สว่ นธรรมนั้นมสี องนยั คอื สังขตธรรม หน่ึง อสงั ขตธรรม หนึ่ง ทแี่ สดงวา่
“สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” หมายท้งั สงั ขตธรรม และอสังขตธรรม มอี าการต่างกนั คอื
สังขตธรรม มี อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตา เต็มท่ี ส่วนอสังขตธรรม อนจิ จงั ทกุ ขัง ไมม่ ี
มีแต่อนตั ตาอยา่ งเดียว คือไม่ใชต่ ัวตน เป็นธรรมตา่ งหาก
แสดงทางวปิ ัสสนาต้องแสดงในสกลกายนอ้ี ย่างเดยี ว แสดงนอกออกไปไม่ได้
ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขตธรรมและอสังขตธรรมในสกลกายนี้ให้เห็นชัดว่า
สังขตธรรมมีทสี่ ุดเพียงไร ตอ้ งตรวจดูหนา้ ตาของสงั ขารทงั้ สิน้ เสียก่อน
สังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในเบญจขันธ์ ท่านหมายเจตสิกสังขาร คือ
ปญุ ญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภสิ งั ขาร อเนญชาภสิ งั ขาร เหมอื นกนั ถงึ กายสงั ขาร วจสี งั ขาร
มโนสังขาร ก็เก่ียวด้วยเจตสิกสังขารเหมือนกัน จึงรวมสังขารท้ังส้ินเป็นสองคือ
อปุ าทนิ นกสงั ขาร ๑ อนปุ าทินนกสังขาร ๑ ชอ่ื ว่าสงั ขารท้งั ส้ิน
สงั ขารทง้ั สองนม้ี เี ตม็ โลกดว้ ยกนั จะชแ้ี จงไมม่ ที ส่ี นิ้ สดุ ผปู้ ฏบิ ตั จิ ะเหน็ เอง จะชพ้ี อ
เปน็ อทุ าหรณเ์ พือ่ เป็นทางด�ำริเทา่ นัน้
ในสกลกายนเี้ ตม็ ไปดว้ ยสงั ขารทงั้ สอง ทา่ นจงึ ตง้ั ชอ่ื วา่ สงั ขารรา่ งกาย แตเ่ ทา่ นนั้
ก็ไม่พอใช้ จึงต้ังชอ่ื ตอ่ ออกไปให้ช่ือว่า สกลกายบ้าง นามรูปบ้าง ขันธบ์ า้ ง ธาตุบา้ ง
อายตนะบา้ ง เปน็ ต้น เป็นตัวอยา่ ง แล้วแจกอาการของชอื่ ตงั้ นัน้ ๆ
ดงั สกลกาย แจกอาการออกไปตามลกั ษณะของธาตุ ๔ ปฐวีธาตุ ๒๐ มี เกสา
โลมา เปน็ ตน้ อาโปธาตุ ๑๒ มี ปติ ตฺ ํ เสมหฺ ํ เปน็ ตน้ ถา้ แจกแตส่ องธาตนุ เ้ี ปน็ อาการ ๓๒
ถา้ แจกเตโชธาตุ ๖ มสี นั ตปั ปคั คิ เปน็ ต้น และแจกวาโยธาตุ ๔ มอี ทุ ธงั คมาวาตา
เป็นตน้ ประสมเขา้ เปน็ อาการ ๔๒ ชื่อว่า สกลกาย รวมสกลกายใหช้ ่อื ว่านามรูป
ใจชื่อว่า นาม กายทั้งสิ้นชอ่ื ว่า รูป กายกับใจประชุมกันเขา้ เปน็ หมวดเปน็ กอ้ นชอ่ื ว่า
ขันธ์ แจกอาการของขันธเ์ ปน็ ๕ รวมอาการของกายเขา้ เปน็ หน่งึ ช่ือว่ารูป สว่ นใจ
แจกอาการเป็น ๔ คือ เปน็ เวทนา ๑ สัญญา ๑ สงั ขาร ๑ วญิ ญาณ ๑ ขนั ธอ์ นั เดยี ว
นั่นแหละ แตม่ อี าการ ๕ อยา่ ง จงึ ชื่อว่าขันธ์ ๕
144
สกลกายอนั เดยี วนแี้ หละทา่ นตงั้ ชอ่ื วา่ ธาตุ แจกอาการของธาตใุ นทน่ี อี้ อกเปน็ ๖
คอื ธาตดุ นิ ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ธาตอุ ากาศ ๕ อยา่ งนเี้ ปน็ รปู ธาตุ วญิ ญาณอกี ๑
น้ีเปน็ นาม จงึ รวมกนั เป็นธาตุ ๖
สกลกายอนั เดยี วนแ้ี หละ ทา่ นตงั้ ชอื่ วา่ อายตนะ แจกอาการของอายตนะเปน็ ๖
ตา หู จมกู ลนิ้ กาย นี่สว่ นรูปแจกเปน็ ๕ ใจน้ี ส่วนนามคงเปน็ ๑ จงึ รวมเป็น
อายตนะ ๖
สกลกายอันเดยี วนแี้ หละ ทา่ นต้งั ชอ่ื วา่ ชาติ ความเกิด ๑ ชรา ความแก่ ๑
มรณะ ความตาย ๑
แจกอาการของ ชาติ เป็น ๒ คือ เปน็ ปฏิจฉันนชาติ ความเกดิ กำ� บัง คอื
แรกแตป่ ฐมปฏสิ นธวิ ญิ ญาณมา กช็ อ่ื วา่ ชาติ ความเกดิ เรอ่ื ยไปจนถงึ วนั ตาย ผไู้ มพ่ จิ ารณา
ไมเ่ ห็น จงึ ช่อื ว่าความเกิดก�ำบงั ๑ อปั ปฏจิ ฉันนชาติ ความเกดิ เปิดเผยรู้ท่ัวกัน คอื
คลอดออกจากครรภ์ของมารดา ๑
แจก ชรา ความแก่ เปน็ ๒ คอื ปฏจิ ฉนั นชรา ความแกป่ กปดิ กำ� บงั คอื ความแก่
มีมาแต่วันแรกเกิดจนถึงวันตาย แก่ตามวันคืนเดือนปีไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด
อปั ปฏิจฉันนชรา ความแกเ่ ปดิ เผย ไดแ้ ก่ผูต้ ้งั อยู่ในปัจฉิมวัย เกดิ พกิ ารในรา่ งกาย
มีผมหงอกฟันหกั เป็นตน้ ๑
แจก มรณะ ความตาย เปน็ ๒ คอื ปฏจิ ฉันนมรณะ ความตายปกปิดกำ� บัง
ได้แก่ความตายท่ีมีมาแต่แรกเกิด คือตายเร่ือยไปจนถึงวันตายอันเป็นท่ีสุด ๑
อปั ปฏิจฉนั นมรณะ ความตายเปิดเผย ได้แก่สน้ิ ลมหายใจตอ้ งเข้าโลงกัน ๑
ทบ่ี รรยายมาพอเปน็ สงั เขปนเี้ ปน็ เรอื่ งของอปุ าทนิ นกสงั ขารทงั้ สน้ิ เปน็ โลก จะตงั้
ช่ือวา่ สังขารโลกกค็ วร เพราะโลกประชมุ กันต้งั ข้ึน แต่พึงเข้าใจว่าอปุ าทินนกสังขาร
ทัง้ สิ้น ต้องอาศัยอนปุ าทนิ นกสังขารทัง้ สิ้นเกิดขึ้น ส่วนอปุ าทินนกสังขารทั้งสิ้น เปน็
ของไมเ่ ทีย่ ง เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา ตรงตามธรรมนิยามสูตรท้งั สนิ้
145
ถา้ พจิ ารณาเหน็ สงั ขารทง้ั สนิ้ เปน็ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา กจ็ ะเกดิ ความเบอื่ หนา่ ย
ในสงั ขารเหลา่ นนั้ สว่ นตวั ความไมเ่ ทยี่ ง ความทกุ ข์ ความเปน็ อนตั ตา ไมใ่ ชต่ วั ตน นน้ั
กต็ ัวสงั ขารอกี เหมอื นกัน ต้องเบื่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อกี จงึ จะชอบ
ตรงนแี้ หละ ผปู้ ฏบิ ตั จิ นมมุ กนั มาก มาตดิ กนั เพยี งสงั ขารเุ บกขาญาณ หาทางออก
ไม่ได้ ตกลงกันว่า เห็นนามรูปเบญจขันธ์ไม่ใช่ตัวแลว้ ก็หมดเร่ืองกนั เท่านั้น ตกลง
ยกตนเปน็ พระโสดา ฯ เพราะละสกั กายทฏิ ฐไิ ด้ แตน่ ามรปู กไ็ มด่ บั เบญจขนั ธก์ ไ็ มด่ บั
อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา กไ็ มด่ บั เป็นพระโสดาฯ กันดื้อๆ อย่างน้นั เอง
ถ้าอย่างน้ีคล้ายกับเอาอนัตตาเป็นโลกุตรธรรม อนัตตาเป็นสังขาร จะเป็น
โลกตุ รธรรมอยา่ งไรได้ ตอ้ งพยายามตรวจตรองใหเ้ หน็ ความดบั แหง่ อปุ าทนิ นกสงั ขาร
ใหแ้ จม่ แจง้ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา กอ็ ยใู่ นพวกอปุ าทนิ นกสงั ขารเหมอื นกนั ตวั สญั ญา
อดตี ทัง้ นนั้ ต้องเข้าใจว่าบรรดาอปุ าทินนกสงั ขารเป็นชาติสัญญาอดตี ท้งั น้นั เปน็ ตัว
สมทุ ยั อรยิ สจั ทง้ั สนิ้ เมอื่ ตวั ของเราเปน็ สมทุ ยั อยตู่ ราบใด ตวั ของเรากเ็ ปน็ ทกุ ขต์ ราบนน้ั
ต้องตรองแก้ใหส้ มุทัยดบั
ทางแกก้ ม็ แี ตอ่ รยิ มรรคทางเดยี ว อรยิ มรรคเปน็ ขา้ ศกึ แกส่ มทุ ยั สมทุ ยั มกี ำ� ลงั นอ้ ย
สอู้ ริยมรรคไม่ได้ อริยมรรคก็คอื ศีล สมาธิ ปญั ญา สมุทัยละเอียดเขา้ ไปเพียงใด
ต้องบ�ำรุงอริยมรรคให้ละเอียดตามเข้าไปให้ควรแก่ประหารกันได้ อย่าวิตกกลัวว่า
สงั ขารจะดบั ไมไ่ ด้ ทางดบั สงั ขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไวโ้ ดยอเนกนัย
ดงั ในคาถาสำ� หรับบังสุกุลกนั อยนู่ ี้เป็นตัวอย่าง “อนิจฺจา วตสงฺขารา อปุ ปฺ าทวย
ธมมฺ ิโน อปุ ฺปชฺชิตวฺ า นริ ุชฌฺ นตฺ ิ เตสํ วปู สโม สุโข” ความวา่ สงั ขารทง้ั หลายไมเ่ ท่ยี ง
มคี วามเกดิ ขน้ึ และดบั เปน็ ธรรมดา เกดิ ขนึ้ แลว้ กด็ บั ไปเทา่ นน้ั จะเอาความสขุ มาแตไ่ หน
ความสงบระงับดับไปแห่งสงั ขารท้งั หลายเหล่านีเ้ ปน็ สุข ดังน้ี
สังขารดับในที่น้ี ทา่ นไมห่ มายคนตาย ทา่ นหมายคนเปน็ ๆ เรานแ้ี หละ สังขาร
เปน็ ตวั กิเลส เป็นสมุทัย เมอื่ อรยิ มรรคปญั ญาเกดิ ข้นึ สังขารกด็ บั ไปเทา่ น้นั เม่อื เห็น
