The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-17 03:02:39

หลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

๒.
สนั ติธรรม

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงซึ่งสันติธรรมแก่โธตกมาณพ
จงึ ตรัสพระคาถาวา่ ยํ กญิ ฺจิ สญชฺ านาสิ โธตก อทุ ฺธํ อโธ ตโิ ยญฺาปิ มชเฺ ฌ เอตํ
วทิ ติ ฺวา สงโฺ คติ โลเก ภวาภวาย มากาสิ ตณหฺ ํ แปลความว่า ดูกรโธตกะ ท่านมา
กำ� หนดรหู้ มายซงึ่ อารมณอ์ นั ใดอนั หนง่ึ ซง่ึ เปน็ เบอ้ื งบน เบอื้ งตำ�่ เบอ้ื งขวางสถานกลาง
วา่ เป็นเคร่ืองข้องอยูใ่ นโลก เครอ่ื งเกีย่ วสตั วไ์ วใ้ นโลก ดังน้แี ลว้ อยา่ ได้ทำ� ซึง่ ตณั หา
ความปรารถนาเพ่อื ภพน้อยภพใหญ่เลยดงั นี้

อธบิ ายวา่ ทา่ นมารแู้ จง้ สญั ญานดี้ ว้ ยปญั ญาวา่ เปน็ เครอื่ งขอ้ งเครอื่ งตดิ อยใู่ นโลก
ดงั นแี้ ลว้ อยา่ ไดท้ ำ� ตณั หาความปรารถนาเพอื่ ภพนอ้ ยภพใหญเ่ ลย สว่ นคำ� วา่ เบอื้ งบน
เบอื้ งตำ่� เบอ้ื งขวางสถานกลาง ในพระคาถานน้ั กม็ นี ยั อธบิ ายเปน็ ๖ นยั เชน่ เดยี วกบั
เร่ืองวิเวกธรรมท่ีกลา่ วมาแลว้

ทรงแสดงท่ีอาศัยแห่งกิเลสปปัญจธรรมมีสัญญาเป็นนิทานว่า ตัณหา มานะ
ทิฏฐิ อนั ทำ� ใหส้ ตั วเ์ นิ่นชา้ ๓ ประการน้ี มสี ญั ญาความส�ำคัญหมายเป็นเหตใุ หเ้ กิด
เม่อื บุคคลมาส�ำคญั หมายในสว่ นอดีต อนาคต ปจั จุบัน สขุ ทุกข์ อุเบกขา กศุ ล
อกศุ ล อพั ยากฤต สามธาตุ สามภพ ดว้ ยประการใดๆ ปปญั จสงั ขารทท่ี ำ� ใหเ้ นน่ิ ชา้ คอื
ตัณหา มานะ ทิฏฐิ บังเกดิ กล้าเจริญทวีขึ้นด้วยประการใดๆ ท�ำใหบ้ ุคคลเกิดความ
เหน็ ถอื มนั่ ด้วยตัณหาวา่ เอตํ มม นน่ั เปน็ ของเรา ถอื มนั่ ด้วยมานะวา่ เอโสหมสฺมิ
เราเป็นนัน่ ถือมน่ั ดว้ ยทิฏฐิวา่ เอโส เม อตฺตา น่นั เปน็ ตัวตนแกน่ สารของเรา ดงั นี้
แลว้ กข็ ้องอยู่ในอารมณ์นัน้ ๆ ดว้ ยฉันทะ ราคะ สเน่หา อาลยั ผูกพันจิตใจไว้ไม่ให้
เปล้ืองปลดออกได้ สัญญาอันเป็นนิทานเป็นเหตุเกิดแห่งตัณหา มานะ ทิฏฐิ ก็ดี
ตณั หา มานะ ทิฏฐิ อันเกิดแต่สญั ญานั้นกด็ ี สงฺโค เปน็ เครื่องขอ้ งเครอื่ งตดิ เคร่ือง
เกยี่ วสตั ว์ไวใ้ นโลกไมใ่ หพ้ ้นไปได้ เอตํ วทิ ติ ฺวา สงโฺ คติ โลเก ท่านรูแ้ จง้ ประจกั ษว์ ่า
สญั ญาเปน็ เหตแุ หง่ ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิ มสี ญั ญาเปน็ เหตดุ งั นแี้ ลว้

92

ท่านอย่าได้ท�ำตัณหา คือความปรารถนาด้ินรนด้วยจ�ำนงหวังต่างๆ เพื่อภพน้อย
ภพใหญเ่ ลย ทา่ นจงหยงั่ ญาณรู้ช่งั ดว้ ยตราชู คือปญั ญา แล้วเหน็ ประจักษ์แจง้ ชดั วา่
เปน็ เครื่องผกู จำ� เป็นเคร่ืองเกยี่ วสัตว์ไวใ้ นโลก ทา่ นอย่าไดท้ ำ� ซง่ึ ตณั หาเพ่ือภพนอ้ ย
ภพใหญเ่ ลย ตณั หาอันเปน็ ไปในอาหารวสิ ยั คือ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ แตกต่างโดยอาการปวัฏฏเิ ปน็ ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา
วภิ วตณั หา ตณั หา ๖ หมตู่ ามอารมณ์ สามอยา่ งตามอาการทเ่ี ปน็ ไปในภพ เป็นธรรม
อันเกดิ อีก เกิดขึน้ เปน็ ไปพรอ้ มกับทุกข์ คือ อปุ าทานขนั ธ์ ทา่ นอยา่ ได้ท�ำตณั หาน้นั
เพ่อื ภพนอ้ ยภพใหญ่เลย ทา่ นจงละตัณหานัน้ เสยี จงบรรเทาเสีย ทำ� ตณั หาน้ันใหม้ ี
ที่สุด ท่านจงยังตัณหานั้นให้ถึงซึ่งอันจะยังเกิดตามไม่ได้ ท่านจงละตัณหานั้นด้วย
สมุจเฉทปหาน เถดิ ฯ

๓.
อนปุ าทาปรนิ ิพพาน

สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ เมอื่ จะทรงแสดงอนปุ าทาปรนิ พิ พานของพระอรยิ สาวก
ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนสมาบัติแก่อุปสีวมาณพ โดยหลีกเล่ียงสัสสตวาทะและ
อจุ เฉทวาทะทงั้ สองเสยี จงึ ตรสั พระคาถาวา่

อจฉฺ ิยถา วาตเวเคณ จติ ตฺ า อตฺถํ ปเลติ น อเุ ปติ สงฺขํ เอวํ มุนิ นาม กายา
วมิ ตุ ฺโต อตฺถํ ปเลติ น อเุ ปติ สงฺขํ

แปลวา่ เปลวเพลงิ อนั กำ� ลงั ลมพดั ดบั ไป ยอ่ มนบั ไมไ่ ดว้ า่ ไปไหนฉนั ใด ทา่ นผเู้ ปน็
มุนีพน้ พิเศษแลว้ จากนามกาย ย่อมถึงซ่ึงอันต้ังอยไู่ ม่ได้ นบั ไมไ่ ดว้ ่าไปไหนฉนั นนั้

วาตา อนั ว่าลมทง้ั หลาย โดยปรยิ ายในนิเทศว่าลมมาแต่ทศิ บรู พา ปัจฉมิ อดุ ร
ทักษณิ ลมมธี ลุ ี ลมไมม่ ธี ุลี ลมเยน็ ลมร้อน ลมออ่ น ลมกล้า ลมเวรัมภา พดั มา
แตพ่ นื้ ดนิ ขนึ้ ไปไดโ้ ยชนห์ นง่ึ ลมปกี สตั ว์ ปกี ครฑุ ลมใบตาล ลมเปลวเพลงิ อนั กำ� ลงั
ลมเหลา่ นนั้ พดั แลว้ เปลวเพลงิ ยอ่ มถงึ ซงึ่ อนั ตงั้ อยไู่ มไ่ ด้ ยอ่ มดบั สงบรำ� งบั ไป ยอ่ มไมถ่ งึ

93

ซง่ึ อนั นบั ยอ่ มไมถ่ งึ ซง่ึ โวหาร วา่ เปลวเพลงิ ไปแลว้ ยงั ทศิ โนน้ ๆ ดงั นฉ้ี นั ใด บคุ คลผบู้ รรลุ
อากิญจัญญายตนสมาบตั เิ ป็นเสขมนุ นี ัน้ เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วจากรปู กายในกาลกอ่ น
เปน็ ปกติ ใหม้ รรคท่ี ๔ เกดิ ขึน้ ในสมาบัติน้นั เป็นผพู้ ้นวิเศษแล้วจากนามกายอีก
เพราะความทพี่ น้ แหง่ นามกายอนั ท่านได้กำ� หนดรแู้ ล้วเปน็ อุภโตภาควมิ ุตติ พน้ วเิ ศษ
แลว้ จากสว่ นสอง ดว้ ยส่วนสองเป็นขีณาสวะอรหนั ต์ ถึงซึ่งอนั ไมต่ ั้งอยคู่ ืออนุปาทา-
ปรินพิ พาน แล้วตรัสพระคาถาต่อไปวา่

อตฺถํ ตสสฺ น ปมาณมตฺถิ เยน นํ วชชฺ ํ ตํ ตสฺส นตฺถิ สพฺเพสุ สมหู เตสฺ
สมูหตา วาทปถาปิ สพฺเพ

แปลวา่ สง่ิ สภาวะเปน็ ประมาณของพระขณี าพอสั ดงคตดบั แลว้ ยอ่ มไมม่ ี บคุ คล
ทง้ั หลายจะพึงกลา่ วว่าทา่ นน้ันดว้ ยกเิ ลสใด กเิ ลสนัน้ ของท่านก็ไมม่ ี ธรรมท้ังหลาย
มีขนั ธ์เป็นต้น อันพระขีณาสพถอนข้นึ พร้อมแลว้ แม้ทางแห่งวาทะทั้งปวงทบี่ ุคคลจะ
พงึ กล่าว พระขณี าสพท่านก็ตดั ขนึ้ พรอ้ มแลว้

สงิ่ สภาวะอนั เปน็ ธรรมนนั้ ไดแ้ ก่ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ยอ่ มไมม่ ี
แกท่ า่ น ทา่ นละเสยี แลว้ ตดั ขนึ้ พรอ้ มแลว้ ทา่ นเผาเสยี ดว้ ยเพลงิ คอื ญาณแลว้ เมอื่ ขนั ธ์
อายตนะ ธาตุ คติ อุบัติ ปฏสิ นธิ ภพสังขาร และวัฏฏะ ท่านถอนข้นึ เสียส้ินแลว้
ตดั เสยี ขาดแล้ว มอี นั ไมบ่ งั เกดิ ตอ่ ไปเปน็ ธรรมดา วาทะอนั เป็นคลองเปน็ ทางท่ีจะพงึ
กลา่ วดว้ ยกเิ ลสและขนั ธ์ และอภสิ งั ขาร ทา่ นเพกิ ถอนสละละวางเสยี สน้ิ ทกุ ประการแลว้
ด้วยประการฉะน้ี

๔.
ปริญญา ๓ ประการ

การก�ำหนดร้ตู ณั หาน้นั ก�ำหนดร้ดู ้วยปริญญา ๓ ประการ คือ

(๑) ญาตปรญิ ญา คอื ความก�ำหนดร้ชู ัดเจนวา่ นร้ี ปู ตัณหา นี้สทั ทตณั หา
นคี้ นั ธตณั หา นร้ี สตณั หา นโ้ี ผฎฐพั พะตณั หา นธี้ มั มตณั หา อยา่ งนแี้ ลชอื่ วา่ ญาตปรญิ ญา

94

(๒) ตรี ณปรญิ ญา นนั้ คอื ภกิ ษกุ ระทำ� ตณั หาทงั้ ๖ ใหเ้ ปน็ อนั ตนรแู้ ลว้ พจิ ารณา
ใครค่ รวญซง่ึ ตณั หาโดยความเป็นของไมเ่ ทยี่ ง เปน็ ทกุ ข์ เป็นโรคเสียดแทง เปน็ ต้น
อย่างนแ้ี ลชือ่ ว่า ตีรณปรญิ ญา

(๓) ปหานปรญิ ญา นน้ั คอื ภกิ ษมุ าพจิ ารณาใครค่ รวญฉะนแ้ี ลว้ ละเสยี ซงึ่ ตณั หา
บรรเทาเสยี ถอนเสยี และกระทำ� ใหส้ น้ิ ไป ใหถ้ งึ ซงึ่ ความไมเ่ ปน็ ตอ่ ไป อยา่ งนแ้ี ลชอ่ื วา่
ปหานปรญิ ญา

๕.
อาสวะ ๔ ประการ

อนาสวา ผูช้ ื่อว่าไม่มีอาสวะ คอื ไม่มีอาสวะ ๔ ประการ ไดแ้ ก่ ๑. กามาสวะ
๒. ภวาสวะ ๓. ทิฏฐาสวะ ๔. อวิชชาสวะ บุคคลผู้ใดมาละเสยี ตดั เสียขาดแล้ว
ซ่ึงอาสวะท้ังหลายเหล่านั้นมิให้มันบังเกิดขึ้นได้ต่อไป ผู้น้ันเป็นอนาสวะ คือผู้ไม่มี
อาสวะแล

๖.
อตั ตานทุ ิฏฐิ

อตตฺ านทุ ฏิ €ฺ ติ ิ วจุ จฺ ติ วสิ ตวิ ตถฺ กุ า สกกฺ ายทฏิ €ฺ ิ สกั กายทฏิ ฐอิ นั มวี ตั ถุ พทุ ธบณั ฑติ
เรียกวา่ อตั ตานุทฏิ ฐิ ความตามเห็นซง่ึ อาตมะตัวตนได้ในขันธ์ ๕ ขนั ธ์ ๔ วตั ถุ
บรรจบเปน็ วัตถุ ๒๐ ทิศ ถือปถุ ุชนผูไ้ มไ่ ดส้ ดบั ฟงั ณ โลกนี้

(๑) รปู ํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เห็นรปู โดยความเปน็ ตนบ้าง
(๒) รูปํวนฺตํ วา อตฺตานํ สมนปุ สฺสติ เห็นตนเปน็ รูปบ้าง
(๓) อตตฺ านิ วา รูปํ สมนปุ สสฺ ติ เหน็ รูปมใี นตนบา้ ง
(๔) รปู สฺมึ วา อตตฺ านํ สมนุปสฺสติ เห็นตนมีในรปู บ้าง ดงั น้ี

95

แมใ้ นเวทนา สัญญา สังขาร และวญิ ญาณ ก็มวี ตั ถอุ ย่างละ ๔ เชน่ เดยี วกนั
จึงบรรจบเปน็ สกั กายทฏิ ฐิ ๒๐ วัตถุ ด้วยประการฉะนี้

เมอื่ บคุ คลตรสั รอู้ รยิ สจั จ์ ๔ ประชมุ ลงในขณะจติ อนั เดยี วไดแ้ ลว้ ชอื่ วา่ เปน็ ผลู้ ะ
สักกายทิฏฐิ เม่ือบุคคลใดมาเข่นฆ่าซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตา
ตวั ตนลงเสยี ไดแ้ ลว้ กจ็ ะพงึ เปน็ บคุ คลผขู้ า้ มมฤตยคู วามตายเสยี ได้ เอวํ โลกํ อเวกขฺ นตฺ ํ
มจจฺ ุราชา น ปสสฺ ติ เม่อื บุคคลมาเหน็ ซง่ึ โลกท้ังหลาย คือ ขนั ธโลก อายตนโลก
และธาตโุ ลก โดยความเป็นของสญู สังหารอตั ตานทุ ิฏฐลิ งเสียได้อยา่ งน้ี มฤตยูราช
คือความตายยอ่ มไม่เห็น เพราะบุคคลผ้นู ้นั พ้นสัตว์วิสยั เสยี แล้ว มจั รุ าชย่อมไม่เหน็
ซง่ึ ผนู้ น้ั ผนู้ น้ั ยอ่ มถงึ พระนพิ พาน ธรรมอนั ไมเ่ ปน็ วสิ ยั แหง่ มฤตยรู าช ลว่ งวสิ ยั มฤตยรู าช
เสยี ไดด้ ้วยประการฉะน้ี

๗.
สงั สารทกุ ข์

สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั เทศนาซง่ึ สงั สารทกุ ขไ์ วว้ า่ สงั สาระการทอ่ งเทยี่ ว
เกิดตายของสัตว์เปรยี บเหมือนสระ คือเปน็ โอกาสทเ่ี ทยี่ วที่ลงของสตั ว์ทงั้ หลาย

สโรติ วจุ จฺ ติ สสํ าโร กท็ ที่ า่ นเรยี กวา่ สงั สาระ นหี้ มายถงึ ความทอ่ งเทย่ี วไปดว้ ย
การบงั เกดิ และจุติ อาคมนํ การมาส่โู ลกนี้ คมนํ การไปสูโ่ ลกหนา้ คมนาคมนํ ท้ังไป
และมา กาลํ กาลกิรยิ า คอื มรณะขาดชีวติ อินทรยี ์ คติ ความไป ภวาภโว ภพนอ้ ย
ภพใหญ่ จตุ ิ ความเคลือ่ นจากภพ อุปฺปตฺติ ความเข้าถึงอตั ตภาพ นิพฺพตตฺ ิ ความ
ปรากฏชัดแห่งขันธ์ ชาติ ความเกดิ ชรา ความแก่ มรณํ ความตาย

ความทอ่ งเทย่ี ว บังเกดิ ก�ำเนดิ เกดิ แก่ ตาย อนั เป็นประหนึ่งโคถูกสวมคอ
เข้าไว้ในแอกฉะนั้น ได้ชอื่ วา่ สังสาระ คือ เสอื กไสดนั ไป ซง่ึ แสดงไว้ว่า ขนฺธานํ
ปฏปิ าฏยิ า ธาตุอายตนา นญฺจ อนโฺ นจฉฺ ินนฺ ํ วฏฺฏมานา สสํ าโรติ วุจจฺ ติ ล�ำดับแห่ง
ขันธ์ธาตุและอายตนะท้ังหลายเป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย ผู้รู้ท่านกล่าวว่า สงฺสาโร คือ
ความเสือกซ่านท่องเท่ียวไป

96

สงั สาระน้ี เมอ่ื จะกำ� หนดนามในสาคร ๔ เปน็ ดงั น้ี คอื สงั สารสาคร ๑ ชลสาคร ๑
นยสาคร ๑ ญาณสาคร ๑ สงั สารสาคร ช่ือวา่ สโร คือ สงั สาระเปรียบเหมอื นสระ

บทวา่ มชเฺ ฌ สรสมฺ ิ ตฏิ €ฺ ตํ นน้ั แสดงวา่ สระสงั สาระสาครนเ้ี ปน็ มธั ยมสถานกลาง
เพราะว่าที่สุดเบื้องต้นและท่ีสุดเบ้ืองปลายแห่งสังสาระน้ันอันบุคคลหารู้ท่ัวรู้ชัดไม่
ในเง่ือนเบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งสังสาระน้ันไม่ปรากฏ จึงเป็นมัธยมสถานกลาง
ด้วยประการฉะนี้

มชฺเฌ สํสาเร สตตฺ า €ติ า ก็แลสัตวท์ ้ังหลายได้ตง้ั อยู่แลว้ ในสังสาระอนั เปน็
สถานกลาง ซงึ่ เกดิ โอฆะหว้ งนำ้� ใหญท่ ว่ มทน้ คอื ๑ กามโอฆะ ๒ ภวโอฆะ ๓ ทฏิ ฐโิ อฆะ
๔ อวชิ ชาโอฆะ โอฆะทงั้ ๔ แตล่ ะอยา่ งๆ อาศยั ปจั จยั นน้ั ๆ แลว้ เกดิ ขนึ้ เจรญิ ทวมี ากขนึ้
เปน็ ห้วงพัดพาสตั ว์ใหเ้ พยี บด้วยทุกข์ คือ เกิด แก่ เจบ็ ตาย อยู่ในสระสงั สาระนัน้
ถูกภยั ใหญเ่ บยี ดเบียนร�่ำไป ภัยใหญ่ คอื ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ พยาธิ
ความเจ็บป่วยไข้ มรณํ ความตายแตกขาดแห่งชวี ิตตินทรยี ์ ทุกขํ ความทุกข์กาย
ล�ำบากใจ เหล่านี้แหละเป็นภัยใหญ่หลวงนักเมื่อเกลื่อนกล่นอยู่ในสระสังสาระ
ชรามจจฺ ปุ เรตานํ เหล่าสตั ว์ผตู้ งั้ อยู่ ณ สงั สาระ อนั เป็นสถานกลาง เกิดหว้ งและมภี ยั
ใหญ่หลวง เป็นสัตว์อันความแก่และความตายแวดล้อมรุมเบียดเบียนเป็นนิตย์
ความแกแ่ ละความตาย ทา่ นกำ� หนดเปน็ ประธานแหง่ ความทกุ ขท์ งั้ หลาย เอวมา ทติ ตฺ เก
โลเก ชราย มรเณน จ โลกคือขนั ธ์ ธาตุอายตนะ รงุ่ เรืองร้อนแตต่ ้นเพราะความแก่
และความตายเขา้ จดุ เผาเหลา่ สตั วท์ ต่ี ง้ั อยู่ ณ สระสงั สาระ อนั เปน็ สถานกลางเกดิ หว้ ง
และภยั ใหญ่หลวงรุมลอ้ มเบยี ดเบียนดว้ ยประการฉะนี้

๘.
เนกขัมมธรรม

เนกขฺ มมฺ ํ ปสสฺ เขมโต ทา่ นจงเหน็ เนกขมั มะ โดยความเปน็ ธรรมเกษมจากโยคะ
ทัง้ ปวงเถดิ

97

พระนิพพาน ก็ชื่อว่า เนกขัมมะ ปฏิปทาท่ีจะให้สัตว์ถึงพระนิพพานก็ชื่อว่า
เนกขมั มะ นพิ พานคามนิ ปี ฏปิ ทา ชอื่ วา่ เนกขมั มะ นนั้ คอื สมั มาปฏปิ ทา ปฏบิ ตั ดิ ำ� เนนิ
กาย วาจา จติ ชอบ อนุโลมปฏิปทา ปฏบิ ัตอิ นโุ ลม แก่ธรรมนนั้ อปจจฺ นิกปฏปิ ทา
ปฏิบัติไม่เป็นข้าศึกแก่พระนิพพาน อนุวตฺตปฏิปทา ปฏิบัติไปตามเน้ือความแห่ง
พระนพิ พาน ธมฺมานธุ มฺมปฏิปทา ปฏบิ ตั ซิ ึ่งธรรมอันสมควรแก่โลกุตตรธรรม คือ
บำ� เพญ็ ศีลใหบ้ ริบรู ณ์ รกั ษาทวารในอนิ ทรยี ์ทัง้ หลาย ร้ปู ระมาณในโภชนะ ประกอบ
ตามซงึ่ ธรรมของผตู้ น่ื อยู่ คอื สตสิ มั ปชญั ญะ สตปิ ฏั ฐาน ๔ สมั มปั ปธาน ๔ อทิ ธบิ าท ๔
อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อฏั ฐงั คิกมรรค ๘ นพิ พานคามินีปฏิปทามีศีลสังวร
เปน็ ตน้ นช้ี อื่ วา่ เนกขมั มธรรม เปน็ เบอ้ื งตน้ ทจี่ ะใหบ้ รรลถุ งึ เนกขมั มะคอื พระนพิ พาน
ปสสฺ ิตวฺ า เมอื่ บคุ คลมาเห็นแลว้ เลอื กแล้วให้มีการแจ้ง แลว้ กระทำ� ใหป้ รากฏแล้วซึ่ง
เนกขมั มะคอื พระนพิ พานอนั เปน็ ธรรมเกษม ยอ่ มพน้ ทกุ ขท์ งั้ ปวง เปน็ ผปู้ ลอดภยั ใน
ท่ีทุกสถานในกาลทุกเมือ่ แล

๙.
อุปสนั ตบุคคล

ส่งิ อันใดหรอื อารมณ์อนั ใดทไี่ ดย้ ึดไวแ้ ลว้ จับตอ้ งแล้ว ถอื มนั่ แล้ว ดว้ ยอำ� นาจ
ตณั หา มานะ และ ทิฏฐิ อันมีอยูใ่ นสนั ดาน สงิ่ อนั นห้ี รืออารมณ์อันนี้ ทา่ นพงึ สละ
ละวางเสีย พึงปลดเปลอ้ื งเสยี ใหส้ ้ิน พงึ ละเสีย พงึ บรรเทาเสยี พงึ กระท�ำใหม้ ที ่ีสุด
พงึ ใหถ้ งึ ซึ่งอนั บังเกิดตามไมไ่ ด้ มา เต วิชฺชตุ กญิ ฺจนํ กงั วลในภายหลงั อยา่ ให้มใี น
สนั ดาน มชฺเฌ เจ โน คเหสสฺ สิ ท่านอยา่ ได้ถอื เอา ณ ท่ามกลาง อุปสนโฺ ต จรสิ ฺสสิ
ทา่ นกจ็ กั เป็นคนสงบระงับแลว้ เท่ียวอยู่

98

๑๐.
กุมารกัสสปะ เทวตาปจุ ฉิต ปัญหาพยากรณ์

ปัญหาว่า มีจอมปลวกแห่งหนึ่ง กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นเปลว ฯลฯ
พราหมณส์ ่งั ใหศ้ ิษย์ช่อื สเุ มธ ขุดด้วยศัสตรา สิง่ เหลา่ น้ีไดแ้ ก่อะไร?

