The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2022-02-17 03:02:39

หลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น

ประวัติ หลวงปู่เสาร์ - หลวงปู่มั่น

ตอบวา่ บาปเกดิ ไดเ้ พราะไมร่ ู้ ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายย่ิง
ชว่ั ทัง้ ปวงเงยี บหายไมไ่ หวติง ขนั ธท์ กุ สงิ่ ย่อมทุกข์ไม่สขุ เลย
แตก่ ่อนขา้ พเจ้ามืดเขลาเหมอื นเข้าถำ�้ อยากเหน็ ธรรมยึดใจจะให้เฉย
ยดึ ความจ�ำวา่ เปน็ ใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจ�ำทำ� มานาน
ความจำ� ผดิ ปิดใจไม่ใหเ้ หน็ จึงหลงเลน่ ขันธ์หา้ น่าสงสาร
ให้ยกตวั อวดตนพ้นประมาณ เทย่ี วระรานติคนอื่นเป็นพน้ื ไปไมเ่ ป็นผล
เทย่ี วดโู ทษคนอืน่ นัน้ ขื่นใจ เหมอื นก่อไฟเผาตวั ต้องมวั มอม
ใครผิดถกู ดีช่ัวกต็ ัวเขา ใจของเราเพยี รระวงั ตั้งถนอม
อย่าใหอ้ กุศลวนมาตอม ควรถงึ พร้อมบญุ กุศลผลสบาย
เหน็ คนอนื่ เขาชวั่ ตวั ก็ดี เปน็ ราคยี ดึ ขันธ์ที่หมน่ั หมาย
ยดึ ขนั ธต์ อ้ งร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ�้ำรา้ ยกิเลสกล้มุ เข้ารมุ กวน
เตม็ ทัง้ รักท้ังโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนกั หนักจิตคดิ โหยหวน
ซ้ำ� อารมณ์กามหา้ กม็ าชวน ยักกระบวนทกุ อย่างตา่ งๆ ไป
เพราะยึดขันธ์ทัง้ ๕ วา่ ของตน จึงไม่พน้ ทุกข์ภัยไปได้นา
ถา้ รู้โทษของตัวแล้วอย่าชาเฉย ดอู าการสงั ขารท่ีไมเ่ ท่ียงร่�ำไปไหใ้ จเคย
คงได้เชยชมธรรมะอนั เอกวิเวกจติ ไมเ่ ท่ยี งน้นั หมายใจไหวจากจ�ำ
เ ห็นแล้วซำ้� ดูๆ อย่ทู ไี่ หว พออารมณน์ อกดับ ระงบั ไปหมดปรากฏธรรม
เหน็ ธรรมแล้วย่อมหายวนุ่ วายจิต จติ น้ันไม่ติดคู่
จรงิ เท่านีห้ มดประต ู ร้ไู ม่รอู้ ย่างนว้ี ธิ ีใจ
รเู้ ทา่ ที่ไม่เทยี่ งจิตตน้ พ้นรเิ ริม่ คงจิตเดมิ อยา่ งเทย่ี งแท้
รตู้ น้ จิตพน้ จากผดิ ทง้ั ปวงไม่หว่ ง ถ้าออกไปปลายจติ ผดิ ทันที
คำ� ทวี่ ่ามืดน้นั เพราะจติ คิดหวงด ี จติ หวงนี้ปลายจิตคดิ ออกไป
จิตตน้ ดเี มอื่ ธรรมะปรากฏหมดสงสยั เห็นธรรมะอันเลิศล้ำ� โลกา
เรื่องคดิ คน้ วุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลกิ ถอนเปลอ้ื งปลดได้หมดสน้ิ
ยังมที กุ ข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรอื่ ง ใจเชือ่ งชดิ ตน้ จติ คิดไมค่ รวญ
ธรรมดาของจติ กต็ ้องคิดนึก พอรู้สึกจติ ตน้ พ้นโหยหวน
เงียบสงัดจากเรอื่ งเคร่อื งรบกวน ธรรมดาสังขารปรากฏหมดด้วยกัน

42

เส่อื มท้งั นนั้ คงท่ีไม่มเี ลย ระวงั ใจเมื่อจำ� ทำ� ละเอยี ด
มกั จะเบียดให้จิตไปตดิ เฉย ใจไม่เทย่ี งของใจซ้ำ� ใหเ้ คย
เมื่อถงึ วัยหากรู้เองเพลงของใจ เหมือนดังมายาที่หลอกลวง
ทา่ นว่าวปิ ัสสนปู กิเลส จำ� แลงเพศเหมอื นดังจริงท่แี ทไ้ ม่ใชจ่ รงิ
รขู้ นึ้ เองหมายนามว่าความเหน็ ไมใ่ ช่เชน่ ฟงั เข้าใจชน้ั ไต่ถาม
ท้ังตรกึ ตรองแยกแยะแกะรปู นาม ก็ใช่ความเห็นเองจงเล็งดู
รูข้ น้ึ เองใช่เพลงคดิ รู้ตน้ จติ รู้ต้นจติ จิตต้นพน้ โหยหวน
ต้นจิตรตู้ วั แนว่ ่าสังขารเร่ืองแปรปรวน ใชก่ ระบวนไปดูหรือรอู้ ะไร
ร้อู ยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช ่ จิตคงรจู้ ิตเองเพราะเพลงไหว
จติ รู้ไหวๆ ก็จติ ตดิ กนั ไป แยกไมไ่ ดต้ ามจริงสง่ิ เดยี วกัน
จติ เป็นสองอาการเรียกว่าสัญญาพาพวั พนั ไม่เทยี่ งน้ันก็ตัวเองไปเล็งใคร
ใจรูเ้ สอ่ื มของตวั กพ็ ้นมัวมืด ใจกจ็ ืดสนิ้ รสหมดสงสยั
ขาดค้นควา้ หาเรอ่ื งเคร่ืองนอกใน ความอาลัยท้ังปวงกร็ ว่ งโรย
ทั้งโกรธรักเครอื่ งหนักใจกไ็ ปจาก เรอ่ื งใจอยากกห็ ยดุ ได้หายหวนโหย
พ้นหนกั ใจท้ังหลายโอดโอย เหมือนฝนโปรยใจ ใจเยน็ เหน็ ดว้ ยใจ
ใจเยน็ เพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จติ ตน้ ปัจจุบนั พน้ หว่นั ไหว
ดหี รือชวั่ ท้งั ปวงไมห่ ว่ งใย ต้องดับไปท้งั เรือ่ งเครอื่ งรงุ รงั
อยูเ่ งยี บๆ ต้นจติ ไมค่ ดิ อา่ น ตามแต่การของจิตส้ินคิดหวงั
ไมต่ ้องวุ่นต้องวายหายระวงั นอนหรอื น่งั นกึ พน้ อยู่ต้นจติ
ท่านชี้มรรคฟงั หลักแหลม ชา่ งตอ่ แตม้ กวา้ งขวางสวา่ งไสว
ยังอีกอยา่ งทางใจไม่หลุดสมทุ ยั ขอจงโปรดชีใ้ ห้พสิ ดารเปน็ การดี
ตอบวา่ สมุทัย คอื อาลยั รกั เพลนิ ยิ่งนักทำ� ภพใหม่ไม่หน่ายหนี
วา่ อย่างต่�ำกามคุณห้าเปน็ ราคี อยา่ งสงู ช้ีสมทุ ยั อาลัยฌาน
ถ้าจะจับตามวิธมี ีในจติ กเ็ รอื่ งคดิ เพลนิ ไปในสังขาร
เพลินทั้งปวงเคยมาเสยี ช้านาน กลบั เป็นการดไี ปให้เจริญจติ ไปในส่วนทีผ่ ดิ
ก็เลยแตกกิ่งกา้ นฟุ้งซ่านใหญ ่ เท่ยี วเพลินไปในผิดไม่คดิ เขนิ
สิ่งใดชอบอารมณ์กช็ มเพลิน เพลินจนเกินลมื ตัวไมก่ ลวั ภัย

43

เพลินดโู ทษคนอน่ื ด่นื ด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเปน็ ไฉน
โทษคนอ่นื เขามากสักเทา่ ไร ไม่ทำ� ให้เราตกนรกเลย
โทษของเราเศรา้ หมองไมต่ ้องมาก สง่ วบิ ากไปตกนรกแสนสาหัส
หมน่ั ดูโทษตนไว้ให้ใจเคยเวน้ เสยี ซ่ึงโทษน้ัน คงไดเ้ ชยชมสขุ พ้นทกุ ข์ภัย
เมือ่ เหน็ โทษตนชดั รบี ตัดท้ิง ท�ำออ้ ยอง่ิ คิดมากจากไม่ได้
เรื่องอยากดีไม่หยดุ คอื ตัวสมุทยั เปน็ โทษใหญ่กลัวจะไมด่ นี ้ีก็แรง
ดีแลไมด่ นี ี้เป็นพิษของจิตนัก เหมอื นไขห้ นักถูกตอ้ งของแสลง
ก�ำเริบโรคดว้ ยพิษผดิ สำ� แลง ธรรมไมแ่ จงเพราะอยากดีนเ้ี ปน็ เดมิ
ความอยากดมี ีมากมักลากจติ ให้เท่ียวคิดวุ่นไปจนใจเหมิ
สรรพชั่วมัวหมองก็ตอ้ งเติม ผดิ ย่ิงเพิ่มรำ�่ ไปไกลจากธรรม
ทจี่ รงิ ชสี้ มทุ ัยนใ้ี จฉันคร้าม ฟังเนือ้ ความไปข้างนงุ ทางยุ่งยง่ิ
เม่ือชมี้ รรคฟงั ใจไหวติง ระงบั น่ิงใจสงบจบกนั ที ฯ

อนั นช้ี อื่ วา่ ขนั ธะวมิ ตุ สิ ะมงั คธี รรมะประจำ� อยกู่ บั ท่ี ไมม่ อี าการไปไมม่ อี าการมา สภาวธรรม
ท่เี ปน็ จรงิ สิ่งเดยี วเทา่ นั้นและไมม่ เี ร่ืองจะแวะเวียน สิ้นเนื้อความแตเ่ พียงเทา่ น้ี ฯ
ผดิ หรือถกู จงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถดิ ฯ

พระภูรทิ ัตโต (หม่นั )
วัดสระประทมุ วัน เปน็ ผู้แต่ง ฯ

หมายเหตุ

การพิมพ์คร้ังน้ีได้พยายามรักษาข้อความตามลายมือของหลวงปู่ม่ัน และบางค�ำได้สะกดตัวอักษร
ตามหลักภาษาไทยสมัยปัจจุบันเพื่อช่วยให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ค�ำว่า เดยีว เป็น เดียว,
เทยวี่ เปน็ เทยี่ ว, เพลิ น เปน็ เพลนิ , เปล้ื อง เปน็ เปลอ้ื ง, เลอี ยด เปน็ ละเอยี ด, เสร้ า เปน็ เศรา้ ฯลฯ
ถา้ ทา่ นผอู้ า่ นมคี วามสงสยั สามารถเทยี บเคยี งกบั ตน้ ฉบบั ลายมอื ขององคท์ า่ นได้ อนงึ่ หากเกดิ ความ
ผดิ พลาดประการใด คณะผเู้ รยี บเรยี งกราบขอขมาโทษตอ่ ทา่ นหลวงปมู่ น่ั ภรู ทิ ตโฺ ต และกราบขออภยั
ต่อทา่ นผู้อ่านทกุ ๆ ท่านไว้ ณ ทีน่ ดี้ ้วยเถดิ

44

มตุ โตทยั

45

ค�ำชแี้ จง

กำ� เนดิ บนั ทกึ พระธรรมเทศนาทสี่ ำ� คญั ของหลวงปมู่ นั่ คอื “มตุ โตทยั “ ทบ่ี นั ทกึ
ครงั้ แรก ณ วดั นี้ โดยพระอาจารยว์ ริ ยิ งั ค์ ไดเ้ ลา่ ถงึ ความเปน็ มาไวใ้ นบนั ทกึ ใตส้ ามญั
ส�ำนึก ประวัตขิ องท่านดงั น้ี

“... เพราะไดฟ้ ังพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์ม่ันฯ แล้วไพเราะจรงิ ๆ ท�ำให้
ผเู้ ขยี นนงั่ กมั มฏั ฐานไดร้ บั ความสงบใจตามทไี่ ดม้ าฟงั ธรรมของทา่ น ซง่ึ ธรรมเทศนานน้ั
ได้เกิดรสชาติท่ีซาบซึ้งหาอะไรเปรียบไม่ได้อีกแล้ว ผู้เขียน (พระอาจารย์วิริยังค์)
คิดในใจว่า ท�ำไมจึงดอี ยา่ งนี้ มนั สดุ แสนจะพรรณนา ทำ� ให้ผู้เขยี นระลกึ ถึงคนอื่นๆ
ตอ่ ไปวา่ เราจำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งบนั ทกึ ธรรมเทศนาของทา่ นอาจารยม์ นั่ ฯ ใหไ้ ด้ เพราะถา้ เรา
ไมบ่ นั ทกึ ตอ่ ไปธรรมเทศนาอนั วเิ ศษนกี้ จ็ ะหายสญู ไปอยา่ งนา่ เสยี ดาย และธรรมเทศนา
เช่นนี้จะพึงแสดงได้ก็แต่ท่านพระอาจารย์ม่ันฯ เท่านั้น รูปอ่ืนถึงแสดงก็ไม่เหมือน
จึงท�ำให้ผู้เขียนได้พยายามอย่างย่ิงท่ีจะเขียนบันทึกธรรมเทศนาของท่านให้ได้และก็
เปน็ ผลส�ำเร็จขึน้ เปน็ อนั ดบั แรกเพราะยังไมเ่ คยมใี ครบนั ทกึ ธรรมเทศนาของทา่ นเลย

หลงั จากผเู้ ขยี นไดบ้ นั ทกึ ธรรมเทศนาของทา่ นแลว้ กพ็ ยายามทำ� เปน็ ความลบั ไว้
ตลอดเวลา วธิ กี ารทผี่ เู้ ขยี นทำ� สำ� เรจ็ นนั้ คอื เมอ่ื เวลาทา่ นแสดงธรรม พยายามกำ� หนด
ไวใ้ นใจอยา่ งมนั่ คง เพราะขณะนนั้ ความจำ� ของผเู้ ขยี นยงั อยใู่ นการใชไ้ ด้ เมอื่ ทา่ นแสดง
ธรรมจบแล้ว ผู้เขยี นยังตอ้ งมหี นา้ ท่ีถวายการนวดอกี ไมต่ �่ำกว่า ๒ ช่ัวโมง เมื่อถวาย
การนวดเสรจ็ แลว้ กร็ บี กลบั ทพ่ี กั จบั ปากการบี เขยี นธรรมเทศนาของทา่ นกอ่ นความจำ�
น้ันจะเลือนรางไป ตอนนี้ผู้เขียนจะบอกอะไรสักอย่างว่าเป็นเร่ืองที่น่าคิดหนักหนา
ตอนนน้ั อยใู่ นระหวา่ งสงคราม ปากกา - ดนิ สอ - นำ�้ หมกึ ไมต่ อ้ งหา ไมม่ ใี ช้ เผอญิ
ผ้เู ขยี นมีปากกาอยู่ ๑ ดา้ ม ติดตัวไป น้�ำหมกึ ไมม่ ี ผู้เขยี นตอ้ งคดิ ต�ำราท�ำนำ้� หมึกใช้
โดยเอาผลสมอไทย ผลมะเหลือ่ ม ผลมะขามป้อม เอามาต�ำแช่นำ�้ แลว้ เอาเหล็กที่มี
สนิมมาก เชน่ ผาลไถนาแชล่ งไปดว้ ย เมอื่ แช่ ๒-๓ วันไดท้ ีแ่ ลว้ เอามากรองด้วยผา้
บางจนใส แลว้ กเ็ อาเขมา่ ตดิ กน้ หมอ้ สดี ำ� ใสเ่ ขา้ ไปคนจนเขา้ กนั ดแี ลว้ กรองอกี คราวน้ี

46

กเ็ อามาใชไ้ ดผ้ ล ขา้ พเจา้ ไดใ้ ชม้ นั จนเขยี นไดเ้ ปน็ เลม่ แตเ่ วลาเขยี นมนั จะไมแ่ หง้ ทนั ที
ตอ้ งรอนานกวา่ จะแห้ง

ขา้ พเจ้าไดท้ �ำอยอู่ ยา่ งนี้ คอื ฟงั เทศน์เสรจ็ แลว้ ถวายการนวด เสร็จแลว้ กลับมา
เขียนหนังสือตลอดเวลา ๓ เดือน การแสดงธรรมของท่านมิได้แสดงทุกๆ คืน
ในทส่ี ดุ ขา้ พเจา้ ทำ� งานเสรจ็ สมกบั คำ� ปณธิ านทไ่ี ดต้ งั้ ไว้ แลว้ กพ็ ยายามทำ� ความลบั ไว้
มไิ ดแ้ พร่งพรายใหผ้ ใู้ ดทราบถึงการกระทำ� ของข้าพเจา้ เลยแม้แต่คนเดยี ว

เมอื่ ความสนทิ สนมผเู้ ขยี นกบั ทา่ นอาจารยม์ นั่ ฯ นบั วนั แตจ่ ะสนทิ ยงิ่ ขนึ้ ทา่ นได้
ให้พรพิเศษ เมตตาพิเศษ แนะน�ำพเิ ศษ จนผู้เขียนหายความหวาดกลัวเหมือนอย่าง
แต่ก่อน

อย่มู าวันหนึ่งผเู้ ขียนคิดว่า ก็ธรรมเทศนาทเี่ ราเขยี นแล้วนน้ั จะปิดเปน็ ความลบั
ไวท้ ำ� ไม เปดิ เผยถวายทา่ นเสยี ดกี วา่ ทา่ นจะกนิ เลอื ดกนิ เนอื้ เรากใ็ หร้ ไู้ ป จงึ เปน็ อนั วา่
ผ้เู ขยี นได้น�ำเอาเนอ้ื ความอ่านเล่าถวาย ท่านจงึ เอะใจขนึ้ ว่า “นี่ วิริยงั ค์ คุณไปเขยี น
แตเ่ มอ่ื ไร” จากนั้นทา่ นก็ไมว่ า่ อะไร และทา่ นก็ยอมรับว่าการบันทกึ นถ้ี ูกตอ้ ง โลง่ อก
โลง่ ใจขา้ พเจา้ เปน็ อยา่ งยงิ่ นกึ วา่ ยงั ไงเสยี คงโดนดา่ หลายกระบงุ แตท่ า่ นกลบั ใหค้ วาม
รว่ มมอื เปน็ อยา่ งน่าอัศจรรย์ ...”

พระญาณวริ ิยาจารย์ (วิรยิ ังค์ สริ ินธโร)
เจา้ อาวาสวัดธรรมมงคล
ผู้บันทกึ พระธรรมเทศนา

47

๑. การปฏิบตั ิ เป็นเครือ่ งยงั พระสัทธรรมให้บริสุทธิ์

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมของพระตถาคตเมื่อเข้าไป
ประดิษฐานในสันดานของปุถุชนแล้ว ย่อมกลายเป็นของปลอม (สัทธรรมปฏิรูป)
แต่ถ้าเข้าไปประดิษฐานในจิตสันดานของพระอริยเจ้าแล้วไซร้ ย่อมเป็นของบริสุทธ์ิ
แทจ้ รงิ และเป็นของไมล่ บเลอื นด้วย เพราะฉะนัน้ เม่ือยงั เพยี รแต่เรยี นพระปรยิ ตั ิ
ถา่ ยเดยี ว จงึ ยงั ใชก้ ารไมไ่ ดด้ ี ตอ่ เมอื่ มาฝกึ หดั ปฏบิ ตั จิ ติ ใจกำ� จดั เหลา่ กะปอมกา่ คอื
อปุ กเิ ลส แลว้ นน่ั แหละ จงึ จะยงั ประโยชนใ์ หส้ ำ� เรจ็ เตม็ ท่ี และทำ� ใหพ้ ระสทั ธรรมบรสิ ทุ ธ์ิ
ไม่วปิ ลาสคลาดเคล่อื นจากหลักเดมิ ด้วย

๒. ฝึกตนดีแล้วจึงฝกึ ผอู้ ืน่ ชื่อวา่ ท�ำตามพระพุทธเจา้

ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ สตถฺ า เทวมนสุ สฺ านํ พทุ โฺ ธ ภควา สมเดจ็ พระบรมศาสดาสมั มา-
สัมพุทธเจ้า ทรงทรมานฝึกหัดพระองค์จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็น พุทโฺ ธ ผ้รู ้กู ่อนแลว้ จงึ เป็น ภควา ผู้ทรงจ�ำแนกแจกธรรมสั่งสอนเวไนยสตั ว์
สตฺถา จึงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ฝึกบุรุษผู้มีอุปนิสัยบารมีควรแก่การ
ทรมานในภายหลงั จงึ ทรงพระคณุ ปรากฏวา่ กลยฺ าโณ กติ ตฺ สิ ทโฺ ท อพภฺ คุ คฺ โต ชอื่ เสยี ง
เกียรติศัพท์อันดีงามของพระองค์ย่อมฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศจนตราบเท่าทุกวันนี้
แมพ้ ระอรยิ สงฆส์ าวกเจา้ ทงั้ หลายทล่ี ว่ งลบั ไปแลว้ กเ็ ชน่ เดยี วกนั ปรากฏวา่ ทา่ นฝกึ ฝน
ทรมานตนได้ดีแล้วจึงช่วยพระบรมศาสดาจ�ำแนกแจกธรรมสั่งสอนประชุมชนใน
ภายหลัง ท่านจึงมีเกียรติคุณปรากฏเช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าบุคคล
ไม่ทรมานตนใหด้ ีก่อนแล้วและทำ� การจ�ำแนกแจกธรรมสงั่ สอนไซร้ ก็จกั เป็นผูม้ ีโทษ
ปรากฏว่า ปาปโก สทฺโท โหติ คอื เปน็ ผมู้ ีช่ือเสยี งชัว่ ฟงุ้ ไปในจตุรทิศ เพราะโทษท่ี
ไม่ทำ� ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรยิ สงฆส์ าวกเจ้าในกาลกอ่ นทงั้ หลาย

48

๓. มลู มรดกอันเปน็ ต้นทุนทำ� การฝกึ ฝนตน

เหตุใดหนอ ปราชญท์ ั้งหลายจะสวดกด็ ี จะรับศีลก็ดี หรอื จะท�ำการกศุ ลใดๆ
กด็ ี จงึ ต้องตั้ง นโม ก่อน จะทง้ิ นโม ไม่ได้เลย เม่ือเปน็ เช่นน้ี นโม ก็ตอ้ งเป็น
สงิ่ สำ� คญั จงึ ยกขน้ึ พจิ ารณา ไดค้ วามปรากฏวา่ น คอื ธาตนุ ำ�้ โม คอื ธาตดุ นิ พรอ้ มกบั
บาทพระคาถาปรากฏขน้ึ มาว่า มาตาเปติกสมฺภโว โอทนกุมมฺ าสปจฺจโย สัมภวธาตุ
ของมารดาบดิ าผสมกนั จึงเปน็ ตวั ตนขน้ึ มาได้ น เป็นธาตขุ องมารดา โม เปน็ ธาตุ
ของบดิ า ฉะนน้ั เมอื่ ธาตทุ งั้ ๒ ผสมกนั เขา้ ไป ไฟธาตขุ องมารดาเคย่ี วเขา้ จนไดน้ ามวา่
กลละ คอื น�ำ้ มันหยดเดียว ณ ทีน่ เ้ี อง ปฏิสนธิวิญญาณเขา้ ถือปฏสิ นธิได้ จิตจึงได้
ถอื ปฏสิ นธใิ นธาตุ นโม นนั้ เม่ือจติ เขา้ ไปอาศัยแล้ว กลละ ก็คอ่ ยเจรญิ ขน้ึ เปน็
อมั พุชะ คอื เป็นก้อนเลอื ด เจริญจากก้อนเลอื ดมาเป็น ฆนะ คอื เป็นแทง่ และ เปสี
คือชน้ิ เน้อื แลว้ ขยายตัวออกคลา้ ยรูปจงิ้ เหลน จงึ เปน็ ปญั จสาขา คอื แขน ๒ ขา ๒
หัว ๑ ส่วนธาตุ พ คือลม ธ คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะ
จติ ไมถ่ อื เมอ่ื ละจากกลละนนั้ แลว้ กลละกต็ อ้ งทง้ิ เปลา่ หรอื สญู เปลา่ ลมและไฟกไ็ มม่ ี
คนตาย ลมและไฟก็ดับหายสาปสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อส�ำคัญจึงอยู่ที่ธาตุ
ทง้ั ๒ คือ นโม เป็นดัง้ เดมิ

ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย น มารดา โม บิดา เป็นผู้
ทะนถุ นอมกลอ่ มเกลย้ี งเลย้ี งมาดว้ ยการใหข้ า้ วสกุ และขนมกมุ มาส เปน็ ตน้ ตลอดจน
การแนะนำ� สงั่ สอนความดที กุ อยา่ ง ทา่ นจงึ เรยี กมารดาบดิ าวา่ บพุ พาจารย์ เปน็ ผสู้ อน
ก่อนใครๆ ท้ังส้ิน มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้
มรดกท่ีท�ำให้กล่าวคือ รูปกายน้ีแลเป็นมรดกดั้งเดิม ทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของ
ภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายน้ีเอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ท�ำอะไรไม่ได้ ช่ือว่าไม่มี
อะไรเลย เพราะเหตนุ น้ั ตวั ของเราทงั้ ตวั นเี้ ปน็ “มลู มรดก” ของมารดาบดิ าทงั้ สน้ิ จงึ วา่
คณุ ทา่ นจะนบั จะประมาณมไิ ดเ้ ลย ปราชญท์ ง้ั หลายจงึ หาไดล้ ะทง้ิ ไม่ เราตอ้ งเอาตวั เรา
คือ นโม ตั้งขน้ึ กอ่ น แล้วจงึ ทำ� กริ ิยานอ้ มไหว้ลงภายหลงั นโม ทา่ นแปลว่านอบนอ้ ม
นน้ั เปน็ การแปลเพยี งกริ ิยา หาได้แปลต้นกริ ิยาไม่ มลู มรดกนี้แลเปน็ ตน้ ทนุ ทำ� การ
ฝกึ หดั ปฏบิ ัตติ นไมต่ อ้ งเปน็ คนจนทรพั ยส์ �ำหรบั ทำ� ทนุ ปฏบิ ัติ

49

๔. มูลฐานสำ� หรบั ทำ� การปฏบิ ัติ

นโม เม่ือกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบหรือยังไม่เต็มส่วน
ตอ้ งพลกิ สระพยญั ชนะดงั นี้ คอื เอาสระ อะ จากตวั น มาใสต่ วั ม เอาสระ โอ จากตวั ม
มาใส่ตัว น แลว้ กลับตวั มะ มาไวห้ น้าตัว โน เปน็ มโน แปลว่าใจ เมอ่ื เปน็ เช่นน้ี
จึงได้ท้ังกายท้ังใจเต็มตามสมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือ
ใจนี้เป็นด้ังเดิม เป็นมหาฐานใหญ่ จะท�ำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ท้ังหมด
ในพระพุทธพจน์ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺ า มโนมยา ธรรมทง้ั หลายมใี จ
ถงึ กอ่ น มใี จเปน็ ใหญ่ สำ� เรจ็ แลว้ ดว้ ยใจ พระบรมศาสดาจะทรงบญั ญตั พิ ระธรรมวนิ ยั
กท็ รงบญั ญตั อิ อกไปจากใจ คอื มหาฐานนที้ ง้ั สน้ิ เหตนุ เี้ มอ่ื พระสาวกผไู้ ดม้ าพจิ ารณาตาม
จนถึงรู้จกั มโน แจ่มแจง้ แลว้ มโน ก็สดุ บญั ญตั ิ คือพน้ จากบัญญตั ิทั้งสน้ิ สมมติ
ทง้ั หลายในโลกนต้ี อ้ งออกไปจากมโนทง้ั สน้ิ ของใครกก็ อ้ นของใคร ตา่ งคนตา่ งถอื เอา
ก้อนอันน้ี ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้�ำโอฆะจนเป็นอวิชชาตัวก่อภพ
กอ่ ชาตดิ ว้ ยการไม่รเู้ ทา่ ดว้ ยการหลง หลงถือว่าเป็นตัวเราเปน็ ของเราไปหมด

๕. มลู เหตแุ ห่งสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ

พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ เวน้ มหาปฏั ฐาน มนี ยั ประมาณเทา่ นน้ั เทา่ น้ี สว่ นคมั ภรี ์
มหาปฏั ฐานมนี ยั หาประมาณมไิ ดเ้ ปน็ “อนนั ตนยั ” เปน็ วสิ ยั ของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
เทา่ นนั้ ทจี่ ะรอบรไู้ ด้ เมอื่ พจิ ารณาพระบาลที ว่ี า่ เหตปุ จจฺ โย นน้ั ไดค้ วามวา่ เหตซุ ง่ึ เปน็
ปจั จยั ดั้งเดมิ ของสิง่ ท้ังหลายในสากลโลกธาตนุ ั้นได้แก่ มโน นน่ั เอง มโน เปน็ ตวั
มหาเหตุ เป็นตวั เดิม เปน็ สิ่งส�ำคัญ นอกนั้นเป็นแตอ่ าการเท่าน้ัน อารมมฺ ณ จนถึง
อวคิ คฺ ต จะเปน็ ปจั จยั ไดก้ เ็ พราะมหาเหตคุ อื ใจเปน็ เดมิ โดยแท้ ฉะนนั้ มโนซงึ่ กลา่ วไว้
ในขอ้ ๔ กด็ ี ตี ิภูตํ ซ่งึ จะกลา่ วในข้อ ๖ กด็ ี และมหาเหตุซง่ึ กลา่ วในข้อน้ีกด็ ี ย่อมมี
เนือ้ ความเป็นอันเดยี วกนั พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัยก็ดี รู้อะไรๆ
ไดด้ ้วย ทศพลญาณ กด็ ี รอบรู้ สรรพเญยยธรรม ทัง้ ปวงกด็ ี กเ็ พราะมีมหาเหตนุ นั้

50

เปน็ ด้งั เดมิ ทเี ดยี ว จงึ ทรงรอบรูไ้ ดเ้ ปน็ อนนั ตนัย แม้สาวกทงั้ หลายกม็ มี หาเหตุน้ีแล
เปน็ เดมิ จงึ สามารถรตู้ ามคำ� สอนของพระองคไ์ ด้ ดว้ ยเหตนุ แี้ ล พระอสั สชเิ ถระผเู้ ปน็
ท่ี ๕ ของพระปญั จวัคคยี ์จงึ แสดงธรรมแก่ อปุ ติสสฺ (พระสารบี ตุ ร) วา่

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํุ ตถาคโต
เตสญจฺ โย นโิ รโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ

ความวา่ ธรรมทงั้ หลายเกดิ แตเ่ หต.ุ ..เพราะวา่ มหาเหตนุ เี้ ปน็ ตวั สำ� คญั เปน็ ตวั เดมิ
เมือ่ ท่านพระอสั สชเิ ถระกลา่ วถึงที่น้ี (คือมหาเหต)ุ ทา่ นพระสารีบตุ รจะไมห่ ยงั่ จิตลง
ถึงกระแสธรรมอย่างไรเล่า? เพราะอะไร ทุกส่ิงในโลกก็ต้องเป็นไปแต่มหาเหตุ
ถึงโลกุตตรธรรมก็คอื มหาเหตุ ฉะนั้น มหาปัฏฐาน ท่านจงึ วา่ เป็น อนันตนยั ผมู้ า
ปฏิบัติใจคือตัวมหาเหตุจนแจ่มกระจ่างสว่างโร่แล้วย่อมสามารถรู้อะไรๆ ทั้งภายใน
และภายนอกทกุ ส่งิ ทกุ ประการ สดุ จะนบั จะประมาณไดด้ ว้ ยประการฉะนี้

๖. มลู การของสังสารวัฏฏ์

ตี ิภตู ํ อวชิ ชฺ า ปจจฺ ยา สงฺขารา อุปาทานํ ภโว ชาติ คนเราทกุ รปู นามท่ีได้
กำ� เนดิ เกดิ มาเปน็ มนษุ ยล์ ว้ นแลว้ แตม่ ที เี่ กดิ ทง้ั สนิ้ กลา่ วคอื มบี ดิ ามารดาเปน็ แดนเกดิ
กแ็ ลเหตใุ ดทา่ นจงึ บญั ญตั ปิ จั จยาการแตเ่ พยี งวา่ อวชิ ชฺ า ปจจฺ ยา ฯลฯ เทา่ นนั้ อวชิ ชา
เกดิ มาจากอะไร ทา่ นหาไดบ้ ญั ญตั ไิ วไ้ ม่ พวกเรากย็ งั มบี ดิ ามารดา อวชิ ชากต็ อ้ งมพี อ่ แม่
เหมอื นกนั ไดค้ วามตามบาทพระคาถาเบอื้ งตน้ วา่ ตี ภิ ตู ํ นนั่ เองเปน็ พอ่ แมข่ องอวชิ ชา
ตี ภิ ตู ํไดแ้ ก่จิตด้งั เดมิ เมื่อตี ิภตู ปํ ระกอบไปด้วยความหลงจงึ มเี ครื่องตอ่ กล่าวคือ
อาการของอวชิ ชาเกดิ ขน้ึ เมอื่ มอี วชิ ชาแลว้ จงึ เปน็ ปจั จยั ใหป้ รงุ แตง่ เปน็ สงั ขารพรอ้ มกบั
ความเข้าไปยึดถือจึงเป็นภพชาติ คือต้องเกิดก่อต่อกันไป ท่านเรียก ปัจจยาการ
เพราะเปน็ อาการสบื ตอ่ กนั วชิ ชาและอวชิ ชากต็ อ้ งมาจากตี ภิ ตู เํ ชน่ เดยี วกนั เพราะเมอื่
ตี ิภูตํกอปรด้วยอวิชชา จึงไม่รู้เท่าอาการท้ังหลาย แต่เมื่อตี ิภูตํกอปรด้วยวิชชา
จึงรู้เท่าอาการทั้งหลายตามความเป็นจริง น่ีพิจารณาด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนา

51

รวมใจความวา่ ตี ภิ ตู เํ ปน็ ตวั การดงั้ เดมิ ของสงั สารวฏั ฏ์ (การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ) ทา่ นจงึ
เรียกชอ่ื วา่ “มลู ตันไตร” เพราะฉะนน้ั เมือ่ จะตดั สงั สารวัฏฏใ์ หข้ าดสญู จึงต้องอบรม
บ่มตัวการด้ังเดิมให้มีวิชชารู้เท่าทันอาการทั้งหลายตามความเป็นจริงก็จะหายหลง
แลว้ ไมก่ อ่ อาการทงั้ หลายใดๆ อกี ตี ภิ ตู อํ นั เปน็ มลู การกห็ ยดุ หมนุ หมดการเวยี นวา่ ย
ตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ดว้ ยประการฉะนี้

๗. อรรคฐาน เปน็ ท่ีต้ังแห่งมรรคผลนพิ พาน

อคฺคํ านํ มนสุ ฺเสสุ มคฺคํ สตตฺ วสิ ุทธฺ ิยา ฐานะอันเลศิ มีอยู่ในมนษุ ย์ ฐานะ
อนั ดเี ลศิ นนั้ เปน็ ทางดำ� เนนิ ไปเพอ่ื ความบรสิ ทุ ธข์ิ องสตั ว์ โดยอธบิ ายวา่ เราไดร้ บั มรดก
มาแลว้ จาก นโม คอื บดิ ามารดา กลา่ วคอื ตวั ของเรานแี้ ล อนั ไดก้ ำ� เนดิ เกดิ มาเปน็ มนษุ ย์
ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีคือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ
และมโนสมบตั บิ รบิ รู ณ์ จะสรา้ งสมเอาสมบตั ภิ ายนอก คอื ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทองอยา่ งไรกไ็ ด้
จะสร้างสมเอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้ พระพุทธองค์ทรง
บญั ญตั พิ ระธรรมวนิ ยั กท็ รงบญั ญตั แิ กม่ นษุ ยเ์ รานเ้ี อง มไิ ดท้ รงบญั ญตั แิ ก่ ชา้ ง มา้ โค
กระบือ ฯลฯ ทไี่ หนเลย มนษุ ยน์ ีเ้ องจะเปน็ ผ้ปู ฏบิ ตั ิถงึ ซงึ่ ความบริสทุ ธไ์ิ ด้ ฉะนนั้
จงึ ไมค่ วรนอ้ ยเนอ้ื ตำ�่ ใจวา่ ตนมบี ญุ วาสนานอ้ ย เพราะมนษุ ยท์ ำ� ได้ เมอื่ ไมม่ ี ทำ� ใหม้ ไี ด้
เมือ่ มีแล้วท�ำใหย้ งิ่ ได้ สมดว้ ยเทศนานัยอนั มาในเวสสนั ดรชาดกว่า ทานํ เทติ สลี ํ
รกขฺ ติ ภาวนํ ภาเวตวฺ า เอกจฺโจ สคคฺ ํ คจฺฉติ เอกจโฺ จ โมกฺขํ คจฉฺ ติ นิสฺสสํ ยํ
เม่ือได้ท�ำกองการกุศล คือให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนาตามค�ำสอนของพระบรม
ศาสดาจารยเ์ จา้ แลว้ บางพวกทำ� นอ้ ยกต็ อ้ งไปสสู่ วรรค์ บางพวกทำ� มากแลขยนั ทำ� จรงิ
พร้อมทัง้ วาสนาบารมแี ตห่ นหลงั ประกอบกัน ก็สามารถเขา้ สพู่ ระนิพพานโดยไม่ต้อง
สงสัยเลย พวกสตั ว์ดิรจั ฉานท่านมไิ ดก้ ลา่ ววา่ เลิศ เพราะจะมาทำ� เหมือนพวกมนษุ ย์
ไมไ่ ด้ จงึ สมกบั คำ� วา่ มนษุ ยน์ ตี้ งั้ อยใู่ นฐานะอนั เลศิ ดว้ ยดี สามารถนำ� ตนเขา้ สมู่ รรคผล
เข้าสูพ่ ระนิพพานอนั บริสทุ ธ์ไิ ดแ้ ล

52

๘. สติปัฏฐาน เปน็ ชัยภูมิ คอื สนามฝกึ ฝนตน

พระบรมศาสดาจารยเ์ จา้ ทรงตง้ั ชยั ภมู ไิ วใ้ นธรรมขอ้ ไหน? เมอื่ พจิ ารณาปญั หาน้ี
ได้ความขน้ึ วา่ พระองค์ทรงต้งั มหาสตปิ ฏั ฐานเปน็ ชยั ภูมิ

อปุ มาในทางโลก การรบทพั ชงิ ชยั มงุ่ หมายชยั ชนะจำ� ตอ้ งหาชยั ภมู ิ ถา้ ไดช้ ยั ภมู ทิ ด่ี ี
แลว้ ยอ่ มสามารถปอ้ งกนั อาวธุ ของข้าศกึ ไดด้ ี ณ ท่ีนั้นสามารถรวบรวมกำ� ลงั ใหญเ่ ข้า
ฆา่ ฟันขา้ ศึกใหป้ ราชัยพา่ ยแพ้ไปได้ ทีเ่ ช่นนั้นทา่ นจงึ เรียกวา่ ชัยภมู ิ คือท่ที ป่ี ระกอบ
ไปด้วยค่ายคปู ระตแู ละหอรบอนั มน่ั คงฉนั ใด

อุปไมยในทางธรรมก็ฉันนั้น ที่เอามหาสติปัฏฐานเป็นชัยภูมิก็โดยผู้ท่ีจะเข้าสู่
สงครามรบขา้ ศกึ คอื กเิ ลส ตอ้ งพจิ ารณากายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานเปน็ ตน้ กอ่ น เพราะ
คนเราทจ่ี ะเกดิ กามราคะ เปน็ ตน้ ขน้ึ กเ็ กดิ ทก่ี ายและใจ เพราะตาแลไปเหน็ กายทำ� ให้
ใจกำ� เริบ เหตนุ นั้ จึงได้ความวา่ กายเป็นเคร่ืองก่อเหตุ จึงตอ้ งพิจารณาท่กี ายน้กี ่อน
จะไดเ้ ปน็ เครอ่ื งดบั นวิ รณท์ ำ� ใจใหส้ งบได้ ณ ทน่ี ้ี พงึ ทำ� ใหม้ าก เจรญิ ใหม้ าก คอื พจิ ารณา
ไมต่ อ้ งถอยเลยทเี ดยี ว ในเมอื่ อคุ คหนมิ ติ ปรากฏ จะปรากฏกายสว่ นไหนกต็ าม ใหพ้ งึ
ถอื เอากายสว่ นทไ่ี ดเ้ หน็ นนั้ พจิ ารณาใหเ้ ปน็ หลกั ไว้ ไมต่ อ้ งยา้ ยไปพจิ ารณาทอี่ นื่ จะคดิ
ว่าที่นีเ่ ราเห็นแล้ว ที่อนื่ ยงั ไม่เหน็ กต็ อ้ งไปพิจารณาทีอ่ น่ื ซิ เชน่ นห้ี าควรไม่ ถงึ แมจ้ ะ
พจิ ารณาจนแยกกายออกมาเป็นสว่ นๆ ทุกๆ อาการอันเปน็ ธาตุ ดิน น�้ำ ลม ไฟ ได้
อยา่ งละเอยี ด ทเี่ รยี กวา่ ปฏภิ าคกต็ าม กใ็ หพ้ จิ ารณากายทเ่ี ราเหน็ ทแี รกดว้ ยอคุ คหนมิ ติ
น้นั จนช�ำนาญ ท่จี ะชำ� นาญได้กต็ อ้ งพิจารณาซ้ำ� แล้วซ้ำ� อีก ณ ท่เี ดียวนน้ั เอง เหมอื น
สวดมนตฉ์ ะนน้ั อนั การสวดมนต์ เมอื่ เราทอ่ งสตู รนไ้ี ดแ้ ลว้ ทง้ิ เสยี ไมเ่ ลา่ ไมส่ วดไวอ้ กี
กจ็ ะลมื เสยี ไมส่ ำ� เรจ็ ประโยชนอ์ ะไรเลย เพราะไมท่ ำ� ใหช้ ำ� นาญดว้ ยความประมาทฉนั ใด
การพจิ ารณากายกฉ็ นั นนั้ เหมอื นกนั เมอ่ื ไดอ้ คุ คหนมิ ติ ในทใี่ ดแลว้ ไมพ่ จิ ารณาในทน่ี น้ั
ให้มาก ปล่อยทิ้งเสยี ดว้ ยความประมาท กไ็ ม่สำ� เร็จประโยชน์อะไรอย่างเดยี วกนั

การพิจารณากายน้ีมีท่ีอ้างมาก ดั่งในการบวชทุกวันน้ี เบ้ืองต้นต้องบอก
กรรมฐาน ๕ กค็ ือกายนเ้ี องกอ่ นอน่ื หมดเพราะเปน็ ของส�ำคญั ท่านกล่าวไวใ้ นคมั ภรี ์

53

พระธรรมบท ขทุ ทฺ กนกิ าย วา่ อาจารยผ์ ไู้ มฉ่ ลาด ไมบ่ อกซงึ่ การพจิ ารณากาย อาจทำ� ลาย
อปุ นสิ ยั แหง่ พระอรหนั ตข์ องกลุ บตุ รได้ เพราะฉะนนั้ ในทกุ วนั นจี้ งึ ตอ้ งบอกกรรมฐาน ๕
กอ่ น

อีกแห่งหนึง่ ทา่ นกล่าวว่า พระพุทธเจา้ ทงั้ หลาย พระขีณาสวเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่า
จะไมก่ ำ� หนดกายในสว่ นแหง่ โกฏฐาส (คอื การพจิ ารณาแยกออกเปน็ สว่ นๆ) ใด โกฏฐาสหนง่ึ
มไิ ดม้ เี ลย จงึ ตรสั แกภ่ กิ ษุ ๕๐๐ รปู ผกู้ ลา่ วถงึ แผน่ ดนิ วา่ บา้ นโนน้ มดี นิ ดำ� ดนิ แดงเปน็ ตน้
นนั่ ชอ่ื วา่ พหทิ ธฺ า แผน่ ดนิ ภายนอก ใหพ้ วกทา่ นทง้ั หลายมาพจิ ารณา อชั ฌตั ตกิ า แผน่ ดนิ
ภายใน กล่าวคืออตั ภาพรา่ งกายน้ี จงพจิ ารณาไตรต่ รองใหแ้ ยบคาย กระท�ำให้แจ้ง
แทงใหต้ ลอด เม่ือจบการวิสชั ชนาปัญหาน้ี ภิกษทุ ั้ง ๕๐๐ รูป ก็บรรลุพระอรหัตตผล

เหตุนั้น การพจิ ารณากายจงึ เป็นของสำ� คญั ผูท้ ีจ่ ะพน้ ทกุ ขท์ ้งั หมดลว้ นแตต่ ้อง
พิจารณากายน้ีทั้งส้ิน จะรวบรวมก�ำลังใหญ่ได้ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย
แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรกก็ทรงพิจารณาลม ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร?
เพราะฉะนนั้ มหาสตปิ ัฏฐาน มีกายานุปสั สนาเป็นตน้ จงึ ชอ่ื วา่ “ชัยภูม”ิ เมือ่ เราได้
ชัยภูมิดีแล้ว กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนช�ำนาญแล้ว ก็จงพิจารณา
ความเปน็ จรงิ ตามสภาพแหง่ ธาตทุ งั้ หลายดว้ ยอบุ ายแหง่ วปิ สั สนา ซง่ึ จะกลา่ วขา้ งหนา้

๙. อุบายแหง่ วปิ สั สนา อนั เป็นเครอื่ งถ่ายถอนกเิ ลส

ธรรมชาตขิ องดที ง้ั หลาย ยอ่ มเกดิ มาแตข่ องไมด่ ี อปุ มาดง่ั ดอกปทมุ ชาตอิ นั สวยๆ
งามๆ กเ็ กดิ ข้นึ มาจากโคลนตมอนั เป็นของสกปรกปฏิกูลน่าเกลียด แต่ว่าดอกบวั น้นั
เมอ่ื ขน้ึ พน้ โคลนตมแลว้ ยอ่ มเปน็ สงิ่ ทส่ี ะอาด เปน็ ทท่ี ดั ทรงของพระราชา อปุ ราช อำ� มาตย์
และเสนาบดี เป็นตน้ และดอกบัวน้ันกม็ ิไดก้ ลบั คืนไปยังโคลนตมนน้ั อีกเลย ขอ้ นี้
เปรยี บเหมอื นพระโยคาวจรเจา้ ผปู้ ระพฤตพิ ากเพยี รประโยคพยายาม ยอ่ มพจิ ารณาซง่ึ
สง่ิ สกปรกนา่ เกลยี ด จติ จงึ พน้ จากสงิ่ สกปรกนา่ เกลยี ดได้ สงิ่ สกปรกนา่ เกลยี ดนน้ั กค็ อื
ตัวเรานเ้ี อง ร่างกายนีเ้ ป็นทป่ี ระชุมแห่งของโสโครกคือ อุจจาระ ปัสสาวะ (มตู รคูถ)

