The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำขึ้นเพื่อส่ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by milksamy_01, 2022-02-28 23:08:00

จิตวิทยาสำหรับครู

จัดทำขึ้นเพื่อส่ง

329

ขน้ั ยตุ กิ ารใหค้ าปรกึ ษา
อาจารย์ : ดแี ล้วคะ่ รีรอไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไดผ้ ลเปน็ ยังไงกม็ าเลา่ ให้ครฟู งั นะ

(ทักษะการให้กาลังใจและการใส่ใจ)
นกั เรียน : ค่ะ... อาจารย์ ขอบคุณมากนะคะ สวสั ดคี ่ะ
อาจารย์ : ไมเ่ ป็นไรจะ้ ครยู นิ ดี

ที่มา : มลั ลวีร์ อดุลวัฒนศริ ิ. (2554). เทคนคิ การใหค้ าปรึกษา: การนาไปใช.้ ขอนแกน่ : โรงพิมพ์คลัง
นานา.

การใช้ทักษะในการให้คาปรึกษาเชิงจิตวิทยานี้ ไม่มีข้อบังคับหรือกาหนดตายตัวขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์ความชานาญของผู้นาไปใช้ อย่างไรก็ดี กรมสุขภาพจิต (2546: 119) ได้จาแนกการใช้
ทักษะตามประเภทของปัญหา ได้แก่ ปัญหาขาดความรู้ควรใช้ทักษะการให้ข้อมูล ปัญหาด้านอารมณ์
ความรู้สึกควรใช้ทักษะการให้กาลังใจ ปัญหาการปฏิบัติ เช่น ไม่สามารถตัดสินใจควรใช้ทักษะการ
พิจารณาทางเลอื ก และไมร่ แู้ นวทางปฏิบัติควรใชท้ กั ษะการเสนอแนะ เปน็ ต้น

บทสรปุ

การให้คาปรึกษาเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือ โดยมีผู้ให้คาปรึกษาซึ่งเป็นบุคคลท่ี
ไดร้ บั การฝกึ ฝนอบรมทางด้านการให้ความชว่ ยเหลอื ทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ ใหแ้ กผ่ ู้รับคาปรกึ ษาซ่ึงเป็น
ผู้ที่ประสบปัญหาท่ีมาขอรับการช่วยเหลือ เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้สารวจ และทาความเข้าใจปัญหา
ตลอดจนสามารถแสวงหาวิธีการแกไ้ ขปัญหา และตัดสินใจเลอื กได้ดว้ ยตนเอง

บริการให้คาปรึกษานอกจากจะมีความสาคัญต่อความสาเร็จของการแนะแนวแล้ว บริการ
ให้คาปรึกษายังมีความสาคัญต่อผู้รับบริการ ทั้งในด้านการป้องกันปัญหา การแก้ไขปัญหา และการ
ส่งเสริมพัฒนาผู้รับบริการ ซ่ึงจุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษาระยะสั้น เป็นลักษณะการแก้ไขปัญหา
เบ้ืองต้น และจุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษาระยะยาว เป็นลักษณะการช่วยเหลือและพัฒนา
พฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทาให้ผู้รับคาปรึกษาสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ สาหรับ
ขอบข่ายของบริการให้คาปรึกษา มี 3 ด้าน ไดแ้ ก่ การให้คาปรึกษาด้านการศึกษา การให้คาปรกึ ษาดา้ น
อาชีพ และการให้คาปรึกษาด้านส่วนตัวและสังคม ส่วนรูปแบบของการให้คาปรึกษา มี 2 รูปแบบ คือ
การให้คาปรึกษาเป็นรายบุคคล และการให้คาปรกึ ษาแบบกล่มุ

คุณสมบัติของผู้ให้คาปรึกษาควรประกอบด้วยคุณสมบัติที่สาคัญ 2 ประการ คือ คุณสมบัติ
ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ และคณุ สมบตั ิดา้ นความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในวชิ าชีพ ส่วนจรรยาบรรณ
ของการให้คาปรกึ ษา ประกอบดว้ ย หมวดสัมพันธภาพการให้คาปรึกษา หมวดการรกั ษาความลับ หมวด

330

ความรับผิดชอบทางวิชาชีพ หมวดการประเมิน การวัด และการการแปล และหมวดการสอน การฝึก
ปฏิบัติ สาหรับวิธีการให้คาปรึกษา จาแนกได้ 3 วิธี คือ วิธีการให้คาปรึกษาแบบนาทาง วิธีการให้
คาปรึกษาแบบไมน่ าทาง และวธิ ีการให้คาปรึกษาแบบผสม

ทฤษฎีการให้คาปรึกษาท่ีเหมาะสมสาหรับใช้กบั ปัญหาทเ่ี กิดขน้ึ ในระดับความคิด ความรู้สึก
และพฤติกรรมตามลาดับ คือ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบวิเคราะห์คุณลักษณะและองค์ประกอบ
ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบผู้รับคาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง และทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบ
พฤติกรรมนิยม สาหรับกระบวนการให้คาปรึกษารูปตัววี ตามแนวคิดของจีน แบรี่ ประกอบด้วย
5 ข้ันตอน ได้แก่ ข้ันสร้างสัมพันธภาพ และตกลงบรกิ าร ข้ันสารวจปัญหา ขั้นเข้าใจปญั หา สาเหตุ และ
ความต้องการของผู้รับคาปรึกษา ขั้นวางแผนและแก้ไขปัญหา และขั้นยุติการปรกึ ษา ส่วนทักษะการให้
คาปรกึ ษาที่เป็นทักษะพ้ืนฐานเบ้ืองต้น ได้แก่ ทกั ษะการฟัง ทักษะการตั้งคาถาม ทักษะการเงียบ ทักษะ
การใส่ใจ ทักษะการสะท้อน ทักษะการทวนซา้ ทักษะการสรปุ ทักษะการให้ข้อมูล ทักษะการให้กาลังใจ
และทักษะการชี้ผลทต่ี ามมา

331

ใบกจิ กรรมที่ 7.1

คาช้ีแจง ให้นักศึกษาดูวิดีทัศน์ “การให้คาปรึกษา กรณีศึกษาเด็กชายวีระ” จากน้ัน
นกั ศึกษาแบ่งกลุ่ม และรว่ มกันอภิปราย แลกเปล่ียนแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั ความถูกต้อง เหมาะสม
และการนาไปใช้ ในประเด็น ดงั ต่อไปน้ี

1. คณุ สมบตั ิของผใู้ หค้ าปรกึ ษา
2. กระบวนการให้คาปรกึ ษา
3. ทักษะการใหค้ าปรกึ ษา

332

ใบกจิ กรรมที่ 7.2

คาช้ีแจง ให้นักศึกษาจับคู่ ฝึกปฏิบัติการให้คาปรึกษาเชิงจิตวิทยา โดยคนท่ี 1 เป็นผู้ให้
คาปรึกษา และคนท่ี 2 เป็นผู้รับคาปรึกษา ซึ่งนักศึกษาจะต้องกาหนดปัญหาสถานการณ์ในการให้
คาปรึกษาทเ่ี กดิ ขน้ึ เอง โดยใชก้ ระบวนการการให้คาปรกึ ษาเชงิ จติ วิทยาใหค้ รบทงั้ 5 ข้ันตอน คือ

1. ขั้นสร้างสมั พันธภาพ
2. ขน้ั สารวจปัญหา
3. ขั้นเขา้ ใจสาเหตแุ ละความตอ้ งการ
4. ขัน้ วางแผน
5. ขั้นยตุ ิการใหค้ าปรึกษา

จากนัน้ มาแสดงบทบาทสมมติในการให้คาปรึกษาเชิงจิตวิทยาหนา้ ชน้ั เรียน คู่ละ 7-10 นาที

333

คาถามท้ายบทที่ 7

จงตอบคาถามต่อไปน้ี โดยอธบิ ายพรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ

1. จงอธิบายความหมาย และความสาคัญของการให้คาปรกึ ษา
2. จงระบุจดุ มุง่ หมายของบรกิ ารใหค้ าปรึกษาสาหรับผูเ้ รยี นในสถานศึกษา
3. จงอธิบายหลักการของการใหค้ าปรึกษา
4. ขอบข่ายของการให้คาปรึกษามีกี่ประเภท อะไรบา้ ง จงอธบิ าย
5. จงระบุรูปแบบของการให้คาปรึกษา และท่านมีหลักเกณฑ์อย่างไร ในการเลือกจัดการให้
คาปรกึ ษาเป็นรายบคุ คล และการใหค้ าปรกึ ษาแบบกลมุ่
6. คณุ สมบัติของผู้ใหค้ าปรกึ ษาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร จงอธบิ าย
7. จงอธบิ ายจรรยาบรรณการ และวิธีการให้คาปรกึ ษา
8. จงอธบิ ายกระบวนการให้คาปรึกษาตามกระบวนการรปู ตวั วี มาพอสงั เขป
9. จงเลือกทฤษฎีการให้คาปรึกษา 1 ทฤษฎีที่ท่านชอบ แล้วอธิบายลักษณะเด่น แนวคิด
ของการใหค้ าปรกึ ษาของทฤษฎีน้ัน
10. จงเลือกทักษะการให้คาปรึกษา 3 ทักษะ แล้วอธิบายจุดมุ่งหมาย และแนวทางในการ
ปฏิบตั ใิ นการใชท้ กั ษะการใหค้ าปรึกษานั้น

334

เอกสารอ้างอิง

กรมสขุ ภาพจิต. (2546). คูม่ อื การให้การปรกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะห์
ทหารผา่ นศึก.

จนี แบร.่ี (2549). การใหก้ ารปรกึ ษา. (พิมพ์ครงั้ ที่ 5). กรงุ เทพฯ: เจริญวทิ ย์การพมิ พ์.
เจษฎา บญุ มาโฮม. (2558). หลักการแนะแนวและการพฒั นาผูเ้ รยี น. พมิ พ์ครัง้ ที่ 4. นครปฐม:

สไมล์ พรน้ิ ติ้ง & กราฟิกดไี ซน์.
ดวงมณี จงรกั ษ.์ (2549). ทฤษฎีการให้การปรกึ ษาและจิตบาบดั เบอ้ื งตน้ . กรุงเทพฯ: สมาคมสง่ เสริม

เทคโนโลยี (ไทย-ญปี่ นุ่ ).
ผอ่ งพรรณ เกดิ พทิ กั ษ.์ (2549). “การให้บริการปรึกษาในองคก์ ร” ใน ประมวลสาระชดุ วิชาการแนะ

แนวในองคก์ ร หนว่ ยที่ 8-15. นนทบุรี: มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
พนม ล้มิ อารยี .์ (2548). การแนะแนวเบือ้ งต้น. พิมพค์ ร้งั ท่ี 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.์
วชั รี ทรัพยม์ .ี (2556). ทฤษฎีใหก้ ารปรึกษา. (พิมพค์ รงั้ ท่ี 7). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
Brown, D.T., and Prout, H.T. (1995). Counseling & Psychotherapy With Children &

Adolescents: Theory and Practice for School and Clinic Settings. 2nd ed.
Brandon Vermont: Clinical Psychology Publishing Co. Inc.
George, R.L. and Cristrani, T.S. (1995). Counseling: Theory and practice. 4th ed. Boston:
Allyn and Bacon.
Gladding, S.T. (1996). Counseling: A Comprehensive Profession. 3rd ed. Englewood
Cliffs. New Jersey: Prentice-Hall.
Lewis, E.C. (1970). The Psychology of Counseling. New York: Holt Rinehart and
Winston, Inc.
Pine, G. (1976). “Collaborative Action Research in School Counseling: The Integrated of
Research and Practice.” Personnel and Guidance Journal. 3(4): 47.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 8
จิตวทิ ยาสาหรบั ผเู้ รยี นทม่ี คี วามตอ้ งการพิเศษ

วตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม

เมอื่ ศึกษาบทเรียนนีจ้ บแลว้ นกั ศึกษาควรมีพฤติกรรมดงั น้ี
1. อธิบายความหมายของผ้เู รยี นท่ีมีความต้องการพิเศษ และการศกึ ษาพิเศษได้
2. อธิบายรปู แบบการเรียนของผู้เรียนท่มี คี วามต้องการพิเศษได้
3. จาแนกประเภทของผู้เรยี นทม่ี ีความต้องการพเิ ศษและบทบาทของครูได้
4. บอกแนวทางการให้ความช่วยเหลือผ้เู รียนที่มีความตอ้ งการพิเศษได้
5. บอกแนวทางการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนสาหรับผ้เู รยี นท่มี คี วามต้องการพิเศษได้
6. อธบิ ายแผนการศึกษาเฉพาะบคุ คลได้
7. ระบุบคุ ลากรท่ีทาหนา้ ท่ีเกี่ยวขอ้ งโดยตรงกับผเู้ รยี นท่ีมคี วามต้องการพเิ ศษได้

เน้ือหาสาระ

เนอ้ื หาสาระในบทนีป้ ระกอบดว้ ย
1. ความรู้เก่ยี วกบั การศึกษาสาหรับผเู้ รยี นท่ีมีความต้องการพิเศษ
2. รูปแบบการเรียนของผูเ้ รยี นทีม่ ีความตอ้ งการพิเศษ
3. ประเภทของผู้เรยี นทมี่ ีความตอ้ งการพเิ ศษและบทบาทของครู
4. การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนสาหรบั ผู้เรียนทม่ี คี วามตอ้ งการพิเศษ
5. แผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล
6. บคุ ลากรท่ีทาหน้าทเ่ี ก่ียวข้องโดยตรงกับผเู้ รยี นท่มี คี วามตอ้ งการพิเศษ

กิจกรรมการเรียนการสอน

กจิ กรรมการเรียนการสอนเร่ืองจิตวทิ ยาสาหรับผเู้ รียนทมี่ คี วามต้องการพเิ ศษ มีดังนี้
สปั ดาหท์ ี่ 15 (4 ชวั่ โมง)
1. ผู้สอนทบทวนเน้ือหาบทท่ี 7 ท่ีเรียนมาของสัปดาห์ก่อน พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์ และ
เนื้อหาประจาบทเรยี นบทท่ี 7 เพื่อให้ผเู้ รยี นรบั รูภ้ าพรวมของเนอื้ หาสาระในบทเรียนนี้

336

2. ผู้สอนบรรยายเนื้อหาเก่ียวกับจิตวิทยาสาหรับผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ ในหัวข้อ
ความรู้เกี่ยวกับการศึกษาสาหรับผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ รูปแบบการเรียนของผู้เรียนท่ีมีความ
ต้องการพิเศษ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ แผนการศึกษา
เฉพาะบคุ คล และบุคลากรท่ที าหน้าที่เก่ยี วข้องโดยตรงกับผู้เรียนท่ีมีความต้องการพเิ ศษ

3. ผู้เรียนรับฟังบรรยายสรปุ เนอื้ หาสาระ ร่วมกับศึกษาเนอ้ื หาเร่ือง “จิตวิทยาสาหรับผู้เรยี น
ที่มีความต้องการพิเศษ” จากเอกสารประกอบการเรียนการสอน พร้อมท้ังซักถามและตอบคาถาม
ระหวา่ งการฟังบรรยาย

4. ผู้สอนให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานท่ีรับผิดชอบในใบกิจกรรมที่ 8.1 เกี่ยวกับ
ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษประเภทต่างๆ จากน้ันได้ทาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยการอภิปราย
ซกั ถาม เสนอแนะรว่ มกนั ในชน้ั เรยี นกลุม่ ใหญ่

5. ผสู้ อนให้ผูเ้ รียนร่วมกนั วิเคราะห์ อภปิ ราย สรปุ เนื้อหาเก่ียวกับจิตวิทยาสาหรับผเู้ รียนท่ีมี
ความต้องการพิเศษ และแนวทางการนาไปประยุกต์ใช้ รวมท้ังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามในหัวข้อ /
ประเดน็ ทสี่ งสยั

6. ผสู้ อนมอบหมายใหผ้ ู้เรียนทาคาถามท้ายบท และกาหนดวนั ส่ง โดยส่งที่ต้รู ับงาน
7. ผ้สู อนสรปุ เนื้อหาในภาพรวมของรายวชิ านี้ พร้อมแนวทางการนาไปประยุกตใ์ ช้
8. ผสู้ อนเสรมิ สร้างคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมใหก้ บั นกั ศกึ ษาก่อนปิดคอรส์ รายวชิ าน้ี

สอ่ื การเรยี นการสอน

1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า จติ วทิ ยาสาหรับครู
2. เอกสาร ตารา หนังสือ และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับจิตวิทยาสาหรับผู้เรียนท่ีมีความ
ต้องการพเิ ศษ
3. สไลด์นาเสนอความรู้ประเด็นสาคัญทุกหัวข้อเร่ือง ด้วยส่ือทางคอมพิวเตอร์ Microsoft
Power Point

