The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-21 20:44:37

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

ชีวประวัติ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

๒๘

เมื่อเราต้องการสันตสิ ขุ สงสารตวั ของเรา มเี มตตาตน
ปรารถนาตนให้พน้ จากสิง่ เหล่านแี้ ล้ว

ตอ้ งอาศยั ธรรมวิจยะ คือความสอดสอ่ งธรรม
ความสอดส่องธรรมน้นั ตามหลักพระพุทธศาสนาทา่ นใหส้ ่องทใี่ จ

ไมไ่ ดอ้ ยูท่ ่ีอน่ื เพราะใจเป็นผ้รู ู้ เปน็ ผู้เหน็
ถ้าใจไมร่ ูไ้ ม่เห็น ไมม่ ีส่งิ ใดท่ีจะรทู้ จี่ ะเหน็
ธรรมท่จี ะสำ� เร็จ กส็ �ำเร็จทีใ่ จ ไม่ได้สำ� เร็จที่อืน่

๒๙

ถ้าเราไม่ปฏิบตั แิ ล้ว ใครเลา่ จะมาปฏิบัติให้เรา
ถ้าเราไม่อบรมแลว้ ใครจะแทนเราได้

ธรรมนเี้ ป็นธรรมเฉพาะเราเท่านั้น ทจี่ ะต้องศกึ ษาให้บงั เกดิ ข้ึนมีในตวั ของเราเอง
คนอนื่ แทนกนั ไม่ได้

๓๐

การปฏบิ ตั จิ ติ ตภาวนานั้นเปน็ งานทีล่ ะเอียด
จะต้องอาศัยการปฏิบัติอยา่ งละเอยี ด

อาศยั ความสงบจากภายนอกดว้ ย อาศยั ความส�ำรวมภายในดว้ ย
อาศัยเปน็ ผู้มสี ติคอยรกั ษาดว้ ย มคี วามรู้ตัวก�ำกับอยเู่ สมอ

ถ้าขาดสว่ นใดสว่ นหนึง่ แลว้ ความไมส่ มบูรณข์ องการอบรมก็ย่อมขาดไป

92

๓๑

พระนิพพานเป็นสุดทา้ ยของชวี ิต ไม่วนเวียนเหมอื นกับชวี ิตทางอนื่
ในมนษุ ย์ก็ชวี ิตวนเวียน ในสวรรค์กช็ วี ิตวนเวยี น
ในพรหมโลกกย็ ังเป็นวัฏฏวนเวียนอยู่
ยังไม่แนน่ อนไมจ่ รี งั ยัง่ ยืน ไม่มน่ั คง
แตช่ ีวติ ท่ีย่ังยนื คือชีวิตสดุ ทา้ ย คือ พระนพิ พาน

๓๒

โดยธรรมชาตขิ ันธ์ทเ่ี ราอาศยั น้ีมันเป็นกองทุกข์
เราจะเอาสุขลว้ นๆ ในขันธน์ ้มี ันก็เปน็ ไปไม่ได้ เรากต็ ้องยอมรบั ความจรงิ

เวลาเจ็บปวดมันเกดิ ขน้ึ เราก็รู้เท่า พิจารณารูท้ ุกขแ์ ทงตลอด
เพือ่ ใหเ้ หน็ ทกุ ข์จะไดอ้ อกจากขนั ธน์ ั้นเอง ถ้าไม่เห็นทุกขเ์ รากอ็ อกไม่ได้

๓๓

ขอให้พุทธบรษิ ทั ของเราทัง้ หลายพยายามให้ยึดหลัก พยายามจนกวา่ จะพ้นทุกข์
ถ้าไมพ่ น้ ทุกขต์ ราบใด เราจะไมถ่ อย เราจะไม่เลิก เราไม่ท้อถอยทำ� ความเพียร

ไมเ่ ลิกถอยจากศีล ไมเ่ ลิกถอยจากสมาธิ ไมเ่ ลิกถอยจากการภาวนา

93

๓๔

ถา้ เราภาวนาดว้ ยปญั ญาอันเห็นชดั แล้วมันกล็ ะได้
เพราะธรรมท่ีจะตอ้ งละดว้ ยปญั ญาอนั เห็นชดั

ไมใ่ ช่ละด้วยแตเ่ พยี งตาเหน็ ตาเห็นละไม่ได้ หไู ดย้ ิน รู้ก็ละไมไ่ ด้
ที่จะละได้ตอ้ งเหน็ ด้วยปญั ญาอันชดั ตามความเป็นจรงิ แลว้ มันละได้ทีเดียว

๓๕

ถา้ กิเลสของเรา อาสวะของเรายงั มอี ยู่ ยงั ไมห่ มดสน้ิ
เราก็ไมค่ วรจะอยใู่ นความสงบ ติดสุขอยูอ่ ย่างเดยี ว
เมอื่ ได้ความสงบ ได้ฐานของจติ คอื สมาธิต้งั ได้แลว้
เราก็ควรออกพิจารณาใหก้ ิเลสสว่ นละเอียดนนั้ เรยี กวา่ อาสวะ เรียกวา่ อนสุ ยั
ที่มันนอนเนอื่ งอยใู่ นจติ ใจของเรา ให้มันหมดสน้ิ ไป

๓๖

เนื้อหาในหนงั สอื มคี ุณประโยชน์มากเท่าใด
เราไม่อา่ นไมร่ ู้ กไ็ มม่ ีประโยชนก์ ับเรา

ฉันใดกด็ ี อรยิ สัจธรรมทีม่ ีอยใู่ นตวั ของเรา
ความเป็นจริงปรากฏอย่ตู ลอดเวลา

แต่เราไมอ่ ่าน ขา้ มไปขา้ มมา ไม่ดูใหช้ ัด
จงึ ดูเหมอื นกบั เป็นของไม่มคี า่ ไม่มีประโยชนแ์ กเ่ รา

94

๓๗

รักษาจิตเทา่ น้นั ถา้ จิตมนั ยอมรับความจริง มนั กพ็ ้นทุกข์ได้

๓๘

การฟังเทศนฟ์ ังธรรมมันเปน็ เพียงอุบาย
ใครสอนใหใ้ ครพ้นทุกขไ์ ม่ได้หรอกจ�ำไว้ให้ดี
เราต้องสอนเราเองจงึ จะพ้นได.้ ....เราสอนเรา เรารูเ้ รา เราเห็นเรา

95



พระธรรมเทศนาของหลวงปู่

97

หลวงปสู่ วุ จั น์ สวุ โจ
98

กลั ยาณมิตร

เราพยายามรวบรวมความสขุ ในทางธรรม ทำ� ใหส้ มบรู ณบ์ รบิ รู ณ์ เพยี รพยายาม
จนถึงความสุข ถ้าไม่พ้นทุกข์ไม่ต้องถอย ส�ำเร็จด้วยความพยายามชอบ เรียกว่า
สมั มาวายามะ อนั นต้ี อ้ งกำ� กบั อยใู่ นจติ สมั มาวายามะ น่ี เพยี รพยายาม อบรมจติ ใจ
ของเรา ให้มีกำ� ลังในทางธรรม เพราะก�ำลังในทางโลกนั้นเขามมี ายาวนานแลว้ แต่ก็
เทา่ ทเ่ี ราเหน็ เรารู้ๆ อยนู่ แ่ี หละ โลกยังพร่องอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยอิม่ ไมเ่ คยเตม็
เพราะอะไร เพราะสงั ขารมนั ไมเ่ ทย่ี ง สงั ขารภายนอกกไ็ มเ่ ทย่ี ง สงั ขารภายในกไ็ มเ่ ทย่ี ง
เราจะเอาความสขุ กบั สงิ่ ที่ไมเ่ ท่ยี งน้นั (มนั เปน็ ) อฐานะ คอื เปน็ ไปไม่ได้

เพราะฉะน้ัน สงั ขารที่ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ ให้สรา้ งปัญญาขนึ้ มาใหร้ ู้
อยา่ ไปยดึ ตดิ อยา่ ไปหลงสงั ขาร เพราะสงั ขารนนั้ มมี ลู ฐานมาจากอวชิ ชา อวชิ ชาเปน็ ผู้
คุ้มครอง เป็นผ้บู ำ� รงุ สงั ขาร ไม่มขี อบเขตทส่ี ้ินสดุ เพราะเมอื่ มนั ไม่เทยี่ งแล้ว มนั จะ
พอไดอ้ ยา่ งไร มนั กต็ อ้ งบกพรอ่ งอยตู่ ลอด ตอ้ งหวิ โหยอยตู่ ลอด ตอ้ งขาดอยตู่ ลอด...

อวชิ ชาน่เี ปน็ กเิ ลส กิเลสวัฏฏ์ ท�ำจติ ให้เศร้าหมอง เมอ่ื จิตเศร้าหมองแลว้ มนั ก็
เทีย่ วหาความสขุ ท�ำกรรมข้ึนมาเปน็ กรรมวัฎฎ์ เมื่อทำ� กรรมวัฏฏ์ขึ้นมาแลว้ ผลของ
กรรมเรียกว่า วิบากวัฏฏ์ เสวยทุกข์ เสวยสังขารท่ีไม่รู้จักเต็ม ไม่รู้จักพอน้ันเอง
เมอื่ ทกุ ขค์ รอบงำ� แลว้ มนั กเ็ กดิ กเิ ลสวฏั ฏข์ นึ้ มา เกดิ ตนั หาอยากแกท้ กุ ขอ์ นั นนั้ แกท้ กุ ข์
แบบโลกด้วยวัตถุ สร้างใหเ้ จรญิ ขน้ึ เท่าไหรป่ ัญหาก็ยงิ่ ตามมามากเทา่ น้นั

99

ปญั หาของโลกสมยั นี้ โลกเจรญิ คนได้รับความสะดวกในการทีด่ ิน้ รนใหม้ าก
นน่ั เอง ถ้าพูดถึงสภาพจติ ใจคนปัจจบุ ันแลว้ ไมค่ ่อยจะเป็นสมาธิ ไมค่ ่อยจะเป็นตวั
ของตัวเอง เพราะอะไร เพราะความเจริญของโลกน้เี องทำ� ให้คนดนิ้ รน ทำ� ให้คนขาด
หลักจิตหลักใจที่มน่ั คง ปัญหาของโลกเกิดมาตามล�ำดบั ไมใ่ ชว่ ่าจะพ้นจากโลก

ปญั หาของโลกทจี่ ะเกดิ ขนึ้ แกโ่ ลกตอ่ ไปอกี คอื ปญั หาคนแก่ ใครๆ กไ็ มอ่ ยากตาย
กพ็ ยายามหายามาบำ� รงุ คดิ ค้นหายาไม่ให้ตาย เม่อื คนแก่มีอายยุ นื แลว้ แตค่ นแก่
ไมไ่ ดผ้ ลติ ผลงาน ใชแ้ ต่งานเก่า ทีนีค้ นจะเกดิ ใหมก่ ็ถกู ควบคุมเกิดไม่ได้ นี่พลังงาน
ของประเทศชาตเิ กดิ ขน้ึ นอ้ ย คนแกย่ งั เหลอื อยมู่ ากแตไ่ มม่ พี ลงั งาน... ปญั หาอนั อนื่ ๆ
ตามมาอกี รอ้ ยแปด

ทางหนึ่งเจริญ ทางหนึ่งเส่ือม มองดูแต่อันท่ีปรุงแต่งสังขารข้ึนมาให้เจริญ
สว่ นวตั ถทุ ส่ี งั ขารจะตอ้ งอาศยั เอามาปรงุ มาแตง่ มนั หมดไป หายไป สญู ไป เมอ่ื สงิ่ เหลา่ น้ี
ถกู มนษุ ยท์ ำ� ลายไปหมดแลว้ นำ�้ กถ็ กู ทำ� ใหเ้ สยี ไป หมดคณุ ภาพ อากาศกถ็ กู ทำ� ใหเ้ สยี ไป
ดว้ ยวทิ ยาการของมนุษย์ทวี่ า่ ฉลาด มนุษย์ทำ� ลายโลก เขามองดแู ต่ความเจริญ ทถ่ี กู
ท�ำลายไม่มใี ครเหน็ สว่ นสัตว์อน่ื เขาไม่ไดท้ ำ� อะไรในอันท่ีจะท�ำลายโลกสกั เทา่ ไร

พระพทุ ธเจา้ พระองคม์ ตี าทง้ั สอง เหน็ ทง้ั ความเสอ่ื ม เหน็ ทง้ั ความเจรญิ เหน็ สว่ น
ทถ่ี กู เห็นส่วนท่ีผดิ เพราะฉะนนั้ พระองค์จงึ แสดงมัชฌิมาปฏปิ ทา วางหลกั เกณฑ์
ให้อย่งู า่ ย เล้ียงงา่ ย หาความสงบสขุ นี่ การประพฤตธิ รรมนำ� มาซึ่งความสุข

เพราะฉะนั้น เราทงั้ หลาย โลก เรากเ็ ข้าไปรนู้ แ้ี หละ มนั เกดิ มาอีก มันเป็น
อยา่ งนแี้ หละ กร่ี อ้ ยชาตกิ เ็ ปน็ อยา่ งนแ้ี หละ พนั ชาตกิ อ็ ยอู่ ยา่ งนแี้ หละ เกดิ แกเ่ จบ็ ตาย
อยอู่ ยา่ งนแ้ี หละ ไมเ่ หน็ โลกจะเปลยี่ นแปลงไปอยา่ งอนื่ ถงึ แมว้ า่ โลกจะไดร้ บั ความเจรญิ
ทเ่ี รยี กวา่ ในดา้ นวตั ถุ แตค่ วามหายนะของบคุ คลกย็ งั มอี ยู่ คนแตก่ อ่ นไมเ่ จรญิ มกี าร
ประพฤติเปน็ ไปตามอ�ำนาจของกิเลสอย่างไร คนสมยั น้กี ไ็ มใ่ ชว่ ่าเจริญแล้ว จะรักษา
ศีลห้าได้ จะไมเ่ บยี ดเบียนกนั ไม่แขง่ ดีกัน ไมท่ ะเลาะวิวาทกัน เพราะความเจริญ
ของโลกกห็ าไม่ ตรงกนั ขา้ มยิ่งเบยี ดเบยี นกอบโกยเห็นแก่ตัวมากขึน้ ๆ ความกระทบ

100

กระเทอื นเปน็ ภยั ระหวา่ งมนษุ ยด์ ว้ ยกนั กม็ อี ยรู่ อบดา้ น เพราะเหตนุ ี้ จงึ มธี รรมคำ� สอน
วางไวเ้ พอื่ จะดบั ไฟคอื ความเรา่ รอ้ นแผดเผาทมี่ อี ยใู่ นโลก ถา้ มนษุ ยท์ งั้ หลายไมห่ นั เขา้
หาธรรมะแล้ว ความรอ้ นก็จะทวขี นึ้ ตามลำ� ดับ จะหาความสขุ ไดโ้ ดยยาก

ถงึ ผอู้ น่ื เขาไมป่ ฏบิ ตั ิ แตเ่ ราทง้ั หลายผรู้ ู้ ผใู้ กลช้ ดิ ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้
ที่ไดน้ ามว่าอุบาสก อบุ าสิกา ควรจะหันหน้าเขา้ หาธรรม ประพฤติธรรม ปฏบิ ตั ิธรรม
เพื่อจะนำ� ความสงบสุขสตู่ ัวเรา ปจั จบุ นั นยี้ งั ทำ� ได้ ยังปฏบิ ตั ไิ ด้ สามารถทจี่ ะทำ� ความ
สงบเย็นใจให้แก่เราได้ แต่การปฏิบัติสงบเย็นใจน้ัน จะต้องอาศัยเราด้วย อาศัย
กลั ยาณมติ รดว้ ย กัลยาณมิตรสำ� คัญมาก เพราะเราเปน็ สาวก เราไมส่ ามารถจะมอง
เห็นหน้าตาของเราไดด้ ้วยตาของเราเอง จงึ ตอ้ งอาศัยกลั ยาณมติ ร

พระพุทธศาสนาเจริญต่อเนื่องกันมาเพราะกัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือ
เพื่อนท่ีดี การที่จะไดเ้ พ่อื นทดี่ นี น้ั เราก็ต้องตั้งอยใู่ นฐานะท่ีดี พยายามท่ปี ระพฤติดี
คนดียังมีอยู่ในโลก ยังไม่หมด มีทุกกาลทุกสมัย แต่รวมก�ำลังกันไม่ค่อยได้
กระจดั กระจายอยู่ท่ัวๆ ไป ถ้าคนดีในโลกรวมก�ำลังกนั สร้างความดีตามหลักธรรม
ค�ำสอนของพระพุทธเจา้ โลกท่รี อ้ นอยู่นกี้ ็จะค่อยเยน็ ลง โลกนีท้ ว่ี นุ่ วายไม่สงบ กจ็ ะ
สงบขนึ้ มา โลกนที้ แ่ี หง้ แลง้ กจ็ ะเกดิ ความอดุ มสมบรู ณข์ นึ้ มาเพราะการประพฤตธิ รรม
ปฏิบัติธรรมของประชาคมชาวโลก

เพราะฉะนน้ั กลั ยาณมติ รถอื วา่ สำ� คญั ทแี รกพระอานนทไ์ ปกราบทลู พระพทุ ธเจา้
วา่ กลั ยาณมติ รเปน็ ครงึ่ หนง่ึ ของพรหมจรรย์ พระพทุ ธเจา้ บอกวา่ อานนทไ์ มใ่ ชค่ รง่ึ หนง่ึ
ของพรหมจรรย์ หากแตเ่ ปน็ ทง้ั หมดของพรหมจรรยเ์ ลยทเี ดียว เพราะได้เพ่อื นทีด่ ี
มเี พ่ือนท่ีดี เปน็ เครอื่ งดึงดูดซงึ่ กนั และกัน พากันประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ สรา้ งนสิ ัยของกัน
และกนั ขนึ้ มา เปรยี บเหมอื น เรามสี องขาดกี วา่ เรามขี าเดยี ว คมี มอี ยสู่ องขาจงึ หนบี ได้
ดกี วา่ คมี ขาเดยี ว แลว้ เอามอื ไปกด (ใชม้ อื ตา่ งคมี อกี ขาหนงึ่ ) เพราะฉะนนั้ เราทกุ คน
ที่อยู่รวมกันพึงต้ังใจว่า เราจะเป็นกัลยาณมิตรซ่ึงกันและกัน กัลยาณมิตรน้ันคือ
ผูม้ ุ่งหวังตอ่ ความสงบ มงุ่ หวังตอ่ อรรถตอ่ ธรรม เพือ่ ความรธู้ รรมเห็นธรรม จะนำ� มา
ประกอบกบั จติ ใจของเราให้ไดค้ วามสงบ (โดยสรุปคอื )

101

หน่งึ การได้กลั ยาณมิตร ช่วยให้เกิดพรอ้ มเพรยี งกนั ประพฤติปฏบิ ัติ เป็นไป
เพ่ือความสงบ และยังเป็นเครื่องดึงดูดซ่ึงกันและกัน กัลยาณมิตรท่ีส�ำคัญก็คือ
อาจารยผ์ นู้ ำ� นส่ี ำ� คญั มาก เปน็ ตวั อยา่ งของหมขู่ องคณะ พระภกิ ษสุ ามเณรตา่ งกจ็ ะเปน็
กลั ยาณมติ รของกนั และกนั มจี ดุ ประสงคอ์ นั เดยี วกนั มคี วามตงั้ ใจแนว่ แนเ่ พอ่ื ความ
สงบความสขุ ในทางธรรมเชน่ เดยี วกัน
สอง สถานทเ่ี หมาะสม อุบาสก อุบาสิกา ถา้ ไดส้ �ำนกั ที่ดี ไดอ้ าจารยพ์ าปฏบิ ัติ
ทด่ี แี ลว้ สงั เกตดบู รษิ ทั นนั้ กเ็ รยี บรอ้ ย ญาตโิ ยมกไ็ ดค้ วามรคู้ วามฉลาด ไดฝ้ กึ ฝนอบรม
ไดค้ วามเรยี บร้อย
ดบู ริษัทไหนไม่มหี ัวหนา้ ทดี่ ี ไม่มอี าจารย์กลั ยาณมติ รทีด่ แี ล้ว เขาไม่มโี อกาส
ไดอ้ บรม จงึ ไมร่ ู้ เพราะไมม่ ตี วั อยา่ งใหด้ ู เพราะฉะนน้ั กลั ยาณมติ รเปน็ ตวั อยา่ งใหด้ ู
ให้เราไดเ้ หน็ ให้เราไดย้ นิ ในทางท่ชี อบ ประกอบด้วยประโยชน์ จึงวา่ กัลยาณมติ ร
ส�ำคัญมาก
เพราะฉะนนั้ เราทง้ั หลายพงึ ทำ� ตัวให้เป็นกลั ยาณมิตรซงึ่ กนั และกัน ธรรมทท่ี �ำ
บคุ คลใหเ้ ปน็ กลั ยาณมติ รกไ็ มใชอ่ น่ื ไกล คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา เปน็ จดุ ยดึ เปน็ หลกั
ร่วมกัน ถ้าหากทกุ คนมงุ่ หวังตอ่ การรักษาศีล มุง่ หวงั ต่อสมาธิ มงุ่ หวงั อบรมจติ ใจ
ใหม้ ปี ญั ญาแลว้ กก็ ลายเปน็ กลั ยาณมติ รซง่ึ กนั และกนั กลายเปน็ บรษิ ทั ทเ่ี จรญิ รงุ่ เรอื ง
ไปด้วยคุณธรรม ดว้ ยคุณสมบตั ิ ถ้าเราอบรมอย่างถูกต้องแล้ว จะไม่มีบริษทั ไหน
ทจ่ี ะงามเหมือนกับพทุ ธบริษัท เพราะงามทง้ั เบอ้ื งตน้ งามทง้ั ท่ามกลาง งามทงั้ ที่สดุ
งามในเบื้องต้นคือเป็นผู้มีศีลมีมารยาทเรียบร้อย นี่เป็นความงามของพุทธบริษัท
ของเรา งามทา่ มกลางละเอยี ดลึกไปกวา่ น้นั ก็คอื สมาธิ ทำ� ใหบ้ คุ คลงาม งามในทสี่ ดุ
ก็คือปัญญา เพราะปัญญานี่สามารถช�ำระสะสาง ส่ิงท่ีเป็นมลทินออกไปได้ให้เป็น
ผู้หมดจดจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง ให้เป็นคนเปล่งปลั่งผ่องใสน่ากราบไหว้
สักการบชู า นา่ คบค้าสมาคมทงั้ เทวดาและมนษุ ย์ท้งั หลาย เพราะความงามอนั นี้เอง
เพราะฉะนนั้ ขอใหพ้ ทุ ธบรษิ ทั ของเราทงั้ หลายพยายามยดึ หลกั พยายามจนกวา่ จะพน้
ทุกข์ ถ้าไม่พน้ ทกุ ขต์ ราบใด เราจะไมถ่ อย เราจะไม่เลิก เราไมท่ อ้ ถอยทำ� ความเพียร
ไมเ่ ลิกถอยจากศีล ไมเ่ ลิกถอยจากสมาธิ ไมเ่ ลกิ ถอยจากการภาวนา

