The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำขึ้นเพื่อส่ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by milksamy_01, 2022-02-28 23:08:00

จิตวิทยาสำหรับครู

จัดทำขึ้นเพื่อส่ง

279

2.3 บริการสนเทศด้านส่วนตัวและสังคม คือ บริการท่ีให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้เพื่อให้
ผเู้ รียนเกดิ ความเขา้ ใจในตนเองและบุคคลอ่นื ที่เก่ียวข้อง ตลอดจนการเข้าใจถึงความสัมพนั ธ์ที่ดีระหวา่ ง
ตนกับบุคคลอ่ืนในสังคม และรู้จักวิธีพัฒนาตนเองเก่ียวกับการประพฤติปฏิบัติตนในด้านต่างๆ ได้อย่าง
เหมาะสม

ดงั นนั้ ขอ้ สนเทศดา้ นส่วนตวั และสังคมที่ควรจดั ให้แก่ผ้เู รยี นประกอบด้วย
- การรู้จักตนเองในด้านต่างๆ ได้แก่ ระดับเชาว์ปัญญา ความสามารถ ความสนใจ
ความถนดั ความต้องการ ตลอดจนนสิ ัยใจคอ เป็นตน้
- วิธกี ารสร้างความสัมพนั ธก์ บั เพื่อนเพศเดยี วกนั และต่างเทศ
- การเข้าใจในบทบาทของเพศชายและเพศหญิง
- การเข้าใจพฤติกรรม ลักษณะนิสัยใจคอ คุณลักษณะ และความต้องการของผู้อื่น
ตลอดจนความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
- การปรับตัว การยอมรับ และเข้าใจตนเอง สภาพแวดล้อม ครอบครัว สถานศึกษา
และสงั คม
- การยอมรับตนเองและผู้อื่น อันได้แก่ ความกดดันของกลุ่มเพื่อน ความคาดหวัง
ของบิดามารดา เปน็ ต้น
- วางตนใหเ้ หมาะสมกบั มารยาท กาลเทศะ การพฒั นาบุคลกิ ภาพ
- การร้เู ทา่ ทนั ตนเองและสงั คม ทักษะชวี ิต
- วิธีการเข้าสังคม การวางแผนทางการเงิน การใช้เวลาวา่ ง การใช้ชวี ติ
การจัดบริการสนเทศท่ีดีมี ประสิทธิภาพมีหลักการสาคัญ คือ จัดบริการสนเทศให้
สอดคล้องกับความต้องการและความจาเป็นของผู้เรียน โดยดาเนินการอย่างเป็นระบบ ผ่านวิธีการที่
หลากหลาย โดยเน้นใหผ้ ู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการจัดบริการ

3. บรกิ ารให้คาปรกึ ษา
บริการให้คาปรึกษา (counseling service) เป็นการพูดคุยที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง

และส่ิงแวดล้อม เพ่ือนาไปสู่การป้องกันปัญหา ตัดสินใจแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งท่ีตนเองปรารถนาอย่าง
เหมาะสม โดยท่ีผู้เรียนผู้ซ่ึงได้รับการบริการให้คาปรึกษาพร้อมท่ีจะรับผิดชอบต่อผลท่ีจะเกิดข้ึนตามมา
หลังจากการตัดสินใจกระทาอย่างใดอยา่ งหนึ่งของตน

การให้คาปรึกษาเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือ โดยมีผู้ให้คาปรึกษาซึ่งเป็นบุคคลท่ี
ได้รบั การฝึกฝนอบรมทางด้านการให้ความช่วยเหลอื ทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ ให้แก่ผู้รบั คาปรกึ ษาซ่ึงเป็น
ผู้ท่ีประสบปัญหาท่ีมาขอรับการช่วยเหลือ เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้สารวจ และทาความเข้าใจปัญหา
ตลอดจนสามารถแสวงหาวธิ ีการแกไ้ ขปัญหา และตัดสนิ ใจเลือกได้ด้วยตนเอง

280

บริการให้คาปรึกษานอกจากจะมีความสาคัญต่อความสาเร็จของการแนะแนวแล้ว
บริการให้คาปรึกษายังมีความสาคัญต่อผู้รับบริการ ทั้งในด้านการป้องกันปัญหา การแก้ไขปัญหา และ
การส่งเสริมพัฒนาผู้รับบริการด้วย (รายละเอียดศึกษาในบทท่ี 7 ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับการให้
คาปรึกษา)

4. บรกิ ารจัดวางตวั บุคคล
บริการจัดวางตัวบุคคล (placement service) เป็นงานท่ีจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับ

ประสบการณ์การฝึกฝน หรือการสงเคราะห์ช่วยเหลือตามควรแก่กรณี ขณะท่ีอยู่ในโรงเรียนหรือออก
จากโรงเรียนไปแล้ว ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ให้คานิยามของการให้บริการจัดวางตัวบุคคลเป็น
รูปธรรม สะดวกต่อการปฏิบัติและความเข้าใจมากข้ึน โดยใช้ช่ือว่า “งานป้องกัน ส่งเสริม พัฒนา และ
ชว่ ยเหลือ”เพ่ือใหค้ รูหรือผ้แู นะแนวปฏบิ ตั ิไดค้ รอบคลุมขอบข่ายของบริการจดั วางตวั บุคคล

บริการจัดวางตวั บุคคล แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดงั นี้ (ลกั ขณา สริวัฒน์, 2553: 303-
306 และเจษฎา บุญมาโฮม, 2558: 219-239)

4.1 การจัดวางตัวบุคคลด้านการศึกษา (educational placement) คือ การช่วยให้
ผู้เรียนได้เลือกการเรียน เลือกวิชาเรียน เลือกหลักสูตร เลือกแนวทางการศึกษาต่อ เลือก
สถาบันการศึกษาต่อได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด ความสนใจ
สภาพร่างกาย และฐานะทางเศรษฐกจิ ของตน ซึ่งจะสง่ ผลให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จในการศกึ ษาเล่า
เรียน ท้ังในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ การจัดวางตัวผู้เรียนที่กาลังศึกษาอยู่ใน
สถานศึกษา และการจัดวางตวั ผู้เรยี นท่จี ะสาเร็จการศึกษาและต้องการศึกษาต่อ ยกตัวอย่างเช่น การจัด
วางตัวผู้เรียนในช้ันเรียน การจัดวางตัวผู้เรียนเร่ืองวิชาเรียนและแผนการเรียน การจัดวางตัวผู้เรียนใน
เร่ืองกิจกรรม การจัดวางตัวผู้เรียนเข้าโครงการพิเศษ การจัดวางตัวผู้เรียนเข้าโครงการการศึกษาพิเศษ
การจัดวางตวั ผู้เรยี นด้านทุนการศึกษา และการจัดวางตวั ผเู้ รยี นดา้ นการศึกษาตอ่ เปน็ ตน้

4.2 การจัดวางตัวบุคคลด้านอาชีพ (vocational placement) คือ การช่วยให้ผู้เรียน
ไดเ้ ลอื กประกอบอาชีพที่เหมาะสมตรงตามศักยภาพ มีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลเก่ียวกบั ตนเอง ขอ้ มูล
เกี่ยวกับด้านอาชีพ ทาให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจเลือกอาชีพหรือเลือกวิชาชีพที่จะศึกษาต่อได้อย่าง
ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเป็นผู้ประกอบอาชีพท่ีมีคุณภาพ นอกจากน้ี ผู้เรียนยังสามารถตัดสินใจ
แก้ไขปัญหา มีรายได้เสริม ได้รับประสบการณ์ท่ีมีคุณค่า ได้เรียนรู้การทางานอย่างปลอดภัย และคุ้มค่า
ทงั้ ดา้ นค่าตอบแทนที่เป็นรายไดแ้ ละค่าตอบแทนทเี่ ป็นประสบการณ์ ตลอดจนสามารถรบั ผิดชอบตนเอง
ได้ รวมท้ัง ยงั เปน็ การปลูปฝังให้ผู้เรียนเป็นคนรกั การทางาน รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีเจตคติท่ี
ดีต่อการทางานที่สุจริตทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น การจัดหางานให้ผู้เรียนท่ีสาเร็จการศึกษา และท่ีออก
จากสถานศึกษากลางคนั /ศิษยเ์ ก่าท่ีว่างงาน การจดั วางตัวผู้เรียนด้วยการหางานพิเศษให้ผเู้ รยี นระหว่าง

281

เรียน การจัดวางตัวผู้เรียนไปฝึกงานในสถานประกอบการ และการจัดวางตัวผู้เรียนเพื่อเสริม
ประสบการณ์ด้านอาชีพ เปน็ ต้น

4.3 การจัดวางตัวบุคคลด้านส่วนตัวและสังคม (personal and social placement)
คอื การช่วยให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและดารงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เหมาะสมกับศักยภาพ
ของตนเอง โดยการช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งภายในและภานนอกสถานศึกษา ทาให้
ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเองดีขึ้น เกิดทักษะทางสังคม สามารถวางตัวในสังคมไทยได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่ มีโลกทัศน์ทก่ี วา้ งขวาง ผู้เรียนจะมชี ีวติ อยู่ในสังคมได้อย่างผาสุก เพราะ
บริการจัดวางตัวบุคคล ไม่เพียงแตช่ ่วยในการแก้ปัญหา แต่ยังใหป้ ระสบการณ์ตรงเพื่อพัฒนาทักษะด้าน
ต่างๆ ของผู้เรียนอันเป็นการเตรียมตัวผู้เรียนในอนาคตด้วย ยกตัวอย่างเช่น การจัดวางตัวผู้เรียนให้
ได้รับความช่วยเหลือด้านสิ่งของต่างๆ การจัดวางตัวผู้เรียนเก่ียวกับความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย
และการจดั วางตัวผู้เรยี นเก่ียวกับทกั ษะการดาเนินชีวิต เป็นตน้

5. บรกิ ารติดตามผล
บริการติดตามผล (follow-up service) เป็นงานติดตามผลการดาเนนิ บรกิ ารตา่ งๆ ทีจ่ ะ

จัดให้แก่ผู้เรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลที่เกิดข้ึนกับผู้เรียน ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ในการช่วย
ผู้เรียนแต่ละคนให้สามารถแก้ปัญหาและปรับปรุงตนในด้านต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และเพ่ือนาขอ้ มูลท่ี
ไดไ้ ปใช้ประเมนิ ผลการดาเนินงานแนะแนวและงานอน่ื ๆ ของสถานศกึ ษา

การติดตามผลในงานแนะแนว แบง่ เป็น 2 ประเภท ดงั นี้
5.1 การติดตามผลงานแนะแนว การจัดบริการแนะแนวในสถานศึกษานั้น ควรเร่ิมต้น
โดยการจัดทาโครงการแนะแนวขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างมีระบบและมีขั้นตอน
ซึ่งโครงการแนะแนวโดยท่ัวไปน้ันจะมีการกาหนดหลักการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดาเนินการ
ระยะเวลา งบประมาณ บุคลากร และวิธีการติดตามและประเมินผลไว้ครบถ้วน ดังนั้น การติดตาม
ผลงานแนะแนวจึงควรดาเนินการให้ครอบคลุม เพื่อจะไดน้ าผลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการปฏิบัตงิ าน
ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้มากขึ้น รวมท้ังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและ
พัฒนาผู้เรยี นได้อย่างเหมาะสมยงิ่ ขึ้น

การดาเนินงานเพ่ือการติดตามผลงานแนะแนว เป็นงานท่ีมีขอบข่ายกว้างขวางและ
ต้องเก่ียวข้องกับบุคลากรหลายฝ่าย ดังน้ันการติดตามผลงานแนะแนวจึงควรจัดดาเนินการในรูปของ
คณะกรรมการ โดยอาจใช้วิธีการออกแบบสอบถาม แล้วรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีทางสถิติ หรืออาจ
ดาเนินการในรูปแบบของการวิจัย ซ่ึงการจะใช้วิธีใดน้ันข้ึนอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ดาเนินการเป็น
สาคญั

282

5.2 การติดตามผลเป็นรายบุคคล ในการติดตามผลการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนเป็น
รายบุคคลอาจดาเนินการติดตามผลจากผู้เรียนในกลุ่มต่างๆ เช่น ผู้เรียนที่รับบริการแนะแนว ผู้เรียนที่

