟงั เยอจักวา่
เลียบฮิมทา่ ของเมืองอบุ ล ดูสับสนเฮือนชานเป็นหมู่
เฮือนไผอย่แู คมนำ้� สบาย ยามนำ้� หลายขนของบย่ าก
วัดกม็ ากฮิมนำ�้ มีสาม เป็นวัดงามสปุ ฏั นเ์ หนือหมู่
ใตเ้ ปน็ คู่วดั หลวงวัดกลาง ตัดเป็นทางถนนสายใหญ่
แต่บา้ นใต้ตลอดบา้ นเหนอื ตัดเปน็ เครือถนนใหญก่ วา้ ง
บใ่ ซน่ ้อยแปดเสน้ ทางหลวง ตัดทางขวางทางซอยยิง่ มาก
มีตลาดส่ีแยกตกึ แถว เสยี งแซวๆ ยามเย็นยามเชา้
ซ้ือกบั ข้าวกับแกล้มของกนิ น่ายินดีแต่ชาวตลาด
ไทยโคราชมากกวา่ ไทยลาว พวกสาวๆ ขายของตามกาด
นั่งตลาดขายแทบทกุ อนั ของสำ� คญั ผ้าแพรเครอื่ งเทศ
ยง่ิ วเิ ศษเคร่ืองใช้ของสอย มจี นฟอยปัดเฮอื นกวาดบ้าน
เขาต้งั รา้ นอยกู่ ลางถนน คนสับสนซอ้ื ขายบข่ าด
พวกตลาดเขามัง่ เขามี เปน็ เศรษฐดี ้วยกันมมี าก
บล่ �ำบากการบา้ นการเมอื ง บ่ฮ้อนเคอื งขุนนางมมี าก
ผพู้ ิพากษต์ ดั สินคดี เจ้าภาษีพลทหารตำ� รวจ
เขาเที่ยวตรวจเมอื งบ้านอย่เู ยน็ พวกชาวเถรสมภารเจ้าวดั
ฮดี กค็ ัดครองวัดครองสงฆ์ บวชจำ� นงเอาบญุ แท้ๆ
บวชแทๆ้ บวชสตู รบวชเฮยี น บวชขดี เขยี นเฮียนธรรมพระเจา้
เฮาจักเวา่ บอกผูม้ าไกล บ่เคยไปจักหลงตลาด
จ�ำเอาวาดใหฮ้ ูจ้ กั คน คางเป็นขนเขาเอน้ิ ว่าแขก
มันบแ่ ปลกแต่เจ๊กกบั แกว ดบู ั้นเอวกางเกงมันสอด
ดูตลอดคนไทยคนลาว เปน็ กาวๆ นงุ่ ผา้ เหนบ็ เตี่ยว
คนั ไปเทีย่ วให้เบ่งิ ผูส้ าว แม้นสาวลาวนุ่งซนิ่ หวั ก่าน
สาวต่างบ้านสาวเจก๊ ผมยาว น่งุ กางเกงเพศคือไกโ่ จน้
สาวหัวโลน้ ผมสน้ั สาวไทย เขาเต็มใจนงุ่ ผา้ เหน็บเตีย่ ว
108
เขาเดินเที่ยวเพศคอ่ งคือลงิ เพศผู้หญงิ ตา่ งกนั อยา่ งนนั้
เว้าจน้ั ๆ จ�ำไวอ้ ย่าหลง เฮาประสงค์แตง่ กลอนอา่ นเลน่
เฮาอดเว้นค�ำเยา่ บ่ไหว ทางรถไฟเผ่ินมาฮอดแล้ว
มนั บ่แคว่ คงฮ่างคงมี ให้ยินดีเฮด็ สวนของปลกู
ของเปน็ ลูกเป็นเหง้าเปน็ ใบ อตุ สา่ หไ์ ปหามาปลูกไว้
อย่าใหไ้ ฮ้ขายได้ทุกอนั เป็นสำ� คัญพวกรถจักซอ้ื
อย่าสู้ด้ือหาฮ่างหามี เปน็ เศรษฐีนำ� เขาจกั ชาติ
อยา่ ประมาทเป็นชาติชายหญงิ เฮ็ดจรงิ ๆ ฮ่างมีแทๆ้
อยา่ ให้แพ้ไทยต่างภาษา โยนกิ าจบลงเพยี งนี้ ฯ
109
คณุ แหง่ พระสงฆ์
(เชยี งใหม่ วันที่ ๓ กนั ยายน ๒๔๗๑)
อิทานิ โสรวาเร สนฺนิปติตาย ปริสาย สงฺฆคุณกถํ ภาสิสฺสามิ ตํ สุณาถ
สมาคตาตฯิ
ณ วนั นี้ เปน็ วนั เสาร์ เปน็ วนั ทบี่ รษิ ทั นกั เรยี นนดั ประชมุ กนั ในพระวหิ ารเจดยี ห์ ลวง
ทนี่ ้ี เปน็ ครงั้ ที่ ๔ ดว้ ยทา่ นทงั้ หลายมผี อู้ ำ� นวยการเปน็ ประธาน พรอ้ มทง้ั ครแู ละนกั เรยี น
ทง้ั ชายและหญงิ ไดม้ าสโมสรสนั นบิ าตเพอ่ื จะฟงั ธรรมเทศนาอนั เปน็ พทุ ธโอวาท ศาสนา
คอื คำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจ้าส�ำหรบั จะได้ปฏบิ ัติดำ� เนนิ ตาม
ถา้ พวกเราเปน็ ชาวสยาม เปน็ พทุ ธมามกะมาแตบ่ รรพบรุ ษุ จำ� เปน็ จะตอ้ งศกึ ษา
ใหเ้ ขา้ อกเขา้ ใจทางพระพทุ ธศาสนาไว้สำ� หรับตนทุกๆ คน คือพวกเราที่เปน็ เด็กนี้แล
จะต้องเปน็ ผู้ใหญร่ บั มรดกพระพุทธศาสนาสบื ไป ที่เป็นผ้ใู หญบ่ �ำรุงพระพทุ ธศาสนา
อยู่ทุกวันน้ีแต่ก่อนก็เป็นเด็กเหมือนสูเจ้าทั้งหลายนี้เอง คร้ันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ข้ึน
กแ็ บง่ ออกเปน็ ๒ พวก พวกทเี่ ปน็ นกั บวชกร็ บั มรดกทางนกั บวชตอ่ กนั มา พวกทเี่ ปน็
ชาวบา้ นกร็ บั มรดกเปน็ อบุ าสกอุบาสกิ าทะนบุ �ำรุงพระพทุ ธศาสนาตอ่ กนั มา เบื้องหน้า
ต่อไปก็จะตอ้ งพากนั รบั มรดกพทุ ธศาสนาสืบตอ่ กันไปอยา่ งนไ้ี ม่มที ีส่ ้ินสดุ
วนั นกี้ จ็ กั แสดงพระสงั ฆคณุ อนั เปน็ วตั ถทุ ค่ี วรเคารพ ซง่ึ เปน็ ประการที่ ๓ ใหพ้ ากนั
เขา้ ใจไวด้ ว้ ย พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ ๓ ประการน้ี ทา่ นใหถ้ อื เอาเปน็ สรณะทพี่ งึ่
ถา้ เราไมร่ ไู้ ม่เข้าใจกจ็ กั ไม่รู้ว่าจะพึ่งทา่ นอย่างไร
110
ความจรงิ มนษุ ยท์ ว่ั โลก ถา้ เปน็ ชาตอิ นั เจรญิ แลว้ เขาตอ้ งมศี าสนาไวส้ ำ� หรบั เคารพ
นับถือทุกชาติ ศาสนาน้ันแปลว่าค�ำสอนของนักปราชญ์ ศาสนาท่ีเล่ืองลือมีชื่อเสียง
อนั โดง่ ดงั อยใู่ นโลกทกุ วนั นม้ี ี ๓ คอื พทุ ธศาสนา ๑ ครสิ ตงั ศาสนา ๑ อะหลา่ ศาสนา ๑
ครสิ ตงั ศาสนา ยกพระเยซขู นึ้ เปน็ พระศาสดา อะหลา่ ศาสนา ยกพระโมหะหมดั ขน้ึ เปน็
พระศาสดา แตพ่ ระศาสดาทงั้ ๒ นม้ี ไิ ดย้ กตนเปน็ พระเจา้ เปน็ แตผ่ รู้ บั ใช้ ผแู้ ทนพระเจา้
ใหม้ าสง่ั สอนมนษุ ยเ์ ทา่ นน้ั ครสิ ตงั ศาสนา ชาวประเทศยโุ รปโดยมากถอื เอาเปน็ เจา้ ของ
อะหล่าศาสนา ชาวประเทศอาหรับโดยมากถือเอาเป็นเจ้าของ ส่วนพุทธศาสนาน้ัน
พระบรมสุคตศากยมุนสี ัมมาสัมพทุ ธเจ้าเปน็ พระสยัมภู ตรัสร้ธู รรมอันเป็นประเสรฐิ
ขนึ้ เอง เปน็ พระเจา้ เอง ไมไ่ ดร้ บั ใชใ้ คร ไมม่ ใี ครเปน็ ใหญใ่ นทางตรสั รยู้ ง่ิ กวา่ พระองค์
สว่ นพุทธศาสนานี้ ชาวประเทศเอเชียฝ่ายตะวนั ออกโดยมากถอื เอาเป็นเจา้ ของ
วา่ โดยเหตผุ ล ครสิ ตงั ศาสนา อะหลา่ ศาสนา แสดงเพยี งสวรรคว์ า่ เปน็ ยอดแหง่
ความสขุ สว่ นพทุ ธศาสนา แสดงวา่ พระนพิ พานเปน็ ยอดแหง่ ความสขุ ผลทสี่ ดุ มวี เิ ศษ
ตา่ งกนั อย่างน้ี
การทยี่ กศาสนาตา่ งๆ มาแสดงใหฟ้ งั ดงั น้ี ประสงคจ์ ะใหร้ ไู้ วว้ า่ ในโลกนม้ี ศี าสนา
ใหญ่อยู่ ๓ ศาสนาเท่านน้ั พระศาสนาท้ัง ๓ น้นั ลว้ นแต่ประกาศคุณงามความดแี ก่
ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ หไ้ ดร้ บั ความสขุ ทงั้ ชาตนิ แี้ ละชาตหิ นา้ เหมอื นกนั เปน็ ศาสนาทด่ี วี เิ ศษ
ดว้ ยกนั ทง้ั ๓ แตท่ จ่ี ะประกวดกนั ใหร้ วู้ า่ ศาสนาไหนจะยง่ิ และหยอ่ นกวา่ กนั ดว้ ยเลห่ ล์ ม
คมใน ข้อนนั้ เปน็ วิสยั ของนักปราชญ์ผเู้ ป็นจนิ ตกวจี ะพงึ รู้พึงวินจิ ฉัย
แตใ่ หพ้ งึ รพู้ งึ เขา้ ใจไวว้ า่ ศาสนาในโลกเปน็ ของกลางดว้ ยกนั หมด คนชาตใิ ดจะถอื
ศาสนาใดกไ็ ด้ แตใ่ หช้ าตทิ รี่ บั ปฏบิ ตั มิ อี สิ ระ มกี รรมสทิ ธิ์ คอื เปน็ เจา้ ของแกศ่ าสนานน้ั
ถา้ ชาติไม่ไดร้ ับความเป็นอิสระ ไมไ่ ด้รับความเป็นกรรมสิทธิ์ คือวา่ คนชาติท่เี ขาถือ
มากอ่ นเขาไมย่ อมใหก้ รรมสทิ ธิ์ เขามาสอนใหน้ นั้ แหละ แตเ่ ขาตามมาปกครอง เปน็ อสิ ระ
เขาตามมาถือกรรมสทิ ธอิ์ ยู่ ศาสนาเชน่ นั้นเราไม่ควรถือเพราะเสียเกียรตยิ ศของชาติ
111
บดั น้ี จกั เลา่ ถงึ ความเฉลยี วฉลาดของบรรพบรุ ษุ ของพวกเราทร่ี บั เอาพทุ ธศาสนา
เขา้ มาเปน็ เจา้ ของ คอื พระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชค่ นชาตเิ รา เปน็ คนชาตอิ รยิ กะ ตามพระพทุ ธประวตั ิ
วา่ อยปู่ ระเทศอนิ เดยี เมอ่ื พระองคต์ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ แลว้ กท็ รงประกาศพระศาสนา
อยปู่ ระเทศอนิ เดยี ไมไ่ ดเ้ สดจ็ มาสงั่ สอนถงึ ประเทศสยามเรา จะเลา่ ใหฟ้ งั ตามศาสนา
ประวตั ิ เมอื่ พระพทุ ธเจา้ ของเราเสดจ็ นพิ พานแลว้ ในระหวา่ ง ๒๐๐ ปเี ศษ ในครงั้ นน้ั
เป็นรชั สมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งเมืองปาฏลบี ุตร ได้พระโมคคลั ลบี ุตรเปน็
พระมหาสงั ฆนายก ยกตตยิ สงั คายนาเสรจ็ แลว้ พระเถรเจา้ พจิ ารณาดว้ ยอนาคตงั สญาณ
เหน็ วา่ พระพทุ ธศาสนาจะไปรงุ่ เรอื งเจรญิ อยใู่ นปจั จนั ตประเทศ จงึ ไดแ้ ตง่ ตง้ั ใหพ้ ระเถระ
ผแู้ ตกฉานในพระธรรมวนิ ยั พรอ้ มดว้ ยพระอนั ดบั ครบคณะอปุ สมบทกรรม แยกกนั
ออกไปประกาศพทุ ธศาสนาเปน็ หลายสาย ในประเทศลงั กาและประเทศสยามกค็ ราว
เดียวกนั
ในประเทศสยามเรา ปรากฏตามศาสนประวตั ิวา่ มี ๒ สาย คือ โยนกประเทศ
ซง่ึ นยิ มกันวา่ เมอื งเชยี งแสน สาย ๑ สวุ รรณภูมปิ ระเทศ นยิ มกนั วา่ เมอื งท้าวอูท่ อง
อยรู่ ะหว่างนครปฐมกบั กาญจนบุรตี อ่ กนั สาย ๑
ถ้าหากเป็นความจริงตามศาสนประวัติ เราพึงเข้าใจว่าพระเถรเจ้าทั้งหลายท่ี
นำ� เอาพทุ ธศาสนามาประกาศนน้ั ไมใ่ ชค่ นชาตสิ ยามเรา คงเปน็ คนชาตอิ นิ เดยี นนั้ เอง
เป็นผู้น�ำมา เหตุไฉนคนชาติสยามเรา มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขคร้ังกระโน้น
จึงได้รับเอาพุทธศาสนาเข้าไว้ให้เป็นสมบัติของประเทศ ไม่พากันมีความรังเกียจ
ข้อน้ีแหละพวกเราจะเห็นได้ว่าท่านที่เป็นบรรพบุรุษเป็นผู้เฉลียวฉลาดแหลมนัก
พึงเหน็ ดังน้ี พระสงฆผ์ ้นู �ำพระศาสนามาสปู่ ระเทศน้นั เป็นผบู้ รสิ ทุ ธ์ิ เปน็ สปุ ฏปิ นโฺ น
ผ้ปู ฏิบตั ิดีแลว้ อชุ ปุ ฏิปนโฺ น เป็นผูป้ ฏบิ ตั ิตรงแล้ว คือปฏบิ ตั ิดดี ว้ ยกาย วาจา ใจ
ตรงกาย วาจา ใจ คือดีตอ่ ไตรสิกขา ตรงต่อไตรสิกขา ายปฏปิ นฺโน ปฏิบตั ิเพอ่ื จะ
รขู้ องจริง สามจี ิปฏิปนโฺ น ปฏบิ ตั นิ า่ ไหว้นา่ กราบ และเป็นผแู้ สดงตนไม่เกี่ยวกบั ชาติ
ขาดจากนามสกลุ เป็นอริโย ผไู้ มม่ ขี า้ ศกึ คอื ไมท่ ำ� ตนให้เป็นขา้ ศึกแก่ตน
112
และการท่ีนำ� พระพุทธศาสนามามอบให้นี้ ให้ผรู้ ับมอี ิสระ มีกรรมสทิ ธ์ิ คือเมื่อ
ตนตายแลว้ กไ็ มต่ อ้ งใหผ้ หู้ นงึ่ ผใู้ ดเปน็ คนในชาตขิ องตนมารกั ษาอสิ ระรกั ษากรรมสทิ ธ์ิ
สว่ นพระพทุ ธโอวาทศาสนาทน่ี ำ� มานน้ั กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ของดขี องจรงิ นำ� ผปู้ ฏบิ ตั ใิ หไ้ ดร้ บั
ความสขุ ความสำ� ราญเป็นผล
ผู้น�ำพุทธศาสนามาสู่ชาติน้ัน เปรียบเหมือนน�ำเอาแก้วสารพัดนึกมามอบให้
คอื วา่ เมอื่ ทา่ นมาประกาศพระพทุ ธศาสนาใหบ้ รรพบรุ ษุ ของพวกเราเกดิ ความเลอื่ มใส
รับปฏิบตั ติ ามแล้ว ก็เร่งรบี สั่งสอนอบุ าสกอบุ าสกิ าให้ยนิ ดีใน ทาน ศลี ภาวนา ให้มี
พระไตรสรณคมน์เป็นท่ีพึ่งตามสมควรแก่อุปนิสัย ส่วนกุลบุตรผู้ยังหนุ่มยังน้อย
ก็แนะน�ำให้มีศรัทธาบวชเป็นสามเณรและเป็นภิกษุให้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมให้
