ธรรมทน่ี ำ� ความสขุ มาใหน้ น้ั ไดแ้ ก่ ความสงบ ทอี่ งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
ทรงค้นพบว่า นตั ถิ สันตปิ ะรัง สุขัง สุขอนื่ ยิ่งกวา่ ความสงบไมม่ ี ท่ีเราปฏิบัติ ให้ทาน
รกั ษาศีล เจรญิ ภาวนา เพอ่ื สร้างปัญญามาอบรมจิตใจใหส้ งบนัน้ เอง เปน็ จดุ หมาย
ปลายทางทเ่ี ราตะเกยี กตะกายพยายาม ถงึ แมว้ า่ จะไมส่ งบในเบอ้ื งตน้ แตเ่ มอ่ื เราสรา้ ง
สติสร้างปัญญาสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว ก็สามารถถอดถอนสิ่งท่ีมาก่อกวนจิตใจท่ีเคย
ทำ� ใหเ้ ราหลงใหลปรงุ แตง่ สรา้ งแลว้ ปรารถนาอกี ใหม้ กี ำ� ลงั ลดนอ้ ยถอยลง ใหเ้ หลอื สติ
ทจ่ี �ำเพาะธรรมธาตุ คอื ธาตุรู้ จติ ใจจริงๆ
ถา้ พูดถึงธาตุร้แู ล้ว เม่อื ชำ� ระออกแล้ว เป็นธาตุทม่ี คี วามสมบรู ณ์บริบรู ณใ์ นตัว
ของเขาเอง แต่ธาตรุ ู้นี้ปราศจากการดแู ลคุ้มครองรักษา เม่อื ได้รับการคุ้มครองดูแล
รกั ษาขดั เกลาดแี ลว้ กจ็ ะเปน็ เหมอื นกบั เพชรนำ้� หนงึ่ จะตกอยทู่ ไ่ี หนกต็ ามกย็ งั เปน็ เพชร
นำ�้ หนงึ่ อยนู่ ่นั ไม่มเี ปลย่ี นแปลงเป็นอย่างอ่ืน แต่เมือ่ ยังไมไ่ ด้ขัด ยังอยู่ในดนิ ยังอยู่
ในหนิ มมี ลทนิ เจอื ปนอยู่ จะหาตวั เพชรนำ้� หนง่ึ นน้ั เกอื บจะมองไมเ่ หน็ เลย ไมม่ วี แี่ วว
ท่ปี รากฏ ต่อเม่อื ขัดข้นึ มาแลว้ สงิ่ เหล่านัน้ จึงปรากฏข้นึ ได้ ฉนั ใดก็ฉันน้ัน จิตใจน้ี
ถ้าได้รับการอบรมอย่างถูกต้อง พยายามเจียระไนเอาสิ่งที่แข็งกล้าท่ีมีมลทินติดอยู่
ในนน้ั ใหห้ ลดุ รว่ งออกไปไดแ้ ลว้ จะเขา้ สธู่ าตทุ ผี่ อ่ งใสและบรสิ ทุ ธ์ิ เปน็ ธรรมชาตอิ ยใู่ น
ตวั ของมนั เอง จติ ใจถา้ ถงึ ธาตแุ ทแ้ ลว้ ไมม่ ปี ญั หาทจ่ี ะตอ้ งดนิ้ รนกระเสอื กกระสนหรอื
หวิ โหยจะต้องไปหาสง่ิ นนั้ สงิ่ นี้
จติ ใจนม้ี นั มขี นั ธห์ า้ มาผสมอยดู่ ว้ ย แลว้ ขนั ธห์ า้ เปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลาเปน็
ของทไี่ มม่ น่ั คง เรามวั ปรงุ แตง่ คดิ นกึ ดว้ ยอำ� นาจแหง่ ความหลงวา่ จะไดค้ วามสขุ นกึ วา่
จะออกจากทกุ ขไ์ ด้ แทท้ จ่ี รงิ ขนั ธห์ า้ นน่ั พาไปหา ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ทำ� ใหจ้ ติ เกดิ
โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกขะ โทมนัส เสยี ใจเพราะ ชาติ ชรา มรณะ นน้ั เกดิ ความทุกขก์ าย
ทุกขใ์ จขึน้ มา อาการทุกขท์ งั้ หลายมไี ด้โดยอยา่ งน้ี
เราทง้ั หลายพงึ สำ� เหนยี ก ระลกึ ศกึ ษา นำ� มาประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ฝกึ หดั อบรมรกั ษา
จติ ใจของเรา ใหผ้ อ่ งแผว้ สงบสขุ เรยี กวา่ ทำ� จติ ของตนใหผ้ อ่ งใส ปรโิ ยทะปะนงั เอตงั
พุทธานะ สาสะนัง นเ้ี ปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจ้าทัง้ หลาย คอื พระพุทธเจ้าทงั้ หลาย
142
ทกุ ๆ พระองคต์ ง้ั แตอ่ ดตี ทผี่ า่ นมาแลว้ ลว้ นแตส่ อนเหมอื นกนั หมด สอนใหเ้ ราพยายาม
ละความชว่ั หา่ งไกลจากความช่วั สอนใหเ้ ราทำ� ความดี สอนให้เราช�ำระจติ ใจของเรา
ใหห้ มดจดสะอาดจากมลทนิ แมพ้ ระพทุ ธเจา้ ทจี่ ะมาตรสั รใู้ นอนาคตขา้ งหนา้ อกี กล็ ว้ น
แตส่ อนเชน่ เดยี วกนั เพราะฉะนน้ั เราไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งรอพระพทุ ธเจา้ ขา้ งหนา้ ถา้ เราสามารถ
เขา้ ใจแลว้ นำ� มาใชป้ ฏบิ ตั ใิ หพ้ น้ ทกุ ขใ์ นชาตนิ ดี้ ที เี ดยี ว ในปจั จบุ นั นมี้ ปี ระโยชนท์ เี ดยี ว
ขอใหเ้ ราทง้ั หลายสำ� เหนยี กสำ� นกึ ระลกึ ศกึ ษา นำ� เขา้ มาเรยี กวา่ โอปนยโิ ก นอ้ มเขา้ มา
ในจติ ใจของเรา เราพยายามแยกปลอ่ ยวางขนั ธห์ า้ ชวั่ คราว แลว้ สรา้ งสตมิ าระลกึ ธรรม
ประจ�ำจิตดว้ ยคณุ พระพทุ ธเจา้ มาเปน็ อารมณ์
นกึ พทุ โธ ลมหายใจเขา้ พทุ ลมหายใจออก โธ แมแ้ ตล่ มหายใจเขา้ ออกกท็ ำ� ใจ
ใหส้ บาย ปล่อยวางภาระขนั ธห์ า้ อยา่ ไปนกึ ถึงหรือพัวพันกับรปู กด็ ี เวทนาสุขทุกข์
ท่ีก�ำลงั นั่งอยู่กด็ ี สญั ญาอารมณต์ ่างๆ ก็ดี สงั ขารทเ่ี คยปรงุ เคยแตง่ กด็ ี ท่ีเราเก็บไว้
ผา่ นทางวญิ ญาณตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเปน็ จกั ขวุ ญิ ญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวญิ ญาณ เรากอ็ ยา่
ไปพวั พนั รบั รู้สิง่ เหล่านน้ั แลว้ มาเอาแตใ่ จดวงเดยี ว พุทโธๆ แต่งใจของเราให้สบาย
กำ� หนดโอภาสแสงสวา่ งในพทุ โธ คอื ความบรสิ ทุ ธ์ิ สะอาดหมดจด อยา่ กำ� หนดความโลภ
ความไมร่ ู้ แตใ่ หก้ ำ� หนดพทุ โธ แลว้ กำ� หนดความรคู้ วามสวา่ งในพทุ โธใหป้ รากฏชดั ใน
จติ ใจของเรา
ถา้ เราทำ� อย่อู ยา่ งนี้ เมอ่ื จิตต้ังมั่นเปน็ สมาธขิ าดจากอารมณภ์ ายนอกเข้าสู่ความ
สงบแลว้ จะปรากฏความสงบความสขุ วเิ วกเกดิ ขน้ึ ในใจของเราเปน็ พยานหลกั ฐานใน
ธรรมคำ� สอนทเี่ ราไดย้ นิ ไดฟ้ งั มา จะไดม้ ศี รทั ธาเชอ่ื มน่ั เพราะมนั เกดิ ในตวั ของเราเอง
ไมต่ อ้ งถามใคร สิน้ สงสัยเรอ่ื งการปฏิบตั เิ รือ่ งบญุ เร่อื งบาป เพราะฉะนั้น ขอใหเ้ รา
ทง้ั หลายตง้ั ใจปฏบิ ัติ ไดบ้ รรยายมายตุ ิเพียงเท่านี้ก่อน แต่น้ไี ปใหภ้ าวนาตอ่ สมควร
แก่เวลาแลว้ จงึ เลกิ พรอ้ มกนั
143
อารมณก์ ับใจ
โปรดท�ำความเข้าใจในการปฏิบัติเบ้ืองต้นเล็กน้อยเสียก่อน การภาวนา
ความมุ่งหมายก็เพ่ือเราทั้งหลายได้มีโอกาสมาดูใจของเรา เพราะใจของเรานี่แหละ
เป็นรากเหงา้ ของความสขุ และความเจรญิ เปน็ รากเหงา้ เป็นมลู ของมรรคผลนิพพาน
ความดีทั้งหลายก็มาจากใจ สิ่งที่ไม่ดีท้ังหลายที่ผลิตผลออกมาให้เราได้ประสบ
ความทุกขท์ รมานทนได้ยากก็ลว้ นแต่มาจากใจ เพราะฉะน้นั เราควรให้ความส�ำคัญ
เปน็ อย่างมากกบั การปฏบิ ตั ิดจู ิตใจของเรา
เมื่อเป็นเช่นน้ี ให้มีสติระลึกใจของเรา รู้ใจของเรา ใจนั้นเป็นของละเอียด
เป็นนามธรรม เราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยส่ิงอ่ืนนอกจากสติที่ระลึกถึงอารมณ์ท่ี
เกดิ ขึ้นกับใจ เพราะวา่ ถา้ ไมม่ ใี จก็ไม่มอี ารมณ์ ถา้ มีอารมณ์ก็ตอ้ งมีใจเป็นของคกู่ ัน
เพราะฉะนนั้ อารมณก์ บั ใจจงึ แยกกนั ไมอ่ อก ความไดอ้ ารมณด์ กี เ็ พราะใจดี ไดอ้ ารมณ์
ไม่ดีกเ็ พราะใจไมด่ ี ความไมร่ ูจ้ กั สิ่งทดี่ แี ละไม่ดกี ็เพราะอารมณท์ ไี่ ม่รู้ มอี ยใู่ นใจ
เนอ่ื งดว้ ยเหตนุ ้ี การรจู้ กั ใจกต็ อ้ งอาศยั สงั เกต อาศยั ความระลกึ รตู้ วั ของเราเอง
เพราะใจนนั้ ไมอ่ ยนู่ งิ่ มนั คดิ อารมณ์ มนั ปรงุ อารมณ์ มนั เสวยอารมณต์ า่ งๆ อยตู่ ลอดเวลา
เม่ือใจปรุงแต่งคิดนึกหยุดแล้วเราจ�ำเป็นจะต้องหาอุบายฝึกอบรม ถ้าจะคิดก็ให้คิด
ในสิง่ ท่มี ีประโยชน์ หรอื มีแนวโน้มไปในส่ิงทีใ่ ห้เกดิ ประโยชน์ เพราะว่าความคดิ นัน้
เราอาจจะไมร่ ้จู กั เลือก เราตอ้ งเลือกเอาตามธรรมที่พระองค์วางไว้ ไมใ่ ชเ่ ลือกตามท่ี
144
เราชอบ ส่วนที่เราชอบหรือไม่ชอบน้นั มันเปน็ มาตรฐานของเราทจี่ ะเอาเป็นกฎเกณฑ์
ในการตัดสนิ ใจไม่ได้ ถ้าบุคคลเชอื่ ใจเราแล้ว เราก็ไม่จำ� เปน็ จะตอ้ งมีธรรมะคำ� สอน
พระพทุ ธเจา้ เพราะใจเรากส็ ามารถคิดได้ ระลกึ ได้ รไู้ ด้ แต่ความรูจ้ ากจติ ใจของเรา
ท่ียงั ไม่ไดช้ ำ� ระสะสางให้สะอาดให้ฉลาดรู้ทนั ตามความเป็นจริง ยังถอื เปน็ กฎเกณฑ์
หรอื มาตรฐานไมไ่ ด้ เราจะถอื กฎเกณฑต์ ามทเ่ี ราชอบและไมช่ อบนน้ั ไมไ่ ด้ เราตอ้ งอาศยั
ธรรมะอันเป็นธรรมค�ำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ได้
ฝึกอบรมจิตใจของพระองค์จนได้มาตรฐานแล้ว ธรรมที่ออกจากจิตใจผู้ฝึกฝนน้ัน
หมดจด สะอาด ถกู ตอ้ ง แม่นยำ� ตามความเป็นจริง เราจงึ ควรถอื เป็นเนตแิ บบฉบับ
เปน็ มาตรฐานได้
เพราะฉะน้นั เม่ือเราจะถงึ ก็ขอใหถ้ ึงพระพทุ ธเจ้าเป็นทพ่ี ่ึง เมื่อเราจะถึงกใ็ ห้ถงึ
พระธรรมเปน็ ทพ่ี งึ่ เมอ่ื เราจะถงึ กข็ อใหถ้ งึ พระสงฆเ์ ปน็ ทพ่ี งึ่ พระพทุ ธเจา้ กด็ ี พระธรรม
กด็ ี พระสงฆก์ ด็ ลี ว้ นแตเ่ ปน็ มาตรฐานในการฝกึ ในการอบรมในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม
จะไมเ่ ปน็ การผดิ หวงั ไมผ่ ดิ พลาด เปน็ มาตรการทรี่ บั รองในบณั ฑติ ทง้ั หลาย ผรู้ ทู้ ง้ั หลาย
เพราะเหตุใด กเ็ พราะพระพทุ ธเจ้าน้ันพระองค์บรสิ ทุ ธ์ิ กายก็บรสิ ุทธิ์ วาจากบ็ รสิ ทุ ธิ์
จติ ใจกบ็ รสิ ทุ ธ์ิ ไมม่ มี ลทนิ เครอื่ งเศรา้ หมองพอทจ่ี ะเคลอื่ นคลาดวปิ ลาสจากความจรงิ
ส่วนพระธรรมที่พระองค์ทรงสอนจากจิตใจบริสุทธิ์จึงเป็นพระธรรมที่แท้จริง
เป็นพระธรรมทบี่ รสิ ุทธิด์ ว้ ย
เพราะฉะนน้ั พระธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ทเ่ี รยี กวา่ สวากขาโต ภะคะวะตา
ธมั โม พระธรรมทพี่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงแสดงดแี ลว้ ทรงตรสั รชู้ อบแลว้ พระองคส์ อน
เพื่อหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ท้ังหลายโดยส่วนเดียว ส่วนพระองค์น้ันพระองค์
พอแลว้ ไมต่ ้องการอะไรเปน็ เคร่ืองตอบแทนจากการส่งั สอน สงเคราะห์อนเุ คราะห์
ประชาชน พระองค์มคี วามบริสทุ ธใ์ิ นเรอื่ งนเ้ี ป็นอยา่ งยง่ิ มแี ตส่ ละ มแี ตท่ ุ่มเท มแี ต่
สงเคราะหอ์ นเุ คราะหด์ ว้ ยจติ เมตตาสว่ นเดยี ว พระองคท์ รงสอนพวกเราผยู้ งั ไมฉ่ ลาด
ในทางธรรม อยากให้เราทั้งหลายฉลาดในทางธรรม ผู้ยังไม่ร้ธู รรม ยงั ไม่เหน็ ธรรม
ตามความเป็นจริงก็มีจิตเมตตาปรารถนาอยากจะให้เราทั้งหลายได้รู้ธรรมเห็นธรรม
145
ไดเ้ ขา้ ถงึ ธรรม ใหม้ สี ว่ นไดร้ ไู้ ดเ้ หน็ ธรรมทพ่ี ระองคไ์ ดต้ รสั รแู้ ลว้ พระองคไ์ ดเ้ หน็ แลว้
พระองค์ไดเ้ สวยแล้วจากธรรมท่แี ทจ้ ริง อาศัยพระมหากรณุ า พระองค์จึงไม่เห็นแก่
ความเหนด็ เหนือ่ ยลำ� บาก อตุ สา่ หพ์ ยายามแนะน�ำพร�ำ่ สอนเมอื่ พระองคย์ งั มีชวี ิตอยู่