พระพุทธเจา้ ตรสั พยากรณ์วา่ จอมปลวก ไดแ้ ก่ รา่ งกายอันเจือด้วยสัมภวธาตุ
ของมารดาบิดาและมหาภตู ธาตุทง้ั ๔ จงึ เกิดมขี ้ึนได้ กลางคืนเปน็ ควนั หมายถงึ การ
ตริตรึกนึกคิดของบุคคล กลางวันเป็นเปลว หมายถึงการประกอบกิจการงานตาม
ที่คิดไวข้ องบคุ คล พราหมณ์ ได้แก่ พระตถาคต สเุ มธ ได้แก่ ภิกษผุ มู้ ีปญั ญาดีใน
พระธรรมวินัยน้ี การขุด หมายถึงความเพยี ร ศัสตรา หมายอรยิ ปัญญาญาณอนั
สามารถประหารกเิ ลสฉะนแี้ ลฯ

๑๑.
เหตุเกดิ ความเพยี ร

เมอ่ื ความเพยี รจะเกดิ ขน้ึ กเ็ พราะ สงั เวควตั ถเุ บอ้ื งตน้ ๘ ประการ คอื ชาตทิ กุ ข์ ๑
ชราทกุ ข์ ๑ พยาธิทุกข์ ๑ มรณทุกข์ ๑ อบายทกุ ข์ ๑ อดตี ทุกข์ ๑ อนาคตทุกข์ ๑
อาหารคเวสิทกุ ข์ ๑

99

๑๒.
ภทั เทกรัตตสตู ร

สมัยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับท่ีพระเชตวนาราม กรุงสาวัตถี
ได้ตรสั ภทั เทกรัตตสตู รแก่ภิกษทุ ้ังหลายว่า

ผมู้ ปี ญั ญาไมค่ วรใหส้ ง่ิ ลว่ งไปแลว้ มาตาม ไมค่ วรหวงั สงิ่ ซง่ึ ยงั ไมม่ าถงึ เพราะวา่
สงิ่ ใดลว่ งพน้ ไปแลว้ สงิ่ นน้ั อนั เราละเสยี แลว้ อนงึ่ สงิ่ ใดซงึ่ ไมม่ าถงึ เลา่ สงิ่ นน้ั กย็ งั ไมม่ าถงึ
เพราะฉะนนั้ ผมู้ ปี ญั ญาจงึ ไมค่ วรใหส้ ง่ิ ซง่ึ ลว่ งไปแลว้ มาตาม ไมค่ วรหวงั สงิ่ ซง่ึ ไมม่ าถงึ
ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมซึ่งเป็นปัจจุบัน เกิดข้ึนจ�ำเพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้นๆ
ความเหน็ แจง้ ธรรมซงึ่ เปน็ ปจั จบุ นั ของทา่ นนนั้ ไมง่ อ่ นแงน่ ไมก่ ำ� เรบิ ดว้ ยดี ผมู้ ปี ญั ญา
อนั มาไดค้ วามเหน็ แจง้ ในธรรมซงึ่ เปน็ ปจั จบุ นั อนั ไมง่ อ่ นแงน่ และไมก่ ำ� เรบิ ดว้ ยดแี ลว้
ควรเจริญความเห็นนั้นไว้เนืองๆ ความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อนอันผู้มีปัญญาควร
รีบท�ำเสียในวันนี้ทีเดียว ใครจะพึงรู้ว่าความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความ
หนว่ งเหนย่ี ว ความผกู พนั กบั ดว้ ยมฤตยู ความตาย ซงึ่ มเี สนาใหญน่ น้ั ไมไ่ ดเ้ ลย เพราะ
ฉะนนั้ ความเพยี รเผากเิ ลสใหเ้ รา่ รอ้ นอนั ผมู้ ปี ญั ญาควรทำ� เสยี ในวนั นที้ เี ดยี ว นกั ปราชญ์
ผสู้ งบระงบั ยอ่ มกลา่ วสรรเสรญิ ผมู้ ปี ญั ญาซง่ึ มธี รรมเปน็ เครอ่ื งอยู่ มคี วามเพยี รเผากเิ ลส
ให้เร่ารอ้ น ไมเ่ กียจคร้าน ขยันหมัน่ เพยี รทง้ั กลางวันและกลางคืนอยา่ งน้ี ผนู้ ัน้ แลวา่
ผู้มรี าตรีเดยี วเจริญ ดงั น้ี เม่ือตรสั อเุ ทศนี้จบแลว้ จึงตรัสวภิ ังค์ต่อไปวา่

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย กบ็ คุ คลใหส้ ง่ิ ซงึ่ ลว่ งไปแล้วมาตามอยู่เปน็ ไฉน? บคุ คลมาคิดวา่
ณ กาลลว่ งไปแลว้ เมอ่ื กอ่ นเราไดเ้ ปน็ ผมู้ รี ปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ อยา่ งนๆ้ี
แลว้ นำ� ความเพลดิ เพลนิ ในขนั ธ์ มรี ปู ขนั ธ์ เปน็ ตน้ ซงึ่ ลว่ งไปแลว้ นนั้ มาตามอยู่ ภกิ ษุ
ท้ังหลายอย่างน้แี ลชื่อว่าบุคคลใหส้ ่งิ ซ่ึงลว่ งไปแลว้ มาตามอยู่ ภกิ ษุท้ังหลาย กบ็ ุคคล
ไมใ่ หส้ งิ่ ซง่ึ ลว่ งไปแลว้ มาตามอยเู่ ปน็ ไฉนเลา่ ? บคุ คลมาคดิ วา่ ณ กาลไกลลว่ งไปแลว้
เราไดเ้ ปน็ ผมู้ รี ปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ อยา่ งนๆี้ แลว้ ไมน่ ำ� ความเพลดิ เพลนิ
ในขันธ์ มีรูปขันธเ์ ป็นตน้ ซ่งึ ล่วงไปแลว้ นัน้ มาตามอยู่ ภิกษุท้งั หลายอย่างน้ีแล ชอ่ื วา่
บคุ คลไม่ให้ส่งิ ซง่ึ ล่วงไปแล้วมาตามอยู่ เบ้ืองหนา้ กไ็ มป่ รารถนาไมใ่ หม้ าตามอยู่ และ

100

ปัจจุบันก็ไม่ให้มาตามอยู่ ไม่ถือว่าเราว่าเขา ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นอยู่ในธรรมท้ังหลาย
พระอริยสาวกและสตั บุรษุ ทา่ นไม่ตามเหน็ ว่า รูป เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ
โดยความเปน็ ตวั ตนบา้ ง ไมต่ ามเหน็ ตวั ตนวา่ มรี ปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ บา้ ง
ไมต่ ามเหน็ รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ในตวั ตนบา้ ง ไมต่ ามเหน็ ตวั ตนในรปู
เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ บา้ ง ภกิ ษทุ งั้ หลายอยา่ งนแ้ี ลชอื่ วา่ บคุ คลไมง่ อ่ นแงน่
อยใู่ นธรรมท้ังหลายซง่ึ เกิดข้ึนจ�ำเพาะหนา้ ฉะนี้แล

๑๓.
พหุเวทนยิ สูตร

สูตรนวี้ ่าดว้ ยเวทนา เวทนา ๒ นน้ั คอื เวทนาทางกายอยา่ ง ๑ เวทนาทางจิต
อย่าง ๑ เวทนา ๓ น้นั คือ สขุ ๑ ทุกข์ ๑ อเุ บกขา ๑ เวทนา ๕ นั้นคอื สุขเวทนา ๑
ทกุ ขเวทนา ๑ โสมนสั สเวทนา ๑ โทมนสั สเวทนา ๑ อเุ บกขาเวทนา ๑ เวทนา ๖ อยา่ ง
นบั ตามทวาร ๖ เวทนา ๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘

๑๔.
พงึ เปน็ คนมสี ติ

อย่าถือม่ันกังวลในโลกท้ังปวง ความเส่ือมปัญญา นักปราชญ์ท่านติเตียน
ความเจรญิ ปัญญาเลิศกว่าความเจริญทัง้ ปวง

๑๕.
อนุตตริยะ ๖

พระผู้มพี ระภาคตรสั เทศนาแกภ่ กิ ษุท้ังหลายวา่ กจิ ท้งั หลาย ไมม่ กี ิจอน่ื ยงิ่ ขนึ้
ไปกว่าสิ่งเหลา่ น้ีคือ ความเห็น ๑ ความฟัง ๑ ความได้ศรทั ธา ๑ ความศกึ ษา ๑
ความบ�ำเรอปฏบิ ัติ ๑ ความระลึก ๑

101

๑๖.
อปณั ณกธรรม

ความสำ� รวมอนิ ทรยี ์ ๖ ไมด่ ดู ว้ ยนมิ ติ ไมด่ ดู ว้ ยอนพุ ยญั ชนะ ใหด้ ดู ว้ ยอสภุ นมิ ติ
ความรปู้ ระมาณในโภชนะ และชาครยิ านโุ ยค ความพากเพยี รอยา่ งผตู้ น่ื อยู่ โดยกำ� หนด
เวลาไวด้ งั นี้ ตง้ั แต่อรุณข้นึ ไปตลอดถึงพลบคำ่� เวลา ๑ ตั้งแตย่ ่ำ� คำ่� ไปจนถึงหนง่ึ ยาม
เวลา ๑ ยามกลางตั้งแต่ ๔ ทุ่มนอนจนถึง ๘ ท่มุ ลกุ ขึน้ ตง้ั แต่ยามกลางล่วงไปแล้ว
จนตลอดอรณุ ขนึ้ มาใหมเ่ วลา ๑ แบง่ เวลาเปน็ ทชี่ ำ� ระจติ ใหบ้ รสิ ุทธิ์ เปน็ ๓ เวลาฉะนี้
ใหผ้ ู้ประกอบความเพยี รทำ� อยา่ งนจ้ี ึงชอ่ื ว่า ชาครยิ านโุ ยค

ธรรม ๓ ประการ จะใหก้ ำ� จดั เสยี ซงึ่ อาสวะ เรยี กวา่ อปณั ณกธรรม ผปู้ ฏบิ ตั ติ าม
ชื่อวา่ ความเพยี รไมผ่ ิดดังนี้

๑๗.
อริยทรัพย์

สัทธา ๑ หริ ิ ๑ โอตตปั ปะ ๑ พาหสุ ัจจะ ๑ วิริยะ ๑ สติ ๑ ปัญญา ๑

๑๘.
ธรรมเป็นเหตุเจริญเจโตวมิ ุตติ

ก. ภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั น้ี มมี ติ รดี มสี หายดี มเี พอ่ื นดี อนั นเี้ ปน็ ไปเพอ่ื ความ
แกก่ ลา้ แหง่ เจโตวิมตุ ติที่ยังไม่แก่กลา้ ฯ

ข. ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ศี ลี สำ� รวมดว้ ยธรรม เครอื่ งสำ� รวมคอื ปาตโิ มกข์ ถงึ พรอ้ มดว้ ย
มารยาท และทเี่ ทยี่ วไปอนั สมควรอยเู่ ปน็ นติ ย์ เหน็ ภยั ในโทษ มปี ระมาณนอ้ ยโดยปกติ
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาท้ังหลาย ธรรมอันน้ีเป็นไปด้วยดีเพื่อความแก่กล้าแห่ง
เจโตวมิ ตุ ตทิ ่ยี งั ไม่แก่กลา้ ฯ

102

ค. ภกิ ษเุ ปน็ ผพู้ ากเพยี รหมน่ั ไมท่ อดธรุ ะในการกศุ ล ธรรมอนั นเ้ี ปน็ ไปเพอ่ื ความ
แก่กลา้ แหง่ เจโตวิมตุ ติ

ง. ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี ญั ญา ประกอบดว้ ยปญั ญาอนั เหน็ ความเสอื่ มและความดบั ของ
สงั ขารทง้ั หลาย เปน็ ปญั ญาอยา่ งประเสรฐิ อาจแทงกเิ ลสไดโ้ ดยไมเ่ หลอื เปน็ ไปเพอ่ื ความ
สิน้ ทุกขโ์ ดยชอบ เปน็ ไปเพ่อื ความแก่กล้าแหง่ เจโตวิมตุ ติ

๑๙.
สลั เลขกถา

ถ้อยค�ำเครื่องขดั เกลากเิ ลส ๑๐ ประการ คอื เจรจาถงึ ความมักนอ้ ย ๑ เจรจา
ถงึ ความสนั โดษยนิ ดดี ว้ ยของทมี่ อี ยู่ ๑ เจรจาถงึ ความสงดั ๑ เจรจาถงึ ความไมร่ ะคน
ดว้ ยหมู่ ๑ เจรจาถงึ ความปรารภซง่ึ ความเพยี ร ๑ เจรจาถงึ ศลี ความสำ� รวมกายวาจา ๑
เจรจาถึงสมาธิความท่ีจิตตั้งม่ันอยู่ในอารมณ์อันเดียว ๑ เจรจาถึงปัญญาความรู้
ทั่วถงึ ๑ เจรจาถงึ วิมุตติความพน้ วเิ ศษ ๑ เจรจาถงึ วมิ ตุ ติญาณทสั สนะ ปัญญาที่รู้
เหน็ ในวมิ ุตติ ๑ รวมเปน็ ๑๐ ประการฉะน้ี

๒๐.
วิธีถ่ายถอนกเิ ลส

พงึ เจรญิ อสภุ ภาวนาเพอื่ ละราคะเสยี พงึ เจรญิ เมตตาเพอื่ ละพยาบาทเสยี พงึ เจรญิ
อานาปานสติเพื่อเข้าไปตัดวิตกเสีย พึงเจริญอนิจจสัญญาเพ่ือถอนอัสมิมานะเสีย
อนตั ตสญั ญา กพ็ งึ เหน็ พงึ ตงั้ ใจไวด้ ว้ ยดี ความถอนอสั มมิ านะขน้ึ เสยี ได้ เปน็ ปรนิ พิ พาน
ในทิฏฐธรรมภพปัจจบุ นั นที้ เี ดียว

103

๒๑.
พหธุ าตกุ สตู ร

ณ กาลใด ภิกษเุ ป็นผู้ฉลาดในธาตุ เป็นผฉู้ ลาดในอายตนะ เป็นผฉู้ ลาดใน
ปฏจิ จสมุปบาทธรรม เป็นแดนอาศัยเกิดขึน้ พร้อม เป็นผู้ฉลาดในฐานะ อฐานะ คือ
ส่งิ ท่เี ปน็ ได้ เป็นไม่ได้ ภกิ ษุผ้ฉู ลาดอย่างนี้ นักปราชญ์เรียกว่าเปน็ บัณฑิตผูม้ ปี ญั ญา
ไตส่ วน

ธาตุ ๑๘ คอื จกั ขธุ าตุ ๑ รปู ธาตุ ๑ จกั ขวุ ญิ ญาณธาตุ ๑ โสตธาตุ ๑ สทั ทธาตุ ๑
โสตวญิ ญาณธาตุ ๑ ฆานธาตุ ๑ คนั ธธาตุ ๑ ฆานวิญญาณธาตุ ๑ ชิวหาธาตุ ๑
รสธาตุ ๑ ชวิ หาวิญญาณธาตุ ๑ กายธาตุ ๑ โผฏฐัพพธาตุ ๑ กายวิญญาณธาตุ ๑
มโนธาตุ ๑ ธัมมธาตุ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑

ธาตุ ๖ คอื ปฐวีธาตุ ๑ อาโปธาตุ ๑ เตโชธาตุ ๑ วาโยธาตุ ๑ อากาศธาตุ ๑
วญิ ญาณธาตุ ๑

ธาตุ ๖ อนื่ อกี คอื สขุ ธาตุ ธาตคุ อื สขุ ๑ ทกุ ขธาตุ ธาตคุ อื ทกุ ข์ ๑ โสมนสั สธาตุ
ธาตคุ อื ผู้มใี จดี ๑ โทมนัสสธาตุ ธาตุคือผู้มใี จชวั่ ๑ อุเบกขาธาตุ ๑ อวิชชาธาตุ ๑

ธาตเุ หลา่ น้ี คอื กามธาตุ ธาตคุ อื กาม ๑ เนกขมั มธาตุ ธาตคุ อื ความออกไปจาก
กาม ๑ พยาบาทธาตุ ธาตุคือพยาบาท ๑ อพยาบาทธาตุ ธาตุคือความไม่พยาบาท ๑
วิหิสํธาตุ ธาตุคือความเบียดเบียน ๑ อวิหิสํธาตุ ธาตุคือความไม่เบียดเบียน ๑
รวมเปน็ ๖ ประการ

ธาตุ ๓ เหลา่ นี้ คอื กามธาตุ ธาตคุ ือกาม ๑ รปู ธาตุ ธาตคุ ือรูป ๑ อรูปธาตุ
ธาตุคอื อรปู ๑ ฯ

ธาตุ ๒ เหลา่ นี้ คอื สงั ขตธาตุ ธาตอุ นั ปจั จยั ตกแตง่ ๑ อสงั ขตธาตุ ธาตอุ นั ปจั จยั
ไม่ตกแต่ง ๑ ฯ

104

กอ็ ายตนะทงั้ หลายที่เปน็ ภายใน ๖ ทีเ่ ปน็ ภายนอก ๖ เหลา่ น้ี ภิกษุเปน็ ผฉู้ ลาด
ในปฏจิ จสมปุ บาทธรรม อนั มอี วชิ ชาเปน็ ตน้ ไปจนถงึ สงขฺ ติ เฺ ตน ปญจฺ ปุ าทาน ขนธฺ าปิ
ทกุ ขฺ า นนั้ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ บคุ คลไดบ้ รรลพุ ระโสดาบนั แลว้ เปน็ คนไมถ่ อื มนั่ ปถุ ชุ นยอ่ ม
ถอื มน่ั ในสังขาร ถอื วา่ ตวั ตนเราเขาวา่ เทย่ี งแท้

ธรรมปรยิ ายนชี้ อื่ พหธุ าตกุ สตู ร วา่ ดว้ ยธาตมุ าก เรยี กวา่ จตปุ รวิ ฎั ฎ์ เวยี นรอบ ๔ บา้ ง
วา่ ธมั มาทาสา แวน่ สอ่ งธรรมบา้ ง วา่ มตกนุ กฺ ภุ ิ กลองอมฤตเภรบี า้ ง วา่ อนตุ ตฺ รสงคฺ ามวชิ ย
เครอื่ งชนะสงครามอนั เย่ียมบา้ ง

๒๒.
พระอภธิ รรมปรมตั ถสังคหะ

นมตถฺ ุ สุคตสฺสฯ สมฺมาสมพฺ ทุ ธฺ มตลุ ํ สสทธฺ มฺม คณตุ ตฺ มํ อภวิ าทิย ภาสสิ สฺ ํ
อภธิ มมฺ ตถฺ สงฺคหํ ตตถฺ วตุ ตฺ าภธิ มมฺ ตฺถา จตุธา ปรมตถฺ โต จติ ตฺ ํ เจตสกิ ํ รูปํ
นพิ พฺ านมตี ิ สพฺพถาติ

บัดน้ี จะแสดงพระอภิธรรมปรมัตถสังคหะท่ีสมเด็จพระผู้มีพระภาคบรม-
ศาสดาจารย์ญาณสัพพญั ญู ผเู้ ปน็ บรมครูเจา้ ไดต้ รสั ไว้ อนั ทา่ นอนุรุทธาจารย์น�ำมา
ประพันธ์เปน็ คาถา ๙ ปริเฉท ดังต่อไปน้ี

พระอภธิ รรมทพี่ ระบรมศาสดาตรสั ไวโ้ ดยปรมตั ถนยั ๔ ประเภท คอื จติ เจตสกิ
รปู นพิ พาน เปน็ การสรปุ รวมยอด รวมสงั ขตธรรม และอสงั ขตธรรม ไวใ้ นทเ่ี ดยี วกนั

สงั ขตธรรม ธรรมทป่ี จั จยั ปรงุ แตง่ จดั โดยหมวดเปน็ ๕ คอื รปู เวทนา สญั ญา
สังขาร วญิ ญาณ สงเคราะห์ลงเป็น ๓ ประการ คือ จิต เจตสกิ รูปฯ วญิ ญาณขนั ธ์
เปน็ จติ เวทนา สัญญา สงั ขาร เป็นเจตสิก รูปขันธแ์ ยกเป็นภูตรูป และอุปาทายรปู
สว่ น อสงั ขตธรรม นั้นได้แก่ พระนพิ พาน ซึ่งมีอารมณ์เห่ียวแหง้ ด้วยอริยมรรคจติ -
อรยิ ผลจิตแล้ว