สงั ขารดบั เมือ่ ใด ก็เห็นนิโรธเม่ือนน้ั เรอ่ื งสงั ขารดับ จะยกตัวอยา่ งมาแสดงไว้ในทนี่ ้ี
146
อกี นยั หนง่ึ ดงั ปฏจิ จสมปุ บาทในสมทุ ยั วารแสดงวา่ อวชิ ชาเปน็ ปจั จยั แกส่ งั ขาร สงั ขาร
เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วญิ ญาณเปน็ ปจั จัยแก่นามรปู เปน็ ปัจจยั ตอ่ ๆ กันไปจนถงึ
ชรา มรณะ
คงได้ความว่า อวิชชา ความไม่รู้ตัวจริงของตัวนี้เองจึงเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่
สงั ขารทั้ง ๓ คอื ปญุ ญาภสิ ังขาร อปุญญาภสิ งั ขาร อเนญชาภิสังขาร ปจั จยั ไมใ่ ชเ่ หตุ
เปน็ แตเ่ พียงอดุ หนุนให้มกี �ำลงั เท่านั้น
ความจรงิ อาการทงั้ ๑๒ ประการ มสี งั ขารเปน็ ตน้ มมี รณะเปน็ ทสี่ ดุ เปน็ อาการ
ของอวิชชา เปน็ ตัวเหตุทัง้ ส้ิน คือเป็นตัวสญั ญาอดตี เป็นชาติสมุทัยด้วยกันทง้ั นนั้
เปน็ อุปาทินนกสังขารด้วยกนั ทัง้ น้ัน มอี วิชชาเป็นตวั เหตดุ ว้ ยเปน็ ปจั จัยดว้ ย สังขาร
เหล่านั้นจึงตัง้ อยู่ได้
คร้ันถงึ วาระทที่ า่ นแสดงนโิ รธวารแสดงอย่างนี้ “อวิชชฺ ายเตวฺ อเสสวิราคนโิ รธา
สงขฺ ารนโิ รโธ” สงั ขารดบั โดยไมเ่ หลอื เพราะความคลายความดบั โดยหาเศษมไิ ดแ้ หง่
อวชิ ชานน้ั สง่ิ เดยี ว ดงั นี้ คงไดเ้ นอื้ ความวา่ อวชิ ชาดบั สงิ่ เดยี วเทา่ นน้ั สงั ขาร วญิ ญาณ
นามรปู ตลอดไปถงึ ชรา มรณะ ดบั ตามกนั ไปหมด
ทแี่ สดงความดบั แหง่ อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรปู เปน็ ตน้ ในปฏจิ จสมปุ บาทนี้
ไมไ่ ดห้ มายคนตาย หมายดบั ทค่ี นเปน็ ๆ เรานเ้ี อง มพี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ เปน็ ตวั อยา่ ง สมยั ท่ี
พระองค์จะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทน้ี
เป็นทางวิปสั สนา เม่ือวชิ ชาเกิดข้ึน อวชิ ชา สงั ขาร วญิ ญาณ นามรูป ตลอดถงึ ชรา
มรณะดับหมด แต่พระองคห์ าได้นพิ พานไม่ ยงั อยู่โปรดเวไนยสตั ว์ถึง ๔๕ พรรษา
จงึ เสด็จเข้าสู่พระนิพพาน
เมอ่ื สงั ขารดบั หมดแลว้ ตนของพระองคก์ ย็ งั เตม็ ท่ี แตส่ ว่ นทเ่ี หลอื อยนู่ น้ั จะเรยี กวา่
วิสังขารก็ได้ จะเรียกว่าอสังขตธรรมก็ได้ จะเรียกว่าสังขารธรรมก็ได้ จะเรียกว่า
โลกตุ รธรรมกไ็ ด้ ไมเ่ หน็ เปน็ ปญั หาอะไรกบั ชอื่ ทรามนามกร ขอ้ สำ� คญั คอื ตวั อวชิ ชาดบั
เกดิ เปน็ วชิ ชาขน้ึ เทา่ นน้ั สว่ นธรรมทเี่ หลอื อยนู่ เ้ี ปน็ ธรรมพเิ ศษ ไมม่ อี นจิ จงั ไมม่ ที กุ ขงั
คงมีอยู่แต่อนัตตาเทา่ น้นั เพราะไมใ่ ชต่ ัวตน เป็นธรรมตา่ งหาก
147
อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ดบั ไปตามอปุ าทนิ นกสงั ขาร ถา้ ไตรลกั ษณอ์ ยา่ งนไ้ี มด่ บั
ไมร่ จู้ กั วิโมกข์ ๓ แสดงวิโมกข์ ๓ ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ไดค้ วาม ถา้ สังขารไมด่ บั
แสดงกไ็ มไ่ ด้ แสดงไดก้ ไ็ มไ่ ดค้ วามเหมอื นกนั ถา้ ยงั แสดงวา่ ตวั ของตวั ยงั เปน็ อนจิ จงั
ทกุ ขงั อนตั ตา อยตู่ ราบใด พงึ รเู้ ถดิ วา่ ตวั ยงั จมอยใู่ นกองทกุ ขต์ ราบนน้ั เพราะ อนจิ จงั
ทกุ ขงั อนตั ตา เป็นตัวทกุ ข์ เพราะเป็นสงั ขาร เม่อื สงั ขารดับหมดแลว้ ยังเหลืออยูแ่ ต่
วสิ ังขาร เปน็ นาถกรณธรรม คอื ท�ำตนให้เป็นแกน่ สาร เกดิ ศรทั ธาความเชื่อตนขน้ึ
เปน็ อจลศรทั ธา ไมง่ มงายหลงเชอื่ แตค่ นอนื่ คนเราโดยมากมกั เชอื่ แตต่ ำ� ราเชอื่ ตามเขาวา่
หาได้น้อมธรรมเข้ามาในตนให้เห็นจริงท่ีตนเกิดความเชื่อข้ึนในตนไม่ จึงออกจาก
สมบัตไิ มไ่ ด้ ติดสมมตติ ายอย่นู เี้ อง
สมมติกับสังขารอันเดียวกัน จะแสดงความดับแห่งสังขารหรือดับแห่งสมมติ
ไวเ้ ป็นตัวอยา่ ง ความจรงิ สังขารหรือสมมตเิ ป็นของไมม่ ีอยแู่ ตเ่ ดมิ จงึ เปน็ ของดบั ได้
เปรยี บเหมอื นไฟฟา้ ทต่ี ดิ อยใู่ นศาลาหลงั นี้ เมอ่ื ดไู มเ่ ปน็ เปดิ สวติ ชไ์ ฟกเ็ กดิ ปดิ สวติ ช์
ไฟกด็ บั กร็ อู้ ยแู่ ตเ่ พยี งเกดิ ๆ ดบั ๆ เทา่ นน้ั ถา้ ดเู ปน็ สาวไปถงึ วดั ราชบรู ณะ วดั เลยี บ
อยเู่ ชงิ สะพานพทุ ธ (หมายถงึ โรงไฟฟา้ วดั เลยี บ) กจ็ ะเหน็ ความไมเ่ กดิ ไมด่ บั กนั เทา่ นนั้
เมอ่ื รไู้ มจ่ รงิ กจ็ กั รอู้ ยวู่ า่ ไฟฟา้ คอื เขา้ ใจวา่ ไฟมาแตฟ่ า้ ถา้ สาวหาเหตตุ ามสายไป
จนถงึ วดั ราชบรู ณะ กจ็ กั เหน็ วา่ ไฟแกลบเรานเ้ี อง หาใชไ่ ฟฟา้ ไม่ ไฟฟา้ ทใี่ จของเรานน้ั
กด็ บั รจู้ รงิ วา่ เปน็ ไฟธรรมดาเรานเี้ อง เขาสมมตใิ หเ้ ปน็ ไฟฟา้ ตา่ งหาก ความจรงิ ไฟฟา้
ไมม่ ีอยแู่ ตเ่ ดมิ ดบั ของไมม่ นี ัน่ เอง แต่คงเรียกไฟฟา้ ตามเขาอย่างเดิม เปน็ ผู้ไมห่ ลง
ตดิ สมมติ คอื รเู้ ท่าสมมติ สมมตกิ ด็ ับเปน็ วมิ ุตติขึน้ เทา่ น้ัน
แมน้ ามรปู ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ กเ็ หมอื นกนั ทเ่ี ราเรยี นเขา้ ไวจ้ ำ� เขา้ ไวใ้ นขนั้ แรก
เปน็ สมมติ ครน้ั มาคน้ พบตวั จรงิ เขา้ กอ้ นนไี้ มใ่ ชน่ ามรปู ธาตุ ขนั ธ์ อายตนะ เสยี แลว้
เปน็ อยเู่ พียงสมบตั ิเท่านั้น ความจริงเปน็ สภาวธรรมต่างหาก เขาเคยเป็นอย่อู ย่างใด
กค็ งเปน็ อยอู่ ยา่ งนน้ั เมอ่ื รเู้ หน็ ความจรงิ อยา่ งนสี้ มมตกิ ด็ บั เมอ่ื สมมตดิ บั ไปแลว้ กค็ ง
เรียกนามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อยู่อย่างเดิม
148
สว่ นนเี้ ปน็ บญั ญตั ิ เปน็ พทุ ธบญั ญตั เิ หมอื นกนั แตไ่ มไ่ ดใ้ ชท้ วั่ กนั ใชจ้ ำ� เพาะแต่
พวกทา่ นทบ่ี รรลุวิมุตตแิ ล้ว และเปน็ บัญญัติไม่มีอาชญา พุทธบญั ญตั อิ กี แผนกหน่งึ
คือบัญญัติสิกขาบท ส่วนนี้มีอาชญาระวางโทษหนักเบาตามควร เหมือนกันกับ
พระราชบญั ญตั ขิ องพระเจา้ แผน่ ดนิ ผรู้ ผู้ ไู้ มร่ กู้ ต็ าม ถา้ ลว่ งตอ้ งไดร้ บั โทษตามบญั ญตั ิ
ผ้ทู ี่เพกิ สมมติออกจากตนได้แล้ว เป็นผู้รคู้ ติขา้ งธรรมดา โสกะปริเทวะทกุ ข-
โทมนสั อุปายาส ตวั ผลดับหมด เป็นผู้ไม่มโี สกะปริเทวะทุกข์โทมนสั อปุ ายาส เพราะ
เหตุภายนอก เพราะเหตุภายใน อันน้ีเป็นตัวอานิสงส์ แสดงทางออกจากโลกโดย
ทางวิปัสสนานัยไว้เพียงเท่าน้ี แต่ให้พึงเข้าใจว่าไม่อื่นไปจากศีล สมาธิ ปัญญา
ทางเดยี วกนั นนั้ เอง ต่างแตอ่ าการเท่านัน้
วปิ ัสสนานัยทแี่ สดงนเ้ี ป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมทพี่ ระผูม้ พี ระภาคเจ้าตรัส
ดีแลว้ และเปน็ สนฺทิฏ€ฺ โิ ก ผูป้ ฏิบัตจิ ะเหน็ ดว้ ยตน และเป็นอกาลโิ ก ผ้ปู ฏิบัตไิ มต่ ้อง
อา้ งกาลเพราะตนมอี ยทู่ กุ เมอื่ และเปน็ เอหปิ สสฺ โิ ก ผปู้ ฏบิ ตั อิ าจทา้ ทายอวดเขาไดเ้ พราะ
เปน็ ของจรงิ และเปน็ โอปนยโิ ก ผู้ปฏบิ ัตอิ าจนอ้ มมาสตู่ นไดเ้ ปน็ ปจจฺ ตฺตํ เวทิตพฺโพ
วิญญฺ หู ิ ผูร้ คู้ ือผูป้ ฏิบัตจิ ะพึงรแู้ จ้งจ�ำเพาะท่ตี น
ไดแ้ สดงธรรมกถาโดยทางวปิ สั สนานยั พอเปน็ ทางบำ� รงุ สตปิ ญั ญาของพทุ ธบรษิ ทั
เม่ือทา่ นท้งั หลายไดส้ ดบั แลว้ พงึ โยนิโสมนสกิ าร แลว้ อตุ สาหะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตาม
ก็จักได้รบั ความงอกงามในพระพุทธศาสนาโดยนยั ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้.