4. ใบกิจกรรม
5. คาถามทา้ ยบท

337

การวดั ผลและการประเมินผล

วัตถปุ ระสงค์ วธิ กี าร/เคร่ืองมอื การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. อธบิ ายความหมายของผเู้ รียนทีม่ ี 1. ซกั ถาม-ตอบคาถาม 1. นกั ศึกษาตอบคาถาม และ
ความตอ้ งการพเิ ศษ และการศึกษา อภปิ ราย แลกเปลี่ยน อภิปรายได้ถูกต้อง รอ้ ยละ 80
พิเศษได้ และการสนทนารว่ มกัน 2. นักศกึ ษามีความสนใจ/ความ
2. อธบิ ายรปู แบบการเรยี นของผูเ้ รียน 2. สังเกตพฤติกรรม ร่วมมอื และความกระตือรนื ร้น
ที่มคี วามต้องการพิเศษได้ การร่วมกจิ กรรม ในการรว่ มกจิ กรรมอยู่ในระดับ
3. จาแนกประเภทของผู้เรียนทมี่ ีความ 3. สังเกตการนาเสนอผล ดี
ตอ้ งการพเิ ศษและบทบาทของครูได้ การทางานหนา้ ชัน้ เรียน 3. นักศกึ ษามีความพร้อม/
4. บอกแนวทางการให้ความช่วยเหลือ 4. ใบกิจกรรม ความต้งั ใจและความกลา้
ผู้เรยี นทม่ี คี วามต้องการพิเศษได้ 5. คาถามท้ายบท แสดงออกในการนาเสนอผล
5. บอกแนวทางการจดั กจิ กรรมการ 6. แผนภมู คิ วามคิด การทางานหน้าชนั้ เรียนอยู่ใน
เรยี นการสอนสาหรับผเู้ รียนที่มีความ (Mind map) ระดบั ดี
ต้องการพเิ ศษได้ 4. นักศึกษาทาใบกิจกรรมได้
6. อธบิ ายแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ถกู ต้อง ครบสมบรู ณ์ และเสร็จ
ได้ ตามเวลาท่ีกาหนด ร้อยละ 80
7. ระบบุ ุคลากรท่ีทาหนา้ ทีเ่ ก่ียวข้อง 5. นกั ศึกษาตอบคาถามท้าย
โดยตรงกบั ผู้เรียนทีม่ ีความตอ้ งการ บทเรียนได้ ร้อยละ 80
พเิ ศษได้ 6. นกั ศึกษาทาแผนภมู ิความคิด
ไดอ้ ยู่ในระดับดี

338

339

บทท่ี 8
จติ วิทยาสาหรบั ผเู้ รยี นท่มี ีความต้องการพิเศษ

บุคคลปกติคือผู้ที่มีหรือปฏิบัติตนเหมือนกนั หรือมีลักษณะเดียวกันกับคนอ่ืนๆ โดยท่ัวไปใน
สังคม แต่ถ้ามีลกั ษณะหรือพฤตกิ รรมแตกต่างจากบุคคลท่ัวไป เช่น มอี วัยวะไม่ครบ 32 ประการ หรือใช้
เวลาในการศกึ ษาเล่าเรียนนานกว่าเพื่อนๆ ในวยั เดยี วกัน ในระดบั ช้นั เดียวกนั เป็นต้น ซึ่งจะเรียกบุคคล
เหล่านี้ว่าเป็นคนที่มีความต้องการพิเศษ ในทางวิชาการได้ใช้คาว่า “ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ
(students with special needs)” การจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆ เพ่ือ
ช่วยใหส้ ามารถเรยี นรู้ไดเ้ ต็มตามศักยภาพท่ีอาจต้องใชส้ ื่อเทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก และบริการ
อื่นใดทางการศกึ ษาให้เหมาะสมกับข้อจากดั เปน็ รายบุคคล

ความหมายของผเู้ รียนที่มีความต้องการพิเศษ

เคิร์ก (Kirk, 1972) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ หมายถึง เด็กที่มี
ลักษณะเบย่ี งเบนไปจากเด็กปกติท่ัวไปในดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี

1. ลกั ษณะของสมอง (mental characteristics)
2. ความสามารถในการสัมผสั (sensory ability)
3. ลกั ษณะของรา่ งกาย (physical characteristics)
4. พฤติกรรมทางสงั คมหรอื อารมณ์ (social or emotional behavior)
5. ความสามารถในการส่ือสาร (communication ability)
6. ความบกพร่องในหลายดา้ น (multiple handicaps)
องค์การอนามัยโลก (WHO, 1980: 3 อ้างถึงใน จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์, 2559: 2-3) กล่าวถึง
คาว่า “พิเศษ” มาจากคาว่า “มีความต้องการพิเศษ” ได้อธิบายเกี่ยวกับขอบเขตของความต้องการ
พเิ ศษไว้ใน disability quarterly ไว้ 3 ประการ ดงั น้ี
1. ความบกพร่อง (impairment) หมายถึง มีการสูญเสียหรือมีความผิดปกติของจิตใจ หรือ
สรรี ะ หรือโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องรา่ งกาย
2. ไร้สมรรถภาพ (disability) หมายถึง การมีข้อจากัดใดๆ หรือขาดความสามารถอันเป็น
ผลมาจากความบกพร่อง จนไม่สามารถกระทากิจกรรมในลักษณะต่างๆ หรือภายในขอบเขตที่ว่าปกติ
สาหรับมนุษย์ได้

340

3. ความเสียเปรยี บ (handicap) หมายถึง การมีข้อจากัดหรืออปุ สรรคกีดกันอันเน่อื งมาจาก
ความบกพร่อง และการไร้สมรรถภาพที่จากัดหรอื ขัดขวางจนทาให้บุคคลไม่สามารถบรรลุการจะทาตาม
บทบาทปกติของเขาสาเร็จได้

ผดงุ อารยะวิญญู (2539) ได้กล่าวถึง ความหมายของ “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” ว่าเป็น
คาที่มาจากภาษาอังกฤษว่า “children with special needs” และมีคาที่เกี่ยวข้องกับเด็กท่ีมีความ
ต้องการพิเศษทค่ี วรทราบความหมาย ดังนี้

1. impairment หมายถึง สภาพความบกพร่อง อาจเป็นความบกพร่องทางกาย ทาง
สติปญั ญา เนอ้ื เยอ่ื หรอื ระบบเสน้ ประสาทก็ได้ เชน่ น้ิวมอื ดว้ น แขนดว้ น โรคหวั ใจ เปน็ ตน้

2. disability หมายถึง การไร้สมรรถภาพ ซ่งึ มคี วามหมายครอบคลมุ ไปถึงความบกพรอ่ งใน
การทางานของอวัยวะส่วนใดส่วนหน่ึงของร่างกายบกพร่องไป อวัยวะส่วนน้ันไม่อาจทางานได้ดีเหมือน
อวัยวะปกติ การไร้สมรรถภาพหรอื ด้อยสมรรถภาพจึงขึ้นอยู่กบั ความบกพร่อง หากอวัยวะบกพร่องมาก
อวัยวะนั้นอาจทางานได้ไม่เต็มท่ีหรือทางานไม่ได้เลย เช่น คนที่น้ิวมือด้วนทุกน้ิว ไม่สามารถเขียน
หนังสือได้ แต่ถา้ น้วิ มอื ด้วน 2 น้ิว อาจเขยี นหนงั สือได้ แตเ่ ขียนได้ด้วยความลาบาก

3. handicap หมายถึง ผูท้ ี่มีความบกพร่องทางร่างกายส่งผลกระทบต่อการดาเนินชีวิตของ
เขา ทาให้เขาไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ดีเท่ากับคนปกติ แต่หากมีการแก้ไขอวัยวะที่บกพร่องให้
สามารถใช้งานได้ดังเดิมแล้ว สภาพความบกพร่องอาจหมดไป บุคคลผู้น้ันจึงไม่ใช่ผู้มีความบกพร่องอีก
ต่อไป เช่น ทหารพรานคนหนึ่งถูกตัดขาข้างหน่ึง บุคคลน้ีมีความบกพร่องเพราะถูกตัดขา แต่ถ้าใส่
ขาเทยี มและฝึกฝนการใชข้ าเทยี มจนสามารถเคล่ือนไหวได้ดี สภาพความบกพร่องก็หมดไป

4. exception children ภาษาไทยใช้คาว่า “เด็กนอกระดับ” หมายถึง เด็กที่มีสภาพ
ร่างกายและสติปัญญาแตกต่างจากเด็กปกติ เด็กนอกระดบั ได้แก่ เด็กปญั ญาเลิศ เดก็ ปัญญาอ่อน เด็กท่ี
มีความบกพร่องเก่ียวกับระบบประสาท เด็กท่ีมีปัญหาทางพฤติกรรม เด็กท่ีมีความบกพร่องทางภาษา
เดก็ ท่ีมปี ญั หาในการเรียนรู้ และเด็กพกิ ารซ้าซ้อน

5. children with special needs ภาษาไทยใช้คาว่า “เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ”
หมายถึง เดก็ ท่ีมีความตอ้ งการทางการศึกษาแตกต่างจากเดก็ ปกติ การใหก้ ารศกึ ษาสาหรับเดก็ เหลา่ น้จี ึง
ควรมลี กั ษณะแตกตา่ งไปจากเดก็ ปกตใิ นด้านเนื้อหา วิธกี าร และการประเมินผล

ศรีเรือน แก้วกังวาล (2545) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ หมายถึง
เด็กท่ีมีความเบ่ียงเบนด้านพัฒนาการและพฤติกรรมจากเกณฑ์ที่ปกติอย่างมาก และอย่างชัดเจนท้ัง
ทางบวกและลบ ความเบี่ยงเบนน้ันมีได้ เป็นได้ในทุกมิติของพัฒนาการ เช่น กาย สังคม อารมณ์
สติปญั ญา ภาษา ฯลฯ โดยท่ัวไปความเบย่ี งเบนมกั เกดิ อย่างเปน็ องค์รวมท่ีสัมพนั ธ์กัน

341

จรีลักษณ์ รัตนาพันธ์ (2559: 3) ได้ให้ความหมายเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง
บุคคลที่มีอายุต่ากว่า 18 ปี ที่มีลักษณะแตกต่างจากเด็กปกติทั่วไปในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์
หรือสังคม ซึ่งมีความต้องการจาเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษด้านใดด้านหน่ึง เพื่อให้
ได้รับการพัฒนา สามารถเรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจาวัน ตลอดจนดารงตนอยู่ในสังคมได้
อยา่ งเตม็ ท่ตี ามศกั ยภาพของตนได้อยา่ งถงึ ขีดสุด

จากความหมายท่ีกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง เด็กท่ีมี
ลักษณะเบี่ยงเบนไปจากเด็กปกติท่ัวไปในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์หรือสังคม ซึ่งมีความต้องการ
จาเป็นทจี่ ะต้องไดร้ บั ความช่วยเหลือเป็นพิเศษดา้ นใดด้านหน่ึง เพ่อื ให้สามารถพัฒนาศกั ยภาพของตนได้
อย่างถงึ ขีดสุด การใหก้ ารศกึ ษาสาหรับเดก็ เหล่านี้จึงควรมีลักษณะแตกตา่ งไปจากเด็กปกตใิ นดา้ นเน้อื หา
วิธกี าร และการประเมนิ ผล

ความรู้เกีย่ วกับการศึกษาสาหรับผู้เรยี นทีม่ คี วามต้องการพเิ ศษ

การศึกษาพิเศษ (special education) หมายถึง การให้บริการแก่เด็กที่มีความต้องการ
พิเศษ (children with special needs) ทางการศึกษาท่ีแตกต่างจากเด็กปกติ โดยมีความผิดปกติทาง
รา่ งกาย อารมณ์ พฤติกรรม หรอื สติปัญญา ซ่งึ ตอ้ งการการดแู ลเป็นพิเศษเพือ่ ใหไ้ ด้เรยี นรู้อยา่ งเหมาะสม
และได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มท่ี การจัดการศึกษาแก่เด็กกลุ่มนี้จึงต้องใช้เทคนิควิธีสอน
แตกต่างไปจากเด็กปกติ มีการจัดเนอื้ หาของหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอน อุปกรณ์การสอน และ
วิธีการประเมินผลที่เหมาะสมกับสภาพและความสามารถของแต่ละบุคคล ในการจัดการศึกษาพิเศษน้ี
จัดในสถานศึกษาสาหรับเด็กเฉพาะสาหรับเด็กที่มีความผิดปกติในระดับรุนแรง หรือจัดการศึกษาใน
โรงเรียนปกติในรูปแบบการเรียนร่วมสาหรับเด็กที่มีระดับความผิดปกติไม่รุนแรงมาก ได้มีการจัด
ประเภทการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแบ่งออกเป็น 9 ประเภท คือ เด็กท่ีมีการบกพร่อง
ทางการเห็น เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กท่ีมีความ
บกพร่องทางร่างกายและการเคล่ือนไหว เด็กท่ีมีปัญหาทางการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม
เดก็ ออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และเดก็ ทม่ี คี วามบกพร่องซ้าซอ้ น (พมิ พพ์ รรณ วรชตุ นิ ธร, 2545)

การจัดการศึกษาพิเศษ เป็นกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของ
ความแตกต่างระหว่างบุคคล และตามเอกลักษณ์ของแต่ละคน ดังนั้นวิธีการท่ีนามาใช้สอนและอบรม
เพ่ือพฒั นาเดก็ จึงจาเป็นตอ้ งปรบั ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน โดยมเี ปา้ หมายท่ตี ้องการให้เปน็ ประชากร
ท่ีมีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและสามารถก่อเกิดประโยชน์ให้แก่สังคมมากท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นได้ ในการ
จดั การศึกษาสาหรับเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษจึงได้ยึดหลักของความแตกต่างระหว่างบุคคลและการมี
เอกลักษณ์ของแต่ละคนเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสาเร็จในการจัดการศึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็น

342

ได้ ว่ า เด็ ก ท่ี มี ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร พิ เศ ษ แ ต่ ล ะ ป ร ะ เภ ท มี ห ลั ก ใน ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น ไ ป
(ผดงุ อารยะวิญญ,ู 2539)

ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 โดยสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2551) ให้สาระในหมวด 1 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษามาตรา
5 คนพกิ ารมีสทิ ธทิ างการศกึ ษาดงั น้ี

1. ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จา่ ยตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวติ พร้อม
ทั้งไดร้ ับเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวกส่ือบรกิ ารและความชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศึกษา

2. เลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบทางการศึกษา โดยคานึงถึง
ความสามารถ ความสนใจ ความถนัด และความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษของบคุ คลนัน้

3. ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพทางการศึกษา รวมท้ังการจัดหลักสูตร
กระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของ
คนพิการแตล่ ะประเภทและบคุ คล

รปู แบบการเรยี นของผเู้ รยี นทีม่ คี วามต้องการพเิ ศษ

ในการจัดการศึกษาสาหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ มีหลักการท่ีสาคัญคือ การเตรียม
ความพร้อม การจัดการเรียนการสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับและ
แต่ละประเภท และบาบัดฟ้ืนฟูให้ความช่วยเหลือเพ่ือให้ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษได้รับประโยชน์
สูงสุดจากการศึกษาจนสามารถพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท
ดังนี้

1. รปู แบบการเรียนในช้ันปกติตามเวลา เปน็ รูปแบบการจดั การศกึ ษาพิเศษสาหรับเด็กท่ีมี
ความบกพร่อง หรือผิดปกติน้อยมาก เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติ
เชน่ เดยี วกับเด็กปกตไิ ด้ตลอดเวลาท่อี ย่ใู นโรงเรยี น รูปแบบนีเ้ ปน็ รปู แบบที่มขี อ้ จากดั นอ้ ยท่สี ุด

2. รูปแบบการเรียนร่วม เป็นรูปแบบการศึกษาพิเศษสาหรับเด็กที่มีความบกพร่องหรือ
ผิดปกติแต่อยู่ในระดับที่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ การจัดการศึกษาแบบมุ่งให้เด็กที่มีความ
ต้องการพเิ ศษได้รับการศึกษาในสภาวะท่มี ีข้อจากัดน้อยท่สี ุดเทา่ ท่ีแต่ละคนจะรับได้

3. รูปแบบเฉพาะความพิการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสาหรับเด็กท่ีพิการ
ค่อนขา้ งมากมี 4 ระดบั

343

3.1 รปู แบบการเรยี นการสอนในหอ้ งพเิ ศษในโรงเรียนปกติ
3.2 รปู แบบการเรียนทต่ี รงเรียนพเิ ศษเฉพาะทาง
3.3 รูปแบบการฟนื้ ฟูสมรรถภาพในสถาบนั เฉพาะทาง
3.4 การบาบดั ในโรงพยาบาล+บ้าน
นอกจากนี้ เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เช่ียวชาญสาขาต่างๆ
เช่น ครกู ารศึกษาพเิ ศษ นักแกไ้ ขการพูด นักกายภาพบาบัด นกั จิตวทิ ยา นักสังคมสงเคราะห์ ล่ามภาษา
มือ นักแนะแนว นักดนตรีบาบัด นักกฎหมาย นักนันทนาการบาบัด แพทย์เฉพาะสาขา ซึ่งทางาน
รว่ มกันโดยวิธีการสหวิทยาการเพ่อื พัฒนาเดก็ แต่ละคน

ประเภทของผ้เู รยี นทม่ี คี วามตอ้ งการพเิ ศษและบทบาทของครู

เด็กที่มีความต้องการพิเศษแบ่งออกเป็น 9 ประเภท คือ เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการ
มองเหน็ เด็กทีม่ ีความบกพร่องทางการไดย้ นิ เด็กทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา เดก็ ที่มคี วามบกพร่อง
ทางร่างกายและการเคล่ือนไหว เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กท่ีมีปัญหาทางพฤติกรรม
เด็กออทิสติก เด็กสมาธิส้ัน และเด็กที่มีความบกพร่องซ้าซ้อน โดยได้รับการจัดการเรียนรู้และบทบาท
ของครูผู้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะความต้องการเฉพาะประเภทท้ัง 9 ประเภท
ดังรายละเอียดต่อไปนี้ (กาญจนา โกศลพิศิษฐ์กุล, 2532; ผดุง อารยะวิญญู, 2541; วารี ถีระจิตร,
2545; พมิ พ์พรรณ วรชตุ ินธร, 2545)

