The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-17 03:02:39

หลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

ชีวประวัติและพระธรรมเทศนา

พระกนฺตสโี ล หลวงปูเ่ สาร์

วัดเลยี บ อำ� เภอเมือง จังหวัดอบุ ลราชธานี

พระภูรทิ ตโฺ ต หลวงปมู่ ั่น

วัดป่าสทุ ธาวาส อ�ำเภอเมือง จังหวดั สกลนคร

อนุสรณ์พิพธิ ภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์
วดั ป่าอัมพโรปัญญาวนาราม ในพระสังฆราชปู ถัมภ์
สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (อมพฺ รมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก

ชีวประวตั ิและพระธรรมเทศนา

พระกนตฺ สโี ล หลวงปู่เสาร์  พระภรู ทิ ตฺโต หลวงปู่มน่ั

เลขมาตรฐานหนงั สอื : ๙๗๘-๖๑๖-๔๔๐-๐๕๕-๙
พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑ : มิถุนายน ๒๕๖๐
จ�ำนวนพมิ พ์ : ๑๐,๐๐๐ เลม่
จัดพมิ พโ์ ดย : วดั ปา่ ดานวเิ วก ตำ� บลศรีชมภู อ�ำเภอโซพ่ สิ ยั จังหวดั บึงกาฬ

สงวนลิขสทิ ธิ์ : ห้ามคดั ลอก ตัดตอน เปลยี่ นแปลง แก้ไข ปรบั ปรงุ
ข้อความใดๆ ทง้ั ส้ิน หรอื นำ� ไปพิมพจ์ ำ� หน่าย
หากทา่ นใดประสงค์จะพิมพ์เพ่อื ให้เปน็ ธรรมทาน
โปรดติดต่อขออนญุ าตจากทางวดั ปา่ ดานวิเวก
ต�ำบลศรชี มภู อำ� เภอโซพ่ สิ ยั จงั หวดั บงึ กาฬ โทร. ๐๘๙-๑๗๒-๔๔๒๘

พิมพ์ที่ : บรษิ ทั ศิลป์สยามบรรจุภณั ฑ์และการพิมพ์ จ�ำกดั
๖๑ ถนนเลยี บคลองภาษีเจรญิ ฝงั่ เหนอื ซ.เพชรเกษม​๖๙
แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
โทรศพั ท์ ๐­-­­๒๔๔๔-๓๓๕๑-๙ โทรสาร ๐-๒๔๔๔-๐๐๗๘
E-mail: [email protected] www.silpasiam.com

ค�ำปรารภ

เร่ืองการจัดท�ำหนังสือมรดกธรรมยอดโอวาทค�ำสอนของสมณะนักปราชญ์
วสิ ทุ ธเิ ทวา (พระปา่ ) จดั ทำ� ขน้ึ ๓๔ องค์ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ระหวา่ งปี พทุ ธศกั ราช
๒๔๖๐-๒๕๕๔ โอวาทธรรมยอดแห่งค�ำสอนของวิสุทธิบุคคล ท่านแสดงบริสุทธิ์
สมบรู ณไ์ มว่ า่ ยคุ ใดสมยั ใด นำ� ผสู้ นใจพยายามตง้ั ใจปฏบิ ตั ติ าม ยอ่ มกา้ วลว่ งทกุ ขไ์ ปได้
สมความปรารถนา คณะปสาทะศรทั ธาเห็นควรจัดทำ� ข้ึนสงวนรกั ษาไว้ เพ่อื กุลบตุ ร
สุดท้ายภายหลังที่ พิพิธภัณฑ์ฉันทกรานุสรณ์ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม บ้าน
หนองกลางดอน ต�ำบลคลองกว่ิ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวดั ชลบุรี ผสู้ นใจกรณุ าเขา้ ไป
ศกึ ษาได้ตามโอกาส เวลาพอดี

ผฉู้ ลาดยึดหลักนักปราชญ์เปน็ แบบฉบับพาดำ� เนนิ ปกครองรกั ษาตน
คณะปสาทะศรทั ธา

ห้ามพิมพเ์ พือ่ จ�ำหนา่ ย สงวนลขิ สทิ ธ์ิ

สารบญั

พระกนฺตสีโล หลวงปูเ่ สาร์ ๑

ชีวประวตั ิและพระธรรมเทศนา พระกนตฺ สีโล หลวงปู่เสาร ์ ๔
- ชาตกิ �ำเนดิ และชวี ิตปฐมวยั ๗
- ชีวติ สมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา ๑๑
- วธิ กี ารอบรมส่ังสอน ๑๓
- โอวาทธรรม
- ปัจฉิมบท ๑๕
๑๗
พระภูรทิ ตโฺ ต หลวงปู่มนั่ ๒๐
๒๕
ชวี ประวตั ิและพระธรรมเทศนา พระภรู ทิ ตฺโต หลวงปมู่ นั่ ๓๘
- ชีวประวัติ พระภูรทิ ตโฺ ต หลวงปูม่ ่นั ๔๕
- พระธรรมเทศนา เรอ่ื งทาน ศีล ภาวนา
- ขันธะวิมตุ สิ ะมังคธี รรมะ (ลายมอื ) ๖๖
- ขันธะวิมตุ ิสะมังคธี รรมะ (ตวั พิมพ)์ ๘๘
- มุตโตทยั ๑๓๕
- พระธรรมเทศนา บนั ทึกโดยพระภกิ ษทุ องคำ� ญาโณภาโส
กบั พระภกิ ษวุ ัน อุตตโม ๑๓๗
- ธรรมบรรยาย
- คตธิ รรมคำ� สอน
- พระธรรมเทศนาของทา่ นพระอาจารย์มัน่
จารกึ โดยพระธรรมวสิ ุทธมิ งคล

พระกนตฺ สีโล หลวงปูเ่ สาร์

วดั เลยี บ อำ�เภอเมอื ง จังหวดั อุบลราชธานี



ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา

พระกนฺตสโี ล หลวงปู่เสาร์

1



ชีวประวตั ิ

พระกนฺตสีโล หลวงปเู่ สาร์

ชาติก�ำเนดิ และชีวติ ปฐมวัย

หลวงปูเ่ สาร์ กนฺตสีโล เกดิ เม่อื วนั ที่ ๒ พฤศจกิ ายน พทุ ธศักราช ๒๔๐๔
ปรี ะกา* ณ บ้านข่าโคม ตำ� บลหนองขอน (ปัจจบุ นั คือตำ� บลปะอาว) อ�ำเภอเมอื ง
จงั หวดั อบุ ลราชธานี ทา่ นเขา้ พำ� นกั ณ วดั ใต้ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี ตง้ั แต่
อายุ ๑๒ ปี จวบจนกระทง่ั อายุ ๑๕ ปี จงึ ไดบ้ รรพชาเปน็ สามเณร บวชเรยี นอกั ษรธรรม
อกั ษรขอม อกั ษรไทยนอ้ ย และหนงั สอื ไทย ตามประเพณนี ยิ ม สมยั เปน็ สามเณรใหญ่
ครูบาอาจารย์รักและไว้เนื้อเชื่อใจมาก ไปไหนจะต้องเอาท่านไปด้วยเสมอเพื่อคอย
ปฏิบัติรับใช้ กิจทุกอย่างของครูบาอาจารย์นั้นท่านรับหน้าท่ีหมดโดยไม่เห็นแก่
ความเหนด็ เหนอ่ื ยเมอื่ ยลา้ ลำ� บากยากเขญ็ ใดๆ ทง้ั สน้ิ เปน็ ตน้ วา่ การรบั บาตร ทา่ นจะ
รบั ภาระรูปเดียวหมด ท้งั หิว้ บาตรและท้งั สะพายบาตรรอบกายเลยทเี ดยี ว

* (จากหนงั สอื ทีร่ ะลกึ ในงานฌาปนกิจศพพระอาจารยเ์ สาร์ กนฺตสีโล
โดยสมเดจ็ พระมหาวรี วงศ์ (ติสโฺ ส อ้วน))

3

ชวี ิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

เมื่อสามเณรเสาร์มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่
จ�ำพรรษาท่วี ัดใตถ้ งึ ๑๐ พรรษา เปน็ ครอู าจารย์อบรมสง่ั สอนหมู่คณะได้ ชาวบ้าน
จึงเรียกท่านว่า “ญาคูเสาร์” สมัยนั้นคณะธรรมยุตที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศสยามเรม่ิ มที จี่ งั หวดั อบุ ลราชธานเี ปน็ แหง่ แรกไดไ้ มก่ ส่ี บิ ปี ญาทา่ นมา้ ว เทวธมมฺ ี
เจา้ อาวาสรูปแรกของวัดศรที อง (ปัจจุบันคือวัดศรอี บุ ลรัตนาราม) ปรากฏช่อื เสยี งวา่
เปน็ พระคณะธรรมยุต ปฏบิ ัตดิ ี ปฏบิ ัตชิ อบ ปฏบิ ตั ติ รง ต่อพระธรรมวนิ ัย และไป
เลา่ เรียนมาจากวัดบวรนิเวศวหิ าร เพ่อื ข้อสมั มาปฏบิ ตั จิ ริง มไิ ดเ้ ลา่ เรียนเพื่อลาภยศ
แตอ่ ยา่ งใด ญาคเู สารไ์ ปฟังธรรมจากญาท่านมา้ ว เทวธมมฺ ี แล้วเกิดความเล่อื มใส
ได้ขอมอบตัวเป็นศิษย์ จนกระทั่งตัดสินใจพร้อมด้วยพระเณรท้ังหมดในวัดใต้
ประกอบพิธอี ุปสมบทใหมใ่ นคณะธรรมยตุ ทว่ี ดั ศรที อง โดยมพี ระครูทา โชตปิ าโล
เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์ (เจา้ อาวาสวดั ศรที องรปู ท่ี ๒ ภายหลงั เปน็ พระครสู ที นั ดรคณาจารย์
เจ้าคณะใหญ่แห่งสที ันดร แขวงจ�ำปาศกั ดิ์) พระครูสที า ชยเสโน เป็นพระกรรม-
วาจาจารย์ และนบั แตน่ นั้ เปน็ ตน้ มา วดั ใตจ้ งึ กลายเปน็ วดั ธรรมยตุ ฆอ้ งกลองสำ� หรบั ตี
ในงานประเพณีท�ำบุญอึกทึกครึกโครมของสมัยนั้นซึ่งมีอยู่ประจ�ำวัดของญาคูเสาร์
ท่านกส็ ละท้ิงหมด พวกทเี่ ขาไมช่ อบเขาก็โกรธ พวกท่ีชอบเขาบอกวา่ “ของเหล่าน้ัน
ไม่จำ� เปน็ เป็นสงฆ์ขอให้ปฏบิ ตั ิถูกต้องตามพระธรรมวินยั กแ็ ลว้ กัน”