105

จิต แยกเป็น ๔ ประเภทโดยภูมิ คือ กามาวจรจิต ๑ รูปาวจรจิต ๑
อรปู าวจรจติ ๑ โลกุตตรจิต ๑ จิตซ่งึ เป็นไปในสันดานของสตั วซ์ ึง่ กิดในกามภพ ๑๑
คือ อบายภมู ิ ๔ กามสคุ ตภิ ูมิ ๗ ชื่อว่า กามาวจรจติ ๕๔ ดวงจิต ซ่ึงเป็นไปโดยมาก
ในสันดานของสัตว์ซ่ึงเกดิ ในรปู ภพชือ่ ว่า รูปาวจรจติ ๑๕ ดวง จติ ซ่งึ เป็นไปโดยมาก
ในสันดานของสัตว์ซึ่งเกิดในอรูปภพช่ือว่า อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง จิตซึ่งข้ามข้ึน
จากโลก คอื ปัญจปุ าทานขันธ์ ไมม่ ีอาสวะ ชอื่ ว่า โลกตุ ตรจิต คอื อรยิ มรรคจิต ๔
อริยผลจติ ๔ เป็น ๘ ดวง สริ ิรวมเป็นจิต ๘๙ ดวง ด้วยประการฉะนี้

เจตสกิ ๒๕ ดวง เปน็ ธรรมเปน็ ไปในจติ เกิดกบั ดบั พร้อมกบั จิต ซง่ึ แจกโดย
ประเภทและอาการแตกต่างแห่งหมวดธรรม นบั ได้ ๒๕ ดวง ด้วยประการฉะน้ี

ธรรมสังคหะ ๖ อาการ คอื เวทนา ๖ เหตุ ๖ กิจ ๖ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖
วัตถุ ๖ ดว้ ยประการฉะนี้

ฉนั กะ ๖ คือ วตั ถุ ๖ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ วิญญาณ ๖ วิถจี ิต ๖ วสิ ยปวตั ติ ๖

จตกุ กะ ๔ คือ ภมู ิจตกุ กะ ไดแ้ กภ่ ูมิทงั้ ๔ คือ อบายภมู ิ ๑ กามสคุ ตภิ ูมิ ๑
รูปาวจรภูมิ ๑ อรปู าวจรภูมิ ๑ ปฏิสนธิจตุกกะ ท่านจำ� แนกปฏสิ นธิออกเป็น ๔ คือ
อบายภูมปิ ฏสิ นธิ ๑ กามสคุ ติปฏสิ นธิ ๑ รปู าวจรปฏิสนธิ ๑ อรปู าวจรปฏสิ นธิ ๑
กมั มจตกุ กะ ทา่ นแสดงกรรมโดยประเภทแหง่ กจิ ๔ คอื ชนกกรรม ๑ อปุ ถมั ภกรรม ๑
อุปปีฬกกรรม ๑ อุปฆาตกกรรม ๑ ยังกรรมอีก ๔ ประการคือ คุรุกรรม ๑
อาสนั นกรรม ๑ อาจณิ ณกรรม ๑ กตตั ตากรรม ๑ อธบิ ายครกุ รรมนนั้ คอื กรรมหนกั
ฝ่ายบญุ ได้แก่ ฌาณสมาบัติ ฝ่ายบาป ไดแ้ ก่ อนันตริยกรรมทั้ง ๕ อาสันนกรรม
นนั้ ไดแ้ กก่ ศุ ลกจิ และอกศุ ลกจิ ทท่ี ำ� ใกลเ้ วลามรณะ อาจณิ ณกรรม นน้ั ไดแ้ กก่ ศุ ลและ
อกุศลที่บุคคลท�ำอยู่เนืองๆ กตัตตากรรม น้ันได้แก่กุศลและอกุศลมีก�ำลังอ่อน
ยงั กรรมอกี ๔ประการคอื ทฏิ ฐเวทนยี กรรม๑อปุ ปชั ชเวทนยี กรรม๑ อปราปรเวนยี กรรม๑
อโหสกิ รรม ๑

106

มรณจตกุ กะ ท่านแสดงลกั ษณะมรณะ ๔ ประการ คือ อายุกขยมรณะ ๑
กมั มักขยมรณะ ๑ อุภยักขยมรณะ ๑ อปุ ัจเฉทกมั มนุ ามรณะ ๑ ชาตทิ ุกขเ์ ปน็
เบ้อื งตน้ ชราพยาธิเปน็ ท่ามกลาง มรณทกุ ขเ์ ปน็ เบื้องปลาย

รูปสงั คหะสงั เขป ๕ ประการ คือ สมทุ เทศนัย ๑ วภิ าคนัย ๑ สมฏุ ฐานนัย ๑
กลาปนยั ๑ ปวัตติกนัย ๑ อธิบายวา่ ลกั ษณะท่แี สดงรปู โดยย่อช่ือวา่ สมุทเทศนยั
วธิ จี ำ� แนกรปู ทงั้ ปวงโดยสว่ นหนงึ่ ๆ ชอ่ื วา่ วภิ าคนยั วธิ แี สดงปจั จยั ทเ่ี ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ รปู
มกี ศุ ลากศุ ลเปน็ ตน้ ชอ่ื วา่ สมฎุ ฐานนยั วธิ แี สดงรปู บรรดาทเี่ กดิ ดบั พรอ้ มกนั เปน็ หมู่
เปน็ แผนกมีจกั ขุทสกะเป็นตน้ ชือ่ วา่ กลาปนยั วธิ ีแสดงความเกิดเป็นล�ำดบั แหง่ ภพ
และกาลของสตั ว์ทัง้ หลาย ช่อื วา่ ปวัตติกนัย

นพิ พฺ านํ ปน โลกตุ ตฺ ร อสงขฺ ตํ กน็ พิ พาน บณั ฑติ กลา่ วา่ โลกตุ ตรธรรม สงั ขตธาตุ
ไมม่ เี ครอ่ื งปรุงเปน็ ของบรสิ ทุ ธ์ิ ไม่มเี รอ่ื งเกิดและดบั พระนิพพานน้นั เป็นธรรมชาติ
อนั บคุ คลจะพงึ ทำ� ใหแ้ จง้ ไดด้ ว้ ยอรยิ มรรคญาณทงั้ ๔ เมอ่ื อรยิ มรรคธรรมเกดิ ขน้ึ แลว้
จงึ เหน็ พระนพิ พาน เอกวธิ มปฺ ิ พระนฤพาน นน้ั เมอ่ื กลา่ วโดยสภาพกม็ อี ยา่ งเดยี วเทา่ นนั้
เพราะเหตนุ น้ั แหละ พระนพิ พานนจ้ี งึ เปน็ เอกปฏเิ วธาภสิ มยั ตรสั รไู้ ดใ้ นขณะจติ เดยี ว
ดว้ ยประการฉะนี้

สมุจจยั สังคหะ ๔ คือ อกุศลสงั คหะ ๑ มสิ สกสงั คหะ ๑ โพธปิ กั ขิยสงั คหะ ๑
สพั พตั ถสงั คหะ ๑ อกศุ ลสงั คหะนนั้ ทา่ นสงเคราะหเ์ หลา่ ธรรมทเ่ี ปน็ อกศุ ลเปน็ อาการ ๓๕
มสิ สกสงั คหะนนั้ ทา่ นสงเคราะหเ์ หลา่ ธรรมทง้ั กศุ ลและอกศุ ลเจอื ปนกนั โพธปิ กั ขยิ -
สงั คหะ นนั้ ทา่ นสงเคราะหเ์ หลา่ ธรรมทเี่ ปน็ ฝกั ฝา่ ยแหง่ ปญั ญา เครอื่ งตรสั รู้ ๓๗ ประการ
สัพพตั ถสังคหะนัน้ ท่านสงเคราะห์ธรรมสว่ นท่ีเรียกวา่ ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ อริยสจั จ์

จะแสดง สมุจจยั สังคหะ ตามทีไ่ ด้ยกนิเขปบทขึน้ ต้งั ไวน้ ั้นสืบไป

ใน อกศุ ลสังคหะ นั้น ท่านสงเคราะหเ์ หล่าธรรมทเ่ี ปอ็ กศุ ลสังกิเลส ๗ หมวด
คอื อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ คันถะ ๔ อุปาทาน ๔ นิวรณ์ ๕ สังโยชน์ ๑๐

107

ใน มสิ สกสงั คหะ นนั้ ทา่ นสงเคราะหเ์ หลา่ ธรรมทเี่ จอื กนั ทง้ั กศุ ล อกศุ ล เปน็ ๗ หมวด
คือ ธาตุ ๖ หมวด ๑ องค์ฌาน ๕ หมวด ๑ อายตนะ ๑๒ หมวด ๑ อนิ ทรีย์ ๒๒
หมวด ๑ พละ ๕ หมวด ๑ อธปิ ติ ๔ หมวด ๑ อาหาร ๔ หมวด ๑

ใน โพธปิ ักขยิ สงั คหะ นัน้ ทา่ นสงเคราะห์ธรรมอันเปน็ ฝักฝา่ ยแหง่ โพธญิ าณ
๗ หมวด คือ สติปฏั ฐาน ๔ สมั มัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อนิ ทรยี ์ ๕ พละ ๕
โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมอี งค์ ๘

ใน สพั พตั ถสงั คหะ นน้ั ทา่ นสงเคราะหธ์ รรมทไ่ี มไ่ ดเ้ รยี กวา่ สตั ว์ บคุ คล จดั ไว้
๕ หมวด คือ ขนั ธ์ ๕ อปุ าทานขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อรยิ สจั จ์ ๔

จะแสดงปจั จยั สงั คหะปริเฉทที่ ๘ สืบไป

ปัจจัยสังคหะ น้ี ท่านสงเคราะห์ซ่ึงธรรมปัจจัยตามนัย ๒ ประการ คือ
ปฏิจจสมุปบาทปจั จยั นยั ๑ สมันตมหาปัฏฐานปัจจยั นยั ๑ นยั อนั ใดทพ่ี ระบรมครู
สพั พญั ญเู จา้ ตรสั เทศนาไวใ้ นปฏจิ จสมปุ บาทธรรม นยั อนั นน้ั ชอ่ื วา่ ปฏจิ จสมปุ บาทนยั
นัยอันใดซึ่งพระองค์ตรัสเทศนาไว้ในพระคัมภีร์สมันตมหาปัฏฐาน นัยอันนั้นช่ือว่า
ปัฏฐานนยั

ในปัจจัยสังคหะน้ี พระอรรถกถาจารยย์ กเอานยั ทงั้ สองประการน้นั ประชมุ กัน
แสดงออกใหพ้ ิศดารเพือ่ ให้สาธชุ นได้ทราบวา่ ธรรมเหล่านเี้ ปน็ ปัจจัย ธรรมเหลา่ นี้
เกิดแตป่ จั จัย โดยนัยพระบาลใี นปฏิจจสมุปบาทธรรมวา่ อวิชฺชา ปจจฺ ยา สงฺขารา
สงขฺ ารา ปจจฺ ยา วญิ ฺ าณํ ดงั นเ้ี ปน็ ตน้ มเี นอื้ ความวา่ อวชิ ชาเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ สงั ขาร
สงั ขารเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ วญิ ญาณ วญิ ญาณเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ นามรปู นามรปู เปน็ ปจั จยั
ใหเ้ กิดสฬายตนะ สฬายตนะเป็นปจั จยั ให้เกิดผัสสะ ผัสสะเป็นปจั จยั ให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจยั ให้เกิดตัณหา ตณั หาเป็นปัจจยั ให้เกดิ อุปาทาน อุปาทานเปน็ ปจั จยั
ใหเ้ กิดภพ ภพเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กิดชาติ ชาตเิ ปน็ ปจั จยั ให้เกดิ ชรา มรณะ โสกปริเทวะ
ทุกขโทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ของสัตว์ท้ังหลายย่อมอาศัยเหตุ
ปจั จยั ตอ่ ๆ กันดว้ ยประการฉะนี้

108

ใน ปฏั ฐานนยั นน้ั สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั เทศนาจำ� แนกปจั จยั ๒๔ ประการ
มเี หตุปัจจัยเปน็ ตน้ มีอวิคตปัจจยั เปน็ ที่สดุ

ก็ เหตปุ จั จยั นนั้ ไดแ้ ก่ ธรรมเปน็ เหตุ เปน็ เคา้ เปน็ มลู ในฝา่ ยกศุ ลมี ๓ คอื อโลภะ
ความไม่โลภ อโทสะ ความไมโ่ กรธ อโมหะ ความไม่หลง ในฝา่ ยอกศุ ลก็มี ๓ คือ
โลภะ โทสะ โมหะ นีแ่ หละทา่ นว่าเหตปุ จั จัย

อารัมมณปจั จัย นนั้ ได้แก่ อารมณ์ทงั้ ๖ คอื รูป เสียง กลิน่ รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ อารมณท์ ั้ง ๖ น้ี ย่อมเป็นที่ยึดหนว่ งแหง่ จิตและเจตสกิ ทั้งปวงอนั เกดิ
ขึ้นในทวารท้ัง ๖ มจี กั ขุทวารเป็นต้น จงึ ชือ่ ว่าอารัมมณปัจจัย

อธปิ ตปิ จั จยั นนั้ ไดแ้ ก่ ธรรมอนั เปน็ อปุ าการะดว้ ยความเปน็ ใหญใ่ นธรรมทงั้ หลาย
อนั เนอ่ื งกนั อนนั ตรปจั จยั แล สมนนั ตรปจั จยั นน้ั ไดแ้ ก่ ธรรมอนั บงั เกดิ กอ่ นแลว้ จงึ
เปน็ อปุ การปจั จยั ใหโ้ อกาสแกธ่ รรมอนั บงั เกดิ ภายหลงั หาธรรมอน่ื ขน้ั ในระหวา่ งมไิ ด้
สหชาตปัจจัย นั้นได้แก่ ธรรมอันเป็นอุปการะด้วยความเป็นของเกิดข้ึนพร้อมกัน
ประหนง่ึ เปลวประทปี กบั แสงสวา่ งอนั เกดิ พรอ้ มกนั ฉะนน้ั อญั ญมญั ญปจั จยั นนั้ ไดแ้ ก่
ธรรมทเ่ี กดิ อาศัยกนั และกันจงึ ตง้ั อยู่ได้ ดงั ไมส้ ามท่อนอนั องิ อาศยั กันและกนั ฉะน้ัน

นสิ สยั ปจั จยั นน้ั ไดแ้ ก่ ธรรมอนั เปน็ อปุ การะคอื ทอ่ี าศยั ประหนง่ึ แผน่ ดนิ เปน็ ท่ี
อาศยั แหง่ ตน้ ไมแ้ ลภเู ขาฉะนน้ั อปุ นสิ สยั ปจั จยั นนั้ ไดแ้ ก่ ธรรมอนั เปน็ อปุ การะ คอื เปน็
อปุ นสิ สยั ตดิ ตามตน ปเุ รชาตปิ จั จยั นน้ั ไดแ้ ก่ รปู ธรรมอนั เกดิ ขนึ้ กอ่ นแลว้ เปน็ ปจั จยั
แกจ่ ติ และเจตสกิ อันบังเกิด ณ ภายหลัง ปจั ฉาชาตปจั จยั น้นั ไดแ้ ก่ จติ และเจตสกิ
อนั เกดิ ภายหลงั แลว้ เปน็ อปุ การะแกร่ ปู อนั เกดิ กอ่ น อาเสวนปจั จยั นน้ั ไดแ้ ก่ ชวนจติ
อนั มชี าตเิ สมอกนั ยอ่ มใหก้ ำ� ลงั ในกจิ ทเ่ี ปน็ บญุ และบาปทกุ ประการ กมั มปจั จยั นนั้ ไดแ้ ก่
กศุ ลและอกศุ ลอนั เปน็ ปจั จยั ใหส้ ำ� เรจ็ ผลคอื สขุ และทกุ ขแ์ กส่ ตั ว์ วปิ ากปจั จยั นนั้ ไดแ้ ก่
วิบากจิตอันบังเกิดเป็นอุปการแก่สัตว์อันเสวยสุขและทุกข์ อาหารปัจจัย นั้นได้แก่
อาหาร ๔ ประการ คอื ผสั สาหาร ๑ มโนสญั เจตนาหาร ๑ วญิ ญาณาหาร ๑ กวฬงิ การาหาร ๑
อนิ ทรียป์ ัจจยั นัน้ ไดแ้ ก่ ปสาทรปู ทัง้ ๕ มีจักขปุ สาทเปน็ ต้น เป็นใหญ่ในทีจ่ ะกระท�ำ

109

ใหว้ ญิ ญาณทงั้ ๕ เปน็ ไปในอำ� นาจ หรอื รปู ชวี ติ นิ ทรยี เ์ ปน็ ใหญใ่ นทจี่ ะกระทำ� ใหก้ ำ� ลงั รปู
ประพฤติเป็นไปในอ�ำนาจ ฌานปัจจัย น้ันได้แก่ องค์ฌานมีวิตกวิจารณ์เป็นต้น
เปน็ ปจั จยั ใหก้ ำ� ลงั แกน่ ามและรปู มคั คปจั จยั นน้ั ไดแ้ ก่ มรรคมอี งค์ ๘ ประการ ทงั้ ฝา่ ย
โลกีย์และโลกุตตระเป็นปัจจัยให้ก�ำลังแก่นามธรรมและรูปธรรมอันเกิดพร้อมกัน
สมั ปยตุ ตปจั จยั นน้ั คอื จติ และเจตสกิ อนั เปน็ ปจั จยั แกก่ นั เกดิ กบั ดบั พรอ้ มกนั มอี ารมณ์
เป็นอันเดียวกัน วิปปยุตตปัจจัย นั้นคือ รูปธรรมกับนามธรรมอนั ไมป่ ระกอบกนั
มไิ ดร้ ะคนกนั อตั ถปิ จั จยั นนั้ คอื รปู ธรรมนามธรรมทย่ี งั ไมด่ บั ยอ่ มเปน็ ปจั จยั ใหก้ ำ� ลงั
แกก่ นั นตั ถปิ จั จยั คอื นามและรปู ดบั แลว้ มปี จั จยั ใหบ้ งั เกดิ ตอ่ ไปในเบอื้ งหนา้ วคิ ตปจั จยั
นน้ั มเี นอ้ื ความเหมอื นนตั ถปิ จั จยั อวคิ ตปจั จยั นนั้ กม็ เี นอื้ ความเหมอื นอตั ถปิ จั จยั การที่
ตรัสพยัญชนะได้ต่างกันแต่เนื้อความเป็นอย่างเดียวกันน้ัน กด็ ว้ ยทรงอนโุ ลมตาม
อธั ยาศยั ของเวไนยสตั วท์ ค่ี วรรไู้ ดด้ ว้ ยอรรถพยญั ชนะประการใด ก็ทรงภาษิตไว้ด้วย
ประการนัน้ ฉะนนั้ แล

จะแสดงกรรมฐานภาวนาตอ่ ไป กรรมฐานภาวนามี ๒ ประการ คอื สมถกรรมฐาน
ภาวนา ๑ วิปัสสนากรรมฐานภาวนา ๑ ก็ในกรรมฐานสังคหะ ๒ ประการนั้น
จะแสดงสมถสังคหะก่อน ก็สมถกรรมฐานนั้นมีอารมณ์เป็นเคร่ืองยึดหน่วงแห่งจิต
ท�ำจติ ให้สงบถงึ ๔๐ ทัศ จดั เปน็ หมวดได้ ๗ หมวด คือ กสณิ ๑๐ อสภุ ะ ๑๐
อนุสสติ ๑๐ อปั ปมัญญาพรหมวหิ าร ๔ อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา ๑ ธาตวุ วัตถาน ๑
อรูปกรรมฐาน ๔

กส็ มถกรรมฐานนมี้ อี ารมณม์ ากถงึ ๔๐ ทศั นนั้ ทา่ นแสดงไวโ้ ดยสมควรแกจ่ รติ
ของโยคาวจรบุคคล เพราะบคุ คลยอ่ มมีจรติ ต่างๆ กันถึง ๖ ประการคือ

(๑) โยคาวจรท่ีเป็นราคจริต มากไปด้วยความก�ำหนัดยินดีในเบญจกามคุณ
ควรเจริญอสุภะ ๑๐ และกายคตาสติเปน็ อารมณ์ จึงเป็นที่สบาย

(๒) โยคาวจรทเี่ ปน็ โทสจรติ มักโกรธมกั ประทุษร้าย ควรเจริญพรหมวิหาร ๔
และวรรณกสิณ ๔ คือ นลี กสณิ ๑ ปีตกสณิ ๑ โลหติ กสณิ ๑ โอทาตกสิณ ๑
จึงเปน็ ทส่ี บาย

110

(๓) - (๔) โยคาวจรทเ่ี ป็นโมหจริต มักลุ่มหลงมาก กบั ท่เี ปน็ วิตกจรติ มกั
ตรึกตรองมาก ควรเจริญอานาปานสติกรรมฐาน จึงเปน็ ท่ีสบาย

(๕) โยคาวจรที่เป็นสัทธาจริต มักเชื่อคนพูดง่ายๆ ควรเจริญพุทธานุสสติ
ธัมมานสุ สติ สงั ฆานสุ สติ สลี านุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ จึงเป็นท่สี บาย

(๖) โยคาวจรทเี่ ปน็ พทุ ธจิ รติ มากไปดว้ ยปญั ญา ควรเจรญิ มรณสั สติ อปุ สมานสุ สติ
อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา และจตธุ าตวุ วัตถาน จึงเปน็ ท่สี บาย

ส่วนกรรมฐานทเ่ี หลอื ๑๐ ประการ คือ รปู กสิณ ๔ ได้แก่ ปฐว-ี อาโป-เตโช-
วาโยกสิณ อรูปกสิณ ๒ คือ อาโลกกสิณ และอากาสกสณิ และอรปู กรรมฐาน ๔
ย่อมเปน็ ที่สบายแก่จรติ ทัง้ ปวง

จะแสดงวปิ สั สนากรรมฐานสบื ไป ในวปิ สั สนากรรมฐาน ทา่ นแบง่ เปน็ ๔ ประเภท
คอื วสิ ุทธิ ๑ วิโมกข์ ๑ อริยบุคคล ๑ สมาบตั ิ ๑

วสิ ทุ ธิ นน้ั แจกออกเปน็ ๗ ประการ คอื สลี วสิ ทุ ธิ ๑ จติ ตวสิ ทุ ธิ ๑ ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ ๑
กังขาวิตรณวสิ ทุ ธิ ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวสิ ุทธิ ๑ ญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ ๑

วิโมกข์ น้นั แจกออกเป็น ๓ ประการ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวโิ มกข์ ๑
อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑

บคุ คลน้นั ท่านจ�ำแนกออกเป็นอรยิ บคุ คล ๘ จ�ำพวก มีพระโสดามรรคบุคคล
เป็นต้น พระอรหตั ตผลบุคคลเป็นท่สี ุด