ได้รับการศึกษารายกรณี และผเู้ รยี นที่ออกจากสถานศึกษาไปแลว้ เป็นตน้

โครงสร้างและความสมั พนั ธ์ของบริการแนะแนวท้ัง 5 บริการ

บริการแนะแนวท้ัง 5 บริการ มีความสัมพันธ์กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจกรรมที่จะจัดขึ้น
รวมทั้งในการดาเนินงานแนะแนวทั้ง 5 บริการดังกล่าว จะต้องครอบคลุมการแนะแนวด้านการศึกษา
ด้านอาชีพ และด้านส่วนตัวและสังคม ดังน้ันเพ่ือให้ผู้รับผิดชอบงานแนะแนวแต่ละบริการได้ทราบถึง
โครงสร้างและความสัมพนั ธ์ของบริการต่างๆ จึงขอเสนอโครงสรา้ งและแผนภูมิให้เห็นเดน่ ชดั ดังน้ี

ตารางท่ี 6.2 แสดงโครงสร้างของบรกิ ารแนะแนว

บรกิ ารแนะแนว จุดม่งุ หมาย วิธีการ
1. บริการศกึ ษาและ เพือ่ รจู้ ักผู้เรยี นทกุ ด้าน สงั เกต สมั ภาษณ์ สอบถาม
ทดสอบ อตั ชีวประวัติ ระเบียน
รวบรวมขอ้ มลู ผู้เรยี น เพอ่ื ให้ขา่ วสารความร้ทู ี่จาเป็นแก่ สะสม การศึกษาผู้เรียนเป็น
เป็นรายบคุ คล ผ้เู รียนเก่ยี วกบั การศกึ ษา อาชีพ รายบุคคล ฯลฯ
2. บริการสนเทศ และสว่ นตวั และสังคม
เพื่อให้สามารถตัดสนิ ใจและ ปฐมนเิ ทศ ปจั ฉัมนิเทศ โฮมรมู
3. บริการใหค้ าปรกึ ษา แกป้ ญั หาด้วยตนเอง ปา้ ยสนเทศ นิทรรศการ บรรยาย
4. บริการจัดวางตัวบุคคล เพอ่ื จัดใหผ้ ู้เรยี นได้รับความ อภิปราย ทศั นศึกษา ฯลฯ
ชว่ ยเหลือแกไ้ ข หรือมีการฝึกฝนให้
5. บริการติดตามผล มปี ระสบการณท์ เ่ี หมาะสมแก่กรณี ใหค้ าปรึกษาเปน็ รายบคุ คล และ
เพอื่ ติดตามผลงานแตล่ ะด้าน และ ให้คาปรึกษาเป็นกลุ่ม
พัฒนาการของผู้เรยี น
จดั ทนุ การศึกษา สอนซ่อมเสริม
จดั นกั เรียนเลือกวิชาเรียน จดั
ฝึกงานและหางานให้ทา ฯลฯ

สงั เกต สัมภาษณ์ สอบถาม
ทดสอบ จดหมายติดตอ่ ฯลฯ
วเิ คราะหแ์ ละประมวลผล

283

การจัดบริการแนะแนวอย่างเป็นระบบ ควรจัดท้ัง 5 บริการ ให้สัมพันธ์กัน ดังแผนภูมิ
ด้านล่างนี้

บรกิ ารศึกษาและ บรกิ ารสนเทศ บริการตดิ ตามผล
รวบรวมข้อมูล บรกิ ารให้คาปรึกษา
ผ้เู รียนเป็น บริการจดั วางตัวบคุ คล

รายบคุ คล

ภาพที่ 6.1 แผนภมู แิ สดงความสัมพันธข์ องบรกิ ารแนะแนวทัง้ 5 บริการ

ประโยชน์ของการแนะแนว

การจัดบริการแนะแนวข้นึ ในสถานศกึ ษา ถ้าสถานศกึ ษาสามารถให้บริการแก่ผูเ้ รยี นได้อย่าง
มปี ระสทิ ธิภาพ จะกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ประโยชน์ตอ่ ผู้เรียน การแนะแนวช่วยให้ผู้เรียนเขา้ ใจตนเองอยา่ งถกู ต้อง รู้ถงึ ขอ้ บกพรอ่ ง
และความสามารถพิเศษของตน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ท่ีเป็นประโยชน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน
สามารถพิจารณาตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีตนประสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถวางแผนการชีวิตในอนาคตของตนเอง และสามารถนาตนเองไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ รวมทั้ง
สามารถทจี่ ะปรับตัวได้อยา่ งเหมาะสมและดาเนินชีวติ ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข

2. ประโยชน์ต่อครู อาจารย์ และสถานศึกษา บริการต่างๆในงานแนะแนวจะช่วยให้ครู
อาจารย์ เข้าใจผู้เรียนได้ดีข้ึนทุกด้าน ทาให้ยอมรับและเข้าใจว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันใน
ด้านต่างๆ สามารถปรับปรุงการเรียนการสอนและการปกครองได้เหมาะสม สามารถจัดแบ่งผู้เรียนออก
ตามความสามารถ และจัดบทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้สถานศึกษาสามารถจัด
กิจกรรมและบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาเรื่อง
ความประพฤตขิ องผู้เรยี นอกี ด้วย

3. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง การแนะแนวจะช่วยให้ผู้ปกครองมีความเข้าใจเด็กของตนเอง
ดีขึ้น เข้าใจถึงแนวทางและโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ ซ่ึงจะช่วยให้ผู้ ปกครอง
สามารถชี้แนะแนวทางแก่เด็กของตนได้ดีข้ึน นอกจากน้ีการแนะแนวจะช่วยให้ผู้ปกครองยอมรับ

284

ขดี จากัดความสามารถของเด็กจะไม่เร่งรดั ให้เด็กทางานเกินความสามารถอันจะเป็นผลเสียแก่เด็ก และ
ใหค้ วามร่วมมือแกท่ างสถานศึกษาในการสง่ เสริมพฒั นาบุตรหลานของตน

4. ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ การแนะแนวช่วยให้สังคมและประเทศชาติได้
ประชากรที่มีคุณภาพ ไม่เป็นผู้ที่จะก่อให้เกิดปัญหาสังคม และช่วยเพ่ิมพูนเศรษฐกิจของประเทศ
เนอื่ งจากเด็กได้เรียนและได้ประกอบอาชีพทส่ี อดคลอ้ งกับความสามารถ ความถนดั และความสนใจของ
ตนเอง

จรรยาบรรณวชิ าชพี จิตวิทยาการแนะแนว

สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทยได้ประกาศจรรยาบรรณวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนวไว้
9 ประการ ดังนี้ (สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย, 2552: 15)

1. ให้บริการด้วยความเต็มใจ โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล กล่าวคือ
ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางจิตวิทยาการแนะแนว ยังให้บริการด้วยความเสียสละและอุทิศตนเต็ม
ความสามารถ โดยคานึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญา

2. ยอมรับละศรัทธาในวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนว และเป็นสมาชิกท่ีดีขององค์กรวิชาชีพ
กล่าวคือ ผปู้ ฏิบัติงานให้บริการทางจิตวทิ ยาการแนะแนว มีเจตคตทิ ่ดี ี เห็นคุณค่าในวชิ าชพี จิตวิทยาการ
แนะแนว และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ โดยการแสดงออกด้วยการชื่นชมว่าเป็นอาชพี ท่ีมีเกียรติ
มีความสาคัญ และจาเป็นต่อสังคม รวมท้ังปกป้องเกียรติภูมิของวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนว เข้าร่วม
กิจกรรมและสนับสนุนองค์กรวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนว

3. เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กาลังใจแก่ผู้รับบริการด้วยใจบริสุทธิ์ใจโดยเสมอหน้า
กล่าวคือ ผู้ปฏบิ ัติงานให้บริการทางจติ วิทยาการแนะแนว เอาใจใส่ ช่วยเหลอื และส่งเสริมใหก้ าลังใจแก่
ผู้รับบริการโดยสนองตอบต่อความต้องการ ความถนัด ความสนใจอย่างจริงจังด้วยความเห็นอกเห็นใจ
โดยคานึงถึงสิทธิพ้ืนฐานของผู้รับบริการอย่างเท่าเทียมและปรารถนาท่ีจะให้ผู้รับบริการพัฒนาได้เต็ม
ตามศกั ยภาพ

4. มีวิสัยทัศน์ และพัฒนาตนเองในด้านวิชาชีพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก กล่าวคือ
ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางจิตวิทยาการแนะแนว มีความสนใจใฝ่รู้ ศึกษาค้นคว้า ริเร่ิมสร้างสรรค์
เสริมสร้างความรู้ให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และ
เทคโนโลยี

5. ปฏิบัติงานตามหลักวิชาชีพจิตวิทยาการแนะแนว กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทาง
จิตวิทยาการแนะแนว ปฏิบัติงานโดยอาศัยความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับการฝึกฝนตามหลัก
วิชาการ จากสถาบันหรอื องคก์ รวิชาชีพทีม่ ีการรับรองอยา่ งเป็นทางการ

285

6. รักษามาตรฐานและรับผิดชอบต่อการประกอบอาชีพจิตวิทยา กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติงาน
ให้บริการทางจิตวิทยาการแนะแนวสามารถรักษาคุณภาพการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพไว้ใน
ระดับสูงเสมอ และรบั ผดิ ชอบตอ่ ผลที่เกิดขนึ้ จากการปฏิบตั ิงาน

7. ยุติการให้บริการท่ีนอกเหนือความสามารถของตนเอง และส่งต่อไปยังบุคคลท่ีเหมาะสม
กล่าวคือ ผู้ปฏิบัตงิ านใหบ้ ริการทางจติ วิทยาการแนะแนวต้องหยุดใหบ้ ริการเม่ือประเมนิ สถานการณ์แล้ว
พบว่า การให้บริการน้ันอยู่นอกเหนือความสามารถของตน และส่งผู้รับบริการไปยังบุคคลท่ีมีความ
เหมาะสมหรอื ตามความประสงค์ของผ้รู บั บริการ

8. รกั ษาความรับของผรู้ ับบรกิ ารและผทู้ ่ีเก่ียวข้อง เวน้ แต่ได้รับความยินยอมจากผ้รู ับบรกิ าร
กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางจิตวิทยาการแนะแนวต้องไม่เปิดเผยความลับซ่ึงเป็นข้อมูลของ
ผรู้ บั บรกิ ารและผู้ท่เี กยี่ วข้อง หากจาเป็นจะตอ้ งนาข้อมลู ไปใช้ ต้องได้รบั ความยนิ ยอมจากผรู้ บั บริการ

9. เคารพสิทธิไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้รับบริการ กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทาง
จิตวิทยาการแนะแนวต้องให้ข้อมูลที่จาเป็นต่อผู้รับบริการ เพ่ือให้ผู้รับบริการทราบสิทธิและผลท่ีอาจ
ได้รับจากการรับบริการ รับฟังความคิดเห็นและการตัดสินใจของผู้รับบริการและไม่กระทาการใดๆ อัน
เป็นการแสวงหาผลประโยชนจ์ ากผู้รับบริการ

บทสรุป

การแนะแนวเป็นกระบวนการช่วยเหลือบุคคลให้รู้จักเข้าใจตนเอง และสภาพแวดล้อม
สามารถตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ วางแผนชีวติ ได้อยา่ งเหมาะสม และพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มศักยภาพ
สามารถดาเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศที่มีการจัดการแนะแนว
อย่างเป็นระบบท่ีประเทศไทยยึดเป็นแม่แบบในการดาเนินงานแนะแนว สาหรับความสาคัญและความ
จาเป็นของการแนะแนวมีหลายประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางดา้ นสภาพครอบครัวและการอบรม
เล้ียงดู ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้านอาชีพ ด้านวัฒนธรรมและความเช่ือทางศาสนา
ด้านจานวนประชากร ด้านเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ และความต้องการในการรู้จักใช้เวลาว่าง
ให้เป็นประโยชน์ โดยจุดมุ่งหมายของการแนะแนว สามารถจาแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
จุดมุ่งหมายท่ัวไป ได้แก่ การป้องกันปัญหา การแก้ไขปัญหา และการส่งเสริมพัฒนา และ
จุดมุง่ หมายเฉพาะ