แตกฉาน ช�ำนิช�ำนาญในธรรมวินัย ให้ฉลาดในการเทศนาส่ังสอนบริษัทให้เป็น
ผแู้ ทนตนไดท้ กุ ประการ ครน้ั ทา่ นทเี่ ปน็ บรุ าณาจารยเ์ หลา่ นน้ั ถงึ มรณภาพดบั ขนั ธแ์ ลว้
ลูกศิษย์ซึ่งเป็นชาวสยามก็รับมรดกเป็นอิสระรักษากรรมสิทธ์ิต่อมาจนกาลทุกวันน้ี
คนชาวสยามจงึ ชอ่ื วา่ พทุ ธมามกะ ธรรมมามกะ สงั ฆมามกะ แปลวา่ ผถู้ อื วา่ พระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของของตนและเป็นที่พ่ึงของตน คือว่าตนเป็นเจ้าของ
พระพุทธศาสนา
ข้อแสดงมาน้ี พึงเห็นได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเราเฉลียวฉลาดนัก ได้ท้ัง
พระพุทธศาสนาเป็นของรัฐ ได้ทั้งความเป็นอิสระกรรมสิทธ์ิด้วย ท่านจึงรับเอา
พระพุทธศาสนาไว้ส�ำหรับชาติ คือว่าไม่ต้องนับถือบุคคลชาติท่ีน�ำเอาพุทธศาสนามา
มอบให้ นับถอื จำ� เพาะพระสงฆท์ ่ีทา่ นน�ำเอาพระพทุ ธศาสนามามอบให้เทา่ นนั้ ถึงแม้
ชาตขิ องพระพทุ ธเจา้ ซึง่ เรียกวา่ อริยกะ ก็ไมต่ อ้ งนับถอื เหมือนกัน นับถือแต่จำ� เพาะ
พระพุทธเจา้ ผเู้ ป็นเจา้ ของพระศาสนาองคเ์ ดียวเท่านนั้
การทนี่ บั ถอื อยา่ งน้ี สมควรแทท้ จ่ี ะเรยี กรอ้ งวา่ ถอื พระศาสนา ไมไ่ ดน้ บั ถอื บคุ คล
ชาติน้นั ทั่วไป การนับถอื พระศาสนาเชน่ น้นั จึงเป็นเกยี รติยศส�ำหรบั ชาติ การนบั ถอื
พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ปรยี บไดก้ ำ� ไรอยา่ งน้ี บรรพบรุ ษุ ของพวกเราจงึ พากนั นบั ถอื ทนี เ้ี รา
113
พงึ ทายใจของพวกบรรพบรุ ษุ ของเราดู ถา้ หากวา่ พระสงฆท์ ที่ า่ นนำ� เอาพระพทุ ธศาสนา
มาประกาศใหพ้ วกเราปฏบิ ตั ติ ามเหลา่ นน้ั บอกวา่ พวกชาวสยามเปน็ คนโง่ จะบวชเปน็
ภิกษุปกครองศาสนาเองไม่ได้ ต้องให้ภิกษุชาติอันเดียวของพวกเขาผลัดเปล่ียนกัน
มาปกครองเสมอไป คนชาตสิ ยามตอ้ งรบั เปน็ ลกู ศษิ ยค์ อยปฏบิ ตั ภิ กิ ษชุ าวอนิ เดยี รำ่� ไป
อย่างนี้ตลอดถึงลูกหลาน ถ้าพระภกิ ษเุ หล่านั้นพูดอย่างนี้ บรรพบรุ ุษของพวกเราจะ
ยอมรบั นับถือพระศาสนานนั้ หรือไม่? ขอตอบเสียเองวา่ ทา่ นจะไมพ่ ากันนับถือเลย
เปรยี บเหมอื นครทู เี่ ขาหวงวชิ า เขาไมย่ อมสอนวชิ าครใู หแ้ กเ่ รา สอนใหเ้ ราเรยี น
วชิ าเพยี งชน้ั ลกู ศษิ ยร์ ำ�่ ไหนรำ่� ไปเทา่ นนั้ คนเชน่ นนั้ เราไมค่ วรเคารพนบั ถอื เราไมค่ วร
เรียนเลย
การท่ีแสดงมาโดยยดื ยาวน้ีประสงคจ์ ะใหเ้ ห็นคณุ แห่งพระสงฆ์ คอื พระสงฆ์ที่
ทา่ นนำ� เอาพระพทุ ธศาสนาของประเสรฐิ มาประกาศใหช้ าตเิ รานบั ถอื ชอื่ วา่ บรุ พาจารย์
มคี ณุ แกช่ าตเิ ราอยา่ งยงิ่ ควรพวกเราตอ้ งระลกึ ถงึ พระคณุ ของทา่ นอยา่ งยง่ิ แมพ้ ระสงฆ์
ท่ีท่านรับมรดกต้ังอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจ�ำทรงพระธรรมวินัย และรับปฏิบัติกิจ
พระพุทธศาสนาตลอดกาล ก็เป็นที่ควรเคารพ ควรเล่ือมใส ถ้าขาดพระสงฆ์ผู้รับ
ปฏิบตั ิสืบกนั มา พวกเราเกดิ ณ ภายหลงั ก็จักไม่ไดป้ ระสบพบเห็นพระพทุ ธศาสนา
เม่ือเราถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็พึงศึกษาให้รู้ว่าพระสงฆ์ท่านทรงคุณธรรม
ประการใด ท่านจึงได้นามว่า สุปฏิปนฺโน พึงเข้าใจว่าท่านทรงไว้ซ่ึงคุณธรรม คือ
ไตรสกิ ขา ไดแ้ ก่ ศลี สมาธิ ปญั ญา ทา่ นจงึ เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ดี ว้ ยกาย วาจา ใจ ทา่ นเปน็
ผ้ตู รงตอ่ ไตรสกิ ขา ทา่ นจึงไดน้ ามว่า อุชุปฏิปนโฺ น ผปู้ ฏิบัติตรงแล้ว ถ้าร้คู ณุ ธรรม
อนั พระสงฆ์ทรงไว้เช่นนน้ั ก็นอ้ มเอาคณุ ธรรมเหล่านัน้ มาสตู่ น คอื ใหม้ ีข้ึนในตน คือ
ศีล สมาธิ ปญั ญา พระสงฆ์ทา่ นทรงไว้ครบทุกประการ เมอ่ื เรามีศีล สมาธิ ปญั ญา
เพียงชน้ั ใดก็เปน็ อันถึงพระสงฆ์ด้วยคุณธรรมชัน้ นั้นเป็นท่ีพ่ึง
ตกลงเรามีศีล ๕ อย่างเดียว เป็นอันถึงปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า เพราะ
ศลี ๕ เปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ จงึ ชอื่ วา่ เปน็ พระปญั ญาคณุ ของพระองค์ ถา้ เราทรง
114
คุณธรรมคอื ศลี ๕ ใหม้ ีในตน ก็เปน็ อันถงึ พระธรรม เพราะศลี ๕ เป็นพระธรรม
คอื เปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ถา้ เรารกั ษาศลี ๕ ไว้ ทรงไวค้ รบทกุ ประการ รวมความ
ให้สั้น ถ้าเรารักศีล ๕ ได้ ก็เป็นอันถึงพระไตรสรณคมน์ เป็นพุทธมามกะ
มีพระไตรสรณคมน์เป็นที่พ่ึง ปิดอบายภูมิได้ มีสุคติเป็นท่ีไป ณ เบื้องหน้า
ดว้ ยประการเช่นนี้ ฯ
115
คณุ แหง่ บดิ ามารดา
(เชียงใหม่ วันท่ี ๒ กันยายน ๒๔๗๑)
อิทานิ ธมฺมสฺวนทิวเส สนฺนิปติตาย ปริสาย มาตาปิตุคุณกถํ ภาสิสฺสามิ
ตํ สณุ าถ สมาคตาติฯ
ณ บัดนี้ เป็นวันท่จี ักฟังพระธรรมเทศนา ทา่ นทั้งหลายที่เป็นพทุ ธบริษัทไดม้ า
ประชุมพร้อมกันแล้ว มีประสงค์จะฟังพระธรรมเทศนาอันเป็นพุทธโอวาทศาสนา
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เพราะวา่ การฟงั ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ยอ่ มมปี ระโยชน์
มีอานิสงส์เป็นอนั มาก
อานิสงส์ท่จี ะพงึ ไดใ้ นปัจจบุ นั ทนั ด่วนเทา่ นนั้ ๕ ประการ อสุตํ สณุ าติ คือ
จะได้ยนิ ไดฟ้ ังข้ออัตถธรรมทีต่ นยังไมเ่ คยได้ยินได้ฟัง ๑ สตุ ํ ปริโยทเปติ และจะยัง
ข้ออัตถธรรมที่ตนเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วให้ช�ำนิช�ำนาญแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า ๑
กงฺขํ วิตรติ จะตัดเสียซ่ึงความสงสัยอันข้องอยู่ในใจของตน ๑ สกจิตฺติ ปสีทติ
จะย้อมจติ ของตนใหเ้ ลอ่ื มใสในคุณพระรัตนตรยั เปน็ ตน้ ๑ อตตฺ โน จิตฺตํ อชุ ุ กโรติ
จะกระท�ำจติ ของตนใหเ้ ปน็ คนซ่งึ ตรงต่อคณุ ทาน คุณศีล เป็นต้น ๑
อานสิ งส์ ๕ ประการนี้ จะบงั เกิดขึ้นแก่ผตู้ ั้งใจฟังธรรมเทศนา เพราะเหตนุ ั้น
การฟังธรรม ทา่ นจงึ จดั ว่าเปน็ สวนานตุ ตรยิ ะ เป็นการฟังอันสูงสุด ไมม่ กี ารฟังใดๆ
จะเสมอได้ ควรท่านทัง้ หลายจะพากนั ตัง้ อกตงั้ ใจฟงั ให้สำ� เรจ็ ประโยชน์ของตนๆ
บดั นี้ จกั ไดแ้ สดงคณุ แหง่ มารดาบดิ า ซง่ึ เปน็ วตั ถอุ นั ควรเคารพเปน็ ประการที่ ๔
ต่อไป
116
มาตาปิตโร นาม ชือ่ ว่า มารดาบดิ าน้ีย่อมเป็นผ้สู มควรอันบุตรและธิดาจะพึง
เคารพนอบนอ้ มนบั ถอื และสกั การบชู าอยา่ งยงิ่ คำ� ทว่ี า่ มารดาบดิ า นนั้ ใหแ้ ปลกลบั หนา้
เปน็ หลงั วา่ พอ่ แม่ คำ� ทวี่ า่ บตุ รธดิ านน้ั กใ็ หแ้ ปลกลบั หนา้ เปน็ หลงั วา่ ลกู หญงิ ลกู ชาย
บดั นี้ จกั พดู เปน็ ภาษาไทยๆ ใหฟ้ งั งา่ ย พอ่ แมน่ นั้ หมายผกู้ อ่ ใหเ้ กดิ เมอ่ื เราอาศยั
เกิดกับท่านผใู้ ด ท่านผูน้ ัน้ แลชื่อว่าพ่อแม่ ธรรมดาพอ่ แม่ยอ่ มรกั ลกู ย่อมเลีย้ งลูก
ยอ่ มสัง่ สอนลูก ยอ่ มบ�ำรุงลูก ยอ่ มสงเคราะห์ใหล้ กู มีวิชาเล้ียงชีพ ย่อมหาทรัพยใ์ ห้
แกล่ กู ยอ่ มปลกู ฝงั ตง้ั แตง่ ใหล้ กู มผี วั มเี มยี ตามธรรมดาประเพณใี นสมยั ทคี่ วร ถงึ คนอนื่
ไมใ่ ช่ผู้ทเ่ี ราอาศยั เกดิ แต่ท�ำคณุ แกเ่ ราดงั ทก่ี ลา่ วมาน้ัน ก็นับเขา้ ในฐานะอันเป็นพอ่
เปน็ แมเ่ หมอื นกนั ขอ้ ทที่ า่ นเกอ้ื กลู อดุ หนนุ ทะนบุ ำ� รงุ เลยี้ งดเู รามาจนใหเ้ ราเจรญิ เตบิ โต
ขึน้ มาได้ นั้นแหละช่ือวา่ ทา่ นทำ� คณุ ไวแ้ กเ่ รา ธรรมดาของผูเ้ ป็นลูก เมอ่ื เราไดร้ บั การ
อนเุ คราะหเ์ ชน่ นนั้ กย็ อ่ มรกั พอ่ รกั แมเ่ ปน็ การตอบแทน พอ่ แมน่ น้ั ชอื่ วา่ บพุ การี ผทู้ ำ�
คณุ ก่อน ส่วนลูกนัน้ ชอื่ วา่ ปฏิการ ผกู้ ระทำ� คุณตอบแทน ณ ภายหลงั
การตอบแทนนน้ั กค็ อื กระทำ� ความเคารพตอ่ ทา่ นดว้ ยกาย วาจา ใจ ไมด่ ถู กู ดหู มน่ิ
ทา่ นประสงคส์ งิ่ ใดกก็ ระทำ� สง่ิ นน้ั ใหส้ มความประสงค์ นนั้ แหละชอื่ วา่ เคารพบชู า นน้ั ก็
คล้ายกนั กบั เคารพ ต่างกัน มอี ามิส และปฏิบตั ิ
อามสิ นน้ั เม่อื ท่านจำ� นงวตั ถสุ งิ่ ใด เราหามาให้ตามปรารถนา ตลอดถงึ ให้ทา่ น
ไดท้ ำ� บญุ ใหท้ านรกั ษาศลี จนถงึ ทา่ นตายแลว้ เราประกอบการกศุ ลอทุ ศิ ไปใหเ้ ปน็ ทสี่ ดุ
กช็ อื่ วา่ บชู าพอ่ แมด่ ว้ ยอามสิ แตก่ ารบชู าดว้ ยอามสิ นนั้ ไมเ่ ปน็ สาธารณะ คอื ไมท่ วั่ ไปแก่
พอ่ แมบ่ างประเภท เหมอื นอยา่ งพอ่ แมท่ ที่ า่ นบรบิ รู ณด์ ว้ ยโภคทรพั ยเ์ หมอื นอยา่ งทา่ น
เปน็ เจา้ เปน็ นาย เปน็ เศรษฐคี ฤหบดผี มู้ ง่ั คงั่ ดว้ ยโภคสมบตั ิ ไมส่ จู้ ะมคี วามประสงคจ์ ะให้
ลูกแสวงหาข้าวของเงนิ ทองมาให้นกั ไม่เหมือนคนสามญั
แต่ ปฏบิ ตั บิ ชู า นน้ั พอ่ แมม่ คี วามจำ� นงทว่ั กนั คำ� วา่ ที่ ปฏบิ ตั ิ นน้ั หมายความวา่
ประพฤตติ ามความประสงคข์ องทา่ นชอื่ วา่ ปฏบิ ตั ิ เหมอื นอยา่ งจำ� พวกทท่ี า่ นมงั่ มบี รบิ รู ณ์
กม็ ีความประสงคใ์ ห้บุตรของตนมีวชิ าศลิ ปศาสตร์ สามารถจะรับมรดกให้ตงั้ มัน่ สบื
117
วงศส์ กลุ ตอ่ ไป สว่ นพวกคนสามญั ทพ่ี อตงั้ บา้ นเรอื นอยไู่ ด้ กม็ คี วามประสงคจ์ ะใหล้ กู
มวี ชิ าศลิ ปศาสตร์ สามารถเลยี้ งตนใหเ้ ปน็ สขุ บำ� รงุ วงศส์ กลุ ของตนใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขน้ึ ไป
เหมอื นกนั ขอ้ ส�ำคญั ความจำ� นงของพอ่ แมอ่ ยากใหล้ กู เปน็ คนประพฤตติ นเปน็ คนดี
ข้อนีด้ ูเหมือนจะทว่ั กนั ทัง้ โลก
เม่ือเราผู้เป็นลกู รูค้ วามประสงค์ของพ่อแม่เชน่ นน้ั เมอื่ ยงั เด็กยงั เยาว์ พ่อแมม่ ี
ประสงคจ์ ะใหเ้ ลา่ เรยี นวชิ าศลิ ปศาสตรอ์ ยา่ งไรกใ็ หต้ งั้ ใจปฏบิ ตั ติ าม เมอ่ื เตบิ โตขน้ึ แลว้
พอ่ แมม่ ปี ระสงคจ์ ะใหเ้ ราทำ� มาหาเลย้ี งชพี ดว้ ยวธิ ใี ดกใ็ หป้ ฏบิ ตั ติ าม ใหต้ อ้ งตามความ
ประสงคข์ องทา่ นดว้ ยวธิ นี น้ั การประพฤตติ นใหถ้ กู ตอ้ งตามประสงคข์ องทา่ นนนั้ แหละ
ช่อื ว่าปฏิบตั ิบชู าทา่ น และใหน้ ้อมคุณทง้ั สิน้ ของพ่อแมม่ ารวมอยทู่ ่ตี ัวของเราเสมอไป
