การปฏบิ ัติเข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ
ธรรมะท่ีสุดยอดของการสอนในการเข้ามรรคนี้ เขาว่าต้องตัด
ความคิดท้งั หมดเลย เรือ่ งราวทเ่ี ราศึกษาธรรมะ ตัดออกใหห้ มด ตอน
ที่เราจะเขา้ มรรคผสมจรงิ ๆ ตอนที่เราเดนิ ทางสมถะ วปิ สั สนา ตอนนเ้ี รา
ยงั คดิ อะไรไดว้ า่ เราตอ้ งทำ� อะไรบา้ ง หลงั จากนนั้ เราเขา้ มรรคผสมแลว้ ทนี ้ี
ตอ้ งหยุดการคิดทงั้ หมดเลย ท่เี ราศกึ ษามาต้องหยุดหมด ใหเ้ อากายกบั ใจ
เทา่ นน้ั แตอ่ าตมาสอนปรญิ ญาตรีไมต่ อ้ งพดู ถงึ เรอื่ งใจเอาแคก่ ายกบั ลมกอ่ น
อย่างอื่นตัดหมดเลย ถ้าไม่ตัด จิตก็เข้าไม่ได้ เข้าเป็นภายในไม่ได้ มรรค
ไม่เกดิ อันนี้ส�ำคญั ทเี ดียว
อย่างการปฏิบัติของพระอานนท์ คร้ังสุดท้ายท่ีจะเดินทางเข้าสู่เป็น
พระอรหันต์เนี่ย เป็นกรณีศึกษาท่ีชัดเจนท่ีสุด พระอานนท์นี่ท่านเป็น
พระโสดาบนั กอ่ นทพี่ ระพุทธเจ้าจะปรินพิ พาน พระองค์ก็พยากรณไ์ วว้ ่า
อานนท์จะได้เป็นพระอรหันต์หลังจากพระองค์นิพพานไปแล้ว ๓ เดือน
พระอานนท์นี่เป็นโสดาบันก็จริงแต่ทว่าสอนให้พระภิกษุเป็นพระอรหันต์
ก็มากมายเหลือเกิน เพราะท่านเก่งในเรื่องของธรรมะ เมื่อพระพุทธเจ้า
ปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปะก็นัดประชุมท�ำสังคายนาหลังจากท่ี
~ 94 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
พระพุทธเจ้าปรนิ พิ พาน ๓ เดือน พระอานนท์ก็เปน็ องค์หน่ึงท่ีจะต้องเขา้
ประชมุ แตใ่ นทปี่ ระชมุ นี้ ทกุ องคจ์ ะตอ้ งเปน็ พระอรหนั ตห์ มด พระอานนท์
นยี่ งั ไมไ่ ดเ้ ปน็ ยงั เปน็ โสดาบนั ทา่ นกพ็ ยายามจะใหไ้ ดม้ รรคผลโดยเรว็ ทสี่ ดุ
ท�ำตลอด ๓ เดือน ไม่นอนเลย ถือเนสัชชิก เข้าธุดงค์ไม่นอน ๓ เดือน
หลงั ไมแ่ ตะพน้ื เลยว่าง้นั ยืน นั่ง แล้วก็เดิน ตลอด ๓ เดือน แตท่ �ำยงั ไงๆ
มันก็ไม่ได้สักที จนกระท่ังครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้จะไปท�ำสังคายนาแล้ว
ท่านหมดแรง พระอานนทก์ ท็ อดอาลยั ตายอยาก ทอดอาลยั เลย เมื่อไม่ได้
ก็ไมไ่ ด้ ชา่ งมันเถอะ เราจะพกั สกั หน่อย ก�ำลังจะเอนหลงั จะพกั จะทา่ นั่ง
ก็ไม่ใช่ ท่ายืนก็ไม่ใช่ ท่าเอนก็ไม่ใช่ ท่านอนก็ไม่ใช่ ย่อตัวลงไปเท่านั้น
หมดอาลัยตายอยาก เลิกคิดอะไรทุกอย่าง จิตก็รวมพร่ึบไปเลย ได้เป็น
พระอรหนั ตท์ ันที นเี่ ปน็ กรณีศึกษาที่ชัดเจนมากท่ีสุด
การท่ีจะได้มรรคผล บางทีจิตมันก็ลงไปถึงฐานพรึ่บเดียวทีเดียว
ถ้ามันเต็มท่ีแล้วลงไปทีเดียว แต่จะลงได้ก็ต้องไม่คิดอะไรเลย ตัดหมด
น่ีท่านว่าธรรมะอุทธัจจะ พระอานนท์นี้ท่านศึกษามามากอะไรมามาก
ท่านก็ท�ำไป แล้วท่านก็คงคิดอยากจะได้ตลอดเวลา คิดตามหลักวิชา
~ 95 ~
การปฏบิ ตั ิเข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอทุ ธจั จะ
ของท่านที่ท่านศึกษามา ก็เลยไม่ได้สักที ท่านลืมข้อที่ว่าทุกอย่างต้องตัด
หมดเลย ไม่ให้คิดอะไรเลยนอกจากกายกับใจ ถ้าเป็นมรรคในระดับสูง
คดิ เร่อื งกายกบั ใจเท่านั้นเอง อยา่ งอ่ืนห้าม ห้ามคดิ เข้าไปดว้ ย ธรรมอะไร
ต่างๆ ทศี่ กึ ษามาทงั้ หมด ต้องตดั ท้งิ หมดเลย ส�ำคญั ตรงนี้นะ
วนั นอ้ี าตมาจะสอนธรรมะ การเดนิ เขา้ มรรคแบบงา่ ยๆ ทพี่ ระพทุ ธเจา้
ท่านช้ีทางเดินให้เท่าน้ันเอง เราก็เดินตามทางท่ีท่านชี้ไป ไม่ต้องคิดอะไร
มากทีนี้ มีในคาถาธรรมบทว่า มีทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ที่จะน�ำไปสู่
ความบริสทุ ธ์แิ หง่ ทัศนะ พวกเธอจงเดนิ ตามนี้เถิด ทางสายนพ้ี ญามารเดิน
หลงเสมอ เมอ่ื เธอเดนิ ตามทางสายน้ี เธอจะหมดทุกข์ ทางสายนี้เราไดช้ ้ี
บอกไว้หลังจากที่เราได้รู้จักวิธีถอดลูกศรคือกิเลส เราก็เดินตามทางที่
พระองค์ช้ีในระบบของสวากขาโต ที่พระองค์สรรเสริญคุณพระธรรม
เป็นทางที่จะเดนิ ทางเข้ามรรคจนไดถ้ งึ ผลเลย นง่ี า่ ยๆ
เอา้ ตอ่ ไปเร่ิมปฏบิ ัติกนั การปฏบิ ตั ิคือการเดนิ ทาง มรรคคือหนทาง
ยอ่ มรรค ๘ ลงมาเหลอื ๓ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา ยอ่ ลงมาอกี กเ็ ปน็ สติ สมาธิ
~ 96 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
ปัญญา เราตอ้ งท�ำสติ สมาธิ ปญั ญา ซะก่อน หลังจากนนั้ เราเดนิ เขา้ มรรค
ตอนท่ีเราก�ำลังเดิน เดินมรรคทีแรก นี่เรียกว่าเดินสมถะ เดินวิปัสสนา
เข้าไปน่ี เรายงั คิดอะไรได้ เดนิ ตามหลกั วิชาอะไรไดต้ อนน้ี
สติ คอื เอาจติ มาเกาะบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู คลมุ จากหวั ถงึ เทา้ เลย
นค่ี อื ตวั สติ ตดั อดตี ตดั อนาคต ตดั เรอื่ งราวภายนอกทงั้ หมด ตดั ออกใหห้ มด
เหลือแต่กายทตี่ ัง้ ตัง้ แต่หวั ถึงเทา้ น่ีคอื ตัวสติ ท�ำไป
ต่อไปเราจะท�ำสมาธิ จิตมาเกาะที่บริเวณปลายช่องจมูก สมมุติว่า
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ผา่ นบรเิ วณปลายช่องจมกู เวลาหายใจเขา้
ไมต่ อ้ งนกึ ตามลมหายใจเขา้ เวลาหายใจออกไมต่ อ้ งนกึ ตามลมหายใจออก
นกึ อยทู่ บี่ รเิ วณปลายชอ่ งจมกู แหง่ เดยี ว พยายามประคองจติ อยา่ ใหฟ้ งุ้ ซา่ น
อยา่ ใหเ้ คลิ้มหลับ ใหอ้ ยกู่ บั ลมหายใจเข้าออกบรเิ วณปลายช่องจมกู เข้ารู้
ออกรู้ พดู กบั ตวั เองดว้ ยวา่ เขา้ รู้ ออกรู้ เพง่ ลมหายใจใหช้ ดั รหู้ ายใจกใ็ หช้ ดั
ตัวรู้น้ีคือตัวสมาธิ ตัวรู้นี้เป็นตัวจิต ตัวสมาธิ ตัวรู้จะเกิดขึ้นลอยๆ ไม่ได้
ต้องรู้อยู่ในลมหายใจ ลมหายใจชัด ตัวรู้จึงจะชัด ก�ำหนดลมหายใจเข้า
~ 97 ~
การปฏิบัตเิ ข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอทุ ธจั จะ
ออกบริเวณปลายชอ่ งจมกู เขา้ รู้ ออกรู้ พูดกบั ตวั เองด้วยว่า เขา้ รู้ ออกรู้
เพ่งลมหายใจใหช้ ดั รู้หายใจกใ็ หช้ ัด นน่ั ทำ� ไป
ลำ� ดบั ตอ่ ไป เราจะเอาสตกิ บั สมาธมิ ารวมเขา้ ไปดว้ ยกนั เพอื่ เปน็ ฐาน
ส�ำหรับเดินปัญญาต่อไป จิตมาเกาะที่บริเวณปลายช่องจมูก นึกถึงกาย
ต้ังแตห่ วั ถึงเท้า เปน็ สติ นึกถงึ ลมหายใจเขา้ นกึ ถึงลมหายใจออก สลับไป
สลับมา นึกถึงกาย นึกถึงลมเข้า นึกถึงกาย นึกถึงลมออก นึกท่ีบริเวณ
ปลายช่องจมูกแห่งเดียว ท�ำความรู้สึกนึกถึงกายคลุมไปตั้งแต่หัวถึงเท้า
เท่าท่ีท�ำได้ นึกถึงลมหายใจก็ให้นึกท่ีปลายช่องจมูก นึกถึงลมเข้า นึกถึง
ลมออก นกึ ถงึ ทจี่ ดุ เดยี วทบ่ี รเิ วณปลายชอ่ งจมกู กำ� หนดลมหายใจเขา้ ออก
ผสมความรู้สึกทางกายต้ังแต่หัวถึงเท้า มีศูนย์กลางอยู่ท่ีบริเวณปลาย
ช่องจมกู พดู กบั ตวั เองดว้ ยวา่ กายชัดเข้า กายชัดออก กายชดั คอื นึกถงึ
กายใหช้ ัด เขา้ คอื นึกถงึ ลมหายใจเข้า กายชัดคือนึกถงึ กายให้ชัด ออกคอื
นึกถึงลมหายใจออก พูดกับตัวเอง แล้วก็ดูไปตามความเป็นจริง สลับไป
สลับมา ท�ำไป
~ 98 ~
พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร
เอ้า ต่อไปเราจะเดินปัญญา ปัญญาคือการเห็นจริงตามสภาพ
ความเป็นจริง เห็นอะไร เห็นกายกับใจ ใจเรายกไว้ก่อน เอากายกับลม
ที่ซ้อนกันเน่ีย ดูเร่ืองราวกิเลสซะก่อน ธรรมชาติที่มันสร้างมนุษย์ขึ้นมา
มนั กเ็ อากเิ ลสใส่มาดว้ ย กเิ ลสใส่ไวท้ ี่ฐานของจติ เลย ตวั กิเลส คือ อวิชชา
ตัณหา อุปาทาน นี่ใส่เข้าไปที่ก้นของจิตเลย ฐานของจิต ก้นบ้ึงของจิต
ทีนี้ใส่เข้ามามันท�ำให้เราเห็นว่ากายที่ตั้งเนี่ย ตั้งแต่เท้าถึงหัว หัวถึงเท้า
มลี มหายใจซ้อนเขา้ มาเน่ยี ว่าเปน็ คน เป็นเรา เป็นของเรา ใส่เข้ามาว่าง้นั
แลว้ กป็ รงุ ตอ่ ไปอกี วา่ เปน็ เขา ของเขา ปรงุ ตอ่ ไปอกี สงู ตำ�่ ดำ� ขาว มองอะไร
เปน็ ผูห้ ญิงเปน็ ผู้ชาย ปรงุ แต่งตอ่ ไปอกี งามไม่งาม เอา้ ปรุงแตง่ ต่อไปอกี
ความรกั ความชังเกดิ ขึ้นแล้วทนี ้ี เอ้า คิดเลยเถดิ ท�ำเลยเถิดไปแล้ว รกั กนั ก็
แต่งงานกนั ชังกันกท็ ะเลาะกนั เป็นบญุ เป็นบาป เปน็ สุขเปน็ ทกุ ข์ ตายไป
เปน็ สวรรค์ เปน็ นรก เวยี นวา่ ยตายเกิด เอา้ วฏั สงสารเกดิ ขึ้นแล้วทเี ดียว
วัฏสงสารเกิดจากอะไร ก็เกิดจากการที่เราคิดว่ากายน้ีเป็นคน เป็นเรา
เปน็ ของเรานีเ่ อง ท่านเรียกว่า สกั กายทิฏฐิ เปน็ กิเลสตัวแรกที่จะผกู สตั ว์
ไว้ในวัฏฏะ
~ 99 ~
การปฏิบตั เิ ขา้ มรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธัจจะ
ดงั นน้ั พระพทุ ธเจา้ จงึ ใหม้ าคดิ ใหม่ ใหค้ ดิ ตรงกนั ขา้ มวา่ กายนไ้ี มใ่ ชค่ น
ไม่ใช่เรา มันเปน็ สภาวะ ๔ สภาวะมารวมเข้าอย่างเหมาะสม สภาวะแขง็
เรียกว่าธาตุดิน จับหัวเราแข็ง นั่นธาตุดิน สภาวะเหลว เรียกว่าธาตุน้�ำ
อา้ ปากเอามือแหยน่ �้ำท้ังนน้ั ธาตนุ ้ำ� สภาวะร้อน เรยี กวา่ ธาตุไฟ จบั ตวั เรา
อนุ่ ไหม นัน่ ธาตไุ ฟ สภาวะเคลือ่ นไหว เรยี กวา่ ธาตลุ ม ลมหายใจเข้าออก
เคล่อื นไหว หวั ใจเต้นตกึ ๆ เคล่ือนไหว เลอื ดฉดี พล่านไปทว่ั ตัว เคลอ่ื นไหว