สมาบัติ น้ัน ท่านจ�ำแนกเป็นรูปสมาบัติ ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เป็นสมาบัติ
๘ ประการ ดว้ ยประการฉะน้ีแล

111

๒๓.
วิธเี จรญิ กรรมฐานภาวนา

จะแสดงวิธีเจริญกรรมฐานภาวนาเพื่อโยคาวจรกุลบุตรได้อาศัยศึกษาและ
ปฏบิ ตั สิ บื ไป โยคาวจรผใู้ ดจะเจรญิ กรรมฐานภาวนา พงึ ตรวจดจู รติ ของตนใหร้ ชู้ ดั วา่
ตนเปน็ คนมจี รติ อยา่ งใดแนน่ อนกอ่ น แลว้ พงึ เลอื กเจรญิ กรรมฐานอนั เปน็ ทส่ี บายแก่
จริตน้ันๆ ดงั ไดแ้ สดงไวแ้ ล้วนัน้ เถดิ

อนง่ึ พงึ ทราบคำ� กำ� หนดความดงั ตอ่ ไปนไ้ี วเ้ ปน็ เบอื้ งตน้ กอ่ น คอื บรกิ รรมนมิ ติ
หมายเอาอารมณข์ องกรรมฐานทน่ี ำ� มากำ� หนดพจิ ารณา อคุ คหนมิ ติ หมายเอาอารมณ์
ของกรรมฐานอันปรากฏข้ึนในมโนทวารขณะท่ีก�ำลังท�ำการเจริญภาวนาอยู่อย่าง
ชดั แจง้ คลา้ ยเหน็ ดว้ ยตาเนอ้ื ปฏภิ าคนมิ ติ หมายเอาอารมณข์ องกรรมฐานอนั ปรากฏ
แจม่ แจง้ แกใ่ จของผเู้ จรญิ ภาวนายง่ิ ขนึ้ กวา่ อคุ คหนมิ ติ และพงึ ทราบลำ� ดบั แหง่ ภาวนา
ดงั นี้ บรกิ รรมภาวนา หมายการเจรญิ กรรมฐานในระยะแรกเรม่ิ ใชส้ ตปิ ระคองใจกำ� หนด
พจิ ารณาในอารมณ์กรรมฐานอนั ใดอนั หนึ่ง อุปจารภาวนา หมายการเจรญิ กรรมฐาน
ในขณะเมอื่ อคุ คหนมิ ติ เกดิ ปรากฏในมโนทวาร อปั ปนาภาวนา หมายการเจรญิ ภาวนา
ในขณะเม่ือปฏิภาคนมิ ิตปรากฏ จิตเปน็ สมาธแิ นบเนยี น มีองค์ฌานปรากฏขนึ้ ครบ
บริบูรณ์

บรกิ รรมภาวนาได้ท่ัวไปในกรรมฐานทงั้ ปวง อปุ จารภาวนาได้ในกรรมฐาน ๑๐
ประการ คอื อนุสสติ ๘ ต้ังแตพ่ ุทธานสุ สติ ถงึ มรณัสสติ กบั อาหาเรปฏิกูลสัญญา
และจตธุ าตวุ วตั ถาน เพราะเปน็ กรรมฐานสขุ มุ ละเอยี ดยง่ิ นกั สว่ นอปั ปนาภาวนานนั้ ได้
ในกรรมฐาน ๓๐ คอื กสณิ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑
พรหมวิหาร ๔ และอรูปกรรมฐาน ๔

กรรมฐาน ๑๑ คือ อสุภะ ๑๐ กับกายคตาสติ ๑ ให้ส�ำเรจ็ เพียง รปู าวจร
ปฐมฌาน พรหมวหิ าร ๓ คอื เมตตา กรณุ า มทุ ติ า ใหส้ ำ� เรจ็ รปู าวจรฌานทง้ั ๔ ประการ
อุเบกขาพรหมวิหารให้ส�ำเร็จแต่ปัญจมรูปาวจรฌานอย่างเดียว อรูปกรรมฐาน ๔
ใหส้ ำ� เรจ็ แตอ่ รูปาวจรฌานอยา่ งเดียวฯ

112

(๑) วธิ ีเจรญิ ปฐวีกสิณ

กุลบุตรผู้มศี รทั ธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานภาวนาอนั ช่ือว่าปฐวกี สิน พึงตัด
ปลิโพธกังวลห่วงใยน้อยใหญ่เสียให้สิ้นแล้วไปยังที่เงียบสงัด เพ่งพิจารณาดินที่ตน
ตกแต่งเป็นดวงกสิณเป็นอารมณ์ หรือจะเพ่งพิจารณาดินที่แผ่นดินหรือท่ีลานข้าว
เปน็ ตน้ เปน็ อารมณก์ ไ็ ด้ เมอื่ จะพจิ ารณาดนิ ทมี่ ไิ ดต้ กแตง่ ไวเ้ ปน็ ดวงกสณิ นน้ั พงึ กำ� หนด
ให้มีท่ีสุดโดยกลมเท่าตะแกรงกว้างคืบ ๔ น้ิวเป็นอย่างใหญ่ เท่าขอบปากขันเป็น
อยา่ งเลก็ อยา่ กำ� หนดใหใ้ หญห่ รอื เลก็ กวา่ กำ� หนดนี้ แลว้ พงึ บรกิ รรมภาวนาวา่ ปฐวๆี ดนิ ๆ
ดงั นร้ี ำ่� ไป ถา้ มวี าสนาบารมเี คยไดส้ งั่ สมอบรมมาแตช่ าตกิ อ่ นๆ แลว้ กอ็ าจไดส้ ำ� เรจ็ ฌาน
ถา้ หาวาสนาบารมมี ไิ ด้ กย็ ากทจี่ ะสำ� เรจ็ ฌานดว้ ยการเพง่ แผน่ ดนิ อยา่ งวา่ น้ี จำ� จะตอ้ ง
ทำ� เปน็ ดวงกสณิ เมอ่ื จะทำ� พงึ หาดนิ สแี ดงดงั แสงพระอาทติ ยแ์ รกอทุ ยั มาทำ� อยา่ ทำ� ใน
ท่คี นสัญจรไปมาพลุกพลา่ น พึงท�ำในทส่ี งัดเป็นทลี่ บั ท่ีก�ำบังดวงกสิณนนั้ จะท�ำต้ังไว้
กะทีท่ เี ดียวหรือจะท�ำชนดิ ยกไปได้ก็ตาม ดินทจ่ี ะทำ� ดวงกสณิ น้ันพึงช�ำระใหห้ มดจด
ท�ำเป็นวงกลมกว้างคืบ ๔ น้ิว ขัดให้ราบเสมอดังหน้ากลอง พึงปัดกวาดที่นั้นให้
เตยี นสะอาดปราศจากหยากเย้ือเฟือ้ ฝอย แล้วพงึ ชำ� ระกายใหห้ มดเหง่อื ไคล เม่อื จะ
นงั่ ภาวนาพงึ นง่ั บนตงั่ ทมี่ เี ทา้ สงู คบื ๔ นว้ิ นง่ั หา่ งดวงกสณิ ออกไปประมาณ ๒ ศอกคบื
พึงนั่งขัดสมาธิเทา้ ขวาทบั เท้าซา้ ย มือขวาทับมอื ซ้าย ตง้ั กายใหต้ รง ผนิ หนา้ ไปทาง
ดวงกสิณ แลว้ พึงพจิ ารณาโทษกามคุณตา่ งๆ และตั้งจิตใจใหด้ ใี นฌานธรรมอนั เปน็
อบุ ายทจี่ ะยกตนออกจากามคณุ และจะลว่ งพน้ กองทกุ ขท์ งั้ ปวง แลว้ พงึ ระลกึ ถงึ พทุ ธคณุ
ธรรมคณุ สงั ฆคุณ ยังปรีดาปราโมทยใ์ ห้เกดิ ข้นึ แลว้ พึงท�ำจติ ให้เคารพรกั ใครใ่ น
พิธที างปฏบิ ตั ใิ หม้ ่ันใจวา่ ปฏิบัติดังน้ีได้ชื่อวา่ เนกขัมมปฏิบัติ พระอรยิ เจ้าทั้งหลาย
มพี ระพทุ ธเจา้ เปน็ ตน้ จะไดล้ ะเวน้ หามไิ ด้ ลว้ นแตป่ ฏบิ ตั ดิ งั นท้ี กุ ๆ พระองค์ ครนั้ แลว้
พงึ ตง้ั จติ วา่ เราจะไดเ้ สวยสขุ อนั เกดิ แตว่ เิ วกดว้ ยปฏบิ ตั อิ นั นโี้ ดยแท้ ยงั ความอตุ สาหะ
ให้เกิดขึ้นแล้วจึงลืมจักษุข้ึนดูดวงกสิณ เม่ือลืมจักษุข้ึนน้ัน อย่าลืมข้ึนให้กว้างนัก
จะล�ำบากจักษุ อนึ่ง มณฑลกสิณจะปรากฏแจ้งเกินไป ครั้นลืมจักษุข้ึนน้อยนัก
มณฑลกสณิ กจ็ ะไมป่ รากฏแจง้ จติ ทจี่ ะถอื เอากสณิ นมิ ติ เปน็ อารมณน์ น้ั กจ็ ะยอ่ หยอ่ น
ทอ้ ถอยเกยี จครา้ นไป เหตฉุ ะน้ี พงึ ลมื จกั ษขุ นาดสอ่ งเงาหนา้ ในกระจก อนงึ่ เมอื่ แลดู

113

ดวงกสณิ นัน้ อย่าพิจารณาสี พึงกำ� หนดวา่ ส่ิงน้ีเปน็ ดนิ เทา่ นนั้ แตส่ ีดินนน้ั จะละเสีย
ก็มิได้เพราะว่าสีกับดวงกสิณเนื่องกันอยู่ ดูดวงกสิณก็เป็นอันดูสีอยู่ด้วย เหตุฉะน้ี
พงึ รวมดวงกสณิ กบั สเี ขา้ ด้วยกนั แลดดู วงกสณิ กบั สนี ัน้ ให้พรอ้ มกนั กำ� หนดวา่ สิง่ นี้
เปน็ ดนิ แลว้ จงึ บรกิ รรมภาวนาวา่ ปฐวๆี ดนิ ๆ ดงั นรี้ ำ่� ไป รอ้ ยครง้ั พนั ครงั้ เมอ่ื กระทำ�
บรกิ รรมภาวนาวา่ ปฐวๆี อยนู่ น้ั อยา่ ลมื จกั ษเุ ปน็ นติ ย์ พงึ ลมื จกั ษดุ อู ยหู่ นอ่ ยหนง่ึ แลว้
หลบั ลงเสีย หลบั ลงสกั หน่อยแลว้ พงึ ลืมข้ึนมาดอู กี พงึ ปฏิบัตโิ ดยทำ� นองน้ีไปจนกว่า
จะไดอ้ คุ คหนมิ ติ กก็ สณิ นมิ ติ อนั เปน็ อารมณท์ ตี่ ง้ั แหง่ จติ ในขณะเมอื่ ทำ� บรกิ รรมภาวนา
ชอื่ วา่ บรกิ รรมนมิ ติ กริ ยิ าทที่ ำ� การบรกิ รรมวา่ ปฐวนี นั้ ชอื่ วา่ บรกิ รรมภาวนา เมอ่ื ตง้ั จติ
ในกสิณนิมิตกระท�ำบริกรรมว่า ปฐวีๆ นั้น ถ้ากสิณนิมิตมาปรากฏในมโนทวาร
หลับจักษุลงกสิณนิมิตก็ปรากฏอยู่ในมโนทวาร ดังลืมจักษุแล้วกาลใด ชื่อว่าได้
อคุ คหนมิ ติ ณ กาลนนั้ เมอื่ ไดอ้ คุ คหนมิ ติ แลว้ พงึ ตง้ั จติ ไวใ้ นอคุ คหนมิ ติ นนั้ กำ� หนด
ใหย้ งิ่ วิเศษข้นึ ไป เมอื่ ปฏิบัตอิ ย่ดู ังนกี้ ็จะข่มนิวรณธรรมโดยล�ำดับๆ กเิ ลสกจ็ ะสงบ
ระงับจากสันดาน สมาธิก็จะแก่กล้าเป็นอุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิตก็จะปรากฏขึ้น
อคุ คหนมิ ติ กบั ปฏภิ าคนมิ ติ มลี กั ษณะตา่ งกนั คอื อคุ คหนมิ ติ ยงั ประกอบดว้ ยกสณิ โทษ
คือยังปรากฏเป็นสีดินอยู่อย่างน้ัน ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏบริสุทธ์ิงดงามดัง
แวน่ กระจกทบี่ คุ คลถอดออกจากฝกั จากถงุ ฉะนน้ั จำ� เดมิ แตป่ ฏภิ าคนมิ ติ เกดิ ขน้ึ แลว้
นิวรณ์ท้ังส้ินก็ระงบั ไป จิตก็ตงั้ มัน่ เปน็ อุปจารสมาธิ ส�ำเร็จเป็นกามาพจรสมาธภิ าวนา
เม่ือได้อุปจารสมาธิแล้ว ถ้าพากเพียรพยายามต่อข้ึนไปไม่หยุดหย่อนก็จะได้ส�ำเร็จ
อปั ปนาสมาธซิ ง่ึ เปน็ รปู าวจรฌาน และเมอ่ื กระทำ� เพยี รจนบรรลถุ งึ อปั ปนาฌานเกดิ ขนึ้
ในสนั ดานแลว้ กพ็ งึ กำ� หนดไวว้ า่ (๑) เราประพฤตอิ ริ ยิ าบถอยา่ งนๆ้ี (๒) อยใู่ นเสนาสนะ
อยา่ งนๆี้ (๓) โภชนาหารอนั เปน็ ทสี่ บายอยา่ งนๆ้ี จงึ ไดส้ ำ� เรจ็ ฌาน การทใ่ี หก้ ำ� หนดไวน้ ้ี
เผอ่ื วา่ ฌานเสอ่ื มไปกจ็ ะไดเ้ จรญิ สบื ตอ่ ไปใหมโ่ ดยวธิ เี กา่ ฌานทเ่ี สอ่ื มไปนน้ั กจ็ ะเกดิ ขน้ึ
ไดโ้ ดยงา่ ยในสนั ดานอกี ครนั้ เมอื่ ไดส้ ำ� เรจ็ ปฐมฌานแลว้ พงึ ปฏบิ ตั ใิ นปฐมฌานนน้ั ให้
ช�ำนาญคล่องแคล่วด้วยดีก่อนแล้วจึงเจริญทุติยฌานสืบต่อขึ้นไป ก็ปฐมฌาน
ทจี่ ะชำ� นาญคลอ่ งแคลว่ ดว้ ยดตี อ้ งประกอบดว้ ยวสที ง้ั ๕ คอื (๑) อาวชั ชนวสี ชำ� นาญ
คล่องแคลว่ ในการนกึ ถ้าปรารถนาจะนกึ ถงึ องค์ฌานทีต่ นได้ก็นึกไดเ้ ร็วพลนั มไิ ด้

114

เนน่ิ ชา้ มติ อ้ งนานถงึ ชวนจติ ท่ี ๔-๕ ตกลง ยงั ภวงั คจ์ ติ ๒-๓ ขณะถงึ องคฌ์ านทตี่ นได้
(๒) สมาปชั ชนวสี คอื ชำ� นาญคลอ่ งแคลว่ ในการทจ่ี ะเขา้ ฌาน อาจเขา้ ฌานไดใ้ นลำ� ดบั
อาวัชชนจติ อนั พิจารณาซง่ึ อารมณค์ อื ปฏภิ าคนมิ ิตมิได้เน่นิ ชา้ (๓) อธษิ ฐานวสี คือ
ชำ� นาญในอนั ดำ� รงรกั ษาฌานจติ ไวม้ ใิ หต้ กภวงั ค์ ตง้ั ฌานจติ ไวไ้ ดต้ ามกำ� หนด ปรารถนา
จะตง้ั ไวน้ านเทา่ ใดกต็ ง้ั ไวไ้ ดน้ านเทา่ นน้ั (๔) วฏุ ฐานวสี คอื ชำ� นาญคลอ่ งแคลว่ ในการ
ออกจากฌาน ก�ำหนดไวว้ า่ เวลานนั้ ๆ จะออกกอ็ อกได้ตามก�ำหนด ไม่คลาดเวลาที่
กำ� หนดไว้ (๕) ปจั จเวกขณวสี คอื ชำ� นาญคลอ่ งแคลว่ ในการพจิ ารณาองคฌ์ านทต่ี นได้
อยา่ งรวดเร็ว มิไดเ้ น่นิ ช้า ถ้าไมช่ �ำนาญในปฐมฌานแล้วอยา่ พงึ เจริญทุติยฌานก่อน
ตอ่ เมอ่ื ช�ำนิช�ำนาญคลอ่ งแคล่วในปฐมฌานด้วยวสที ้ัง ๕ ดงั กลา่ วแล้ว จงึ ควรเจริญ
ทุติยฌานสืบต่อข้ึนไป เมื่อชำ� นาญในทุตยิ ฌานจงึ เจริญตติยฌาน จตตุ ถฌาน และ
ปัจมฌาน ขึ้นไปตามลำ� ดบั

องค์ของฌานเป็นดงั น้ี ปฐมฌาน มอี งค์ ๕ คือ วิตก ความตรกึ คิดมลี กั ษณะ
ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์เป็นองค์ท่ี ๑ วิจาร ความพิจารณามีลักษณะไตร่ตรองอารมณ์
เปน็ องค์ท่ี ๒ ปตี ิ เจตสิกธรรมที่ยังกายและจิตใจใหอ้ ิ่มเต็มมีประเภท ๕ คือ (๑)
ขทุ ทกาปตี ิ กายและจติ อ่มิ จนขนพองชูชันทำ� ให้น้�ำตาไหล (๒) ขณกิ าปีติ กายและ
จิตอ่ิมมแี สงสวา่ งดังฟา้ แลบปรากฏในจักษทุ วาร (๓) โอกกนั ตกิ าปีติ กายและจิตอมิ่
ปรากฏดั่งคล่ืนและละลอกคล่นื ทำ� ให้ไหวใหส้ ่นั (๔) อพุ เพงคาปีติ กายและจิตอิม่
และกายเบาเลื่อนลอยไปได้ (๕) ผรณาปีติ กายและจิตอ่ิมเย็นสบายซาบซ่าน
ทว่ั สรรพางคก์ าย ปตี ทิ ้ัง ๕ นี้ อันใดอันหนง่ึ เปน็ องคท์ ่ี ๓ สุขอันเป็นไปในกายและ
จติ เปน็ องคท์ ี่ ๔ และเอกคั คตา ความทจี่ ติ มอี ารมณเ์ ดยี วไมฟ่ งุ้ ซา่ นไปมา จดั เปน็ องค์
ครบ ๕ ฌานทพี่ รอ้ มด้วยองค์ ๕ น้ีช่ือวา่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน มอี งค์ ๓ คอื ปีติ สขุ
เอกคั คตา ตตยิ ฌาน มอี งค์ ๒ คอื สขุ เอกคั คตา จตตุ ถฌาน มอี งค์ ๒ คอื เอกคั คตา
อุเบกขา น้ีจัดโดยฌานจตุกกนัย ถ้าจัดโดยฌานปัญจกนัยเป็นดังน้ี ปฐมฌาน
มีองค์ ๕ คอื วติ ก วิจาร ปตี ิ สุข เอกัคคตา ทตุ ิยฌาน มอี งค์ ๔ คือ วจิ าร ปตี ิ สขุ
เอกคั คตา ตตยิ ฌาน มีองค์ ๓ คอื ปีติ สขุ เอกัคคตา จตตุ ถฌาน มอี งค์ ๒ คือ สขุ
เอกัคคตา ปัญจมณาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตา อุเบกขา

115

กุลบุตรผู้เจริญกสิณนี้อาจได้ส�ำเร็จฌานสมาบัติโดยจตุกกนัย หรือปัญจกนัย
ดังกลา่ วมานี้

(๒) วิธเี จริญอาโปกสิณ

โยคาวจรกลุ บตุ รผมู้ ศี รทั ธาปรารถนาจะเจรญิ อาโปกสณิ ถา้ เปน็ ผมู้ วี าสนาบารมี
เคยไดส้ งั่ สมอาโปกสณิ มาแตช่ าตกิ อ่ นๆ แลว้ ถงึ จะมไิ ดต้ กแตง่ กสณิ เลย เพยี งแตเ่ พง่
ดนู ำ�้ ในทใี่ ดทหี่ นง่ึ เชน่ ในสระในบอ่ กอ็ าจสำ� เรจ็ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ โดยงา่ ย
ถ้ากุลบุตรอันหาวาสนาบารมีในอาโปกสิณมิได้พึงเจริญอาโปกสิณในปัจจุบันชาตินี้
กพ็ งึ ทำ� อาโปกสณิ ดว้ ยนำ�้ ทใ่ี สบรสิ ทุ ธ์ิ เอานำ้� ใสภ่ าชนะ เชน่ บาตรหรอื ขนั ใหเ้ ตม็ เพยี ง
ขอบปาก ยกไปตงั้ ไวใ้ นทกี่ ำ� บงั ตง้ั มา้ สเี่ หลย่ี มสงู คบื ๔ นวิ้ กระทำ� พธิ ที งั้ ปวงโดยทำ� นองที่
กลา่ วไวใ้ นวธิ เี จรญิ ปฐวกี สณิ นน้ั เถดิ คำ� บรกิ รรมภาวนาในอาโปกสณิ วา่ อาโปๆ นำ�้ ๆ
พงึ บรกิ รรมดงั นรี้ ำ�่ ไปรอ้ ยครง้ั พนั ครง้ั จนกวา่ จะไดส้ ำ� เรจ็ อคุ คหนมิ ติ ปฏภิ าคนมิ ติ และ
อปั ปนาฌาน โดยลำ� ดบั กอ็ คุ คหนมิ ติ ในอาโปกสณิ นปี้ รากฏดจุ ไหวๆ กระเพอ่ื มๆ อยู่
ถ้าน้�ำน้ันประกอบด้วยกสิณโทษคือเจือปนด้วยเปลือกตมหรือฟอง ก็จะปรากฏใน
อคุ คหนมิ ติ ดว้ ย สว่ นปฏภิ าคนมิ ติ ปราศจากกสณิ โทษ เปน็ ดจุ กาบขวั้ ตาลแกว้ มณที จ่ี ะ
ประดิษฐานในอากาศ มิฉะนั้น ดุจมณฑลแว่นแก้วมณี เม่ือปฏิภาคนิมิตเกิดแล้ว
โยคาวจรกลุ บตุ รทำ� ปฏภิ าคนมิ ติ ใหเ้ ปน็ อารมณ์ บรกิ รรมไปวา่ อาโปๆ นำ้� ๆ ดงั น้ี จะได้
ถงึ จตุตถฌานหรือปัญจมฌานตามลำ� ดับ