คือให้เห็นว่าท่ีตัวของเรามีความเจริญอยู่เดี๋ยวน้ีก็เพราะอุปการคุณท่ีพ่อแม่บ�ำรุงมา
แมร้ ่างกายของเรานีก้ เ็ ทา่ กบั แบ่งปนั มาจากพ่อแม่ ส่วนตวั ของเรากม็ ีแตจ่ ติ วญิ ญาณ
ทท่ี า่ นเรยี กวา่ ปฏิสนธิจิต กบั กศุ ล อกุศล เปน็ ผอู้ ปุ ถัมภ์เท่านนั้
ส่วนร่างกายอนั น้ี เมือ่ ต้งั ปฏสิ นธิขนึ้ แล้ว ก็อาศัยเนอ้ื และเลือดของแมม่ าบำ� รุง
ร่างกายของตนจนเป็นรูปเป็นร่างครบบริบรู ณ์แลว้ จงึ คลอดออกมา จงึ วา่ เทา่ กบั แบ่ง
เอารา่ งกายของพอ่ แมม่ าเปน็ รา่ งกายของตน ถงึ แมค้ ลอดออกมาแลว้ เมอื่ ยงั เปน็ ทารก
ยังกินของแข็งไม่ได้ ก็ต้องดูดกินน�้ำนมของแม่มาบ�ำรุงร่างกายของตน ถึงพ้นเขต
ดม่ื น�ำ้ นมแล้ว ในระหวา่ งยงั หาเลยี้ งตนไมไ่ ด้ จนถึงอายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปี ก็ยงั ต้อง
อาศัยอาหารที่พ่อแมห่ ามาเลี้ยง คือเล้ียงตนเองยังไมไ่ ด้
ถ้าตรองเห็นตามนัยท่ีว่ามานี้ ต้องเข้าใจว่าร่างกายของเราน้ีเน่ืองมาจากพ่อแม่
หรอื แบง่ มาจากพอ่ แมก่ ว็ า่ ได้ ถา้ เชน่ นน้ั กค็ วรเหน็ ไดว้ า่ พอ่ แมม่ ใี นตวั ของเราอยทู่ กุ เมอ่ื
ถงึ แมว้ า่ ทา่ นลว่ งลบั ดบั สญู ไป แตส่ ว่ นของทา่ น สว่ นทแี่ บง่ มาเปน็ เราแลว้ ถา้ ตวั ของเรา
ยังมีอยู่ตราบใด กช็ อ่ื ว่าพ่อแม่ยังมีอย่ทู ี่เราเสมอไปตราบน้นั ถ้ารอู้ ยา่ งน้ีการเคารพ
พ่อแมก่ ไ็ ม่ล�ำบาก คอื ใหร้ ะวงั รกั ษาตวั ของเราเทา่ นนั้
การรกั ษาตวั คอื รกั ษาสจุ รติ ธรรม ประพฤตดิ ดี ว้ ยกาย วาจา ใจ ใหเ้ ปน็ สภุ าพบรุ ษุ
สภุ าพสตรี ตง้ั หนา้ ทำ� มาหากนิ ใหม้ ง่ั มศี รสี ขุ ใหไ้ ดน้ ามวา่ อภชิ าตบตุ ร แปลวา่ ลกู ดเี กนิ
118
พ่อเกินแม่ คือมั่งมีท้ังลาภทั้งยศเกินพ่อเกินแม่ เป็นคนยินดีมีทานย่ิงกว่าพ่อแม่
หรอื สละกามสขุ ออกบวชบำ� รงุ พระพทุ ธศาสนาไดด้ กี วา่ พอ่ แม่ เปน็ ตน้ ชอ่ื วา่ อภชิ าตบตุ ร
เปน็ บุตรชั้นสงู
ถ้าประพฤติตนให้เป็นบุตรชั้นสูงไม่ได้ ก็ให้ได้เพียง อนุชาตบุตร แปลว่า
ลกู เสมอพอ่ แมก่ ย็ งั ดี ลกู ทไี่ ดน้ ามวา่ อนชุ าตบตุ รนนั้ คอื วา่ พอ่ แมพ่ ามง่ั มเี พยี งใด และมี
ยศถาบรรดาศกั ดเ์ิ พยี งใด มที านมศี ลี เพยี งใด มคี ณุ งามความดเี พยี งใด กร็ กั ษาไวไ้ ด้
เสมอพ่อแม่ ชื่อว่า อนุชาตบุตร หรือว่าพ่อแม่แสวงหาทรัพย์มรดกไว้ให้ มีทั้ง
สงั หารมิ ทรพั ยเ์ คลอื่ นทไี่ ด้ ดงั เครอ่ื งใชส้ อย มขี า้ วของเงนิ ทอง เปน็ ตน้ อสงั หารมิ ทรพั ย์
เคล่ือนที่ไม่ได้ คือที่บา้ น ท่นี า ทีส่ วน เป็นตน้ ก็รกั ษาไวไ้ ด้ ทรพั ยท์ ีเ่ ป็นสงั หารมิ ะ
เปรยี บเหมอื นเลอื ดและเนอื้ ของพอ่ แม่ ทรพั ยท์ เี่ ปน็ อสงั หารมิ ะ เปรยี บเหมอื นกระดกู
ของพอ่ แม่ ถา้ ลกู รกั ษาไวไ้ ดท้ ง้ั ๒ ประเภท เปน็ อนชุ าตบตุ รอยา่ งดี ถา้ รกั ษาสงั หารมิ ะ
ไวไ้ มไ่ ด้ คงรกั ษาไวไ้ ดแ้ ตอ่ สงั หารมิ ะ กย็ งั นบั วา่ เปน็ อนชุ าตบตุ ร อยนู่ นั้ แหละ แตเ่ ปน็
อยา่ งต่�ำ
อกี จำ� พวก ๑ ชื่อว่า อวชาตบตุ ร แปลวา่ ลกู อย่างต�่ำ อย่างเลว คือประพฤตติ น
ใหเ้ สมอพ่อแม่ไม่ได้ เปน็ ตน้ ว่าพอ่ แมม่ ง่ั มี ตัวเปน็ คนจน พ่อแม่มยี ศถาบรรดาศกั ด์ิ
ตัวหายศถาบรรดาศักด์ิไม่ได้ พ่อแม่ยินดีในทานในศีล ตัวหาทานศีลมิได้ ชื่อว่า
อวชาตบุตร หรือพ่อแม่หาทรัพย์มรดกไว้ให้ทั้งสังหาริมะและอสังหาริมะ ตัวรักษา
ไวไ้ มไ่ ด้ ส่วนอสังหาริมทรพั ย์กจ็ บั จา่ ยใชส้ อยเสยี สิ้น ช่อื วา่ กินเน้อื กินเลอื ดของพ่อ
แม่จนหมด ยังเหลือแต่กระดูกคืออสังหาริมทรัพย์ก็ยังดี ถ้าลงซ้ือจ่ายขายกินส่วน
อสงั หารมิ ทรพั ยข์ องพอ่ แมเ่ สยี สนิ้ ชอื่ วา่ กนิ จนชน้ั กระดกู พอ่ แม่ ดงั น้ี เปน็ ลกู อยา่ งตำ่�
อยา่ งเลวทีส่ ุด ชอ่ื ว่าอวชาตบุตร เปน็ บุตรชนั้ ต�่ำ
ถ้าศึกษาตรวจตรองเห็นความชัดใจว่า พ่อแม่มีอยู่ที่ตนของเราเสมอ อย่า
ประพฤติตนให้เปน็ อวชาตบตุ ร อย่าประพฤติตนใหเ้ ปน็ คนพาล เบยี ดเบียนฆา่ ฟนั
ทา่ นผู้อน่ื อย่าโลภลักฉกชงิ สมบัติข้าวของของทา่ นผ้อู น่ื อย่าลอบลกั ชแู้ ละเมียท่าน
ผู้อ่ืน อยา่ หลอกลวงให้ท่านผอู้ ่นื เสียทรัพยส์ ินเงินทอง อย่าเปน็ นกั เลงขเี้ มา อย่ารบั
119
เปน็ พยานโกง อยา่ เปน็ นกั เลงเจา้ ชู้ อยา่ เปน็ นกั เลงเลน่ การพนนั อยา่ เปน็ คดตี อ้ งขนึ้ โรง
ขน้ึ ศาล อยา่ ไปติดคุกตดิ ตะราง
ให้คิดถึงพ่อแม่ที่อยู่กับตัว อย่าพาท่านไปท�ำความชั่ว ไม่ใช่ช่ัวแต่ตัวของเรา
พลอยท�ำใหพ้ ่อแมไ่ ด้รบั ความอปั ยศเสยี หายดว้ ย คอื วา่ เราถูกเขาด่า พอ่ แมก่ ็พลอย
ถกู ดว้ ย เราถกู เขาตี พอ่ แมก่ พ็ ลอยถกู ดว้ ย เราถกู ตดิ คกุ ตดิ ตะราง พอ่ แมก่ พ็ ลอยตดิ
ดว้ ย เราถกู ประหารชวี ติ พอ่ แมก่ พ็ ลอยถกู ดว้ ย เพราะเหตวุ า่ พอ่ แมม่ อี ยทู่ ตี่ วั เราเสมอ
ถ้าผูใ้ ดเว้นความชั่วทง้ั ปวงเสีย ประพฤตติ นให้เปน็ คนดีอยทู่ ุกเมื่อ นัน้ แหละ
ช่อื ว่าเคารพพ่อแมด่ ้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ และได้ช่อื ว่าบชู าพอ่ แม่ของตนดว้ ย
ปฏบิ ัตบิ ูชาอยูท่ กุ เม่ือ จงต้ังใจรักษาตนใหเ้ ปน็ อภชิ าตบุตรหรืออนชุ าตบตุ รอยู่ทุกเมอ่ื
ชอ่ื วา่ เปน็ ผตู้ ั้งอยใู่ นกตญั ญกู ตเวที รจู้ กั คณุ ของทา่ น และกระทำ� ปฏบิ ตั กิ ารตอบแทน
คุณของท่าน ผู้ประพฤติได้เช่นน้ันจะมีแต่ความเจริญและความสุขท้ังชาติน้ีและ
ชาตหิ น้า ดังแสดงมานี้.
120
คณุ แหง่ ครูอาจารย์
(เชียงใหม่ วันที่ ๔ กนั ยายน ๒๔๗๒)
อิทานิ ธมสสฺ วนทวิ เส สนฺนิปตติ าย ปริสาย อาจริยสสฺ คุณํ อนุสนธฺ ึ ฆเฏตฺวา
ภาสิสสฺ ามิ ตํ สณุ าถ สมาคตาติฯ
ณ บดั นเ้ี ปน็ วนั อนั บรษิ ทั มาสนั นบิ าตเพอ่ื จะฟงั พระธรรมเทศนาตามเคย จกั แสดง
อาจรยิ คณุ สบื มาเปน็ ลำ� ดบั ไป ทา่ นทงั้ หลายทไ่ี ดม้ ายงั สมาคม ณ ทนี่ ้ี จงพากนั ตงั้ ใจฟงั
ซ่งึ อาจริยคณุ ตามนัยทีจ่ กั แสดงไปนน้ั ให้ส�ำเร็จประโยชนข์ องตนๆ เถิด
ดว้ ยการฟงั พระธรรมเทศนาโดยความตง้ั ใจ ยอ่ มทำ� ประโยชนข์ องตนใหส้ ำ� เรจ็ ได้
คือได้ความรู้ความฉลาดในข้ออัตถธรรมนั้นแหละ ช่ือว่าส�ำเร็จประโยชน์ในการฟัง
อยา่ ฟงั เอาแตบ่ ญุ อยา่ งเดยี วเหมอื นยายเฒา่ ตาแกบ่ างพวก ใหต้ ง้ั ใจฟงั จำ� เอาขอ้ อตั ถธรรม
ใหเ้ ปน็ คนฉลาดขน้ึ ตามล�ำดับ จงึ จะนับว่าไดป้ ระโยชน์ในการฟังพระธรรมเทศนา
บดั นี้ จกั แสดงคณุ แหง่ อาจารย์ ซง่ึ เปน็ สว่ นทคี่ วรเคารพไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน อาจรโิ ย
นาม ชอ่ื วา่ อาจารย์เป็นของควรท่ีกลุ บตุ รจะพึงเข้าใจไว้ เพราะเป็นวัตถทุ ค่ี วรเคารพ
ประเภทหนงึ่
ด้วยว่าธรรมดาคนเราที่เกิดมาต้องศึกษาเล่าเรียนวิชาศิลปศาสตร์ไว้ส�ำหรับ
ตัวทุกคน วชิ านั้นสำ� หรับรดู้ ว้ ยใจ จ�ำทรงไวด้ ้วยใจ ดงั บาทบทกฎหมายเป็นตวั อย่าง
ศลิ ปศาสตรน์ ั้นหมายหตั ถกรรมการงานทที่ �ำด้วยมือของตนได้ ดังชา่ งวาดเขียนเปน็
121
ตัวอยา่ ง เป็นวิชาด้วย เปน็ ศิลปะดว้ ย จึงรวมกันเรียกวา่ วิชาศิลปศาสตร์ คือเปน็
เครือ่ งมือส�ำหรับหาเล้ยี งชีพใหเ้ ปน็ สขุ สบื ไป
ถ้าเกดิ มาเป็นคนเหมือนเขา แตไ่ มไ่ ดศ้ กึ ษาเล่าเรียนอะไร หาวชิ าศลิ ปศาสตร์
สำ� หรบั ตวั ไมไ่ ด้ กเ็ ปน็ คนโลเลหาทพ่ี งึ่ ในตวั ไมไ่ ด้ ตอ้ งไดร้ บั การงานอนั หนกั มลี ากเขน็
แบกหามเป็นต้น เป็นการหาเลี้ยงชีพด้วยความล�ำบากเหน็ดเหนื่อยมาก ถ้ามีวิชา
ศิลปศาสตร์ อาจจักหาเลี้ยงชีพด้วยการงานอันเบาได้รับความสุขสบายมากกว่ากัน
เพราะเหตุนั้นต้องเรยี นวิชาศิลปศาสตรไ์ วส้ �ำหรบั ตัว
ผทู้ สี่ อนวชิ าศลิ ปศาสตรใ์ หน้ น้ั แหละชอื่ วา่ ครบู าอาจารย์ มมี ากประเภท แจกออก
ไปตามวชิ า สอนหนงั สอื สอนเลข สอนลูกคดิ สอนหตั ถกรรมตา่ งๆ สอนอตั ถธรรม
สุดแทแ้ ตเ่ ปน็ ผ้สู อนวชิ าประเภทใดให้ ก็เรียกวา่ ครูบาอาจารยต์ ามประเภทวิชานั้นๆ
ท�ำไมพ่อแมก่ เ็ ปน็ ผมู้ ีวิชาศิลปศาสตรอ์ ยู่ด้วยกันทกุ คนแลว้ จงึ ไมส่ ง่ั สอนวิชาให้
แกล่ กู ของตนเสยี ทเี ดยี ว ขอ้ นพี้ งึ เขา้ ใจวา่ ผเู้ ปน็ พอ่ เปน็ แมห่ นกั อยใู่ นการทำ� มาหากนิ
การทำ� มาหากนิ ไดแ้ กว่ ชิ าบางอยา่ ง เหมอื นอยา่ งทำ� นากต็ ง้ั หนา้ ทำ� แตน่ า ถา้ สอนลกู กไ็ ด้
แตส่ อนใหท้ ำ� นาเทา่ นนั้ วชิ าอน่ื ๆ ทจ่ี กั พงึ รู้ มหี นงั สอื และเลข เปน็ ตน้ กส็ อนใหไ้ มไ่ ด้
เพราะเวลาไมพ่ อ เหตนุ ัน้ จึงต้องยอมเสยี เงินให้เป็นกำ� ลังแกค่ รเู ขาจะไดต้ ้ังหน้าสอน
วิชาน้ันๆ ให้แก่ลูกศิษย์ได้เต็มความสามารถ ให้พึงเข้าใจความไว้อย่างนี้ ย่ิงสมัย
บ้านเมืองกำ� ลังเจริญอย่างทกุ วนั น้ี คนหนึ่งๆ ต้องการรู้วิชาหลายๆ อย่างเพือ่ จะได้
เลือกใชใ้ หเ้ หมาะแก่กาลเทศะ และใหร้ ูว้ ่าวชิ าศลิ ปศาสตรอ์ ันใดทเ่ี ราเล่าเรยี นไดแ้ ลว้
แตส่ ำ� นกั ของทา่ นผใู้ ด วชิ าของทา่ นผนู้ นั้ กอ็ ยกู่ บั เรา เทา่ กบั แบง่ ภาคออกมาจากครบู า
อาจารย์ จงึ ชอื่ วา่ ครบู าอาจารยอ์ ยูก่ ับเราเสมอ ไปกับเราเสมอ เท่ากับวา่ ครบู าอาจารย์
ตามไปชว่ ยและตักเตือนเราอยู่ทุกเมื่อ พึงรู้วา่ คณุ ครบู าอาจารย์มีอย่ทู ี่ตวั เราด้วยเหตุ
อย่างนี้
การเคารพครูบาอาจารย์ ข้อส�ำคัญก็คือใหป้ ระพฤติตนใหเ้ ป็นคนดี ใหพ้ ่งึ วชิ า
ศลิ ปะนน้ั ๆ เปน็ อาชีพ กเ็ ป็นการแสดงตนว่าเป็นผ้มู ีกตัญญูกตเวที คือรู้จักคุณและ
การกระทำ� ปฏกิ าระตอบแทนคณุ ของครบู าอาจารย์ บคุ คลผตู้ ง้ั ใจอยใู่ นกตญั ญกู ตเวที
122
เชน่ นน้ั ยอ่ มจกั ไดร้ บั แตค่ วามสรรเสรญิ และจะมคี วามสขุ ความสำ� ราญ ความเยน็ ใจ
เปน็ ผลอยูท่ กุ เมอื่
การเคารพ จงึ แบง่ เปน็ ๒ ประการ ประการหนง่ึ ใหเ้ คารพตอ่ ตวั ของครบู าอาจารย์
คอื การแสดงตนเปน็ คนออ่ นนอ้ ม กราบไหว้ และบชู าทา่ นดว้ ยอามสิ ตามสมยั ทค่ี วรบชู า
และรับปฏิบัติในสมัยที่ควรปฏิบัติ ให้เชื้อเชิญให้ไปมาหาสู่ในสมัยที่ควรไปมาหาสู่