1. เด็กที่มีการบกพรอ่ งทางการเห็น
เด็กทม่ี ีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง เดก็ ที่มองไม่เห็น (ตาบอดสนทิ ) หรอื พอเห็น

แสงเลือนราง และมีความบกพร่องทางสายตาท้ังสองข้าง โดยมีความสามารถในการเห็นได้ไม่ถึงหน่ึง
สว่ นสองของคนสายตาปกติ

เดก็ ทม่ี ีความบกพรอ่ งทางการเหน็ จาแนกได้ 2 ประเภท คือ
1) เด็กตาบอด หมายถึง เด็กท่ีมองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นบ้างไม่มากนัก แต่ไม่
สามารถใชส้ ายตาให้เป็นประโยชนใ์ นการเรียนได้
2) เด็กสายตาเลือนลาง หมายถึง เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสายตา สามารถมองเห็นแต่
ไมเ่ ท่ากบั เดก็ ปกติ

344

การใหค้ วามช่วยเหลอื
เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเห็น ครูจึงควรปฏิบัติต่อเด็กท่ีมีความบกพรอ่ งทางการเห็น
ตามโอกาสและสถานการณ์ดังน้ี
1) ไม่ควรพูดกับเด็กโดยคิดว่าเด็กหูหนวก การท่ีเด็กมีความบกพร่องทางการเห็นไม่ได้
หมายความว่าหูตึงไปด้วย การใช้เสียงและน้าเสียงที่มีความไพเราะอ่อนโยนจะสร้างความรู้สึกท่ีดีให้กับ
เดก็ เด็กจะรบั รถู้ งึ นา้ เสียงของคนพูดได้มากและรับรู้ถงึ อารมณข์ องผพู้ ูดจากน้าเสยี งดว้ ย
2) หากต้องการจะพูดเรื่องท่ีเกี่ยวกับเด็ก และเด็กท่ีอยู่ท่ีนั่นด้วย ต้องพูดกับเขาโดยตรง
ไม่ควรพดู ผา่ นคนอน่ื เพราะคิดว่าเดก็ จะไม่เข้าใจหรือรู้ได้ไม่หมด
3) ไมค่ วรพูดแสดงความสงสารใหเ้ ดก็ ไดย้ ินหรอื รู้สึก
4) หากครเู ข้าไปในหอ้ งที่มเี ดก็ อยู่ ควรพดู หรอื ทาให้รวู้ า่ ครเู ขา้ มาแล้ว
5) การช่วยใหเ้ ด็กนั่งเก้าอ้ี ให้จับมอื วางทพ่ี นกั หรือที่เท้าแขนเดก็ จะน่ังเองได้
การเรียนร่วมระหว่างเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเห็นกับเดก็ ปกติ
ในการสอนวิชาสามัญทั่วไปเด็กปกติเรียนตามหลักสูตรในโรงเรียนน้ัน ส่วนใหญ่แล้วเด็ก
มีความบกพร่องทางการเห็น สามารถเรียนรู้ได้เท่าหรือเกือบเท่าเด็กปกติ ถ้าครูใช้สื่อและวิธีการ
เหมาะสมจากการเรียนรูจ้ ากประสาทสัมผัสท่ีเด็กมีความบกพร่องทางการเห็นมีอยู่ ไมว่ ่าจะเป็นการสอน
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปศึกษา เกษตรและดนตรี เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นก็สามารถ
เรียนรู้ได้ แต่ก็มิได้หมายความวา่ จะครอบคลุมทุกเร่ืองทุกเน้ือหา ในบางเร่ืองอาจมีข้อจากัดท่ีเด็กกลุ่มน้ี
ทาไม่ไดห้ รอื ทาไดน้ ้อย เช่น วิชาพละศกึ ษา วชิ าคดั ลายมือ และนาฏศลิ ป์ เป็นต้น

อักษ รเบ ล ล์ คื อระบ บ การเขียน
หนังสอื สาหรบั คนตาบอด ซงึ่ เปน็ การร่วมกลุ่มของ
จุดนูนเล็กๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6
ตาแหน่งซ่งึ นามาจัดสลบั ไปมาเป็นรหัสแทนอักษร
ตาดีหรือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
โน๊ตดนตรี ฯลฯ ลงบนกระดาษ โดยการอ่านด้วย
ปลายนิ้วมือ วิธีการเขียนใช้เคร่ืองมือเฉพาะเรียก
สเลท (slate) และดินสอ (stylus) ในส่วนของการ
พิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเล่อร์ (brailler)
ระบบการอ่านการเขียนอักษรเบลล์สาหรับคนตา
บอดนี้ได้คิดค้นและประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบลล์
(Louis Braille)
ภาพท่ี 8.1 ตวั อยา่ งเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการเห็น
ที่มา: http://kanchanapisek.or.th

345

ภาพที่ 8.2 ตัวอยา่ งอักษรเบลล์
ท่มี า: http://www.slri.or.th/th/applications--research-highlight/2014-02-04-07-43-44.html

346

การประเมินผล
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น ควรได้รับการประเมินผลการเรียนทั้งด้านความรู้
ทกั ษะและเจตคติ เช่นเดียวกับเด็กปกตทิ ั่วไป แต่เขาอาจตอ้ งการแบบจดั หรือข้อสอบที่แตกต่างจากเด็ก
ปกติอยู่บ้าง เช่น อักษรตัวพิมพ์ขยายหากบอดสนิท หรือบกพร่องรุนแรงก็อาจใช้อักษรเบลล์ หรือฟัง
แถบบันทึกเสียง ผ้ทู ี่ทาการประเมินต้องคานึงถึงศักยภาพเป็นรายบุคคล ตลอดถึงต้องยืดหยุ่นเร่ืองเวลา
ในการทาข้อสอบให้มากกวา่ เด็กปกติ 20%

2. เด็กทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ นิ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินไม่สามารถรับฟัง

เสียงได้เหมือนเด็กปกติ ซ่ึงอาจเป็นเด็กหูตึงหรือเด็กหูหนวกก็ได้ เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน
มี 2 ประเภท คอื

1) เด็กหูตึง หมายถึง เด็กท่ีมีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง สามารถได้ยินได้ไม่ว่าจะใส่
เครื่องช่วยฟัง หรือไม่ก็ตามเด็กหูตึงจะมีระดับการได้ยินในหูที่ดีกว่าอยู่ระหว่าง 26-89 เดซิเบล ซึ่งคน
ปกตจิ ะมรี ะดับการไดย้ ินอยูร่ ะหว่าง 0-25 เดซิเบล

2) เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างท่ีดีต้ังแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไป
ไม่สามารถไดย้ นิ เสยี งพูดดัง อาจรับรูเ้ สียงบางเสยี งได้จากการสั่นสะเทือน

การใหค้ วามช่วยเหลือ
เด็กท่มี ีความบกพร่องทางการได้ยิน มีปญั หาทางการได้ยนิ จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์
จากการฟงั -การพูดได้อย่างเต็มที่ ต้องใช้การสอ่ื สารวิธีอื่นแทนการใชภ้ าษาพูด วธิ กี ารส่อื ความหมายของ
เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินอาจแบ่งเป็น 6 วิธี คอื
1) การพูด เหมาะสาหรบั เด็กที่มคี วามบกพร่องทางการได้ยินไม่มากนัก
2) ภาษา เหมาะสาหรับเด็กที่สูญเสียการได้ยินมากหรือหูหนวกซึ่งไม่สามารถส่ือสารกับ
ผูอ้ ่นื ได้ดว้ ยการพูดจึงใชภ้ าษามอื แทน
3) การใช้ท่าทาง หมายถึง การใช้ท่าทางท่ีคิดขึ้นเองมักเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ใช้
ภาษามอื และไมใ่ ชน้ า้ เสียงแตใ่ ช้สายตาในการรบั ภาษา
4) การสะกดน้ิวมือ คือ การที่บุคคลใช้นิ้วมือเป็นรูปต่างๆ แทนตัวพยัญชนะ สระ
วรรณยุต์ ตลอดจนสัญลกั ษณอ์ ื่นของภาษาประจาชาตเิ พื่อสื่อภาษา
5) การอ่านริมฝีปาก เป็นวิธีการท่ีเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินรับภาษาพูดจาก
ผู้อ่ืน ดังนั้น การอ่านริมฝีปากจึงเป็นส่ิงแรกท่ีเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน จะต้องเรียนรู้วิธีการ
อ่านตัง้ แต่คาแรกทีเ่ รยี นภาษาและเป็นสิ่งแรกทเี่ ด็กตอ้ งใชต้ ลอดชีวิต

347

6) การสื่อสารรวม คือ การส่ือสารตั้งแต่สองวิธีขึ้นไป เพื่อให้ผู้ฟังเดาความหมายในการ
แสดงออกของผู้พูดไดด้ ียิ่งขึ้นนอกจากการพูด การใชภ้ าษามือ การแสดงท่าทางประกอบแล้วก็อาจใช้วิธี
อ่านริมฝปี าก การอ่าน การเขียนหรือวิธีอ่นื ก็ได้

การเรียนร่วมระหวา่ งเด็กทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ ินกบั เด็กปกติ
เมื่อมีเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินเข้ามาเรียนร่วมในชั้นเรียน ครูผู้สอนควรปฏิบัติ
ดังน้ี
1. ควรให้เด็กท่ีมีความบกพร่องน่ังในตาแหน่งที่สามารถมองเห็นและได้ยินผู้สอนได้
ชดั เจน
2. ใช้ท่าทางประกอบคาพูดเพ่ือให้เด็กเข้าใจคาพูดของครู แต่ไม่ควรแสดงท่าทางมา
จนเกนิ ไป
3. ครูควรเขียนกระดานมากท่ีสุดเท่าที่จะทาได้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงส่ิงท่ีมีความสาคัญ
เชน่ นิยาม คาสงั่ หรือการบ้าน เป็นต้น
4. อย่าพดู ขณะเขียนกระดานเพราะเดก็ ไม่สามารถอ่านปากของครไู ด้
5. เมอ่ื ต้องการพูดคุยกับเด็กควรใช้วธิ ีเรียกชื่อ ไม่ควรใช้วิธีแตะสัมผัส เป็นการฝึกให้เด็ก
รู้จักฟงั
6. จดั ทาแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)
7. กอ่ นลงมือสอนควรตรวจเชค็ เครื่องชว่ ยฟงั วา่ ทางานหรอื ไม่
8. ให้โอกาสแก่เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินออกมารายงานหน้าช้ัน ท้ังนี้เพ่ือให้
เด็กไดม้ ีโอกาสแสดงออกด้วยการพูด และขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กปกติได้ฝึกฟงั การพูด
ภาษาของเด็กทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ ิน
9. หากเด็กปกติออกมาพูดหน้าชั้น ครูผู้สอนควรสรุปสิ่งที่เด็กปกติพูดให้เด็กที่มีความ
บกพร่องทางการไดย้ ินฟังดว้ ย
การประเมนิ ผล
การประเมินผลสาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายท่ี
กาหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ของนักเรียนแต่ละคนอย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งคร้ัง วิธีจัด
และประเมินผลกท็ าเช่นเดยี วกันกับการจัดผลประเมินผลปกติ คือใชแ้ บบทดสอบ การสงั เกตการสนทนา
ให้ลงมือปฏิบัติตามคาส่ัง ทดสอบปากเปล่า ซ่ึงจุดมุ่งหมายสาคัญเก่ียวกับการวัดผลและประเมินผลจะ
กาหนดไว้ในแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคล

348

ภาพที่ 8.3 ตัวอย่างเด็กที่มคี วามบกพร่องทางการได้ยิน
ท่มี า: http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book10&page=t16-10-infodetail07.html

3. เดก็ ที่มคี วามบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการด้านร่างกาย สังคม

อารมณ์ ภาษาและสติปัญญาล่าช้ากว่าเด็กปกติ เม่ือวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว
ปรากฎว่ามสี ติปัญญาตา่ กว่าเด็กปกตโิ ดยทั่วไป

เด็กที่มคี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญาแบง่ ตามระดับความรุนแรงออกเปน็ 4 ระดับคอื
1) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย (เชาวน์ปัญญา 50-70) เป็นเด็กที่มี
ความบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาท่ีเรียนหนงั สอื ได้
2) เดก็ ท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (เชาวน์ปญั ญา 35-49) เป็นเดก็ ที่
พอฝึกอบรมได้
3) เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (เชาวน์ปัญญา20-34) เป็นเด็กที่
ต้องได้รบั การฟืน้ ฟสู มรรถภาพทางการแพทยแ์ ละได้รับการดูแลท่ีเหมาะสม
4) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก (เชาวน์ปัญญาต่ากวา่ 20) เป็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาท่ีมีความจากัดเฉพาะด้านต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการ
แพทย์และได้รับการดแู ลอยา่ งใกล้ชิด
การให้ความช่วยเหลอื
เด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาการพัฒนาทางด้านต่างๆ จะน้อยกว่าเด็กปกติ
ครผู ู้สอนตอ้ งให้ความสาคัญและคานึงถถึงความรนุ แรงของความบกพร่องของเด็กเป็นรายบคุ คลเพือ่ เป็น
การฟนื้ ฟสู มรรถภาพของเดก็ ทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา ไดแ้ ก่

349

1) การเตรยี มความพรอ้ มใหก้ ิจกรรมหลากหลายแตกต่างกันเรม่ิ จากง่ายๆ ไปหายาก
2) การจัดนันทนาการเป็นการทาให้เด็กเกิดความสนุกสนานผ่อนคลายทาให้เกิด
ประโยชนต์ ่อการพัฒนาการให้เด็กสามารถรูก้ ฎกตกิ าและสามารถนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
3) การปรบั พฤติกรรม เช่น การให้แรงเสริม การเป็นแบบอย่างท่ีดี การให้รางวัล เป็นต้น
เป็นการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมเดก็ ท่ไี ม่พงึ ประสงค์เปน็ พฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์ได้
4) การจัดศิลปะบาบัด เป็นวิธีการบาบัดส่ิงที่เป็นจริงที่เกี่ยวกับความคิด เด็กได้มีโอกาส
สร้างสรรค์หรือกระทาในสิ่งท่ีเขาคิดให้เป็นจริงหรือเป็นส่ิงท่ีมองเห็นและสัมผัสได้ ซึ่งเป็นการพัฒนา
กล้ามเนื้อเล็กน้อยด้วย
การเรยี นร่วมระหวา่ งเด็กทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสติปญั ญากับเด็กปกติ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องสอดคลอ้ งกับความสามารถของเด็กๆ แตล่ ะคน
ซง่ึ เดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ญั ญาทเ่ี รียนและฝึกอบรมไดน้ น้ั ควรจดั ดงั น้ี
1) ระดับก่อนประถมศึกษา ครคู วรแนะนาพอ่ แมแ่ ละสมาชิกในครอบครัวให้ความรักเอา
ใจใส่ และเลี้ยงดูอย่างอบอุ่น เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ถ้ามีช้ันก่อนประถมศึกษาใกล้บ้านควรให้เด็กได้เข้า
ชั้นก่อนประถมศึกษากอ่ น ท่จี ะไปโรงเรยี นปกติ
2) ระดับประถมศึกษา แนะนาผู้ปกครองให้สอนเด็กท่ีบ้าน สอนเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ชื่อ
สกุล อายุ พ่อแม่ ท่ีอยู่ การช่วยเหลือตัวเอง สอนมารยาทท่ีจาเป็นในสังคมในชุมชน การไหว้ การกล่าว
คาขอโทษ ขอบคณุ เปน็ ตน้
3) ระดับมัธยมศึกษา เดมื่อได้รับการศึกษาและฝึกาชีพอย่างเพียงพอสามารถประกอบ
อาชีพ และอยู่ในสงั คมได้ บุคคลกลุ่มนี้ ต้องการดแู ลและเอาใจใสร่ วมทั้งต้องการคาแนะนา ปรกึ ษา จาก
ผูเ้ กย่ี วข้องโดยเฉพาะ
การประเมินผล
เด็กที่มีคงามบกพร่องทางสติปัญญาระดับเรียนได้ ซ่ึงมีเชาว์ปัญญา 50-70 การ
ประเมินผลควรเป็นไปตามรายละเอียดท่ีกาหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลของนักเรียนแต่ละคน
ควรมีการประเมินผลจุดมุ่งหมายระยะยาว เพื่อปรับปรุงแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลของนักเรียนแต่ละ
คนใหเ้ หมาะสม ในการประเมนิ ผลเด็กท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา ควรมีการรวบรวมขอ้ มลู เก่ยี วกับ
ตัวเด็กให้มากท่ีสุดโดยเฉพาะอย่างย่ิงข้อมูลท่ีเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่กาหนดไว้มนแผนการต่างๆมากน้อย
เพยี งใดและควรปรับปรงุ วัตถปุ ระสงค์ใดบา้ ง
สาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับฝึกอบรมได้ ซ่ึงมีเชาว์ปัญญา 35-49
การประเมินผลจะต้องสอดคล้องกับแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยกาหนดจุดมุ่งหมายท้ังในระยะส้ัน
และระยะยาว การประเมินจะต้องเป็นไปตามจุดมุ่งหมายเหล่าน้ัน จุดมุ่งหมายระยะส้ันควรมีการ