การแนะแนว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ การแนะแนวการศึกษา การแนะแนวอาชีพ และ
การแนะแนวส่วนตัวและสังคม ซ่ึงมีรูปแบบวิธีการจัดการแนะแนวอยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่ การ
แนะแนวรายบุคคล และการแนะแนวกลุ่ม สาหรับปรัชญาและหลักการของการแนะแนว ถือเป็น
แนวความคิดที่ยึดถือเป็นหลักในการดาเนินงานแนะแนว ประกอบด้วย มนุษย์มีความแตกต่างกัน

286

มนุษย์มคี ุณค่าและศกั ดศ์ิ รขี องความเป็นมนุษย์เทา่ เทียมกัน พฤตกิ รรมทุกอยา่ งย่อมมีสาเหตุ มนษุ ย์ยอ่ ม
มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ มนุษย์มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาและเรียนรู้ได้ และมนุษย์เป็น
ทรัพยากรท่ีมีคุณค่าอย่างยิ่ง ส่วนขอบข่ายของการแนะแนว ประกอบด้วย 5 บริการ คือ บริการศึกษา
และรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล บริการสนเทศ บริการให้คาปรึกษา บริการจัดวางตัวบุคคล
และบริการติดตามและประเมินผล ในการดาเนินงานแนะแนวให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด
ผู้แนะแนวควรได้รบั การฝึกฝนและดารงตนอยู่ในจรรยาบรรณวชิ าชพี แนะแนวทกี่ าหนดไว้

287

ใบกจิ กรรมที่ 6.1

คาชี้แจง ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม แล้วให้ศึกษาทาความเข้าใจในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ระหว่าง
ปรัชญาและหลักการของการแนะแนว” และให้แต่ละกลุ่มยกตัวอย่างแนวทางปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับ

ปรัชญาและหลักการของการแนะแนว จากนั้นสรุปลงในกระดาษฟลิปชาร์ท และให้ส่งตัวแทนกลุ่มมา

นาเสนอหนา้ ช้ันเรยี น

ปรัชญาของการแนะแนว หลกั การของการแนะแนว แนวทางปฏบิ ัติ

288

ใบกจิ กรรมท่ี 6.2

คาชี้แจง ให้นักศึกษาดูวิดีทัศน์ “กรณีศึกษาเด็กหญิงเรยา” แล้วให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม
ออกเป็น 5 กลุม่ ๆ ละ 5-6 คน และจบั สลากหัวข้อบรกิ ารแนะแนว ไดแ้ ก่

1. บริการศึกษาและรวบรวมข้อมลู ผู้เรียนเป็นรายบคุ คล
2. บริการสนเทศ
3. บรกิ ารให้คาปรึกษา
4. บริการจัดวางตวั บคุ คล
5. บรกิ ารติดตามและประเมินผล

จากน้ันให้แต่ละกลุ่มระดมสมองเสนอความคิดเห็นเพ่ือช่วยเด็กหญิงเรยา โดยใช้บริการ
แนะแนว 5 ดา้ น และเขยี นลงบนกระดานฟลปิ ชารท์ แลว้ นาเสนอหน้าชั้นเรยี น

289

คาถามทา้ ยบทท่ี 6

จงตอบคาถามต่อไปน้ี โดยอธิบายพร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ

1. ความหมายของการแนะแนวคืออะไร การแนะแนวกับการแนะนาเหมือนหรือแตกต่าง
กันอยา่ งไร

2. จงอธบิ ายประวตั ิการแนะแนวในประเทศไทยมาพอสงั เขป
3. การแนะแนวมีความสาคญั และความจาเป็นอย่างไรต่อผูเ้ รยี น จงอธบิ าย
4. จดุ มุง่ หมายของการแนะแนวมอี ะไรบ้าง จงอธบิ าย
5. การแนะแนวแบ่งออกเปน็ กป่ี ระเภท อะไรบ้าง จงอธบิ าย
6. จงอธิบายรปู แบบวธิ ีการแนะแนว
7. จงอธิบายปรชั ญาและหลักการของการแนะแนว
8. จงอธิบายและยกตัวอยา่ งบริการแนะแนวมาพอสังเขป
9. ประโยชน์ของการแนะแนวมีอะไรบ้าง จงอธิบาย
10. จงอธบิ ายจรรยาบรรณวิชาชีพจติ วิทยาการแนะแนว

290

เอกสารอา้ งอิง

คณะอนกุ รรมการพัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ กล่มุ กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น. (2546). แนวทางการจัดกิจกรรม
พัฒนาผูเ้ รียนตามหลักสูตรการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2544. กรงุ เทพฯ:
กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ.

เจษฎา บญุ มาโฮม. (2558). หลักการแนะแนวและการพฒั นาผเู้ รียน. พิมพค์ รั้งท่ี 4. นครปฐม:
สไมล์ พร้ินติง้ & กราฟิกดไี ซน์.

นงลกั ษณ์ ประเสรฐิ และจรนิ ทร วนิ ทะวิไชย์. (2548). หลักการแนะแนว. กรุงเทพฯ: คณะครศุ าสตร์
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ.์ (2552). “การให้การปรึกษาและแนะแนว” ใน สารานุกรมวิชาชีพครเู ฉลิม
พระเกียรติพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวเน่อื งในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
80 พรรษา. กรุงเทพฯ: สานกั งานเลขาธิการคุรสุ ภา.

พนม ล้มิ อารยี ์. (2548). การแนะแนวเบือ้ งตน้ . พิมพค์ รง้ั ท่ี 2. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
ลกั ขณา สริวฒั น์. (2553). จติ วทิ ยาการทางานในชุมชน. ขอนแก่น: ขอนแกน่ การพิมพ์.
สมาคมแนะแนวแหง่ ประเทศไทย. (2552). เอกสารรายงานการประชุมใหญ่สามญั ประจาปี 2551

เรื่อง “31 ปี สนนท. : กัลยาณมิตรทางปัญญาคุณค่าแห่งการพัฒนาเยาวชน”.
กรุงเทพฯ: สมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย. วันท่ี 28-29 มกราคม 2552 ณ มหาวิทยาลัย
ธุรกจิ บณั ฑติ ย.์
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2555). แผนพัฒนาการแนะแนวระดับการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 11 (พ.ศ.2555-2559).
กรุงเทพฯ: สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
อชั รา เอบิ สขุ สริ .ิ (2556). จิตวทิ ยาสาหรับครู. กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
Downing, L.N. (1968). Guidance and Counseling Services : An Introduction.

New York: McGraw-Hill Book Co.

English, H.B. and English, A.C. (1970). A Comprehensive Dictionary of Psychological

and Psychoanalytical Terms. London: Green and Co.

Kochhar, S.K. (1984). Educational and Vocational Guidance in Secondary. New Delhi:

Sterling Publishers Private Limited.

Miller, C.H. (1976). Foundation of Guidance. New York: Harper and Row Publishers.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 7
ความร้เู บ้ืองตน้ เกีย่ วกบั การใหค้ าปรึกษา

วตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรม

เม่ือศกึ ษาบทเรยี นน้จี บแล้ว นักศึกษาควรมีพฤติกรรมดังนี้
1. อธบิ ายความหมาย และความสาคัญของการให้คาปรกึ ษาได้
2. อธบิ ายจุดม่งุ หมาย ทฤษฎกี ารให้คาปรึกษาได้
3. อธิบายหลกั การ และขอบข่ายของการให้คาปรกึ ษาได้
4. ระบรุ ูปแบบของการใหค้ าปรึกษาได้
5. บอกคณุ สมบัติของผู้ให้คาปรึกษาได้
6. อธบิ ายจรรยาบรรณการให้คาปรึกษาได้
7. อธิบายวิธีการ ทฤษฎี และกระบวนการให้คาปรึกษาได้
8. บอกทกั ษะการให้คาปรึกษาได้
9. แสดงการให้คาปรกึ ษาเชิงจิตวิทยาได้

เนอ้ื หาสาระ

เน้อื หาสาระในบทนี้ประกอบดว้ ย
1. ความหมายของการใหค้ าปรกึ ษา
2. ความสาคัญของการให้คาปรึกษา
3. จุดมุ่งหมายของการใหค้ าปรึกษา
4. ทฤษฎกี ารใหค้ าปรึกษา
5. หลกั การของการให้คาปรกึ ษา
6. ขอบข่ายของการให้คาปรกึ ษา
7. รูปแบบของการใหค้ าปรึกษา
8. คณุ สมบตั ิของผูใ้ หค้ าปรึกษา
9. จรรยาบรรณการใหค้ าปรกึ ษา
10. วธิ กี ารใหค้ าปรกึ ษา
11. กระบวนการใหค้ าปรกึ ษา
12. ทกั ษะการใหค้ าปรกึ ษา

292

กิจกรรมการเรยี นการสอน

กิจกรรมการเรยี นการสอนเร่อื งความรู้เบ้ืองตน้ เกย่ี วกับการให้คาปรึกษา มดี งั น้ี
สปั ดาหท์ ี่ 13 (4 ชัว่ โมง)
1. ผู้สอนทบทวนเน้ือหาบทท่ี 6 ที่เรียนมาของสัปดาห์ก่อน พร้อมช้ีแจงวัตถุประสงค์ และ
เนื้อหาประจาบทเรยี นบทที่ 7 เพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นรับร้ภู าพรวมของเน้ือหาสาระในบทเรียนนี้
2. ผู้สอนบรรยายเนื้อหาเก่ียวกับความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับการให้คาปรึกษา ในทุกหัวข้อ
ได้แก่ ความหมายของการให้คาปรึกษา ความสาคัญของการให้คาปรึกษา จุดมุ่งหมายของการให้
คาปรึกษา ทฤษฎีการให้คาปรึกษา หลักการของการให้คาปรึกษา ขอบข่ายของการให้คาปรึกษา
รูปแบบของการให้คาปรึกษา คุณสมบัติของผู้ให้คาปรึกษา จรรยาบรรณการให้คาปรึกษา วิธีการให้
คาปรึกษา กระบวนการให้คาปรึกษา และทักษะการให้คาปรึกษา
3. ผู้เรียนรับฟังบรรยายสรุปเน้ือหาสาระ ร่วมกับศึกษาเนื้อหาเรื่อง “ความรู้เบ้ืองต้น
เกี่ยวกับการให้คาปรึกษา” จากเอกสารประกอบการเรียนการสอน พร้อมท้ังซักถามและตอบคาถาม
ระหวา่ งการฟังบรรยาย
4. ผู้สอนให้ผู้เรียนชมคลิปวิดีทัศน์เก่ียวกับ “การให้คาปรึกษา กรณีศึกษาเด็กชายวีระ”
25 นาที แลว้ รว่ มกันสรปุ สาระสาคญั ที่ไดร้ บั
5. ผู้สอนให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มทาใบกิจกรรมท่ี 7.1 ในหัวข้อเกี่ยวกับ “การให้คาปรึกษา
กรณีศึกษาเด็กชายวีระ” โดยใหร้ ่วมอภิปราย แลกเปล่ียนแสดงความคิดเห็น เสร็จแล้วให้แต่ละกลุ่ม
นาเสนอหนา้ ชัน้ เรียนตอ่ กลมุ่ ใหญ่
6. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ อภิปราย สรุปเนื้อหาและแนวทางการนาไปประยุกต์ใช้
รวมทั้งเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนซักถามในหัวขอ้ / ประเด็นทส่ี งสัย
7. ผ้สู อนมอบหมายให้ผ้เู รียนทาคาถามทา้ ยบท และกาหนดวันส่ง
8. ผู้สอนชี้แจงหัวข้อท่ีจะเรียนในครั้งต่อไป โดยมอบหมายงานคู่ในใบกิจกรรม 7.2 เพื่อให้
ฝึกปฏบิ ตั ิการให้คาปรึกษาเชิงจติ วทิ ยาในคาบตอ่ ไป
9. ผ้สู อนเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมให้กบั นักศกึ ษาก่อนเลิกเรยี น

สปั ดาหท์ ่ี 14 (4 ช่วั โมง)
1. ผู้สอนทบทวนเนือ้ หาท่ีเรยี นมาของสปั ดาห์ก่อน
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนออกมาแสดงบทบาทสมมติการใหค้ าปรกึ ษาเชิงจติ วิทยา ตามใบกิจกรรม
ท่ี 7.2 ภายหลังการแสดงบทบาทสมมติของแต่ละคู่เสร็จส้ินลง ผู้สอนและสมาชิกในห้องร่วมสะท้อน
ขอ้ มูลยอ้ นกลับจากการให้คาปรึกษาในแต่ละกลมุ่