54

ทงั้ ปวง สงิ่ ทอ่ี อกจากผม ขน เล็บ ฟนั หนงั เป็นตน้ กเ็ รยี กวา่ ข้ี ท้งั หมด เชน่ ข้หี ัว
ขเ้ี ลบ็ ขฟ้ี นั ขไี้ คล เปน็ ตน้ เมอื่ สง่ิ เหลา่ นรี้ ว่ งหลน่ ลงสอู่ าหารมแี กงกบั เปน็ ตน้ กร็ งั เกยี จ
ต้องเททิ้ง กินไม่ได้ และร่างกายน้ีต้องช�ำระอยู่เสมอจึงพอเป็นของดูได้ ถ้าหาไม่
กจ็ ะมกี ลนิ่ เหมน็ สาบ เข้าใกล้ใครกไ็ มไ่ ด้ ของท้งั ปวงมผี า้ แพรเครื่องใชต้ ่างๆ เมอ่ื อยู่
นอกกายของเรากเ็ ปน็ ของสะอาดนา่ ดู แตเ่ มอ่ื มาถงึ กายนแ้ี ลว้ กก็ ลายเปน็ ของสกปรกไป
เม่ือปลอ่ ยไวน้ านๆ เขา้ ไมซ่ กั ฟอก กจ็ ะเขา้ ใกล้ใครไม่ไดเ้ ลยเพราะเหม็นสาบ ดั่งนี้
จงึ ไดค้ วามวา่ รา่ งกายของเรานเ้ี ปน็ เรอื นมตู ร เรอื นคถู เปน็ อสภุ ะ ของไมง่ าม ปฏกิ ลู
น่าเกลียด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นถึงปานน้ี เม่ือชีวิตหาไม่แล้วยิ่งจะสกปรกหาอะไร
เปรยี บเทยี บมไิ ดเ้ ลย เพราะฉะนนั้ พระโยคาวจรเจา้ ทง้ั หลายจงึ พจิ ารณารา่ งกายอนั นี้
ใหช้ ำ� นชิ ำ� นาญดว้ ยโยนโิ สมนสกิ ารตง้ั แตต่ น้ มาทเี ดยี ว คอื ขณะเมอ่ื ยงั เหน็ ไมท่ นั ชดั เจน
ก็พิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งกายอันเป็นท่ีสบายแก่จริตจนกระทั่งปรากฏเป็น
อคุ คหนมิ ติ คอื ปรากฏสว่ นแหง่ รา่ งกายสว่ นใดสว่ นหนง่ึ แลว้ กก็ ำ� หนดสว่ นนน้ั ใหม้ าก
เจริญใหม้ าก ทำ� ใหม้ าก การเจริญทำ� ให้มากนน้ั พึงทราบอยา่ งน้ี อนั ชาวนาเขาทำ� นา
เขากท็ ำ� ทแี่ ผน่ ดนิ ไถทแี่ ผน่ ดนิ ดำ� ลงไปในดนิ ปตี อ่ ไปเขากท็ ำ� ทดี่ นิ อกี เชน่ เคย เขาไมไ่ ด้
ท�ำในอากาศกลางหาว คงท�ำแต่ที่ดินอย่างเดียว ข้าวเขาก็ได้เต็มยุ้งเต็มฉางเอง
เมอ่ื ทำ� ใหม้ ากในทด่ี นิ นนั้ แลว้ ไมต่ อ้ งรอ้ งเรยี กวา่ ขา้ วเอย๋ ขา้ ว จงมาเตม็ ยงุ้ เนอ้ ขา้ วกจ็ ะ
หลั่งไหลมาเอง และจะหา้ มว่า ข้าวเอย๋ ขา้ ว จงอยา่ มาเตม็ ยงุ้ เตม็ ฉางเราเน้อ ถา้ ทำ� นา
ในทด่ี นิ นัน้ เองจนส�ำเร็จแล้ว ขา้ วกม็ าเตม็ ยงุ้ เต็มฉางเอง ฉันใดก็ดี พระโยคาวจรเจา้
กฉ็ นั นนั้ จงพจิ ารณากายในทเ่ี คยพจิ ารณาอนั ถกู นสิ ยั หรอื ทป่ี รากฏมาใหเ้ หน็ ครง้ั แรก
อยา่ ละทิง้ เลยเป็นอนั ขาด การท�ำใหม้ ากนนั้ มใิ ชห่ มายแต่การเดินจงกรมเทา่ นัน้ ให้มี
สติหรอื พจิ ารณาในทที่ ุกสถานในกาลทุกเมอื่ ยนื เดนิ นง่ั นอน กนิ ดมื่ ทำ� คดิ พูด
กใ็ หม้ สี ตริ อบคอบในกายอยเู่ สมอ จงึ จะชอื่ วา่ “ทำ� ใหม้ าก” เมอื่ พจิ ารณาในรา่ งกายนนั้
จนชัดเจนแล้ว ให้พิจารณาแบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วนๆ ตามโยนิโสมนสิการ
ตลอดจนกระจายออกเปน็ ธาตดุ นิ ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม และพจิ ารณาใหเ้ หน็ ไปตาม
น้ันจริงๆ อุบายตอนน้ีตามแต่ตนจะใคร่ครวญออกอุบายตามท่ีถูกจริตนิสัยของตน
แตอ่ ยา่ ละท้งิ หลกั เดิมท่ีตนไดร้ ้คู รัง้ แรกน่นั เทยี ว

55

พระโยคาวจรเจา้ เมอ่ื พจิ ารณาในทนี่ ้ี พงึ เจรญิ ใหม้ าก ทำ� ใหม้ าก อยา่ พจิ ารณา
ครง้ั เดียวแล้วปล่อยท้งิ ต้งั คร่ึงเดือน ต้งั เดอื น ใหพ้ จิ ารณาก้าวเข้าไปถอยออกมาเปน็
อนโุ ลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิตแล้วถอยออกมาพิจารณากาย อยา่ พจิ ารณากาย
อย่างเดียวหรือสงบทจี่ ิตแต่อยา่ งเดยี ว พระโยคาวจรเจ้าพจิ ารณาอย่างนี้ชำ� นาญแลว้
หรือช�ำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวน้ีแลเป็นส่วนที่จะเป็นเอง คือจิตย่อมจะรวมใหญ่
เมอ่ื รวมพบ่ึ ลง ยอ่ มปรากฏวา่ ทกุ สง่ิ รวมลงเปน็ อนั เดยี วกนั คอื หมดทง้ั โลกยอ่ มเปน็ ธาตุ
ทงั้ สิน้ นมิ ติ จะปรากฏขน้ึ พร้อมกนั ว่าโลกนร้ี าบเหมือนหน้ากลอง เพราะมสี ภาพเป็น
อนั เดยี วกนั ไมว่ า่ ป่าไม้ ภเู ขา มนษุ ย์ สตั ว์ แมท้ ี่สุดตัวของเรากต็ อ้ งลบราบเปน็ ทสี่ ดุ
อยา่ งเดยี วกนั พรอ้ มกบั ญาณสมั ปยตุ ต์ คอื รขู้ น้ึ มาพรอ้ มกนั ในทน่ี ต้ี ดั ความสนเทห่ ์
ในใจไดเ้ ลย จึงชือ่ วา่ ยถาภูตญาณทสั สนวปิ สั สนา คอื ท้งั เห็นท้ังรตู้ ามความเป็นจริง

ข้ันนเ้ี ป็นเบอ้ื งตน้ ในอนั ที่จะดำ� เนนิ ตอ่ ไป ไมใ่ ชท่ ี่สุด อันพระโยคาวจรเจา้ จะ
พงึ เจรญิ ใหม้ ากทำ� ใหม้ าก จงึ จะเปน็ ไปเพอ่ื ความรยู้ ง่ิ อกี จนรอบจนชำ� นาญเหน็ แจง้ ชดั วา่
สงั ขารความปรงุ แตง่ อนั เปน็ ความสมมตวิ า่ โนน่ เปน็ ของของเรา โนน่ เปน็ เรา เปน็ ความ
ไมเ่ ท่ียง อาศัยอุปาทานความยดึ ถือจงึ เป็นทกุ ข์ กแ็ ลธาตทุ ้งั หลาย เขาหากมหี ากเป็น
อยู่อย่างน้ีตง้ั แต่ไหนแตไ่ รมา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นเส่อื มไปอยูอ่ ยา่ งนมี้ าก่อน
เราเกิดต้งั แต่ดกึ ดำ� บรรพก์ เ็ ป็นอยูอ่ ยา่ งนี้ อาศยั อาการของจติ ของขันธ์ ๕ ไดแ้ ก่ รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปปรงุ แตง่ ส�ำคัญม่นั หมายทุกภพทกุ ชาติ นบั เป็น
อเนกชาติเหลือประมาณมาจนถึงปัจจุบันชาติจึงท�ำให้จิตหลงอยู่ตามสมมติ ไม่ใช่
สมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติท้ังหลายทัง้ หมดในโลกนี้ จะเป็นของมวี ิญญาณ
หรอื ไมก่ ต็ าม เมอื่ วา่ ตามความจรงิ แลว้ เขาหากมหี ากเปน็ เกดิ ขนึ้ เสอื่ มไป มอี ยอู่ ยา่ งนน้ั
ทีเดยี ว โดยไม่ตอ้ งสงสัยเลยจึงรขู้ ึน้ ว่า ปพุ ฺเพสุ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมเฺ มสุ ธรรมดาเหล่าน้ี
หากมีมาแต่ก่อน ถึงว่าจะไม่ได้ยินได้ฟังมาจากใครก็มีอยู่อย่างน้ันทีเดียว ฉะน้ัน
ในความขอ้ นี้ พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงปฏญิ าณพระองคว์ า่ เราไมไ่ ดฟ้ งั มาแตใ่ คร มไิ ดเ้ รยี น
มาแตใ่ คร เพราะของเหลา่ นี้มีอยู่ มีมาแตก่ อ่ นพระองคด์ ังน้ี ได้ความวา่ ธรรมดา
ธาตทุ ง้ั หลายยอ่ มเปน็ ยอ่ มมอี ยอู่ ยา่ งนนั้ อาศยั อาการของจติ เขา้ ไปยดึ ถอื เอาสงิ่ ทงั้ ปวง
เหล่าน้ันมาหลายภพหลายชาติ จึงเปน็ เหตใุ หเ้ ป็นไปตามสมมตินน้ั เป็นเหตใุ ห้อนสุ ยั

56

ครอบงำ� จติ จนหลงเชอ่ื ไปตาม จงึ เปน็ เหตใุ หก้ อ่ ภพกอ่ ชาตดิ ว้ ยอาการของจติ เขา้ ไปยดึ
ฉะน้นั พระโยคาวจรเจ้ามาพจิ ารณาโดยแยบคายลงไปตามสภาพวา่ สพเฺ พ สฺงขารา
อนิจจฺ า สพเฺ พ สงฺขารา ทุกขฺ า สังขารความเขา้ ไปปรงุ แต่ง คอื อาการของจติ น่นั แล
ไม่เทย่ี ง สตั ว์โลกเขาเท่ยี ง คอื มอี ยู่เป็นอยูอ่ ย่างนั้น ให้พจิ ารณาโดย อรยิ สัจจธรรม
ทง้ั ๔ เปน็ เครอื่ งแกอ้ าการของจติ ใหเ้ หน็ แนแ่ ทโ้ ดย ปจั จกั ขสทิ ธิ วา่ ตวั อาการของจติ
นีเ้ องมันไม่เทย่ี ง เป็นทุกข์ เพราะเหตทุ ่ไี มเ่ ห็นโดยปัจจกั ขสทิ ธิว่า ไมเ่ ท่ยี ง เป็นทกุ ข์
จงึ หลงตามสงั ขาร เมอื่ เหน็ จรงิ ลงไปแลว้ กเ็ ปน็ เครอ่ื งแกอ้ าการของจติ จงึ ปรากฏขนึ้ วา่
สงขฺ ารา สสสฺ ตา นตถฺ ิ สงั ขารทง้ั หลายทเี่ ทยี่ งแทไ้ มม่ ี สงั ขารเปน็ อาการของจติ ตา่ งหาก
เปรยี บเหมอื นพยบั แดด สว่ นสตั ว์เขากอ็ ยู่ประจ�ำโลกแตไ่ หนแตไ่ รมา เมื่อรโู้ ดยเงอื่ น
๒ ประการ คอื รูว้ า่ สัตวก์ ม็ ีอยอู่ ยา่ งน้ัน สงั ขารกเ็ ปน็ อาการของจติ เขา้ ไปสมมตเิ ขา
เท่านนั้ ตี ิภูตํ จติ ต้ังอย่เู ดมิ ไมม่ อี าการเป็นผ้หู ลดุ พ้น ไดค้ วามว่า ธรรมดาหรือธรรม
ทงั้ หลายไมใ่ ชต่ น จะใชต่ นอยา่ งไร ของเขาหากเกดิ มอี ยา่ งนนั้ ทา่ นจงึ วา่ สพเฺ พ ธมมฺ า
อนตตฺ า ธรรมทัง้ หลายไมใ่ ชต่ น ให้พระโยคาวจรเจา้ พึงพจิ ารณาให้เห็นแจง้ ประจักษ์
ตามนจ้ี นทำ� ใหจ้ ติ รวมพบึ่ ลงไป ใหเ้ หน็ จรงิ แจง้ ชดั ตามนน้ั โดย ปจั จกั ขสทิ ธิ พรอ้ มกบั
ญาณสมั ปยุตต์ ปรากฏข้นึ มาพรอ้ มกัน จงึ ชื่อวา่ วฏุ ฐานคามนิ วี ปิ สั สนา ท�ำในทีน่ ้ี
จนช�ำนาญเห็นจริงแจ้งประจักษ์พร้อมกับการรวมใหญ่และญาณสัมปยุตต์ รวม
ทวนกระแสแก้อนุสัยสมมติเป็นวิมุตติ หรือรวมลงฐีติจิต อันเป็นอยู่มีอยู่อย่างนั้น
จนแจ้งประจักษใ์ นทน่ี ั้นด้วยญาณสมั ปยุตตว์ า่ ขีณา ชาติ าณํ โหติ ดังนี้ ในทน่ี ี้
ไมใ่ ชส่ มมติ ไมใ่ ชข่ องแตง่ เอาเดาเอา ไมใ่ ชข่ องอนั บคุ คลพงึ ปรารถนาเอาได้ เปน็ ของ
ท่ีเกิดเอง เป็นเอง รู้เอง โดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะด้วยการปฏิบัติอันเข้มแข็ง
ไม่ทอ้ ถอย พิจารณาโดยแยบคายดว้ ยตนเองจงึ จะเป็นขน้ึ มาเอง ทา่ นเปรยี บเหมอื น
ต้นไม้ต่างๆ มีตน้ ขา้ วเป็นตน้ เมอื่ บ�ำรุงรกั ษาต้นมนั ใหด้ ีแล้ว ผลคือรวงข้าว ไม่ใชส่ งิ่
อันบุคคลพึงปรารถนาเอาเลย เป็นข้ึนมาเอง ถ้าแลบุคคลมาปรารถนาเอาแตร่ วงข้าว
แตห่ าได้รกั ษาต้นขา้ วไม่ เปน็ ผูเ้ กยี จคร้าน จะปรารถนาจนวนั ตาย รวงขา้ วก็จะไมม่ ี
ขึ้นมาให้ฉันใด วิมุตติธรรมก็ฉันน้ันน่ันแล มิใช่สิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได้
คนผปู้ รารถนาวมิ ตุ ตธิ รรมแต่ปฏบิ ัตไิ มถ่ กู หรือไมป่ ฏบิ ัตมิ วั เกียจคร้าน จนวันตายจะ
ประสบวมิ ตุ ติธรรมไม่ได้เลย ดว้ ยประการฉะน้ี

57

๑๐. จติ เดิมเป็นธรรมชาตใิ สสวา่ ง
แตม่ ดื มัวไปเพราะอปุ กิเลส

ปภสฺสรมทิ ํ ภกิ ขฺ เว จติ ตฺ ํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อปุ กเิ ลเสหิ อุปกกฺ ลิ ฏิ ฺ ํ ภกิ ษุ
ทง้ั หลาย จติ นเ้ี ล่อื มปภัสสรแจง้ สว่างมาเดิม แตอ่ าศยั อปุ กเิ ลสเครื่องเศร้าหมองเปน็
อาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ จึงท�ำให้จิตมิส่องแสงสว่างได้ ท่านเปรียบไว้ใน
บทกลอนหนง่ึ วา่ “ไมส้ ะงกหกพนั งา่ (กงิ่ ) กะปอมกา่ ขน้ึ มอื้ ฮอ้ ย กะปอมนอ้ ยขน้ึ มอื้ พนั
ครน้ั ตวั มาบท่ นั ขน้ึ นำ� คมู่ อื้ ๆ” โดยอธบิ ายวา่ คำ� วา่ ไมช้ ะงก ๖,๐๐๐ งา่ นนั้ เมอ่ื ตดั ศนู ย์
๓ ศนู ย์ออกเสยี เหลือแต่ ๖ คงไดค้ วามวา่ ทวารทัง้ ๖ เป็นท่ีมาแห่งกะปอมก่า คือ
ของปลอม ไม่ใช่ของจรงิ กเิ ลสทงั้ หลายไมใ่ ชข่ องจริง เปน็ สง่ิ สญั จรเข้ามาในทวาร
ทง้ั ๖ นบั รอ้ ยนบั พนั มใิ ชแ่ ตเ่ ทา่ นนั้ กเิ ลสทง้ั หลายทย่ี งั ไมเ่ กดิ มขี น้ึ กจ็ ะมที วยี งิ่ ๆ ขนึ้
ทกุ ๆ วนั ในเมอ่ื ไมแ่ สวงหาทางแก้ ธรรมชาตขิ องจติ เปน็ ของผอ่ งใสยงิ่ กวา่ อะไรทง้ั หมด
แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลสที่สัญจรเข้ามาปกคลุมจึงท�ำให้หมดรัศมี
ดจุ พระอาทติ ยเ์ มอื่ เมฆบดบงั ฉะนนั้ อยา่ พงึ เขา้ ใจวา่ พระอาทติ ยเ์ ขา้ ไปหาเมฆ เมฆไหล
มาบดบงั พระอาทิตย์ต่างหาก ฉะน้ัน ผบู้ ำ� เพญ็ เพยี รท้งั หลายเม่ือรู้โดยปริยายน้ีแล้ว
พึงก�ำจัดของปลอมด้วยการพิจารณาโดยแยบคายตามที่อธิบายแล้วในอุบายแห่ง
วปิ สั สนาขอ้ ๙ นนั้ เถดิ เมอ่ื ทำ� ใหถ้ งึ ขน้ั ฐตี จิ ติ แลว้ ชอื่ วา่ ยอ่ มทำ� ลายของปลอมไดห้ มดสน้ิ
หรือว่าของปลอมย่อมเข้าไม่ถึงฐีติจิต เพราะสะพานเช่ือมต่อถูกท�ำลายขาดสะบั้น
ลงแล้ว แม้ยังต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของโลกอยู่ ก็ย่อมเป็นดุจน้�ำกลิ้งบนใบบัว
ฉะน้ัน

58

๑๑. การทรมานตนของผู้บ�ำเพญ็ เพียร
ต้องใหพ้ อเหมาะกับอปุ นสิ ยั

นายสารถีผู้ฝึกม้ามีชื่อเสียงคนหนึ่ง มาเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามถึงวิธีทรมาน
เวไนย พระองค์ทรงย้อนถามนายสารถีก่อนถึงการทรมานมา้ เขาทลู วา่ ม้ามี ๔ ชนดิ
คอื ๑. ทรมานง่าย ๒. ทรมานอยา่ งกลาง ๓. ทรมานยากแท้ ๔. ทรมานไมไ่ ด้เลย
ตอ้ งฆา่ เสยี พระองคจ์ งึ ตรสั วา่ เรากเ็ หมอื นกนั ๑. ผทู้ รมานงา่ ย คอื ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ำ� จติ รวมงา่ ย
ให้กินอาหารเพียงพอเพอื่ บ�ำรุงร่างกาย ๒. ผ้ทู รมานอย่างกลาง คอื ผปู้ ฏิบัติทำ� จิต
ไมค่ อ่ ยจะลง กใ็ หก้ นิ อาหารแตน่ อ้ ยอยา่ ใหม้ าก ๓. ทรมานยากแท้ คอื ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ำ� จติ
ลงยากแท้ ไมต่ อ้ งใหก้ นิ อาหารเลย แตต่ อ้ งเปน็ อตตฺ ญญฺ ู รกู้ ำ� ลงั ของตนวา่ จะทนทาน
ได้สักเพยี งไรแค่ไหน ๔. ทรมานไมไ่ ดเ้ ลย ตอ้ งฆา่ เสีย คอื ผ้ปู ฏบิ ัตทิ �ำจิตไมไ่ ด้
เป็น ปทปรมะ พระองค์ทรงชักสะพานเสยี กล่าวคือไมท่ รงรบั สั่งสอน อปุ มาเหมอื น
ฆา่ ทิง้ เสยี ฉะนัน้

๑๒. มูลตกิ สตู ร

ตกิ แปลว่า ๓ มลู แปลว่า เค้ามลู รากเหงา้ รวมความวา่ ส่งิ ซงึ่ เป็นรากเหงา้
เคา้ มลู อยา่ งละ ๓ คอื ราคะ โทสะ โมหะ กเ็ รยี ก อกศุ ลมลู ๓ ตณั หา ๓ กม็ ี กามตณั หา
ภวตณั หา วภิ วตณั หา โอฆะและอาสวะกม็ อี ยา่ งละ ๓ คอื กามะ ภวะ อวชิ ชา ถา้ บคุ คล
มาเป็นไปกบั ด้วย ๓ เช่นนี้ ติปรวิ ตฺตํ กต็ ้องเวียนไปเป็น ๓-๓ กต็ ้องเป็นโลก ๓ คือ
กามโลก รปู โลก อรูปโลก อย่อู ย่างนน้ั แล เพราะ ๓ นนั้ เปน็ เค้ามูลโลก ๓

เครอ่ื งแกก้ ็มี ๓ คือ ศลี สมาธิ ปญั ญา เม่ือบคุ คลดำ� เนินตนตามศลี สมาธิ
ปัญญา อนั เปน็ เคร่อื งแก้ น ตปิ รวิ ตตฺ ํ กไ็ ม่ต้องเวยี นไปเป็น ๓-๓ ก็ไม่เป็นโลก ๓
ชื่อว่าพ้นจากโลก ๓ แล

59

๑๓. วิสุทธิเทวาเท่าน้ันเปน็ สนั ตบคุ คลแท้

อกุปฺปํ สพฺพธมเฺ มสุ เยยฺ ธมฺมา ปเวสฺสนโฺ ต บคุ คลผู้มีจิตไมก่ ำ� เริบในกเิ ลส
ทงั้ ปวง รธู้ รรมทง้ั หลายทงั้ ทเี่ ปน็ พหทิ ธาธรรม ทงั้ ทเ่ี ปน็ อชั ฌตั ตกิ าธรรม สนโฺ ต จงึ เปน็
ผสู้ งบระงบั สนั ตบคุ คลเชน่ นแี้ ลทจี่ ะบรบิ รู ณด์ ว้ ยหริ โิ อตตปั ปะ มธี รรมบรสิ ทุ ธสิ์ ะอาด
มใี จมน่ั คง เปน็ สตั บรุ ษุ ผทู้ รงเทวธรรมตามความในพระคาถาวา่ หริ โิ อตตฺ ปปฺ สมปฺ นนฺ า
สกุ กฺ ธมมฺ สมาหติ า สนโฺ ต สปปฺ รุ สิ า โลเก เทวธมมฺ าติ วจุ จฺ เร อปุ ตั ตเิ ทวา ผพู้ รง่ั พรอ้ ม
ดว้ ยกามคณุ วนุ่ วายอยดู่ ว้ ยกเิ ลส เหตไุ ฉนจงึ จะเปน็ สนั ตบคุ คลได้ ความในพระคาถานี้
ยอ่ มตอ้ งหมายถงึ วสิ ทุ ธเิ ทวา คอื พระอรหนั ตแ์ นน่ อน ทา่ นผเู้ ชน่ นนั้ เปน็ สนั ตบคุ คลแท้
สมควรจะเปน็ ผบู้ รบิ ูรณด์ ว้ ยหิรโิ อตตัปปะ และสุกฺกธรรม คือ ความบริสุทธิแ์ ท้