วางหลักกฎเกณฑ์ไว้สมบูรณ์บริบูรณ์ บริสุทธิ์บริบูรณ์พร้อมด้วยอรรถ พร้อมด้วย
พยัญชนะไม่ขาดตกบกพรอ่ ง จะดูท่พี ยญั ชนะกด็ ไู ด้อยา่ งสมบูรณบ์ รบิ รู ณ์ จะดูด้วย
อรรถเนือ้ ความของธรรมะเหลา่ นั้นก็ยังสมบรู ณบ์ ริบูรณ์
ถ้าดูด้วยพยัญชนะแล้วมาดูตัวเรา ดูกายของเราที่พระองค์กล่าวถึง ดูวาจา
ของเราท่ีพระองค์กล่าวถึง ดูจิตใจของเราที่พยัญชนะกล่าวถึงก็ล้วนแต่เป็นของจริง
ถูกต้อง ยืนยันรับรองในธรรมค�ำสอนของพระองค์ไม่ผิดพลาดแม้แต่น้อย เช่นที่
พระองคท์ รงแสดงเหมอื นกบั เราสวดไปเมอื่ สกั ครนู่ ี้ พทุ ธานสุ ตเิ มตตาฯ ขอ้ ๑. พทุ ธานสุ ติ
๒. เมตตา ๓. อสภุ ะ ๔. มรณะ ธรรมทง้ั ๔ อยา่ งนี้ ทา่ นว่าเปน็ ธรรมท่ีควรบำ� เพญ็
ควรเจริญ เรียกว่า จตุรารักษ์ เป็นเครื่องรักษาจิตใจได้อย่างดี ให้พ้นจากเคร่ือง
เศร้าหมอง ให้ถงึ ซ่งึ ความบริสุทธ์ิ ธรรมแตล่ ะขอ้ ๆ นนั้ ควรเจริญควรทำ� ใหเ้ กิดให้มี
ควรระลึกข้ึนมา ลว้ นแตอ่ �ำนวยประโยชน์ เป็นเครอื่ งใหเ้ กิดสติ เกดิ ปัญญา สามารถ
ก�ำจัดอวิชชา ตัณหา มานะ ทฐิ ิ ในทางท่ที ำ� ใหจ้ ติ เศร้าหมอง ให้หมดจดบรสิ ุทธไ์ิ ด้
เช่น พุทธานสุ ติ ระลกึ ถึงคุณของพระพุทธเจา้ ถา้ พูดถงึ คณุ พระพุทธเจ้าแล้ว
เราไมส่ ามารถจะพรรณนาคณุ ของพระองคใ์ หส้ นิ้ สดุ ดว้ ยคำ� พดู ดว้ ยคำ� กลา่ วในชวั่ ชวี ติ
ของเราน้ี จะกล่าวทกุ วันทกุ วนั ตลอดชีวิตกไ็ ม่มที ีส่ ิ้นท่สี ุด เพราะพระองคต์ รัสรู้ธรรม
ปญั ญาเคร่ืองตรัสร้ขู องพระองค์มากมายเหลอื เกนิ ทง้ั อดีต ทั้งอนาคต ทง้ั ปัจจุบนั
ทง้ั สว่ นหยาบ สว่ นละเอยี ด สว่ นภายใน ภายนอก สว่ นใกล้ สว่ นไกล พระองคต์ รสั รู้
แจง้ แทงตลอดไมเ่ ฉพาะแตโ่ ลกนี้ หากแตค่ รอบคลมุ โลกทง้ั สาม เพราะฉะนน้ั คณุ ของ
พระองคไ์ มส่ ามารถจะพรรณนาใหส้ น้ิ สดุ แตเ่ รากจ็ ะระลกึ ออกชอื่ ของพระองค์ พทุ โธๆ
เพยี งคำ� เดยี วเพอื่ เปน็ เครอ่ื งรวมอยใู่ นพทุ โธ เพราะวา่ พทุ โธ ถา้ พดู ตรงๆ แลว้ กค็ อื ผรู้ ู้
คือ พุทธิ ผู้รู้น่นั เอง ผรู้ ู้ส�ำหรับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ที่พระองคร์ ูด้ ีรู้ชอบ
ดว้ ยพระองคเ์ อง เปน็ ผรู้ ทู้ บี่ รสิ ทุ ธ์ิ ธาตรุ ทู้ บี่ รสิ ทุ ธแิ์ ลว้ ชำ� ระแลว้ ถา้ เพชรพลอยกเ็ พชร
พลอยท่ีเขาเจยี ระไนบรสิ ทุ ธแิ์ ลว้ สมควรแก่เครื่องประดบั
146
เราเอาผู้รู้บริสุทธิ์อันนั้นเป็นเย่ียงอย่าง เป็นเคร่ืองเปรียบเทียบกับพุทธิของเรา
ที่ยังไมบ่ รสิ ุทธ์ิ คือจิตใจ สงิ่ ไหนยังบกพร่อง ยอ่ หยอ่ นตรงไหน เศร้าหมองตรงไหน
เรากจ็ ะไดแ้ กไ้ ขเอามาเปรยี บเทยี บในพทุ โธในใจของเรา เราเศรา้ หมองกาย ทางกายยงั
ไมห่ มดจดบรสิ ทุ ธ์ เรากพ็ จิ ารณากายใหเ้ กดิ ปญั ญาความรเู้ พอื่ ใหเ้ กดิ ทจี่ ะบรสิ ทุ ธกิ์ าย
บรสิ ทุ ธวิ์ าจา บรสิ ทุ ธจ์ิ ติ ใจ ไดด้ ว้ ยอาศยั สตแิ ละปญั ญา เรยี ก ปญั ญาญะ ปรสิ ทุ ธสิ ติ
ผ้จู ะบริสทุ ธนิ์ ่ันอาศัยปัญญาพจิ ารณาเห็นธรรมตามความเป็นจริง
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่คุณของพระพุทธเจ้าหรือพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง
เราทงั้ หลายไดศ้ กึ ษาจะเปน็ ทาน ศลี ภาวนา กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ คณุ ของพระพทุ ธเจา้ ทพี่ ระองค์
ทรงประทานไว้ให้เรา ไดบ้ ำ� เพญ็ กศุ ลด้วยประการตา่ งๆ คอื การเคารพ กราบไหว้
ปฏบิ ตั ิ บวชเรียน เขียนอ่าน มีวดั วาขึ้นมากล็ ้วนแตค่ ุณของพระองค์ทั้งน้ัน เราไมไ่ ด้
ดำ� รขิ นึ้ ทำ� เองลงมาลอยๆ โดยอาศยั เพอื่ อทุ ศิ เฉพาะเจาะจงตอ่ พระองค์ เมอื่ ทำ� ขน้ึ แลว้
กลายเปน็ ปชู นยี สถาน เราไดม้ าฝกึ อบรม เคารพ กราบไหว้ ฝกึ ฝนอบรมจติ ใจของเรา
ให้เรียบร้อยให้งาม เพ่ือช�ำระส่ิงที่ไม่งาม สิ่งที่เศร้าหมอง เพื่อให้ผ่องใสบริสุทธิ์
ด้วยกำ� ลงั ศรทั ธาท่ีมอี ย่ใู นจติ ใจของเรา
คุณของพระพุทธเจ้า เราระลึก พุทโธๆ เม่ือระลึกด้วยสติ ด้วยความรู้ตัว
ดว้ ยความเพยี รภายในจติ ใจ ระลกึ ไปไมล่ ดละ เมอื่ จติ ใจขาดจากอารมณภ์ ายนอกแลว้
มันก็รวมเข้าสู่อารมณ์เป็นหนึ่ง ค�ำว่า จิตเป็นสมาธิ จิตสงบนั้น เราอย่าเข้าใจว่า
จิตสงบ นั้นก็คือจิตมันดับเหมือนกับไฟดับ ไม่มีอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าพูดให้
ถกู ตอ้ งแล้ว กค็ อื จิตรวม นน่ั เอง มาเป็นอารมณอ์ นั หน่งึ เรียกวา่ เอกัคคตารมณ์
แตค่ วามรูไ้ มไ่ ดห้ ายไปไหน ไม่ได้ดับไปไหน ไม่ไดส้ งบไปไหน มคี วามรเู้ กาะแน่น
เป็นอนั เดยี ว ถงึ แม้ว่าจะมสี งิ่ อืน่ ปรากฏก็ปรากฏอนั เดยี ว จะมวี ติ กวิจารยงั เหลืออยู่
กเ็ หลอื อยใู่ นอารมณอ์ นั เดยี ว ในทเี่ ดยี วกนั จะมปี ตี แิ ละมสี ขุ กต็ อ้ งมอี นั เดยี วควบคมุ
ใหอ้ ยู่ในกลุ่มเดียวกัน
แตอ่ ารมณว์ ติ กวจิ ารปตี สิ ขุ เหลา่ นนั้ เปน็ อารมณท์ ยี่ งั ไมล่ ะเอยี ด อารมณส์ ว่ นหยาบ
ยงั เหลอื อยู่ เพราะความสงบของจติ หรอื ความแนว่ แนข่ องจติ นน้ั ยงั ไมล่ ะเอยี ดไปตาม
147
ลำ� ดบั เพราะฉะนั้น เมอ่ื บคุ คลผูเ้ จรญิ สติดว้ ยความเพยี รชอบ ด้วยความระลกึ ชอบ
ด้วยความต้งั ใจม่นั ชอบ ไม่ถอยออกมาแล้ว จิตจะยง่ิ จะละเอียดไปตามลำ� ดบั สลดั
อารมณห์ ยาบๆ ออก วิตกซ่งึ หยาบกว่าก็หลดุ ออกไป เมือ่ จิตยงั ไมถ่ อน ละเอียด
เข้าไปอีก ยังด�ำเนินต่อไปอีก จิตเข้าสู่ความละเอียด วิจารซึ่งเป็นอารมณ์ที่หยาบ
ท่ยี งั อยกู่ ห็ ลุดออกไปอีก เหมือนกับขา้ วเปลือกท่ีเปลือกยงั หยาบก็ออกไป ยังเหลือ
ข้าวสาร ข้าวสารก็ยังหยาบอยู่ ไม่ควรแก่บริโภค เราก็อาศัยปรุงแต่งไปหุงต้มเป็น
ข้าวสุกละเอยี ดกว่าข้าวสาร ออกจากขา้ วสุกแลว้ เค้ยี วบริโภคลงไป สว่ นกากหยาบๆ
ก็ออกอีก เหลือแต่โอชารสที่ละเอียดที่สุดท่ีไปบ�ำรุงส่วนต่างๆ ที่มีประโยชน์ฉันใด
อารมณข์ องสมาธจิ ติ ละเอยี ดไปตามลำ� ดบั ละอารมณท์ หี่ ยาบไปตามลำ� ดบั จติ จะคอ่ ย
ผอ่ งใสแจม่ ใสไปตามลำ� ดับ
แม้แต่ปีติซ่ึงเกิดขึ้นจากเอกัคคตารมณ์ ที่จิตตัดขาดจากอารมณ์ภายนอกสู่
อารมณ์อันเดียวแล้ว ก็ยังหยาบอยู่ ซึ่งแต่ก่อนว่าละเอียด แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่ยัง
เหลืออยู่ต่อไปคือความสุขซ่ึงเราท้ังหลายต้องการ ก็นับว่ายังหยาบ ถ้าจิตละเอียด
จรงิ ๆ แล้ว ความสขุ กย็ งั หยาบ เมอ่ื จิตละความหยาบ ปตี ิก็เปน็ เปลือกของความสุข
ความสขุ กเ็ ปน็ เปลอื กของอเุ บกขา เสวยวางเฉย เม่ือจิตถงึ คำ� นแ้ี ล้ว เปน็ จิตทีผ่ อ่ งใส
จิตที่บริสทุ ธ์อิ ยู่ดว้ ยอารมณ์อนั เดยี ว มอี เุ บกขาเป็นเคร่อื งอยู่ เปน็ ธรรมชาติที่บรสิ ุทธิ์
แน่วแน่
จติ มกี ำ� ลงั สมาธอิ นั ผอ่ งใส สะอาดถงึ ในขน้ั นแ้ี ลว้ ปกั แนน่ มน่ั คงแลว้ เราจะถอน
วิตกเพ่อื ใหร้ ูธ้ รรมทย่ี ังไมร่ ู้ เพอ่ื ใหเ้ หน็ ธรรมที่ยังไม่เหน็ เพอ่ื ตัดความสงสัยในธรรม
มรี ปู ธรรมนามธรรมทเี่ รายงั หลงตดิ ขอ้ งอยู่ เรากส็ ามารถหยบิ ยกรปู ขนั ธข์ น้ึ มาพจิ ารณา
เช่น ทา่ นสอน อสภุ ัง มรณัสสติ พิจารณารูปกรรมฐานทพี่ ระพทุ ธเจ้าในพยญั ชนะ
ทา่ นบอก อสุภัง ของไมง่ าม มาพิจารณาดูของไม่งาม มาดใู นตวั ของเรา มเี กสา ผม
เป็นต้น มันงามตรงไหน มันน่าชอบตรงไหน ดึงออกมาดู ตัดออกมาดู ดูกล่ิน
ของผม สีของผม ทเ่ี กิดของผม สัณฐานของผม มนั งามตรงไหน น่ายินดใี ห้เกดิ
ความสขุ ตรงไหน นอกจากหลงเข้าใจผดิ ถ้าเราดูดว้ ย อุชุจติ ตงั คอื จติ เทีย่ งตรง
148
ไมม่ อี คตใิ นทางชอบและไมช่ อบ เราดดู ว้ ยความเปน็ ธรรมกลางๆ อะไรบา้ งมอี ยใู่ นทน่ี น่ั
เม่อื เราดูแล้ว จะไดท้ ราบชัดตามความเปน็ จริงในเรื่องผม
ถงึ แมว้ า่ เรารผู้ ม ใหร้ ถู้ งึ ฐานในความเปน็ จรงิ กส็ ามารถทจ่ี ะรเู้ หน็ ถงึ อรยิ สจั ธรรม
ทัง้ ๔ ไดเ้ พราะเหตใุ ด เพราะอรยิ สจั สมทุ ัยในผม ก็เพราะเราหลงคดิ ยึดถอื ส�ำคญั
ว่าเป็นสิ่งที่สวยงามน่าปรารถนา น่ันเพราะความหลง พยายามตกแต่งถือว่าเป็นตัว
เปน็ ตนเปน็ ของตน ถา้ เราดเู ปน็ ธรรมแลว้ ไมเ่ ปน็ ของใคร ตดั ทงิ้ แลว้ มนั กไ็ มร่ อ้ งเรยี ก
ท�ำอย่างไรมนั ก็ไมร่ ้องเรียก ไมเ่ คยแสดงอาการ มันเป็นธาตชุ นิดหนง่ึ เท่าน้นั เอง
ทนี ใ้ี นความเปน็ จรงิ แลว้ เมอื่ ตดั ผมออกแลว้ ไปคลกุ คลสี ง่ิ ใดกน็ า่ รงั เกยี จ ไมม่ ใี คร
อยากได้เลย ไม่มีใครนิยมชมชอบว่ามีค่า มีราคา เป็นของสวยงาม น่าปรารถนา
นา่ ยนิ ดี เมื่อเราพจิ ารณาโดยลกั ษณะทเ่ี รยี กวา่ ไม่สะอาดมปี ระการตา่ งๆ เราพิจารณา
โดยไตรลักษณ์ ทีเ่ รียกวา่ อนจิ จงั มันของไมย่ ่งั ยนื เปน็ ของชว่ั คราว เปล่ียนแปลง
ไปตลอดถงึ ทีส่ ดุ ไมม่ ีใครเปน็ เจ้าของ ทุกข์เปล่าๆ ไมม่ ีประโยชน์อะไร ยิง่ เราเหน็ ผม
เปน็ ของไมส่ ะอาด ไมใ่ ชว่ า่ จติ มนั สกปรก เราเหน็ ผมไมส่ ะอาดจติ ยงิ่ สะอาด เราเหน็ วา่
อนิจจังของไม่เทยี่ ง จติ ยิ่งเทีย่ ง เราเหน็ ผม ถา้ ท�ำให้ทกุ ขเ์ ปล่าๆ จติ ย่ิงมคี วามสงบ
ยงิ่ มคี วามสขุ เพราะมที ศั นะ ความเหน็ ชอบ แตถ่ า้ ไปเหน็ ผดิ แลว้ นนั่ แหละมนั เพม่ิ ทกุ ข์
เพม่ิ ความไมส่ งบใหแ้ กเ่ รา ถา้ เราเหน็ ตามธรรมทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั ไวแ้ ลว้ มนั เพม่ิ
ความสงบ มันเพมิ่ ความสขุ มันเพมิ่ ความผ่องใส
เพราะฉะนัน้ พระพทุ ธองคจ์ ึงสอนใหเ้ ราปฏบิ ตั ิ พระอริยเจ้าทงั้ หลาย ทา่ นจงึ
นยิ มเหมอื นกบั เปน็ สวนอทุ ยานอยา่ งสำ� คญั ยงิ่ ในการพจิ ารณารา่ งกาย เมอ่ื เราเหน็ ชดั
ในสว่ นผมตามความเป็นจรงิ กส็ ามารถท�ำความเบอื่ หน่ายคลายก�ำหนดั ใหม้ ีปญั ญา
สามารถก�ำจัดอวิชชาในรูป อนั เปน็ ปจั จยั ให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ
ผสั สะ เวทนา ตณั หา อปุ ทาน ภพ ชาติได้ ไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งเหน็ ครบถว้ นท้งั หมด
