The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2020-07-16 03:25:01

E-BOOK อานาปานสติ

E-BOOK อานาปานสติ

การฝึกทำ� สมาธภิ าวนา เมตตาพรหมวิหาร

แผ่เมตตาคือปรารถนาความสุขให้บุคคลท้ัง ๔ คน ให้เท่าเทียมกัน
เสมอกัน ข้อน้ีท�ำได้ยากสักหน่อย แต่พยายามดู นึกถึงคนท่ีเกลียดที่สุด
แผ่เมตตาคือปรารถนาความสุขให้เท่ากับตัวเราเอง ให้เท่าคนที่เรารัก
ใหเ้ ทา่ คนทไ่ี มร่ กั ไม่ชังคนท่วั ๆ ไป พยายามทำ� ดู ถา้ หากวา่ เราแผ่เมตตา
เป็นประจ�ำทุกวัน เราจะหาคนท่ีเกลียดไม่พบ ทุกคนจะเสมือนหน่ึงเป็น
มิตรสหาย เป็นญาติ หรือเป็นพ่ีน้อง หรือเป็นลูกเป็นหลาน มีความ
ปรารถนาดีเทา่ เทียมกนั เสมอกัน
ลำ� ดบั ตอ่ ไป แผเ่ มตตาไปยงั สรรพสตั วท์ งั้ หลายทว่ั จกั รวาล แผเ่ มตตา
คอื ปรารถนาความสขุ ไปยังสรรพสัตว์ท้งั หลายทั่วจกั รวาล
นับต้ังแต่พรหม พรหมอยู่เหนือเทวดา ขอพรหมทั้งหลายจงมี
ความสุข
ลงมาเทวดา ขอเทวดาท้ังหลายจงมคี วามสุข
ลงมามนษุ ย์ ขอมนุษย์ทง้ั หลายจงมีความสขุ
ลงมาพวกเปรต เปรตนม่ี คี วามหวิ โหยเปน็ ประจำ� ขอเปรตทงั้ หลาย
จงมคี วามสขุ

~ 44 ~

พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร

ลงมาพวกอสุรกาย อสุรกายน่ีมีความทุกข์ทรมานทางกายเป็น
ประจำ� ขออสรุ กายทั้งหลายจงมคี วามสขุ
ลงมาพวกสตั ว์เดรัจฉาน ขอสัตว์เดรัจฉานทัง้ หลายจงมคี วามสุข
ลงมาพวกสตั วน์ รก ขอสตั ว์นรกท้งั หลายจงมคี วามสขุ
แผ่เมตตาคือปรารถนาความสุขไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายท่ัวจักรวาล
ขอสรรพสัตวท์ ั้งหลายทวั่ จักรวาลจงมคี วามสขุ
ล�ำดบั ต่อไป แผเ่ มตตาไปทศิ ต่างๆ
แผ่เมตตาคือปรารถนาความสุขไปทศิ หนา้ ตรงหน้าเรา
ทิศหลัง แผค่ วามสุขไปหลังเรา
ทิศขวา แผค่ วามสขุ ไปขวามอื
ทศิ ซา้ ย แผ่ความสุขไปซ้ายมอื
เฉียงขา้ งหนา้ ทางขวา แผค่ วามสขุ ไปเฉยี งข้างหน้าทางขวา
เฉียงขา้ งหน้าทางซา้ ย แผ่ความสขุ ไปเฉียงขา้ งหน้าทางซา้ ย
เฉยี งขา้ งหลงั ทางขวา แผค่ วามสุขไปเฉียงขา้ งหลงั ทางขวา

~ 45 ~

การฝกึ ทำ� สมาธภิ าวนา เมตตาพรหมวิหาร

เฉียงขา้ งหลังทางซ้าย แผ่ความสขุ ไปเฉียงข้างหลังทางซ้าย
ทศิ บน แผ่ความสขุ ไปบนหัวเรา
ทิศล่าง แผ่ความสขุ ด่ิงลงไปท่เี ราน่งั
สมมุติว่าตัวเราน้ี คล้ายๆ หลอดไฟฟ้า แผ่รัศมีไม่ใช่แสงสว่าง
แต่เปน็ รัศมแี ห่งความสขุ ดว้ ยการปรารถนาความสุขแผไ่ ปรอบตวั เรา
สรุป ขอข้าพเจ้าจงมีความสุข ขอสรรพสัตว์ท้ังหลายจงมีความสุข
นกึ แผค่ วามสขุ นอี้ อกไปรอบตวั เราทกุ ทศิ ทกุ ทางไมม่ ขี อบเขตแหง่ ความสขุ
นกึ แผค่ วามสขุ ใหก้ บั ตนเอง นกึ แผค่ วามสขุ ใหแ้ กส่ รรพสตั วท์ ง้ั หลาย นกึ แผ่
ความสุขน้ีออกไปรอบตัวเรากว้างออกไป กว้างออกไป ไม่มีขอบเขตแห่ง
ความสุข นกึ ถึงความสุขทแ่ี ผก่ ว้างออกไปเปน็ อารมณ์ อารมณ์ของเมตตา
พรหมวิหาร คือความสุขที่แผ่กว้างออกไป เป็นความสุขอันเกิดจากการ
ปรารถนาความสุขให้แกต่ นเองและสรรพสัตวท์ ั้งหลาย
ถา้ หากวา่ เราทำ� ไปสกั พกั หนง่ึ อารมณน์ อี้ าจจะจางไป หรอื วา่ มอี ารมณ์
อ่นื มาแทรกทำ� ให้สับสน เราก็เร่มิ ตน้ คดิ ใหม่

~ 46 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

ขอข้าพเจ้าจงมีความสุข ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข นึกแผ่
ความสุขน้ีออกไปรอบตัวเราทุกทิศทุกทางไม่มีขอบเขตแห่งความสุข
นกึ แผค่ วามสขุ ใหแ้ กต่ นเอง นกึ แผค่ วามสขุ ใหแ้ กส่ รรพสตั วท์ งั้ หลาย นกึ แผ่
ความสุขน้อี อกไปรอบตัวเรา กวา้ งออกไป กว้างออกไป ไม่มีขอบเขตแห่ง
ความสขุ นึกถงึ ความสขุ ท่ีแผ่กวา้ งออกไปเป็นอารมณ์
ท�ำต่อไปอีกสกั พกั หนง่ึ

หมายเหตุ: สามารถรับฟังไฟล์เสียงได้ท่ีลิ้งค์ของ Youtube: เทศน์หลวงปู่ทิวา อาภากโร 17
การเพ่ิมคุณภาพจิตโดยการแผเ่ มตตา

~ 47 ~

การแผเ่ มตตาแบบอุเบกขาพรหมวหิ าร

การแผเ่ มตตาแบบอุเบกขาพรหมวิหาร

การปฏบิ ตั อิ เุ บกขาพรหมวหิ าร โดยทำ� ต่อจากการแผเ่ มตตา
เวอร์ช่ันท่ี ๑ ส�ำหรับคนที่เริ่มปฏิบัติอุเบกขาใหม่ๆ จะพูดถึง
รายละเอยี ดมากหน่อย
การแผ่เมตตา คือการปรารถนาความสุขให้แก่ตนเองและสรรพสัตว์
ทั้งหลายเทา่ เทียมกันเสมอกัน
นกึ แผค่ วามสขุ ใหแ้ ก่ตนเอง
นึกให้ความสุขให้แกส่ รรพสัตวท์ ้ังหลาย
นึกความสขุ น้ีออกไปทกุ ทศิ ทกุ ทางไม่มีขอบเขต เปน็ ความสุข

~ 48 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

การแผเ่ มตตายังตอ้ งเก่ียวขอ้ งกับสรรพสตั วท์ ้งั หลาย
อุเบกขาตัดความเก่ียวข้องกับสรรพสัตว์ท้ังหลายออกให้หมด
รวมทงั้ ตวั เราเองดว้ ย แลว้ เขา้ มาอยใู่ นสภาวะทเี่ ปน็ กลางในจติ ของเรา
โดยเปลยี่ นความสุขเปน็ ความไม่สุขไมท่ ุกข์
อารมณ์ของอุเบกขา คือท�ำจิตให้เป็นกลางในสรรพสัตว์ท้ังหลาย
ไมด่ ใี จไมเ่ สยี ใจในสรรพสตั วท์ ง้ั หลาย เพราะสรรพสตั วท์ ง้ั หลายมกี รรมเปน็
ของๆ ตน มกี รรมเปน็ ผใู้ หผ้ ล  มกี รรมเปน็ ตวั บงั คบั ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง  กรรมใน
อดตี ส่งผลมาในปจั จบุ นั
ในชีวิตปัจจุบันของเราท�ำความดีหรือความช่ัว เราต้องได้รับผลของ
กรรมนั้นต่อไปในอนาคต กรรมเป็นผู้บันดาล กรรมเป็นผู้ดูแล กรรมเป็น
ผตู้ ดั สิน เราตอ้ งปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม เราตอ้ งปลอ่ ยใหท้ ุกสิง่
ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ถ้าเราไปฝืนกรรม เราก็จะเป็นทุกข์เดือดร้อน
ไมม่ ที ่ีส้นิ สดุ  

~ 49 ~

การแผเ่ มตตาแบบอเุ บกขาพรหมวหิ าร

ท�ำจิตให้เป็นกลาง ในบุคคลที่เป็นกลาง นึกถึงบุคคลที่เป็นกลาง
ไม่รักไมช่ ัง ทั่วๆ ไป แลว้ กว็ างให้จิตให้เป็นกลางในบุคคลเหลา่ นัน้
นึกถงึ บุคคล ๔ จำ� พวก
๑. คนทเ่ี รารกั วางเสยี
๒. คนทร่ี กั แตเ่ กเร บอกเท่าไหรม่ นั ก็ไมฟ่ งั วางเสยี
๓. คนที่อาฆาตพยาบาทกับเรา วางเสีย
๔. ตัวเราเอง วางเสยี
นึกถงึ บคุ คล ๔ จ�ำพวก 
คนทเ่ี รารกั คนทเี่ รารกั แตเ่ กเร คนทอ่ี าฆาตพยาบาทกบั เรา ตวั เราเอง
วางเสียใหห้ มด แล้วเข้ามาอยใู่ นสภาวะท่เี ปน็ กลางในจิตของเรา เปน็ จิตที่
ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่รัก ไม่ชัง ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อุเบกขาเป็นภาวะของจิต
ทม่ี นั่ คง สงบราบเรยี บเป็นหน่ึงในทา่ มกลางจติ ของเรา

~ 50 ~

พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร

เพ่งจิตให้สงบนิ่ง เป็นหนึ่งในท่ามกลาง จิตของเรามีแต่ความสงบ
นงิ่ แนว๋ เปน็ หนงึ่ ในท่ามกลางจติ ของเราเทา่ น้นั
อุเบกขาเป็นจิตที่สงบนิ่งเป็นหน่ึงในท่ามกลางจิตของเรา จากน้ัน
กแ็ ผค่ วามสงบนงิ่ นอ้ี อกไปทกุ ทศิ ทกุ ทางไมม่ ขี อบเขต มแี ตค่ วามสงบนงิ่
แผไ่ ปทว่ั จกั รวาล นค้ี อื อารมณข์ องอุเบกขาพรหมวหิ าร
เวอรช์ น่ั ที่ ๒  สำ� หรบั ผทู้ ป่ี ฏบิ ตั จิ นชำ� นาญแลว้ เราจงึ พดู ถงึ อารมณ์
ของเมตตาแลว้ เปลี่ยนเปน็ อุเบกขาทันที
การแผเ่ มตตาคือการเพ่งจติ ให้น่งิ แน๋ว มีความสุขเป็นอารมณ์ แลว้ ก็
แผค่ วามสขุ น้ไี ปยงั ตวั เรา และสรรพสตั ว์ท้งั หลาย
การแผ่เมตตายังต้องเก่ียวข้องกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย อุเบกขาตัด
ความเก่ียวข้องกับสรรพสัตว์ทั้งหลายออกให้หมด รวมท้ังตัวเราเองด้วย
แล้วเขา้ มาอยูใ่ นสภาวะทีเ่ ป็นกลางในจิตของเรา โดยเปลย่ี นความสขุ เป็น
ความไมส่ ุขไมท่ ุกข์