(๓) วิธีเจริญเตโชกสิณ

โยคาวจรกุลบุตรผู้มีวาสนาบารมีเคยเจริญเตโชกสิณมาแล้วในชาติก่อน
เพยี งแตเ่ พง่ เปลวไฟในทใ่ี ดทห่ี นง่ึ บรกิ รรมภาวนาวา่ เตโชๆ ไฟๆ ดงั น้ี กอ็ าจไดส้ ำ� เรจ็
อุคคหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ โดยงา่ ย ถา้ ผ้ไู ม่เคยบ�ำเพ็ญมาแตช่ าตกิ ่อนปรารถนาจะ
เจรญิ เตโชกสณิ พงึ หาไมแ้ กน่ ทส่ี นดมี าตากไวใ้ หแ้ หง้ บน่ั ออกไวเ้ ปน็ ทอ่ นๆ แลว้ นำ� ไป
ใตต้ น้ ไมห้ รอื ทใ่ี ดทห่ี นงึ่ ซง่ึ เปน็ ทที่ ส่ี มควร แลว้ กองฟนื เปน็ กองๆ ดงั จะอบบาตร จดุ ไฟ
เขา้ ใหร้ งุ่ เรอื ง แลว้ เอาเสอ่ื ลำ� แพน หรอื แผน่ หนงั หรอื แผน่ ผา้ มาเจาะเปน็ ชอ่ งกลมกวา้ ง

116

ประมาณคบื ๔ นว้ิ แลว้ เอาขงึ ไวต้ รงหนา้ นง่ั ตามพธิ ที กี่ ลา่ วไวใ้ นปฐวกี สณิ แลว้ ตงั้ จติ
กำ� หนดว่า อันนเี้ ป็นเตโชธาตุ แลว้ จึงบรกิ รรมวา่ เตโชๆ ไฟๆ ดงั นีร้ ่ำ� ไปจนกวา่ จะได้
สำ� เรจ็ อุคคหนิมติ และปฏิภาคนมิ ิตโดยลำ� ดบั ไป

อคุ คหนมิ ติ ในเตโชกสณิ นี้ ปรากฏดจุ เปลวเพลงิ ลกุ ไหมไ้ หวๆ อยเู่ สมอ ถา้ มไิ ดท้ ำ�
ดวงกสณิ พจิ ารณาไฟในเตาเปน็ ตน้ เมอื่ อคุ คหนมิ ติ เกดิ ขน้ึ กสณิ โทษกจ็ ะปรากฏดว้ ย
เช่น ทอ่ นฟืนท่ไี ฟตดิ อยู่ หรือกองถา่ น เถา้ ควัน ก็จะปรากฏด้วย สว่ นปฏิภาคนมิ ติ
ปรากฏมไิ ดห้ วนั่ ไหว จะปรากฏดจุ ทอ่ นผา้ กำ� พลแดงอนั ประดษิ ฐานอยบู่ นอากาศ หรอื
เหมอื นกาบขว้ั ตาลทองคำ� ฉะนนั้ เมอ่ื ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏแลว้ โยคาวจรกจ็ ะไดส้ ำ� เรจ็
ฌานตามลำ� ดบั จนถงึ จตุตถฌาน ปญั จมฌาน

(๔) วธิ ีเจริญวาโยกสณิ

ใหเ้ พง่ ลมทพี่ ดั อนั ปรากฏอยทู่ ยี่ อดออ้ ย ยอดไผ่ ยอดไม้ หรอื ปลายผม ทถ่ี กู ลม
พดั ไหวอยอู่ ยา่ งใดอย่างหน่งึ แลว้ พึงต้ังสตไิ วว้ ่า ลมพดั ตอ้ งในทน่ี ้ี หรือลมพัดเข้ามา
ในชอ่ งหนา้ ตา่ ง หรอื ชอ่ งฝา ถกู ตอ้ งกายในทใ่ี ดกพ็ งึ ตงั้ สตไิ วใ้ นทนี่ นั้ แลว้ พงึ บรกิ รรมวา่
วาโยๆ ลมๆ ดงั นีร้ ่�ำไปจนกว่าจะสำ� เร็จอคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนิมิต อุคคหนมิ ิตใน
วาโยกสณิ นี้ จะปรากฏไหวๆ เหมอื นไอแหง่ ขา้ วปายาสอนั บคุ คลปลงลงจากเตาใหมๆ่
ปฏภิ าคนิมติ จะปรากฏอยู่เปน็ อนั ดีมิได้หว่นั ไหว เมอ่ื ปฏิภาคนมิ ติ เกดิ แล้ว โยคาวจร
กุลบตุ รกจ็ ะไดส้ �ำเรจ็ ฌานโดยล�ำดับ

(๕) วธิ ีเจริญนีลกสณิ

โยคาวจรกลุ บตุ รผมู้ ศี รทั ธาปรารถนาจะเจรญิ นลี กสณิ พงึ พจิ ารณานมิ ติ สเี ขยี ว
เปน็ อารมณ์ ถา้ เปน็ ผมู้ วี าสนาบารมเี คยไดเ้ จรญิ นลี กสณิ มาแตช่ าตกิ อ่ นๆ แลว้ เพยี งแต่
เพง่ ดดู อกไมส้ เี ขยี วหรอื ผา้ เขยี วเปน็ ตน้ กอ็ าจไดอ้ คุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ สว่ นผพู้ งึ่
จะเจรญิ นลี กสณิ ในชาตปิ จั จบุ นั นี้ พงึ ทำ� ดวงกสณิ กอ่ น พงึ เอาดอกไมอ้ ยา่ งใดอยา่ งหนงึ่
ที่มีสีเขียวล้วนอย่างเดียวมาล�ำดับลงในผอบหรือฝากล่องให้เสมอขอบปาก อย่าให้

117

เกสรแลก้านปรากฏ ให้แลเห็นแต่กลีบสีเขียวอย่างเดียว หรือจะเอาผ้าเขียวขึงลงที่
ขอบปากผอบหรอื ฝากลอ่ ง ทำ� ใหเ้ สมอดงั หนา้ กลองกไ็ ด้ หรอื จะเอาของทเี่ ขยี ว เชน่ คราม
เป็นต้น มาท�ำเปน็ ดวงกสิณเหมือนอย่างปฐวกี สณิ กไ็ ด้

เมอื่ ทำ� ดวงกสณิ เสรจ็ แลว้ พงึ ปฏบิ ตั พิ ธิ โี ดยทำ� นองทกี่ ลา่ วไวใ้ นปฐวกี สณิ นนั้ เถดิ
พึงบรกิ รรมภาวนาว่า นลี ๆํ เขียวๆ ดงั นร้ี ำ�่ ไป จนกวา่ อคุ คหนิมิตและปฏภิ าคนมิ ิตจะ
เกดิ ขนึ้ อคุ คหนมิ ติ ในนลี กสณิ นมี้ กี สณิ โทษอนั ปรากฏ ถา้ กสนิ นน้ั กระทำ� ดว้ ยดอกไม้
กเ็ หน็ เกสร กา้ น ระหวา่ งกลบี ปรากฏ สว่ นปฏภิ าคนมิ ติ จะปรากฏดจุ กาบขว้ั ตาลแกว้ มณี
ตงั้ อยู่ในอากาศ เมอ่ื ปฏภิ าคนมิ ติ เกดิ แล้ว อุปจารฌาน และอปั ปนาฌาน ก็จะเกดิ
ดังกล่าวแล้วในปฐวกี สิณ

(๖-๗-๘) วิธีเจรญิ ปตี กสณิ -โลหิตกสิณ-โอทาตกสณิ

วธิ เี จรญิ กสณิ ๓ นี้ เหมอื นกนั กบั นลี กสณิ ทกุ อยา่ ง ปตี กสณิ เพง่ สเี หลอื ง บรกิ รรม
ว่า ปีตกํๆ เหลอื งๆ โลหติ กสิณ เพ่งสแี ดง บรกิ รรมวา่ โลหติ ํๆ แดงๆ โอทาตกสิณ
เพ่งสีขาว บริกรรมว่า โอทาตํๆ ขาวๆ ดังน้ีร่�ำไป จนกว่าจะเกิดอุคคหนิมิตและ
ปฏิภาคนมิ ติ ลักษณะอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตกเ็ หมือนในนลี กสิณ ตา่ งกนั แต่สี
อยา่ งเดียวเทา่ น้นั

(๙) วธิ เี จริญอาโลกกสณิ

โยคาวจรกุลบุตรผู้จะเจริญอาโลกกสิณนี้ ถ้าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเคยได้เจริญ
มาแตช่ าติกอ่ นๆ แลว้ เพียงแตเ่ พ่งดแู สงพระจนั ทรห์ รือแสงพระอาทติ ย์หรือแสงไฟ
อนั สอ่ งเขา้ มาตามชอ่ งฝาหรอื ชอ่ งหนา้ ตา่ งเปน็ ตน้ ทปี่ รากฏเปน็ วงกลมอยทู่ ฝี่ าหรอื ทพี่ น้ื
นน้ั ๆ กอ็ าจสำ� เรจ็ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ โดยงา่ ย สว่ นโยคาวจรทพี่ ง่ึ จะเจรญิ กสณิ
ในชาตปิ จั จบุ นั น้ี เมอื่ จะเจรญิ ตอ้ งทำ� ดวงกสณิ กอ่ น พงึ หาหมอ้ มาเจาะใหเ้ ปน็ ชอ่ งกลม
ประมาณคบื ๔ น้วิ เอาประทปี ตามไวข้ า้ งใน ปดิ ปากหม้อเสยี ใหด้ ี ผินช่องหม้อไป
ทางฝา แสงสว่างทีอ่ อกทางช่องหม้อกจ็ ะปรากฏเป็นวงกลมอยทู่ ่ฝี า พึงน่งั พิจารณา

118

ตามวธิ ที ่ีกลา่ วไวใ้ นปฐวีกสิณ บรกิ รรมวา่ อาโลโกๆ แสงสวา่ งๆ ดงั นรี้ ำ่� ไป จนกวา่
จะได้ส�ำเร็จอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอาโลกกสิณน้ี ปรากฏดุจ
วงกลมอันปรากฏทฝ่ี านั้นแล สว่ นปฏิภาคนมิ ติ ปรากฏผ่องใสเป็นแทง่ ทบึ ดงั ดวงแหง่
แสงสว่างฉะน้นั

(๑๐) วิธีเจรญิ อากาศกสณิ
โยคาวจรกลุ บตุ รผปู้ รารถนาจะเจรญิ อากาศกสิณนี้ ถา้ เป็นผมู้ ีวาสนาบารมเี คย

ส่งั สมมาแลว้ แตช่ าตกิ ่อน เพยี งแต่เพง่ ดูชอ่ งฝา ชอ่ งดาน หรือช่องหนา้ ต่าง เป็นตน้
กอ็ าจสำ� เรจ็ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ โดยงา่ ย ถา้ ไมม่ วี าสนาบารมใี นกสณิ ขอ้ นมี้ ากอ่ น
ต้องทำ� ดวงกสิณก่อน เม่อื จะทำ� ดวงกสิณ พึงเจาะฝาเจาะแผน่ หนงั หรอื เสื่อลำ� แพน
ใหเ้ ปน็ วงกลมกวา้ งคืบ ๔ นวิ้ ปฏบิ ัตกิ ารทง้ั ปวงโดยทำ� นองท่กี ล่าวไว้ในปฐวกี สณิ
บรกิ รรมว่า อากาโสๆ อากาศๆ ดังนรี้ ำ�่ ไปจนกว่าจะเกดิ อุคคหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ
น้ันเถิด อุคคหนิมิตในอากาศกสิณน้ีปรากฏรูปวงกลมอากาศแต่มีที่สุดฝาเป็นต้น
เจือปนอยู่บ้าง ส่วนปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นวงกลมอากาศเท่ากับวงกสิณเด่นอยู่
และสามารถแผอ่ อกให้ใหญ่ไดต้ ามตอ้ งการ

(๑๑) วธิ ีอทุ ธุมาตกอสภุ กรรมฐาน
โยคาวจรกุลบุตรผู้มีศรัทธาปรารถนาจะเจริญกรรมฐานนี้ พึงไปสู่ที่พิจารณา

อุทธุมาตกอสภุ นมิ ติ อย่าไปใต้ลม พงึ ไปเหนอื ลม ถา้ ทางข้างเหนือลมมีรวั้ และหนาม
กน้ั อยหู่ รอื มโี คลนตมเปน็ ตน้ กพ็ งึ เอาผา้ หรอื มอื ปดิ จมกู ไป เมอ่ื ไปถงึ แลว้ อยา่ เพงิ่ แลดู
อสภุ นมิ ติ กอ่ น พงึ กำ� หนดทศิ กอ่ น ยนื อยใู่ นทศิ ใดเหน็ ซากอสภุ ะไมถ่ นดั นำ�้ จติ ไมค่ วร
แกภ่ าวนากรรม พงึ เวน้ ทศิ นน้ั เสยี อยา่ ยนื ในทศิ นนั้ พงึ ไปยนื ในทศิ ทเี่ หน็ ซากอสภุ ะถนดั
นำ้� จิตก็ควรแกก่ รรมฐาน อนึง่ อยา่ ยืนในท่ใี ตล้ ม กล่นิ อสภุ ะจะเบยี ดเบียน อย่ายืน
ขา้ งเหนอื ลม หมอู่ มนษุ ยท์ สี่ งิ อยใู่ นซากอสภุ ะจะโกรธเคอื ง พงึ หลกี เลยี่ งเสยี สกั หนอ่ ย
อนง่ึ อยา่ ยนื ใกลน้ กั ไกลนกั ยนื ไกลนกั ซากอสภุ ะไมป่ รากฏแจง้ ยนื ใกลน้ กั จะไมส่ บาย
เพราะกลน่ิ อสภุ ะและปฏกิ ลู ดว้ ยซากศพ ยนื ชดิ เทา้ นกั ชดิ ศรี ษะนกั จะไมไ่ ดเ้ หน็ ซาก

119

อสภุ ะหมดทงั้ กาย พงึ ยนื ในทท่ี า่ มกลางตวั อสภุ ะในทท่ี ส่ี บาย เมอื่ ยนื อยดู่ งั นี้ ถา้ กอ้ นศลิ า
จอมปลวกตน้ ไมห้ รอื กอหญา้ เปน็ ตน้ ปรากฏแกจ่ กั ษุ จะเลก็ ใหญ่ ขาวดำ� ยาวสนั้ สงู ตำ�่
อย่างใด ก็พึงก�ำหนดรอู้ ย่างนนั้ ๆ แล้วต่อไปพึงก�ำหนดอทุ ธุมาตกอสุภะโดยอาการ
๖ อยา่ ง คือ สี เภท สณั ฐาน ทศิ ทีต่ ัง้ และปริเฉท ก�ำหนดสีของอสภุ ะนเ้ี ปน็ ร่างกาย
ของคนดำ� คนขาวเป็นตน้ ก�ำหนดเภท นัน้ คอื กำ� หนดว่าซากอสภุ ะน้เี ปน็ ร่างกายของ
คนทีต่ งั้ อยู่ในปฐมวยั มัชฌิมวยั ปจั ฉมิ วยั กำ� หนดสณั ฐาน นน้ั คือกำ� หนดว่าน่ีเป็น
สณั ฐานศรี ษะ - ทอ้ ง - สะเอว - เปน็ ตน้ กำ� หนดทศิ นนั้ คอื กำ� หนดวา่ ในซากอสภุ ะนี้
มที ศิ ๒ คอื ทศิ เบอื้ งตำ�่ -เบอ้ื งบน ทอ่ นกายตง้ั แตน่ าภลี งมาเปน็ ทศิ เบอ้ื งตำ่� ตงั้ แตน่ าภี
ขนึ้ ไปเป็นทิศเบื้องบน กำ� หนดที่ตั้ง น้นั คือก�ำหนดวา่ มอื อยู่ขา้ งนี้ เทา้ อย่ขู า้ งนี้ ศีรษะ
อย่ขู ้างน้ี ทา่ มกลางกายอย่ทู ่นี ้ี ก�ำหนดปรเิ ฉท นัน้ คอื กำ� หนดวา่ ซากอสภุ ะน้มี ีกำ� หนด
ในเบ้อื งตำ�่ ดว้ ยพนื้ เท้า มกี �ำหนดในเบือ้ งบนคือปลายผม มีกำ� หนดในเบอ้ื งขวางด้วย
หนงั เตม็ ไปดว้ ยเครอื่ งเนา่ ๓๑ สว่ น โยคาวจรพงึ กำ� หนดพจิ ารณอทุ ธมุ าตกอสภุ นมิ ติ นี้
ได้เฉพาะแต่ซากอสุภะอนั เป็นเพศเดียวกับตน คอื ถ้าเป็นชายก็พึงพิจารณาเฉพาะแต่
เพศชายอย่างเดียว

เมื่อพิจารณาอุทธุมาตกอสุภะน้ัน จะน่ังหรือยืนก็ได้ แล้วพึงพิจารณาให้เห็น
อานสิ งสใ์ นอสภุ กรรมฐาน พงึ สำ� คญั ประหนงึ่ ดวงแกว้ ตงั้ ไวซ้ งึ่ ความเคารพรกั ใครย่ ง่ิ นกั
ผูกจิตไว้ในอารมณ์คืออสุภะน้ันไว้ให้ม่ัน ด้วยคิดว่าอาตมาจะได้พ้นจากชาติ ชรา
มรณะ ทกุ ข์ ดว้ ยวธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั นแี้ ลว้ พงึ ลมื จกั ษขุ นึ้ แลดอู สภุ ะถอื เอาเปน็ นมิ ติ แลว้ เจรญิ
บรกิ รรมภาวนาไปว่า อทุ ฺธุมาตกํ ปฏกิ ูลํ ซากศพพองข้ึนเป็นของนา่ เกลยี ดดงั นีร้ ำ�่ ไป
รอ้ ยครง้ั พนั ครง้ั ลมื จกั ษดุ แู ลว้ พงึ หลบั จกั ษุ พจิ ารณาทำ� อยดู่ งั นเ้ี รอ่ื ยไป จนเมอื่ หลบั
จักษุดูก็เห็นอสุภะเหมือนเม่ือลืมจักษุดูเมื่อใด ช่ือว่าได้อุคคหนิมิตในกาลเม่ือน้ัน
ครัน้ ได้อุคคหนิมติ แล้วถ้าไมล่ ะความเพียรพยายามกจ็ ะไดป้ ฏิภาคนิมิต อุคคหนมิ ติ
ปรากฏเหน็ เปน็ ของพงึ เกลยี ดพงึ กลวั และแปลกประหลาดยงิ่ นกั ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏ
ดุจบุรุษมีกายอันอ้วนพี กินอาหารอ่ิมแล้วนอนอยู่ฉะน้ัน เมื่อได้ปฏิภาคนิมิตแล้ว
นวิ รณธรรมทง้ั ๕ มกี ามฉนั ทะเปน็ ตน้ กป็ ราศจากสนั ดาน สำ� เรจ็ อปุ จารฌาน อปั ปนาฌาน
และความช�ำนาญแคล่วคลอ่ งในฌานโดยลำ� ดับไป

120

(๑๒) วิธีเจริญวินลี กอสภุ กรรมฐาน

วนิ ลี กอสภุ ะนน้ั คอื ซากศพกำ� ลงั พองเขยี ว วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ง้ั ปวงเหมอื นในอทุ ธมุ าตก-
อสุภะ แปลกแต่ค�ำบริกรรมว่า วีนีลกํ ปฏิกูลํ อสุภะขึ้นพองเขียวน่าเกลียดดังน้ี
อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏมีสีต่างๆ แปลกกัน ปฏิภาคนิมิตปรากฏเป็นสีแดง
ขาว เขียว เจือกนั

(๑๓) วธิ ีเจริญวิบุพพกอสุภกรรมฐาน

วบิ พุ พกอสภุ ะนี้ คอื ซากศพมนี ำ�้ หนองไหล วธิ ปี ฏบิ ตั เิ หมอื นในอทุ ธมุ าตกอสภุ ะ
ทกุ ประการ แปลกแตค่ ำ� บรกิ รรมวา่ วปิ พุ พฺ กํ ปฏกิ ลู ํ ซากศพมนี ำ้� หนองไหลนา่ เกลยี ด
ดังนี้เท่าน้ัน อุคคหนิมิตในอสุภะน้ีปรากฏเหมือนมีน�้ำหนองนำ�้ เหลืองไหลอยู่มิขาด
ส่วนปฏภิ าคนิมิตนั้นปรากฏเหมอื นดั่งร่างอสุภะสงบนง่ิ อยมู่ ิไดห้ วนั่ ไหว

(๑๔) วธิ เี จริญวฉิ ทิ ทกอสภุ กรรมฐาน

อสุภะน้ีได้แก่ซากศพท่ีถูกตัดออกเป็นท่อนๆ ทั้งอยู่ในที่มีสนามรบหรือป่าช้า
เปน็ ตน้ วธิ ปี ฏบิ ัตทิ ัง้ ปวงเหมอื นในอทุ ธมุ าตกอสภุ ะ แปลกแตค่ ำ� บรกิ รรมวา่ วฉิ ทิ ทฺ กํ
ปฏกิ ลู ํ ซากศพขาดเปน็ ทอ่ นๆ นา่ เกลยี ดดงั นเี้ ทา่ นน้ั อคุ คหนมิ ติ ปรากฏเปน็ ซากอสภุ ะ
ขาดเป็นท่อนๆ สว่ นปฏิภาคนิมิตปรากฏเหมือนมอี วยั วะครบบริบรู ณ์ มเิ ปน็ ช่องขาด
เหมือนอยา่ งอุคคหนมิ ติ

(๑๕) วธิ เี จรญิ วขิ ายิตกอสภุ กรรมฐาน

ใหโ้ ยคาวจรพจิ ารณาซากศพอนั สตั วม์ แี รง้ กาและสนุ ขั เปน็ ตน้ กดั กนิ แลว้ อวยั วะ
ขาดไปตา่ งๆ บริกรรมวา่ วิขายิตกํ ปฏิกูลํ ซากศพท่สี ตั ว์กดั กินอวัยวะตา่ งๆ เป็นของ
นา่ เกลยี ด ดงั นรี้ ำ�่ ไปกวา่ จะไดส้ ำ� เรจ็ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ กอ็ คุ คหนมิ ติ ในอสภุ ะ
นปี้ รากฏเหมอื นซากอสภุ ะอนั สตั วก์ ดั กนิ กลง้ิ อยใู่ นทนี่ น้ั ๆ ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏบรบิ รู ณ์
สน้ิ ทั้งกาย จะปรากฏเหมอื นทสี่ ตั ว์กดั กนิ น้นั มิได้

121

(๑๖) วธิ เี จรญิ วิขติ ตกอสุภกรรมฐาน

ให้โยคาวจรพึงน�ำมาเองหรือให้ผู้อ่ืนน�ำมาซ่ึงซากอสุภะที่ตกท้ิงเร่ียรายอยู่ในที่
ต่างๆ แล้วมากองไว้ในทเ่ี ดยี วกัน แลว้ กำ� หนดพิจารณาบริกรรมวา่ วขิ ติ ตฺ กํ ปฏกิ ูลํ
ซากศพอนั ซดั ไปในทต่ี า่ งๆ เปน็ ของนา่ เกลยี ด ดงั นรี้ ำ่� ไปจนกวา่ จะไดอ้ คุ คหนมิ ติ และ
ปฏภิ าคนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ ในอสภุ ะนปี้ รากฏเปน็ ชอ่ งๆ เปน็ ระยะๆ เหมอื นรา่ งอสภุ ะนนั้ เอง
ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏเหมอื นกายบรบิ รู ณ์ จะมีช่องมีระยะหามไิ ด้ฯ