ประพฤตติ นอย่างน้ีเป็นประการท่ีหนึ่ง ประการท่ี ๒ นั้นคอื ให้รักษาตนให้เป็นคนดี
ให้เปน็ คนสมบรู ณด์ ว้ ยลาภและยศ คือตัง้ ใจท�ำมาหาเลี้ยงชพี โดยสุจริตธรรมใหต้ ้อง
ตามประสงค์ของท่าน ก็ได้ช่ือว่าแสดงตนเป็นคนต้ังอยู่ในกตัญญูกตเวทีเหมือนกัน
เปน็ ประการท่ี ๒ อยา่ เปน็ คนกระดา้ งกระเดื่องลบหลูค่ รบู าอาจารย์เรา
เคยไดย้ นิ คนสนั ดานหยาบเลวทรามพดู ลบหลคู่ รบู าอาจารย์ เขาพดู วา่ จะเคารพ
ท�ำไมกับครูผู้สอนวิชาให้อย่างทุกวันน้ี การสอนก็เป็นอาชีพของเขา คือว่าเขาสอน
เอาเงนิ เดอื นต่างหาก สว่ นเราเรียนวิชาจากเขากเ็ ท่ากับเอาเงินพอ่ แม่ไปซอื้ วชิ ากับเขา
เท่านั้น ได้ท�ำการแลกเปลี่ยนซ้ือหากันเสร็จแล้ว จะต้องเคารพยำ� เกรงอะไรกันอีก
เขาพูดอยา่ งน้ี คนผู้พดู อยา่ งน้แี หละชอ่ื วา่ คนลบหลคู่ รูบาอาจารย์ เปน็ คนอกตญั ญู
เป็นบาปอนั หนัก จะทำ� มาหากินไมข่ น้ึ ใหพ้ ากนั รไู้ ว้
ธรรมดาวา่ สรรพวชิ าในโลกทา่ นแสดงไวว้ า่ เปน็ มหคฆฺ า มคี า่ มากบา้ ง อนคฆฺ า
มีค่าอันบุคคลไม่พึงนับได้บ้าง คือว่าวิชาท้ังปวงท่ีเราเรียนได้แล้วย่อมเป็นอาภรณ์
เครอื่ งประดบั สำ� หรบั ตวั เราตลอดวนั ตาย เงนิ ทเ่ี ราไดจ้ ากพอ่ แมน่ ำ� ไปใหแ้ กค่ รนู น้ั เปน็
แตเ่ พยี งเครอ่ื งบชู าเทา่ นนั้ หาใชค่ า่ จา้ งไม่ ถา้ ครไู มไ่ ดค้ า่ บำ� รงุ เปน็ เครอ่ื งเลย้ี งชพี ครจู ะ
มานัง่ สอนวชิ าใหแ้ ก่ศษิ ยไ์ ด้ดว้ ยเหตอุ ย่างไร
ถ้าเราเป็นคนลบหลู่ครูบาอาจารย์เช่นนั้น วิชาที่ตนได้ไปน้ันจะเป็นอัปมงคล
จะเปน็ ข้าศึกแก่ตน จะทำ� มาหากินด้วยวิชานัน้ ไมข่ ้ึน ธรรมดาบุคคลผูม้ ักลบหลคู่ ุณ
ของทา่ นท่มี ีคณุ แกต่ น มักเปน็ คนขี้อวด มักยกตนขม่ ทา่ น มกั เหน็ ตนเปน็ คนดวี เิ ศษ
ยงิ่ กวา่ คนทงั้ โลก แมใ้ ครจะตกั เตอื นแนะนำ� อยา่ งไรกม็ กั ไมท่ ำ� ตาม ชอบอวดฝปี ากเสมอ
123
ดงั นทิ านของโบราณทา่ นเลา่ ไวส้ บื กนั มาวา่ ในอดตี กาล ยงั มเี ตา่ ตวั หนงึ่ อาศยั อยู่
ในหนองกลางปา่ ไกลแม่นำ้� ล�ำคลอง สมยั หนงึ่ เกดิ แล้งจัด ฝนขาดหลายเดือน นำ้� ใน
หนองนนั้ แหง้ เตา่ ตวั นน้ั อดนำ้� อดอาหารทนทกุ ขเวทนาแสนสาหสั วนั หนง่ึ มหี งส์ ๒ ตวั
บนิ ผา่ นมาในทน่ี น้ั เตา่ จงึ รอ้ งออ้ นวอนขอความกรณุ าใหห้ งสท์ ง้ั ๒ ชว่ ยชวี ติ นำ� ตนไปสู่
ทม่ี นี ำ้� หงสท์ งั้ ๒ เกดิ ความสงสาร เหน็ วา่ เปน็ เพอ่ื นเกดิ แกเ่ จบ็ ตายดว้ ยกนั และเหน็ วา่
พอมอี บุ ายทจ่ี กั ชว่ ยได้ จงึ รบั อาสาวา่ เราจกั ชว่ ยได้ แตเ่ ราจะสอนวชิ าใหท้ า่ นตอ้ งทำ� ตาม
หงสน์ นั้ จงึ ไปหาเอาไมม้ าทอ่ นหนง่ึ พอเหมาะแลว้ สอนวา่ แนะ่ สหาย ทา่ นจงคาบ
กลางท่อนไม้น้ี เราท้ัง ๒ จะคาบคนละข้างหามท่านไป แต่ท่านจงระมัดระวังตัว
คาบให้มั่น แม้จักได้ยินเสียงอะไรก็อย่าเอาใจใส่ เต่ารับค�ำแล้วคาบกลางท่อนไม้
หงสท์ ง้ั ๒ กค็ าบคนละขา้ งหามเตา่ ตวั นน้ั บนิ ไปบนอากาศ บนิ ผา่ นพระนครตำ� บลหนง่ึ
คนในพระนครนน้ั แลเหน็ หงสห์ ามเตา่ เปน็ ของประหลาด ตา่ งกร็ อ้ งบอกกนั ตอ่ ๆ ไปวา่
ดูหงส์หามเต่าๆ
เตา่ เปน็ สตั วอ์ กตญั ญู เมอื่ ไดย้ นิ เขารอ้ งบอกกนั เชน่ นน้ั อดรนทนไมไ่ หว อา้ ปากขน้ึ
จะร้องตอบชาวเมืองว่า เราหามหงส์ต่างหาก หาใช่หงส์หามเราไม่ จะร้องบอกเขา
เทา่ นนั้ แหละ แตพ่ ออา้ ปากกพ็ ลดั ตกลงมาเหนอื แผน่ ดนิ ดว้ ยกำ� ลงั ทสี่ งู กระดองแตก
ตายอยู่กบั ที่
ชกั นทิ านมาแสดงใหเ้ หน็ วา่ เตา่ เปน็ สตั วอ์ กตญั ญู ไมร่ คู้ ณุ ของหงส์ เขาสอนวชิ า
ใหว้ า่ คาบกลางไมใ้ หม้ นั่ ไดย้ นิ เสยี งอะไรกอ็ ยา่ เอาใจใสด่ งั น้ี ครน้ั ไดย้ นิ เสยี งชาวเมอื ง
เขารอ้ งเซง็ แซว่ า่ หงสห์ ามเตา่ เทา่ นนั้ อดพดู อวดตวั ไมไ่ ด้ จงึ ถงึ แกค่ วามตายเพราะปาก
ของตัวเอง การลบหลู่ท่านผ้มู คี ณุ ย่อมไดร้ ับโทษดังแสดงมานี้
ผู้ทีท่ า่ นเปน็ บณั ฑิตผ้ฉู ลาด ทา่ นยอ่ มเคารพครบู าอาจารยย์ ิง่ นกั เหมอื นอย่าง
พระสารบี ตุ รอัครสาวก ผ้เู ลศิ ดว้ ยปัญญาในพระพทุ ธศาสนา ทา่ นได้ฟงั ธรรมแสดง
อรยิ สจั โดยยอ่ แตส่ ำ� นกั พระอสั สชใิ นพวกเบญจวคั คยี ์ ทา่ นไดบ้ รรลพุ ระโสดาปตั ตผิ ล
ภายหลังท่านได้สดับพระธรรมเทศนาในส�ำนักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ส�ำเร็จ
พระอรหนั ต์สาวกบารมีภูมิ เป็นท่ี ๒ รองพระผูม้ ีพระภาคเจ้า
124
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าท่านทราบว่าพระอัสสชิ อาจารย์เดิมของท่านอยู่ทิศไหน
ทา่ นนอนผนิ ศรี ษะไปทศิ นน้ั จนมผี ไู้ ปกราบทลู พระผมู้ พี ระภาคเจา้ วา่ พระสารบี ตุ รนอน
ไมเ่ ปน็ ปรกติ ผนิ ศรี ษะไปสทู่ ศิ ตา่ งๆ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ จงึ ทรงประกาศคณุ งามความดี
ของพระสารีบุตรว่า พระสารีบุตรเป็นบัณฑิต ประกอบด้วยกตัญญูกตเวทีย่ิงนัก
ท่านถือว่าพระอัสสชิเป็นบุพพาจารย์ของท่าน เม่ือท่านทราบว่าพระอัสสชิอยู่ทิศใด
เม่อื นอนกผ็ นิ ศีรษะไปทิศนั้นดงั น้ี
ความจรงิ ครบู าอาจารยก์ ไ็ มต่ า่ งกบั พอ่ แมส่ กั ปานใด พอ่ แมเ่ ปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภ์ กเ็ ลยี้ งดู
และสอนจรรยาในเบื้องต้นให้รู้ภาษาโลกนิยม ท่านจึงขนานนามว่าบุพพาจารย์
ส่วนครูบาอาจารย์ที่เราอาศัยเรียนวิชาศิลปศาสตร์น้ัน เป็นอาจารย์ภายหลัง แต่ว่า
เป็นธรรมดาของผู้เป็นครูบาอาจารย์ ย่อมเป็นผู้ตั้งใจสอนลูกศิษย์อย่างเต็มเปี่ยม
ดว้ ยเมตตากรุณาหวังแก่ลูกศิษย์ สอนทงั้ กริ ิยามารยาท สอนทง้ั ศิลปศาสตร์ เทา่ กับ
ท่านให้ทรัพย์อันนับค่ามิได้แก่เรา ถ้าเราได้ครูบาอาจารย์ท่ีดีก็เท่ากับเราได้นายเรือ
ผู้ฉลาด อาจจักน�ำเรอื คอื อตั ภาพของเราใหพ้ น้ จากท่ีอนั กันดาร คือทกุ ข์โศก โรคภยั
ยากจนขน้ แคน้ เสยี ได้ ใหเ้ ราไดบ้ รรลสุ ภาพทต่ี นเกษมส�ำราญ ใหเ้ ราไดร้ บั ความเบกิ บาน
ด้วยลาภยศ
เพราะเหตนุ น้ั ครบู าอาจารยจ์ งึ นบั วา่ เปน็ สถานทคี่ วรเคารพของสานศุ ษิ ยโ์ ดยแท้
ทา่ นทงั้ หลายผหู้ วงั ประโยชนแ์ ละความสขุ พงึ ตงั้ ใจเคารพครบู าอาจารยข์ องตนตามนยั
ท่ีแสดงมานี้ ก็จักได้รับความสุขความสำ� ราญตามอาการท่ีตนปรารถนาดังพรรณนา
มาด้วยประการฉะน้.ี
125
คุณแหง่ พระราชามหากษตั ริย์
อทิ านิ สนนฺ ิปติตาย ปรสิ าย กาจิ ธมมฺ กี ถา กถิยเต, ตํ สุณาถ สมาคตาติ ฯ
บดั นี้ จกั แสดงธรรมกี ถา เพอื่ ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชนใ์ นการฟงั ธรรมแกท่ า่ นทงั้ หลาย
อันมายงั สันนบิ าต ณ ท่ีนี้ ท่านทัง้ หลายบรรดาทไี่ ด้มาสมาคม ณ ทีน่ ี้ พงึ ตั้งใจคอย
สดบั ธรรมมีกถาอนั จักแสดงไป ณ บัดน้ี ทำ� ประโยชน์ของตนใหส้ ำ� เร็จเถิด
ด้วยว่าการฟังธรรมเทศนา ถ้าฟังด้วยความตั้งใจ ย่อมท�ำประโยชน์ให้ส�ำเร็จ
ประโยชนแ์ ห่งการฟงั ธรรมนั้น กค็ ือความรู้ความฉลาดในข้ออรรถขอ้ ธรรม ขอ้ อรรถ
ข้อธรรมน้ันก็คือค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกกันว่าพระพุทธศาสนา ล้วนแต่
ประกาศทางแห่งความชั่วและทางแห่งความดี คอื ทางแห่งความทุกข์ และทางแหง่
ความสุขใจ ให้ฟังเข้าใจแลว้ จะได้หลกี ทางแหง่ ความทกุ ข์ ดำ� เนนิ ปฏิบัตใิ นทางแห่ง
ความสุข จกั นำ� มาแสดงพอได้ใจความ
ทางแหง่ ความทกุ ข์ นนั้ คอื เปน็ คนเกยี จครา้ น เหน็ แกค่ วามสขุ มปี ระมาณนอ้ ย
เหน็ แกก่ ารสนั้ มงุ่ แตค่ วามสขุ จำ� เพาะวนั จะเรยี นวชิ าสงิ่ ไรกไ็ มส่ ำ� เรจ็ เหน็ เปน็ การลำ� บาก
แม้จะกระท�ำการงานสิ่งไรก็ไม่ส�ำเร็จเห็นเป็นการเหลือก�ำลังไป มักหาความสุขแต่
สว่ นตวั ผอู้ นื่ จกั ฉบิ หายวายรา้ ยไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นสกั เพยี งไรไมเ่ ขา้ ใจ ขอแตใ่ หข้ า้
มง่ั มบี รบิ รู ณม์ คี วามสขุ เปน็ แลว้ กนั ขาดเมตตากรณุ าในเพอ่ื นดงั น้ี จงึ มคี วามสามารถ
อาจหาญลกั ขโมย ฉอ้ โกง เอาข้าวของทา่ นผ้อู น่ื ได้ และสามารถอาจหาญทบุ ตีฆ่าฟนั
เพื่อนมนุษยด์ ้วยกันได้
ผู้ประพฤติในทางชั่วช้าลามกเช่นนี้ จะต้องได้ประสบพบเห็นแต่ความยากจน
ขน้ แคน้ หาความสขุ สำ� ราญมไิ ด้ ดว้ ยเหตไุ มร่ จู้ กั พระพทุ ธศาสนาวา่ มคี ณุ อยา่ งไร ไมว่ า่
126
คณุ พอ่ คณุ แมว่ า่ ทา่ นเลยี้ งเรามาทา่ นประสงคอ์ ยา่ งไร ไมร่ จู้ กั คณุ ครบู าอาจารยว์ า่ ทา่ น
สง่ั สอนเรามาทา่ นประสงคอ์ ะไร ไมร่ จู้ กั คณุ ของพระเจา้ แผน่ ดนิ ซงึ่ ทรงจดั การปกครอง
มีพระราชกำ� หนดกฎหมาย ตั้งพระราชบัญญัตพิ กิ ดั โทษแกผ่ ู้ท�ำผดิ ให้มนี กั การคอย
ตรวจตราอยู่ทุกหนา้ ท่ที ุกตำ� บล ทา่ นมปี ระสงค์อะไร
การทไ่ี มร่ จู้ ักคุณของท่านผู้มีคณุ น้ันเอง จึงทำ� ความเสยี หายใสต่ วั คือเป็นคน
ฆา่ ความสขุ ของตนเอง เปน็ คนตดั ทอนชวี ิตของตนให้สนั้ ใหน้ อ้ ยลง เทา่ กบั วา่ เกิดมา
เปน็ ข้าศกึ แก่ตัวเอง ผ้ปู ระพฤติอย่างนช้ี ่ือว่าเป็นผปู้ ฏิบตั ดิ �ำเนินในทางแห่งความทกุ ข์
ส่วน ทางแหง่ ความสขุ นัน้ ทรงแสดงไวเ้ ปน็ แผนกหนึง่ คือ ทางแห่งความสุข
ในชาตนิ แ้ี ละชาตหิ นา้ ความสขุ คอื พระนพิ พาน จะนำ� มาแสดงแตค่ วามสขุ อนั ผปู้ ฏบิ ตั ิ
จะพงึ ไดใ้ นชาตนิ ี้ คอื สอนวา่ ใหม้ คี วามเพยี รความหมน่ั ตอ่ กจิ การงานทง้ั ปวง เบอ้ื งตน้
แตเ่ ปน็ นกั เรยี น กห็ มนั่ เลา่ เรยี นเขยี นอา่ น หมนั่ พากเพยี รใหว้ ชิ าทต่ี นเรยี นนน้ั สำ� เรจ็ ไป
แมจ้ ะกระท�ำการงานใดๆ ก็ตง้ั ใจท�ำจรงิ ให้การงานน้นั สำ� เรจ็ แต่อยา่ เหน็ แกค่ วามสขุ
สว่ นตวั อย่าเห็นแต่ความไดส้ ว่ นตัว ท�ำสิ่งใดให้มใี จเผ่อื แผ่ คอื ใหห้ วงั ความสุขแก่
คนอ่ืนด้วย คือว่าเม่ือตนส�ำเร็จวิชาสิ่งใด พึงช่วยให้คนอ่ืนได้ส�ำเร็จวิชาสิ่งนั้นด้วย