๑๔. อกริ ิยาเปน็ ท่ีสุดในโลก - สุดสมมติบัญญตั ิ

สจจฺ านํ จตโุ ร ปทา ขีณาสวา ชุติมนฺโต เต โลเก ปรินพิ พฺ ุตา สจั ธรรมท้งั ๔
คอื ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยงั เปน็ กริ ิยา เพราะแต่ละสจั จะๆ ย่อมมีอาการต้อง
ท�ำคอื ทกุ ข์-ต้องก�ำหนดรู้ สมุทยั -ตอ้ งละ นโิ รธ-ตอ้ งทำ� ใหแ้ จง้ มรรค-ตอ้ งเจริญ
ให้มาก ดังนลี้ ว้ นเป็นอาการท่ีจะต้องทำ� ทง้ั หมด ถ้าเป็นอาการทจ่ี ะตอ้ งท�ำก็ต้องเปน็
กริ ยิ า เพราะเหตนุ ้นั จึงรวมความไดว้ ่า สจั จะทัง้ ๔ เป็นกริ ยิ า จึงสมกบั บาทคาถา
ข้างต้นนัน้ ความวา่ สัจจะทัง้ ๔ เปน็ เท้าหรือเป็นเคร่อื งเหยียบกา้ วข้ึนไป หรอื ก้าว
ขนึ้ ไป ๔ พกั จึงจะเสรจ็ กจิ ตอ่ จากน้ันไปจึงเรยี กว่า อกริ ยิ า

อุปมา ดังเขยี นเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐ แลว้ ลบ ๑ ถึง ๙ ทง้ิ เสีย
เหลอื แต่ ๐ (ศนู ย)์ ไมเ่ ขยี นอีกตอ่ ไป คงอ่านวา่ ศนู ย์ แต่ไม่มคี ่าอะไรเลย จะน�ำไป
บวกลบคณู หารกบั เลขจำ� นวนใดๆ ไม่ได้ท้ังสน้ิ แตจ่ ะปฏเิ สธว่าไม่มหี าไดไ้ ม่ เพราะ
ปรากฏอยวู่ า่ ๐ (ศนู ย)์ นแี่ หละ คอื ปญั ญารอบรู้ เพราะทำ� ลายกริ ยิ า คอื ความสมมติ
หรอื วา่ ลบสมมตลิ งเสยี จนหมดสน้ิ ไมเ่ ขา้ ไปยดึ ถอื สมมตทิ ง้ั หลาย คำ� วา่ ลบ คอื ทำ� ลาย

60

กริ ยิ า กลา่ วคอื ความสมมติ มปี ญั หาสอดขนึ้ มาวา่ เมอ่ื ทำ� ลายสมมติหมดแล้วจะไป
อยทู่ ่ไี หน? แก้วา่ ไปอยู่ในท่ีไม่สมมติ คอื อกิริยา นน่ั เอง เน้ือความตอนนเี้ ป็นการ
อธิบายตามอาการของความจริงซ่ึงประจักษ์แก่ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะ อันผู้ไม่ปฏิบัติ
หาอาจรูไ้ ดไ้ ม่ ต่อเม่ือไรฟงั แลว้ ท�ำตามจนรู้เองเหน็ เองน่นั แหละจึงจะเข้าใจได้

ความแหง่ ๒ บาทคาถาตอ่ ไปวา่ พระขณี าสวเจา้ ทงั้ หลายดบั โลกสามรงุ่ โรจนอ์ ยู่
คือทำ� การพจิ ารณาบำ� เพ็ญเพยี รเป็น ภาวิโต พหุลีกโต คือท�ำให้มาก เจริญใหม้ าก
จนจิตมีก�ำลังสามารถพิจารณาสมมติท้ังหลายท�ำลายสมมติทั้งหลายลงไปได้จนเป็น
อกริ ยิ ากย็ อ่ มดบั โลกสามได้ การดบั โลกสามนน้ั ทา่ นขณี าสวเจา้ ทง้ั หลายมไิ ดเ้ หาะขนึ้
ไปในกามโลก รปู โลก อรปู โลก เลยทเี ดยี ว คงอยกู่ บั ทนี่ นั่ เอง แมพ้ ระบรมศาสดาของ
เรากเ็ ชน่ เดยี ว พระองค์ประทับน่ังอยู่ ณ ควงไมโ้ พธพิ ฤกษ์แห่งเดยี วกนั เมือ่ จะดบั
โลกสาม กม็ ไิ ดเ้ หาะขนึ้ ไปในโลกสาม คงดบั อยทู่ จี่ ติ ทจ่ี ติ นน้ั เองเปน็ โลกสาม ฉะนนั้
ทา่ นผตู้ อ้ งการดบั โลกสาม พงึ ดบั ทจ่ี ติ ของตนๆ จงึ ทำ� ลายกริ ยิ า คอื ตวั สมมตหิ มดสน้ิ
จากจติ ยังเหลือแต่อกิริยา เปน็ ฐีติจิต ฐีติธรรม อนั ไม่รจู้ ักตาย ฉะน้ีแล

๑๕. สัตตาวาส ๙

เทวาพภิ พ มนุสสโลก อบายโลก จดั เปน็ กามโลก ท่อี ยู่อาศัยของสัตวเ์ สพกาม
รวมเป็น ๑ รูปโลก ที่อยอู่ าศัยของสัตว์ผู้สำ� เรจ็ รปู ฌานมี ๔ อรูปโลก ทอ่ี ยูอ่ าศยั
ของสัตว์ผู้สำ� เร็จอรปู ฌานมี ๔ รวมทั้งสน้ิ เปน็ ๙ เป็นทีอ่ ยูอ่ าศัยของสตั ว์ ผมู้ ารู้เทา่
สตั ตาวาส ๙ กล่าวคอื พระขีณาสวเจ้าทง้ั หลายยอ่ มจากท่ีอยขู่ องสัตว์ ไม่ตอ้ งอย่ใู น
ท่ี ๙ แหง่ น้ี และปรากฏในสามเณรปัญหาขอ้ สดุ ทา้ ยว่า ทส นาม กึ อะไรช่อื ว่า ๑๐
แกว้ า่ ทสหิ องเฺ คหิ สมนนฺ าคโต พระขณี าสวเจา้ ผปู้ ระกอบดว้ ยองค์ ๑๐ ยอ่ มพน้ จาก
สตั ตาวาส ๙ ความข้อนี้คงเปรยี บได้กบั การเขียนเลข ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๐
นั่นเอง ๑ ถึง ๙ เปน็ จ�ำนวนทน่ี ับได้ อ่านได้ บวกลบคณู หารกนั ได้ ส่วน ๑๐ ก็คอื
เลข ๑ กบั ๐ (ศนู ย)์ เราจะเอา ๐ (ศนู ย)์ ไปบวกลบคณู หารกบั เลขจำ� นวนใดๆ กไ็ มท่ ำ�
ใหเ้ ลขจำ� นวนนนั้ มคี า่ สงู ขน้ึ และ ๐ (ศนู ย)์ นเ้ี มอื่ อยโู่ ดยลำ� พงั กไ็ มม่ คี า่ อะไร แตจ่ ะวา่

61

ไมม่ กี ไ็ มไ่ ด้ เพราะเปน็ สงิ่ ปรากฏอยู่ ความเปรยี บนฉ้ี นั ใด จติ ใจกฉ็ นั นน้ั เปน็ ธรรมชาติ
มลี กั ษณะเหมอื น ๐ (ศนู ย)์ เมอ่ื นำ� ไปตอ่ เขา้ กบั เลขตวั ใด ยอ่ มทำ� ใหเ้ ลขตวั นนั้ เพมิ่ คา่
ข้ึนอีกมาก เช่น เลข ๑ เม่ือเอาศูนย์ต่อเข้าก็กลายเป็น ๑๐ (สิบ) จิตใจเราน้ี
กเ็ หมอื นกนั เมอื่ ตอ่ เขา้ กบั สงิ่ ทง้ั หลายกเ็ ปน็ ของวจิ ติ รพสิ ดารมากมายขนึ้ ทนั ที แตเ่ มอ่ื
ได้รบั การฝกึ ฝนอบรมจนฉลาดรอบรูส้ รรพเญยยธรรมแลว้ ยอ่ มกลบั คืนสสู่ ภาพ ๐
(ศนู ย์) คือ ว่างโปรง่ พ้นจากการนับการอา่ นแล้ว มิได้อยู่ในที่ ๙ แห่งอันเป็นทอ่ี ยู่
ของสตั ว์ แต่อยู่ในทห่ี มดสมมติบัญญัติคอื สภาพ ๐ (ศูนย์) หรอื อกิรยิ าดังกล่าว
ในขอ้ ๑๔ นั่นเอง

๑๖. ความสำ� คญั ของปฐมเทศนา
มชั ฌิมเทศนา และปัจฉมิ เทศนา

พระธรรมเทศนาของสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ใน ๓ กาล มคี วามสำ� คญั ย่ิง
อนั พทุ ธบริษทั ควรสนใจพิจารณาเปน็ พิเศษ คอื

ก. ปฐมโพธกิ าล ไดท้ รงแสดงธรรมแกพ่ ระปญั จวคั คยี ์ ทปี่ า่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั
เมอื งพาราณสี เปน็ ครงั้ แรก เปน็ ปฐมเทศนา เรยี กวา่ ธรรมจกั ร เบอื้ งตน้ ทรงยกสว่ นสดุ
๒ อย่าง อนั บรรพชิตไม่ควรเสพขน้ึ แสดงวา่ เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา ปพพฺ ชเิ ตน น
เสวติ พพฺ า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย สว่ นทส่ี ดุ ๒ อยา่ ง อนั บรรพชติ ไมพ่ งึ เสพ คอื กามสขุ ลั ลกิ า
และอตั ตกลิ มถา อธบิ ายวา่ กามสขุ ลั ลกิ า เปน็ สว่ นแหง่ ความรกั อตั ตกลิ มถา เปน็ สว่ น
แหง่ ความชงั ทง้ั ๒ สว่ นนเ้ี ปน็ ตวั สมทุ ยั เมอ่ื ผบู้ ำ� เพญ็ ตบธรรมทง้ั หลายโดยอยซู่ งึ่ สว่ น
ทงั้ สองน้ี ชื่อวา่ ยังไม่เข้าทางกลาง เพราะเมอื่ บ�ำเพ็ญเพยี รพยายามท�ำสมาธิ จิตสงบ
สบายดีเต็มที่ก็ดีใจ คร้ันเมื่อจิตนึกคิดฟุ้งซ่านร�ำคาญก็เสียใจ ความดีใจน้ัน คือ
กามสขุ ลั ลกิ า ความเสยี ใจนน้ั แล คอื อตั ตกลิ มถา ความดใี จกเ็ ปน็ ราคะ ความเสยี ใจ
กเ็ ปน็ โทสะ ความไมร่ เู้ ทา่ ในราคะ โทสะ ทงั้ สองนเ้ี ปน็ โมหะ ฉะนน้ั ผทู้ พี่ ยายามประกอบ
ความเพยี รในเบ้อื งแรกต้องกระทบส่วนสุดทงั้ สองน้นั แลก่อน ถ้าเมื่อกระทบส่วน ๒

62

นน้ั อยู่ ชอื่ วา่ ผดิ อยู่ แตเ่ ปน็ ธรรมดาแทท้ เี ดยี ว ตอ้ งผดิ เสยี กอ่ นจงึ ถกู แมพ้ ระบรมศาสดา
แต่ก่อนน้ันพระองค์ก็ผิดมาเต็มท่ีเหมือนกัน แม้พระอัครสาวกท้ังสอง ก็ซ้�ำเป็น
มิจฉาทิฐิมาก่อนแล้วท้ังส้ิน แม้สาวกท้ังหลายเหล่าอื่นๆ ก็ล้วนแต่ผิดมาแล้วทั้งนั้น
ต่อเมื่อพระองค์มาด�ำเนินทางกลาง ท�ำจิตอยู่ภายใต้ร่มโพธิพฤกษ์ ได้ญาณ ๒
ในสองยามเบ้อื งต้นในราตรี ได้ญาณท่ี ๓ กลา่ วคอื อาสวกั ขยญาณ ในยามใกลร้ ุ่ง
จงึ ไดถ้ กู ทางกลางอนั แทจ้ รงิ ทำ� จติ ของพระองคใ์ หพ้ น้ จากความผดิ กลา่ วคอื ...สว่ นสดุ
ทง้ั สองนน้ั พน้ จากสมมตโิ คตร สมมตชิ าติ สมมตวิ าส สมมตวิ งศ์ และสมมตปิ ระเพณี
ถงึ ความเปน็ อรยิ โคตร อรยิ ชาติ อรยิ วาส อรยิ วงศ์ และอรยิ ประเพณี สว่ นอรยิ สาวก
ทั้งหลายน้ันเล่าก็มารู้ตามพระองค์ ท�ำให้ได้อาสวักขยญาณพ้นจากความผิดตาม
พระองคไ์ ป สว่ นเราผปู้ ฏบิ ตั อิ ยใู่ นระยะแรกๆ กต็ อ้ งผดิ เปน็ ธรรมดา แตเ่ มอ่ื ผดิ กต็ อ้ ง
รเู้ ทา่ แลว้ ทำ� ใหถ้ กู เมอ่ื ยงั มดี ใี จเสยี ใจในการบำ� เพญ็ บญุ กศุ ลอยกู่ ต็ กอยใู่ นโลกธรรม
เม่ือตกอยู่ในโลกธรรมจงึ เป็นผ้หู วั่นไหวเพราะความดใี จเสยี ใจนนั่ แหละ ชอื่ ว่าความ
หว่ันไหวไปมา อุปปฺ นฺโน โข เม โลกธรรมจะเกิดที่ไหน เกดิ ที่เรา โลกธรรมมี ๘
มรรคเครอ่ื งแกก้ ็มี ๘ มรรค ๘ เครือ่ งแกโ้ ลกธรรม ๘ ฉะนัน้ พระองคจ์ ึงทรงแสดง
มัชฌมิ าปฏิปทา แกส้ ่วน ๒ เมื่อแกส้ ว่ น ๒ ไดแ้ ลว้ กเ็ ขา้ สอู่ ริยมรรค ตัดกระแสโลก
ท�ำใจใหเ้ ป็น จาโค ปฏินสิ สฺ คโฺ ค มตุ ตฺ ิ อนาลโย (สละสลัดตัดขาดวางใจหายหว่ ง)
รวมความวา่ เมอื่ สว่ น ๒ ยงั มอี ยใู่ นใจผใู้ ดแลว้ ผนู้ นั้ กย็ งั ไมถ่ กู ทาง เมอื่ ผมู้ ใี จพน้ จาก
สว่ นทงั้ ๒ แลว้ กไ็ มห่ วน่ั ไหว หมดธลุ ี เกษมจากโยคะ จงึ วา่ เนอื้ ความแหง่ ธรรมจกั ร
สำ� คญั มาก พระองคท์ รงแสดงธรรมจกั รนย้ี งั โลกธาตใุ หห้ วนั่ ไหว จะไมห่ วนั่ ไหวอยา่ งไร
เพราะมีใจความส�ำคัญอย่างน้ี โลกธาตกุ ็มิใช่อะไรอื่น คือตัวเรานเ้ี อง ตัวเรากค็ อื ธาตุ
ของโลก หวน่ั ไหวเพราะเหน็ ในของที่ไมเ่ คยเห็น เพราะจิตพน้ จากสว่ น ๒ ธาตขุ อง
โลกจงึ หวน่ั ไหว หว่ันไหวเพราะจะไม่มาก่อธาตุของโลกอกี แล

ข. มชั ฌมิ โพธกิ าล ทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกขใ์ นชมุ ชนพระอรหนั ต์ ๑,๒๕๐ องค์
ณ พระราชอทุ ยานเวฬวุ นั กลนั ทกนวิ าปสถาน กรงุ ราชคฤห์ ใจความสำ� คญั ตอนหนง่ึ วา่
อธิจิตเฺ ต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธานสาสนํ พงึ เปน็ ผทู้ ำ� จิตให้ย่งิ การทจ่ี ะทำ� จิตให้ยิง่ ได้
ตอ้ งเปน็ ผสู้ งบระงบั อจิ ฉฺ า โลภสมาปนโฺ น สมโณ กึ ภวสิ สฺ ติ เมอื่ ประกอบดว้ ยความ

63

อยากดน้ิ รนโลภหลงอยแู่ ลว้ จกั เปน็ ผสู้ งบระงบั ไดอ้ ยา่ งไร ตอ้ งเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ คอื ปฏบิ ตั ิ
พระวนิ ยั เปน็ เบอ้ื งตน้ และเจรญิ กรรมฐานตง้ั ตน้ แตก่ ารเดนิ จงกรม นง่ั สมาธิ ทำ� ใหม้ าก
เจรญิ ใหม้ าก ในการพจิ ารณามหาสตปิ ฏั ฐาน มกี ายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานเปน็ เบอื้ งแรก
พึงพิจารณาส่วนแห่งร่างกายโดยอาการแห่งบริกรรมสวนะ คือพิจารณาโดยอาการ
คาดคะเนว่าส่วนน้ันเป็นอย่างนั้นด้วยการมีสติสัมปชัญญะไปเสียก่อน เพราะเมื่อ
พจิ ารณาเช่นนี้ใจไมห่ า่ งจากกาย ท�ำให้รวมงา่ ย

เมอ่ื ทำ� ใหม้ ากในบรกิ รรมสวนะแลว้ จกั เกดิ ขนึ้ ซงึ่ อคุ คหนมิ ติ ใหช้ ำ� นาญในทน่ี นั้
จนเปน็ ปฏิภาค ช�ำนาญในปฏภิ าคโดยยงิ่ แลว้ จกั เป็นวปิ สั สนา เจรญิ วปิ ัสสนาจนเปน็
วปิ สั สนาอยา่ งอกุ ฤษฏท์ ำ� จติ เขา้ ถงึ ตี ภิ ตู ดํ งั กลา่ วแลว้ ในอบุ ายแหง่ วปิ สั สนาชอ่ื วา่ ปฏบิ ตั ิ
เมอ่ื ปฏบิ ตั แิ ลว้ โมกขฺ ํ จงึ จะขา้ มพน้ จงึ พน้ จากโลก ชอ่ื วา่ โลกตุ ตรธรรม เขมํ จงึ เกษมจาก
โยคะ (เครอื่ งรอ้ ย) ฉะนน้ั เนอื้ ความในมชั ฌมิ เทศนาจงึ สำ� คญั เพราะเลง็ ถงึ วมิ ตุ ตธิ รรม
ด้วยประการฉะนี้แลฯ

ค. ปจั ฉมิ โพธกิ าล ทรงแสดงปจั ฉมิ เทศนาในทชี่ มุ ชนพระอรยิ สาวก ณ พระราช
อทุ ยานสาลวันของมัลลกษัตริย์ กรุงกสุ นิ ารา ในเวลาจวนจะปรินพิ พานว่า หนฺททานิ
อามนตฺ ยามิ โว ภกิ ขฺ เว ปฏิเวทยามิ โว ภกิ ฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปปฺ มาเทน
สมปฺ าเทถ เราบอกทา่ นทงั้ หลายวา่ จงเปน็ ผไู้ มป่ ระมาท พจิ ารณาสงั ขารทเี่ กดิ ขนึ้ แลว้ เสอื่ มไป
เมอื่ ท่านท้ังหลายพิจารณาเช่นน้นั จักเปน็ ผู้แทงตลอด พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนา
เพยี งเทา่ นกี้ ป็ ดิ พระโอษฐ์ มไิ ดต้ รสั อะไรตอ่ ไปอกี เลย จงึ เรยี กวา่ ปจั ฉมิ เทศนา อธบิ าย
ความต่อไปว่า สังขารมนั เกิดขนึ้ ทไ่ี หน อะไรเปน็ สงั ขาร สังขารมนั กเ็ กดิ ขึ้นทจี่ ติ ของ
เราเอง เปน็ อาการของจติ พาใหเ้ กดิ ขนึ้ ซง่ึ สมมตทิ งั้ หลาย สงั ขารนแี้ ลเปน็ ตวั การสมมติ
บญั ญตั ิ สง่ิ ทงั้ หลายในโลก ความจรงิ ในโลกทงั้ หลายหรอื ธรรมธาตทุ ง้ั หลาย เขามเี ขา
เปน็ อยอู่ ยา่ งนน้ั แผน่ ดนิ ตน้ ไม้ ภเู ขา ฟา้ แดด เขาไมไ่ ดว้ า่ เขาเปน็ อะไรเลย ตลอดจน
ตวั ตนมนษุ ยก์ เ็ ปน็ ธาตขุ องโลก เขาไมไ่ ดว้ า่ เปน็ นน้ั เปน็ นเ้ี ลย เจา้ สงั ขารตวั การนเี้ ขา้ ไป
ปรุงแตง่ วา่ เขาเป็นน้ันเปน็ นี้ จนหลงกนั ว่าเปน็ จรงิ ถือเอาว่าเป็นตัวเรา เป็นของๆ เรา
เสยี สิ้น จงึ มี ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึน้ ท�ำจติ ดง้ั เดมิ ใหห้ ลงตามไป เกิด แก่ เจบ็
ตาย เวยี นว่ายไปไม่มที ส่ี นิ้ สดุ เปน็ อเนกภพ อเนกชาติ เพราะเจา้ ตัวสังขารนัน้ แลเปน็

64

ตวั เหตุ จงึ ทรงสอนใหพ้ จิ ารณาสงั ขารวา่ สพเฺ พ สงขฺ ารา อนจิ จฺ า สพเฺ พ สงขฺ ารา ทกุ ขฺ า
ใหเ้ ปน็ ปรชี าญาณชดั แจง้ เกดิ จากผลแหง่ การเจรญิ ปฏภิ าคเปน็ สว่ นเบอื้ งตน้ จนทำ� จติ
ใหเ้ ขา้ ภวงั ค์ เมอ่ื กระแสแหง่ ภวงั คห์ ายไป มญี าณเกดิ ขน้ึ วา่ “นนั้ เปน็ อยา่ งนนั้ เปน็ สภาพ
ไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข”์ เกดิ ขนึ้ ในจติ จรงิ ๆ จนชำ� นาญเหน็ จรงิ แจง้ ประจกั ษก์ ร็ เู้ ทา่ สงั ขารได้
สงั ขารกจ็ ะมาปรงุ แตง่ ให้จิตก�ำเรบิ อกี ไม่ได้ ในคาถาว่า อกุปฺปํ สพพฺ ธมเฺ มสุ เยยฺ
ธมฺมา ปเวสฺสนฺโต เมื่อสังขารปรุงแต่งจิตไม่ได้แล้วก็ไม่ก�ำเริบ รู้เท่าธรรมท้ังปวง
สนฺโต ก็เป็นผู้สงบระงับถึงซ่ึงวิมุตติธรรม ด้วยประการฉะนี้ ปัจฉิมเทศนานี้เป็น
คำ� ส�ำคญั แท้ ทำ� ใหผ้ ู้พจิ ารณารู้แจ้งถงึ ทีส่ ุด พระองค์จึงได้ปดิ พระโอษฐแ์ ต่เพียงนี้