350

ประเมินทกุ ระยะ เชน่ ทุกเดอื น หรอื ทกุ สามเดือน จุดมุ่งหมายระยะยาว ประเมินอย่างน้อยปลี ะครั้งและ
ในการประเมินแต่ละครั้งต้องมขี ้อมูลครบถว้ น

ภาพท่ี 8.4 ตวั อยา่ งเด็กที่มีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญา
ทีม่ า: https://sites.google.com/site/mattayom46

4. เดก็ ที่มคี วามบกพร่องทางรา่ งกายและการเคลอ่ื นไหว
เดก็ ที่มคี วามบกพรอ่ งทางดา้ นรา่ งกายหรอื การเคล่ือนไหว หมายถงึ เด็กท่ีมีความผิดปกติ

ของแขน ขา หรือลาตัวรวมถึงศรีษะเป็นเด็กท่ีมีความผิดปกติบกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วน
หนึ่งของร่างกายทาให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีเท่าคนปกติแต่ไม่ได้หมายถึงเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางการมองเห็นและเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินแม้ว่าดวงตาและระบบการได้ยินเป็นส่วนหนึ่ง
ของร่างกายก็ตาม เดก็ ท่ีมีความบกพรอ่ งทางด้านรา่ งกายหรือเคล่ือนไหวสามารถสงั เกตได้ดงั น้ี

1) ร่างกายเติบโตไม่ปกติ เช่น แขนหรือขาไม่เท่ากันท้ังสองขา้ ง ลาตัวเล็กผิดปกติอวัยวะ
ผดิ รปู เชน่ เท้าติด เอวคด หลงั -ลาตวั โค้งงอผิดปกติ แขนขาด้วน เป็นต้น

2) กล้ามเนอ้ื ผิดปกติ เชน่ แขน-ขา ลาตัวลีบ ไมม่ ีแรงอย่างคนปกตไิ ม่สามารถเคลื่อนไหว
อวัยวะต่างๆ เช่น ไมส่ ามารถเคลอ่ื นลาตัว แขน-ขา มอื หรือเทา้ ได้อยา่ งคนท่ัวไป

3) ไมส่ ามารถน่งั ยืนได้ด้วยตนเอง
4) ไม่สามารถทากจิ วัตรประจาวันได้ เชน่ ไม่สามารถรบั ประทานอาหาร อาบน้า ถอด-ใส่
เส้อื ผ้าได้ดว้ ยตนเอง

351

การให้ความชว่ ยเหลือ
เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวอาจมีความบกพรอ่ งหลายอยา่ งใน
บุคคลเดียว การฟ้ืนฟสู มรรถภาพความพิการจึงจาเป็นต้องมหี ลายดา้ นตามสภาพความบกพร่องของเด็ก
แต่ละบคุ คลซง่ึ การบาบัดฟ้นื ฟูต่างๆ ได้แก่
1. กายภาพบาบัด เป็นการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่แรกเริ่มในด้านต่างๆ เช่น
การทรงตัว การน่ังหรือการยืนทรงตัวเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เคล่ือนไหวอวัยวะต่างๆในลักษณะท่ีถูกต้อง
เปน็ พน้ื ฐานในการเคลอื่ นไหวที่ถูกตอ้ งต่อไป
2. กิจกรรมบาบัด เป็นการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางร่างกายเพื่อเน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
ได้มากที่สุด สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีและเร็วที่สุด สามารถอยู่อย่างปกติสุขเช่นคน
ทั่วไปโดยเน้นทักษะกล้ามเนื้อย่อย เช่น การรับประทานหาร การทาความสะอาดร่างกาย การแต่งตัว
เป็นตน้
3. อรรถบาบัดหรือการแก้ไขคาพูด ในส่วนที่เด็กมีความบกพร่องทางการพูดจะต้องฝึก
การควบคุมน้าลาย การกลืน การเคี้ยวอาหาร ฝึกโดยใช้อุปกรณ์ประเภทเคร่ืองเล่นท่ีเก่ียวกับการออก
เสยี ง เครือ่ งดนตรีชนิดเป่า การเปา่ กระดาษหรืออุปกรณช์ นิดอ่ืนๆใหเ้ ด็กได้รู้ว่าคนเราพูดเมื่อเวลาหายใจ
ออกเทา่ นนั้
4. ศิลปะบาบดั และดนตรีบาบัด เปน็ กจิ กรรมเสริมเพ่ือพัฒนาเด็กที่มคี วามแตกตา่ งกันใน
ด้านต่างๆให้มีการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามศักยภาพโดยคานึงถึงความสนุกสนาน ความต้องการ
ธรรมชาตริ วมถงึ ความจาเปน็ ของเด็กเปน็ รายบุคคล
การเรยี นร่วมระหวา่ งเดก็ ที่มีความบกพร่องทางรา่ งกายกับเด็กปกติ
การเรียนร่วมระหว่างเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวได้แบ่ง
ระดบั ของกิจกรรมการเรียนไว้ 3 ระดบั คอื
1) ระดับก่อนวัยเรียน จุดมุ่งหมายสาคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กท่ีมีความบกพร่อง
ทางด้านร่างกายคือ การเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนร่วม เด็กที่ได้รับการเตรยี มความพร้อม
แลว้ เท่านน้ั จงึ จะประสบความสาเร็จในการเรยี นร่วมกบั เดก็ ปกติ ความพรอ้ มที่ควรจะไดร้ ับการเตรยี มใน
ระดับน้ีได้แก่ ความพร้อมในการเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคมและพัฒนาการทาง
ภาษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เด็กท่ีมีคงวามบกพร่องทางด้านร่างกายควรได้รับบริการทางด้าน
การบาบดั ควบค่กู ันไป การบาบดั ท่ีจาเปน็ ไดแ้ กก่ ายภาพบาบัด กิจกรรมบาบัดและการบาบดั ทางภาษา
2) ระดับประถมศึกษา เด็กอาจเรม่ิ เรียนรวมกับเด็กปกติในลักษณะของการเรยี นรว่ มเต็ม
เวลาได้โดยไม่ต้องการการบริการพิเศษเพิ่มเต็ม เช่น เด็กท่ีใช้แขนหรือขาเทียม ซ่ึงสามารถใช้หรือขา
เทียมได้ดี ระดับสติปัญญาปกติและไม่มีความพิการด้านอื่นเด็กประเภทน้ีสามารถเรียนร่วมเต็มเวลาได้
เด็กท่ีมคี วามสามารถบกพรอ่ งทางร่างกายอื่นก็สามารถเรยี นรว่ มกับเดก็ ปกตไิ ด้ หากเด็กได้รบั การเตรยี ม

352

ความพร้อมแล้วและทางโรงเรียนจัดบริการเพ่ิมเติมให้กับเด็กการพิจารณาจัดเด็กเข้าเรียนร่วมกับเด็ก
ปกติพิจารณาเดก็ เปน็ รายบุคคล

3) ระดับมัธยมศึกษา การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเน้นด้านวิชาการและพ้ืนฐานด้าน
การงานและอาชพี หากเดก็ มีความพรอ้ มควรให้เดก็ มีโอกาสเรียนร่วมเต็มเวลาให้มากท่ีสดุ เทา่ ที่จะมากได้
เด็กท่ีจะเรียนร่วมได้ดคี วรเปน็ เดก็ ทส่ี ามารถช่วยตัวเองได้ในดา้ นการเคลอื่ นไหวและการประกอบกจิ วตั ร
ประจาวันมีคงวามสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นและมีพ้ืนฐานอาชีพใกล้เคียงกับเด็กปกติ อย่างไรก็ตาม
เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายอาจยังต้องการบริการพิเศษ เช่น การบาบัดทางกายภาพ
กจิ กรรมบาบัด การแก้ไขคาพูดเบ้ืองต้น การพิจารณาส่งเด็กเข้าเรียนรว่ มจะตอ้ งพิจารณาความสามารถ
และความพร้อมของเด็กเป็นรายๆไป ท้ังน้ีเพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถและระดับความพร้อม
แตกต่างกนั

การประเมินผล
การประเมินผล ควรดาเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนและตามเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้ใน
แผนการศึกษาเฉพราะบุคคล มีการประเมินผลระยะส้ันทุกภาคเรียน และมีการประเมินผลระยะยาว
อย่างน้อยปีละ 1 ครงั้ การประเมินผลตอ้ งมผี ลสอดคล้องกบั จดุ มงุ่ หมายท่วี างไวใ้ นแผนการศึกษา มีการ
เกบ็ ข้อมูลเก่ยี วกับเดก็ ให้มากท่ีสุด เพื่อใหก้ ารประเมินผลมปี ระสิทธิภาพ และขอ้ มูลยังจาเป็นสาหรับการ
วางแผนระยะยาวอกี ด้วย

ภาพท่ี 8.5 ตวั อย่างเด็กที่มคี วามบกพรอ่ งทางรา่ งกายหรือการเคล่อื นไหว
ท่มี า: http://dekpisad.blogspot.com/

353

5. เด็กท่มี ีปญั หาทางการเรยี นรู้
เด็กท่ีมีปัญหาเก่ียวกับการเรียนรู้ คือ เด็กที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับกระบวนการทาง

จติ วิทยา บกพร่องนี้เกียวกับท้ังภาษาพูดและทั้งภาษาเขยี น เด็กมีปัยหาทางด้านการฟัง การคิด การพูด
การอา่ น การสะกดคา หรอื การเรยี นวิชาคณิตศาสตร์ รวมไปถึงเด็กที่มคี วามบกพร่องทางการรบั รู้ แตไ่ ม่
รวมถงึ เด็กท่ีมีปญั หาบกพรอ่ งทางดา้ นสายตา ทางการได้ยนิ และทางการเคลอื่ นไหว ปญั ยาออ่ นหรือเด็ก
ทีม่ ีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา ความบกพรอ่ งทางด้านอารมณแ์ ละความเสียเปรยี บทางสภาพแวดล้อม

การใหค้ วามชว่ ยเหลอื
การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ครูผสู้ อนจะต้องสร้างความเชื่อม่นั ในตนเองให้เด็ก แนะนาทางใน
การเสรมิ ความเช่อื มนั่ ใหแ้ ก่เดก็ อาจทาได้ดงั น้ี
1) ใหก้ ารเสริมแรงทางบวกแก่เด็ก เมือ่ ประสบผลสาเร็จ
2) คน้ ใหพ้ บความสามรถของเดก็ และสง่ เสรมิ ความสามารถนั้น
3) ให้เด็กฝึกความรับผิดชอบท้ังที่โรงเรียนและท่ีบ้าน เช่นเปิดโอกาสให้เด็ก ที่มีปัญหา
ทางการเรยี น สอนเด็กทีอ่ ่อนกวา่
4) อย่าเปรียบเทียบเด็กท่ีปัญหาทางการเรียนรู้กับเด็กอ่ืน หรือเปรียบเทียบระหว่าง
พี่นอ้ ง
5) บันทึกความสาเร็จของเด็ก เพ่อื ให้เหน็ ความก้าวหน้า และแนวโนม้ ของเด็ก
6) ใหโ้ อกาสแกเ่ ด็กไดแ้ สดงความสามารถ
7) เม่ือเด็กทาผิดหรอื ประสบความลม้ เหลว อย่าซา้ เตมิ ควรทาความลม้ เหลวมาปรับปรุง
ตนเอง เพ่อื ให้เด็กมีโอกาสประสบผลสาเร็จต่อไป
8) สง่ เสริมใหเดก็ ได้ทางานอดิเรกทช่ี อบ
การเปรียบเทยี บระหวา่ งเดก็ ทีม่ ปี ญั หาทางการเรียนรกู้ ับเด็กปกติ
การเรียนร่วมครูผู้สอนต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเด็กท่ีมีปัญหา
ทางการเรียนรู้หลายประเภท ซ่ึงเกิดจากปัญหาทางด้านจิตวิทยา หรือเกิดจากความผิดปกติของ
มนั สมองบางสว่ น ดังนัน้ การสอนเด็กเหลา่ นจ้ี งึ ตอ้ งใช้วธิ ีการหลายวธิ ี ดังน้ี
1) ไม่สอนโดยการบรรยายเพยี งอย่างเดยี ว
2) ใชค้ าสั่งทสี่ น้ั ชดั เจน เข้าใจง่าย
3) ใชค้ าสงั่ ทซ่ี า้ ๆ กนั แต่ควรเปลีย่ นคาหรือสานวนทุกครง้ั
4) ไมค่ วรเน้นการเขียน เมอ่ื ครูใหก้ ารบา้ น
5) ให้การเสรมิ แรงมือ่ ทาถูกตอ้ ง

354

6. เดก็ ท่ีมีปญั หาทางพฤตกิ รรม
เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมายถึง เด็กท่ีแสดงพฤติกรรมท่ีเบี่ยงเบนไปจากท่ัวไป

และพฤติกรรมท่ีเบี่ยงเบนนี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กเองและของผู้อื่นด้วย พฤติกรรมที่
เบ่ียงเบนเป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อม หรือความขัดแย้งที่เกิดข้ึนในตัวเด็กเอง
ซ่ึงไม่สามารถเรียนรู้ ขาดสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือผู้ท่ีเกี่ยวข้อง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเมื่อ
เปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดทางอารมณ์โดย แสดงออกทาง
รา่ งกาย ซ่งึ บางคนมคี วามบกพรอ่ งซา้ ซ้อนอย่างเดน่ ชัด และเกิดเปน็ เวลานาน

การใหค้ วามช่วยเหลอื
เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม มีลักษณะของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาคือพฤติกรรมก้าวร้าว
ก่อกวน การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เป็นพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเด็กกับส่ิงแวดล้อม
รอบตัวเด็ก ส่วนความวิตกกังวล การมีปมด้อย การหนีสังคม และความผิดปกติทางการเรียน
เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการขัดแย้งในตัวเด็กเอง การให้ความช่วยเหลือ จึงทาได้หลายรูปแบบ
ดังนี้
1) รูปแบบทางจิตวิทยาการศึกษา นักจิตวิทยาเช่ือว่าองค์ประกอบทางชีววิทยา และ
การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็กตลอดจนปัญหาทาง
อารมณ์ล้วนมีมูลเหตุมาจากพัฒนาการทางบุคลิกภาพท่ีดาเนินไปอย่างไม่ถูกต้องทั้งส้ิน ทางหน่ึงท่ีจะ
ช่วยให้เด็กลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์เหล่านี้ลงได้คือ ให้เด็กเข้าใจปัญหาของตนเอง และยินดีที่จะ
หาทางขจดั ปัญหาน้ันๆ การช่วยเหลอื เดก็ น้ันครูจะต้องทาใหเ้ ดก็ เกิดความเชื่อถอื เกิดศรัทธา ทาให้เดก็ มี
กาลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาของตน ดังนั้นการเรียนการสอนจึงควรกระทาเป็นรายบุคคล ควรใช้เกม
สถานการณ์จาลอง และกิจกรรมอื่นที่แตกต่างไปจากที่ใช้กับเด็กปกติ จึงจะสามารถช่วยเด็กอย่างมี
ประสิทธิภาพ
2) รูปแบบทางจิตวิทยา นักจิตวิทยาได้ค้นพบพบหลักการเรียนรู้และการปรับ
พฤติกรรมของเด็กหลักการปรับพฤติกรรมนี้สามารถนามาใช้ในการปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้
ตัวอย่างเช่น เด็กอาจจะเรียนรู้โดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็กปกติ โดยยึดพฤติกรรมของเด็กปกติที่ดี
เป็นแบบอย่าง ดังน้ันการปรับพฤติของเด็กจึงควรเน้นและให้ความสนใจพฤติกรรมที่พึงประสงค์เท่าน้ัน
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไม่ควรได้รับความสนใจ ในการช่วยเหลือเด็กน้ันครูหรือนักจิตวิทยาอาจให้
แรงเสรมิ เพื่อให้เดก็ แสดงพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์เพิ่มขนึ้ หรอื อาจใช้เทคนิคอื่นๆ ในการลดพฤติกรรมไม่
พึงประสงคล์ ง
3) รูปแบบทางนิเวศวิทยา นักนิเวศวิทยาเช่ือว่าเด็กเป็นส่วนหน่ึงของสังคม เด็กเป็น
ส่วนหน่ึงของโรงเรียน และโรงเรียนเปน็ ส่วนหนึ่งของสังคม พฤติกรรมของเด็กควรไดร้ ับการยอมรบั จาก
สังคม ในการช่วยเหลือเด็ก ครูควรทาความเข้าใจกับทุกอยา่ งที่ประกอบขึ้นเป็นระบบในสังคม ทง้ั นี้เพ่ือ

355

หาทางขจัดส่ิงที่เป็นสาเหตุให้เด็กมีปัญหาทางพฤติกรรม เด็กอาจได้รับการปรับพฤติกรรม แต่นัก
นิเวศวิทยาเช่ือว่า นั่นยังไม่เพียงพอควรมีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมของเด็กเท่าท่ีจาเป็น
ด้วย และรวมไปถึงการปรับปรุงทัศนคติของครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนสมาชิกในชุมชน เพื่อให้มี
ความเข้าใจและยอมรับเดก็ มากขน้ึ การปรบั พฤตกิ รรมมหี ลายวิธดี ังนี้

3.1) เสริมแรงทางบวก อาจเสริมแรงด้วยวาจา เช่น ขมเชยเด็กเมื่อเด็กทาเรื่องท่ีดี
และถูกต้องเป็นต้น ใช้อุปกรณ์เสริมแรง เช่นขนม ของเล่น ของใช้เป็นต้น ควรใช้อย่างสม่าเสมอใน
ระยะแรก เมื่อพฤตกิ รรมคงทแี่ ล้วควรลดการเสรมิ แรงโดยเสรแิ รงเปน็ ครั้งคราว