แลว้ จึงถอดถอนได้ เพียงแต่ทำ� ใหจ้ รงิ เหน็ สว่ นใดส่วนหนงึ่ ถ้าสิง่ ไหนเรายังไม่เหน็
ก็เป็นอวิชชาในส่ิงน้นั
149
เพราะฉะนั้น อวิชชาไม่ได้อยู่ในทมี่ ดื เหมอื นกบั ทค่ี นเขา้ ใจ ถา้ เราสรา้ งสมมุติ
วา่ อวิชชามืดโดยลอยๆ โดยไมม่ ีรูปธรรมแลว้ เราจะไปแก้ไดอ้ ยา่ งไร เราจะไปรู้ได้
อยา่ งไร อวิชชาไม่ได้อยู่เพยี งแต่ในพยญั ชนะในตัวหนังสอื ใหเ้ ราจ�ำเท่านน้ั หากแต่
อวิชชาที่แทจ้ ริงน่นั คอื อวิชชาในขันธ์ ๕ มีรปู เปน็ ต้น รปู ก็มีอะไรเลา่ ธาตุ ๔ ดิน น้ำ�
ไฟ ลม ธาตุดินก็ผม ขน เลบ็ ฟัน หนัง เนื้อ แต่ละอยา่ งๆ ถา้ เราไม่พจิ ารณาธรรม
ใหแ้ จง้ แล้ว ลว้ นแตจ่ ะเป็นปัจจัยใหท้ ุกข์เกดิ ทั้งน้ัน ล้วนแตอ่ วชิ ชาทั้งนัน้
อยา่ เขา้ ใจวา่ อวชิ ชามาจากสงิ่ อน่ื อยา่ เขา้ ใจอวชิ ชานเ้ี ปน็ ธรรมทล่ี กึ ซง้ึ คมั ภรี ภาพ
จนเราไมส่ ามารถทจ่ี ะรไู้ ดแ้ ละกำ� จดั ออกได้ ไมใ่ ช่ เราตอ้ งทำ� ตามสตกิ ำ� ลงั ทเี่ ราพอรไู้ ด้
เชน่ ผมทพ่ี ระพทุ ธเจา้ วา่ ไมส่ ะอาด ถา้ เราดตู ามแลว้ มนั กต็ อ้ งเชอื่ ตาม เหน็ ตามทกุ อยา่ ง
ทวี่ า่ อนจิ จังไมเ่ ท่ียง ถา้ เราพจิ ารณาตรองตามแลว้ มนั ก็เป็นความจริง ไม่ใช่พระองค์
กลา่ วหลอกลวง เพราะมนั มอี ยแู่ ลว้ ความจรงิ มนั เปน็ อยา่ งนนั้ อยแู่ ลว้ ทเี่ ราไมร่ ไู้ มเ่ หน็
ก็เพราะเราไมไ่ ด้มาเจรญิ มรรค ถ้าเราเจริญอยา่ งน้เี ป็นมรรค อยา่ งไรกเ็ ป็นสมั มาทฐิ ิ
ความเหน็ ชอบ เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ความแก่ ความเจบ็ ความตายกเ็ ปน็ ตวั มรรค เหน็ อรยิ สจั
ทกุ ขก์ อ็ ยใู่ นทนี่ ่ี ทกุ ขงั อรยิ สจั จงั ชาตปิ ทิ กุ ขา ชราปทิ กุ ขา มรณมั ปทิ กุ ขงั เรากส็ วดอยู่
เสมอ แต่เราข้ามไปขา้ มมา ขา้ มไปข้ามมาในอริยสัจ แต่เราไมร่ ูจ้ ักอริยสจั เหมือนกับ
เราเห็นตวั หนังสือ ไม่ได้อ่าน จะร้เู นื้อความในหนังสือได้อยา่ งไร เนอื้ หาในหนังสือ
มคี ณุ ประโยชนม์ ากเทา่ ใด เราไมอ่ า่ นไมร่ กู้ ไ็ มม่ ปี ระโยชนก์ บั เรา ฉนั ใดกด็ ี อรยิ สจั ธรรม
ทมี่ ีอยู่ในตัวของเรา ความเป็นจรงิ ปรากฏอย่ตู ลอดเวลา แต่เราไมอ่ ่าน ข้ามไปขา้ มมา
ไม่ดใู หช้ ัด เหมือนกบั เปน็ ของไม่มคี า่ ไม่มปี ระโยชนแ์ ก่เรา
ถา้ เรามาพจิ ารณาใหล้ ะเอยี ดแลว้ ยงิ่ ไดป้ ระโยชนจ์ ากจติ ทสี่ ลดสงั เวช ทร่ี ทู้ เี่ หน็
ตามความเป็นจริง จิตสงบผ่องใสสะอาดเกิดขึ้นตามล�ำดับ มันก็มีศรัทธา ศรัทธา
มีแล้วมันก็มีความเพียรพยายาม ไม่ลดละ เกิดสติความระลึกขึ้นมา เกิดสมาธิ
มรรคอน่ื ๆ ทยี่ งั ไมเ่ กดิ กเ็ กดิ ขนึ้ มาตามลำ� ดบั เปน็ สามคั คกี นั ใหเ้ ราไดร้ ธู้ รรมเหน็ ธรรม
ตามพยัญชนะก็เป็นความจริงของพยัญชนะ ตามอรรถก็เป็นความจริงของอรรถ
ตามรปู ธรรมนามธรรมทภ่ี ายในตวั ของเรากค็ วามจรงิ ภายใน เราจะมองดคู นอน่ื สตั วอ์ น่ื
150
กเ็ ปน็ อริยสัจอยู่ท่ัวไป เปน็ ตามความจรงิ สิง่ เหลา่ นีเ้ บื้องตน้ เบื้องปลายมมี าแต่ไหน
มนั จะหมดเมอ่ื ไหร่ มันไมเ่ คยหมด พระพทุ ธเจ้าทุกพระองค์ไดต้ รัสรู้ก็มีอยู่อยา่ งนี้
ตรสั รแู้ ลว้ นพิ พานไปแลว้ สอนไปแลว้ มนั กย็ งั มอี ยตู่ อ่ เนอ่ื งกนั แกธ่ าตุ แกข่ นั ธ์ แกส่ ตั ว์
ท้งั หลาย
เพราะฉะนนั้ เราเห็นสิ่งเหลา่ น้ีอยอู่ ย่างน้แี ล้ว กเ็ ท่ากบั เช่ือว่า สงิ่ เหล่านแี้ หละ
เปน็ อมตะ เปน็ ธรรมทป่ี รากฏชดั คอื ความจรงิ สจั จงั เว อมตา วาจา ความจรงิ เปน็ สงิ่ ที่
ไมต่ าย มันปรากฏอยตู่ ลอดเวลา ใครจะไปทำ� ลายมไิ ด้ เปน็ จริงอยู่อย่างนัน้ แต่เมอ่ื
รจู้ รงิ แลว้ สง่ิ เหลา่ นนั้ เปน็ ธรรมโดยเฉพาะรปู กเ็ ปน็ ธรรม นามกเ็ ปน็ ธรรม กายกเ็ ปน็ ธรรม
จติ ก็เปน็ ธรรม เปน็ สภาวธาตุ สภาวธรรม หาตวั ตนไมม่ ี ได้ถึงสภาพอนัตตา อนตั ตา
นนั่ อยา่ ไปบญั ญตั ิ เราจำ� ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ไดแ้ สดงไว้ ทา่ นเขยี นไวเ้ ปน็ พยญั ชนะ จำ� ไดแ้ ลว้
พอหลับตาส่องดูก็เห็นใจ เอาความจ�ำน้ัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าเรารู้อริยะ
รู้ไตรลกั ษณ์ การรู้อนิจจงั ทกุ ขัง อนัตตา มันไม่ใช่เราตัดสนิ ใจเอาเอง มนั รู้ไดด้ ้วย
ภมู ธิ รรม สติ ภมู ปิ ญั ญา จงึ จะเปน็ ของบรสิ ทุ ธห์ิ มดจดแทจ้ รงิ สามารถถอดถอนอปุ ธิ
ท่ีเคยหลงเขา้ ใจผดิ ได้ เพียงสัญญาเหล่าน้นั อุปธกิ ิเลสมันไม่กลัว มนั ไมห่ ว่นั ไหว
กเิ ลสทั้งหลายกลัวความเพียร ความอดทน กลัวสติปญั ญาอนั ชอบทีเ่ ราปฏบิ ัติ
เพราะฉะนน้ั เวลาเราปฏบิ ตั ภิ าวนา กเิ ลสมารมกั ขดั ขวางอยเู่ สมอ ใหเ้ ราฟงุ้ ซา่ น
รำ� คาญบา้ ง ใหเ้ ราขเ้ี กยี จขค้ี รา้ นงว่ งเหงาหาวนอนบา้ ง ใหเ้ ราเขา้ ใจผดิ วติ ก วจิ ารตา่ งๆ
กลัวเราพ้นจากทุกข์ เราต้องรู้จักว่ากิเลสท้ังหลายทั้งปวงล้วนแต่เป็นมารขัดขวางเรา
ทง้ั นน้ั เพราะฉะนนั้ ธรรม จงึ เปน็ คแู่ ขง่ กบั กเิ ลส เราควรสะสมกำ� ลงั คอื ธรรมในจติ ใจ
ให้มาก เพอ่ื จะได้ชนะกิเลส ถา้ กิเลสเขามีก�ำลงั มาก มีอบุ ายเหนอื เรา เราก็ส้เู ขาไมไ่ ด้
เขากเ็ ปน็ เจา้ ของปกครองเราและสตั วโ์ ลกทงั้ หลายยาวนาน ไมใ่ ชก่ เิ ลสมนั โงๆ่ อวชิ ชา
ไมใ่ ชม่ นั โง่ หรอื โมหะไมใ่ ชม่ นั โงเ่ หมอื นกบั คนเขา้ ใจผดิ นลี้ ว้ นเปน็ เหตปุ จั จยั ทอี่ าศยั
เพอ่ื เอาชนะธรรมทงั้ นนั้
เพราะเหตุนั้น เราท้งั หลายควรทำ� ความพอใจตั้งใจ ถึงเวลาหรือยงั ทีเ่ ราจะต้อง
ปฏิบัติจริงเพ่ือให้ได้รู้จริง ถ้าเราปฏิบัติไม่จริงก็ไม่เห็นของจริง เพราะพระพุทธเจ้า
151
พระองค์สอนธรรมะ และสอนจติ ลว้ นแตเ่ ป็นสจั จวาจาทัง้ น้นั ทานก็เปน็ สัจจวาจา
ศลี กเ็ ปน็ สัจจวาจา เปน็ สจั ธรรม สจั จะทัง้ นนั้ การเคารพ การกราบไหว้ การภาวนา
การปฏิบตั ิ ล้วนแต่เปน็ สัจจะของจรงิ ของพระพุทธเจา้ เพราะฉะนั้น เราควรศึกษาให้
เขา้ ใจ ไมม่ คี วามจรงิ อยา่ งอนื่ ยง่ิ กวา่ ทน่ี อี่ กี ทพี่ ระพทุ ธเจา้ พาประพฤตปิ ฏบิ ตั มิ า ใหถ้ อื วา่
เราทั้งหลายเปน็ ผมู้ โี ชคดี หาโอกาสที่จะดเี หมาะสมเหมือนกบั เวลาน้ี หายาก เราควร
รีบเรง่ ต้งั ใจประพฤติปฏบิ ัติ เพราะขา้ งหนา้ น้นั เราทราบไม่ได้วา่ อปุ สรรคหรืออะไรจะ
เกิดข้ึน เราทราบได้เฉพาะเดี๋ยวนี้ แล้วก็ต้ังใจเร่ิมต้น หรือต้ังต้น หรือด�ำเนินต่อ
ท�ำความเลอ่ื มใส ท�ำความพอใจ ต้ังใจขะมักเขม้นปฏบิ ตั ิจริงๆ เพอ่ื ไดร้ ู้จรงิ เห็นจริง
เมอ่ื ได้ยนิ ได้ฟังแล้ว กำ� หนดจดจ�ำไวใ้ หด้ ี ตัง้ ใจปฏิบตั ติ าม จากน้ีไปภาวนาต่อ
สมควรแกเ่ วลาแล้วจงึ เลกิ พร้อมกัน
152
เลง็ จิตของเราให้ตรง
ให้เราท้ังหลาย เตรียมกายและเตรียมใจเพื่อจะได้ใช้ก�ำลังศรัทธา ความเชื่อ
ความเลอ่ื มใสทมี่ อี ยใู่ นตวั ของเรา เพอื่ จะไดฝ้ กึ หดั ปฏบิ ตั จิ ติ ตภาวนา ตามกำ� ลงั ความ
สามารถของเรา ที่เราทั้งหลายไดต้ ั้งใจปฏิบตั มิ าทุกวนั ๆ เปน็ ลำ� ดบั
เราทราบอยแู่ ลว้ ว่า การปฏบิ ัติจติ ภาวนานนั้ เป็นสิ่งท่สี �ำคัญมาก เปน็ หน้าที่เรา
ทง้ั หลายควรเอาใจใส่ เพราะจะนำ� ประโยชนส์ ขุ มาสตู่ วั เราเองโดยตรง ถา้ เราไมป่ ฏบิ ตั แิ ลว้
ใครเลา่ จะมาปฏบิ ตั ใิ หเ้ รา ถา้ เราไมอ่ บรมแลว้ ใครเลา่ จะอบรมแทนเราได้ ธรรมนเี้ ปน็
ธรรมเฉพาะเราเทา่ นนั้ ทจ่ี ะตอ้ งศกึ ษา ใหบ้ งั เกดิ ขน้ึ มใี นตวั ของเราเอง คนอนื่ ทำ� แทนกนั
ไม่ได้ จ�ำเป็นอย่างย่ิงท่ีเราท้ังหลายจะต้องศึกษาส�ำเหนียกปฏิบัติตาม การปฏิบัติ
จติ ภาวนานน้ั เปน็ งานทลี่ ะเอยี ด จะตอ้ งอาศยั การปฏบิ ตั อิ ยา่ งละเอยี ด อาศยั ความสงบ
จากภายนอกด้วย อาศัยความส�ำรวมภายในด้วย อาศัยเป็นผู้มีสติคอยรักษาด้วย
มคี วามรตู้ วั กำ� กบั อยเู่ สมอ ถา้ ขาดสว่ นใดสว่ นหนง่ึ แลว้ ความไมส่ มบรู ณข์ องการอบรม
กย็ อ่ มขาดไป
เพราะฉะนน้ั เราควรทำ� ใหส้ มบรู ณด์ ว้ ยความรตู้ วั ดว้ ยความระลกึ แลว้ พยายาม
ตรวจตรอง ช�ำระจิตของเรา ซ่ึงมีความยินดีและยินร้าย จนเป็นเหตุให้มาขัดขวาง
ตอ่ ความสงบ ใหจ้ ติ ฟงุ้ ซา่ น แลว้ ใหเ้ กดิ ความรำ� คาญในจติ ในใจ เราจะไมไ่ ดเ้ ขา้ ถงึ ธรรม
ท่ีเรายังไม่ถึง เราจะยังไม่ได้รู้ธรรมในธรรมท่ีควรรู้ เราจะไม่ได้เห็นธรรมในธรรม
ทยี่ งั ไมเ่ ห็น เพราะมีสง่ิ ทขี่ ัดขวางในการปฏบิ ัติของเรา
153
เพราะฉะนั้น เราต้องตรวจดูจิตใจของเราให้ดำ� เนินไปให้ตรงถูกตอ้ ง เรียกว่า
อุชุจติ ตัง เลง็ จติ ของเราให้ตรงตอ่ ความสงบ ตอ่ ความรู้ตัว ตอ่ ความวเิ วก ความสงบ
ความวเิ วกเปน็ สว่ นหนง่ึ ทจ่ี ะสามารถชำ� ระกเิ ลสบางสว่ นทมี่ าขดั ขวาง ดว้ ยความระลกึ
ปล่อยวางอารมณ์ของเรา ให้จิตใจของเราน้ันวิเวกตามส่ิงแวดล้อม คือเราตรวจดู
ภายนอกแลว้ ไมม่ อี ะไรวนุ่ วาย ไมม่ อี ะไรเปน็ ทกุ ข์ ไมม่ อี ะไรไมส่ งบ ทกุ สว่ นนน้ั เขาไมม่ ี
ความวุน่ วาย ไม่มคี วามรบกวนในตวั ของเขาเอง เขาอยูต่ ามสภาพของเขาตงั้ แตไ่ หน
แต่ไรมา
เราขยับเข้ามาดูกายของเรา ดูจิตใจของเรา กายของเราที่มีวิญญาณครองนี้
ยอ่ มมคี วามรสู้ กึ กบั สง่ิ ตา่ งๆ ทม่ี าสมั ผสั ถกู ตอ้ งแลว้ เกดิ ความเปลย่ี นแปลง ความรสู้ กึ
ความชอบใจ ความไมช่ อบใจ โดยอาศัยความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง ส่งิ เหล่านเ้ี ปน็
เคร่ืองก่อกวนจติ ใจไมใ่ หส้ งบส่วนหน่ึงเหมือนกนั ดว้ ยอาศัยผสั สะเวทนาต่างๆ
ถ้าเราทั้งหลายมีสติรู้เท่าเวทนาในเวทนา เป็นส่วนของเวทนา เวทนาทางกาย
ก็เปน็ สว่ นของเวทนาทางกาย ความทกุ ขท์ างกายก็เปน็ ส่วนทุกข์ของกาย เป็นสัจจะ
เปน็ ความจรงิ ทม่ี อี ยตู่ ง้ั แตไ่ หนแตไ่ รมา ไมใ่ ชม่ เี ฉพาะตวั เราคนเดยี ว และไมใ่ ชม่ เี ฉพาะ
ครงั้ เดียว มหี ลายครง้ั หลายคราว ทกุ ครง้ั ท่ีเราน่ังเราทำ� การงานกย็ อ่ มมคี วามกระทบ