พระธรรมเทศนาใน ๓ กาลนี้ ยอ่ มมคี วามสำ� คญั เหนอื ความสำ� คญั ในทกุ ๆ กาล
ปฐมเทศนากเ็ ลง็ ถงึ วมิ ตุ ตธิ รรม มชั ฌมิ เทศนากเ็ ลง็ ถงึ วมิ ตุ ตธิ รรม ปจั ฉมิ เทศนากเ็ ลง็
ถงึ วิมตุ ติธรรม รวมทัง้ ๓ กาล ล้วนแต่เล็งถึงวิมตุ ติธรรมท้ังสิน้ ด้วยประการฉะน้ี

๑๗. พระอรหนั ตท์ กุ ประเภท
บรรลทุ งั้ เจโตวมิ ตุ ติ ทง้ั ปัญญาวมิ ตุ ติ

อนาสวํ เจโตวมิ ตุ ฺตึ ปญญฺ าวิมุตฺตึ ทิฏเฺ €ว ธมเฺ ม สยํ อภญิ ฺา สจฉฺ กิ ตฺวา
อุปปฺ สมฺปชฺช วหิ รติ พระบาลนี ้แี สดงว่า พระอรหันต์ทง้ั หลายไม่วา่ ประเภทใดย่อม
บรรลทุ ง้ั เจโตวมิ ตุ ติ ทง้ั ปญั ญาวมิ ตุ ติ ทป่ี ราศจากอาสวะในปจั จบุ นั หาไดแ้ บง่ แยกไวว้ า่
ประเภทนั้นบรรลุแต่เจโตวิมุตติหรือปัญญาวิมุตติไม่ ท่ีเกจิอาจารย์แต่งอธิบายไว้ว่า
เจโตวมิ ตุ ตเิ ปน็ ของพระอรหนั ตผ์ ไู้ ดส้ มาธกิ อ่ น สว่ นปญั ญาวมิ ตุ ตเิ ปน็ ของพระอรหนั ต์
สกุ ขวปิ สั สก ผเู้ จรญิ วปิ สั สนาลว้ นๆ นนั้ ยอ่ มขดั แยง้ ตอ่ มรรค มรรคประกอบดว้ ยองค์ ๘
มที งั้ สมั มาทฏิ ฐิ ทงั้ สมั มาสมาธิ ผจู้ ะบรรลวุ มิ ตุ ตธิ รรมจำ� ตอ้ งบำ� เพญ็ มรรค ๘ บรบิ รู ณ์
มิฉะน้ันก็บรรลุวิมุตติธรรมไม่ได้ ไตรสิกขาก็มีท้ังสมาธิ ท้ังปัญญา อันผู้จะได้
อาสวกั ขยญาณ จำ� ตอ้ งบำ� เพญ็ ไตรสกิ ขาใหบ้ รบิ รู ณท์ ง้ั ๓ สว่ น ฉะนนั้ จงึ วา่ พระอรหนั ต์
ทกุ ประเภทต้องบรรลุทัง้ เจโตวมิ ุตติ ทัง้ ปญั ญาวิมตุ ติ ด้วยประการฉะน้ีแลฯ

65

พระธรรมเทศนา

ธรรมเทศนาของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ ทพ่ี ระภกิ ษุ
ทองคำ� ญาโณภาโส กบั พระภกิ ษวุ นั อตุ ตโม ไดจ้ ดบนั ทกึ ไว้
ในปจั ฉมิ สมยั กอ่ นหนา้ มรณภาพเพยี งเลก็ นอ้ ย คอื ระหวา่ ง
พทุ ธศักราช ๒๔๙๑ ถงึ ๒๔๙๒

66

๑.
เรอ่ื งมลู กรรมฐาน

กลุ บตุ รผบู้ รรพชาอปุ สมบทเขา้ มาในพระพทุ ธศาสนานแี้ ลว้ ใครเลา่ ไมเ่ คยเรยี น
กรรมฐานมา บอกได้ทเี ดยี วว่าไมเ่ คยมี พระอปุ ัชฌาย์ทุกองค์เมือ่ บวชกุลบุตรจะไม่
สอนกรรมฐานกอ่ นแลว้ จงึ ใหผ้ า้ ภายหลงั ไมม่ ี ถา้ อปุ ชั ฌายอ์ งคใ์ ดไมส่ อนกรรมฐานกอ่ น
อุปัชฌายอ์ งคน์ น้ั ด�ำรงความเปน็ อุปัชฌายะต่อไปไมไ่ ด้ ฉะนนั้ กลุ บตุ รผู้บวชมาแล้ว
จึงได้ช่ือวา่ เรยี นกรรมฐานมาแลว้ ไม่ต้องสงสัยวา่ ไมไ่ ดเ้ รยี น

พระอปุ ชั ฌายะสอนกรรมฐาน ๕ คอื เกสา ผม โลมา ขน นขา เลบ็ ทนั ตา ฟัน
ตโจ หนงั ในกรรมฐานทงั้ ๕ นี้ มหี นงั เปน็ ทส่ี ดุ ทำ� ไมจงึ สอนถงึ หนงั เทา่ นน้ั ? เพราะเหตวุ า่
หนงั มนั เปน็ อาการใหญ่ คนเราทกุ คนตอ้ งมหี นงั หมุ้ หอ่ ถา้ ไมม่ หี นงั ผม ขน เลบ็ ฟนั
กอ็ ยไู่ มไ่ ด้ ตอ้ งหลดุ หลน่ ทำ� ลายไป เนอื้ กระดกู เอน็ และอาการทงั้ หมดในรา่ งกายน้ี
กจ็ ะอยไู่ มไ่ ด้ ตอ้ งแตกตอ้ งทำ� ลายไป คนเราจะหลงรปู กม็ าหลงหนงั หมายความสวยๆ
งามๆ เกิดความรกั ใครแ่ ล้วกป็ รารถนาเพราะมาหมายอยู่ทหี่ นัง

เมอ่ื เหน็ แลว้ กส็ ำ� คญั เอาผวิ พรรณของมนั คอื ผวิ ดำ� -ขาว-แดง-ดำ� แดง-ขาวแดง
ผวิ อะไรต่ออะไร ก็เพราะหมายสหี นงั ถา้ ไมม่ ีหนงั แล้ว ใครเล่าจะหมายว่าสวยงาม?
ใครเล่าจะรักจะชอบจะปรารถนา? มีแต่จะเกลียดหน่ายไม่ปรารถนา ถ้าหนังไม่หุ้ม
ห่ออยู่แล้ว เน้อื เอน็ และอาการอื่นๆ ก็จะอยูไ่ มไ่ ด้ ท้งั จะประกอบกจิ การอะไรก็ไมไ่ ด้
จงึ วา่ หนงั เป็นของสำ� คญั นกั จะเปน็ อยูไ่ ดก้ ็เพราะหนัง จะเกดิ ความหลงสวยหลงงาม
กเ็ พราะมหี นงั ฉะนั้น พระอปุ ัชฌายะทา่ นจึงสอนถึงแตห่ นงั เป็นทสี่ ุด ถา้ เรามาต้ังใจ
พิจารณาจนให้เห็นความเปื่อยเน่าเกิดอสุภนิมิตปรากฏแน่แก่ใจแล้ว ย่อมจะเห็น
อนจิ จสจั จธรรม ทกุ ขสัจจธรรม อนัตตาสจั จธรรม จึงจะแก้ความหลงสวยหลงงาม
อนั มนั่ หมายอยทู่ ห่ี นงั ยอ่ มไมส่ ำ� คญั หมาย และไมช่ อบใจ ไมป่ รารถนาเอา เพราะเหน็
ตามความเป็นจริง เมื่อใดเช่ือค�ำสอนของพระอุปัชฌายะไม่ประมาทแล้ว จึงจะได้
เหน็ สัจจธรรม

67

ถา้ ไมเ่ ชอื่ คำ� สอนพระอปุ ชั ฌายะ ยอ่ มแกค้ วามหลงของตนไมไ่ ด้ ยอ่ มตกอยใู่ นบว่ ง
แหง่ รชั ชนอิ ารมณ์ ตกอยใู่ นวฏั จกั ร เพราะฉะนน้ั คำ� สอนทพ่ี ระอปุ ชั ฌายะไดส้ อนแลว้
แต่ก่อนบวชน้ันเป็นค�ำสอนที่จริงที่ดี แล้วเราไม่ต้องไปหาทางอ่ืนอีก ถ้ายังสงสัย
ยงั หาไปทางอนื่ อกี ชอ่ื วา่ ยงั หลงยงั งมงาย ถา้ ไมห่ ลงจะไปหาทำ� ไม คนไมห่ ลงกไ็ มม่ กี ารหา
คนท่ีหลงจึงมกี ารหา หาเท่าไรยิ่งหลงไปไกลเท่านั้น ใครเป็นผูไ้ มห่ า มาพิจารณาอยู่
ในของทมี่ ีอยนู่ ี้ ก็จะเห็นแจ้งซ่ึงภตู ธรรม ฐตี ธิ รรม อันเกษมจากโยคาสวะท้ังหลาย

ความในเร่ืองนี้ ไม่ใช่มติของพระอุปัชฌายะท้ังหลายคิดได้แล้วสอนกุลบุตร
ตามมตขิ องใครของมนั เนอื่ งดว้ ยพทุ ธพจนแ์ หง่ พระพทุ ธองคเ์ จา้ ไดท้ รงบญั ญตั ไิ วใ้ ห้
อปุ ชั ฌายะเปน็ ผสู้ อนกลุ บตุ รผบู้ วชใหมใ่ หก้ รรมฐานประจำ� ตน ถา้ มฉิ ะนนั้ กไ็ มส่ มกบั
การออกบวชทไี่ ดส้ ละบา้ นเรอื นครอบครวั ออกมาบำ� เพญ็ เนกขมั มธรรม หวงั โมกขธรรม
การบวชกจ็ ะเทา่ กบั การทำ� เลน่ พระองคไ์ ดท้ รงบญั ญตั มิ าแลว้ พระอปุ ชั ฌายะทง้ั หลาย
จึงดำ� รงประเพณนี ี้สบื มาตราบเทา่ ทกุ วนั น้ี พระอปุ ชั ฌายะสอนไมผ่ ิด สอนจริงแท้ๆ
เปน็ แตก่ ลุ บตุ รผรู้ บั เอาคำ� สอนไมต่ งั้ ใจ มวั ประมาทลมุ่ หลงเอง ฉะนนั้ ความในเรอ่ื งน้ี
วิญญชู นจึงได้รับรองทเี ดียววา่ เปน็ วสิ ทุ ธมิ รรคเท่ียงแท้

๒.
เร่ืองศลี

สลี ํ สลี า วยิ ศีล คอื ความปกติ อปุ มาไดเ้ ท่ากับหินซึง่ เป็นของหนักและเป็น
แกน่ ของดนิ แมจ้ ะมวี าตธาตมุ าเปา่ สกั เทา่ ใด กไ็ มม่ กี ารสะเทอื นหวน่ั ไหวเลย แตว่ า่ เรา
จะส�ำคญั ถอื แต่เพยี งค�ำวา่ ศีล เทา่ นัน้ กจ็ ะท�ำให้เรางมงายอีก ตอ้ งใหร้ ู้จกั เสยี วา่ ศีล
นนั้ อยู่ทไี่ หน? มีตัวตนเป็นอย่างไร? อะไรเลา่ เป็นตวั ศลี ? ใครเป็นผ้รู ักษา? ถา้ รู้จัก
วา่ ใครเป็นผู้รักษาแล้ว ก็จะร้จู ักว่าผนู้ นั้ เปน็ ตวั ศีล ถ้าไมเ่ ขา้ ใจเร่อื งศลี ก็จะงมงายไป
ถอื ศีลเพียงนอกๆ เด๋ยี วกไ็ ปหาเอาท่ีน้ันที่นี้จึงจะมศี ีล ไปขอเอาจึงจะมศี ลี ไปขอเอา
ทนี่ น่ั ทนี่ จี่ งึ มี เมอ่ื ยงั เทย่ี วหาเทย่ี วขออยู่ ไมใ่ ชห่ ลงศลี ดอกหรอื ? ไมใ่ ชส่ ลี พั พตปรามาส
ถือนอกๆ ลบู ๆ คล�ำๆ อยหู่ รอื ?

68

อทิ ํ สจจฺ าภนิ เิ วสทฏิ ฺ ิ จะเหน็ ความงมงายของตนวา่ เปน็ ของจรงิ เทยี่ งแท้ ผไู้ มห่ ลง
ย่อมไมไ่ ปเทีย่ วขอเท่ยี วหา เพราะเขา้ ใจแลว้ วา่ ศลี กอ็ ยทู่ ี่ตนน้ี จะรักษาโทษทง้ั หลาย
กต็ นเป็นผ้รู กั ษา ดงั ทีว่ ่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว สลี ํ วทาม”ิ เจตนาเป็นตัวศีล เจตนา คือ
อะไร? เจตนาน้ีตอ้ งแปลงอกี จงึ จะไดค้ วาม ตอ้ งเอาสระ เอ มาเปน็ อิ เอา ต สะกด
เขา้ ไป เรยี กว่า จติ ตฺ คอื จิตใจ คนเราถา้ จติ ใจไมม่ ี ก็ไม่เรียกวา่ คน มแี ต่กาย
จะสำ� เรจ็ การทำ� อะไรได้? รา่ งกายกับจิตตอ้ งอาศัยซ่ึงกนั และกัน เมอื่ จติ ใจไม่เปน็ ศลี
กายก็ประพฤตไิ ปตา่ งๆ

จงึ กลา่ วไดว้ า่ ศลี มตี วั เดยี ว นอกนนั้ เปน็ แตเ่ รอ่ื งโทษทค่ี วรละเวน้ โทษ ๕ โทษ ๘
โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ รกั ษาไมใ่ หม้ โี ทษตา่ งๆ กส็ ำ� เรจ็ เปน็ ศลี ตวั เดยี ว รกั ษาผเู้ ดยี วนนั้
ไดแ้ ลว้ มนั กไ็ มม่ โี ทษเทา่ นนั้ เอง กจ็ ะเปน็ ปกตแิ นบเนยี นไมห่ วนั่ ไหว ไมม่ เี รอ่ื งหลงหา
หลงขอ คนทห่ี าขอตอ้ งเป็นคนทุกข์ ไมม่ ีอะไรจึงเทย่ี วหาขอ เดยี๋ วก็กลา่ ว ยาจามิๆ
ขอแลว้ ขอเลา่ ขอเทา่ ไรยงิ่ ไมม่ ี ยงิ่ อดอยากยากเขญ็ เราไดม้ าแลว้ มอี ยแู่ ลว้ ซงึ่ กายกบั จติ
รปู กายกเ็ อามาแลว้ จากบดิ ามารดาของเรา จติ กม็ อี ยแู่ ลว้ ชอ่ื วา่ ของเรามพี รอ้ มบรบิ รู ณแ์ ลว้
จะท�ำให้เป็นศีลกท็ ำ� เสีย ไมต่ อ้ งกลา่ วว่าศลี มอี ยทู่ โี่ น้นทีน่ ี้ กาลนั้นจงึ จะมี กาลนจี้ ึง
จะมี ศลี มีอย่ทู ่ีเรานี้แล้ว อกาลิโก รกั ษาไดไ้ ม่มกี าล ไดผ้ ลกไ็ มม่ กี าล

เรอ่ื งนตี้ อ้ งมหี ลกั ฐานพรอ้ มอกี เมอื่ ครง้ั พทุ ธกาลนนั้ พวกปญั จวคั คยี ก์ ด็ ี พระยส
และบดิ ามารดาภรรยาเกา่ ของทา่ นกด็ ี ภทั ทวคั คยี ช์ ฎลิ ทง้ั บรวิ ารกด็ ี พระเจา้ พมิ พสิ าร
และราชบรพิ าร ๑๒ นหตุ กด็ ี ฯลฯ กอ่ นจะฟงั พระธรรมเทศนาของพระผมู้ พี ระภาคเจา้
ไมป่ รากฏวา่ ไดส้ มาทานศลี เสยี กอ่ นจงึ ฟงั เทศนา พระองคเ์ ทศนาไปทเี ดยี ว ทำ� ไมทา่ น
เหล่านน้ั จงึ ได้สำ� เรจ็ มรรคผล ศีล สมาธิ ปญั ญา ของทา่ นเหล่าน้ันมาแตไ่ หน ไม่เห็น
พระองคต์ รสั บอกใหท้ า่ นเหลา่ นน้ั ขอเอาศลี สมาธิ ปญั ญา จากพระองค์ เมอื่ ไดล้ มิ้ รส
ธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมมีขึ้นในท่านเหล่านั้นเอง
โดยไมม่ กี ารขอและไมม่ กี ารเอาให้ มคั คสามคั คี ไมม่ ใี ครหยบิ ยกใหเ้ ขา้ กนั จติ ดวงเดยี ว
เปน็ ศลี เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ฉะน้นั เราไม่หลงศลี จึงจะเป็นวญิ ญชู นอนั แท้จริง

69

๓.
เร่ืองปาฏโิ มกขสังวรศลี

พระวนิ ัย ๕ คมั ภรี ์ สงเคราะห์ลงมาในปาฏิโมกขทุ เทส เมอ่ื ปฏบิ ตั ไิ มถ่ กู ตอ้ ง
ตามพระวนิ ยั ยอ่ มขา้ มไมไ่ ด้ ผปู้ ฏบิ ตั ถิ กู ตามพระวนิ ยั แลว้ โมกขฺ ํ ชอื่ วา่ เปน็ ทางขา้ มพน้
วฏั ฏะได้ ปาฏโิ มกขน์ ก้ี ย็ งั สงเคราะหเ์ ขา้ ไปหาวสิ ทุ ธมิ รรคอกี เรยี กวา่ ปาฏโิ มกขสงั วรศลี
ในสีลนิเทศ

สลี นเิ ทศ นนั้ กลา่ วถงึ เรอื่ งศลี ทง้ั หลาย คอื ปาฏโิ มกขสงั วรศลี ๑ อนิ ทรยี สงั วรศลี ๑
ปจั จยสันนิสสิตศลี ๑ อาชีวปาริสทุ ธิศีล ๑ ส่วนอกี ๒ คมั ภรี ์นน้ั คือ สมาธินเิ ทศ
และปัญญานิเทศ วิสุทธิมรรค ทั้ง ๓ พระคัมภีร์น้ีสงเคราะห์เข้าในมรรคท้ัง ๘
มรรค ๘ สงเคราะห์ลงมาในสิกขาทั้ง ๓ คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา เมือ่ จะกล่าวถึงเร่อื ง
มรรคแลว้ ความประโยคพยายามปฏบิ ตั ดิ ดั ตนอยู่ ชอ่ื วา่ เดนิ มรรค สตปิ ฏั ฐานทงั้ ๔
กเ็ รยี กวา่ มรรค อรยิ สจั จ์ ๔ กช็ อ่ื วา่ มรรค เพราะเปน็ กริ ยิ าทย่ี งั ทำ� อยู่ ยงั มกี ารดำ� เนนิ อยู่
ดังภาษิตว่า “สจจฺ านํ จตุโรปทา ขณี าสวา ชตุ มิ นโฺ ต เต โลเก ปรนิ ิพฺพุตา” สำ� หรับเท้า
ตอ้ งมกี ารเดิน คนเราต้องไปดว้ ยเท้าทง้ั นน้ั ฉะน้นั สจั จะท้ัง ๔ กย็ ังเป็นกิริยาอยู่
เป็นจรณะเครื่องพาไปถึงวิสุทธิธรรม วิสุทธิธรรมนั้นจะอยู่ที่ไหน? มรรคสัจจะอยู่
ทีไ่ หน? วสิ ทุ ธธิ รรมกต็ อ้ งอยูท่ น่ี น่ั

มรรคสจั จะไม่มีอยูท่ ีอ่ นื่ มโนเปน็ มหาฐาน มหาเหตุ วสิ ุทธิธรรมจึงต้องอยทู่ ใ่ี จ
ของเรานเ่ี อง ผเู้ จรญิ มรรคตอ้ งทำ� อยทู่ นี่ ี้ ไมต่ อ้ งไปหาทอี่ นื่ การหาทอ่ี นื่ อยชู่ อ่ื วา่ ยงั หลง
ท�ำไมจึงหลงไปหาที่อ่ืนเล่า? ผู้ไม่หลงก็ไม่ต้องหาทางอื่น ไม่ต้องหากับบุคคลอื่น
ศีลก็มีในตน สมาธกิ ม็ ีในตน ปัญญากม็ อี ยู่กับตน ดังบาลวี ่า เจตนาหํ ภกิ ฺขเว สลี ํ ว
ทามิ เปน็ ตน้ กายกบั จติ เทา่ นป้ี ระพฤตปิ ฏบิ ตั เิ ปน็ ศลี ได้ ถา้ ไมม่ กี ายกบั จติ จะเอาอะไร
มาพดู ออกว่าศีลได้ ค�ำทีว่ ่าเจตนาน้นั เราต้องเปลยี่ นเอาสระ เอ ขึ้นบน เป็นสระ อิ
เอาตวั ต สะกดเขา้ ไป กพ็ ดู ไดว้ า่ จติ ตฺ ํ เปน็ จติ จติ เปน็ ผคู้ ดิ งดเวน้ เปน็ ผรู้ ะวงั รกั ษา เปน็
ผ้ปู ระพฤตปิ ฏบิ ัติซึ่งมรรคและผลให้เป็นไปได้ พระพุทธเจา้ กด็ ี พระสาวกขีณาสวเจ้า

70

กด็ ี จะชำ� ระตนใหห้ มดจดจากสงั กเิ ลสทงั้ หลายได้ ทา่ นกม็ กี ายกบั จติ ทงั้ นนั้ เมอ่ื ทา่ น
จะทำ� มรรคและผลใหเ้ กดิ มไี ดก้ ท็ ำ� อยทู่ นี่ ี่ คอื ทก่ี ายกบั จติ ฉะนน้ั จงึ กลา่ วไดว้ า่ มรรคมอี ยู่
ทต่ี นของตนนเี้ อง เม่อื เราจะเจรญิ ซง่ึ สมถะหรือวปิ สั สนา ก็ไม่ต้องหนีจากกายกับจติ
ไมต่ ้องสง่ นอก

ให้พิจารณาอยใู่ นตนของตนเปน็ โอปนยโิ ก แม้จะเป็นของมีอยู่ภายนอก เช่น
รปู เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นตน้ กไ็ มต่ อ้ งสง่ ออกเป็นนอกไป ตอ้ งกำ� หนด
เข้ามาเทียบเคยี งตนของตน พิจารณาอยทู่ นี่ ้ี ปจฺจตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วิญญฺ ูหิ เมอื่ ร้กู ็ตอ้ ง
รู้เฉพาะตน รอู้ ยูใ่ นตน ไม่ได้รู้มาแต่นอก เกิดขึ้นกบั ตนมขี ้ึนกบั ตน ไม่ได้หามาจาก
ทอ่ี ืน่ ไม่มใี ครเอาให้ ไม่ได้ขอมาจากผูอ้ ่ืน จึงได้ชอื่ วา่ าณํ ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ
ฯลฯ เปน็ ความรูเ้ หน็ ที่บรสิ ุทธแ์ิ ท้ ฯลฯ