หลวงปูเ่ สารท์ า่ นเปน็ ผู้สันโดษ ชอบความสงบ ไมร่ ะคนดว้ ยหม่คู ณะ ถ้าที่ไหน
มคี วามวุน่ วายจุ้นจ้านแลว้ ละก้อ ทา่ นจะปลีกตวั หนหี า่ งไปเอง ทา่ นชอบออกแสวงหา
ที่วิเวกตามป่าบ้าง ตามโคนไม้บ้าง ตามถ้�ำบ้าง ตามภูเขาบ้าง ท้ังในประเทศไทย
ทางภาคอสี านเกอื บทกุ จงั หวดั และไปถงึ ประเทศลาวอกี ดว้ ย การเทยี่ วจารกิ ปลกี วเิ วก
หรอื เที่ยวเผยแผส่ ัจธรรม แม้บางครั้งบางคราวจะไปเปน็ หมู่คณะมากดว้ ยกัน แตก่ ็
เงยี บสงบเหมอื นไมม่ พี ระเลย กาลตอ่ มาทา่ นไดเ้ ปน็ สมภารวดั เลยี บ คณะสงฆจ์ งึ เหน็
ควรยกย่องให้ท่านเป็นพระครูวิเวกพทุ ธกจิ

4

หลวงปู่เสาร์ กันตสีลเถร ตามท่ีท่านหลวงปู่หลุยบันทึกไว้น้ัน เรื่องการท�ำ
ความเพยี รเปน็ เลศิ ดำ� เนนิ ตามทางสายกลางอยา่ งสมำ�่ เสมอไมย่ งิ่ ไมห่ ยอ่ น พจิ ารณา
ถงึ ขนั้ ภมู ธิ รรมละเอยี ดมาก ยกจติ ขนึ้ สอู่ งคเ์ มตตามหาคณุ เยอื กเยน็ สกุ ใส รงุ่ โรจน์
สงบเสงีย่ ม องอาจ สง่างาม กริ ิยามารยาทอ่อนน้อม สุขมุ พูดนอ้ ย มอี ธั ยาศยั น้อม
ไปทางสมถวิปัสสนา ท�ำใจเหมือนแผ่นดิน ใฝ่ใจในธุดงควัตร หนักแน่นในหลัก
พระธรรมวนิ ยั โดยเครง่ ครดั ทา่ นชอบจำ� พรรษาอยตู่ ามปา่ เขาลำ� เนาไพรและสอนผอู้ นื่
ให้ถือปฏิบัติตาม ท่านหลวงปู่เสาร์เป็นวิสุทธิบุคคลผู้เลิศเต็มเปี่ยมด้วยพระเมตตา
มหาคณุ ตอ่ สตั ว์โลกโดยไม่มีประมาณ ทา่ นมีลูกศษิ ย์องคส์ �ำคัญ คือ ทา่ นหลวงปู่มน่ั
ซ่ึงเป็นผู้เลิศประเสริฐสุด ช่วยเป็นก�ำลังส่งเสริมพระพุทธศาสนาทางภาคปฏิบัติด้าน
จติ ภาวนา ยคุ แรกของสายพระธดุ งคกรรมฐานคอื ทา่ นหลวงปเู่ สาร์ กนั ตสลี เถร และ
ท่านหลวงปู่มั่น ภรู ิทตั ตเถร ผ้นู �ำหน้าวงศแ์ ห่งพระป่า

หลวงตาพระมหาบวั าณสมฺปนฺโน ไดจ้ ดจารึกค�ำของหลวงปู่ม่ันไว้ว่า นิสยั
ของทา่ นพระอาจารยเ์ สารเ์ ปน็ ไปอยา่ งเรยี บๆ และเยอื กเยน็ นา่ เลอื่ มใสมาก ทมี่ แี ปลก
อยูบ่ า้ งกเ็ วลาทา่ นเข้าท่นี งั่ สมาธิ ตวั ของทา่ นชอบลอยขึ้นเสมอ บางครง้ั ตัวท่านลอย
ขึ้นไปจนผิดสังเกต เวลาท่านนั่งสมาธิอยู่ ท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะน้ันว่า
“ตวั เราทา่ จะลอยขน้ึ จากพนื้ แนๆ่ ” เลยลมื ตาขนึ้ ดตู วั เอง ขณะนน้ั จติ ทา่ นถอนออกจาก
สมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพ้ืน
อยา่ งแรง ตอ้ งเจบ็ เอวอยหู่ ลายวนั ความจรงิ ตวั ทา่ นลอยขนึ้ จากพนื้ จรงิ ๆ สงู ประมาณ
๑ เมตร ขณะทท่ี า่ นลมื ตาดตู วั เองน้ัน จติ ได้ถอนออกจากสมาธิ จึงไมม่ ีสตพิ อยบั ยงั้
ไวบ้ า้ ง จงึ ทำ� ใหท้ า่ นตกลงสพู่ น้ื อยา่ งแรงเชน่ เดยี วกบั สง่ิ ตา่ งๆ ตกลงจากทส่ี งู ในคราว
ตอ่ ไปเวลาทา่ นนั่งสมาธิ พอรูส้ กึ วา่ ตัวทา่ นลอยขึน้ จากพนื้ ท่านพยายามท�ำสติให้อยู่
ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาข้ึนดูตัวเอง ก็ประจักษ์ว่าตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ
แตม่ ไิ ดต้ กลงสพู่ น้ื เหมอื นคราวแรก เพราะทา่ นมไิ ดป้ ราศจากสติ และคอยประคองใจ
ใหอ้ ยใู่ นองคส์ มาธิ ทา่ นจงึ รเู้ รอื่ งของทา่ นไดด้ ี ทา่ นเปน็ คนละเอยี ดถถ่ี ว้ นอยมู่ าก แมจ้ ะ
เห็นดว้ ยตาแล้วทา่ นยงั ไม่แนใ่ จ ต้องเอาวตั ถุช้นิ เลก็ ๆ ขน้ึ ไปเหน็บไว้บนหญ้าหลงั กฏุ ิ

5

แลว้ กลบั มาทำ� สมาธอิ กี พอจติ สงบและตวั เรมิ่ ลอยขน้ึ ไปอกี ทา่ นพยายามประคองจติ
ใหม้ นั่ อยใู่ นสมาธเิ พอ่ื ตวั จะไดล้ อยขนึ้ ไปจนถงึ วตั ถเุ ครอ่ื งหมายทที่ า่ นนำ� ขน้ึ ไปเหนบ็ ไว้
แล้วค่อยๆ เอ้ือมมือจับด้วยความมีสติ แล้วน�ำวัตถุนั้นลงมาโดยทางสมาธิภาวนา
คือพอหยิบได้วตั ถุนั้นแลว้ ก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิเพอ่ื กายจะได้ค่อยๆ ลงมา
จนถงึ พื้นอย่างปลอดภยั แตไ่ ม่ถงึ กับใหจ้ ิตถอนออกจากสมาธจิ ริงๆ เม่ือไดท้ ดลอง
จนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงเช่ือตัวเองว่าตัวท่านลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิใน
บางครั้ง แต่มิได้ลอยข้ึนเสมอไป น้ีเป็นจริตนิสัยแห่งจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์
ร้สู กึ ผิดกบั นสิ ัยของท่านพระอาจารยม์ ่นั อยู่มากในปฏปิ ทาทางใจ

จิตของท่านพระอาจารยเ์ สารเ์ ป็นไปอย่างเรียบๆ สงบเย็นโดยสม่ำ� เสมอนบั แต่
ขน้ั เรม่ิ แรกจนถงึ สดุ ทา้ ยปลายแดนแหง่ ปฏปิ ทาของทา่ น ไมค่ อ่ ยลอ่ แหลมตอ่ อนั ตราย
และไมค่ อ่ ยมอี บุ ายตา่ งๆ และความรแู้ ปลกๆ เหมอื นจติ ทา่ นพระอาจารยม์ นั่

ท่านเล่าว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์เดิมท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
เวลาออกบำ� เพญ็ พอเรง่ ความเพยี รเขา้ มากๆ ใจรสู้ กึ ประหวดั ๆ ถงึ ความปรารถนาเดมิ
เพ่ือความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงออกเป็นเชิงอาลัยเสียดายยังไม่อยากไป
นพิ พาน ทา่ นเหน็ วา่ เปน็ อปุ สรรคตอ่ ความเพยี รเพอ่ื ความรแู้ จง้ ซงึ่ พระนพิ พานในชาติ
ปจั จบุ นั นี้ ทา่ นเลยอธษิ ฐานของดจากความปรารถนานนั้ และขอประมวลมาเพอ่ื ความรแู้ จง้
ซ่ึงพระนพิ พานในชาตินี้ ไมข่ อเกดิ มารับความทกุ ขท์ รมานในภพชาตติ า่ งๆ อีกตอ่ ไป
พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดมิ แลว้ การบำ� เพญ็ เพียรร้สู ึกสะดวกแลเห็นผลไป
โดยล�ำดับ ไมม่ อี ารมณเ์ คร่อื งเกาะเก่ยี วเหมอื นแต่กอ่ น สุดท้ายทา่ นกบ็ รรลุถงึ แดน
แหง่ ความเกษมดงั ใจหมาย แตก่ ารแนะนำ� สงั่ สอนผอู้ น่ื ทา่ นไมค่ อ่ ยมคี วามรแู้ ตกฉาน
กวา้ งขวางนกั ทง้ั นอี้ าจจะเปน็ ไปตามภมู นิ สิ ยั เดมิ ของทา่ นทม่ี งุ่ เปน็ พระปจั เจกพทุ ธเจา้
ซง่ึ ตรสั รเู้ องชอบแตไ่ มส่ นใจสงั่ สอนใครกไ็ ด้ อกี ประการหนง่ึ ทที่ า่ นกลบั ความปรารถนา
ไดส้ �ำเร็จตามนั้น คงอยู่ในข้ันพอแก้ไขได้ซ่งึ ยงั ไม่สมบรู ณ์เต็มภมู ิแท้

ปกตนิ สิ ยั ของทา่ นเปน็ คนไมช่ อบพดู พดู นอ้ ยทส่ี ดุ ทง้ั วนั ไมพ่ ดู อะไรกบั ใครเกนิ
๒-๓ ประโยค เวลานงั่ ก็ทนทาน นง่ั อย่ไู ดเ้ ปน็ เวลาหลายๆ ช่วั โมง เดนิ ก็ท�ำนอง

6

เดยี วกนั แตล่ กั ษณะทา่ ทางของทา่ นมคี วามสงา่ ผา่ เผยนา่ เคารพเลอ่ื มใสมาก มองเหน็
ท่านแล้วเย็นตาเย็นใจไปหลายวัน ประชาชนและพระเณรเคารพเล่ือมใสท่านมาก
ทา่ นมีลูกศษิ ยม์ ากมายเหมือนท่านพระอาจารยม์ น่ั

วธิ ีการอบรมสงั่ สอน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ปกครองพระเณรลูกวัดจ�ำนวนเป็นร้อยได้โดยไม่มีเสียง
พดู คยุ กนั ดงั ๆ เลย หากพระเณรลกู วดั รปู ใดประพฤตผิ ดิ วนิ ยั สงฆห์ รอื พดู คยุ เสยี งดงั
ท่านจะทราบทนั ที แต่เป็นทีน่ า่ แปลกอยอู่ ยา่ งหน่งึ คือเวลาจะเอย่ ถามอะไรท่านเพอ่ื
ขอรับค�ำแนะนำ� สั่งสอนเพ่อื จะนำ� ไปปฏบิ ตั ใิ หต้ รงมรรคตรงผล เพียงแต่ก�ำลงั จะถาม
เทา่ นนั้ เมอ่ื คดิ จะถามทา่ นในเรอ่ื งใด ทา่ นกล็ ว่ งรไู้ ปหมดและกพ็ ดู อธบิ ายใหท้ ราบกอ่ น
ที่จะตงั้ ค�ำถามทกุ คร้งั ไป