149
อัฏฐงั คกิ มรรค ๘
อฏั ฐงั คิกมรรค กับ ขอ้ แก้ปญั หา
ของ พระอบุ าลีคณุ ปู มาจารย์ (สิรจิ นฺโท จันทร์)
อฏั ฐังคิกมรรค ๘
บดั นี้ จักแสดงอัฏฐังคกิ มรรค ตอ่ ไป
เมื่อพระโยคาวจรกุลบุตรผู้เห็นภัยในสังสารสาครว่าเป็นทางโคจรเจือไปด้วย
กองทกุ ข์ คอื เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ไมเ่ วน้ วายทกุ ภพทกุ ชาติ และเชอ่ื แนว่ า่ กรรมเปน็ ของ
ของตน ดี ชว่ั สขุ ทกุ ข์ ทต่ี นไดต้ นถงึ ทงั้ หลายแหล่ ลว้ นสำ� เรจ็ มาแตค่ วามทำ� ของตน
ทง้ั สิ้น กรรมสกตาญาณ นี้เป็นเบื้องตน้ ทจ่ี กั ท�ำให้ตนพ้นจากสังสารทกุ ข์
เมื่อได้เจรญิ สมถะและวปิ สั สนาตามนยั ทไี่ ดบ้ รรยายมาแล้ว ประสงคจ์ ะเดินให้
ตรงตามทางพระอฏั ฐงั คกิ มรรค ซง่ึ เปน็ มรรคาเอกตรงตอ่ พระนฤพาน ไมแ่ วะเวยี นไป
สกู่ ามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค และอตั ตกลิ มถานโุ ยค กพ็ งึ กำ� หนดองคม์ รรคทง้ั ๘ ไว้ ทง้ั อเุ ทศ
นเิ ทศและวรรณนา ตามแบบแผนทท่ี า่ นกำ� หนดไวอ้ ยา่ งไร พงึ ตง้ั ใจดำ� เนนิ ตามใหต้ รง
พร้อมทางกาย วาจา ใจ อย่าเชอื่ แต่เกจิอาจารย์โดยสว่ นเดยี ว อยา่ เชอ่ื แต่แบบแผน
โดยส่วนเดยี ว ตอ้ งไต่สวนให้เหน็ จรงิ ดว้ ยปัญญาของตนจนรูส้ ึกว่าตนอา่ นต�ำราออก
คำ� ทวี่ า่ อ่านออก น้ัน หมายความวา่ เขา้ ใจ คือ ทำ� ให้เกิดญาณจกั ษุขน้ึ แล้ว
ดงั ค�ำวา่ ทุกข์ สมทุ ยั นิโรธ มรรค หนา้ ตาเป็นอย่างนี้ แจ้งประจักษ์แกต่ นแล้ว
ช่ือว่าอ่านออก ดงั ปฐมญาณ ทุติยฌาน ตตยิ ฌาน จตุตถฌาน หน้าตาเปน็ อยา่ งนี้
แจง้ ประจกั ษแ์ ก่ตนแลว้ ชื่อว่าอา่ นตำ� ราออก
150
ในอฏั ฐงั คกิ มรรคนี้ ตา่ งคนกห็ ากจำ� ไดด้ ว้ ยกนั แตจ่ ะอา่ นออกดว้ ยกนั ทกุ คน หรอื
ยังจะลงั เลอย่ไู ม่แนน่ อนแกใ่ จเพราะเปน็ ทางส�ำคญั จะแสดงตามนยั มคคฺ วิภงคฺ สตู ร
ตดั เอาแต่ใจความ โดยอุเทศและนิเทศ
ตามพทุ ธภาษติ ในอเุ ทศมคี วามวา่ สมมฺ าทฏิ €ฺ ิ ความเหน็ ชอบ ๑ สมมฺ าสงกฺ ปโฺ ป
ความดำ� รชิ อบ ๑ สมมฺ าวาจา เจตนาวริ ตั เิ ปน็ เหตกุ ลา่ วชอบ ๑ สมมฺ ากมมฺ นโฺ ต เจตนา
กรรมเป็นเหตุท�ำการงานด้วยกายชอบ ๑ สมฺมาอาชีโว เจตนากรรมเป็นเหตุเล้ียง
ชพี ชอบ ๑ สมมฺ าวายาโม เพยี รชอบ ๑ สมมฺ าสติ ตง้ั สตชิ อบ ๑ สมมฺ าสมาธิ ตง้ั ใจมน่ั
เสมอชอบ ๑ เป็นองค์ ๘ โดยสรุปอเุ ทศเทา่ น้ี
เน้ือความตามนิเทศในองค์มรรคทั้ง ๘ น้ัน ในสมฺมาทิฏฺ€ิองค์ที่ ๑ คือ
เหน็ ทุกข์ ๑ เห็นเหตุทต่ี ั้งข้นึ พรอ้ มแหง่ ทกุ ข์ ๑ เห็นความดับโดยไม่เหลอื แห่งทุกข์ ๑
เหน็ ปฏปิ ทาความดำ� เนนิ ถงึ ความดบั ทกุ ข์ ๑ ญาณปรชี าหยง่ั รใู้ นสจั จของจรงิ ทงั้ ๔ นี้
ชอื่ วา่ สมมฺ าทิฏ€ฺ ิ
องค์ที่ ๒ ความด�ำรชิ อบ น้นั ตามนยั นิเทศทรงหมายวิตก ๓ คือ ด�ำริท่ีจะออก
ใหพ้ น้ จากกามารมณอ์ นั สตั วพ์ งึ ปรารถนา ๑ ดำ� รเิ พอื่ กำ� จดั พยาบาท ๑ ดำ� รเิ พอื่ กำ� จดั
วิหิงสาการเบยี ดเบยี นสัตว์ ๑ กุศลวติ กทัง้ ๓ น้ี ช่อื ว่า สมฺมาสงกฺ ปโฺ ป
ในองคท์ ่ี ๓ กล่าววาจาชอบ ในนเิ ทศหมายเจตนาวิรัติ เว้นจากมิจฉาวาจา ๔
คือ เวน้ กล่าวค�ำเท็จ ๑ เว้นกล่าวคำ� ส่อเสียดซึง่ บดบงั ความรกั ของท่าน ๑ เวน้ กล่าว
คำ� หยาบระคายโสตทา่ น ๑ เวน้ คำ� โปรยประโยชนต์ นประโยชน์ทา่ น ๑ เจตนาวิรัติ
ทงั้ ๔ น้ี ชือ่ วา่ สมฺมาวาจา
ในองคท์ ี่ ๔ กายกรรมชอบ หมายเจตนากรรม เวน้ มจิ ฉฺ ากมมฺ นโฺ ต การงานทผ่ี ดิ
๓ อย่างคอื เว้นการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นการลักและฉ้อโกงเอาของทา่ น ๑ ถา้ อย่างต่ำ� เวน้
การเสพอสทั ธรรมทผี่ ดิ ถา้ อยา่ งสงู เวน้ การเสพอสทั ธรรมทเี ดยี ว ๑ การเวน้ กายทจุ รติ
ท้งั ๓ น้ี ชอ่ื วา่ สมฺมากมฺมนโฺ ต
151
ในองคท์ ่ี ๕ เลยี้ งชพี ชอบ หมายเวน้ มจิ ฉาอาชวี ะ คอื ไดอ้ าหารมาโดยทางโกงกาย
โกงวาจาเสยี เลี้ยงชพี ดว้ ยกายสุจรติ วจสี จุ รติ ชอ่ื วา่ สมฺมาอาชโี ว
ในองค์ที่ ๖ เพยี รชอบ หมายกจิ ๔ อย่าง เพียรป้องกันอกุศลท่ยี งั ไมเ่ กิดไม่ให้
เกิดข้ึน ๑ มละอกุศลที่เกดิ ข้นึ แลว้ ให้หมดไป ๑ เพยี รบำ� รงุ กศุ ลท่ยี ังไมเ่ กดิ ข้ึนให้
เกิดข้ึน ๑ กุศลทเี่ กดิ ท่ีมีอย่แู ลว้ เพยี รบ�ำรงุ ให้เจริญย่งิ ๆ ข้นึ ๑ การเพยี รมละบาป
บำ� เพ็ญบญุ นช้ี ่ือวา่ สมมฺ าวายาโม
ในองค์ท่ี ๗ ตั้งสติชอบ หมายสติปัฏฐาน ๔ คอื กาย เวทนา จติ ธรรม คือ
ทำ� อนุปัสสนาท้ัง ๔ นัน้ เปน็ วหิ ารธรรม เครือ่ งอยู่แรมสันดานทุกอิรยิ าบถ การท่ีท�ำ
สตสิ ัมปชญั ญะให้ถงึ รอบนี้ ชื่อว่า สมมฺ าสติ
ในองคท์ ี่ ๘ สมมฺ าสมาธิ ตงั้ ใจมนั่ เสมอชอบ ตามนยั นเิ ทศพทุ ธภาษติ ทรงแสดง
มหรคตรูปาพจรญาณ โดยล�ำดับ หมายอัปปนาจิตเป็นบาทของวิปัสสนา ชื่อว่า
สมมฺ าสมาธิ
ต่อนี้เป็นค�ำอธิบายตามนัยที่มาต่างๆ และโดยอัตโนมัติบ้าง เพื่อให้ผู้ฟังได้
ตรองตาม คอื ชท้ี างใหก้ ระชน้ั สำ� หรบั ผเู้ หน็ ภยั ในวฏั ฏสงสาร เมอ่ื ทา่ นผเู้ ปน็ โยคาวจรบตุ ร
คอื ผปู้ ฏบิ ตั เิ พอื่ จะตรสั รอู้ รยิ สจั ๔ ตอ้ งมญี าณจกั ษหุ นว่ งเอาพระนฤพานเปน็ อารมณ์
เพิกอวิชชานุสัยออกจากใจ จัดเปน็ สมฺมาทิฏฺ€ิ
เพราะสัมมาทิฏฐญิ าณทสั สนะนัน้ เองเป็นเหตุ คือมีนฤพานเป็นอารมณ์ ช้ที าง
ตรงอยู่แล้ว จึงเพิกมิจฉาสังกัปปะ, มิจฉาวาจา, มิจฉากัมมันตะ, มิจฉาอาชีวะ,
มจิ ฉาวายามะ, มจิ ฉาสต,ิ มจิ ฉาสมาธิ ออกเสยี ได้ องคม์ รรคทงั้ ๘ จงึ เปน็ สมั มามรรค
คอื เปน็ อรยิ มรรค ที่ท่านแสดงว่ามัคคสมังคี คือมีในขณะตรสั รพู้ ร้อมกัน มีนฤพาน
อยา่ งเดียวเป็นอารมณ์ ถ้าไดอ้ ยา่ งนีจ้ ัดเป็นปฏเิ วธาภสิ มยั ฝา่ ยโลกุตตรอย่างเดยี ว
แตใ่ นมรรคทงั้ ๘ นี้ ทา่ นจดั เปน็ โลกยิ มรรคบา้ ง โลกตุ ตรมรรคบา้ ง แตต่ อ้ งอาศยั
ซง่ึ กนั และกนั โลกยิ มรรคเปน็ เหตุ โลกตุ ตรมรรคเปน็ ผล โลกยิ มรรค โลกตุ ตรมรรค
ต่างกนั อยา่ งนี้
152
องคม์ รรคทง้ั ๘ นั้นแลเป็นสมั มามรรคด้วยกันทงั้ หมด แตย่ งั แตกต่างกนั ด้วย
อารมณ์ คือต่างองค์ตา่ งชอบ คุมกนั ไม่ติด อย่างนี้เป็นลกั ษณะแห่งโลกยิ มรรค ส่วน
โลกุตตรมรรค น้ัน มีนฤพานอย่างเดียวเป็นอารมณ์ มีข้ึนพร้อมในขณะตรัสรู้
อนั เดยี วกนั คอื คมุ กนั เขา้ ได้ เปน็ ลกั ษณะแหง่ โลกตุ ตรมรรค เพราะเหตนุ น้ั พระโยคาวจร
ท้ังหลายผมู้ ุง่ หวังโลกุตตรมรรคจึงต้องการสัมมาสมาธิเป็นอยา่ งยง่ิ เพราะสมาธเิ ป็น
เคร่ืองคมุ ใหอ้ งค์มรรคทัง้ ๘ เป็นสามัคคเี ขา้ ได้
ท่แี สดงวา่ โลกยิ เปน็ เหตุแหง่ โลกตุ ตรน้นั พงึ สังเกตตามนัยมรรคสงั ยุต ทที่ า่ น
แสดงไว้ดังน้ี วชิ ชาความรู้เบ้ืองต้น ก็คอื ร้วู า่ หมู่สัตวม์ กี รรมคือบุญและบาปเปน็ ของ
ของตน เปน็ ปจั จยั อดุ หนนุ ใหก้ ศุ ลทงั้ ปวงบงั เกดิ ขนึ้ พรอ้ มมี หริ ิ เกลยี ดหนา่ ยตอ่ บาป
โอตตัปปะ มีความสะดุง้ หวาดเสยี วต่อบาป ๒ กศุ ลนีต้ ามคมุ ก�ำกับอยู่ ไม่หา่ งจาก
วิชชาเลย เม่อื พระโยคาวจรเจา้ ดำ� เนินไปในวชิ ชาแล้ว สมั มาทฏิ ฐซิ ่งึ เปน็ อุปการะท่จี ะ
น�ำออกจากวัฏฏทุกข์ก็ย่อมเจริญขึ้นเต็มที่ในตน เมื่อสัมมาทิฏฐิญาณมีข้ึนแล้ว
สมั มาสงั กปั ปะเปน็ ที่ ๒ อดุ หนนุ ใหส้ มั มาทฏิ ฐมิ กี ำ� ลงั กลา้ ขน้ึ แลเปน็ ปจั จยั แกอ่ งคม์ รรค
ทง้ั ๖ ตอ่ ๆ ไป องคม์ รรคท้งั ๘ นี้ ยอ่ มบงั เกิดเพ่ิมพูนอดุ หนนุ กศุ ลธรรมแต่เบือ้ งต�่ำ
ตลอดถึงโลกุตตรภูมิเป็นท่ีสุด จึงช่ือว่าโลกิยมรรคเป็นปัจจัยแก่โลกุตตรมรรค
ด้วยประการฉะน้ี
การทพี่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงสมั มาทฏิ ฐกิ อ่ นองคม์ รรคทงั้ ปวงนนั้ กเ็ พราะ
สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ ผมู้ อี ปุ การะอดุ หนนุ ใหอ้ งคม์ รรคทง้ั ๘ มกี ำ� ลงั ขนึ้ สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ องคว์ ชิ ชา