3.2) เสริมแรงทางลบ เช่นเด็กไม่ส่งการบ้าน ครดู ุ ถ้าเดก็ ส่งการบ้าน ครูเลิกดุ เด็กก็
มีแนวโน้มท่จี ะสง่ การบ้านอีก

3.3) การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทาผิด เป็นการแกไ้ ขผลการกระทาของเดก็ และ
แก้ไขในปริมาณมากกวา่ เดิม เชน่ เด็กเล่นขว้างปาสงิ่ ของในห้องสกปรก ครใู ช้เทคนิคปรับพฤตกิ รรม โดย
อาจจะใหเ้ กบ็ ขยะให้เรยี บร้อย และจัดโตะ๊ ในหอ้ งเรยี นใหเ้ รียบร้อยเปน็ การลงโทษใหท้ างานเพม่ิ มากข้ึน

3.4) การเป็นแบบอย่างท่ีดี ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก เด็กอาจยึดครูเป็น
แบบอยา่ งในหลายดา้ น เชน่ การพดู จาไพเราะ ขยัน ทางานเป็นระเบียบ

การเรียนร่วมระหวา่ งเด็กทม่ี ปี ญั หาทางพฤตกิ รรมกับเดก็ ปกติ
การจัดเด็กท่ีมีปัญหาทางพฤติกรรม เข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติน้ัน ควรพิจารณา
องค์ประกอบสาคัญดังนี้
1) ทศั นคติของเดก็ ต่อการเรียนรว่ ม
2) ทศั นคตขิ องครู ผู้ปกครองต่อการเรียนร่วม
3) พฤตกิ รรมของเด็ก ตลอดจนความรุนแรงของพฤติกรรม
4) ความสามารถของเด็กในการควบคุมตนเอง ตลอดจนทักษะทางสังคมของเด็ก
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การคบเพอ่ื น การเข้ากับคนอน่ื
5) ความพร้อมของครู ท่จี ะรับเด็กที่มปี ญั หาทางพฤติกรรมเข้าเรยี นร่วมชนั้ ปกติ
6) ความร่วมมือจากผ้ปู กครองในการปรบั พฤติกรรมเด็ก
7) ปัจจัยท่ีเกีย่ วขอ้ งอน่ื ๆ
เด็กท่ีเรียนร่วมได้อย่างประสบผลสาเร็จนั้น ควรเป็นเด็กท่ีได้รับการปรับพฤติกรรมแล้ว
เด็กมีพฤติกรรมท่ีใกล้เคียงกับเด็กปกติ หากเด็กยังมีปัญหาทางพฤติกรรมอยู่บ้าง ต้องได้รับบริการจาก
สถานศึกษาในด้านบริการแนะแนวและใหค้ าปรกึ ษาหรือรับบริการจากครูเสรมิ วชิ าการ
การประเมินผล
การประเมินผล เด็กท่ีมีปัญหาทางพฤติกรรม ฏ็ดาเนินการให้เป็นไปตามวิธีการและ
เกณฑ์ทกี่ าหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบคุ คล

356

7. เด็กออทสิ ติก
เด็กออทิสติค หมายถึง เด็กที่มีอาการภาวะของปัญหาทางจิตเวชที่มีความผิดปกติอย่าง

รุนแรง มพี ฒั นาการทผ่ี ิดปกตเิ กย่ี วกับอารมณส์ ังคม การสื่อความหมายและปฏสิ ัมพันธก์ บั สง่ิ แวดลอ้ ม
การใหค้ วามช่วยเหลอื
ผู้ปกครองและผู้ใกล้ชิดท่ีจะช่วยเหลือเด็กออทิสติค ต้องมีความรู้เก่ียวกับเด็กออทิสติค

แล้ว ค่อยๆเรียนรู้พฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กแต่ละคนอย่างละเอียด จึงเร่ิมให้ความช่วยเหลือ เพื่อ
สรา้ งสมั พันธภาพและชกั จงู ให้เขาออกจากโลกสว่ นตวั ของเขาเองได้ก่อนดังนี้

1) ต้องรจู้ ักเดก็ ออทิสตกิ ทงั้ ในดา้ นพฤติกรรมและอารมณข์ องเดก็ แต่ละคนอย่างละเอยี ด
2) ต้องมีความอดทน ความพยายาม ความตง้ั ใจมุ่งมัน่ ท่ีจะช่วยเหลอื เดก็ อย่างจริงจงั และ
จรงิ ใจ
3) ต้องเข้าใจ รู้ใจและสามารถอ่านความคิดหรืออ่านใจเด็กให้ได้จากพฤติกรรมหรือจาก
การแสดงออกทางอารมณ์ เม่ือสร้างสัมพันธภาพและชักจูงเด็กออกมาจากโลกส่วนตัวของเขาได้ จึงจะ
สามารถฝึกใหเ้ ด็กเรยี นรตู้ ่อไปได้ เช่นเดยี วกบั เดก็ ปกติทั่วไป
เดก็ ออทิสติคหากไดร้ ับการชว่ ยเหลอื กอ่ นอายุ 5 ปี เด็กจะมพี ฒั นาการทางดา้ นสงั คมและ
พัฒนาการทางด้านภาษาดีขึ้น สามารถเรียนรู้ได้ แต่ยังด้อยกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน ครูจะเร่ิมเห็น
ปัญหาด้านการเรียนได้ชัดข้ึนในระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เน่ืองจาก
บทเรียนต้องใช้ความเข้าใจ และจินตนาการมากข้ึน เด็กจะมีความวิตกกังวลสูง บางคนจะพูดมากบาง
คนจะพดู น้อย หรอื ไม่พูดเลย ซง่ึ ครจู ะต้องเฝ้าระวงั อยา่ งใกล้ชดิ
การเรยี นรว่ มระหวา่ งเด็กอออทิสติคกับเด็กปกติ
1) การเตรียมตัวบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน การสร้างความเข้าใจกับบุคคลที่
เก่ียวข้องทุกฝ่ายในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง นักเรียน และเจ้าหน้าท่ีอ่ืนๆ ในเร่ืองของ
หลักการ วัตถุประสงค์วิธีดาเนินการตลอดถึงนโยบายในการจัดการศึกษาให้เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ
ดว้ ย
2) การพิจารณารับเด็กเข้าศึกษา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540
มาตรา 43 กาหนดว่า “ บุคคลยอ่ มมีสิทธเิ สมอกันในการรบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ไมน่ อ้ ยกวา่ 12 ปี ท่ีรัฐ
ต้องจัดให้อย่างท่ัวถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” สถานศึกษาจึงไม่สามารถที่จะปฏิเสธการรับ
เด็กไม่ได้ เดก็ ออทสิ ตคิ ที่เตรยี มความพรอ้ มแลว้ หรืออาการไมร่ ุนแรงกส็ ามารถเรียนร่วมได้
3) ประสานงานและความร่วมมือระหว่างสถาบันต่างๆ ท้ังทางการศึกษาทางการแพทย์
และผู้ปกครอง เดก็ ออทิสติคบางคนอาการรุนแรงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและตลอดเวลาโรงเรียนต้อง
แจง้ ใหผ้ ้ปู กครองทราบ แนะนาให้เขา้ การบาบดั จากจิตแพทย์ และสถาบันอื่นตามความเหมาะสม

357

สง่ิ สาคัญครูผ้สู อนต้องจัดทาแผนการศึกษาและบคุ คล สาหรับเด็กออทิสตคิ ทเ่ี รียนร่วมกับ
เด็กปกติ เพ่ือท่ีจะใช้เป็นแนวทางพัฒนาเด็กให้เป็นไปในทิศทางที่พึงประสงค์ และส่งผลให้เด็กประสบ
ผลสาเร็จในการดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้ การจัดทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล สาหรับเด็กออทิสติคนั้น
กค็ วรยดึ หลกั สตู รของสถานศึกษาเปน็ หลกั แต่ต้องปรับเนอื้ หา และวธิ ีสอนใหเ้ หมาะสมกับเดก็

การประเมินผล
การประเมินผลก็ดาเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ท่ีกาหนดไว้ใน
แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลมีการประเมินผลท้ังระยะส้ันทุกภาคเรียน และการประเมินระยะยาวคือ
อย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง และการประเมินผลทุกครั้งต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ในแผนการ
สอนเฉพาะบุคคล

8. เด็กสมาธิส้ัน
เด็กสมาธิส้ัน หมายถึง เด็กท่ีมีความผิดปกติทางพฤติกรรมแสดงออกซ้าๆ จนเป็น

ลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับอายุหรือระดับพัฒนาการในเร่ืองของการขาด
สมาธิ ความหนุ หันพลันแลน่ ยบั ย้ังตวั เองไมค่ ่อยได้ อาการดงั กล่าวจะปรากฏกอ่ นอายุ 7 ปี

การให้ความช่วยเหลือ
เด็กสมาธิสั้น เป็นเด็กท่ีมีความรับผิดปกติด้านสมาธิ สาเหตุอาจจะเกิดจากพันธุกรรม
ปัญหาความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง หรอื ความผดิ ปกติในระบบประสาท การให้ความช่วยเหลือจึง
ต้องกระทาให้หลายอย่างหลายด้าน พัชรวี ัลย์ เกตแุ กน่ จันทร์ (2541: 18 - 27 )ไดเ้ สนอไว้ 2 ลกั ษณะคือ
1) การบาบดั รักษาแบบมาตรฐาน ซึง่ ประกอบดว้ ย

- ด้านการศกึ ษา
- ด้านจติ วิทยาและพฤตกิ รรม
- ด้านการรกั ษาด้วยยา
2) จิตบาบดั
ครูผู้สอนให้การช่วยเหลือได้ในด้านการศึกษา เก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนเดก็ สมาธสิ ัน้ ซึง่ มีปัญหาในช้ันเรียนไดด้ ังนี้
2.1) เขยี นคาส่งั ชดั เจนสนั้ ๆ ไว้บนกระดานอ่านให้นกั เรียนฟัง
2.2) แบ่งคาสง่ั เปน็ ระบบข้ันตอนยอ่ ยๆ
2.3) จัดให้เด็กท่ีมีสมาธิส้ัน นั่งหน้าชั้นเรียน หรือนั่งกับเพ่ือนที่มีศักยภาพ และความ
เขา้ ใจการช่วยเหลือเพือ่ น
2.4) ให้เวลาเพิ่มขน้ึ ในการทดสอบและการทางานเกยี่ วกับการเรยี น
2.5) เตือนใหเ้ ด็กสมาธสิ ั้นสง่ การบ้านทกุ วันทีม่ กี ารบ้าน

358

2.6) จดั สถานการณใ์ นชัน้ เรียนใหเ้ หมาะสมกบั สภาพการเรียนรู้
2.7) เปดิ โอการให้เดก็ ใช้เทปบันทกึ เสยี ง บนั ทึกคาอธบิ ายของครู
2.8) เวลาครูพูดหรืออธบิ าย ต้องแน่ใจวา่ เด็กสมาธิสั้นสนใจฟงั
2.9) ใชก้ ารเตือนเปน็ ระยะเปน็ การส่วนตัว
2.10) เลอื กใชห้ นงั สือเรียนที่ไมซ่ ับซอ้ น
2.11) แบง่ การบ้านออกเป็นสว่ นๆ จานวนน้อยลง
2.12) ใหร้ างวัลพฤติกรรมที่พึงประสงค์
2.13) อย่ากาเครื่องหมายผิด ในสมุดทางานของเด็กเมื่อเด็กทาผิด หรือทาไม่ได้ให้
เวน้ ไว้ ครอู ธบิ ายเพิม่ เติม หรอื ทาเปน็ ตวั อย่างก่อนจงึ ให้เด็กทาใหม่
2.14) อย่าทาโทษเด็ก หากมีปัญหาเกี่ยวกับการสะเพร่าเลินเล่อหรือขาดความเป็น
ระเบียบ หรือขาดความสนใจ
การเรียนร่วมระหวา่ งเด็กสมาธิสัน้ กับเดก็ ปกติ
เด็กสมาธิส้ันส่วนใหญ่จะมีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้อยรายท่ีจะมีปัญญาทึบ
ร่วมด้วย การที่เด็กมีสมาธิส้ันมิได้หมายความว่าเด็กจะเรียนไม่ได้ หรือมีปัญหาในการเรียนทุกราย
เพียงแตม่ ีระยะเวลาติดตามการเรยี นสนั้ กว่าเด็กปกติ เด็กสมาธิส้ันที่ควบคุมตนเองไมไ่ ด้ ครูผสู้ อนจึงต้อง
ช่วยจัดระเบียบไม่ใหซ้ ับซ้อนครจู ึงต้องมีแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคลสาหรับเด็กสมาธิส้ันและมีเทคนิคใน
การสอนดังนี้
1) กิจกรรมประจาวัน กิจกรรมในแต่ละวันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนที่แน่นอน
ครตู ้องบอกล่วงหน้าและย้าเตอื นความจาทกุ ครงั้ ก่อนที่จะมกี ารเปล่ียนแปลง
2) การจัดห้องเรียน ต้องทาข้อตกลงร่วมกัน มีป้ายข้อความสั้นๆชัดเจนเข้าใจง่าย เช่น
ถอดรองเท้ากอ่ นเขา้ เรยี น สง่ การบ้านทนี่ เ่ี ปน็ ตน้
3) การจัดที่น่ัง จัดให้นั่งข้างหน้าหรือแถวกลาง ไม่ให้น่ังใกล้หน้าต่าง น่ังใกล้เพ่ือนที่
สามารถดูแลได้ ไมใ่ หน้ ัง่ ใกลเ้ พื่อนทซี่ กุ ซน
4) การเตรียมการสอน งานท่ีทาทาให้พอเหมาะกับความสนใจของเด็ก ครูต้องแบ่งงาน
เป็นข้ันตอนย่อยๆใช้เวลาไม่เกิน 4 นาที ทาทีละขั้น เม่ือเสร็จวันหนึ่งแล้ว จึงให้ทาขั้นตอนท่ียากข้ึนไป
เร่ือยๆ
5) การมอบหมาย ครูควรพูดช้าๆ ชัดเจน กระชบั ครอบคลุมไม่บ่น ไม่ใช้คาสั่งคลุมเครือ
จนเด็กแยกไมอ่ อกวา่ ครสู ัง่ อะไร
6) การควบคุมขณะทางาน ให้เด็กทางานที่ละข้ันตอน อย่าให้เด็กรู้สึกว่ามากเกินไป
ฝกึ ใหเ้ ด็กควบคุมตนเองขณะทางาน ครูตรวจเปน็ คราวๆ ทาให้เสร็จเปน็ ข้อหรือเปน็ ช้นิ จงึ เรมิ่ งานใหม่

359

การประเมนิ ผล
การประเมินผล ก็ดาเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ท่ีกาหนดไว้ในแผนการ
ศกึ ษาเฉพาะบุคคลและประเมินผลจุดประสงคท์ ่ีกาหนด

9. เด็กทีม่ ีความบกพร่องซา้ ซ้อน
เด็กท่ีมีความบกพร่องซ้าซ้อน หมายถึง เด็กท่ีมีสภาพบกพร่องทางอวัยวะส่วนใดส่วน

หน่ึงของร่างกายมากกว่า 1 อย่างในบุคคลเดียวกัน เช่น เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน เด็กปัญญา
อ่อนที่สูญเสียการมองเห็น เด็กท่ีท้ังหูหนวกและตาบอดเป็นต้น เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้รับประโยชน์จาก
การส่งเข้าเรียนในโครงการสอนเด็กปัญญาอ่อน โครงการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
โครงการสอนเด็กที่มีการบกพร่องทางสายตา โครงการใดโครงการหนึ่งโดยเฉพาะ โดยไม่จัดบริการ
ทางการศึกษาและบริการด้านอน่ื เพ่ิมเตมิ

การใหค้ วามชว่ ยเหลอื
ในการให้ความช่วยเหลือเด็กท่ีมีความบกพร่องซ้าซ้อน จะต้องยึดสภาพความบกพร่อง
เป็นเกณฑ์ เด็กทีมีความบกพร่องมากกว่า 1 ให้ยึดความบกพรอ่ งท่ีรุนแรงกวา่ เป็นเกณฑ์ แล้วก็ให้ความ
ช่วยเหลือตามลักษณะความน้ันที่กล่าวมาแล้ว เช่น เด็กมีความบกพร่องทางการได้ยิน และบกพร่อง
ทางการมองเห็น แตท่ างการบกพร่องทางการไดย้ นิ รนุ แรงกวา่ กใ็ ห้ช่วยเหลอื ทางการไดย้ นิ กอ่ น
การเรยี นรว่ มระหวา่ งเด็กทม่ี ีความบกพรอ่ งซ้าซ้อนกับเดก็ ปกติ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสาหรับเด็กที่มีความบกพร่องซ้าซ้อนนั้นเป็นการจัด
กิจกรรมที่ต่างจากเด็กปกติโดยส้ินเชิง เพราะเด็กบกพร่องซ้าซ้อน มักจะพิการรุนแรง การจัดการ
หลักสูตรหรอื แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ก็เน้นการฟืน้ ฟูสมรรถภาพของเดก็ ใน 5 ประการคือ
1) การช่วยเหลือตนเอง มุ่งเน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ เช่นการแต่งตัว การ
รับประทานอาหาร การขบั ถ่าย การอาบน้า เปน็ ต้น
2) การสื่อสาร ฝึกให้เด็กมีทักษะในการสื่อสารกับผู้อ่ืน เช่น การทักทาย การบอกความ
ต้องการของตนเอง เป็นตน้
3) การเคล่ือนไหว ฝึกให้เด็กใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเน้ือมัดเล็ก ซึ่งจะช่วยให้เด็กมี
ทกั ษะในการประกอบกจิ วัตรประจาวันได้เรว็ ขน้ึ
4) การปรับพฤติกรรม มุ่งขจัดหรือบรรเทาพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ สร้างหรือส่งเสริม
พฤตกิ รรมที่พึงประสงค์
5) พัฒนาการทางสังคม ฝึกให้เดก็ สร้างปฏสิ ัมพันธ์กับบุคคลอ่ืน เพ่ือให้อยู่รว่ มกบั ผอู้ ่ืนได้
การฝึกทักษะทางสงั คม เด็กควรได้รับการฝึกทักษะในด้านตอ่ ไปนี้