เมอื่ ทา่ นฉนั ภตั ตาหารเสรจ็ ทา่ นเดนิ จงกรมจนถงึ เวลาทำ� ขอ้ วตั ร ทา่ นจะมาตรวจดู
ขอ้ วตั ร เสรจ็ จากขอ้ วตั รแลว้ กเ็ ขา้ ทางจงกรมทำ� ความเพยี รปฏบิ ตั ใิ หล้ กู ศษิ ยด์ ู คำ� สอน
ของทา่ นนน้ั คอื ความเพยี ร ความเพยี รของทา่ นเปน็ ธรรมเทศนา ทา่ นจะสอนใหป้ ระกอบ
ความเพยี รตง้ั แตห่ วั ค่ำ� จนกระทง่ั ถงึ เวลา ๔ ทุ่ม พอถงึ ๔ ท่มุ แล้วก็จ�ำวัดพักผอ่ น
ตามอธั ยาศัย พอถึงตี ๓ ทา่ นก็เตือนใหล้ ุกขึน้ มาบ�ำเพ็ญเพียร เดินจงกรม นัง่ สมาธิ
ภาวนา หรอื ทำ� วัตรสวดมนต์กต็ ามแตท่ ี่จะถนัด แตห่ ลักทท่ี ่านยดึ เป็นหลักท่ีแนน่ อน
ทสี่ ดุ ก็คอื ว่า ในเบ้อื งตน้ ทา่ นจะสอนให้ลกู ศษิ ย์หดั นอน ๔ ทมุ่ ตืน่ ตี ๓ ในขณะท่ี
ยังไมไ่ ดน้ อน หรอื ตืน่ นอนขึน้ มาแล้วกท็ ำ� กจิ วตั รมีการสวดมนต์ไหวพ้ ระ เดนิ จงกรม
นง่ั สมาธภิ าวนา ทา่ นกจ็ ะสอนใหท้ ำ� อยา่ งนี้ อนั นเ้ี ปน็ หลกั สำ� คญั ทท่ี า่ นจะรบี เรง่ อบรม
สง่ั สอนและฝกึ ลกู ศษิ ยใ์ หท้ ำ� ใหไ้ ด้ ถา้ หากยงั ทำ� ไมไ่ ด้ ทา่ นกย็ งั ไมอ่ บรมสง่ั สอนธรรมะ
ส่วนละเอยี ดข้ึนไป เพราะอนั นเี้ ป็นการฝกึ หดั ดัดนสิ ัยใหม้ รี ะเบยี บ นอนกม็ ีระเบียบ
ตน่ื กม็ ีระเบียบ การฉันกต็ อ้ งมรี ะเบยี บคือฉนั หนเดยี วเปน็ วตั ร ฉนั ในบาตรเป็นวตั ร
บิณฑบาตฉันเป็นวัตร อันน้ีเป็นข้อวัตรที่ท่านถือเคร่งครัดนัก โดยเฉพาะอย่างย่ิง

7

ข้อฉันในบาตร ฉันหนเดียว อันน้ีท่านยึดเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติกัมมัฏฐาน
เลยทีเดียว

โดยหลักการที่หลวงปู่เสาร์ได้อบรมส่ังสอนลูกศิษย์ลูกหามานั้น ยึดหลักการ
บริกรรมภาวนาพทุ โธและอานาปานสติเป็นหลักปฏิบตั ิ

การบรกิ รรมภาวนาให้จิตอยู่ ณ จดุ เดียวคอื พทุ โธ ซ่ึงพุทโธแปลวา่ ผู้รู้ ผู้ตืน่
ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต เม่ือจิตมาจดจ้องอยู่ท่ีค�ำว่าพุทโธ ให้พิจารณาตาม
องคฌ์ าน ๕ คอื การนกึ ถงึ พทุ โธเรยี กวา่ วติ ก จติ อยกู่ บั พทุ โธไมพ่ รากจากไปเรยี กวา่
วจิ าร หลังจากนีป้ ตี ิและความสุขกเ็ กิดขึน้ เมือ่ ปตี ิและความสขุ เกิดขึน้ แลว้ จติ ของ
ผู้ภาวนายอ่ มด�ำเนนิ ไปสูค่ วามสงบ เขา้ ไปสูอ่ ปุ จารสมาธิและอัปปนาสมาธิ ลกั ษณะที่
จติ เข้าสู่อัปปนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นภาวะสงบนิ่ง สว่าง ไม่มกี ริ ยิ าอาการแสดงความรู้
ในขัน้ น้ีเรยี กวา่ จติ อยูใ่ นสมถะ

ถา้ จะเรียกโดยจิตก็เรียกวา่ อัปปนาจติ
ถา้ จะเรยี กโดยสมาธกิ ็เรียกวา่ อัปปนาสมาธิ
ถ้าจะเรยี กโดยฌานกเ็ รยี กว่า อัปปนาฌาน

บางท่านน�ำไปเทียบกับฌานขั้นที่ ๔ จิตในข้ันนี้เรียกว่าจิตอยู่ในอัปปนาจิต
อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้นนอกจากมีสภาวะรู้อยู่
อย่างเดยี วเท่าน้ัน เมื่อนกั ปฏบิ ตั ผิ ู้ท่ยี ังไม่ไดร้ ะดับจิต เมื่อจติ ติดอย่ใู นความสงบน่งิ
เช่นนี้ จติ ย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภมู แิ ห่งวปิ สั สนาได้

เม่ือเป็นเช่นน้ี หลวงปู่เสาร์ผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานในสายนี้ จึงได้เดิน
อบุ ายสอนใหล้ กู ศษิ ยพ์ จิ ารณากายคตาสตเิ รยี กวา่ กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน โดยการ
พจิ ารณา ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ ตน้ นอ้ มจติ นกึ ไปในลกั ษณะความเปน็ ของปฏกิ ลู
น่าเกลียดเป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง จิตกลายเป็นปัญญาญาณ
หายสงสัย เกิดความรู้ความเห็นขึ้นมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในเรื่องของกาย
รยู้ ง่ิ เหน็ จรงิ ตามทไี่ ดพ้ จิ ารณา เมอ่ื ผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดพ้ จิ ารณา ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั เปน็ สง่ิ

8

ปฏกิ ลู ในทส่ี ดุ ไดเ้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ในสง่ิ นน้ั วา่ เปน็ ของปฏกิ ลู โดยปราศจากความจำ�
จากสัญญาใดๆ จากน้ันแล้วก็เกิดนิมิตปรากฏเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูล
น่าเกลยี ดโสโครกจรงิ ๆ จงึ ได้ช่ือว่าเปน็ ผู้พิจารณารู้เห็นอสุภกรรมฐาน

เม่ือผู้ปฏิบัติพิจารณาอสุภกรรมฐานจนช�ำนิช�ำนาญจนรู้ยิ่งเห็นจริงใน
อสภุ กรรมฐานนั้นแล้ว ในขัน้ ต่อไปทา่ นหลวงปเู่ สาร์ได้แนะน�ำให้พิจารณารา่ งกายให้
เห็นเป็นธาตุ ๔ ธาตดุ ิน ธาตนุ �ำ้ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทัง่ เห็นเป็นดนิ นำ้� ลม ไฟ
เม่อื จติ ร้วู า่ เป็นเพยี งสักแต่วา่ ธาตุ ๔ ดนิ น�้ำ ลม ไฟ จติ ก็จะเกิดความรู้ขึน้ ว่า สัตว์
บุคคล ตวั ตน เรา เขา ไม่มี มแี ตค่ วามประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดนิ น้ำ� ลม ไฟ
เท่าน้ัน เมอื่ เป็นเชน่ นจ้ี ติ ก็ย่อมเกิดปญั ญาญาณขนึ้ มารู้วา่ ในตัวของเราน้ีไมม่ อี ะไร
เป็นอนตั ตาทัง้ สน้ิ มแี ตธ่ าตุ ๔ ดิน นำ้� ลม ไฟ เทา่ น้นั ถา้ หากภูมิจติ ของผปู้ ฏิบัติจะ
มองเหน็ แตเ่ พยี งกายทงั้ หมดนเ้ี ปน็ แตเ่ พยี งธาตุ ๔ ดนิ นำ้� ลม ไฟ รแู้ ตเ่ พยี งวา่ ธาตุ ๔
ดิน นำ�้ ลม ไฟ และภูมจิ ิตของท่านอยู่แค่นน้ั ก็มคี วามรู้เพยี งแคข่ ั้นสมถกรรมฐาน

และในขณะเดยี วกนั นนั้ ถา้ ภมู จิ ติ ของผปู้ ฏบิ ตั ปิ ฏวิ ตั คิ วามรไู้ ปสพู่ ระไตรลกั ษณ์
คอื อนจิ จงั ไมเ่ ทยี่ ง ทกุ ขงั เปน็ ทกุ ข์ อนตั ตาไมใ่ ชต่ วั ตนเราเขา ทไ่ี หนตามหลกั ธรรมชาติ
ความจริง ถา้ หากมอี นิจจสญั ญาความสำ� คัญมนั่ หมายวา่ ไม่เที่ยง ทุกขสญั ญาความ
สำ� คญั มน่ั หมายวา่ เปน็ ทกุ ข์ อนตั ตสญั ญาความสำ� คญั มนั่ หมายวา่ ไมใ่ ชต่ วั ตนทแี่ ทจ้ รงิ
ภูมิจิตของผ้ปู ฏิบัตินั้นกก็ ้าวเขา้ สูภ่ ูมิแหง่ วิปัสสนา

เมื่อผู้ปฏิบัติมาฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมี
ความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งโดย
แยบคาย จนมคี วามรแู้ จง้ เหน็ จรงิ ในลกั ษณะทวี่ า่ กายเรานเี้ ปน็ แตเ่ พยี งธาตุ ๔ ดนิ นำ้�
ลม ไฟ มีความเหน็ ว่าธาตุ ๔ ก็เป็นแต่เพยี งธาตุ ไม่ใชต่ วั ไมใ่ ช่ตนไม่ใชส่ ตั วบ์ ุคคล
เราเขาด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผปู้ ฏบิ ตั ิยึดหลกั อนั น้ันภาวนาบอ่ ยๆ กระท�ำใหม้ ากๆ
พิจารณาใหม้ ากๆ พจิ ารณายอ้ นกลบั ไปกลับมา จติ จะคอ่ ยๆ ก้าวเข้าสูภ่ ูมิรู้ภูมิธรรม
เปน็ ลำ� ดับๆ ไป หลักการปฏบิ ตั ิของทา่ นหลวงปู่เสาร์กม็ ีดังน้ี