เมื่อตนบริบรู ณด์ ้วยโภคสมบตั สิ ่ิงใด พงึ ชว่ ยแนะน�ำให้ผอู้ ่ืนบริบรู ณด์ ้วยโภคสมบตั ิ
สงิ่ นนั้ ดว้ ย คอื ใหเ้ ปน็ คนประกอบดว้ ยเมตตากายกรรม เมตตาวจกี รรม เมตตามโนกรรม
และสอนใหม้ ศี ลี มสี ตั ย์ สอนใหร้ จู้ กั คณุ พระรตั นตรยั และสอนใหร้ จู้ กั คณุ พอ่ คณุ แม่
คุณครบู าอาจารย์ ดังแสดงมาแลว้ โดยลำ� ดบั ลว้ นเป็นทางแหง่ ความสขุ
การทสี่ อนใหร้ ทู้ างแหง่ ความทกุ ขก์ ห็ วงั จะใหผ้ รู้ หู้ ลกี เลย่ี งเสยี การทสี่ อนใหร้ ทู้ าง
แหง่ ความสขุ ก็หวังจะใหผ้ ู้รูไ้ ด้ปฏิบตั ิด�ำเนินตาม จะได้รบั ผลแห่งความสขุ ตอ่ ไป
วนั น้ี จักแสดงคุณแห่งสมเด็จพระมหากษัตราธริ าชเจ้า ผเู้ ป็นเจ้าเปน็ จอมแหง่
ประเทศ คือว่าประเทศหน่ึงคืออาณาจักรหนึ่ง ต้องมีผู้เป็นใหญ่ส�ำเร็จการแผ่นดิน
คนหนงึ่ ดงั นท้ี ว่ั โลก แตผ่ สู้ ำ� เรจ็ การแผน่ ดนิ นน้ั มชี อ่ื ตา่ งกนั ตามนยิ มของประเทศนน้ั ๆ
แตต่ ามแบบแผนโบราณประวตั ิ ผสู้ ำ� เรจ็ ราชการแผน่ ดนิ ตอ้ งทรงพระนามวา่ พระราชา
โดยมาก ยง่ิ ในสยามประเทศ มพี ระราชาเปน็ เจา้ เปน็ จอมสบื เนอ่ื งกนั มาแตด่ กึ ดำ� บรรพ์
127
ย่ิงกว่านี้ตามโลกประวัติ โบราณาจารย์เจ้าได้แสดงไว้ในคัมภีร์โลกวินิจฉัย
ปรารภถงึ ปฐมกาล เมอ่ื ครง้ั หมมู่ นษุ ยย์ งั ไมม่ เี จา้ มนี าย ตา่ งคนตา่ งมอี สิ รภาพเสมอกนั
พวกบอลเชวกิ เขาจำ� นงอยูใ่ นสมัยนี้ ถอื สจุ ริตธรรมเป็นเครื่องบ�ำรุงสุขภาพ ข้อนโี้ ลก
เคยประสบมาแลว้
แตค่ รนั้ หมมู่ นษุ ยเ์ จรญิ มากขนึ้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง กเ็ จรญิ ขน้ึ ตาม
พวกสนั ดานหยาบ หาความสขุ สว่ นตวั ตงั้ หนา้ เบยี ดเบยี นพวกประพฤตสิ จุ รติ จะทำ� นา
ทำ� สวน ปลูกสร้างส่งิ ใดข้ึนไว้ พวกคนพาลกม็ ายือ้ แยง่ เบียดเบยี นฉกลกั เอาไปเป็น
ประโยชน์สว่ นเขาเสยี ถงึ แกต่ อ้ งรบราฆ่าฟนั กนั หาความสขุ มไิ ด้
ลงท้ายต้องเลือกต้ังผู้มีปัญญาสามารถให้เป็นพระราชามหาสมมุติราชมีอ�ำนาจ
เหนอื ประชาชนท่ัวไป ใหม้ หี น้าทแ่ี ตก่ ารปกครองเท่าน้นั ไม่ต้องท�ำมาหากินอย่างอ่ืน
คอื ราษฎรพรอ้ มใจกนั แบง่ สว่ นสบิ ลดจากของทตี่ นทำ� มาหาไดย้ กถวายใหเ้ ปน็ ราชพลี
คอื ว่า ถา้ ท�ำนาไดข้ า้ ว ๑๐ สดั ยกถวายเป็นราชพลีเสีย ๑ สัด ถ้าได้ ๑๐ เกวยี น
ยกถวายให้เป็นราชพลีเสยี ๑ เกวยี น หรอื ท�ำการค้าขายมีกำ� ไร ๑๐ บาท ยกใหเ้ ป็น
ราชพลีเสีย ๑ บาท ดังน้ีเป็นตวั อยา่ งทั่วไป
ฝา่ ยผเู้ ปน็ พระราชา เมอ่ื ไดร้ บั สว่ นราชพลเี ปน็ พระราชทรพั ยเ์ พยี งพอแลว้ กจ็ ดั ตงั้
ผชู้ ว่ ยผแู้ ทน ตงั้ มหาอำ� มาตยร์ าชเสวก จดั เปน็ หมวดเปน็ กรม เปน็ กระทรวงทบวงการ
จดั ใหม้ ีเจา้ พนกั งานรักษาการเปน็ สว่ นๆ แบง่ พระราชทรพั ยท์ ่ีได้จากราชพลีเฉลี่ยแก่
เจา้ หนา้ ทเี่ ปน็ เบยี้ หวดั เงนิ เดอื นตามสมควร พอมคี วามสขุ รกั ษาการตามหนา้ ทไ่ี ดเ้ ปน็
ระเบยี บต่อมาดังนี้
คร้ันมนุษย์มีความเจริญมากข้ึนก็ขยายการปกครองให้มากขึ้น จนถึงแบ่ง
พระราชอาณาเขตเปน็ สว่ นๆ มพี ระราชาปกครองเปน็ สว่ นๆ ทว่ั ไปในโลก อาศยั ความ
เจริญของหมู่มนุษย์มากข้ึน สรรพสิ่งท้ังปวงก็เจริญข้ึนทุกอย่าง คนพาลสันดาน
หยาบคายคอยเบยี ดเบยี นผอู้ นื่ กเ็ จรญิ ขน้ึ ตาม จงึ ตอ้ งตง้ั กฎหมาย ออกพระราชบญั ญตั ิ
มีวิธีปรบั ปรุงลงโทษ และมีเคร่ืองพนั ธนาการ คือ โซต่ รวน ข่ือคา คกุ ตะราง ส�ำหรบั
คมุ ขังนกั โทษที่ทำ� ผิดต่อกฎหมาย ลงพระราชอาญาใหเ้ ขด็ หลาบ
128
ภายหลงั เกดิ กเิ ลสหยาบในระหวา่ งผเู้ ปน็ ใหญ่ เกดิ แยง่ ชงิ ราชอาณาจกั รแหง่ กนั
และกัน จึงตอ้ งมกี ารปอ้ งกัน สรา้ งอาวธุ ยุทธภัณฑท์ แกล้วทหารขึน้ ไว้ส�ำหรับปอ้ งกนั
อิสรภาพในระหว่างราชอาณาจกั รของตน เม่อื มีนักการมากขนึ้ เทา่ ไร การเล้ยี งดูกนั
ก็ใช้จ่ายพระราชทรัพย์มากขึ้น จึงต้องต้ังภาษีอากรและเรียกรัชชูปการแก่ราษฎร
เพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอแก่การใช้จ่ายบ�ำรุงพระราชอาณาจักร ให้ชาวอาณาประชา
ราษฎรได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เป็นพระราชอาณาจักรอันสมบูรณ์มั่นคงสืบเนื่อง
กนั มาดังน้ี
พงึ เขา้ ใจวา่ ผเู้ ปน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ ตอ้ งเปน็ ผมู้ บี ญุ ญาภนิ หิ ารไดท้ รงสรา้ งสมอบรม
มาแล้วแต่อเนกชาติ ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาเสวยสุขในวิมานช้ันสวรรค์
ถา้ เทพเจา้ ทง้ั หลายเหน็ วา่ ทา่ นองคใ์ ดสมควรเปน็ เจา้ เปน็ ใหญใ่ นประเทศใด กเ็ ชอื้ เชญิ
ให้อวตารลงมาปฏิสนธิในประเทศน้ัน เพื่อจะได้ช่วยบ�ำรุงความสุขแก่ประเทศน้ัน
เพราะเหตุนัน้ จึงเปน็ ผู้สามารถท่จี กั ปกครองให้ประเทศน้ันอยูเ่ ป็นสขุ
ถา้ ประเทศใด หมู่มนุษยต์ ้งั อยู่ในสุจรติ ธรรมโดยมาก ประเทศนัน้ กไ็ ดจ้ อมที่
ประกอบดว้ ยพระปรชี าญาณอนั ปกครองดว้ ยเมตตากรณุ า ถา้ ประเทศใดมหี มมู่ นษุ ย์
ประพฤตทิ จุ รติ โดยมาก ประเทศนนั้ กไ็ ดจ้ อมทป่ี ระกอบดว้ ยโทสะ พยาบาท ปกครอง
ดว้ ยอำ� นาจศัสตราวุธใหเ้ หมาะแกป่ ระเทศ
อยา่ งประเทศสยามของพวกเรานี้ เปน็ ประเทศนับถือพระพทุ ธศาสนาเปน็ ที่พง่ึ
ผูท้ ีใ่ ห้อวตารมาเปน็ เจ้าเป็นจอมกต็ อ้ งได้ผ้ปู ระกอบดว้ ยพระปรชี าญาณอนั สขุ มุ และ
เป็นผู้มีศรัทธาความเชื่อความเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา เป็นอัครศาสนูปถัมภก
เปน็ นายกบำ� รงุ พระพทุ ธจกั รและพระราชอาณาจกั ร ดว้ ยกศุ โลบายใหบ้ า้ นเมอื งรงุ่ เรอื ง
เจริญด้วยความสุขท่วั พระราชอาณาจักรด้วยอำ� นาจพระมหากรุณาธคิ ุณ ดังพวกเรา
ประจกั ษอ์ ยู่กับตากบั ใจทุกวันน้ี
ธรรมดาต้นไม้ใหญ่มีใบอันดก มีกิ่งก้านสาขาอันกว้างใหญ่ มีร่มเงาอันเย็น
ย่อมเป็นที่อาศัยระงับร้อนของสัตว์ทั้งหลายฉันใด พระเจ้าแผ่นดินก็มีก่ิงก้านสาขา
อันกว้างใหญ่ คือพระบรมเดชานภุ าพ มีใบอนั ดกหนากลา่ วคอื พระมหากรณุ าธคิ ุณ
129
ยอ่ มเปน็ ทเ่ี ขา้ พง่ึ พาอาศยั ของทวยราษฎรทว่ั พระราชอาณาจกั รใหช้ มุ่ ชนื่ อยดู่ ว้ ยความสขุ
ปานประหน่ึงว่าตน้ ไมใ้ หญเ่ ป็นที่อาศยั ระงบั รอ้ นของสัตว์ท้งั หลายฉนั น้ัน
เพราะเหตุนั้น จึงไดพ้ ระนามวา่ พระเจ้าอยู่หัว คืออยูเ่ หนอื หวั ไมใ่ ช่อย่ทู ี่หวั
เปรียบเหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ คนในสากลโลกย่อมกล่าวว่าพระจันทร์
พระอาทติ ยอ์ ยเู่ หนอื หวั ของเรา ดงั นี้ ขอ้ นฉ้ี นั ใด พระเจา้ แผน่ ดนิ กเ็ ปน็ เชน่ นน้ั คอื เปน็
ยอดเปน็ จอมของประเทศ คนในประเทศผพู้ งึ่ พระบรมโพธสิ มภารยอ่ มมคี วามสำ� คญั
ด้วยกันว่าพระราชาของเราท่านทรงพระมหากรุณาแก่เราดังน้ีท่ัวกัน เพราะเหตุนั้น
จงึ พากนั ขนานพระนามว่า พระเจา้ อยหู่ ัว
อีกพระนามหนึ่งพากนั รอ้ งเรียกว่า เจ้าชวี ิต เพราะเปน็ ผ้ปู กครองชีวติ คอื วา่
ชวี ติ ของทวยราษฎรยอ่ มตกอยใู่ นความอารกั ขาของพระราชา คอื วา่ ผใู้ ดประหารชวี ติ
ของทา่ น ผนู้ นั้ ยอ่ มไดร้ บั โทษแกแ้ คน้ แทนผถู้ กู ประหาร แมค้ รอบครวั และทรพั ยส์ มบตั ิ
ทงั้ สน้ิ ของทวยราษฎร กต็ กอยใู่ นความอารกั ขาของพระราชาเหมอื นกนั คอื วา่ ผขู้ ม่ เหง
กรรมสทิ ธิข์ องท่าน ย่อมไดร้ ับโทษแก้แค้นแทนผถู้ ูกข่มเหงตามโทษานโุ ทษ เหตนุ ัน้
จึงพากันรอ้ งเรียกวา่ เจา้ ชีวติ ดงั น้ี
ใหท้ วยราษฎรทงั้ ปวงพงึ เขา้ ใจวา่ ตวั ของเราเกดิ มาสำ� หรบั เปน็ ราษฎร ไมใ่ ชเ่ กดิ มา
สำ� หรบั เปน็ เจา้ ผทู้ ท่ี า่ นมบี ญุ ญาภนิ หิ ารเกดิ มาสำ� หรบั เปน็ มอี าการแหง่ วรรณะอนั ตา่ งกนั
กบั เรา เมอ่ื เขา้ ใจความดงั นแี้ ลว้ ใหพ้ ากนั เคารพและบชู าดว้ ยความเตม็ ใจ การเคารพ
นน้ั คอื ใหม้ คี วามรกั ในพระเจา้ อยหู่ วั ของตนเปน็ อยา่ งยง่ิ ใหม้ คี วามเคารพและเลอ่ื มใส
ในเม่ือท�ำบุญส่ิงใดแล้วก็ให้อุทิศส่วนพระราชกุศลถวาย ขอให้ทรงพระเจริญยืนยง
คงทนอยู่ได้ตลอดเขตอายขุ ัย ไดเ้ ป็นร่มเย็นปกเกลา้ ฯ เหลา่ ประชาชนทวั่ ไป
สว่ นนเี้ ปน็ อาการแหง่ การเคารพบชู านนั้ เกย่ี วดว้ ยวตั ถซุ งึ่ เปน็ สว่ นราชพลี คอื วา่
เราทำ� มาหาได้ จะเปน็ คา่ ไรค่ า่ นา คา่ ภาษอี ากร รชั ชปู การอยา่ งไรกต็ ามซงึ่ เปน็ สว่ นราชพลี
ทง้ั สนิ้ เปน็ อาการแหง่ การบชู า เพราะเหตนุ นั้ เมอ่ื เราจะประกอบกจิ การงานใดๆ ใหร้ ะลกึ
ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ เปน็ ทพ่ี ง่ึ วา่ ดว้ ยอำ� นาจพระบรมเดชานภุ าพ ขอใหพ้ ชื ผลทข่ี า้ พเจา้
กระทำ� ขนึ้ น้ี พงึ เปน็ ผลสำ� เรจ็ สมประสงคเ์ พอื่ จะไดเ้ พม่ิ พนู ราชพลใี หเ้ จรญิ ขน้ึ
130
ผตู้ งั้ ใจพงึ่ พระบรมโพธสิ มภารของพระเจา้ อยหู่ วั ของตน ตง้ั หนา้ ทำ� มาหากนิ โดย
สจุ รติ ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ตอ่ พระราชกำ� หนดกฎหมายจนไดร้ บั ราชทณั ฑเ์ ปน็ คดเี กย่ี วขอ้ ง
ในโรงศาลใหเ้ ปน็ เครอื่ งร�ำคาญต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
การทต่ี ง้ั ตนใหเ้ ปน็ คนดี ประพฤตสิ จุ รติ ธรรม เปน็ คนอารโี อบออ้ ม ชกั นำ� เพอื่ นบา้ น
ญาติมิตรให้สนิทเป็นสามัคคี ยินดีในการบุญการกุศล ต้ังใจเคารพต่อเจ้านายตน
เปน็ ตน้ วา่ พระเจา้ อยหู่ วั ของตนพานบั ถอื พระพทุ ธศาสนา ทรงทะนบุ ำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา
อยา่ งไร สว่ นตนกต็ ง้ั ใจทะนบุ ำ� รงุ พระพทุ ธศาสนา มใี หท้ าน รกั ษาศลี เปน็ ตน้ ตามเสดจ็
อย่างนนั้ ผปู้ ระพฤติตนอยา่ งนชี้ ือ่ ว่าเป็นพลเมืองดี
ถา้ เปน็ ผเู้ อาใจออกหา่ งจากพระเจา้ อยหู่ วั ของตน ไปคบคนตา่ งดา้ วทา้ วตา่ งแดน
คือคนชาติอ่ืนภาษาอื่นศาสนาอ่ืน ผู้ประพฤติเช่นนั้น ถึงจะประพฤติตนเป็นคนดี