สภาวะท่เี คล่อื นไหวเรยี กวา่ ธาตุลม
กายนี้มันกองธาตุ ๔ ดินแข็ง น้�ำเหลว ไฟร้อน ลมเคลื่อนไหว
ไมใ่ ชส่ ัตว์ ไมใ่ ช่บคุ คล ไมใ่ ช่เรา ไม่ใช่ของเรา แตเ่ ปน็ กองธาตุ ๔ ดิน น�ำ้
ไฟ ลม คิดแค่น้ี ปัญญาเกิดจากฟัง เราฟังค�ำสอนของพระพุทธเจ้าที่
ถา่ ยทอดสบื ตอ่ กนั มา ฟงั แลว้ คดิ เวลานอี้ ยใู่ นกระบวนการคดิ คดิ วา่ กายนี้
เปน็ กองธาตุ ๔ ดินแข็ง น้ำ� เหลว ไฟร้อน ลมเคลอื่ นไหว ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใช่
บุคคล ไม่ใชเ่ รา ไมใ่ ช่ของเรา เปน็ กองธาตุ ๔ ดนิ น้�ำ ไฟ ลม ไม่มีผ้หู ญิง
ไม่มีผชู้ าย ไมม่ พี ระ ไมม่ ีเณร ไม่มีนาย ก. ไมม่ ีนาง ข. ชอ่ื เราไมม่ แี ลว้ มแี ต่
~ 100 ~
พระอาจารย์ทิวา อาภากโร
ธาตุ ๔ เทา่ นน้ั ให้คดิ ไดข้ ณะน้ี คดิ เข้าไป ไมใ่ ชค่ ิดลอยๆ นะ จติ มาเกาะท่ี
บรเิ วณปลายชอ่ งจมกู คดิ ถงึ กายตงั้ แตห่ วั ถงึ เทา้ นแี่ หละ มนั เปน็ กองธาตุ ๔
ดนิ แขง็ น�้ำเหลว ไฟร้อน ลมเคลื่อนไหว ไม่ใช่สตั ว์ ไม่ใชบ่ ุคคล ไม่ใชเ่ รา
ไม่ใช่ของเรา เป็นกองธาตุ ๔ ดิน น้�ำ ไฟ ลม คิดไปอย่างน้ี คิดว่ากาย
ไม่ใชเ่ รา ไม่ใชข่ องเรา เป็นกองธาตุ ๔ ดนิ นำ้� ไฟ ลม
เราคอื หนึ่ง กระจายเปน็ กองธาตุ ๔ ความเปน็ เรากห็ ายไป เหลอื แต่
สภาวะทีม่ ันเป็นกองธาตุ ๔ กระจายออกไปอกี เป็น ๔๒ ช้ินส่วน เอา้ ทีน้ี
สติเราจะดขี น้ึ สมาธิกจ็ ะดขี นึ้ ปัญญาก็จะดีขึน้ จติ จะเดนิ ลกึ ลงไป แล้วเรา
ถงึ จะเขา้ มรรคทีหลัง
เอ้า เรากระจายออกไปกอ่ น ๔๒ ช้นิ สว่ น ธาตุดิน ๒๐ ธาตนุ ้�ำ ๑๒
ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ เกสาคือผมทั้งหลาย ผมบนหัวเรานี่เป็นธาตุดิน
โลมาคอื ขนทงั้ หลาย ขนควิ้ ลงไปทวั่ ตวั เปน็ ธาตดุ นิ นะขาคอื เลบ็ ทงั้ หลาย
เลบ็ มือเล็บเท้าเป็นธาตุดนิ ทนั ตาคอื ฟันทงั้ หลาย ฟนั ในปากเป็นธาตุดิน
ตะโจคือหนัง หนงั หวั ถงึ หนงั เท้าเป็นธาตดุ ิน มงั สังคือเนือ้ ถลกหนงั ออก
~ 101 ~
การปฏิบตั เิ ข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอทุ ธัจจะ
เหน็ กลา้ มเนอื้ เปน็ มดั ๆนะหารคู อื เอน็ ทง้ั หลายฉกี เนอ้ื ออกเหน็ เอน็ ขงึ ทวั่ ตวั
อฏั ฐิคือกระดูกท้ังหลาย เอาเอน็ ออกเห็นโครงกระดกู กระดูกหวั กะโหลก
กระดูกแขน กระดูกขา กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง อัฏฐิมิญชังคือ
เยอื่ ในกระดกู ทบุ กระดกู ออก เหน็ เยอื่ ในกระดกู วกั กงั คอื ไต มาดทู บ่ี นั้ เอว
มไี ตอยู่คหู่ นึ่ง หะทะยังคอื หัวใจ หวั ใจอยู่ชอ่ งอกด้านซ้าย ยะกะนงั คอื ตับ
ตับอยู่ชายโครงด้านขวา กิโลมะกังคือพังผืด กะบังลมอยู่ท่ีชายโครง
ปหิ ะกงั คอื มา้ ม มา้ มอยชู่ ายโครงดา้ นซา้ ย ปปั ผาสงั คอื ปอด ปอดอยชู่ อ่ งอก
ด้านหน้า อันตังคือไส้ใหญ่ เอ้า มาดูในช่องท้องมีล�ำไส้ใหญ่ มีขดเดียว
อันตะคุณังคือไส้น้อย ล�ำไส้น้อยขดอยู่กระจุกกลางช่องท้อง อุทะริยัง
คอื อาหารใหม่ อาหารใหม่ท่เี รากนิ เขา้ ไปแลว้ ลงไปอยใู่ นกระเพาะอาหาร
กะรสี งั คอื อาหารเกา่ อาหารเกา่ อยใู่ นลำ� ไสใ้ หญ่ มตั ถะเก มตั ถะลงุ คงั คอื
เยือ่ ในสมองศรี ษะ มันสมอง ทั้งหมดเปน็ ธาตุดนิ มลี กั ษณะแข็ง ไมใ่ ชส่ ัตว์
ไมใ่ ชบ่ คุ คล ไม่ใชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา เป็นธาตุดิน
ต่อไปเป็นธาตุน้�ำ ปิตตังคือน้�ำดี น�้ำดีอยู่ในถุงน�้ำดี ติดอยู่กับตับ
ประมาณน้วิ ช้ี มสี ีเขียว เสมหังคอื น้�ำเสลด ปพุ โพคอื น้ำ� เหลือง น�้ำเหลอื ง
~ 102 ~
พระอาจารย์ทิวา อาภากโร
นั้นมีท้ัวตัว มีมากในต่อมน้�ำเหลือง รอบต้นคอ รอบต้นแขน รอบต้นขา
โลหติ งั คอื นำ�้ เลอื ด นำ้� เลอื ดกม็ ที วั่ ตวั แตม่ มี ากในชอ่ งทอ้ ง เสโทคอื นำ้� เหงอื่
เมโทคอื นำ้� มนั ขน้ นำ�้ มนั ขน้ มที ว่ั ไป มมี ากในไขมนั หนา้ ทอ้ ง อสั สคุ อื นำ�้ ตา
วะสาคอื น้�ำมันเหลว น�ำ้ มนั เหลวก็มที วั่ ไป มีมากตามฝ่ามือฝา่ เทา้ เขโฬ
คอื นำ�้ ลาย สงิ ฆาณกิ าคือนำ�้ มกู ละสกิ าคือน�้ำไขขอ้ นำ้� ไขขอ้ หล่อลนื่ ข้อ
ทวั่ ไป มตุ ตงั คอื นำ้� มตู ร นำ้� มตู รอยใู่ นกระเพาะปสั สาวะ ทงั้ หมดเปน็ ธาตนุ ำ้�
ธาตุน�้ำมีลักษณะเหลว ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นธาตุน้ำ�
ต่อไปเป็นธาตุไฟ ไฟท่ีให้ความอบอุ่น มนุษย์เราเป็นสัตว์เลือดอุ่น
ต้องมีไฟอุ่นอยูต่ ลอดเวลา ไฟทีท่ ำ� ให้แก่เฒา่ ชรา ไฟมนั เผาทุกวนั ๆ กท็ ำ�
ให้แกล่ งไปๆ ไฟท่ที �ำใหเ้ ร่าร้อนกระวนกระวายหวิ กระหาย ไฟมันต้องใช้
เชื้อเพลิง เวลามันเร่าร้อนกระวนกระวายหิวกระหายเพราะเชื้อเพลิง
มันพร่องไป ไฟท่ีย่อยอาหาร ทั้งหมดเป็นธาตุไฟ ธาตุไฟมีลักษณะร้อน
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บคุ คล ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ช่ของเรา เป็นธาตุไฟ
~ 103 ~
การปฏบิ ัติเข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ
ต่อไปเป็นธาตุลม ลมท่ีพัดขึ้นเบื้องบนจากเท้าถึงหัว ลมนี้ถ้ามัน
ออ่ นไปกจ็ ะเปน็ โรคความจำ� เสอื่ ม มนึ งง เปน็ อลั ไซเมอร์ ลมทพ่ี ดั ลงสเู่ บอื้ ง
ลา่ งจากหวั ถงึ เทา้ ลมนถี้ า้ มนั ออ่ นไปกจ็ ะทำ� ใหเ้ ปน็ เหนบ็ ชา เปน็ อมั พฤกษ์
เป็นอัมพาต ลมในช่องท้อง ลมในล�ำไส้ อาหารที่เรากินเข้าไปมันลงไป
ในกระเพาะอาหาร ลมในล�ำไส้จะพัดจากกระเพาะอาหารเข้าล�ำไส้เล็ก
ออกล�ำไส้ใหญ่และออกทวารไปเลย ลมที่แผ่ซ่านไปตามอวัยวะต่างๆ
รวมถึงแขนและขา ลมหายใจเข้าออก ทั้งหมดเป็นธาตุลม ธาตุลมมี
ลกั ษณะเคลอ่ื นไหว ไมใ่ ชส่ ตั ว์ ไมใ่ ชบ่ คุ คล ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา เปน็ ธาตลุ ม
เราคือหน่ึง กระจายออกเป็นกองธาตุ ๔ ความเป็นเราก็หายไป
เหลอื แตส่ ภาวธรรมทเ่ี ป็นกองธาตุ ๔ กระจายออกไปอีกเปน็ ๔๒ ช้ินสว่ น
เราจะเหน็ วา่ กายนมี้ นั ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเราแนน่ อนทสี่ ดุ ตง้ั แตห่ วั ถงึ เทา้ น้ี
มันเหมือนถุงขยะ นอกถุงก็มีผม มีขน มีเล็บ ในถุงก็มีเนื้อ เอ็น กระดูก
ตบั ไต ไสน้ อ้ ย ไสใ้ หญ่ อาหารใหม่ อาหารเกา่ เปน็ ตน้ มนี ำ้� น�ำ้ ดี น้�ำเหลอื ง
น้�ำเลือด นำ�้ ปสั สาวะ เป็นต้น มไี ฟอุ่นอยตู่ ลอดเวลา ไอถ้ งุ นีเ้ จาะรทู ีจ่ มกู
~ 104 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
มีลมเป่าเข้าเป่าออก ท�ำให้ชิ้นส่วนภายในถุงนี้ขยับไปขยับมา น่าเกลียด
นา่ ชัง นา่ เบ่อื นา่ หน่าย นงั่ ดูไปซะ มนั ไม่ใชเ่ รา ไม่ใชข่ องเราแนน่ อนทสี่ ดุ
มนั เป็นกองธาตุ ๔
ความเปน็ จรงิ ธาตุทัง้ ๔ นน้ั มันเป็นสหชาติกนั ผมน่ี ทีจ่ รงิ มนั ไม่ใช่
ธาตดุ นิ มันมที ั้ง ๔ ธาตุ คอื ธาตุดนิ ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม แตม่ ีธาตดุ ิน
มากหน่อย ธาตุน�ำ้ ธาตุไฟ ธาตุลม นอ้ ยหนอ่ ย นำ้� ดี ท่จี รงิ ก็เปน็ ธาตุ ๔
แต่มธี าตุนำ�้ มาก ไฟทใี่ ห้ความอบอุน่ ทีจ่ ริงก็เป็นธาตุ ๔ แต่มธี าตุไฟมาก
ลมหายใจเขา้ ออก ทจี่ รงิ กเ็ ปน็ ธาตุ ๔ แตม่ ธี าตลุ มมาก เอา้ มาดซู ิ ลมหายใจ
เป็นธาตุ ๔ ได้ยังไง ก�ำหนดลมหายใจเข้าออกบริเวณปลายช่องจมูก
หายใจเข้า ธาตุ ๔ เข้า หายใจออก ธาตุ ๔ ออก ลมหายใจมีน�้ำหนัก
สัมผัสได้ จึงเป็นธาตุดิน มีความแข็งอยู่นิดนึง ลมหายใจมันช้ืนมีไอน�้ำ
จงึ เปน็ ธาตนุ ้�ำ ลมหายใจมนั อนุ่ อยู่ จึงเป็นธาตุไฟ ลมหายใจมนั เคลื่อนไหว
จงึ เปน็ ธาตุลม ลมหายใจเปน็ ธาตุ ๔ จรงิ ๆ ทเี ดยี ว ไมต่ ้องสงสยั หายใจเข้า
ธาตุ ๔ เข้า หายใจออก ธาตุ ๔ ออก กายนี่เปน็ ถงุ ขยะ ภายในมชี ้ินสว่ น
~ 105 ~
การปฏิบัตเิ ข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ
ธาตุ ๔ ภายในถุงขยะน้ีก็มีไฟอุ่นอยู่ตลอดเวลา ถุงขยะนี้ก็มีลมซ่ึงเป็น
ธาตุ ๔ เป่า ท�ำให้ช้ินส่วนภายในถุงขยะขยับไปขยับมา นา่ เกลยี ด นา่ ชัง
น่าเบอ่ื นา่ หน่าย น่งั ดูไปซิ
ลกั ษณะของธาตุนัน้ แปรปรวนเส่อื มสลายไม่เทย่ี ง หายใจเขา้ ธาตุ ๔
เกิด หยุด ก็ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิด หยุด ก็ดับ เห็นแล้ว อนิจจัง
ทกุ ขงั อนตั ตา อนจิ จงั คอื มนั ไมเ่ ทยี่ ง เกดิ ดบั อยตู่ ลอดเวลา ทกุ ขงั มนั ตอ้ ง
ดนิ้ อยอู่ ยา่ งนหี้ ยดุ ไมไ่ ด้ หยดุ เมอ่ื ไรแตกกระจายเมอื่ นน้ั อนตั ตา มนั ไมม่ ตี วั
ไมม่ ตี น มันเปน็ สภาวธรรมมารวมตวั กนั ชว่ั คราวเท่านนั้ ทนี ้ีในฐานะท่เี ปน็
ปุถชุ น เรากต็ อ้ งเอาอนิจจังให้ชัดเจนซะกอ่ น ทุกขัง อนัตตา คลุมๆ เครือๆ
ช่างมันก่อน ก�ำหนดลมหายใจเข้าออกบริเวณปลายช่องจมูก หายใจเข้า
ธาตุ ๔ เกิด หยุด ก็ดบั หายใจออก ธาตุ ๔ เกดิ หยุด ก็ดบั นี่ละ่ ปัญญา