9

และอีกอันหน่ึง อานาปานสติท่านก็ยึดเป็นหลักการสอน โดยเฉพาะอย่างย่ิง
กรรมฐานอานาปานสติ การก�ำหนดพิจารณาก�ำหนดลมหายใจน้ันจะไปแทรกอยู่
ทกุ กรรมฐาน จะบรกิ รรมภาวนากด็ ี จะพจิ ารณากด็ ี ในเมอื่ จติ สงบลงไปปลอ่ ยวางอารมณ์
ทพี่ จิ ารณาแลว้ สว่ นใหญจ่ ติ จะไปรอู้ ยทู่ ลี่ มหายใจเขา้ ออก ในเมอ่ื จติ ตามรลู้ มหายใจ
เข้าออกก�ำหนดรลู้ มหายใจเขา้ ออกอย่เู ปน็ ปกติ จิตเอาลมหายใจเปน็ สิง่ รู้ สตเิ อาลม
หายใจเป็นส่งิ ระลึก ลมหายใจเข้าออกเปน็ ไปตามปกติของรา่ งกาย เมือ่ สตไิ ปจับอยู่
ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานทต่ี ัง้ ของสติ ลมหายใจเปน็ ส่ิงทเ่ี กี่ยวเนอื่ งด้วยกาย
สตไิ ปกำ� หนดรูอ้ ยทู่ ่ีลมหายใจเข้าออก จดจอ่ อยู่ทต่ี รงนัน้ วติ กถงึ ลมหายใจ มีสติ
รู้พร้อมอยู่ ในขณะน้ันจติ กม็ วี ิตกวิจารอยกู่ ับลมหายใจ เมอื่ จิตสงบลงไป ลมหายใจ
กค็ อ่ ยละเอยี ดๆ ลงไปเรอื่ ยๆ จนกระทงั่ ในทส่ี ดุ ลมหายใจกห็ ายขาดไป เมอื่ ลมหายใจ
หายขาดไปจากความรสู้ กึ ร่างกายท่ปี รากฏวา่ มอี ยกู่ พ็ ลอยหายไปด้วย

ถา้ หากวา่ ลมหายใจยงั ไมห่ ายขาดไป กายกย็ งั ปรากฏอยู่ เมอื่ จติ ตามลมหายใจ
เข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของกายแล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ท่ัวทั้ง
รา่ งกาย จติ สามารถทจี่ ะมองเหน็ อวยั วะตา่ งๆ ภายในรา่ งกายไดห้ มดทง้ั ตวั เพราะลม
ยอ่ มวงิ่ เขา้ ไปทสี่ ว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย ลมวงิ่ ไปถงึ ไหนจติ กร็ ไู้ ปถงึ นนั่ ตงั้ แตห่ วั จรดเทา้
ตั้งแตเ่ ทา้ จรดหวั ตั้งแตแ่ ขนซ้ายแขนขวา ขาขวาขาซา้ ย เมือ่ จิตตามลมหายใจเขา้ ไป
แลว้ จติ จะรทู้ ัว่ กายหมด ในขณะใดกายยงั ปรากฏอยู่ จติ สงบอยู่ สงบนิ่ง รู้สวา่ งอยู่
ในกาย วิตกวิจารคือจิตรู้อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย ในอันดับน้ันปีติ
และความสขุ ยอ่ มบงั เกดิ ขึ้น เมื่อปีตแิ ละความสุขบังเกดิ ขึ้น จิตกเ็ ปน็ หนึง่ นิวรณ์ ๕
กามฉนั ทะ พยาบาท ถนี มทิ ธะ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ วจิ กิ จิ ฉา กห็ ายไป จติ กลายเปน็ สมถะ
มีพลังพอท่ีจะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์
ในการเจรญิ สมถกรรมฐาน อนั น้ีเปน็ ปฏิปทาย่อๆ ของครบู าอาจารยท์ ่ีนำ� มาเลา่ เพ่ือ
จะเป็นประโยชน์แกส่ หธรรมิก

10

โอวาทธรรม

สำ� หรบั หลวงปเู่ สาร์ ทา่ นเปน็ คนไมช่ อบพดู ไมช่ อบเทศน์ ไมช่ อบมคี วามรแู้ ปลกๆ
ต่างๆ กวนใจเหมือนทา่ นพระอาจารยม์ ั่น เวลาจ�ำเป็นตอ้ งเทศน์ ท่านก็เทศน์เพยี ง
ประโยคหนงึ่ หรอื สองประโยคเทา่ นน้ั แลว้ กล็ งธรรมาสนไ์ ปกฏุ โิ ดยไมส่ นใจใคร เทา่ ท่ี
บรรดาลกู ศษิ ยจ์ ดจำ� กนั มาไดน้ นั้ ทา่ นเทศนส์ อนยอ่ ๆ สน้ั ๆ ใจความในคำ� เทศนค์ ำ� สอน
เพยี งเท่านี้

• อยากได้ดใี ห้ท�ำเอา อยากได้ชว่ั ใหท้ ำ� เอา

• ท่านสอนให้ภาวนาวา่ “พุทโธ” เดอ้ ค�ำเดียวเทา่ นัน้
มคี นถามทา่ นว่า “พทุ โธ” แปลว่าจัง๋ ได๋ (พทุ โธ แปลวา่ อะไร)
ทา่ นตอบเขาวา่ ถามไปหาสิแตกอหี ยัง ยั้งวา่ ให้ภาวนาพทุ โธ
(มาถามหาอะไร บอกใหภ้ าวนาพุทโธ)
ขยายความคำ� ของท่าน ให้ระลึก “พุทโธ” ภายในใจค�ำเดียวเทา่ นัน้

• ให้พากนั ละบาปและบ�ำเพ็ญบญุ อย่าใหเ้ สยี ชีวิตลมหายใจไปเปลา่ ทไี่ ด้มี
วาสนามาเกดิ เป็นมนษุ ย์

• เราเกดิ เปน็ มนษุ ยม์ คี วามสงู ศกั ดมิ์ าก แตอ่ ยา่ นำ� เรอื่ งของสตั วม์ าประพฤติ
มนษุ ยข์ องเราจะตำ�่ ลงกวา่ สตั วแ์ ละจะเลวกวา่ สตั วอ์ กี มาก เวลาตกนรกจะ
ตกหลมุ ท่ีรอ้ นกว่าสัตวม์ ากมาย อยา่ พากนั ท�ำ

• ให้ต้ังใจใหด้ ี ต้งั สติใหด้ ี

• พิจารณาความตายให้มากๆ ไม่ว่าคน ว่าสัตว์ เกิดมาแล้วก็ต้องตาย
เพราะเกิดกับตายเปน็ ของคู่กนั

• ทา่ นขนึ้ ไปนง่ั บนธรรมาสน์ ตง้ั นะโม ๓ จบเสรจ็ แลว้ ทา่ นกว็ า่ “ทกุ ข์ สมทุ ยั
นโิ รธ มรรค เอวงั กม็ ดี ้วยประการฉะน”ี้ แลว้ ทา่ นกล็ งจากธรรมาสน์

11

• เอา! ฟงั เทศน์ พากนั ตัง้ ใจฟังเทศน์ กายสุจรติ วาจาสุจริต มโนสุจริต
พากนั ตงั้ ใจรกั ษากายใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ รกั ษาวาจาใหบ้ รสิ ทุ ธ์ิ รกั ษาใจใหบ้ รสิ ทุ ธิ์
เอวงั

• ท�ำใหด้ ูมันยังไม่ดู ปฏิบตั ิใหด้ อู ยู่ทุกวนั มนั ยงั ไมป่ ฏบิ ัตติ าม เทศน์ใหฟ้ ัง
มนั จะฟังหรือ? พวกเจา้ ขอ้ ยเฮ็ดใหเ้ บิ่งยงั บ่เบ่ิง เทศน์ใหพ้ วกหมเู่ จา้ ฟัง
หมเู่ จา้ สิฟงั ฤา

• เขาสิเช่ือความดีที่เฮาเฮ็ดหลายกว่าความเว้าที่เฮาสอน (เขาจะเชื่อในส่ิง
ท่เี ราท�ำมากกว่าจะเชือ่ ในสิ่งท่ีเราพดู )

• เราเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติน้ี ควรรีบเร่งทุกเวลา อย่าชักช้าจะเสียการ
จงต้งั ใจพยายามฝึกจติ ปฏิบตั ดิ ปี ฏิบตั ชิ อบให้ไดท้ นั

• งานของจติ นน้ั ตอ้ งถอื วา่ เปน็ งานเรง่ ดว่ น โดยมคี วามตายคบื คลานคกุ คาม
เข้ามาอยทู่ ุกขณะ ถ้าเผลอสตเิ พียงนดิ เดียว ความตายกม็ าถงึ ตัวทันที

• เออ กะซ่างเขาดอก เขามีปากกะใหเ้ ขาเว้าไป
• ให้ปฏิบัตทิ ำ� ความดี นงั่ สมาธิ ปฏบิ ตั ธิ รรม
• เขาพูดว่าเราดี เราก็ไม่ดีเหมือนค�ำเขาพูด เขาพูดว่าเราชั่ว เราก็ไม่ชั่ว

เหมอื นค�ำเขาพูด ถา้ เราไม่ยึด เราไม่มี จะเอาอะไรไปดีไปชัว่
• ดีกับช่ัวมันมีอยู่ในโลกนี้ หนจี ากโลกนก้ี ไ็ ม่มดี ไี ม่มีชัว่
• ดกี ็ร้อู ยู่แลว้ ชัว่ ก็รูอ้ ย่แู ล้ว ทำ� ใหด้ ูมันยงั ไม่ดู จะเอาอะไรไปสอนมนั อกี

ทำ� ไมมันไม่ดู?

12

ปัจฉิมบท

ทา่ นพระอาจารยเ์ สารแ์ ละทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทงั้ สองรปู นเี้ ปน็ ผอู้ ตุ สา่ หพ์ ยายาม
บุกเบิกเพิกถอนขวากหนามท่ีเป็นอุปสรรคต่อการด�ำเนินธุดงควัตร เพราะแต่ก่อน
ในสมยั นนั้ ไมม่ ใี ครสนใจกบั ธดุ งควตั ร พระกรรมฐานประหนงึ่ วา่ แทบไมม่ ใี นเมอื งไทย
แต่ครั้นแล้วก็มีท่านท้ังสองนี้แลได้น�ำคัมภีร์ที่ทรงแสดงไว้แล้วในพระไตรปิฎกออก
มาประพฤติปฏิบัติให้เปิดเผยจนเป็นท่ีร่�ำลือ และทางช่ัวก็กีดขวางเข้ามา บางคร้ัง
ถกู ขบั ไลไ่ สสง่ หาวา่ เปน็ พระจรจดั พระขดั ขวางตอ่ บา้ นตอ่ เมอื ง ถกู ขบั ไลไ่ สสง่ จากฝา่ ย
ปกครองตามสถานทน่ี นั้ ๆ เรอื่ ยมา ทา่ นกไ็ มห่ วน่ั ไหวในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ ำ� เนนิ ตาม
ขอ้ วตั รปฏบิ ตั ทิ ม่ี แี ลว้ ในคมั ภรี เ์ รอ่ื ยมา คอ่ ยบกุ เบกิ เพกิ ถอนไปเรอ่ื ยๆ การบำ� เพญ็ ธรรม
ของทา่ นกป็ รากฏขน้ึ ภายในจติ ใจเปน็ ลำ� ดบั ลำ� ดา เปน็ กำ� ลงั ใจทท่ี า่ นจะอตุ สา่ หพ์ ยายาม
เพิกถอนกิเลสตัณหาภายในจิตใจ แล้วก็เป็นไปพร้อมๆ กันกับการแนะน�ำสั่งสอน
บรรดาลูกศิษย์ลูกหาเร่ือยมา กรรมฐานจึงค่อยเบิกกว้างออกไปๆ จนกระท่ังมาถึง
สมัยปัจจุบันน้ี รู้สึกว่าไปทางไหนพระกรรมฐานเราซึ่งเป็นทางด�ำเนินมาด้ังเดิมก็ได้
เปิดกว้างกระจายออกไปทุกแห่งทุกหนทั่วประเทศไทยของเรา ท้ังน้ีก็ขึ้นไปจากท่าน
ท้ังสองรูปนี้แลเป็นผู้บุกเบิกในเบ้ืองต้น ท่านจึงได้รับความล�ำบากล�ำบนมากทีเดียว
นเ้ี ปน็ พระธรรมเทศนาของหลวงตาพระมหาบวั าณสมปฺ นโฺ น ทไ่ี ดน้ ำ� มาเปน็ บทสรปุ
เพ่ือเตือนสติศิษย์รุ่นต่อๆ ไปในภายหลัง เม่ือได้ประสบกับลาภสักการะ ยศถา
บรรดาศกั ด์ิ เสียงสรรเสรญิ ยกย่อง และความสุขสะดวกสบายอันสาธุชนเขาถวายให้
เพราะเล่อื มใสศรัทธาในคณุ งามความดที ี่สร้างมาดว้ ยความทุกขย์ ากของหลวงปูเ่ สาร์
กนฺตสีโล ผเู้ ปน็ พอ่ แมค่ รูอาจารยต์ น้ วงศพ์ ระปา่ แหง่ สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์

เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่วัยชรา ได้ปรารภในท่ามกลางลูกศิษย์จ�ำนวนมากว่า
ปรารถนาจะกลับไปใช้ชีวิตในบ้ันปลายที่บ้านเกิดเมืองนอน จึงพูดสอนส่ังศิษย์ที่
วัดโพนแก้ว (วัดอรัญญิกาวาส อ�ำเภอเมือง จังหวัดนครพนม) มีใจความว่า
“เราไดป้ ฏบิ ตั พิ ระศาสนาเทยี่ วอบรมสงั่ สอนภกิ ษุ สามเณร ประชาชนทงั้ หลาย ใหร้ แู้ จง้

13

เหน็ จรงิ ในศลี ธรรมมาดว้ ยความยากลำ� บากแสนเขญ็ กส็ อู้ ดทนมา บางบา้ นเขาเอาปนื
ไล่ยิง บางบ้านเขาว่าเป็นอีแร้งหม่น มันเป็นเสียอย่างนี้ก็สู้ทนมาจนถึงบัดนี้ ขอให้
ทา่ นพจิ ารณาดเู อา ให้รู้แจง้ เห็นจริงในธรรมของพระบรมศาสดาจารย์ แลว้ ใชว้ ิริยะ
ความเพียรปฏิบัติอย่าท้อถอย อย่าได้ละทิ้งวัดนี้ไปเทอญ” หลังจากนั้นองค์ท่านจึง
เดนิ ทางกลบั สู่จงั หวัดอบุ ลราชธานี

เมอื่ ถงึ กาลอันควรแก่อายุขยั แลว้ ทา่ นไดม้ รณภาพลงที่วัดอำ� มาตยาราม นคร
จ�ำปาศักดิ์ ในอิริยาบถนั่งก้มกราบพระประธานในอุโบสถ ถึงพร้อมด้วยสติอย่าง
ไพบลู ย์ องอาจ สง่างาม ก้าวเข้าสแู่ ดนบรมสขุ อยา่ งบรสิ ทุ ธ์ิสมบรู ณ์ เมอื่ วนั อังคาร
แรม ๓ ค�ำ่ เดอื น ๓ ปีมะเมีย ตรงกบั วนั ท่ี ๓ กุมภาพันธ์ พุทธศกั ราช ๒๔๘๕
คณะสงฆ์พร้อมด้วยชาวเมืองอุบลราชธานี คณะศรัทธาและคณะลูกศิษย์ท้ังมวล
ขอโอกาสกราบคารวะสรรี ะศพองคท์ า่ น แลว้ พรอ้ มกนั อญั เชญิ กลบั มาจดั งานฌาปนกจิ
ท่ีวัดบรู พาราม อำ� เภอเมอื ง จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวนั ที่ ๑๐ - ๑๖ เมษายน
พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๖ โดยมที า่ นหลวงปมู่ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถร เปน็ กำ� ลงั อยา่ งสำ� คญั งานศพ
ของหลวงปู่เสาร์เสร็จด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นสิริมงคลมหามงคลของท่านผู้ที่ได้
มาร่วมบำ� เพ็ญบุญกศุ ลในงานศพโดยทัว่ กัน

14

ชวี ประวัติและพระธรรมเทศนา

พระภรู ิทตโฺ ต หลวงปู่ม่นั

15



พระภูริทตโฺ ต หลวงปมู่ ัน่

วดั ป่าสทุ ธาวาส อ�ำ เภอเมอื ง จังหวดั สกลนคร



ชีวประวตั ิ

พระภูริทตฺโต หลวงปมู่ นั่

ตามประวตั ิ ทา่ นอุปสมบทเป็นพระ ปีพทุ ธศกั ราช ๒๔๓๖ ในสมยั น้ันป่าดง
พงไพรยงั อดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยทรพั ยากรตามธรรมชาตอิ ยา่ งเตม็ ท่ี กฎหมายบา้ นเมอื ง
ยังไม่ครอบครอง ประชากรชาวไทยเรายังมีไม่มาก ประมาณ ๑๐ กว่าล้านคน
การอาศัยอยู่ป่าอยู่เขาคนไมค่ อ่ ยจะทำ� ลายป่าไม้ ถ�้ำ เง้อื มผา ฯลฯ

พระปา่ สมยั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่ นนั้ จงึ สะดวกมากในการไปการมา หาเทยี่ ววเิ วก
ตามป่าเขาล�ำเนาไพรเพื่อแสวงหาโมกขธรรมอย่างเต็มก�ำลังความสามารถของ
แต่ละองค์ แต่สมัยครั้งน้ันท่านได้รับความล�ำบากมาก สู้อดสู้ทนแทบล้มแทบตาย
แล้วด�ำเนินตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าท่ีทรงบ�ำเพ็ญเพียรอย่างมุ่งม่ันไม่ท้อถอย
ถือตามหลกั พระธรรมวนิ ัยท่ีศาสดาทรงตรสั สอนไว้ทุกอยา่ งไมน่ ่าสงสยั

เรอ่ื งจติ ตภาวนานนั้ ใครเปน็ ผอู้ บรมแนะนำ� สง่ั สอนในสมยั ทา่ นพระอาจารยม์ นั่
กรณุ าไปหาอา่ นดตู ามประวตั ขิ องทา่ นทน่ี กั ปราชญท์ า่ นไดจ้ ดจารกึ ไว้ นา่ จะหมดปญั หา
หรอื ยง่ิ พวกเรานอ้ มนำ� ธรรมทที่ า่ นไดเ้ มตตาอบรมแนะนำ� สง่ั สอน ตงั้ ใจประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ตามแบบฉบบั ของทา่ นใหไ้ ดร้ ไู้ ดเ้ หน็ ตามธรรมชาตคิ วามจรงิ อยา่ งทา่ นพระอาจารยม์ น่ั
แล้วน้ันแลยิ่งดีเลิศดีประเสริฐท่ีสุด รู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมตัดรากเหง้าเค้ามูล
แห่งความสงสยั ทง้ั มวล

17

พระปา่ ในสมยั เรมิ่ ตน้ ตามทไ่ี ดจ้ ดจารกึ ชอ่ื ของทา่ นไวข้ า้ งบนนนั้ จะเรยี กทา่ นวา่
ผมู้ บี ญุ วาสนาบารมแี กก่ ลา้ สามารถในทางบรรลคุ ณุ ธรรมอนั เลศิ ประเสรฐิ สงู สดุ หรอื
เป็นจอมปราชญ์ในดินแดนแห่งประเทศไทยเรานั้นก็คงจะไม่ผิด เพราะชื่อเสียง
กิตติศัพท์เกียรติคุณของท่านกระเดื่องเลื่องลือล่ันรู้ไปท่ัวถึงหมดในแดนแห่ง
พทุ ธศาสนา ท้ังประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศพมา่

โดยเฉพาะเจา้ พระคณุ พระอบุ าลคี ณุ ปู มาจารย์ (สริ จิ นั โท จนั ทร)์ องคน์ เี้ ดน่ มาก
ทุกๆ ด้าน ไมว่ า่ การศกึ ษาปริยตั ิ ด้านการสงั คมสงเคราะหเ์ กอ้ื กูลอนเุ คราะห์ หรือ
ท�ำประโยชน์ต่อประเทศชาติเพื่อช่วยโลกช่วยสงสาร ท้ังด้านการอยู่ป่าอยู่เขาก็เด็ด
แต่เป็นบางโอกาส การแสดงธรรมเทศนาก็ไพเราะ มีเชิงฉลาดหลักแหลม ท�ำให้
ผู้ฟังซาบซึ้ง ละเอียดสุขุม ส�ำหรับผู้เขียนเองภูมิสติปัญญามีน้อย ไม่สามารถท่ีจะ
พรรณนาพระธรรมเทศนาทที่ า่ นแสดงไมม่ ปี ระมาณนน้ั ได้ จงึ ขอยกเทดิ ทนู ไวบ้ นทสี่ งู
ท่ีควร ท่านเป็นพระท่ีหาได้ยากเกิดยาก ถ้าอยากทราบประวัติของท่านเจ้าพระคุณ
องค์น้ี กรณุ าไปหาดูหนงั สือประวัตขิ องท่านไดท้ ว่ี ดั บรมนิวาส กรุงเทพฯ คงจะทราบ
รายละเอียดไดด้ ี

สำ� หรับท่านพระอาจารย์มั่น ภูรทิ ตั โต นนั้ ทา่ นเป็นจอมปราชญ์ชาตอิ าชาไนย
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นผู้เลิศแห่งการอยู่ป่าอยู่เขาถ�้ำเงื้อมผา จะหาใคร
เสมอเหมือนได้ยาก ท่านเป็นยอดนักปราชญ์ที่มีเชิงฉลาดปราดเปร่ืองหลักแหลม
รทู้ างดา้ นจติ ตภาวนานเี้ ดน่ มากเหนอื ความรคู้ วามฉลาดครอบโลกธาตุ ซง่ึ เปน็ ความรู้
ที่มหศั จรรย์มาก

บรรดาลกู ศษิ ยท์ เ่ี ขา้ ไปรบั การศกึ ษา ไดร้ บั ความรซู้ าบซง้ึ อยา่ งถงึ ใจในธรรมทที่ า่ น
ได้เมตตาอบรมแนะนำ� สั่งสอน สุดท่ีจะพรรณนาพระคุณของท่านน้ันเป็นอนันตคุณ
ล�ำพังก�ำลังสติปัญญาของผู้เขียนเองก็ไม่มีความสามารถที่จะไปอธิบายพระธรรม
ทท่ี า่ นแสดงน้นั อันเปน็ วสิ ทุ ธิธรรม เพราะความโง่พาใหม้ ดื มดิ ปิดตา (กเิ ลสเรายังมี)
จึงขอถวายบชู ายกเทิดทนู คุณพระธรรมไวบ้ นทีส่ งู ที่ควร