102

ถา้ หากเรายังไม่พ้นทกุ ข์ในชาติน้ี ให้ตั้งใจวา่ ทุกชาติถึงแม้วา่ จะไปได้สมบัติก็
ไม่ให้หลงสมบัติ จะได้มนษุ ยส์ มบัติ สวรรคส์ มบตั ิ ไดอ้ ะไรกไ็ ม่ใหห้ ลง ให้มีปัญญา
รู้ธรรมเห็นธรรม ให้เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร ถ้าหากว่าเห็นความไม่เที่ยงของ
สงั ขารเป็นนิมติ ตดิ อยู่ในจิตใจ จะไดส้ มบตั ชิ นิดไหนก็ไมห่ ลง เพราะสมบตั ลิ ้วนแต่
เปน็ ของไมเ่ ทย่ี งทง้ั นน้ั แมจ้ ะอยสู่ วรรค์ หรอื อยพู่ รหมโลก หรอื ทไี่ หนกต็ าม ขนึ้ ชอ่ื วา่
เกดิ แลว้ มนั กเ็ ปน็ เรอื่ งสงั ขารทงั้ นน้ั เมอ่ื สงั ขารมแี ลว้ มนั กไ็ มเ่ ทยี่ งดว้ ยกนั เพราะฉะนน้ั
จะเกดิ ไปในชาตไิ หน กใ็ หม้ ปี ญั ญารเู้ ทา่ สงั ขาร อยา่ ใหห้ ลงยดึ หลงตดิ อยา่ ใหส้ งิ่ อกศุ ล
อนั ลามกครอบงำ� จติ ใจของเราได้ ใหไ้ ดป้ ฏบิ ตั จิ นกวา่ จะพน้ ทกุ ขอ์ ยา่ งแทจ้ รงิ ไดค้ วาม
สุขนิรันดร เพราะฉะนน้ั ได้ยินได้ฟังแล้วกำ� หนดจดจำ� ให้ดี แล้วปฏิบัติตาม ตอ่ ไป
ตั้งใจรับพร

103

ภาวนาใหร้ ูถ้ งึ ซง่ึ ความจรงิ

บรรดาเราผมู้ ศี รัทธาทงั้ หลาย การภาวนานี้ก็คอื การทำ� ทีพ่ ง่ึ ให้แกต่ วั ของเราเอง
ท�ำคุณพระพุทธเจ้าให้ปรากฏขึ้นในใจ ท�ำคุณพระธรรมให้ปรากฏข้ึนในใจ ท�ำคุณ
พระสงฆใ์ หบ้ งั เกดิ ขนึ้ ในใจ เพราะพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ นเี่ ปน็ ทพี่ ง่ึ อยา่ งประเสรฐิ
ทพ่ี ง่ึ อน่ื ทา่ นปฏเิ สธหมดวา่ ไมม่ ี พระพทุ ธเจา้ พระธรรม พระสงฆเ์ ทา่ นน้ั เปน็ ทพี่ ง่ึ ของเรา
อยา่ งประเสริฐ “เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ” คำ� กลา่ วนไ้ี มใ่ ชเ่ ปน็ คำ� เหลวไหล เปน็ สัจจะท่ี
กลา่ วความจรงิ

เมือ่ ท่านกล่าวไวอ้ ยา่ งน้ีแล้ว จติ ของเรากไ็ มใ่ ช่ว่าเชอื่ มน่ั ตามคำ� ทกี่ ล่าว ถ้าเรา
ได้พินิจพิจารณาให้เกิดปัญญาเคร่ืองรู้เครื่องเห็นจนชัดในจิตในใจของเรา เราก็จะ
สามารถเชื่อตามได้อย่างมั่นคง การอบรมจิตเป็นวิธีหนึ่งเพ่ือให้จิตของเรามีปัญญา
ใหจ้ ติ ของเรามคี วามฉลาด โดยจะตอ้ ง สรา้ งความรตู้ วั ขน้ึ มากอ่ น แมแ้ ตล่ มหายใจเขา้
กเ็ ชน่ กนั เพราะลมหายใจเขา้ นน้ั เรารู้ ธาตลุ มทม่ี อี ยใู่ นกายของเรา ลมเขา้ กร็ ู้ ลมออก
ก็รู้ เราจะระลกึ พทุ ลมเขา้ โธ ลมออก เราก็กำ� หนดรไู้ ด้ ไมใ่ ช่วา่ รู้ไมไ่ ด้ เมอ่ื เรารู้
ลมเข้า ลมออก ไมเ่ ผลอ ชือ่ ว่าสตขิ องเรามกี �ำลงั รกั ษาจิตได้ดี

ถา้ หากวา่ จติ ของเราระลกึ พทุ โธๆ สตขิ องเราระลกึ พทุ โธๆ จติ กย็ งั เลด็ ลอดออก
ไปคดิ เรื่องอน่ื ปรุงเรื่องอ่นื ในทางอนื่ ได้ แปลวา่ สตขิ องเราไม่มีก�ำลงั เพราะฉะน้นั
จำ� เป็นจะต้องเอาสมั ปชญั ญะความรู้ตัวเอง ท�ำงานอนั เดยี วกนั สติก็ระลกึ ความรู้ตัว

104

กร็ ตู้ วั ควบคมุ ไปไมใ่ หเ้ ผลอ ไมใ่ หท้ อดธรุ ะ จติ ตามปกตมิ กั จะไปรอู้ ารมณ์ ไมค่ อ่ ยจะรตู้ วั
อารมณ์จากภายนอก มีรปู ารมณ์ ไปร้รู ูปภายนอก สทั ทารมณ์ รจู้ กั เสียงภายนอก
คนั ธารมณ์ รจู้ กั กลน่ิ ภายนอก รสารมณ์ รรู้ สขา้ งนอก ตลอดถงึ โผฏฐพั พารมณ์ ไปรสู้ ง่ิ
สมั ผสั ภายนอก กล็ ว้ นแตส่ งิ่ ภายนอก สว่ นจติ ของเราทเ่ี ปน็ สงิ่ สำ� คญั ยงิ่ เรากลบั ไมค่ อ่ ย
จะมโี อกาสเขา้ มาดู มากำ� หนด มารกั ษา ทงั้ ๆ ทเ่ี รากท็ ราบอยแู่ ลว้ วา่ จติ เปน็ สงิ่ ทสี่ ำ� คญั
เมอื่ เราอบรมใหด้ รี กั ษาดแี ลว้ ความสขุ ทเี่ ราตอ้ งการกย็ อ่ มได้ ถา้ เราอบรมอยา่ งถกู ตอ้ ง
ปฏบิ ตั อิ ยา่ งถกู ตอ้ ง

เราจะเหน็ ไดจ้ ากผปู้ ฏบิ ตั ิ ถา้ ใครตงั้ ใจปฏบิ ตั จิ รงิ กไ็ ดค้ วามรจู้ รงิ เขากเ็ ปน็ คนดี
จรงิ ๆ ถ้าใครปฏบิ ตั ิไมจ่ รงิ ก็ไดค้ วามรไู้ ม่จริง ไมเ่ ปน็ หลกั เปน็ ฐาน ไมเ่ ป็นเหตใุ หเ้ กิด
ความสงบ ความเรียบรอ้ ย คนที่ปฏบิ ตั จิ ริง รูจ้ รงิ มีความสงบ มีความเรียบร้อย
ทนี่ า่ เลอื่ มใส นา่ นบั ถอื นา่ คบคา้ สมาคม ไปทไ่ี หนกท็ ำ� ความเจรญิ พาชมุ นมุ ในทน่ี น้ั ๆ
ใหส้ รา้ งความดี ใหป้ ระพฤตดิ ี ใหเ้ กดิ ความเจรญิ ในทีน่ น้ั ๆ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง พระองค์บังเกิดขึ้นในโลก
พระองคก์ ท็ ำ� ความเจรญิ ใหแ้ กโ่ ลก พระองคบ์ งั เกดิ ขนึ้ ทไี่ หนพระองคก์ ท็ ำ� ความเจรญิ
ทน่ี ั่น พรอ้ มด้วยพระธรรมกบ็ งั เกิดขึ้นในจติ ใจของบุคคลผ้ใู ด กท็ �ำบคุ คลผนู้ นั้ ให้มี
ทพี่ ง่ึ มคี วามสขุ มคี วามเจรญิ เปน็ ทย่ี ดึ หนว่ ง เปน็ ทอ่ี มิ่ เอบิ อมิ่ ใจเหมอื นกบั เราทง้ั หลาย
ใหท้ านกด็ ี รกั ษาศลี กด็ ี ภาวนากด็ ี ลว้ นแตเ่ ราสรา้ งทพี่ งึ่ ไวใ้ นใจ ไมใ่ ชท่ ำ� ใหบ้ คุ คลอน่ื
ไมใ่ ช่วดั ได้ความสุข ไมใ่ ช่ทดี่ นิ ไดค้ วามสขุ ไมใ่ ชก่ ุฏวิ ิหารได้ความสขุ ไม่ใชเ่ งนิ ทอง
ไดค้ วามสขุ ผทู้ ไี่ ดค้ วามสขุ คอื เราซงึ่ เปน็ ผทู้ ำ� คอื จติ ของเราเปน็ ผทู้ ำ� ผปู้ ฏบิ ตั ิ เราดจู ติ
ของเราก็รู้ได้ เราท�ำความดีจิตใจมันดีจริงๆ ไม่ได้ค�ำนึงถึงส่ิงที่ไม่ดีเลย ผ่านไป
ผา่ นไป เพง่ มันไป ใครจะพูดไม่ดีกต็ าม ใครจะท�ำไม่ดกี ็ไม่ได้สนใจ ถา้ จติ มนั พัวพัน
อยใู่ นความดแี ลว้ ไมไ่ ดส้ นใจในเรอ่ื งใคร หรอื ในเรอ่ื งความไมด่ ภี ายนอกของคนอนื่
เขาเลย มงุ่ มนั่ แตจ่ ะทำ� ความดอี ยา่ งเดยี ว มงุ่ มน่ั แตจ่ ะปฏบิ ตั อิ ยา่ งเดยี วไมม่ เี วลาทจี่ ะ
ไปสนใจความไม่ดีในทอ่ี ืน่ และก็ไมม่ ปี ระโยชนด์ ว้ ย

105

ถา้ เราทำ� จติ ใจมงุ่ มนั่ อยอู่ ยา่ งน้ี เรากจ็ ะเหน็ ชดั ขนึ้ ในจติ ใจของเรา ไมม่ เี หนด็ เหนอ่ื ย
ไมไ่ ดก้ ลวั ทกุ ข์ ไมไ่ ดก้ ลวั ลำ� บาก เพราะเหตใุ ดเราจงึ ไมก่ ลวั กเ็ พราะเราเหน็ เปน็ สภาพ
ธรรมดา เราจงึ ตอ้ งฝึกต้องทำ� เราจะสรา้ งความดี
เมอ่ื เรากลวั ความลำ� บากตอ่ ความดแี ลว้ ความดมี นั จะเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร เมอ่ื เรา
กลัวเหน็ดเหนื่อยเสียแล้ว ยังไม่ท�ำก็กลัว ยังไม่ได้ปฏิบัติก็สร้างความกลัวข้ึนก่อน
หลอกตวั เองใหก้ ำ� ลงั ออ่ นแอลงไป ลม้ เหลวลงไป อยา่ งนจี้ ะไดค้ วามสำ� เรจ็ มาจากไหน
ความดีท่ีเราต้องการจะปรากฏข้ึนได้ที่ไหน เพราะเราทั้งหลายก็ทราบชัดว่าจะได้ดีก็
เพราะการกระทำ� ของเราเอง เรยี กวา่ สตั วท์ งั้ หลายเปน็ ไปตามกรรม จะไดร้ บั ความทกุ ข์
ยากล�ำบากเดือดร้อนก็เพราะการกระท�ำไมด่ ขี องบคุ คลคอื เรา ถ้าเรากระทำ� ไม่ดแี ลว้
สงิ่ ที่ไมด่ กี ป็ รากฏข้ึนในกายในใจในคำ� พูดที่ออกมา เราจะไม่เหน็ หรอื
เมอ่ื เราเหน็ ชดั อยา่ งนแี้ ลว้ เรากไ็ มไ่ ดเ้ ชอ่ื ตามใคร เพราะเปน็ ความจรงิ ที่ พทุ โธๆ
ประกาศออกมา ท่เี ราไดม้ ีสติระลกึ ร้เู หน็ ชัดในตัวของเรา น่ีเรียกวา่ ภาวนาเห็นธรรม
รู้ธรรม ไมใ่ ชว่ า่ ภาวนาเฉยๆ เราตรวจตรอง เอาตัวของเราเปน็ พยาน เป็นหลกั ฐาน
ยนื ยนั ในทางสขุ และทางทุกข์ ในทางดแี ละทางช่ัว มันมอี ยใู่ นตวั ของเราท้ังนัน้
เพราะฉะนน้ั เรามานัง่ ภาวนา กม็ านงั่ เลือกดนู ่ันเอง เมอ่ื มนั มอี ยู่ในตวั ของเรา
ความไมด่ มี นั กเ็ กดิ ไดใ้ นจติ ของเรา เวลาไหนกไ็ ดไ้ มเ่ ลอื ก เรยี กวา่ อกาลโิ ก ถา้ เราเผลอ
ถา้ เราประมาท ถา้ เราไม่มสี ติ มันย่อมเกิดไดอ้ ยูต่ ลอดเวลา ย่อมทำ� ได้ ยอ่ มพดู ได้
ในส่งิ ท่ไี ม่ดี เมื่อจติ ใจของเราไมด่ แี ล้ว เราเผลอไมม่ ีสติ ไมม่ ซี ่ึงความดีค้มุ ครองแล้ว
เราจะทำ� ไมด่ ไี ด้ แต่ถ้าเรามสี ตดิ ี มคี วามรู้ตัวดี มีปญั ญาสอดสอ่ งดีแลว้ เราท�ำดไี ด้
ตลอดเวลาเชน่ เดียวกนั กบั ส่ิงที่ไม่ดี เราสามารถทำ� ความดี ความสุข ความเจรญิ แก่
ตวั ของเรา สรา้ งความเอบิ อมิ่ แกต่ ัวของเราได้ตลอดเวลา
เพราะฉะนนั้ เมอื่ เราทงั้ หลายตอ้ งการความสขุ แลว้ เราควรสรา้ งความดี ทเ่ี รยี ก
ว่าบุญ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ท่ีสำ� คญั ท่ีสุดกค็ ือ สติ ทรี่ ะลึก ภาวนารกั ษาจติ ของเรา
ท่านว่า ถ้าบุคคลผู้ใดมีสติระลึกอยู่ในจิตอยู่เสมอ รู้ตัวอยู่เสมอ บุคคลนั้นช่ือว่า
ไม่ห่างจากฌาน ท่านว่า คอยเพ่งพินิจจิตของตนอยู่เสมอ จิตของเราไม่ดีก็ให้รู้ว่า

106

จิตของเราไม่ดี ถ้าจิตของเราดีก็ให้รู้ว่าจิตของเราดี จิตของเราไม่สงบก็ให้รู้ว่าจิต
ของเรายงั ไมส่ งบ จติ ของเราสงบกใ็ หร้ วู้ า่ จติ ของเราสงบ คอื เราสรา้ งความรู้ สว่ นสงบ
หรือไม่สงบ มันเปน็ เร่อื งสงั ขารความปรุงแต่ง

ถ้าหากวา่ จติ ของเรารไู้ ปๆ มนั รสู้ ่ิงไหนดีสิ่งไหนไม่ดี เด๋ียวมนั ก็ปลอ่ ยวางสิ่งท่ี
มันไม่ชอบของมนั เอง แตข่ อใหเ้ รารู้ อยา่ เผลอ เราไมต่ อ้ งเป็นหว่ ง กลัววา่ จะไมเ่ ป็น
กลวั จะไม่เหน็ กลัวจะไมร่ ู้ แลว้ กพ็ ยายามปรงุ แตง่ หาความรู้ ผลทีส่ ุดไม่ไดอ้ ะไร
สงั ขารมนั หลงสงั ขาร สงั ขารหลอกสงั ขารในตวั ของเราเอง วนุ่ ไปหมด แทนทจ่ี ะไดส้ งบ
ได้ความเยน็ ใจ เลยไดค้ วามหลง เพราะฉะน้นั เราอย่าให้สงั ขารมนั หลอกปรงุ แตง่
กลวั อยา่ งนน้ั กลัวอย่างนี้

ความรขู้ องเรามอี ยู่ จติ ไมส่ บายกร็ ไู้ มส่ บาย เรากร็ ะลกึ พทุ โธๆ เฉยไปๆ สงิ่ ใด
ผา่ นมากใ็ ห้ผ่านไป เราไมร่ ับเข้ามา มันกส็ งบเอง เพราะเราไมร่ ับภาระ เราไม่รับเรอ่ื ง
มากอ่ กวนตวั ของเราเอง ถา้ หากวา่ เราอยากรคู้ วามจรงิ ในขอ้ น้ี เมอื่ เรายงั ไมเ่ ขา้ ใจหรอื
ไมเ่ คยเปน็ เราทดลอง เฉยไป ลองดู พทุ โธๆ ระลกึ ไป เฉยไปๆ มนั เสนออะไรมากไ็ มเ่ อา
เรารูเ้ สยี ท้งั น้ัน ทำ� เฉย ปลอ่ ยไปๆ มันคอ่ ยเงยี บไปเอง คอ่ ยสงบไปเอง มคี วามสุข
ขึน้ มาตามล�ำดับ เปน็ พยานยืนยนั หลักฐานในธรรมคำ� สอนพระพทุ ธเจ้า ในหนทางที่
พระองค์พาประพฤติปฏิบัติมา เราก็จะได้ศรัทธาเคารพอย่างยิ่งในคุณพระพุทธเจ้า
เคารพอย่างย่ิงในคุณพระธรรม เคารพอย่างยง่ิ ในคณุ พระสงฆ์

ถ้ามันเกิดข้ึนในจิตแล้วมันเป็นเอง จิตมันน้อมเคารพเอง มันไม่แข็งกระด้าง
แมแ้ ตก่ ายกอ็ อ่ นนอ้ มดว้ ย วาจากอ็ อ่ นนอ้ ม ยกเปน็ ทสี่ กั การบชู าอยตู่ ลอด มนั มใี นใจ
เกิดขนึ้ ในใจ มนั เคารพ ยอมตาม เช่อื ฟังตามทุกอย่าง แมแ้ ต่เล็กๆ นอ้ ยๆ แตส่ ่ิงอ่ืน
ขดั ขวาง (หรอื จะพาจติ ไป) ในทางทผี่ ดิ ไมย่ อมทำ� เปน็ เดด็ ขาด นแี่ ขง็ แกรง่ ในทางธรรม
คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ พระองคว์ างอยา่ งไร... เคารพอยา่ งบรสิ ทุ ธิ์ อยา่ งไมม่ ขี อ้ รงั เกยี จ
ไมม่ ขี ้อทจี่ ะแกต้ ัว อยา่ งสุดซึง้ นนั่ ! ในทางทถ่ี กู ที่เหมาะทค่ี วร แต่ในทางทผ่ี ดิ แลว้
เป็นตายเทา่ กนั ไม่ยอม ถา้ ไมใ่ ช่ธรรมแลว้ แมร้ า่ งกายจะตายกต็ าย ย่อมเสียสละได้
ไมห่ วง ขอให้ถกู ทางเทา่ น้ันอยา่ งเดียว

107

ดงั นัน้ พระพทุ ธเจ้าก็ดี พระอริยเจ้าก็ดี ท่านจึงมีจติ เข้มแข็งในการรกั ษาศลี
ในการทีจ่ ะอบรมจติ ให้เกิดความสงบ พระอริยสาวกผู้เป็นอบุ าสกอบุ าสกิ า ฆราวาส
ครองเรอื น ทา่ นรกั ษาศลี หา้ เสมอดว้ ยชวี ติ ตวั เองตายกไ็ มย่ อมทำ� ลายชวี ติ คนอนื่ หรอื
สัตวอ์ ื่น ไม่ยอมทำ� ความผิด
เพราะเหตใุ ด ท่านเห็นความเศรา้ หมอง เหน็ ความสกปรกความขัดขอ้ งในทาง
จติ ใจ จติ ใจส�ำคญั กว่ารา่ งกาย รา่ งกายแตกสลายไปแลว้ ทา่ นเหน็ ชดั ว่าไมใ่ ช่สลาย
ทง้ั หมด ไมใ่ ชส่ ญู หายสาบสญู ความดที ที่ า่ นรกั ษาคอื ศลี มคี ณุ คา่ เหนอื อตั ภาพรา่ งกาย
อนั นอี้ กี เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ เหน็ วา่ ชวี ติ ทอ่ี ยโู่ ดยไมม่ ศี ลี หาประเสรฐิ ไมเ่ รยี กวา่ อยดู่ ว้ ย
ความประมาท
บคุ คลผ้มู คี วามประมาท มีชีวติ อยู่นานเท่าไรก็ตาม ท่านว่าเหมอื นกบั ตายแล้ว
เพราะชีวติ ไม่มคี า่ บคุ คลผใู้ ดมสี ตริ ะลกึ ท�ำความดี ประพฤตปิ ฏิบตั ไิ มห่ ยุดย้ัง แม้มี
ชีวิตอยู่เพียงช่ัววันเดียวหรือช่ัวระยะหนึ่ง ท่านก็ว่าเป็นผู้ไม่ตาย เพราะบุคคลผู้นั้น
ไมป่ ระมาท น่ีเปน็ พุทธภาษิต ไมใ่ ชพ่ ดู ลอยๆ หรือพูดตามใจชอบ หากแตเ่ ปน็ ธรรม
ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ประพฤติปฏิบัติกับตัวพระองค์เอง พระองค์
ตงั้ อยใู่ นความไมป่ ระมาทอยา่ งน้ี ทพ่ี ระองคพ์ ดู อยา่ งนเี้ พราะเหตใุ ด เพราะจติ ทมี่ ที พ่ี ง่ึ
ไดอ้ บรมมาอยา่ งดแี ล้ว ชอ่ื วา่ ความดนี นั้ ไม่ละบุคคลผู้นน้ั ความสุขไม่ละบคุ คลผนู้ นั้
คติของบุคคลผนู้ ั้นยอ่ มไปสทู่ างท่ดี ี ได้ภพใหม่อันดี เจริญรงุ่ เรืองกว่าคติในปัจจุบัน
ส่วนบุคคลผู้ทำ� ความไม่ดี ตัง้ อยใู่ นความประมาท ก็เหมือนตายแล้ว คติของ
บุคคลผนู้ ้ันย่อมตกตำ่� ยิง่ กว่าปัจจุบัน ได้ทุกข์ไดย้ ากไดค้ วามมัวหมองเพ่มิ เติมข้ึนอยู่
เร่ือยๆ เพราะสรา้ งความไมด่ อี ยูเ่ สมอๆ
ขอใหเ้ ราทง้ั หลายเหน็ ชดั ในจติ ใจ ความไมด่ เี กดิ ขน้ึ ในจติ แตล่ ะครงั้ กใ็ หเ้ หน็ ชดั
ไม่มีอะไรสงสัย ความดีเกิดข้ึนในจิตแต่ละคร้ัง ความสงบเกิดขึ้นในจิตแต่ละคร้ัง
ถา้ มสี ตมิ ปี ญั ญาดกี เ็ หน็ ชดั ทกุ อยา่ งกจ็ ะดไี ปดว้ ย ขอใหพ้ ยายามปฏบิ ตั ิ จะเหน็ ขนึ้ ได้
ทกุ คน ไมไ่ ดเ้ ลอื กบคุ คล ไมไ่ ดเ้ ลอื กเพศ ไมไ่ ดเ้ ลอื กวยั ขอใหม้ แี กจ่ ติ แกใ่ จใหค้ วาม
เลื่อมใสปฏิบตั ใิ หถ้ กู ต้อง