ปัญญาคือกายท่ีต้ังอยู่นี้ตั้งแต่หัวถึงเท้า มีลมหายใจมันเข้าซ้อนอยู่น้ี
มันไม่ใช่คน ไมใ่ ชเ่ รา แตเ่ ปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดับ นคี่ อื ปัญญา
~ 106 ~
พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร
เอา้ ทีน้เี รารูแ้ ลว้ นะว่า อะไรเปน็ สติ อะไรเปน็ สมาธิ อะไรเปน็ ปัญญา
จิตมาเกาะที่บริเวณปลายช่องจมูก นึกถึงกายตั้งแต่หัวถึงเท้า เป็นสติ
จติ มาเกาะทบี่ ริเวณปลายชอ่ งจมูก จุดเดยี วกันนนั่ แหละ นึกถึงลมหายใจ
เขา้ ออก เป็นสมาธิ ให้กายกับลมซ้อนกันเน่ีย มันไมใ่ ชเ่ รา มันไมใ่ ชข่ องเรา
เป็นธาตุ ๔ เกิดดบั อยู่ตรงน้ี คดิ ตรงนี้ ไม่ให้คิดอยา่ งอื่น ณ จดุ น้ีเป็นต้นไป
หา้ มคดิ ถงึ เรอื่ งอน่ื ๆ ทง้ั หมด ธรรมะทเี่ ราไดย้ นิ ไดฟ้ งั มาทงั้ หมด ตดั ทง้ิ หมด
เลยทนี ี้ ณ จดุ นท้ี เี่ ราจะเดนิ ทางเขา้ มรรคผสมเขา้ ไปละกเิ ลสกนั น้ี เรารแู้ ลว้
วา่ อะไรเปน็ สติ อะไรสมาธิ อะไรปญั ญา เรยี กวา่ มรรคเบอื้ งตน้ แตย่ งั ละ
กเิ ลสยงั ไมไ่ ด้ ตอ้ งเอาทง้ั ๓ อยา่ งมารวมกนั เขา้ ทำ� งานรว่ มกนั เปน็ ทมี เวริ ค์
จึงจะละกิเลสได้ อันนเ้ี รยี กวา่ มรรคผสม ทำ� มรรคผสมจนกระทัง่ กำ� ลัง
เต็มท่ีรวมเป็นหนึ่งพร่ึบลงไปภายใน เรียกว่ามรรคสมังคี มรรคสมังคี
ครง้ั แรก เรยี กวา่ ยถาภตู งั ญาณทสั สนงั เหน็ จรงิ ตามสภาพความเปน็ จรงิ
จบปรญิ ญาตรใี นพทุ ธศาสนา เรยี กวา่ ญาตปรญิ ญา ไมต่ กนรกแลว้ จติ จะ
พัฒนาต่อไปจนถึงมรรคผลนพิ พาน
~ 107 ~
การปฏบิ ัติเขา้ มรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ
เราก็ดูทีน้ี เราจะเข้ามรรคผสมตอนน้ี ตามค�ำสอนของพระพุทธเจ้า
เรอื่ งสวากขาโต พระองคช์ ใ้ี หเ้ ราดู เรากเ็ ดนิ ตามทางทพ่ี ระองคช์ ้ี สวากขาโต
ภควตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก ปัจจัตตัง
เวทติ พั โพ วญิ ญูหีต.ิ
ธรรม สวากขาโต ภควตา ธมั โม ธรรมทีพ่ ระผ้มู ีพระภาคตรสั ดีแลว้
สันทิฏฐิโก เป็นธรรมท่ีเห็นได้ชัดเจน เห็นได้ในปัจจุบัน น่ี เราเอาจิตมา
เกาะปลายชอ่ งจมกู เหน็ ไหม กายท่ตี ้ังแตห่ วั ถึงเทา้ นเ่ี ห็นไหม ลมหายใจ
เขา้ ออกบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู ซอ้ นมานี่ ไอก้ ายกบั ลมมนั ไมใ่ ชค่ น ไมใ่ ชเ่ รา
แตเ่ ปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั เหน็ ไหม สนั ทฏิ ฐโิ ก เปน็ ธรรมทเ่ี หน็ ไดช้ ดั เจน เหน็ ได้
ในปจั จบุ นั จติ มาเกาะบริเวณปลายชอ่ งจมกู เหน็ ไหมกาย ตง้ั แต่หัวถึงเทา้
เห็นไหม ลมหายใจเข้าออกบริเวณปลายช่องจมูกซ้อนไป เห็นไหม
กายกับลมว่าไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา เป็นธาตุ ๔ เกิดดับ หายใจเข้า ธาตุ ๔
เกิดดบั หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดับ สนั ทฏิ ฐโิ ก เห็นไดใ้ นปจั จบุ ัน เห็นได้
อย่างชัดเจน อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล ดูเมื่อไรเห็นเม่ือน้ัน ดูวันน้ี
~ 108 ~
พระอาจารย์ทิวา อาภากโร
กเ็ หน็ วนั นี้ ดูพร่งุ น้กี ็เห็นพรุ่งน้ี ไมป่ ระกอบด้วยกาล เอหปิ สั สิโก สามารถ
เชญิ ชวนใหค้ นมาดไู ด้ คนทไี่ มเ่ คยฟงั ธรรมะ ไมเ่ คยปฏบิ ตั ธิ รรมะ ใหม้ าดไู ด้
ทุกคน เหน็ ทุกคน เหน็ มาน่ี จิตท่ีมาเกาะบริเวณปลายชอ่ งจมกู เหน็ ไหม
กาย ตัง้ แตห่ วั ถึงเทา้ ลืมตากไ็ ด้ หลบั ตาก็ได้ เห็นไหมกาย ตั้งแตห่ วั ถึงเทา้
เหน็ ทุกคน นกึ ถึงลมหายใจเขา้ ออกบรเิ วณปลายช่องจมูกซอ้ นน่ี เห็นไหม
ลมเข้าลมออกซ้อนกัน เห็นทุกคน ไอ้กายกับลมน่ีไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา
มันเป็นธาตุ ๔ เกิดดับ เห็นทุกคน เชิญมาดูได้ มันเป็นเรา เป็นของเรา
ได้ยงั ไง บอกให้มนั ไม่แก่เจ็บตาย มันท�ำไดไ้ หม ไม่ได้ มันเป็นเร่ืองของมัน
เอหปิ สั สโิ ก สามารถเชญิ ชวนใหค้ นมาดไู ด้ คนไมเ่ คยทำ� กม็ าดไู ด้ คนไมเ่ คย
ฟังก็มาดูได้ มาเห็น เห็นทุกคน เห็นกายท่ีมาเกาะบริเวณปลายช่องจมูก
เหน็ กายไหม เหน็ ลมเขา้ ลมออกไหม เหน็ กายกบั ลมนม่ี นั ไมใ่ ชค่ น ไมใ่ ชเ่ รา
เป็นธาตุ ๔ เกิดดับ เห็นไหม เห็นทุกคน โอปนยิโก ธรรมะนี่สามารถ
เดินเข้าไปเป็นภายในได้ จิตท่ีเราเกาะไว้ที่บริเวณปลายช่องจมูกตรงนี้
จุดน้ีมันจะเดินเข้าไปภายในได้ มันอยู่ภายนอกเน่ีย มันเข้าไปภายใน
เขา้ ไปในลำ� คอ ถงึ ทา่ มกลางหนา้ อก ถงึ เหนอื สะดอื ลกึ ลงไปถงึ ฐานของจติ
~ 109 ~
การปฏิบัตเิ ข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธจั จะ
ตงึ้ ตวั นนั้ แหละ ประทบั ตง้ึ ไปเลย ทำ� มรรคผสมลงไปจนกระทง่ั ถงึ ฐานของ
มรรคสมังคี มรรคสมงั คีคร้งั แรกเรยี กวา่ ยถาภูตัง ญาณทสั สนัง เห็นจริง
ตามสภาพความเปน็ จรงิ ปจั จตั ตงั เวทติ พั โพ วญิ ญหู ตี ิ ผปู้ ฏบิ ตั ถิ งึ ฐานจติ
ตงึ้ ผปู้ ฏบิ ตั ยิ อ่ มรชู้ ดั ไดโ้ ดยเฉพาะตวั ใครตวั มนั ใครทำ� ใครเหน็ ทนี ้ี นคี่ ำ� สอน
ของพระพุทธเจา้ เราดตู ามไป ห้ามคดิ
ตอ่ ไปนเี้ ราจะเขา้ มรรค เขา้ มรรคเปน็ ภายในทนี ้ี จะเขา้ ไดต้ อ้ งหา้ มคดิ
ห้ามนกึ อะไรทัง้ หมด นอกจากกายกบั ลมว่า มันไมใ่ ช่เรา ไม่ใชข่ องเรา
เป็นธาตุ ๔ เกิดดับ ให้มองดูแค่น้เี อง มองตามท่พี ระองค์สอน พระองค์
ชี้ให้ดู ห้ามไปนึกคิดอะไรทั้งหมด ห้ามไปปรุงแต่งอะไรทั้งหมด จิตจะ
เป็นภายในของมันเองโดยธรรมชาติของมัน จิตมาเกาะท่ีบริเวณปลาย
ช่องจมูก นึกถึงกายต้ังแต่หัวถึงเท้า เป็นสติ นึกถึงลมเข้า เป็นสมาธิ
กายกบั ลมมนั ไม่ใชค่ น ไมใ่ ช่เรา เปน็ ธาตุ ๔ เกิดดับ นก่ี เ็ ป็นปัญญา ใหค้ ดิ
แค่นี้ กายลมออกไม่ใช่เรา ธาตุ ๔ เกิดดับ กายลมเข้าไม่ใช่เรา ธาตุ ๔
เกดิ ดับ ดแู คน่ ี้ คิดแค่นี้ ไม่ใหค้ ดิ อย่างอืน่ ไมใ่ หน้ กึ ถึงอะไรต่างๆ ใหด้ ตู าม
ความเป็นจริงเทา่ นน้ั เอง
~ 110 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
ในสมัยท่ีภิกษุละธรรมอุทธัจจะได้ ธรรมอุทธัจจะคือความคิดต่างๆ
ทเี่ ราใส่เข้าไป มันไมใ่ ช่ทั้งนั้น ท่เี ราเดนิ ที่เราทำ� ในปจั จบุ ัน ในอดตี ทัง้ หมด
ท่ีเราคิดต่างๆ เร่ืองต่างๆ เลิกให้หมด ให้ดูกายกับลมเท่านั้นว่ามันเป็น
ธาตุ ๔ เกดิ ดบั แลว้ กายกบั ลมกไ็ มใ่ ชเ่ รา เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั ดแู คน่ ้ี นอกนนั้
ธรรมะต่างๆ ที่เราศึกษามาแล้วตัดออกให้หมด ในสมัยท่ีภิกษุละธรรม
อุทธัจจะได้ สมัยนั้นจิตย่อมต้ังม่ันสงบอยู่ภายใน น่ีจะเดินทาง จุดน้ีจะ
เดินเข้าข้างในแล้ว จุดนี้ที่เราสมมุติว่ามันอยู่ปลายช่องจมูกน้ี มันจะเดิน
เข้าไปภายใน จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นต้ังม่ันอยู่
ตวั นีม้ นั จะเปน็ จุดเข้าไป เดินเข้าไปๆ เดินจากภายนอก เดินเข้าไปภายใน
เข้าไปตามคอ เข้าไปถึงท่ามกลางหน้าอก เหนือสะดือ ลึกลงไปถึงฐาน
ของจติ ตง้ึ ทนี ก้ี ำ� ลงั มนั เตม็ ทกี่ เ็ ปน็ มรรคสมงั คี ถงึ ฐานของจติ เลย ณ จดุ นน้ั
ท่านบอกว่า ยถาภูตัง ญาณทัสสนัง เห็นจริงตามสภาพความเป็นจริง
ปัญญาท่ีแท้จริงเกิดข้ึนแล้ว จบปริญญาตรีในพุทธศาสนา เรียกว่า
ญาตปริญญา ณ จดุ นน้ั ไม่ตกนรกแลว้ ทีนี้ ต่อไปนีไ้ ม่ตกนรก ไมไ่ ปเกดิ ใน
อบาย เรยี กวา่ เกดิ แลว้ ในโลกุตระ แตย่ ังไมม่ ปี ระสบการณ์ในการเดนิ ทาง
~ 111 ~
การปฏิบตั เิ ขา้ มรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอทุ ธัจจะ
ตอ้ งตามเสยี งแมไ่ ปซะกอ่ น เหมอื นกบั ลกู ววั เกดิ ในวนั นนั้ ทสี่ ามารถเดนิ ได้
วา่ ยนำ้� ได้ แมเ่ ดนิ ไปมนั กเ็ ดนิ ตาม แมว่ า่ ยนำ�้ ไปมนั กว็ า่ ยนำ้� ตาม แมร่ อ้ งมอๆๆ
มนั ก็วา่ ยนำ้� ตาม แม่ร้องมอๆๆ มนั ก็เดินตามไปเท่าน้ัน แลว้ จติ จะพัฒนา
ต่อไปจนถงึ มรรคผลนิพพาน
เอ้า เราก็มีหน้าท่ีของเรา เราก็มานั่งดูความจริงของจริงเลยทีน้ี
จิตมาเกาะบรเิ วณปลายช่องจมูก นกึ ถึงกายตง้ั แตห่ ัวถงึ เทา้ ลมเข้า ธาตุ ๔
เกดิ ดับ ลมออก ธาตุ ๔ เกดิ ดับ กายลมเข้า ธาตุ ๔ เกิดดับ กายลมออก
ธาตุ ๔ เกดิ ดบั นกึ แคเ่ นยี้ หรอื วา่ ถา้ เราเดนิ ปญั ญาแลว้ ยงั ไมช่ ดั เรากค็ ดิ วา่
กายลมเข้าไมใ่ ช่เรา ธาตุ ๔ เกิดดับ กายลมออกไม่ใช่เรา ธาตุ ๔ เกดิ ดับ
คดิ แค่น้ี ไมใ่ หค้ ิดนอกกวา่ น้ี ในสมยั ทภ่ี กิ ษลุ ะธรรมอุทธัจจะได้ สมัยน้นั
จิตย่อมต้ังม่ันสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งม่ันอยู่ มรรคย่อม
เกิดแก่ภิกษุน้ัน ภิกษุนั้นเสพให้มากเจริญให้มากซ่ึงมรรคนั้น ย่อมละ
สังโยชน์ได้ นี่แค่น้ี จุดนี้ จุดท่ีบริเวณปลายช่องจมูกจะเข้าเป็นภายใน
แล้วก็เดินลึกไปถึงฐาน ต้ึง เท่านี้ จบปริญญาในพุทธศาสนา เรียกว่า