กระเทือนไม่สบายทกุ ข์ทางกายตลอดมา ทุกข์มีอยู่อย่างนี้ นี่เป็นความจรงิ
ตามหลกั ธรรมคำ� สง่ั สอนขององคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ นน้ั พระองคใ์ หม้ ี
สตกิ ำ� หนดรู้ เพอ่ื ใหเ้ ราไดศ้ กึ ษา เรยี นใหร้ ทู้ กุ ขม์ ปี ระมาณเทา่ ไร เรากจ็ ะไดเ้ หน็ ทกุ ขช์ ดั วา่
ทกุ ขน์ นั้ เกดิ ขนึ้ จากอะไร ทกุ ขม์ าทางกาย เรากจ็ ะไดร้ ชู้ ดั วา่ ทกุ ขท์ เี่ กดิ ขน้ึ อาศยั กาย แลว้
เรากจ็ ะไดร้ จู้ กั กายทก่ี อ่ ใหท้ กุ ขเ์ กดิ นนั้ กายนน้ั เปน็ อะไร ศกึ ษาเรอื่ งกายใหร้ ตู้ ามความจรงิ
แล้วเราจะลดหย่อนผ่อนผันทุกข์ในทางกายน้ีได้อย่างไร เราก็สามารถท่ีจะเพียร
พยายามศกึ ษาหาวธิ ลี ดหย่อนผ่อนผนั ในส่วนทกุ ข์ทีเ่ กดิ จากกาย ดว้ ยความพยายาม
รกั ษาจติ ใจของเราใหส้ งบ ใหว้ างจากอปุ าทานได้ ถา้ หากวา่ เราทง้ั หลายใชส้ ติ ใชส้ มาธิ
ใชป้ ญั ญา ศกึ ษาในเรอ่ื งทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ทางกายใหท้ ราบชดั ตามความเปน็ จรงิ วา่ กายก็
สกั แตว่ ่ากาย ส่วนทุกขก์ ส็ ักแต่วา่ ทุกข์ ทา่ นว่าสงิ่ เหลา่ นนั้ ล้วนแตอ่ ยใู่ นไตรลกั ษณ์
154
ส่วนกายล้วนเป็นอนิจจัง มีความไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดา
แลว้ สว่ นกายนน้ั กม็ เี หตอุ าศยั ปจั จยั ใหท้ กุ ขเ์ กดิ เชน่ เดยี วกนั เวทนากเ็ ปน็ ทกุ ขเวทนา
ในส่วนหนึ่ง เวทนากับกายเป็นของอาศัยซึ่งกันและกัน ของสองอย่างคือกายหน่ึง
ผัสสะหน่ึง วิญญาณหนึ่ง เม่ือกายนั้นได้ผัสสะอันเป็นสิ่งที่หยาบ ส่ิงท่ีตรงกันข้าม
แลว้ เกดิ วญิ ญาณคอื ความรสู้ กึ ไมส่ บายขนึ้ มา เปน็ ทกุ ขเวทนาเกย่ี วเนอ่ื งถงึ กนั แตเ่ วทนา
อันใดท่ีเกิดข้ึนจากวัตถุธาตุอันเป็นของไม่เที่ยง สิ่งเหล่าน้ันก็ล้วนเป็นของไม่เท่ียง
สง่ิ เหลา่ น้นั เป็นของไม่ยั่งยนื ส่วนธาตุอันใดท่ีเกดิ ข้นึ เปน็ ของสภาวะอนตั ตา เป็นของ
ภายนอก ไมใ่ ช่เรา ไมใ่ ช่ของเรา เป็นส่วนธาตเุ วทนานั้น เหมอื นกบั เป็นของภายนอก
จติ ใจ ไมใ่ ช่ตัวตน ไม่ใช่สตั ว์บคุ คลเราเขา
ถา้ หากวา่ เรามารคู้ วามจรงิ แลว้ ถา้ เรายดึ มนั่ เรากเ็ ปน็ ทกุ ข์ เมอ่ื เราเหน็ ทกุ ขเ์ ราเกดิ
ความเบอื่ หนา่ ยในทกุ ข์ นน่ั แหละเราทงั้ หลายจติ ใจของเรากจ็ ะไดส้ งบ จติ ใจของเรากจ็ ะ
ได้ปล่อยวาง ไม่มีอุปาทานในกายและในทกุ ข์ทเี่ กดิ ข้นึ อาศยั กายและวญิ ญาณนัน้ ๆ
เพราะฉะนนั้ ทกุ ขน์ เ้ี ราควรกำ� หนดรู้ เราควรศกึ ษาวา่ เปน็ ธรรมสว่ นหนงึ่ ทสี่ มเดจ็ -
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคท์ รงตรสั ไวแ้ ลว้ วา่ ทกุ ขงั อรยิ สจั จงั ทกุ ขน์ เ้ี ปน็ ความจรงิ
อยา่ งประเสรฐิ พระพทุ ธเจ้าทกุ พระองค์ และพระอรยิ เจา้ ทุกองค์ ลว้ นแตไ่ ดร้ ูธ้ รรม
เหน็ ธรรมจากการกำ� หนดรคู้ วามจรงิ คอื ทกุ ข์ ซงึ่ มอี ยปู่ ระจำ� สงั ขาร ปรากฏอยทู่ วั่ ไป
เพราะเหตุน้ัน เราทั้งหลายเมื่อเกิดความเบื่อหน่ายเราก็ควรศึกษาทุกข์ให้รู้
ความเปน็ จรงิ เมอ่ื เราไมช่ อบทกุ ข์ เรากจ็ ะเบอื่ หนา่ ยในทกุ ข์ ทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขนึ้ อาศยั สงิ่ ใด
เรากจ็ ะเบอื่ หนา่ ยสงิ่ นน้ั ดว้ ย ถา้ เราไมเ่ หน็ เราไมไ่ ดศ้ กึ ษาตามความเปน็ จรงิ เรานกึ วา่
สิ่งเหล่านั้นมีคุณประโยชน์แก่เรา ถึงแม้ว่าเราได้ยินได้ฟังส่ิงเหล่านั้นว่าควรละก็ดี
ควรเบ่ือหน่ายก็ดี มันก็ไม่สามารถที่จะท�ำให้จิตใจเบ่ือหน่ายได้เพราะจิตใจดวงน้ัน
ยงั ไม่เห็นโทษ ยงั ไมเ่ ห็นทุกข์ เข้าใจว่าทกุ ข์มาจากท่ีอืน่ เกดิ ขึ้นในท่ีอนี่ ถ้าเราไมร่ จู้ ัก
ทเี่ กดิ ของทกุ ขแ์ ลว้ เราจะรจู้ กั ทดี่ บั ของทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งไร เมอื่ เราไมร่ จู้ กั ทด่ี บั ของทกุ ขแ์ ลว้
ก็ชื่อวา่ เราไม่รู้ ถกู ความหลง ถูกความไม่รู้ คอื อวชิ ชาน้ันเป็นทอ่ี าศยั เปน็ ปจั จัยให้
เกิดสังขาร เม่อื สังขารได้อาศยั อวชิ ชาเกดิ ขนึ้ แลว้ กย็ อ่ มปรงุ แตง่ ให้เกดิ นาม ใหเ้ กดิ
155
วญิ ญาณ เมอ่ื มวี ญิ ญาณแลว้ กเ็ กดิ นามรปู เปน็ ปจั จยั ใหม้ ผี สั สะ ใหม้ เี วทนา เปน็ ปจั จยั
ให้เกดิ ตณั หา เป็นปจั จัยให้เกดิ อปุ าทาน เป็นปจั จัยใหม้ ีภพ เปน็ ปจั จัยให้มชี าติ ชรา
พยาธิ มรณะ
เราทั้งหลายได้เกิดมาแล้วมีความแก่ตามล�ำดับ จนถึงมีความมรณะ มีความ
โศกเศรา้ ใจเสยี ใจทกุ ขใ์ จ เดอื ดเนอื้ รอ้ นใจนนั้ อาศยั เหตปุ จั จยั เกดิ ขนึ้ ดว้ ยอาการเหลา่ น้ี
ในข้อนอ้ี งคส์ มเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไดท้ รงตรัสรแู้ ละทรงประกาศแลว้
จงึ แจง้ ประจกั ษ์
เราท้ังหลายควรศึกษาให้เข้าใจ ควรปฏิบัติให้ถูกต้องให้ตรงตามที่พระองค์
ไดท้ รงแสดงไว้นเี้ ปน็ เหตปุ ัจจัยวา่ ทกุ ขท์ เ่ี กิดขึน้ จากเรานนั้ มีอวชิ ชาเป็นมลู เพราะ
ความไมร่ ู้ เมอ่ื ใดเรามาศกึ ษาเพอื่ เอาชนะอวชิ ชาดว้ ยสมถภาวนา และวปิ สั สนาภาวนา
ทงั้ สองอยา่ งนแี้ หละเราจะรเู้ ทา่ ทำ� ลายอวชิ ชาความไมร่ นู้ ไี้ ด้ สมถภาวนา การอบรมจติ
ของเราใหม้ สี ติ ใหม้ สี มาธติ ง้ั มนั่ แนว่ แน่ ใหเ้ กดิ ความสงบเปน็ ฐานของสมาธอิ นั มน่ั คงแลว้
เราก็จะไดท้ �ำงานพิจารณาเพอ่ื ให้รู้เหตุปัจจัยที่อาศยั ทกุ ขท์ ัง้ หลายเกิด
อวชิ ชานนั่ มอี ะไรเปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั มอี ะไรเปน็ อาหาร อวชิ ชาความไมร่ ู้ เพราะเรา
ไมไ่ ดย้ นิ ไมไ่ ดฟ้ งั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ เพราะเราไมไ่ ดเ้ ขา้ ใกลบ้ ณั ฑติ เพราะเราไมไ่ ด้
คบค้าสมาคมกับบัณฑิต เราไม่ไดฟ้ ังธรรมของบณั ฑิต เราไมไ่ ด้ปฏบิ ตั ิตามธรรมของ
บัณฑติ เราจึงไมม่ คี วามรคู้ วามเข้าใจ
เมอื่ เราไดเ้ ขา้ ใกลก้ บั บณั ฑติ แลว้ ไดฟ้ งั ธรรมของบณั ฑติ ตงั้ ใจฟงั ดว้ ยความเคารพ
เมอื่ ฟงั แลว้ จดจำ� นำ� ธรรมะเหลา่ นนั้ ไปตรวจตรองพจิ ารณา กระทง่ั ไดร้ ธู้ รรมเหน็ ธรรม
กำ� จดั ความไมร่ ตู้ ามสตกิ ำ� ลงั ความสามารถ ไดป้ ฏบิ ตั อิ บรมเจรญิ สมถภาวนา และเจรญิ
วปิ สั สนาภาวนา เมอ่ื สตปิ ญั ญาเกดิ ขนึ้ จากการปฏบิ ตั แิ ลว้ สามารถรเู้ ทา่ สงั ขาร เมอ่ื ความรู้
ในสงั ขารมากขนึ้ รเู้ ทา่ สงั ขารตามความเปน็ จรงิ มากขนึ้ เทา่ ไรๆ ความไมร่ ตู้ วั อวชิ ชานน้ั
ก็คอ่ ยน้อยๆ ลงดบั ไป
156
เพราะฉะน้นั การดบั อวิชชานั้น ดบั ดว้ ยการรเู้ ท่าสังขาร รู้ตามความเปน็ จรงิ
เราไมห่ ลงสงั ขารแลว้ วชิ ชาความรกู้ เ็ กดิ ขนึ้ สว่ นอวชิ ชาความไมร่ กู้ ห็ มดไปโดยปรยิ าย
ของมันเอง เม่ือสงั ขารดบั แล้ว วญิ ญาณ นามรูป ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
ภพชาติ กด็ บั ไปตามดว้ ย เมอ่ื เราไมเ่ กดิ แลว้ ความแกจ่ ะมาจากไหน ความเจบ็ ความตาย
มนั กไ็ ม่มี ความดับทุกขท์ ้ังหลายด้วยอาศยั เหตุปัจจัยนี้
นับต้ังแต่เราพบท่านบัณฑิตนักปราชญ์คือพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์สาวก
ของพระพทุ ธเจา้ สุปฏิปนั โน ผู้ปฏบิ ตั ิดี อุชปุ ฏิปันโน ผปู้ ฏิบตั ิตรง ญายะปฏิปันโน
เป็นผู้ปฏบิ ัติเพ่ือให้ได้บรรลุธรรม สามีจิปฏิปันโน เป็นผูป้ ฏบิ ตั ิชอบ เปน็ สัมมาทฏิ ฐิ
ผู้ตงั้ อยูใ่ นความเหน็ ชอบ ผูต้ ง้ั อยูใ่ นความด�ำริชอบ ผู้ตั้งอยู่ในกายวาจาชอบ ผตู้ ง้ั อยู่
ในการงานชอบ ผู้ต้งั อย่ใู นการเลยี้ งชีพชอบ ผู้ต้ังอยู่ในความพยายามชอบ ผู้ต้งั อยู่
ในความระลกึ ชอบ ผูต้ งั้ อย่ใู นตั้งจิตไวช้ อบ เมอ่ื เราได้สมาคมท่านเหล่านแี้ ล้ว ตงั้ ใจ
ฟงั ธรรมของทา่ นโดยเคารพ ตงั้ ใจและพจิ ารณาจนเกดิ ความเล่ือมใสแลว้ ปฏิบตั ิตาม
นนั่ กจ็ ะไดส้ ติ ไดส้ มาธิ ไดป้ ญั ญา ไดศ้ รทั ธาความเพยี รเปน็ กำ� ลงั ใจขนึ้ มา เรากส็ ามารถ
ที่จะแก้ไขความทุกข์ท่ีมีขึ้นในตัวของเราไปตามล�ำดับแต่ละอย่างๆ ตามส่วนความ
สามารถของเราทีจ่ ะท�ำได้ จนกว่าจะพ้นทกุ ขอ์ ยา่ งแทจ้ รงิ
เนอ่ื งดว้ ยเหตนุ เี้ ราทง้ั หลายควรตง้ั ใจพยายามปฏบิ ตั ติ งั้ แตเ่ รม่ิ ตน้ ทเ่ี ราไดย้ นิ ได้
ฟงั แลว้ ตรวจตรองนำ� ไปภาวนา จนไดค้ วามสงบ ไดค้ วามสขุ ไดจ้ ติ ผอ่ งใส ไดศ้ รทั ธา
เล่ือมใส พจิ ารณาจนไดป้ ัญญาความรู้ความเข้าใจอันชอบ ความเห็นอันถูกต้องแล้ว
กจ็ ะไดล้ ะความเห็นผดิ แล้วเจรญิ ความเห็นชอบ คือ เจรญิ สมั มาทฏิ ฐิ ละมิจฉาทฏิ ฐิ
เจรญิ สมั มาสงั กปั โป ความดำ� รชิ อบ ละมจิ ฉาสงั กปั โป ความดำ� รผิ ดิ เจรญิ สมั มาวาจา
การพูดชอบแต่ความสตั ยค์ วามจรงิ การละมิจฉาวาจา การพูดที่ปราศจากความจรงิ
การเจรญิ สมั มากมั มนั โต ทำ� แตก่ ารงานทชี่ อบ ละมจิ ฉากมั มนั โต ทำ� การงานทผี่ ดิ เจรญิ
แตส่ มั มาอาชโี ว เลี้ยงชพี ไปในทางที่ชอบ ละมจิ ฉาอาชโี ว คอื การเลยี้ งชีพในทางทผ่ี ดิ
การเจริญสัมมาวายาโม เพียรพยายามในทางทชี่ อบ เพียรเพือ่ ละความช่วั เพยี รเพอ่ื
ประพฤตคิ วามดี เราละมิจฉาวายาโม เพยี รในทางที่ผดิ สิ่งใดที่พระพทุ ธเจา้ ใหล้ ะ
157
เราเพยี รพยายามท�ำ พระพุทธเจ้าสอนใหท้ ำ� ในทางท่ีดี เราก็ไมก่ ระทำ� เพียรพยายาม
ปลอ่ ยทอดธรุ ะเสยี พงึ ละเสียสงิ่ เหลา่ น้ี
พยายามเจริญสัมมาสติ เพอื่ ระลึกรู้ถึงตัวของเรา เหน็ กายในกาย เห็นเวทนา
ในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมตามความเป็นจริง เพียรละมิจฉาสติ
ความระลกึ ผดิ เหน็ กายเปน็ ตวั เปน็ ตน เหน็ กายเปน็ สตั วเ์ ปน็ บคุ คล เหน็ กายเปน็ ของ
ม่ันคงถาวร เหน็ การเกดิ มาแล้วมคี วามสุขเหลา่ นีเ้ ปน็ ต้น เพียรละ
เพยี รเจริญสมั มาสมาธิ คือเพยี รอบรมตง้ั จิตให้สงบต้ังม่นั ตามหลกั การปฏบิ ตั ิ
สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา เพียรละมิจฉาสมาธิ คือเพียรตั้งม่ันในทางที่ผิด