๔.
ธรรมคตวิ มิ ุตติ

สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ นนั้ มใิ ชว่ า่ พระองคจ์ ะมปี ญั ญาพจิ ารณาเอาวมิ ตุ ตธิ รรม
ใหไ้ ดว้ นั หนงึ่ วนั เดยี ว พระองคท์ รงพจิ ารณามาแตย่ งั เปน็ ฆราวาสอยหู่ ลายปี นบั แตค่ รง้ั
ทพี่ ระองคไ์ ดร้ าชาภเิ ษกเปน็ กษตั รยิ ์ พวกพระญาตพิ ระวงศไ์ ดแ้ ตง่ ตงั้ พระองคเ์ ปน็ ผใู้ หญ่
เปน็ หวั หนา้ ปกครองดแู ลบา่ วไพรป่ ระชาราษฎร เมอื่ พระองคไ์ ดเ้ ปน็ เชน่ นแ้ี ลว้ ยอ่ มเปน็
ผู้ไม่นอนใจ จ�ำเป็นท่ีพระองค์จะต้องคิดใช้ปัญญาพิจารณาทุกส่ิงทุกอย่างในการ
ปกครองปอ้ งกนั ราษฎรทง้ั ขอบเขต และการรกั ษาครอบครวั ตลอดถงึ พระองคก์ จ็ ะตอ้ ง
ทรงคดิ รอบคอบเสมอ ถา้ ไมท่ รงคดิ ไมม่ พี ระปญั ญา ไฉนจะปกครองบา้ นเมอื งไพรฟ่ า้
ให้ผาสกุ สบายได้ แมพ้ ระองคเ์ องกจ็ ะดำ� รงต�ำแหน่งหนา้ ทีข่ องพระองคไ์ ว้ไม่ได้ เมอื่
พระองคท์ รงคดิ ในเรอื่ งของผอู้ น่ื และเรอื่ งของพระองคเ์ องเสมอแลว้ ปญั ญาววิ ฏั ฏข์ อง
พระองคจ์ งึ เกดิ ขน้ึ วา่ เราปกครองบงั คบั บญั ชาไดก้ แ็ ตก่ ารบา้ นเมอื งเทา่ น้ี สว่ นการเกดิ
แก่ เจ็บ ตาย เลา่ เราบังคับบัญชาไมไ่ ดเ้ สียแล้ว จะบงั คับบัญชาไม่ใหส้ ัตว์ทั้งหลาย

71

เกิดก็ไม่ได้ เมื่อเกิดแล้วจะบงั คับไม่ให้แกช่ รากไ็ ม่ได้ จะบงั คบั ไมใ่ หเ้ จ็บป่วยไขเ้ ปน็
โรคาพาธกไ็ มไ่ ด้ จะบงั คบั ไมใ่ หต้ ายกไ็ มไ่ ด้ เราจะบงั คบั ความเกดิ ความแก่ ความเจบ็
ความตาย ของผอู้ ่ืนกไ็ ม่ได้ แม้แตต่ วั ของเราเองเล่าก็บังคบั ไมไ่ ด้ ทรงพจิ ารณาเป็น
อนโุ ลมและปฏโิ ลม กลับไปกลับมา พิจารณาเท่าไรกย็ งิ่ เกดิ ความสลดสงั เวช และทอ้
พระทยั ในการจะอยูเ่ ป็นผปู้ กครองราชสมบตั ิต่อไป การท่อี ยู่ในฆราวาสรกั ษาสมบัติ
เชน่ นเี้ พอ่ื ตอ้ งการอะไร? เปน็ ผมู้ อี ำ� นาจเทา่ นี้ มสี มบตั ขิ า้ วของเชน่ นี้ จะบงั คบั หรอื จะซอ้ื
หรอื ประกันซ่ึงความเกดิ แก่ เจ็บ ตาย กไ็ ม่ได้ จงึ ทรงใคร่ครวญไปอีกวา่ เราจะทำ�
อยา่ งไรจึงจะหาทางพน้ จากความเกดิ แก่ เจ็บ ตาย นีไ้ ด้

จงึ ไดค้ วามอปุ มาขน้ึ วา่ ถา้ มรี อ้ นแลว้ กย็ งั มเี ยน็ เปน็ เครอื่ งแกก้ นั ได้ มมี ดื แลว้ ยงั
มสี ว่างแกก้ นั ถา้ มีเกดิ แก่ เจ็บ ตาย แล้ว อยา่ งไรก็คงมีทางไม่เกิด ไมแ่ ก่ ไม่เจบ็
ไมต่ าย เปน็ แน่ จงึ ไดท้ รงพยายามใครค่ รวญหาทางจะแกเ้ กดิ แก่ เจบ็ ตาย ใหจ้ นได้
แตว่ ่าการจะแก้เกดิ แก่ เจบ็ ตาย นี้ เราอย่ใู นฆราวาสเช่นนีค้ งจะท�ำไม่ได้ เพราะ
ฆราวาสนี้เป็นที่คับแคบใจยิ่งนัก มีแต่การที่ออกหนีเสียจากการครองราชสมบัตินี้
ออกไปผนวชจึงจะสามารถท�ำได้

ครนั้ ทรงคดิ เชน่ นแี้ ลว้ ตอ่ มาวนั หนง่ึ พอถงึ เวลากลางคนื พวกนางสนมทง้ั หลาย
ไดพ้ ากนั มาบำ� รงุ บำ� เรอ พระองคอ์ ยดู่ ว้ ยการบำ� เรอทง้ั หลาย ในเวลาทนี่ างสนมทงั้ หลาย
ยงั บำ� เรออยนู่ นั้ พระองคท์ รงบรรทมหลบั ไปกอ่ น ครนั้ ใกลเ้ วลาพระองคจ์ ะทรงตน่ื จาก
บรรทมนน้ั พวกนางสนมทงั้ หลายกพ็ ากนั หลบั เสยี หมด แตไ่ ฟยงั สวา่ งอยู่ เมอื่ นางสนม
ทบี่ ำ� เรอหลบั หมดแลว้ เผอญิ พระองคท์ รงตน่ื ขน้ึ มา ดว้ ยอำ� นาจแหง่ การพจิ ารณาทพ่ี ระองค์
ทรงคดิ ไมเ่ ลกิ ไมแ่ ลว้ นน้ั ทำ� ใหพ้ ระทยั ของพระองคพ์ ลกิ ขณะ เลยเกดิ อคุ คหนมิ ติ ขนึ้
ลมื พระเนตรแลว้ ทอดพระเนตรแลดพู วกนางสนมทงั้ หลายทนี่ อนหลบั อยนู่ นั้ เปน็ ซาก
อสุภะไปหมด เหมอื นกับเป็นซากศพในป่าชา้ ผดี ิบ จึงใหเ้ กิดความสลดสงั เวชเหลอื
ท่ีจะทนอยู่ได้ จึงตรัสกับพระองค์เองว่า เราอยู่ท่ีน้ีจะว่าเป็นท่ีสนุกสนานอย่างไรได้
คนทงั้ หลายเหลา่ นลี้ ว้ นแตเ่ ปน็ ซากศพในปา่ ชา้ ทง้ั หมด เราจะอยทู่ ำ� ไม จำ� เราจะตอ้ งออก
ผนวชในเดยี๋ วน้ี จงึ ทรงเครอ่ื งฉลองพระองคถ์ อื พระขรรค์ แลว้ ออกไปเรยี กนายฉนั นะ

72

อำ� มาตย์ ผเู้ ปน็ นายมา้ ใหไ้ ปเอามา้ มาพาพระองคอ์ อกจากเมอื งไป เมอื่ นายฉนั นะนำ� มา้
มาแลว้ พระองคก์ ็ทรงมา้ มนี ายฉันนะอำ� มาตย์นำ� ทาง เสด็จหนีออกจากเมอื งไปโดย
ไมต่ อ้ งใหใ้ ครรจู้ กั ครน้ั รงุ่ แจง้ กบ็ รรลถุ งึ อโนมานที ทรงขา้ มฝง่ั แมน่ ำ้� แลว้ กถ็ า่ ยเครอ่ื ง
ประดับและเครื่องทรงที่ฉลองพระองค์ออกเสีย จึงส่งเครื่องประดับให้นายฉันนะ
ตรสั สงั่ ใหก้ ลบั ไปเมอื งพรอ้ มดว้ ยอศั วราชของพระองค์ สว่ นพระองคไ์ ดเ้ อาพระขรรค์
ตัดพระเมาฬีและพระมัสสเุ สีย ทรงผนวชแต่พระองคเ์ ดยี ว

เมอื่ ผนวชแลว้ จงึ เสาะแสวงหาศกึ ษาไปกอ่ น คอื ไปศกึ ษาอยใู่ นสำ� นกั อาฬารดาบส
และอทุ กดาบส ครนั้ ไมส่ มประสงค์ จงึ ทรงหลกี ไปแตพ่ ระองคเ์ ดยี วไปอาศยั อยรู่ าวปา่
ใกลแ้ มน่ ้�ำเนรัญชรา แขวงอรุ ุเวลาเสนานิคม ไดม้ ีปญั จวคั คยี ไ์ ปอาศัยด้วย พระองค์
ได้ทรงท�ำประโยคพยายามท�ำทุกกรกิริยาอย่างเข้มแข็งจนถึงสลบตายก็ไม่ส�ำเร็จ
เมอ่ื พระองคไ์ ดส้ ตแิ ลว้ จงึ ทรงพจิ ารณาอกี วา่ การทเี่ รากระทำ� ความเพยี รนจ้ี ะมาทรมาน
แตก่ ายอยา่ งเดยี วเทา่ นไ้ี ม่ควร เพราะจติ กบั กายเป็นของอาศัยกัน ถ้ากายไม่มี จะเอา
อะไรท�ำประโยคพยายาม และถ้าจติ ไมม่ ี กายนก้ี ็ทำ� อะไรไมไ่ ด้ ตอ่ น้ัน พระองคจ์ ึง
ไปพยุงพเยาร่างกายพอให้มีก�ำลังแข็งแรงข้ึนพอควร จึงเผอิญปัญจวัคคีย์พร้อมกัน
หนไี ป ครนั้ ปญั จวัคคียห์ นีแลว้ พระองค์ก็ได้ความวเิ วกโดดเดยี่ วแต่ผ้เู ดียว ไมต่ อ้ ง
พึ่งพาอาศัยใคร จึงไดเ้ รง่ พจิ ารณาอย่างเต็มที่

เมอ่ื ถึงวนั ข้นึ ๑๕ ค่�ำ เดือน ๖ ปรี ะกา ในตอนเช้ารบั มธปุ ายาสของนางสชุ าดา
เสวยเสร็จแล้วกพ็ ักผอ่ นอยตู่ ามราวปา่ นัน้ ใกลจ้ ะพลบค่ำ� แล้ว จึงเสดจ็ ดำ� เนินมาพบ
โสตถยิ พราหมณๆ์ ไดถ้ วายหญา้ คา ๘ กำ� แกพ่ ระองค์ พระองคร์ บั แลว้ กม็ าทำ� เปน็ ทน่ี ง่ั
ณ ภายใตต้ น้ อสั สัตถพฤกษ์ ผินพระพกั ตรไ์ ปทางบรู พาทิศ ผินพระปฤษฎางคเ์ ขา้ หา
ตน้ ไมน้ น้ั เมอ่ื พระองคป์ ระทบั นง่ั เรยี บรอ้ ยแลว้ จงึ ไดพ้ ยงุ พระหฤทยั ใหเ้ ขม้ แขง็ ไดท้ รง
ตั้งสจั จาธษิ ฐานมัน่ ในพระหฤทัยว่า ถ้าเราไม่บรรลพุ ระสมั มาสัมโพธญิ าณตามความ
ตอ้ งการแลว้ เราจะไมล่ กุ จากบลั ลงั กน์ ี้ แมเ้ ลอื ดและเนอื้ จะแตกทำ� ลายไป ยงั เหลอื อยู่
แตพ่ ระตจะและพระอฏั ฐกิ ต็ ามที ตอ่ นนั้ ไปจงึ เจรญิ สมถและวปิ สั สนาปญั ญา ทรงกำ� หนด
พระอานาปานสตเิ ปน็ ขนั้ ตน้ ในตอนตน้ นแี้ หละ พระองคไ์ ดท้ รงชำ� ระนวิ รณธรรมเตม็ ท่ี

73

เจา้ เวทนาพรอ้ มทัง้ ความฟ้งุ ซ่านไดม้ าประสพแกพ่ ระองค์อย่างสาหัส ถ้าจะพดู ว่ามาร
กไ็ ดแ้ ก่ พวกขนั ธมาร มจั จมุ าร กิเลสมาร เข้ารังควาญพระองค์ แตว่ า่ สจั จาธษิ ฐาน
ของพระองคย์ งั เทยี่ งตรงมนั่ คงอยู่ สตแิ ละปญั ญายงั พรอ้ มอยู่ จงึ ทำ� ใหจ้ ำ� พวกนวิ รณ์
เหล่านัน้ ระงบั ไป ปีติ ปัสสทั ธิ สมาธิ ได้เกิดแลว้ แก่พระองค์ จงึ ไดก้ ล่าวว่า พระองค์
ทรงชนะพระยามาราธิราช ในตอนนี้เป็นปฐมยาม เม่ือออกสมาธิตอนนี้ได้เกิด
บุพเพนวิ าสานสุ สติญาณ เมือ่ พิจารณาไปก็ไม่เหน็ ท่สี น้ิ สดุ จึงกลับจิตทวนกระแสเขา้
มาพจิ ารณาผมู้ นั ไปเกดิ ใครค่ รวญไปๆ มาๆ จติ กเ็ ขา้ ภวงั คอ์ กี เมอื่ ออกจากภวงั คแ์ ลว้
จงึ เกดิ จตุ ูปปาตญาณขน้ึ มาในยามที่ ๒ คอื มัชฌมิ ยาม ทรงพิจารณาไปตามความ
รู้ชนดิ น้ี ก็ยงั ไมม่ คี วามส้นิ สุด จึงทรงทวนกระแสจิตเข้ามาใครค่ รวญอย่ใู นเร่ืองของ
ผพู้ าเปน็ ไป พจิ ารณากลบั ไปกลบั มาในปฏจิ จสมปุ บาทปจั จยาการ จนจติ ของพระองค์
เกิดความเบ่อื หนา่ ยสลดสงั เวชเตม็ ทแ่ี ลว้ ก็ลงสภู่ วงั คถ์ ึงฐีตธิ รรมภูตธรรม จิตตอนนี้
ถอยออกมาแล้วจึงตัดสินขาดทีเดียว จึงบัญญัติว่า อาสวักขยญาณ ทรงทราบว่า
จติ ของพระองคส์ น้ิ แลว้ จากอาสวะ พ้นแล้วจากบว่ งแห่งมาร ไม่มเี กดิ แก่ เจ็บ ตาย
พน้ แลว้ จากทกุ ข์ ถงึ เอกนั ตบรมสขุ สนั ตวิ หิ ารธรรม วเิ วกธรรม นโิ รธธรรม วมิ ตุ ตธิ รรม
นพิ พานธรรม แล

๕.
เรอื่ งอัจฉริยะ - อพั ภูตธรรม

สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระบรมศาสดาของพวกเรา เมอ่ื พระองคย์ งั เปน็ ทา้ ว
ศรีธารถ (สิทธตั ถราชกุมาร) เสวยราชสมบัติอยู่ ทรงพจิ ารณา จตนุ มิ ติ ๔ ประการ
จงึ บนั ดาลใหพ้ ระองคเ์ สดจ็ ออกสมู่ หาภเิ นษกรมณท์ รงบรรพชา ทรงอธษิ ฐานบรรพชา
ที่ริมฝั่งแม่น�้ำอโนมานที เคร่ืองสมณบริขารมีมาเอง เล่ือนลอยมาสวมพระกายเอง
ทรงเพศเปน็ บรรพชติ สมณสารปู สำ� เรจ็ ดว้ ยบญุ ญาภนิ หิ ารของพระองคเ์ อง จงึ เปน็ การ
อศั จรรย์ ไมเ่ คยมไี มเ่ คยเหน็ มาในปางกอ่ น จงึ เปน็ เหตใุ หพ้ ระองคอ์ ศั จรรยใ์ จ ไมถ่ อยหลงั

74

ในการประกอบความเพยี รเพอื่ ตรสั รพู้ ระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ ครน้ั ทรงบำ� เพญ็
เพยี รทางจติ ภาวนาไมท่ อ้ ถอยตลอดเวลา ๖ ปี ไดต้ รสั รสู้ จั จธรรมของจรงิ โดยถกู ตอ้ งแลว้
กย็ ่ิงเปน็ เหตใุ หพ้ ระองค์ทรงอัศจรรย์ในธรรมท่ีได้ตรัสรแู้ ล้วน้นั อกี เป็นอันมาก

ในหมู่ปฐมสาวกน้ันเล่า ก็ปรากฏเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์เหมือนกัน เช่น
ปัญจวัคคีย์ก็ดี พระยสและสหายของท่านก็ดี พระสาวกอ่ืนๆ ที่เป็นเอหิภิกขุก็ดี
เมอ่ื ไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดาแลว้ ไดส้ ำ� เรจ็ มรรคผลและทลู ขอบรรพชา
อุปสมบทกับพระองค์ พระองค์ทรงเหยยี ดพระหัตถอ์ อกเปลง่ พระวาจาว่า เอหิภิกขุ
ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมวินัยเรากล่าวดีแล้ว เพียงเท่าน้ีก็ส�ำเร็จเป็นภิกษุใน
พระพทุ ธศาสนา อฐั บรขิ ารเลอื่ นลอยมาสวมสอดกาย ทรงเพศเปน็ บรรพชติ สมณสารปู
มรี ปู อนั นา่ อศั จรรยน์ า่ เลอื่ มใสจรงิ สาวกเหลา่ นน้ั กอ็ ศั จรรยต์ นเองในธรรมอนั ไมเ่ คยรู้
เคยเห็นอันส�ำเร็จแล้วด้วยบุญฤทธิ์และอ�ำนาจพระวาจาอิทธิปาฏิหาริย์ของพระบรม
ศาสดาจารย์ ทา่ นเหลา่ นน้ั จะกลบั คนื ไปบา้ นเกา่ ไดอ้ ยา่ งไร เพราะจติ ของทา่ นเหลา่ นน้ั
พน้ แลว้ จากบา้ นเก่า และอศั จรรยใ์ นธรรมอันตนรตู้ นเหน็ แล้ว ท้งั บริขารทีส่ วมสอด
กายอยกู่ เ็ ปน็ ผา้ บังสกุ ุลอย่างอุกฤษฏ์

ครน้ั ตอ่ มา ทา่ นเหลา่ นน้ั ไปประกาศพระพทุ ธศาสนา มผี ศู้ รทั ธาเลอื่ มใสใครจ่ ะบวช
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชด้วยติสรณคมนูปสัมปทาส�ำเร็จ
ดว้ ยการเขา้ ถึงสรณะทง้ั ๓ คือ อุทิศเฉพาะพระพทุ ธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กเ็ ปน็
ภกิ ษเุ ต็มท่ี

คร้นั ตอ่ มา พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ทรงมีพระญาณเล็งเหน็ การณ์ไกล จงึ ทรงมอบ
ความเปน็ ใหญ่ใหแ้ ก่สงฆ์ ทรงประทานญัตตจิ ตุตถกรรมอปุ สัมปทาไวเ้ ปน็ แบบฉบับ
อันหมู่เราผู้ปฏิบัติได้ด�ำเนินตามอยู่ทุกวันนี้ได้พากันมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา
อุทศิ เฉพาะพระบรมศาสดาพรอ้ มท้ังพระธรรมและพระสงฆแ์ ลว้ ท�ำความพากเพียร
ประโยคพยายามไปโดยไม่ตอ้ งถอยแลว้ กค็ งจะได้รับความอัศจรรยใ์ จในพระธรรม
วินัยบา้ งเปน็ แน่ ไม่นอ้ ยก็มากตามวาสนาบารมขี องตนโดยไม่สงสยั เลย

75

๖.
เรื่องวาสนา

กศุ ลวาสนา อกศุ ลวาสนา อัพยากตวาสนา อัธยาศยั ของสัตว์เป็นมาแลว้ ตา่ งๆ
คือ ดี เลว และกลางๆ วาสนากเ็ ป็นไปตามอธั ยาศยั คอื วาสนาทย่ี งิ่ กวา่ ตัว วาสนา
เสมอตัว วาสนาท่ีเลวทราม บางคนเป็นผู้มีวาสนาย่ิงในทางดีมาแล้วแต่คบกับพาล
วาสนาก็อาจเป็นเหมอื นคนพาลได้ บางคนวาสนายงั อ่อนแต่คบกับบณั ฑติ วาสนาก็
เลอื่ นขน้ึ ไปเปน็ บณั ฑติ บางคนคบมติ รเปน็ กลางๆ ไมด่ ี ไมร่ า้ ย ไมห่ ายนะ ไมเ่ สอื่ มทราม
วาสนากพ็ อประมาณสถานกลาง ฉะนนั้ บคุ คลพงึ พยายามคบบัณฑิตเพอ่ื เลือ่ นภูมิ
วาสนาของตนใหส้ ูงขน้ึ ไปโดยลำ� ดบั

๗.
เรือ่ งสนทนาธรรมตามกาลเปน็ มงคลอดุ ม

กาเลน ธมมฺ สากจฉฺ า เอตมมฺ งคฺ ลมตุ ตฺ มํ การปฤกษาไตถ่ าม หรอื การสดบั ธรรม
ตามกาล ตามสมัย พระบรมศาสดาตรัสว่าเป็นมงคลความเจริญอนั อุดมเลศิ

หมเู่ ราตา่ งคนกม็ งุ่ หนา้ เพอื่ ศกึ ษามาเองทง้ั นน้ั ไมไ่ ดไ้ ปเชอ้ื เชญิ นมิ นตม์ า ครน้ั มา
ศึกษามาปฏิบัติก็ต้องท�ำจริงปฏิบัติจริงตามเยี่ยงอย่างพระบรมศาสดาจารย์เจ้าและ
สาวกขีณาสวเจ้าผ้ปู ฏิบัติมาก่อน

เบ้ืองตน้ พึงพจิ ารณาสัจจธรรม คอื ของจรงิ ทง้ั ๔ ไดแ้ ก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
อันทา่ นผเู้ ปน็ อรยิ บุคคลไดป้ ฏบิ ตั กิ �ำหนดพิจารณามาแล้ว เกิด เรากเ็ กดิ มาแลว้ คอื
รา่ งกายอนั เปน็ อยนู่ ม้ี ใิ ชก่ อ้ นเกดิ หรอื ? แก่ เจบ็ ตาย กก็ อ้ นอนั นแี้ ล เมอื่ เราพจิ ารณา
อยใู่ นอริ ยิ าบถทงั้ ๔ เดนิ จงกรมบา้ ง ยนื กำ� หนดพจิ ารณาบา้ ง นอนกำ� หนดพจิ ารณาบา้ ง
จิตจะรวมเป็นสมาธิ รวมน้อยก็เป็นขณิกสมาธิ คือจิตรวมลงภวังค์หน่อยหนึ่งแล้ว

76

ก็ถอนออกมา ครั้นพิจารณาอย่ไู มถ่ อยจนปรากฏเปน็ อคุ คหนิมติ จะเป็นนอกกต็ าม
ในกต็ าม ใหพ้ จิ ารณานมิ ติ นนั้ จนจติ วางนมิ ติ รวมลงสภู่ วงั ค์ ดำ� รงอยนู่ านพอประมาณ
แลว้ ถอยออกมา สมาธิในชนั้ นเี้ รียกว่า อุปจารสมาธิ