ญาตปริญญา สกั กายทฏิ ฐโิ ดนละไปเลย
~ 112 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
เอ้า ขณะนี้เราก�ำลังท�ำมรรคผสม เหน่ือยหน่อย นี่เราจะหันมาท�ำ
สมาธิอย่างเดียว เพื่อให้จิตมันสบายข้ึนแล้วเราก็จะได้พักผ่อน ก�ำหนด
ลมหายใจเขา้ ออกบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู เพง่ ลมหายใจใหช้ ดั รหู้ ายใจใหช้ ดั
พดู กับตวั เองด้วยวา่ เขา้ รู้ ออกรู้ ทำ� ไป
เอ้า จิตใครลงไปลึกกค็ อ่ ยๆ ถอนออกมาช้าๆ ไม่ต้องรีบรอ้ น
เอา้ พอสมควรแก่เวลา
หมายเหต:ุ สามารถรบั ฟงั ไฟลเ์ สยี งไดท้ ล่ี ง้ิ คข์ อง Youtube: หลวงปทู่ วิ า อาภากโร - ตอนท่ี ๙.๒.๑:
การปฏบิ ัตเิ ข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอทุ ธัจจะ
~ 113 ~
การปฏบิ ัติเข้ามรรคแบบสวากขาโต ละธรรมอุทธัจจะ
บทสรุปสวากขาโต
สวากขาโต คอื การสรรเสรญิ พระธรรมของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ คอื การ
เดนิ ทางเขา้ มรรคอยา่ งงา่ ยๆ และชดั เจนทสี่ ดุ กลา่ วคอื ชใ้ี หเ้ หน็ งา่ ยๆ ทสี่ ดุ
ทกุ คนสามารถเหน็ ไดห้ มด ตง้ั แตม่ รรคเบอื้ งตน้ จนถงึ พระอรหนั ต์ เหมอื นกนั
หมด ต่างกนั ทกี่ ระบวนการละเอยี ดต่างกนั มรรคสูงยอ่ มละเอยี ดข้นึ ไป
การเดินทางชีใ้ ห้เหน็ วา่ การเดินทางเข้ามรรคเบื้องตน้ ง่ายมาก
สติ สมาธิ ปัญญา สตเิ กาะกาย สมาธิเกาะลม
ปญั ญา กาย ลม ไมใ่ ช่เรา สักแต่วา่ เป็นธาตุ ๔ เกดิ ดับ
สนั ทิฏฐโิ ก มองเหน็ ของจริงได้อย่างชัดเจน visible and actual
อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาล มองเมอื่ ไรเหน็ เมื่อน้นั timeless
เอหิปสั สโิ ก คนที่ไม่เคยฟัง ไมเ่ คยได้ยนิ กส็ ามารถเหน็ ไดจ้ รงิ ๆ can
invite everyone to see
โอปนยิโก สามารถน้อมเปน็ ภายในไดจ้ ริงๆ it can go inward
ปัจจัตตัง เวทติ พั โพ วญิ ญูหตี ิ ผู้ปฏิบัติย่อมรูช้ ัดไดโ้ ดยผู้ปฏิบตั ิเอง
Practitioner can understand individually
~ 114 ~
พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร
สมถยานิก วปิ สั สนายานิก
ต้องเข้ามรรค ละอทุ ธจั จะ อริยสจั
เอ้า ฟังธรรมะ การท่ีเข้ามรรคนี้ ทีแรกเราก็ต้องท�ำสมถะหรือว่า
วิปัสสนาก่อน ท�ำสมถะก่อนน�ำหน้า วิปัสสนาตามหลัง ท่านเรียกว่า
สมถยานกิ ถา้ ทำ� วปิ สั สนานำ� หนา้ สมถะตามหลงั เรยี กวา่ วปิ สั สนายานกิ
ถา้ ทำ� สมถะกบั วปิ สั สนาควบคกู่ นั ไปน้ี กเ็ รยี กวา่ วปิ สั สนายานกิ แตผ่ ลทส่ี ดุ
กต็ ้องเข้ามรรค
การเข้ามรรคน้ีส�ำคัญทีเดียว มรรคนี้ท่านบอกว่าจิตจะเป็นมรรคได้
ตอนทที่ ำ� สมถะ วปิ สั สนานี้ เรายงั มสี มมตุ อิ ยู่ สมมตุ วิ า่ อะไรเปน็ สติ อะไรเปน็
สมาธิ อะไรเปน็ ปัญญา ในขณะเดินทาง หลงั จากนัน้ ท่านบอกว่าในสมยั ท่ี
ภกิ ษลุ ะธรรมะอทุ ธจั จะได้ ธรรมะอทุ ธจั จะนค้ี อื ธรรมะทเ่ี ปน็ คำ� สอนทเี่ ปน็
สมมตุ ทิ ง้ั หมดนน่ั เอง เหลอื แตก่ ายกบั ใจซง่ึ เปน็ ของจรงิ เทา่ นนั้ สำ� หรบั ผทู้ ่ี
~ 115 ~
สมถยานิก วปิ สั สนายานกิ ตอ้ งเข้ามรรค ละอุทธัจจะ อรยิ สจั
เดินมรรคสมงั คคี รงั้ แรก ยถาภตู งั ยังไมต่ อ้ งพดู ถึงใจ จับกายกบั ลมเท่านั้น
กายกบั ลมทีจ่ ะเดนิ เข้าเป็นภายในโดยธรรมชาตขิ องมันเอง ในสมัยทีภ่ ิกษุ
ละธรรมะอทุ ธจั จะได้ คอื วา่ ไมใ่ หค้ ดิ ถงึ คำ� สอนทงั้ หมดเพราะเปน็ สมมตุ หิ มด
ให้ดแู ต่กายกับใจ ถา้ เราเดนิ ครง้ั แรก ยถาภตู ัง กเ็ อาแต่กายกบั ลม สมัยนน้ั
จิตย่อมต้ังม่ันสงบอยู่ภายใน มีแต่กายกับใจ เราไม่ไปสมมุติภายนอกปั๊บ
ปกตแิ ล้วมนั จะเดนิ เขา้ ไปเป็นภายใน จิตยอ่ มตั้งมนั่ สงบอยู่ภายใน จติ จะ
เดินเข้าข้างใน เป็นธรรมเอกผุดข้ึนตั้งม่ันอยู่ สติกับจิต สติกับสมาธิน้ี
ก็เดนิ เข้าไปภายใน จากจมกู ก็เดินลงเข้าไปในคอ ลงไปท่ามกลางหน้าอก
เดินไปตามธรรมชาติของมัน มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิด
สติ สมาธิ แล้วกม็ รรคใส่เขา้ ไป มรรคยอ่ มเกิดแก่ภกิ ษุน้ัน สตกิ ับสมาธกิ ็
รวมกนั เป็นจติ ต้ังม่นั อยภู่ ายใน แลว้ ปัญญาก็คอื กายกบั ลมไมใ่ ช่เรา ไมใ่ ช่
ของเรา เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั ใสเ่ ขา้ ไป มรรคยอ่ มเกดิ เปน็ มรรคผสมเทา่ นนั้ เอง
กายกับลมไม่ใชเ่ รา เป็นธาตุ ๔ นี้ มันก็ไมใ่ ช่สมมุตนิ ะ เป็นของจรงิ ธาตุ ๔
กเ็ ปน็ ของจริง เปน็ วปิ ัสสนากรรมฐาน ธาตุ ๔ กายนี้กเ็ ป็นธาตุ ๔ ลมก็เป็น
ธาตุ ๔ เกิดดับ ใส่เข้าไป มรรคย่อมเกดิ เปน็ มรรคผสมเท่าน้ันเอง ภิกษุนนั้
~ 116 ~
พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร
เสพให้มากเจริญให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุเสพให้มากเจริญให้มาก
ซ่ึงมรรคน้ันอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ น่ีเห็นไหม แค่น้ี เพราะว่าจิตจะเดิน
ลึกลงไปๆ เป็นธรรมชาติของมันเอง จิตเวลาถ้ามันเป็นสมาธิแล้ว สติมัน
บังคับลงไปแลว้ น่ี จิตก็เปน็ สมาธิ กายกเ็ ปน็ สติ บังคบั ลงไป บงั คบั จติ ลงไป
ลกึ ลงไปๆ จนถงึ สดุ ยอดของสมาธิ คอื ฐานของจติ มนั กจ็ ะดบั เปน็ ธรรมชาติ
ของมันอีก ถึงจุดสุดมันก็ดับไปเอง เป็นการประทับมรรคลงไปถึงฐาน
ของจิต ความเห็นในจติ กเ็ ปลยี่ นไป เป็นกายนี้ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา เปน็
ธาตุ ๔ เกดิ ดบั จติ ตง้ึ ไป นนั่ นะ่ สกั กายทฏิ ฐทิ เี่ ปน็ ของเกา่ ทอ่ี ยใู่ นจติ กด็ บั ไป
เหลือแต่มรรคที่เราใส่เข้าไป มรรคที่ใส่เข้าไปก็คือกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่
ของเรา เปน็ ธาตุ ๔ เกิดดบั เท่านนั้ เอง อันนี้กิเลส ตวั สกั กายทฏิ ฐกิ ด็ ับไป
เหลือแต่ธรรมะทอ่ี อกมา ถอนออกมา
ทนี เ้ี มอื่ ถอนมาแลว้ คอื วา่ จติ ถงึ ฐานแลว้ กเ็ ปน็ วมิ ตุ ติ เมอื่ เปน็ วมิ ตุ ตแิ ลว้
วิมตุ ติญาณทสั สนะก็ตอ้ งโผลอ่ อกมา จิตถอนออกมา วมิ ตุ ติญาณทสั สนะ
ก็จะบอกวา่ กายเราน้ไี ม่ใชเ่ รา ไม่ใช่ของเรา เป็นธาตุ ๔ เกิดดับ โผลข่ น้ึ มา
ปัญญาจะโผล่ออกมาให้เห็น วิมุตติญาณทัสสนะจะเห็นในยถาภูตัง
~ 117 ~
สมถยานกิ วิปัสสนายานิก ตอ้ งเขา้ มรรค ละอทุ ธจั จะ อรยิ สัจ
อาจารย์ม่ันเขียนไว้ในมุตโตทัย ไม่มีสมมุติทางกาย ไม่มีสมมุติว่าเป็นเรา
เปน็ ของเรา ไมม่ แี ลว้ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั จะโผลม่ าใหเ้ หน็ กแ็ สดงวา่ เราถงึ จรงิ ๆ
ทุกมรรคต้องเดินอย่างนี้หมด จะเป็นโสดาบันก็ต้องเดินทางนี้
แต่โสดาบันก็ต้องเอาทั้งกายกับใจ ไม่ใช่กายอย่างเดียว ตัวทุกข์ต้องเป็น
กายกบั ใจ เดนิ ลงไป กายกบั ใจมนั จะเดนิ ลงไป แลว้ ตอ้ งมลี มซอ้ นเขา้ ไปดว้ ย
ใจต้องจับกรรมฐาน คือสมถกรรมฐาน ตัวลมนี้ต้องจับลงไปด้วยถึงจะ
เหน็ ใจเหน็ จติ ตอ้ งจบั ทง้ั กายทงั้ ลมใหจ้ ติ เหน็ หมดแลว้ กล็ กึ ลงไปๆจนกระทง่ั
ถึงอัปปนา ก็เป็น process อันเดียวกัน ถึงฐานของจิตก็ดับต้ึงลงไป
เหมือนกัน มันจะบอกว่า ส่ิงใดที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งน้ันก็ดับไป
เป็นธรรมดา โสดาบันจะเห็นอันนี้ สิ่งใดที่เกิดข้ึนเป็นธรรมดา สิ่งน้ันก็
ต้องดับไป ก็คือกายกับใจ เกิดขึ้นมาก็ดับไปโดยธรรมชาติมัน โสดาบัน
เหน็ อยา่ งน้ี จะเปน็ ทกุ มรรคเลย เมอ่ื มวี มิ ตุ ตติ อ้ งมวี มิ ตุ ตญิ าณทสั สนะโผลม่ า
พระอรหันต์สุดยอดก็ต้องมีโผล่มาว่า ขีณา ชาติ ชาติจบแล้ว วุสิตัง
พรหั มจรยิ ัง พรหมจรรยอ์ ยจู่ บแลว้ กตงั กรณยี งั กิจท่คี วรท�ำหมดแล้ว
~ 118 ~
พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร
ไม่มอี กี แลว้ นาปรัง อติ ถัตตายาติ กจิ อื่นท่ีย่งิ กวา่ น้ีไม่มีอกี แลว้ จบแล้ว
เทา่ นั้นเอง พระอรหันต์ต้องมอี นั นี้โผลม่ ากแ็ สดงว่าเปน็ พระอรหนั ต์แลว้
เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี้มีหลักวิชาจริงๆ เท่าน้ัน ไม่ได้คิดเอาเอง
ทกุ คนตอ้ งทำ� ตามหลกั วชิ าอนั น้ี แลว้ อาจารยท์ กุ อาจารยก์ ต็ อ้ งสอนอยา่ งน้ี
หลวงปทู่ กุ องคถ์ า้ จะสอนถงึ จดุ สดุ ยอดตอ้ งสอนอยา่ งนห้ี มด พระอาจารยม์ นั่
ก็สอน ท่านสอนยังไง คนท่ีหลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา
จะหาให้ล�ำบากท�ำไม อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว
จะตน่ื เงาตะครบุ เงาไปทำ� ไม เพราะรแู้ ล้ววา่ เงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจรงิ คอื
สัจจะท้งั ๔ ทม่ี อี ยู่ในกายในใจอย่างสมบรู ณ์แลว้ นีเ่ ห็นไหม จบแค่นเี้ อง
กายกับใจก็คืออริยสัจ ๔ นี้แหละ เอาแค่นี้เอง จบกัน เงาก็คือตัวสมมุติ