อบรมจติ อบรมสมาธิ เพ่อื หวังลาภในลาภ หวงั ผลดว้ ยผล หวงั ให้จิตมอี ทิ ธฤิ ทธิ์
อภินิหาร เพื่อลาภเพื่อยศเพื่อสรรเสริญเพื่อความสุข เหล่าน้ีเป็นต้น ด้วยความ
ปรารถนาผดิ เปน็ มจิ ฉาสมาธิ เพราะฉะนน้ั เราทงั้ หลายพงึ เจรญิ สมั มาสมาธิ ประกอบไป
ด้วยองค์แปดดังกล่าวแล้ว เม่ือปฏิบัติอยู่อย่างน้ีจิตใจของเราก็จะได้รับการฝึกฝน
อบรมอย่างถูกต้องผ่องแผ้ว มีก�ำลังความรู้ความฉลาดในทางธรรม ตามสติก�ำลัง
ความสามารถที่เรากระท�ำได้
เราทง้ั หลายไดฟ้ งั ธรรมบรรยายแสดงมาในวนั น้ี เข้าใจแลว้ ตัง้ ใจปฏบิ ตั ิตาม
ได้แสดงมาสมควรแกเ่ วลา ยุติเพยี งเทา่ นี้
158
ผ้ฉู ลาดในประโยชน์
การทำ� บุญ... ต้องสำ� รวมใจของเราใหด้ ี ทำ� ดว้ ยความเล่อื มใส ท�ำดว้ ยศรัทธา
ทำ� ดว้ ยสตปิ ญั ญาระลกึ ชอบ จะไดบ้ ญุ สมบรู ณบ์ รบิ รู ณ์ ไมใ่ ชส่ กั แตว่ า่ ทำ� ไมใ่ ชส่ กั แตว่ า่
เปน็ กริ ิยา
การทำ� บญุ นนั้ ความมงุ่ หมายกเ็ พอ่ื สรา้ งกำ� ลงั ใจของเรา ความรคู้ วามฉลาดจาก
การท�ำบุญ เปน็ เหตุให้เราทง้ั หลายไดป้ ระพฤตธิ รรมปฏิบตั ิธรรม ใหเ้ รามีความรู้ใน
การรกั ษากายของเรา มคี วามรใู้ นการรกั ษาจติ ใจของเรา พระพทุ ธเจา้ ทรงวางหลกั ไวว้ า่
บุคคลผู้มีปัญญานั้นเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ เป็นผู้รักษาจิตใจให้ดีเพ่ือจะได้ใช้
ประโยชน์ รกั ษากายใหด้ เี พอื่ จะไดใ้ ชป้ ระโยชน์ การรกั ษากายใหม้ สี ขุ ภาพดี นเี่ ปน็ สง่ิ
ทส่ี �ำคัญมาก เพอ่ื จะได้ประพฤตธิ รรม ปฏิบตั ิธรรมเพื่อจะได้ใชก้ ายให้เกิดประโยชน์
เพราะฉะนน้ั การรกั ษากาย กายอยไู่ ดด้ ว้ ยอาหาร เรากต็ อ้ งรกั ษา พจิ ารณาอาหาร
อาหารประเภทไหนเมอื่ เราบรโิ ภคแลว้ สขุ ภาพของเราดสี ขุ ภาพของเราแขง็ แรง การบรโิ ภค
อาหารท่ีดีไม่ใช่ว่าเป็นอาหารที่อร่อยเสมอไป อาหารที่อร่อยถ้าเราไม่รู้จักประมาณ
แทนทจ่ี ะได้ความสุขกลับเปน็ โทษ หรืออาหารท่ใี จชอบก็ไม่ดีเสมอไป
เพราะฉะนั้น จึงมีการศึกษาเร่ืองอาหารที่มีคุณประโยชน์ ไม่ใช่พยายามปรุง
ให้ดีเสมอไป อาหารท่ีประกอบด้วยประโยชน์ เมื่อเราบริโภคไปแล้วมันย่อยง่าย
ไมอ่ ดึ อดั ไมเ่ จบ็ ทอ้ ง ไมเ่ สยี ลำ� ไส้ ทำ� ใหร้ า่ งกายของเราเลอื ดลมเดนิ สะดวก สามารถ
159
ทำ� กจิ การงานได้คลอ่ งแคล่ว อบรมทางจิตใจกส็ ะดวก มีอาหารสงิ่ น้ีเป็นส่ิงทส่ี �ำคัญ
พระพุทธเจ้าใหค้ วามสำ� คัญมาก เพราะฉะนนั้ กอ่ นจะบรโิ ภคปัจจยั ส่ีมอี าหารเปน็ ต้น
จะต้องพิจารณาโดยอุบายแยบคาย การพิจารณาอาหารให้เราจดจ�ำและก�ำหนดไว้
เพ่ือจะได้รู้จักว่าอาหารประเภทนี้เราบริโภคไปถึงท้องแล้วเป็นอย่างไร เมื่อออกมา
จากท้องแล้วเป็นอย่างไร มีประโยชน์แก่สติแก่ปัญญา เป็นการศึกษาหาความจริง
ทเี่ กยี่ วเนอ่ื งดว้ ยธาตดุ ว้ ยขนั ธด์ ว้ ยรา่ งกาย อาหารบางอยา่ งอรอ่ ยเฉพาะลน้ิ แตถ่ งึ ภายใน
แลว้ ไมค่ อ่ ยมคี ณุ คา่ และประโยชน์ ทำ� ใหย้ อ่ ยยาก ทำ� ใหเ้ สอ่ื มโทรม ทำ� ใหแ้ สลงตอ่ โรค
บางอย่าง
เพราะฉะนน้ั การรจู้ กั ธาตขุ นั ธข์ องเราวา่ เหมาะสมกบั อาหารประเภทไหน เมอ่ื บรโิ ภค
แลว้ มสี ขุ ภาพดี นน่ั แหละเรากพ็ ยายามปฏบิ ตั ิ เวลาสขุ ภาพไมส่ บายเราจะไดร้ ู้ เราจะได้
รักษาตวั เราเองให้ทนั ถ้าเราพจิ ารณาบ่อยๆ โรคประจำ� ของเรา ท่ีเคยมีในตัวของเรา
หมอเคยตรวจพบ หมอเคยให้ยาเราก็จ�ำไว้ ว่าหมอรักษาอย่างไร แนะน�ำอย่างไร
บอกอยา่ งไร ยาประเภทไหน เรากจ็ ดจำ� ไว้ พอรวู้ า่ ไมส่ บายขนึ้ มา กร็ บี รกั ษารบี สอดสอ่ ง
พจิ ารณาดแู ลว้ รกั ษาใหเ้ หมาะสม โรคกจ็ ะไมเ่ รอ้ื รงั จะไดห้ ายไปโดยเรว็ ไมเ่ สยี เวลา
ในการงานของเรา
ยิ่งในเวลาปฏิบัติ ย่ิงต้องการเวลา และต้องละเอียด ต้องรู้ในเรื่องร่างกาย
พระพุทธเจ้าใหค้ วามสำ� คญั เพราะร่างกายกเ็ ปน็ สว่ นหนงึ่ ถ้าเราปฏิบัตดิ ีแลว้ กย็ ่อมมี
ความสขุ ถงึ แมว้ า่ จะชราภาพกด็ ี ถงึ แมจ้ ะแตกดบั กด็ ี แตก่ แ็ ตกดบั ดว้ ยธรรมดาทวั่ ไป
ชราภาพโดยทว่ั ไป จะไมท่ �ำจติ ใจของผฉู้ ลาดให้ได้รบั ทกุ ข์ ให้ไดร้ บั ความเศร้าหมอง
หรือมีเวรมีกรรมตามมาอีก จึงนับว่าเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ตามหลักค�ำสอนของ
พระพทุ ธเจา้
รักษาใจก็เช่นเดียวกัน เราต้องรู้ว่าจิตใจของเรานี้ยังไม่เท่ียง ยังไม่ตรง
ยงั ไมช่ อบธรรม ยงั ไวใ้ จไมไ่ ด้ จะตามใจของเราเสมอไปไมไ่ ด้ ใจบางทไี ปชอบในสง่ิ ท่ี
ไมค่ วรชอบ ทีธรรมทา่ นบอกว่าไม่ควรชอบไมค่ วรยนิ ดแี ตจ่ ิตใจของเรากลับไปยนิ ดี
บอกวา่ ไม่ควรหลงแตจ่ ติ ใจของเรากลบั ไปหลง บอกวา่ สงิ่ น้ีควรยินดแี ตจ่ ติ ใจของเรา
160
อาจไม่สนใจมนั ไมช่ อบมนั เพราะฉะนนั้ เราจะถอื ใจของเราตามท่ใี จมันชอบหรอื
ไม่ชอบมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ ยิ่งผู้ประพฤติธรรมแล้ว จะต้องเอาธรรมเป็นใหญ่
พระพทุ ธเจา้ พระองคจ์ ดั ความเปน็ ใหญไ่ ว้ ๓ ประการ คอื อตั ตาธปิ ไตย ถอื เราเปน็ ใหญ่
โลกาธปิ ไตย ถอื โลกเปน็ ใหญ่ และ ธรรมาธปิ ไตย ถอื ธรรมเปน็ ใหญ่ ในอธปิ ไตยทงั้ สาม
อยา่ งน้ี พระพทุ ธเจา้ ทรงยกยอ่ งควรถอื เอาธรรมาธปิ ไตย คำ� วา่ ธรรมาธปิ ไตย คอื หลกั การ
ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงค้นพบแลว้ มาประกาศแสดง พาประพฤติ พาปฏิบตั ิ เปน็ หนทางท่ี
พ้นจากเวรจากภัยหรือหนทางอันปลอดภัย ให้ได้มาซึ่งความสุขท้ังทางกายทั้งจิตใจ
ตามลำ� ดบั ตง้ั แตค่ วามสขุ แบบพนื้ ฐานกระทงั่ ความสขุ อยา่ งสงู ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไปจนถงึ ความสขุ
อยา่ งยิง่ คอื พระนพิ พาน
ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ นน้ั พระองคท์ รงชแ้ี จงแสดงทงั้ ประโยชนป์ จั จบุ นั
หรอื ความสขุ ในปจั จบุ นั และประโยชนค์ วามสขุ ในเบอ้ื งหนา้ ถา้ ผใู้ ดไดศ้ กึ ษาเขา้ ใจและ
ประพฤตปิ ฏิบตั ติ ามแล้ว ชวี ติ ของบคุ คลผนู้ น้ั จะประกอบไปดว้ ยประโยชน์ ไมเ่ ปล่า
จากประโยชน์ ไดค้ วามผอ่ งใสเบกิ บานในจติ ใจทงั้ ในปจั จบุ นั แมล้ ะขนั ธอ์ นั นไี้ ปแลว้ ก็
ได้ประโยชน์ได้ความสุขในเบื้องหน้า ได้ความผ่องใสความสุขใจในสัมปรายภพ
เบอ้ื งหนา้ ยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป ถา้ หากวา่ นสิ ยั บารมอี นิ ทรยี แ์ กก่ ลา้ แลว้ กจ็ ะไดเ้ ขา้ สปู่ รนิ พิ พาน
อนั เปน็ ทสี่ ขุ อยา่ งยอดเยยี่ ม เปน็ ทส่ี ดุ ทา้ ยของชวี ติ พระพทุ ธเจา้ และพระอรยิ เจา้ ทง้ั หลาย
พระนพิ พานเป็นสดุ ท้ายของชวี ติ ไม่วนเวียนเหมือนกับชีวติ ทางอ่ืน ในมนษุ ย์
ก็ชีวิตวนเวียน ในสวรรค์ก็ชีวิตวนเวียน ในพรหมโลกก็ยังเป็นวัฏฏะ วนเวียนอยู่
ยงั ไม่แนน่ อน ไมจ่ ีรงั ยง่ั ยนื ไมม่ ่นั คง แตช่ ีวติ ท่ีย่ังยืนคอื ชวี ิตสดุ ท้ายคือพระนิพพาน
เพราะฉะนนั้ พวกเราท้งั หลาย พึงพยายามสรา้ งสมอบรมบารมีให้ชีวิตนีไ้ ดก้ ้าวหนา้
ไปตามล�ำดับ จนกว่าจะลุถึงชีวิตสุดท้ายคือพระนิพพานเป็นที่สุด หมดทุกข์กังวล
ไม่เวยี นว่ายตายเกิดอนั เปน็ ภัยในวฏั ฏสงสาร
เมอ่ื เราทง้ั หลายไดย้ นิ ไดฟ้ งั แลว้ จำ� ไวใ้ หด้ ี นำ� ไปฝกึ อบรมกายและจติ ใจของเรา
ให้ดี เราก็จะได้ประสบความสขุ ความเจริญ จากน้ไี ปต้งั ใจรบั พร
161
รักษาจิตดวงเดยี ว
การฟงั ธรรมะกเ็ ปน็ สงิ่ สำ� คญั สว่ นหนงึ่ ทช่ี ว่ ยใหจ้ ติ ใจสงบ ถา้ เรารจู้ กั ฟงั การฟงั
ทที่ ่านแสดงนั้น ไม่จ�ำเปน็ จะตอ้ งส่งจิตใจไปตามทท่ี ่านพูด ไมจ่ �ำเปน็ จะตอ้ งต้งั จิตใจ
ว่าดีหรือไม่ดี เราต้ังใจเพื่อให้จิตสงบ เพราะท่านแสดงไปอยู่ที่จิต ความมุ่งหมาย
ของผแู้ สดงกอ็ ยากใหเ้ ขา้ ใจธรรมะมารวมอยทู่ ใี่ จ ใหเ้ หน็ ธรรมะอยทู่ ใี่ จ การฟงั ธรรม
ถา้ ใครรวมจติ ใจใหส้ งบอยทู่ ใี่ จ ฟงั เขา้ ใจดกี วา่ ทเี่ ราจะสง่ ไปตามทที่ า่ นพดู ความทจ่ี ติ
มสี ตริ วมสงบรตู้ วั อยู่ ถงึ แมไ้ ดย้ นิ กไ็ ดย้ นิ อยทู่ จ่ี ติ รธู้ รรมกร็ อู้ ยทู่ จ่ี ติ เพราะจติ เปน็ ผรู้ ู้
จติ เปน็ ผเู้ หน็ นี่ เพราะฉะนนั้ เราไมจ่ ำ� เปน็ จะเอาจติ ไปฟงั ทไี่ หนเลย ฟงั ทจี่ ติ นนั่ แหละ
ธรรมะจะปรากฏขึน้ เอง จะเขา้ มาเอง
ในสมัยครัง้ พทุ ธกาล องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ ทรงแสดงด้วยอานภุ าพ
ของพระองค์ ดว้ ยกศุ ลดว้ ยความฉลาดของผฟู้ งั ดว้ ยผสมกนั รวมกนั แลว้ จติ กร็ วมลงได้
สงบลงได้ เห็นประจักษ์ขึ้นในจิตได้ ส้ินสงสัยออกอุทานประกาศว่าได้รู้ได้เห็น
ปฏญิ าณตนถงึ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะท่ีพึ่งตลอดชวี ิตนี่ เขาฟงั
คร้งั เดยี วเทา่ น้ัน
เพราะเหตนุ นั้ การฟงั ธรรมจงึ จำ� เปน็ อยา่ งยงิ่ ฟงั ธรรมทำ� สมาธใิ หจ้ ติ ใจสงบแลว้
ทา่ นกแ็ สดงอยไู่ ปตรงนนั้ เพราะธรรมทง้ั หลาย ถา้ ไมม่ ใี จแลว้ ไมม่ ปี ญั หาเลย เรอื่ งท่ี
เราล่วงร้ธู าตุ รขู้ นั ธ์ รูอ้ ริยสจั ทัง้ หมดก็เพื่อใจดวงเดียวน้ีเอง ถา้ ใจดวงเดียวนม้ี ันดี
162
มันสงบแล้ว มันบรสิ ทุ ธ์ิแลว้ สงิ่ เหล่าน้นั กไ็ ม่มปี ัญหาเลยนี่ ปญั หาอยทู่ ีใ่ จดวงเดียว
ขอให้เราท้ังหลายจับเอาอันเดียวให้ได้ เพราะฉะนั้น การเทศน์อบรมจิตจึงไม่ได้ใช้
กวา้ งขวางไปมาก เพอื่ รวมจดุ ใหไ้ ด้ ยดึ หลกั นใ้ี หไ้ ด้ เพอ่ื ใหแ้ คบใหส้ น้ั ทส่ี ดุ เพอื่ เราจะ
ไดป้ ฏบิ ตั ยิ ดึ หลกั อนั นใ้ี หม้ น่ั คงใหเ้ ขา้ ใจ เมอ่ื เขา้ ใจอนั เดยี วแลว้ มนั ขยายไปรทู้ วั่ ถงึ เอง
เหมอื นกบั กระแสไฟทมี่ นั มพี ลงั ดแี ลว้ มนั มสี ายตอ่ ไปไหนมนั กก็ ระจายไปเอง ขอ้ สำ� คญั
เหมือนกับพลังไฟน้ี สำ� คัญทสี่ ุดอยู่ในจุดเดียวเท่าน้นั เอง
จติ ใจของเราก็เหมอื นกนั ถา้ จติ น้ีมีพลงั อนั เห็นชอบ อนั ด�ำริชอบ สมบรู ณ์อยู่
ในจิต มเี พียรชอบในจติ มีระลกึ ชอบอยใู่ นจิต มสี มาธชิ อบ ตัง้ มน่ั ชอบอยูใ่ นจิต