พงึ พจิ ารณานมิ ติ นน้ั เรอื่ ยไปจนจติ รวมลงสภู่ วงั คเ์ ขา้ ถงึ ฐตี จิ ติ เปน็ อปั ปนาสมาธิ
ปฐมฌาน ถงึ ซง่ึ เอกัคคตา ความมอี ารมณเ์ ดียว คร้ันจติ ถอยออกมาก็พงึ พิจารณา
อีกแล้วๆ เล่าๆ จนขยายสว่ นแยกสว่ นเป็นปฏภิ าคนมิ ติ ไดต้ ่อไป คือพิจารณาว่าตาย
แล้วมนั จะเปน็ อะไรไปอกี มันจะต้องเปอ่ื ยเนา่ ผุพงั ยงั เหลอื แตร่ า่ งกระดูก กำ� หนด
ท้ังภายในคือกายของตน ทัง้ ภายนอกคอื กายของผูอ้ นื่ โดยให้เห็นส่วนต่างๆ ของ
รา่ งกายว่าส่วนน้ีเปน็ ผม ขน เลบ็ ฟนั หนัง ฯลฯ เส้นเอ็นน้อยใหญม่ เี ทา่ ไร กระดกู
ท่อนน้อยท่อนใหญ่มีเท่าไร โดยชัดเจนแจ่มแจ้ง ก�ำหนดให้มันเกิดขึ้นมาอีกแล้ว
กำ� หนดให้มนั ยนื เดนิ นงั่ นอน แลว้ ตายสลายไปสู่สภาพเดิมของมนั คอื ไปเปน็ ดนิ
น�้ำ ไฟ ลม ถึงฐานะเดมิ ของมันนนั้ แล

เม่ือก�ำหนดจิตพิจารณาอยู่อย่างน้ีท้ังภายนอกท้ังภายใน ท�ำให้มากให้หลาย
ใหม้ ที ง้ั ตายเกา่ ตายใหม่ มแี รง้ กาสนุ ขั ยอ้ื แยง่ กดั กนิ อยู่ กจ็ ะเกดิ ปรชี าญาณขนึ้ ตามแต่
วาสนาอปุ นสิ ยั ของตน ดงั นีแ้ ลฯ

๘.
การทำ� จติ ใหผ้ ่องใส

สจิตฺตปรโิ ยทปนํ เอตํ พุทธฺ านสาสนํ การท�ำจิตของตนให้ผ่องใส เป็นการท�ำ
ตามค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท้ังหลาย

พระพุทธเจา้ ผพู้ ระบรมศาสดา ได้ตรัสสอนกาย วาจา จิต มไิ ดส้ อนอยา่ งอ่ืน
สอนให้ปฏิบตั ฝิ ึกหัดจติ ใจ ใหเ้ อาจิตพจิ ารณากายเรียกวา่ กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน
หัดสตใิ ห้มากในการค้นคว้าท่ีเรียกว่าธมั มวิจยะ พิจารณาใหพ้ อทีเดียว เมอื่ พิจารณา
พอจนเปน็ สติสมั โพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธริ วมลงเอง

77

สมาธมิ ี ๓ ขัน้ คอื ขณิกสมาธิ จติ รวมลงไปสู่ฐีติขณะแลว้ พกั อยหู่ น่อยหนึ่ง
ถอยออกมาเสีย อปุ จารสมาธิ จติ รวมลงสู่ภวงั คแ์ ล้วพกั อย่นู านหนอ่ ยจงึ ถอยออกมา
รนู้ มิ ติ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ และอปั ปนาสมาธิ สมาธอิ นั แนว่ แน่ ไดแ้ กจ่ ติ รวมลงสภู่ วงั ค์
ถึงฐีติธรรมถึงเอกัคคตา ความมีอารมณ์เดียว หยุดนิ่งอยู่กับท่ี มีความรู้ตัวอยู่ว่า
จติ ดำ� รงอยู่ และประกอบดว้ ยองคฌ์ าน ๕ ประการ คอ่ ยสงบประณตี เขา้ ไปโดยลำ� ดบั

เมอ่ื หัดจติ อยอู่ ย่างน้ี ชอ่ื ว่าท�ำจติ ใหย้ ิ่งไดใ้ นพระบาลวี า่ อธิจิตเฺ ต จ อาโยโค
เอตํ พุทฺธานสาสนํ การประกอบความพากเพียรท�ำจิตให้ย่ิง เป็นการปฏิบัติตาม
คำ� สอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพทุ ธเจ้า

การพจิ ารณากายนแี้ ล ชอื่ วา่ ปฏบิ ตั ิ อนั นกั ปราชญท์ ง้ั หลายมพี ระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
เปน็ ตน้ แสดงไว้ มหี ลายนยั หลายประการ ทา่ นกลา่ วไวใ้ นมหาสตปิ ฏั ฐานสตู รเรยี กวา่
กายานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน ในมูลกรรมฐานเรยี กวา่ เกสา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ
ทพ่ี ระอปุ ชั ฌายะสอนเบอ้ื งตน้ แหง่ การบรรพชาเปน็ สามเณร และในธรรมจกั กปั ปวตั นสตู ร
ว่า ชาติปิ ทุกขฺ า ชราปิ ทกุ ขฺ า มรณมฺปิ ทกุ ขฺ ํ แมค้ วามเกิดก็เปน็ ทุกข์ แมค้ วามแก่
ก็เป็นทกุ ข์ แมค้ วามตายกเ็ ป็นทุกข์ ดังนี้ บดั น้ีเราก็เกดิ มาแลว้ มใิ ช่หรือ? ครน้ั เมือ่
บุคคลมาปฏบิ ัตใิ ห้เป็น โอปนยิโก น้อมเขา้ มาพิจารณาในตนน้ีแลว้ เปน็ ไมผ่ ิด เพราะ
พระธรรมเปน็ อกาลโิ ก มอี ยทู่ กุ เมอื่ อาโลโก สวา่ งโรอ่ ยทู่ ง้ั กลางวนั และกลางคนื ไมม่ ี
อะไรปดิ บงั เลย

๙.
เร่ืองวิธปี ฏบิ ตั ขิ องผู้เล่าเรียนมาก

ผทู้ ไี่ ดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นคมั ภรี ว์ นิ ยั มาก มอี บุ ายมาก เปน็ ปรยิ ายกวา้ งขวาง ครน้ั มา
ปฏิบตั ทิ างจติ จติ ไม่ค่อยจะรวมงา่ ย ฉะน้นั ตอ้ งใหเ้ ขา้ ใจวา่ ความรู้ท่ไี ดศ้ กึ ษามาแล้ว
ตอ้ งเกบ็ ใสต่ ใู้ สห่ บี ไวเ้ สยี กอ่ น ตอ้ งมาหดั ผรู้ คู้ อื จติ น้ี หดั สตใิ หเ้ ปน็ มหาสติ หดั ปญั ญา
ใหเ้ ปน็ มหาปญั ญา กำ� หนดรเู้ ทา่ มหาสมมต-ิ มหานยิ ม อนั เอาออกไปตง้ั ไวว้ า่ อนั นนั้ เปน็

78

อนั นน้ั เปน็ วนั คนื เดอื นปี เปน็ ดนิ ฟา้ อากาศ กลางหาวดาวนกั ขตั ตฤกษ์ สารพดั สง่ิ ทงั้ ปวง
อนั เจา้ สงั ขารคอื อาการจติ หากออกไปตง้ั ไวบ้ ญั ญตั ไิ วว้ า่ เขาเปน็ นน้ั เปน็ นี้ จนรเู้ ทา่ แลว้
เรียกวา่ ก�ำหนดรทู้ กุ ข์ สมทุ ัย เมื่อทำ� ใหม้ าก-เจรญิ ใหม้ าก รู้เท่าเอาทนั แลว้ จติ ก็จะ
รวมลงได้ เมอ่ื กำ� หนดอยกู่ ช็ อื่ วา่ เจรญิ มรรค หากมรรคพอแลว้ นโิ รธกไ็ มต่ อ้ งกลา่ วถงึ
หากจะปรากฏชัดแกผ่ ู้ปฏบิ ัติเอง เพราะศลี ก็มอี ยู่ สมาธิกม็ ีอยู่ ปญั ญากม็ ีอยใู่ นกาย
วาจา จติ น้ี ทเ่ี รยี กวา่ อกาลโิ ก ของมอี ยทู่ กุ เมอื่ โอปนยโิ ก เมอื่ ผปู้ ฏบิ ตั มิ าพจิ ารณาของ
ท่มี ีอยู่ ปจจฺ ตตฺ ํ จึงจะรเู้ ฉพาะตวั คือมาพจิ ารณากายอนั นใี้ ห้เป็นของอสภุ ะ เป่ือยเน่า
แตกพงั ลงไป ตามสภาพความจรงิ ของภตู ธาตุ ปพุ เฺ พสุ ภเู ตสุ ธมเฺ มสุ ในธรรมอนั มมี า
แต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ท้ังกลางวันและกลางคืน ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมา
รปู เปรยี บดังน้ี อนั บคุ คลผู้ท�ำนากต็ อ้ งท�ำลงไปในแผ่นดนิ ลุยตมลยุ โคลนตากแดด
กร�ำฝน จึงจะเห็นข้าวเปลือก ขา้ วสาร ขา้ วสกุ มาได้ และไดบ้ รโิ ภคอ่ิมสบาย กล็ ว้ น
ทำ� มาจากของมอี ยทู่ ง้ั สนิ้ ฉนั ใด ผปู้ ฏบิ ตั กิ ฉ็ นั นนั้ เพราะ ศลี สมาธิ ปญั ญา กม็ อี ยใู่ น
กาย วาจา จติ ของทกุ คน

๑๐.
ขอ้ ปฏิบตั เิ ปน็ ของมีอยู่ทกุ เม่อื

ขอ้ ปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั ผปู้ ฏบิ ตั ทิ ง้ั หลาย ไมม่ ปี ญั หา โอปนยโิ ก นอ้ มจติ เขา้ มาพจิ ารณา
กาย วาจา จติ อกาลโิ ก อนั เปน็ ของมอี ยู่ อาโลโก สวา่ งโรอ่ ยทู่ ง้ั กลางวนั และกลางคนื
ปจจฺ ตตฺ ํ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ หู ิ อนั นกั ปราชญท์ ง้ั หลายมพี ระพทุ ธเจา้ และพระอรยิ สาวกเจา้
ทั้งหลาย ผู้น้อมเข้ามาพิจารณาของมีอยู่นี้ ได้รู้แจ้งจ�ำเพาะตัวมาแล้วเป็นตัวอย่าง
ไมใ่ ชว่ า่ กาลนน้ั จงึ จะมี กาลนจี้ งึ จะมี ยอ่ มมอี ยทู่ กุ กาลทกุ สมยั ผปู้ ฏบิ ตั ยิ อ่ มรไู้ ดเ้ ฉพาะตวั
คือผิดก็รู้จักถูกก็รู้จักในตนของตนเอง ดีชั่วอย่างไรตัวของตัวย่อมรู้จักดีกว่าผู้อื่น
ถ้าเปน็ ผ้หู มนั่ พินิจพิจารณาไม่มัวประมาทเพลิดเพลนิ เสีย

79

ตัวอย่างที่มีมาแล้วคือ มาณพ ๑๖ คน ซ่ึงเป็นศิษย์ของพาวรีพราหมณ์
ทา่ นเหล่านั้นเจรญิ ฌานกสณิ ตดิ อยใู่ นรูปฌานและอรูปฌาน พระบรมศาสดาจารย์
จงึ ตรสั สอนใหพ้ จิ ารณาของมอี ยใู่ นตนใหเ้ หน็ แจง้ ดว้ ยปญั ญาใหร้ วู้ า่ กามภพเปน็ เบอ้ื งตำ�่
รูปภพเป็นเบอื้ งกลาง อรูปภพเปน็ เบื้องบน แลว้ ถอยลงมาให้รู้ว่า อดตี เป็นเบือ้ งตำ�่
อนาคตเป็นเบื้องบน ปัจจุบนั เป็นท่ามกลาง แล้วชกั เขา้ มาหาตัวอกี ใหร้ ู้ว่า อทุ ธฺ ํ อโธ
ติรยิ ญฺจาปิ มชฺเฌ เบือ้ งต�่ำแต่ปลายผมลงไป เบือ้ งบนแตพ่ ืน้ เทา้ ขึน้ มา เบอื้ งขวาง
ฐานกลาง เมอื่ ทา่ นเหล่านั้นมาพิจารณาอยู่อยา่ งน้ี ปจฺจตฺตํ จึงรู้เฉพาะข้นึ ท่ตี วั ของตวั
โดยแจม่ แจง้ สิ้นความสงสยั ขอ้ ปฏิบตั ิ ไม่ตอ้ งไปเทีย่ วแสวงหาที่อน่ื ใหล้ ำ� บาก

๑๑.
เรอ่ื งได้ฟงั ธรรมทกุ เมอื่

ผู้ปฏิบัติพึงใช้อุบายปัญญาฟังธรรมเทศนาทุกเม่ือถึงจะอยู่คนเดียวก็ตาม คือ
อาศยั การสำ� เหนยี กกำ� หนดพจิ ารณาธรรมอยทู่ ง้ั กลางวนั และกลางคนื ตา หู จมกู ลน้ิ
กาย กเ็ ปน็ รปู ธรรมทม่ี อี ยปู่ รากฏอยู่ รปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะ กม็ อี ยปู่ รากฏอยู่
ไดเ้ หน็ อยู่ ไดย้ นิ อยู่ ไดส้ ดู ดม ลม้ิ เลยี และสมั ผสั อยู่ จติ ใจเลา่ ? กม็ อี ยู่ ความคดิ นกึ
รสู้ กึ ในอารมณต์ า่ งๆ ทงั้ ดแี ละรา้ ยกม็ อี ยู่ ความเสอ่ื ม ความเจรญิ ทงั้ ภายนอกภายใน
ก็มีอยู่ ธรรมชาติอันมอี ยูโ่ ดยธรรมดา เขาแสดงความจรงิ คือความไมเ่ ท่ียง เปน็ ทกุ ข์
เปน็ อนตั ตา ให้ปรากฏอยูท่ ุกเม่อื เช่น ใบไม้มันเหลอื งหลน่ ร่วงลงจากตน้ ก็แสดง
ความไม่เทยี่ งให้เห็น ดังนเ้ี ป็นต้น เม่ือผปู้ ฏบิ ตั ิมาพินจิ พจิ ารณาด้วยสตปิ ัญญาโดย
อุบายนีอ้ ยู่เสมอแลว้ ชือ่ ว่าไดฟ้ งั ธรรมอยู่ทุกเมื่อทัง้ กลางวนั และกลางคืนแล

80

๑๒.
เร่อื งปรญิ เญยยธรรม

การกำ� หนดพจิ ารณาธรรม เรยี ก บรกิ รรมจติ ทก่ี ำ� ลงั ทำ� การกำ� หนดพจิ ารณาธรรม
อย่างเอาใจใส่ เมอ่ื ได้ความแนใ่ จในเหตผุ ลของธรรมทพ่ี จิ ารณานัน้ แลว้ จติ จะสงบ
รวมลงสภู่ วังค์ ดำ� รงอยู่หน่อยหนง่ึ แล้วก็ถอยออก ความสงบในขน้ั นีเ้ รยี ก บริกรรม
สมาธิ หรอื ขณิกสมาธิ

การก�ำหนดพิจารณาธรรมแล้วจิตสงบรวมลงสู่ภวังค์เข้าถึงฐีติธรรม ด�ำรงอยู่
นานหนอ่ ยแลว้ ถอยออกมารเู้ หน็ อสภุ ะปรากฏขน้ึ ความสงบในขน้ั นเ้ี รยี กวา่ อปุ จารสมาธิ

การกำ� หนดพจิ ารณาธรรมคอื อสภุ นมิ ติ ทปี่ รากฏแกจ่ ติ ทเี่ รยี กวา่ อคุ คหนมิ ติ นนั้
จนเพยี งพอแล้ว จิตปลอ่ ยวางนิมติ เสีย สงบรวมลงสูภ่ วงั ค์ถงึ ฐีติธรรม ด�ำรงอยู่นาน
เปน็ เอกคั คตา มอี ารมณเ์ ดยี ว สงบนงิ่ แนว่ แน่ มสี ตริ อู้ ยวู่ า่ จติ ดำ� รงอยกู่ บั ที่ ไมห่ วน่ั ไหว
ไปมา ความสงบชั้นนีเ้ รยี กวา่ อปั ปนาสมาธิ สว่ น นมิ ติ อนั ปรากฏแก่ผ้บู �ำเพญ็ สมาธิ
ภาวนาตามล�ำดับชั้นดงั กล่าวน้ี กเ็ รียกวา่ บรกิ รรมนิมิต อคุ คหนมิ ติ ปฏภิ าคนมิ ติ
ตามลำ� ดบั กัน

อนง่ึ ภวงั ค์ คอื ภพหรอื ฐานของจติ นน้ั ทา่ นกเ็ รยี กชอ่ื เปน็ ๓ ตามอาการเคลอื่ นไป
ของจิต คือ ภวงั คบาท ภวงั คจลนะ ภวงั คุปจั เฉทะ ขณะแรกท่ีจิตวางอารมณเ์ ขา้ สู่
ฐานเดิมของตนทเ่ี รียกอยา่ งสามัญวา่ ปกตจิ ติ นน้ั แลเรียกว่า ภวังคบาท ขณะที่จิตเริ่ม
ไหวตวั เพอื่ ขนึ้ สอู่ ารมณอ์ กี เรยี กวา่ ภวงั คจลนะ ขณะทจี่ ติ เคลอ่ื นจากฐานขนึ้ สอู่ ารมณ์
เรยี กว่า ภวังคปุ จั เฉทะ จิตของผบู้ �ำเพ็ญภาวนาเข้าส่คู วามสงบถงึ ฐานเดิมของจติ แลว้
พักเสวยความสงบอยู่ในสมาธิน้ันนาน มีอาการครบองค์ของฌานจึงเรียกว่า ฌาน
เมอ่ื ทำ� การพนิ จิ พจิ ารณาธรรมดว้ ยปญั ญาจนเพยี งพอแลว้ จติ รวมลงสภู่ วงั คค์ อื ฐานเดมิ
ของจิตจนถึงฐีติ ขณะตัดกระแสภวังค์ขาดหายไปไม่พักเสวยอยู่ เกิดญาณความรู้
ตัดสนิ ข้นึ ว่าภพเบ้อื งหน้าของเราไม่มีอกี ดังนเี้ รยี กว่า ฐีติญาณ

81

๑๓.
เรื่องข้นั ต้นโพธิสตั ว์

ปฐมโพธิสัตว์ มัชฌิมโพธิสตั ว์ ปจั ฉิมโพธสิ ตั ว์ ปฐมโพธิกาล มชั ฌมิ โพธกิ าล
ปัจฉมิ โพธิกาล ปฐมเทศนา มชั ฌิมเทศนา ปจั ฉมิ เทศนา

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเสด็จออกจากคัพโภทรของพระนางเจ้า
สริ มิ หามายา ณ สวนลมุ พนิ วี นั ระหวา่ งนครกบลิ พสั ดก์ุ บั นครเทวหะตอ่ กนั ครนั้ ประสตู ิ
แลว้ กท็ รงพระเจรญิ วยั มาโดยลำ� ดบั ครนั้ สมควรแกก่ ารศกึ ษาศลิ ปวทิ ยาเพอื่ ปกครอง
รักษาบา้ นเมอื งตามขตั ติยประเพณีได้แลว้ ก็ทรงศึกษาศิลปวทิ ยา เม่อื พระชนมายุได้
๑๖ พรรษา กไ็ ดป้ กครองบ้านเมืองเสวยราชสมบตั ิแทนพระเจา้ ศริ สิ ทุ โธทนมหาราช
ผพู้ ระราชบดิ า นบั วา่ ไดเ้ ปน็ ใหญเ่ ปน็ ราชาแลว้ พระองคท์ รงพระนามวา่ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ
ก็ต้องทรงคิดอ่านการปกครองรักษาบ้านเมืองและไพร่ฟ้าประชาราษฎรให้ร่มเย็น
เปน็ สขุ ทรงบงั คบั บญั ชาอยา่ งไร เขากท็ ำ� ตามทกุ อยา่ ง ครน้ั ทรงพจิ ารณาหาทางบงั คบั
บญั ชาความเกดิ แกเ่ จบ็ ตายใหเ้ ปน็ ไปตามใจหวงั กเ็ ปน็ ไปไมไ่ ด้ ถงึ อยา่ งนน้ั กม็ ทิ ำ� ใหท้ อ้
พระทยั ในการคดิ อา่ นหาทางแกเ้ กดิ แกเ่ จบ็ ตาย ยงิ่ เรา้ พระทยั ใหค้ ดิ อา่ นพจิ ารณายงิ่ ขน้ึ
ความคดิ อา่ นของพระองคใ์ นตอนนเ้ี รยี กวา่ บรกิ รรม ทรงกำ� หนดพจิ ารณาในพระทยั
อยเู่ สมอ จนกระทง่ั พระสนมทง้ั หมดปรากฏใหเ้ หน็ เปน็ ซากอสภุ ะดจุ ปา่ ชา้ ผดี บิ จตนุ มิ ติ
๔ ประการคือ เกดิ แก่ เจ็บ ตาย จงึ บันดาลใหพ้ ระองคเ์ กดิ เบอ่ื หน่ายในราชสมบตั ิ
แล้วเสดจ็ สู่มหาภิเนษกรมณ์บรรพชา ตอนนเี้ รียกว่า ปฐมโพธิสัตว์ เปน็ สตั ว์พเิ ศษ
ผจู้ ะไดต้ รสั รธู้ รรมวเิ ศษเปน็ พระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เทยี่ งแทก้ อ่ นแตก่ าลนไ้ี มน่ บั
นับเอาแต่กาลปัจจุบันทันตาเห็นเท่าน้ัน คร้ันเมื่อพระองค์เสด็จสู่มหาภิเนษกรมณ์
บรรพชา ณ ฝงั่ แมน่ �้ำอโนมานที ทรงตดั พระเมาฬีด้วยพระขรรค์ อธษิ ฐานบรรพชา
อัฐบริขารมีมาเองดว้ ยอ�ำนาจบุญฤทธอิ์ ทิ ธิปาฏิหารยิ ์เปน็ ผา้ บังสุกลุ จวี ร เหตุอศั จรรย์
อยา่ งนมี้ เี พยี งครงั้ เดยี วเทา่ นนั้ ตอ่ นน้ั มาตอ้ งทรงแสวงหา เหลา่ ปฐมสาวกกเ็ หมอื นกนั
อัฐบริขารเกิดข้ึนด้วยบุญฤทธ์ิเพียงครั้งแรกเท่านั้น คร้ันทรงบรรพชาแล้วทรงท�ำ

82

ทกุ กรกริ ยิ าประโยคพยายามพจิ ารณาอคุ คหนมิ ติ ทท่ี รงรคู้ รงั้ แรก แยกออกเปน็ สว่ นๆ
เปน็ ปฏภิ าคนมิ ติ จนถงึ เสดจ็ ประทบั นงั่ ณ ควงแหง่ มหาโพธพิ ฤกษ์ ทรงชนะมารและ
เสนามารเมอื่ เวลาพระอาทติ ยอ์ สั ดงคต ยงั บพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณใหเ้ กดิ ในปฐมยาม
ยังจุตูปปาตญาณให้เกิดในมัชฌิมยาม ทรงตามพิจารณาจิตท่ียังปัจจัยให้สืบต่อที่
เรยี กว่า ปัจจยาการ ตอนเวลากอ่ นพระอาทิตย์ขน้ึ ตอนน้ีเรียกวา่ มชั ฌมิ โพธิสตั ว์

ครน้ั เมอ่ื ทรงพจิ ารณาตามเหตผุ ลเพยี งพอสมควรแลว้ จติ ของพระองคห์ ยงั่ ลงสู่
ความสงบถงึ ฐตี ธิ รรมดำ� รงอยใู่ นความสงบพอแลว้ ตดั กระแสภวงั คข์ าดไป เกดิ ญาณ
ความรู้ตัดสินขึ้นในขณะนั้นว่า ภพเบื้องหน้าของเราไม่มีอีกแล้ว ดังน้ีเรียกว่า
อาสวกั ขยญาณ ประหารเสยี ซงึ่ กเิ ลสอาสวะทงั้ หลายใหข้ าดหายไปจากพระขนั ธสนั ดาน
สรรพปรีชาญาณต่างๆ อันส�ำเร็จมาแต่บุพพวาสนาบารมีก็มาชุมนุมในขณะจิต
อนั เดยี วนนั้ จงึ เรยี กวา่ ตรสั รพู้ ระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ ระยะกาลตอนนเ้ี รยี กวา่
ปัจฉิมโพธสิ ัตว์