(๑๗) วิธีเจรญิ หตวิขติ ตกอสภุ กรรมฐาน

ใหโ้ ยคาวจรพงึ นำ� เอามาหรอื ใหผ้ อู้ นื่ นำ� เอามาซง่ึ ซากอสภุ ะทค่ี นเปน็ ขา้ ศกึ สบั ฟนั
กนั เปน็ ทอ่ นนอ้ ยทอ่ นใหญท่ งิ้ ไวใ้ นทต่ี า่ งๆ ลำ� ดบั เขา้ ใหห้ า่ งกนั ประมาณนวิ้ มอื หนงึ่ แลว้
ก�ำหนดพิจารณาบริกรรมว่า หตวขิ ติ ตฺ กํ ปฏิกูลํ ซากศพขาดเปน็ ท่อนน้อยทอ่ นใหญ่
เปน็ ของนา่ เกลยี ด ดงั นรี้ ำ�่ ไปกวา่ จะไดอ้ คุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ อคุ คหนมิ ติ ในอสภุ ะ
นป้ี รากฏดจุ รอยปากแผลอนั บคุ คลประหาร ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏดงั เตม็ บรบิ รู ณท์ ง้ั กาย
มิไดเ้ ป็นชอ่ งเปน็ ระยะ

(๑๘) วธิ เี จริญโลหติ กอสภุ กรรมฐาน

ให้โยคาวจรพิจารณาซากศพท่ีคนประหารสับฟันในอวัยวะมีมือแลเท้าเป็นต้น
มีโลหิตไหลออกอยแู่ ละท้ิงไว้ในทที่ ้งั หลายมีสนามรบเปน็ ตน้ หรอื พจิ ารณาอสภุ ะท่มี ี
โลหติ ไหลออกจากแผล มแี ผลฝเี ปน็ ตน้ กไ็ ด้ บรกิ รรมวา่ โลหติ กํ ปฏกิ ลู ํ อสภุ ะนโี้ ลหติ
ไหลเปรอะเปื้อนเป็นของน่าเกลียด ดังน้ีร่�ำไปกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต
อคุ คหนมิ ติ ในอสภุ ะนป้ี รากฏดจุ ผา้ แดงอนั ตอ้ งลมแลว้ แลไหวๆ อยู่ ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏ
เป็นอันดี จะไดไ้ หวหามิได้

122

(๑๙) วธิ ีเจริญปุฬวุ กอสภุ กรรมฐาน

ใหโ้ ยคาวจรพจิ ารณาซากศพของมนษุ ยห์ รอื สตั วม์ สี นุ ขั เปน็ ตน้ ทม่ี หี นอนคลาคลำ่�
อยู่ บริกรรมว่า ปฬุ วุ กํ ปฏกิ ูลํ อสุภะทหี่ นอนคลาคล�ำ่ อยู่เปน็ ของน่าเกลยี ด ดงั นี้
ร�่ำไปกว่าจะได้อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตในอสุภะนี้ปรากฏมีอาการ
หวน่ั ไหวดง่ั หมหู่ นอนอนั สญั จรคลานอยู่ ปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏมอี าการอนั สงบเปน็ อนั ดี
ดจุ กองขา้ วสาลีขาวฉะนน้ั

(๒๐) วิธีเจรญิ อัฏฐกิ อสุภกรรมฐาน

ให้โยคาวจรพิจารณาซึ่งซากศพท่ีเหลือแต่กระดูกอย่างเดียว จะพิจารณาร่าง
กระดกู ทต่ี ดิ กนั อยทู่ ง้ั หมดยงั ไมเ่ คลอ่ื นหลดุ ไปจากกนั เลยกไ็ ด้ จะพจิ ารณารา่ งกระดกู
ท่ีเคลื่อนหลุดไปจากกันแล้วโดยมากยังติดกันอยู่บ้างก็ได้ จะพิจารณาท่อนกระดูก
อนั เดยี วก็ได้ ตามแต่จะเลือกพจิ ารณา แลว้ พึงบริกรรมว่า อฏฺ€ิกํ ปฏกิ ลู ํ กระดกู
เปน็ ของน่าเกลียด ดงั น้รี �่ำไปกว่าจะส�ำเรจ็ อุคคหนิมติ และปฏภิ าคนมิ ิต ถ้าโยคาวจร
พจิ ารณาแตท่ อ่ นกระดกู อนั เดยี ว อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ ปรากฏเปน็ อยา่ งเดยี วกนั
ถา้ โยคาวจรพจิ ารณารา่ งกระดกู ทย่ี งั ตดิ กนั อยทู่ งั้ สนิ้ อคุ คหนมิ ติ ปรากฏเปน็ ชอ่ งๆ เปน็
ระยะๆ ปฏภิ าคนิมิตปรากฏเปน็ รา่ งกายอสุภะบริบรู ณ์สนิ้ ทัง้ นัน้

(๒๑-๓๐) วิธีเจรญิ อนสุ สติ ๑๐ ประการ

คอื พทุ ธฺ านสุ สฺ ติ ระลกึ ถงึ คณุ พระพทุ ธเจา้ ธมมฺ านสุ สฺ ติ ระลกึ ถงึ คณุ พระธรรม
สงฆฺ านสุ สฺ ติ ระลึกถงึ คุณพระสงฆ์ สีลานุสฺสติ ระลกึ ถึงคุณศลี จาคานสุ ฺสติ ระลึกถึง
คณุ ทาน เทวตานสุ สฺ ติ ระลกึ ถงึ คณุ เทวดา อุปสมานุสสฺ ติ ระลกึ ถงึ คณุ พระนิพพาน
มรฺณสฺสติ ระลึกถึงความตาย กายคตาสติ ระลึกไปในกายของตน อานาปานสติ
ระลกึ ถึงลมหายใจเข้าออก

ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ จะอธบิ ายพิสดารเฉพาะอานาปานสติ ดงั ตอ่ ไปนี้

123

โยคาวจรกลุ บตุ รผจู้ ะเจรญิ อานาปานสตกิ รรมฐาน พงึ เขา้ ไปอาศยั อยใู่ นปา่ หรอื
โคนไม้ หรอื อยใู่ นเรอื น โรงศาลา กฏุ ิ วหิ าร อนั วา่ งเปลา่ เปน็ ทเี่ งยี บสงดั แหง่ ใดแหง่ หนง่ึ
อนั สมควรแกภ่ าวนานโุ ยคแลว้ พงึ นงั่ คบู้ ลั ลงั กข์ ดั สมาธิ เทา้ ขวาทบั เทา้ ซา้ ย มอื ขวาทบั
มอื ซา้ ย ตง้ั กายใหต้ รงดำ� รงสตไิ วใ้ หม้ น่ั คอยกำ� หนดรลู้ มหายใจเขา้ และลมหายใจออก
อยา่ ใหล้ มื หลง เมอื่ หายใจเขา้ กพ็ งึ กำ� หนดรวู้ า่ หายใจเขา้ เมอื่ หายใจออกกพ็ งึ กำ� หนดรู้
ว่าหายใจออก เมือ่ หายใจเขา้ ออกยาวหรือส้ันกพ็ ึงก�ำหนดรปู้ ระจกั ษช์ ัดทกุ ๆ ครงั้ ไป
อยา่ ลมื หลง อนงึ่ ทา่ นสอนใหก้ ำ� หนดนบั ดว้ ย เมอื่ ลมหายใจเขา้ และออกอนั ใดปรากฏแจง้
กใ็ ห้นกึ นับวา่ หนึ่งๆ เปน็ ตน้ ไปจนถึง ๑๐ คือ เมื่อลมหายใจเข้าออกรอบท่ี ๑ นบั วา่
หนึ่งๆ รอบท่ี ๒ นับว่าสองๆ ไปจนถึงหา้ ๆ เป็นปญั จกะ แลว้ ต้งั ตน้ หนึ่งๆ ไปใหม่
จนถึงหกๆ เปน็ ฉักกะ แล้วนบั ต้ังต้นใหมไ่ ปจนถึงเจ็ดๆ เป็นสตั ตกะ แล้วนบั ต้ังแต่
ต้นใหม่ไปจนถึงแปดๆ เปน็ อัฏฐกะ แล้วนับตัง้ แตต่ ้นใหม่ไปจนถงึ เก้าๆ เปน็ นวกะ
แล้วนับตั้งต้นใหม่ไปจนถึงสิบๆ เป็นทสกะ แล้วกลับนับต้ังต้นใหม่ต้ังแต่ปัญจกะ
หมวด ๕ ไปถึงทสกะ หมวด ๑๐ โดยนัยนเี้ รือ่ ยไป เม่ือก�ำหนดนบั ลมทเี่ ดนิ โดย
ครองนาสกิ ดว้ ยประการดงั นี้ ลมหายใจเขา้ ออกกจ็ ะปรากฏแกโ่ ยคาวจรกลุ บตุ รชดั และ
เร็วเข้าทุกที อย่าพึงเอาสตติ ามลมเขา้ ออกนน้ั เลย พึงคอยก�ำหนดนบั ใหเ้ ร็วเขา้ ตาม
ลมเขา้ ออกนน้ั ว่า ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. / ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. / ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖.
๗. / ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. / ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. / ๑. ๒.
๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. / พงึ นบั ตามลมหายใจเขา้ ออกดังนีร้ ำ่� ไป จิตก็จะเปน็
เอกคั คตา ถงึ ซงึ่ ความเปน็ หนง่ึ มอี ารมณเ์ ดยี วดว้ ยกำ� ลงั อนั นบั ลมนนั้ เทยี ว บางองคก์ ็
เจรญิ แตม่ นสกิ ารกรรมฐานนด้ี ว้ ยสามารถถอยนบั ลมนนั้ ลมอสั สาสะ-ปสั สาสะ กด็ บั ไป
โดยล�ำดับๆ กระวนกระวายก็ระงับลง จิตก็เบาข้ึน แล้วกายก็เบาขึ้นด้วย ดุจถึง
ซึ่งอาการอันลอยไปในอากาศ เม่ือลมอัสสาสะ-ปัสสาสะหยาบดับลงแล้ว จิตของ
โยคาวจรนั้นก็มีแต่นิมิตคือลมอัสสาสะ-ปัสสาสะอันสุขุมละเอียดเป็นอารมณ์
เมอ่ื พยายามตอ่ ไป ลมสขุ มุ กด็ บั ลง เกดิ ลมสขุ มุ ละเอยี ดยงิ่ ขนึ้ ประหนงึ่ หายไปหมดโดย
ล�ำดับๆ ครัน้ ปรากฏเป็นเชน่ นน้ั อย่าพงึ ตกใจและลุกหนไี ปเพราะจะท�ำให้กรรมฐาน
นัน้ เสอื่ มไป พงึ ท�ำความเข้าใจไว้วา่ ลมหายใจไมม่ ีแก่คนตาย คนด�ำน�้ำ คนเข้าฌาน

124

คนอยู่ในครรภ์มารดาดังนแี้ ล้ว พึงเตอื นตนเองวา่ บัดน้เี รากม็ ไิ ด้ตาย ลมละเอียดเขา้
ตา่ งหาก แลว้ พงึ คอยกำ� หนดลมในทๆ่ี มนั เคยกระทบ เชน่ ปลายจมกู ไว้ ลมกม็ าปรากฏ
ดงั เดมิ เมอ่ื ทำ� ความกำ� หนดไปโดยนยั น้ี มชิ า้ อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ กจ็ ะปรากฏ
โดยลำ� ดบั ไป อคุ คหนมิ ติ และปฏภิ าคนมิ ติ ในอานาปานสตกิ รรมฐานนย้ี อ่ มปรากฏแก่
โยคาวจรตา่ งๆ กนั บางองคป์ รากฏดงั ปยุ นนุ่ บา้ งปยุ สำ� ลบี า้ ง บางองคป์ รากฏเปน็ วงชอ่ ง
รัศมบี ้าง ดวงแก้วมณแี กว้ มกุ ดาบา้ ง บางองค์ปรากฏมสี ัมผัสหยาบคือเป็นดังเมล็ด
ในฝ้ายบ้าง ดังเส้ียนสะเก็ดไม้แก่นบ้าง บางองค์ปรากฏดังด้ายสายสังวาลย์บ้าง
เปลวควนั บา้ ง บางองคป์ รากฏดงั ใยแมลงมมุ อนั ขงึ อยบู่ า้ ง แผน่ เมฆและดอกบวั หลวง
และจักรรถบ้าง บางทีปรากฏดังดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ก็มี การที่ปรากฏนิมิต
ต่างๆ กนั นนั้ เปน็ ดว้ ยปญั ญาของโยคาวจรต่างกนั

อนงึ่ ธรรม ๓ ประการ คอื ลมเขา้ ๑ ลมออก ๑ นมิ ติ ๑ จะไดเ้ ปน็ อารมณข์ อง
จิตอนั เดยี วกัน หามไิ ดล้ มเขา้ ก็เป็นอารมณข์ องจติ อนั หน่งึ ลมออกกเ็ ป็นอารมณข์ อง
จติ อนั หน่งึ นมิ ติ กเ็ ปน็ อารมณ์ของจติ อันหนึ่ง เมื่อรูธ้ รรม ๓ ประการ นแี้ จง้ ชัดแล้ว
จงึ จะส�ำเร็จซงึ่ อปุ จารฌานและอปั ปนาฌาน เมื่อไม่รู้ธรรม ๓ ประการกย็ อ่ มไมส่ �ำเรจ็
อานาปานสตกิ รรมฐานนเี้ ปน็ ไปเพอ่ื ตดั เสยี ซง่ึ วติ กตา่ งๆ เปน็ อยา่ งดดี ว้ ยประการฉะน้ี

(๓๑-๔๐) สว่ นกรรมฐานอกี ๖ ประการคอื อปั ปมญั ญาพรหมวหิ าร ๔ อาหาเร-
ปฏกิ ูลสัญญา ๑ จตธุ าตวุ วัตถาน ๑ จะไมอ่ ธบิ าย จะไดอ้ ธิบายแต่อรูปกรรมฐาน ๔
ดังตอ่ ไปนี้

โยคาวจรกลุ บตุ รผจู้ ะเจรญิ อรปู กรรมฐานทห่ี นง่ึ พงึ เพง่ กสณิ ทง้ั ๙ มปี ฐวกี สณิ
เปน็ ตน้ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ เวน้ อากาศกสณิ เสยี เมอ่ื สำ� เรจ็ รปู าวจรฌานอนั เปน็ ทสี่ ดุ แลว้
จะเจรญิ อรปู วจรฌานในอรปู กรรมฐานตอ่ ไป พงึ เพกิ กสณิ นน้ั เสยี คอื อยา่ กำ� หนดนกึ
หมายเอากสณิ นมิ ติ เปน็ อารมณ์ พงึ ตงั้ จติ เพง่ นกึ พจิ ารณาอากาศทดี่ วงกสณิ เกาะหรอื
เพกิ แลว้ เหลอื อยแู่ ตอ่ ากาศเปลา่ เปน็ อารมณ์ พจิ ารณาไปๆ จนอากาศเปลา่ เทา่ วงกสณิ
ปรากฏในมโนทวารในกาลใด ในกาลน้นั ใหโ้ ยคาวจรพิจารณาอากาศอนั เป็นอารมณ์
บริกรรมว่า อนนโฺ ต อากาโส อากาศไมม่ ีทส่ี นิ้ สุด ดังน้รี �ำ่ ไป เมอื่ บริกรรมนึกอยูด่ ังน้ี

125

เนืองๆ จิตก็สงบระงบั ตงั้ มน่ั เป็นอุปจารสมาธไิ ปจนถึงอัปปนาสมาธโิ ดยลำ� ดับ สำ� เรจ็
เปน็ อรปู ฌานท่ี ๑ ชอ่ื วา่ อากาสานัญจายตนฌาน

เมอื่ จะเจรญิ อรปู กรรมฐานท่ี ๒ ตอ่ ไป พงึ ละอากาศนมิ ติ ทเ่ี ปน็ อารมณข์ องอรปู ฌาน
ทแี รกนนั้ เสยี พงึ กำ� หนดจติ ทย่ี ดึ หนว่ งเอาอากาศเปน็ อารมณน์ นั้ มาเปน็ อารมณต์ อ่ ไป
บรกิ รรมวา่ อนนตฺ ํ วิ ฺ าณํ วญิ ญาณไมม่ ที สี่ ดุ ดงั นรี้ ำ่� ไปจนกวา่ จะไดส้ ำ� เรจ็ อรปู ฌาน
ที่ ๒ ช่อื ว่า วิญญาณญั จายตนฌาน

เมอ่ื จะเจริญอรูปฌานท่ี ๓ ตอ่ ไป พงึ ละอรปู วิญญาณทีแรกทเ่ี ป็นอารมณข์ อง
อรูปฌานที่ ๒ นัน้ เสยี มายดึ หน่วงเอาความทไี่ ม่มขี องอรูปฌานทีแรก คือกำ� หนดว่า
อรูปวิญญาณทีแรกนี้ไมม่ ีในท่ใี ด ดังน้เี ป็นอารมณ์ แลว้ บริกรรมว่า นตถฺ ิ กิญฺจๆิ
อรปู วิญญาณทีแรกนี้มิไดม้ มี ิได้เหลือตดิ อยู่ในอากาศ ดงั นเ้ี นืองๆ ไปกจ็ ะไดส้ ำ� เร็จ
อรูปฌานที่ ๓ ว่า อากญิ จญั ญายตนฌาน

เม่ือจะเจริญอรูปกรรมฐานที่ ๔ ตอ่ ไป พึงปล่อยวางอารมณข์ องอรูปฌานท่ี ๓
คอื ทส่ี ำ� คญั มน่ั วา่ อรปู ฌานทแี รกไมม่ ดี งั นเ้ี สยี พงึ กำ� หนดเอาแตค่ วามละเอยี ดประณตี
ของอรปู ฌานที่ ๓ เป็นอารมณ์ ท�ำบริกรรมว่า สนตเมตํ ปณีตเมตํ อรูปฌานท่ี ๓
น้ลี ะเอียดนกั ประณตี นัก จะว่ามสี ญั ญาก็ไม่ใช่ ไม่มสี ัญญากไ็ ม่ใช่ ดังนี้เนอื งๆ ไป
กจ็ ะได้สำ� เรจ็ อรปู ฌานท่ี ๔ ชื่อว่า เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน

จะอธบิ ายฌานและสมาบตั ิตอ่ ไป ฌานนั้นวา่ โดยประเภทเป็น ๒ อย่าง คือ
รปู ฌานและอรปู ฌาน อย่างละ ๔ ฌาน เปน็ ฌาน ๘ ประการ ฌานทัง้ ๘ น้ี เปน็ เหตุ
ใหเ้ กดิ สมาบตั ิ ๘ ประการ บางแหง่ ทา่ นกก็ ลา่ ววา่ ผลสมาบตั ิ ตอ่ ไดฌ้ านมวี สี ชำ� นาญ
ดีแล้วจึงท�ำให้สมาบัติบริบูรณ์ข้ึนด้วยดีได้ เพราะเหตุน้ีสมาบัติจึงเป็นผลของฌาน
กส็ มาบตั ิ ๘ ประการนใ้ี นภายนอกพระพทุ ธศาสนากม็ ี แตไ่ มเ่ ปน็ ไปเพอ่ื ดบั กเิ ลสทำ� ให้
แจ้งซงึ่ พระนิพพาน ไดแ้ ต่เปน็ ไปเพอื่ ทฏิ ฐธรรมสุขวหิ ารและเป็นไปเพ่ือเกิดในพรหม
โลกเทา่ นัน้ เหมอื นสมาบัตขิ องอาฬารดาบสและอทุ กดาบส ฉะนน้ั ส่วนสมาบัติใน
พระพุทธศาสนาน้ีย่อมเป็นไปเพ่ือร�ำงับดับกิเลสท�ำให้แจ้งซ่ึงพระนิพพานได้ ว่าโดย

126

ประเภทเปน็ ๒ อยา่ งคอื ผลสมาบัติและนิโรธสมาบตั ิ ผลสมาบตั ิน้ันย่อมสาธารณะ
ทวั่ ไปแกพ่ ระอรยิ เจา้ ทไี่ ดส้ มาบตั ทิ ง้ั สน้ิ สว่ นนโิ รธสมาบตั นิ น้ั จำ� เพาะมแี ตพ่ ระอรยิ เจา้
สองจ�ำพวก คือ พระอนาคามี กับ พระอรหนั ต์ทไี่ ดส้ มาบัติ ๘ เท่าน้นั

อนงึ่ ฌานและสมาบตั นิ ้ี ถา้ วา่ โดยอรรถกเ็ ปน็ อนั เดยี วกนั ตา่ งกนั แตพ่ ยญั ชนะ
เทา่ น้นั เพราะฌานนน้ั เป็นทถี่ งึ ด้วยดขี องฌานลาภีบคุ คล จรงิ อยู่ในอรรถกถาทา่ น
กลา่ วไว้วา่ ฌานลาภีบุคคล ถงึ ด้วยดซี งึ่ สมาบตั ิ คอื ฌานเปน็ ทถ่ี ึงด้วยดีมปี ฐมฌาน
เปน็ ตน้ ดงั น้ี อนงึ่ ในพระบาลแี สดง อนบุ พุ พนโิ รธสมาบตั ิ ๙ ไว้ คอื ปฐม ทตุ ยิ ตตยิ
จตตุ ถฌาน อากาสานญั จายตน วญิ ญาณญั จายตนะ อากญิ จญั ญายตนะ เนวสญั ญา-
นาสญั ญายตนฌาน และสญั ญาเวทยติ นโิ รธ เปน็ สมาบตั ทิ อ่ี ยตู่ ามลำ� ดบั ของฌานลาภ-ี
บคุ คลดงั นี้ อนงึ่ ทา่ นแสดง อนบุ พุ พวหิ ารสมาบตั ิ ๙ ไวว้ า่ ฌานลาภบี คุ คลเมอื่ ถงึ ดว้ ยดี
ซึง่ ปฐมฌาน วิตก วิจาร ดับไป เม่อื ถงึ ดว้ ยดซี ง่ึ ตติยฌาน ปีตดิ ับไป เมื่อถงึ ดว้ ยดี
ซึ่งจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะดับไป เมื่อถึงด้วยดีซ่ึงอากาสานัญจายตนฌาน
รปู สญั ญาดบั ไป เมอ่ื ถงึ ดว้ ยดซี ง่ึ วญิ ญาณญั จายตนฌาน สญั ญาในอากาสานญั จายตน-
ฌานดบั ไป เมอื่ ถงึ ดว้ ยดซี ง่ึ อากญิ จญั ญายตนฌาน สญั ญาในวญิ าณญั จายตนฌานดบั ไป
เมอื่ ถงึ ดว้ ยดซี งึ่ เนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน สญั ญาในอากญิ จญั ญายตนฌานดบั ไป
เม่อื ถึงดว้ ยดีซ่งึ สญั ญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดบั ไป ธรรม ๙ อย่างนช้ี ื่อ
อนบุ พุ พนิโรธสมาบตั ิ สมาบตั เิ ปน็ ทีด่ บั หมดแห่งธรรมอันเปน็ ปจั จนกึ (แปลว่าขา้ ศึก,
ศตั ร)ู แกต่ นตามลำ� ดบั ฉะนี้ คำ� ในอรรถกถาและบาลที ง้ั ๒ นสี้ อ่ งความใหช้ ดั วา่ ฌาน
และสมาบัติเป็นอนั เดยี วกันโดยอรรถ แตฌ่ านเปน็ เหตขุ องสมาบตั ิ สมาบัติเปน็ ผล
วเิ ศษแปลกกนั แตเ่ ทา่ น้ี