108

ทเ่ี ราทง้ั หลายกำ� ลงั ทำ� อยบู่ ดั นี้ เราตรวจตรองดแู ลว้ ไมม่ อี ะไรทเ่ี ราจะยดึ มนั่ เปน็
ท่พี ่งึ อันม่ันคง ไมใ่ ชแ่ ตเ่ รา บคุ คลทเ่ี กิดก่อนเรา ทเี่ ขาท�ำงานมากอ่ นเรา ท่อี ย่กู ินมา
ก่อนเรา ดูตามลำ� ดบั มา ถ้าดูตามสัจธรรมแล้ว ไมเ่ หน็ มอี ะไรปรากฏ ยง่ิ อยนู่ านไป
เท่าไหร่ มแี ต่ทกุ ข์แหละปรากฏข้นึ มาๆ มีแต่ความแก่ มีแต่ความเจ็บ มแี ต่ความตาย
ปรากฏข้ึนมาๆ ทับถมทันที ทุกวนั ทุกเวลาทีเดยี ว

ความสขุ นะ่ มองไมเ่ หน็ เพราะมนั สสู้ งิ่ เหลา่ นไ้ี มไ่ ด้ มนั ใหญก่ วา่ หมด มนั มอี ำ� นาจ
ความแก่ก็มีอ�ำนาจเหนือร่างกายเหนือขันธ์ทั้งหมด ความเจ็บก็มีอ�ำนาจเหนือขันธ์
ทง้ั หมด ตลอดถงึ ความตายแตกสลายมนั กข็ ยบั เขา้ มา ขยบั เขา้ มา ครำ่� ครา่ ทรดุ โทรม
แตล่ ะอย่างๆ มาตามลำ� ดับ เด๋ยี วก็เจ็บตรงน้นั เดยี๋ วก็ปวดตรงนี้ เดี๋ยวก็ซอ่ มแซม
ตรงน้ัน ซ่อมแซมตรงนี้ ช�ำรุดทรุดโทรมอย่ตู ลอดเวลา เด๋ียวก็เลบ็ ทรดุ โทรม เด๋ยี วก็
ฟันทรุดโทรม เดี๋ยวก็เส้นเอ็นเลือดลมท้ังหลาย เด๋ียวก็โรคโลหิตจาง โรคขาดนั่น
ขาดน่ี มอี ยตู่ ลอดเวลา

เพราะฉะนนั้ เราจะพง่ึ ไดอ้ ย่างมั่นคงหรอื ควรนะ่ หรอื เราจะยดึ สง่ิ เหล่าน้ี วา่ เรา
มีความสุข เรามีความเจริญ ถา้ เราตรวจดูใหเ้ ห็นชดั อยอู่ ยา่ งน้แี หละ สง่ิ เหล่าน้ีเรา
ปลอ่ ยวางได้ ปลอ่ ยทางใจนะ ใจเรา ใจกับสิง่ เหลา่ นไ้ี ม่ใชอ่ ันเดียวกัน เพราะฉะนน้ั
การนงั่ สมาธอิ บรมจติ น่ี เพอื่ ฝกึ หดั แยกออก ใหเ้ หน็ ชดั วา่ สงิ่ ทต่ี ายกบั สงิ่ ทรี่ คู้ วามตาย
ส่ิงท่เี จบ็ กบั ส่ิงท่รี ูค้ วามเจบ็ ไมใ่ ชอ่ นั เดยี วกนั

ส่งิ ที่ “ร”ู้ ไม่เคยไปไหน มแี ต่รู้ ไมเ่ คยเส่ือม ไม่เคยแก่ ไม่เคยเจบ็ ไม่เคยตาย
เหมือนกบั สงิ่ ที่มนั เจบ็ มันตาย เพราะฉะนน้ั ในตวั ของเรา ไมใ่ ช่ว่ามสี ่ิงท่ีแก่ท้ังหมด
ส่งิ ที่ไมแ่ ก่กม็ ี ไมใ่ ชม่ ีแต่สง่ิ ทีเ่ จ็บทั้งหมด ส่งิ ที่ไมเ่ จ็บก็มี ไม่ใชแ่ ตม่ ีสงิ่ ท่ีตายทง้ั หมด
ส่ิงที่ไม่ตายก็มี เม่ือเรารู้จักเลือก เม่ือเราได้ศึกษาธรรมแท้แล้ว ไม่ใช่ว่ามีแต่ส่ิงท่ี
ทกุ ขท์ ง้ั หมด สงิ่ ทเ่ี หนอื ทกุ ขม์ นั กม็ ี ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทหี่ ลงทง้ั หมด สง่ิ ทเี่ หนอื ความหลงอกี กม็ ี
เพราะฉะนัน้ จึงภาวนาใหเ้ หน็ ส่งิ ที่มนั “เหนอื ” น่ีแหละสำ� คญั ส่งิ อนื่ มาขม่ เหงมัน
ไมไ่ ด้ ถา้ เราไดร้ วบรวมกำ� ลงั อนั นใ้ี หด้ แี ลว้ ยดึ สง่ิ เหลา่ นไ้ี วเ้ ปน็ ทพี่ ง่ึ แลว้ สง่ิ ทแ่ี กท่ เ่ี จบ็
ที่ตาย มนั กเ็ ปน็ เรือ่ งของมนั

109

เพราะฉะนน้ั ทา่ นจงึ ใหส้ วดวา่ เรามคี วามแกเ่ ปน็ ธรรมดา และเปน็ เรอ่ื งธรรมดาไป
มีความเจ็บเป็นธรรมดาไป มีความตายเป็นธรรมดาไป เมื่อส่ิงเหล่านี้เป็นธรรมดา
เราก็ไม่สะทกสะท้านเพราะเรารู้แล้ว เพราะเรารู้ธรรมดาแล้ว เพราะเรารู้ส่ิงท่ีเหนือ
สง่ิ เหลา่ นก้ี ม็ อี ยู่ เรอื่ งตายกเ็ ปน็ เรอื่ งของความตาย เราไปยงุ่ กบั มนั ทำ� ไม เรอ่ื งความแก่
ก็เรื่องความแก่ ส่วนการทที่ �ำจติ ใจของเราใหผ้ ่องใส ใหห้ มดจดเรียกว่า สะจติ ตะ-
ปะรโิ ยทะปะนงั เอตงั พทุ ธานะสาสะนงั นเี่ ปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เรามารกั ษาจติ
ให้หมดจดน่ี ท่านให้เอาตรงน้ี เป็นท่ีพึ่งของเราอยู่ตรงน้ี ไม่ต้องไปหาที่อื่นอันน้ัน
นตั ถิ ปฏเิ สธ ทพ่ี ่งึ อย่างอน่ื ไม่มี

เม่ือเรารักษาสิง่ เหล่านี้ ให้เกิดสงบ มีผู้รู้ มกี �ำลงั ร้ตู วั มกี �ำลังมากขึ้นๆ รู้ตวั เกดิ
ร้ตู วั แก่ รู้ตัวเจ็บ รูต้ วั ตาย รู้ตัวทไ่ี มเ่ จบ็ ไม่ตาย เรียกวา่ พทุ โธ ผรู้ ู้ เรากร็ ู้จกั ส่งิ ท่ี
ควรพ่งึ สิ่งท่เี ราพงึ่ ไมไ่ ด้ เราควรคลายออก เราควรปล่อยวาง เราควรสละ ไมย่ ึดมน่ั
ถอื ม่ัน ในทางปญั ญา ไม่ใชย่ ึด ไม่ควรยดึ ม่นั ถอื ม่นั เหน็ วา่ ทุกขแ์ ล้วกไ็ ปนั่งอดขา้ ว
ไปนง่ั ทรมาน ฆา่ ตวั เองตายใหไ้ ดค้ วามสขุ พระพทุ ธเจา้ ไมส่ อนใหเ้ ราเปน็ คนแคบแคบ
อยา่ งนน้ั มสี ตหิ ลงหลงอย่างนัน้ ทรงสอนให้เราฉลาด เราก็ควรฉลาด สอนให้เรา
ฝึกฝนให้มสี ตมิ ีปญั ญา เราก็อบรมใหม้ สี ติปญั ญา

คราวท�ำความสงบ เรากน็ ั่งใหส้ งบให้สบาย เวลาเราท�ำกท็ �ำด้วยความไมย่ ึดมัน่
อปุ าทาน มนั จะทุกข์อะไร เวลาเลีย้ ง สมั มาอาชวี ะ เราก็เลย้ี งไป เลยี้ งชพี ไป สมั มา-
กมั มนั โต เรากท็ ำ� ไป สมั มาวาจา เรากพ็ ดู ไป จงึ จะมปี ระโยชน์ สว่ นปญั ญาเครอื่ งรเู้ หน็
กเ็ คร่ืองรเู้ หน็ เป็นเร่อื งโลก สงั ขารโลก สงั ขารธรรม มนั มอี ยูอ่ ยา่ งไร เรากด็ ใู หช้ ัด

เมื่อเราเห็นชัดแล้ว จิตมันก็ปล่อยวาง เกิดความพอ ไม่หลงปรารถนาอีก
เมื่อมนั ไม่ปรารถนา ไมไ่ ปเท่ยี วยึดโนน้ ยดึ นี่ มันกค็ ่อยเบาไปๆ ละไป เบาไป ขยบั
เขา้ มาถงึ เบญจขนั ธ์ เหน็ ความตายของเราทกุ ลมทกุ ขณะทเี ดยี ว เหน็ ความแกท่ กุ ขณะ
ทเี ดยี ว เหน็ ความเจบ็ อยทู่ กุ ขณะทเี ดยี ว เหน็ ชดั อยอู่ ยา่ งนแ้ี หละ ยงิ่ ภาระของเรายงิ่ เบา
ความปรารถนาอยากไดข้ องเรายง่ิ คอ่ ยหมดไปๆ เราอยากจะละตณั หา แตส่ าเหตทุ จ่ี ะ
ตอ้ งละเราไมไ่ ดส้ รา้ งขึน้

110

เราอยากจะละกเิ ลส แตไ่ มร่ จู้ กั สง่ิ ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ กเิ ลส มนั กล็ ะไมไ่ ด้ ถา้ (ยงั คดิ วา่ )
กายของเรา แขนของเรา ขาของเรา รูปของเรา เสียงของเรา กลน่ิ ของเรา รสของเรา
เวทนาของเรา สญั ญาของเรา สังขารของเรา วญิ ญาณของเรา เรากล็ ะไมไ่ ด้ เมอื่ ยงั
เปน็ กอ้ นอยอู่ ยา่ งนี้ มนั เราตรงไหน พจิ ารณาแยกดไู ปๆ เราไปหลงสำ� คญั วา่ เปน็ ของเรา
ท่ีจริงเขาไม่ได้ว่าอย่างนั้นเลย ส่วนธาตุดินมันก็เป็นธาตุดิน อะไรเล่าธาตุดินในตัว
ของเรา เกสา ผม โลมา ขน นขา เลบ็ เหล่านี้เราตรงไหน เราดูซิ ดูสักทกุ วันทุกวัน
ดแู ต่อนั น้ี ใหม้ ันชัด สักอยา่ งหนึง่ ไม่ตอ้ งดหู มด ไม่ต้องดูมาก ให้ชัดสักอนั หนึ่ง
มหี ลวงพอ่ องค์หน่งึ ชื่อหลวงพอ่ อุน่ อายกุ ็มากแลว้ ทา่ นเป็นคนจงั หวดั ชยั นาท
ไดย้ นิ กติ ตศิ พั ทข์ องหลวงปมู่ น่ั นี่ ทา่ นอตุ สา่ หเ์ ดนิ ธดุ งคม์ า ตง้ั ใจปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ทา่ นไป
ภาวนาฟังเทศน์หลวงปู่มั่น เร่งท�ำความเพียร เดินจงกรม ตอนน้ันอาตมาก็เป็น
พระติดตามอยกู่ ับหลวงปูฝ่ นั้ ได้ยนิ หลวงปมู่ ั่นทา่ นเทศน์ให้ฟังวา่ การปฏบิ ตั ิไมต่ ้อง
อยากรมู้ าก ถา้ อยากมนั ไมร่ หู้ รอก หยบิ ยกอนั ใดอนั หนง่ึ พจิ ารณาใหม้ นั เหน็ จรงิ ทา่ นวา่
เกสา ผม กเ็ ปน็ ธรรม...เหน็ ใหม้ นั จรงิ เถอะ ใหม้ นั ถงึ แยกออก ใหม้ นั จรงิ เหน็ เปน็ สภาวะ
ถา้ เหน็ อนั หน่ึงแลว้ อันอ่นื ๆ มนั ก็เหน็ ไปตามล�ำดับ...
พอท่านเทศนจ์ บเราก็มาปฏบิ ัติตรงตามท่าน เออ เรากม็ ีสตขิ ึ้นมา เรากต็ ง้ั หลกั
พิจารณาขนึ้ มา จติ กค็ อ่ ยเข้าใจ เขา้ ใจในสิ่งเหล่าน้ี แตก่ ่อนมวั แต่หา หาไปหามาก็
สงสยั ตวั เอง คงจะบญุ นอ้ ยวาสนานอ้ ย จติ กไ็ มส่ งบ กเ็ ลยนกึ วา่ ตวั เองไมร่ ไู้ มเ่ หน็ อะไร
นนั่ เพราะท�ำไมถ่ ูก
เพราะฉะนน้ั เราท้งั หลาย ถ้าเราตรวจดแู ลว้ อนั ไหนทจี่ ะตัง้ ข้อใหจ้ ติ มีหลักฐาน
สงบได้ รู้ได้ เราก็เอากรรมฐานส่วนใดส่วนหนึ่งเพ่งพิจารณาสอดส่อง ดูให้มันถึง
พระพทุ ธเจา้ สอนวา่ อนจิ จงั กด็ ี ทกุ ขงั กด็ ี ดใู หม้ นั เหน็ ชดั ใหม้ นั ไดเ้ ชอื่ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ
จะดใู นส่วนทุกข์ วา่ ทำ� ไมพระพุทธเจา้ ว่าทุกข์ ถ้าทกุ ขจ์ ริงๆ ทำ� ไมคนถึงอย่ไู ด้ ท�ำไม
คนจงึ พอใจ เรากต็ อ้ งหาวธิ ศี กึ ษาใหม้ นั จนเหน็ ชดั ถา้ หากวา่ ชวี ติ นม้ี นั มคี วามสขุ จรงิ ๆ
ทำ� ไมคนจงึ ทะเลาะกนั ทำ� ไมจงึ ดน้ิ รน ทำ� ไมจงึ วนุ่ วาย ทำ� ไมทกุ คนจงึ ไมส่ งบ อะไรมา
ก่อกวน อะไรมันแผดเผาจงึ ดิ้นรน นั่น! เราจะได้ร้คู วามจรงิ ถา้ รา่ งกายนี้มคี วามสุข
หรอื เราได้ความสุขแลว้ ทำ� ไมจึงต้องดิน้ รน

111

ทีนเ้ี รามาพลกิ มาดู ถ้าร่างกายนม้ี นั ทกุ ข์ ท�ำไมเราถงึ ไมเ่ บื่อหน่าย ท�ำไมเราจงึ
พอใจ จงึ ดใี จ กบั การมกี ารเปน็ อนั น้ี ทง้ั คนอน่ื กเ็ พลดิ เพลนิ ในสง่ิ เหลา่ นี้ พากนั บำ� รงุ
พากนั ตกแตง่ ดว้ ยอำ� นาจแหง่ ความพอใจ เราพลกิ ไปพลกิ มากจ็ ะรคู้ วามจรงิ ไดห้ ลาย
อย่าง จะได้ปัญญารอบรู้ในกองสงั ขาร

ถา้ เราละเอยี ดไปเทา่ ไหร่ ยิ่งเห็นชดั ตามล�ำดบั ถา้ อย่างนัน้ เราก็ไมร่ อบรใู้ นกอง
สงั ขาร กร็ แู้ ตท่ างเดยี ว สงั ขารสว่ นอนื่ เรากไ็ มร่ ู้ สว่ นดสี ว่ นชวั่ สว่ นคณุ สว่ นโทษ มนั มี
ทง้ั คณุ มที งั้ โทษ ไมใ่ ชม่ แี ตแ่ งเ่ ดยี ว ถา้ มองในแงด่ ี พระพทุ ธองคก์ อ็ าศยั สงั ขารเผยแพร่
ศาสนา อาศยั สง่ิ เหลา่ นแ้ี หละ อรยิ สจั ธรรมกค็ อื สง่ิ เหลา่ นเ้ี อง เปน็ ธรรมอยา่ งประเสรฐิ
ใหเ้ กดิ ปัญญา นนั่ ! ถ้าฉลาดนะ ถ้าไม่ฉลาด ส่ิงเหล่าน้ีแหละ ท�ำใหต้ กนรกหมกไหม้
ท�ำใหท้ �ำความชัว่ อกี เหมือนกัน ท�ำใหโ้ ง่เขลา ท�ำใหห้ ลง

เพราะฉะน้นั ในเบือ้ งต้นเราท�ำจติ ใจของเราให้มสี ตติ อ่ เน่ืองกัน ใหจ้ ิตใจสงบ
ให้เห็นความสุข เห็นความเบิกบานก่อน เม่ือออกจากความสงบแล้วเราก็พิจารณา
หยิบยกอันใดอันหนึ่ง มาเพ่งพิจารณาพลิกแพลง พอมันเหน่ือยและถึงเวลาสงบ
เรากส็ งบ เวลาเราสงบ ไมใ่ ชจ่ ะสงบอยอู่ ยา่ งนน้ั ตลอดทง้ั วนั เวลาเราออกจากนนั่ เราก็
พลกิ แพลงใชอ้ บุ ายใหเ้ กดิ ปญั ญา ทำ� อยอู่ ยา่ งนนั้ เมอ่ื สตมิ นั ระลกึ อยา่ งนน้ั ปญั ญามนั
สอดสอ่ งดูอยา่ งนนั้ ท�ำงานดว้ ยกนั มนั กร็ ไู้ ปๆ สะสมความรู้ ความเห็น ความเขา้ ใจ
ละเอยี ดขน้ึ มาตามลำ� ดบั แลว้ มนั กต็ อ้ งเบอื่ หนา่ ยคลายกำ� หนดั รคู้ วามจรงิ ขน้ึ มา ความสขุ
ความทกุ ข์ กจ็ ะปรากฏขน้ึ ในตวั ของเรา ชดั ขนึ้ ๆ อนั ไหนควรเพง่ กจ็ ะไดเ้ พง่ ไปตามลำ� ดบั
อันไหนควรเจริญ มนั ก็จะเจรญิ ปฏบิ ตั ไิ ปตามลำ� ดับ เราก็จะไดถ้ งึ จดุ หมายปลายทาง
นค้ี ือวิธีการปฏิบตั ิ

เพราะฉะน้นั เราท้ังหลายไดย้ นิ ไดฟ้ ังแลว้ พยายามปฏิบัติดูจิตใจของเรา สงิ่ ที่
กลา่ วมานี้ ล้วนแต่มใี นจิตใจของเราทกุ คน ถ้าเราปฏบิ ตั ิถกู ตอ้ ง ฉลาดใช้อบุ ายแลว้
เราก็จะได้ความสุขความเจริญตามความมุ่งหมายที่เราตั้งใจปฏิบัติ บรรยายมาวันนี้
หยุดแต่เพยี งเท่านี้ก่อน

112

จติ เป็นรากฐานของความสุข

เมอ่ื สมยั ครง้ั พทุ ธกาล ชนทงั้ หลายฟงั ธรรมไมม่ าก แตท่ า่ นปฏบิ ตั มิ าก บางแหง่
พระพทุ ธเจา้ ไปเทศนเ์ พยี งครงั้ เดยี ว แตด่ ว้ ยชนเหลา่ นนั้ อาศยั ความเชอ่ื ความเลอ่ื มใส
อาศัยฉันทะความพอใจในการปฏิบัติ ได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันจนปรากฏได้ความสงบ
ไดค้ วามสขุ และไดบ้ รรลุมรรคผลเปน็ จำ� นวนมาก เพราะธรรมค�ำสอนทีพ่ ระพุทธเจ้า
ทรงวางไว้ ลว้ นแต่สอนให้ปฏบิ ตั ิเปน็ หลักสำ� คญั หากเราฟังครั้งเดียว แลว้ จดจ�ำคำ�
เหลา่ นนั้ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ มาประกอบใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ ใชอ้ ยา่ งจรงิ ๆ จงั ๆ ยอ่ มจะ
ไดร้ ับความรูค้ วามเหน็ ไดร้ บั ผลตามสติก�ำลังความสามารถ

ท�ำไมถึงต้องปฏิบัติ ถ้าเรามาตรวจตรองพินิจพิจารณาดูแล้ว มันจ�ำเป็น
เพราะเราตอ้ งการความสขุ ความสขุ ทมี่ นั่ คง เราจะตอ้ งรกั ษา จะตอ้ งคมุ้ ครอง จะตอ้ ง
ระมดั ระวงั ความคมุ้ ครอง ความรกั ษา ความระมดั ระวงั นเี้ อง เปน็ เหตใุ หเ้ ราไดค้ วามรู้
เปน็ เหตใุ หเ้ ราไดค้ วามฉลาด การภาวนากไ็ มใ่ ชอ่ น่ื ไกล (กเ็ พอ่ื ) การคมุ้ ครองจติ ของเรา
เพื่อจะได้ให้จิตของเรามีโอกาสได้พักผ่อนอยู่ในอารมณ์อย่างใดอย่างหน่ึง เพ่ือสติ
ของเราจะได้ระลกึ จติ เพอ่ื ปญั ญาจะไดส้ อดสอ่ งดูจิต คุม้ ครองจติ เพราะถือวา่ จติ
นแี่ หละเปน็ รากฐานมูลฐานของความสุข