ทั้งหมดทสี่ อนไปๆ อะไรกต็ ามเปน็ เงาหมด ของจริงก็คอื กายกับใจ น่เี ปน็
สดุ ยอดของคำ� สอน
หมายเหต:ุ สามารถรบั ฟังไฟลเ์ สียงได้ทล่ี ้งิ คข์ อง Youtube: หลวงปู่ทิวา อาภากโร - ตอนท่ี ๘:
สมถยานกิ วิปสั สนายานกิ ตอ้ งเข้ามรรค ละอทุ ธทั จะ อริยสจั
~ 119 ~
การปฏบิ ตั ธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝา่ ยวปิ สั สนายานกิ
การปฏิบัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ
ฝา่ ยวปิ ัสสนายานกิ
เอา้ ฟงั ธรรมะ อานาปานสตคิ อื การกำ� หนดลมหายใจเปน็ กรรมฐาน
พเิ ศษ เปน็ ยอดของกรรมฐาน เพราะสามารถเปน็ ไดท้ ง้ั สมถะและวปิ สั สนา
สามารถเอาวปิ สั สนากรรมฐานทกุ ระบบใสผ่ สมกบั ลมหายใจไดห้ มด ตงั้ แต่
เร่ิมต้นปฏิบัติจนถึงเป็นพระอรหันต์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังทรงใช้
ลมหายใจเป็นกรรมฐานหลักในคืนวันตรัสรู้ และในชีวิตของพระองค์ก็ใช้
อานาปานสติเป็นวิหารธรรม คือพระองค์ก็ใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรม
อยู่เป็นสุข เพราะท่านหมดภารกิจที่จะละกิเลสแล้ว เพราะท�ำให้สบาย
อย่สู บาย อยสู่ ขุ สบาย
~ 120 ~
พระอาจารย์ทิวา อาภากโร
อานสิ งสข์ องอานาปานสตฝิ า่ ยวปิ สั สนา ถา้ ไมไ่ ดม้ รรคผลในปจั จบุ นั
กจ็ ะไปได้มรรคผลในกาลแหง่ มรณะ หมายความว่าพอได้มรรคผลแลว้ ก็
ตายเลยทเี ดยี ว ในกรณนี มี้ มี ากในครง้ั สมยั พทุ ธกาล เพราะผปู้ ฏบิ ตั เิ ดนิ มรรค
ยงั ไงปฏบิ ตั ยิ งั ไง มรรคสมงั คกี ไ็ มเ่ กดิ สกั ที แตพ่ อกอ่ นตายกำ� หนดเดนิ มรรค
เขา้ ไป มรรคสมงั คกี ็เกิดแลว้ ก็ตายไปพอดี
น่ีเป็นอานิสงส์พิเศษส�ำหรับผู้ที่ฝึกอานาปานสติเป็นกรรมฐานหลัก
ก่อนตายเป็นยังไง ก่อนตายตามต�ำราทิเบตเขาบอกว่าธาตุ ๔ จะดับไป
ทลี ะธาตุตามลำ� ดับ ธาตุดินดบั ก่อน แล้วก็ธาตนุ ำ้� ดบั ธาตไุ ฟดับ ธาตุลม
จะดับเป็นอันดับสุดท้าย ก่อนจะตาย จิตจะเดินเข้าสู่ฐานของจิตโดย
ธรรมชาติของมันพร้อมกับลมหายใจดับพอดี ตอนท่ีเข้าโคม่าเนี่ย จิตจะ
เดินเข้าภวังค์ ทีน้ีลมหายใจก็ยังอยู่จนกระท่ังลมหายใจถึงจุติจิต จิตก็ดับ
พรบ่ึ ไปเลยเหมือนกนั นี่ถ้าเรามสี ติ เอาลมหายใจเป็นกรรมฐานเข้าไปเลย
กำ� หนดลมหายใจวา่ เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั ไปเลย กเ็ ทา่ กบั วา่ เราเดนิ มรรคผสม
เขา้ ไปเรือ่ ยๆ จนถงึ ฐานของจติ เป็นมรรคสมังคีพอดี แลว้ ก็ถึงจตุ จิ ิตกต็ าย
พอดี
~ 121 ~
การปฏิบัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝา่ ยวปิ ัสสนายานกิ
น่ีเป็นอานิสงส์พิเศษของอานาปานสติ ถ้าเราก่อนจะตาย นี่คือค�ำท่ี
กลา่ วไวว้ า่ อานสิ งสข์ องอานาปานสตฝิ า่ ยวปิ สั สนายานกิ ถา้ ไมไ่ ดม้ รรคผล
ในปจั จบุ นั กจ็ ะไดม้ รรคผลในกาลแหง่ มรณะ แตท่ วา่ ผปู้ ฏบิ ตั ติ อ้ งทำ� จน
คนุ้ เคย นสี่ ำ� คญั ตรงน้ี เพราะกอ่ นตายน้ี อารมณข์ องผตู้ ายทกี่ ำ� หนดจนถงึ
ท่ีสุดคืออนันตริยกรรม มันจะเอาตัวน้ีเป็นอารมณ์ของจิตแล้วก็ตายเลย
ตวั นี้ แลว้ กจ็ ตุ ติ ายเลย อนนั ตรยิ กรรมกค็ อื การฆา่ พอ่ ฆา่ แม่ ฆา่ พระอรหนั ต์
ท�ำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อเลือด หรือท�ำลายสงฆ์ให้แตกกัน นี่คือ
อนันตริยกรรม แนน่ อน ต้องไปนรกอเวจีแน่นอน อันนีค้ อื อนนั ตริยกรรม
ฝ่ายชั่ว อนันตริยกรรมฝ่ายดี ก็คือว่าท�ำสมาธิได้จนถึงอัปปนา แน่นอน
ต้องไปถึงพรหมแน่นอน แต่ถ้าคนเราปกติแล้วก็ไม่ได้ท�ำอนันตริยกรรม
กรรมส�ำคัญที่ก่อนจะตาย เราเรียกว่าอสัญกรรม มันจับอันไหนไป มันก็
เอาไปเกิดท่ีนั่นเลยทีเดียว แต่ก่อนจะตายนี่ต้องเข้าโคม่า ถ้าเอาอารมณ์
ท่ีดีเป็นกุศลไปก็ไปในทางท่ีดีเลย คือไปสุคติ ถ้าเอาอารมณ์ที่ไม่ดีไป
มนั กไ็ ปทคุ ตทิ นั ที ตอนทเี่ ขา้ โคมา่ นม้ี นั มอี ารมณส์ องประเภท ประเภทหนงึ่
ก็ ตา หู จมกู ลนิ้ กาย ยงั ทำ� งานอยู่ ยงั รสู้ กึ ตวั อยู่ เพราะฉะนน้ั เวลาใครเขา้
~ 122 ~
พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร
โคมา่ บางคนนก่ี ร็ ู้สกึ นะ ถา้ ไปพดู ขา้ งๆ เตยี งนเ่ี ขาได้ยิน เนีย่ ยังทำ� งานอยู่
กจ็ ับอารมณ์น้เี ข้าไปแล้วกต็ ายพอดี ถา้ ใครพดู ขา้ งๆ เตยี งหรือว่าพดู อะไร
ต่างๆ นี่ เขาได้ยนิ กจ็ บั อารมณน์ ัน้ เขา้ ไป
ถ้าอารมณ์เป็นกุศลก็ไปในทางดี ถ้าอารมณ์ท่ีเป็นอกุศลก็ไปทางชั่ว
แล้วก็จุติไปเลย เป็นอารมณ์ครั้งสุดท้ายของคนท่ีใกล้จะตาย นี่ถ้าตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ มนั ไมท่ ำ� งานแล้ว มนั เคลิ้มไป มันกเ็ หมือนกับฝนั แลว้
เปน็ ภวงั คแ์ ลว้ เปน็ ฝนั พอเขา้ ไปแลว้ กฝ็ นั เปน็ ความฝนั ครง้ั สดุ ทา้ ยในชวี ติ
ฝนั ดกี ไ็ ปดเี ลยทเี ดยี ว ฝนั ไมด่ กี ไ็ ปไมด่ เี ลย มนั จะจบั อารมณข์ องเราทท่ี ำ� มา
ในทกุ วันๆ เป็นประจำ� ทำ� ชวั่ กฝ็ นั ชัว่ ไปลงนรกเลย ฝันดกี ็ไปสวรรคเ์ ลย
เป็นความฝันครั้งสุดท้ายก่อนจะตาย อารมณ์น้ีเรียกว่าอสัญกรรม อันน้ี
เปน็ อารมณท์ แี่ รงมาก ถา้ ใครคดิ ดกี ไ็ ปดี ถา้ ใครคดิ ไมด่ กี ไ็ ปไมด่ ี ทา่ นเปรยี บ
เหมอื นววั ที่ถูกขงั อยู่ในคอก ตัวไหนอยหู่ นา้ ประตูคอก เปดิ ประตูปั๊บ ตวั ที่
แข็งแรงกว่าหรืออ่อนแอกวา่ มนั กว็ ง่ิ ออกไปกอ่ นเท่าน้นั เอง เพราะฉะนน้ั
กรรมดกี รรมชัว่ ก่อนจะตายนี่ มันกจ็ บั อารมณ์ตัวนน้ั
~ 123 ~
การปฏิบัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวิปสั สนายานิก
ทีนี้ถ้าเรามีสติ เรารู้ว่าก่อนจะตายเราก็เดิน ก�ำหนดลมหายใจเป็น
ธาตุ ๔ เดินเข้าไปเลย เดินมรรคผสมเข้าไปเลย มรรคผสมพอถึงจุติจิต
กด็ ับพร่ึบลงไป มนั ก็เข้าถึงจุติจติ มันก็เป็นมรรคผลไปเลยเทา่ น้ัน ถึงฐาน
ของจติ เลย อารมณก์ รรมฐานทเี่ ราทำ� ทกุ วนั ๆ มนั ไมเ่ ขา้ สกั ที แตพ่ อถงึ ใกล้
จะตาย มันจะเข้าโดยธรรมชาติของมัน มันพรึ่บลงไปเลย เพราะฉะน้ัน
ผู้ที่ท�ำอานาปานสติน่ี ท่านบอกว่าถ้าไม่ได้มรรคผลในปัจจุบัน ก็จะไปได้
มรรคผลในกาลแหง่ มรณะ
มเี รอื่ งเลา่ วา่ มอี บุ าสกคนหนง่ึ ถามอาจารยฝ์ า่ ยวปิ สั สนากรรมฐานวา่
สมมุติท่านทราบว่าอีก ๓ วันจะต้องตาย ท่านจะต้องเตรียมการอย่างไร
อาจารย์ผู้น้ันก็ตอบว่า ก็ท�ำอย่างท่ีท�ำเป็นประจ�ำทุกวันๆ นี่แหละ แหม
คำ� ตอบนอี้ าตมาชอบใจมากเลยทเี ดยี ว เพราะอะไร เพราะอาจารยอ์ งคน์ น้ั
ม่ันใจในขอ้ ปฏิบัตขิ องทา่ น คือท�ำทุกวันๆ เป็นประจ�ำจนคล่องปากขน้ึ ใจ
เพราะฉะนน้ั กอ่ นจะตาย อารมณใ์ กลจ้ ะตายกม็ อี ารมณอ์ กี อนั หนงึ่ ทสี่ ำ� คญั
คืออาจิณกรรมท่ีเราท�ำทุกวันๆ จนคุ้นเคย ก่อนจะตายก็จับอารมณ์น้ี
~ 124 ~
พระอาจารย์ทิวา อาภากโร
เขา้ ไปเทา่ นนั้ อารมณท์ ท่ี ำ� จนคนุ้ เคยทกุ วนั ๆ เพราะฉะนนั้ ถา้ เราเดนิ มรรค
จนคุน้ เคยทุกวนั ๆ นี่ก็เป็นอารมณข์ องเรา กอ่ นจะตายเรากจ็ บั เอาไปโดย
ธรรมชาติของมัน มันก็ได้จะมรรคได้ผลพอดี นี่เป็นอานิสงส์พิเศษของ
อานาปานสติในฝ่ายวิปสั สนายานกิ
เอ้า ทีน้ีเกิดว่าก�ำลังเราไม่พอ สติของเราไม่พอจับอารมณ์ของ
วิปัสสนาเข้าไป เข้าโคม่าแล้วจบั เข้าไปแต่มันไม่ถึงฐาน เพราะกำ� ลังไม่พอ
ภวังค์ก็ตัดพรึ่บไปเลย ก็จะไปสวรรค์เลยทีนี้ เพราะว่าอารมณ์ที่เป็นกุศล
เข้าไปแล้ว ไปสวรรค์ เราก็เอามรรคของเราน้ีใส่กระเป๋าไปปฏิสนธิเกิด
บนสวรรค์ เอามรรคใส่กระเป๋าไปด้วย ใส่กระเป๋าเดินทางไปด้วยเลยทีนี้
เปน็ การเตรยี มการเดนิ ทางครง้ั สดุ ทา้ ยในชวี ติ ไปเกดิ บนสวรรคก์ เ็ อามรรค
ของเราใสก่ ระเปา๋ ไปดว้ ย ถา้ เราทำ� จนคลอ่ งปากขน้ึ ใจแลว้ ทนี ี้ ทา่ นบอกวา่
จะไปได้คุณวิเศษโดยพลันบนสวรรค์น่ีเอง ท่านว่าอย่างนั้น เอ้า ทีน้ี
นกั ปฏิบตั ผิ ู้ใดเม่อื อยู่ในโลกนี้แลว้ ไดป้ ฏิบัติจนคลอ่ งปากข้ึนใจ เมื่อไปเกิด
บนสวรรค์แล้ว ก็จะบรรลุคณุ วเิ ศษโดยพลนั ดงั กรณีต่อไปนี้ ข้อ ๑ นกึ ถึง
ข้อปฏิบัติที่ท�ำมาในอดีต น่ีคือเกิดมาเป็นเทวดาแล้วนะ จิตของเทวดา
~ 125 ~
การปฏบิ ตั ธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝา่ ยวปิ สั สนายานกิ
ปกติเป็นจิตของสมาธิแบบภวังค์คือขาดสติ เป็นจิตภวังค์แต่ว่าขาดสติ
คือเป็นสมาธิเหมือนกัน เป็นสมาธิแบบเพลินๆ เม่ือเทวดาองค์น้ันนึกถึง
ข้อปฏิบัติในอดีตได้ สติก็เกิด นึกปั๊บได้ว่าเราเคยท�ำมาแล้ว สติก็เกิด
เลยทเี ดียว เทวดาโดยปกติแล้วไม่มสี ติ คอื ขาดสติ ทำ� ความดไี ม่ไดเ้ พราะ
เพลินอยู่ตลอดเวลา นี่ถ้าเรานึกถึงอดีตที่เราเคยสร้างมา สติก็เกิดทันที
สติเกิด สมาธิก็เกิด ปัญญาก็เกิด จากผลของการปฏิบัติในอดีต จิตก็จะ
บรรลุถึงคุณวิเศษโดยพลัน ไปท�ำบนสวรรค์ต่อ ถ้าเราท�ำมาอยู่ในโลกนี้
จนคลอ่ งปากขึ้นใจ นเี่ ป็นกรณีที่ ๑ กรณีท่ี ๒ ในกรณีที่ผู้มฤี ทธจิ์ ากโลกนี้