~ 51 ~

การแผเ่ มตตาแบบอเุ บกขาพรหมวิหาร

อารมณข์ องอเุ บกขาเปน็ จติ ทส่ี งบนง่ิ เปน็ หนง่ึ ในทา่ มกลางจติ ของเรา
ถา้ มีส่ิงใดผา่ นเข้ามาตดั ออกใหห้ มด
อุเบกขาเป็นสภาวจิตท่ีมั่นคงสงบราบเรียบเป็นหนึ่งในท่ามกลางจิต
ของเรา
เพ่งจิตให้สงบน่ิงเป็นหน่ึงในท่ามกลางจิตของเรา มีแต่ความสงบ
น่งิ แน๋วเป็นหนึง่ ในท่ามกลางจติ ของเราเทา่ น้นั
อุเบกขาเป็นจิตทส่ี งบนิ่งเป็นหนึง่ ในทา่ มกลางจติ ของเรา
จากน้นั ก็แผ่ความสงบนงิ่ นอ้ี อกไปทุกทศิ ทุกทางไม่มขี อบเขต
มแี ตค่ วามสงบน่ิง แผไ่ ปทวั่ จกั รวาล
น้คี อื อารมณข์ องอเุ บกขาพรหมวหิ าร

~ 52 ~

พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร

ทางออกจากวัฏสงสาร

ธรรมชาติมันสร้างสัตว์ขึ้นมา แล้วก็พัฒนาจนกระท่ังมาเป็นมนุษย์
มนษุ ยเ์ รานป้ี ระกอบดว้ ยกายและใจ กายกป็ ระกอบดว้ ยธาตุ ๔ ดนิ นำ�้ ไฟ ลม
คำ� ว่าธาตุนี่ไมใ่ ชแ่ ปลว่า Element นะ แตแ่ ปลวา่ State หรอื Condition
แปลว่าสภาวะเท่านั้นเอง และเป็นของพุทธศาสนาเรา แต่วิทยาศาสตร์
เอาไปใช้เองวา่ เป็น Element
กายก็ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ธาตุดินมีสภาวะแข็ง ธาตุน�้ำมี
สภาวะเหลว ธาตุไฟมีสภาวะร้อน ธาตุลมมีสภาวะเคล่ือนไหว ร่างกาย
ประกอบดว้ ยสภาวะ ๔ สภาวะ ใจกป็ ระกอบดว้ ยธาตรุ ู้ คอื ร้อู ะไร ร้เู วทนา
สขุ ทกุ ข์ ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ รสู้ ญั ญาคอื ความจำ� รสู้ งั ขารคอื ความคดิ นเ่ี รอ่ื งของใจ
ธรรมชาตมิ นั เอาธาตรุ คู้ อื จติ ใจ แลว้ มนั กเ็ อากเิ ลสใสเ่ ขา้ ไปดว้ ยในธรรมชาติ

~ 53 ~

ทางออกจากวฏั สงสาร

กเิ ลสใส่เขา้ ไปคือตวั อวชิ ชา ตณั หา อุปาทาน อันนธ้ี รรมชาติมนั เอากิเลส
ใส่เข้าไปในตัวรู้ เม่ือเป็นมนุษย์แล้วมันก็ท�ำทั้งดีทั้งช่ัว เพราะไม่รู้เร่ือง
อะไรล่ะทีนี้ น่ีตัวอวิชชา ถ้าพวกท�ำความดีก็พัฒนาต่อไปเป็นเทวดา
เป็นพรหม ทำ� ชว่ั ก็เดนิ ลงต�่ำ เป็นเปรต อสรู กาย เดรจั ฉาน นรกไป น่ีเขา
เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ ด้วยอ�ำนาจของกิเลสคืออวิชชา
ตณั หา อปุ าทาน อวชิ ชาคอื ความไมร่ ใู้ นกระบวนการของชวี ติ คอื อรยิ สจั ๔
ตัณหาคือความเพลิดเพลิน มันเป็นยาเสพติดของธรรมชาติ ตัวตัณหา
มันให้เพลินแล้วก็บีบคั้น เรียกว่ากามตัณหา คือเพลินอยู่ในวัตถุทางกาย
ทางกายเรานี้เรียกว่า กามตัณหา ถ้าเพลินอยู่ในใจ เรียกว่า ภวตัณหา
วภิ วตณั หา เพลนิ ในจติ ในตวั ของมนั คอื การเพลนิ อยใู่ นกายในใจของตวั เอง
คือตัวตัณหา แต่มันก็บีบค้ันในตัว ท้ังเพลินท้ังบีบค้ัน ท้ังสุขท้ังทุกข์
อปุ าทาน คือยดึ ว่าธาตุ ๔ น้เี ป็นเรา เปน็ ของเรา เกาะตดิ แนน่ อย่กู บั กเิ ลส
ไม่ยอมปลอ่ ยวาง น่คี ืออวชิ ชา ตัณหา อปุ าทาน ธรรมชาตมิ ันใสเ่ ขา้ ไปด้วย
ใสเ่ ข้ามากับตวั รู้
น่เี ราจะออกจากวฏั ฏะได้ยังไง ก็ต้องเดนิ มรรคเท่านนั้ เอง

~ 54 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

การปฏิบัติคือการเดินทาง มรรคคือหนทาง อันนี้ส�ำคัญทีเดียว
พระพทุ ธเจา้ ยำ�้ แลว้ ยำ�้ อกี ทนี กี้ ารเดนิ ทาง เรากต็ อ้ งเดนิ เขา้ มรรคเทา่ นน้ั เอง
มรรคจะละกิเลสได้ จะไปละเองไม่ได้ ตัวนั้นเป็นโวหาร ให้ละให้วางให้
ถอนใหอ้ ะไรตา่ งๆ ถา้ เราไมเ่ ขา้ มรรคมนั ละไมไ่ ด้ มรรคนเ้ี ปน็ Process หรอื
เป็นกระบวนการทีจ่ ะละกเิ ลสโดยตรง ทนี ีจ้ ะเดินทาง เรากต็ ้องเดินมรรค
เข้ามรรคเทา่ นั้นเอง สำ� คญั ตัวน้ี
กเิ ลสมนั คิดวา่ ธาตุ ๔ นีเ้ ป็นเรา เป็นของเรา ตอนนเี้ ราจะเดินทาง
เราก็ต้องคิดว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นธาตุเท่าน้ันเอง
ท่านบอกว่าให้เอาธาตุสอนจิต อย่าไปบอกว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา
ให้บอกว่าเปน็ ธาตุ ๔ ต้องคิดใหม่ นคี่ ือตวั ปัญญา
ปญั ญาคอื การคดิ ยอ้ นมนั เทา่ นนั้ มนั บอกวา่ กายนเ้ี ปน็ เรา เปน็ ของเรา
ก็ต้องบอกวา่ มันไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ช่ของเรา คิดๆๆ คดิ จนกระท่งั ความคิดตัวนี้
มันลงใต้จติ ส�ำนกึ น่นั ละ่ กิเลสจะหมดตรงนี้

~ 55 ~

ทางออกจากวัฏสงสาร

กิเลสก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ โรงงานสร้างคอมพิวเตอร์มาก็ใส่
โปรแกรมมาว่า กายนม้ี ันเป็นเรา เปน็ ของเรา เราก็เอาโปรแกรมใหม่ใส่
เข้าไปว่า กายน้ีไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จนกระท่ังโปรแกรมนั้นมันลง
ถึงฐานเคร่ืองน้ันปั๊บ โปรแกรมเก่าก็หายไป ก็เป็นโปรแกรมใหม่ข้ึนมา
เทา่ นัน้ จบ แต่เวลาน้จี ะเดินเอาโปรแกรมใหม่ใส่เขา้ ไปนี้ ตอ้ งมี Process
มีกระบวนการ คอื กระบวนการของมรรคนน่ั เองเทา่ นน้ั น่พี ดู ง่ายๆ ใหฟ้ ัง

หมายเหตุ: สามารถรับฟงั ไฟล์เสยี งไดท้ ล่ี ิง้ ค์ของ Youtube: หลวงปทู่ ิวา อาภากโร - ตอนท่ี ๑:
ทางออกจากวัฏฏสงสาร

~ 56 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

อรยิ สัจ ๔

๘๔,๐๐๐ หัวข้อ ที่จัดว่าเป็นเพชรน�้ำหนึ่งเลย หรือว่าเป็นเพชร
ยอดมงกฎุ ของพระราชา คืออรยิ สจั ๔ นเี่ อง อริยสัจ ๔ นี้เป็นหมวดธรรม
ทส่ี ำ� คญั มากของพระพทุ ธศาสนาทเี ดยี ว เพราะเปน็ ธรรมทส่ี รปุ รวมของ
พระธรรมค�ำสอนท้ังหมด เป็นแม่บทของพุทธธรรมทั้งหมดเลยทีเดียว
ทีจ่ ะชว่ ยใหเ้ ราเขา้ ใจความเป็นจรงิ ของธรรมชาติ รจู้ กั ชีวติ ของตนเอง
ได้อย่างแทจ้ ริง หมดทกุ ข์ตรงน้ีแหละ
พระพุทธเจ้าเวลาพระองค์เทศน์ ท่านจะเทศน์เรื่องราวต่างๆ อะไร
กต็ าม เชน่ เทศนเ์ รอ่ื งชาดกใหผ้ ฟู้ งั ตนื่ เตน้ กต็ าม แตพ่ อทา่ นจะสรปุ ทา่ นจะ
ใชอ้ รยิ สจั ๔ เปน็ ขอ้ สรปุ ไปเลย สรปุ แลว้ ผฟู้ งั กไ็ ดม้ รรคผลเลย เพราะฉะนน้ั
อรยิ สจั ๔ น้ี พระพุทธเจา้ ใชเ้ ทศน์ทกุ คร้ังเลยท่จี ะให้ผู้ฟงั ได้มรรคได้ผล

~ 57 ~

อรยิ สจั ๔

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า ในคืนวันตรัสรู้นั้น
พระองคร์ วู้ ชิ าตา่ งๆ มากมายเทยี บเทา่ ใบไมใ้ นปา่ แตท่ พ่ี ระองคน์ ำ� มาสอนนน้ั
เพยี งกำ� มอื เดยี วเทา่ นน้ั สง่ิ ทน่ี ำ� มาสอนนนั้ กค็ อื อรยิ สจั ๔ คอื เรอ่ื งของทกุ ข์
ต้นเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการที่จะดับทุกข์ ผู้ท่ีศึกษา
พุทธศาสนาในด้านทฤษฎีคือด้านปริยัติ ก็จะรู้กันทุกคนว่า พระพุทธเจ้า
ตรสั รอู้ รยิ สจั ๔ ทำ� ใหพ้ ระองคไ์ ดเ้ ปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ แลว้ กอ็ ธบิ ายกนั
ยืดยาวเป็นหนังสือหลายเล่มก็มี แต่เม่ืออ่านจบแล้วก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติ
อย่างไร ธรรมะค�ำสอนของพระพุทธเจ้าน้ัน เมื่อสอนแล้วฟังแล้วต้องให้
รชู้ ดั แลว้ นำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ ๆ รชู้ ดั คอื รจู้ กั ทฤษฎชี ดั เจนแลว้ กน็ ำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ด้
นี่ถึงเป็นค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อ่านๆ แล้วก็ไม่รู้จะไปท�ำยังไงต่อ
ฝ่ายปรยิ ตั ิเราพออ่านแล้วกย็ งั ไมร่ วู้ ่าจะไปทำ� ยังไง
ทีน้ีจากประสบการณ์การสอนธรรมะมาเป็นเวลานานของอาตมา
กไ็ ดค้ วามรชู้ ดั วา่ อรยิ สจั ๔ นเ้ี ปน็ กระบวนการทน่ี ำ� จติ เขา้ สมู่ รรคนน่ั เอง
เป็นท้ายสุดข้อท่ี ๔ ของอริยสัจก็คือมรรคนั่นเอง ต้องน�ำจิตเข้าสู่