360

5.1) การเล่น
5.2) การบอกขอ้ มลู เกย่ี วกับตวั เอง
5.3) ทกั ษะในห้องเรยี น
การประเมนิ ผล
การประเมนิ ผล ก็จะประเมินตามรายละเอียดที่กาหนดไวใ้ นแผนการศึกษาเฉพาะบคุ ค

การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนสาหรบั ผู้เรยี นที่มคี วามต้องการพิเศษ

ครูต้องระลึกไว้เสมอว่าผู้เรียนแต่ละคนมีลักษณะและความต้องการพิเศษท่ีไม่เหมือนกัน
การท่ีผู้เรียนถกู จดั ประเภทว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา หรือมีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์นั้น
ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมได้ แต่ครูต้องเข้าใจถึงลักษณะท่ีสาคัญของ
ผู้เรียนแต่ละประเภทให้ดี เช่น เด็กแอลดีมีลักษณะด้านการรู้คิด ด้านวิชาการ ด้านพฤติกรรมและ
อารมณ์เป็นอยา่ งไร ครูควรพิจารณาถึงความสามารถและพฤติกรรมท่ีผู้เรียนแต่ละคนแสดงออกมา เพ่ือ
จะได้วางแผนการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะและความต้องการพิเศษของผู้เรียนคนน้ัน ดังนั้นครู
สามารถนาหลักสูตรและการสอนที่ใช้ในชั้นเรียนปกติมาใช้กับเด็กเหล่านี้ได้ หากครูเข้าใจและปรับ
หลักสูตรและการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ ส่วนเด็กที่มี
ปัญหารุนแรงขึ้น ครูอาจจาเป็นต้องใช้หลักสูตรทางเลือกอื่น เช่น หลักสูตรท่ีเน้นทักษะการดารงชีวิต
และทักษะทางสังคมมากกว่าหลักสูตรที่เน้นด้านวิชาการ ซึ่งทักษะเหล่านั้นจะช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไป
พร้อมกับเพื่อนวัยเดียวกันได้ และสามารถดารงชีวิตประจาวันได้อย่างอิสระ ดังนั้นความร่วมมือในการ
วางแผนและจัดการเรียนการสอนระหว่างครูชั้นเรียนปกติและครูการศึกษาพิเศษจึงเป็นส่ิงสาคัญที่จะ
ช่วยให้เด็กท่ีมีความบกพร่องประเภทต่างๆ ยังคงเรียนร่วมในช้ันเรียนปกติได้ อย่างไรก็ตาม แผนการ
สอนที่จัดข้ึนเฉพาะบุคคลน้ัน นอกจากจะเป็นประโยชน์สาหรับผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษแล้ว
ยังสามารถใช้กับเดก็ ทม่ี ผี ลการเรียนต่า ซึ่งไม่ไดถ้ ือว่าเป็นผ้เู รียนทม่ี ีความตอ้ งการพเิ ศษได้อกี ดว้ ย

ทงั้ นี้ ผเู้ รียนที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนทเ่ี รยี นในชน้ั เรียนปกติหรอื ช้ันเรียนพิเศษนน้ั ไม่
จาเป็นจะต้องมีแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลเสมอไป ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กกลุ่มหนึ่งมีความสามารถ
ทางการอ่านใกล้เคียงกัน ครูสามารถจัดสอนเป็นกลุ่มเล็กๆ ได้โดยไม่ต้องคานึงว่าแต่ละคนมีความ
บกพร่องประเภทใด ในทานองเดียวกัน ครูอาจจับคู่เด็กที่มีความบกพร่องระดับเล็กน้อยหรือเด็กที่ไม่มี
ความบกพร่องแต่มีความต้องการพิเศษบางอย่าง เช่น เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือเด็กที่ได้รับการเล้ียงดูไม่
เหมาะสม อาจจัดให้เด็กอยู่ในกลุ่มที่มีการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ (cooperative learning) วิธีเช่นนี้
จะช่วยใหเ้ ด็กแบง่ ความรบั ผดิ ชอบตามความสามารถและความถนัดของแตล่ ะคนได้

361

แผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล

ส่ิงสาคัญประการหนึ่งในการจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษทุก
ประเภท คือ แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualizaed Education Program) หรือ IEP ซ่ึงการ
จัดทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลน้ีต้องเกิดจากการทางานร่วมกันของบุคลากรหลายด้าน เช่น
ผู้ปกครองของเด็กที่มีความบกพร่อง ครูประจาช้ันเรียนปกติ ครูการศึกษาพิเศษ ผู้บริหารสถานศึกษา
หรือถ้าเป็นไปได้ เช่น กรณีของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา เด็กควรเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการ
เรยี นการสอนของเขาเองดว้ ย

กองการศึกษาเพื่อคนพิการ (2543) จัดทาคู่มอื การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
เพื่อให้สาหรับการจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนที่มีความตอ้ งการพิเศษ ซ่ึงมีเนื้อหาสาระสาคัญๆ ที่เป็นองค์
ความรู้ ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี

ความหมายของแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) เป็น
แผนการศึกษาที่จัดทาข้ึนเพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรสาหรับคนพิการแต่ละคนท่ีได้รับการบ่งชี้ว่าเป็น
บุคคลท่ีมีความบกพร่องหรือพิการ เป็นตัวเช่ือมสาคัญระหว่างคนพิการกับการศึกษาพิเศษที่คนพิการ
ต้องการ เปน็ ส่วนหนงึ่ ของกระบวนการเรยี นการสอนทีจ่ ัดให้เฉพาะบุคคล

วตั ถปุ ระสงคใ์ นการใช้แผนการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) มี 2 ประการ คือ
1. เนื่องจากแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคลทีเ่ ขียนเป็นลายลักษณส์ าหรับคนพิการคนใดคนหนึ่ง
โดยคณะ IEP หรือท่ีประชมุ รายกรณีในแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคล จึงมีข้อมูลในการจัดคนพิการเข้ารับ
บริการการศกึ ษารวมถงึ การบริการทีเ่ กยี่ วข้องอื่นๆ
2. เน่ืองจาก IEP เป็นเคร่ืองมือในการจัดการกับกระบวนการตรวจสอบและกระบวนการ
สอนท้ังหมด ดังนนั้ IEP จงึ เปน็ ส่วนสาคญั ของกระบวนการสอนท่สี ว่ นเก่ยี วข้องกับวธิ ีประเมินการสอน
การจัดทาและขั้นตอนการทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) การจัดทา IEP เพื่อ
ประกันว่า การศึกษาที่จัดให้กับคนพิการหรือคนท่ีมีความบกพร่องแต่ละคนนั้นเหมาะสมกับความ
ตอ้ งการพิเศษทางการเรียนรู้ของแต่ละคนนั้นหรือไม่เม่ือมีการกาหนดการให้บริการทางการศึกษาพิเศษ
ใน IEP แล้วน้นั ไดม้ ีการใหบ้ ริการดังกล่าวจรงิ และมกี ารดาเนนิ การควบคุมติดตามผลการให้บรกิ ารสว่ น
ขั้นตอนการทาแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคลดาเนนิ การตามลาดบั ต่อไปนี้
1. แจ้งใหผ้ ู้เรียนที่มีความตอ้ งการพิเศษทราบ แล้วมกี ารทดสอบเบอื้ งตน้
2. สง่ ต่อไปยังฝ่ายทเ่ี กย่ี วข้องเฉพาะประเภท
3. ขออนญุ าตผูป้ กครองทดสอบเด็กโดยละเอยี ด
4. แจง้ ผลการทดสอบ
5. ประชมุ จดั ทาแผน

362

6. เริ่มใชแ้ ผน
7. ประเมนิ ผล
8. ทบทวนแผน
หลกั การจดั ทาแผนการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
1. จดั ทาใหก้ บั คนพิการทุกคนเป็นรายบุคคล
2. มุ่งพฒั นาคนพกิ ารอยา่ งเตม็ ศักยภาพทุกดา้ น
3. ทกุ ฝ่ายท่ีเก่ยี วข้องมสี ว่ นร่าสมในการจดั แผน
4. ครอบคลมุ ยดื หยุน่ และสอดคล้องกบั กฎหมายที่เกย่ี วข้อง
5. มีการประเมนิ ผลเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องสม่าเสมอ
6. มขี อ้ มูลให้สอดคลอ้ งกับความต้องการและความจาเปน็ ของคนพกิ าร
บริการสาหรับผู้เรยี นท่มี ีความสามารถพิเศษ
1. การสอนเสรมิ
2. กายภาพบาบดั
3. กิจกรรมบาบดั
4. แก้ไขการพูด
5. ดนตรีบาบดั
6. ศลิ ปะบาบัด
7. การประเมนิ ทางจิตวทิ ยาแบะทักษะดา้ นอาชพี
ความชว่ ยเหลืออนื่ ๆ ทางการศึกษา
1. การปรับเนื้อหาหลกั สตู รเทคนคิ การสอน
2. การประเมินสาหรับคนพกิ ารแต่ละบุคคล
3. การจัดอาสาสมคั ร
4. การแนะแนวครอบครัว
5. การฝกึ อบรมทักษะด้านอาชีพ
ประโยชน์ของแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลจัดทาเพื่อ
ประโยชน์ตอ่ ผ้เู รยี นท่มี ีความตอ้ งการพเิ ศษ ผทู้ เี่ กย่ี ว รวมทง้ั หน่วยงานท่เี กย่ี วข้อง ดังน้ี
ประโยชน์ต่อคนพิการ
1. ไดร้ บั ความชว่ ยเหลอื สอดคล้องกับความตอ้ งการทจ่ี าเป็น
2. ไดร้ บั ส่ิงอานวยความสะดวกด้านส่ืออึปกรณต์ า่ งๆ บรกิ าร และความชว่ ยเหลือ
3. ไดร้ ับการเรียนรู้และพฒั นาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
4. ไดม้ ีส่วนรว่ มในการประเมนิ ผลและปรับปรงุ การจดั การศกึ ษา

363

ประโยชน์ตอ่ ผ้ปู กครอง
5. ปรกึ ษาและขอคาแนะนากบั ผ้รู ับผดิ ชอบท่ีเก่ียวกบั ตนพิการแตล่ ะคนได้
6. มีส่วนร่วมและรับรูก้ ารกาหนดเปา้ หมายในการจัดทาเปน็ การชว่ ยเหลอื
7. สามารถขอรบั สื่ออุปกรณส์ งิ่ อานวยความสะดวกต่างๆ ได้
8. รเู้ ข้าใจและสามารถมีสว่ นร่วมในการฝกึ และพัฒนาการศึกษาของบตุ รได้อย่างถูกต้อง
9. ได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลและปรบั ปรุงการจดั การศกึ ษาใหเ้ หมาะสม
ประโยชนต์ อ่ ครผู ู้สอน
10. เป็นข้อมูลในการศึกษาวเิ คราะหผ์ ูเ้ รยี น
11. รูข้ อบเขตความรบั ผิดชอบของตนเอง
12. ทาแผนการสอนใหส้ อดคล้องกบั ผูเ้ รยี นมากขึ้น
13. มีสือ่ อปุ กรณ์ สง่ิ อานวยความสะดวกตามความเหมาะสม
14. ประเมนิ และรายงานความก้าวหนา้ สอดคล้องกบั เปา้ หมาย
15. มีสว่ นร่วมในการประเมินผลละปรับปรงุ การจัดการศึกษา
ประโยชนต์ ่อสถานศึกษาและผู้บริหาร
16. เปน็ ข้อมูลในการจัดผเู้ รยี นในรปู แบบระดับท่ีเหมาะสม
17. เป็นขอ้ มูลในการวางแผนการบรหิ ารการจดั งบประมาณและการเรยี นการสอน
18. มีสื่ออปุ กรณ์ ส่งิ อานวยความสะดวกตา่ งๆ ท่สี ่งเสริมการเรียน
19. เป็นข้อมลู พฒั นาผเู้ รยี นเปน็ ฐานในการพฒั นาหลกั สตู รและแนวทางการจัดการเรียนรู้

สรุปได้ว่าผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง ผู้เรียนที่ต้องการได้รับการจัดการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ท้ังร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม ละจริยธรรม ให้สามารถดารงชีพ
และดาเนินชวี ิตได้ด้วยการพ่ึงพาตนเอง ปรับตัวเองให้อยรู่ ว่ มกบั ผอู้ ่ืนไดใ้ นสังคมอย่างมีประสทิ ธภิ าพโดย
วิธีการพิเศษ เช่น การเรียนร่วมกับผู้เรียนปกติ หรือการเรียนร่วมกับผู้เรียนปกติเพ่ือฝึกและพัฒนา
เฉพาะบางเวลา หรือเรียนในโรงเรียนเฉพาะตามลักษณะของผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ เช่น
โรงเรียนสอนคนตาบอด หรือโรงเรียนสอนคนหูหนวก เป็นต้น โดยมีแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
ประกอบในการเก็บข้อมูลประกอบการจดั การเรยี นรู้

364

ตัวอย่างแผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล

1. ข้อมลู เกยี่ วกับนักเรยี น
วันที่.............. เดอื น ................................ พ.ศ...............ช่อื

ชอ่ื -สกุล นกั เรียน................................................................................ เพศ................................................
เกิดวนั ท.่ี ............................................................................................... พ.ศ. ............................................
ชอ่ื ผู้ปกครอง.........................................................ความสัมพันธก์ บั เดก็ .....................................................
ท่ีอยู่ บ้านเลขท่ี............................................... ซอย ...............................................................................

ถนน...................................................... ตาบล,แขวง.....................................................................
เขต,อาเภอ............................................. จงั หวดั ...........................................................................
รหัสไปรษณยี ์....................................... โทรศัพท์ ..........................................................................
ชื่อโรงเรียน............................................................... อาเภอ......................................................................
จังหวัด.......................................................
2. ระดับสติปญั ญา (IQ) ..........................................................................................................................
3. ข้อมลู ทางการแพทย์
เด็กเจ็บปว่ ยเป็นโรค......................................................................................................................
เดก็ จะตอ้ งไดร้ ับการดแู ลจากแพทย์อย่างไรบ้าง............................................................................
........................................................................................................... ........................................................
4. ความสามารถของเดก็
เด็กมีความสามารถในด้านต่อไปน้ีเพียงใด โปรดบรรยาย หากครูได้ทดสอบด้วยแบบทดสอบ
มาตรฐาน โปรดบอกช่อื แบบทดสอบด้วย
4.1 ภาษาไทย

4.1.1 ดา้ นการฟงั ................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

4.1.2 ดา้ นการพูด.................................................................................................................
…………………………............................................................................................................................... ......

4.1.3 ดา้ นการอา่ น...............................................................................................................
…………………………............................................................................................................................... ......

4.1.4 ด้านการเขียน..............................................................................................................
...................................................................................................................................................... .............

365

4.2 คณติ ศาสตร.์ ...........................................................................................................................

………………........................................................................................ .......................................................

4.3 การชว่ ยเหลอื ตวั เอง...............................................................................................................

……………..................................................................................................................................................

4.4 พฤติกรรม..................................................................................................................... ..........

………………..................................................................................................................................... ..........

4.5 ความสามารถอน่ื ๆ..................................................................................................................

………………............................................................................................................................. ..................

5. ปญั หาของเด็ก จงบอกว่าเด็กมปี ญั หาอยา่ งไร

…………......................................................................................................................................................

………............................................................................................................................... ...........................

6. เดก็ ได้รบั การตัดสินว่าเปน็ เดก็ ประเภทใด ( โปรดใส่เครื่องหมาย  ลงในช่องว่างดา้ นหน้าข้อน้ัน)

............6.1 เด็กปญั ญาอ่อนเรียนได้ .............. 6.2 เดก็ ปัญญาอ่อนฝกึ ได้

............6.3 เด็กหูตึง .............. 6.4 เดก็ หหู นวก

............6.5 เดก็ ทมี่ ปี ัญหาในการเรียนรู้ .............. 6.6 เดก็ ทมี่ ีความบกพร่องทางมองเห็น

............6.7 เดก็ ทม่ี ปี ัญหาทางพฤติกรรม .............. 6.8 เดก็ ออทิสติก

............6.9 เดก็ ทีม่ คี วามบกพรอ่ งซา้ ซ้อน .............. 6.10 อืน่ ๆ.........................................