ไปเทศนบ์ นสวรรค์ กม็ พี ระทเ่ี กง่ ๆ เทศนบ์ นสวรรคไ์ ด้ ผฟู้ งั ทไี่ ดป้ ฏบิ ตั ธิ รรม
มาก่อนคร้ังอย่ใู นโลกมนุษย์ ก็สามารถบรรลคุ ณุ วเิ ศษไดโ้ ดยพลันถ้าทำ� มา
จนช�ำนาญแล้ว ฟงั ธรรมป๊ับกไ็ ดค้ ุณวเิ ศษโดยพลัน กรณีท่ี ๓ กรณผี ู้ทีม่ ี
ความสามารถ เชน่ เทวดาทเี่ ปน็ โสดาบันหรือสกทาคามี ไปแสดงธรรม
ในเทวสภา ผู้ที่ได้โสดาบัน สกทาคามี อยู่บนสวรรค์เยอะแยะไปหมด
พอถึงวันดีคืนดีเขาก็ไปเทศน์บนสวรรค์ให้เทวดาฟัง น่ีถ้าผู้ฟังได้เคย
ปฏบิ ตั ธิ รรมมากอ่ นครง้ั อยโู่ ลกมนษุ ยอ์ ยา่ งคลอ่ งปากขนึ้ ใจ กส็ ามารถบรรลุ
~ 126 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
คณุ วเิ ศษโดยพลนั ได้ กรณที ี่ ๔ มเี พอ่ื นรว่ มปฏบิ ตั ทิ สี่ มยั เปน็ มนษุ ยไ์ ปเกดิ
บนสวรรค์ ไปเกดิ เปน็ เทวดา แลว้ มาเตอื นใหน้ กึ ถงึ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ มเี พอ่ื นๆ กนั
มาเตือน ผูฟ้ ังกน็ กึ ถงึ ข้อปฏิบตั ิน้นั ได้ ก็สามารถบรรลุคณุ วเิ ศษไดโ้ ดยพลนั
ข้อส�ำคัญคือเราต้องท�ำให้เป็นอาจิณกรรม แล้วมันก็จะได้เอาไปได้
คือเอาใส่กระเป๋าไปได้ เอาไปบนสวรรค์ ทีน้ีเทวดาที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม
ในโลกมนุษย์มาก่อนจนคล่องปากข้ึนใจ เมื่อฟังธรรมก็ไม่สามารถบรรลุ
คุณวิเศษได้เพราะขาดสติ เป็นจิตท่ีเพลินอยู่ในภวังค์น่ันเอง พอหมดบุญ
จากเทวดา กเ็ หลอื แตบ่ าป กจ็ ะลงนรกไปเลย เปน็ ธรรมดาของมัน
ทีนี้เทวดาผู้คิดสร้างบารมีน้ี เมื่อไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทวดาแล้ว
จะอยู่ไม่นาน จะอธิษฐานกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ทันที เพราะยังมีบุญ
เกา่ อยจู่ งึ กลบั มาเกดิ ได้ ยงั มเี ครดติ อยู่ ถา้ ใชบ้ ญุ หมดแลว้ กจ็ ะตกนรกไปเลย
น่ีส�ำคัญ ถ้าเราท�ำจนคล่องปากข้ึนใจนี่ ยังไงๆ มันก็ต้องได้มรรคผลอยู่ดี
แต่มันจะได้ตอนไหนเท่าน้ันแหละ น่ีคือข้อท่ีเราท�ำจนคล่องปากขึ้นใจ
มน่ั ใจในข้อปฏิบัติของเราเทา่ นั้น ท�ำไปทกุ วนั ๆ นน่ั แหละ ทางเดนิ แม้จะ
~ 127 ~
การปฏิบัติธรรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวปิ ัสสนายานิก
ไกลเท่าไร แต่ถ้าเราเดินไปทุกวนั ๆ มันตอ้ งถงึ เองเทา่ น้ัน เพียงแต่มนั จะถึง
เมอ่ื ไรเท่าน้นั แตแ่ น่ใจทเี ดียวว่าต้องถึง
ต่อไปเราจะภาวนาท�ำอริยสัจ ๔ เอ้าทีนี้จะพูดย่อๆ ไม่ต้องยืดเยื้อ
เทา่ ไร นง่ั ภาวนา การเดนิ ทาง เราใชว้ สิ ทุ ธิ ๗ เขา้ มากอ่ น สติ สมาธิ ปญั ญา
อะไรเปน็ สติ อะไรเปน็ สมาธิ อะไรเปน็ ปญั ญา รทู้ ง้ั ๓ อยา่ งกอ่ น หลงั จากนนั้
เราคอ่ ยเขา้ อริยสจั ๔ เลย
ทำ� สตซิ ะกอ่ น ดงึ จติ มาไวท้ ก่ี าย กายตงั้ อยใู่ นลกั ษณะใด ใหท้ ราบชดั
ในลกั ษณะนน้ั นกึ ถงึ ขา ขาขวาทบั ขาซา้ ย นกึ ถงึ มอื มอื ขวาทบั มอื ซา้ ย นกึ ถงึ
กายท่อนลา่ งที่สัมผสั กบั พน้ื นกึ เรือ่ ยมาถึงทา่ มกลางหน้าอก ถงึ คอ ถงึ หัว
จากหัวกลับไปคอ ไปท่ามกลางหน้าอก กายท่อนล่าง มือขวาทับมือซ้าย
ขาขวาทบั ขาซ้าย กลบั ไปกลบั มา นีด่ กู ายเราต้ังอยอู่ ยา่ งนี้คือสติ นถ่ี ้าเรา
ทำ� ชำ� นาญแลว้ กเ็ อาจติ เกาะอยทู่ ป่ี ลายชอ่ งจมกู จดุ ใดจดุ หนงึ่ ของรา่ งกาย
เอาปลายชอ่ งจมกู เปน็ หลกั แลว้ เรากท็ ำ� ความรสู้ กึ คลมุ จากหวั ไปถงึ เทา้ เลย
ไมต่ อ้ งเลอื่ นจติ ขน้ึ ลง นงี่ า่ ยๆ จติ มาเกาะทบ่ี รเิ วณปลายชอ่ งจมกู ทำ� ความ
รสู้ กึ คลมุ จากหวั ไปเทา้ นี่เปน็ สติ
~ 128 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
ตอ่ ไปเราจะทำ� สมาธิ ก�ำหนดลมหายใจเขา้ ออกบริเวณปลายชอ่ ง
จมกู เขา้ รู้ ออกรๆู้ เอาแคน่ ี้ ตวั รนู้ คี้ อื จติ ตวั รนู้ ค้ี อื สมาธิ พดู กบั ตวั เอง เขา้ รู้
ออกรู้ ก�ำหนดลมหายใจเข้าออกบริเวณปลายชอ่ งจมูก เข้ารู้ ออกรู้ นี่คอื
ตวั สมาธิ ยอ่ ๆ ไปเลยทนี ี้
สตดิ ี สมาธกิ ด็ ดี ว้ ยเทา่ นน้ั เอง เราทำ� สตวิ นั ๆ หนง่ึ นานๆ ทำ� ไปเรอื่ ยๆ
ท�ำให้คุ้นเคย จิตจะถูกบังคับไม่ให้คิดเร่ือยเปื่อยไป เวลาเรามาท�ำสมาธิ
มนั กจ็ ะอยกู่ บั ลมหายใจเทา่ นน้ั เอง จติ จะเกาะอยกู่ บั ลมหายใจ กเ็ ปน็ สมาธิ
นี่เราก็รวมสติกับสมาธิเข้าด้วยกัน อันน้ีส�ำคัญที่สุดเลยทีน้ี ถ้าเราจะ
เดนิ ปญั ญาหรือเดินสมาธชิ น้ั สูง กต็ อ้ งผา่ นจดุ น้ี เอาจิตมาเกาะท่บี รเิ วณ
ปลายช่องจมกู ทำ� ความรสู้ ึกคลมุ จากหัวไปเทา้ นีเ่ ปน็ สติ นกึ ถงึ ลมหายใจ
เข้าออกบริเวณปลายช่องจมูกซ้อนเข้าไป นี่เป็นสมาธิ กายชัดเข้า
กายชดั ออก พดู กบั ตวั เอง นกึ ถงึ กาย นกึ ถงึ ลมเขา้ นกึ ถงึ กาย นกึ ถงึ ลมออก
กายชดั เขา้ กายชดั ออก นึกถงึ ลมหายใจเข้าออกบรเิ วณปลายชอ่ งจมูก
ขณะเดียวกันก็นึกถงึ กายคลมุ ซ้อนไปดว้ ย นค่ี ือกายชัดเขา้ กายชัดออก
นเ่ี ป็นรถผลดั ที่ ๒
~ 129 ~
การปฏิบัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝา่ ยวปิ สั สนายานกิ
รถผลดั ท่ี ๓ กค็ อื เดนิ ปญั ญา ปญั ญาคอื การเหน็ จรงิ ตามสภาพความ
เป็นจริง เห็นกายกับใจ ใจน้ียกไว้ก่อน ปริญญาตรีนี่เอากายก่อน กายน้ี
ตั้งแต่หัวถึงเท้า มีลมหายใจผ่านเข้าผ่านออกซ้อน ท่ีเราท�ำอยู่นี่แหละ
ชดั เขา้ ชดั ออก นแ่ี หละ ทนี เี้ ราเดนิ ปญั ญาเขา้ ไปเลย ปญั ญาคอื การเหน็ จรงิ
ตามสภาพความเป็นจริง เห็นอะไร เห็นกายที่ตั้งอยู่น้ีต้ังแต่เท้าถึงหัว
หวั ถงึ เทา้ มลี มหายใจผา่ นเขา้ ผา่ นออกซอ้ น มนั ไมใ่ ชค่ น มนั ไมใ่ ชเ่ ราของเรา
เป็นเราของเราเมื่อไร พอมันแก่เจ็บตาย ไม่ให้มันแก่ไม่ให้มันเจ็บไม่ให้
มนั ตาย มนั เป็นไปตามทเ่ี ราตอ้ งการหรอื เปล่า มนั ไมใ่ ช่ มนั ก็แกเ่ จบ็ ตาย
ไปตามธรรมชาตขิ องมนั มันไมใ่ ช่เรา เปน็ สภาวธรรม ๔ สภาวะเท่านั้นเอง
สภาวะแข็ง เรียกว่าธาตุดิน สภาวะเหลว เรียกว่าธาตุน้�ำ สภาวะร้อน
เรียกว่าธาตุไฟ สภาวะเคลือ่ นไหว เรยี กว่าธาตลุ ม เปน็ สภาวะ ๔ สภาวะ
เทา่ นน้ั เองทมี่ ารวมกนั อยา่ งเหมาะสม ไมใ่ ชพ่ ทุ ธศาสนาเราอยา่ งเดยี วนะ
ทว่ี า่ กายเปน็ ธาตุ ๔ หมอดกู ว็ า่ กายเปน็ ธาตุ ๔ เหมอื นกนั มธี าตดุ นิ ธาตนุ ำ้�
ธาตไุ ฟ ธาตุลม เหมือนกัน หมอดใู ชธ้ าตุ ๔ เป็นหลกั เหมือนกัน หมอยา
ก็ใช้ธาตุ ๔ เป็นหลักเหมือนกัน ธาตุดินก�ำเริบเป็นไง ตัวแข็งหมดเลย
~ 130 ~
พระอาจารยท์ วิ า อาภากโร
ต้องนวดกนั เป็นการใหญ่ กินยาเสน้ ยาคลายเส้น ถงึ จะเป็นปกติ ธาตุนำ้�
ก�ำเริบเป็นยังไง กเ็ นา่ เฟะหมดเลยทง้ั ตวั ธาตุไฟก�ำเริบเปน็ ยังไง กร็ ้อนร่มุ
กระวนกระวาย ร้อนมาก ต้องกินยาขมน้�ำเต้าทอง ท�ำให้เกิดความเย็น
ข้นึ มา เอ้าทีนธ้ี าตุลมกำ� เริบ กแ็ น่นจุกเสยี ด ท�ำให้ร่างกายไม่ปกติ นีถ่ ้าธาตุ
ทง้ั ๔ มันเปน็ ปกติ ร่างกายเราก็เปน็ ปกติ หมอยาเขาก็รู้ ไม่ใช่พทุ ธศาสนา
เราอยา่ งเดียวนะ ธาตุ ๔ น่ีเป็นธรรมชาตเิ ลย
กายนเี้ ปน็ กองธาตุ ๔ ดิน แขง็ นำ�้ เหลว ไฟ รอ้ น ลม เคลือ่ นไหว
ช่ือนั้นหมดแล้วไม่มี ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย ไม่มีพระ ไม่มีเณร ไม่มีช่ือ
นาย ก. ไม่มชี ่อื นาง ข. มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดับอยเู่ นย่ี หายใจเขา้ ธาตุ ๔
เกดิ ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดับ กายนเ้ี ปน็ ธาตุ ๔ เกิดดับ ลมหายใจ
ก็เป็นส่วนหนึ่งของกายสว่ นย่อย กายสว่ นใหญ่เปน็ ธาตุ ๔ ลมหายใจก็เปน็
ธาตุ ๔ ดว้ ยเหมอื นกนั ไมม่ อี ะไรแตกตา่ งกนั ไป เพราะฉะนน้ั ลมหายใจกค็ อื
ธาตุ ๔ ลกั ษณะของธาตนุ น้ั แปรปรวนเสอื่ มสลายไมเ่ ทยี่ ง หายใจเขา้ ธาตุ ๔
เกิดดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดับ น่ีเห็นแล้วอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ให้เห็นชัดๆ อนิจจัง มันไม่เท่ียง เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ทุกขัง มันก็ดิ้น
~ 131 ~
การปฏบิ ัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวปิ ัสสนายานิก
อย่างนี้ หยดุ ไม่ได้ แตกกระจายเมือ่ น้นั อนัตตา มนั ไม่มตี วั ไม่มีตน มันเปน็
สภาวธรรมทม่ี ารวมกนั ชว่ั คราวเทา่ นนั้ เอง เพราะฉะนน้ั ลมหายใจคอื ธาตุ ๔
มนั เกดิ ดับนเ่ี อง หายใจเขา้ ธาตุ ๔ เกดิ ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกดิ ดบั
น่ีคือปัญญา ปัญญานี่คือกายท่ีต้ังอยู่น้ี เท้าถึงหัว หัวถึงเท้า ไม่ใช่คน
ไมใ่ ชเ่ รา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั เทา่ นนั้ นค่ี อื ปญั ญา พจิ ารณางา่ ยๆ พจิ ารณา
กายตั้งแต่เท้าถึงหัวน่ีเป็นสติ พิจารณาลมหายใจซ้อนเข้าไป ก็เป็นสมาธิ