~ 58 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

กระบวนการของมรรค แล้วก็เดินมรรคต่อไปจนกระท่ังถึงผลถึงจะละ
กเิ ลสได้ ในครง้ั พทุ ธกาลผฟู้ งั มบี ารมมี าก ฟงั อรยิ สจั ๔ จบ กไ็ ดม้ รรคผล
ทนั ที แตพ่ วกเราบารมนี อ้ ย ปฏบิ ตั อิ รยิ สจั ๔ ไปเรอ่ื ยๆ ทา่ นบอกวา่ จะทำ�
ให้อินทรีย์ ๕ แก่กล้า เม่ืออินทรีย์ ๕ แก่กล้า มรรคสมังคีครั้งแรกคือ
ยถาภูตัง ก็จะเกิดข้ึนได้ จบปริญญาตรีในพระพุทธศาสนา เรียกว่า
ญาตปรญิ ญา ไมต่ กนรก จติ จะพฒั นาตอ่ ไปจนถงึ มรรคผลนพิ พาน ทง้ั ๆ ที่
เราไมเ่ คยไดท้ ำ� อะไรมากอ่ นกต็ าม แตเ่ ราพยายามทำ� อรยิ สจั ๔ ไปเรอ่ื ยๆ
ท่านบอกว่าท�ำให้อินทรีย์ ๕ แก่กล้าข้ึนไปเร่ือยๆ ปริญญาตรีน้ีคือว่า
อินทรีย์ ๕ พร้อมนนั่ เอง แกก่ ล้า ไดป้ รญิ ญาตรี
เอ้า ทนี ้ี อริยสจั ๔ นีก้ ็มเี ร่อื งของทกุ ข์ กท็ ุกขอ์ ะไร ก็คอื ทกุ ข์กาย
ทุกขใ์ จ กายกบั ใจน้ีเปน็ ทุกข์ ในฐานะนกั ปฏบิ ตั เิ ราก็ตอ้ งยอ่ ลงมาให้ร้วู า่
อะไรคืออะไร ทุกขก์ ค็ อื กายกบั ใจนีเ้ ปน็ ทุกข์ อยา่ งเช่นน้�ำท่วมบา้ นคนอื่น
นำ�้ ทว่ มกรงุ เทพฯ เวลานอ้ี ยทู่ นี่ เ่ี ราไมท่ กุ ข์แตถ่ า้ นำ�้ ทว่ มทน่ี ป่ี บ๊ั ทกุ ขเ์ ลยเพราะ
มนั ใกล้ อย่กู ับกายกบั ใจของเรา เป็นเราของเรา กายของเรา ใจของเรานี้
เปน็ เราของเรานี้ จะทุกข์แล้วทนี ี้ คนอน่ื เขาตายกนั เยอะแยะ เราไมท่ ุกข์

~ 59 ~

อรยิ สัจ ๔

แต่ถ้าเป็นญาติของเราหรือคนที่เรารักใคร่ชอบใจตายข้ึนมา ทุกข์แล้วทีน้ี
ความเป็นเราของเรามันเกี่ยวข้องไปด้วย ทุกข์กายทุกข์ใจ กายกับใจนี้
คือทุกข์
สมทุ ยั ก็คอื ตณั หานั่นเอง คือตน้ เหตแุ ห่งทุกข์ ต้นเหตุแห่งทกุ ขก์ ็คือ
ตัวเพลิดเพลิน ตัวอยากเป็นอยากมี ตัวไม่ให้อยากเป็น ไม่ให้อยากเป็น
อย่างนั้น ไม่ให้อยากเป็นอย่างน้ี คือตัวที่เราปรารถนาจะให้เราสบายใจ
สุขใจ น่ันน่ะตัวต้นเหตุ แต่ถ้ามันไม่เป็นไปตามท่ีเราต้องการก็ทุกข์ก็
เดือดร้อน เอ้า ทีน้ีตัณหาก็แบ่งเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
กามตณั หา คอื ความเพลนิ ทางกายนเี้ อง ทางวตั ถุ รปู เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผสั
ภวตณั หา วภิ วตณั หา กค็ อื ความเพลนิ ทางจติ เทา่ นนั้ เอง คอื ตวั สมาธทิ เ่ี ปน็
ภวังค์ นัน่ ละ่ คือภวตณั หา วิภวตัณหา
นโิ รธ หมายถงึ ปญั ญาทเ่ี ราจะละกเิ ลส จะละอวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน
จะละตัวนี้ โดยเฉพาะตัวอุปาทาน ตัวยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา
กายเป็นเรา เป็นของเรา นโิ รธ ตอ้ งทำ� ให้แจ้งอนั นี้

~ 60 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

เอ้า ทีนีเ้ ร่ืองมรรค มรรคก็คือขอ้ ปฏบิ ัติที่จะใหพ้ ้นทุกข์ อนั ท่จี รงิ พอ
สอนไปๆ เพง่ิ รวู้ า่ มรรคนไ้ี มใ่ ชม่ าจากไหน พระพทุ ธเจา้ ไมไ่ ดเ้ อามาจากทอี่ นื่
กค็ ือทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ ทงั้ ๓ อันมารวมกันเขา้ กเ็ ป็นมรรค แล้วก็ท�ำไปๆ
พอเขา้ มรรคแลว้ กท็ ำ� ไปๆ ไม่มีอะไรมาก เขา้ เสน้ ทางเดนิ
คืนนี้เราจะทำ� อริยสัจ ๔ เพราะวา่ อรยิ สจั ๔ นเ้ี ป็นกระบวนการทจ่ี ะ
เดนิ เขา้ สู่มรรคผลได้ชัดเจนที่สุด กะทดั รดั ที่สุด แลว้ กเ็ ป็นมาตรฐาน คือว่า
ทุกมรรคต้องเดินเข้าหาอริยสัจ ๔ เหมือนกันหมด คือว่าพระพุทธเจ้า
เทศน์อริยสัจ ๔ อย่างเดียวเท่านั้น ผู้ฟังนี้มีบารมีต่างกัน พอฟังแล้วก็ได้
มรรคผลต่างกันเหมือนกัน ก็แสดงว่าพระองค์เทศน์แล้วผู้ฟังนี้ก็เดินทาง
เหมือนกันหมด แต่บารมีต่างกันเท่านั้นก็เลยได้มรรคผลต่างกัน แสดงว่า
อริยสัจ ๔ น้ีเป็นกระบวนการเดินเข้ามรรคท่ีเป็นมาตรฐานสากลเลย
วา่ ง้นั เถอะ ทกุ มรรคตอ้ งเขา้ ทางเดนิ อริยสจั ๔ หมด เพยี งแตว่ ่าจิตผู้ใด
ละเอยี ดกว่า ลึกซ้ึงกว่า ผ้นู ั้นก็ได้มรรคผลสงู กวา่ เทา่ น้ัน อันน้ีถา้ เราเดิน
ทางดว้ ยอรยิ สจั ๔ นี้ เราจะเหน็ กระบวนการเดนิ เขา้ มรรคไดช้ ดั เจนมากเลย
ทเี ดยี ว แตก่ ม็ หี ลายสตู รทจ่ี ะเดนิ ทางเขา้ สมู่ รรค แตส่ ตู รอรยิ สจั ๔ เปน็ สตู ร

~ 61 ~

อริยสัจ ๔

ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ใชเ้ ปน็ ประจำ� แตใ่ นคนื ตรสั รนู้ ้ี พระพทุ ธเจา้ ไมใ่ ชอ้ รยิ สจั ๔ นะ
ท่านใช้โพธิปักขยิ ะ ๓๗ แลว้ จะพูดทีหลงั

หมายเหต:ุ สามารถรับฟังไฟล์เสยี งไดท้ ่ีล้ิงคข์ อง Youtube: หลวงปทู่ ิวา อาภากโร - ตอนที่ ๓:
อรยิ สจั ๔

~ 62 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗

เอา้ ฟงั ธรรมะ พระพทุ ธเจา้ พระองคเ์ ทศนท์ งั้ หมดตลอดพระชนมชพี
ของพระองค์ ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ แต่ท่ีจัดว่าเป็นรัตนะคือมีคุณค่ามากที่สุด
กค็ อื โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗ อนั นคี้ ำ� แปลกค็ อื วา่ ธรรมอนั เปน็ ฝกั ฝา่ ยแหง่ การ
ตรัสรู้ อาตมาแปลอกี อย่าง แปลว่า ธรรมอนั เป็นปีกท่ีจะบนิ ไปสู่นพิ พาน
เอ้า ท�ำไมแปลอย่างนั้นได้ เพราะคำ� วา่ ปกั แปลว่า ปกี ปกี นกกไ็ ด้ ค�ำว่า
ฝกั ฝา่ ยกไ็ ด้ เปน็ ฝา่ ยกไ็ ด้ แลว้ กท็ ำ� ไมจะตอ้ งแปลวา่ ปกี กเ็ พราะวา่ นพิ พาน
เป็นของสูงว่าน้ันเถอะ ต้องไปในท่ีสูง เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ปีกบินไป
สมัยก่อนจะบินไปสู่ที่สูงได้ก็มีแต่ปีกอย่างเดียว ปีกนก อย่างอื่นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นทา่ นจงึ ใชค้ ำ� ว่า โพธิปกั ขิยะ ๓๗ ธรรมอันเป็นฝกั ฝา่ ยแห่ง
การตรัสรู้ อนั น้เี ปน็ ธรรมะทีพ่ ระพุทธเจ้าใชใ้ นคนื ตรัสรเู้ หมอื นกัน ในการ
ท่ีพระองคจ์ ะตรสั รู้ พระองคก์ ใ็ ชธ้ รรมอันนี้ที่จะเดนิ ทางเขา้ สนู่ ิพพาน

~ 63 ~

โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗

โพธปิ ักขิยะ ๓๗ มที ้ังหมด ๗ หมวด หมวดแรกก็คอื สติปฏั ฐาน ๔
หมวดท่ี ๒ คอื สัมมัปปธาน ๔ หมวดท่ี ๓ คือ อิทธิบาท ๔ หมวดท่ี ๔
คือ อินทรีย์ ๕ หมวดท่ี ๕ คอื พละ ๕ หมวดท่ี ๖ คือ โพชฌงค์ ๗
หมวดที่ ๗ คอื มรรค ๘ มที ั้งหมด ๗ หมวด อนั นี้เปน็ การกล่าวถงึ การ
เดินไปสู่นิพพานอย่างกว้างๆ ตั้งแต่การเตรียมการ การเริ่มต้น หรือว่า
กระบวนการทใ่ี ชใ้ นการเดนิ ทาง จนกระทง่ั บรรลถุ งึ ทหี่ มายคอื นพิ พานเลย
อันนี้อย่างละเอียดทีเดียว แต่ทว่าในการที่จะปฏิบัติจริงๆ น้ี ค่อนข้าง
ยากหน่อย แต่นี่เป็นทางทฤษฎีที่จะให้เรารู้ว่าเป็นกระบวนการอย่างไร
ท้ังหมดท่ีจะเดินทาง อันน้ีผู้ที่ใช้จริงๆ ก็มีบารมีมาก ผู้ที่ท�ำจริงๆ อย่าง
พระพุทธเจ้านี้ พระองค์ใช้สูตรนี้ ในคืนตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า พระองค์ก็เร่ิมต้นใช้อานาปานสติเป็นกรรมฐานหลักเลย
ทเี ดยี ว อนั น้ีก็คอื วา่ สติปัฏฐาน ๔ นี้ เอากาย เวทนา จติ ธรรม เลยทเี ดียว
เพราะพระองคม์ บี ารมมี าก เอาทง้ั หมดเลยทเี ดยี ว คลา้ ยๆ วา่ เอาสดุ ยอดเลย
แลว้ ก็เดนิ ทางเลยทเี ดยี ว จากสตปิ ัฏฐาน ๔ สัมมปั ปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔
อนิ ทรยี ์ ๕ พละ ๕ และเลยเขา้ ไปสโู่ พชฌงคเ์ ลย หลงั จากนน้ั กเ็ ดนิ เขา้ สมู่ รรค