อยา่ งไรกต็ าม จะนบั เขา้ ในพวกพลเมอื งดไี มไ่ ด้ เพราะไมต่ รงกบั สภุ าษติ ทว่ี า่ ใหร้ กั ตน
รกั ชาติ รักศาสนา รกั พระมหากษตั รยิ ์
ผทู้ ค่ี บคนตา่ งดา้ วทา้ วตา่ งแดนนน้ั ขาดถงึ ๓ หลกั คอื การรกั ชาตกิ ข็ าด การรกั
พระมหากษัตริย์ก็ขาด ยังเหลืออยู่แต่การรักษาตนเท่าน้ัน การรักษาตนในทาง
พระพุทธศาสนาก็ไดแ้ สดงไวว้ า่ อตตฺ านญฺเจ ปยิ ํ ชญฺา รกเฺ ขยยฺ นํ สรุ กฺขติ ํ แปลว่า
ถ้าผู้รู้ว่าตนเป็นที่รักของตนแท้ ก็พึงรักษาตนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรมตลอดกาล
ทุกเมอื่ เถิด ดงั นี้ ไมเ่ หน็ จำ� เปน็ จะต้องว่งิ กระหดื กระหอบไปฝัง่ ซา้ ยฝงั่ ขวา ตงั้ หน้า
รกั ษาตนให้เป็นพลเมอื งดีเทา่ นั้นกเ็ ป็นการสมควรดอี ยแู่ ลว้
ทา่ นทง้ั หลายพึงมนสกิ ารใหไ้ ดค้ วามดงั ทแ่ี สดงมาน้ี แลว้ ประพฤตติ นใหต้ ง้ั อยู่
ในกตัญญูกตเวทีต่อพระเจ้าอยู่หัวของตน ก็จักส�ำเร็จผลคือความสุขความส�ำราญ
ตลอดกาลทกุ เมอื่ ดงั แสดงมาดว้ ยประการฉะน.ี้
131
ตนเป็นที่พงึ่ แหง่ ตน
(เทศน์กณั ฑน์ ี้ พระอุบาลคี ณุ ปู มาจารย์ วดั เจดียห์ ลวง
แสดงแกน่ ักโทษในเรอื นจำ� นครเชยี งใหม่ ในวันอาทติ ย์ที่ ๙ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๗๑)
อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สยิ า
อตฺตนา หิ สุทนเฺ ตน นาถํ ลภติ ทลุ ลฺ ภนฺติฯ
ณ วนั นี้ เปน็ วนั อาทติ ย์ เปน็ วนั ทส่ี เู จา้ ทง้ั หลายเคยฟงั พระธรรมเทศนาโดยลำ� ดบั
การฟังพระธรรมเทศนามีประโยชน์อย่างไร ท่านผู้อ�ำนวยการจึงได้ชักชวนให้ท่าน
ทงั้ หลายฟงั อยบู่ อ่ ยๆ ขอ้ นท้ี า่ นทง้ั หลายพงึ เขา้ ใจวา่ การฟงั ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
มปี ระโยชน์ส�ำหรบั ตัวของเรามากนกั
เหตทุ สี่ เู จา้ ทง้ั หลายไดม้ าตดิ อยใู่ นเรอื นจำ� ทน่ี ้ี กเ็ พราะขาดความรใู้ นทางพระศาสนา
คำ� สั่งสอนของพระพทุ ธเจ้า ขาดกลั ยาณมติ ร คอื ไมไ่ ด้คบหากับทา่ นท่ีเปน็ นกั ปราชญ์
แต่เดมิ มา ความโง่น่ันแหละชักน�ำใหท้ ำ� ความผดิ
ผทู้ ำ� ความผดิ ทา่ นเรยี กวา่ คนพาล คอื คนปญั ญาออ่ น รกั ษาตวั ใหพ้ น้ จากทกุ ขภ์ ยั
ไม่ได้ ถา้ ใครไปคบหาสมาคมด้วยกบั คนเชน่ นนั้ ทา่ นเรียกชือ่ วา่ คนพาล ถ้าคบกับ
ดว้ ยคนพาลเช่นนัน้ กม็ ีแต่จะหาโทษหาความผดิ มาใส่ตัว จกั น�ำตวั ไปตกทุกข์ได้ยาก
ได้รับความลำ� บากไมม่ ที ี่ส้ินสุด
สเู จ้าท้งั หลายท่ีได้มาติดในเรอื นจ�ำท่นี ้ี ดว้ ยกรรมอันเป็นบาป ๒ ประการ คือ
กรรมเกา่ ประการหนง่ึ กรรมใหมป่ ระการหนงึ่ กรรมเกา่ นน้ั คอื กรรมทเี่ ราทำ� ไวแ้ ตก่ อ่ น
หรอื แตช่ าตกิ อ่ นตามมาทนั เผอญิ ใหเ้ ขาใสค่ วามปรกั ปรำ� ทำ� โทษแกไ้ มห่ ลดุ ตอ้ งไดม้ า
รบั โทษ
132
กรรมใหม่ นัน้ คือตัวตอ้ งทำ� ความผิดข้นึ เองด้วยเจตนา คอื ไดท้ ุบตีฆา่ ฟันท่าน
ผอู้ นื่ หรอื ไดฉ้ อ้ โกงแยง่ ชงิ เอาฉกลกั ขา้ วของของทา่ นผอู้ นื่ หรอื สงิ่ ใดทท่ี า่ นมพี กิ ดั ภาษี
ตอ้ งห้าม ตัวรแู้ ลว้ ขนื ท�ำแล้วไดร้ บั โทษ อยา่ งนี้ชอื่ วา่ กรรมใหม่
เมอ่ื เราไดม้ ารบั โทษดว้ ยกรรมเกา่ หรอื กรรมใหมก่ ต็ าม อยา่ เสยี ใจ ใหเ้ หน็ วา่ เรา
เสวยผลของกรรมของเราเอง อยา่ เหน็ ไปวา่ คนอนื่ เขาหาโทษมาใสต่ วั ใหต้ งั้ หนา้ รบั ผล
ของกรรมนน้ั ไปกวา่ จะสนิ้ จะหมด ใหเ้ หน็ วา่ คกุ ตะรางโซต่ รวนเขาไมไ่ ดไ้ ปใสเ่ รา ตวั ของเรา
หากมาหาเขาเอง มาเขา้ โซเ่ ขา้ ตรวนเอง คกุ ตะรางเขาตงั้ อยทู่ น่ี ้ี โซต่ รวนเขาอยทู่ น่ี ้ี ไมไ่ ด้
ไปหาใคร เราเขา้ มาหาเขาเอง ถงึ เจา้ พนกั งานและผคู้ มุ เขากอ็ ยทู่ น่ี ้ี เรามาหาเขาเอง
ถ้าใครตกมาอยู่ที่น้ี เขาย่อมบงั คบั ใชส้ อยอย่างน้ี ถ้าเราพน้ ออกไปจากทนี่ ี้แล้ว
เขาก็ไม่ตามไปบังคับบัญชา เขามีอ�ำนาจอยู่แต่ในท่ีน้ีเท่าน้ัน แม้เขาจะบังคับบัญชา
ดดุ า่ วา่ รา้ ยประการใดกต็ ามอยา่ เสยี ใจ ใหถ้ อื วา่ กรรมของเราเอง ใหต้ ง้ั ใจอดทนไปกวา่
จะส้ินกรรมส้ินเวรของตน ใหค้ ดิ อย่างน้ี
การทีส่ ูเจ้าทง้ั หลายมาตดิ อย่ใู นเรอื นจำ� น้ี โดยมากเปน็ ผู้ไมไ่ ด้คบหาสมาคมกับ
ด้วยนักปราชญ์ ไมไ่ ดส้ ดับรบั ฟงั ค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ ความจริงพวกเราทัง้ หลาย
เปน็ คนชาวสยาม คอื เปน็ คนไทย เปน็ พทุ ธบรษิ ทั นบั ถอื พระพทุ ธศาสนาสบื ๆ กนั มา
แต่บรรพบรุ ษุ กาลล่วงไปได้ ๒,๐๐๐ ปีเศษแลว้ ผทู้ ่เี ขาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา
เขา้ วดั ฟงั ธรรม จำ� ศลี ภาวนาอยบู่ า้ ง เขากไ็ ดร้ บั ความสขุ ถงึ หากวา่ เขารกั ษาไดเ้ พยี งแต่
เปน็ ครั้งเปน็ คราว เขากย็ งั มีความละอายต่อบาป
ใหค้ ดิ ดู คนทอี่ ยใู่ นจงั หวดั เชยี งใหมน่ ี้ ตลอดทกุ อำ� เภอ มคี นจำ� นวนหลายแสน
ผทู้ ตี่ อ้ งมาตดิ อยใู่ นเรอื นจำ� นเี้ พยี ง ๔๐๐-๕๐๐ คนเทา่ นน้ั คดิ เฉลย่ี ดไู มถ่ งึ รอ้ ยละ ๑ คน
คดิ ดู โทษของเรอื นจ�ำน้กี ็มากไมน่ ่าจะยนิ ดีเลย คือว่าการกินการนอน การงานตา่ งๆ
โดยทส่ี ดุ แตจ่ ะไปถา่ ยอจุ จาระปสั สาวะ กต็ อ้ งถกู บงั คบั เสยี ทกุ อยา่ งทกุ ประการ จะเอา
ความสุขมาแตไ่ หน
ถา้ เราตงั้ หนา้ ทำ� มาหากนิ เปน็ คนมศี ลี มสี ตั ยเ์ ปน็ ปกติ อยกู่ บั บา้ นกบั เรอื น การกนิ
กเ็ ปน็ สขุ หามากนิ ตามชอบใจ นอนกม็ เี สอ่ื สาดอาสนะมงุ้ หมอน นอนอกู้ นั กบั เมยี สบาย
จะท�ำการงานอะไรก็เลอื กทำ� ไดต้ ามชอบใจแสนท่จี ะมีความสุข
133
การทเี่ รามาตดิ อยนู่ ้ี ตวั ของเรากแ็ สนทจี่ กั ลำ� บาก ถงึ พอ่ แมพ่ นี่ อ้ งลกู เมยี ของเรา
ก็ต้องได้รับความเดือดร้อนด้วยเหมือนกัน คือเดือดร้อนด้วยคิดถึงเราอย่างหน่ึง
เดือดร้อนด้วยขาดผู้พาท�ำมาหากินอีกอย่างหน่ึง ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้ท�ำความ
เดอื ดรอ้ นใหแ้ กต่ วั เราคนเดยี ว ซำ�้ ใหค้ วามเดอื ดรอ้ นแลน่ ตลอดถงึ พอ่ แมล่ กู เมยี และ
วงศ์ญาติเป็นทน่ี ่าสลดใจ
การทพ่ี ากนั ทำ� ความผดิ นไ้ี มใ่ ชเ่ กดิ จากขอ้ อน่ื เกดิ จากขอ้ ดถู กู ดหู มน่ิ ของตวั เอง
เห็นว่าตัวของตัวจะพ่ึงตัวไม่ได้ จึงต้องต้ังหน้าแต่พ่ึงคนอ่ืนเขาร่�ำไหนร่�ำไป คือว่า
เหน็ เขามขี า้ วของเงนิ ทอง เรอื กสวนไรน่ า ววั ควายชา้ งมา้ พอไปแลเหน็ ของเคา้ เทา่ นน้ั
กเ็ กดิ ความอม่ิ ใจเสยี แลว้ วา่ เราไมต่ อ้ งคดิ หา ไมต่ อ้ งคดิ ทำ� คอยทา่ แตล่ กั ขโมยฉอ้ โกง
เอามาเลย้ี งชวี ติ กพ็ อเทา่ นน้ั นน้ั แหละชอื่ วา่ คดิ พง่ึ แตค่ นอนื่ เขา เหน็ ตวั ของตวั ไมม่ รี าคา
คา่ งวดอะไร จงึ ไดเ้ ปน็ คนขลี้ กั ขโมยเปน็ โจรขนึ้ เพราะไมไ่ ดฟ้ งั คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
ขาดความเช่ือความเลอื่ มใสในพระพุทธศาสนา
บัดน้ี เราจักนำ� เอาค�ำสอนของพระพทุ ธเจา้ มาแสดงให้ฟงั สักข้อหนึ่งอย่างตน้ื ๆ
พอฟงั เขา้ ใจได้ พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนพทุ ธบรษิ ทั วา่ อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ แปลวา่
ตนของตนเปน็ ทพี่ งึ่ แก่ตน โก หิ นาโถ ปโร สิยา กค็ นอนื่ ใครจะเป็นท่พี ง่ึ แก่ใครได้
อตตฺ นา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทลุ ฺลภํ ด้วยวา่ ตนของตนที่ตนฝกึ ฝนทรมานดีแล้ว
ย่อมได้ทพี่ งึ่ อนั ผูอ้ นื่ ได้ดว้ ยยากดงั นี้
อธิบายวา่ ตนตอ้ งพ่งึ ตน จะพึง่ แต่คนอ่ืนไมไ่ ด้ คือวา่ ถา้ เราเปน็ คนประพฤติ
ไมด่ แี ลว้ จะพง่ึ พอ่ แมพ่ นี่ อ้ ง ลกู เมยี พงึ่ เจา้ หรอื พงึ่ นายไมไ่ ดเ้ ลย ใหด้ ตู วั สเู จา้ ทงั้ หลาย
เป็นตัวอยา่ ง เมื่อมาติดคุกได้ยากอยา่ งน้ี ใครเขาจะตามมาเป็นทพ่ี ่งึ แก่เราได้
ค�ำทว่ี ่าตวั ว่าตนนัน้ ก็หมายเอาร่างกายจติ ใจท่เี ราอาศัยอยนู่ ้เี อง คือวา่ รวมทง้ั
ตา หู จมูก ปาก ลนิ้ กาย ใจ อวยั วะ ศีรษะ มือ เท้า ทงั้ กอ้ นนีแ้ หละชอ่ื ว่าตัวตน
อยา่ ไปกงั วลกบั ดว้ ยอนตั ตา เพราะอนตั ตาเปน็ ทางวปิ สั สนาญาณ ยกไวแ้ กท่ า่ นผเู้ จรญิ
วปิ สั สนา
ที่ว่า พง่ึ ตน ก็คือ ให้พ่ึงตา พงึ่ หู พงึ่ จมูก พึ่งปาก พ่ึงลนิ้ พง่ึ มือ พงึ่ เท้า พ่งึ ใจ
ของเราน้ีแหละ คือให้เห็นว่าตา หู เป็นต้น ซึ่งเป็นของมีอยู่ส�ำหรับตัวของเรานี้
134
ลว้ นแตเ่ ปน็ สมบตั ิอันประเสริฐของเรา คือเปน็ แก้วสารพัดนกึ แต่ละอย่างๆ พงึ คิดดู
ใหเ้ หน็ จรงิ
เรามตี าไว้นึกอยากดอู ะไรกด็ ไู ด้ เรามีหไู ว้นึกอยากฟงั เสยี งอะไรกไ็ ด้ เรามีจมูก
ไว้ส�ำหรับระบายลมหายใจเข้าออกได้ตามประสงค์ เรามีปากมีล้ินไว้ส�ำหรับพูดจา
ส่ังเสียการงานอะไรก็ได้ ส�ำหรับเล่าเรียนวิชาศิลปศาสตร์อะไรก็ได้ ส�ำหรับบริโภค
อาหารและร้รู สดีช่ัวไดท้ ุกประการ เรามีมอื ทัง้ ๒ ไวส้ ำ� หรับใช้ท�ำกจิ การงานอะไรก็ได้
ทกุ ประการ เรามเี ทา้ ทง้ั ๒ ไวส้ ำ� หรบั ใชไ้ ปทางใดกไ็ ดต้ ามความปรารถนา จะใหช้ า้ ใหเ้ รว็
ใหว้ ่ิงให้เตน้ อยา่ งไรก็ได้ เรามีใจไว้สำ� หรับคดิ เราอาจจักคดิ ดีคดิ ชวั่ ไดต้ ามประสงค์
สมบัตใิ นตวั ของเราทย่ี กข้นึ มาแสดงใหฟ้ งั นี้ ล้วนแต่เปน็ แก้วสารพัดนกึ ทงั้ นน้ั
คือ เรานกึ ใช้ส่ิงใด ส่งิ น้ันย่อมท�ำประโยชนต์ ามหนา้ ที่ของตนใหส้ �ำเร็จได้ทกุ ประการ
จึงชอ่ื ว่าเรามแี กว้ สารพดั นกึ อยู่ในตัว
ผู้ท่ีเขารู้ว่าของดีมีในตัวอย่างน้ี เขาย่อมใช้ให้ท�ำการงานให้เหมาะตามหน้าที่
เปน็ ตน้ วา่ ทำ� นาทำ� สวน ทำ� การคา้ ขาย และทำ� ราชการงานเมอื ง จนสำ� เรจ็ เปน็ คนมง่ั มี
ศรสี ขุ เปน็ เศรษฐมี หาเศรษฐี เปน็ พอ่ คา้ นายหา้ ง เปน็ ขนุ นาง ลว้ นแตเ่ ขาใชแ้ กว้ สารพดั นกึ
ในตวั น้เี อง เพราะเขาเหน็ วา่ เป็นท่ีพ่งึ ได้ เขาใชถ้ กู ตอ้ งตามทางอนั ชอบธรรม เขาก็
รมุ่ รวยขนึ้ เป็นทพ่ี ง่ึ ไดจ้ รงิ เท่านน้ั เอง