ทงั้ กายและทั้งลมน่ีมนั ไม่ใชเ่ ราไมใ่ ช่ของเรา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดับ นคี่ ือ
ปัญญา ก็อยู่ในน้ี ไม่มีอะไรมาก เห็นไหม ง่ายๆ นี่รู้แล้วว่าอะไรเป็นสติ
อะไรเป็นสมาธิ อะไรเป็นปญั ญา ต่อไปเรากเ็ ดินมรรค เขา้ มรรค
ทีนี้เราจะเข้ามรรคในอริยสัจ ๔ ก็ต้องพิจารณาเรื่องของทุกข์
ทกุ ขค์ ืออะไร ก็ทุกขก์ ายทุกข์ใจนีแ่ หละ แตเ่ ร่ืองใจใหย้ กไวก้ ่อน เพราะเรา
เดินปริญญาตรนี ่ี เร่ืองใจยกไว้ก่อน เอากายก่อนเทา่ นน้ั กายคอื ต้ังแต่หวั
ถึงเท้า มีลมหายใจผ่านเข้าผ่านออกซ้อนน่ี ทุกขสัจต้องก�ำหนด เอาสติ
ก�ำหนดกายหรือลมหายใจ เป็นทุกขสัจที่ต้องก�ำหนดให้รู้ รู้ตลอดเวลา
ในเรื่องของกายท่ีตัง้ ไว้ ลมหายใจซอ้ นเขา้ ไปน่ี ให้ร้อู ยู่ตลอดเวลาตวั น้ี คือ
~ 132 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
กายกบั ใจเราน้ี แต่ใจเรายกไว้ก่อน เอากายน้กี อ่ น คอื ทกุ ขสจั ตอ้ งกำ� หนด
ให้รู้ เพง่ กายเพง่ ลมอยนู่ ตี้ ลอดเวลา ไม่ใหไ้ ปไหนนะ จติ ให้อยู่ตรงน้ี น่เี ปน็
ทุกขสัจ สมุทัยคอื ตณั หา จติ ที่ฟุ้งซ่านไปภายนอก คิดไปขา้ งนอก คดิ ปกติ
คิดข้างนอกเร่ืองอะไรต่างๆ ก็ตาม เป็นนิมิตต่างๆ เห็นอาจารย์น้ัน
อาจารย์นม้ี าบอกอะไรก็ตาม ไม่ไดท้ งั้ น้ัน ถือว่าจิตออกนอกหมด ต้องดงึ
กลบั เขา้ มาขา้ งในอยา่ งเกา่ หรอื วา่ จติ มนั เคลม้ิ เปน็ ภวงั ค์ ลมหายใจหายไป
เป็นภวังคแ์ ล้ว มนั จะร้ใู นความสบาย นั่นนะ่ คอื ตัวภวังค์ สมาธิท่เี กีย่ วกับ
ภวังค์ใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งหมด เพราะฉะนั้นสมาธิอยู่ท่ีกายที่ลมเท่านั้นเอง
น่ีก็ทุกขสัจอีก ต้องก�ำหนดให้รู้ เพ่งตัวรู้ ลมกับกาย กายกับลม นั่งดูไป
ไม่ให้จิตออกนอก ไม่ให้จิตเป็นภวังค์ แล้วก็ผ่านสมุทัยได้ ทุกข์ คือต้อง
ก�ำหนดใหร้ ู้ สมทุ ยั คอื ตอ้ งละ เอ้า นโิ รธ คอื ตอ้ งท�ำใหแ้ จง้ นิโรธ คอื กาย
กับใจทีต่ ง้ั อย่นู ี้ มันไม่ใช่คน ไมใ่ ช่เรา อันนี้สำ� คญั ทีเดยี ว มันเปน็ อุปาทาน
ตวั เราของเรานเี้ ปน็ อปุ าทาน เพราะฉะนนั้ เราตอ้ งละตวั นใ้ี หไ้ ด้ ตวั แรกเลย
วา่ กายทต่ี งั้ นไี้ มใ่ ชเ่ ราของเรา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เทา่ นนั้ เอง เกดิ ดบั นเี่ ปน็ นโิ รธ
คอื ต้องทำ� ให้แจง้ กายทตี่ ัง้ นไี้ มใ่ ชเ่ ราของเรา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกิดดบั เท่าน้นั
~ 133 ~
การปฏบิ ัตธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวปิ ัสสนายานกิ
ต้องทำ� ให้แจง้ ตัวนี้ ทีน้จี ะท�ำใหแ้ จง้ ไดย้ ังไง กต็ ้องเดนิ มรรค มรรคก็มีอะไร
โดยย่อก็มีสติ สมาธิ ปัญญา ก็มาจากไหนล่ะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เอามา
จากไหนเลย ก็เอามาจากทุกข์ สมุทัย นิโรธ นั่นแหละ ก็เท่าน้ันเอง
ทุกข์ก็คืออะไร ก็คือกายกับลม น่ันน่ะคือทุกข์กาย ก็คือตัวสติ ลมก็คือ
สมาธิ ใช่ไหม ปัญญาก็คือตัวนิโรธน่ีแหละ กายกับลมนี่ไม่ใช่เราของเรา
มนั เป็นธาตุ ๔ เกดิ ดบั เท่านัน้ นง่ั ดูไป ๓ อย่างนี้ ดูไป เห็นไหม นถ่ี ้าเรา
จะเอาแคน่ ้ี อะไรเป็นสติ อะไรเปน็ สมาธิ อะไรเปน็ ปัญญา เราจะเดนิ เขา้
มรรคเลยก็ได้ หรือว่าเราจะเดินเป็นธาตุ ๔๒ เลยก็ได้ ก็จะท�ำให้จิตมัน
ลกึ ลงไป สตจิ ะดขี น้ึ สมาธิดีขึน้ ปญั ญาดขี ้นึ แต่ถ้าเราเอาแค่น้ีก็ได้ แต่จิต
มันจะตื้นเทา่ นั้นเอง
เอ้า ทีน้ีเราจะท�ำให้จิตมันลึกลงไป ก็คือเดินอาการ ๔๒ น่ันเอง
เดินอาการ ๔๒ ลงไป ธาตุ ๔ มี ธาตดุ ิน ๒๐ ธาตนุ ้ำ� ๑๒ ธาตไุ ฟ ๔
ธาตุลม ๖ ละเอียดเข้าไป นี่จะเดินลึกลงไป สติจะดีข้ึน สมาธิจะดีขึ้น
ปญั ญาจะดขี น้ึ แลว้ เราถงึ เขา้ มรรคทหี่ ลงั กไ็ ด้ เอา้ ทนี เี้ ราเดนิ มา้ งกายกอ่ น
กไ็ ด้ เกสาเรยี กวา่ ผมทง้ั หลาย ผมบนหวั เปน็ ธาตดุ นิ โลมาคอื ขนทง้ั หลาย
~ 134 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
ขนค้ิว ขนท่ัวตัว เป็นธาตุดิน นะขาคือเล็บท้ังหลาย เล็บมือ เล็บเท้า
เปน็ ธาตดุ นิ ทนั ตาคอื ฟันท้ังหลาย ฟันในปาก เปน็ ธาตุดิน ตะโจคอื หนัง
หนงั หวั ถึงหนงั เทา้ เป็นธาตุดิน มังสังคอื เนอ้ื ถลกหนังออกเหน็ กล้ามเน้อื
เป็นมัดๆ นะหารูคือเอ็นท้ังหลาย ฉีกเน้ือออก เห็นเอ็นขึงทั่วตัว อัฏฐิ
คือกระดกู ท้งั หลาย เอาเอ็นออกเหน็ โครงกระดกู กระดกู หวั กระดูกแขน
กระดูกขา กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง อัฏฐิมิญชังคือเยื่อในกระดูก
ทบุ กระดกู ออกก็เหน็ เย่ือในกระดกู วักกงั คอื ไต ทีน้มี าดู จะมไี ตอยู่คูห่ น่ึง
หะทะยงั คอื หวั ใจ อยชู่ อ่ งอกดา้ นซา้ ย ยะกะนงั คอื ตบั อยชู่ ายโครงดา้ นขวา
กโิ ลมะกงั คอื พงั ผดื อยกู่ ะบงั ลม อยชู่ ายโครง ปหิ ะกงั คอื มา้ ม อยชู่ ายโครง
ด้านซา้ ย ปัปผาสังคอื ปอด อยู่ช่องอกด้านหนา้ อนั ตังคือไส้ใหญ่ อยใู่ น
ช่องท้องมีล�ำไส้ใหญ่ขดอยู่รอบนอกขดเดียว อันตะคุณังคือไส้น้อย
ขดเปน็ กระจุกใหญอ่ ยู่กลางช่องทอ้ ง อทุ ะรยิ ังคืออาหารใหม่ อาหารใหม่
ทเ่ี รากนิ เขา้ ไปอยใู่ นกระเพาะอาหาร กะรสี งั คอื อาหารเกา่ อยใู่ นลำ� ไสใ้ หญ่
มตั ถะเก มตั ถะลงุ คงั คอื เยอื่ ในสมองศรี ษะ มนั สมอง ทงั้ หมดนเ้ี ปน็ ธาตดุ นิ
ธาตุดนิ มลี ักษณะแขง็ ไม่ใชส่ ตั ว์ ไมใ่ ช่บคุ คล ไมใ่ ชเ่ รา เปน็ ธาตดุ นิ ตอ่ ไป
~ 135 ~
การปฏบิ ตั ิธรรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวิปัสสนายานกิ
เป็นธาตุนำ�้ ปิตตงั คอื นำ้� ดี อย่ใู นถุงนำ้� ดี ติดกบั ตับ ประมาณนว้ิ ช้ี มีสีเขยี ว
เสมหังคือน้�ำเสลด ปุพโพคือน้�ำเหลือง น�้ำเหลืองนี้มีท่ัวตัว มีมากใน
ต่อมน้�ำเหลือง รอบต้นคอ รอบต้นแขน รอบต้นขา โลหิตังคือน�้ำเลือด
มีทั่วตัว มีมากในช่องท้อง เสโทคือน้�ำเหงื่อ เมโทคือน�้ำมันข้น มีทั่วไป
มมี ากในไขมนั หนา้ ท้อง อสั สคุ ือนำ้� ตา วะสาคือน้ำ� มนั เหลว นำ�้ มนั เหลวมี
ทวั่ ไป มมี ากตามฝา่ มอื ฝา่ เทา้ เขโฬคอื นำ้� ลาย สงิ ฆาณกิ าคอื นำ้� มกู ละสกิ า
คอื น�้ำไขขอ้ หล่อล่ืนขอ้ ท่ัวไป มุตตงั คอื นำ�้ มูตร อย่ใู นกระเพาะปัสสาวะ
ทั้งหมดเปน็ ธาตุน�ำ้ ธาตนุ ำ้� มีลักษณะเหลว ไมใ่ ช่สัตว์ ไมใ่ ชบ่ คุ คล ไม่ใชเ่ รา
ไม่ใชข่ องเรา เปน็ ธาตนุ �้ำ ต่อไปเปน็ ธาตไุ ฟ ไฟท่ีให้ความอบอุ่น มนุษย์เรา
เป็นสัตว์เลือดอุ่น จะต้องมีไฟอุ่นอยู่ตลอดเวลา ไฟท่ีท�ำให้แก่เฒ่าชรา
เพราะว่าไฟมันเผาทุกวันๆ มันก็แก่ลงไปๆ ไฟที่ท�ำให้เร่าร้อนกระวน
กระวายหิวกระหาย ไฟมันต้องใช้เชื้อเพลิง พอมันพร่องไปก็ท�ำให้
เร่าร้อนกระวนกระวายหิวกระหาย ไฟท่ีย่อยอาหาร ท้ังหมดเป็นธาตุไฟ
ธาตุไฟมีลักษณะร้อน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นธาตุไฟ ต่อไปเป็นธาตุลม ลมท่ีพัดข้ึนเบื้องบนจากเท้าถึงหัว ลมนี้
~ 136 ~
พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร
ถ้าอ่อนลงไปก็จะมึนงง ความจ�ำเสื่อม เป็นอัลไซเมอร์ ลมที่พัดลงสู่
เบอื้ งลา่ งจากหวั ถงึ เทา้ ลมนถ้ี า้ ออ่ นลงไปกจ็ ะเปน็ เหนบ็ ชา เปน็ อมั พฤกษ์
เปน็ อมั พาต ลมในชอ่ งทอ้ ง ลมในลำ� ไส้ อาหารทเ่ี รากนิ เขา้ ไปแลว้ ตกลงไป
ในกระเพาะอาหาร ลมในลำ� ไสจ้ ะพดั จากกระเพาะอาหารเขา้ ลำ� ไสเ้ ลก็ ออก
ลำ� ไส้ใหญ่ออกทวารไปเลย ลมที่แผซ่ า่ นไปตามอวัยวะต่างๆ รวมทง้ั แขน
และขา ลมหายใจเขา้ ออก ทงั้ หมดเปน็ ธาตลุ ม ธาตลุ มมลี กั ษณะเคลอ่ื นไหว
ไมใ่ ชส่ ัตว์ ไม่ใชบ่ คุ คล ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ช่ของเรา เปน็ ธาตุลม
เราคอื หนง่ึ กระจายเป็นกองธาตุ ๔ ความเป็นเรากห็ ายไป เหลือแต่
สภาวธรรมท่ีเป็นกองธาตุ ๔ เอ้า ทีนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแล้ว
มนั เปน็ เหมอื นถงุ ขยะ หนงั ทง้ั หวั ทง้ั เทา้ นเ้ี ปน็ ถงุ นอกถงุ กม็ ผี ม มขี น มเี ลบ็
ในถงุ กม็ เี นอื้ มเี อน็ มกี ระดกู ตบั ไต ไสน้ อ้ ย ไสใ้ หญ่ อาหารใหม่ อาหารเกา่
เป็นต้น มีน้�ำ น้�ำดี น้�ำเหลือง น้�ำเลือด น�้ำปัสสาวะ เป็นต้น ในถุงมันมี
ไฟอุ่นอยู่ตลอดเวลา ถุงนี่เจาะรูที่จมูก ลมเป่าเข้าเป่าออก ท�ำให้ชิ้นส่วน
ของธาตุ ๔ ในถุงขยะนี้ขยับไปขยับมา น่าเกลียดน่าชัง น่าเบื่อน่าหน่าย
คิดอยา่ งน้ีแลว้ สติจะดขี ้นึ สมาธิกจ็ ะดขี น้ึ ปญั ญาก็จะดขี ้นึ
~ 137 ~
การปฏบิ ตั ธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวปิ สั สนายานิก
ความจรงิ ธาตทุ ้งั ๔ มนั เป็นสหชาติกัน ผมมันกเ็ ป็นธาตุ ๔ แตม่ ีธาตุ
ดนิ มาก นำ้� ดกี เ็ ปน็ ธาตุ ๔ แตม่ ธี าตนุ ำ�้ มาก ไฟทใ่ี หค้ วามอบอนุ่ กเ็ ปน็ ธาตุ ๔