บคุ คลใดปฏบิ ตั ชิ อบแลว้ บคุ คลนน้ั ยอ่ มพจิ ารณาความเปน็ ไปแหง่ สงั ขารทง้ั หลาย
ย่อมเห็นความเกดิ ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารท้งั หลายเหลา่ นั้น
ย่อมไมเ่ หน็ ความสุขความยินดีนอ้ ยหนึง่ ในสังขารทัง้ หลายเหลา่ นน้ั ไมเ่ ห็นซึ่งอะไรๆ
ในเบอ้ื งตน้ ทา่ มกลาง หรอื ทสี่ ดุ ในสงั ขารทงั้ หลายเหลา่ นน้ั ซง่ึ จะเขา้ ถงึ ความเปน็ ของ
ไมค่ วรถอื เอา อปุ มาเหมอื นบุรษุ ไม่เหน็ ซึง่ ท่ีแห่งใดแหง่ หน่งึ ในเบ้ืองตน้ ท่ามกลาง

127

หรือที่สุดในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวันที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือ
สกั แหง่ เดยี วฉนั ใด บคุ คลพจิ ารณาเหน็ ความเกดิ ความแก่ ความเจบ็ ไข้ และความตาย
ในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นความสุขความยินดีในสังขารเหล่านั้น
แมน้ อ้ ยหนง่ึ ฉนั นน้ั เมอื่ บคุ คลพจิ ารณาเหน็ วา่ เปน็ ของรอ้ นพรอ้ ม รอ้ นมาแตต่ น้ ตลอด
โดยรวม มที กุ ขม์ ากมคี วามคบั แคน้ มาก ถา้ ใครมาเหน็ ไดซ้ งึ่ ความไมเ่ ปน็ ไปแหง่ สงั ขาร
ท้ังหลายไซร้ ธรรมชาติเป็นที่ส้ินแห่งตัณหาธรรมชาติ เป็นท่ีปราศจากเคร่ืองย้อม
ธรรมชาตเิ ปน็ ทร่ี ะงบั ความกระหาย ธรรมชาตเิ ป็นทดี่ ับทุกข์ ธรรมชาติน้นั เป็นทส่ี งบ
เปน็ ของประณีตดังน้ี ฐานท่ีตั้งแห่งธรรมอนั อดุ มนี้คือ ศลี บคุ คลต้งั มั่นในศลี แล้ว
เมอ่ื กระทำ� ในใจโดยชอบแลว้ จะอยใู่ นทใ่ี ดๆ กต็ ามปฏบิ ตั ชิ อบแลว้ ยอ่ มทำ� ใหแ้ จง้ ซง่ึ
พระนิพพานดว้ ยประการฉะนี้

เมอ่ื โยคาวจรต้ังธรรม ๖ กอง มขี นั ธ์ ๕ เปน็ ต้น มปี ฏิจจสมุปบาทเปน็ ที่สดุ ได้
เปน็ พน้ื คือพิจารณาใหร้ จู้ ักลักษณะแหง่ ธรรม ๖ กอง ยึดหนว่ งเอาธรรม ๖ กองไว้
เป็นอารมณไ์ ด้แลว้ ลำ� ดบั นัน้ จึงเอาศีลวิสุทธแิ ละจติ ตวิสทุ ธิมาเปน็ รากฐาน ศีลวสิ ุทธิ
นนั้ ได้แก่ปาฏิโมกขสงั วรศีล จติ ตวิสทุ ธินน้ั ไดแ้ ก่ อฏั ฐสมาบัติ ๘ ประการ เมอ่ื ตั้ง
ศีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิเป็นรากฐานแล้ว ล�ำดับนั้นโยคาวจรพึงเจริญวิสุทธิทั้ง ๕
สืบต่อข้ึนไปโดยล�ำดับๆ เอาทิฏฐิวิสุทธิและกังขาวิตรณวิสุทธิเป็นเท้าซ้ายเท้าขวา
เอามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิและปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นมือซ้ายมือขวา
เอาญาณทัสสนวิสทุ ธิเปน็ ศรี ษะเถดิ จงึ จะอาจสามารถยกตนออกจากวัฏฏสงสารได้

ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธิ นน่ั คอื ปญั ญาอนั พจิ ารณาซงึ่ นามและรปู โดยสามญั ลกั ษณะ มสี ภาวะ
เปน็ ปรณิ ามธรรม มไิ ดเ้ ทีย่ งแท้ มีปกตแิ ปรผันเปน็ ตน้ เปน็ ปัญญาเครอ่ื งช�ำระตนให้
บริสุทธิ์จากความเห็นผิดต่างๆ โยคาวจรเจ้าผู้ปรารถนาจะยังทิฏฐิวิสุทธิให้บริบูรณ์
พึงเขา้ สฌู่ านสมาบัติตามจติ ประสงค์ ยกเว้นเสยี แตเ่ นวสญั ญานาสญั ญายตนสมาบัติ
เพราะลึกละเอียดเกินไป ปัญญาของโยคาวจรจะพจิ ารณาได้โดยยาก พงึ เขา้ แต่เพยี ง
รปู ฌาน ๔ อรปู ฌาน ๓ ประการนนั้ เถดิ เมอ่ื ออกจากฌานสมาบตั ิอนั ใดอันหนง่ึ แลว้
พงึ พจิ ารณาองคฌ์ านมวี ิตกวจิ ารณ์ เปน็ ต้น แล้วเจตสกิ ธรรมอนั สัมปยตุ ต์ด้วยองค์

128

ฌานนัน้ ให้แจง้ ชัดโดยลักษณะ กิจ ปจั จปุ ัฏฐาน และอาสันนการณ์ แล้วพึงก�ำหนด
หมายวา่ องคฌ์ านและธรรมอนั สมั ปยตุ ตด์ ว้ ยองคฌ์ านนลี้ ว้ นแตเ่ ปน็ นามธรรมเพราะ
เป็นส่งิ ท่นี ้อมไปสอู่ ารมณ์สนิ้ ด้วยกนั แลว้ พึงกำ� หนดพิจารณาทีอ่ ยูข่ องนามธรรมจน
เหน็ แจง้ วา่ หทยั วตั ถเุ ปน็ ทอ่ี ยแู่ หง่ นามธรรม อปุ มาเหมอื นบรุ ษุ เหน็ อสรพษิ ภายในเรอื น
เมอื่ ตดิ ตามสกดั ดกู ร็ วู้ า่ อสรพษิ อยทู่ น่ี ๆี้ ฉนั ใด โยคาวจรผแู้ สวงหาทอ่ี ยแู่ หง่ นามธรรม
ก็เห็นแจ้งว่าหทัยวัตถุเป็นท่ีอยู่แห่งนามธรรมฉันนั้น ครั้นแล้วพึงพิจารณารูปธรรม
สบื ไปจนเหน็ แจง้ วา่ หทยั วตั ถนุ น้ั อาศยั ซง่ึ ภตู รปู ทงั้ ๔ คอื ดนิ นำ้� ไฟ ลม แมอ้ ปุ าทายรปู อน่ื ๆ
กอ็ าศยั ภตู รปู สนิ้ ดว้ ยกนั รปู ธรรมนยี้ อ่ มเปน็ สง่ิ ฉบิ หายดว้ ยอนั ตรายตา่ งๆ มหี นาวรอ้ น
เปน็ ตน้ เมอื่ โยคาวจรมาพิจารณารแู้ จง้ ซงึ่ นามและรปู ฉะนแี้ ลว้ พงึ พจิ ารณาธาตุท้ัง ๔
คอื ดนิ นำ้� ไฟ ลม ใหเ้ หน็ แจง้ ดว้ ยปญั ญาโดยสงั เขปหรอื พสิ ดารกไ็ ดต้ ามแตป่ ญั ญา
ของโยคาวจรจะพงึ หยง่ั รหู้ ยงั่ เหน็ ครนั้ พจิ ารณาธาตแุ จม่ แจง้ แลว้ พงึ พจิ ารณาอาการ ๓๒
ในร่างกาย มีเกสา โลมา เป็นตน้ จนถึงมตั ถลุงคงั เปน็ ทสี่ ุดให้เห็นชัดด้วยปัญญา
โดย วณโฺ ณ สี คนฺโธ กลิน่ รโส รส โอช ความซึมซาบ สณฐฺ าโน สณั ฐานส้ันยาว
ใหญน่ อ้ ย แลว้ พงึ ประมวลรปู ธรรมทง้ั ปวงมาพจิ ารณาในทเี่ ดยี วกนั วา่ รปู ธรรมทง้ั ปวง
ล้วนมีลักษณะฉิบหายเหมือนกัน จะมั่นจะคงจะเท่ียงจะแท้สักส่ิงหนึ่งก็มิได้มี
เมื่อโยคาวจรเจา้ พจิ ารณาเห็นกองรูปดงั นีแ้ ล้ว อรูปธรรมท้งั ๒ คือ จติ เจตสกิ ก็จะ
ปรากฏแจง้ แก่พระโยคาวจรด้วยอ�ำนาจทวารคอื จักษุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย ใจ
เพราะวา่ จติ และเจตสกิ นม้ี ที วารทงั้ ๖ เปน็ ทอ่ี าศยั เมอ่ื พจิ ารณาทวารทงั้ ๖ แจง้ ประจกั ษ์
แลว้ กจ็ ะรจู้ กั จติ และเจตสกิ อนั อาศยั ทวารทง้ั ๖ นนั้ แนแ่ ท้ จติ ทอี่ าศยั ทวารทงั้ ๖ นน้ั
จัดเป็นโลกีย์ ๘๑ คอื ทวิปัญจวญิ ญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓ มโนวญิ ญาณธาตุ ๖๘
และเจตสกิ ท่เี กดิ พรอ้ มกับโลกยี จติ ๘๑ คือ ผสั โส เวทนา สัญญา เอกคั คตา ชวี ิต
อนิ ทรยี ์ มนสกิ าร ทงั้ ๗ นเ้ี ปน็ เจตสกิ ทส่ี าธารณะทวั่ ไปในจติ ทง้ั ปวง การกลา่ วดงั นม้ี ไิ ด้
แปลกกนั เพราะจติ ทง้ั ปวงนน้ั ถา้ มเี จตสกิ อนั ทวั่ ไปแกจ่ ติ ทงั้ ปวงเกดิ พรอ้ มยอ่ มมเี พยี ง
๗ ประการเท่าน้ัน

เมอื่ โยคาวจรบคุ คลมาพจิ ารณานามและรปู อนั กลา่ วโดยสรปุ คอื ขนั ธ์ ๕ แจง้ ชดั
ดว้ ยปญั ญาญาณตามความเปน็ จรงิ แลว้ ยอ่ มถอนความเหน็ ผดิ และตดั ความสงสยั ใน

129

ธรรมเสียได้ ยอ่ มรจู้ ักทางผิดหรือถกู ควรด�ำเนนิ และไม่ควรด�ำเนนิ แจ่มแจ้งแกใ่ จ
ย่อมสามารถถอนอาลัยในโลกทง้ั สามเสยี ได้ ไมใ่ ยดตี ดิ อยู่ในโลกไหนๆ จติ ใจของ
โยคาวจรยอ่ มหลดุ พน้ จากอาสวกเิ ลสเปน็ สมจุ เฉทประหารไดโ้ ดยแนน่ อนดว้ ยประการ
ฉะนแ้ี ล

๒๔.
วนิ ยั กรรม

๑. อุโบสถกรรม

เป็นวินัยกรรมอย่างหน่ึงท่ีทรงบัญญัติให้ภิกษุท�ำทุกกึ่งเดือน จะละเว้นมิได้
โดยประสงคใ์ หช้ ำ� ระตนใหบ้ ริสทุ ธิ์ ไม่ให้มอี าบัตโิ ทษตดิ ตัวประการหนึง่ เพ่ือให้รู้จกั
พระวินัยส่วนส�ำคัญท่ีทรงบัญญัติไว้จะได้ประพฤติตนถูกต้องดีประการหนึ่ง และ
อกี ประการหนง่ึ เพ่ือความสามคั คแี หง่ สงฆ์ ทรงก�ำหนดองค์แหง่ ความพรอ้ มพร่ังของ
อโุ บสถไว้ ๔ ประการ คอื ดถิ ที ่ี ๑๔-๑๕ หรอื วนั สามคั คี วนั ใดวนั หนง่ึ เปน็ องคท์ ี่ ๑
ภกิ ษคุ รบจำ� นวนควรทำ� สงั ฆอโุ บสถหรอื คณะอโุ บสถ ไดน้ ง่ั ชนุ นมุ ไมล่ ะหตั ถบาสกนั ใน
สมี าเดยี วกนั เปน็ องคท์ ่ี ๒ อาบตั ทิ เี่ ปน็ สภาคคอื มวี ตั ถเุ สมอกนั ไมม่ แี กส่ งฆ์ เปน็ องค์
ท่ี ๓ และวชั ชนียบคุ คล ๒๑ ไมม่ ใี นหตั ถบาส เปน็ องค์ท่ี ๔ อุโบสถพรอ้ มพร่ังด้วย
องค์ ๔ ประการนี้ จงึ ควรทำ� อโุ บสถกรรม ควรกลา่ ววา่ ปตตฺ กลฺลํ ได้ ในบรรดา
วชั ชนยี บคุ คล ๒๑ นนั้ เมอ่ื คนอนั สงฆย์ กวตั ร ๓ จำ� พวกอยใู่ นหตั ถบาส สงฆท์ ำ� อโุ บสถ
ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ์ คนนอกน้นั อยู่ในหตั ถบาส สงฆท์ ำ� อุโบสถตอ้ งทกุ กฏ

กอ่ นจะทำ� อโุ บสถพึงท�ำบุพพกิจบุพพกรณก์ อ่ น ถ้าภิกษหุ นุ่มไมเ่ ป็นไขใ้ หภ้ กิ ษุ
หนมุ่ ทำ� หรอื มสี ามเณรหรอื คนวดั กใ็ ห้สามเณรหรอื คนวัดท�ำกไ็ ด้

ภิกษใุ ดรอู้ ุโบสถ ๙ อุโบสถกรรม ๔ ปาฏิโมกข์ ๒ ปาฏโิ มกขทุ เทศ ๙ หรอื ๕
ภกิ ษนุ ้นั ชอื่ วา่ ผ้ฉู ลาด ควรสวดปาฏโิ มกข์ได้

130

ภกิ ษอุ ยอู่ งคเ์ ดยี ว พงึ ทำ� บพุ พกจิ บพุ พกรณไ์ วร้ อภกิ ษอุ น่ื จนหมดแลว้ เหน็ ไมม่ า
แลว้ พงึ อธษิ ฐานวา่ อชชฺ เม อโุ ปสโถ ปณณฺ รโส ถา้ เปน็ วนั ๑๔ คำ่� กเ็ ปลย่ี น ปณณฺ รโส
เปน็ จาตุททฺ โส

ภกิ ษอุ ยู่ ๒ รปู พงึ ทำ� กจิ ทงั้ ปวงไวร้ อภกิ ษอุ นื่ อกี เมอ่ื หมดเวลาแลว้ ไมม่ ภี กิ ษอุ นื่ มา
พึงแสดงอาบตั แิ ล้วบอกบริสุทธ์แิ ก่กันและกันวา่ ปรสิ ทุ โธ อหํ อาวุโส ปริสุทโฺ ธติ มํ
ธาเรหิ ผอู้ อ่ นพรรษากวา่ พงึ ว่า ปริสุทฺโธ อหํ ภนฺเต ปริสทุ โฺ ธติ มํ ธาเรถ

ภกิ ษอุ ยดู่ ว้ ยกนั ๓ รปู พงึ ทำ� บพุ พกจิ บพุ พกรณไ์ วร้ อภกิ ษอุ นื่ เหน็ วา่ ไมม่ มี าแนแ่ ลว้
พงึ ประชมุ กนั ภกิ ษผุ ฉู้ ลาดรปู หนง่ึ พงึ ตงั้ คณะญตั ตวิ า่ สณุ นตฺ ุ เม ภนเฺ ต อายสมฺ นตฺ า
อชฺชุโปสโถ ปณณฺ รโส ยทายสมฺ นฺตานํ ปตตฺ กลลฺ ํ มยํ อญฺ มญฺํ ปาริสุทธฺ ิ อโุ ปสถํ
กเรยยฺ าม แลว้ พงึ บอกบรสิ ทุ ธซ์ิ งึ่ กนั และกนั คำ� บอกบรสิ ทุ ธเิ์ หมอื นกลา่ วแลว้ ขา้ งบนนนั้
พงึ ใชเ้ ฉพาะบทหลงั เปลย่ี นแตค่ ำ� ภนเฺ ต เปน็ อาวโุ ส ตามสมควรแกค่ วามเปน็ ผแู้ กอ่ อ่ น
เท่านัน้

ภกิ ษตุ ง้ั แต่ ๔ รปู ขนึ้ ไป พงึ สวดปาฏโิ มกข์ เมอื่ ไมม่ อี นั ตรายพงึ สวดจนจบ ถา้ มี
อนั ตรายอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ พงึ สวดยอ่ ได้ อเุ ทศทยี่ งั ไมไ่ ดส้ วดพงึ ประกาศดว้ ยสตุ บท

อันตรายแห่งอุโบสถอันเป็นเหตุให้สวดปาฏิโมกข์ย่อได้ มี ๑๐ อย่าง คือ
๑. ราชนตฺ ราโย พระราชาเสดจ็ มา ๒. โจรนตฺ ราโย โจรมาปลน้ ๓. อคคฺ ยนตราโย ไฟไหม้
๔. อุทกนตฺ ราโย น�้ำท่วม ๕. มนสุ ฺสนฺตราโย มนุษย์มามาก ๖. อมนุสฺสนตฺ ราโย
ผีเข้าภกิ ษุ ๗. พาลนตฺ ราโย สัตว์ร้ายมา ๘. สริ สึ ปนตฺ ราโย งเู ลื้อยมาในท่ีชุมนุม
๙. ชวี ติ นตฺ ราโย อนั ตรายแหง่ ชวี ติ ๑๐. พรฺ หมฺ จรยนตฺ ราโย อนั ตรายแหง่ พรหมจรรย์
เมื่ออนั ตราย ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งมมี าถงึ สวดปาฏโิ มกขย์ ่อต้ังแต่อุเทศท่ี ๒
เป็นต้นไป อันตรายมีมาในเวลาก�ำลังสวดอุเทศใดค้างอยู่ พึงประกาศด้วยสุตบท
แตอ่ เุ ทศนนั้ ไป นทิ านเุ ทศสวดยงั ไมจ่ บ อยา่ พงึ ประกาศดว้ ยสตุ บท พงึ สวดใหจ้ บกอ่ น
นอกนนั้ จงึ ประกาศด้วยสตุ บท ไมม่ ีอนั ตรายพงึ สวดโดยพสิ ดารจนจบ

131

อทุ เทศแหง่ ปาฏโิ มกข์ ๙ คอื นทิ านเุ ทศ ๑ ปาราชกิ ทุ เทศ ๑ สงั ฆาทเิ สสทุ เทศ ๑
อนยิ ตทุ เทศ ๑ นสิ สคั คยี ทุ เทศ ๑ ปาจติ ตยิ ทุ เทศ ๑ ปาฏเิ ทสนยี ทุ เทศ ๑ เสขยิ ทุ เทศ ๑
สตั ตาธกิ รณสมถทุ เทศ ๑ ปาฏโิ มกขทุ เทศ ๕ นนั้ รวมตงั้ แตอ่ นยิ ตถงึ เสขยิ วตั รเขา้ กนั
เรียกวา่ วติ ถาการทุ เทศ จงึ มอี เุ ทศเพยี ง ๕ ประการ อเุ ทศนส้ี ำ� หรับกำ� หนดในการ
สวดย่อในเมอื่ มีอนั ตราย ที่นิยมใชก้ ันอยกู่ �ำหนดดว้ ยอุเทศ ๙ ประการ สะดวกใน
การใช้ประกาศด้วยสตุ บท

สุตบทน้ันคือประกาศว่าอุเทศนอกจากท่ี สุตา โข อายสฺมนฺเตหิ จตฺตาโร
ปาราชิกา ธมฺมา ฯลฯ สุตา โข อายสฺมนเฺ ตหิ สตฺตาธิกรณสมถา ธมฺมา เอตฺตกนตฺ สฺส
ภควโต สตุ ตฺ าคตํ สุตตฺ ปริยาปนนฺ ํ อนนฺ วฑฒฺ มาสํ อทุ เฺ ทสํ อาคจฉฺ ติ ตตถฺ สพฺเพเหว
สมคฺเคหิ สมฺโมทมาเนหิ อววิ ทมาเนหิ สกิ ฺขติ พฺพ.ํ

๒. ปวารณากรรม

เปน็ วนิ ยั กรรมอยา่ งหนงึ่ ทรงบัญญัติใหท้ ำ� ในวันสิน้ สุดแหง่ การจำ� พรรษาดว้ ย
จุดประสงค์คล้ายอุโบสถกรรม และทรงอนุญาตให้ท�ำแทนอุโบสถในวันนั้นด้วย
บพุ พกจิ บพุ พกรณ์ ลกั ษณะ ๔ และวนั ประชมุ ทำ� ปวารณากรรม กเ็ หมอื นอโุ บสถกรรม
ทกุ ประการ

ภกิ ษุหนึง่ รูปพงึ อธษิ ฐานว่า อชฺช เม ปวารณาปณฺณรสี อธฏิ ฺ€ามิ ภกิ ษุ ๒ รปู
พึงปวารณากันและกนั ทเี ดียว ไมต่ ้องต้งั ญัตติ ภกิ ษุ ๓-๔ รปู พงึ ตัง้ คณะญัตตวิ ่า
สณุ นฺตุ เม ภนฺเต อายสฺมนโต อชชฺ ปวารณา ปณณฺ รสี ยทา ยสมฺ นตฺ านํ ปตฺตกลฺลํ
มยํ อญฺ มญฺ ํ ปวาเรยยาม แลว้ พงึ ปวารณากนั และกนั ถา้ มภี กิ ษตุ ง้ั แต่ ๕ รปู ขน้ึ ไป
พึงทำ� สงั ฆปวารณาตัง้ ญตั ติว่า สุณาตุ เม ภนเฺ ต สงฺโฆ อชชฺ ปวารณา ปณฺณรสี
ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ ปวาเรยฺย แล้วพึงปวารณาตนต่อสงฆ์ทีละรูปตาม
ลำ� ดบั พรรษา ถ้าจะระบปุ ระการใดให้เปลีย่ นตอนท้ายเป็นดังนี้ ถ้าปวารณา ๓ หน
พึงว่า เตวาจกิ ํ ปวาเรยฺย ถา้ ปวารณา ๒ หน พงึ วา่ เทวฺวาจกิ ํ ปวาเรยฺย ถ้าปวารณา
หนเดยี ว พงึ ว่า เอกวาจิกํ ปวาเรยฺย