องคม์ รรคทงั้ ๗ มสี มั มาสังกปั ปะเป็นต้น เปน็ แตเ่ พยี งจรณะเทา่ นัน้ สว่ นจรณะนน้ั
ถ้าไม่ได้ก�ำลงั แต่วิชชาเป็นเครื่องอุดหนนุ ก็ไมม่ กี �ำลงั ส่วนวิชชาเลา่ ถ้าไมไ่ ด้ก�ำลังแต่
จรณะเป็นเครอ่ื งอดุ หนนุ ก็มีก�ำลงั น้อยเหมือนกัน
เพราะเหตนุ นั้ พระโยคาวจรเจา้ ผมู้ งุ่ หวงั ตอ่ พระนฤพาน ตอ้ งบำ� รงุ องคม์ รรคทง้ั ๘
ใหม้ ีก�ำลงั เสมอกัน และใหเ้ ป็นสามคั คีกลมเกลียวเป็นอันหน่ึงอันเดียวกนั จึงจะยัง
โลกตุ ตรธรรมใหแ้ จง้ ประจกั ษไ์ ด้ วธิ แี สดงอรยิ มรรคตามระเบยี บมคั คสงั ยตุ โยกยา้ ย
153
หลายประการ แสดงโดยวธิ มี รี ถเปน็ เครอ่ื งเปรยี บ ประพนั ธเ์ ปน็ คาถาไวว้ า่ “ยสสฺ สทธฺ า จ
ปญญฺ า จ ธมฺมา ยุคคฺ า สทาธรุ ํ หิริ อสี า มโน โยตตฺ ํ สติ อารกฺขสารถิ”
แปลความวา่ ศรทั ธากบั ปญั ญา ๒ ประการน้ี เปรยี บเหมอื นมา้ เทยี มในแอก คอื
อารมณน์ ้นั ๆ อย่เู สมอแห่งรถใด มโน หมายวปิ สั สนาญาณและมรรคญาณ เปน็ ลวด
เป็นหวายส�ำหรับคุมมิให้เคร่ืองรถกระจัดกระจายออกจากกันได้ เอาสติสัมปยุต
ดว้ ยอริยมรรคนน้ั ตอ้ งประดบั ใหง้ ดงามด้วยศลี เอาฌานอันสัมปยุตด้วยวปิ สั สนา
เป็นดังเพลา เอาความเพียรเป็นไปในกายเป็นไปในใจเป็นดังจักร เอาอุเบกขาใน
มัชฌัตตารมณ์ เป็นเครื่องด�ำรงให้เสมอ เอาอัปปิจฉตา ความมักน้อยเป็นหลังคา
เอาสัมมาสงั กัปโป และวเิ วกทัง้ ๓ เป็นอาวธุ เอาขันตตี กิ ขา ความอดทน เป็นเกราะ
สอดสวมสำ� หรบั ปอ้ งกนั อาวธุ รถคอื อษั ฏางคกิ มรรค อนั ประกอบพรอ้ มดว้ ยสมั ภาระ
ดงั นี้ ย่อมข้ามไปเพอ่ื ความเกษมจากโยคะทัง้ ๔ ด�ำเนนิ ตรงโดยอรยิ มรรควิถถี งึ ที่
อนั เกษม คอื อนปุ าทาปรินพิ พาน มไิ ดห้ ยดุ หย่อน และหกั พงั ลงในทางอนั กันดารคือ
สังสารภพ
เมอื่ พระโยคาวจรเจา้ ไดร้ ถประเสรฐิ ซง่ึ มนี ามวา่ พรหมรถ หรอื ธรรมรถ อยา่ งนแี้ ลว้
ปราบปจั จามติ ร คอื กเิ ลส มชี ยั ชนะแลว้ ยอ่ มนำ� ตนออกจากสงั สารสาครถงึ สถานอนั บวร
กลา่ วคือ อมตนฤพาน โดยสว่ นเดยี ว
อันนแ้ี สดงตามนยั มตขิ องท่านโบราณาจารย์ แตค่ รั้นมาถึงสมัยปจั จบุ นั รถไม่
เหมอื นเกา่ รถแตก่ อ่ นมแี อกมงี อน รถทกุ วนั นม้ี แี ตค่ นั ชกั มพี วงมาลยั สรวมคอมา้ แทน
แอก มคี นั ชกั แทนงอน คมุ มา้ ใหเ้ นอ่ื งอยกู่ บั คนั ชกั และรถดว้ ยสายทาม เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี
การที่จักถอื เอาเนื้อความตามอปุ มาของเกา่ ก็ออกล�ำบาก ในทุกวนั น้ีย่ิงเกิดมรี ถยนต์
ขน้ึ อกี นบั ถอื กนั วา่ เปน็ รถอยา่ งวเิ ศษ ควรจะนอ้ มเอารถยนตม์ าเปน็ เครอื่ งเปรยี บเทยี บ
ดว้ ยอริยมรรครถ แต่ควรเทียบเอาเพยี งยอ่ ๆ พอเปน็ เคร่อื งเตือนใจของตนเทา่ น้นั
คือให้เอาสกลกายของเราน้ีเปรียบเหมือนเรือนของรถ เอากุศลเจตสิกใน
อริยมรรคมาประกอบเข้า คือเอาวิรัติไตรเหตุ คือ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันโต,
สมั มาอาชโี ว มาเปน็ หมอ้ นำ�้ และเครอ่ื งไฟเครอื่ งยนตท์ ง้ั สนิ้ เอาสมั มาวายาโม ความเพยี ร
154
เปน็ ไปในกายเป็นไปในใจ มาเปน็ ล้อหลงั ท้ัง ๒ เอาศรัทธากับปญั ญา มาเป็นลอ้ หนา้
เอาสมั มาสมาธิ คอื สมาธอิ นั สมั ปยตุ ดว้ ยสมถะ มาเปน็ เพลาหนา้ เอาสมาธอิ นั สมั ปยตุ
ดว้ ยวิปสั สนา มาเปน็ เพลาหลงั เอาสัมมาสงั กัปโป มาเปน็ หลักพวงมาลยั ส�ำหรับขับ
เอาสัมมาทิฏฐิ มาเป็นน็อตเป็นเกลียวส�ำหรับยึดเหน่ียวให้เคร่ืองสัมภาระเหล่าน้ัน
คุมแน่นเป็นอันเดียวกัน มิให้เคล่ือนไหว เอาสัมมาสติมาเป็นสารถีถือพวงมาลัย
เมือ่ คุมเครือ่ งพรอ้ มเช่นนน้ั แลว้ เอาชาติ ชรา มรณะภัย มาหนนุ ให้เคร่ืองจักรเดิน
ตรงตามทางอริยมรรควิถีไม่หยุดหย่อน ก็อาจจักถึงโลกอุดรอันเกษมจากโยคะ
ตวั รถกจ็ กั ไม่หักพังลงในระหว่างทางอนั กนั ดารคอื สังสารสาคร ถงึ ท่ีอนั บวรกลา่ วคอื
อนุปาทาปรนิ ิพพาน เป็นเอกนั ตบรมสขุ ดังนแ้ี ลฯ
155
ค�ำตอบปญั หา
ของพระอบุ าลีคุณูปมาจารย์ (พระสริ จิ นโฺ ท จนั ทร์)
๑. คำ� ถาม : เกิดมาใหย้ ักษ์กนิ ชพี ช่ือส้ินน่าสงสร
จะได้ใครอภิบาล ให้พ้นพาลยกั ษร์ า้ ยเอยฯ
ค�ำตอบ : “อจจฺ ยนฺติ อโหรตฺตา ชวี ติ ํ อุปรชุ ฺฌติ”
มหายกั ษ์คือวันคืน มันกลำ�้ กลนื มนุษยเ์ สร็จ
องคส์ มเด็จพระพทุ โธ เปน็ แพทย์โตในโลกา
มรรคผลเปน็ ตวั ยา ใครรกั ษาพน้ ยกั ษ์เอยฯ
๒. คำ� ถาม : ทุกคนรกั มัง่ ม ี เป็นเศรษฐีประเสริฐศกั ด์ิ
ท�ำไฉนจะสมรกั เชิญชว่ ยชักช้ที างเอยฯ
ค�ำตอบ : “สเี ลน โภคสมฺปทา อุฏ€ฺ านสมฺปทา อาทิกา”
ชอบสุขเปน็ เศรษฐ ี อยา่ หลกี หนที างสจุ ริต
อุตสาหกรรมอยา่ ใหผ้ ิด จักสมคดิ ม่ังมเี อยฯ
๓. คำ� ถาม : เขามใิ ช่วงษา ไฉนมารกั แม้นตน
หนอ่ เนื้อสืบนุสนธิ ์ แต่กลบั ชังนนั้ อย่างไรฯ
ค�ำตอบ : “อตตฺ านญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สรุ กฺขิตํ”
ผวั เมียใช่วงษา คนพาลารักกวา่ ตน
ท�ำบาปอันเป็นผล มาเลย้ี งเขานนั้ ชงั ตนฯ
156
๔. ค�ำถาม : ทอี่ ยปู่ ระเสรฐิ สดุ เทพมนุษยซ์ ้องสรรเสรญิ
น้นั คอื อะไรเชิญ อภปิ รายขยายความฯ
คำ� ตอบ : “โย ธมมฺ จารี กาเยน วาจายอทุ เจตสา อิเธวนํปสสํ นฺติ”
ท่ีอย่คู ือสจุ รติ อยา่ ผิดประเสริฐสรรพ์
เชิญอยใู่ หน้ ริ นั ดร ์ เทพมนุษย์เชยชมเอยฯ
๕. คำ� ถาม : “ฉทวฺ าราธปิ ตี ราชา” ยอ่ มรบั ผลทกุ คืนวนั
พระราชาคอื ตวั ตน ชะนะกเิ ลสยอดราชาฯ
มคี ณุ เปน็ มหนั ต์
157
ค�ำแกป้ ฤศณา
ของพระอุบาลคี ณุ ูปมาจารย์ (พระสิรจิ นฺโท จนั ทร)์
จะแก้ปญั หา ๑๑ ข้อ ของนักปราชญ์เก่าทา่ นผูกไว้ ท่านคงหวงั ประโยชนแ์ ก่
พวกเราผู้อยู่ภายหลงั แตธ่ รรมดาตอบปัญหาคงไม่ตรงกันเพราะปัญหาเป็นของกลาง
ใครตอบอย่างไรก็คงถกู ของผตู้ อบ ผ้อู ่านผู้ฟงั ควรจะถอื เอาแต่ประโยชน์เทา่ น้นั ฯ
๑. กินเท่าไรไมห่ ายอยาก
ได้แก่ โลภะ ความละโมบ คือความอยากได้ อยากมี อยากสุข หาทสี่ ิ้นสุด
มไิ ด้ ถงึ จะไดจ้ ะมสี กั เพยี งไร กไ็ มม่ เี วลาเพยี งพอสมกบั คำ� วา่ “กนิ เทา่ ไรไมห่ ายอยาก”
๒. นอนมากไมร่ จู้ ักต่ืน
ไดแ้ ก่ โมหะ คือความหลง หลงรกั หลงชงั , หลงดี หลงช่วั , หลงลาภ หลงยศ,
หลงเขา หลงเรา มวั เมาไปด้วยความหลง ไม่มีเวลาสรา่ ง ไมม่ เี วลาตน่ื เหมอื นกับ
คนนอนหลับ หาเวลากลบั ตัวจากโมหะไมไ่ ด้
๓. รกั ผู้อน่ื ย่งิ กว่ารกั ตัว
เพราะโมหะนั้นเองเป็นเหตุให้รักผู้อ่ืนย่ิงกว่าตัว คือ รักผัว รักเมีย รักลูก
รักหลาน รักมิตรสหาย รักเจ้ารักนาย จนถึงยอมตัวของตัวลงสู่กรรมอันเป็นบาป
เปน็ ตน้ วา่ ฆา่ สตั ว์ ลกั ทรพั ย์ กลา่ วมสุ าลอ่ ลวงเอาทรพั ยส์ มบตั ขิ องผอู้ น่ื มาบำ� รงุ นำ�้ ใจ
ของชนเหลา่ นน้ั ผลของอกุศลทต่ี นทำ� ลงน้ัน ตนก็จกั ก้มหนา้ รบั ไปแตผ่ ู้เดยี ว อาศยั
ความรักเขาเป็นเหตุ อาจจักท�ำกรรมอันเปน็ บาปใสต่ ัวได้ทกุ ประการอย่างน้ี
158
๔. ของควรกลัวกลับกลา้
เพราะความรกั ผอู้ นื่ นน้ั เปน็ เหตุ กรรมอนั เปน็ บาปเปน็ ของควรกลวั แตก่ ลา้ ทำ� ได้
ทุกประการ มนุษย์มีชาติเสมอกันก็อาจฆ่าได้ สัตว์ทุกจ�ำพวกไม่ว่าตัวใหญ่ตัวเล็ก
ตวั มคี ณุ และหาคณุ มไิ ด้ อาจฆา่ ไดท้ กุ ประเภท แมท้ รพั ยส์ มบตั ขิ องผอู้ น่ื อาจลกั ขโมย
เอาได้ทุกประการ อาจกล่าวค�ำเท็จ ฉ้อโกงเขาได้ อาจวินิจฉัยคดีกลับแพ้เป็นชนะ
กลบั ชนะเปน็ แพไ้ ดท้ กุ ประเภท ขึ้นชื่อว่ากรรมอันเป็นบาปแลว้ ซึง่ จะท�ำไมไ่ ด้น้ันไมม่ ี
เพราะโมหะน้นั เองเปน็ เหตุ
๕. ของส้นั สัญญาว่าของยาว
ไดแ้ ก่ชวี ติ ความเปน็ อยูข่ องสตั ว์ เพยี ง ๖๐ ปี ๗๐ ปี เท่านั้น ต้องนบั วา่ สัน้ นกั
น้อยนัก ท้ังไม่มีนิมิตเครื่องหมายนายประกันว่าจะได้ถึงเพียงน้ันหรือไม่ แต่ความ
มงุ่ หมายน้ันดเู หมือนจะอย่ไู ปต้งั รอ้ ยปพี นั ปี คือหมายความบากบ่ันประกอบการงาน