ถ้าเราปล่อยจิตไปตามอารมณ์ตามปกติอยู่อย่างนั้น จิตก็ไม่ได้รับการพัฒนา
แกไ้ ขจากฐานเดมิ ขน้ึ สคู่ วามเขม้ แขง็ ไปตามลำ� ดบั ได้ จติ ไมส่ ามารถจะไดค้ วามรคู้ วาม
ฉลาดไปตามล�ำดับ เพราะคำ� ว่ากศุ ล เราจะต้องสรา้ ง เราจะต้องอบรม จะตอ้ งสง่ั สม

113

ไมม่ ีใครเลย ไม่ปฏบิ ัติ อยลู่ อยๆ แล้วเป็นคนฉลาดไดบ้ รรลธุ รรม ได้ตรัสรู้ธรรม
ไดถ้ งึ ความสงบ มแี ต่ตอ้ งประพฤติธรรม ปฏบิ ตั ธิ รรมเท่านนั้

สมัยครั้งพุทธกาล บางองค์เดินจงกรมจนเท้าแตก บางองค์อดหลับอดนอน
ต้งั ใจบ�ำเพญ็ จนตาแตก เพราะฉะนั้น ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจ้าน้นั เป็นธรรม
ที่จะต้องฝึก จะต้องสร้างก�ำลังทางจิตใจ เหมือนกับนักมวยท่ีจะเอาชนะคู่ต่อสู้
เขาต้องฝกึ ตอ้ งซอ้ ม จึงสามารถท่จี ะเอาชนะคตู่ ่อสูไ้ ด้ ถ้าเราไม่เอาใจใส่ในการซ้อม
การฝกึ แล้ว ไมส่ ามารถจะเอาชนะไดเ้ ลย

เมื่อเราต้องการความสุข เราก็ต้องพยายามฝึกให้ชนะคู่ต่อสู้คือทุกข์ เพราะ
ทกุ ขม์ นั มแี วดลอ้ มอยตู่ ลอดเวลา ทง้ั ทางกายและทางจติ ใจ บางทเี ราปกปอ้ งทางรา่ งกาย
ไดแ้ ลว้ ยงั ขาดทางใจ บางทเี รามาปกปอ้ งทางใจ ยงั ขาดทางกาย ถา้ เราไมไ่ ดฝ้ กึ ฝนจติ ใจ
ให้มีความฉลาดจริงๆ ย่อมขาดเขินอยตู่ ลอดเวลา

ใจสมบูรณ์บริบูรณ์พร้อมด้วยทางกาย และพร้อมด้วยทางจิตใจ จะต้องฝึก
จะตอ้ งอบรม จึงจะเอาชนะคูต่ อ่ สคู้ ือทกุ ข์ได้ เมื่อเรากลัวทุกขแ์ ลว้ เรากไ็ มส่ ามารถจะ
ชนะทุกข์ได้ เหมอื นนักมวยถา้ กลวั เจบ็ แล้ว ก็ไม่สามารถทีจ่ ะซอ้ มได้ ยง่ิ ขน้ึ ระดับสงู
เทา่ ไร ยิ่งจะต่อสกู้ บั คตู่ อ่ สู้หมดั หนักทง้ั นั้น ถึงอยา่ งน้ันเขากต็ อ่ สู้เอาชนะกันได้เพียง
แต่โลกามสิ

เราทง้ั หลาย ถา้ หากมาฝกึ ทำ� เหมอื นกบั นกั มวยเขาฝกึ กนั เหน็ ประโยชน์ เหน็ อำ� นาจ
เหน็ ความดแี ลว้ เราจะตอ้ งชนะคตู่ อ่ สคู้ อื ทกุ ขแ์ นน่ อน เพราะทกุ ขน์ มี้ อี ยใู่ นเราอยเู่ สมอ
ตลอดเวลา ที่กอ่ กวนจิตใจของเราไม่ใหส้ งบน่นั เอง แตก่ ารฝึกเพื่อให้เกิดความสงบ
ไมไ่ ดใ้ ชเ้ รย่ี วแรงเหมอื นกบั การฝกึ ชกมวย แตใ่ ชพ้ ลงั ภายในโดยคณุ ธรรม คณุ สมบตั ิ
กล่าวคือฝึกสติ มีความเพียรพยายามฝึกให้เกิดปัญญา จะได้ศรัทธา มีความเช่ือ
ความเลอ่ื มใส...

ถ้าเราทั้งหลายต้องการอยู่เหนือสิ่งท่ีต่อสู้ คือทุกข์ที่มีอยู่ประจ�ำวิบากกับขันธ์
ของเรา เราควรพยายามฝกึ เราฝกึ ทางธรรมแลว้ แมเ้ ราจะไปใชใ้ นทางโลกก็ใช้ได้

114

เพราะโลกตอ้ งการบคุ คลขยนั เรยี กวา่ วริ ิยะ โลกตอ้ งการบุคคลผู้มี สติ มี สมาธิ
มี ปญั ญา ไมใ่ ชว่ า่ โลกไมต่ อ้ งการ เพราะโลกตอ้ งการความดแี ละความสขุ เชน่ เดยี วกนั
เหมอื นกบั ธรรม

เพราะฉะนนั้ การฝกึ จงึ ไมเ่ สยี ที ไมเ่ ปน็ หมนั ใชไ้ ดท้ วั่ ไป พระพทุ ธเจา้ จงึ พยายาม
สอนให้ฝกึ ใหอ้ บรม เพราะเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผ้ฝู ึกเอง ไมใ่ ชเ่ ป็นประโยชนแ์ ก่เทวดา
ไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่อย่างอื่น ใครฝึกก็เป็นประโยชน์แก่บุคคลคนน้ัน ไม่ได้เป็น
ประโยชนแ์ กพ่ ระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ คำ� วา่ เปน็ ประโยชนแ์ กศ่ าสนานนั้ เปน็ การ
พูดกันไปโดยรวมๆ ถ้าพูดถึงความจริงแล้ว การฝึกทั้งหมดไม่ใช่เป็นประโยชน์ให้
ใครอน่ื หากแตเ่ ปน็ ประโยชนแ์ กต่ วั ของเราเองโดยเฉพาะ ไมม่ ใี ครจะมาแบง่ ประโยชน์
จากเราเลย ไปทไ่ี หนก็เป็นสมบตั ิของเรา ติดตวั ตามเราไป ไมว่ า่ อยูท่ ่ไี หน

เพราะฉะน้ัน บัณฑิตจึงฝึกตนด้วยความเพียรความพยายาม ผู้ไม่ใช่บัณฑิต
ไมใ่ ช่นกั ปราชญ์ ไม่รูจ้ ักประโยชน์ของการฝกึ ชอบปล่อยให้เวลาลว่ งไปๆ อยูด่ ้วย
ความมัวเมา ความเพลิดเพลิน พอถึงเวลาน้ันเข้าแล้ว ย่อมเป็นทุกข์หาท่ีพึ่งไม่ได้
นกึ วา่ เรามที พี่ ง่ึ อนั เกษม ทพ่ี ง่ึ อนั อดุ ม แตพ่ อเอาจรงิ ๆ แลว้ เหมอื นกบั นอนฝนั นเี่ รา
ตอ้ งพนิ ิจพจิ ารณาดใู หช้ ดั ให้ลกึ ซงึ้ ค�ำว่าเสยี ประโยชน์ ไม่ใช่เสยี พระพทุ ธศาสนา
ไมใ่ ช่เสียสงิ่ อื่น คือตวั ของเราเองเสยี ประโยชน์ เราจงึ ตอ้ งฝึก ตอ้ งอบรม ต้องปฏิบัติ
ฝกึ หัด เมื่อฝกึ หดั ดแี ลว้ นำ� ความสขุ มาให้ จิตตงั ทันตงั สุขาวะหัง

ดูประวัติครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ท่ีท่านปฏิบัติเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ศาสนา
จึงได้ด�ำรงทรงอยู่ได้ ท�ำไมท่านถึงพยายามท�ำอย่างนั้น เพราะท่านไม่ยอมให้ชีวิต
หรือให้เวลาล่วงไปเปล่าๆ ทา่ นสามารถมองเห็นประโยชนข์ องการฝกึ และมองเหน็
โทษของการไม่ฝึก เม่ือเราฝึกจนผ่านไปแล้ว เราก็พ้นภัยอันตราย ได้รับความสุข
ความสบาย เพราะเหตุน้ัน เราท้ังหลายหดั ใช้สตใิ ชป้ ัญญา ตรวจตรองพิจารณาให้
ลึกซ้ึงว่าท่ีพ่งึ ของเราท่แี ท้จรงิ อยู่ท่ีไหน เราไดท้ พี่ งึ่ สมบูรณ์บรบิ รู ณ์มน่ั คงแล้วหรือยงั
ท่พี ่งึ ทมี่ อี ยู่นี้มน่ั คงแค่ไหนเพียงใด ...

115

สว่ นค�ำวา่ พระพุทธเจ้าเปน็ ทีพ่ ่ึงของเรา พระธรรมเป็นท่พี ่งึ ของเรา พระสงฆ์
เป็นท่ีพึ่งของเรา ท่ีพ่ึงอย่างอื่นไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พ่ึงของเราอย่างประเสริฐ
ค�ำกล่าวอย่างนี้มีความจริงแค่ไหนเพียงไร ท�ำไมท่านไม่กล่าวอย่างอ่ืนเป็นท่ีพ่ึงบ้าง
ท้ังท้งั ที่เราอาศัยส่ิงอ่นื อยู่ ชีวติ อยไู่ ด้ดว้ ยเงินทอง แล้วทำ� ไมทา่ นไมก่ ล่าววา่ เงนิ ทอง
เปน็ ทพ่ี ง่ึ ชวี ติ อยไู่ ดด้ ว้ ยขา้ วนำ�้ ทำ� ไมไมเ่ อาขา้ วนำ�้ เปน็ ทพี่ ง่ึ หรอื เราทำ� การงานกเ็ พราะ
มีแสงสว่างดวงอาทติ ย์ดวงจนั ทร์ ทำ� ไมไมเ่ อาดวงจันทร์เปน็ ท่ีพึง่ อนั นี้เราควรคดิ
ท�ำไมปราชญท์ ั้งหลายจึงกล่าววา่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆเ์ ป็นทพ่ี ึง่ แลว้ ก็
ไม่ได้กล่าวเป็นที่พึ่งธรรมดา หากแต่กล่าวว่าเป็นท่ีพ่ึงอย่างประเสริฐ เพราะเหตุใด
เพราะขา้ วก็ดี น้�ำกด็ ี ดวงอาทิตยด์ วงจนั ทร์ก็ดี เงินทองก็ดี ไม่เคยหา้ มปรามเวลา
เราทำ� ความชว่ั ไมเ่ คยอบรมสงั่ สอนเราใหท้ ำ� ความดี อยา่ ไปทำ� ความชวั่ เปน็ โทษเปน็ ภยั
ท�ำความเดือดร้อนเสียหาย มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่ีชี้หนทางให้เรา
ประพฤตดิ ี ปฏบิ ตั ดิ ี ละสงิ่ ทไ่ี มด่ ี บอกใหเ้ ราเวน้ จากโทษ เวน้ จากภยั ตา่ งๆ เพราะฉะนนั้
จงึ ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ น้ันเปน็ ที่พ่ึงอยา่ งประเสริฐ
ถึงแม้ว่าจะมีดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ส่องให้เราเห็นก็ตาม แต่เราก็ยังไม่ได้เห็น
ทงั้ หมด สง่ิ ท่ปี กปิดไมใ่ หเ้ ราเหน็ ใหเ้ ราหลง ให้เราทำ� ความผดิ ยังมอี ยู่มาก ยงั ลอ่ ให้
ทำ� ความเดอื ดรอ้ นซง่ึ กนั และกนั ทำ� ลายความสขุ ความสงบของกนั และกนั มมี ากทเี ดยี ว
เหมอื นโลกปจั จบุ นั ตอ้ งการสนั ตภิ าพ ประชมุ แลว้ ประชมุ เลา่ ทกุ แหง่ ทกุ หน โฆษณาอยู่
ทุกวันทุกเวลาว่าสันติภาพ แต่สันติภาพคืออะไร ไม่วิจัยไปให้ถึงหลักเพราะอะไร
เพราะกิเลสปกปิดไม่ให้ถึงทาง ถึงพูดได้แต่ไม่เกิดจริง เพราะโรงงานที่สร้างเครื่อง
เบียดเบียนประหัตประหารซ่ึงกันและกัน ชิงเด่นชิงดีมีอยู่ตราบใด เราก็เป็นอยู่
อยา่ งนนั้ ไมม่ หี นทางทจี่ ะสร้างได้ สนั ตภิ าพบนพ้นื ฐานแหง่ โลก
สว่ นสนั ติภาพมแี หง่ เดยี วคือ บนพ้นื ฐานแห่งธรรม ถ้าใครบรรลธุ รรมถงึ ธรรม
คนคนนนั้ จะไดถ้ งึ สนั ตภิ าพทแี่ ทจ้ รงิ ผสู้ งบทแี่ ทจ้ รงิ ผมู้ คี วามสขุ ทแ่ี ทจ้ รงิ เพราะฉะนนั้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงเป็นท่ีพึ่งอันประเสริฐ เป็นท่ีพึ่งอันอุดมสูงสุด
ขอให้เราทัง้ หลายผู้เปน็ ปญั ญาชน จงวิจารณพ์ ิจารณาให้ลึกซ้งึ ใหล้ ะเอยี ด ทบทวน
ใหด้ ี เรากจ็ ะไดเ้ ข้าใจธรรมเขา้ ใจโลกอยา่ งถกู ตอ้ งตามความเปน็ จรงิ

116

คำ� วา่ “โลกธรรม” บางคนวา่ แยกกนั ไมอ่ อก บางคนวา่ โลกธรรมตอ้ งแยกกนั ออก
หากดผู วิ เผนิ แลว้ ดเู หมอื นจะแยกกนั ไมอ่ อก เพราะมนั เปน็ ของคกู่ นั แตถ่ า้ ใชป้ ญั ญา
อนั ละเอยี ดแลว้ มนั ตอ้ งแยกได้ ถา้ หากแยกไมไ่ ด้ พระพทุ ธเจา้ กไ็ มไ่ ดเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้
พระอริยสงฆ์สาวกก็ไม่ได้เป็นพระอริยสงฆ์สาวก ถึงแม้ว่ามาแต่ต้นทางด้วยกัน
แต่มันก็แยกกันได้ในบั้นปลาย ให้ได้ถึงสันติสุขท่ีแท้จริง ทุกข์ก็เป็นเรื่องของทุกข์
และสุขก็เป็นเรื่องของสุข ถ้าเป็นอันเดียวกัน เขาก็ไม่เรียกเป็นสอง เขาเรียกเป็น
ทุกข์อนั เดยี วก็หมดเร่ือง แตม่ ันมรี สชาติต่างกัน มีลักษณะเวลาปรากฏขน้ึ สมั ผัสกบั
จติ แล้วมคี วามรู้สกึ ไมเ่ หมอื นกนั จงึ ได้บัญญตั ิว่าสขุ บัญญัตวิ า่ ทุกข์ จงึ ได้บัญญตั ิ
ว่าโลก บญั ญตั วิ า่ ธรรม ไมใ่ ชเ่ ป็นอันเดยี วกัน

เพราะเหตนุ น้ั เราทงั้ หลาย เมอื่ เราตอ้ งการสนั ตสิ ขุ สงสารตวั ของเรา มเี มตตาตน
ปรารถนาตนใหพ้ น้ จากสิ่งเหลา่ นแี้ ลว้ ต้องอาศยั ธรรมวิจยะ คือความสอดส่องธรรม
ความสอดส่องธรรมนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาท่านให้ส่องที่ใจ ไม่ได้อยู่ท่ีอื่น
เพราะใจเปน็ ผรู้ ู้ เปน็ ผเู้ หน็ ถา้ ใจไมร่ ไู้ มเ่ หน็ ไมม่ สี งิ่ ใดทจี่ ะรทู้ จ่ี ะเหน็ ธรรมทจ่ี ะสำ� เรจ็
ก็ส�ำเร็จที่ใจ ไมไ่ ดส้ �ำเร็จทอี่ น่ื

ส่วนอัตภาพร่างกายก็เป็นไปตามสภาวธาตุสภาวธรรมของมันโดยธรรมชาติ
เพราะสงิ่ เหลา่ นนั้ ไมใ่ ชเ่ ปน็ ผตู้ รสั รธู้ รรม สงิ่ เหลา่ นน้ั เปน็ แตเ่ พยี งธาตุ เพราะสงิ่ เหลา่ นนั้
ไมม่ สี ขุ ไมม่ ที กุ ขอ์ ยใู่ นธาตเุ หลา่ นน้ั สภาวะเหลา่ นน้ั มนั จะเปลยี่ นแปลงตามสภาพ ไมม่ ี
เจา้ ของ ไมม่ ใี ครรบั ทราบ ไมม่ ใี ครรบั รู้ เพราะไมม่ ผี สั สะ ไมม่ เี วทนา ไมม่ ตี ณั หา ไมม่ ี
อปุ ทาน ไมม่ ภี พ ไมม่ ชี าติ สว่ นทมี่ ผี สั สะ เวทนา ตณั หา อปุ ทานนน้ั หมายถงึ นามรปู

เพราะเหตุนัน้ เราท้ังหลายมานั่งพิสูจนด์ ู ถา้ หากว่าเราพยายามท�ำจิตใจของเรา
ปลอ่ ยวาง เพอ่ื สรา้ งกำ� ลงั ความสงบ เรยี กวา่ สมาธติ งั้ มน่ั ใหป้ รากฏขน้ึ ในตวั ของเราแลว้
เราก็จะได้ความสงบสุข ไม่เป็นสิ่งท่ีเกินวิสัย วันใดวันหน่ึงต้องได้เกิดความอิ่มใจ
ของเราแนน่ อน บรรยายธรรมะมาในวนั นี้ ยุตแิ ต่เพยี งเทา่ นก้ี ่อน

117

ใหร้ ะวังจิตในการปฏบิ ตั ิ

เราก�ำหนดจิตของเรา รักษาจติ ของเรา ไม่ให้มอี ุปสรรคในการปฏิบตั ิ อุปสรรค
ของการปฏิบัติมีมาก เพราะอารมณ์ของจิตมันมีมาก นี่เราจะให้จิตอยู่ในอารมณ์
อันเดียว เป็นสิ่งที่ฝืนปกติธรรมดาของจิตท่ีเราเคยปล่อยให้ไปตามล�ำพัง ดังน้ัน
เมื่อจะให้อยู่ในอารมณ์อันเดยี ว มันจงึ เปน็ สง่ิ ที่ฝืน

จติ นน้ั ไปเกาะตดิ วตั ถตุ า่ งๆ ทเี่ คยตดิ มาเปน็ เวลายาวนาน เครอื่ งตดิ เครอื่ งกงั วล
ท่านเรยี กว่า ปลโิ พธ เชน่ อาวาสปลโิ พธ ติดกังวลในทอี่ ยู่ เวลาเราภาวนาบางทจี ติ
กเ็ ผลอไปเกาะเกย่ี วทอี่ ยทู่ อี่ าศยั ตา่ งๆ ลมื ตวั ไป ไปปรงุ ไปแตง่ คดิ นกึ ทเี่ ราตงั้ ใจภาวนา
กเ็ ลยทอดทง้ิ ตระกูลปลโิ พธ กังวลในตระกลู ไปคดิ เรื่องตระกูล เรื่องวงศข์ องเรา
ไมม่ ใี ครชว่ ยเหลอื ไมม่ ใี ครดแู ล กลัวจะเส่อื มกลวั จะเสีย ไปกังวลปรุงแต่งต่างๆ ให้
ฟุ้งซา่ น บอกตัวเองว่าเวลานี้เป็นเวลาปฏิบตั ินะ ไมใ่ ชเ่ วลาช่วยเหลอื ถึงเราคิดได้มัน
ก็ไมไ่ ด้ประโยชน์อะไรเลย แต่จติ มนั กย็ งั ชอบคิดเลือ่ นลอยไปอย่างนั้น น่ีต้องเขา้ ใจ

ญาติปลิโพธ กังวลกบั เรือ่ งญาติอยา่ งโน้นอย่างน้ี มันมักคิดไปอยา่ งน้ัน ทจ่ี รงิ
ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งใชร่ าวเลย จติ มนั ชอบเพอ้ เจอ้ จงึ ไมม่ ปี ระโยชนอ์ ยา่ งนแี้ หละ ทเ่ี ราทำ� สมาธิ
ไมม่ ัน่ คง หรือไปกงั วลกบั หมู่กบั เพอื่ นกับคณะต่างๆ นี่ กังวลในการงาน ทำ� อะไร
คา้ งไว้ ทำ� อะไร น่ี ถงึ ไมใ่ ชเ่ วลาทำ� ใจกไ็ ปคดิ เรารแู้ ลว้ วา่ ไปทำ� ไมไ่ ด้ เหมอื นกบั เวลานี้
เรานั่งอยู่อยา่ งน้ี ไม่ใชเ่ วลาไป แตม่ ันก็ยงั ไป จิตอันน้ี ไม่ใชเ่ วลาทำ� การงานอยา่ งน้ัน

118

มนั กช็ อบเผลอไป เผลอไปคิด ไมไ่ ดค้ ิดเรื่องน้นั กค็ ดิ เรื่องโรคภัยต่างๆ การเจบ็ ป่วย
ต่างๆ ไปกังวลไปนี่ เพื่อให้เคลื่อนจากฐานท่ีเราภาวนา จากกรรมฐานท่ีเราปฏิบัติ
น่ีเป็นตัวอย่างท่ีจิตมันส่งไป แต่เร่ืองมันมากกว่าน้ีเพราะอารมณ์ของจิตมันมีมาก
ถา้ สตขิ องเราไมม่ กี ำ� ลงั พอมันก็ตอ้ งเผลอแวบไป แวบไป อยอู่ ยา่ งนน้ั แหละ