~ 64 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

นี่เราจะอธิบายในเรื่องกระบวนการของโพธิปักขิยธรรม ๓๗
ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนก็เหมือนกับการยิงจรวดขององค์การนาซ่า
จากโลกมนุษย์จะไปสู่ดวงจันทร์ เราจะเห็นชัดเจนเลยทีเดียว ต้องใช้
จินตนาการหน่อย อาตมาเปรียบเทียบการเดินทางจากเส้นทางจากโลก
ไปสู่ดวงจันทร์นั้นเป็นเส้นทางแคบๆ จริงๆ ไม่ใช่กว้างนะ จากโลกนี้เห็น
กว้างอย่างน้ี เห็นดวงจันทร์ก็กว้าง แต่ที่จริงทางเดินจากโลกน้ีจะไปสู่
ดวงจันทร์นี้ทางแคบนิดเดียว ตอนที่อเมริกาเขาจะยิงขึ้นไปดวงจันทร์
กม็ ขี า่ ววา่ รสั เซยี จะเอาจรวดไปขวางทางไว้ ทางอเมรกิ าเขากถ็ ามรสั เซยี วา่
จะทำ� ไดจ้ รงิ หรอื เปลา่ รสั เซยี เขาบอกวา่ ไมไ่ ดท้ ำ� หรอก ประเทศไหนทำ� ได้
ก็เป็นการดี ถ้าเดินทางได้ก็เรียกว่าเป็นความส�ำเร็จของมนุษยชาติท่ีจะ
เดินทางไปสู่โลกพระจันทร์ได้ เขาไม่ขัดขวางหรอก เขาว่างั้น เพราะว่า
ทางน้ีมนั แคบๆ นดิ เดยี ว ทางจากโลกไปสดู่ วงจันทร์ นี่ถ้าหากผิดทางละ่
ถ้าผิดจากเส้นทางน้ี จรวดก็ออกไปอวกาศทันทีเลย น่ีถ้าคนปฏิบัติจริงๆ
ภาวนาจรงิ ๆ ถา้ ผดิ ทางจากไปนพิ พานกอ็ อกไปสอู่ วกาศเหมอื นกนั เรยี กวา่
อรูปฌาน พวกฤาษีไปนอนอยู่ในอรูปฌานเยอะแยะ หรือว่าในกรณีที่

~ 65 ~

โพธิปักขยิ ธรรม ๓๗

บางอาจารยก์ เ็ ผลอไปเหมอื นกนั ทำ� ไปๆ เอา้ หลดุ ไปอรปู ฌานเลย ออกไป
อวกาศ เพราะคิดว่าตรงนั้นเปน็ นพิ พานกนั เยอะทเี ดียว
ฉะนน้ั ตอ้ งมาฟงั คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ พวกฤาษโี ดยมากไปนอนใน
อวกาศหมด ออกไปทางอวกาศหมด คอื อรูปฌาน เอาอรปู มาเปน็ อารมณ์
นน่ั เอง เอาอวกาศเปน็ อารมณ์ อรปู ฌานท่ี ๑ คือ อากาสาฯ (อากาสา-
นัญจายตนฌาน) คอื ว่าตดั เอารูปออก เอาอวกาศทไี่ มม่ ีรูปมาเป็นอารมณ์
เปน็ ฌานท่ี ๑ ฌานท่ี ๒ กเ็ อาตวั รเู้ ปน็ อารมณ์ รวู้ า่ ไมม่ อี ะไรตวั นเี้ ปน็ อารมณ์
เอาตวั รู้นเ้ี พ่งตัวรู้ไปเลย คอื ตัวจิตนีแ่ หละเป็นอารมณ์ ฌานท่ี ๓ ก็เพ่งตวั
ไม่มีอะไร ตัวรู้น้ีต้องตัดตัวรู้ท้ิง ตัวไม่มีอะไร ว่าอย่างนั้น อากิญจัญญาฯ
(อากญิ จญั ญายตนฌาน) คอื วา่ ไมม่ อี ะไร มอี าจารยอ์ งคห์ นงึ่ ถามวา่ เมอื่ ไมม่ ี
อะไรแล้วจะเพง่ ตวั อะไร ก็รวู้ ่าไมม่ อี ะไร กเ็ พง่ ตวั รู้ทีล่ ึกลงไปอกี เทา่ นนั้ เอง
เอาตวั หยาบทิ้งไป ร้วู า่ ไมม่ อี ะไร กเ็ ปน็ อากญิ จญั ญาฯ ฌานท่ี ๔ ก็เพ่งตวั รู้
ทล่ี ะเอยี ดเขา้ ไปอกี รกู้ ไ็ มใ่ ช่ ไมร่ กู้ ไ็ มเ่ ชงิ เปน็ เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน
คือการเพ่งความละเอียดลงไปของจิตน่ันเอง แล้วก็เพ่งอารมณ์เข้าไป

~ 66 ~

พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร

อารมณข์ องอรปู ฌานกค็ อื อเุ บกขานน่ั เอง แตเ่ ปน็ อเุ บกขาทจี่ ติ มนั ละเอยี ด
ลงไปๆ เท่านัน้ กไ็ ปติดอยตู่ รงนี้ นคี่ อื ที่หลุดไปจากเส้นทาง คือหลุดไปสู่
อวกาศ แต่ออกมาแล้วกิเลสก็ยังอยู่อย่างเก่า ละกิเลสไม่ได้เท่าน้ันเอง
พวกฌานพวกสมาธินี้ไปยังไงก็ละกิเลสไม่ได้ นี่คือพวกที่เดินทางแล้ว
ผิดพลาดออกนอกเส้นทางของการเดินทางจากกามภพไปสู่รูปภพ ไปสู่
นพิ พาน
เอ้า ทีน้ีเราพูดถึงการยิงจรวดขององค์การนาซ่าว่าเขาต้องท�ำยังไง
การยิงจรวดน้ีก็ต้องมีการเตรียมการ อันแรกคือต้องมีจรวด มีพาหนะ
จรวดคือพาหนะที่จะพามนุษย์อวกาศไปสู่ดวงจันทร์ อันแรกต้องมีจรวด
อันท่ี ๒ ก็ต้องมเี ชื้อเพลิงขบั ดันจรวด อนั ท่ี ๓ กต็ อ้ งมีคู่มอื การปฏบิ ัตงิ าน
เพอื่ ใหไ้ ดร้ บั ผลสำ� เรจ็ ตอ้ งมแี ผนการทจี่ ะประเมนิ ผลแกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดอยู่
ตลอดเวลา ต่อไปก็ต้องมีการฝึกเจ้าหน้าท่ีหลายแผนกด้วยกัน ต้องให้
เจา้ หนา้ ทท่ี กุ แผนกพรอ้ มทจ่ี ะปฏบิ ตั กิ ารรว่ มกนั ได้ เปน็ ทมี เวริ ค์ เลยทเี ดยี ว
ตอ่ ไปก็เรมิ่ ปลอ่ ยจรวด พอเจา้ หน้าทพ่ี ร้อมแล้วก็ปลอ่ ยจรวด จรวดกอ็ อก

~ 67 ~

โพธิปักขยิ ธรรม ๓๗

ไปโคจรรอบโลกกอ่ น แลว้ กห็ าทางทจี่ ะเขา้ สดู่ วงจนั ทร์ เสน้ ทางนแ้ี คบมาก
ถ้าพลาดเส้นทางน้ี จรวดก็หลุดออกไปในอวกาศทันที ไม่ถึงดวงจันทร์
เอา้ ทนี ้ี พอจรวดเขา้ เสน้ ทางแลว้ กว็ งิ่ ตอ่ ไป จนกระทงั่ พน้ แรงดงึ ดดู ของโลก
แล้วเข้าสู่แรงดึงดูดของดวงจันทร์ ต่อไปจรวดก็ว่ิงเข้าสู่ดวงจันทร์คือ
พ้ืนดวงจันทร์
ตอ่ ไปเรากจ็ ะเปรยี บเทยี บการเดนิ ทางในทางดา้ นธรรมะ สตปิ ฏั ฐาน ๔
กค็ อื จรวดน่ันเอง เป็นยานพาหนะ ต่อไปสัมมปั ปธาน ๔ ก็เป็นเชื้อเพลงิ
หรือแรงขับดัน จรวดน้ีต้องมีหลายข้ันตอน เห็นไหม จรวด Saturn V
(แชทเทอร์น 5) มนั ตอ้ งมี ๓ ขั้นตอน อยา่ งเรานี้เหน็ ไหม สตปิ ฏั ฐานตอ้ งมี
๔ อยา่ ง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม มนั ละเอยี ดลงไปๆ พระอรหันตจ์ ึงจะ
สมบูรณ์แบบทง้ั ๔ ทัง้ กาย เวทนา จิต ธรรม ถา้ คนเราเริม่ ต้นน้ีกเ็ อากาย
กอ่ นเทา่ น้ัน เวทนา จติ ธรรม ไมต่ ้องพูดถึง เรียงเอาอันแรกๆ ก่อนเทา่ น้นั
สมั มปั ปธาน ๔ กค็ อื เชอื้ เพลงิ หรอื แรงขบั ดนั คอื ตวั สมาธนิ นั่ เองทจ่ี ะเปน็ แรง
ขับดันจรวดขน้ึ ไป ต่อไปอทิ ธิบาท ๔ ก็คือค่มู ือในการฝกึ การปฏิบัติงาน

~ 68 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

เพอื่ ให้ไปส่คู วามสำ� เรจ็ มอี ะไรบา้ ง คือ ฉันทะ วิรยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา ฉนั ทะ
คอื วา่ คนทม่ี าทำ� งานน้ี ตอ้ งมคี วามรกั ในงานทจ่ี ะทำ� เราจะมาปฏบิ ตั ธิ รรมะนี้
เราก็ต้องมีความรักท่ีจะปฏิบัติในการเดินทาง เราอยากจะไปนิพพาน
เราก็ต้องมีความมุ่งม่ันอยากจะไป นี่คือฉันทะ วิริยะ คือ ต้องใช้ความ
เพยี รตลอด จิตตะ ก็คือตอ้ งเอาใจใส่ ไมท่ อดธรุ ะ วมิ ังสา ก็คือท�ำไปแลว้
ก็ต้องประเมินผล ดูซิว่ามีอะไรผิดพลาดบ้าง มันก้าวหน้าไหมท่ีจะไปสู่
ความส�ำเร็จ ต่อไปก็อินทรีย์ ๕ ก็คือเจ้าหน้าท่ีทุกแผนกต้องพร้อม
ฝึกเจ้าหน้าท่ีทุกแผนก เอ้า เราเดินทางปริญญาตรีได้แค่นี้เอง คือฝึก
เจ้าหน้าท่ีทุกแผนกให้พร้อมเท่าน้ันเอง หลังจากนั้นก็ Countdown
ออกเดินทาง เวลาออกเดินทางทีนี้ เจ้าหน้าท่ีทั้ง ๕ แผนก ก็ต้องออก
เดนิ ทาง ตอ้ งทำ� งานจริงๆ นะ จากอินทรีย์ ๕ ก็เป็นพละ ๕ เจา้ หน้าที่
ทกุ แผนกตอ้ งออกกำ� ลงั ใชค้ วามสามารถจรงิ ๆ ไมใ่ ชน่ ง่ั เฉยๆ เจา้ หนา้ ที่
ทุกแผนกต้องท�ำงานร่วมมือกันอย่างเต็มท่ีเลยทีนี้ หลังจากน้ันก็
โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ น้ีไม่ใช่อะไร คือจรวดมันว่ิงเข้าไป ออกไป
ข้างนอกแล้ว แต่มันยังไม่เข้าเส้นทาง เม่ือออกนอกเส้นทางก็ต้องรู้ว่า