293

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ อภิปราย สรุปเน้ือหาเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
การให้คาปรึกษา และแนวทางการนาไปประยุกต์ใช้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามในหัวข้อ /
ประเด็นท่ีสงสยั

4. ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหาสาระบทท่ี 7 เป็นแผนภูมิความคิด (mind map)
และทาคาถามทา้ ยบท พร้อมกาหนดวนั ส่ง

5. ผสู้ อนช้ีแจงหัวข้อที่จะเรียนในคร้งั ต่อไป โดยมอบหมายงานกล่มุ ในใบกิจกรรมท่ี 8.1 เพ่ือ
ศกึ ษาค้นคว้าและจัดทารายงาน เก่ียวกบั ผู้เรยี นที่มคี วามตอ้ งการพิเศษ กลมุ่ ละ 1 ประเภท แล้วนาเสนอ
ในคาบตอ่ ไป

6. ผสู้ อนเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมและจริยธรรมให้กับนกั ศึกษาก่อนเลิกเรียน

สอื่ การเรียนการสอน

1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ า จิตวิทยาสาหรับครู
2. เอกสาร ตารา หนังสอื และงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ งกับจิตวิทยาการให้คาปรึกษา
3. สไลด์นาเสนอความรู้ประเด็นสาคัญทุกหัวข้อเร่ือง ด้วยสื่อทางคอมพิวเตอร์ Microsoft
Power Point
4. วิดีทัศน์เก่ียวกับ “การให้คาปรึกษา กรณีศึกษาเด็กชายวีระ” / กรณีศึกษา / การแสดง
บทบาทสมมติ
5. ใบกจิ กรรม
6. คาถามทา้ ยบท

294

การวดั ผลและการประเมินผล

วัตถปุ ระสงค์ วธิ ีการ/เคร่อื งมอื การวดั ผลและการประเมินผล
1. อธบิ ายความหมาย และความสาคญั 1. ซกั ถาม-ตอบคาถาม 1. นักศกึ ษาตอบคาถาม และ
ของการให้คาปรึกษาได้ อภิปราย แลกเปลยี่ น อภปิ รายไดถ้ ูกต้อง ร้อยละ 80
2. อธิบายจดุ มุง่ หมาย ทฤษฎีการให้ และการสนทนาร่วมกัน 2. นกั ศกึ ษามีความสนใจ/ความ
คาปรึกษาได้ 2. สังเกตพฤติกรรม รว่ มมอื และความกระตือรืนร้น
3. อธิบายหลกั การ และขอบขา่ ยของ การร่วมกิจกรรม ในการร่วมกจิ กรรมอยู่ในระดับ
การใหค้ าปรึกษาได้ 3. สังเกตการนาเสนอผล ดี
4. ระบรุ ปู แบบของการใหค้ าปรกึ ษาได้ การทางานหนา้ ชนั้ เรียน 3. นักศกึ ษามีความพร้อม/
5. บอกคุณสมบัติของผู้ให้คาปรึกษาได้ 4. ใบกิจกรรม ความตง้ั ใจและความกล้า
6. อธิบายจรรยาบรรณการให้ 5. การแสดงบทบาท แสดงออกในการนาเสนอผล
คาปรกึ ษาได้ สมมตใิ นการให้ การทางานหนา้ ช้นั เรยี นอย่ใู น
7. อธิบายวิธีการ ทฤษฎี และ คาปรกึ ษาเชงิ จติ วทิ ยา ระดับดี
กระบวนการใหค้ าปรึกษาได้ 6. คาถามท้ายบท 4. นักศึกษาทาใบกิจกรรมได้
8. บอกทักษะการให้คาปรึกษาได้ 7. แผนภมู ิความคดิ ถกู ต้อง ครบสมบูรณ์ และเสร็จ
9. แสดงการใหค้ าปรึกษาเชิงจติ วทิ ยา (mind map) ตามเวลาทีก่ าหนด ร้อยละ 80
ได้ 5. นกั ศึกษาแสดงบทบาท
สมมตใิ นการใหค้ าปรึกษาเชงิ
จิตวิทยาได้อยู่ในระดับดี
6. นักศึกษาตอบคาถามทา้ ย
บทเรยี นได้ ร้อยละ 80
7. นกั ศกึ ษาทาแผนภูมิความคิด
ไดอ้ ยู่ในระดบั ดี

295

บทท่ี 7
ความร้เู บื้องตน้ เกี่ยวกับการให้คาปรึกษา

การให้คาปรึกษา (counseling) เป็นบริการหนึ่งของการแนะแนวท่ียอมรับกันว่าเป็น
“หัวใจ” ของงานแนะแนว เนื่องจากการให้คาปรึกษาเป็นบริการที่ช่วยให้ผู้เรียนท่ีประสบปัญหาต่างๆ
ได้รับการช่วยเหลือจนกระท่ังสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ และสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งในการให้คาปรึกษานั้นอาจจะให้เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ขึ้นอยู่กับปัญหาของผู้เรียนว่ามี
ปัญหาเหมือนกันหรือแตกต่างกันไป ความสาคัญดังกล่าวจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
พ.ศ. 2546 มาตรา 63 ได้บัญญัติให้สถานศึกษาต้องจัดให้มีระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนว
การให้คาปรึกษา และการฝึกอบรมผู้เรียน ดังน้ัน ครูหรือผู้แนะแนวจาเป็นต้องมีความรู้และทักษะที่
ถูกต้องในการให้คาปรึกษา เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือ และพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมตาม
ศักยภาพของแต่ละบุคคล

ความหมายของการให้คาปรึกษา

สาหรับความหมายของการให้คาปรึกษา ได้มีนักจิตวิทยาและนักวิชาการกล่าวถึง
ความหมายของการให้คาปรึกษาไวด้ งั นี้

เจอร์จ และคริสเตียนี่ (George & Cristrani, 1995: 2) อธิบายว่าการให้คาปรึกษาเป็น
กระบวนการที่ผู้ให้คาปรึกษาให้ความชว่ ยเหลือแก่ผรู้ ับคาปรกึ ษา เพ่ือชว่ ยให้ผูร้ บั คาปรึกษาได้รจู้ กั เข้าใจ
ตนเอง สามารถเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม และตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเองได้

เลวิน (Lewis, 1970: 10) ได้ให้ความหมายของการให้คาปรึกษาว่า การให้คาปรึกษา คือ
กระบวนการอย่างหน่ึงที่ผู้มาขอรับคาปรึกษา ได้รับการช่วยเหลือให้รู้จักและประพฤติไปในทางท่ีเป็นท่ี
พึงพอใจ โดยผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ให้คาปรึกษา ซง่ึ จะให้ข้อสนเทศและปฏิกริ ิยาที่จะกระตุ้นให้ผูร้ ับ
คาปรึกษาได้พัฒนาพฤติกรรมของตน ซ่ึงทาให้สามารถปฏิบัติต่อตนเองและส่ิงแวดล้อมได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพเพิม่ มากขน้ึ

จนี แบรี่ (2549: 2) กล่าวว่าการให้คาปรกึ ษา คือ กระบวนการท่ีมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล
โดยอาศยั การสื่อสารแบบสองทางระหว่างบุคคลๆ หนึง่ ในฐานะผู้ให้คาปรึกษามีหน้าท่ีเอื้ออานวยให้อีก
บุคคลหน่ึงซึ่งเป็นผู้รับคาปรึกษาได้สารวจ ทาความเข้าใจถึงส่ิงท่ีเป็นปัญหา และสามารถทาให้ผู้รับ
คาปรึกษาแสวงหาทางแก้ไขปญั หาไดด้ ว้ ยตนเอง

296

ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์ (2549: 5) กล่าวว่า การให้คาปรึกษาเป็นบริการวิชาชีพหน่ึงท่ีเน้นถึง
สัมพันธภาพของการช่วยเหลือ และพัฒนาบุคคลอย่างมีจุดหมาย เป็นเรื่องของชีวิตหนึ่งพยายามให้
ความช่วยเหลืออีกชีวิตหนึ่ง ซ่ึงบุคคลที่ทาหน้าท่ีให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข หรือพัฒนาน้ัน คือ
ผู้ให้คาปรึกษาซ่ึงจะต้องเป็นบุคคลท่ีมีความรู้ ความสามารถ ทักษะประสบการณ์ในการให้คาปรึกษา
สามารถให้ความช่วยเหลือและให้คาปรึกษาแก่ผู้รับบริการให้สามารถเข้าใจเรื่องราวหรือปัญหาต่างๆ
ท่ีนามาปรึกษาให้กระจ่างย่ิงข้ึน สามารถใช้พลังปัญญาความสามารถของตนเองในการพิจารณา ตัดสิน
ตกลงใจท่ีจะกระทา หรือเลือกกระทาอย่างใดอย่างหนึ่งในวิถีทางท่ีเหมาะสม เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนา
ตนไดอ้ ยา่ งเหมาะสมในทสี่ ุด

วัชรี ทรัพย์มี (2556: 5) ได้สรุปความหมายของการให้คาปรึกษาว่า เป็นกระบวนการของ
สัมพันธภาพระหว่างผู้ให้คาปรึกษาซึ่งเป็นนักวิชาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมกับผู้รับคาปรึกษาซึ่งต้องการ
ความชว่ ยเหลือ เพ่อื ให้ผูร้ ับคาปรึกษาเขา้ ใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเข้าใจสงิ่ แวดล้อมเพิ่มขึ้น ได้ปรับปรุง
ทักษะในการตัดสินใจและทักษะในการแก้ปัญหา ตลอดจนปรับปรุงความสามารถในการท่ีจะทาให้
ตนเองพฒั นาขึ้น

จากความหมายของการให้คาปรึกษาข้างต้น สามารถสรุปความหมายของการให้คาปรึกษา
ได้ว่า การให้คาปรึกษาเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือ โดยมีผู้ให้คาปรกึ ษาซ่ึงเป็นบุคคลที่ได้รับการ
ฝึกฝนอบรมทางด้านการให้ความช่วยเหลือทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ ให้แก่ผู้รับคาปรึกษาซ่ึงเป็นผู้ท่ี
ประสบปัญหาท่ีมาขอรับการช่วยเหลือ เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้สารวจ และทาความเข้าใจปัญหา
ตลอดจนสามารถแสวงหาวิธกี ารแกไ้ ขปัญหา และตดั สินใจเลือกไดด้ ้วยตนเอง

เน่ืองจากการให้คาปรึกษาน้ันประกอบด้วยบุคคลสองฝ่าย คือ ครู นักแนะแนว นักจติ วิทยา
และจิตแพทย์ โดยที่บุคคลเหล่านี้ได้รับการอบรมฝึกฝนเพ่ือทาหน้าท่ีเป็นผู้ให้คาปรึกษา ซ่ึงในที่นี้จะ
เรียกว่า ผู้ให้คาปรึกษา (counselor) และฝ่ายท่ีสอง คือ ผู้เรียนหรือผู้ท่ีประสบปัญหา ต้องการได้รับ
ความช่วยเหลอื ซง่ึ จะเรียกว่า ผู้รบั คาปรึกษา (counselee หรอื client)

ความสาคญั ของการให้คาปรกึ ษา

การให้คาปรึกษานอกจากจะมีความสาคัญต่อความสาเร็จของการแนะแนวแล้ว การให้
คาปรึกษายังมีความสาคญั ต่อผรู้ ับบริการ ท้ังในด้านการป้องกนั ปัญหา การแก้ไขปัญหา และการสง่ เสริม
พัฒนาผู้รับบริการ ท้ังนี้ เนื่องจากสภาพวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ซับซ้อน
ซึ่งเป็นผลมาจากค่านิยม วัฒนธรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามกระแสของสังคม นาไปสู่การมี
ปัญหาทางพฤตกิ รรม การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ ปัญหาทางอารมณ์และสังคม ปญั หาบคุ ลิกภาพ
หากไม่ได้รับการป้องกันช่วยเหลืออาจลุกลามกลายเป็นปัญหาท่ีรุนแรงยากท่ีจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะ

297

ในชว่ งวัยรนุ่ ซึง่ กาลังอยใู่ นระยะของการเปลี่ยนแปลงท้งั ทางด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และบทบาททาง
สังคม เป็นวัยที่ต้องการแสวงหาเอกลักษณ์ของตน อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง ต้องการอิสระจาก
ผู้ใหญ่ ต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน จนบางครั้งดูเหมือนให้ความสาคัญต่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่
ส่ิงเหล่านี้เป็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่เป็นสาเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรม
ดงั นัน้ การใหค้ วามชว่ ยเหลอื ให้คาปรึกษาโดยครูและผูท้ ี่มีส่วนเกยี่ วขอ้ งจะชว่ ยให้ผู้เรยี นเข้าใจตนเองและ
สิ่งแวดล้อมมากข้ึน สามารถคิดพิจารณา และตัดสินใจหาทางออกเพ่ือแก้ไขความคับข้องใจ ความวิตก
กงั วล เป็นการลดความเส่ียงต่อการสูญเสยี ท่ีอาจเกิดกับผเู้ รียนได้ สถานศึกษาจึงมีบทบาทสาคัญ ในการ
ป้องกัน แก้ไขปัญหา พัฒนาพฤติกรรมผู้เรียนให้เกิดความเหมาะสม และเป็น ผู้ประสานงานระหว่าง
บา้ นกับสถานศกึ ษา ท้ังน้ี เพือ่ ใหก้ ารชว่ ยเหลือผู้เรียนทุกคนในสถานศึกษา

จุดมุ่งหมายของการให้คาปรกึ ษา

โดยทั่วไปการให้คาปรึกษามีจุดมุ่งหมายเพ่ือช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาสามารถรับรู้ เข้าใจ และ
แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยมีผู้ให้คาปรึกษาช่วยให้ผรู้ ับคาปรึกษาได้สารวจความคิด ความรู้สกึ และการ
กระทาของตนเอง ตลอดจนช่วยให้ผูร้ ับคาปรกึ ษากระจ่างชัดในปญั หาและวิธีการแก้ไข นักจิตวิทยาการ
ให้คาปรึกษาส่วนใหญ่มักจะกาหนดจุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษาไว้ 2 ลักษณะ คือ จุดมุ่งหมายของ
การให้คาปรกึ ษาระยะสัน้ ซึ่งเป็นลักษณะการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และจุดมุ่งหมายของการใหค้ าปรึกษา
ระยะยาว ซึ่งเป็นลักษณะการช่วยเหลือและพัฒนาพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทาให้ผู้รับคาปรึกษา
สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซ่ึงในท่ีนี้ขอนาเสนอจุดมุ่งหมายของการจัดบริการให้
คาปรกึ ษาในสถานศึกษาระดบั ตา่ งๆ ดงั น้ี

1. เพอ่ื จัดให้มีผู้ให้คาปรึกษาที่มคี วามรคู้ วามเช่ียวชาญได้ทาหน้าที่ให้บรกิ ารความช่วยเหลือ
แกผ่ ู้รบั คาปรึกษา

2. เพื่อช่วยให้ผู้รับคาปรึกษายอมรับวา่ ทุกคนล้วนมปี ัญหา ดังนน้ั การท่ีตนเองประสบปญั หา
จงึ เป็นเรอ่ื งปกติ ทั้งยอมรับว่าปญั หาไดเ้ กิดขน้ึ แลว้ และสามารถแกไ้ ขได้

3. เพื่อช่วยให้ผู้รับคาปรึกษายอมรับตนเอง กล้าเผชิญกับความเป็นจริง รับรู้ในข้อบกพร่อง
ของตนเอง เพื่อปรบั ปรุงแกไ้ ขขอ้ บกพร่องเหล่าน้นั

4. เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาได้มีโอกาสระบายความคับข้องใจกับผู้ท่ีเขาไว้วางใจ และพร้อมจะ
รบั ฟังดว้ ยดี ซ่ึงจะเป็นการช่วยลดความเครียดในชีวิตชวี ิตประจาวันลงได้

5. เพื่อช่วยป้องกันปัญหา และลดความรุนแรงของปัญหาท่ีเกิดกับผู้รับคาปรึกษาให้ลด
นอ้ ยลงหรือหมดส้ินไป

298

6. เพ่ือช่วยฝึกหัดให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดทักษะการแก้ปัญหา สามารถเผชิญกับความยุ่งยาก
ต่างๆ ในชีวิต สามารถเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง ตลอดจนการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
ดารงชวี ิตอย่ใู นสงั คมอย่างมคี วามสุขตามอัตภาพ

7. เพ่ือช่วยส่งเสริมความสามารถให้แก่ผู้รับคาปรึกษาในด้านการตัดสินใจ และการ
วางโครงการในอนาคตของตนเอง

8. เพื่อสง่ เสริมให้ผู้รับคาปรึกษาเกดิ ความมงุ่ มน่ั ในการกระทา ไม่จับจด เม่ือตดั สินใจท่จี ะทา
สง่ิ ใดแลว้ ก็มีใจจดจ่อและมุง่ ม่นั ในการกระทาจนสาเร็จลุล่วง

9. เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านสังคม ทักษะการตัดสินใจ และทักษะการจัดการกับปัญหาให้มี
ประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขึน้

10. เพื่อเปล่ียนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางท่ีพึงประสงค์ เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่
ตา่ งๆ มากขึ้น มีพฤติกรรมการเรยี นทด่ี ี และสร้างสมั พนั ธภาพกับผ้อู ื่นไดด้ ีข้ึน

ทฤษฎกี ารให้คาปรึกษา

ทฤษฎีเป็นหลักสาคัญที่ช้ีให้เห็นถึงแนวปฏิบัติ และแนวความเช่ือในสิ่งนั้น ทฤษฎีเกิดขึ้นมา
จากการรวบรวมข้อมูลท่ีได้ปฏิบัติกันมา โดยจัดแบ่งไว้อย่างมีระเบียบแบบแผน และมีความสัมพันธ์
ต่อกัน ในการให้คาปรึกษา ผู้ให้คาปรึกษาควรจะมีทฤษฎีการให้คาปรึกษาท่ีตนเชื่อถือเป็นแนวทางใน
การปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ท้ังนี้เพราะทฤษฎีจะช่วยให้ผู้ให้คาปรึกษาสามารถเข้าใจถึง
สาเหตุของพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสิ่งท่ีเกิดข้ึนได้อย่างมีเหตุมีผล รวมทั้งมีข้อมูลสนับสนุนด้วย
ซึ่งจะช่วยใน การตัดสินใจเก่ียวกับ การให้ความช่วยเห ลือแก่ผู้รับคาปรึก ษ าได้อย่างเห มาะสมข้ึน
นอกจากน้ี ทฤษฎียังจะช่วยให้ผู้ให้คาปรึกษาสามารถแนะแนวทางถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างมี
หลกั เกณฑ์ท่ีเชื่อถอื ได้

สาหรับทฤษฎีการใหค้ าปรึกษา (theories of counseling) ส่วนใหญ่เปน็ แนวคิดทฤษฎีทาง
ตะวันตก ซ่ึงจะแตกต่างกันไปในเรื่องแนวคิด หลักการ เทคนิควิธีการ และการนาไปใช้ ปัจจุบัน
นักวิชาการได้รวบรวมทฤษฎีการให้คาปรึกษาที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามผู้ให้คาปรึกษา
ควรรู้จักพิจารณาเลือกสรร และนาทฤษฎีการให้คาปรึกษาไปใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของปัญหา
ซ่ึงในที่น้ีขอนาเสนอทฤษฎีการให้คาปรึกษาที่นิยมใช้ในสถานศึกษามาเสนอ 3 ทฤษฎี ซ่ึงเป็นทฤษฎีที่
เหมาะสมสาหรับใช้กับปญั หาท่ีเกิดขึ้นในระดับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมตามลาดบั คือ ทฤษฎี
การให้คาปรึกษาแบบวิเคราะห์คุณลักษณะและองค์ประกอบ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบผู้รับ
คาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง และทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม ซ่ึงทฤษฎีเหล่าน้ีมีข้อมูลจาก

299

การวิจัยสนับสนุนว่าเป็นทฤษฎีท่มี ีประสิทธิภาพในการให้คาปรึกษา (Pine, 1976; Brown and Prout,
1995) ดงั มีรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

ทฤษฎีการใหค้ าปรึกษาแบบวิเคราะห์คุณลักษณะและองคป์ ระกอบ
ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบวิเคราะห์คุณลักษณะและองค์ประกอบ หรือการให้คาปรึกษา
แบบ TF เป็นทฤษฎีหนึ่งของกลุ่มทฤษฎีท่ีเน้นความคิดและเหตุผล ผู้นาของทฤษฎีน้ี ได้แก่ คณาจารย์
ของมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า (University of Minnesota) ประเทศสหรัฐอเมริกา อาทิ โดนัลด์ จี
แพทเทอสัน (Donald G. Paterson) จอห์น จี ดาร์ลีย์ (John G. Darley) และเอ็ดมันด์ จี วิลเลียมสัน
(Edmund G. Williamson) ซึ่งผู้ที่มีช่ือเสียงท่ีสุด ได้แก่ เอ็ดมันด์ จี วิลเลียมสัน เน่ืองจากเป็นผู้ที่พัฒนา
ทฤษฎีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน รวมท้ังยังผลิตผลงานเขียนเก่ียวกับการให้คาปรึกษาเป็นจานวนมาก
เช่น “จะให้คาปรึกษาผู้เรียนอย่างไร” (how to counsel students) “การให้คาปรึกษาวัยรุ่น”
(counseling adolescents) และ “การใหค้ าปรึกษาอาชพี ” (vocational counseling)
แนวคดิ สาคญั ของการใหค้ าปรึกษาแบบ TF โดยมคี วามเช่อื วา่ บุคลิกภาพเป็นระบบของการ
พ่งึ พากันและกันของคุณลกั ษณะและองค์ประกอบต่างๆ เช่น สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด ความ
สนใจ เจตคติและอารมณ์ เป็นต้น พัฒนาการมนุษย์ตั้งแต่วัยทารกจนกระท่ังถึงวัยผู้ใหญ่เป็นการทางาน
และการมีวุฒิภาวะขององค์ประกอบเหล่าน้ี ซ่ึงมีความหมายอย่างมากท่ีจะจาแนกมนุษย์ตามมิติของ
คุณลักษณะท่ีต่างๆ กัน โดยวิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหลักการให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์
ดงั นี้
1) คานึงถึงคุณลักษณะและองค์ประกอบของผู้รับคาปรึกษา เพ่ือนาไปประกอบกับข้อมูล
ดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม สาหรบั ใช้ในการพจิ ารณาเพ่อื ตดั สนิ ใจแกไ้ ขปญั หาได้อย่างเหมาะสม
2) การใช้ประโยชน์ของเคร่ืองมือทางจิตวิทยา เช่น แบบทดสอบทางจิตวิทยา เพ่ือรวบรวม
ขอ้ มูลที่จาเป็นในการใหค้ วามชว่ ยเหลือแก่ผูร้ ับคาปรกึ ษา
3) ส่งเสริมให้ผู้รับคาปรึกษาได้รับข้อมูลที่จาเป็นอย่างเพียงพอ และมีทักษะในการตัดสินใจ
แกไ้ ขปัญหาด้วยตนเองไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของการให้คาปรึกษาแบบ TF จะมีท้ังเป้าหมายระยะสั้น และเป้าหมายระยะยาว
โดยเป้าหมายระยะส้ัน คือ การช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดการเรียนรู้เกยี่ วกับกระบวนการตดั สินใจ แก้ไข
ปัญหาหรือวางแผนสาหรับอนาคตด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเป้าหมายระยะยาว คือ การ
เอื้ออานวยให้ผู้รับคาปรึกษามีพัฒนาการท่ีเป็นเลิศในทุกด้าน และรู้จักใช้ความสามารถที่ตนมีอยู่ให้เกิด
ประโยชน์อยา่ งเต็มที่

300

จะเห็นไดว้ ่า การให้คาปรึกษาแบบ TF เหมาะที่จะใชก้ ับผู้เรียนท่ีมีปญั หาทางด้านการศกึ ษา
ต่อ และการเลือกอาชีพ โดยเฉพาะในด้านการให้คาปรึกษาด้านอาชีพ เพราะการให้คาปรึกษาโดยวิธีน้ี
จะช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรู้ 2 ประการ คอื

1) รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้เก่ียวกับคุณลักษณะต่างๆ ของตน เช่น เจตคติ
ความสามารถ ความสนใจ และบคุ ลิกภาพ ซึง่ จะมอี ทิ ธิพลต่อการประกอบอาชีพ

2) มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับอาชีพต่างๆ อย่างกว้างขวาง และมีความรู้ความเข้าใจถึง
ความเปน็ ไปไดท้ างด้านอาชีพของตน ทาให้สามารถตัดสนิ ใจเลือกอาชีพได้อยา่ งเหมาะสม

ทฤษฎกี ารให้คาปรกึ ษาแบบผู้รับคาปรึกษาเปน็ ศูนยก์ ลาง
ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบผู้รับคาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง หรือการให้คาปรึกษาแบบ CC
เป็นหน่ึงในกลุ่มทฤษฎีท่ีเน้นอารมณ์และความรู้สึก ผู้ริเร่ิมและพัฒนาทฤษฎีนี้เป็นชาวอเมริกันชื่อ คาร์ล
อาร์ โรเจอร์ส (Carl R. Rogers) ซ่ึงโรเจอร์ส ได้พัฒนา แลใช้ทฤษฎีนี้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับ
คาปรึกษาอย่างต่อเน่ืองและยาวนาน นอกจากนั้น โรเจอร์สยังได้ศึกษา วิจัย และผลิตผลงานเขียนท่ีมี
คุณภาพอีกจานวนมาก ซึ่งทาให้ทฤษฎีน้ีเป็นที่ยอมรับและเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้ให้คาปรึกษาอย่าง
กวา้ งขวาง ทั้งในประเทศสหรฐั อเมริกา และอีกหลายประเทศ
แนวคิดสาคัญของการให้คาปรึกษาแบบ CC โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์มีธรรมชาติท่ีดี มีแรงจูงใจไปทางด้านบวก เป็นผู้มีเหตุผล (rational) เป็นผู้ได้รับการขัดเกลา
(socialized) และเป็นผู้สามารถตัดสินเลือกทางชีวติ ของตนเองได้ถ้ามีอิสระเพยี งพอ และในสถานการณ์
ท่ีเอ้ืออานวยมนุษย์ให้พัฒนาไปได้เต็มศักยภาพ (full potential) ฉะน้ันมนุษย์จึงเป็นผู้นาตนเอง (self-
directing) และภายใต้สภาพการณ์ท่ีมีเงื่อนไขอันเหมาะสม มนุษย์จะพัฒนาตนเองไปในทิศทางที่
เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละบุคคลไปสู่การรู้จักตนเองอย่างแท้จริง (self-actualizations)
นอกจากน้ี โรเจอร์สยังเชื่อว่าบุคลิกภาพของมนุษย์เกิดขึ้นจากความคิด ความรู้สึกของบุคคลต่อตนเองท่ี
เรียกว่า อัตมโนทัศน์ (self concept) ซ่ึงอัตมโนทัศน์นี้จะประกอบไปด้วยตัวตนในสภาพท่ีเป็นจริง
(real self) ตัวตนท่ีเราคิดว่าเราเป็น (perceived self) และตัวตนในอุดมคติ (ideal self) ด้วยเหตุนี้
จึงเชื่อว่าปัญหาท่ีสร้างความทุกข์ของบุคคลเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่างส่ิงที่บุคคลต้องการกับ
ส่งิ ท่บี คุ คลเป็นอยู่ ในทฤษฎีนจ้ี ึงมหี ลักการให้ความชว่ ยเหลอื แก่มนษุ ย์ ดังนี้
1) ให้ความสาคัญกับตัวบุคคลผู้รับคาปรึกษา โดยถือว่าเขาเป็นศูนย์กลางของกระบวนการ
ให้คาปรึกษา ควรมุ่งส่งเสริมความเจริญงอกงามอย่างต่อเน่ืองให้แก่เขา ไม่ควรมุ่งเน้นการช่วยแก้ไข
ปญั หาเฉพาะดา้ นใหแ้ ก่ผ้รู ับคาปรกึ ษา

301

2) ให้ความสาคัญกับการเข้าใจ และการพัฒนาความรู้สึกนึกคิดท่ีผู้รบั คาปรึกษามีต่อตนเอง
หรืออัตมโนทัศน์ของผู้รับคาปรึกษา ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขา การเข้าใจอัตมโนทัศน์ของผู้รับ
คาปรึกษา จึงจะเขา้ ใจพฤติกรรมของเขา

3) ให้ความสาคัญกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้รับคาปรึกษามากกว่าสติปัญญาและ
การรู้คิดของเขา

4) ให้ความสาคัญกับสัมพันธภาพในการให้คาปรึกษา เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษารู้สึก
ผ่อนคลายจากความรู้สึกถูกคุกคามทางจิตใจ และความเครียด จะได้พิจารณาตนเอง และค้นพบตนเอง
ได้อย่างถกู ตอ้ งตามความเปน็ จริง และเปดิ รับประสบการณใ์ หม่

5) ให้ความสนใจในภาวะปัจจุบันของผู้รับคาปรึกษามากกว่าเร่ืองราวในอดีต หรือความ
ใฝ่ฝันในอนาคต

เป้าหมายของการให้คาปรึกษาแบบ CC คือ การช่วยให้ผู้รับคาปรึกษารู้จักและยอมรับ
ตนเองตามความเป็นจริง เข้าใจตนเอง สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ เลือกเป้าหมายในชีวิต และ
รับผิดชอบต่อตนเองได้ ผู้ต้ังเป้าหมายในการให้คาปรึกษาวิธีน้ีคือผู้รับคาปรึกษา เพราะโรเจอร์สเช่ือว่า
ทุกคนมีพลังมงุ่ ไปสู่การรู้จักตนเองอย่างแทจ้ รงิ ในสภาพการณท์ ่ีเหมาะสมบคุ คลสามารถตัดสินใจว่า เขา
ต้องการอะไร การให้คาปรึกษาคือการช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาสามารถตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบชีวิต
ของตนเองได้ จุดมุ่งหมายจึงอยู่ที่การช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาค้นพบคาตอบของคาถามของตนเองด้วย
ตนเอง โดยการสร้างบรรยากาศของการยอมรับ อบอุ่น ปลอดภัย ทาให้ผู้รับคาปรึกษากล้าท่ีจะเปิดเผย
ตนเอง ยอมรับตนเอง และตัดสินใจเลือกแนวทางในการดาเนินชีวิตต่อไปได้ กล่าวคือผู้รับคาปรึกษามี
พฤติกรรมมุ่งไปสู่การรู้จักตนเองอย่างแท้จริง ส่วนเป้าหมายเฉพาะในการขอรับคาปรึกษานั้นผู้รับ
คาปรึกษาตอ้ งวางเปา้ หมายด้วยตนเอง

ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนยิ ม
ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม หรือการให้คาปรึกษาแบบ BC เป็นทฤษฎีหน่ึง
ของกลุ่มทฤษฎที ่ีเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยมพี ้ืนฐานสาคัญมาจากแนวคิดของทฤษฎีการเรียนรู้
3 ทฤษฎีของจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้เงื่อนไขคลาสสิก (classical
conditioning) ทฤษฎีการเรียนรู้เงื่อนไขการกระทา (operant conditioning) และทฤษฎีการเรียนรู้
ทางสังคม (social learning) ผู้นาของทฤษฎีน้ี ได้แก่ จอห์น ดี ครัมโบลทส์ (John D. Krumboltz)
เป็นชาวอเมริกัน ซ่ึงสนใจการให้คาปรึกษาเก่ียวกับพฤติกรรม ได้ทาการศึกษา วิจัย และผลิตผลงาน
เขียนเก่ยี วกับการใหค้ าปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยมซึง่ มีช่อื เสียงจานวนมาก
แนวคิดสาคัญของการให้คาปรึกษาแบบ BC โดยมีความเช่ือเก่ียวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์เกิดมามีทั้งดีและไม่ดี มนุษย์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของส่ิงแวดล้อม พฤติกรรมทั้งปกติและอปกติ

302

ของมนุษย์เป็นผลมาจากการเรยี นรู้ ซ่ึงการเรยี นรู้นี้สามารถทาให้เกิดข้นึ ได้โดยการจดั สภาพส่ิงแวดล้อม
ภายใตเ้ งื่อนไขแบบตา่ งๆ และการเรยี นรู้เก่าสามารถเปลยี่ นแปลงได้ และมนุษยส์ ามารถสรา้ งความร้ใู หม่
ได้ มนุษย์มีความสามารถที่จะควบคุมเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของตนเองได้ แม้จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพล
ของส่ิงแวดล้อมก็ตาม โดย ทอรีเซนส์ (Thoresen, 1966) ได้ให้หลักการให้ความช่วยเหลือแก่มนุษย์
ตามแนวคดิ ของทฤษฎีนี้ ดังน้ี

1) พฤติกรรมของมนุษย์โดยส่วนใหญ่แลว้ เกิดจากการเรยี นรคู้ วามสัมพันธร์ ะหว่างพฤติกรรม
กับสง่ิ แวดล้อม และพฤตกิ รรมเป็นสง่ิ ท่เี ปล่ียนแปลงแก้ไขได้

2) การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจะช่วยให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม การจัด
สภาพแวดล้อมที่เออ้ื อานวยต่อการเรียนรู้ใหม่จึงเปน็ การช่วยให้ผู้รับคาปรกึ ษาสามารถปรับเปล่ียนแก้ไข
พฤติกรรมที่เปน็ ปญั หาได้ผลดขี น้ึ

3) การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับคาปรึกษานั้น สามารถนาหลักการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้ให้
เกิดประโยชน์ได้ เช่น การใช้การเสริมแรง (reinforcement) และการใช้ตัวแบบทางสังคม (social
modeling) เป็นต้น

4) ประสทิ ธิภาพและผลของการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับคาปรึกษาน้ัน ประเมินได้จากการ
ที่ผู้รบั คาปรึกษาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตามเป้าหมาย และสามารถนาไปใช้ปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่
เป็นจรงิ ตามปกตไิ ด้

5) กระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับคาปรึกษา ไม่ควรกาหนดตายตวั แต่ควรพิจารณา
ตามความเหมาะสมของการปรับเปล่ียนพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาเฉพาะสาหรับผู้รับคาปรึกษาแต่ละราย
ด้วยส่ิงแวดลอ้ มซ่ึงสง่ เสรมิ การเรียนร้พู ฤตกิ รรมใหม่ท่พี งึ ประสงค์สาหรับเขา

เป้าหมายของการให้คาปรึกษาแบบ BC น้ัน ผู้รับคาปรึกษาจะเป็นผู้เลือกเป้าหมาย จาก
เป้าหมายจะนาไปสู่การพิจารณาถึงวิธีการให้คาปรึกษา เป้าหมายโดยทั่วไป คือ การสร้างสถานการณ์
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ขจัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และจัดประสบการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
พฤติกรรมใหม่ท่ีพึงประสงค์ ที่ต้ังอยู่บนพื้นฐานของความจริง ผู้ให้คาปรึกษาต้องร่วมมือกับผู้รับ
คาปรึกษาในการวางเป้าหมาย ซ่ึงเป้าหมายท่ีกาหนดขึ้นต้องมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และผู้รับ
คาปรึกษาต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการ ซ่งึ ควรดาเนนิ การร่วมกันเป็นสัญญา
เพอ่ื ชี้นาการปรกึ ษา และควรเป็นเปา้ หมายทส่ี ามารถประเมินได้ ผูใ้ ห้คาปรกึ ษาตอ้ งให้ความสนใจ เขา้ ใจ
โดยการรับฟังสิ่งที่ผู้รับคาปรึกษาสื่อมา แล้วสะท้อนกลับไปให้ผู้รับคาปรึกษาเข้าใจว่า ตัวเขามีความคิด
ความรู้สึกอย่างไร ต้องการจะมีพฤติกรรมอย่างไร และปัจจุบันเขามีพฤติกรรมอปกติที่ต้องการ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร ผู้รับคาปรึกษาสามารถวางเป้าหมายในลักษณะรูปธรรม และเป็นพฤติกรรมที่
สามารถประเมินผลของการเปล่ียนแปลงได้

303

หลักการของการให้คาปรึกษา

กรมสุขภาพจิต (2546: 44-45) ได้อธิบายหลักการให้คาปรึกษาอันเป็นลักษณะเฉพาะไว้
ดงั น้ี