18

ท่านพระอาจารย์ม่ัน พระป่าผู้เป็นจอมปราชญ์ชาติอาชาไนยท่ีเลิศ มีบทเชิง
ฉลาดสมกับช่ือเสียงลือนามว่าเป็นพระสาวกอรหันต์ในดินแดนแห่งประเทศไทยเรา
ถา้ อยากทราบประวตั อิ นั งดงามทนี่ า่ อศั จรรยข์ องทา่ นพระอาจารยม์ น่ั กรณุ าไปหาอา่ น
ดูประวัติของท่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติทุกแห่งในประเทศไทย หรือท่ีวัดป่าบ้านตาด
จ.อดุ รธานี ซง่ึ นักปราชญท์ ่านไดจ้ ดจารกึ ไว้ไมน่ า่ สงสยั

ทา่ นพระอาจารยม์ น่ั ทา่ นไดน้ ำ� คำ� สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ มาประกาศพระศาสนา
ดว้ ยความองอาจกลา้ หาญชาญฉลาดหลกั แหลม ดว้ ยมหาสตมิ หาปญั ญาอนั แหลมคม
แสดงด้วยความบริสุทธ์ิสมบูรณ์เป็นวิสุทธิธรรมแท้ ใครผู้ที่ได้พบเห็นนับว่ามีบุญ
วาสนาบารมีท่ีเกิดมาไม่เสียชาติท่ีเป็นมนุษย์ที่ได้จดจารึกชื่อลือนามว่าจอมปราชญ์
นับแต่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตามล�ำดับล�ำดา ถึงพระสาวกอรหัตอรหันต์แล้ว
ไม่เคยสรา้ งความเดือดรอ้ นวนุ่ วายใหแ้ ก่โลก มแี ต่สรา้ งโลกสงสารใหไ้ ดร้ บั แตค่ วาม
สมหวังอบอุ่นสงบร่มเย็นใจ ม่ันคงถาวรเจริญรุ่งเรืองในชีวิตนับแต่กาลไหนๆ มา
ตลอดกปั ตลอดกลั ป์

ท่านหลวงปู่มั่น เป็นสมณะนักปราชญ์ชาติอาชาไนย จะหาใครเทียมได้ยาก
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อถึงกาลอันควร ท่านก็ดับขันธ์ก้าวเข้าสู่แดนบรมสุขที่
วดั ปา่ สทุ ธาวาส จงั หวดั สกลนคร ทา่ นไดพ้ ดู ลว่ งหนา้ ไวก้ บั บรรดาคณะลกู ศษิ ย์ “อยา่ งไร
กไ็ มเ่ ลย ๘๐ ปี วนั สนิ้ อายขุ ยั ” ทา่ นมรณภาพเดอื นพฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒ เวลา
๐๒.๐๐ น. ๒๓ นาที ในทา่ มกลางแหง่ สงฆ์ ดว้ ยอาการสงบ องอาจสงา่ งาม ดว้ ยวสิ ทุ ธธิ รรม
สมนามสมณะนักปราชญ์ผู้กล้าหาญชาญฉลาดชาติอาชาไนยในแดนแห่งไตรภพ
อกี ไมน่ านทา่ นทง้ั ๒ ไดล้ ว่ งลบั ไป ขา่ วลอื เรอื่ งอฐั ธิ าตขุ องทา่ นหลวงปเู่ สารแ์ ละอฐั ธิ าตุ
ของท่านหลวงปู่มั่น ได้กลายเป็นธาตุกายสิทธ์ิ แก้วรัตนะอันบริสุทธ์ิผุดผ่องอย่าง
เลิศประเสริฐเหนือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิใดๆ ในแดนแห่งไตรโลกธาตุ และน่าอัศจรรย์เกิน
คาดหมายของผู้มีกเิ ลสมืดดำ� กำ� ตาครอบง�ำหัวใจ

ผเู้ ขยี น เขยี นตามหนงั สอื บรู พาจารยท์ ท่ี า่ นไดบ้ นั ทกึ ไวห้ รอื ไดเ้ พมิ่ เตมิ ทข่ี าดตก
เปน็ บางตอนใหส้ มบรู ณ์ย่งิ ข้ึน

19

พระธรรมเทศนา

20

ทาน

ทาน คอื เครอื่ งแสดงนำ้� ใจของมนษุ ยผ์ มู้ จี ติ ใจสงู ผมู้ เี มตตาจติ ตอ่ เพอ่ื นมนษุ ย์
และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อยตามก�ำลังของวัตถุเครื่อง
สงเคราะห์ท่มี ีอยู่ จะเป็นวัตถทุ าน ธรรมทาน หรอื วิทยาทานแขนงตา่ งๆ กต็ าม ทใ่ี ห้
เพ่อื สงเคราะห์ผ้อู ่นื โดยมไิ ดห้ วงั คา่ ตอบแทนใดๆ นอกจากกุศลคอื ความดีท่เี กิดจาก
ทานนั้น ซง่ึ จะเปน็ สิง่ ตอบแทนใหเ้ จา้ ของทานได้รบั อยโู่ ดยดเี ท่าน้ัน ตลอดอภยั ทาน
ท่ีควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหน่ึงผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่น
ในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ
ผเู้ ชน่ นมี้ นษุ ยแ์ ละสตั วต์ ลอดเทวดาทม่ี องไมเ่ หน็ กเ็ คารพรกั จะตกทศิ ใดแดนใดยอ่ ม
ไม่อดอยากขาดแคลน หากมสี ่งิ หรอื ผูอ้ ปุ ถัมภจ์ นได้ ไม่อับจนทนทุกข์

แม้ในแดนมนุษยเ์ รานี้กพ็ อเหน็ ไดอ้ ยา่ งเต็มตารไู้ ด้อย่างเต็มใจว่า ผมู้ ีทานเป็น
เคร่ืองประดับตัวย่อมเป็นคนไม่ล้าสมัยในสังคม และบุคคลทุกช้ันไม่มีใครรังเกียจ
แม้แต่คนที่ม่ังมีแต่แสนตระหน่ีถ่ีเหนียวก็ยังหวังต่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือจาก
ผอู้ น่ื เชน่ เดยี วกบั มนษุ ยท์ วั่ ๆ ไป ไมต่ อ้ งพดู ถงึ คนทชี่ ว่ ยตวั เองไมไ่ ดแ้ ตไ่ มห่ วงั ใหผ้ อู้ น่ื
ชว่ ยเหลอื จะไมม่ ใี นโลก เมอื งไทยเราอำ� นาจทานทำ� ใหผ้ มู้ ใี จชอบบรจิ าคเกดิ ความเคยชนิ
ต่อนิสัย จนกลายเป็นผู้มีฤทธ์ิบันดาลไม่ให้อดอยากในภพที่เกิดก�ำเนิดที่อยู่น้ันๆ
ฉะนัน้ ทานและคนทมี่ ีใจเป็นนกั ใหท้ านการเสียสละ จงึ เป็นเครื่องและเป็นผ้คู �้ำจนุ
หนนุ โลกให้เฟื่องฟตู ลอดไป โลกทีย่ งั มีการสงเคราะหก์ ันอยู่ยังจดั เป็นโลกทม่ี คี วาม
หมายตลอดไป ไมเ่ ป็นโลกทไี่ ร้ชาติขาดกระเจิงเหลือแต่ซากคอื แผ่นดนิ แนๆ่ ทานจงึ
เปน็ สาระสำ� คญั สำ� หรบั ตวั และโลกทวั่ ๆ ไป ผมู้ ที านยอ่ มเปน็ ผอู้ บอนุ่ และหนนุ โลกให้
ชมุ่ เยน็ ไมเ่ ปน็ บุคคลและโลกท่แี หง้ แล้งแขง่ กบั ทุกข์ตลอดไป

21

ศลี

ศลี คอื รว้ั กนั้ ความเบยี ดเบยี นและทำ� ลายสมบตั ริ า่ งกายและจติ ใจของกนั และกนั
ศลี คอื พชื แหง่ ความดอี นั ยอดเยยี่ มทค่ี วรมปี ระจำ� ชาตมิ นษุ ย์ ไมป่ ลอ่ ยใหส้ ญู หายไปเสยี
เพราะมนษุ ยท์ ไี่ มม่ ศี ลี เปน็ รว้ั กน้ั และเปน็ เครอ่ื งประดบั ตวั เสยี เลย กค็ อื กองเพลงิ แหง่
มนษุ ยเ์ ราดๆี นเี่ อง การเบยี ดเบยี นและทำ� ลายกนั ยอ่ มมไี ปทกุ หยอ่ มหญา้ และทวั่ โลก
ดนิ แดน ไมม่ เี กาะมดี อนพอจะเอาศรี ษะซกุ นอนใหห้ ลบั สนทิ ไดโ้ ดยปลอดภยั แมโ้ ลก
จะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะ
ทวีคูณย่ิงกว่าพระอาทิตย์เป็นไหนๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุ
มคี ณุ คา่ ยง่ิ กวา่ ศลี ธรรมอยู่ เพราะศลี ธรรมเปน็ สมบตั ขิ องจอมมนษุ ย์ คอื พระพทุ ธเจา้
ผคู้ น้ พบและนำ� มาประดบั โลกทก่ี ำ� ลงั มดื มวั กลวั ทกุ ขพ์ อใหส้ วา่ งไสวรม่ เยน็ ควรอาศยั
ไดบ้ า้ งดว้ ยอ�ำนาจศลี ธรรมเปน็ เคร่อื งปัดเป่ากำ� จัด

ลำ� พงั ความคดิ ของมนษุ ยท์ มี่ กี เิ ลสคดิ ผลติ อะไรออกมาทำ� ใหโ้ ลกรอ้ นจะบรรลยั
อยู่แล้ว ยิ่งจะปล่อยให้คิดตามอ�ำนาจโดยไม่มีกล่ินแห่งศีลธรรมช่วยเป็นยาแก้และ
ชะโลมไว้บ้าง ก็น่ากลัวความคิดน้ันๆ จะผลิตยักษ์ใหญ่ตัวโหดร้ายท่ีทรงพิษขึ้นมา
กีแ่ สนกล่ี า้ นตวั ออกเที่ยวหากว้านกนิ มนุษยใ์ ห้ฉบิ หายกันทง้ั โลก ไม่มีอะไรเหลอื อยู่
บ้างเลย ความคิดของคนสิน้ กิเลสทีท่ รงคณุ อย่างสงู สดุ คอื พระพุทธเจ้า มผี ลใหโ้ ลก
ได้รับความร่มเย็นซาบซ้ึง กับความคิดที่เป็นไปด้วยกิเลสที่มีผลให้ตัวเองและผู้อ่ืน
ได้รับความเดือดรอ้ นจนจะคาดไม่ถงึ นีแ่ ล เปน็ ความคดิ ที่ผดิ กนั อยมู่ าก พอจะน�ำมา
เทียบเคียงเพื่อหาทางแก้ไขผ่อนหนักผ่อนเบาลงได้บ้าง ไม่จมไปกับความคิด
ประเภทนั้นจนหมดทางแก้ไข ศีลจงึ เป็นเหมอื นยาปราบโรค ทง้ั โรคระบาดและโรค
เร้ือรัง อย่างน้อยก็พอให้คนไข้ที่สุมด้วยกิเลสกินอยู่หลับนอนได้บ้าง ไม่ถูกบีบค้ัน
ด้วยโรคทเี่ กดิ แล้วไมย่ อมหายน้ีตลอดไป มากกว่านั้นกห็ ายขาดอยู่สบาย