ครนั้ ตรสั รแู้ ลว้ ทรงเสวยวมิ ตุ ตสิ ขุ อยใู่ นท่ี ๗ สถาน ตลอดกาล ๔๙ วนั แลว้ แล
ทรงเทศนาสัง่ สอนเวไนยนิกร มีพระปญั จวัคคีย์ เป็นต้น จึงถึงทรงต้งั พระอคั รสาวก
ทง้ั ๒ และแสดงมชั ฌมิ เทศนา ณ เวฬวุ นั กลนั ทกนวิ าปสถาน ใกลก้ รงุ ราชคฤหม์ หานคร
จดั เปน็ ปฐมโพธกิ าล

ต่อแต่นั้นมาก็ทรงทรมานส่ังสอนเวไนยนิกรตลอดเวลา ๔๕ พระพรรษา
จดั เปน็ มชั ฌมิ โพธกิ าล ตงั้ แตเ่ วลาทรงประทบั ไสยาสน์ ณ พระแทน่ มรณมญั จาอาสน์
ณ ระหวา่ งนางรงั ทง้ั คใู่ นสาลวโนทยานของมลั ลกษตั รยิ ์ กรงุ กสุ นิ าราราชธานี และทรง
แสดงพระปัจฉมิ เทศนาแล้วปดิ พระโอษฐ์ เสด็จดับขนั ธปรินพิ พาน ระยะกาลตอนน้ี
จัดเปน็ ปจั ฉมิ โพธกิ าล ด้วยประการฉะนี้

83

๑๔.
เรื่องโสฬสกิจ

กิจในพระธรรมวนิ ยั น้ที ่นี ับวา่ ส�ำคัญท่สี ดุ เรยี กว่า โสฬสกิจ เปน็ กิจทโ่ี ยคาวจร
กลุ บตุ รพงึ พากเพยี รพยายามท�ำให้สำ� เร็จบริบรู ณ์ด้วยความไมป่ ระมาท

โสฬสกจิ ไดแ้ ก่ กจิ ในอรยิ สจั ๔ ประการ คอื ทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค ชนั้ โสดาบนั
ก็ประชุม ๔ ช้นั สกิทาคามีกป็ ระชุม ๔ สองสี่กเ็ ป็น ๘ ชัน้ อนาคามกี ป็ ระชุม ๔
ชน้ั อรหนั ตก์ ป็ ระชมุ ๔ สองสกี่ เ็ ปน็ ๘ สองแปดเปน็ ๑๖ กำ� หนดสจั จะทงั้ ๔ รวมเปน็
องคอ์ ริยมรรคเป็นขน้ั ๆ ไป

เมอ่ื เรามาเจรญิ อรยิ มรรคทงั้ ๘ อนั มอี ยใู่ นกายในจติ คอื ทกุ ข์ เปน็ สจั จะของจรงิ
ท่ีมีอยู่ก็รู้ว่ามีอยู่ เป็นปริญเญยยะ ควรก�ำหนดรู้ก็ได้ก�ำหนดรู้ สมุทัย เป็นสัจจะ
ของจรงิ ทม่ี อี ยกู่ ร็ วู้ า่ มอี ยู่ เปน็ ปหาตพั พะ ควรละกล็ ะไดแ้ ลว้ นโิ รธ เปน็ สจั จะของจรงิ
ทมี่ อี ยกู่ ร็ วู้ า่ มอี ยู่ เปน็ สจั ฉกิ าตพั พะ ควรทำ� ใหแ้ จง้ กไ็ ดท้ ำ� ใหแ้ จง้ แลว้ มรรค เปน็ สจั จะ
ของจริงท่ีมีอยู่ก็รู้ว่ามีอยู่ เป็นภาเวตัพพะ ควรเจริญให้มากก็ได้เจริญให้มากแล้ว
เมอ่ื มากำ� หนดพจิ ารณาอยอู่ ยา่ งนกี้ แ็ ก้โลกธรรม ๘ ได้สำ� เรจ็

มรรค อยทู่ ่ี กาย กับ จติ คือ ตา ๒ หู ๒ จมกู ๒ รวมเป็น ๖ ล้ิน ๑ เปน็ ๗
กาย ๑ เปน็ ๘ มาพิจารณารู้เทา่ สิง่ ทง้ั ๘ น้ี ไมห่ ลงไปตาม ลาภ ยศ สรรเสริญ สขุ
เสอื่ มลาภ เสอื่ มยศ นนิ ทา ทกุ ข์ อนั มาถกู ตอ้ งตนของตน จติ ไมห่ วน่ั ไหว โลกธรรม ๘
เป็นคู่ปรับกับมรรค ๘ เม่ือรู้เท่าส่วนท้ังสองนี้แล้วเจริญมรรคให้บริบูรณ์เต็มที่
ก็แก้โลกธรรม ๘ ได้ ก็เป็น ผฏุ ฺ สฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมปฺ ติ อโสกํ
วริ ชํ เขมํ เอตมมฺ งฺคลมตุ ฺตมํ โลกธรรมถูกตอ้ งจติ ผใู้ ดแลว้ จติ ของผนู้ ั้นไม่หวั่นไหว
เมื่อไม่หว่ันไหวก็ไม่เศร้าโศก เป็นจิตปราศจากเคร่ืองย้อม เป็นจิตเกษมจากโยคะ
จัดว่าเปน็ มงคลอนั อุดมเลศิ ฉะน้ีแล

84

๑๕.
เรื่องสำ� คญั ตนว่าไดบ้ รรลอุ รหัตตผล

กริ ดงั ได้สดับมา ยังมภี ิกษุ ๒ รปู ในพระศาสนาของพระบรมศาสดาของเราน้ี
องคห์ น่งึ มีพรรษาแก่กวา่ อกี องคห์ น่ึงมีพรรษาอ่อนกวา่ เป็นสหธรรมกิ ทม่ี ีความรัก
ใครใ่ นกนั และกนั แตจ่ ากกนั ไปเพอื่ ประกอบความเพยี ร องคอ์ อ่ นพรรษากวา่ ไดส้ ำ� เรจ็
พระอรหตั ตผล เปน็ พระอรหนั ตก์ อ่ น องคแ์ กพ่ รรษาไดแ้ ตเ่ พยี งกำ� ลงั สมาธสิ มาบตั แิ ละเปน็
ผชู้ ำ� นาญในวสี จะพจิ ารณาอธษิ ฐานใหเ้ ปน็ อยา่ งไรกไ็ ดด้ งั ประสงค์ และเกดิ ทฏิ ฐสิ ำ� คญั วา่
รทู้ ว่ั แลว้ สว่ นองคห์ ยอ่ นพรรษา ครน้ั พจิ ารณาดกู ท็ ราบไดด้ ว้ ยปญั ญาญาณ จงึ สง่ั ให้
องคแ์ กพ่ รรษากวา่ ไปหา ทา่ นองคน์ นั้ ไมไ่ ป สง่ั สองสามครงั้ กไ็ มไ่ ป องคห์ ยอ่ นพรรษา
จึงไปหาเสียเอง แล้วยังกันและกันให้ยินดี พอสมควรแล้วจึงพูดกับองค์แก่กว่าว่า
ถา้ ท่านส�ำคญั ว่ารู้จริง กจ็ งอธษิ ฐานใหเ้ ป็นสระ ในสระให้มีดอกบวั หลวง ๑ ดอก
ในดอกบัวหลวงให้มีนางฟ้อนสวยงาม ๗ นาง องค์แก่พรรษาก็เนรมิตได้ตามนั้น
ครั้นเนรมติ แลว้ องค์อ่อนพรรษากว่าจงึ สงั่ ใหเ้ พ่งดู คร้นั เพ่งดนู างฟ้อนอยู่ กามราคะ
กเิ ลสอันสงั่ สมมาแล้วหลายรอ้ ยอตั ภาพกก็ ำ� เรบิ จงึ ทราบไดว้ า่ ตนยังไมไ่ ด้ส�ำเร็จเปน็
พระอรหนั ต์ ครน้ั แลว้ องคอ์ อ่ นพรรษาจงึ เตอื นใหร้ ตู้ วั และใหเ้ รง่ ทางปญั ญาวปิ สั สนาญาณ
องคแ์ กพ่ รรษากวา่ ครน้ั ปฏบิ ตั ติ ามทำ� ความพากเพยี รประโยคพยายามอยู่ มชิ า้ มนิ าน
ก็ไดส้ ำ� เรจ็ เป็นพระอรหันตข์ ณี าสวะบคุ คลในพระพทุ ธศาสนาดว้ ยประการฉะน้ี

อปรา ยังเรื่องอื่นอกี มีเน้อื ความอยา่ งเดยี วกันแต่นมิ ิตตา่ งกนั คือใหเ้ นรมติ
ชา้ งสารซบั มนั ตวั รา้ ยกาจวงิ่ เขา้ มาหา หลงรปู เนรมติ ของตนเอง เกดิ ความสะดงุ้ ตกใจกลวั
เตรียมตัววิ่งหนี เพื่อนสหธรรมมิกผู้ไปช่วยเหลือได้ฉุดเอาไว้ และกล่าวตักเตือน
สั่งสอนโดยนัยหนหลังจึงหยุดย้ังใจได้ และปฏิบัติตามค�ำสั่งสอนของสหธรรมมิก
ผชู้ ว่ ยเหลอื นนั้ ไมน่ านกไ็ ดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ตข์ ณี าสวะบคุ คลในพระบวรพทุ ธศาสนา
เชน่ เดยี วกนั แม้เร่อื งนก้ี ็พึงถอื เอาเป็นทฏิ ฐานคุ ติ เช่นเดียวกับเรือ่ งก่อนน้ันแล

85

นี้เป็นนิทานที่เป็นคติส�ำหรับผู้ปฏิบัติจะพึงอนุวัติตามคือ ผู้เป็นสหธรรมิก
ประพฤติธรรมร่วมกันทุกคน จงมาเป็นสหายกันในกิจท่ีชอบ ทั้งที่เป็นกิจภายใน
ทงั้ ท่ีเป็นกจิ ภายนอก ยังประโยชนข์ องกนั และกันให้ส�ำเรจ็ ด้วยดีเถิด

๑๖.
เร่ืองอุณหิสสวชิ ยั สตู ร

ผ้ใู ดมาถึงพระพุทธเจา้ พระธรรม พระสงฆ์ เปน็ สรณะท่พี ง่ึ แล้ว ผู้นน้ั ย่อม
ชนะไดซ้ ึ่งความร้อน อุณหิสส คือความร้อนอันเกดิ แก่ตน มที ัง้ ภายในและภายนอก
ภายนอก มเี สอื สางคางแดง ภตู ผปี ศี าจ เปน็ ตน้ ภายใน คอื กเิ ลส วชิ ยั คอื ความชนะ
ผู้ที่มาน้อมเอาสรณะท้ังสามน้ีเป็นที่พึ่งแล้วย่อมจะชนะความร้อนเหล่านั้นไปได้หมด
ทุกอย่างทีเ่ รียกวา่ อุณหิสสวิชยั

อุณฺหิสฺสวิชโย ธมฺโม โลเก อนุตฺตโร พระธรรมเป็นของย่ิงในโลกท้ังสาม
สามารถชนะซง่ึ ความรอ้ นอกร้อนใจอันเกิดแตภ่ ยั ตา่ งๆ ปริวชเฺ ช ราชทนฺเฑ พยคเฺ ฆ
นาเค วเี ส ภเู ต อกาลมรเณน วา สพฺพสฺมา มรณา มุตฺโต จะเว้นห่างจากอันตราย
ทง้ั หลายคอื อาชญาของพระราชา เสอื สาง นาค ยาพษิ ภตู ผี ปศี าจ หากวา่ ยงั ไมถ่ งึ คราว
ถงึ กาลท่ีจักตายแลว้ กจ็ ักพน้ ไปไดจ้ ากความตายดว้ ยอ�ำนาจ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ที่ตนนอ้ มเอาเป็นสรณะท่ีพึ่งทน่ี ับถอื นั้น

ความขอ้ นม้ี พี ระบาลสี าธกดงั จะยกมาอา้ งองิ ในสมยั เมอื่ สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้
พรอ้ มดว้ ยพระอรหนั ต์หนุ่ม ๕๐๐ รปู ประทบั อยู่ในราวป่ามหาวนั ใกล้กรุงกบิลพสั ดุ์
เทวดาท้งั หลายพากันมาดูแลว้ กลา่ วคาถาขึ้นว่า เย เกจิ พทุ ฺธํ สรณํ คตา เส น เต
คมิสฺสนฺติ อปายภมู ึ ปหาย มานสุ ํ เทหํ เทวกายํ ปริปเู รสฺสนฺติ แปลความว่า บุคคล
บางพวกหรือบคุ คลไรๆ มาถงึ พระพทุ ธเจ้าเป็นสรณะทพี่ ึง่ แล้ว บคุ คลเหล่าน้ันยอ่ ม
ไมไ่ ปส่อู บายภูมิทงั้ ๔ มนี รกเปน็ ต้น เม่ือละร่างกายอันเป็นของมนษุ ย์นี้แล้ว จักไป
เป็นหมู่แหง่ เทพดาท้งั หลายดงั น้ี

86

สรณะทงั้ ๓ คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ มไิ ดเ้ สอ่ื มสญู อนั ตรธานไปไหน
ยงั ปรากฏอยแู่ กผ่ ปู้ ฏบิ ตั เิ ขา้ ถงึ อยเู่ สมอ ผใู้ ดมายดึ ถอื เปน็ ทพี่ ง่ึ ของตนแลว้ ผนู้ นั้ จะอยู่
กลางปา่ หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม สรณะทง้ั สามกป็ รากฏแกเ่ ขาอยทู่ กุ เมอ่ื จงึ วา่ เปน็ ทพี่ ง่ึ แก่
บคุ คลจรงิ เมือ่ ปฏิบตั ิตามสรณะท้ังสามจรงิ ๆ แล้ว จะคลาดแคลว้ จากภยั ทั้งหลาย
อันก่อให้เกดิ ความรอ้ นอกร้อนใจไดแ้ นน่ อนทเี ดยี ว

87

ธรรมบรรยาย

88

ธรรมบรรยายของทา่ นพระอาจารยม์ นั่ ภรู ทิ ตั ตเถระ น้ี ปรากฏมใี นสมดุ ของเกา่
ทีม่ อบให้เปน็ มรดกแก่พระภิกษทุ องค�ำ ญาโณภาโส อปุ ฏั ฐากใกลช้ ิดในปัจฉมิ สมัย
เขียนดว้ ยอักษรธรรม เปน็ ลายมือของท่านพระอาจารยม์ น่ั เหมือนกัน สังเกตดเู ปน็
ของเก่า ทา่ นคงตัดยอ่ ความเอามามีอธิบายข้อธรรมในโสฬสปัญหาบ้าง อภิธรรมบ้าง
กรรมฐานบ้าง วินัยกรรมบางอย่างบ้าง ในการคัดลอกบทธรรมบรรยายซึ่งเป็น
อกั ษรธรรมลงส่อู ักษรไทยนนั้ ไดอ้ าศัยกำ� ลงั ของพระภกิ ษุฉตั ร โสมบตุ ร จริ ปญุ โญ
พิมพเ์ ผยแพรค่ รงั้ แรกในงานฌาปนกจิ ศพท่านพระอาจารยม์ ่ัน ภรู ิทัตตเถระ

89

๑.
วเิ วกธรรม

สมเด็จพระผู้มพี ระภาคเจา้ ทรงแสดงวเิ วกธรรมแกเ่ มตตคูมาณพดงั ต่อไปนี้

อุปธิกิเลสมีประเภท ๑๐ ประการ คือ ๑. ตัณหา ๒. ทิฏฐิ ๓. กิเลส
๔. กรรม ๕. ทจุ รติ ความประพฤตชิ ่ัวด้วย กาย วาจา และใจ ๖. อาหาร ๗. ปฏฆิ ะ
๘. อปุ าทนิ นกะ ธาตสุ ่ี ๙. อายตนะหก ๑๐. วญิ ญาณกายหก ทกุ ขท์ ง้ั หลายมชี าตทิ กุ ข์
เปน็ ตน้ ยอ่ มมีอปุ ธกิ ิเลสเหล่าน้ีเป็นเหตุ เปน็ นิสัย เปน็ ปจั จัย เม่อื บคุ คลมารู้ทั่วถึง
รแู้ จง้ ประจกั ษช์ ดั ดว้ ยวปิ สั สนาปญั ญาวา่ สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ทย่ี ง เปน็ ทกุ ข์ ธรรมทง้ั หลาย
เปน็ อนตั ตา หรือมารูท้ ัว่ ถึงวา่ ยํ กิญฺจิ สมทุ ยธมมฺ ํ สพพฺ นฺตํ นิโรธธมฺมํ ส่ิงใดสิง่ หนึ่ง
มคี วามเกดิ ขน้ึ เปน็ ธรรมดา สง่ิ นน้ั ทง้ั หมดมคี วามดบั เปน็ ธรรมดา ดงั นแ้ี ลว้ เหน็ ผตู้ าม
เปน็ ซงึ่ ชาตวิ า่ เปน็ แดนเกดิ แหง่ วฏั ฏทกุ ข์ และมาเหน็ วา่ อปุ ธเิ ปน็ แดนเกดิ แหง่ ชาตทิ กุ ข์
เปน็ ต้นแล้ว กไ็ ม่พงึ ท�ำอุปธมิ ตี ณั หาเป็นตน้ ใหเ้ จริญขึ้นในสันดานเลย

เมอ่ื จะทรงแสดงธรรมเครอ่ื งขา้ มตณั หา จงึ ตรสั พระคาถาวา่ ยํ กญิ จฺ ิ สญชฺ านาสิ
อุทธฺ ํ อโธ ติโยญฺจาปิ มชเฺ ฌ เอเตสุ นนฺทญิ จฺ ปนุชฺชยิาณํ ภเว น ตฏิ ฺ€ ดกู ่อน
ทา่ นทงั้ หลาย ทา่ นจงรสู้ ง่ิ ใดสง่ิ หนง่ึ ในเบอ้ื งบน เบอ้ื งตำ�่ และเบอ้ื งขวางสถานกลางแลว้
จงบรรเทาเสยี จงละเสยี ซง่ึ ความเพลดิ เพลนิ และความถอื มนั่ ในสง่ิ เหลา่ นนั้ วญิ ญาณ
ของทา่ นก็จะไมต่ ้งั อยใู่ นภพดังน้ี

คำ� วา่ เบอ้ื งบน เบอื้ งตำ่� เบอ้ื งขวางสถานกลาง นนั้ ทรงแสดงไว้ ๖ นยั คอื นยั ท่ี ๑
อนาคตเปน็ เบอื้ งบน อดีตเปน็ เบอ้ื งต�ำ่ ปัจจบุ นั เป็นเบอื้ งขวางสถานกลาง นยั ที่ ๒
เหล่าธรรมที่เป็นกุศลเป็นเบ้ืองบน เหล่าธรรมท่ีเป็นอกุศลเป็นเบื้องต�่ำ เหล่าธรรม
ท่ีเป็นอพั ยากฤตเปน็ เบ้อื งขวางสถานกลาง นัยที่ ๓ เทวโลกเปน็ เบือ้ งบน อบายโลก
เปน็ เบ้ืองต�่ำ มนสุ สโลกเปน็ เบ้อื งขวางสถานกลาง นัยท่ี ๔ สขุ เวทนาเปน็ เบอ้ื งบน
ทุกขเวทนาเป็นเบือ้ งต�่ำ อุเบกขาเวทนาเปน็ เบอื้ งขวางสถานกลาง นัยท่ี ๕ อรปู ธาตุ

90

เป็นเบอื้ งบน กามธาตุเป็นเบอ้ื งต�ำ่ รูปธาตุเป็นเบือ้ งขวางสถานกลาง นยั ท่ี ๖ ก�ำหนด
แต่พื้นเท้าข้ึนมาเบ้ืองบน ก�ำหนดแต่ปลายผมลงไปเป็นเบื้องตำ่� ส่วนท่ามกลางเป็น
เบอ้ื งขวางสถานกลาง เมอื่ ทา่ นมาสำ� คญั หมายรเู้ บอื้ งบน เบอื้ งตำ่� เบอื้ งขวางสถานกลาง
ทงั้ ๖ นยั นแี้ ลว้ แมอ้ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ พงึ บรรเทาเสยี ซงึ่ นนั ทิ ความยนิ ดี เพลดิ เพลนิ
และอภนิ เิ วส ความถอื มน่ั ดว้ ยตณั หาและทฏิ ฐใิ นเบอื้ งบน เบอื้ งตำ่� เบอ้ื งขวางสถานกลาง
เสียให้ส้ินทุกประการ แล้ววิญญาณของท่านจะไม่ต้ังอยู่ในภพและปุณภพอีกเลย
เม่ือบุคคลมารู้ชัดด้วยญาณจักษุในส่วนเบื้องบน เบ้ืองต�่ำ เบื้องขวางสถานกลาง
ไม่ให้ตัณหาซ่านไปในภพน้อยภพใหญ่ มีญาณหยั่งรู้ในอริยสัจจ์ ๔ เป็นผู้ไม่มี
กงั วล คอื ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทฏิ ฐิ และทจุ ริตตา่ งๆ ละกังวลทงั้ ปวงเสยี แล้ว
กามภเว อสตฺตํ ก็เป็นผู้ไม่ข้องเกี่ยวพัวพันในวัตถุกามและกิเลสกามในกามภพ
และปุณภพอีกเลย ท่านน้ันเป็นผู้ข้ามโอฆะห้วงลึกที่กดสัตว์ให้จมอยู่ในวัฏฏสงสาร
โอฆะ น้ัน ๔ ประการคอื ๑) กามโอฆะ ๒) ภวโอฆะ ๓) ทิฏฐโิ อฆะ ๔) อวิชชาโอฆะ
ตณิ โฺ ณ จ ปรํ ทา่ นนน้ั ยอ่ มขา้ มหว้ งทง้ั ๔ ไปยงั ฝั่งฟากโนน้ คอื พระนพิ พานธรรม
อขีเณ เป็นผู้ไม่มีตะปูคือกิเลสเป็นเคร่ืองตรึงแล้ว กิเลสทั้งหลายท่ีเป็นประธาน
คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และกเิ ลสทีเ่ ป็นบรวิ าร มี โกโธ อปุ นาโห เปน็ ตน้
จนถงึ อกศุ ลอภสิ งั ขาร ซงึ่ เปน็ ประหนงึ่ ตะปเู ครอื่ งตรงึ จติ ใหแ้ นบแนน่ อยู่ ยากท่ีสัตว์
จะฉุดจะถอนให้เคล่ือนให้หลุดได้ เม่ือบุคคลมาละเสียแล้ว ตัดขึ้นพร้อมแล้ว
เผาเสยี ดว้ ยเพลงิ คอื ญาณแลว้ เปน็ นรชนผรู้ ผู้ ดู้ ำ� เนนิ ดว้ ยปญั ญาอนั เปน็ เครอ่ื งรแู้ จง้ ชดั
เปน็ เวทคู ผถู้ งึ ฝง่ั แหง่ วทิ ยาในพระศาสนานี้ ไมม่ คี วามสงสยั ในทกุ ข์ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค
และปฏจิ จสมปุ บาทธรรม ปจั จยาการ ยอ่ มบรรลถุ งึ วเิ วกธรรม คอื พระอมฤตนฤพาน
ด้วยประการฉะน้ี

91


Click to View FlipBook Version