1. เปน็ การให้ความช่วยเหลอื เก่ียวกบั ปัญหาด้านจติ ใจ อารมณ์ และสังคม อันประกอบด้วย
ความเชื่อ ค่านิยม และวัฒนธรรม ซ่ึงเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผู้รับคาปรึกษา ดังนั้น การให้ความ
ช่วยเหลือจะเน้นการแก้ไขปัญหาที่ให้ความสาคัญในเร่ืองอารมณ์ ความรู้สึกที่จะเป็นตัวสืบค้นต่อไป
ถึงปญั หาพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ ข้ึน และส่งผลไปถึงการปรับเปลีย่ นพฤตกิ รรม

2. เน้นสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างผู้ให้และผู้รับคาปรึกษาตลอดกระบวนการให้คาปรึกษา
เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดความไว้วางใจ ผ่อนคาย กล้าเปิดเผยตนเอง ยอมรับ ตลอดจนทาความเข้าใจ
และแกไ้ ขปัญหาของตนเองได้

3. เน้นการสื่อสารสองทาง ซึง่ เปน็ การสรา้ งความเข้าใจให้ตรงกันระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและ
ผู้รบั คาปรึกษา โดยผู้ให้คาปรกึ ษาเปิดโอกาสให้ผู้รับคาปรึกษาได้แสดงออกและแยกแยะความรู้สึกท่ีอยู่
ในความคิดและเรื่องราวที่เกิดเก่ียวข้อง โดยส่ือสารด้วยคาพูดและท่าทาง ซ่ึงข้อมูลท่ีได้จะต้องได้จาก
ผู้รับคาปรึกษาไม่ใช่ได้จากการคาดคะเนหรือคาดเดาเองของผู้ให้คาปรึกษา ดังน้ันจะต้องมีการซักซ้อม
ทาความกระจ่าง ทาความเขา้ ใจให้ตรงกันเปน็ ระยะๆ ตลอดกระบวนการให้คาปรึกษา

4. เป็นกระบวนการที่มีการพูดคุยกันอย่างมีเป้าหมาย มีข้ันตอน โดยการใช้ทักษะที่
เหมาะสม ขึ้นอยกู่ ับโอกาส จงั หวะ และสถานการณ์ที่ผใู้ ห้คาปรึกษาจะเลอื กใช้

5. ยึดผู้รับคาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง คือ ให้ความสาคัญต่อความรู้สึกนึกคิด ปัญหา ความ
ต้องการของผู้รับคาปรึกษาในขณะน้ัน นอกจากน้ี การรับรู้ปัญหา การตัดสินใจเลือก และการแก้ไข
ปัญหา จะตอ้ งต้งั อยู่บนศักยภาพของผู้รับคาปรึกษาเป็นสาคัญ

6. เน้นปัจจุบัน คือ เน้นปฏิกิริยาที่แสดงออก ความรู้สึกนึกคิด และความเชื่อท่ีมากระทบ
จากท่าทีและคาพูดของผู้รับคาปรึกษาในขณะนัน้ ในปัจจุบนั คือ ทีน่ ี่และเดี๋ยวน้ี ส่วนเรอื่ งราวที่เป็นอดีต
เชน่ ปัญหาท่ีเกดิ จากการอบรมเล้ียงดู ถือวา่ เป็นสิง่ ท่ีผ่านพ้นไปแลว้ สว่ นเรอื่ งราวในอนาคตกเ็ ป็นสงิ่ ท่ียัง
มาไม่ถึง ปัจจุบันเท่านั้นท่ีสาคัญ และเม่ือผู้รับคาปรึกษาได้ตระหนักถึงส่ิงท่ีกาลังกระทาอยู่ในขณะน้ัน
ผู้รับคาปรึกษาจะสามารถตัดสินใจที่จะกระทาสิ่งท่ีเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาได้ คือ สามารถแก้ไขหรือ
เลือกปฏบิ ัตไิ ดเ้ หมาะสมในปจั จุบนั

7. ไม่มีคาตอบสาเร็จรูปหรือตายตัว เน่ืองจากการให้คาปรึกษาเป็นเรื่องราวของการส่ือสาร
ระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับคาปรึกษา ผลสิ้นสุดของการให้คาปรึกษาอาจจบลงในขณะใดกไ็ ด้ ข้ึนอยู่
กับความต้องการ การตัดสินใจเลือก และศักยภาพ ตลอดจนแรงจูงใจของผู้รับคาปรึกษาเป็นสาคัญ
ซ่งึ เปน็ ปญั หาเฉพาะบุคคล

304

8. การให้คาปรกึ ษาไม่ใช่การอบรม การส่ังสอน หรือการตัดสินชี้ถูกหรือผิด แต่เป็นการช่วย
ให้ผู้รับคาปรึกษามีแนวทางแก้ไขปัญหา สามารถพิจารณาทางเลือกได้มากข้ึน และตัดสินใจได้ง่ายข้ึน
โดยผู้ให้คาปรึกษาเปน็ ผู้ทีพ่ ยายามดึงศกั ยภาพของผรู้ บั การปรกึ ษาทีม่ ีอยู่มาใชป้ ระโยชนใ์ หม้ ากท่ีสดุ

ขอบขา่ ยของการให้คาปรึกษา

เนื่องจากการให้คาปรึกษา เป็นกระบวนการของความร่วมมือกันระหว่างผู้ให้คาปรึกษากับ
ผู้รับคาปรึกษาในอันที่จะพยายามหาช่องทางในการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ขอบข่ายของบริการให้
คาปรกึ ษาสาหรบั ผูเ้ รยี นซึ่งตอ้ งการความช่วยเหลอื นน้ั สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ดา้ นที่สาคัญ ดังนี้

1. การใหค้ าปรึกษาดา้ นการศกึ ษา เปน็ บริการท่มี ุ่งช่วยใหผ้ รู้ บั คาปรึกษาไดร้ บั ความรู้ความ
เข้าใจเก่ียวกับการวางแผนการเรียน แนวทางในการศึกษา และการวางอนาคตของชีวิตทางการศึกษา
ซึ่งจะส่งผลสะท้อนถึงการประกอบอาชีพต่อไปในภายหน้า รวมถึงการเลือกวิชาเรียนให้เหมาะสมกับ
ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของแต่ละคน นอกจากน้ี ยังให้วิธีการแสวงหาความรู้ พัฒนา
ทักษะด้านการเรียน สร้างนิสัยที่ดีในการเรียน เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ เช่น การให้คาปรึกษาเกี่ยวกับ
การศึกษาต่อ วิธีการเรียน การจดบันทึก การแบ่งเวลา การปรับตัวเข้ากับวิชาเรียนต่างๆ และช่วย
แกป้ ญั หาดา้ นการเรยี น เป็นตน้

2. การให้คาปรึกษาด้านอาชีพ เป็นบริการที่มุ่งช่วยให้ผู้รับคาปรึกษารู้จักตนเองและ
สามารถเข้าใจถึงโลกของอาชีพท่ีหลากหลายได้ดียิ่งข้ึน เข้าใจถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ การเลือก
อาชีพที่เหมาะสมกับคุณสมบัติคุณลักษณะของตนเอง รวมถึงการมีความสุขใจในการประกอบอาชีพ
ตลอดจนไดพ้ ัฒนาตนเองตามความถนัด ความสนใจเพื่อการประกอบอาชพี เช่น การให้ข้อมลู ดา้ นอาชีพ
การให้ข้อมูลด้านความต้องการของตลาดแรงงาน การตัดสินใจเลือกอาชีพท่ีเหมาะสมกับตนเอง
การทดสอบความถนัด ความสนใจด้านอาชีพ และการพัฒนาตนเองเพ่ือเตรียมความพร้อมสู่อาชีพท่ีตน
เลอื กเปน็ ตน้

3. การให้คาปรึกษาด้านส่วนตวั และสังคม เป็นบรกิ ารทมี่ ุ่งชว่ ยให้ผู้รบั คาปรึกษาปรบั ตวั ได้
ดีข้ึน ในขณะที่ดาเนินชีวิตอยู่ในครอบครัว ในที่ทางาน หรือในสถานศึกษา เช่น การให้คาปรึกษา
เก่ียวกับการรจู้ ักและเขา้ ใจตนเอง การพัฒนาแผนการดาเนนิ ชวี ติ และการพัฒนาบุคลิกภาพและอุปนิสัย
เป็นต้นการให้คาปรึกษาด้านส่วนตัวและสังคมสามารถจะช่วยให้บุคคลนั้นมีสขุ ภาพจิตที่ดี เข้าใจตนเอง
ยอมรับตนเอง และยอมรับผู้อ่ืนได้มากขึ้น ซ่ึงจะช่วยให้การทางานร่วมกับผู้อื่นมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน
อันจะเปน็ การสร้างสรรคป์ ระโยชน์ให้แกต่ นเองและสงั คม

305

รปู แบบของการใหค้ าปรึกษา

สาหรับรูปแบบของการให้คาปรึกษา โดยท่ัวไปนักจิตวิทยานิยมแบ่งรูปแบบของการให้
คาปรกึ ษา ออกเปน็ 2 รปู แบบ คอื

1. การให้คาปรึกษาเป็นรายบุคคล (individual counseling) เป็นกระบวนการให้
คาปรึกษาท่ีประกอบด้วย ผู้ให้คาปรึกษา 1 คน และผู้รับคาปรึกษา 1 คน ในแต่ละครั้ง มาพบกันแบบ
ตัวต่อตัว โดยมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายใต้สัมพันธภาพท่ีดีต่อกัน อาศัยการสื่อสารแบบสองทาง
ซึ่งผูใ้ ห้คาปรกึ ษาจะทาหนา้ ที่เอ้ืออานวยให้ผู้รบั คาปรึกษาได้ใช้ศกั ยภาพในการสารวจ รับรู้ และทาความ
เข้าใจตนเอง สิ่งแวดล้อม ปัญหา สาเหตุของปัญหา และความต้องการของตน ตลอดจนแสวงหา
แนวทางแก้ไขปญั หาเหล่านนั้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางท่ีเหมาะสมได้ด้วยตนเอง ปญั หาที่
เกิดข้นึ กับผู้รบั คาปรึกษา มักเปน็ ปัญหาเฉพาะท่ีมีสภาพแตกต่างจากปัญหาของผอู้ ื่น เชน่ ปัญหาส่วนตัว
หรอื ครอบครวั ปัญหาเศรษฐกจิ ปญั หาทางอารมณแ์ ละสงั คม เป็นต้น

การให้คาปรึกษาเป็นรายบุคคลมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดการเรียนรู้
เข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา สามารถตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับ
ตนเอง สามารถรับผิดชอบต่อตนเอง พ่ึงพาตนเองได้ ซ่ึงแสดงถึงความเป็นอิสระ ตลอดจนปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ไปสู่พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ มีความสุขในชีวิต และได้ใช้ศักยภาพของตนเอง
อยา่ งเตม็ ที่ในการแกป้ ญั หาของตนเอง

ภาพที่ 7.1 การให้คาปรึกษาเปน็ รายบคุ คล
ที่มา: http://www.thaigoodview.com/node/90894?page=0,20

306

2. การให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม (group counseling) เป็นกระบวนการให้คาปรึกษาแก่ผู้รับ
คาปรึกษาต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป โดยทั่วไปกลุ่มจะมีสมาชิกจานวน 6 - 10 คน เพ่ือให้สมาชิกได้มีโอกาสสื่อ
ความหมายซ่ึงกันและกันได้อย่างเต็มท่ี ซึ่งสมาชิกกลุ่มนอกจากจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ให้คาปรึกษาแล้ว
จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกอื่นๆ ในกลุ่มด้วย ภายใต้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจซ่ึงกันและกัน
ฉะน้ันจึงเป็นท้ังผู้รับและผูใ้ หค้ วามช่วยเหลอื กลุ่ม โดยผู้ใหค้ าปรึกษาจะมีหน้าทพ่ี ัฒนาปฏิสัมพันธ์ภายใน
กลุ่ม ช้ีแจงบทบาทหน้าท่ีของผู้นากลุ่มและสมาชิก รับฟังอย่างสนใจ เข้าใจ กระตุ้นการมีส่วนร่วมของ
สมาชิกภายในกลุ่ม ตลอดจนปรับความในใจกลุ่มไปยังจุดท่ีสมาชิกได้ประโยชน์มากท่ีสุด สมาชิกกลุ่มมี
หน้าที่สร้างสัมพันธภาพ ปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกอ่ืนๆ ในแนวทางที่เกื้อกูลต่อภาวะจิตใจท่ีจะนาไปสู่การ
เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของแตล่ ะบคุ คล