ท่านพระอาจารย์ม่ันท่านเมตตาสั่งสอนฆราวาสให้รู้คุณของศีล และให้รู้โทษ
ของความไมม่ ศี ลี อยา่ งถงึ ใจจริงๆ ฟงั แล้วจบั ใจไพเราะ แมผ้ ้เู ขียนเองพอไดท้ ราบว่า

22

ทา่ นสง่ั สอนประชาชนใหเ้ หน็ โทษเหน็ คณุ ในศลี อยา่ งซาบซง้ึ จบั ใจเชน่ นนั้ ยงั เผลอตวั
ไปวา่ “อยากมศี ลี ๕ กบั เขาบ้าง” ทั้งๆ ท่ขี ณะนน้ั ตนก็มศี ีลอย่ถู ึง ๒๒๗ ศีลอย่แู ล้ว
เพราะความปตี ผิ าดโผนไปบา้ งเวลานนั้ จงึ ขาดสตไิ ปพกั หนงึ่ พอไดส้ ตขิ น้ึ มาเลยนกึ อาย
ตัวเองและไม่กล้าบอกใคร กลัวท่านเหล่านั้นจะหาว่าเราบ้าซ้�ำเข้าไปอีก เพราะขณะ
นั้นเราก็ชักจะบ้าๆ อยู่บ้างแล้วที่คิดว่าอยากมีศีล ๕ กับฆราวาสเขาโดยไม่คล�ำดู
ศรี ษะบ้างเลย อยา่ งน้ีแลคนเรา เวลาคดิ ไปทางชั่วจนถงึ กับทำ� ชัว่ ตามความคิดจรงิ ๆ
กค็ งเปน็ ไปในลกั ษณะดงั กลา่ วมา จงึ ควรสำ� เหนยี กในความคดิ ของตนไปทกุ ระยะวา่
คดิ ไปในทางดหี รอื ชว่ั ถกู หรอื ผดิ ตอ้ งคอยชกั บงั เหยี นไวเ้ สมอ ไมเ่ ชน่ นนั้ มหี วงั เลยเถดิ
ไดแ้ นน่ อน

ภาวนา

ภาวนา คอื การอบรมใจใหฉ้ ลาดเทย่ี งตรงตอ่ เหตผุ ลอรรถธรรม รจู้ กั วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
ตอ่ ตวั เองและส่ิงทั้งหลาย ไมใ่ ห้จิตผาดโผนโลดเตน้ แบบไม่มฝี ่งั มฝี า ยดึ การภาวนา
เป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งของใจให้อยู่ในเหตุผลอันจะเป็นทางแห่งความสงบสุข ใจที่
ยังมิได้รับการอบรมจากภาวนาจึงยังเป็นเหมือนสัตว์ที่ยังมิได้รับการฝึกหัดให้ท�ำ
หนา้ ทขี่ องตนอยา่ งสมบรู ณ์ มจี ำ� นวนมากนอ้ ยกย็ งั มไิ ดร้ บั ประโยชนจ์ ากมนั เทา่ ทคี่ วร
จ�ำต้องฝึกหัดให้ท�ำประโยชน์ตามประเภทของมันก่อนถึงจะได้รับประโยชน์ตามควร
ใจจึงควรได้รับการอบรมให้รู้เร่ืองของตัวเสียบ้าง จะเป็นผู้ควรแก่การงานทั้งหลาย
ท้งั สว่ นหยาบส่วนละเอียด ท้ังสว่ นเลก็ ส่วนใหญ่ ทง้ั ภายในภายนอก

ผมู้ ภี าวนาเปน็ หลกั ใจจะทำ� อะไรชอบใชค้ วามคดิ อา่ นเสมอ ไมค่ อ่ ยเอาตวั เขา้ ไป
เสี่ยงต่อการกระท�ำที่ไม่แน่ใจ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ตนและผู้เก่ียวข้องตลอด
ส่วนรวมเมื่อผิดพลาดลงไป การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต
ไม่เสียประโยชน์ท้ังสองทาง ประโยชน์ส�ำคัญคือประโยชน์เฉพาะหน้า ที่เรียกว่า
ทิฏฐธรรมมกิ ัตถประโยชน์

23

การงานทกุ ชนดิ ทที่ ำ� ดว้ ยใจของผมู้ ภี าวนาจะสำ� เรจ็ ลงดว้ ยความเรยี บรอ้ ย ขณะ
ท่ีท�ำก็ไม่ท�ำแบบขอไปที แต่ท�ำด้วยความใคร่ครวญและเล็งถึงประโยชน์ท่ีจะได้รับ
จากงานเมอื่ สำ� เร็จลงไปแลว้ จะไปมาในทิศทางใดจะท�ำอะไร ยอ่ มเล็งถึงผลได้เสีย
เกย่ี วกบั การนน้ั ๆ เสมอ การปกครองตนกส็ ะดวก ไมฝ่ า่ ฝนื ตวั เองซง่ึ เปน็ ผมู้ หี ลกั เหตผุ ล
อยแู่ ลว้ ถอื หลกั ความถกู ตอ้ งเปน็ เขม็ ทศิ ทางเดนิ ของกาย วาจา ใจ ประจำ� ตวั ไมย่ อม
เปดิ ชอ่ งใหค้ วามอยากอนั ไมม่ ขี อบเขตเขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง เพราะความอยากไป อยากมา
อยากทำ� อยากพดู อยากคิด ท่ีเคยเปน็ มาดง้ั เดิมเปน็ ไปตามอำ� นาจของกิเลสตณั หา
ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิดถูกดีชั่วเสียมากต่อมากและพาเราเสียไปจนนับไม่ถ้วน
ประมาณไม่ถูก จะเอาโทษกับมันก็ไม่ได้ นอกจากยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย
แล้วพยายามแก้ตัวใหม่เท่าน้ันเม่ือยังมีสติอยู่บ้างพอจะหักล้างกันได้ ถ้าไม่มีสติ
พอระลกึ บา้ งเลยแลว้ ทง้ั ของเกา่ กเ็ สยี ไป ทงั้ ของใหมก่ พ็ ลอยจมไปดว้ ย ไมม่ วี นั กลบั ฟน้ื
คืนตวั ได้เลย นี่แลเรื่องของกเิ ลส ตอ้ งพาให้เสียหายเรือ่ ยไป

ฉะน้ัน การภาวนาจึงเป็นเครื่องหักล้างความลามกไม่มีเหตุผลของตนได้ดี
แต่วิธีภาวนานั้นรู้สึกล�ำบากอยู่บ้างเพราะเป็นการบังคับใจ ซ่ึงเหมือนบังคับลิงให้
อยเู่ ชอื่ งๆ พองามตาบา้ ง ยอ่ มเป็นของลำ� บากฉะนัน้

พระภรู ทิ ตฺโต หลวงปมู่ ั่น
จารึกโดย พระธรรมวสิ ทุ ธิมงคล
(พระาณสมฺปนฺโน หลวงตามหาบวั )

พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๔

24

ขนั ธะวิมตุ ิสะมงั คีธรรมะ

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

ขนั ธะวิมุตสิ ะมงั คีธรรมะ

นะมะถุ สคุ ะตัสสะ ปญั จะ ธรรมะขันธานิ
ขา้ พเจ้าขอนอบนอ้ มซ่ึงพระสุคตบรมศาสดาศากยมุนสี ัมมาสมั พทุ ธเจา้

และพระนวโลกตุ ตรธรรม ๙ ประการ แลอรยิ สงฆ์สาวก
บัดน้ีขา้ พเจา้ จักกล่าวซ่ึงธรรมขนั ธ์ โดยสงั เขปตามสติปญั ญาฯ

ยังมีท่านคน ๑ รักตัวคดิ กลัวทกุ ข ์ อยากไดส้ ขุ พ้นภยั เทียวผายผนั
เขาบอกวา่ สขุ มที ไ่ี หนก็อยากไป แตเ่ ที่ยวหม่นั ไปมาอยู่ช้านาน
นิสยั ท่านน้นั รักตัวกลัวตายมาก อยากจะพน้ แทๆ้ เรือ่ งแก่ตาย
วนั หนึง่ ทา่ นรจู้ ริงทง้ิ สมทุ ัยพวกสงั ขาร ทา่ นก็ปะถ้ำ� สนุกสุขไมห่ าย
เปรียบเหมอื นดังกายน้เี อง ชะโงกดถู ้�ำสนกุ ทกุ ขท์ ลาย
แสนสบายรตู้ ัวเรื่องกลวั น้นั เบา ทำ� เมนิ ไปเมนิ มาอยู่หน้าเขา
จะกลบั ไปป่าวรอ้ งซง่ึ พวกพอ้ งเล่า กก็ ลวั เขาเหมาว่าเปน็ บา้ บอ
สอู้ ยูผ่ เู้ ดยี วหาเรอ่ื งเครอ่ื งสงบ เปน็ อนั จบเรอ่ื งคิดไม่ติดต่อ
ดกี วา่ เท่ยี วรุ่มรา่ มท�ำสอพลอ เดยี๋ วถูกยอถกู ตเิ ป็นเรื่องเครื่องร�ำคาญฯ
ยังมบี รุ ุษคน ๑ อกี กลวั ตายนำ้� ใจฝอ่ มาหาแลว้ พูดตรงๆ น่าสงสาร
ถามว่าท่านพากเพยี รมาก็ช้านาน เหน็ ธรรมทีจ่ รงิ แลว้ หรือยังทีใ่ จหวงั
เอ๊ะ ท�ำไมจงึ รู้ใจฉนั บุรุษน้นั ก็อยากอยูอ่ าศัย
ท่านว่าดๆี ฉนั อนุโมทนา จะพาดเู ขาใหญ่ถำ�้ สนุกทกุ ขไ์ ม่มี
คือ กายคตาสติภาวนา ชมเลน่ ให้เย็นใจหายเดอื ดรอ้ น
หนทางจรอริยวงศ ์ จะไปหรอื ไม่ไปฉันไม่เกณฑ์