~ 69 ~

โพธิปกั ขยิ ธรรม ๓๗

มันออกนอกเสน้ ทาง โพชฌงค์ ๗ มันออกไปแลว้ จรวดมันยิงไปแลว้
มันก็อยู่ในอวกาศแล้ว เมื่อออกนอกเส้นทาง เราต้องรู้ว่ามันออกนอก
เสน้ ทาง หลงั จากนน้ั กม็ รรค ๘ คอื จรวดเขา้ เสน้ ทาง เมอื่ เขา้ เสน้ ทางแลว้
ทีนี้ก็ว่ิงไปเรื่อยๆ จนกระท่ังจากโลกนี้ไปสู่ดวงจันทร์ มันก็จะไปถึง
จุดๆ หนึ่ง ซ่ึงเรียกว่าแรงดึงดูดของโลกเป็นศูนย์ แล้วก็เข้าสู่แรงดึงดูด
ของดวงจันทร์ ณ จดุ นี้ การปฏิบัตินี้กม็ ีจดุ นี้ การเดนิ มรรคนก้ี ม็ ชี อ่ื เรยี ก
เหมอื นกนั เขาเรยี กวา่ โคตรภญู าณ เปน็ จดุ ทแี่ รงดงึ ดดู ของโลกยิ ะเปน็ ศนู ย์
เขา้ สูโ่ ลกุตระ จากจุดนไ้ี ปก็เขา้ สู่แรงดงึ ดดู ของดวงจนั ทร์แล้ว ผปู้ ฏบิ ตั ิ
ทเี่ ดนิ ทางเขา้ จดุ นี้ เรยี กวา่ เปน็ โสดาบนั แลว้ เปน็ ผเู้ ขา้ กระแสแหง่ ชยั ชนะ
ฝรงั่ แปลวา่ The stream-winner จากจุดนี้ไปผปู้ ฏิบตั กิ ไ็ ด้ชื่อว่าเปน็
นักศึกษา เป็นเสขะ เข้ากระแสของโลกุตระ จากน้ันก็เป็นสกทาคามี
อนาคามี จนถงึ พระอรหันต์ คือจรวดแตะพน้ื ดวงจนั ทร์ จบการศกึ ษา
เรยี กวา่ อเสขะ ผู้ปฏิบัติทีถ่ งึ จุดน้กี ็เรียกวา่ เป็นวมิ ุตติ แล้วกจ็ ะมีวมิ ตุ ต-ิ
ญาณทัสสนะมาบอกว่า น่ีเราถึงแล้ว พระอรหันต์เม่ือถึงแล้วจะรู้ข้ึนมา
ว่าเราถึงแล้ว จะมีญาณมาบอกเลยทีเดียว ขีณา ชาติ ชาตินี้ส้ินสุดแล้ว

~ 70 ~

พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร

วุสติ งั พรหั มจริยงั พรหมจรรยอ์ ย่จู บแล้ว กตงั กรณยี ัง กิจทไ่ี ดค้ วรท�ำ
ได้ท�ำแล้ว นาปรัง อิตถัตตายาติ ปชานาตีติ กิจที่ควรท�ำย่ิงกว่านี้ไม่มี
อีกแล้ว ท่านเปรียบความรู้สึกของพระอรหันต์ว่าเหมือนกับเสร็จกิจที่
ท�ำทุกอย่าง ไปนั่งรอรถรอเรือที่จะมารับ พอเรือมาก็ไปเลย พ้นจาก
ความทกุ ข์ท้ังปวงเลย ทา่ นว่าท่านเปรยี บอยา่ งนนั้ ปลอ่ ยใหค้ นทอี่ ย่มู ัน
ทกุ ขต์ อ่ ไปอกี ใครไมไ่ ดไ้ ปลงเรอื ทา่ นบอกวา่ เปรยี บเหมอื นคนทท่ี ำ� งาน
รับจ้าง งานเสร็จแล้วค่อยรบั ค่าจา้ งแรงงานเทา่ นน้ั
นีค่ ือการเดินทางโดยใชโ้ พธิปกั ขยิ ธรรม ๓๗ การเดินทางคือใช้สตู รน้ี
เราจะเห็นภาพในจินตนาการ แต่ทว่าการปฏิบัติจริงๆ นี้ล�ำบากทีเดียว
ถา้ ใชส้ ตู รนี้ เพราะวา่ รายละเอยี ดไมม่ ี รายละเอยี ดทา่ นไมไ่ ดก้ ลา่ วไวเ้ ทา่ ไร
การปฏบิ ตั กิ ารเดนิ ทางนม้ี หี ลายสตู ร สตู รทใี่ ชเ้ ปน็ มาตรฐานโดยมากกร็ ถมา้
๗ ผลดั แตไ่ มใ่ ชพ่ ระพทุ ธเจา้ เทศนน์ ะ เปน็ สาวก มหาสาวกเทศน์ พรงุ่ นเี้ รา
จงึ จะพดู กนั ถงึ เรอื่ งนนั้ วนั นจ้ี ะพดู ใหเ้ หน็ วา่ ในทางทฤษฎกี วา้ งๆการเดนิ ทาง
ชดั เจน แต่ทวา่ รายละเอยี ดทจ่ี ะเดนิ ทางลำ� บากมาก การเดินทางของเรา

~ 71 ~

โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗

ปริญญาตรีแค่ฝึกเจ้าหน้าที่พร้อมเท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ทุกแผนกพร้อม
พร้อมที่จะเดินทาง Countdown เท่าน้ันเอง นี่คือปริญญาตรี
เพราะพวกเรายังไม่ได้เดินทาง จึงยังไม่ต้องใช้เร่ืองจิตเร่ืองสมาธิอย่าง
เต็มที่ว่างั้นเถอะ เราใช้อินทรีย์ ๕ เท่าน้ันเต็มที่ แต่ถ้าเดินทางจริงๆ
Countdown แลว้ จงึ ต้องใชพ้ ละ ๕ ซึ่งเรื่องจติ ตอ้ งเอาเต็มทเ่ี ลย เพราะ
ฉะน้นั อันนีต้ ้องถึงอปั ปนาสมาธเิ ลยถงึ จะเดินทางได้ เป็นขัน้ ปรญิ ญาโท

หมายเหตุ: สามารถรับฟังไฟล์เสยี งได้ที่ลงิ้ ค์ของ Youtube: หลวงปู่ทวิ า อาภากโร - ตอนท่ี ๔:
โพธปิ กั ขิยธรรม ๓๗

~ 72 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

บทสรุปโพธิปักขยิ ธรรม ๓๗

คืนวันตรัสรู้ บรรดาธรรมทั้งหมดของพระพุทธเจ้าที่พระองค์สอน
มี ๘๔,๐๐๐ หัวข้อ แตท่ ่ีจัดว่าเปน็ รตั นะ คือธรรมท่มี ีคณุ ค่ามากทส่ี ุดคอื
โพธปิ กั ขยิ ะ ๓๗ ซงึ่ เปน็ หมวดธรรมทพี่ ระองคใ์ ชใ้ นการตรสั รู้ เปน็ พระสมั มา-
สมั พทุ ธเจา้ นน้ั เอง ซง่ึ พระองคม์ จี นิ ตนาการวา่ นพิ พานนน้ั อยบู่ นทส่ี งู ตอ้ งใช้
ยานพาหนะบินข้ึนไป ซ่ึงเปรียบเทียบได้กับองค์กรนาซ่าของอเมริกาท่ีส่ง
มนุษย์อวกาศไปลงดวงจันทร์ ซึ่งต้องใช้หลักวิชาตายตัวเลยทีเดียวจึงจะ
ท�ำได้ส�ำเร็จ ซ่ึงข้ันตอนท่ีพระองค์ใช้ในการตรัสรู้นั้นก็เป็นไปตามนั้นเช่น
เดียวกัน คือ
ขัน้ ตอนที่ ๑ พระองคก์ ำ� หนดสติปัฏฐาน ๔ คือจรวดทีจ่ ะใชบ้ ินไป
ซึง่ เปน็ จรวดหลายๆ ขัน้ ตอนเชน่ เดยี วกนั
ข้ันตอนท่ี ๒ สัมมปั ปธาน ๔ คือเชอ้ื เพลิงขบั ดนั จรวดพร้อม
ข้ันตอนท่ี ๓ อิทธิบาท ๔ คือคู่มือการฝึกซ้อมเจ้าหน้าที่ทุกแผนก
ใหพ้ ร้อม

~ 73 ~

โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗

ขั้นตอนที่ ๔ ฝึกเจา้ หน้าท่ใี หพ้ รอ้ มทกุ แผนก คืออินทรีย์ ๕ จรวด
พรอ้ มทีจ่ ะ Countdown
ขั้นตอนที่ ๕ Countdown จรวดพุ่งออกจากฐาน คือ พละ ๕
เจ้าหนา้ ท่ีทงั้ ๕ แผนกต้องทำ� งานร่วมกนั เปน็ ทมี เวริ ค์ จากนน้ั จรวดกอ็ อก
ไปโคจรรอบโลก หาทางทจี่ ะไปดวงจนั ทร์
ในปฐมยาม พระองคถ์ อยจติ ไปสอู่ ดตี กเ็ หน็ วา่ มแี ตก่ ารเกดิ และการ
ตายเท่านั้น ไม่ใช่ทางพน้ ทุกข์
ในมชั ฌมิ ยาม พระองค์จงึ พุง่ จติ ไปสอู่ นาคต ก็เหน็ ว่ามีแต่การเกดิ
และการตายเท่านน้ั ไมใ่ ชท่ างพน้ ทุกข์เช่นเดยี วกนั
ในปัจฉิมยาม พระองค์จึงพิจารณาในปัจจุบัน ในเร่ืองของทุกข์
คืออะไร ดูต้นเหตุของทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติท่ีจะให้ถึงความดับ
ทกุ ข์ คืออรยิ สัจ ๔ นนั้ เอง

~ 74 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

ข้ันตอนที่ ๖ โพชฌงค์ ๗ คอื การเร่งจรวดขน้ั สดุ ท้าย เพื่อใหพ้ ้นจาก
แรงดึงดูดของโลก เขา้ หาแรงดงึ ดดู ของดวงจนั ทร์ คือการเร่งจิตให้มกี �ำลงั
พุ่งจากโลกียะสู่โลกุตระ เม่ือเข้าสู่จุดที่แรงดึงดูดของโลกและดวงจันทร์
เปน็ ศนู ย์ ณ จดุ นเี้ รยี กวา่ โคตรภญู าณ ถา้ เลยจดุ นจ้ี ะเขา้ สกู่ ระแสดงึ ดดู ของ
ดวงจนั ทร์ คอื กระแสดงึ ดดู ของโลกตุ ระ เราเรยี กผปู้ ฏบิ ตั วิ า่ โสดาบนั แปลวา่
ผเู้ ขา้ ถงึ กระแสโลกตุ ระ เป็นพระอริยบุคคลในพทุ ธศาสนา
ขั้นตอนท่ี ๗ มรรค ๘ หรืออริยสัจ ๔ คือเส้นทางเดินที่ถูกต้อง
ต้ังแต่ต้นจนจบ คือจรวดลงจอดพื้นดวงจันทร์ เป็นพระอรหันต์พ้นทุกข์
โดยตนเองเข้าสสู่ ภาพนพิ พาน