7. ควรไดร้ บั การเรยี นร่วมในลักษณะใด ( โปรดใสเ่ ครอ่ื งหมาย  ลงในชอ่ งวา่ งดา้ นหน้าข้อน้นั )

............7.1 ช้ันเรยี นรว่ มเต็มเวลา ............. 7.2 ชนั้ ปกตแิ ละให้คาแนะนา

............7.3 ช้ันเรยี นปกตแิ ละสนิ ซ่อมเสรมิ ............. 7.4 ห้อมเสริมวชิ าการ

............7.5 ช้นั พเิ ศษเต็มเวลา ............. 7.6 อื่นๆ โปรดระบุ............................

8. บริการทเ่ี ก่ียวข้อง

เดก็ ควรได้รบั บริการ หรอื การบาบัดประเภทใดบ้าง ( โปรดใสเ่ ครอื่ งหมาย  ลงในชอ่ งวา่ ง

ด้านหน้าไดม้ ากกว่า 1 ขอ้ )

........... 8.1 การใหค้ าแนะนาปรึกษา ............. 8.2 กิจกรรม

........... 8.3 การแก้ไขการพูด ............ 8.4 การอ่านหนังสอื ใหฟ้ ัง

........... 8.5 การกายภาพบาบัด ............. 8.6 ล่ามภาษามือ

........... 8.7 การสอนซ่อมเสริม ............. 8.8 ดนตรบี าบัด

........... 8.9 การฝึกฟังฝึกพูด ............. 8.10 อืน่ ๆ....................................

366

9. ภาษาถนิ่ ของเดก็ ................................................................................................................................
10. จดุ มุ่งหมายระยะยาว (1ป)ี

เด็กเรยี นรว่ มเตม็ เวลา กรอกข้อความในข้อ 16
1. .................................................................................................................................................
2. .................................................................................................................................................
3. .................................................................................................................................................
4. .................................................................................................................................................
5. .................................................................................................................................................

(เขยี นเพ่ิมเติมได้ และแนบรายละเอียดมาด้วย)
11. จดุ มุ่งหมายระยะส้นั

เดก็ เรียนรว่ มเต็มเวลา กรอกข้อความในข้อ 16
1. ................................................................................................................................................
2................................................................................................. ..................................................
3. ................................................................................................................................................
4. ...............................................................................................................................................
5. ...............................................................................................................................................

(เขยี นเพ่ิมเติมได้ และแนบรายละเอยี ดมาด้วย)
12. หลักสตู รโดยย่อ (เดก็ จะต้องเรียนอะไรบ้าง)

.............................................................................................................. .......................................
................................................................................................................ .....................................
13. การวดั และประเมินผล
.....................................................................................................................................................
..................................................................................................................... ................................
14. ระยะเวลา
เริ่มใช้แผนน้ี เมอื่ วนั ท่.ี .............. เดือน............................... พ.ศ......................................
และสิน้ สดุ ในวันที่............... เดอื น............................... พ.ศ......................................
15. ความเหน็ อืน่ ๆ
....................................................................................... ...............................................................
.......................................................................................... .............................................................

367

16. เรยี นร่วมเต็มเวลาโปรดระบุวตั ถุประสงคใ์ นแบบ ป.02 ทตี่ ้องยกเว้นหรือปรับเป็นรายวชิ า

ทกั ษะ - ภาษาไทย จดุ ประสงคท์ ี่ต้องปรับคือ........................................

- คณิตศาสตร์ จดุ ประสงคท์ ่ตี อ้ งปรบั คือ........................................

- วิทยาศาสตร์ จุดประสงคท์ ่ตี ้องปรับคือ........................................

- สงั คม จุดประสงค์ท่ตี อ้ งปรบั คือ........................................

สปช. - พุทธศาสนา จุดประสงคท์ ี่ต้องปรบั คือ........................................

- สุขศกึ ษา จุดประสงคท์ ่ีต้องปรบั คือ........................................

- ศิลปะ จุดประสงค์ท่ตี อ้ งปรับคือ........................................

- นาฏศลิ ป์ จุดประสงค์ทีต่ ้องปรบั คือ........................................

สลน. - พละ จุดประสงค์ท่ตี ้องปรบั คือ........................................

- จรยิ ะ จดุ ประสงคท์ ตี่ ้องปรบั คือ........................................

- ลกู เสือ จุดประสงค์ที่ต้องปรับคือ........................................

- งานประดษิ ฐง์ านช่าง จดุ ประสงค์ทตี่ อ้ งปรบั คือ........................................

กพอ. - งานบ้าน จุดประสงคท์ ตี่ อ้ งปรบั คือ........................................

- งานเกษตร จุดประสงคท์ ี่ต้องปรับคือ........................................

กลุ่มประสบการณ์พิเศษ

- ภาษาองั กฤษ จุดประสงคท์ ่ีต้องปรบั คือ........................................

- กพอ. จดุ ประสงคท์ ่ตี ้องปรบั คอื ........................................

17. ช่ือคณะกรรมการผู้จัดทาแผนการศกึ ษาเฉพาะบุคคล

1. ช่ือ................................................. ลายเซ็นต์................................................................

2. ชื่อ................................................. ลายเซ็นต์................................................................

3. ช่อื ................................................. ลายเซ็นต.์ ...............................................................

4. ชือ่ ................................................. ลายเซน็ ต.์ ...............................................................

5. ชอ่ื ................................................. ลายเซน็ ต.์ ...............................................................

368

บุคลากรท่เี ก่ียวข้องกับการดูแลช่วยเหลอื ผเู้ รยี นทีม่ คี วามต้องการพิเศษ

ในการดูแลช่วยผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษจะต้องทางานกันเป็นทีม ซ่ึงประกอบด้วย
นักวิชาการ ผู้ชานาญในสาขาวชิ าการตา่ งๆ ดังน้ี

1. ครูการศึกษาพิเศษ เป็นผู้ท่ีได้รับการศึกษา และฝึกอบรมมาเป็นพิเศษเฉพาะ เพ่ือให้มี
ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทั่วไป และพัฒนาการเฉพาะของผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เทคนิคการ
สอนพิเศษ การใช้สื่อเครื่องมอื อุปกรณ์พเิ ศษ การตรวจสอบ และประเมินผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ
การกาหนดหลักสูตร และการให้คาปรึกษาแนะนาแก่ทั้งครูปกติ ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และพ่อ
แม่ ท้ังยังมีหน้าที่ให้บริการท้ังทางตรง และทางอ้อมแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และบุคคลอื่นๆ
ที่เก่ียวข้อง กล่าวคือ สอนเสริม หรือสอนซ่อมเสริมทักษะต่างๆ ให้กับผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ
โดยตรง และ/หรือช่วยครูปกติจัดเตรียม และจัดหาส่ือวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือพิเศษ ประสานงาน
บรกิ ารด้านอ่นื ๆ จดั หรอื ให้การอบรมแกผ่ บู้ รหิ ารและครูทุกคนในโรงเรยี น ตดิ ตามความก้าวหน้าของเดก็

2. ครูปกติ เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา และฝึกอบรมให้มีความรู้ในด้านการสอนเด็กปกติ และ
ควรได้รับข้อมูล หรือการฝึกอบรมให้มีความรู้พื้นฐาน และความเข้าใจในการสอนผู้เรียนท่ีมีความ
ต้องการพิเศษเรียนร่วม ครูปกติมีหน้าท่ีดาเนินโปรแกรมการเรียนการสอน และทาหน้าท่ีประเมินผล
จึงจาเป็นต้องหาเทคนิควิธีการสอน สื่อต่างๆ เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษสามารถเรียนอยู่
ในช้ันเรยี นปกติได้ รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมลู ทจ่ี าเป็นเกย่ี วกับตัวเด็ก นอกจากน้ียงั ต้องเข้าใจกระบวนการใน
การประสานงานกับบุคลากรอื่นๆ ที่เก่ียวข้อง ที่จะต้องให้การบาบัดรักษา หรือฟ้ืนฟูสมรรถภาพให้แก่
ผ้เู รียนที่มคี วามต้องการพเิ ศษอยา่ งตอ่ เนือ่ ง เช่น นกั กายภาพบาบัด นักโสตสมั ผัสวิทยา แพทย์ นักแกไ้ ข
การพดู เป็นต้น

3. ผู้ช่วยครู เป็นอาสาสมัคร หรือผู้ทท่ี างโรงเรียนวา่ จ้าง โดยได้รับการฝึกอบรมให้ทาหน้าที่
ช่วยครูพิเศษประจาชั้นในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนท่ีมคี วามต้องการพิเศษขณะเรียน ทากิจกรรม
รับประทานอาหาร เข้าห้องน้า หรอื ช่วยในห้องสอนเสรมิ หรอื หอ้ งฟ้ืนฟูบาบัด

4. ครูแนะแนว เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา และฝึกอบรมด้านการศึกษา และจิตวิทยาการ
แนะแนว ทาหน้าท่ีเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ในกรณีที่โรงเรียนไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ ช่วยรวบรวม
ข้อมูลเก่ียวกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษจากครู จากบันทึกของทางโรงเรียน พ่อแม่ หน่วยงานใน
ชุมชน เป็นต้น เพ่ือประสานโปรแกรมการศึกษากับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทาหน้าท่ีส่ือสารข้อมูล
ความก้าวหน้าของเดก็ ใหผ้ ้ทู ่เี กย่ี วข้องทราบ รวมทั้งให้บรกิ ารแนะแนวทางการศึกษา และอาชีพด้วย

5. ครูสอนพูด เป็นผู้ท่ีได้รับการศึกษา และฝึกอบรมให้มีความสามารถสอนพูดและภาษา
ให้กับผู้เรียนทม่ี ีความต้องการพิเศษ รวมทงั้ สามารถแกไ้ ขการพูดไม่ชดั โดยรว่ มมือกับนักแก้ไขการพูดใน
การวางแผนการสอนพูดและภาษา

369

6. นักจิตวิทยาประจาโรงเรียน หมายถึง ผู้ท่ีได้รับการศึกษา และฝึกอบรมมาทางด้าน
จิตวิทยา สามารถทาการตรวจสอบทางจิตวิทยา ปรับพฤติกรรมเด็กพิการ ช่วยรวบรวมข้อมูลที่ได้จาก
การประเมินเด็ก สังเกตเด็กพิการในชั้นเรียนปกติ สัมภาษณ์พ่อแม่ หรือให้คาแนะนาแก่บุคคลอื่นๆ ท่ี
เกี่ยวข้อง รวมท้ังอธิบาย หรือแปลความหมายผลการตรวจสอบให้พ่อแม่ ครู และผู้ท่ีเกี่ยวข้องได้ทราบ
และเขา้ ใจ

7. นกั สงั คมสงเคราะห์ประจาโรงเรียน เป็นผู้ทีไ่ ด้รับการศกึ ษา และฝกึ อบรมทางด้านสังคม
สงเคราะห์ ทาหน้าท่ใี ห้คาปรกึ ษาแนะนา แก่พ่อแม่ ครู และตัวเด็กเอง ในเร่ืองของการใหก้ ารสงเคราะห์
แก่ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของครอบครัว ศึกษาปัญหา
และสภาพแวดล้อมของเด็ก โดยการเย่ียมบ้าน ติดตามผล และประสานประโยชน์ระหว่างโรงเรียน
องคก์ รในชุมชน และทางบา้ น

8. พยาบาลประจาโรงเรียน เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา และฝึกอบรมด้านการพยาบาล ศึกษา
ทาหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ ท่ีเก่ียวกับเด็ก อธิบายถึงผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อ
การศึกษาของเด็ก ช่วยในการคัดแยกเด็กท่ีมีปัญหาทางการเห็น หรือการได้ยิน อธิบาย หรือแปล
ความหมายบันทึก หรือรายงานทางการแพทย์ ให้บริการแก่ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษท่ีเจ็บป่วย
เรื้อรัง ที่ต้องการการเอาใจใส่ทางการแพทย์ติดต่อกัน รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่ของผู้เรียนที่มีความต้องการ
พเิ ศษไดร้ ับบริการทางการแพทย์ สาหรับบุตรหลานของเขา

9. แพทย์ เป็นผู้ได้รับการศึกษา และฝึกอบรมให้เป็นผู้ชานาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์
เวชศาสตร์ฟื้นฟู จิตแพทย์ จักษุแพทย์ ศัลยแพทย์ทางกระดูก กุมารแพทย์ แพทย์ทางด้าน หู คอ จมูก
ทาหน้าท่ีตรวจวินิจฉัย และให้การบาบัดรักษา เพ่ือปรับสภาพความพิการ และฟื้นฟูสมรรถภาพของ
ผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ ติดตามผลการรักษา ฟื้นฟู โดยอาจเปล่ียนแปลงการรักษา และฟื้นฟู ให้
เหมาะสมกับความเปล่ยี นแปลงของความพกิ าร เพ่ือทาใหก้ ารฟ้นื ฟูสมรรถภาพบรรลุผลสูงสดุ

10. นักกายภาพบาบัด เป็นผู้มีความชานาญในการใช้ทคนิครักษาผู้ป่วยด้วยเครอื่ งมือชนิด
ต่างๆ เพ่ือพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ การทรงตัว การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และข้อต่อท่ีทา
หน้าท่ีไมถ่ ูกต้องสมบูรณ์ ฝึกการใช้กายอปุ กรณ์เสริมหรือเทยี ม และเครื่องช่วยในการเคลื่อนไหว รวมทั้ง
ควบคมุ การบาบัด ดว้ ยกายบรหิ ารในกาหนดการตา่ งๆ ทแ่ี พทยส์ ั่ง

11. นักกิจกรรมบาบัด เป็นผู้มีความรู้ความชานาญในการเลือกเฟ้นงานฝีมือ และกิจกรรม
ต่างๆ มาให้บุคคลพิการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลทางการรักษา การปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน รวมถึงการ
ประกอบอาชีพ นอกจากนี้ นักกิจกรรมบาบดั ยังช่วยประดิษฐ์ หรือดัดแปลงอุปกรณ์ หรือเครื่องมือ เพื่อ
ช่วยอานวยความสะดวกในการปฏิบัติงานการเรียนการสอน ตลอดจนให้คาแนะนาท่ีจาเป็นแก่ครูและ
นักกายอุปกรณ์เสรมิ และเทียม

370

12. นักจิตวิทยาคลินิก เป็นผู้ท่ีมีความรู้ความชานาญในการตรวจและวินิจฉัยทางจิตวิทยา
เพ่ือนาข้อมูลมาประกอบการแก้ปัญหา เป็นผู้แก้ไขปัญหาทางพฤติกรรม และอารมณ์ รวมทั้งให้
คาปรึกษาแนะนาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิต กระตุ้นให้บุคคลพิการมีกาลังใจในการที่จะฟื้นฟู
สมรรถภาพอย่างเต็มที่ และใหข้ อ้ เสนอแนะกับครผู ู้สอนดว้ ย

13. นักแก้ไขการพูด เป็นผู้ที่สามารถประเมิน และตรวจสอบความสามารถ และความ
บกพร่องในการพูด เพื่อทาการส่งเสริมแก้ไขการพูด และพัฒนาการทางภาษาที่ผิดปกติ และเพื่อหา
สาเหตุของความผิดปกติเหล่านั้น ซ่ึงสามารถใช้เป็นแนวทางในการให้การรักษาอย่างถูกต้องของแพทย์
ได้

14. นักโสตสัมผัสวิทยา เป็นผู้ที่สามารถตรวจ และวินิจฉัยสมรรถภาพการได้ยิน คัดเลือก
ให้คาแนะนา ติดตาม และประเมินผล การใช้เคร่ืองช่วยฟังทาการฟื้นฟูสมรรถภาพ การได้ยิน ฝึกฟัง
ฝึกใช้การมองในการสื่อความหมาย พัฒนาภาษา และการพดู ใหค้ าแนะนา ปรึกษาแกผ่ ู้ปกครองและครู
ด้านจิตใจ สังคม และการจัดการศึกษาให้กับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน และผู้เรียนท่ีมีความ
ต้องการพเิ ศษอ่ืนๆ ที่มปี ัญหาการพดู และภาษา

15. ท่ีปรึกษาด้านอาชีพ เป็นผู้ให้คาแนะนาร่วมกับแพทย์ในการฝึกอาชีพท่ีเหมาะสมกับ
ความพิการของบุคคล ทาหน้าท่ีประเมินด้านอาชีพ เช่น ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และ
อุปนสิ ัยในการทางาน โดยใช้วธิ ีการสัมภาษณ์ การฝึกเตรยี มอาชพี รวมท้ังวิธกี ารตรวจสอบทางจติ วทิ ยา
เพ่อื ประเมินระดับสติปัญญา นอกจากนท้ี ่ปี รึกษาด้านอาชีพยังมีหน้าท่ีทากาหนดการฝึกอาชีพ แก้ปัญหา
ในการฝกึ อาชพี ตลอดจนจดั หางานทเี่ หมาะสมให้ทา เม่อื ฝึกอาชพี ได้แล้ว

บทสรุป

การศึกษาพิเศษ เป็นการให้บริการแก่เด็กท่ีมีความต้องการพิเศษทางการศึกษาท่ีแตกต่าง
จากเด็กปกติ โดยมีความผิดปกติทางร่างกาย อารมณ์ พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งต้องการการดูแล
เป็นพิเศษเพื่อให้ได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมและได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่ ซ่ึงรูปแบบการ
เรียนของผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ รูปแบบการเรียนในช้ันปกติตามเวลา
รูปแบบการเรียนร่วม และรูปแบบเฉพาะความพิการ โดยประเภทของผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ
แบ่งออกเป็น 9 ประเภท คือ เด็กที่มีการบกพร่องทางการเห็น เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว เด็กท่ีมี
ปัญหาทางการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และเด็กท่ีมีความ
บกพรอ่ งซ้าซอ้ น