38

ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง แลว้ กลา่ วปฤษณาทา้ ให้ตอบ
ปฤษณานัน้ ว่า ระวงึ คืออะไร ตอบว่าวิง่ เรว็ คือวิญญาณอาการไว
เดนิ เปน็ แถวตามแนวกัน สัญญาตรงไม่สงสยั
ใจอยใู่ นวิ่งไปมา สญั ญาเหนยี วภายนอกหลอกลวงจติ
ทำ� ให้คิดวุ่นวายเท่ียวสา่ ยหา หลอกเปน็ ธรรมต่างๆ อยา่ งมายา
ถามว่า หา้ ขันธใ์ ครพน้ จนท้ังปวง ไม่เกาะเกีย่ วพัวพนั ตดิ สน้ิ พิษหวง
แกว้ า่ ใจซิพน้ อยู่คนเดียว สญั ญาลวงไม่ไดห้ มายหลงตามไป
หมดทหี่ ลงอย่เู ดยี วดวง แกว้ า่ สงั ขารเขาตายทำ� ลายผล
ถามวา่ ท่วี า่ ตาย ใครเขาตายทไ่ี หนกัน แกว้ ่ากลสญั ญาพาใหเ้ วียน
ถามวา่ ส่ิงใดกอ่ ใหต้ ่อวน ออกจากภพนไี้ ปภพนั้นเท่ยี วหันเหียน
เชอ่ื สัญญาจึงผิดตดิ ยนิ ดี ถงึ จะเพยี รหาธรรมก็ไมเ่ หน็
เลยลมื จิตจ�ำปดิ สนทิ เนียน แก้ว่าใจกำ� หนดใจหมาย
ถามว่า ใครกำ� หนดใครหมายเปน็ ธรรม คือวา่ ดคี วา้ ช่ัวผลกั ตดิ รักชัง
เรอ่ื งหาเจา้ สญั ญานั้นเอง แก้ว่าสิ้นอยากดรู ้ไู ม่หวัง
ถามวา่ กินหนเดียวไมเ่ ทียวกิน ใจก็น่งั แท่นน่ิงทิง้ อาลยั
ในเรือ่ งเห็นต่อไปหายรงุ รัง แก้วา่ ธรรมสน้ิ อยากจากสงสัย
ถามวา่ สระส่ีเหล่ียมเปย่ี มด้วยน้ำ� สญั ญาในน้ันภาค สงั ขารขันธน์ น้ั ไม่กวน
สะอาดหมดราคีไมม่ ีภยั เงยี บระงบั ดวงจติ ไม่คิดครวญ
ใจจงึ เป่ยี มเต็มท่ไี มม่ ีพรอ่ ง แมไ้ ดส้ มบัติทพิ ย์สกั สิบแสน
เป็นของควรชมชื่นทกุ คนื วัน หมดความอยากเป็นยิง่ สิ่งสำ� คญั
ก็ไมเ่ หมอื นรจู้ รงิ ทิ้งสงั ขาร ใจไมเ่ พลนิ ทั้งสิน้ หายดน้ิ รน
จำ� อยูส่ ่วนจ�ำไมก่ �้ำเกนิ แล้วอยา่ คดิ ติดสญั ญา
เหมอื นดังว่ากระจกสอ่ งเงาหน้า อย่าได้เมาไปตามเรอ่ื งเครื่องสังขาร
เพราะว่าสญั ญาน้ันเหมือนดังเงา ไหวสว่ นตนรูแ้ นเ่ พราะแปรไป
ใจขยับจบั ใจท่ไี ม่ปน ร้ขู ันธห์ ้าต่างชนดิ เมอ่ื จิตไหว
ใจไมเ่ ที่ยงของใจใช่ตอ้ งวา่ สำ� คัญวา่ ในว่านอกจงึ หลอกลวง
แต่ก่อนนัน้ หลงสัญญาวา่ เป็นใจ สัญญาหนึง่ สัญญาใดมิไดห้ วง
คราวน้ีใจเปน็ ใหญไ่ ม่หมายพึง่

39

เกิดกต็ ามดบั ก็ตามส่ิงทัง้ ปวง ไม่ตอ้ งหวงไม่ตอ้ งกันหม่สู ัญญา
เปรียบเหมือนขนึ้ ยอดเขาสงู แท ้ แลเหน็ ดินแลเหน็ สิ้นทกุ ตัวสัตว์
แกว้ า่ สงู ยง่ิ นกั แลเหน็ เรอ่ื งของตนแตต่ น้ มา เปน็ มรรคาทัง้ น้ันเชน่ บันได
ถามวา่ นำ�้ ขน้ึ ลงตรงสัจจงั นน้ั หรือ ตอบว่าสังขารแปรแก้ไมไ่ ด้
ธรรมดากรรมแตง่ ไม่แกล้งใคร ขืนผลกั ไสจบั ตอ้ งก็หมองมัวช่วั ในจติ
ไม่ต้องคิดขัดธรรมดาสภาวะส่งิ เปน็ จริง ดชี ว่ั ตามแตเ่ รอ่ื งของเร่อื งเปลอ้ื งแตต่ วั
ไม่พวั พนั สงั ขารเปน็ การเยน็ รู้จกั จรงิ ตอ้ งทง้ิ สงั ขารที่ผันแปรเมื่อแลเหน็
เบื่อแลว้ ปลอ่ ยไดค้ ล่องไม่ตอ้ งเกณฑ์ ธรรมกเ็ ยน็ ใจระงบั รับอาการ
ถามว่า หา้ หนา้ ทม่ี ีครบกัน เร่ืองสังขาร ตา่ งกองรบั หน้าทมี่ ีกิจการ
ตอบวา่ ขันธ์แบง่ แจกแยกหา้ ฐาน แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข
จะรบั งานอ่ืนไมไ่ ด้เตม็ ในตัว รวมลงตามสภาพตามเปน็ จริง
นนิ ทาทุกขเ์ สื่อมยศหมดลาภทว่ั เพราะว่ารูปขนั ธ์กท็ ำ� แก่ไขม้ ไิ ด้เว้น
ท้งั แปดอยา่ งใจไม่หันไปพวั พัน เพราะรับผลของกรรมท่ีท�ำมา
นามก็มิได้พักเหมอื นจกั รยนต์ เรื่องชว่ั ข่นุ ว่นุ จติ คิดไม่หยุด
เรือ่ งดีพาเพลิดเพลินเจรญิ ใจ นึกขึ้นเองทัง้ รักทงั้ โกรธไปโทษใคร
เหมอื นไฟจดุ จิตหมองไมผ่ ่องใส เปน็ ของพน้ วิสัยจะไดเ้ ชย
อยากไมแ่ ก่ไมต่ ายได้หรือคน อยากให้อยเู่ ป็นหน่ึงหวงั พงึ่ เฉย
เชน่ ไมอ่ ยากให้จิตเท่ยี วคดิ รู้ สัญญาเคยอย่ไู ด้บ้างเป็นครงั้ คราว
จติ เปน็ ของผันแปรไม่แน่เลย ใจนัน้ กข็ าวสะอาดหมดมลทนิ สิ้นเรอ่ื งราว
ถา้ รเู้ ท่าธรรมดาท้งั หา้ ขนั ธ์ เพราะเหน็ จรงิ ถอนหลุดสุดวถิ ี
ถา้ รไู้ ดอ้ ยา่ งนี้จงึ ดียง่ิ จะจนจะมีตามเรือ่ งเครือ่ งนอกใน
ไม่ฝ่าฝนื ธรรมดาตามเป็นจรงิ ยดึ สงิ่ ใดไม่ได้ตามใจหมาย
ดหี รอื ช่ัวตอ้ งดับเลอื่ นลบั ไป สงั เกตจบั ร้ไู ด้สบายยงิ่
ใจไม่เทีย่ งของใจไหววิบวบั ขนั ธ์บังธรรมมดิ ผดิ ท่ีน่ี
เลก็ บงั ใหญร่ ู้ไมท่ นั ส่วนธรรมมีใหญก่ ว่าขันธน์ น้ั ไมแ่ ล
มวั ดขู นั ธธ์ รรมไม่เหน็ เปน็ ธุลีไป ทนี ตี้ ิดหมดคดิ แกไ้ มไ่ หว
ถามว่า มีไมม่ ี ไมม่ ีมี นีค้ อื อะไร

40

เชญิ ชี้ใหช้ ดั ทงั้ อรรถแปลโปรดแก้เถิด ทว่ี ่าเกิดมตี า่ งๆ ทัง้ เหตผุ ล
แลว้ ดบั ไม่มีชัดใชส่ ัตว์คน นข้ี ้อต้น มีไมม่ ี อยา่ งนี้ตรง
ข้อปลาย ไม่มมี ี น้เี ป็นธรรม ทล่ี กึ ลำ้� ใครพบจบประสงค์
ไม่มีสงั ขารมธี รรมที่ม่ันคง นน่ั แหละองคธ์ รรมเอกวเิ วกจรงิ
ธรรมเป็น ๑ ไม่แปรผันเลศิ ภพสงบย่ิง เป็นอารมณข์ องใจไม่ไหวตงิ
ระงับนง่ิ เงยี บสงัดชัดกบั ใจ ใจกส็ รา่ งจากเมาหายเรา่ ร้อน
ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย เรือ่ งพัวพนั ขนั ธ์ ๕ ซาสิ้นไป
เครื่องหมนุ ในไตรจกั รก็หกั ลง ความอยากใหญย่ ่ิงกท็ ้งิ หลุด
ความรักหยุดหายสนทิ สิ้นพษิ หวง รอ้ นทงั้ ปวงกห็ ายหมดดังใจจง ฯ
เชญิ โปรดชีอ้ กี อย่างหนทางใจ สมทุ ัยของจติ ที่ปิดธรรม
แกว้ า่ สมทุ ัยกวา้ งใหญ่นกั ยอ่ ลงกค็ อื ความรกั บีบใจอาลัยขันธ์
ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนจิ นริ นั ดร์ เป็นเลิกกนั สมุทยั มิได้มี
จงจำ� ไว้อยา่ งนี้วธิ จี ติ ไม่ต้องคดิ เวยี นวนจนป่นป้ี
ธรรมไม่มอี ยเู่ ป็นนจิ ติดยนิ ดี ใจตกทส่ี มทุ ัยอาลยั ตวั
ว่าอย่างยอ่ ทุกข์กบั ธรรมประจำ� จิต เอาจนคิดรเู้ ห็นจรงิ จึงเย็นทัว่
จะสุขทุกขเ์ ท่าไรมิได้กลัว สรา่ งจากเคร่อื งมวั คือสมุทยั ไปที่ดี
รู้เท่าน้ีกค็ ลายหายร้อน พอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี
จติ รธู้ รรมลืมจติ ที่ติดธลุ ี ใจรธู้ รรมทเ่ี ปน็ สขุ
ขนั ธ์ ทุกข์ แท้ แน่ประจ�ำ ธรรมคงธรรม ขนั ธ์คงขนั ธ์ เทา่ นนั้
และคำ� ว่าเย็นสบายหายเดอื ดร้อน หมายจิตถอนจากผิดท่ีติดแท้
แ ตส่ ว่ นสงั ขารขนั ธป์ ราศจากสขุ เปน็ ทกุ ขแ์ ท ้ เพราะต้องแก่ไขต้ ายไม่วายวัน
จิตรธู้ รรมทีล่ �้ำเลศิ จติ กถ็ อนจากผิดเครื่องเศรา้ หมองของแสลง
ผดิ เป็นโทษของใจอยา่ งร้ายแรง เหน็ ธรรมแจงถอนผดิ หมดพิษใจ
จิตเหน็ ธรรมดลี ้นที่พ้นผดิ พบปะธรรมเปลื้องเคร่อื งกระสนั
มสี ตอิ ยใู่ นตัวไม่พัวพัน เรื่องรักขนั ธ์ขาดสิ้นหายยนิ ดี
ส้นิ ธุลีทัง้ ปวงหมดห่วงใย ถึงจะคิดกไ็ มห่ ้ามตามนสิ ยั
เมอ่ื ไม่หา้ มกลับไม่ฟุ้งพ้นย่งุ ไป พงึ รไู้ ดว้ า่ บาปมีขึน้ เพราะขืนจริง

41


Click to View FlipBook Version