เพราะฉะน้ัน การบริกรรมก็ดี ต้องบริกรรมจริงๆ เพอ่ื เป็นเคร่ืองช่วยผูกจติ
ในเร่มิ ต้น ที่เราเริ่มนงั่ ทแี รกจะเอาอันไหน ถ้าจติ ยังตั้งตัวไม่ได้ก็ตอ้ งมาใชเ้ พ่งด้วย
กำ� หนดดว้ ย ตงั้ ดว้ ยให้รวมอยู่ในจดุ ใดจดุ หน่ึง ใหม้ ที ี่ก�ำหนด ให้มีท่ี ท่านเรยี กวา่
ปรมิ ขุ ขงั สติ ให้มีสติเฉพาะหน้า ใหม้ ีที่กำ� หนดในปัจจบุ นั แมแ้ ต่เรา พทุ โธ เราต้อง
กำ� หนดไวต้ รงแหง่ ใดแหง่ หนง่ึ เปน็ เครอื่ งหมาย โดยเฉพาะหนา้ กไ็ ด้ จะรสู้ ว่ นใดสว่ น
หนงึ่ ในตวั ของเรา รทู้ ห่ี วั ใจ หทยั วตั ถทุ มี่ นั หายใจ ทม่ี นั ทำ� งานบบี เขา้ บบี ออก หรอื จะ
ต้ังตรงไหน พทุ โธ กไ็ ด้ จะดลู มหายใจก็ทีป่ รากฏของลม จะเอากรรมฐานอยา่ งใด
เปน็ เครอื่ งผูกท่ีถนัดในจิตใจของเรา

เราจะเอา กายคตาสติ กำ� หนดกายในกายสว่ นใดสว่ นหนง่ึ อาการทง้ั สามสบิ สอง
แล้วแต่เหมาะสม เราระลึกอะไรก็เอาสิ่งน้ัน ออกช่ือส่ิงนั้น สมมุติว่าเราภาวนา
ผม ก็ เกสา เกสา ระลกึ ตงั้ อยทู่ ผี่ มทต่ี รงนน้ั เพอื่ ใหเ้ ปน็ เครอื่ งผกู จติ โลมา ขน เอาขน
สว่ นใดสว่ นหนง่ึ ในตวั ของเรา เรากก็ ำ� หนดตรงนั้นเปน็ เคร่ืองผูกจติ ไว้ก่อน

ในกรรมฐาน คอื กายคตาสติ น้ี เป็นไดท้ ัง้ สมถะ เปน็ ไดท้ ั้งวิปสั สนา ถ้าเรา
ตอ้ งการความสงบ เรากเ็ อาสว่ นใดสว่ นหนงึ่ ทเ่ี ราสวดเราจำ� ไดแ้ ลว้ ทง้ั บาลที งั้ ภาษาไทย
จะเอาฟัน กว็ า่ ทนั ตา ทันตา จะเอาหนังก็ ตะโจ ตะโจ หนัง เราก็ดูหนงั ทั่วๆ ไป
แล้วก็รอบตัวของเรา แล้วก็เพ่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ท�ำใจให้อยู่เป็นอารมณ์เป็นหน่ึง
ในค�ำบริกรรมภาวนา แลว้ กต็ ง้ั จติ จดจ่อใหป้ รากฏ เรยี กวา่ สมั ปชัญญะ ความรู้ตัว
ความรกู้ ับความระลกึ เป็นไปคูก่ นั เพ่อื จะไดค้ วบคุมสติ ไมใ่ หเ้ ผลอไประลึกเรื่องอื่น
ไปท�ำงานอย่างอนื่ เพอื่ ใหอ้ ย่กู บั งานท่เี ราตอ้ งการ ณ ภายใน

119

ส�ำหรับผู้ที่จิตใจพอระลึกพอตั้งตัวได้แล้ว ได้ความสงบ ได้ความเย็นใจ
ไดค้ วามสขุ ใจพอสมควรแลว้ กใ็ หพ้ จิ ารณาสอดสอ่ งวา่ ถา้ กเิ ลสอาสวะของเรายงั มอี ยู่
ยงั ไมห่ มดสน้ิ เรากไ็ ม่ควรจะอยใู่ นความสงบ ติดสขุ อยอู่ ย่างเดียว เมื่อได้ความสงบ
ไดฐ้ านของจติ คอื สมาธติ ง้ั ไดแ้ ลว้ เรากค็ วรออกพจิ ารณาใหก้ เิ ลสสว่ นละเอยี ดทเี่ รยี ก
ว่า อาสวะ เรยี กว่า อนุสยั ทม่ี นั นอนเนอื่ งอยู่ในจติ ใจของเราน้นั ใหม้ ันหมดส้นิ ไป

กเิ ลสนี้ทน่ี อนเนอื่ งอยู่ในจิตใจไดก้ ็เพราะอาศยั อวชิ ชา คอื ความไมร่ ู้ ไมร่ อู้ ะไร
กไ็ มร่ ูส้ มุทัยน่ีเอง ไม่รทู้ กุ ข์นีเ่ อง ถา้ เรารทู้ ุกขต์ ามความเป็นจรงิ ที่มีอยใู่ นตวั ของเรา
แนช่ ดั แลว้ จติ ตอ้ งเบอื่ หนา่ ย ญาณตอ้ งเกดิ ขนึ้ เรยี กวา่ นพิ พทิ าญาณ เมอ่ื จติ เบอื่ หนา่ ย
แล้วมันกต็ อ้ งถอดถอน ไมย่ ินดีในสมทุ ัย คือ ตณั หา เพราะอะไร เพราะมนั เห็น
เปน็ ทกุ ข์ เห็นเปน็ ไม่เทีย่ งจรงิ ๆ ตามค�ำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ทราบจะเอาไปทำ� อะไร
มปี ระโยชนอ์ ะไร มแี ตข่ องไม่เที่ยง มแี ตส่ ว่ นท่ีเป็นทกุ ข์ ดตู รงไหน ตรงไหน แลว้ มนั
กเ็ ปน็ อยา่ งนน้ั

ถ้าจิตนั้นเห็นชัดแจ้งในอริยสัจเป็นวิปัสสนาญาณแล้ว นิพพิทาญาณก็เกิดขึ้น
ท่านว่าเห็นเหมือนกับเรือนไฟไหม้ หรือเห็นเหมือนกับไฟไหม้อยู่บนศีรษะ เราจะ
ไม่นิ่งนอนใจ เราจะรีบดับทันที นี่จิตใจเห็นขันธ์น้ีเหมือนทุกข์เหมือนกับไฟไหม้
จติ กจ็ ะตอ้ งดบั การดบั นน่ั ไมใชด่ บั ขนั ธ์ ดบั คอื ปลอ่ ยวางจากอปุ ทานความยดึ ถอื คอื
เอาจติ ออกจากขันธ์น้นั เอง หนอี อกจากเรอื นไฟไหม้นน้ั เอง พอหนีออกแล้วมันกด็ ับ
ความรอ้ นมนั กด็ บั นที่ า่ นเรยี กวา่ ดบั ไมใ่ ชไ่ ปดบั เหมอื นกบั ดบั บา้ นดบั เรอื นหวงสมบตั ิ
หวงบา้ นหวงเรอื น ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั นพิ พทิ าญาณน่ี มนั เบอ่ื หนา่ ยแลว้ มนั ไมเ่ อาอกี แลว้
มนั ดบั พอย่ิงเหน็ ไฟเหน็ ทกุ ขโ์ ทษแลว้ มันกท็ ้ิงทนั ที มนั กด็ ับทนั ที เพราะมันออกห่าง
จากขันธ์

ขอให้เราท้ังหลายปฏิบัติเบื้องต้นคือฐานของจิตคือสมาธิน้ีให้ม่ันคง ท่ีเราเสีย
เวลายาวนานเพราะฐานตวั นแ้ี หละไม่มน่ั คง นี่ พจิ ารณาแล้วกไ็ มม่ ีก�ำลงั ร้แู ล้วมัน
กห็ ลงอีก รู้แลว้ มนั กห็ ลงอกี ถ้าหากสมาธจิ ิตมัน่ คง นิพพทิ าญาณที่เกิดขึ้นกม็ ัน่ คง
ไมห่ ลบหายไปไหน เวลาส่งิ อ่นื มาหลอก มนั กไ็ มห่ ลงไมล่ มื ไปตาม เพราะมันเหน็ ชัด

120

ทุกข์มันชัดในจิตในใจ มันไม่หายไปจากความรู้สึก เห็นแจ้งชัดในสมุทัยที่มา
หลอกลวงให้เราหลง จะมาในรูปไหนมันก็ไม่เอาอีกเพราะความเบื่อความหน่าย
ความทุกขค์ วามทรมาน มนั ตอ้ งเลิกเดด็ ขาด ไมว่ า่ เราเบ่อื หน่ายสง่ิ ใด ถ้ามนั มอี ยใู่ น
จติ ใจแลว้ มนั ไม่รบั เอาอกี แลว้

ถา้ (ความเบอื่ ความหนา่ ย) ไมม่ อี ยใู่ นจติ ใจแลว้ เดย๋ี วกห็ ลงอกี เขา้ ใจผดิ ไปยนิ ดี
มนั อกี พอใจอกี ทเี่ คยทกุ ขเ์ คยทรมานกเ็ ลยลมื ไป คดิ ไมเ่ หน็ พอทกุ ขม์ นั โผลข่ นึ้ มาอกี
ระลึกได้สายเสียแล้ว มันเสียเปรียบเขาแล้ว นี่ จ�ำจะต้องทนทุกข์ต่อไปอีก อันนี้
ความหลงความลมื ทีเ่ รยี ก อวชิ ชา นั้นเอง เราแล้วจำ� ไมม่ ั่นคง จ�ำไมไ่ ด้

เพราะฉะนั้น อริยเจ้าท้ังหลาย ท่านมีสติอันมั่นคงแล้ว ท่านรู้แล้วเห็นแล้ว
ทา่ นไม่หลงไม่ลมื เหน็ มาพอแล้วไม่ตอ้ งเหน็ อะไรอีก เมื่อทา่ นตัดมูลอาสวะทง้ั หลาย
ขาดหมดแลว้ ทา่ นกไ็ มต่ อ้ งควบคมุ อกี แลว้ เพราะมลู ทจ่ี ะมาอกี ไมม่ แี ลว้ อวชิ ชาไมม่ แี ลว้
โรงงานผลติ ทกุ ขไ์ ม่มแี ลว้ ถูกท�ำลายหมดแลว้ มันก็ปลอดภยั ทุกอยา่ ง ไม่ต้องระวงั
ไมต่ ้องสำ� รวมแล้ว เพราะไมม่ ีภยั ไม่มอี ะไรจะระวงั มันพ้นไปแล้ว

น่ี เรยี กวา่ พน้ อย่างแท้จรงิ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบ คือการปฏบิ ตั ิชอบ ต้งั แต่
เริม่ ส�ำรวมกาย ส�ำรวมวาจา ตลอดถงึ สำ� รวมจิตใจ อบรมจิตใจใหล้ ะเอยี ด จนได้
ความสงบ ไดส้ มาธฐิ านจติ อนั มนั่ คง จติ มงุ่ ตรงตอ่ อยา่ งเดยี วอยา่ งแนว่ แน่ เจรญิ ปญั ญา
วปิ สั สนา ตามใหเ้ หน็ แจง้ ประจกั ษใ์ นอรยิ สจั ทพ่ี ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พระองคท์ รงดำ� เนนิ
และปฏิบตั มิ า กเ็ หน็ ตาม รตู้ าม ทุกแง่ทุกมุม ทกุ ซอกทกุ ซอย หยาบละเอยี ดอย่างไร
พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างไรก็ประจักษ์แจ้งอย่างนั้น เป็นพยานหลักฐาน มีอยู่
ในขันธ์ของเรานี่แหละ ทุกข์ ที่มีอยู่ในขันธ์น้ีก็แจ้งประจักษ์ เหมือนกับท่ีพระองค์
ทรงตรสั สมทุ ยั ตณั หาทมี่ อี ยใู่ นขนั ธน์ ก้ี แ็ จง้ ประจกั ษ์ เมอื่ ทกุ ขก์ บั สมทุ ยั แจง้ ประจกั ษแ์ ลว้
เกดิ ปญั ญานิพพิทาเบื่อหน่าย ส่วน มรรคสจั กย็ ง่ิ มีพลัง ย่ิงแจ้งประจักษว์ ่า ทำ� งาน
ได้ผลอยา่ งเต็มท่ี นโิ รธ ทกุ ข์ทมี่ ันดบั ตามมา ตามล�ำดับ กแ็ จ้งเปน็ ก�ำลังประจักษ์
ขึ้นมา ทม่ี ันสงบมาเร่อื ยๆ มคี วามสุขมาเรื่อยๆ ตามล�ำดบั ๆ ทเ่ี ราละได้ ที่เราดบั ได้

121

เพลงิ กิเลสอยา่ งหยาบ สกั กายทฏิ ฐิ วิจกิ จิ ฉา สีลพั พตปรามาส น่นั พระอริยะ
โสดาบนั ท่านดับได้ ท่านละได้ ความสุขของการดบั กิเลส คอื สกั กายทฐิ ิ ความเหน็
ในกาย ความเหน็ ในเรอ่ื งศลี และวตั ร ความเหน็ ในเรอื่ งขอ้ ปฏบิ ตั ติ า่ งๆ ความสงสยั ท่ี
เคยสงสยั ในมรรคในผล ในพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆก์ ส็ น้ิ ไป กเิ ลสสว่ นละเอยี ด
ยงั มอี ยเู่ ทา่ ไร ทา่ นกต็ ามรตู้ ามเหน็ บำ� เพญ็ ยง่ิ ๆ ขน้ึ ไปจนหมดสนิ้ จนดบั สนิ้ โดยรอบ
นี่ ขอให้เราทง้ั หลายส�ำเหนยี กพยายามปฏบิ ัติใหด้ ี เรยี กวา่ สปุ ฏิปันโน ปฏิบตั ิ
ดว้ ยดี อชุ ปุ ฏปิ นั โน ปฏบิ ตั ติ รง ญายะปฏปิ นั โน ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ธรรมทยี่ งั ไมถ่ งึ รธู้ รรมท่ี
ยงั ไมร่ ใู้ หย้ งิ่ ๆ ขน้ึ ไป สามจี ปิ ฏปิ นั โน ปฏบิ ตั ใิ หม้ นั จบสนิ้ โดยรอบ ชอบดว้ ยเหตดุ ว้ ยผล
ดว้ ยอำ� นาจสติ สมาธิ ปญั ญาอนั ชอบ ทกุ ขท์ ง้ั หลายดบั ไปหมดไปใหป้ รากฏตอ่ หนา้ ตอ่ ตา
เราเหน็
ส�ำหรับผู้ปฏิบัติก็ต้องเชื่อม่ันในมรรคในผล ธรรมะวิเศษที่พระพุทธเจ้าได้
ตรัสรู้แล้ว ท่ีพระอริยสงฆ์สาวกท่านรู้ตามแล้ว ยังแต่พวกเรานี้ยังจะล้าหลังอยู่
ยังเนน่ิ ชา้ มาก ทา่ นไปถึงไหนแล้ว เรายงั ไปไม่ได้เลย มัวแต่วกวนเวยี นอย่นู ี่ มัวแต่
กลัวนน่ั กลัวนี่ กลวั จะเป็นอยา่ งนนั้ อย่างนี้ ไมไ่ ดไ้ ปสกั ที ไมไ่ ด้จริงจังตอ่ การปฏบิ ัติ
สกั ที ขอให้เราเอาจริงสักทเี ถอะ ตอ่ นไ้ี ปภาวนาตอ่ จะไม่อธิบาย

122

อบรมใจใหไ้ ดญ้ าณทศั นะ

ความเยน็ มากๆ มนั กช็ ว่ ยบรรเทาความรอ้ นไดเ้ หมอื นกนั ใหท้ ำ� ความเยน็ ในใจ
ขน้ึ มากอ่ น ถา้ รอ้ นกร็ อ้ นแตภ่ ายนอก ใหร้ ะลกึ ถงึ ความเยน็ ทเี่ คยเยน็ เคยหนาว ไปอยู่
ชคิ าโก เคยเยน็ มาแลว้ เอาความเยน็ อนั นน้ั นะ เอาหมิ ะอนั นนั้ นะ มาอยใู่ นใจ ใจตอ้ งมี
ทยี่ ดึ ไมห่ ลกุ หลกิ นอกจากนนั้ อกี ปญั ญานสี้ ำ� คญั มาก เอาปญั ญาพจิ ารณาใหร้ คู้ วามจรงิ
ความรอ้ นในโลกมนั กม็ อี ยอู่ ยา่ งนแี้ หละ เวลาเยน็ เรากใ็ ชป้ ญั ญา เวลารอ้ นกใ็ ชป้ ญั ญา
พจิ ารณา เพราะเรามธี าตมุ ขี นั ธ์ ถา้ มใี จอยา่ งเดยี ว ไมม่ ขี นั ธอ์ นั น้ี ความกระทบกระเทอื น
อย่างหยาบมนั กไ็ ม่มี

ใจน่มี นั เร็วมาก ถ้าโลกนไี้ ม่ดี และหากวา่ มกี �ำลัง (สามารถ) ไปอยโู่ ลกสวรรค์
กไ็ ดใ้ จอกี ถา้ โลกสวรรคไ์ มด่ ี ไปอยพู่ รหมโลกกไ็ ด้ พรหมโลกไมด่ กี ไ็ ปอยนู่ พิ พานได้
ขอ้ สำ� คญั คอื เราตอ้ งฝกึ ฝนจติ ใจของเราใหม้ กี ำ� ลงั กอ่ น ถา้ ใจมกี ำ� ลงั แลว้ ใจมนั ละเอยี ด
เขา้ ไหนเขา้ ได้ สว่ นธาตขุ นั ธห์ ยาบๆ อนั น้ี นมี่ อี ยแู่ ตใ่ นเมอื งมนษุ ย์ แมจ้ ะไปเมอื งสวรรค์
เขากไ็ ดจ้ ากขนั ธท์ พิ ยท์ ลี่ ะเอยี ดกวา่ นอี้ กี ประณตี กวา่ นอี้ กี อยา่ งนเ้ี อาไปไมไ่ ด้ ใครขนื
เอาไปอยา่ งนลี้ ะ่ เขาไมใ่ หอ้ ยู่ ถา้ เปน็ หว่ งมนษุ ย์ กก็ ลบั ไปอยเู่ มอื งมนษุ ยเ์ สยี ไมต่ อ้ งมา
อยใู่ นเมืองนี้

จะไปพรหมโลกก็ต้องตัดเมืองสวรรค์ออก แต่จะเอาเมืองสวรรค์ไปด้วยเขาก็
ไม่ให้อยู่นะ ถ้าเป็นห่วง พอจิตพอใจในเมืองสวรรค์อยู่ ก็กลับไปอยู่เมืองสวรรค์

123

ในเมอื งพรหมโลกนเี้ ขาละเอยี ด เขาอาศยั แตจ่ ติ ใจทางฌาน ทางสมาธิ ในรปู าวจรกศุ ล
อรูปาวจรกศุ ล ไม่เกยี่ วกบั กามาวจรกุศล

เพราะฉะน้นั เราจะไปอยู่ในช้ันไหนเรากต็ ้องรู้ จะเอาความสุขขนาดไหนเราก็
ต้องรู้ เราทำ� ไดป้ ฏิบัตไิ ด้ พระพทุ ธองคท์ รงบรรจไุ ว้ในศาสนธรรมน�ำมาแสดงไว้หมด
ใหเ้ ราเลอื กได้ จะตกนรกกไ็ ด้ บอกทางไวห้ มด จะไปสตั วเ์ ดรจั ฉานกไ็ ด้ อยใู่ นมนษุ ย์
กไ็ ด้ อยใู่ นสวรรคก์ ไ็ ด้ อยใู่ นพรหมโลก รปู พรหม อรปู พรหมกไ็ ด้ หรอื จะเปน็ อสญั ญ-ี
สตั ตาภมู ิ ทา่ นกบ็ อก หรอื จะไปพระนพิ พาน ทา่ นกว็ างมรรคประกอบไปดว้ ยองคแ์ ปด
ทำ� ใหส้ มบูรณ์บริบรู ณ์ ดว้ ยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิตใจ ส�ำคัญทางใจน่ีกส็ มบูรณ์แลว้
มนั ไปไหนไปได้ จติ ใจนไี่ มข่ ดั ไมข่ อ้ งเลย

พระพุทธองคใ์ หค้ วามสำ� คัญกับใจมาก ท่านจึงยกย่องว่า (ทุกอย่าง) ส�ำเร็จมา
จากใจ ถ้าใจไมส่ �ำเร็จแล้ว ทกุ อย่างก็ไม่ส�ำเรจ็ ถ้าใจไม่ดแี ล้วทกุ อย่างกไ็ ม่ดี ถา้ ใจดี
แลว้ ทกุ อยา่ งกด็ ี พระพทุ ธองคไ์ ดเ้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ แลว้ ทกุ อยา่ งกด็ ไี ปหมด... พระองค์
เหยยี บยา่ งไปทไี่ หนกเ็ ปน็ ปชู นยี สถานทน่ี น่ั อานภุ าพแหง่ ความดที พี่ ระองคไ์ ดเ้ สยี สละ
สิง่ ที่ไมด่ ีออกหมด

เราดไี มไ่ ด้ เพราะไมก่ ล้าสละ ไม่กล้าท้งิ กลวั จะไมม่ ี กลัวจะอด กลวั จะจน
กลวั ไมม่ ที ยี่ ดึ ทพี่ งึ่ ยงั หว่ งอยู่ แตพ่ ระพทุ ธเจา้ พระองคก์ ลา้ จรงิ ๆ เพราะพระองคเ์ หน็
ด้วยปญั ญาอนั ชดั พวกเราที่กลา้ ไมไ่ ด้ สละไมไ่ ด้ เพราะปญั ญาของเรายงั ไมบ่ ริบูรณ์
ยงั เหน็ ไมช่ ดั ในความสงสยั ที่เกดิ ขน้ึ จงึ ไมก่ ลา้ ตัดสินใจอย่างเดด็ เดยี่ วเดด็ ขาด แตถ่ า้
เราภาวนาดว้ ยปญั ญาอนั เหน็ ชดั แลว้ มนั กล็ ะได้ ละดว้ ยปญั ญาอนั เหน็ ชดั ไมใ่ ชล่ ะดว้ ย
แต่เพยี งตาเหน็ ตาเห็นละไม่ได้ หูไดย้ ิน รู้กล็ ะไม่ได้ ทจ่ี ะละได้ตอ้ งเหน็ ดว้ ยปัญญา
อันชัด ตามความเป็นจริง แลว้ มนั ละไดท้ เี ดยี ว

พระพทุ ธเจ้าพระองค์ละไดก้ เ็ พราะปัญญา เครื่องเห็นเรยี กวา่ ญาณทศั นะอนั นี้
ปรากฏชดั ในจติ ในใจ พระอรหนั ตสาวกทงั้ หลายกเ็ ชน่ เดยี วกนั องคไ์ หนปรากฏชดั ใน
จติ ในใจแลว้ ทา่ นต้องละได้ ที่ละไมไ่ ด้กเ็ พราะอันน้ียงั ไม่เกดิ ท�ำยังไม่ถึง ยังไม่พอ

124

เพราะฉะนน้ั เราตอ้ งดำ� เนนิ ตอ่ ไปจนถงึ ขนั้ ละได้ รไู้ ด้ เหน็ ได้ และกล็ ะไดอ้ ยา่ งแจง้ ชดั
คอื การจะละได้ ตอ้ งมาจากความเหน็ จรงิ เหน็ ชดั ในสจั ธรรม ถา้ เหน็ ธรรมดา เขาเรยี กวา่
สัจธรรม ถ้าเหน็ ด้วยญาณทัศนะอันละเอยี ดดว้ ยปัญญานน้ั เรยี กว่า อริยสัจธรรม
(เปน็ ) ความเหน็ ของพระอรยิ ะ ความเหน็ ของหมพู่ ระอรยิ ะ เพราะฉะนนั้ เราทง้ั หลาย
พยายามอบรมใจนแี่ หละ...ไปได้ ไมใ่ ชว่ า่ อบรมไมไ่ ด้ อบรมใจดแี ลว้ นนั่ แหละ เราจะได้
นง่ั เป็นสขุ เดินเปน็ สุข นอนอย่างเปน็ สขุ เราไม่ต้องมาวุ่นวายเหมอื นกับคนทง้ั หลาย
ในปจั จุบันนี้

125

อริยมรรค อริยผล

เทศน์อบรมพระ ณ วดั ปา่ เขาน้อย จ.บรุ ีรมั ย์
เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๓๙

ผมเชอื่ อนั หนงึ่ วา่ ถา้ พวกเราพรอ้ มเพรยี งกนั รกั ษาธรรมวนิ ยั แบบฉบบั ของครบู า-
อาจารย์ไว้ อยา่ ไปหลงเถลไถลแบบใหม่ๆ แบบทโ่ี ลกเขาวา่ เจริญ กเ็ ลยลมื พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ โลกมนั เจริญแค่ไหนมนั กเ็ พียงแค่กามเทา่ น้นั แหละ ผลท่ีสดุ
โรคเอดส์รุมหวั มนั หมดแล้ว มันเจรญิ ของโลกน่ี มันจะอศั จรรยส์ ักเทา่ ไร แตธ่ รรมะ
เรามนั อัศจรรย์จรงิ ๆ เพราะฉะน้นั จงึ อยากให้หม่พู วกเช่ือในธรรมในวินัย ขนาดผม
ไปอยกู่ บั ฝรง่ั ไมร่ จู้ กั กนั เขายงั ใหก้ นิ นะ เพราะเราตง้ั ใจปฏบิ ตั ธิ รรม ดแู ลว้ ไมม่ ญี าติ
พน่ี อ้ งเลย ท�ำไมเขาให้กนิ เวลาเจบ็ ป่วยเขากร็ กั ษาให้ อานุภาพค�ำสอนพระพทุ ธเจา้
วเิ ศษจริงๆ ...