~ 75 ~

วิสทุ ธิ ๗

วิสุทธิ ๗

ในการเดินมรรคนี้ก็มีหลายสูตร แต่ละสูตรก็มีความชัดเจนคนละแง่
คนละมมุ อันแรกก็คือโพธิปักขิยะ ๓๗ โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗ นีเ้ ปน็ การเดนิ
เขา้ มรรคอยา่ งกวา้ งๆ เรามองเหน็ ภาพกวา้ งๆ อยา่ งชดั เจน แตว่ า่ การปฏบิ ตั ิ
ก็ยากเพราะว่าต้องมีบารมีมากทีเดียว พระพุทธเจ้าพระองค์ใช้สูตรนี้ใน
การตรัสรู้ พระองค์มีบารมีมากก็เดินทางได้อย่างสะดวกสบายว่างั้นเถอะ
แต่คนธรรมดาทั่วไปเราก็มองดูเท่าน้ันว่าใช้ธรรมะหมวดไหนบ้างท่ีเราจะ
ต้องใชใ้ นการปฏิบัติ การเดินทางจรงิ ๆ ล�ำบาก เพราะวา่ ตอ้ งมีบารมีมาก
แล้วก็พระองค์เวลาสอนท่ัวๆ ไปน้ี พระองค์ก็ไม่ใช้อันนี้สอน พระองค์ใช้
อริยสจั ๔ สอน อรยิ สจั ๔ ก็เป็นการเดนิ ทางเขา้ มรรคเหมอื นกนั พระองค์
ใช้อันนเ้ี ป็นหลกั เลย ซ่ึงก็เปน็ หลกั วชิ าที่ตายตัวเลยอนั น้ี

~ 76 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

สตู รแบบอรยิ สจั ๔ นี้ คล้ายๆ กบั วา่ เปน็ หลกั วชิ ามากหนอ่ ย ทำ� อะไร
ขึงขังหนอ่ ยวา่ งั้น แตก่ ็มีอกี สูตรหนงึ่ เป็นเร่อื งของมหาสาวกทเี่ ทศน์ใหฟ้ งั
เป็นเร่ืองของการเดินทางอย่างง่ายๆ คล้ายๆ แบบชาวบ้านว่าง้ันเถอะ
เทศน์แบบชาวบ้าน ฟังแลว้ ก็งา่ ยกวา่ อริยสจั ๔
ในคนื นก้ี จ็ ะพดู ถงึ การเดนิ มรรคในระบบของวสิ ทุ ธิ ๗ ในสตู รชอ่ื วา่
สูตรรถวินีตสูตร เรื่องรถ ในสูตรนี้เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระ
สารบี ุตร ผู้เป็นเลศิ ในทางปัญญา กบั พระปณุ ณมันตานีบตุ ร ผู้เปน็ เลศิ
ในทางเป็นนักเทศน์ ๒ องค์ทา่ นสนทนาธรรมกัน
พระสารีบุตรถามวา่ “ทางไปนิพพานไปได้อย่างไร”
พระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า “ก็เป็นการเดินทางไกล คล้ายๆ ว่า
อย่างนัน้ จากเมืองสาวัตถีไปเมืองสาเกตเน่ีย ต้องใชร้ ถมา้ ถึง ๗ ผลัด ขน้ึ
ผลดั ที่ ๑ แล้วก็ถึงผลัดท่ี ๒ กท็ ง้ิ รถผลัดท่ี ๑ ขึน้ รถผลดั ที่ ๒ ต่อไปเร่ือย
จนกระทง่ั ถงึ ผลดั ท่ี ๗ สดุ ทางของผลดั ท่ี ๗ กเ็ ปน็ อนั วา่ ถงึ นพิ พานวา่ งนั้ เถอะ”

~ 77 ~

วิสทุ ธิ ๗

การเดินทางจากเมืองสาเกตก็ต้องใช้รถ ๗ ผลัด ซึ่งท่านบอกว่า
การไปนิพพานกเ็ ช่นเดียวกนั กต็ ้องปฏบิ ัตไิ ปจนถงึ ๗ ข้นั ตอน จบขั้นตอน
ที่ ๗ จงึ ถงึ นพิ พาน เป็นพระอรหันต์
สูตรนเ้ี ปน็ การกล่าวถงึ การปฏบิ ตั ิเป็นขน้ั ตอนอย่างละเอยี ดตง้ั แตต่ ้น
สำ� หรบั ผูม้ ีบารมนี ้อยนะ ค่อยๆ ท�ำไปเร่อื ยๆ เปน็ ขั้นตอน ถา้ เปน็ การเรียน
หนงั สือกต็ ั้งแตอ่ นบุ าลเรื่อยไป ชัน้ ประถม มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท
ปรญิ ญาเอก ไปเร่ือย ถึงนพิ พานกเ็ ปน็ พระอรหนั ต์ เช่นเดยี วกัน
ในสตู รน้ีปกติกใ็ ช้กนั ทัว่ ๆ ไปสำ� หรับผู้ปฏบิ ตั ิวปิ สั สนา เพราะฟังงา่ ย
เข้าใจง่าย เช่นในหนังสือวิสุทธิมรรค ซ่ึงเป็นคู่มือปฏิบัติที่มีชื่อเสียงมาก
ทสี่ ดุ กใ็ ชห้ ลกั ปฏบิ ตั จิ ากพระสตู รนเ้ี ขยี นบรรยายไป แตม่ าเขยี นแบบปรยิ ตั ิ
ฉะนน้ั จึงสรุปมาเปน็ ข้อปฏบิ ัติจริงๆ ไดย้ ากมากทเี ดียว เช่น ศลี อยา่ งเดยี ว
กเ็ ขยี นหนงั สอื เลม่ ใหญเ่ ลย จะสรปุ เอาไปปฏบิ ัติไดย้ ากมาก

~ 78 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

หลักการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าก็คือให้รู้ชัดแล้วน�ำไปปฏิบัติได้
ใหร้ ้ชู ัดคอื ใหร้ ใู้ นดา้ นทฤษฎี แลว้ กย็ อ่ ลงมาจนนำ� ไปปฏิบัตไิ ด้ อาตมากจ็ ะ
พูดให้เข้าใจง่าย แล้วก็พูดย่อๆ เพื่อเอาไปปฏบิ ตั ิได้จริงๆ
ทนี เ้ี รากจ็ ะพดู ถงึ เรอื่ งพระสตู ร พระสตู รนเี้ ขากลา่ วถงึ เรอื่ งการเดนิ ทาง
จากจุดเริ่มต้นจนถึงพระอรหันต์ท่ีชัดเจนและเข้าใจง่าย ก็คือรถวินีตสูตร
ท่านกลา่ วถงึ การปฏิบัติเปน็ ขนั้ ตอน มี ๗ ข้ันตอน คือ
ขนั้ ตอนที่ ๑ เรยี กวา่ สลี วสิ ทุ ธิ กค็ อื ศลี ยอ่ ลงไปอกี กเ็ ปน็ สติ ศลี กค็ อื
สติและหิรโิ อตตัปปะ สติก็คือการควบคุมจติ มกี าย เวทนา จิต ธรรม กค็ ือ
สติปัฏฐานนั่นแหละ แล้วท�ำไมย่อมาเป็นสติได้ เพราะว่าศีลคือการ
ควบคุมจิต แล้วสติก็คือการควบคุมจิตไม่ให้ท�ำความช่ัว หิริโอตตัปปะ
ก็คือมีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ไม่ท�ำความช่ัวทางกาย ทางวาจา
เวลานเ้ี รามานงั่ นงิ่ ๆ กายกบั วาจาเราไมไ่ ดท้ ำ� อะไร กเ็ หลอื แตส่ ตอิ ยา่ งเดยี ว
เพราะฉะนน้ั อาตมายอ่ จากศลี มาเปน็ สติ สตกิ ม็ กี าย เวทนา จติ ธรรม เราก็
ตอ้ งเอากายซะกอ่ น เรม่ิ ตน้ กเ็ อากายเปน็ หลกั กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน

~ 79 ~

วสิ ทุ ธิ ๗

เอ้า ทนี ี้ขัน้ ตอนที่ ๒ ขน้ึ รถผลดั ที่ ๒ เรยี กวา่ จติ ตวสิ ทุ ธิ จติ ตวิสุทธิ
กค็ อื สมาธนิ นั่ เอง สมาธเิ รากต็ อ้ งมสี มาธทิ ใี่ ชใ้ นการปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ กม็ ี ๒ อยา่ ง
ตอ้ งมกี รรมฐาน มลู กรรมฐานในครง้ั พทุ ธกาลกม็ ี ๒ อยา่ ง คอื กายคตาสติ
พวกผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั พวกนเี้ ปน็ อาการ ๓๒ อกี อนั กค็ อื อานาปานสติ
ลมหายใจ อาตมาก็เลือกเอาลมหายใจเป็นกรรมฐานหลัก อันนี้ก็เป็น
จติ ตวิสุทธิ ผลัดท่ี ๒
เอา้ ข้นั ตอนที่ ๓ รถผลดั ที่ ๓ เรียกว่า ทิฏฐวิ สิ ุทธิ ทฏิ ฐิวสิ ุทธกิ ็คอื
ปัญญาน่ีเอง ปัญญาก็ต้องมีกรรมฐานหลักเหมือนกัน กรรมฐานหลักก็
เรมิ่ ต้นจากธาตุ ๔ อายตนะ ๑๒ รูปนาม แลว้ กข็ นั ธ์ ๕ แล้วกธ็ รรมน้ี
กเ็ ป็นปฏจิ จสมปุ บาท อนั นัน้ ปัญญา นเี่ รม่ิ ตน้ เราก็ต้องเอาธาตุ ๔ ซะก่อน
ธาตุ ๔ นี้เราไม่ต้องพูดถึงเรื่องจิต พูดถึงเรื่องกายก็พอ กายกับลมก็พอ
เทา่ นน้ั ปญั ญานี้เราก็ใช้กรรมฐานของธาตุ ๔ เปน็ กรรมฐานหลัก
ทีนีข้ ้นั ตอนท่ี ๔ เรยี กว่า กังขาวติ รณวิสุทธิ อันนีส้ ำ� คัญทเี ดยี ว ไมม่ ี
ใครอธบิ ายได้เลยทเี ดยี ว ไมม่ หี นังสือเล่มไหนอธบิ ายได้ อาจารยอ์ งค์ไหน

~ 80 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

ก็อธิบายไม่ชัดเจน ไปแปลว่าขั้นตอนนี้เรียกว่า เห็นรูปเห็นนามบ้าง
หมดความสงสัยบ้างอะไรบ้าง สะเปะสะปะไปหมด ก็มีมุตโตทัยเท่าน้ัน
ทพ่ี ดู เขา้ ใจไดห้ นอ่ ยวา่ งนั้ เถอะ แตก่ ไ็ มช่ ดั เจน ตอนทบี่ อกวา่ จติ มนั รวมพรบ่ึ
ลงไป เรยี กวา่ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ เรยี กวา่ ยถาภตู งั ญาณทสั สนงั เหน็ จรงิ
ตามสภาพความเปน็ จรงิ อนั นใ้ี กลเ้ คยี งทสี่ ดุ แลว้ ทา่ นกอ็ ธบิ ายวา่ อารมณ์
ของยถาภตู งั ญาณทัสสนงั เป็นยงั ไง พอไดถ้ งึ ขั้นนแ้ี ล้วอันน้ชี ดั เจนหนอ่ ย
คือวา่ ทา่ นอธบิ ายถงึ ผลชัดเจน แตเ่ หตุนีก้ ็ไม่ชดั เจน
กงั ขาวิตรณวสิ ทุ ธินี้ อาตมามาค้นดูตงั้ หลายสิบปีทีเดียวถงึ จะรู้ว่า
กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธคิ อื การเดนิ มรรคนนั่ เอง คอื การเขา้ มรรคนนั่ เอง มรรค
สมงั คคี รง้ั แรกนน่ั แหละเรยี กวา่ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิคอื เอาสติสมาธิปญั ญา
๓ ข้นั รถ ๓ ผลดั เอามารวมกันเข้า เปน็ มรรคสมงั คี แลว้ กม็ รรคสมงั คี
ครงั้ แรก เรยี กวา่ กงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ผา่ นกงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธนิ นั่ เอง มบี อก
ไว้เลย แต่ทว่ามีบรรทัดเดียวในพระไตรปิฎก แล้วก็ไม่ได้พูดตรงๆ ด้วย
พูดว่า กังขาวิตรณวิสุทธินี้มีค�ำจ�ำกัดความหลายอย่าง สัมมทัสสนญาณ