ทั้งอาการที่หึงหวงในสรรพพัสดุ ท้ังที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ เป็นต้นว่า
หวงลูก หวงเมีย หวงเขตบ้านแดนสงวน เขตไรแ่ ดนนา อย่างประหนงึ่ วา่ เราจะอยู่
เป็นเจ้าเข้าเจา้ ของไปต้งั หมื่นปี หารไู้ ม่ว่าชวี ิตเป็นของมปี ระมาณนอ้ ย เป็นของสน้ั
๖. ปอกมะพรา้ วเอาปากกัด
ไดค้ วามวา่ ธรรมดาปอกมะพรา้ วตอ้ งใชพ้ รา้ ใชข้ วาน เพราะเปน็ ของแกน่ ของแขง็
ไพลเ่ อาปากไปกัด ผิดธรรมดาของโลก ตกลงก็คงไมไ่ ด้กนิ กันเท่าน้ัน เปรยี บเหมือน
มรรคผลนพิ พาน ธรรมดาของทา่ นผจู้ ะสำ� เรจ็ ทา่ นตอ้ งเอาศลี สมาธิ ปญั ญา เปน็ มรรค
ประหารกเิ ลส เปรยี บเหมอื นพรา้ ขวาน สำ� หรบั ปอกเปลอื กมะพรา้ ว สว่ นตวั หาเอาศลี
สมาธิ ปญั ญา เปน็ มรรคเครื่องประหารไม่ ไพล่ไปเอาโวหารเปน็ เครอ่ื งประหารกเิ ลส
อวดฝีปากกันว่า ข้าจ�ำได้มากข้าฉลาดกว่าเจ้า จะถือเอามรรคผลนิพพานด้วยปาก
เท่านน้ั ตกลงก็คงจะอยู่เทา่ นน้ั เองเพราะผิดธรรมดา
159
๗. อุ้มลกู อ่อนกอดรัดไว้ไมว่ าง
รา่ งกายนีเ้ ปรยี บด้วยลูกออ่ น เพราะลูกออ่ นย่อมเปน็ ของอันมารดาและพ่ีเล้ยี ง
จะต้องประคองถนอมเป็นอย่างเอ้ือเฟื้อไม่มีความประมาท คอยพิทักษ์รักษาอยู่ท้ัง
กลางวนั และกลางคนื คอยปอ้ นขา้ วอาบนำ�้ คอยระวงั ซกั ผา้ ขผ้ี า้ เยย่ี วอยเู่ สมอ ฉนั ใด
แม้อัตภาพร่างกายอนั น้ี ผเู้ ปน็ เจ้าของกจ็ ะต้องระวงั รักษาอยา่ งถนอม ถา้ หิวต้องหา
อาหารให้รับประทาน ร้อนอาบนำ้� หนาวห่มผ้า จะไปทางใดกต็ ้องระวัง เตรยี มรม่
กันแดดกันฝนแลรองเท้าไปด้วย ช้ันผู้ดีมีสมบัติจะไปทางใดต้องไปด้วยยานต่างๆ
ถนอมร่างกายจนถึงไม่ต้องเดินจนเสียก�ำลังขาเดินไปไหนไม่ได้ ยังไม่แก่ไม่เฒ่า
สกั ปานใด กลายเปน็ คนเปลย้ี คนงอ่ ยไปกน็ บั ไมถ่ ว้ นชน้ั แตจ่ ะทำ� ประโยชนอ์ ยา่ งสำ� คญั
แกต่ น คอื หาทพี่ ง่ึ แกต่ น รกั ษาอโุ บสถกไ็ มไ่ ด้ กลวั หวิ ขา้ ว กลวั เปน็ ลม กลวั ตาย คนพวก
ถนอมรา่ งกายอยา่ งกอดรัดเชน่ น้ี กบั พวกทีถ่ อื วา่ รา่ งกายเกิดมาสำ� หรับใช้เท้าส�ำหรบั
เดนิ อโุ บสถศลี ถา้ มนษุ ยร์ กั ษาไมไ่ ด้ พระพทุ ธเจา้ คงไมท่ รงอนญุ าตพวกทร่ี กั ษามากอ่ น
ก็ไม่ได้ยินข่าวว่าผู้ใดตายเพราะอดข้าวในวันรักษาอุโบสถ คิดเห็นอย่างนี้ก็ตั้งหน้า
ประพฤตไิ ปโดยธรรมดาตามหนา้ ท่ี
อายขุ องบคุ คล ๒ จ�ำพวกนี้ กไ็ ม่เหน็ วา่ จะได้เปรยี บกันกม่ี ากน้อย เหตนุ ้ัน
อย่าหลงกอดรักเขานักเลย
๘. หลงทางไมไ่ ด้ถาม
ได้ใจความว่า ธรรมดาคนหลงทาง ถ้าพบต้องถาม ถ้าไม่ถามก็คงไปท่ีตน
ประสงคไ์ มถ่ กู อาจจกั ไดร้ บั ความลำ� บาก มอี ดขา้ วอดนำ้� เปน็ ตน้ อยตู่ ามทห่ี ลงนน้ั เอง
เปรยี บเหมอื นบคุ คลผไู้ มร่ จู้ กั ทางนรก ทางสวรรค์ ทางนพิ พาน ทางสขุ ทางทกุ ข์
แต่ท�ำหัวดื้ออวดตัวไม่ถามท่านผู้รู้ ก็คงงุ่มง่ามทรามเซอะ อาจจักตรงไปสู่ทางนรก
ก็ได้ ที่จะเดาให้ถูกทางสวรรค์ทางนิพพานนั้นแสนยาก น่ากลัวจะเสียตลอดชาติ
ถ้าหลงตลอดชาติก็น่าเสียดายอยู่ เพราะเพ่ือนมนุษย์ผู้ฉลาดเขาตรงไปสู่สุคติได้
ส่วนเรายังหลงงุม่ ง่ามหนั หน้าไปทางทุคติ น่าสลดใจอยู่
160
๙. หนีจระเขใ้ หญไ่ พล่ลงน�้ำ
จระเข้ใหญ่เปรียบเหมือนความทุกข์ คนเกลียดทุกข์ กลัวทุกข์ คิดหนีทุกข์
การหนที กุ ไพลไ่ ปมีเรอื น คอื ไปมีสามภี รรยากันขึ้น การครองเรอื น คอื มสี ามภี รรยา
นนั้ เอง ทา่ นเปรยี บดว้ ยนำ้� ตวั เรอื นทอี่ ยขู่ องจระเข้ ตอ่ นน้ั ไปกจ็ ะมแี ตท่ กุ ขน์ อ้ ยทกุ ขใ์ หญ่
คือจระเขก้ ัดร�่ำไป จะเอาสุขสะอาดมาแต่ไหนกเ็ พราะไมร่ ู้จักทางสุขนัน้ เองเป็นเหตุ
๑๐. ตอ้ งจองจ�ำกลับยนิ ดี
เครอ่ื งจองจำ� นกั โทษทกุ วนั น้ี ทเ่ี ปน็ ของสำ� คญั แลว้ ไปดว้ ยเหลก็ คอื สายโซค่ อ ๑
กุญแจมือ ๑ ตรวนใส่ขา ๑ ท่านแสดงในท่ีมาบางแห่งว่า “ตัณหาความรักลูก
เหมือนโซ่เหล็กมาผูกคอ ตัณหาความรักผัวรักเมียเหมือนกุญแจเหล็กมามัดศอก
ตณั หาความรกั สมบตั ขิ ้าวของเหมือนดังตรวนเหล็กมาเป็นปลอกสวมตีน ตณั หา ๓
ประการนเี้ ปน็ เครอ่ื งผกู สตั วใ์ หเ้ วยี นวนอยใู่ นวฏั ฏสงสาร จะตอ้ งอาศยั อรยิ มรรคญาณ
จึงจะตัดให้ขาดได้” อาศัยนัยนี้เห็นจะตรงกับปัญหาท่ีว่า ต้องจองจ�ำกลับยินดี
เพราะบุคคลท่ัวไปถ้ามีบุตร มีสามี มีภรรยา มีสมบัติข้าวของ ย่อมยินดีด้วยกัน
โดยส่วนมาก
๑๑. สไู้ พรไี ม่หาอาวุธ
ไพรี แปลวา่ ขา้ ศกึ ธรรมดาขา้ ศกึ เขาตอ้ งเตรยี มอาวธุ ยทุ ธภณั ฑพ์ รอ้ ม จงึ เรยี ก
ว่าข้าศกึ เราจะตอ่ ยทุ ธสงครามกบั ด้วยขา้ ศึก เรากจ็ ะตอ้ งเตรียมอาวุธยทุ ธภณั ฑ์ไว้
ให้พร้อม จงึ จะตอ่ สูก้ ันได้ หมายยุทธสงครามภายนอก
ในปญั หาน้ี ดเู หมอื นทา่ นประสงคข์ า้ ศกึ ภายใน ขา้ ศกึ ภายในไมม่ มี าก มี ๓ นาย
เท่านั้น คอื นายชรา ๑ นายพยาธิ ๑ นายมรณะ ๑ แต่เป็นชาตเิ หี้ยมโหดดรุ า้ ย
มาก สงั หารผลาญชวี ติ ของมนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ว่ั โลกไมล่ ะเวน้ ไวใ้ หห้ ลงเหลอื เลย เราควร
เตรยี มอาวุธภายนอกไว้รับมอื กบั อ้าย ๒ นาย คอื นายชรา กบั นายพยาธิ อ้าย
นายชราน้ันให้เตรียมอาวุธคือ ยาอายุวัฒนะ สู้กับมัน อ้ายนายพยาธิน้ัน ต้องใช้
161
สรรพยาต่างๆ เพราะเขามีอิทธิฤทธ์ิแผลงฤทธิ์ได้ ๙๖ ประการ ถ้าเห็นจะสู้ด้วย
อาวุธยาเหลา่ นน้ั ไมไ่ หว ตอ้ งเข้าใจว่าขา้ ศกึ รวมกำ� ลงั กนั ไดแ้ ล้ว คือ นายมรณะได้
นายชรา นายพยาธิ มาเปน็ กำ� ลังเต็มที่แลว้ อาวธุ ขา้ งนอกสูไ้ มไ่ หวแล้ว ตอ้ งเอาอาวธุ
ข้างในเขา้ ต่อสู้
อาวุธข้างในคือ ปัญญาวุธ คราวนี้เราต้องเอาชัยชนะให้จงได้ ให้ตรวจกอง
เสบียงดู คอื ทานท่เี ราบรจิ าค ปจั จยั ทงั้ ๔ เกอื้ กลู แกท่ า่ นผู้มีศลี ของเราพรกั พรอ้ ม
บริบรู ณอ์ ยแู่ ล้วหรอื ยัง ก�ำลงั ทรพั ยข์ องเราเปน็ อย่างไร สทฺธาธนํ ทรพั ยค์ อื ศรทั ธา
เช่ือต่อปัญญาเคร่ืองตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีในตนของเราอยู่แล้วหรือ
สีลธนํ ทรัพย์คือศีล มีท่ีตัวของเราอยู่หรือ สงฺฆปสาท ความเลื่อมใสในพระสงฆ์
มีที่ตัวของเราอยู่หรือ อุชุภูตญฺจทสฺสนํ ความเห็นตรงในธรรมเช่นนั้น เป็นตัว
ปญฺ าธนํ เกิดข้ึนแกเ่ ราแล้วหรือ
เมอ่ื ตรวจอรยิ ทรพั ยเ์ หน็ มพี รอ้ มทต่ี นเชน่ นี้ เรากร็ ไู้ ดว้ า่ กำ� ลงั ทรพั ย์ กำ� ลงั พาหนะ
ของเราพรกั พรอ้ มอยแู่ ลว้ กำ� ลงั อาวธุ คือปญั ญาเป็นของส�ำคัญ เราก็มพี รอ้ มอยู่แล้ว
เมอื่ ตรวจเหน็ กำ� ลงั เสบยี ง กำ� ลงั ทรพั ย์ กำ� ลงั พาหนะ กำ� ลงั ปญั ญา มพี รกั พรอ้ ม
เชน่ นแี้ ลว้ จะตอ้ งกลวั อะไรแกอ่ า้ ยขา้ ศกึ ออกประจญั บานกบั เขาดู ชห้ี นา้ มนั ทเี ดยี ววา่
เฮ้ย อา้ ยชรา อา้ ยพยาธิ อา้ ยมรณะ ขา้ ร้จู ักหนา้ ตาเจา้ ดีแลว้ เจ้าไปแผลงฤทธิ์แก่คน
โฉดเขลาโนน้ เถดิ อยา่ มาอวดดแี กเ่ ราเลย ตวั ของเจา้ เปน็ อา้ ยสมมตุ ิ อา้ ยสงั ขาร ไมใ่ ชห่ รอื
เจ้ารู้จักข้าไหม ถ้าไม่รู้ ข้าจักบอกให้ ตัวของข้านี้คือ เจ้าอมตะ คือชาติกายสิทธิ์
ไมม่ ีชรา ไมม่ ีพยาธิ ไม่มมี รณะ พวกเองตามขา้ ไมท่ ันดอก เอาเปลือกเมืองไปเถอะ
น้ีแหละอาวุธภายในส�ำหรับท�ำยุทธสงครามต่อข้าศึก พวกนักปราชญ์ท่าน
เตรียมพร้อมทุกคน เมื่อตัวของเราไม่หาอาวุธเช่นนั้นไว้ส�ำหรับตัว ถึงคราวข้าศึก
มาถึงเข้า จะมิเสยี ทีแกข่ ้าศกึ หรือ
162
๑๒. ใครไมห่ ยดุ ไมถ่ ึงพระ
ค�ำทีว่ ่า หยุด นี้ ไมไ่ ดห้ มายหยดุ กายกรรม หยดุ วจกี รรม หยดุ มโนกรรม
หมายหยดุ คดิ หยดุ นึก หยดุ การส่ายหาพระภายนอก เท่านั้น
ส่วนกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝา่ ยทุจรติ ชกั สะพานเสยี ไมใ่ หเ้ ดนิ ใหอ้ ยู่
ดว้ ยกบั สจุ ริตธรรมทุกเมอ่ื ถึงแมเ้ ราจะไปไหวพ้ ระบาทพระฉาย หรอื พระธาตุเจดีย์