ขอให้หมู่พวกลูกหลานทุกคนท่ีเข้าบวชมาน้ี อย่าไปมุ่งว่าให้โยมเขามีศรัทธา
ใหค้ นนนั้ มศี รทั ธา ไมต่ อ้ ง ขอใหเ้ รามศี รทั ธาคนเดยี ว ใหป้ ฏบิ ตั จิ รงิ ทำ� จรงิ ยงั ไมต่ อ้ ง
มองคนอืน่ ให้มองตัวเรา พระพทุ ธเจ้ากม็ องพระองค์เองก่อน พระองค์ไมไ่ ดว้ ่งิ ไป
สอนโลกก่อน พระองคส์ อนพระองคจ์ นเสร็จกิจแลว้ จงึ สอนคนอื่น...

หลวงปมู่ นั่ ผมไปดู ไปอยใู่ กลช้ ดิ แลว้ ทา่ นไมค่ อ่ ยเอาใจใสเ่ รอื่ งญาตโิ ยมเทา่ ไร
ทา่ นเอาใจใสพ่ ระและสามเณรมากกวา่ ถา้ เราดแี ลว้ โยมเขากด็ ดี ว้ ย ทา่ นพดู อยา่ งนน้ั นะ
ผมจำ� ชดั จรงิ ๆ เพราะฉะนนั้ ผมเองถงึ อยนู่ กี่ ต็ าม ถงึ อยอู่ เมรกิ ากต็ าม ผมไมไ่ ดล้ ดละ
ในการปฏิบตั ิตวั เอง ไม่ได้ประมาทในตัวเอง ท�ำอยเู่ สมอ แมแ้ ต่ประเทศอเมริกาวา่
ตา่ งรฐั หรอื ประเทศทเ่ี จรญิ หรอื อารยประเทศทเ่ี จรญิ แลว้ กต็ าม ผมไมไ่ ดม้ องอยา่ งนนั้

126

คำ� สอนพระพทุ ธเจา้ สอนกเิ ลส ไมไ่ ดส้ อนอันอื่น อยู่ทีไ่ หนกช็ ำ� ระทน่ี ่ัน ปฏบิ ัตทิ นี่ นั่
ผมกท็ ำ� มาตลอด ไม่ได้ลดละ ฉะนัน้ ขอใหพ้ วกเราช่วยกัน ต้งั ใจปฏิบตั ิดแู ล

ต่อไปเรื่องธรรมะของพวกเราจะต้องช่วยกันทะนุบ�ำรุงรักษา ส�ำหรับผมเอง
ตอนระยะน้ีรู้สึกว่าไม่คล่องแคล่วไม่สะดวก แต่พูดให้ฟังแล้วว่า ทีแรกก็ตั้งใจว่า
ครบู าอาจารย์กน็ อ้ ยองค์ แล้วก็ไปอยู่โน้น (อเมรกิ า) มาก็หลายปแี ลว้ กค็ ิดเตรยี มว่า
จะพาพระภกิ ษสุ งฆ์ ผมตง้ั ใจในพระภกิ ษสุ งฆข์ องเรามากกวา่ ชาวบา้ น เพอ่ื จะไดช้ ว่ ยกนั
ประพฤตปิ ฏิบัติ รวมทงั้ ญาติโยมดว้ ย

พอเตรยี มมาแล้ว พอจะมาจริงๆ อยู่ในราวอาทิตย์กว่าเท่านน้ั มนั เปน็ ยงั ไงก็
ไมท่ ราบ ตอนนนั้ เรากส็ วดมนตค์ ลอ่ งแคลว่ เดนิ จงกรมสมาธิ ตอนเยน็ สวดธรรมจกั ร
ตอนเชา้ สวดสติปฏั ฐานทุกวนั เลย เรม่ิ สวด แตก่ อ่ นก็ไมค่ ่อยสนใจสวดเทา่ ไร สังเกต
ดเู ราปฏบิ ตั เิ รง่ เขา้ ไป แปลกอนั หนงึ่ ทเ่ี ราปฏบิ ตั ิ ไดเ้ วลาแผเ่ มตตานะ ไมเ่ มตตาตวั เอง
ไปเมตตาแตค่ นอืน่ อะหัง สขุ โิ ต โหมิ เปน็ มานานเหมอื นกนั ปฏบิ ตั ิอยมู่ าตอนใกล้
จะมานี้ มนั เหมอื นกบั ลมื ตวั หรอื ไมร่ ตู้ วั หายไปเลย แมแ้ ตว่ า่ นะโม กไ็ มจ่ บ ...แตข่ ณะ
ทล่ี มื ตวั อยนู่ น้ั นะ่ มนั เปน็ คลา้ ยกบั อนั ทเ่ี ปน็ คราวกอ่ นทเ่ี ปน็ อยถู่ ำ�้ ศรแี กว้ แตต่ อนเปน็
ทอ่ี ยถู่ ำ้� ศรแี กว้ นน้ั กเ็ ปน็ ดว้ ยเราตง้ั ใจปฏบิ ตั ิ ตงั้ แตเ่ ราพจิ ารณาอรยิ สจั ๔ พอพจิ ารณา
อรยิ สจั ๔ เรากค็ ดิ วา่ ทกุ ขก์ ด็ ี สมทุ ยั กด็ ี มรรคกด็ ี เรากพ็ ออธบิ ายไดค้ ลอ่ ง พอกำ� หนด
เรอ่ื งนโิ รธไมร่ เู้ รอ่ื ง กเ็ ลยมาวา่ ตวั เอง เอา้ ตวั เราไมเ่ คยดบั แตน่ ม่ี นั จะรไู้ ดย้ งั ไง เพราะ
ความดบั นม้ี ันตอ้ งใหม้ นั ปรากฏร้จู ริง จะเดาเอาไม่ได้ จะคิดวจิ ารณ์ไม่ได้ กเ็ ลยมา
ภาวนาเพ่อื อยากใหร้ จู้ ักนิโรธนเ่ี อง

ดว้ ยเหตุน่ีพอเราเร่งภาวนาไปแลว้ มนั ได้เงอ่ื นไขมาจนในคืนน้นั สดุ ทา้ ยก็จิต
มนั สงบไปนี้ จนเกิดความรสู้ กึ ในจิตใจน่ี มนั ต่อส้ไู ปเหน็ สญั ญากบั เวทนา เปน็ ตัว
ข้าศึกท่ีขัดข้องในเร่ืองนิโรธน่ี นี้เองตัวส�ำคัญก็เลยต่อสู้กัน เหมือนกับเป็นศัตรูกัน
ถา้ ไม่กูก็มึง อนั นี้มันเกดิ ในจิตนะ ไมใ่ ชเ่ ราปรุงแต่งได้ พอต่อสแู้ ลว้ มันสว่างแล้วน่ี
เณรเกบ็ บาตรเก็บอะไรไปแลว้ มนั ก็ตอ่ สกู้ นั เดินบิณฑบาต ก็ยังสกู้ นั ไมถ่ อย ตลอด
ถึงมาบิณฑบาตแล้ว ฉันแล้ว ยถาให้พรแล้ว มันก็สักแต่ว่าพูดไปไม่ผิดหรอก

127

แต่จติ มันตอ่ สกู้ ัน มนั ไม่ถอยนี่ ไม่เคยเป็นอย่างนน้ั มา แตก่ อ่ นมนั กเ็ ปน็ แตม่ นั ก็
ไมถ่ งึ สกู้ ันขนาดหนกั พอจัดอาหารฉนั ยถาเสรจ็ แล้ว เกบ็ ของเสรจ็ แล้ว พอเดนิ จะ
ไปถงึ กฏุ ิ ปรากฏวา่ มนั ถอนออกเลยทนี่ ่ี ถอนสญั ญากบั เวทนาน่ี มนั ถอนกำ� ลงั เดนิ นะ
ไมใ่ ช่นั่งสมาธินะน่ี

พอมันถอน ปรากฏว่าถอนทิ้งจนลงในเหว เหมือนกับเราถอนต้นไม้ท่ีมัน
รวมกันแล้วก็ท้ิง พอถอนแล้วมันก็ด่าตัวเองว่า มันโง่ (ฉิบหาย) เท่านี้มันก็ไม่รู้
มันกส็ ะอนื้ เอ๊ะ ท�ำไมเป็นอย่างน้ี แต่จติ หนง่ึ มนั กบ็ อกว่า อา้ วมนั รกู้ ็รแู้ ล้ว ถอนก็
ถอนแลว้ จะไปคดิ อะไรทำ� ไม มันวจิ ารณอ์ ยู่ มนั ค่อยหายไป พอหายไปแล้ว จากนน้ั
มันกส็ งบวเิ วก ถ้าพดู ถึงความสงบท้ังกลางวนั กลางคนื มันไมไ่ ด้นี่เลยนะ มันมีแต่
ความเบาอยูท่ ้งั กลางวนั กลางคืน

ในวนั หนง่ึ ตอนเชา้ หลงั ฉนั แลว้ พอนง่ั กำ� หนดจติ มนั กแ็ วบ๊ มนั กพ็ ดู วา่ มนั พลกิ
จติ เหมอื นกบั พลกิ แผน่ ดนิ วา่ แผน่ ดนิ เหมอื นกบั เราเคยอยอู่ ยา่ งนี้ มนั พลกิ ไปอยา่ งนนั้
แลว้ กบ็ อกวา่ เราพลกิ ได้ พลกิ จติ ไดแ้ ลว้ ไปอยา่ งนน้ั นะ แตเ่ รากเ็ อะ๊ ทำ� ไมนะ มนั ถอน
ไมล่ ง

พอนานอีกวันหลัง แวบ๊ อีก ปรากฏว่าเดินในปา่ แล้วกไ็ มซ้ ากขนาดน้ี ตดั แล้ว
ขอนทตี่ ดั อย่มู นั นอน มันผุหมดแล้ว ขอนนนั้ กระพก้ี บั เปลือกมันก็ผหุ มดแลว้ เราก็
จับดึง พอดึงก็เหน็ วา่ มันก็ยงั มีอยู่ติดกบั ดินอยู่ กะว่าจะดงึ ออกก็ต้องออกได้ แตก่ ม็ ี
เตอื นบอกวา่ โอะ๊ ไมจ่ ำ� เปน็ จะตอ้ งดงึ ออกหรอก เพราะมนั ตายแหง้ หมดแลว้ มนั ผแุ ลว้
เหลือแตแ่ ก่น มันไม่งอกงามอีก กเ็ ลยไม่ดึง กท็ ิง้ ไป ทิง้ ก็เดนิ ไป เอ๊ะ มันกลางวันนี่
ไม่ใช่เรานง่ั หลับหรอื นอนหลับ แต่ตอนนน้ั มันกจ็ ติ เบาอยู่ ไม่ได้กำ� หนดวา่ กลางวัน
หรือกลางคนื ในความรสู้ ึก แต่พอระยะท่เี ปน็ อย่างนน้ั นะ มันลืมหมดเหมอื นกันนะ
ตอนนน้ั นะ่ เทศนไ์ มไ่ ดเ้ ลย พดู อยา่ งอนื่ ไมไ่ ดเ้ ลย แตเ่ รอ่ื งธรรมะ เรอื่ งปฏจิ จสมปุ บาท
เรื่องอะไรน้ีมันคลอ่ งมาก แต่มนั เทศน์ไมอ่ อก เทศนไ์ มไ่ ด้ พูดไมไ่ ด้ เอ๊ ทำ� ไมมนั
หายไปไหนหมด ธรรมะน่ี แตม่ ันไปรอู้ ันนัน้ แตธ่ รรมะทจ่ี ะพูดมันไม่ออก จนเขาให้
อธิบายธรรมะมันพูดไม่ได้ ต้ังแต่เข้าพรรษาจนมาถึงเดือนสามในงานวัดสุทธาวาส

128

เขาก็นิมนต์ข้ึนธรรมาสน์ ก็บอกว่าเทศน์ไม่ได้ ธรรมะมันไม่มีเลย มันหายไปเลย
มันดบั ไปหมดน่ี พอตั้ง นะโม แล้วก็เทศนไ์ ม่ได้ ลงธรรมาสน์ไปเฉยๆ

จึงมารู้เอาวา่ ต้องการดบั อยากรูด้ บั มนั ดบั มันกด็ ับใหร้ ู้ มนั ดบั จนจากนั้นมา
กเ็ รอ่ื งธรรมะไมค่ อ่ ยไดป้ รารภ เพราะวา่ หลวงปฝู่ น้ั กไ็ มส่ บาย ปว่ ย กไ็ ดด้ มู าตลอด ถงึ
มารกั ษาทา่ น

แต่ต่อมาภายหลัง ธรรมะก็ค่อยข้ึนมาๆ ตอนหลังก็เทศน์เก่งเหมือนแต่ก่อน
ไปอยู่อเมรกิ ากเ็ ทศนอ์ ยู่ตลอด พอตอนนอ้ี กี มนั หายเหมือนกัน แต่มนั ไมห่ ายด้วย
แบบอย่างนัน้ หายแว๊บเดียว มนั บอกว่า กิจจะท�ำหมดสน้ิ แล้ว ไมม่ กี จิ แล้ว เลิก กิจ
จะท�ำอีกไม่มีแล้ว เครื่องมืออะไรทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์ อะไรก็ตัดท้ิงหมดเลย
ตัวมรรคประหารตวั น้นั มันไปจนพิจารณาอะไรไม่ทันนะ พอมนั ประหารแลว้ มนั ไป
ปรากฏว่าบรสิ ทุ ธ์ิ บรสิ ุทธแิ์ ล้ว แล้วกศ็ ีล สมาธิ ปัญญานไ่ี มต่ อ้ งศึกษาและไม่ตอ้ ง
เกย่ี วขอ้ งแลว้ แมแ้ ตก่ ำ� หนดไปถงึ อรยิ มรรคอรยิ ผล มนั กก็ ำ� หนดไปหมดแลว้ กามโลก
รูปโลก อรูปโลก ท�ำลายหมดเลยนะ มนั ปลด แต่มันแปลกๆ มันทำ� ลายในมรรคน่ี
ทำ� ลายไมม่ เี หลอื ไมม่ เี ศษ แมแ้ ตจ่ ติ มนั กท็ ำ� ลายนะ จติ กท็ ำ� ลาย แมแ้ ตอ่ รหตั ตมรรค
ก็ทำ� ลายอีก ไม่เอาไว้ ไม่ได้อทุ ธรณ์แต่นิดเดียวเลย

อันนี้มันแปลกอันนี้แหละ ท่ีครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ ท่านสอนมาที่พูดถึง
อรหตั ตมรรควา่ เรอ่ื งจติ มจี ติ แลว้ มนั กระทบ มนั มอี ารมณ์ เพราะฉะนน้ั อนั นกี้ ท็ ำ� ลาย
แมแ้ ตต่ วั มรรคเอง ตวั นเี้ องกท็ ำ� ลายไปด้วยกนั นะ ไม่มเี หลือเลย ทนี ้พี อมันทำ� ลาย
หมดแล้ว มันมาปรากฏลมละเอียดแจ่มใสละเอยี ดทีป่ ระชุมกนั อยู่ ให้ชวี ติ อยไู่ ด้โดย
ไม่เกย่ี วเน่ืองด้วยกิเลส อุปธอิ ะไร ทง้ั ที่มนั เปน็ ธาตอุ ยู่ คมุ กนั อยู่ แตม่ ันก็เย็นสบาย
โดยไม่มีอุปสรรคอะไรขัดข้อง เวลาเราเดินเรานึกเราอยู่ได้ด้วยลมอันน้ี ความสุข
ความทุกข์อะไรกล็ มหายใจอยู่ด้วยกัน ผอ่ งใสเท่านน้ั เองที่ปรากฏข้ึนมา พอจากนนั้
ตง้ั นโม กร็ ะลกึ ไมไ่ ดเ้ ลย หายไปหมด จนไปหาหมอ ไปตรวจคน้ ทกุ อยา่ งไมเ่ หน็ มอี ะไร
พูดก็พูดได้ ฉันก็ฉันได้ทุกอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างเลย แต่อันน้ันน่ะมันไม่พูดเลย
เหมือนเปน็ คนใบ้ไปเลย

129

กเ็ ลยกำ� หนดเลยไปไดค้ วามอนั หนง่ึ วา่ พระพทุ ธเจา้ เมอ่ื พระองคต์ รสั รใู้ หมๆ่ แม้
พระองคจ์ ะมปี ญั ญาปรชี าอย่างไร จะตัดกเิ ลสอย่างสน้ิ แล้ว พระองคเ์ สวยวมิ ุตตสิ ขุ
ถึง ๗ อาทิตย์ ๔๙ วนั แตเ่ รากำ� ลังธรรมดาน่ี ตอ้ งพักอยู่เพอื่ สรา้ งตนท่ีมนั เปล่ยี น
ระบบใหม่ จะตอ้ งอยแู่ บบนนั้ นตี่ งั้ แตว่ นั นนั้ ถงึ วนั นเี้ กอื บเดอื นแลว้ ยงั ไมถ่ งึ ๗ อาทติ ย์
เหมือนกับพระองค์นะ แต่พระองค์น้ันไม่พูดกับใครเลย ไม่ฉันเลยเพราะฉะน้ัน
พระองคจ์ ึงพกั ผอ่ นได้เตม็ ทไี่ ด้ ๔๙ วัน เพ่ือจะไดม้ าโปรด แต่ส่วนเราน้เี ราไม่ได้
ต้ังใจโปรด เราเป็นแต่เพียงสาวกรู้ตามเห็นตามปฏิบัติตามเท่านั้นเอง เราจะพักอยู่
เท่าไรกไ็ ม่รู้ ไมเ่ หมือนพระองค์

ทน่ี ่ี เดยี๋ วนมี้ นั กพ็ ดู อะไรไมค่ อ่ ยคลอ่ งเลย ไมท่ ราบมนั อะไร แมแ้ ตใ่ นจติ ในใจ
มนั กเ็ ปลย่ี นไปหมด มนั ไมเ่ อาอะไรแลว้ เพราะฉะนน้ั ทเ่ี ราเคยตง้ั ใจวา่ จะสรา้ งจะทำ� อะไร
มันถอดท้ิงหมดเดย๋ี วน้ี มันไม่เอา โดยทวี่ ่ามันไม่เอาแลว้ มันทำ� ลายแล้ว

แตม่ าปรากฏทแี่ ปลกวา่ แมแ้ ตม่ รรคมนั กโ็ ดนทำ� ลาย อนั นมี้ นั ขดั กบั ครบู าอาจารย์
ที่ท�ำทางนมี้ า แล้วทว่ี ่าจิตก็โดนท�ำลายไปดว้ ย ทนี จี้ ะถามวา่ เมอื่ จิตทำ� ลายแล้วอยู่ได้
อะไร มนั กอ็ ยไู่ ดโ้ ดยรปู โดยเศษทอี่ รยิ มรรคไมท่ ำ� ลาย อรยิ ผลยงั มอี ยู่ ผลมนั ยงั มอี ยู่
ผลเศษท่ีมอี ยู่ เหมือนกับหลวงป่ฝู ัน้ มรณภาพแลว้ แต่เสยี งของทา่ นยังอยยู่ ังจะฟัง
ได้อยู่ แตห่ ากว่าอนั น้ีมันไม่ใช่อยยู่ ่ังยืน มนั ก็ประกอบกันอยู่ชวั่ คราว เม่อื นานไปๆ
มันก็หมดด้วยกัน อันนี้รูปก็ยังเหลืออยู่ประกอบอยู่ แล้วจึงมารู้ว่าพระพุทธเจ้าท่ี
พระองคท์ รงตรสั วา่ ถา้ หากวา่ เจรญิ อทิ ธบิ าท ๔ แลว้ ทำ� ใหส้ มบรู ณแ์ ลว้ จะอยทู่ งั้ กปั
กไ็ ด้ เรากม็ ารอู้ นั นแ้ี หละ เพราะอทิ ธบิ าท ๔ ทพ่ี ระองคเ์ จรญิ แลว้ เจรญิ ตงั้ แตบ่ ำ� เพญ็
บารมีน่ันเอง ไมใ่ ชม่ าเจรญิ ทหี ลงั