~ 81 ~

วสิ ุทธิ ๗

อะไรก็ได้ หลายอย่าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่รู้ว่าตัวไหนแน่ แต่เรารู้ว่า
กังขาวติ รณวสิ ทุ ธิเปน็ ตัวท่ีมรรคสมงั คีคร้งั แรกน้ีก็หมดเรอื่ งไป จบเลยทนี ้ี
นส่ี �ำคัญตรงนีน้ ะ
เพราะฉะนั้นถ้าใครได้ตัวนี้ก็เรียกว่าจบปริญญาตรี ญาตปริญญา
เรียกว่าเป็นลูกวัวท่ีเกิดในวันน้ัน ท่านอธิบายเลย ท่านอธิบายในสูตรนี้ที่
เรยี กว่าจูฬโคปาลสูตร* ท่านกล่าวถึงการเดินขา้ มแมน่ ้�ำของฝงู ววั กงั ขา-
วิตรณวิสุทธิผ่านจุดน้ีไปก็เป็นลูกวัวเกิดใหม่ ยังไม่เคยว่ายน�้ำ ยังไม่เคย
เดินเลย ลูกวัวเกิดใหม่นี้เดินได้ว่ายน�้ำได้ แต่ยังไม่เคยเดินไปไหนมาไหน
ต้องไปตามเสียงแม่ซะก่อน แม่ร้องมอๆ ลูกก็ตามไป ดังน้ันการเดินทาง
ข้ามแม่นำ�้ ก็ต้องตามเสียงแม่ไปกอ่ น แม่รอ้ ง ลูกก็ตามไปเลย นั่นเรยี กว่า
การผ่านกังขาวิตรณวิสุทธิ คือว่าเกิดแล้วในโลกุตรภูมิ แต่ยังไม่เคย
เดนิ ทางเลย อนั นชี้ ดั เจนมากเลยทเี ดยี ว คอื วา่ ถา้ เราไดจ้ ดุ นแ้ี ลว้ กห็ มายถงึ

* รายละเอยี ดคำ� อธิบายเรื่องจูฬโคปาลสตู รจะอยหู่ นา้ ๘๖

~ 82 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

ว่าเกิดแล้วในโลกุตรภูมิ ไม่ตกนรกแล้วทนี ้ี ปดิ อบายไดแ้ ลว้ จิตจะพฒั นา
ต่อไปจนถงึ มรรคผลนิพพาน น่จี บข้นั ตอนที่ ๔
ขั้นตอนท่ี ๕ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เห็นว่าอันน้ีเป็นการ
เดนิ ทางจรงิ ๆ แลว้ ออกเดนิ ทางจรงิ ๆ ถา้ เดนิ ผดิ ทางกเ็ ปน็ วปิ สั สนู เพราะวา่
จิตมีก�ำลังแล้ว พอจิตมีก�ำลังถ้าออกผิดทางก็เป็นวิปัสสนู อันน้ีต้องกลับ
เข้ามาเขา้ เส้นทาง เขา้ ไปเป็นวปิ ัสสนา ถ้ารวู้ ่าอนั ไหนใช่เส้นทาง อนั ไหน
ไม่ใช่เส้นทาง ตัดสินได้ ก็เรียกว่าผ่านข้ันตอนท่ี ๕ มัคคามัคคญาณ-
ทสั สนวิสุทธิ ถา้ ไม่หลงทางก็ผา่ นเสน้ ทางที่ ๕
หลงั จากนน้ั เรากเ็ ดนิ เขา้ เสน้ ทางตลอดจนกระทงั่ ถงึ จดุ ๆ หนงึ่ จดุ หนง่ึ
ทว่ี า่ กำ� ลังของโลกิยะมันหมดไป คล้ายๆ ข้ึนจรวดยงิ กันไป ถงึ จดุ หนง่ึ ท่ีวา่
แรงดึงดูดของโลกมนุษย์มันเป็นศูนย์ จุดนั้นน่ะ แล้วก็แรงดึงดูดของ
ดวงจันทร์เริม่ ดดู เขา้ ไป เร่มิ ดดู จรวดเข้าไปเองโดยอัตโนมัติ อนั น้ีเรยี กว่า
ถงึ จุดๆ น้แี ลว้ ท่านจดั ว่าเปน็ โสดาบนั โสดาปัตตมิ รรคเลย จบปริญญาโท
เรยี กว่าตีรณปริญญา ตอนน้ถี ึงโสดาบัน

~ 83 ~

วิสุทธิ ๗

ตอ่ ไปทนี โี้ ลกตุ ระมนั กโ็ ดดไปเรอ่ื ยๆ จากโสดาบนั สกทาคามี อนาคามี
จนกระท่ังถึงพระอรหันต์ เรียกว่าญาณทัสสนวิสุทธิ ขั้นตอนนี้ก็จบ
ปริญญาเอก เรยี กว่าปหานปริญญา จบการศกึ ษา ถ้าเปน็ จรวดกเ็ รียกว่า
ลงถึงพื้นดวงจันทร์พอดี ถ้าเป็นการเดินทางในรถวินีตสูตร ก็เป็นการว่า
เดนิ ทางจบรถผลัดที่ ๗ จบการเดินทาง นีเ้ ปน็ การอธิบายการเดนิ ทางของ
วิสุทธิ ๗
สว่ นอาตมาก็สอนเพยี งเดินทางขน้ั ตอนที่ ๑ ท่ี ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เทา่ น้นั
จบแค่นี้เอง ต้ังแต่ขั้นตอนที่ ๕ น้ี อาตมายังไม่สอน เพราะมันสับสน
เพราะเรื่องของจิตน้ีมากมายหลายขั้นตอนทีเดียว สมาธิก็ต้องเป็นถึง
อัปปนาฯ แล้วทีนี้ ปัญญาก็ต้องหลายขนั้ ตอนทีน้ี เพราะฉะนัน้ กเ็ ลยหยดุ
ซะกอ่ น เราไมต่ กนรกกพ็ อแลว้ ถา้ ใครไดจ้ ดุ นกี้ ถ็ อื วา่ โชคดแี ลว้ เกดิ มาเปน็
มนุษย์ไม่เสียชาติเกิดแล้ว แล้วเราก็ไปหาเอาเองข้างหน้า มันดูดไปเอง
ธาตมุ นั ดดู ธาตเุ องเทา่ นน้ั ไมต่ อ้ งกลวั แลว้ ทนี ี้ ไมต่ อ้ งตกนรก แลว้ กไ็ มก่ ชี่ าติ
ก็ไปนิพพานแล้ว อันน้ีอาตมาหาทางเดินท่ีว่าท�ำยังไงถึงจะไม่ตกนรก
หาตรงน้ีมานาน ถา้ หากวา่ เราเดนิ ทางแบบสมถยานกิ น้ี ถา้ เรายงั ไม่ไดถ้ งึ

~ 84 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

อัปปนานี้ ก็เรียกว่ายังเดินทางใช้ปัญญาไม่ได้ ยังไม่ได้เพราะว่าต้อง
เดนิ ทางจากสมาธถิ งึ อปั ปนาซะกอ่ น เขาถงึ จะเดนิ ปญั ญา และการเดนิ ทาง
ถึงอัปปนาน้ียากมากทีเดียว หลวงปู่ทุกองค์บอกว่ายากมาก บางทีเรา
ท�ำไม่ทันแล้วตายก่อน ก็เป็นอันว่าหมดสิทธิ์ท่ีจะเดินออกจากวัฏฏะ
ก็ยังอยู่ในวัฏฏะน้ันล่ะทีนี้ แล้วถ้าไม่พบพระพุทธศาสนาก็จะเวียนว่าย
ตายเกิดอยู่ไม่รู้จักจบสิ้นแล้วทีนี้ แต่ถ้าเราเดินทางออกจากวัฏฏะได้
ก็ถือวา่ เป็นการดี ถึงแม้เราออกยังไม่ได้ก็เรยี กวา่ จบปริญญาตรี ก็มีสทิ ธิท์ ่ี
จะออกไดแ้ ลว้ ไมเ่ ปน็ ไรแลว้ เรยี กวา่ แนน่ อนเลย ไดป้ รญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท
ปริญญาเอก ก็ต้องได้เอง มันผลักดันไปเอง เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลย
พยายามหาจุดนี้ให้ได้ ที่ว่ากังขาวิตรณวิสุทธิน้ีท�ำยังไงถึงจะผ่านได้ตัวนี้
อันนี้บางต�ำราท่านเรยี กว่าเปน็ จฬู โสดาบนั คล้ายๆ วา่ ที่โสดาบัน คอื การ
ทผี่ า่ นกงั ขาวิตรณวิสุทธิ ได้มรรคสมงั คคี รงั้ แรก

หมายเหตุ: สามารถรับฟงั ไฟล์เสียงไดท้ ล่ี ้งิ ค์ของ Youtube: หลวงปู่ทวิ า อาภากโร - ตอนที่ ๕:
วสิ ุทธิ ๗

~ 85 ~

วสิ ุทธิ ๗

จฬู โคปาลสตู ร*

แรกเรม่ิ ไดศ้ กึ ษากบั หลวงปหู่ ลยุ เกยี่ วกบั วปิ สั สนายานกิ และพยายาม
ค้นหาพระสูตรที่รองรับค�ำสอนในเร่ืองวิปัสสนายานิก ขั้นปริญญาตรี
หรือยถาภูตัง ในการค้นหาพระสูตรใช้เวลาหาถึง ๒๐ ปี ต่อมาจึงได้มา
เจอจูฬโคปาลสูตร ซ่ึงพระสูตรน้ีได้อธิบายเกี่ยวกับมรรคสมังคีครั้งแรกได้
อย่างชัดเจนที่สุด โดยต�ำราส่วนใหญ่จะบอกแต่ผลโดยไม่ได้บอกต้นเหตุ
ที่จะได้ยถาภูตัง พระสูตรนี้พระสูตรเดียวที่อธิบายขั้นตอนการปฏิบัติ
แบบวปิ ัสสนายานิก จนถงึ ยถาภตู งั หรอื มรรคสมงั คคี รง้ั แรกท่ีชัดเจนที่สุด
จูฬโคปาลสตู ร แปลโดยมีใจความวา่
เร่ืองเคยมีมาแล้ว นายโคบาลผู้ฉลาดจะให้ฝูงโคข้ามแม่น้�ำคงคา
จะตอ้ งฉลาดในฝง่ั นแ้ี ละฝง่ั โนน้ ตอ้ งฉลาดในเรอื่ งกระแสนำ�้ ซง่ึ เปน็ ชว่ งทา้ ย
ฤดูฝน มีน้�ำเช่ียวและมีเกาะแก่งท่ีเป็นอันตรายอยู่กลางน้�ำ และที่ไม่มี
เกาะแกง่ ทเ่ี ปน็ อนั ตราย และพระองคป์ ลอ่ ยววั เปน็ ชดุ ๆ ตามกำ� ลงั ของววั ท่ี

~ 86 ~

พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร

มากทสี่ ดุ ไปก่อน และปลอ่ ยตามล�ำดับก�ำลงั ของวัว ทง้ั นเ้ี พ่ือไม่ให้เกดิ การ
สับสนในระหวา่ งเดินทางอย่กู ลางน�้ำ พระองค์เปน็ ผู้ฉลาดทั้งในโลกนีแ้ ละ
โลกหนา้ พระองคฉ์ ลาดในโลกียะ อนั เปน็ เกาะแก่งแหง่ มาร และโลกุตระ
ซงึ่ ไมม่ เี กาะแกง่ แหง่ มาร แลว้ พระองคก์ ป็ ลอ่ ยววั เปน็ ชดุ ๆ ใหว้ า่ ยขา้ มนำ้� ไป
อันดับแรก ให้พ่อววั ทีเ่ ปน็ พ่อฝงู น�ำฝงู ไปก่อน หมายถงึ พระอรหนั ต์
อนั ดบั ท่ี ๒ ใหว้ วั ทมี่ กี ำ� ลงั และววั ทฝ่ี กึ ไวข้ า้ มไป หมายถงึ พระอนาคามี
อันดบั ท่ี ๓ ให้ววั หนุ่มวัวสาวขา้ มไป หมายถงึ พระสกทาคามี
อนั ดับที่ ๔ ใหว้ วั ลกู ววั ที่มีก�ำลงั นอ้ ยขา้ มไป หมายถงึ พระโสดาบัน
อันดับท่ี ๕ อันน้ีส�ำคัญมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เร่ืองเคยมีมาแล้ว
ลูกโคเล็กท่ีเกิดในวันนั้น ลอยไปตามเสียงโคตัวเมียที่เป็นแม่ แม้ลูกโคนั้น
กว็ ่ายตดั กระแสแม่น้�ำคงคาขวางไปได้ถงึ ฝง่ั โดยสวสั ดี