371

สาหรับแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) เป็นแผนการศึกษาท่ีจัดทาขึ้นเพ่ือเป็นลายลักษณ์
อักษรสาหรับผ้เู รียนที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคนที่ได้รบั การบ่งช้ีว่าเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องหรือ
พิการ เป็นตัวเชื่อมสาคัญระหว่างผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษกับการศึกษาพิเศษท่ีต้องการเป็นส่วน
หนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนท่ีจัดให้เฉพาะบุคคล โดยบุคลากรที่เก่ียวข้องกับการดูแลช่วยเหลือ
ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ ครูการศึกษาพิเศษ ครูปกติ ผู้ช่วยครู ครูแนะแนว ครูสอนพูด
นักจิตวิทยาประจาโรงเรียน นักสังคมสงเคราะห์ประจาโรงเรียน พยาบาลประจาโรงเรียน แพทย์
นักกายภาพบาบัด นักกิจกรรมบาบัด นักจิตวิทยาคลินิก นักแก้ไขการพูด นักโสตสัมผัสวิทยา และ
ท่ปี รึกษาดา้ นอาชพี

372

ใบกิจกรรมที่ 8.1

คาช้ีแจง ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเป็น 9 กลุ่มๆ ละ 3-4 คน แล้วจับฉลากหัวข้อประเภทของ
ของผเู้ รยี นท่มี คี วามต้องการพเิ ศษ ได้แก่

1. เด็กทม่ี ีการบกพรอ่ งทางการเหน็
2. เดก็ ท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ นิ
3. เดก็ ทม่ี คี วามบกพร่องทางสตปิ ัญญา
4. เดก็ ท่มี คี วามบกพร่องทางร่างกายและการเคลือ่ นไหว
5. เดก็ ทม่ี ีปญั หาทางการเรยี นรู้
6. เด็กทม่ี ีปญั หาทางพฤตกิ รรม
7. เด็กออทิสติก
8. เดก็ สมาธิส้นั
9. เด็กท่ีมีความบกพร่องซา้ ซ้อน

จากน้ันให้นักศึกษาทาการศึกษาค้นคว้าเน้ือหาเกี่ยวกับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษตาม
ประเภทที่ได้รบั โดยจดั ทาเปน็ รายงานและนาเสนอหนา้ ช้ันเรียน หวั ข้อที่ทาการศกึ ษาค้นควา้ ดงั นี้

1. ความหมาย / ลักษณะ / ประเภท
2. การให้ความชว่ ยเหลอื
3. การเรยี นรว่ มกับเด็กปกติ
4. การประเมินผลการเรยี นรู้
5. ยกตวั อยา่ งการศึกษาเปน็ รายกรณขี องผเู้ รยี นที่มีความต้องการพเิ ศษ

373

คาถามท้ายบท

จงตอบคาถามต่อไปน้ี โดยอธิบายพร้อมยกตวั อย่างประกอบ

1. ผ้เู รียนทีม่ คี วามต้องการพเิ ศษมคี วามหมายอย่างไรตามทัศนะของท่าน
2. การศึกษาพเิ ศษมีความสาคัญอยา่ งไรในระบบการศึกษา
3. รปู แบบการเรยี นของผเู้ รยี นท่ีมคี วามตอ้ งการพิเศษมีก่ปี ระเภท อะไรบ้าง
4. จงอธิบายประเภทของผู้เรียนท่มี ีความตอ้ งการพิเศษ
5. จงเสนอแนวทางการชว่ ยเหลือผู้เรียนที่มคี วามต้องการพเิ ศษในแตล่ ะประเภท
6. จงยกตัวอย่างแนวทางการเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิเศษกับ
เดก็ ปกติ มา 4 ประเภท
7. จงอธิบายแนวทางการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ
มา 4 ประเภท
8. จงยกตัวอย่างบทบาทของครใู นการจัดการเรียนการสอนสาหรับผู้เรียนท่ีมคี วามต้องการ
พเิ ศษ
9. แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลมีประโยชน์ต่อผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ และผู้ท่ี
เก่ียวขอ้ งอยา่ งไร
10. จงอธิบายหน้าท่ีของบุคลากรหรือหน่วยงานที่มีส่วนเก่ียวข้องในการช่วยเหลือผู้เรียนที่
มคี วามตอ้ งการพเิ ศษ

374

เอกสารอา้ งองิ

กองการศึกษาเพอื่ คนพิการ. (2543). คมู่ ือการจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล. กรงุ เทพฯ:
กองการศกึ ษาเพื่อคนพกิ าร.

กาญจนา โกศลพศิ ิษฐก์ ุล. (2532). การจัดการศึกษาพเิ ศษให้แก่เด็กที่มีความตอ้ งการพเิ ศษ.
กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

จรีลกั ษณ์ รัตนาพนั ธ.์ (2559). ทาอย่างไรเมื่อได้สอนเดก็ พเิ ศษ. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .

ผดุง อารยะวญิ ญู. (2539). การศกึ ษาสาหรบั เด็กท่มี ีความต้องการพิเศษ. กรงุ เทพฯ: แว่นแกว้ .
พัชรีวลั ย์ เกตแุ ก่นจนั ทร์. (2541). การบริหารสมอง (Brain Gym). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:

ภาคการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสานมิตร.
พิมพ์พรรณ วรชุตินธร. (2545). เอกสารคาสอนรายวิชาความรู้ทั่วไปเก่ยี วกบั การศึกษาพเิ ศษ.

กรุงเทพฯ: สถาบนั ราชภัฏธนบุร.ี
วารี ถรี ะจติ ร. (2545). การศึกษาสาหรบั เด็กพเิ ศษ. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ศรีเรอื น แก้วกงั วาล. (2545). จิตวทิ ยาเดก็ ทม่ี ีลกั ษณะพเิ ศษ. พิมพ์คร้งั ท่ี 2. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์

หมอชาวบ้าน.
Kirk, S.A. (1972). Ethnic differences in psycholinguistic abilities. New York:

Eecept Child.

375

บรรณานกุ รม

กรมสุขภาพจิต. (2546). คมู่ ือการให้การปรกึ ษาขั้นพื้นฐาน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ งค์การสงเคราะห์
ทหารผ่านศึก.

กฤตวรรณ คาสม. (2557). เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าจติ วทิ ยาสาหรับคร.ู อุดรธานี:
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธาน.ี

กรองทอง จลุ ิรชั นีกร. (2556). การจดั การศึกษาสาหรบั เดก็ ทมี่ คี วามตอ้ งการพเิ ศษระดบั ปฐมวัย.
พิมพค์ รั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

กองการศกึ ษาเพ่ือคนพิการ. (2543). คู่มือการจัดทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล. กรุงเทพฯ:
กองการศกึ ษาเพื่อคนพิการ.

กาญจนา โกศลพิศษิ ฐ์กลุ . (2532). การจดั การศึกษาพิเศษให้แกเ่ ด็กท่มี คี วามตอ้ งการพิเศษ.
กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

กนั ยา สวุ รรณแสง. (2544). จิตวทิ ยาท่วั ไป. กรงุ เทพฯ: อักษรพิทยา.
คณะอนกุ รรมการพัฒนาคณุ ภาพวิชาการ กลมุ่ กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น. (2546). แนวทางการจัดกจิ กรรม

พัฒนาผเู้ รียนตามหลักสตู รการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544. กรงุ เทพฯ:
กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
จรีลกั ษณ์ รตั นาพนั ธ์. (2559). ทาอย่างไรเมือ่ ไดส้ อนเดก็ พิเศษ. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
จริ าภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์. (2556). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
จิราภา เต็งไตรรตั น์ และคณะ. (2555). จติ วทิ ยาทวั่ ไป. พิมพ์ครั้งท่ี 7. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
จีน แบร.่ี (2549). การใหก้ ารปรึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: เจรญิ วิทย์การพมิ พ.์
เจษฎา บุญมาโฮม. (2558). หลกั การแนะแนวและการพฒั นาผู้เรยี น. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 4. นครปฐม:
สไมล์ พรน้ิ ต้งิ & กราฟิกดีไซน.์
ดวงมณี จงรักษ์. (2549). ทฤษฎกี ารใหก้ ารปรึกษาและจติ บาบัดเบอ้ื งตน้ . กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสรมิ
เทคโนโลยี (ไทย-ญ่ีปนุ่ ).
เติมศกั ด์ิ คทวณิช. (2546). จิตวิทยาทัว่ ไป (General Psychology). กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยเู คชั่น.
ถวิล ธาราโภชน์, ศรณั ย์ ดารสิ ขุ . (2543). พฤตกิ รรมมนษุ ย์กับการพฒั นาตน. กรุงเทพฯ: ทิพย์วสิ ุทธิ.์
นงลักษณ์ ประเสรฐิ และจรนิ ทร วนิ ทะวไิ ชย์. (2548). หลักการแนะแนว. กรงุ เทพฯ: คณะครศุ าสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.

376

นุชลี อุปภยั . (2555). จติ วทิ ยาการศึกษา. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.

ประสาน ทิพยธ์ ารา. (2521). ค่มู อื ประกอบการสอนวิชาจติ วทิ ยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: อักษรบณั ฑิต.
ปรยี าพร วงศอ์ นตุ รโจน.์ (2551). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ศูนย์สื่อเสริมกรงุ เทพ.
ผดุง อารยะวญิ ญู. (2539). การศึกษาสาหรับเดก็ ทมี่ ีความตอ้ งการพิเศษ. กรุงเทพฯ: แว่นแกว้ .
ผอ่ งพรรณ เกดิ พิทักษ์. (2552). “การให้การปรึกษาและแนะแนว” ใน สารานุกรมวิชาชพี ครเู ฉลมิ

พระเกยี รตพิ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สานักงานเลขาธิการครุ สุ ภา.
พงษพ์ นั ธ์ พงษ์โสภา. (2544). จติ วิทยาการศึกษา (Educational Psychology). กรงุ เทพฯ:
พัฒนาศกึ ษา.
พนม ลม้ิ อารยี .์ (2548). การแนะแนวเบือ้ งต้น. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์
พรรณี ชูชัย เจนจิต. (2550). จิตวทิ ยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พ์ศูนย์สง่ เสริมวิชาการ.
พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์. (2541). การบริหารสมอง (Brain Gym). พิมพค์ รั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:
ภาคการศึกษาพเิ ศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒประสานมิตร.
พมิ พ์พรรณ วรชตุ ินธร. (2545). เอกสารคาสอนรายวชิ าความรู้ท่วั ไปเกีย่ วกับการศึกษาพเิ ศษ.
กรุงเทพฯ: สถาบนั ราชภฏั ธนบุร.ี
ไพบลู ย์ เทวรักษ์. (2537). จติ วิทยา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ เอส.ดี.เพรส.
มัลลวีร์ อดลุ วฒั นศิร.ิ (2554). เทคนิคการให้คาปรกึ ษา. พมิ พ์ครัง้ ที่ 4. ขอนแกน่ : คลังนานาวิทยา.
มาลิณี จุโฑปะมา. (2554). จิตวทิ ยาการศกึ ษา. บรุ รี ัมย์: เรวตั การพมิ พ์.
ลกั ขณา สรวิ ฒั น์. (2553). จติ วิทยาการทางานในชุมชน. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์.
_________. (2554). จิตวทิ ยาในชัน้ เรียน (ฉบบั ปรบั ปรงุ ). พมิ พ์ครั้งท่ี 3. ขอนแก่น: คลงั นานาวิทยา.
_________. (2549). จติ วิทยาในชีวติ ประจาวนั . พิมพค์ รง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
_________. (2557). จิตวทิ ยาสาหรบั คร.ู กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
ลว้ น สายยศ และ องั คณา สายยศ. (2541). เทคนคิ การสรา้ งและสอบขอ้ สอบความถนดั ทางการเรียน.
กรงุ เทพฯ: ชมรมเดก็ .
วรรณี ลมิ อกั ษร. (2551). จติ วทิ ยาการศกึ ษา. สงขลา: นาศลิ ปโ์ ฆษณา จากดั .
วารี ถรี ะจิตร. (2545). การศกึ ษาสาหรบั เดก็ พิเศษ. กรงุ เทพฯ: สานักพิมพจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
วชั รี ทรพั ยม์ .ี (2556). ทฤษฎีให้การปรึกษา. (พิมพค์ ร้งั ที่ 7). กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
วิภา ภกั ด.ี (2547). จิตวิทยาทัว่ ไป. กรุงเทพฯ: จามจุรโี ปรดักท.์
วภิ าพร มาพบสขุ . (2541). จิตวทิ ยาทัว่ ไป. กรงุ เทพฯ: ศูนยส์ ง่ เสริมวชิ าการ.
วิไลวรรณ ศรสี งครามและคณะ. (2549). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ทริปเพิ้ล กรปุ๊ .

377

ศรเี รือน แก้วกังวาล. (2545). จิตวทิ ยาเดก็ ท่ีมีลกั ษณะพเิ ศษ. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์
หมอชาวบา้ น.

_________. (2553). จติ วทิ ยาพัฒนาการชวี ติ ทกุ ช่วงวยั . พิมพ์ครง้ั ท่ี 9. กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.

สมพร สุทัศนีย์, ม.ร.ว. (2531). จิตวิทยาการปกครองช้ันเรยี น. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
สมทรง สวุ รรณเลศิ . (2541). ไอคิว. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพมิ พ์.
สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย. (2552). เอกสารรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจาปี 2551

เรอ่ื ง “31 ปี สนนท. : กลั ยาณมติ รทางปัญญาคณุ ค่าแหง่ การพฒั นาเยาวชน”.
กรุงเทพฯ: สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย. วนั ที่ 28-29 มกราคม 2552 ณ มหาวทิ ยาลยั
ธุรกจิ บณั ฑติ ย์.
สุชา จันทนเ์ อม. (2542). จิตวิทยาท่วั ไป. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
สุรางค์ โคว้ ตระกูล. (2553). จิตวิทยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
สิทธโิ ชค วรานุสันติกูล. (2546). จิตวทิ ยาสังคม: ทฤษฎแี ละการประยกุ ต์. กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยูเคชัน่ .
สิรอิ ร วชิ ชาวธุ และคณะ. (2550). จติ วทิ ยาทวั่ ไป. กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2555). แผนพัฒนาการแนะแนวระดับการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
ในช่วงแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ.2555-2559).
กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ.
อัชรา เอิบสุขสริ .ิ (2556). จติ วทิ ยาสาหรบั คร.ู กรุงเทพฯ: สานักพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
อารี พันธม์ ณี. (2546). จติ วทิ ยาสรา้ งสรรคก์ ารเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: ใยไหม ครเี อทีฟกรุ๊ป.
Aronson, E. (1986). Teaching Students Things They Think They Know All About.
Paper presented at The Meeting of American Psychological Association.

Washington.

Bandura, A. (1986). Social Foundations of Thought and Action. Englewood Cliffs,

NJ: Prentice-Hall.

Baron, R.A. (1992). Psychology. Boston: Allynand Bacon.
Bigge, M.L. (1962). Psychological Foundation of Education. New York: Harper

and Row.
Bigge, M.L. and Hunt, M.P. (1979). Psychological Foundation of Education. New York:

Harper & Row Publishers.

Bloom, B. (1964). Taxonomy of Educational Objectives, Handbook 1: Cognitive
Domain. New York: Mckay.

378

Borich, G.D. and Tombari, M.L. (1995). Educational Psychology. New York:
HarperCollins College.

Breckenridge, M.E., and Lee, V.E. (1968). Child Development. Boston: Toppan Co.
Brophy, J. (1992). Probing the subtleties of subject-matter teaching. Educational

Leadership, 49(7), 4–8.
Brown, D.T., and Prout, H.T. (1995). Counseling & Psychotherapy With Children &

Adolescents: Theory and Practice for School and Clinic Settings. 2nd ed.

Brandon Vermont: Clinical Psychology Publishing Co. Inc.

Carroll, J. B. (1963). A model of school learning. Teachers College Record. (64), 723-733.
Crider, A.B., and Others. (1983). Psychology. Clenview: Scott Foresman and Co.
Crider, A.B., Goethals, G.S., Cavanaugh, R.F. and Solomon, P.R. (1988). Psychology.

Illinois: Scott Foresman.
Coon, D. and Mitterer, J.O. (2007). Introduction to Psychology. 11th ed. Belmont:

Thomson Waelsworth.
Cronbach, L.J. (1970). Essentials of Psychological Testing. New York: Harper and Row.
Decco, J.P. (1968). The Psychology of Learning and Instruction: Educational

Psychology. New Jersey: Prentice-Hall International.
Downing, L.N. (1968). Guidance and Counseling Services : An Introduction.

New York: McGraw-Hill Book Co.

Dvoretzky. J.P. (1993). Psychology. 4th ed. New York: McGraw-Hill.

Emmer, E.T., Evertson, C.M., and Anderson, L.M. (1980). Effective classroom

management at the beginning of the school year. Elementary School
Journal. (80), 219–231
English, H.B. and English, A.C. (1970). A Comprehensive Dictionary of Psychological

and Psychoanalytical Terms. London: Green and Co.
Feldman, S.R. (1992). Elements of Psychology. New York: McGraw-Hill, Inc.
Feldman, S.S. (1992). Children's understanding of negation as a logical operation.

Genetic Psychology Monographs. 85: 3-49.

Gagne, R. (1967). The conditions of learning. New York: Holt, Rinehart and

Winston, Inc.


Click to View FlipBook Version