อิทธบิ าท ๔ นี้ แตเ่ มอ่ื อรยิ มรรคมาประหารแลว้ อริยผลเกิดขนึ้ มันกเ็ กิดขึ้น
จากมรรคตัวน้ัน มันรักษาไวด้ ว้ ยอกศุ ล ดว้ ยกเิ ลส มนั อยูด่ ้วยรูปธรรม แตม่ ีผลท่ี
ปรากฏขน้ึ มาไมใ่ ชเ่ กย่ี วเนอ่ื งดว้ ยจติ เมอ่ื หมดเหตปุ จั จยั อนั นแี้ ลว้ มนั กด็ บั ไปตามกนั
ในระยะหนึง่ เพราะฉะนนั้ พระอรหนั ต์กด็ ี นกี่ ด็ ี ทา่ นอยู่ไดร้ ะยะหนง่ึ ๆ ไป ค่อยๆ
หมดไปๆ แตม่ นั ปรากฏวา่ เมอื่ มนั ดบั แลว้ สภาวธรรมทไ่ี มใ่ ชว่ า่ ดบั สญู นะ มนั ไมไ่ ดว้ า่

130

ดบั สญู กไ็ มไ่ ดว้ า่ มจิ ฉาทฐิ ิ สมั มาทฐิ อิ นั นน้ั กถ็ กู ทำ� ลายหมดแลว้ มรรคมนั ทำ� ลายหมด
มันไมไ่ ดเ้ ลย

ท่ีนีค่ �ำว่า ดับ มันไมไ่ ดว้ ่ามันทำ� ลายสญู แล้ว มนั ก็ไม่ปรากฏอนั น้นั อีก แม้แตส่ ี
แสงอะไรก็ไม่ปรากฏ เหลอื แตด่ ับ ดบั ตัวน้ไี ม่มวี ันทีจ่ ะกลบั คืนมาอีก เพราะมนั ไมม่ ี
เช้ืออะไรทีจ่ ะนไ่ี ด้ แตไ่ ม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเสียเลย แตต่ อนนี้เราอยู่ไดเ้ ฉพาะวนั ๆ ไมไ่ ด้
หมายวา่ อนาคตจะเป็นอย่างไร อดีตเปน็ อย่างไร อะไรมันจะเปน็ อยา่ งไร มนั อยมู่ นั
จะอยไู่ ด้ยงั ไง มันจะเกดิ จะดับยังไง มันไม่ได้กำ� หนดอะไรมาก นมี่ ันแปลก พอมัน
ปรากฏว่ามันเปน็ อยอู่ ย่างนีแ้ ลว้ มนั ตัดหมดแลว้ ทนี ี้คนก็สงสยั ว่าหมดแล้ว ก็ยงั พูด
อยา่ งนอี้ ยู่ ความรสู้ กึ อนั นี้ เรอ่ื งกปั ทม่ี นั ตดั นนั่ มนั เปน็ สว่ นเหตุ สว่ นผลทยี่ งั เหลอื อยู่
มนั ปรากฏกเ็ หมอื นกบั เครอ่ื งทมี่ นั ยงั เหลอื อยทู่ ย่ี งั ไมห่ มดนน่ั เองทป่ี จั จยั มนั ยงั เหลอื อยู่
มนั ปรากฏตงั้ แตม่ ลี มหายใจแลว้ ก.็ ..แตม่ นั รอู้ ยู่ แตม่ นั จะพดู ไมอ่ อกน้ี แตบ่ างทอี าจจะ
หมดกาลนี้ มกี ำ� ลงั ขน้ึ มากอ็ าจจะพดู ไดก้ ไ็ ดส้ ง่ิ เหลา่ น้ี ตอนนม้ี นั พดู อะไรไมค่ อ่ ยไดเ้ ลย
แบบเหมือนกับคราวก่อนมันอยู่ท้ังเดือนแล้วก็ยังพูดอะไรไม่ได้ จนนานจึงค่อยคืน
กลับข้นึ มา แต่มันรู้อยู่ อันนีแ้ หละทแี่ ปลก แปลกทีว่ า่ มรรคที่ประหารนนั้ น่ะ ไม่เคย
ไม่ถาม ไมศ่ กึ ษา ไมม่ ีอะไรเลยคลา้ ยกับมนั ไม่ให้เอาอะไรเหลอื เลย แมแ้ ต่จิตเหลือ
มันกจ็ ะเกิดอุทธรณ์ ไมง่ น้ั คนจะวา่ ยังงน้ั ยงั ง้ี ไม่ไดเ้ ลย มันไปเลย ทีม่ ารู้จากผลท่ี
มันยงั เหลืออยู่นี้เอง แต่ตอนน้เี ราพูดยังไม่เตม็ ปาก

เพราะฉะน้ันทพ่ี ดู นีไ้ มใ่ ชว่ ่าเราคดิ มาพูด เพราะส่ิงทป่ี รากฏถึงตวั น้ัน พูดให้หมู่
เพื่อนฟังก็อยากให้หมู่เพื่อนใครคนใดประสบเหตุการณ์อย่างไร ขอให้บอกหรือให้
เล่าให้ฟังเพื่อจะได้เป็นพยานขึ้นมา หรือถ้าหากว่าหมู่พวกทุกองค์เร่งท�ำความเพียร
ไมเ่ หลวไหล และศาสนธรรมคำ� สอนพระพทุ ธเจา้ เฉพาะศลี สมาธิ ปญั ญา ตอ้ งพน้ ทกุ ข์
แน่นอน

ขอให้พวกเราพยายาม รูแ้ น่นอน แต่ไม่ใช่ว่ารู้โดยคิด โดยนกึ โดยตรอง ท่เี รา
ก็เคยคิด เคยนกึ เคยตรองมาแล้ว บางทกี ค็ ิด เอ๊ เราส�ำเร็จอรหนั ต์แลว้ อย่างโนน้
อย่างน้ี หรือกิเลสยังเหลือบ้าง มันก็เคยติด แต่เวลามันจริงๆ มันไม่ใช่ความคิด

131

มรรคแตล่ ะครงั้ ๆ มนั เปน็ ผลพลงั ของธรรมะทเี่ ราไดฝ้ กึ ฝนอบรมมาประชมุ กนั เหมอื น
เขาสะสมระเบดิ อยา่ งนนั้ นะ่ สะสมตา่ งๆ พอมารวมกนั แลว้ พอไดช้ นวนแลว้ กร็ ะเบดิ
ครัง้ หน่ึง มรรคไมใ่ ชว่ า่ ...เท่าทีเ่ ราเป็นสาวกหรือร้ตู ามพระพทุ ธเจ้า มแี ตท่ ำ� ลาย มนั รู้
แตท่ ำ� ลาย ไมใ่ ชว่ า่ มนั เจรญิ มนั ไดอ้ ะไร สว่ นผลกค็ อ่ ยกำ� หนด คอ่ ยดวู า่ ผลในระยะนน้ั
เรอ่ื งสุขเรือ่ งทกุ ข์มนั ไมไ่ ด้พดู ถึง ดชี ่วั มนั ก็ไม่มี ไมม่ ีนมิ ติ ไมม่ ีเครอ่ื งหมายอะไรใน
นั้นเลย

เพราะฉะน้ันอยากให้หมู่พวกท้ังหลายที่ได้บวชมาแล้วน่ะ ต้องเร่งความเพียร
ไม่ต้องท�ำอะไรท่ีไหนล่ะ ดูกายกับจิตน้ี ผมก็ท�ำตามแบบครูบาอาจารย์สอนนี้เอง
แตค่ วามทเ่ี ราพดู เดยี๋ วน้ี ไมใ่ ชเ่ ราเปน็ ผรู้ คู้ นเดยี วนะ มนั ยงั รวู้ า่ ครบู าอาจารยข์ องเรา
กพ็ น้ ทกุ ขไ์ ปมากแลว้ มนั เชอื่ นะ หลวงปฝู่ น้ั นที่ า่ นพน้ แลว้ นะ มนั เชอ่ื นะ เราโง่ เราไมร่ ู้
ครบู าอาจารยข์ องเราน่ี ผปู้ ฏบิ ตั จิ รงิ ๆ เหมอื นหลวงปขู่ าวยงั งี้ ถงึ ทา่ นไมพ่ ดู นี่ ไมจ่ ำ� เปน็
จะต้องพดู ไมจ่ �ำเป็นจะต้องอวด มนั หมดสิ้นสดุ ในกิจ มนั รบู้ อกในขณะนั้นว่า กิจที่
จะต้องทำ� อีกเสรจ็ สิ้นแล้ว เครอ่ื งมอื อะไรไม่จำ� เปน็ แล้ว มนั ไมม่ ีประโยชน์อะไรแลว้
คลา้ ยๆ กบั เรอื่ งศลี สมาธิ ปญั ญา เรอ่ื งวชิ ชาวมิ ตุ ตทิ เ่ี ราเรยี น เราทอ่ ง เราจำ� เราอวดนกั
อวดหนาเหลา่ นลี้ ะ ไมต่ อ้ งนำ� มาใชแ้ ลว้ มนั เปน็ อยา่ งนน้ั แทนทจี่ ะไปไดค้ วามรขู้ น้ึ สงู
โวหารขนึ้ สงู มนั กลบั ทำ� ลายเลยเดย๋ี วน้ี ทำ� ลายหมดเกลยี้ งไปเลย ไมม่ อี ะไรเหลอื เศษ
เลยแม้แตน่ ิดเดยี ว ไมม่ ีเศษเหลอื อะไรเลยในขณะนน้ั มันจึงดับ

เพราะฉะนนั้ ใครได้อบุ ายอย่างไร ช่วยบอกด้วย เพ่ือจะไดเ้ ป็นพยานกัน ไมใ่ ช่
ว่าสงสัยแล้ว ไม่ใช่ว่าอันนั้นมันดับอยู่แล้ว ถ้ามีผู้ใดมาอีกนี่เหมือนองค์สมเด็จ
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ พอพระองคไ์ ดต้ รสั รแู้ ลว้ พระองคก์ ต็ รสั วา่ พระองคไ์ ดต้ รสั รแู้ ลว้
ทีนพี้ อพระองค์สอนอัญญาโกณฑัญญะกไ็ ด้บรรลุธรรม แน่ะ มันเป็นพยานแล้วทีน้ี
เออ มนั แน่ คนอนื่ กร็ ้ตู รงกัน เหมือนๆ กันไปเลย เพราะฉะนน้ั พวกเราต้งั ใจปฏิบตั ิ
ใครจะสงสัยอะไรก็รีบช�ำระ เร่ืองศีล เรื่องอะไรก็รีบช�ำระรีบปฏิบัติให้มันเห็นตรง
อชุ ปุ ฏิปนั โน จริงๆ อย่าทำ� เหลาะแหละเหลวไหลโลเล

132

ผมเองร้สู กึ ตัวเองวา่ นิสยั ถงึ แม้วา่ จะอย่างไรกต็ าม การพจิ ารณาธรรม อุบาย
ตา่ งๆ ทอี่ ยภู่ ายในมนั มตี ลอดเวลา แมแ้ ตเ่ ดนิ แมแ้ ตฉ่ นั แมแ้ ตอ่ ยใู่ นหมชู่ มุ ชนทไี่ หน
ย่ิงพลิกแพลง ส่วนท้ายๆ นี่มันไปกำ� หนดอนตั ตามากทีเดียว เร่อื ง อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา น่จี นมัน... เวลามนั รู้นะ่ มนั ไม่ใชเ่ ราไปปรงุ ไปแต่ง มันตัดสินชีอ้ อกบอกเลย
เพราะมนั เปน็ เรอ่ื งของธรรมกับจติ ที่มนั จะตดั สนิ ชี้บอก

แตส่ ดุ ทา้ ยมนั เสรจ็ กจิ หมดแลว้ มนั ไมต่ อ้ งทำ� ไมต่ อ้ งใชเ้ ครอ่ื งมอื แลว้ มนั ประหาร
เลยทนี ้ี แมแ้ ต่จิตมันกป็ ระหาร เพราะจติ มันใชส้ �ำหรบั คดิ นึก มนั ไมต่ อ้ งใชอ้ ะไรแล้ว
มันก็ไม่จ�ำเป็นต้องมี อันนี้แหละท่ีครูบาอาจารย์หรือบางทีอาจจะภูมิท่ีสร้างบารมี
ไม่หนกั แนน่ เหมอื นกนั ผมเองสงั เกตดแู ลว้ คลา้ ยวา่ เอาให้พ้นทุกขอ์ ยา่ งเดียว ไมม่ ี
อะไรมากทเ่ี ราทำ� มา เพราะฉะนนั้ ฤทธเ์ิ ดชอะไร มอี านภุ าพอะไร อยเู่ งยี บๆ ไป แลว้ แต่
มนั จะเกดิ เหมอื นกบั ครบู าอาจารยบ์ างองค์ ทา่ นไมพ่ ดู ไมส่ อน อยอู่ ยา่ งไรกไ็ ด้ อะไรกไ็ ด้
แลว้ ท่านกม็ รณภาพไป มีหลายองค์ส่วนมากท่เี ป็นอย่างน้ี

เพราะฉะนั้นพวกเราท้ังหลาย ถ้าหากว่าพอจะมีบุญวาสนามีศรัทธามีอยู่ในจิต
เป็นกองทนุ แล้ว กพ็ ยายามสร้างศรัทธาพร้อมกับวิรยิ ะ ความพากเพยี ร สตปิ ัญญา
ข้นึ มา คนู่ ี้แหละที่ปฏบิ ตั ิ ผมจะอยู่อเมริกาก็ตาม อยูท่ ีไ่ หนกต็ าม ธรรมะเท่าน้แี หละ
พลังน้ีแหละ เป็นตวั สำ� คญั มนั รวมในมรรค มนั อยูด่ ว้ ยกนั จะว่ามรรคก็ได้ จะว่า
พลังกไ็ ด้ ธรรมะที่เด่นๆ ทจี่ ะเอาชนะกิเลสได้น่ี ศรัทธา วิรยิ ะ ตลอดทัง้ สติ สมาธิ
ปัญญา นี่ มนั ตัวธรรมทีส่ ำ� คญั มาก ไม่ต้องเอาอนั อืน่ เวลาสงบกส็ งบ ถา้ ต้องการ
สบายกพ็ จิ ารณาทง้ั กลางวนั กลางคนื ยนื เดนิ นง่ั นอน บางครงั้ กำ� ลงั ฉนั น่ี มนั ไมไ่ ด้
อยู่ในฉันแล้ว มันไปอยู่ในธรรมะส่วนใหญ่ ท�ำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ย่ิงปัดกวาดนี้
มนั ก็เกดิ ธรรมะสลดสังเวช หรือข้อวตั รต่างๆ น้ี มันเกิดอยู่ประจำ� ถ้าเราท�ำชอบแล้ว
จติ มันต้งั ชอบแล้ว มันก็นอ้ มไปในเร่ืองทีช่ อบไปท้งั นนั้

ผมไปอยอู่ เมรกิ า เพราะฉะนน้ั คราวนที้ มี่ นั ไปรู้ ไปรอู้ ยโู่ นน้ จงึ ไดเ้ ปน็ พยานยนื ยนั
อยู่ที่ไหนก็ท�ำได้ ไม่สงสัย ขอให้จิตเราอย่างเดียวเท่าน้ัน ทีนี้พอตอนน้ีมันถอน
กไ็ มใ่ ชน่ อน ไมใ่ ชน่ งั่ กำ� ลงั เดนิ จะถงึ กฏุ ิ คอื จดุ ปญั ญามนั จะพอของมนั พอมนั ปรากฏ

133

ของมัน มนั อยู่ตรงไหนก็ได้ กลางวันก็ได้ กลางคนื กไ็ ด้ แตพ่ ลังในสว่ นนัน้ ทมี่ นั
ปรากฏขน้ึ เรอื่ ยๆ มา มนั ก็มีอยเู่ หมอื นกัน แต่เราก็ไม่ไดจ้ ดจำ� ไว้ ตง้ั แตเ่ รมิ่ ปฏิบตั ิ
มันก็มีอยู่เหมือนกัน ทีนี้กิเลสที่มันต่อสู้มันก็มีไม่ย่อยเหมือนกัน เหมือนคู่แข่งกัน
เพราะฉะน้นั คราวนจ้ี งึ ไดเ้ หน็ ว่า เมื่อกเิ ลสดบั แล้ว ธรรมะกด็ ับไปด้วยกัน เครือ่ งมือ
กด็ ับ มนั ดับคู่กนั มรรคกท็ �ำลายด้วยกัน สมทุ ัย ทกุ ข์ นโิ รธ มันดบั ไปด้วยกัน
เพราะมนั หมดกจิ แลว้ นี่ ไมต่ อ้ งใชแ้ ลว้ น่ี มนั ปรากฏไปอยา่ งนนั้ แหละ จงึ วา่ แมแ้ ตม่ รรค
แม้แต่จติ มันก็ไม่ไดใ้ ช้แลว้ นี่ มนั ไม่เคยปรากฏอยา่ งน้ีมาก่อน แตม่ ันปรากฏออกมา
อย่างน้ีก็ไม่ทราบว่าจะว่ายังไง เหมือนกับไม่ใช่เถียงครูบาอาจารย์ แต่พูดตามท่ีมัน
ปรากฏมาวา่ นแ่ี หละ เรากเ็ ชอ่ื วา่ มนั เปน็ ดว้ ยทสี่ รา้ งบารมมี าแตก่ อ่ นมนั จะขาด ตอนนี้
ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอรยิ เจา้ ก่อนจะตรัสรู้ ท่ีจะเต็มเปี่ยมบริบรู ณม์ ากนอ้ ยเทา่ ไรก็
ตรงนั้นแหละ แต่เวลาถึงประหารไปแล้วมันไม่มีสีแสง ไม่มีอะไรกว่าน้ัน เป็น
พระพุทธเจ้านนั้ เปน็ สาวกนน้ั เปน็ อะไร ไมม่ แี ล้ว มนั เปน็ ธรรมธาตุ ธรรมฐิติ เพราะ
มนั ไมม่ สี แี สงทกี่ ำ� หนดทอ่ี ะไร แตม่ นั มอี ยู่ มนั ไมป่ ฏเิ สธ มนั เปน็ อนั เดยี ว ไมท่ ราบวา่
จะเอาอนั อ่นื มาเทียบไม่ได้ ไมม่ อี ะไรที่จะเปรียบ ไมม่ ีอะไรจะเทยี บ ก็ไมม่ อี ะไรท่ีจะ
บญั ญตั ิดว้ ย ไมใ่ ช่วา่ บัญญตั ิวา่ ไง

ไดโ้ อกาสดแี ลว้ ทกุ องคอ์ ยทู่ ไี่ หนกข็ อรอ้ งพวกเราทกุ ๆ คน ใหเ้ รง่ ทำ� ความเพยี ร
อย่าไปยุ่งกบั ญาติโยมมากนกั อยา่ ไปยุ่งกบั อยา่ งอื่น พระพุทธเจ้าและครบู าอาจารย์
ของเราท่านได้ก�ำลังมา ได้สอนพวกเรามาไม่ได้ไปยุ่งกับโยมชาวบ้านมากนะ
ทา่ นเดด็ เดยี่ ว เมอ่ื ทา่ นทำ� กจิ กำ� ลงั ทา่ นพอแลว้ ทา่ นจงึ มาทำ� ทเ่ี ราเหน็ ภายหลงั ทท่ี า่ น
ได้ฉนั ดี นอนดี อยดู่ ี อนั นม้ี นั เป็นเรอ่ื งเปลือก ไม่ใชเ่ ร่อื งแกน่ ไมใ่ ชส่ ่งิ ทเี่ ราจะต้อง
สนใจ สนใจแต่ทำ� ความพากเพียรทั้งกลางวันกลางคืน เฉพาะในจิตในใจโดยเฉพาะ
มนั ไมใ่ ชม่ ากนะอนั เรอ่ื งทจี่ ะพน้ ทกุ ขน์ ี่ ดเู หมอื นมนั เฉพาะๆ พอเรารตู้ ามพระองคแ์ ลว้
ไมใ่ ช่ว่าเราจะต้องไปเหน็ ตาม รู้ตาม กำ� หนดตาม แล้วมนั ก็ดบั ไปตาม ปรากฏในจติ
ในใจ ทมี่ นั มธี รรมะอยใู่ นตวั ของมนั เอง มนั ชดั อยใู่ นตวั ของมนั เอง เพราะฉะนนั้ บางองค์
ที่ท่านรู้ท่านรู้จริง แต่บางองค์ที่ท่านไม่บัญญัติมาพูด ไม่ได้ต้ังมาพูด มันรู้เลย
อย่างหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครบู าอาจารยท์ ีท่ ่านไม่พดู นกึ ว่าทา่ นไม่พ้น ไมใ่ ชน่ ะ

134

ไม่ใชว่ ่าท่านไมไ่ ด้อะไร บางคนไปเหน็ นกึ ว่าท่านไมเ่ ทศน์ ไมส่ อน นกึ ว่าท่านไมเ่ ก่ง
เหมือนตวั เอง บาปกนิ ไม่รตู้ วั

ไม่มีอะไรจะพูดแล้วในเวลาน้ี เพราะมันไม่ได้อะไรเลย เพราะมันปรากฏแต่
เทา่ นน้ั เพราะมนั ทำ� ลาย ไมใ่ ชเ่ รอื่ งไดน้ นี่ ะ ทป่ี รากฏนมี้ นั เรอ่ื งทำ� ลายหมด ไมม่ อี ะไร
ท่จี ะเหลอื เลย จะเอาอะไรมาพูด ถา้ พดู ก็พูดแต่ของเก่าทีเ่ คยจ�ำมาแลว้ เทา่ นน้ั แหละ
ถา้ พดู ขนึ้ มากข็ องเกา่ ทน่ี ถ้ี า้ หมดขนั ธอ์ นั นแ้ี ลว้ กไ็ มม่ ขี องเกา่ ทเี่ หลอื อยู่ ไมม่ อี ะไรอกี
อายตนะทเี่ ก่ียวเนือ่ งดว้ ยธาตุนม่ี ันก็มอี ยู่