~ 87 ~

วสิ ุทธิ ๗

ดกู รภกิ ษทุ งั้ หลาย พวกภกิ ษทุ เ่ี ปน็ มรรคสมงั คชี นั้ ตน้ ทเ่ี ปน็ ธมั มานสุ ารี
และทเี่ ปน็ สทั ธานสุ ารี แมพ้ วกภกิ ษนุ น้ั กช็ อ่ื วา่ ตดั กระแสมารขวางไป จกั ถงึ
ฝ่งั โดยสวสั ดีฉนั นั้นเหมอื นกัน
จากนั้นพระผ้มู ีพระภาคไดต้ รสั คาถาตอ่ ไปอีกว่า โลกนแี้ ละโลกหนา้
เราผู้รู้อยู่ ประกาศดีแล้ว เป็นผู้ตรัสรู้เองทราบชัดซ่ึงสัพพโลก ทั้งท่ีเป็น
โลกอนั มารถึงได้ ท้ังท่ีเปน็ โลกอันมจั จมุ ารถงึ ไม่ได้ ด้วยความรู้ยิง่ จึงได้เปิด
ประตอู รยิ มรรคอนั เปน็ ประตแู หง่ อมตะเพอื่ ใหถ้ งึ นพิ พานอนั เปน็ แดนเกษม
กระแสแหง่ มารอนั ลามก เราตดั แลว้ กำ� จดั แลว้ ทำ� ใหป้ ราศจากความเหมิ แลว้
ดูกรภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ปรารถนาถึง
ธรรมอนั เปน็ แดนเกษมเถิดดงั นี้
อรรถาธบิ าย
มรรคสมังคีคร้ังแรกฝ่ายวิปัสสนายานิก เรียกว่า ธัมมานุสารี
มรรคสมงั คคี รัง้ แรกฝา่ ยสมถยานิก เรยี กวา่ สัทธานุสารี

~ 88 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

ขา้ มกงั ขาวติ รณวสิ ทุ ธใิ นวสิ ทุ ธิ ๗ หรอื เรยี กวา่ ขา้ มธมั มฏั ฐติ ญิ าณ
หรอื ยถาภูตญาณ หรือสมั มาทัสสนะ ผู้ประกอบดว้ ยญาณข้ันนี้เรยี กวา่
จูฬโสดาบนั หรือวา่ ทโ่ี สดาบนั คือเปน็ ผ้มู คี ติไปทางก้าวหน้าที่แนน่ อน
ในพุทธศาสนา คือ ญาตปริญญา หรือปริญญาตรีในพระพุทธศาสนา
ปดิ อบายไดไ้ ม่ตกนรกแล้ว
ตามต�ำราบอกว่า ถ้าเป็นธัมมานุสารีหรือสัทธานุสารีแล้ว ก่อนตาย
ต้องได้โสดาบันอย่างแน่นอน เพราะจิตจะเดินเข้าสู่มรรคสมังคีคร้ังที่ ๒
ก่อนถึงการมรณะคือจุติจิต เพราะจิตได้ปริญญาตรี จิตจะคุ้นเคยกับการ
ปฏิบตั ิมรรคเป็นประจ�ำ เมอื่ ใกล้ตาย จติ จะเขา้ ส่มู รรคสมงั คีเปน็ ครั้งที่ ๒
โดยอัตโนมัติ จบปริญญาโท เรียกว่า ตีรณปริญญา เกิดอย่างมากอีก
๗ ชาติ ต้องได้ปริญญาเอก ปหานปรญิ ญา เปน็ พระอรหันต์พ้นจากทุกข์
โดยสนิ้ เชิง

~ 89 ~

คาถาธรรมบท: มที างนีเ้ ท่านนั้ ท่ีจะน�ำไปส่คู วามบรสิ ุทธ์แิ ห่งทศั นะ (สวากขาโต)

คาถาธรรมบท: มีทางนเี้ ทา่ นั้น
ท่ีจะน�ำไปสคู่ วามบรสิ ุทธิ์แห่งทัศนะ (สวากขาโต)

เอา้ ฟงั ธรรมะ คาถาธรรมบท มที างนเี้ ทา่ นนั้ ไมม่ ที างอน่ื ทจี่ ะนำ� ไปสู่
ความบรสิ ทุ ธแิ์ หง่ ทสั สนะ พวกเธอจงเดนิ ตามทางนเี้ ถดิ ทางสายนพ้ี ญามาร
มกั เดนิ หลงเสมอ เมอ่ื เดนิ ตามทางสายนี้ พวกเธอจกั หมดทกุ ข์ ทางสายนเ้ี รา
ได้ช้ีบอกไว้หลังจากท่ีเราได้รู้จักวิธีถอนลูกศรคือกิเลส เส้นทางนี้พระองค์
ชี้ให้ดูของจริงอย่างง่ายๆ แล้วเราก็ดูตามลงไป จิตจะเดินเข้ามรรคโดย
ธรรมชาติ อย่าไปคิดอดีต อย่าไปคิดอนาคต อย่าไปจินตนาการใดๆ ทงั้ สิน้
นง่ั ตามสบาย ดตู ามทางทพ่ี ระองคช์ ี้ จติ จะเดนิ เขา้ เปน็ ภายในตามธรรมชาติ
ของมนั
วนั นจ้ี ะพดู ถงึ การเขา้ มรรคแบบสวากขาโต คอื วา่ พระพทุ ธเจา้ พระองค์
ทรงกลา่ วสรรเสรญิ คณุ ของพระธรรม ซงึ่ ไมใ่ ชอ่ ะไรอน่ื คณุ ของพระธรรมนี้

~ 90 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

คือพระองค์สรรเสริญการเดินเข้ามรรคน่ันเอง นี่เราก็เดินตามท่ีพระองค์
ช้ีให้ดู จติ จะเดนิ เขา้ ไปตามธรรมชาตขิ องมนั คอื การเดนิ อย่างอรยิ สจั ๔ น้ี
เราก็เดินเข้าไปตามทางท่ีพระองค์ชี้เหมือนกัน แต่ทว่าจะมีการเอาจริง
เอาจังอะไรต่างๆ มีอดตี อนาคต หรือวา่ ยงั มจี ินตนาการ อันนค้ี อื ว่าการ
ปฏบิ ตั จิ รงิ ๆ ไมต่ อ้ งทำ� อะไรทง้ั หมด หา้ มคดิ ถงึ อดตี หา้ มคดิ ถงึ อนาคต ทำ� ใจ
ใหส้ บายๆ นน่ั นะ่ ธรรมะถงึ จะเกดิ แตถ่ า้ ไปคดิ ถงึ อดตี อนาคต จะใหม้ นั เปน็
อย่างน้นั จะให้มันเป็นอย่างนี้ มนั กลบั ไม่เป็น นี่ส�ำคญั ตรงนก้ี ารปฏบิ ัติ
ดงั นนั้ สวากขาโตนี้ ทา่ นใหด้ สู บายๆ ไป แตต่ อ้ งมกี ำ� ลงั จติ มกี ำ� ลงั พอ
ท่ีเราปฏิบัติมานี้ เราก็ดูไปเร่ือย สบายๆ แล้วจิตจะเดินเข้าไปเองตาม
ธรรมชาติของมัน แต่ก่อนท่ีจะเดินทางอันน้ี เราก็ต้องท�ำอะไรให้เป็นสติ
อะไรเปน็ สมาธิ อะไรเปน็ ปญั ญาซะกอ่ น ตอ้ งมบี ารมเี กา่ ซะกอ่ น อนั นสี้ ำ� คญั
ทเี ดยี ว เราถึงจะเดนิ เขา้ มรรคตามทพี่ ระองคช์ ใ้ี ห้ดูได้

หมายเหต:ุ สามารถรับฟังไฟลเ์ สยี งได้ทลี่ ง้ิ ค์ของ Youtube: หลวงปูท่ วิ า อาภากโร - ตอนที่ ๖:
คาถาธรรมบท: มีทางนเี้ ท่าน้นั ท่ีจะน�ำไปสู่ความบรสิ ุทธแ์ิ ห่งทัศนะ (สวากขาโต)

~ 91 ~

การปฏบิ ตั ิเขา้ มรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ

การปฏบิ ัติเข้ามรรคแบบสวากขาโต
ละธรรมอุทธจั จะ

เอ้า ฟังธรรมะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ปลงพระชนมายุ
สงั ขารแล้ว อีก ๓ เดือนพระองค์จะนิพพาน หลงั จากน้นั พระองค์จะเทศน์
สอนเรอื่ งโพธปิ กั ขยิ ะ ๓๗ ซง่ึ เปน็ กระบวนการเขา้ มรรคทส่ี มบรู ณแ์ บบทสี่ ดุ
ครง้ั เดยี ว หลังจากนน้ั พระองคจ์ ะสอนมรรคตลอดเลย คือมรรค ๘ เพราะ
ว่าเวลาพระองค์เหลือน้อยแล้ว พระองค์ก็ต้องการจะให้ผู้ฟังได้มรรคผล
ทันที
การสอนธรรมะของอาตมาเวลานกี้ เ็ หมอื นกนั แตก่ อ่ นกส็ อนไปเรอื่ ยๆ
เดี๋ยวน้ีก็อยากจะสอนการเข้าเส้นทางพ้นทุกข์เลยเหมือนกัน เพราะว่า
เวลากเ็ หลือไม่มาก แลว้ กไ็ มม่ ีใครสอน สอนเข้ามรรคจรงิ ๆ ไม่มใี ครสอน

~ 92 ~

พระอาจารย์ทิวา อาภากโร

ในทอ้ งตลาด ของพมา่ กส็ อนไมไ่ ด้ สอนไมส่ มบรู ณแ์ บบ เพราะอยา่ งนน้ั กเ็ ลย
อยากจะให้ธรรมะท่ีอาตมาสอนนี้ เมื่อคนเข้าใจพอสมควรก็ให้มันอยู่ไป
เพราะฉะนนั้ เวลานอี้ าตมากเ็ นน้ การสอนเขา้ มรรคเทา่ นนั้ เอง แมแ้ ตผ่ ไู้ มเ่ คย
ปฏบิ ตั มิ ากอ่ น เมอื่ ไดฟ้ งั แลว้ จติ อาจจะเดนิ ตามทางทอ่ี าตมาสอนไดง้ า่ ยกวา่
ผทู้ ปี่ ฏบิ ตั มิ านานๆ ปรากฏวา่ ผเู้ ฒา่ อายมุ ากๆ หลายๆ คนนะ ไมเ่ คยปฏบิ ตั ิ
ธรรมมากอ่ นเลย เมอ่ื ไดม้ าฟงั การสอนของอาตมา จติ จะเขา้ เปน็ ภายในได้
กห็ ลายคน
ทุกวันนี้อาตมาไปสอนท่ีไหนก็ตาม ถามโยมว่า เอ้า โยม ต้องการ
ปฏบิ ัติธรรมไหม
ต้องการ
อยากพ้นทุกข์ไหม
ต้องการ
อาตมากส็ อนเลย ใชเ้ วลาประมาณ ๓๐ นาที ถึงประมาณ ๔๕ นาที
โดยประมาณ ก็ได้ผลพอสมควร เพราะผู้ไม่เคยปฏิบัติเลยก็จะเห็นทาง
เดนิ ทางได้ ทางก็ไมย่ าก แตไ่ มม่ คี นสอนเทา่ นนั้ เอง

~ 93 ~


Click to View FlipBook Version