จติ เหลา่ นนั้ การงานอนั ใดของจติ หรอื การงานอะไร เครอ่ื งมอื ของจติ เชน่ วา่ กายและวาจา
จิตกต็ ้องควบคมุ บังคบั ใหช้ อบไปด้วย อย่ใู นกฎเกณฑ์อยใู่ นหนทางท่ีชอบ เพราะจิต
มปี ัญญนิ ทรยี ์ คือ มีปัญญาเปน็ ใหญ่ในธรรมทงั้ หลาย จะไดป้ ญั ญาความเหน็ ชอบ
ความด�ำรชิ อบ แจง้ ประจกั ษ์สิน้ สงสัยในเรือ่ งสังขารท้ังปวงทีป่ รงุ แต่ง อดีต อนาคต
ปจั จบุ ัน ที่จิตของเรากงั วลวนุ่ วายอยู่ มนั เรอ่ื งของสังขาร
สรปุ ใจความวา่ สังขารทงั้ หมดเปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง สรุปวา่ เปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง สังขาร
ท้ังหมดทำ� ใหเ้ กดิ ทุกข์ สำ� หรับผู้ทไี่ ปยดึ ถอื ผ้ทู ไี่ ปหลง ผูท้ ีห่ ลงสงั ขาร เพราะฉะนนั้
เครอ่ื งปรงุ แต่งทงั้ หมด เมื่อเรารู้มันไมเ่ ท่ยี ง เราคดิ ไปได้ ปรงุ ไปได้ ทำ� ไปได้ มนั ก็
ไม่เท่ียงอยู่อย่างน้ัน เพราะความไม่เที่ยงมันเป็นสัจธรรม มันแสดงอาการของทุกข์
ที่ไดท้ ุกข์ก็เพราะมันไมเ่ ท่ยี ง ถา้ มันเท่ียงแล้วเรากไ็ ม่ทกุ ข์ เหมือนร่างกาย เราเกิดมา
ถา้ มนั เทย่ี งแลว้ มนั กต็ อ้ งไมห่ วิ โหย ไมต่ อ้ งหาอะไรอกี มนั กค็ วรตอ้ งอม่ิ อยตู่ ลอดเวลา
เครื่องนุ่งห่มก็ไม่ต้องหาอะไรมาอีก มีแล้วก็พอแล้ว แต่น่ี ที่เราต้องชุลมุนวุ่นวาย
ก็เพราะมนั ไม่เทย่ี ง ที่มันทุกขส์ ารพัด สงเคราะห์เข้าในอันนห้ี มด
ความเคลอื่ นไหวแมแ้ ตล่ มหายใจเขา้ ออก กล็ ว้ นไมเ่ ทย่ี ง จงึ เขา้ จงึ ออก นกี่ เ็ ปน็
สว่ นทกุ ข์ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งสขุ รวมจดุ ทจี่ ติ ถา้ มนั รจู้ รงิ สง่ิ เหลา่ นแี้ ลว้ มนั ปลอ่ ยวาง ยดึ พทุ โธ
ไวไ้ ด้ ยดึ ความสงบไวไ้ ด้ ยดึ ทพี่ งึ่ ไวไ้ ด้ มนั กส็ งบ แตโ่ ดยมากแลว้ เราไปอยากรอู้ ยากเหน็
อยากให้มันเปน็ อยา่ งโน้นเป็นอย่างน้ี ความอยากมันขน้ึ มาผลกั ดนั ก่อน กิเลสกเ็ ลย
163
ได้จังหวะ สังขารก็ได้จังหวะ ปรุงแล้วไปเตลิด ไม่มีขอบเขตน่ี กิเลสก็ตัวสังขาร
ชนดิ หนง่ึ เหมอื นกนั ทำ� ใหจ้ ติ ฟงุ้ ซา่ น เรยี กวา่ อปญุ ญาภสิ งั ขาร ประเภทสงิ่ ทไี่ มใ่ ชบ่ ญุ
นนั่ เอง เมอ่ื ไดจ้ งั หวะมนั คอยปรงุ จติ เพราะสตขิ องเรายงั ไมม่ กี ำ� ลงั จะตา้ นทานสงั ขาร
ท่ีมันปรุงนั้นได้ สมาธิของเราก็ยังไม่ต้ังม่ัน เพราะฉะน้ัน ผู้อธิบายเพื่ออบรมจึง
พยายามวนเวยี นอยใู่ นเรอื่ งนเี้ พอ่ื ใหเ้ ราชำ� นชิ ำ� นาญในการกำ� หนดจติ ในการตง้ั จติ จงึ
ไม่ออกจากมรรค ๘ เพราะเป็นอริยสัจธรรม ถึงจะขยายไปท่ีไหนก็ต้องมารู้ตรงน้ี
ต้องมาเหน็ ตรงน้ี ถา้ ตรงนไ้ี ม่เหน็ ไปที่อืน่ ไมม่ ที างที่จะส�ำเร็จ
ผทู้ จ่ี ะได้บรรลเุ รียกวา่ ธรรมาภสิ มัย สมยั ในปจั จบุ ันท้งั นัน้ ไมเ่ คยบรรลอุ ดีต
อนาคต ตอ้ งตรสั รู้ในปจั จุบนั เหน็ ในปจั จุบัน ตดั สนิ ชข้ี าดในปัจจบุ ัน ไมม่ ีธรรมะ
ทอี่ ดตี อนาคต ใหบ้ รรลธุ รรมเลย เพราะฉะนนั้ จงึ อยากจะเนน้ หนกั ในปจั จบุ นั ทเี่ รากำ� ลงั
ระลึกพทุ โธอยเู่ พื่อใหม้ ีสตริ ู้ ให้มคี วามรู้ตวั เราท�ำงานอะไร จิตทำ� งานอะไร ละเอยี ด
หยาบอยา่ งไรมนั กอ็ ยตู่ รงนน้ั มนั สงบไมส่ งบ มนั กอ็ ยตู่ รงนน้ั ขนึ้ อยทู่ อี่ ารมณข์ องเรา
ที่สมั ผัสสัมพันธน์ ั่นเอง
ขอใหเ้ ราทง้ั หลายเขา้ ใจชดั อยา่ ไปคลำ� หา ยงิ่ คลำ� หาเทา่ ไรยง่ิ อนั ตราย เพราะตาเรา
ไม่เห็น ด้ินรนไปยิ่งอันตราย เพราะตาเรายังไม่เห็นอริยสัจธรรม เม่ือเราได้ถึง
อรยิ สจั ธรรม นโิ รธทำ� ใหแ้ จง้ แลว้ เมอ่ื มนั พน้ อนั ตรายแลว้ เราจะทำ� อะไร พจิ ารณาอะไร
มนั กไ็ ด้ ทำ� อะไรกไ็ ด้ เพราะฉะนน้ั ใหพ้ อใจ ใหส้ นั โดษ ใหย้ นิ ดใี นความสงบ ปรารภ
ความเพียร พอใจในความสงบ อย่าเข้าใจวา่ มันจะโง่ มนั ไม่โงห่ รอก จติ มนั ไมเ่ คยโง่
ต้ังแต่ไหนแต่ไร จิตมันฉลาดอยู่แล้วแต่มีส่ิงที่ปกปิดเท่าน้ันเอง ถ้าเอาอวิชชาออก
ครอบง�ำออกไปแลว้ อยา่ กลัวเลยมนั จะโง่
เพราะฉะนน้ั ใหร้ วมให้ตรงจดุ ใหม้ พี ลงั อันนี้ใหไ้ ด้ ให้ทำ� จติ ใหพ้ อดี แตอ่ ยา่
ให้มนั เกินและอย่าให้มันขาด เรียกว่าชอบ คอื มนั ไมเ่ กนิ และไมข่ าดนั่นเอง จำ� เพาะ
เจาะจงอยใู่ นอารมณใ์ นปจั จบุ นั ทเี่ ราภาวนา เชน่ พทุ โธกอ็ ยา่ ใหม้ นั เกนิ พทุ โธ อยา่ ใหม้ นั
ขาดพทุ โธ ให้มันไปจบั อยู่ให้มนั พอดี ธมั โมก็ให้อยใู่ นธมั โม สงั โฆก็ให้อยูใ่ นสังโฆ
หรืออานาปานสตทิ ีเ่ ราใชอ้ ยใู่ นเฉพาะ อย่าใหข้ าด อยา่ ให้เกนิ ใหเ้ ห็นเขา้ เหน็ ออกอยู่
164
ตลอดเวลา อย่าให้ขาด อยา่ ให้เหลอื เรยี กว่า มชั ฌิมา เรียกว่า พอดี นี่ ให้รู้จักพอดี
ทก่ี ำ� ลงั สตปิ ญั ญาของเราในปจั จบุ นั ถา้ หากจติ ของเราตง้ั มนั่ แนว่ แนไ่ ดก้ ำ� ลงั แลว้ กพ็ อดี
กบั กำ� ลงั ของเราอกี เราจะแยกแยะธาตขุ นั ธ์ พิจารณาให้ชัดไปอย่างไรกไ็ ด้... เวลา
เราออกจากสมาธิ เวลาเดนิ กด็ �ำรชิ อบ พจิ ารณาให้ชอบ ในขันธใ์ นสตั วใ์ นบคุ คลให้
เป็นธรรมไปหมด เราก็มีโอกาสพิจารณาได้ แตเ่ วลาเราน่งั สมาธิแล้วเราตอ้ งรวมเพ่ือ
พลงั ความรู้ เหมอื นเขารวมแสงแดดสามารถเปน็ พลงั เปน็ ไฟขน้ึ ได้ ถา้ กระจายอยทู่ วั่ ไป
ไดแ้ ตเ่ ผาเราให้ร้อนไปเฉยๆ หรือเผาตน้ ไม้ใหเ้ หี่ยวแหง้ ไม่ได้ประโยชนเ์ ลย แต่ถา้ มี
เครอ่ื งมารวมพลงั แสงแดดเหมอื นกบั ทร่ี วมอยใู่ นแบตเตอรไี่ ด้ มนั กม็ พี ลงั ใช้ เวลามดื
แดดหายไป เรากย็ งั เอามาใชใ้ หแ้ สงสว่างได้
จิตใจน้ีถ้ารวมพลังความรู้อยู่ในจุดเดียวได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ถึงไหนถึงกัน
ไมต่ อ้ งหว่ ง กเิ ลสมนั จะหนาเทา่ ไรกไ็ มต่ อ้ งหว่ ง มนั จะพงั หมดในครเู่ ดยี วเทา่ นนั้ แหละ
พลังของจติ นยี่ ิ่งกวา่ ปรมาณอู กี อยา่ วา่ ปรมาณูมีอานุภาพ ยง่ิ กว่านน้ั อกี ปรมาณกู ไ็ ด้
จากพลงั ของจิตเป็นผสู้ รา้ งขน้ึ ต้ังข้นึ มาจงึ มพี ลงั ถา้ ไม่มีจิตก็ไม่มีทางทจี่ ะเกิด ไมม่ ี
ทางทีจ่ ะเป็น จิตนม่ี ันใหญก่ วา่ น้นั อีก
เพราะฉะนั้น ควรอบรมจิต ควรรักษาจิตให้รวมอยู่โดยเฉพาะ โดยจ�ำกัด
อยา่ ไปกลวั ไมร่ ู้ กลวั ไมเ่ หน็ กลวั ไมด่ ี หลวงปมู่ นั่ ทา่ นพดู จำ� กดั ๆ วา่ เพราะความกลวั
ไมด่ นี จี้ ะเปน็ ภยั อยา่ งสำ� คญั กลวั ไมร่ ไู้ มเ่ หน็ อยากไดอ้ ยากมี ไมต่ อ้ งอยาก เพราะมนั
มีอยแู่ ล้ว พุทโธกม็ อี ยแู่ ล้ว ท�ำลงไป กำ� หนดลงไป พจิ ารณาลงไปให้พอดี เรากส็ ร้าง
ความดี สรา้ งความสนกุ ในการภาวนาไดน้ ี่ เมอื่ กเิ ลสมนั สรา้ งใหเ้ ราสนกุ ใหเ้ ราหลงได้
เราจะสร้างธรรมให้เราสนุกไมไ่ ดห้ รอื
เราจะได้ประพฤติธรรมรู้ธรรม คลุกคลีอยู่ในธรรมน�ำความสุขมาให้ ท�ำไม
จะให้กิเลสสร้างความสุขความเพลิดเพลินให้เราหลง เกิดความประมาทไม่ได้สติ
ปัญญาอันชอบ ไม่ได้หนทางออกจากทุกข์เลย มีแต่หนทางในวัฏฏะเรื่องของกิเลส
แตน่ เี่ ราเรมิ่ สรา้ งธรรมขนึ้ มา ใครมคี วามสนกุ ในธรรม มคี วามวเิ วกในธรรม มคี วามสขุ
ในการประพฤตธิ รรม เรานงั่ อยู่อยา่ งนเ้ี ดือดรอ้ นอะไร ใครอะไรมาท�ำให้เดอื ดรอ้ น
165
นอกจากกเิ ลสเท่านน้ั ถา้ จติ ยนิ ดใี นธรรม ต้งั ใจปฏบิ ัติธรรมใหส้ งบ พอใจในธรรม
แลว้ มนั กไ็ มม่ อี ะไร ไมม่ ปี ญั หาอะไร แตม่ นั มปี ญั หาอยเู่ พราะขนั ธม์ อี ยู่ อนั นเ้ี รายอมรบั
ธรรมดาเมอ่ื เรารู้ความจรงิ จงึ ธรรมดา อนั นก้ี ็ไมม่ ปี ัญหา
เพราะเหตนุ ้นั ให้เราทงั้ หลายพยายามเอาอนั เดียว จติ ดวงเดยี วน่แี หละ เรารู้
มากไปแลว้ ละ่ กวา้ งมากจนคมุ ไมอ่ ยู่ รกั ษาไมไ่ ด้ พทุ โธๆ กไ็ ป พทุ โธๆ กไ็ ป ไมใ่ ชเ่ ราโง่
อย่าไปเข้าใจว่าเราโง่ แต่ความรูม้ ันยังกระจายอยู่ ยังใชง้ านไม่ได้ ประเมินผลไมไ่ ด้
ก็เหมือนกับเราลงทุนดงู านไปท่วั โลกแล้วก็คุมไม่ได้ ไม่ทราบจะขาดทุนหรอื ไดก้ ำ� ไร
เพราะมนั กระจายไปมาก ผลทส่ี ดุ บางทพี อประเมนิ ไปแลว้ เปน็ หนเ้ี ขา หมดเนอื้ หมดตวั
ก็ไมร่ ู้
ความรขู้ องเรากเ็ หมอื นกนั วา่ เรารมู้ าก อนั นน้ั กร็ ู้ อนั นก้ี ร็ ู้ อนั นนั้ กอ็ ยากได้ อนั น้ี
ก็อยากได้ ผลสดุ ทา้ ยพงึ่ ไม่ไดซ้ ักอย่าง เวลาเจ็บป่วยขึน้ มา สงบไมไ่ ด้ ไมม่ อี ะไรยึด
เวลาภัยเกิดข้ึนกระทบกระเทอื นเล็กๆ นอ้ ยๆ ไฟก็ลุกขนึ้ มา ร้อนข้ึนมา ไมม่ ที พี่ ึ่ง
อะไรกระทบตา หู จมกู ลน้ิ กาย ข้นึ มาท่เี ปน็ สงิ่ ท่ีไม่ชอบ เป็นสิง่ ทไ่ี มด่ ี ใจก็ร้อน
น่ี แปลว่า ไม่มที พ่ี ่ึง ไม่ไดผ้ ล ถ้าเราปฏิบัตสิ ติ สมาธิ ปัญญา นี่ มนั รู้เทา่ ทนั อารมณ์
ท่ีกระทบขนึ้ มา มนั เอามาแก้กันในเวลาน้นั เกิดดบั ไป ไฟลกุ ขึน้ กด็ ับไป นำ�้ มนั เทไป
ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ผลที่สุดเหมือนมันหมดเช้ือแล้วมันไม่มีอะไรจะเกิดเลย เพราะเช้ือ
มันหมดแลว้
ของเราเวลานเี้ ปรยี บเหมอื นดนิ มนั ชมุ่ ชนื่ เราไปถากถางหญ้าออก มันก็เปลยี่ น
สกั ครหู่ นงึ่ พอเผลอเดยี๋ วกร็ กขนึ้ อกี ถางอกี กร็ กขนึ้ อกี นี่ เพราะเรายงั ไมไ่ ดฐ้ านมนั่ คง
ถ้าฐานสมาธิม่ันคงเหมือนกับเราเอาก้อนอิฐมาทับไว้ๆ นี่ได้ในขั้นสมาธิ ในข้ัน
ความสงบ เหมอื นเราเอากอ้ นอฐิ มาทบั ไว้ ตรงไหนวา่ งมนั กย็ งั แทรกขน้ึ มาได้ ถา้ เรายก
ก้อนอิฐออก มันก็ข้ึนมาได้อีก
ส่วนวิปัสสนาปัญญา เปรียบเหมือนเราถอดถอนเช้ือออกหมด หรือเช่นว่า
เราเทซเี มนต์ให้มันหนาข้ึนมา... ราดยางขึ้นมา หญ้าข้นึ มาไม่ได้อกี หญา้ ไม่สามารถ
166
จะเกดิ ขึน้ ไดใ้ นหินตัน หินเกลีย้ ง... แตแ่ ผน่ ศิลาทีส่ กปรก มีดินมีอะไรปนอยเู่ ตม็ นนั้
หญา้ มนั เกดิ ขนึ้ ได้ จติ ใจมกี เิ ลสขนึ้ ไดก้ เ็ พราะไมไ่ ดช้ ำ� ระใหส้ ะอาดนน่ั เอง เพราะเวลา
เกดิ ขนึ้ เรากส็ งบ เกิดขน้ึ กส็ งบ กห็ มดปญั หานี่ อยากได้แต่ทางลัด กล็ ัดทส่ี ดุ แล้ว...