เมอื งย่างกุ้งหงษา กไ็ ด้ แต่ใหเ้ ข้าใจว่า ไม่ใช่ไปหาพระภายนอก ไปบ�ำรุงพระภายใน
นเ้ี อง คอื ไปบำ� รงุ ทสั สนานตุ ตรยิ ะของตนนเ้ี อง ถา้ รอู้ ยา่ งนี้ ถงึ ไปกช็ อ่ื วา่ หยดุ ยอ่ มอยู่
กบั พระทกุ เม่อื
การตอบปัญหาน้ี ไม่ไดม้ ุ่งจะแกใ้ ห้ถกู ตามความประสงคข์ องผูถ้ าม ตอบตาม
ความเหน็ ตามความชอบใจของผตู้ อบเทา่ นนั้ และไมไ่ ดม้ งุ่ หวงั ทจี่ ะตอบใหผ้ อู้ า่ นชอบใจ
ท่ัวกัน มุ่งหวังจะให้ผู้อ่านผู้ฟังบางพวกถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น ถ้าเห็นเป็น
ประโยชนก์ ถ็ อื เอา ถา้ เหน็ ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ ขออภยั ทำ� ใจของทา่ นใหเ้ ปน็ กลางกแ็ ลว้ กนั ฯ
163
ภาคผนวก
เรอื่ งพระแก้วมรกต
พระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยน้ี เคยประดิษฐานอยู่ที่
วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ นานถึง ๘๐ ปี ก่อนที่จะถูกอัญเชิญไปท่ีประเทศลาว
จนทำ� ใหค้ นไทยและคนลาวจำ� นวนไมน่ อ้ ยเขา้ ใจผดิ คดิ วา่ “พระแกว้ มรกตเปน็ มรดก
ทางวฒั นธรรมของลาว”
แน่นอน ทางฝั่งลาวเขาสอนกันว่า “กองทัพของสยามประเทศทำ� การปล้นเอา
พระแก้วมรกตของลาวไปครอบครอง” และพไี่ ทยเราเองท่ไี มไ่ ดศ้ กึ ษาประวตั ศิ าสตร์
กพ็ ลอยเขา้ ใจอยา่ งนน้ั ...ความจรงิ แลว้ ตอ้ งบอกวา่ “พระแกว้ มรกต เปน็ มรดกของไทย
ลาวต่างหากทย่ี กั ยอกเอาไปแล้วไมย่ อมส่งคืน ต้องส่งกองทัพไปทวงคนื ”
ทา่ นทเี่ คยไปเทยี่ วเวยี งจนั ทร์ จะตอ้ งไปนมสั การหอพระแกว้ อยา่ งแนน่ อน ภายใน
หอพระ เราจะเห็นฐานพระพุทธรปู ทไ่ี มม่ พี ระพุทธรปู อยู่ แตม่ ปี ้ายเขียนบรรยายว่า
“ทฐี่ านแหง่ นเี้ คยเปน็ ทป่ี ระดษิ ฐานพระแกว้ มรกต...” และบอกเปน็ นยั ชวนใหเ้ ขา้ ใจวา่
องคพ์ ระ “ถกู กองทพั สยามปลน้ เอาไป” นอกจากนี้ ทปี่ า้ ยภายนอกหอพระไดเ้ ขยี นถงึ
ประวตั ขิ องหอพระแก้ว แล้วมีตอนหน่งึ บอกว่า “...แตป่ ัจจบุ ันน้ี องค์พระแก้วมรกต
ไดถ้ ูกนำ� ไปประดษิ ฐานอยตู่ ่างประเทศแล้วต้งั แตป่ ี ค.ศ. ๑๗๗๙” เมอื่ คนไทยอา่ น
ขอ้ ความในปา้ ยนแี้ ลว้ ชวนใหร้ สู้ กึ เหมอื นกบั วา่ บรรพบรุ ษุ ไทยไดส้ รา้ งรอยบาปไวด้ ว้ ย
การกระทำ� เสมอื นกองโจรทไี่ ปปลน้ องคพ์ ระแกว้ มรกตของลาวมาไวใ้ นเมอื งไทย คนท่ี
ไมเ่ คยศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ เมอ่ื อา่ นแลว้ กร็ สู้ กึ เหน็ ใจนอ้ งลาวจนพดู ไมอ่ อกเหมอื นกนั
164
ขอเลา่ ประวตั แิ ละความเปน็ มาของ พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร หรอื พระแกว้
มรกต พระค่บู า้ นคเู่ มอื งของไทยเราอยา่ งยอ่ ทส่ี ดุ ดังตอ่ ไปน้ี
พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อน (เนไฟรต์) สีเขียว
มรกต มขี นาดหนา้ ตกั กวา้ ง ๔๘ ซม. สงู ๖๖ ซม. เปน็ พระพทุ ธรปู ศิลปะเชยี งแสน
ทเ่ี รยี กว่า แบบสิงห์สาม คอื มีสังฆาฏพิ าดบนพระองั สะ (ไหล)่ ซา้ ย ย้อยลงมาถงึ
ระดบั พระนาภี (สะดอื )...(พระแบบสงิ หห์ นง่ึ ชายสงั ฆาฏสิ นั้ อยเู่ หนอื ราวนม พระแบบ
สิงหส์ อง หอ้ ยยาวลงมาถึงใตร้ าวนม) เปน็ พระพทุ ธรูปน่ังปางสมาธิ
มกี ารคน้ พบพระแกว้ มรกตครงั้ แรกเมอ่ื พ.ศ. ๑๙๗๙ เมอ่ื พระเจดยี ว์ ดั ปา่ เยยี ะ
(ปจั จุบนั คอื วัดพระแก้ว) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชยี งราย ถูกฟา้ ผา่ พงั ลง แลว้ พบ
พระพทุ ธรปู พอกไวด้ ว้ ยปนู ทรายลงรกั ปดิ ทอง ภายหลงั ปนู ไดก้ ะเทาะออกจงึ เหน็ เปน็
พระแกว้ มรกตงามสดใสทง้ั องค์ ได้แสดงปาฏิหารยิ ใ์ หป้ รากฏหลายอยา่ ง ประชาชน
ตา่ งหล่ังไหลมาสกั การบูชาและขอพร
ตอ่ มา นักปราชญ์ชาวลา้ นนาไดแ้ ต่งหนงั สือขึ้น ๒ เลม่ เป็นภาษาบาลี เลา่ ถึง
ตำ� นานพระแกว้ มรกต คอื หนงั สอื รตั นพมิ พวงศ์ แตง่ โดยพระพรหมราชปญั ญา ภกิ ษุ
ชาวเชยี งราย เชอื้ สายราชวงศข์ องพระเจา้ มงั ราย สว่ นหนงั สอื หรอื พงศาวดารเลม่ อนื่ ๆ
แต่งขน้ึ มาภายหลงั
เม่ือกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของพระแก้วมรกต จึงกล่าวแยกกันออกเป็น
๒ ตอน คือ
ตอนท่ี ๑ เปน็ ตำ� นานตอนตน้ กอ่ นพบพระแกว้ มรกตทเ่ี ชยี งราย ใน พ.ศ. ๑๙๗๙
ตอนที่ ๒ เป็นประวัตภิ ายหลงั จากพบองค์พระแกว้ มรกตแลว้ สบื มาจนถึงยคุ
ปัจจุบัน
165
ตอนที่ ๑ : ตำ� นานพระแกว้ มรกต
พระแก้วมรกตสร้างข้ึนหลังพุทธปรินิพพาน ๕๐๐ ปี คือพุทธศักราช ๕๐๐
พระอินทร์ กับพระวิษณุกรรมเทพบุตร ได้น�ำแก้วโลกาทิพย์รัตนาหยกสีเขียวทึบ
มาจ�ำหลักเป็นพระพุทธรูปถวายแด่พระนาคเสนเถระ ในรัชสมัยของพระเจ้ามิลินท์
กษตั ยผ์ คู้ รองกรงุ ปาฏลบี ตุ ร ถวายพระนามพระพทุ ธรปู วา่ พระพทุ ธรตั นพรรณมณ-ี
มรกต แลว้ พระนาคเสนเถระไดอ้ ธษิ ฐานอญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ๗ องค์ บรรจลุ ง
ในองค์พระ คอื พระโมลี พระนลาฏ พระนาภี พระหัตถซ์ ้าย-ขวา เมอื่ อญั เชญิ
พระพทุ ธรปู ขน้ึ ประดษิ ฐานกเ็ กดิ เหตกุ ารณแ์ ผน่ ดนิ ไหวขนึ้ พระนาคเสนไดพ้ ยากรณว์ า่
“พระแกว้ องคน์ จ้ี ะเสดจ็ ไปโปรดสรรพสตั วใ์ นเบญจประเทศ คอื ลงั กาทวปี กมั โพชะ
ศรีอโยธยา โยนะวสิ ยั ปะมะหละวสิ ยั และสุวรรณภมู ”ิ
พทุ ธศกั ราช ๘๐๐ โดยประมาณ ในแผน่ ดนิ พระเจา้ ศริ กิ ติ ตกิ มุ าร เกดิ มหากลยี คุ
ในเมอื งปาฏลบี ตุ ร คอื มจี ลาจลในขา้ ศกึ จากภายนอก มผี อู้ ญั เชญิ พระพทุ ธรตั นพรรณ-
มณีมรกต ลงเรือสำ� เภาล้ีภัยไปยังลังกาทวปี องคพ์ ระแก้วได้ประดษิ ฐานอยทู่ ี่น่ันราว
๒๐๐ ปี
พุทธศกั ราช ๑๐๐๐ โดยประมาณ มกี ษัตริย์แหง่ พุกามประเทศ คอื พระเจ้า
อนุรุทราชาธิราช (มังมหาอโนรธาช่อ-ภาษามอญ) เป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพมาก
ได้ส่งทูตไปยังลังกาปวีปเพื่อขอคัดลอกพระไตรปิฎก และขอพระแก้วมรกตไป
สักการบูชา ตอนขากลับ ขบวนเรือถูกพายุพัดเข้าไปทางอ่าวกัมพูชาแทน พระเจ้า
นารายณ์สุริยวงศ์ เจ้ากรุงอินทปัตถ์มหานคร แคว้นกัมพูชา ให้อ�ำมาตย์คุมส�ำเภา
กลับไปถวายคืนพระเจา้ อนุรุทแต.่ ..ส่งกลบั เพยี งพระไตรปิฎก มิได้สง่ พระแกว้ มรกต
ไปด้วย องค์พระแกว้ จึงประดษิ ฐานอยใู่ นกรงุ อนิ ทปตั ถอ์ ยรู่ ะยะหนง่ึ (ไมไ่ ดร้ ะบุว่า
นานเท่าไหร)่
ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าเสน่ห์ราช เกิดพายุและฝนตกนำ้� ท่วมใหญ่ พระเจ้า
เสน่ห์ราชก็สวรรคตด้วยมหาอุทกภัยน้ันด้วย...มีพระมหาเถระรูปหนึ่งได้อัญเชิญ
พระแกว้ มรกตขึน้ ส�ำเภาหนไี ปยงั ทท่ี ีป่ ลอดภัย
166
พระเจ้าอตติ ะราช (อาทติ ยราช) เจา้ ครองนครอโยธยา ทราบเรอ่ื ง จงึ เสด็จโดย
ขบวนพยหุ ยาตราไปอญั เชญิ พระแกว้ มรกตแลว้ นำ� ไปประดษิ ฐานในพระมหาเวชยนั ต-
ปราสาท ในนครอโยธยา ตอ่ มาอกี หลายรชั กาล
ตอ่ มา เจา้ เมอื งกำ� แพงเพชร พระญาตขิ องกษตั รยิ อ์ โยธยา ไดท้ ลู ขอพระแกว้ มรกต
ข้ึนไปประดิษฐานท่ีเมืองก�ำแพงเพชรอีกหลายรัชสมัย...ประดิษฐานท่ีวัดพระแก้ว
ชากงั ราว ในอทุ ยานประวัติศาสตรก์ �ำแพงเพชร ในปจั จุบนั
ตอ่ มา เจา้ มหาพรหม (พระอนชุ าของพระเจา้ กอื นา กษตั รยิ ล์ า้ นนา) เจา้ ผคู้ รอง
หวั เมอื งฝ่ายเหนือ ๓ เมือง คือ เชียงราย เชยี งแสน และเมืองฝาง ได้ล้ภี ยั สงคราม
ไปอาศัยอยู่กบั พระยาญานดสิ เจ้าเมอื งกำ� แพงเพชร ภายหลงั เมอื่ กลบั เมอื งเชยี งราย
ก็ได้ทูลขอพระแก้วมรกตไปเชียงรายด้วย
เมอื่ เจา้ มหาพรหมชราภาพลง ดว้ ยความเปน็ หว่ งองคพ์ ระแกว้ จงึ ไดพ้ อกปนู จนทบึ
และลงรกั ปดิ ทองเสมอื นพระพทุ ธรปู ทว่ั ๆ ไป แลว้ บรรจไุ วใ้ นเจดยี ว์ ดั ปา่ เยยี ะ ในเมอื ง
เชยี งราย โดยไมม่ ใี ครรู้ จนกระทงั่ เกดิ ฟา้ ผา่ เจดยี ต์ ามทปี่ รากฏในพงศาวดารลา้ นนา...