สว่ นคนทตี่ าเสยี หเู สยี นนั้ คนอนื่ เขาทำ� นาทำ� สวนและคา้ ขายกนั อยา่ งไร เขาพากนั
เขา้ วดั ฟงั ธรรม ใหท้ าน รกั ษาศลี เจรญิ ภาวนากนั อยา่ งไรกไ็ มเ่ หน็ เพราะตาในมนั เสยี
ทว่ี า่ หเู สยี นน้ั เขายกยอ่ งคนประพฤตอิ ยา่ งไร เขาตเิ ตยี นคนประพฤตอิ ยา่ งไร คณุ พอ่
คณุ แม่ คุณครบู าอาจารย์ คณุ พระเจ้าแผ่นดนิ มอี ยู่แก่ตัวอยา่ งไร คุณพระพทุ ธเจ้า
คณุ พระธรรม คุณพระสงฆ์ คณุ ทาน คุณศีล เป็นอย่างไร เขาพูดกันอยู่เตม็ บ้าน
เตม็ เมอื ง ตัวก็ไมไ่ ด้ยินท้ังสนิ้ เพราะหูในมนั เสีย จะวา่ หูหนวกกไ็ ด้ เพราะเสยี งท่ีดี
ไม่ได้ยนิ จนไมร่ ้จู ักวา่ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย มอื เทา้ และใจของตนมคี ุณมปี ระโยชน์
แกต่ นอยา่ งไร เพราะความโง่รเู้ ท่าไมถ่ ึงการณ์นนั้ เอง จึงใชข้ องวิเศษเหล่านั้นในทาง
ทผ่ี ดิ จนกลบั เปน็ โทษเปน็ ขา้ ศกึ ศตั รแู กต่ น จนไดร้ บั ความลำ� บากยากแคน้ ถงึ เพยี งน้ี
น่าเศร้าใจย่งิ นัก
135
ถ้าเราเปน็ คนฉลาด รูจ้ กั ผิด รู้จักถกู รู้จักดี รูจ้ กั ชัว่ บา้ ง ก็คงไมเ่ ป็นอย่างน้ี
ถา้ รจู้ กั วา่ คณุ พอ่ คณุ แมม่ อี ยทู่ ต่ี วั ของเรา คอื เราเปน็ ลกู มพี อ่ มแี ม่ รา่ งกายอนั นพ้ี อ่ แม่
บำ� รงุ เลยี้ งดมู า รา่ งกายอนั นเี้ ทา่ กบั แบง่ ภาคมาจากพอ่ แม่ คณุ พอ่ แมจ่ งึ เชอ่ื วา่ มอี ยกู่ บั
ตวั เราเสมอ เราตกทุกข์ได้ยากกเ็ ทา่ กับพ่อแม่ของตนไดเ้ ส่อื มเสยี เกียรติยศไปด้วย
ถงึ คณุ แหง่ ครบู าอาจารยก์ เ็ หมอื นกนั ธรรมดาเกดิ มาเปน็ คนตอ้ งมคี รบู าอาจารย์
ทกุ คน เมอ่ื เราไดร้ บั ความรคู้ วามฉลาดในวชิ าศลิ ปศาสตรส์ งิ่ ใดกต็ าม แตส่ ำ� นกั ทา่ นผใู้ ด
ท่านผู้นั้นแหละช่ือว่าเป็นครูบาอาจารย์ วิชาที่ท่านสอนให้นั้นย่อมอยู่กับตัวเราเสมอ
ถา้ เราไปตกทกุ ขไ์ ดย้ าก กเ็ ทา่ กบั พาครบู าอาจารยไ์ ปเสอ่ื มเสยี เกยี รตยิ ศไปดว้ ยเหมอื นกนั
แมค้ ณุ แหง่ พระเจา้ แผน่ ดนิ กม็ อี ยแู่ กเ่ ราเสมอ คอื วา่ พอ่ แมข่ องเรา ลกู เมยี ของเรา
ทรพั ยส์ มบตั ขิ องเรากอ็ ยใู่ นความอารกั ขาคอื อยใู่ นความปกครองของพระเจา้ แผน่ ดนิ
ทกุ ประการ ถงึ ตวั ของเรากอ็ ยใู่ นความปกครองของพระเจา้ แผน่ ดนิ เหมอื นกนั พระเจา้
แผ่นดินจึงทรงพระนามว่าเจ้าชีวิต ถ้าเราท�ำความชั่วเสียหายก็เป็นเหตุให้เสื่อมเสีย
พระราชเกยี รตยิ ศเหมอื นกนั ถา้ เราทำ� ความดี ตง้ั หนา้ ทำ� มาหากนิ โดยชอบธรรมกเ็ ปน็
พลเมืองดี ช่อื วา่ ไดเ้ ชดิ ชูพระราชเกียรติยศและไดช้ อ่ื วา่ เป็นผูต้ ้ังอย่ใู นกตัญญกู ตเวที
ฉลองพระเดชพระคณุ ของพระเจา้ อยหู่ ัวของตน
การประพฤตใิ หต้ นเปน็ คนดอี ยา่ งเดยี วเทา่ นนั้ เปน็ คนชอื่ วา่ ไดส้ นองคณุ พอ่ แม่
ครบู าอาจารย์ ตลอดถงึ พระเจา้ แผน่ ดนิ ผทู้ ไี่ ดส้ นองคณุ ของทา่ นผมู้ คี ณุ เชน่ นนั้ จะได้
รบั แตค่ วามสขุ และจะมแี ตค่ วามเจรญิ ตลอดชวี ติ นบั วา่ ไมเ่ สยี ทที ไี่ ดเ้ กดิ มาเปน็ มนษุ ย์
เบอื้ งหนา้ ตอ่ แตน่ ไ้ี ป ใหพ้ ากนั ตง้ั ใจพง่ึ ตนของตน ตามพทุ ธโอวาททว่ี า่ อตตฺ า หิ
อตตฺ โน นาโถ ตนเปน็ ท่พี งึ่ แก่ตน ถ้าตนไมเ่ ปน็ คนดีพง่ึ ใครไม่ได้ ส่วนความผดิ ท่ี
ตนท�ำมาแล้วเพราะอาศัยความโง่ความเขลาก็แล้วไป ให้พากันต้ังอกตั้งใจรับผล
ของกรรมนนั้ ไป อย่ามคี วามนอ้ ยใจเสียใจ ธรรมดาเป็นปุถชุ นยอ่ มมีผดิ บ้างถูกบา้ ง
อยา่ งนั้นเอง
เมื่อเราได้มาติดอยู่ในท่ีคอกที่ขังอย่างนี้ ก็ให้ค้นหาความสุขอยู่ในท่ีความสุข
อยใู่ นใจของเราเองแตง่ ไว้ ใหค้ ดิ เสยี วา่ เราเสวยผลของกรรมทเ่ี ราทำ� มาเอง สว่ นระเบยี บ
136
การงานของเรอื นจำ� มอี ยอู่ ยา่ งไร กใ็ หต้ งั้ ใจปฏบิ ตั ติ าม อยา่ แสดงความกระดา้ งกระเดอ่ื ง
อวดดบิ อวดดี คิดต่อสู้ขัดขืนต่อเจ้าพนักงาน ใหเ้ ห็นว่าตนเป็นผู้หมดอำ� นาจ สุดแต่
เจา้ หนา้ ทท่ี า่ นจะบงั คบั ใชส้ อยอยา่ งไรกต็ งั้ หนา้ ทำ� ตาม อาจจกั เปน็ วชิ าสำ� หรบั ตวั ของเรา
ตอ่ ไปกไ็ ด้ ทำ� ใหถ้ ูกใจของเจ้าพนักงานทท่ี ่านท�ำการตามหน้าท่ี ใหไ้ ดร้ ับความเมตตา
กรุณาในส�ำนกั ของทา่ นผ้มู ีอำ� นาจเหนือตน ขอ้ ส�ำคญั ก็คอื ใหม้ ีความเพยี รความหมัน่
เทา่ นน้ั ก็จักได้รับความสขุ ตามสมควรแกภ่ มู ิประเทศ
ความจริงคนท่ีเกิดมาในโลกก็เท่ากับติดคุกด้วยกันหมด เท่ากับมีโทษถึงตาย
ดว้ ยกนั หมด เปน็ แตว่ า่ วงกวา้ งและวงแคบกวา่ กนั นดิ หนอ่ ยเทา่ นน้ั ใครจกั ออกจากโลก
ไปได้ ใครจกั เปน็ คนไม่ตาย ย่อมจักตายดว้ ยกนั หมดทั่วโลก แตว่ ่าคกุ ใหญว่ งกวา้ ง
หน่อย สว่ นคกุ น้อยทีพ่ วกสเู จา้ พากันมาตดิ อยู่นว้ี งแคบ แต่ก็ยังมีดบี างสว่ น คือยังมี
ก�ำหนดเวลาท่ีจักหลุดพ้นออกไปได้
ใหพ้ งึ เขา้ ใจวา่ กรรมกงสำ� หรบั เรอื นจำ� นี้ หากเปน็ อยอู่ ยา่ งนก้ี อ่ นแตเ่ รายงั ไมเ่ ขา้ มา
เขากท็ ำ� กนั อยอู่ ยา่ งน้ี เมอ่ื เราเขา้ มาอยเู่ ขากท็ ำ� กนั อยอู่ ยา่ งนี้ เบอ้ื งหนา้ แตเ่ ราออกไปแลว้
เขากจ็ กั ทำ� กนั อยอู่ ยา่ งนี้ ไมม่ ที ส่ี นิ้ สดุ ความสขุ และความทกุ ขอ์ ยทู่ ใ่ี จ ตน้ แหง่ ความสขุ
อยทู คี่ วามพอ คอื ทำ� ความพอในสงิ่ ทไ่ี ดท้ มี่ เี ทา่ นนั้ ตน้ แหง่ ความทกุ ขอ์ ยทู่ ค่ี วามไมพ่ อ
คือทำ� ตนให้เปน็ คนจนอยเู่ สมอ บุญและบาปกอ็ ยทู่ ีใ่ จ ตน้ แห่งบญุ อยู่ทค่ี วามไมโ่ ลภ
ไมโ่ กรธ ไม่หลง ตน้ แหง่ บาปอย่ทู ่คี วามโลภ ความโกรธ ความหลง ตัวของเราอยู่
ทไ่ี หน ความสุขและความทกุ ขก์ อ็ ยทู่ ่ีน่ัน ตวั ของเราอยูท่ ีไ่ หน บญุ และบาปก็อยูท่ น่ี ่นั
ให้เปน็ คนมคี วามสขุ ไว้ดกี วา่ คนทม่ี คี วามทกุ ข์ ให้เปน็ คนมบี ญุ ไว้ดีกว่าเป็นคนมบี าป
ทา่ นทงั้ หลายเมอื่ เขา้ ใจตามทแ่ี สดงมานี้ พงึ ตง้ั ใจรบั ปฏบิ ตั ติ ามกจ็ กั ไดร้ บั ผลอนั งาม
คอื ความสขุ ความสำ� ราญทง้ั ในปจั จบุ นั และเบอ้ื งหนา้ ดงั วสิ ชั ชนามาดว้ ยประการฉะน.ี้
137
ธรรมคุณกถา
(แสดงทางออกจากโลกโดยทางวปิ สั สนา)
อทิ านิ อฏ€ฺ มที วิ เส สนนฺ ปิ ตติ าย พทุ ธฺ ปรสิ าย กาจิ ธมมฺ กี ถา กถยิ เต สวฺ ากขฺ าโต
ภควตา ธมโฺ มติ อาทกิ ํ ธมมฺ คณุ กถํ อนสุ นธฺ ึ ฆเฏตวฺ า ภาสสิ สฺ ามตี ิ อมิ สสฺ ธมมฺ ปรยิ ายสสฺ
อตโถ สาธายสฺมนเฺ ตหิ สกกฺ จจฺ ํ โสตพฺโพติ.
ณ วันนี้ เป็นวันอฏั ฐมดี ถิ ที ่ี ๘ ค�ำ่ แห่งปกั ขคณนา พทุ ธบริษัทไดม้ าสันนบิ าต
ประชมุ กนั ในธรรมสวนมณฑลน้ี เพอ่ื ประสงคจ์ ะสมาทานอโุ บสถศลี และเบญจเวรวริ ตั ิ
และสดับพระธรรมเทศนาอันเป็นพระโอวาทค�ำส่ังสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา
เพ่อื ให้ส�ำเร็จประโยชน์ในสว่ นปฏิบตั บิ ูชาของตนๆ
การทไ่ี ดม้ ารักษาอโุ บสถศลี และเบญจเวรวิรัติ ตง้ั ใจฟังพระธรรมเทศนาเหลา่ น้ี
ชอื่ วา่ เปน็ สว่ นปฏบิ ตั บิ ชู าในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ อยา่ งสงู สดุ เมอ่ื พรอ้ มดว้ ย
สันนบิ าตเชน่ นี้แลว้ เบอื้ งหนา้ แต่นเ้ี ปน็ โอกาสทสี่ ดับพระธรรมเทศนา
ดว้ ยการทท่ี า่ นทงั้ หลายไดต้ ง้ั กตกิ าอธษิ ฐานไวใ้ นใจของตนวา่ ถงึ วนั พระหนง่ึ ๆ
จะพากนั สะสมคณุ ความดี มใี หท้ านและรกั ษาศลี ๕ ศลี ๘ เปน็ ตน้ เมอ่ื ไดต้ ง้ั กตกิ าไว้
อยา่ งไร ขอ้ นน้ั กไ็ ดพ้ ากนั ประพฤตปิ ฏบิ ตั สิ ำ� เรจ็ ตลอดมาได้ จนบดั นกี้ จ็ วนใกลจ้ ะออก
พรรษาแลว้ การทตี่ ง้ั เจตนาไวอ้ ยา่ งใดกไ็ ดท้ ำ� ใหส้ ำ� เรจ็ ตามนน้ั อนั นค้ี วรจะโสมนสั ยนิ ดี
การทไี่ ดพ้ ากนั อบรมความดตี า่ งๆ มใี หท้ าน รกั ษาศลี และสดบั พระธรรมเทศนา
เปน็ ตน้ นี้ นบั วา่ เปน็ การไดท้ ำ� ความดใี หเ้ กดิ ใหม้ ขี น้ึ ในตน เปน็ สว่ นทจี่ รงิ ทแี่ ทส้ ามารถจะ
138
ยดึ เอาเปน็ สรณะทพ่ี งึ่ ของตนได้ และไดช้ อ่ื วา่ ไดก้ ระทำ� หลกั ฐานไวแ้ กต่ น ทำ� ตนใหเ้ ปน็
คนมหี ลกั ฐานในกาลตอ่ ไป
ดว้ ยวา่ โลก คอื หมสู่ ตั ว์ ไมค่ งทเี่ ปน็ ปกตอิ ยเู่ สมอได้ ทง้ั โรคภยั ไขเ้ จบ็ กไ็ มม่ นี มิ ติ
เครอื่ งหมายวา่ จะมมี าเมอ่ื ไร ถงึ แมเ้ ราอยตู่ อ่ ๆ ไป กไ็ มร่ วู้ า่ จะไดร้ บั ความสขุ สกั เพยี งไร
แลว้ ใหห้ วนคดิ เพง่ ดหู มสู่ ตั วท์ วั่ โลก ซง่ึ ไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นลำ� บากรำ� คาญเกดิ แตเ่ หตุ
ภายใน ดงั โรคภยั ไขเ้ จบ็ เปน็ ตน้ เกดิ แตเ่ หตภุ ายนอก ไดแ้ กก่ ารเบยี ดเบยี นซงึ่ กนั และกนั
มีทั่วไปในหมู่มนุษย์และสัตวห์ าทวี่ ่างที่เวน้ ไม่มีเลย
เมอื่ เพง่ ดแู ลว้ กน็ า่ จะรำ� คาญสกั ปานใด จะอยคู่ นเดยี วกไ็ มไ่ ดด้ ว้ ยชวี ติ และความสขุ
เนื่องอยู่ด้วยหมคู่ ณะ ตอ้ งอย่ดู ้วยกันมากๆ จงึ จะมีความสขุ ครนั้ เม่ือมาอยมู่ ากหมู่
มากคณะหนกั เขา้ กเ็ กดิ ความเดอื ดรอ้ นขน้ึ ในระหวา่ งพวกของตวั นนั้ เอง เพราะตา่ งคน
ตา่ งแสวงหาความสขุ ทนี ก้ี เ็ กดิ ขม่ เหงแยง่ ชงิ สถานทแี่ ละทรพั ยส์ มบตั กิ นั ขน้ึ ผมู้ อี ำ� นาจมาก
ก็ขม่ เหงผมู้ ีอ�ำนาจนอ้ ย ผู้มีอ�ำนาจน้อยสู้ทางนไ้ี ม่ได้ ก็หาอบุ ายทางอ่นื แกแ้ คน้ แก่ผู้มี
อำ� นาจมาก ตา่ งฝา่ ยตา่ งกถ็ อื ดแี กก่ นั และกนั จนถงึ มพี ระราชามหาอำ� มาตยช์ ว่ ยปอ้ งกนั
คอยระงบั ความเดอื ดรอ้ น ถงึ ปานนน้ั กย็ งั ไมส่ งบจรงิ จงั เปน็ แตเ่ พยี งเบาบางลงเทา่ นน้ั
ซง่ึ ทำ� ใหต้ า่ งหมตู่ า่ งคณะทเ่ี ขา้ มาระคนปนกนั มากหมมู่ ากคณะขนึ้ นนั้ ไดพ้ ง่ึ พาอาศยั กนั
นำ� ความสขุ ความสำ� ราญมาสมู่ ากขน้ึ แตส่ ว่ นความเดอื ดรอ้ นรำ� คาญกย็ ง่ิ ทวมี ากขน้ึ อกี
เหมอื นเดมิ เพราะตา่ งฝา่ ยกต็ า่ งจะเอาเปรยี บแกก่ นั ในทางหาความสขุ แกพ่ วกของตวั
น้ันแล จนถึงแก่ก่อการวิวาทบาดหมาง ฆ่าฟันทุบตีกันในระหว่างหมู่ระหว่างคณะ
ตลอดขึน้ ไปจนถึงประเทศตอ่ ประเทศ