132

คำ� ปวารณาตอ่ สงฆว์ า่ สงฆฺ มภฺ นเฺ ต ปวาเรมิ ทฏิ เฺ €น วา สเุ ตน วา ปรสิ งกฺ าย วา
วทนตฺ ุ มํ อายสมฺ นฺโต อนกุ มฺปํ อปุ าทาย ปสสฺ นโฺ ต ปฏกิ ฺกริสสฺ ามิ ภิกษุออ่ นกว่าพึง
เปลยี่ น อาวโุ ส เปน็ ภนเฺ ต

ค�ำปวารณาตนตอ่ คณะวา่ อหํ อาวโุ ส อายสมฺ นเฺ ต ปวาเรมิ ฯลฯ วทนตฺ ุ มํ
อายสมฺ นฺโต อนุกมปฺ ํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกฺกริสสฺ ามิ ภกิ ษุผู้ออ่ นกวา่ พงึ เปลยี่ น
อาวโุ ส เปน็ ภนเฺ ต ถา้ ๒ รูป จงึ เปลี่ยน อายสมฺ นฺเต เป็น อายสฺมนตํ เปล่ียน
อายสมฺ นโฺ ต เปน็ อายสมฺ า

๓. จีวรกรรม

ไตรจวี ร คอื ผ้าสงั ฆาฏิ ๑ ผ้าอุตตราสงค์ ๑ ผ้าอนั ตรวาสก ๑ ตอ้ งตัดเย็บ
ทำ� ใหถ้ กู ตามลกั ษณะใหไ้ ดป้ ระมาณ และยอ้ มใหไ้ ดส้ ี ทำ� พนิ ทกุ ปั ปะ แลว้ จงึ อธษิ ฐาน
จะไม่ตัดไมค่ วร เพราะทรงห้ามไวว้ ่าอยา่ ทรงผา้ ทีไ่ ม่ได้ตัด ภิกษใุ ดทรง ภกิ ษนุ ้นั ต้อง
อาบัตทิ ุกกฏ

วธิ ีตัดผา้ น้ัน ทรงวางแบบไวใ้ นคัมภรี ข์ ันธกะ จะแสดงแบบจีวร ๕ ขัณฑ์ เปน็
ตัวอย่าง ขณั ฑ์หน่ึงๆ แบง่ ออกเปน็ ๒ ท่อนๆ ยาวเรยี กว่า มณฑล ท่อนสัน้ เรยี กว่า
อฑั ฒมณฑล แผน่ ผา้ เลก็ ยาวตามมณฑล ขณั ฑก์ ลางเรยี กวา่ ววิ ฏั ฏะ แผน่ ผา้ เลก็ สนั้
ตามอัฑฒมณฑล ขณั ฑก์ ลางเรยี กวา่ อนวุ วิ ฏั ฏะ แผน่ ผา้ เลก็ สนั้ ในระหวา่ งมณฑล
กับอัฑฒมณฑลเรียกวา่ อัฑฒกุสิ แผน่ ผา้ เลก็ ยาวตามมณฑลเรยี กกุสิ อฑั ฒมณฑล
ท่ีถูกคอในเวลาห่มเรียกว่า คีเวยยกะ อัฑฒมณฑลท่ีถูกแข้งในเวลาห่มเรียกว่า
ชงั เฆยยกะ อฑั ฒมณฑลทถี่ กู มอื ในเวลาหม่ เรยี กวา่ พาหนั ตะ แผน่ ผา้ ทาบรมิ โดยรอบ
เรยี กวา่ อนวุ าต ทรงอนญุ าตใหม้ ลี กู ดมุ รงั ดมุ ตดิ ทมี่ มุ ชายลา่ งกนั ผา้ เลกิ และทผ่ี กู คอ
กันผ้าหลดุ

ประมาณกวา้ งยาวตามขนาดของผใู้ ช้ แตต่ อ้ งไมเ่ ทา่ หรอื เกนิ สคุ ตจวี ร สคุ ตจวี รนน้ั
กวา้ ง ๖ คบื ยาว ๙ คบื โดยคบื พระสคุ ต ถา้ ตดั ผา้ ขณั ฑ์ ๕ ขณั ฑห์ นงึ่ ๆ กวา้ ง ๒๔ นว้ิ

133

ขัณฑ์ ๗ ขัณฑล์ ะ ๑๗ นว้ิ ๑ กระเบียด ขัณฑ์ ๙ ขัณฑ์ละ ๑๓ นิว้ ๒ กระเบียด
ขัณฑ์ ๑๑ ขัณฑ์ละ ๑๑ นวิ้ อนุวาต ๖ นิว้ เมื่อประกอบกนั เข้าแล้ว เป็นจวี รกวา้ ง
๓ ศอก ๑ คบื ยาว ๕ ศอก ๒ กระเบียด โดยวฑั ฒกปี ระมาณคอื น้ิว คบื ศอก
ชา่ งไม้เป็นประมาณท่ีพอดี พึงตัดจวี รตามแบบน้ี

สคุ ตประมาณนน้ั คอื ๕ กระเบยี ดครงึ่ เปน็ ๑ นว้ิ พระสคุ ต ๑๒ นวิ้ เปน็ ๑ คบื
๒ คบื เป็น ๑ ศอก เมื่อเทยี บกบั วัฑฒกีประมาณเปน็ ดังน้ี ๑๖ น้ิว ๑ กระเบยี ด
ช่างไมเ้ ปน็ ๑ คบื พระสุคต จีวรที่ตดั ตามแบบข้างบนนี้จึงเล็กกว่าสุคตจวี ร

ในผ้า ๓ ผืนน้ี ทรงอนุญาตให้ท�ำผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น อุตตราสงค์ ๑ ชั้น
อันตรวาสก ๑ ชัน้ สำ� หรบั ผา้ ใหม่ ถา้ เปน็ ผ้าเกา่ ทรงอนญุ าตผา้ สงั ฆาฏิ ๓ ชน้ั ๔ ชน้ั
ผา้ อตุ ตราสงค์ ๒ ช้นั ผา้ อันตรวาสก ๒ ชนั้ ถ้าเป็นผา้ บงั สุกลุ ทรงอนญุ าตให้ท�ำได้
ตามต้องการ จะก่ีช้ันก็ไดแ้ ล้วแต่จะพงึ อุตสาหะ

134

คตธิ รรมค�ำสอน

• คณุ ธรรม ยงั ผ้เู ขา้ ถึงให้เป็นผฉู้ ลาดปราดเปรอ่ื งเล่อื งระบือ
มีความฉลาดกวา้ งขวางในอบุ ายวิธี ไม่มคี วามคบั แคบจนมุม
• ความไม่ยั่งยนื เป็นสง่ิ ทย่ี ง่ิ ใหญแ่ ละแนน่ อน
ความย่ิงใหญ่ คอื ความไมย่ ัง่ ยนื
ชวี ติ ท่ยี ิง่ ใหญ่ คือชวี ติ ท่ีอยดู่ ว้ ยทาน ศลี เมตตา และกตัญญู
• ชีวิตทีม่ คี วามดี อาจมใิ ชค่ วามยง่ิ ใหญ่
แตช่ วี ติ ทีย่ ิ่งใหญ่ ตอ้ งอาศยั คณุ ธรรมความดีเท่าน้ัน
• คนท่ีมวี าสนาในทางทีด่ ีมาแล้ว แต่คบคนพาล วาสนาก็อาจเป็นเหมือน

คนพาลได้ บางคนวาสนายงั ออ่ น เมอื่ คบบณั ฑติ วาสนากเ็ ลอ่ื นขน้ั ขนึ้ เปน็
บณั ฑติ ฉะนน้ั บคุ คลควรพยายามคบแตบ่ ณั ฑติ เพอื่ เลอื่ นภมู วิ าสนาของตน
ใหส้ งู ขึน้
• ผูม้ ศี ลี เป็นผู้ปลกู และสง่ เสริมสขุ บนหวั ใจคนและสัตว์ท่วั โลก
ให้มแี ตค่ วามอบอุ่นใจ ไมเ่ ปน็ ที่ระแวงสงสัย

135

• ผู้ไมม่ ีศีล เป็นผู้ท�ำลายหัวใจคนและสัตว์
ให้ได้รับความทุกข์เดอื ดรอ้ นทุกหย่อมหญ้า
• ผู้มีปัญญา ซึ่งมีธรรมเป็นเคร่ืองอยู่ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป

จะไม่เกียจคร้าน ขยนั หมัน่ เพียรทงั้ กลางวันและกลางคนื
• การต�ำหนิตเิ ตียนผ้อู ่ืน ถึงเขาจะผิดจรงิ ก็เป็นการก่อกวนจติ ใจตนเองให้

ขนุ่ มัวไปดว้ ย ความเดอื ดร้อนวุ่นวายใจท่คี ดิ แตต่ ำ� หนผิ อู้ ่นื จนอย่ไู มเ่ ปน็
สุขน้ัน นกั ปราชญ์ถอื เป็นความผดิ และบาปกรรมไมด่ เี ลย
• ดีใดไม่มีโทษ ดนี ัน้ ชอ่ื ว่าดเี ลศิ
• ได้สมบตั ิทงั้ ปวง ไม่ประเสรฐิ เท่าไดต้ น
เพราะตัวตนเปน็ บอ่ เกดิ แหง่ สมบตั ิท้ังปวง
• แก้ใหต้ กเน้อ
แกบ้ ต่ กคาพกเจา้ ไว้ แก้บ่ได้แขวนคอตอ่ งแตง่
แกบ้ ่พน้ คาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด
เวยี นเอากำ� เนิดในภพทั้งสาม ภพทงั้ สามเป็นเฮือนเจา้ อยู่
• เหลอื แตเ่ ว้าบเ่ หน็ บ่อนเบาหนัก เดินบไ่ ปตามทางสถิ ืกดงเสอื ฮา้ ย

136

ในพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารยม์ ่ัน

ทา่ นแสดงภาคปฏบิ ัติ ดงั นี้

วธิ เี ดนิ จงกรม ตอ้ งใหอ้ ยใู่ นทา่ สำ� รวมทง้ั กายและใจ ตงั้ จติ และสตไิ วท้ จ่ี ดุ หมาย
ของงานทต่ี นกำ� ลังท�ำอยู่ คอื ก�ำลังกำ� หนดธรรมบทใดอยู่ พิจารณาขันธ์ใดอยู่ อาการ
แห่งกายใดอยู่ พึงมีสตอิ ย่กู บั ธรรมหรืออาการนั้นๆ ไม่พึงสง่ ใจและสติไปอนื่ อนั เป็น
ลักษณะของคนไม่มีหลักยึด ไม่มีความแน่นอนในตัวเอง การเคลื่อนไหวไปมาใน
ทศิ ทางใดควรมคี วามรสู้ กึ ดว้ ยสตพิ าเคลอ่ื นไหว ไมพ่ งึ ทำ� เหมอื นคนนอนหลบั ไมม่ สี ติ
ตามรักษาความกระดุกกระดกิ ของกาย และความละเมอเพอ้ ฝนั ของใจในเวลาหลบั
ของตน การบณิ ฑบาต การขบฉนั การขบั ถา่ ย ควรถอื อรยิ ประเพณเี ปน็ กจิ วตั รประจำ� ตวั
ไม่ควรท�ำเหมือนคนผู้ไม่เคยอบรมศีลธรรมมาเลย พึงท�ำเหมือนสมณะคือเพศของ
นักบวชอันเป็นเพศท่ีสงบเยือกเย็น มีสติปัญญาเครื่องก�ำจัดโทษท่ีฝังลึกอยู่ภายใน
อยู่ทุกอิรยิ าบถ การขบฉนั พึงพิจารณาอาหารทุกประเภทด้วยดี อย่าปลอ่ ยให้อาหาร
ทมี่ รี สเอรด็ อรอ่ ยตามชวิ หาประสาทนยิ มกลายมาเปน็ ยาพษิ แผดเผาใจ แมร้ า่ งกายจะ
มกี ำ� ลงั เพราะอาหารทข่ี าดการพจิ ารณาเขา้ ไปหลอ่ เลยี้ ง แตใ่ จจะอาภพั เพราะรสอาหาร
เขา้ ไปทำ� ลาย จะกลายเปน็ การทำ� ลายตนดว้ ยการบำ� รุงคอื ท�ำลายใจ เพราะการบ�ำรงุ
ร่างกายดว้ ยอาหารโดยความไมม่ สี ติ

สมณะไปทีใ่ ด อยู่ทใี่ ด ไม่พงึ ก่อความเปน็ ภยั แก่ตัวเองและผอู้ นื่ คอื ไมส่ งั่ สม
กเิ ลสสงิ่ นา่ กลวั แกต่ วั เองและระบาดสาดกระจายไปเผาลนผอู้ น่ื คำ� วา่ กเิ ลส อรยิ ธรรม
ถือเป็นสิ่งท่ีน่ากลัวอย่างยิ่ง พึงใช้ความระมัดระวังด้วยความจงใจ ไม่ประมาทต่อ
กระแสของกเิ ลสทกุ ๆ กระแส เพราะเปน็ เหมือนกระแสไฟท่ีจะสังหารหรอื ท�ำลายได้
ทกุ ๆ กระแสไป การยืน เดนิ นงั่ นอน การขบฉนั การขบั ถา่ ย การพดู จาปราศรยั
กบั ผมู้ าเกยี่ วขอ้ งทกุ ๆ ราย และทกุ ๆ ครงั้ ดว้ ยความสำ� รวม นแี่ ลคอื อรยิ ธรรม เพราะ

137

พระอรยิ บคุ คลทกุ ประเภททา่ นดำ� เนนิ อยา่ งนก้ี นั ทงั้ นน้ั ความไมม่ สี ติ ไมม่ กี ารสำ� รวม
เปน็ ทางของกเิ ลสและบาปธรรม เปน็ ทางของวฏั ฏะลว้ นๆ ผจู้ ะออกจากวฏั ฏะจงึ ไมค่ วร
สนใจกบั ทางอนั ลามกตกเหวเชน่ นนั้ เพราะจะพาใหเ้ ปน็ สมณะทเี่ ลว ไมเ่ ปน็ ผอู้ นั ใครๆ
พงึ ปรารถนา อาหารเลวไมม่ ใี ครอยากรบั ประทาน สถานทบ่ี า้ นเรอื นเลวไมม่ ใี ครอยาก
อยอู่ าศยั เครอ่ื งนงุ่ หม่ ใชส้ อยเลว ไมม่ ใี ครอยากนงุ่ หม่ ใชส้ อยและเหลอื บมอง ทกุ สง่ิ
ที่เลวไม่มใี ครสนใจ เพราะความรงั เกยี จโดยประการท้งั ปวง คนเลว ใจเลว ยิง่ เปน็
บ่อแห่งความรังเกยี จของโลกผูด้ ีทั้งหลาย ย่ิงสมณะคอื นักบวชเราเลวดว้ ยแล้ว ก็ยง่ิ
เปน็ จดุ ทม่ิ แทงจติ ใจของทง้ั คนดคี นชว่ั สมณะชพี ราหมณ์ เทวบตุ รเทวดาอนิ ทรพ์ รหม
ไมเ่ ลือกหน้า จงึ ควรสำ� รวมระวงั นกั หนา

การบ�ำรุงรกั ษาส่ิงใดๆ ในโลก การบำ� รงุ รักษาตน คือใจเปน็ เยย่ี ม จุดที่เยีย่ ม
ยอดของโลกคือใจ ควรบำ� รุงรกั ษาด้วยดี ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจตนแล้วคือ
เห็นธรรม รู้ใจแล้วคือรู้ธรรมท้ังมวล ถึงใจตนแล้วคือถึงพระนิพพาน ใจน่ีแลคือ
สมบัติอันล้นค่า จึงไม่ควรอย่างย่ิงที่จะมองข้ามไป คนพลาดใจคือไม่สนใจปฏิบัติ
ต่อใจดวงวิเศษในร่างน้ี แม้จะเกิดสักร้อยชาติพันชาติก็คือผู้เกิดผิดพลาดน่ันเอง
เมื่อทราบแล้วว่าใจเป็นส่ิงประเสริฐในตัวเรา จึงไม่ควรให้พลาดท้ังรู้ๆ จะเสียใจ
ภายหลงั ความเสยี ใจทำ� นองนไี้ มค่ วรใหเ้ กดิ ไดเ้ มอื่ ทราบอยอู่ ยา่ งเตม็ ใจ มนษุ ยเ์ ปน็ ชาติ
ทฉี่ ลาดในโลก แตอ่ ยา่ ใหเ้ ราทเี่ ปน็ มนษุ ยท์ ง้ั คน โงเ่ ตม็ ตวั จะเลวเตม็ ทนและหาความสขุ
ไม่เจอ

จารึกโดยพระธรรมวสิ ุทธิมงคล
(พระาณสมฺปนโฺ น หลวงตามหาบัว)

138

หนังสืออา้ งอิง

วัดป่าดานวิเวก, หลกั ธรรมชุดศลิ าจารกึ , มกราคม ๒๕๕๙,
บรษิ ัท ดา่ นสุทธาการพิมพ์ จำ� กัด
มลู นิธพิ ระอาจารย์มนั่ ภรู ิทัตโต, บูรพาจารย,์ ฉบบั พิมพ์ครั้งท่ี ๔
มุตโตทัย ของทา่ นพระอาจารย์มัน่ ภูริทัตตเถระ
ธรรมบรรยาย ของท่านพระอาจารยม์ ัน่ ภรู ทิ ัตตเถระ จดจารึกโดย
พระภกิ ษุทองคำ� ญาโณภาโส และพระภกิ ษุวัน อุตตโม

139

คำ� แผ่กศุ ลแก่สรรพสตั ว์

ณ วดั ปา่ อัมพโรปัญญาวนาราม
ในพระอปุ ถมั ภ์ สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก
ตำ� บลคลองกิว่ อ�ำเภอบา้ นบึง จังหวัดชลบรุ ี
วันศุกร์ท่ี ๒๔ พฤศจกิ ายน พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ดถิ ขี ึ้น ๖ ค่�ำ เดอื น ๑

ขอบุญกุศลจรยิ า อนั ขา้ พเจ้าทัง้ หลายได้บ�ำเพญ็ ด้วยดแี ลว้ ทางกาย วาจา และใจ
กลา่ วโดยจำ� เพาะคอื การสรา้ งอารามถวายแดส่ งฆจ์ ตรุ ทศิ อทุ ศิ ไวใ้ นพระบวรพทุ ธศาสนา
อารามนั้นมนี ามว่า วดั ปา่ อัมพโรปญั ญาวนาราม ประกอบด้วยปูชนยี วัตถุ และเสนาสนะ
ต่างๆ กล่าวคือพระพุทธปฏิมาปางนาคปรก พระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ศาลาท่ีประชุม
อาคารพิพิธภัณฑท์ ่ีประมวลธรรมโอวาทของพระสุปฏิปันโน ถนนลาดยางกวา้ ง ๙ เมตร
ยาว ๘๐๐ เมตร อา่ งเกบ็ นำ�้ สาธารณทาน กำ� แพงรอบพน้ื ทยี่ าว ๒,๘๐๐ เมตร สงู ๓ เมตร
ตลอดทั้งบุญกริ ิยาแห่งการบำ� เพญ็ ทาน รกั ษาศลี เจริญภาวนา ด้วยน้�ำใจศรัทธาเลอ่ื มใส
มนั่ คงในพระรตั นตรยั ดง่ั นี้ ขา้ พเจา้ ขอตงั้ สจั จาธษิ ฐาน แผก่ ศุ ลไปไมม่ ปี ระมาณ ขอถวาย
เปน็ พระราชกศุ ลสนองพระเดชพระคณุ สมเดจ็ พระบรู พมหากษตั รยิ าธริ าช และพระบรม
วงศานวุ งศท์ กุ พระองค์ และเปน็ กศุ ลสนองคณุ ทา่ นผบู้ ำ� เพญ็ คณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาติ
และพระพุทธศาสนา เปน็ ปฐม

อน่งึ ขอสรรพสัตว์ท้ังหลาย ไมม่ ีที่สดุ ไม่มีประมาณ, จงมสี ว่ นแหง่ บญุ ทข่ี า้ พเจา้
ไดท้ ำ� ในบดั น,้ี และแหง่ บญุ อนื่ ทไ่ี ดท้ ำ� ไวก้ อ่ นแลว้ , คอื จะเปน็ สตั วเ์ หลา่ ใด, ซงึ่ เปน็ ทร่ี กั ใคร่
และมบี ญุ คณุ เชน่ มารดาบดิ าของขา้ พเจา้ เปน็ ตน้ กด็ ี ทขี่ า้ พเจา้ เหน็ แลว้ หรอื ไมไ่ ดเ้ หน็ กด็ ,ี
สตั วเ์ หลา่ อน่ื ทเี่ ปน็ กลางๆ หรอื เปน็ คเู่ วรกนั กด็ ,ี สตั วท์ งั้ หลายตง้ั อยใู่ นโลก, อยใู่ นภมู ทิ ง้ั ๓,
อยู่ในก�ำเนิดทัง้ ๔, มขี ันธ์ ๕ ขันธ,์ มีขันธข์ ันธ์เดยี ว, มขี ันธ์ ๔ ขนั ธ,์ กำ� ลงั ท่องเที่ยว
อยู่ในภพน้อยภพใหญ่ก็ดี, สัตว์เหล่าใดรู้ส่วนบุญที่ข้าพเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่าน้ัน
จงอนโุ มทนาเองเถดิ , ส่วนสัตวเ์ หล่าใดยังไม่รสู้ ว่ นบุญน,ี้ ขอเทวดาท้ังหลายจงบอกสัตว์
เหลา่ น้นั ให้รู้

เพราะเหตทุ ไ่ี ดอ้ นโุ มทนาสว่ นบญุ ทขี่ า้ พเจา้ แผใ่ หแ้ ลว้ , สตั วท์ ง้ั หลายทงั้ ปวง, จงเปน็
ผไู้ ม่มเี วร, อยู่เปน็ สุขทกุ เมอ่ื , จงถงึ บทอันเกษมกลา่ วคอื พระนพิ พาน, ความปรารถนาที่
ดีงามของสัตว์เหล่านัน้ จงสำ� เรจ็ เถดิ , สาธุ สาธุ สาธุ

140


Click to View FlipBook Version