ทจี่ รงิ อยทู่ ี่อเมริกานี่ ถา้ ไมไ่ ด้อยโู่ นน่ ก็อาจจะไมไ่ ด้ทำ� ความเพียรตอ่ เนอ่ื งกนั
ถงึ ตอนน้หี รอก แต่อยนู่ ส่ี ังเกตดแู ล้ว ตอนหลงั ๆ นี่ ไมค่ อ่ ยไดต้ ่อเน่อื งกนั เหมือนไป
อย่อู เมรกิ า ได้ท�ำประจ�ำ ทางจงกรมกับกฏุ ิกอ็ ยใู่ กล้กันได้ทำ� ตลอด อากาศก็ดี มันก็
สัปปายะอันหนง่ึ แตส่ �ำคญั ว่าจติ ของเราอย่าไปหลงความเจริญของบ้านเมืองของเขา
ถา้ ไปเอาอันนั้นมาน้แี ลว้ เสร็จ ธรรมะหายไปหมดเลย

แตจ่ ติ ใจของคนมนั ไม่อศั จรรย์เลย แม้แต่เขาจะวิเศษยังไง มนั ไม่อศั จรรยเ์ ลย
อศั จรรยแ์ ตพ่ ระพทุ ธเจา้ ธรรมคือพระองค์ สามารถทีจ่ ะพน้ ทกุ ข์ ความสุขจนขนาด
เทวดานี่ พระองคย์ งั เหน็ โทษ ขนาดที่น่งั ฌานสงบ ท่ีเรานง่ั สงบมคี วามสุข พอใจใน
ความสขุ อันนนั้ แตพ่ ระองคก์ ็ยงั เหน็ โทษไมต่ ดิ ขนาดทำ� ลายรูป มีแต่อากาศ มีแต่
วญิ ญาณ แตพ่ ระองคก์ ย็ งั เหน็ ทกุ ขเ์ หน็ โทษจนพน้ ได้ อนั นม้ี นั อศั จรรย์ ปญั ญาเรานะ
มนั ไปไมไ่ ดน้ ะ เราตอ้ งอาศัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะน้ัน การปฏิบตั มิ ันต้องยึดหลกั
พระองคแ์ ลว้ กเ็ รง่ ทำ� ความเพยี ร เพราะทำ� แลว้ จะตอ้ งรู้ นอกจากพระพทุ ธเจา้ และครบู า-
อาจารยท์ เี่ ราใกลช้ ดิ ทเ่ี หน็ ปฏบิ ตั ิ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ปจั จบุ นั ผมกย็ ดึ หลวงปบู่ า้ นตาด
เพราะนิสยั ชอบท่านมาก การพจิ ารณาการพลกิ แพลงอะไรต่างๆ นิสยั เราชอบหลวงปู่
บ้านตาด กับหลวงปู่ฝั้นก็เหมือนกันนะ แต่ผมเสียอันหน่ึงที่มันไม่อดทนในญาติ
ในโยมเหมอื นกับทา่ นเท่านัน้ แหละ แต่เรอ่ื งพลกิ แพลงสตปิ ัญญาทท่ี ่านแนะน�ำมาน่ะ
ผมชอบ

135

ใครสงสยั อะไรถามกไ็ ดบ้ างทตี อบใหไ้ ด้ ถา้ ตอบไมไ่ ดก้ แ็ ลว้ ไป บางทกี ค็ ดิ ไมอ่ อก
แต่หลวงปู่ม่ันท่านท้าทายนะ เอา้ สงสัยตรงไหนถามมา ท่านกพ็ ูดเผงๆ ตรงๆ ไปเลย
หลวงปมู่ น่ั นะ่ ไมเ่ ปน็ ผมตอบอะไรไมไ่ ด้ มแี ตท่ ำ� ลาย เอะ๊ ทำ� ไมมนั เปน็ อยา่ งนขี้ องเรา
มแี ตท่ ำ� ลาย สว่ นทจี่ ะไปมที ฐิ มิ านะวา่ ตวั เองฉลาด ตวั เองรู้ เทศนเ์ กง่ สอนเกง่ มนั ไมเ่ ปน็
อยา่ งนนั้ มแี ต่ทำ� ลายเป็นระยะๆ มาจนสดุ ทา้ ยท�ำลายหมด แตค่ ราวนั้นท�ำลายแต่
เพยี งเวทนากบั สญั ญาขนั ธส์ องอยา่ งเทา่ นนั้ เอง สามอยา่ งมนั ยงั ไมป่ รากฏ มนั ไมไ่ ดบ้ อก
พอคราวน้ีมันไม่มีเหลือเลย มันบอกถึงความบริสุทธิ์แล้วก็หมดกิจ ตลอดถึงโลก
ท้ังสามเลย มันทำ� ลายหมดแล้วน่ี มนั บอกหมด ไมม่ อี ะไรเหลือเศษ แม้ค�ำว่าเศษ
เหลอื นดิ เดียวกไ็ มม่ อี ะไรเหลือเลย แมแ้ ต่จติ กบั มรรค อรหตั ตมรรคผทู้ ำ� ลาย นม่ี นั
ท�ำลายไปด้วยกัน เพราะไม่มกี จิ จ�ำเปน็ จะตอ้ งมไี วแ้ ล้ว

136

มรดกธรรมของหลวงปูม่ น่ั

กายคตาสติ หลวงปมู่ นั่ ทา่ นกบ็ อกแลว้ น่ี กายคตาสตสิ อ่ งไปตรงนน้ั แหละ ในกาย
สติก�ำหนดกาย ท่านมองเห็นธรรมสนุก แต่เรามองเห็นเป็นทุกข์ ไม่อยากดูเลย
ทา่ นปฏบิ ตั ถิ งึ จรงิ ๆ ดทู า่ นเขยี นออกมาสิ ถา้ ไมจ่ รงิ ทา่ นไมก่ ลา้ เขยี นไวห้ รอก หลวงปมู่ น่ั
เทา่ ทอี่ าตมาไปอยตู่ อนสดุ ทา้ ยทพี่ บ ไดไ้ ปอยกู่ บั ทา่ น ทา่ นปฏบิ ตั ติ รงจรงิ ๆ สปุ ฏปิ นั โน
อุชปุ ฏปิ ันโน จรงิ ๆ

หลวงปมู่ นั่ ทา่ นรทู้ กุ แงท่ กุ มมุ ทกุ อยา่ งแลว้ ทา่ นไมม่ อี ะไรจรงิ ๆ ทนี เี้ วลาทา่ นเทศน์
อบรมลูกศิษย์ ท่านก็เทศน์ยกปฏิปทาพระพุทธเจ้า ท่านยกปฏิปทา ท่านก็ท�ำตัว
อย่างน้ันด้วย ท�ำเป็นเย่ียงอย่าง จึงว่าหลวงปู่ม่ันนี่ท่านฟื้นฟูพระพุทธศาสนาจริงๆ
ทงั้ ประโยชนต์ อ่ ตวั องคท์ า่ นเอง และประโยชนก์ บั ผทู้ ไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั ไดไ้ ปพบ ทา่ นพยายาม
ให้อยูง่ า่ ย กนิ ง่าย แบบสมัยเหมอื นครงั้ พทุ ธกาล ทา่ นเองทา่ นไมม่ อี ะไร ทา่ นไมค่ อ่ ย
ไปไหน เรอื่ งจดั การจดั งาน หานน่ั หานี่ ไมเ่ คยมเี ลย ทา่ นไมเ่ คยมเี ลย บญั ชเี งนิ บญั ชี
รายรับ รายจ่ายไมเ่ คยมเี ลยตลอดชีวติ ของท่าน

แลว้ ทา่ นเทศนก์ เ็ ทศนเ์ อาปฏปิ ทา อรยิ วงศ์ อรยิ ประเพณี บางครงั้ ทา่ นเลา่ ปฏปิ ทา
การปฏบิ ตั ขิ องพระพทุ ธเจา้ พระอรยิ เจา้ (อนั เปน็ มรดกลำ้� คา่ ) ดงั นนั้ ใหพ้ วกเราชว่ ยกนั
รักษามรดกของโลก โลกทั้งหลายไปลงทุนทุ่มเทไปรักษาแผ่นดิน รักษาท่ีตรงน้ัน
ทุ่มเททั่วโลก มรดกธรรมทายาทไม่มีใครลงทุนเท่าไร กลัวแต่หิว กลัวแต่อยาก

137

กลวั แต่ทกุ ขย์ าก ก็เลยลบู ๆ คล�ำๆ อยนู่ แี่ หละ ไมล่ งทุนเลย ไม่เอาจรงิ เอาจังเลย
ถา้ เอาแบบพระพทุ ธเจา้ แบบสาวกพระพทุ ธเจา้ ทา่ นทำ� เหมอื นแตก่ อ่ น อา่ นดปู ระวตั แิ ลว้
ท่านไม่ใช่ง่าย รู้ง่ายก็เป็นบางองค์ องค์ที่ยากมันยากจริงๆ ท่านอดทนจริงๆ นะ
ในประวัติพระจักขุบาลอย่างน้ี ท่านปฏิบัติจนตาแตก ตาแตกก็ได้ส�ำเร็จพร้อมเลย
อดนอนแต่น่ีก็ไมไ่ ด้สนใจในยาเท่าไร ท่านจะเอาให้พน้ ทุกข์อยา่ งเดยี ว จิตของท่าน
เอาบรรลอุ ยา่ งเดยี ว ของเรามอี ะไรกระทบกระเทอื นเลก็ นอ้ ยกก็ ลวั อยา่ งโนน้ กลวั อยา่ งน้ี
หลอกตวั เองอยอู่ ย่างนัน้ แหละ
ความจรงิ แลว้ ทา่ นแสดงวา่ ผทู้ จี่ ะไดบ้ รรลกุ จ็ ะไดส้ ำ� เรจ็ ถา้ ไมไ่ ดส้ ำ� เรจ็ กรรมอนั อนื่
มาผา่ น (เปน็ อปุ สรรค) ไมไ่ ด้ อยา่ วา่ แตช่ น้ั สงู เลย แคโ่ สดาบนั ทา่ นกลา่ วไวใ้ นตำ� ราวา่
ผทู้ ี่ (เกดิ มาเพอื่ ทจี่ ะได)้ บรรลโุ สดาบนั แตก่ ย็ งั บำ� เพญ็ อยู่ จะบรรลใุ นกปั ปน์ ี้ แมใ้ คร
จะทำ� ลายกปั ป์ ใหก้ ปั ปน์ ไี้ หมล้ ะลายไป ยงั ตอ้ งรอใหท้ า่ นนส้ี ำ� เรจ็ (โสดาบนั ) กอ่ น น่ี
อานภุ าพของจติ บารมธี รรมท่ีบำ� เพ็ญดว้ ยสัจจะ ดว้ ยความจริง...
พระองค์จึงพดู วา่ ยังไงมชี ีวติ อยูว่ นั เดยี วแต่ขอให้ไดท้ �ำกุศล ก็ยังประเสรฐิ กวา่
ชีวิตอย่รู อ้ ยปที ที่ �ำบาป มันไมต่ ้องการ ถือว่าการเจ็บการตายนีถ่ อื ธรรมดา ถา้ หากว่า
จติ มนั มหี ลกั มน่ั คงแลว้ ไมไ่ ดน้ กึ กลวั วา่ จะตายวนั นน้ั ตายวนั น้ี เวลานนั้ เวลานี้ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
กม็ ุ่งพ้นทุกข์

138

ความสขุ ทแ่ี ทจ้ ริง

ขอโปรดตั้งใจภาวนา ด้วยอาศัยทเ่ี ราท้งั หลายได้มีศรทั ธา เสียสละเวลาเข้ามา
ปฏบิ ตั เิ ปน็ ประจำ� อยทู่ กุ วนั ๆ หลงั จากเราไดส้ วดมนตท์ ำ� วตั รไหวพ้ ระเสรจ็ แลว้ นบั วา่
เปน็ โอกาสอันดียิง่ โอกาสทดี่ ีเพียงน้ีจะหาไดย้ าก ไมใ่ ช่เปน็ ของง่ายเลย แต่มันง่าย
สำ� หรบั เราในปัจจุบนั เป็นโอกาสดีถงึ มือแลว้ ...

การอบรมจติ นนั้ ไมว่ า่ งานใดๆ ทกุ ประเภทกม็ อี ปุ สรรคเปน็ ธรรมดา จงึ มตี ำ� รบั
ต�ำราหลักวิชาการเป็นเคร่ืองศึกษาเพ่ืออ�ำนวยความสะดวกแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ
จึงมีการอบรมคือการได้ยินได้ฟัง เพื่ออ�ำนวยความสะดวกในการประพฤติ ปฏิบตั ิ
ถงึ อยา่ งนนั้ ความสลบั ซบั ซอ้ น อารมณข์ องจติ ทง้ั หลายมอี ยตู่ ลอดเวลา ถา้ เราทง้ั หลาย
ไมไ่ ดพ้ นิ จิ พจิ ารณาใหเ้ กดิ สติ เกดิ ปญั ญาอนั ถกู ตอ้ งนำ� มาใชใ้ นตวั ของเราแลว้ กจ็ ะทำ� ให้
จติ ใจของเราไขวเ้ ขวไปในทางทผี่ ดิ ได้โดยงา่ ย

เพราะเหตนุ น้ั เราจะตอ้ งเพยี รพยายามยดึ หลกั สำ� คญั ๆ ในการปฏบิ ตั ิ เพอื่ เปน็
เคร่ืองพิสูจน์จิตใจของเรา ความมุ่งหมายของการปฏิบัตินั้นเพื่อเราจะได้ส่องดูใจ
ของเรา เพราะใจของเรานเ้ี ป็นประธานในตัวของเราอยา่ งสำ� คัญย่ิง หรือเป็นหัวหน้า
ในการกระท�ำรวมทั้งความรับผิดชอบต่อการกระท�ำของตนเอง ถ้าหากว่าใจนี้ไม่ได้
ฝกึ อบรม ยอ่ มจะท�ำใหท้ ำ� งานผดิ พลาดบกพรอ่ ง และยากจะหาความสุขความเจรญิ
ไม่ว่าด้านวัตถุหรือด้านจิตใจ แต่ถ้าหากว่าใจได้ฝึกฝนดีแล้ว ความผิดพลาดย่อม

139

น้อยลง ความเจริญก้าวหน้าถึงจุดหมายปลายทาง ความส�ำเร็จ ความสมหวัง
ยอ่ มบงั เกิดข้ึนมแี ก่เรา

ขอใหเ้ ราทง้ั หลายนนั้ มาสำ� เหนยี กระลกึ ศกึ ษาในจติ ใจของเรา แกไ้ ขอปุ สรรคตา่ งๆ
โดยมาแต่งใจของเราใหม้ คี วามเห็นชอบ เห็นตามหลักธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจ้า
การเห็นชอบนนั้ เพียงแตเ่ ห็นตามค�ำสอนของพระพทุ ธเจ้าทีว่ า่ ให้ละความชัว่ ใหท้ �ำ
ความดี ทำ� ความเห็นเท่านี้ให้มันตรงถูกต้อง เพ่ือใหเ้ กดิ ความเพียรพยายามในการท่ี
จะละไดเ้ ดด็ ขาดจรงิ ๆ ในสง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ เรยี กไมด่ ี เรยี กวา่ ชวั่ เรยี กวา่ บาป เรยี กวา่
อกุศล แล้วท่านให้ท�ำความดีในสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบ ตั้งไว้ว่าส่ิงนี้เป็นส่ิงดี
ควรเจริญ ควรพยายาม ควรอดทน ควรสรา้ งขน้ึ มาให้บังเกดิ ขึน้ ปรากฏขึน้ ในจิตใจ
ของเราทเ่ี รียกวา่ ภาวนา

การภาวนานนั้ หมายความวา่ การมาละสงิ่ ทไ่ี มด่ แี ลว้ กเ็ จรญิ สง่ิ ทดี่ ี ไมใ่ ชเ่ พยี งแต่
คดิ เฉยๆ หรอื รเู้ ฉยๆ ใหล้ ะไดด้ ว้ ย แลว้ กใ็ หท้ ำ� ความดใี หม้ ใี หป้ รากฏขนึ้ ในใจของเรา
ไมใ่ ช่เพียงแต่คดิ วา่ จะละ หรือคิดว่าจะทำ� ในการท�ำก็ไม่ใชส่ กั แต่วา่ ทำ� แตจ่ ะต้องทำ�
อยา่ งดี ทำ� อยา่ งถกู ตอ้ ง ทำ� ตามหลกั ธรรมคำ� สอน ตรงตามทางทพี่ ระพทุ ธเจา้ ไดว้ างไว้
เรียกว่า สปุ ฏิปันโน คือปฏบิ ตั ิใหด้ ีตามหลกั ทีพ่ ระองค์ไดว้ างไว้

เพราะความดีนั้นเม่ือเราปฏิบัติดีแล้วย่อมน�ำความสุขมาให้ ขึ้นชื่อว่าความสุข
ทกุ ชวี ติ ตอ้ งการ ไมว่ า่ สตั วแ์ ละบคุ คล ไมว่ า่ ใครๆ อยใู่ นโลกไหนกต็ าม ลว้ นแตแ่ สวงหา
ความสขุ ทง้ั นน้ั สว่ นความสขุ นนั้ โดยหลกั การยอ่ ๆ มี อยู่ ๒ อยา่ ง คอื ความสขุ ทางกาย
ความสุขทางใจ ในหลกั ๒ อย่างน้ีองค์สมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ทรงแสดงว่า
ความสขุ ทางใจเปน็ ความสุขอนั มัน่ คงและยอดเยี่ยม ส่วนความสุขทางกายน้นั มนั อยู่
ในลักษณะที่เรียกว่า สามัญลักษณะ คืออยู่ในลักษณะท่ีว่ามันปรากฏข้ึนแล้ว
เปลย่ี นแปลงตลอดถึงดับไป แล้วยังมที กุ ขผ์ สมอยใู่ นความสขุ น้ันตลอดเวลา ไมใ่ ช่
เปน็ ความสขุ ลว้ นๆ เพราะความไม่เที่ยง เพราะความเป็นทุกข์น้เี อง

เราควรพจิ ารณาจำ� แนกแยกออกวา่ ความสขุ ในอามสิ ในทางกายทเี่ ราทะนบุ ำ� รงุ นี้
เปน็ ความสขุ เปน็ ตวั เปน็ ตนเปน็ บคุ คลเปน็ เราเขาจรงิ หรอื หรอื เราสามารถทจี่ ะจำ� แนก

140

แจกออกเปน็ สภาวธาตุ สภาวธรรม ไม่มีอัตตาอยใู่ นความสุขในอามสิ น้นั ๆ ให้ใช้
ปญั ญาทเ่ี กดิ ข้ึนจากการไดย้ นิ ไดฟ้ ังจดจำ� นำ� มาพนิ จิ พจิ ารณาสอดส่อง คำ� วา่ ความสุข
ทางกายทอี่ าศยั อามสิ มอี ะไรบา้ ง ซง่ึ ความสขุ ชนดิ นจ้ี ำ� ตอ้ งอาศยั รปู ทด่ี ๆี อาศยั เสยี งทดี่ ๆี
อาศยั กลนิ่ ทด่ี ๆี อาศัยรสท่ดี ๆี อาศัยสมั ผัสทีด่ ที ่ีเราชอบ จึงจะไดค้ วามสขุ ความสขุ
เหลา่ นเี้ ราทง้ั หลายลว้ นแตเ่ คยไดม้ าแลว้ เคยมมี าแลว้ สมั ผสั สมั พนั ธม์ าแลว้ ในรปู ทด่ี ี
ในเสยี งทด่ี ี เคยนยิ มชมชอบมาแลว้ แตก่ เ็ หมอื นนอนฝนั ถา้ จะเอาจรงิ ๆ แลว้ ไมท่ ราบ
หายไปไหน เหมอื นกบั นอนฝนั ไดจ้ รงิ ๆ เกดิ ความดใี จ ปลมื้ ใจ แตพ่ อตนื่ ขนึ้ มาจะเอา
สิ่งเหล่านนั้ ใชจ้ ริงๆ แล้วไม่มีเลย

ความสขุ ทไี่ ดจ้ ากธาตุ จากขนั ธ์ จากอามสิ ทโี่ ลกทง้ั หลายพยายามเสาะแสวงหา
พยายามสรา้ ง พยายามเพมิ่ พนู ทำ� ใหส้ มบรู ณบ์ รบิ รู ณใ์ นความสขุ ประเภทน้ี ไมท่ ราบ
ก่ีพันปีมาแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครได้ความสุขอ่ิมหน�ำส�ำราญเต็ม
สมบรู ณบ์ รบิ รู ณต์ ามความตอ้ งการ มแี ตห่ วิ โหยบกพรอ่ งแสวงหาดนิ้ รนอยตู่ ลอดเวลา
ท้ังเราท้ังเขาท่ีเห็นต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เป็นของลึกลับสลับซับซ้อนที่เรามองไม่เห็น
เราเอาธรรมะมาพจิ ารณาแลว้ เหน็ ไดช้ ดั ๆ ดว้ ยสตปิ ญั ญาธรรมดา ไมใ่ ชต่ อ้ งเขา้ ฌาน
สมาธิ สมาบัติ ให้ละเอยี ดจึงร้จู งึ เหน็ กห็ าไม่

เพราะฉะน้ัน เราท้ังหลายพึงเจริญสัมมาทิฐิให้เกิดความเห็นชอบดังกล่าวมานี้
ตามหลกั ธรรมคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ เปน็ ความจรงิ ทม่ี อี ยใู่ นตวั ของเราตลอดเวลา
ชอื่ วา่ อนจิ จงั ไมเ่ ทย่ี ง จะมอี ยใู่ นตวั ของเราตลอดเวลา ชอ่ื วา่ ทกุ ขงั กม็ อี ยใู่ นตวั ของ
เราตลอดเวลา มที กุ ขอ์ ยู่ตลอดเวลา มคี วามหิวโหยอยู่ตลอดเวลา มคี วามบกพร่อง
อยตู่ ลอดเวลาในความสขุ ในอามสิ เหลา่ นน้ั ถงึ แมว้ า่ สง่ิ เหลา่ นจ้ี ะอำ� นวยความสขุ แตก่ ็
มที กุ ขผ์ สมจรอยใู่ นตวั ของมนั เอง มอี ยตู่ ามอยตู่ ลอดเวลา เพราะฉะนน้ั พระพทุ ธเจา้
จงึ สอนใหเ้ รารู้ ไมค่ วรสำ� คญั ยดึ มน่ั ในความสขุ ประเภทนจ้ี นเกดิ ความมวั เมา เกดิ ความ
เพลดิ เพลิน เกดิ ความหลงลมื ใหพ้ ยายามพจิ ารณาจำ� แนกทำ� ความเขา้ ใจใหถ้ กู ตอ้ ง
แล้วยกจิตเข้าสู่ธรรมะ อันเป็นความสุขในทางจิตใจ ให้เอาจิตใจมาสนใจในธรรม
อนั จะน�ำความสขุ มาให้ ไมค่ วรไปผกู พนั ในอามิสเหล่าน้ันมาก

141


Click to View FlipBook Version