ตอนที่ ๒ : ประวัตพิ ระแกว้ มรกต
หลกั ฐานประวตั ศิ าสตรบ์ นั ทกึ วา่ พระแกว้ มรกต ประดษิ ฐานอยทู่ เี่ ชยี งรายเปน็
เวลา ๔๕ ปี คอื ในปี พ.ศ. ๑๙๗๙ หลังจากฟา้ ผ่าพระเจดียว์ ดั ป่าเยยี ะหกั พังลงมา
ไดพ้ บองคพ์ ระแลว้ อญั เชญิ ไปประดษิ ฐานในพระวหิ าร ตอ่ มาพบวา่ ปนู ตรงพระนาสกิ
เกิดกะเทาะมองเห็นแก้วสีเขียวสดใสอยู่ภายใน ทางวัดจึงได้ลอกปูนออกและพบ
พระแกว้ มรกตเปน็ แกว้ สเี ขยี วสดใสงามทงั้ องค์ รวมทง้ั เกดิ เหตมุ หศั จรรยห์ ลายประการ
ความทราบถึงกษัตริย์ล้านนาท่ีครองเมืองเชียงใหม่ คือ พระเจ้าสามฝั่งแกน
(พ.ศ. ๑๙๕๕-๑๙๘๕) ได้จัดขบวนช้างไปอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานท่ี
เชยี งใหม่ แตช่ า้ งทมี่ พี ระแกว้ มรกตอยบู่ นหลงั ไมย่ อมไปเชยี งใหม่ แตม่ งุ่ หนา้ ไปลำ� ปาง
167
...พระเจา้ สามฝง่ั แกนจงึ ยอมใหอ้ ญั เชญิ พระแกว้ มรกตไปทล่ี ำ� ปางแทน และอญั เชญิ ไป
ประดิษฐานท่ีวัดพระแกว้ ดอนเต้า ในเมืองล�ำปาง อยู่นานถึง ๓๒ ปี
ครน้ั พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจา้ ตโิ ลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๑๓) กษตั รยิ เ์ ชยี งใหม่
ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากล�ำปางไปเชียงใหม่ ครั้งแรกได้จัดสร้างวิหารให้เป็น
ที่ประดิษฐาน แต่ถูกฟ้าผ่าหลายคร้ังสร้างไม่เสร็จ จึงได้อัญเชิญไปไว้ในซุ้มจระน�ำ
มุขด้านหนึง่ ของพระมหาเจดยี ์ วดั เจดยี ์หลวง ในเมอื งเชียงใหม่ และประดษิ ฐานอยู่
ท่ีวัดแห่งนีเ้ ปน็ เวลานานถงึ ๘๐ ปี
ลถุ งึ ปี พ.ศ. ๒๐๙๔ กษตั รยิ เ์ ชยี งใหมพ่ ระนามวา่ พระเกษมเกลา้ ไดย้ กพระราชธดิ า
พระนามว่า พระนางยอดคำ� ให้เปน็ พระมเหสีของพระเจา้ โพธิสาร กษตั ริย์ล้านชา้ ง
เมืองหลวงอยทู่ ี่เมอื งเชยี งทอง (หลวงพระบางในปจั จุบนั ) ... พระเจ้าโพธสิ าร กบั
พระนางยอดคำ� มพี ระราชโอรสทรงพระนามวา่ พระไชยเชษฐากมุ าร เจา้ ชายหนมุ่ องคน์ ี้
จึงเป็น “หลานตา” ของพระเกษมเกลา้ - กษตั ริยเ์ ชยี งใหม่
เมอ่ื พระไชยเชษฐากมุ ารเจรญิ วยั ได้ ๑๕ พรรษา พระเจา้ ตาทางเชยี งใหมส่ วรรคต
โดยไม่มีทายาทสืบราชสมบัติ ทางเชียงใหม่จึงได้ทูลเชิญพระกุมารพระองค์นี้ไป
ครองราชยเ์ มอื งเชยี งใหม่ ทรงพระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐา
กาลตอ่ มา พระเจา้ โพธสิ าร กษตั รยิ ล์ าวสวรรคต พระเจา้ ไชยเชษฐาจงึ เดนิ ทางไป
ถวายบงั คมพระบรมศพ ไดอ้ ญั เชญิ พระพทุ ธรปู สำ� คญั ของเชยี งใหมไ่ ปดว้ ยหลายองค์
ไดแ้ ก่ พระแกว้ มรกต พระพทุ ธสหิ งิ ค์ พระเสตงั คมณี (พระแกว้ ขาว) พระพทุ ธบษุ ยรตั นฯ์
(พระแก้วขาวเพชรน้ำ� ค้าง) เปน็ ตน้
เมอ่ื ไปถงึ หลวงพระบาง เหลา่ เสนาอำ� มาตยไ์ ดท้ ลู เชญิ พระเจา้ ไชยเชษฐา กษตั รยิ ์
เชยี งใหม่ ขนึ้ เปน็ กษตั ริ ยล์ า้ นชา้ งครองเมอื งหลวงพระบางอกี ดว้ ย...พระองคเ์ หน็ วา่ ยงั
ทรงพระเยาว์ ไมส่ ามารถปกครองทง้ั สองแผน่ ดนิ ได้ จงึ สละราชสมบตั เิ มอื งเชยี งใหม่
เป็นกษัตริย์ล้านช้างเพียงอาณาจักรเดียว แล้วพระเจ้าไชยเชษฐาพระองค์นี้ก็ไม่ได้
168
เสด็จกลับเชียงใหม่อีกเลย...และ พระพุทธรูปท่ีอัญเชิญไปก็ต้องอยู่ที่หลวงพระบาง
เมืองหลวงของลาว ด้วยประการฉะนี้
ทางเชียงใหมไ่ ด้ขอคืนพระพทุ ธรูปหลายครัง้ ได้เพยี งพระพทุ ธสหิ งิ ค์ กับพระ
เสตังคมณี (พระแกว้ ขาว) กลบั คืน ส่วนพระแกว้ มรกตกถ็ กู อญั เชญิ ไปประดิษฐาน
ทหี่ ลวงพระบาง เป็นเวลา ๑๒ ปี
ในปี พ.ศ. ๒๑๒๑ เชยี งใหมต่ กเปน็ เมอื งขนึ้ ของพมา่ ทางหลวงพระบางเกรงวา่
พมา่ จะยกมาตหี ลวงพระบาง จงึ ไดย้ า้ ยเมอื งหลวงลงมาทเี่ วยี งจนั ทร.์ ..และไดอ้ ญั เชญิ
พระแกว้ มรกตไปประดษิ ฐานทีเ่ วยี งจันทร์ นานถึง ๒๑๕ ปี
ลดั ประวตั ศิ าสตรม์ าถงึ สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาตอนปลาย เมอื งเวยี งจนั ทรเ์ ปน็ เมอื งขนึ้
ของกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อกรุงศรีอยุธยามีศึกหนักกับพม่าจนเสียกรุงในท่ีสุด ทาง
เวยี งจนั ทรจ์ ึงถือโอกาสแขง็ เมือง และแยกตัวเปน็ อสิ ระจากอยุธยา
ครนั้ เมอื่ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชกอบกเู้ อกราชและตง้ั ราชธานใี หมแ่ ลว้ จงึ โปรดฯ
ใหเ้ จา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ กึ (รชั กาลท่ี ๑) ไปตเี วยี งจนั ทรก์ ลบั คนื มาเปน็ เมอื งขน้ึ ดงั เดมิ
แลว้ ไดอ้ ญั เชญิ พระแกว้ มรกต และพระบาง มาประดษิ ฐานยงั แผน่ ดนิ ไทยในปี พ.ศ.
๒๓๒๑
พระแกว้ มรกตไดป้ ระดษิ ฐานทวี่ ดั อรณุ ราชวราราม ในกรงุ ธนบรุ ี เปน็ เวลา ๓ ปี
จนกระทง่ั สมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก ยา้ ยมาสรา้ งเมอื งหลวงใหมท่ างฝง่ั พระนคร
จงึ ไดอ้ ญั เชญิ พระแกว้ มรกตมาประดษิ ฐานในพระอโุ บสถวดั พระศรรี ตั นศาสดารามใน
พระบรมมหาราชวงั ตง้ั แต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๔ สบื เน่อื งมาจนปัจจุบนั
169
เริ่มคณะธรรมยุตในภาคเหนือ
ท่านหลวงปใู่ หญ่ พระอบุ าลคี ณุ ูปมาจารย์ (จนั ทร์ สิริจนโฺ ท) เดินทางไปรบั
ต�ำแหน่งเจา้ อาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวหิ ารในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ปนี ั้นท่านมอี ายุ ๗๑ ปี
อายุพรรษา ๕๑ ขณะนั้นในจังหวัดเชียงใหม่ได้มีพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย
เกิดขน้ึ ก่อนแลว้
หลวงพอ่ พระพุทธพจนวราภรณ์ (จนั ทร์ กสุ โล) ไดเ้ ขียนเลา่ ถึงความเปน็ มา
ของคณะธรรมยตุ กิ นิกายภาคเหนอื ดังนี้ :-
“กอ่ นจะเลา่ ความเปน็ มาของพระสงฆค์ ณะธรรมยตุ ในภาคเหนอื จำ� เปน็ ตอ้ งเรม่ิ
จากประวตั ขิ องท่านเจา้ คณุ พระนพสี ีพศิ าลคณุ (ค�ำปงิ ) ก่อน เพราะทา่ นผนู้ ้ีเกยี่ วกับ
การเร่มิ ตั้งพระสงฆค์ ณะธรรมยตุ ในภาคเหนอื นมี้ าก...
ท่านเจ้าคุณพระนพสี ีพศิ าลคณุ (พระมหาคำ� ปิง) เกดิ ทบ่ี ้านลวงเหนือ ตำ� บล
ลวงเหนือ อ�ำเภอดอยสะเก็ด จงั หวดั เชียงใหม่ ท่านมีเชื้อสายไทยลอื้ มาจากแควน้
เชียงตงุ ปจั จุบนั อยู่ในรัฐฉานของพมา่
ตอนเปน็ เด็ก ด.ช.ค�ำปงิ มรี ูปรา่ งลกั ษณะหนา้ ตาดี ศรี ษะเหมือนช้าง แสดงว่า
เปน็ คนมปี ญั ญา ไดบ้ รรพชาเปน็ สามเณรแลว้ ตดิ ตามพระปนิ ตามาอยวู่ ดั หวั ขว่ ง ใกลป้ ระตู
ช้างเผือกในเมืองเชียงใหม่
วนั หนง่ึ กรมพระสวสั ดวิ์ ฒั นวศิ ษิ ฏ์ (โยมอปุ ฏั ฐากวดั บรมนวิ าสทา่ นหนง่ึ ) เสดจ็ มา
ประทับท่ีเชียงใหม่ ได้ทอดพระเนตรเห็นสามเณรค�ำปิงก�ำลังเดินบิณฑบาต รู้สึก
พอพระทยั ในรปู สมบัติและทา่ ทางกริ ิยาทีเ่ รียบร้อยของสามเณร จงึ ตรัสชวนให้ลงไป
กรงุ เทพฯ พรอ้ มกบั พระปนิ ตา แลว้ นำ� ไปฝากกบั สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยา-
วชิรญาณวโรรส วัดบวรนเิ วศวหิ าร
170
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพอพระทัย โปรดให้เป็นศิษย์และให้อยู่อย่าง
ใกล้ชิด
สามเณรค�ำปิง อุปสมบทเป็นพระภิกษุท่ีวัดบวรนิเวศวิหาร สอบเปรียญได้
๓ ประโยค เปน็ พระมหาคำ� ปิง แลว้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ รบั สง่ั ให้กลับมาอยู่
เชยี งใหม่ พรอ้ มกบั พระปนิ ตา โดยมาพกั ทวี่ ดั เจดยี ห์ ลวง ไดร้ บั การอปุ ถมั ภจ์ ากเจา้ นาย
เปน็ อยา่ งดี
พระมหาค�ำปิงกลับมาจ�ำพรรษาท่ีวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง
ไดร้ บั สมณศกั ดทิ์ ี่ พระครนู พสี ีพศิ าลคณุ แล้วกลบั ไปเชยี งใหม่ ไปพกั จ�ำพรรษาท่ี
วดั เจดยี ห์ ลวงดงั เดมิ
ในเชียงใหม่ขณะน้นั มอี ุบาสกเช้ือสายพม่า ชอ่ื อนิ ตะ๊ คอ่ อยู่บา้ นถ�้ำเชยี งดาว
อำ� เภอเชยี งดาว เปน็ คนมคี วามรเู้ รอ่ื งธมั มะธมั โมกวา้ งขวาง โดยเฉพาะในปรมตั ถธรรม
อินต๊ะค่อ มักจะไปถามปัญหาธรรมกับพระในวัดต่างๆ ไม่มีพระรูปใดที่จะ
สามารถตอบปัญหาธรรมให้เป็นท่ีพอใจได้ เขาจึงเป็นอุบาสกที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็น
ทีร่ ู้จักทั่วไป และเปน็ ผูท้ ่ีเจา้ นายนับถืออยูใ่ นขณะน้ัน
ไดม้ ผี แู้ นะนำ� อนิ ตะ๊ คอ่ ไปถามปัญหาธรรมกบั พระครนู พีสีพิศาลคุณ (พระมหา
ค�ำปงิ ) ที่วัดเจดีย์หลวง
เมอื่ อนิ ตะ๊ คอ่ ไดไ้ ปเหน็ รปู สมบตั แิ ละคณุ สมบตั ขิ องทา่ นพระครนู พสี ฯี พรอ้ มทง้ั
ไดร้ บั คำ� ตอบปญั หาธรรมตรงตามความเขา้ ใจของตวั เองทมี่ อี ยู่ “เกดิ ปตี คิ วามเลอ่ื มใส
ถงึ กบั กม้ ลงกราบทเ่ี ทา้ พระครนู พสี ฯี พรอ้ มทงั้ เปลง่ วาจาแสดงความดใี จ และประกาศตน
เป็นศิษยต์ ้ังแตบ่ ดั นั้นเปน็ ต้นมา”
อนิ ตะ๊ คอ่ ไดช้ กั ชวนบรรดาเจา้ นาย และอบุ าสก และอบุ าสกิ า ผสู้ นใจทางศาสนา
ไปฟังธรรมจากสำ� นกั ท่านพระครูนพสี ีฯ เป็นประจำ� เมอ่ื ตา่ งได้รบั รสพระธรรม จึงมี