พทุ โธ จะไปหาทไ่ี หนเลา่ ทุกวันนี้ไม่มแี ล้ว พุทโธดวงเดยี ว อยใู่ นพทุ โธ ไดจ้ ริงๆ
กพ็ อแล้ว
ในปจั จุบนั ท่เี ราอยู่นี้ มีสิ่งอ�ำนวยความสะดวก ท่พี กั ก็พออยูไ่ ด้ วิเวกสงบสงัด
พอเหมาะแบบทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทา่ นพาอยอู่ ยา่ งนี้ ทา่ นไดบ้ รรลธุ รรม ตรสั รธู้ รรม พวกเรา
ก็ได้อยู่ในป่าที่สงบสงัดแบบสมควรท่ีจะบ�ำเพ็ญจิตอันน้ีได้ เรื่องปัจจัย ๔ เราก็
ไม่เดือดรอ้ น พออยูไ่ ปไดผ้ ่านไปวันหนง่ึ ๆ แมจ้ ะอดอย่บู ้างกย็ งั อยู่ได้ พระท่านอด
ตั้งเจ็ดวันแปดวันเก้าวันท่านก็ยังอยู่ได้ ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร ถ้าจิตมันดีแล้ว
ทกุ อยา่ งมันก็ไมม่ อี ะไรมาขดั ขวางไดเ้ ลย จงึ บอกวา่ ท�ำจิตใหด้ ีๆ ก็สรปุ ไดห้ มดแลว้
รวมอยใู่ นนนั้ หมดแลว้ ละความชวั่ ทำ� ความดี รวมอยใู่ นนนั้ หมดแลว้ สะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ
ท�ำอยา่ งไรอกี จะปฏิบัติอยา่ งไรอีก เพียงแตเ่ รารักษาจิตเท่าน้นั เอง
ขอใหเ้ ราทง้ั หลายจงรบั ทราบ การปฏบิ ตั ไิ มม่ อี ะไรมากเลย ถา้ เราไมอ่ ยาก เราไมห่ วิ
ถา้ เราร้เู ราเขา้ ใจถึงธาตุจริงธาตุแท้ เราจะไมท่ ะเยอทะยานสรา้ งขนึ้ ในจิตดวงนี้ แต่ถา้
ไมถ่ งึ ของจรงิ ปญั หาไมห่ มด มนั หลงอยอู่ ยา่ งนนั้ แหละ เพราะฉะนนั้ พงึ เขา้ ใจ เมอื่ ไดย้ นิ
ไดฟ้ งั กำ� หนดให้ดี รักษาให้ดี
167
พระอรยิ วงศาปฏปิ ทา
ตงั้ ใจ มสี ติ สำ� รวมกายของเรา การนั่งสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มอื ขวาวาง
บนมือซา้ ย ตง้ั กายให้ตรง ให้กายมเี สถยี รภาพที่ตงั้ ม่นั ไม่หว่นั ไหว เพราะเราตัง้ ใจ
ปฏิบตั จิ ริง จรงิ ท้ังกายของเราด้วย จริงทง้ั ใจดว้ ย เพอ่ื ต้องการเห็นธรรมะของจริงท่ี
พระพทุ ธเจา้ ทรงบำ� เพญ็ มา พระองคก์ ท็ ำ� มาอยา่ งน้ี พระอรยิ เจา้ ทง้ั หลายกท็ ำ� มาอยา่ งนี้
ให้เราถือเสียว่าที่เราปฏบิ ัตนิ ้ี เราปฏิบัติตามอริยวงศ์ เรียก อรยิ วงศาปฏปิ ทา
พระอริยเจา้ ทุกๆ องค์ แตก่ อ่ นทา่ นกเ็ ป็นปุถชุ นชาวบ้านธรรมดาๆ เหมอื นกบั
พวกเราน้ี ไมใ่ ชว่ ่าท่านเกิดมาเป็นพระอรยิ ะทีเดียว บางองค์บางท่านเกิดในตระกูล
ทกุ ข์ยากล�ำบาก บางองคบ์ างทา่ นกเ็ ป็นนักเลงมาก่อน โดยไมร่ ตู้ วั เองว่ามีคณุ ธรรมท่ี
ได้ทำ� ไว้ ไมเ่ คยรลู้ ว่ งหน้ามาก่อนเลย แต่เม่อื พบพระพทุ ธเจา้ พบพระสงฆส์ าวกของ
พระพทุ ธเจา้ ไดใ้ กลช้ ดิ ไดฟ้ งั ธรรม เกดิ ความรตู้ วั เกดิ ความเลอื่ มใสขน้ึ มา มคี วามสนใจ
ตั้งใจปฏิบัติ เลิกละกิจซ่ึงไม่ใช่หนทางที่ท�ำให้เกิดความบริสุทธ์ิ สงบละเอียดอ่อน
แลว้ มาตัง้ ใจปฏิบตั ติ ามอรยิ ปฏปิ ทา
อนิ ทรียสังวร น้ีกเ็ ป็นอรยิ ปฏิปทา (คือให)้ ส�ำรวมตา สำ� รวมหู ส�ำรวมจมกู
ส�ำรวมล้ิน ส�ำรวมกาย ส�ำรวมใจ เรียกว่าส�ำรวมอินทรีย์ คืออินทรีย์น้ีเป็นประตู
ตากจ็ ะตอ่ ไปเหน็ รปู ถา้ สตขิ องเราไมด่ ี กจ็ ะทำ� ใหเ้ ราหลงไปตามอาการเหลา่ นน้ั จติ ใจ
กจ็ ะไมส่ งบ จะไดป้ ระสบแตค่ วามทกุ ขค์ วามเศรา้ หมอง ดว้ ยเหตนุ ที้ า่ นจงึ สอนใหม้ สี ติ
สำ� รวมตา สำ� รวมหใู นการฟงั เสยี ง ไดย้ นิ เสยี งอะไรกต็ าม ใหม้ สี ตริ ะลกึ สำ� รวม หากเรา
168
ไม่สำ� รวม เสียงเหลา่ นัน้ ก็จะมาครอบงำ� จิตใจของเราใหเ้ กิดความหว่ันไหวหวาดกลัว
สะทกสะทา้ นต่างๆ โดยไมร่ ู้ความจริง
เพราะฉะนน้ั ทา่ นกส็ อนใหม้ สี ตอิ ยา่ ง อรยิ วงศาปฏปิ ทา สำ� รวมจมกู เมอ่ื ไดก้ ลน่ิ
อะไรมากต็ อ้ งพิจารณาใหเ้ ปน็ ธรรม ให้รูค้ วามจรงิ ในกลิน่ นนั้ ๆ เราก็ท�ำจติ ใจของเรา
ให้ระงบั จากความหวั่นไหวในสง่ิ น้นั ๆ ได้ สำ� รวมลิ้น ให้รจู้ ักรสต่างๆ มนั ก็เพียงแค่
ล้ินเท่าน้ันแหละแล้วก็หายไป เราก็ไม่หลงไม่ยึดในรสจนติด จนไม่สามารถเจริญ
สมณธรรมได้ เพราะตดิ ในสิ่งเหลา่ นี้
โผฏฐพั พะคอื กาย สำ� รวมกาย การนงั่ การยนื เดนิ นอน เรากส็ ำ� รวมไมป่ ลอ่ ยหาอะไร
มาบำ� รงุ บำ� เรอ เพอ่ื เอาความสุขจากอันนี้โดยสว่ นเดยี ว ผลท่สี ุดความสุขทไ่ี ด้จากสงิ่
เหลา่ นน้ั มนั ไมม่ ่นั คงถาวร ไมส่ งบ เพราะกองทุกขม์ ันมีอยู่ภายใน เราไม่ได้แกไ้ ข
เราไปแก้แต่ภายนอก มนั แกไ้ มไ่ ด้ แกไ้ มถ่ กู ทาง
ส�ำรวมใจ ในการนกึ ธรรมารมณ์ต่างๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในใจ ให้มีสตริ ู้วา่ ควรคิดหรือ
ไม่ควรคิด ถา้ เราคิดแลว้ จิตมันฟุง้ ไปเปลา่ ๆ ไม่เกิดความสงบ ไมเ่ กิดความรู้จริงใน
ทางธรรม ทงั้ หมดรวมเรยี กวา่ ส�ำรวมอนิ ทรีย์ ๖
(อรยิ ปฏปิ ทาขอ้ ท่ี ๒ คอื ) โภชเนมตั ตญั ญตุ า รจู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค ไมห่ มกมนุ่
หาความสุขในอาหารอย่างเดียว ถ้าเรายึดติดในอาหารแล้วเราก็จะไม่ได้ความสุขใน
ทางธรรม อาหารทไ่ี ดม้ าเรากจ็ ะตอ้ งดน้ิ รนเสาะแสวงหามา หมดไปกต็ อ้ งดน้ิ รนอยตู่ ลอด
ความสขุ อยา่ งนไี้ มม่ นั่ คง ไมถ่ าวร พระพทุ ธเจา้ พระองคไ์ ดพ้ จิ ารณารแู้ จง้ แทงตลอดแลว้
สอนใหเ้ ราบริโภคแคพ่ ออยู่ได้แล้วเอาจติ ใจมาภาวนาปฏบิ ัติ รู้จักประมาณ มอื้ เดยี ว
กพ็ ออยู่ไดแ้ ล้ว
(อรยิ ปฏปิ ทาขอ้ ท่ี ๓ คือ) ชาครยิ านโุ ยค ประกอบเป็นคนตน่ื คือต่นื เบกิ บาน
ด้วยพทุ โธ เบกิ บานด้วยธรรม แลว้ เรามาตรวจดู ทเี่ รามาอยปู่ ฏิบัตติ ามทางอรยิ วงศ์
ตลอดวันเราก็ได้ปฏิบัติ ต้ังอยู่ในกุศล มาน่ังเราก็นั่งก�ำหนด มีสติพิจารณาธรรม
เราเดนิ กพ็ จิ ารณาธรรม ยนื กพ็ จิ ารณาธรรม นอนกพ็ จิ ารณาธรรม พจิ ารณากายกช็ อ่ื วา่
169
พิจารณาธรรม พิจารณาเวทนาก็ช่อื วา่ พจิ ารณาธรรม พจิ ารณากายในแง่ตา่ งๆ ที่มัน
มีอย่เู พ่ือทราบความจริงในเรื่องของกาย ให้ปรากฏขึน้ มาตามหลักธรรมค�ำสอนของ
พระพทุ ธเจา้ ไมว่ า่ หลบั หรอื ตนื่ ใหป้ ระกอบความเพยี ร ไมเ่ หน็ แกห่ ลบั แกน่ อน คอื ความ
เกยี จครา้ นเหนด็ เหนอ่ื ย เพราะความเพยี รทำ� ไดท้ ง้ั ทางกายและทางใจ ถา้ กายเหนอื่ ย
กใ็ หน้ งั่ แลว้ มาเพยี รทางใจ เพยี รพจิ ารณา จติ เรากส็ งบ ใจสงบพกั ผอ่ น อยดู่ ว้ ยความ
ปีตสิ ขุ ท่เี ราได้ปฏบิ ัตจิ ติ อนั เปน็ กศุ ล ไม่มมี ลทนิ เคร่อื งเศร้าหมอง
แตล่ ะวนั ๆ เราตรวจดแู ลว้ เราไดม้ โี อกาสปฏบิ ตั เิ จรญิ รอยตามพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
เราปฏิบัติตามอริยวงศ์อริยประเพณีมาตามล�ำดับ เราก็ได้ความสุขสมควรแก่การ
ปฏิบัติของเรา เมื่อเราเปรียบเทียบกับการคลุกคลีด้วยส่ิงต่างๆ แล้ว เรามีความ
ปลอดโปรง่ ผ่องใสหลายเทา่ พันทวี จะมาเปรียบกบั ทเ่ี รามาอยู่สงบอย่างน้ีไม่ไดเ้ ลย
เพราะฉะนน้ั พระพทุ ธเจา้ กด็ ี พระอรยิ เจา้ กด็ ี เมอ่ื ทา่ นพบปฏปิ ทานแ้ี ลว้ ทา่ นก็
ไม่ไปแสวงหาอย่างอ่นื อีก ท่านพอใจบ�ำเพ็ญการปฏิบัตฝิ ึกหดั จิตใจใหล้ ะเอียดเขา้ ไป
ตามล�ำดับ ความสขุ สงบละเอยี ดเทา่ ไร ความรเู้ หน็ กล็ ะเอียดไปตาม เบ่ือหน่ายใน
ส่ิงที่เป็นความสุขหยาบๆ ซ่ึงแต่ก่อนเราเห็นแต่ความสุขจากการครองเรือน มีบ้าน
มเี รอื น เมอื่ ปฏบิ ตั จิ ติ สงบจติ ละเอยี ดแลว้ หวนกลบั ไปดู มนั ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งความสขุ เสยี แลว้
มนั เปน็ เรอื่ งของความดนิ้ รนเพราะมเี ครอ่ื งบบี บงั คบั มแี ตเ่ ครอื่ งบงั คบั มแี ตเ่ ครอื่ งบบี
เครอ่ื งสนบั สนนุ ใหท้ ำ� ไปในสง่ิ ทเ่ี กดิ ความกระทบกระเทอื นมวั หมอง ไมม่ เี วลาวา่ งเวน้
พระพุทธเจ้าว่าน้ีเป็นโอกาสท่ีบุคคลต้องขัดเกลาให้เหมือนกับสังข์ที่ขัดดีแล้ว
เราทกุ คนอยใู่ นฐานะทจี่ ะทำ� ได้ ทางนท้ี างเดยี วเทา่ นนั้ ทมี่ โี อกาสทจ่ี ะสงบได้ บรสิ ทุ ธไิ์ ด้
ทางอ่ืนไม่มี เพราะฉะนนั้ ใหเ้ ราทั้งหลายตัง้ ใจปฏบิ ัติ โดยความเลอื่ มใสในปฏปิ ทา
ในอรยิ วงศท์ พี่ ระพทุ ธเจา้ พาดำ� เนนิ มา อรยิ ประเพณี กลางวนั กใ็ ชป้ ฏบิ ตั พิ จิ ารณาธรรม
เดนิ กพ็ จิ ารณาธรรม นอนกพ็ จิ ารณาธรรม ทกุ อริ ยิ าบถตง้ั อยใู่ นธรรม มธี รรมเปน็ สรณะ
เมอ่ื มาดใู นเรอ่ื งศลี เรากไ็ มไ่ ดม้ โี ทษนอ้ ยใหญ่ เรากม็ คี วามสขุ พอแลว้ เรอื่ งสมาธเิ ราก็
พยายามส�ำรวม มีสติรักษากาย ปฏิบัติธรรมารมณ์ให้ละเอียดไป ก็สงบไปตาม
ล�ำดบั ล�ำดา
170
โดยธรรมชาตขิ นั ธ์ที่เราอาศัยนม้ี นั เป็นกองทกุ ข์ เราจะเอาสขุ ล้วนๆ ในขนั ธน์ ้ี
มนั กเ็ ปน็ ไปไมไ่ ด้ เราตอ้ งยอมรบั ความจรงิ เวลาเจบ็ ปวดมนั เกดิ ขน้ึ เรากร็ เู้ ทา่ พจิ ารณา
รู้ทกุ ขแ์ ทงตลอด เพื่อให้เหน็ ทุกขจ์ ะได้ออกจากขันธน์ ้นั เอง ถา้ ไม่เหน็ ทุกข์ เรากอ็ อก
จากทุกข์ไม่ได้ ทุกข์เป็นสัญญาณเครื่องเตือนเรา ไม่ให้เราประมาท ไม่ให้เราหลง
ใหเ้ รารูธ้ รรมเห็นธรรมตามความเปน็ จรงิ เรียกวา่ สจั ธรรม
เราไม่ต้องรังเกียจทุกข์ เวลานั่งไปแล้วทุกข์เกิดข้ึน เราท�ำความพอใจดีใจ
ด้วยซ้�ำไป เพื่อต้องการรู้ในขันธ์นี้มันทุกข์อย่างน้ี ตามท่ีพระพุทธเจ้าพระองค์ทรง
ตรสั ไว้ เพราะฉะนนั้ เราควรถือวา่ โชคดี ตงั้ ใจปฏิบตั ปิ รบั ปรุงจติ ใจของเราให้ถกู ทาง
แลว้ เราจะไดเ้ ดนิ สบาย แรกๆ มนั กถ็ กู บา้ งผดิ บา้ ง มนั กข็ รขุ ระเหมอื นกบั ขบั รถนแ้ี หละ
ถนนมนั ไมร่ าบรนื่ มนั เปน็ ธรรมดา เมอ่ื ทางมนั ราบรน่ื แลว้ มนั กจ็ ะคลอ่ งและสบายมาก
มปี ระโยชนม์ าก ขอให้เราทัง้ หลายตง้ั ใจ...