แตม่ ีธาตุไฟมาก ลมหายใจเข้าออกกเ็ ปน็ ธาตุ ๔ แต่มธี าตลุ มมาก ธาตุดิน
ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ นอ้ ยหนอ่ ย ลมหายใจเปน็ ธาตุ ๔ ยงั ไง ดซู ิ ลมหายใจมนี ำ้� หนกั
สัมผสั ได้ จึงเป็นธาตุดิน ลมหายใจมนั ชืน้ มีไอนำ้� จงึ เปน็ ธาตนุ ำ�้ ลมหายใจ
มันอุ่น จึงเปน็ ธาตุไฟ ลมหายใจมนั เคลอื่ นไหว จงึ เปน็ ธาตลุ ม ลมหายใจ
เปน็ ธาตุ ๔ จรงิ ๆ ทเี ดียวไมต่ อ้ งสงสัย หายใจเขา้ ธาตุ ๔ เข้า หายใจออก
ธาตุ ๔ ออก
กายนเ้ี ปน็ ถงุ ขยะ มชี น้ิ สว่ นของธาตุ ๔ อยใู่ นถงุ ในถงุ มไี ฟอนุ่ ตลอด
เวลามลี มเปา่ ธาตุ๔เปา่ เขา้ เปา่ ออกอยตู่ ลอดเวลามแี ตธ่ าตุ๔ไมม่ คี นไมม่ ี
เรา ไมม่ ขี องเรา มแี ตธ่ าตุ ๔ นแี่ หละเปน็ ปญั ญาลกั ษณะของธาตแุ ปรปรวน
เสอ่ื มสลายไมเ่ ทีย่ ง หายใจเขา้ ธาตุ ๔ เกดิ ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดับ
น่ีเห็นแล้วอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังมันไม่เท่ียง มันเกิดดับอยู่
ตลอดเวลา ทกุ ขงั มนั กท็ กุ ขอ์ ยอู่ ยา่ งนี้ หยดุ ไมไ่ ด้ ถา้ หยดุ กแ็ ตกกระจายไป
อนตั ตา มนั ไมม่ ตี วั ไมม่ ตี น มนั เปน็ สภาวธรรมทร่ี วมตวั กนั ชว่ั คราวเทา่ นน้ั เอง
~ 138 ~
พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร
แต่ในฐานะท่ีเป็นปุถุชน เราก็ต้องมองอนิจจังให้ชัดเจนเสียก่อน ทุกขัง
อนัตตา คลุมๆ เครือๆ ช่างมันไปก่อน ก�ำหนดลมหายใจเข้าออกท่ีตรง
บรเิ วณปลายชอ่ งจมกู หายใจเข้า ธาตุ ๔ เกิดดบั หายใจออก ธาตุ ๔
เกดิ ดบั นเี่ ปน็ ปญั ญา ปญั ญาคอื การเหน็ วา่ กายทต่ี งั้ น้ี มลี มหายใจผา่ นเขา้
ผา่ นออกน้ี มนั ไมใ่ ชเ่ รา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั เทา่ นนั้ นคี่ อื ปญั ญา เรารแู้ ลว้
วา่ อะไรเปน็ สติ เป็นสมาธิ เปน็ ปัญญา รแู้ ลว้ นะทนี ้ี ชัดเจนแลว้ นะ เอาจติ
มาเกาะทบ่ี ริเวณปลายช่องจมูก ทำ� ความรู้สึกคลุมจากหัวไปเทา้ น้ีเป็นสติ
นกึ ถงึ ลมหายใจเขา้ ออกบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู ซอ้ น นเ้ี ปน็ สมาธิ เอา้ กายกบั
ลมทซ่ี อ้ นกนั อยนู่ ้ี มนั ไมใ่ ชค่ น ไมใ่ ชเ่ รา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั นเี้ ปน็ ปญั ญา
เรียกวา่ เหน็ ชัดๆ อยูน่ ้ี สติ สมาธิ ปญั ญา มนั กอ็ ยูช่ ัดๆ อย่างน้ี
เอ้า ต่อไปเราเดินอริยสัจ ๔ สติที่เป็นไปในกายและลมหายใจเป็น
ทุกขสัจ ตอ้ งกำ� หนดให้รู้ ใหร้ ู้อย่ใู นกายกับในลมตลอดเวลา ไมใ่ ห้ไปไหน
สมุทัย คอื ตัณหา ต้องละ จิตที่ฟงุ้ ซ่านไปภายนอกเปน็ กามตัณหา ตอ้ งละ
จิตที่เคลิ้มเป็นภวังค์ เป็นภวตัณหา วิภวตัณหา ต้องละ ภวังค์เกิดขึ้นได้
อย่างไร ก็ลมหายใจมันอ่อนแล้วก็หายไปเลย น่ันน่ะเป็นภวังค์แล้ว
~ 139 ~
การปฏิบัติธรรมะในระบบอานาปานสติ ฝ่ายวปิ ัสสนายานิก
จติ เปน็ ภวงั ค์ ตอ้ งละตวั น้ี ตอ้ งใหจ้ ติ มาเกาะอยกู่ บั กายกบั ลมอยตู่ ลอดเวลา
ไมใ่ ห้จิตมันฟุง้ ซ่านไปภายนอก ไมใ่ หจ้ ติ เป็นภวังค์ ให้จิตอยู่กบั ทุกขต์ ลอด
เวลา คอื อยกู่ บั กายกบั ลมตลอดเวลา กเ็ ปน็ สติ สมาธิ ตลอดเวลาเทา่ นน้ั เอง
นิโรธ ต้องท�ำให้แจ้ง นิโรธ ก็คือกายกับลมท่ีซ้อนกันอยู่นี่ มันไม่ใช่คน
ไม่ใช่เรา มันเป็นธาตุ ๔ เกดิ ดับเทา่ น้ัน ตอ้ งทำ� ใหแ้ จ้งตวั นี้
น่ีเราจะเขา้ มรรค มรรคก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อลงมาอีกก็เปน็ สติ
สมาธิ ปญั ญา สตกิ ค็ อื เอาจติ มาเกาะบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู นกึ ถงึ กายตงั้ แต่
หวั ถึงเทา้ ก็เป็นสติ นึกถงึ ลมหายใจเข้าออกบรเิ วณปลายชอ่ งจมกู กเ็ ป็น
สมาธิ กายกบั ลมนมี่ นั ไมใ่ ชค่ น ไมใ่ ชเ่ รา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั กเ็ ปน็ ปญั ญา
หายใจเข้า ธาตุ ๔ เกิดดบั หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดบั มรรคมาจากไหน
กม็ าจากทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ นนั่ แหละเปน็ มรรค มรรคกค็ อื สติ สมาธิ ปญั ญา
สตกิ ค็ อื จติ มาเกาะทบ่ี รเิ วณปลายชอ่ งจมกู ทำ� ความรสู้ กึ คลมุ ทว่ั ตวั นคี่ อื
สติ นึกถึงลมหายใจเข้าออกบริเวณปลายช่องจมูกซ้อน ก็เป็นสมาธิ
กายกบั ลมนมี้ นั ไมใ่ ชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั นคี่ อื ปญั ญา
ทำ� ความรสู้ กึ ทงั้ ๓ อยา่ งนลี้ อยอยเู่ ปน็ องคค์ วามคดิ เปน็ มรรคผสม ถา้ เปน็
~ 140 ~
พระอาจารยท์ ิวา อาภากโร
สตอิ ยา่ งเดยี ว สมาธอิ ยา่ งเดยี ว ปญั ญาอยา่ งเดยี ว เปน็ มรรคเบอ้ื งตน้ ยงั ละ
กเิ ลสไม่ได้ ต้องเอามาผสมกนั ท้งั สติ สมาธิ ปญั ญา ทั้ง ๓ อย่าง เรยี กวา่
มรรคผสม จึงจะละกเิ ลสได้
เอา้ ทนี ีเ้ รามาท�ำมรรคผสม ลืมตากไ็ ด้ ลืมตาใหเ้ ห็นชดั เจน ตงั้ แต่หัว
ถึงเท้า ลมหายใจมาเกาะอยู่ทบี่ ริเวณปลายชอ่ งจมกู คลุมต้งั แตห่ ัวถึงเทา้
เห็นชัดๆ อย่างนี้คือสติ หายใจลึกๆ ยาวๆ บริเวณปลายช่องจมูก น่ีคือ
สมาธิ กายกบั ลมทต่ี งั้ อยนู่ ี้ มนั ไมใ่ ชค่ น ไมใ่ ชเ่ รา มนั เปน็ ธาตุ ๔ เกดิ ดบั นคี่ อื
ปญั ญา หายใจเขา้ ธาตุ ๔ เกดิ ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดบั เอา้ ทีน้ี
เรามาเดินมรรคผสม เอ้า หลับตา ให้จิตมาเกาะบริเวณปลายช่องจมูก
นึกถงึ กาย นึกถึงลมเข้า ไมใ่ ชเ่ รา ธาตุ ๔ เกดิ ดับ กายนีไ้ ม่ใช่เรา ธาตุ ๔
เกิดดับ ให้ท�ำความรู้สึก ๓ อย่างนี้ให้ลอยอยู่ในห้วงความคิดเป็น
มรรคผสม กายไมใ่ ชเ่ รา ธาตุ ๔ เกดิ ดบั กายลมเขา้ ไม่ใชเ่ รา ธาตุ ๔ เกิดดบั
กายลมออกไมใ่ ช่เรา ธาตุ ๔ เกดิ ดับ กายลมเข้าไมใ่ ชเ่ รา ธาตุ ๔ เกดิ ดับ
กายลมออกไม่ใชเ่ รา ธาตุ ๔ เกดิ ดับ นัง่ ดูไป นี่เราเดินมรรคผสม กิเลสจะ
ละได้ก็ต้องมรรคผสม กิเลสจะละเอง น้อมจิตเข้าเป็นภายใน ห้ามไม่ให้
~ 141 ~
การปฏิบตั ธิ รรมะในระบบอานาปานสติ ฝา่ ยวิปสั สนายานิก
ไปคิดเรอ่ื งธรรมะใดๆ ท้งั สน้ิ ท่ีพูดๆ มาแล้วนสี้ มมตุ หิ มดทั้งน้ัน ให้ดูกาย
กับลมเท่าน้ันเอง เพ่งกายกับลมเป็นธาตุ ๔ เกิดดับ หายใจเข้า ธาตุ ๔
เกิดดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกดิ ดับ นเ่ี ราเดินอรยิ สจั ๔ น้ี มันคึกคักดกี วา่
การเดนิ มรรคธรรมดาเพราะอะไรเพราะการเดนิ มรรคธรรมดาเหมอื นกบั
ขับรถ มชี อ่ งวา่ งไปขา้ งหน้าได้ มันก็ไปเรื่อยๆ บางทไี ปไหนก็ไม่รู้ ทีน้ี
ถา้ เราเดินทางอริยสจั ๔ แล้วมีจดุ มงุ่ หมาย จดุ มุ่งหมายกค็ อื ว่าจะตอ้ ง
เดินอยู่กับกายกับลมอยู่ตลอดเวลา น่ีคือทุกขสัจ ไม่ให้ไปไหน มีจุด
มุ่งหมายข้างหน้า แล้วก็ต้องเดินไม่ให้ผิดซ้ายผิดขวา ถ้าผิดซ้าย
ผิดขวา คือจิตมันออกนอก หรือว่าจิตมันเป็นภวังค์ จิตที่มันผิดซ้าย
ผดิ ขวา ตอ้ งละหมด จติ ต้องเดินเขา้ เส้นทางตลอด นคี่ อื ตัวปัญญา
สว่ นนโิ รธ ตวั ทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ คอื ตอ้ งละตวั เราของเราตวั นี้ ตวั เราของเรา
ไมม่ ี นาย ก. นาง ข. ไม่มี มีแตธ่ าตุ ๔ เกดิ ดบั เทา่ นัน้ เอง นงั่ ดูไป หายใจเขา้
ธาตุ ๔ เกดิ ดับ หายใจออก ธาตุ ๔ เกิดดบั นึกถึงกาย นึกถึงลม จิตมาเกาะ
อยทู่ ป่ี ลายช่องจมกู นึกถึงกายลมเข้า ธาตุ ๔ เกดิ ดบั กายลมออก ธาตุ ๔
เกิดดับ น่ีเล้ียงตะกรอ้ ๓ ใบ ท�ำไปจนหมดวนั หมดเดอื นหมดปี จนกระทง่ั
~ 142 ~
พระอาจารย์ทวิ า อาภากโร
จิตมันรวมเป็นหน่ึง พรึ่บลงไป มรรคสมังคีเกิดขึ้นครั้งแรก เรียกว่า
ยถาภูตัง ญาณทัสสนัง เห็นจริงตามสภาพความเป็นจริง เกิดแล้วใน
โลกุตระ ไม่ตกนรกแล้วทีน้ี โลกุตระจะดึงดูดเข้าไปจนถึงมรรคผล
นิพพานในไม่นาน ไม่ต้องคิดถึงเร่ืองอะไรทั้งหมด ให้นึกถึงกายกับลม
เทา่ นั้น จติ จะเดนิ เข้าไปเป็นภายใน
ในพระสตู รทา่ นกล่าวว่า ในสมยั ทีภ่ ิกษุละธรรมะอทุ ธัจจะได้ ธรรมะ
อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านในธรรม คิดเรื่องธรรมะท่ีพระองค์ตรัสมาแล้ว
อะไรๆ ก็ตามเปน็ สมมุตหิ มด ตอ้ งละทง้ิ ใหห้ มด ให้ดกู ายกับลมเทา่ นั้นเอง
ในสมยั นน้ั จติ ยอ่ มตงั้ มนั่ สงบอยภู่ ายใน จติ จะเขา้ ขา้ งในทนี ้ี ถา้ เรามธี รรมะ
คิดธรรมะอะไรต่างๆ ก็ตาม จิตจะไม่ยอมเข้าข้างในเพราะจิตจะฟุ้งซ่าน
เป็นภายนอก ต้องละ ให้ดูแต่กายกับลม สมัยนั้นจิตย่อมตั้งม่ันสงบอยู่
ภายใน เปน็ ธรรมเอกผดุ ขน้ึ ต้งั มน่ั อยู่ มรรคย่อมเกิดแกภ่ กิ ษนุ ั้น ภิกษุน้ัน
ย่อมเสพให้มากเจริญให้มากท�ำให้มากซ่ึงมรรคนั้น เมื่อภิกษุน้ันเสพ
ให้มากเจริญใหม้ ากซงึ่ มรรคนัน้ อยู่ ย่อมละสงั โยชนไ์ ด้ เหน็ ไหม ห้ามไปคดิ
เรือ่ งอะไรทงั้ หมด ใหด้ แู ตก่ ายกับลมอยา่ งเดยี ว แลว้ จติ จะเข้าเป็นภายใน
~ 143 ~