มองดใู นระหวา่ งหมมู่ นษุ ยด์ ว้ ยกนั กน็ า่ สงั เวชนา่ เบอ่ื หนา่ ยเหลอื ทน ตา่ งถอื ชาติ
ถือตระกูล ถือพวกถือเหล่า ถือประเทศบ้านเมือง จนไม่รู้สึกว่าตนเป็นมนุษย์ชาติ
เดียวกันทงั้ โลก มสี มบัติในตัวก็เท่ากัน แตเ่ หตไุ ฉนจงึ ต้องเบยี ดเบียนผู้อ่ืนใหไ้ ด้รบั
ความเดอื ดรอ้ น แทท้ จี่ รงิ ความสขุ ทม่ี นษุ ยท์ วั่ โลกจะพงึ ไดก้ ต็ อ้ งไดด้ ว้ ยสจุ รติ คอื ความ
ประพฤติดีดว้ ยกาย วาจา ใจ ท่สี มั ปยุตดว้ ยเมตตากรุณาโดยแท้
139
คร้นั แลไปดูสตั วห์ ม่อู ืน่ นอกจากมนุษย์พวกเรานกี้ ็อีกแหละ สัตว์บางพวกต้อง
กนิ สตั วท์ มี่ ชี วี ติ เหมอื นกบั ตวั เปน็ อาหาร สตั วใ์ หญก่ นิ สตั วน์ อ้ ย สตั วน์ อ้ ยกนิ สตั วใ์ หญ่
สัตว์ที่กินต้นไม้ต้นหญ้าเป็นอาหารก็พลอยถูกสัตว์พวกที่กินเน้ือเป็นอาหารจับกิน
เสียด้วย สัตว์จ�ำพวกที่กินต้นไม้ใบหญ้าเป็นอาหารก็เบียดเบียนกันในหมู่ของตัว
ด้วยการหาความสุขใส่ตวั ในทางอาหารบ้าง ในทางกามสุขบ้าง
มองดูบรรดาสตั วใ์ นน้�ำและบนบก โดยทส่ี ุดแตส่ ตั วท์ ่เี หาะไปไดใ้ นท้องอากาศ
จะหาจ�ำพวกใดที่พ้นไปจากความเบียดเบียนแก่กันและกันไม่มีเลย ข้อส�ำคัญก็คือ
อาหารนแ้ี หละเปน็ ตน้ เหตกุ อ่ ใหเ้ กดิ เบยี ดเบยี นกนั รองลงมากก็ ามสขุ สว่ นการแสวงหา
อาหารนี้ในหมู่สัตว์ท่ัวโลกไม่ร้ายแรงเหมือนหมู่มนุษย์ เพราะไม่สู้จะมีสัตว์จ�ำพวก
ทสี่ ะสม เพยี งแต่หาพออิม่ ทอ้ งวันหนง่ึ ๆ เท่านน้ั โดยมาก
ส่วนหมู่มนุษย์น้ี อาหารอยู่ข้างจะยุ่งมาก ต้องสะสม ด้วยได้เท่าไรก็ไม่พอ
หามาใสต่ มุ่ ใสไ่ หใสโ่ อง่ ใสอ่ า่ งใสห่ บี ใสก่ ระปอ๋ ง ยา่ งดว้ ยไฟผงึ่ ดว้ ยแดดใหเ้ ปน็ ของแหง้
ไวบ้ า้ ง ดไู ปเถอะ นบั อยา่ งอาหารของหมมู่ นษุ ยไ์ มถ่ ว้ น เปน็ ตน้ วา่ ผลไมท้ งั้ ปวง ใบไม้
ทง้ั ปวง ตน้ ไมร้ ากเหงา้ ของตน้ ไมแ้ ละเถาวลั ยท์ ไี่ มเ่ บอื่ ไมเ่ มา เปน็ อาหารของมนษุ ยไ์ ด้
ทง้ั ส้นิ ในหมสู่ ัตวท์ ัง้ หลาย ไม่ว่าสตั ว์น้�ำ สตั ว์บก สัตว์อยูถ่ �้ำอยู่รู สัตว์เดนิ ไปไดใ้ น
ท้องอากาศ ไม่เลือกว่าสัตว์ตัวใหญต่ วั เล็ก เพ่อื นกินตะพดึ ตะพือไปทเี ดยี ว
ถา้ จะวา่ ไปโดยความจรงิ หมมู่ นษุ ยเ์ รามปี ญั ญามาก ควรจะใหค้ วามสขุ แกส่ ตั ว์
ทั่วโลกเป็นการสมควรแท้ แต่หาเป็นเช่นน้ันไม่ บรรดาหมู่สัตว์ในโลกได้รับความ
เบยี ดเบยี นแตห่ มู่มนุษย์มากมายเหลอื สว่ นทีพ่ ึงประมาณ ใชจ่ ะเบียดเบียนแต่ในหมู่
สตั วเ์ พยี งเทา่ นน้ั กห็ าไม่ ยงั เบยี ดเบยี นในหมมู่ นษุ ยด์ ว้ ยกนั กเ็ หลอื ลน้ จนถงึ พวกพอ้ ง
พนี่ อ้ ง ตลอดลงไปจนถงึ สามภี รรยา กเ็ บยี ดเบยี นขม่ เหงกนั เมอ่ื เพง่ ดแู ลว้ กน็ า่ สงั เวช
สลดใจเหลือเกิน
สว่ นทกี่ นิ เนอ้ื เปน็ อาหารนน้ั จะมาโทษเอาหมมู่ นษุ ยท์ กุ วนั นที้ เี ดยี วกไ็ มไ่ ด้ เพราะ
ของเป็นมาแล้วแต่บรรพบรุ ษุ มเี นือ้ สตั ว์เป็นอาหารสบื กันมาแก้ไม่ไหว แมแ้ ต่ญาณ
140
ของพระพทุ ธเจ้าก็ทรงเหน็ วา่ ไม่มที างแก้ เมอ่ื ทรงเห็นโทษแล้วจึงตอ้ งเลกิ จ�ำเพาะตน
และพรรคพวกของตนเท่านนั้
การทรงแตง่ ต้ังสกิ ขาบทแหง่ ศีลท้งั ปวง ยกปาณาตบิ าต ใหเ้ ว้นการฆ่าสตั ว์เป็น
ประธาน เทา่ กบั ประกาศทางเมตตากรณุ าแกห่ มสู่ ตั วท์ วั่ โลก เมอื่ พทุ ธบรษิ ทั เพง่ ดเู หน็
ความปน่ั ปว่ นวนุ่ วายของหมสู่ ตั วท์ ว่ั โลกเชน่ นี้ กส็ มควรจะเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ย บา่ ยหนา้
หาทางหลกี เล่ยี งให้พ้นไปเสียจากโลกเปน็ การชอบยิ่ง
ถา้ หากยงั ยนิ ดอี ยใู่ นโลก กค็ วรหาอบุ ายทจ่ี ะแกไ้ มใ่ หเ้ บยี ดเบยี นขม่ เหงกนั ตา่ งคน
ต่างอยู่พอสบายๆ ตลอดชีวิต เป็นการชอบแท้ อุบายทางแก้นอกจากโอวาทของ
พระพุทธเจ้าแล้วเป็นอันไม่มี ที่ปกครองกันอยู่ได้โดยเรียบร้อยทุกวันน้ีก็เพราะ
พระธรรมค�ำสัง่ สอนของพระพุทธองค์โดยแท้ คือในหมู่มนุษย์เราอยเู่ ป็นสขุ ด้วยกัน
ทุกวนั น้กี ด็ ว้ ยเมตตากรุณาแกก่ ันและกนั เท่าน้นั
สว่ นเมตตากรณุ านน้ั เปน็ พระธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ แท้ ในหมมู่ นษุ ยเ์ รา
ถา้ ต่างคนตา่ งอจิ ฉาพยาบาทโกรธเคอื งแก่กนั ท่วั โลก โลกกแ็ ตกเทา่ น้ัน โดยท่ีสุดแต่
พวกเราทอ่ี ยใู่ นศาลาน้ี ตา่ งคนตา่ งเกลยี ดกนั โกรธกนั ทกุ ๆ คน ศาลากแ็ ตกทนไมไ่ หว
เทา่ นน้ั ทพ่ี วกเราพากนั อยเู่ ปน็ สุขนีก้ ด็ ้วยอำ� นาจเมตตาปรานกี ัน คือพากนั ประพฤติ
ตามคำ� สอนของพระองคเ์ ชน่ น้ี ควรแลว้ ทจ่ี ะตอ้ งรจู้ กั คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์
ผรู้ จู้ กั คณุ พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ แลว้ จะควรประพฤตติ นอยา่ งไร คอื จะ
ตอ้ งประพฤตอิ ยา่ งนี้ เมอ่ื จะประกอบการกศุ ลใดๆ ถา้ มโี อกาส ตอ้ งทำ� วตั รไหวพ้ ระพทุ ธ
พระธรรม พระสงฆ์ เสยี กอ่ น มโี อกาสสวดมนตใ์ ห้สวดมนต์เสียก่อนจงึ สมาทานศีล
หรอื จะใหท้ านกด็ ี จะฟังพระธรรมเทศนาก็ดี จะเจริญสมถวปิ ัสสนากด็ ี ก็ให้ไหว้พระ
สวดมนตเ์ สยี กอ่ น เปน็ การสมควร แตต่ อ้ งใหเ้ หมาะแกโ่ อกาสควรยอ่ หรอื ควรพสิ ดาร
พระโอวาทของพระพุทธเจ้านน้ั ทรงแนะน�ำสั่งสอนให้บริจาคทานเป็นเบอื้ งต้น
เพอ่ื อบรมดวงจติ ใหส้ มั ปยตุ ดว้ ยเมตตากรณุ า จาคเจตนา หดั บรจิ าควตั ถภุ ายนอกกอ่ น
ครั้นจาคเจตนาแก่ขึ้นจึงรักษาศีล บริจาควัตถุภายในคือกิเลส ซ่ึงได้แก่ความโลภ
141
ความโกรธ ความหลง สว่ นหยาบทอี่ อกมาทางกายทางวาจา เพราะทานและศลี มเี มตตา
กรุณาและจาคเจตนาเหมือนกัน ครั้นทานศีลบริบูรณ์แล้ว ก็เป็นภาคพื้นแห่งสมาธิ
และปญั ญาอยเู่ อง ผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดเ้ พยี งชนั้ โลกยิ ะปฏบิ ตั ติ ามนยั ทแ่ี สดงมานี้ กพ็ น้ จากการ
วุ่นวายขม่ เหงเบยี ดเบยี นกัน จะพาอยเู่ ยน็ เป็นสขุ ตลอดชวี ิตไมต่ ้องมคี วามสงสยั
ถ้าเป็นผู้เบือ่ โลกจริงจงั อยากจะออกให้พ้นโลก ถา้ เช่นนัน้ ในสองวันพระก่อน
ได้แสดงทางออกจากโลกไว้สองทาง ทางหนง่ึ ให้ปฏิบตั ติ รงต่อพระอฏั ฐงั คิกมรรค
บ�ำรงุ สีลขนั ธ์ สมาธขิ ันธ์ ปญั ญาขนั ธ์ ใหเ้ ป็นอธสิ ลี อธจิ ติ อธปิ ัญญา ให้องค์ของ
มรรคสามคั คกี นั ในสกลกายน้ี กเ็ ปน็ ทางออกจากโลกได้ วนั พระหลงั ไดแ้ สดงทางออก
จากโลกหรอื ออกจากทกุ ขด์ ว้ ยทางวสิ ทุ ธมิ รรค กค็ อื ตอ้ งออกอาศยั ไตรสกิ ขาเหมอื นกนั
ทางทั้งสองนัน้ ถ้ารแู้ ลว้ ก็เปน็ อนั เดียวกัน
วาระนจ้ี ะแสดงทางออกอกี ทางหนง่ึ เปน็ ทางวปิ สั สนา เพอื่ จะใหก้ วา้ งขวางเหมาะ
แก่อุปนิสัยของพุทธบริษัท และเพ่ือให้เป็นทางท่ีพุทธบริษัทจะเลือกด�ำเนินตามให้
เหมาะแกอ่ ปุ นสิ ยั ของตน เพราะพระธรรมทแ่ี สดงตอ่ ไปนกี้ เ็ ปน็ สวากขาตธรรม เปน็ ธรรม
อนั พระผ้มู ีพระภาคเจา้ ตรสั ดีแล้วท้ังนั้น
ทางวปิ สั สนานนั้ ควรแกผ่ มู้ สี ลี าจารวตั รบรบิ รู ณแ์ ลว้ จะพงึ เจรญิ เรยี กวา่ วปิ สั สนา
กัมมัฏฐาน ท่านแสดงไว้โดยอเนกนัยคือมิใช่อย่างเดียว ในที่นี้จะยกเอาใจความ
ในธรรมนิยามสูตรมาแสดง พอเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์พอให้เห็นทางแห่งวิปัสสนา
กมั มฏั ฐาน
ใจความในธรรมนิยามสูตรนน้ั วา่
สพเฺ พ สงขฺ ารา อนิจฺจา สงั ขารทั้งสน้ิ เป็นของไมเ่ ทย่ี ง
สพเฺ พ สงฺขารา ทกุ ฺขา สงั ขารทง้ั สนิ้ เปน็ ทกุ ข์
สพเฺ พ ธมมฺ า อนตตฺ า ธรรมท้งั ส้ินเปน็ อนัตตา คอื ไม่ใช่ตัวตน
142
อถ นพิ พฺ นิ ทฺ ติ ทกุ เฺ ข ครน้ั เมอื่ พจิ ารณาเหน็ สงั ขารธรรมเปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์
เปน็ อนตั ตา เชน่ นน้ั กเ็ กดิ นพิ พทิ าญาณ ความหนา่ ยในทกุ ข์ เหน็ วา่ ความไมเ่ ทย่ี งกเ็ ปน็
ตวั ทกุ ข์ ความทนยากกเ็ ปน็ ตวั ทกุ ข์ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ วั ตนกเ็ ปน็ ตวั ทกุ ข์ (คอื เหน็ โทษของ
สังขาร)
เอส มคโฺ ค วิสุทฺธยิ า นิพพิทาญาณ ความเบ่ือหนา่ ยในสังขารทัง้ หลายเพราะ
เป็นตัวทุกข์ อันนี้เป็นวสิ ุทธมิ รรค เปน็ ทางทีใ่ ห้ถงึ ความบรสิ ุทธ์ิ
ในสตุ ตนั ตนยั ตรสั เปน็ การรบั รองวา่ อปุ ปฺ าทา วา ภกิ ขฺ เว ตถาคตานํ อนปุ ปฺ าทา
วา ตถาคตานํ ฐติ าว สา ธาตุ ธมมฺ ฏ€ฺ ติ ตา ธมมฺ นยิ ามตา ความวา่ ดูก่อนภกิ ษุ
ทงั้ หลาย พระตถาคตเจา้ ทง้ั หลายจะบงั เกดิ ขนึ้ ในโลกหรอื ไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ กต็ าม ขนึ้ ชอ่ื วา่
สังขารธรรมทั้งหลายย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมธาตุ
ธรรมฐิติ ธรรมนยิ าม คือต้ังอยู่เป็นธรรมดาอย่างน้ันไม่แปรผันเป็นอยา่ งอ่ืน เปน็ แต่
เราตถาคตตรสั รดู้ แี ลว้ นำ� มาแนะนำ� สง่ั สอนกระทำ� ใหต้ น้ื ขนึ้ เทา่ นน้ั คงไดใ้ จความตาม
นัยพระสูตรดังนี้
ตอ่ น้ี จกั แสดงตามมตขิ องตนโดยทางไตส่ วนพระพทุ ธภาษติ เพอ่ื ใหส้ ะกดิ ใจของ
พทุ ธบรษิ ทั ผเู้ หน็ ภยั แจง้ ชดั ในวฏั สงสารมงุ่ หาทางทจี่ ะออกจากวฏั ทกุ ข์ ทางวปิ สั สนาน้ี
เปน็ ทางสำ� คญั อยา่ งยงิ่ แตต่ อ้ งอาศยั ศลี สมาธิ เปน็ ภาคพน้ื มาแลว้ จงึ จะเปน็ ทางให้
สำ� เร็จได้
วิปัสสนา แปลวา่ เห็นแจง้ เหน็ จริง คอื เหน็ จรงิ ตามสภาวะท่ีเป็นอยู่อย่างไรแหง่
ธรรมน้ันๆ เหมอื นอย่างในธรรมนยิ ามสูตร ทท่ี า่ นแสดงว่า สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ทย่ี ง
เป็นทุกข์ ธรรมทงั้ หลายเป็นอนตั ตา ดังน้ี
ทางไตส่ วนควรสงสยั วา่ ไฉนหนอ ทา่ นจงึ แสดงวา่ สงั ขารทง้ั สน้ิ เปน็ ของไมเ่ ทยี่ ง
สังขารทั้งส้ินเป็นทุกข์ ท�ำไมไม่แสดงว่าสังขารท้ังส้ินเป็นอนัตตา เหตุใดจึงแสดงว่า
ธรรมท้ังส้ินเป็นอนัตตา สังขารทั้งส้ินกับธรรมท้ังสิ้นน้ันจะมีอาการต่างกันอย่างไร
สงั ขารก็ชอ่ื วา่ ธรรมเหมือนกนั คอื สังขตธรรม คงไดค้ วามว่าสงั ขารมนี ยั เดยี ว
143