171
ผู้เล่ือมใสพอใจในการปฏิบัติธรรมมากข้ึน จึงได้พร้อมใจกันขออาราธนาท่าน
พระครนู พสี ฯี ยา้ ยจากวดั เจดยี ห์ ลวง มาอยวู่ ดั หอธรรม ขณะนนั้ ยงั รกรา้ งวา่ งเปลา่ อยู่
เดิมทีเดียว วดั เจดียห์ ลวง มีกำ� แพงชน้ั ในลอ้ มรอบทง้ั ๔ ด้าน ภายในก�ำแพง
ช้ันในมีเพียงพระวิหารหลวงและองค์พระเจดีย์เป็นเขตพุทธาวาส ส่วนพระสงฆ์อยู่
นอกก�ำแพงชั้นใน ๔ มมุ คงจะเรียกคณะมากกว่า คอื คณะพนั เตา คณะหอธรรม
คณะสุขมิน้ และคณะสบฝาง
คณะข้างต้นน้ีแต่เดิมเรียกว่า วัด ที่อยู่รอบนอกก�ำแพงที่เป็นเขตพุทธาวาส
เป็นกลุ่มวดั ๔ วดั แต่ละวดั มีเจา้ อาวาสหรอื หวั หน้าส�ำนกั ปกครองดแู ลเป็นอิสระ
ต่อมาภายหลัง เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ได้มาเป็นเจ้าอาวาส
วดั เจดยี ห์ ลวง จงึ ไดร้ วม ๓ วดั คอื วดั หอธรรม วดั สขุ มน้ิ และวดั สบฝาง เขา้ ดว้ ยกนั
เป็นวัดเจดยี ห์ ลวงวัดเดียว
สว่ นวัดพนั เตา ไมป่ ระสงคจ์ ะรวมด้วย กย็ ังเป็นวดั หน่งึ อกี ต่างหาก มกี ำ� แพง
ก้นั กลางกบั วดั เจดยี ห์ ลวง ทา่ นทเี่ คยไปนมสั การวัดเจดยี ์หลวงคงจะทราบดี
ตัง้ หลกั คณะธรรมยตุ ที่วดั หอธรรม
ระหว่างที่ท่านพระครูนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาค�ำปิง) มาอยู่วัดหอธรรมน้ัน
ท่านได้ชวนสามเณรหมื่น จากวัดเชียงยืนมาอยู่ด้วย และได้ส่งไปเรียนบาลีท่ีวัด
บวรนเิ วศวหิ าร กรงุ เทพฯ
สามเณรหม่นื ไดอ้ ปุ สมบทเปน็ พระ และสอบเปรยี ญ ๓ ได้ แล้วกลบั มาอยู่
วัดหอธรรม มาภายหลังเป็นท่ีรู้จักท่ัวไปว่า “ท่านมหาหม่ืน นักประวัติศาสตร์ของ
ลา้ นนาไทย”
172
นอกจากท่านมหาหมื่นแล้ว ท่านพระครูนพีสีฯ ยังได้ส่งพระไปเรียนบาลีท่ี
วัดบวรนิเวศวิหารหลายรูป ที่ได้เปรียญกลับมาก็มี พระมหาชุบ พระมหาบาง
พระมหาแจ่ม พระมหาทอง ระหว่างที่พระครูนพีสีฯ มาต้ังหลักคณะธรรมยุตอยู่
ท่ีวัดหอธรรมนั้น เกียรติคุณความดีของท่านก็ทราบไปถึงพ่อเจ้าอินทวโรรส และ
แม่เจา้ ทิพยเนตร มีความประสงค์อยากจะพบและสนทนาวสิ าสะด้วย จึงไดอ้ าราธนา
ทา่ นพระครนู พสี ฯี ไปทคี่ มุ้ หลวง (อยใู่ นบรเิ วณโรงเรยี นยพุ ราชวทิ ยาลยั ในปจั จบุ นั )
พ่อเจ้าฯ และแม่เจ้าฯ เกิดศรัทธาเลื่อมใส มีความประสงค์อยากจะพบและ
สนทนาบ่อยๆ ตอ้ งการใหม้ าอยู่ใกล้ จึงไดส้ ร้างกุฏถิ วายท่ีวัดเชยี งมั่น แล้วอาราธนา
พระครนู พสี ีฯ มาพักจำ� พรรษาท่นี ั่น พอ่ เจ้าฯ และแมเ่ จ้าฯ ไดใ้ หก้ ารอุปถัมภ์บำ� รงุ
และถวายการยกยอ่ งนบั ถอื มาก ถงึ ขนาดวา่ ใครนินทาวา่ ร้ายทา่ นพระครฯู กจ็ ะถกู
ลงโทษเฆย่ี นตเี อาทเี ดียว
เนอื่ งจากทา่ นพระครนู พสี ฯี มบี คุ ลกิ ลกั ษณะสงา่ งามนา่ เกรงขามอยแู่ ลว้ เมอื่ ได้
รบั การยกยอ่ งเชดิ ชจู ากพอ่ เจา้ ฯ อกี จงึ เสรมิ สรา้ งบารมที า่ นพระครฯู ใหเ้ หน็ ประหนง่ึ
วา่ เป็นผมู้ ีอำ� นาจราชศกั ดิ์ แมพ้ ่อเจ้าฯ และแมเ่ จ้าฯ กพ็ ลอยเกรงขามไปด้วย ดงั จะ
เหน็ ว่าท่านพระครูฯ สามารถชักชวนพอ่ เจ้าฯ ให้มารักษาอโุ บสถศลี ได้ตลอดพรรษา
ดว้ ยความดีความชอบในการบ�ำเพ็ญศาสนกจิ มาโดยลำ� ดับ ทา่ นพระครูนพีสีฯ
ได้รับหนงั สือให้ลงไปกรงุ เทพฯ และได้รบั พระราชทานแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ
ในนามเดิมว่า พระนพีสีพิศาลคุณ แล้วท่านก็กลับมาพักจ�ำพรรษาท่ีวัดเชียงม่ัน
ในเมอื งเชยี งใหม่ ตามเดมิ
แนน่ อน ความเคารพนบั ถอื ทพ่ี อ่ เจา้ อนิ ทวโรรส มตี อ่ ทา่ นเจา้ คณุ พระนพสี พี ศิ าลคณุ
กต็ อ้ งมีมากขึน้ เป็นเงาตามตัว
ครง้ั หนึ่ง ทา่ นเจ้าคุณนพีสีฯ กลบั ไปเย่ียมวดั ศรีมงุ เมือง ท่ีอ�ำเภอดอยสะเก็ด
ซง่ึ เปน็ วดั เดิมของท่าน พ่อเจา้ ฯ ยงั ยอมมอบชา้ งทนี่ ัง่ ของพอ่ เจ้าฯ ให้นั่งไป
173
ความเจรญิ คกู่ บั ความเสอ่ื ม
ตามหลักอนิจจัง “ความเจรญิ กับความเสอ่ื มเป็นของคกู่ ัน เหมือนสว่างกับมดื
ชะตากรรมของบา้ นเมอื งและของบคุ คลกห็ นีหลกั ธรรมดาน้ไี มพ่ ้น”
ในกรณีของทา่ นเจา้ คณุ พระนพีสพี ิศาลคณุ ทเ่ี คยรุ่งโรจนม์ ากก็มาถงึ จุดตกตำ่�
เมื่อชาวเมอื งเชยี งใหมไ่ ดส้ ญู เสียพอ่ เจา้ อนิ ทวโรรส ผูเ้ ปน็ ทร่ี ักของประชาชนไป เม่ือ
วันท่ี ๕ ธันวาคม ๒๔๕๒ รวมทัง้ อุบาสกอนิ ต๊ะคอ่ ผู้มีสว่ นเสรมิ สรา้ งบารมีใหแ้ ก่
ทา่ นเจา้ คณุ ฯ ก็ถงึ แกก่ รรมแลว้ เช่นกัน
ท่านเจ้าคณุ พระนพีสีฯ กข็ าดองค์อปุ ถัมภ์ และขาดผ้ใู ห้การสง่ เสริมท่ีเป็นหลกั
อ�ำนาจวาสนาบารมีของท่านท่ีเคยรุ่งโรจน์โชติช่วงก็ริบหร่ีลดน้อยถอยลงโดยล�ำดับ
ภารกิจในการเทศนาส่ังสอนทีว่ ดั เชยี งม่ันกล็ ดนอ้ ยเบาบางลงดว้ ย
ทา่ นเจา้ คุณพระนพสี ีฯ ไดก้ ลบั มาอยูว่ ดั หอธรรมตามเดมิ
หลงั จากน้ันไม่นาน ท่านเจ้าคุณพระนพีสฯี กจ็ าริกไปส่แู ควน้ เชยี งตุง ไปเยย่ี ม
เจา้ ฟา้ เชยี งตงุ บดิ าของเจา้ พรหมลอื จากนนั้ ทา่ นเจา้ คณุ พระนพสี ฯี กก็ ลบั เชยี งใหม่
อกี คร้งั แต่กลับไปอยู่ท่วี ดั ศรมี งุ เมอื ง อำ� เภอดอยสะเก็ด วดั บ้านเดิมของท่าน
ทสี่ ำ� นกั วดั หอธรรม ซงึ่ เปน็ ทต่ี งั้ ของคณะธรรมยตุ ในเมอื งเชยี งใหมน่ น้ั ไดอ้ าศยั
พระสมหุ ป์ น๋ั (ภายหลงั ไดร้ บั แตง่ ตงั้ เปน็ พระครพู ทุ ธโิ ศภณ) กบั ทา่ นมหาหมน่ื ปกครอง
ต่อมา
ทางดา้ นทา่ นเจา้ คณุ พระนพสี พี ศิ าลคณุ อยทู่ วี่ ดั ศรมี งุ เมอื ง ดอยสะเกด็ ไดไ้ มน่ าน
กล็ าสกิ ขา แลว้ กลับไปอยู่เชยี งตงุ จนอวสานแหง่ ชวี ิต
ทางด้านวดั เจดีย์หลวง วดั หอธรรม ที่เคยรุ่งเรอื งด้วยอำ� นาจบุญบารมีของทา่ น
เจ้าคุณพระนพีสีพิศาลคุณ ก็เร่ิมซบเซา ศรัทธาลดถอยลง ต่อมาเมื่อท่านเจ้าคุณ
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้รับอาราธนาให้มาเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดเจดีย์หลวง
จึงได้กู้ศรัทธากลับคืน ได้พัฒนาวัดเจดีย์หลวงจนเจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลาง
ของคณะสงฆ์ธรรมยตุ ในภาคเหนอื มาจนทกุ วนั น้ี
174
หนงั สืออา้ งอิง
รศ.ดร.ปฐม - รศ.ภัทรา นิคมานนท์, ตุลาคม ๒๕๕๘, พระอบุ าลคี ุณูปมาจารย์
(หลวงป่ใู หญ่ จันทร์ สิริจนฺโท) เล่ม ๑.
รศ.ดร.ปฐม - รศ.ภทั รา นคิ มานนท,์ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๙, พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์
(หลวงป่ใู หญ่ จนั ทร์ สิรจิ นโฺ ท) เล่ม ๒.
คำ� แผ่กศุ ลแกส่ รรพสตั ว์
ณ วัดป่าอมั พโรปัญญาวนาราม
ในพระอปุ ถมั ภ์ สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก
ตำ� บลคลองกวิ่ อำ� เภอบา้ นบงึ จังหวดั ชลบรุ ี
วันศกุ รท์ ี่ ๒๔ พฤศจกิ ายน พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ดิถีขนึ้ ๖ ค�ำ่ เดอื น ๑
ขอบุญกุศลจรยิ า อันขา้ พเจา้ ทัง้ หลายได้บำ� เพญ็ ด้วยดีแล้ว ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนั้นมีนามว่า วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ประกอบดว้ ยปชู นียวตั ถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาที่ประชุม
อาคารพพิ ธิ ภณั ฑท์ ่ีประมวลธรรมโอวาทของพระสปุ ฏปิ นั โน ถนนลาดยางกว้าง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ�้ สาธารณทาน กำ� แพงรอบพนื้ ทยี่ าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดทั้งบุญกริ ิยาแหง่ การบำ� เพญ็ ทาน รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา ด้วยน�ำ้ ใจศรทั ธาเลื่อมใส
มน่ั คงในพระรตั นตรยั ดง่ั นี้ ขา้ พเจา้ ขอตงั้ สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพทุ ธศาสนา เปน็ ปฐม
อน่งึ ขอสรรพสัตวท์ ง้ั หลาย ไมม่ ีทส่ี ุด ไม่มปี ระมาณ, จงมสี ว่ นแหง่ บุญทีข่ า้ พเจ้า
ไดท้ ำ� ในบดั น,้ี และแหง่ บญุ อน่ื ทไี่ ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซงึ่ เปน็ ทรี่ กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อน่ื ทเี่ ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ ง้ั หลายตง้ั อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ ง้ั ๓,
อย่ใู นก�ำเนิดทั้ง ๔, มขี นั ธ์ ๕ ขนั ธ,์ มีขันธ์ขันธ์เดียว, มีขนั ธ์ ๔ ขันธ์, ก�ำลังทอ่ งเทย่ี ว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น
จงอนุโมทนาเองเถดิ , ส่วนสัตวเ์ หลา่ ใดยังไมร่ ู้ส่วนบญุ น้ี, ขอเทวดาทัง้ หลายจงบอกสัตว์
เหลา่ นั้นให้รู้
เพราะเหตทุ ไี่ ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทขี่ า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ งั้ หลายทงั้ ปวง, จงเปน็
ผู้ไม่มเี วร, อยู่เปน็ สขุ ทกุ เมอ่ื , จงถงึ บทอนั เกษมกลา่ วคือพระนพิ พาน, ความปรารถนาที่
ดงี ามของสตั ว์เหล่านนั้ จงสำ� เร็จเถดิ , สาธุ สาธุ สาธุ