การภาวนาตอ้ งการให้จิตละเอยี ด ใหจ้ ติ เขา้ ไปแก้สมทุ ัย จะเข้าไปแกส้ มุทัยได้
กต็ อ้ งเหน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษเหน็ ภยั ของขนั ธท์ เี่ รามาอยนู่ ี้ ถา้ เหน็ วา่ ขนั ธน์ ดี้ อี ยมู่ ปี ระโยชนอ์ ยู่
มนั ออกไมไ่ ด้ ขนั ธเ์ ปน็ รปู ทป่ี ระกอบไปดว้ ยสมั ภาระคอื กระดกู โครงสรา้ งของกระดกู
ถา้ เราแยกดเู รากจ็ ะรวู้ า่ มคี วามสำ� คญั นอ้ ย ถา้ รจู้ รงิ ๆ มนั ไมม่ ปี ระโยชน์ มแี ตก่ องทกุ ข์
มนั เปน็ สภาวธรรมแทๆ้ เปน็ สภาวธาตแุ ทๆ้ ทง้ั ทเี่ กดิ ทงั้ ตงั้ อยู่ ทงั้ ดบั ไป ถงึ จะเปลยี่ น
กเ็ ปลยี่ นโดยกฎเกณฑข์ องธรรมดา ถงึ เจรญิ มนั กเ็ จรญิ ในขอบเขตกฎเกณฑข์ องทกุ ข์
ไมใ่ ช่เป็นเรื่องสนุกสนาน เปน็ เร่ืองของสมทุ ยั เปน็ เรือ่ งของหลง เอาสมทุ ัยมากลบ
มาปกปิด
การแก้ทุกข์ด้วยการปกปิดกลบเกลื่อนอย่างนั้นมันไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า
ไมใ่ ชท่ างของพระอรยิ ะ ทางพระอรยิ ะ ดมู รรค ๘ ดศู ลี ดสู มาธิ ดปู ญั ญา ดอู รยิ มรรค
ปฏปิ ทา เราไปดทู อี่ น่ื กไ็ มเ่ หน็ ถา้ ไมด่ กู าย ดวู าจา เปน็ เครอ่ื งสงบระงบั เหมอื นกนั กบั ศลี
ชว่ ยระงบั จากภายนอก ผกู ตดิ มาจากภายนอก คอื ตาเหน็ หไู ดย้ นิ แตก่ ม็ าจากภายใน
ถา้ ไมม่ ีในก็ไม่มีนอก สว่ นสมาธเิ ข้าไปละเอียดไปแกส้ มทุ ยั สรา้ งปญั ญาขึ้นมาใหเ้ หน็
ถ้าปัญญาเห็นมันจะแก้ก็ไม่ยาก ท่ีส�ำคัญปัญญาของเรามันไม่ผ่องใส มันไม่ชัด
มันเลยไมเ่ ชอ่ื ไมย่ อมรบั ถา้ มนั ผอ่ งใส ถ้ามันชดั ถา้ มันละเอียดข้ึนมา
171
พระพทุ ธเจา้ กด็ ี พระอรยิ เจา้ กด็ ี ตลอดถงึ ครบู าอาจารยท์ ท่ี า่ นไดค้ วามสงบทที่ า่ น
ข้ามได้ ทา่ นต้องมีความเพียรดจี รงิ ๆ ต้องมีสติ มีความเพียรอย่างตอ่ เน่ือง ต้องขยนั
ต้องเอาใจใส่จดจ่อสอดส่อง ท�ำความพอใจ ท�ำความเบิกบานใจในการที่ได้ปฏิบัติ
ด้วยศรทั ธาความเลือ่ มความใสของจิตใจ
สมาธทิ ำ� ใหจ้ ติ ตงั้ มนั่ เรมิ่ ตน้ ตอ้ งกายตงั้ มนั่ กำ� หนดกายเพง่ กายใหต้ งั้ มนั่ ใหม้ ี
เสถียรภาพอยู่ในสภาพตรง อยู่ในสภาพตงั้ มั่น ใหร้ กู้ ายของเราทัว่ ทั้งหมด ต้องนั่ง
ขาขวาทับขาซ้าย มอื ขวาทบั มอื ซา้ ย ไม่ตอ้ งเอาอะไรมาพงิ มาองิ ถ้าเราฝึกหดั จริงๆ
ถา้ อยากสรา้ งความตา้ นทาน เอาชนะ เอากบั พน้ื เลย เพอื่ จะไดข้ า้ มทกุ ข์ เพอ่ื จะไดข้ า้ มภยั
แตก่ อ่ นอยปู่ ่าอยเู่ ขาไมไ่ ด้มอี าสนะอยา่ งนี้ เวลานงั่ กม็ แี คผ่ า้ ผนื เดยี ว เท่ียวออกธุดงค์
อชุ กุ ายงั ตง้ั กายใหต้ รง ทำ� จติ ใหอ้ งอาจ พระพทุ ธเจา้ พระองคก์ ไ็ มม่ อี ะไร มแี ตร่ ม่ โพธ์ิ
เอาหญา้ คาไปรองนงั่ พระองคก์ ไ็ ดต้ รสั รู้
เมอื่ เราชนะแล้วเราจะไดร้ วู้ า่ อะไรเป็นกเิ ลส อะไรไม่เปน็ กิเลส อะไรเปน็ อะไร
ตอนนเี้ รายงั ไมร่ หู้ รอกวา่ เราจะสนบั สนนุ หรอื วา่ เราจะสยบกเิ ลสดว้ ยวธิ ใี ดบา้ ง กเิ ลส
ทำ� อะไรเราอยา่ งไรบา้ ง ตอ่ เมอ่ื เราไปถงึ เวลานนั้ จงึ จะเหน็ ศตั รขู องความสงบ ศตั รขู อง
สมาธิ ไมใ่ ชอ่ นื่ ไกล กจ็ ติ อนั นแี้ หละ กจ็ ติ นท้ี ม่ี นั ไมร่ ไู้ มเ่ ขา้ ใจ กเิ ลสมนั ออกจากนแ้ี หละ
เพราะไม่องอาจ ไม่ยอมเสยี สละ กลัวจะเปน็ อยา่ งโน้น กลัวจะเป็นอย่างนี้ ตัวน้เี อง
ถา้ เรากลา้ ตอ่ สู้ แทนทม่ี นั จะเปน็ เหมอื นเราคดิ มนั ไปตรงกนั ขา้ ม สบื ถามครบู าอาจารย์
ทา่ นไดห้ ลกั จติ หลกั ใจทไี่ ดบ้ ำ� เพญ็ มา ตอ้ งเอาชนะอนั นเี้ ทา่ นนั้ ตอ้ งกลา้ เทา่ นนั้ ถา้ ใคร
ไมก่ ลา้ สงั เกตดแู ลว้ นะหลกั ฐานไมค่ อ่ ยมี อยไู่ ดข้ า้ มวนั ขา้ มคนื ดว้ ยการนำ� สง่ิ นน้ั มาทำ�
นำ� สิ่งน้ีมาท�ำ พอกลบเกล่ือนไปรอจนถงึ เวลานั้นเลยช่วยอะไรไม่ไดเ้ ลย เลยเวลา
หลวงปมู่ น่ั ทา่ นทำ� งานอยา่ งเดยี ว อยา่ งอน่ื ทา่ นไมม่ อี ะไร แมแ้ ตส่ มยั ทที่ า่ นอายุ
มากแลว้ ทา่ นกท็ ำ� อยอู่ ยา่ งเดยี วของทา่ น ไมป่ ลอ่ ยเวลาใหว้ า่ งไป ถา้ อยเู่ กนิ หกทมุ่ ไปแลว้
ทา่ นก็จะบอกวา่ วันนไ้ี ม่มีเวลานอนแลว้ ท่านจะนั่งจนสว่าง โดยมากปกตแิ ลว้ ท่านจะ
เดินจงกรม พอมดื แลว้ ทา่ นกข็ ึน้ มอี ะไรท่านกเ็ ทศน์ให้ฟงั ตอนน้นั พอส่ีทมุ่ ท่านเขา้ ที่
พักผ่อนจ�ำวัด พอตีสามท่านก็ออก ถ้าเลยส่ีทุ่มไปแล้วถึงเท่ียงคืนท่านจะไม่มีเวลา
จ�ำวัดแล้ว ท่านนงั่ ตลอด
172
ขอ้ วัตรปฏบิ ัตขิ องท่านสม่ำ� เสมอ ไมไ่ ดเ้ กี่ยวข้องกบั เงนิ กับทองกับการกอ่ สร้าง
การอะไรไมเ่ กยี่ วเลย การนมิ นตก์ ารตอ้ นรบั แขกรบั คนวนุ่ วายทา่ นไมค่ อ่ ยยงุ่ มาทำ� บญุ
กม็ าเหมอื นกนั มากม็ ากนั ตอนเชา้ ทำ� บญุ เสรจ็ แลว้ กก็ ลบั โดยมากทา่ นรบั แขกพระเณร
แตร่ บั ไมไ่ ดร้ บั มากองกนิ อยอู่ ยา่ งนน้ั รบั พระมาใหมอ่ ยสู่ องสามวนั ทา่ นจะเทศนอ์ บรม
อนญุ าตใหข้ น้ึ ไปฟงั เทศน์ พน้ จากสองสามวนั ทา่ นกบ็ อกใหไ้ ปภเู ขาลกู นนั้ ไปตรงนนั้
ภาวนาดี ทา่ นชอบใหไ้ ปองคเ์ ดยี ว เมอื่ ปฏบิ ตั ไิ ดค้ วามยงั ไงแลว้ สงสยั อะไรคอ่ ยมาถาม
ท่านไม่ให้อยู่คลุกคลี ญาติโยมมาแต่ทางอื่นทางไกลท่านให้ไปนอนในบ้าน
ทา่ นไมใ่ หอ้ ยใู่ นวดั ทา่ นวา่ วดั เปน็ ทอี่ ยขู่ องพระเณร ทา่ นกม็ เี วลาพาพระเณร ลกู ศษิ ย์
ของทา่ นกม็ โี อกาสไดป้ ฏบิ ตั ทิ งั้ วนั ทงั้ คนื ไมไ่ ดย้ งุ่ กบั การกอ่ สรา้ งโนน้ น่ี คลกุ คลที งั้ วนั
ทั้งคืนคิดหาเงินหาทอง หาเก็บที่อยู่ที่กินสร้างกุฏิเก็บของ ไม่มีเลย ของไม่ค่อยมี
มบี รขิ ารประจำ� ทกุ ๆ องค์ เวลาลงมากม็ กี านำ้� ทกุ องคถ์ อื ลงมา กระโถนกระบอกไมไ้ ผ่
ไม้ไผ่ใหญๆ่ กต็ ัดทำ� กระโถน มปี ระจำ� ทุกองค์ เวลาท่านกลบั ท่านก็ขนบริขารท่าน
กลับพร้อม เมือ่ ปฏบิ ตั ิอยา่ งนี้ นิสยั มันสงบ นิสัยวเิ วกอย่อู ยา่ งน้ี ไปอยทู่ ค่ี ลกุ คลี
ทช่ี ลุ มุนมนั อย่ไู มไ่ ด้
ความรทู้ ไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิ มนั องอาจ กลา้ หาญ เดยี๋ วนคี้ วามรไู้ ดจ้ ากตำ� รบั ตำ� รา
พอจำ� ไดก้ ว็ า่ เรารเู้ ราได้ วา่ เรานบั ถอื ศาสนา ผลทเี่ กดิ จติ มนั กห็ วนั่ ไหว ไมม่ นั่ คง จติ ไม่
องอาจพอ ไมม่ สี มาธิ ไมม่ คี วามสงบ หางานอยา่ งอน่ื มาทำ� หนา้ ทขี่ องตวั เองทจ่ี ะทำ� งาน
แบบเปน็ นกั ธรุ กจิ ธรุ การ งานของพระการกศุ ล เรานยิ มชมชอบกนั เปน็ พระธรุ กจิ ธรุ การ
ไปแล้ว ศาสนาก็เลยเหลือแตธ่ ุระ ของแทม้ ันกเ็ ลยหมดไปหายไป
อยากให้มีสักแห่งหนึ่ง ส�ำนักของเราช่วยกันรักษานะ ถ้าไม่มีท่ีไหนก็ช่วยกัน
รกั ษา ดไี มด่ ีก็อยู่อย่างสงบอยา่ งน้แี หละ เราก็ไมไ่ ด้ทำ� ผดิ อะไร เรากพ็ อใจในความ
สงบของเรา พอใจในความบริสทุ ธ์ิของเรา ถา้ ไมไ่ ด้อะไรสงู กว่าน้ี แตถ่ า้ ท�ำจริงแล้ว
ต้องไดน้ ะ ธรรมะเป็นอกาลิโก มันไม่แน่ บางทจี ิตใจมนั กลา้ ฮึดสขู้ ึน้ มา มันข้ามได้
เวลามันจะเกิดข้นึ มันไม่ไดย้ าก เวลามนั จะเห็น มนั กไ็ มย่ าก
173
เราไม่ควรประมาทตัวของเราว่าคงจะไม่รู้ ว่าคงจะไม่เห็น คงจะไม่ส�ำเร็จ
คดิ อยา่ งน้ันไมถ่ ูก เป็นการด�ำรผิ ิด ด�ำรสิ ัมมาสงั กปั โป ดำ� ริใหถ้ กู ทาง ด�ำรอิ ย่างไร
ใหถ้ กู ทาง ดำ� ริออก ดำ� ริสลดั ออก เปน็ ผยู้ นิ ดีในความสงบ ดำ� ริหาความสงบ ด�ำริหา
ความเพยี รภาวนา นค่ี ำ� ว่า สงั กัปโป ด�ำริละอกศุ ล ด�ำริเจรญิ กุศล
174
การฟง เทศนฟ งธรรมมนั เปน เพียงอุบาย
ใครสอนใหใครพน ทุกขไมไ ดห รอก จาํ ไวใหดี
เราตอ งสอนเราเองจึงจะพนได...
เราสอนเรา เรารูเรา เราเห็นเรา
พระสุวโจ หลวงปสู ุวัจน
175
หนังสืออ้างอิง
หลวงปูส่ วุ จั น์ สวุ โจ, ๘๘ ปี หลวงปู่สุวจั น์ สวุ โจ, ๒๕๕๐, บรษิ ทั ควิ พรนิ้ ท์
แมเนจเมน้ ท์ จำ� กดั .
ค�ำอุทศิ
ตัง้ นะโม ๓ จบ พรอ้ มกัน
มหากศุ ลผลบญุ ทง้ั หมด ทป่ี วงขา้ ฯ ทง้ั หลาย ไดอ้ ตุ สา่ หบ์ ำ� เพญ็ เพยี รมาแลว้ ดว้ ยกาย
วาจา ใจ ได้สรา้ งพทุ ธสถานทรัพยากร วัดปา่ อัมพโรปญั ญาวนาราม สรา้ งศาลาทป่ี ระชุม
เจรญิ พระพุทธมงคล สร้างพทุ ธปฏิมากรพระประธาน พระนาคปรกไว้บนศาลา และสรา้ ง
พระปางนง่ั ขดั สมาธไิ วท้ พี่ พิ ธิ ภณั ฑ์ ไดน้ อ้ มบรรจพุ ระบรมสารรี กิ ธาตุ วตั ถมุ งคลมหามงคล
พร้อมด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก สร้างถนนลาดยางเข้าถึงประตูวัด สร้างแหล่งน้�ำ
สรา้ งกำ� แพงรอบพน้ื ทว่ี ดั พรอ้ มดว้ ยสรา้ งเสนาสนะ นอ้ มถวายจตปุ จั จยั ไทยทานแกพ่ ระสงฆ์
มาจากทศิ ทงั้ ส่ี สรา้ งคลงั พสั ดแุ ละโรงครวั สรา้ งอาคารพพิ ธิ ภณั ฑ์ สรา้ งหนงั สอื โอวาทธรรม
ของวสิ ทุ ธบิ คุ คล ถวายไวใ้ นบวรพทุ ธศาสนา พรอ้ มดว้ ยอานสิ งสร์ กั ษาศลี ๕ ทอดผา้ บงั สกุ ลุ
รวมมหากุศลผลบุญทัง้ หมด และทีไ่ ดบ้ �ำเพญ็ มาแต่ปางก่อน อันเกิดจากน้�ำใจใสศรัทธา
ของปวงขา้ ฯ ท้ังหลาย
ณ โอกาสน้ี ปวงขา้ ฯ ทง้ั หลาย ขอนอ้ มจติ แผอ่ ทุ ศิ ใหบ้ ดิ ามารดา ผมู้ พี ระคณุ หาประมาณ
มไิ ด้ พระอปุ ชั ฌายผ์ เู้ ลศิ คณุ พระอาจารยผ์ เู้ กอ้ื หนนุ และพระมหากษตั รยิ าธริ าชเจา้ ผทู้ รงมี
พระคณุ แกแ่ ผน่ ดนิ ไทยทกุ พระองค์ ผทู้ รงพระคณุ อนั ประเสรฐิ พรอ้ มดว้ ยพระบรมวงศานวุ งศ์
ทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ ตลอดทา่ นผมู้ บี ญุ มพี ระคณุ ทงั้ หลาย จงไดร้ บั มหากศุ ลผลบญุ ของปวงขา้ ฯ
ทงั้ หลาย ทไ่ี ดพ้ รอ้ มใจกนั อทุ ศิ ในกาลน้ี โดยเจตนาตง้ั ใจในวนั นี้ แผอ่ ทุ ศิ มหากศุ ลผลบญุ
ให้แกส่ รรพสัตว์ และเปรตญาติทง้ั หลาย นบั แต่บรรพบรุ ุษในสมยั โบราณกาล ตลอดมา
จนถงึ ปจั จบุ นั ณ วนั น้ี และดวงวญิ ญาณของเหลา่ นกั รบผพู้ ลชี พี เพอ่ื ปกปอ้ งแผน่ ดนิ ไทย
รวมทงั้ ญาตมิ ติ รหรอื มใิ ชญ่ าตมิ ใิ ชม่ ติ ร และสตั วเ์ หลา่ อนื่ ทเ่ี ปน็ กลางๆ พรอ้ มทง้ั เทพทง้ั ปวง
ใน ๑๐ แดนโลกธาตุ จงไดร้ บั และอนโุ มทนา ส่วนมหากศุ ลผลบญุ ท่ีปวงข้าฯ ทง้ั หลาย
ได้ทำ� การอทุ ิศให้ในกาลครงั้ นี้ เพือ่ ประโยชนส์ ุขไม่มปี ระมาณ
อนงึ่ สตั วเ์ หลา่ ใดยงั ไมร่ บั รู้ สว่ นมหากศุ ลผลบญุ ของปวงขา้ ฯ ทง้ั หลายทำ� การอทุ ศิ ให้
ขอเชญิ เทพทงั้ ปวงทกุ ชนั้ ภมู ิ จงนำ� มหากศุ ลผลบญุ ไปแจง้ แกส่ รรพสตั วท์ งั้ หลาย ใหไ้ ดร้ บั
และอนุโมทนา ทีป่ วงข้าฯ ท้งั หลายตัง้ ใจอทุ ศิ ให้ เม่ือตกทุกข์ขอให้พ้นจากทุกข์ เมือ่ มีสขุ
ขอให้มสี ขุ ยิง่ ๆ ข้ึนไป ตราบก้าวเข้าส่แู ดนบรมสขุ เกษมส�ำราญ โดยทวั่ กนั เทอญ...
สาธุ สาธุ สาธุ