ในการแบ่งลักษณะของกลมุ่ อาจจาแนกโดยคานึงถึงทฤษฎี และวิธีการทก่ี ลุ่มใช้ บางครัง้ อาจ
จาแนกตามลักษณะของสมาชิก เช่น วัยหรือลักษณะปัญหา ซึ่งข้อดีของกลุ่มที่มีลักษณะเหมือนกัน คือ
สมาชิกมักสร้างสัมพันธภาพได้รวดเร็ว มีความสนใจที่จะเรียนรู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และกลุ่มที่มี
สติปัญญาใกล้เคียงกัน มักไม่ค่อยมีความขัดแย้งและความเบื่อหน่าย ส่วนกลุ่มท่ีมีลักษณะแตกต่างกัน
สมาชิกจะได้เรียนรู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับสมาชิกที่ภูมิหลังแตกต่างจากตน โดยหลักการสาคัญที่
ต้องพิจารณาในการเร่ิมต้นคือ ความเหมาะสมของเวลาในการให้คาปรึกษา ควรจะมีเวลาเข้าร่วมกลุ่ม
สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ใช้เวลาคร้ังละ 60 - 90 นาที อย่างน้อยสุดจานวน 10 คร้ัง และพิจารณาเก่ียวกับ
ความเหมาะสมของผู้รับคาปรึกษาแบบกล่มุ ดว้ ย

สาหรับจุดมุ่งหมายของการให้คาปรึกษาแบบกลุ่ม แฟรงค์ (Frank อ้างอิงใน Ohlsen,
1970: 33) ไดก้ าหนดจดุ ม่งุ หมายของการใหค้ าปรกึ ษาแบบกลุ่มไว้ 5 ประการ ดงั นี้

1) เพ่ือเปิดโอกาสให้สมาชิกในกลุ่มได้ระบายความรู้สึกต่างๆ เป็นการลดความ
ตงึ เครียด

2) เพ่ือส่งเสริมใหส้ มาชิกเกดิ การยอมรบั นบั ถือตนเอง ร้จู ักตนเอง
3) เพือ่ ส่งเสริมให้ผ้มู ีปญั หากล้าเผชิญปัญหาของตนเอง และหาวิธกี ารแก้ไข
4) เพอื่ ชว่ ยใหผ้ ู้มีปัญหาได้ปรับปรุงทกั ษะในการยอมรบั ตนเองและแก้ปญั หาด้านการขัดแย้ง
ในตนเอง และความขดั แยง้ ทีต่ นมีกับผู้อนื่
5) เพือ่ ชว่ ยให้สมาชกิ มีความเข้มแข็ง มกี าลงั ใจสามารถป้องกนั ไม่ให้เกดิ ปัญหาขนึ้ อีก

307

ภาพที่ 7.2 การให้คาปรึกษาแบบกล่มุ
ทม่ี า: http://www.tyr.moj.gov.tw/ct.asp?xItem=121974&CtNode=23241&mp=166

คณุ สมบัตขิ องผใู้ ห้คาปรึกษา

คุณสมบัติของผู้ให้คาปรึกษาเป็นปัจจัยหน่ึงที่มีความสาคัญต่อความสาเร็จของการให้
คาปรึกษา ผู้ให้คาปรึกษาท่ีมีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยเหลือและจัดกระบวนการให้คาปรึกษาได้เป็น
อยา่ งดี ดงั น้นั ผใู้ หค้ าปรกึ ษาทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพควรประกอบด้วยคุณสมบตั ิทีส่ าคัญ 2 ประการดงั นี้

1. คุณสมบัติด้านบุคลิกภาพ ผู้ให้คาปรึกษาควรมีคุณสมบัติด้านบุคลิกภาพในประเด็น
สาคญั ดังต่อไปนี้

1.1 มีสุขภาพกาย สุขภาพจติ ดี และมวี ุฒิภาวะสมวัย
1.2 เปน็ ผู้มีมนษุ ยสมั พนั ธท์ ดี่ ตี ่อบุคคลทัว่ ไป
1.3 มกี ารใหเ้ กียรติบุคคลอ่ืนว่ามคี ณุ คา่ มีศกั ดิศ์ รี
1.4 มีความมัน่ คง ไมห่ วัน่ หรือแปรปรวนง่าย สุขมุ รอบคอบในการปฏิบัติงาน
1.5 มคี วามอดทนเสียสละ และรู้จกั ใหอ้ ภยั
1.6 มีความเช่ือมั่นในตนเอง ยอมรับตนเองทั้งส่วนดีและข้อบกพร่อง และไม่มีลักษณะ
ของการเปน็ ผทู้ ่คี อยป้องกันตัวเอง
1.7 มใี จกวา้ งยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืนดว้ ยความเตม็ ใจ
1.8 มคี วามสามารถในการทางานรว่ มกับผอู้ น่ื เป็นผู้นาและผู้ตามทดี่ ี

308

1.9 มีความสุภาพอ่อนโยน พูดจาไพเราะน่าฟัง และสามารถใช้คาพูดสื่อสารกับผู้อ่ืนได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

1.10 มีความสขุ มุ รอบคอบ และมคี วามรับผิดชอบ
1.11 มคี วามคดิ ถูกทานองคลองธรรมเป็นทย่ี อมรบั นับถอื ของบุคคลทวั่ ไป
1.12 มีความเขา้ ใจตนเอง และเขา้ ใจผูอ้ น่ื
1.13 เปน็ บุคคลทน่ี า่ ไวใ้ จ และสามารถเกบ็ รักษาความลบั ไดด้ ี
1.14 มคี วามสามารถในการปรบั ตัว และพัฒนาตนเองได้ดี
1.15 มีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
2. คุณสมบัติด้านความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในวิชาชีพ ผู้ให้คาปรึกษาควร
มีคุณสมบตั ิดา้ นความรู้ ความสามารถ และประสบการณใ์ นวิชาชพี ในประเด็นสาคญั ดงั ต่อไปน้ี
2.1 ผา่ นการศกึ ษา และอบรมทางวิชาชีพในการใหค้ าปรึกษาอย่างเพียงพอ
2.2 มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะในการนาทฤษฎี และเทคนิคต่างๆ ไปใช้
ประโยชน์ในการใหค้ าปรกึ ษา
2.3 มีความใฝ่รู้อยู่เสมอ และมีทักษะในการค้นคว้าหาข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ เพื่อ
นาไปใช้ประโยชน์ในการใหค้ าปรึกษา
2.4 มีความรอบร้ใู นศาสตร์ตา่ งๆ ซ่ึงสัมพันธก์ บั การปฏิบัติงานในวิชาชพี การให้คาปรกึ ษา
และสามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ได้อย่างเหมาะสม
2.5 มีศิลปะในการนาความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในวิชาชีพไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์แก่ผู้รบั คาปรึกษา บุคลากร และหน่วยงานท่เี ก่ียวขอ้ ง
2.6 สามารถปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบให้สาเร็จได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
2.7 มีความสนใจ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพ่อื การเป็นผูใ้ ห้คาปรกึ ษาที่มี
ประสทิ ธภิ าพ และทนั สมัยอยูเ่ สมอ

จรรยาบรรณการให้คาปรึกษา

เน่ืองจากการให้คาปรึกษาจัดเป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง จึงมีการกาหนดมาตรฐาน
และจรรยาบรรณของการให้คาปรึกษาไว้อย่างชัดเจน เช่น สมาคมการให้คาปรึกษาสหรัฐอเมริกา
(The American Counseling Association: ACA) ได้กาหนดจรรยาบรรณการให้คาปรึกษาเพื่อรักษา
มาตรฐานของผู้ท่ีอยู่ในวิชาชีพให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณธรรมและอยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน โดยมีการ
ทบทวนจรรยาบรรณนี้ เมื่อปคี .ศ. 1997 สามารถสรปุ ได้ดงั นี้ (ดวงมณี จงรกั ษ์, 2549: 23-28)

309

หมวด ก สมั พันธภาพการให้คาปรึกษา
1. สวสั ดิการของผู้รบั คาปรกึ ษา

1.1 ผู้ให้คาปรึกษาต้องมีความรับผิดชอบเบื้องต้น โดยการแสดงความเคารพในศักด์ิศรี
และสง่ เสรมิ สวัสดิภาพของผรู้ บั คาปรกึ ษา

1.2 ผู้ให้คาปรึกษาต้องสนับสนุนให้เกิดการพัฒนางอกงาม โดยตระหนักถงึ ความต้องการ
ความสนใจ และสวสั ดกิ ารของผู้รบั คาปรกึ ษา

1.3 ผูใ้ ห้คาปรึกษาตอ้ งให้ผู้รบั คาปรกึ ษามสี ว่ นร่วมในการวางแผนการให้คาปรึกษา
1.4 ผ้ใู ห้คาปรึกษาตอ้ งให้ครอบครวั ของผรู้ บั คาปรึกษามีสว่ นร่วมในการให้คาปรกึ ษา
2. สิทธิของผูร้ บั คาปรึกษา
2.1 ผู้ให้คาปรึกษาต้องแจ้งให้ผู้รับคาปรึกษาทราบถึงจุดประสงค์ เป้าหมาย เทคนิค
กระบวนการ ขอ้ จากดั ความเส่ียงของผูร้ ับคาปรึกษา
2.2 ผูใ้ ห้คาปรึกษาต้องให้อสิ ระในการเลือกตัดสนิ ใจด้วยตนเองของผรู้ บั คาปรกึ ษา
2.3 ผู้ให้คาปรึกษาต้องหลีกเล่ียงการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้รับคาปรึกษาทุก
รปู แบบ และไมใ่ หค้ าปรกึ ษากบั ผทู้ ีต่ นมคี วามสัมพนั ธท์ างเพศด้วย
2.4 ผู้ให้คาปรึกษาต้องไม่ทอดทิ้งผู้รับคาปรึกษา ในกรณีที่ไม่สามารถให้คาปรึกษาได้
ก็ควรสง่ ตอ่ ผู้ให้คาปรกึ ษาทา่ นอ่ืน
หมวด ข การรกั ษาความลับ
1. ผู้ให้คาปรึกษาเคารพสิทธิของผู้รับคาปรึกษาในเร่ืองความเป็นส่วนตัว หลีกเล่ียงการ
เปดิ เผยขอ้ มูลทเ่ี ป็นความลบั
2. ผู้ให้คาปรึกษาพึงมีข้อมูลการปรึกษาตามความจาเป็น ทั้งพึงรักษาข้อมูลน้ัน กรณีต้องมี
การบันทึกข้อมูลของผู้รับคาปรึกษา หรือกรณีต้องเปิดเผยข้อมูล หรือต้องส่งต่อข้อมูลการให้คาปรึกษา
แกผ่ ้อู ่นื ควรได้รับการอนุญาตจากผ้รู บั คาปรึกษา
หมวด ค ความรบั ผดิ ชอบทางวิชาชีพ
1. ผู้ให้คาปรึกษามีความรับผิดชอบในการอ่าน ทาความเข้าใจและปฏิบัติตามจรรยาบรรณ
และบรรทดั ฐานของการประกอบวชิ าชพี
2. ผู้ให้คาปรึกษาต้องมีความพร้อมในการให้คาปรึกษา คานึงถึงศักยภาพของตนเองก่อนให้
คาปรึกษา น่ันคือ ผู้ให้คาปรึกษาหลีกเล่ียงการให้บริการเม่ือสภาวะร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของ
ตนเองไม่พรอ้ ม

310

หมวด ง การประเมนิ การวดั และการการแปล
1. ผใู้ ห้คาปรกึ ษาต้องตระหนกั ถงึ ขอ้ จากัดความสามารถในการให้ทาการทดสอบและทาการ
ประเมินเฉพาะส่ิงที่ได้รับการฝึกฝน มีความเข้าใจเร่ืองความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น มาตรฐาน ความ
ผิดพลาดของการวัด และรจู้ กั ประยกุ ต์ใช้อยา่ งถูกต้อง
2. ผู้ให้คาปรึกษาต้องอธิบายและทาความเข้าใจต่อผู้รบั การประเมิน ก่อนการประเมิน และ
รับผิดชอบตอ่ การอธิบายผลของตนเอง
3. ผู้ให้คาปรึกษาพึงพิจารณาเลือกเครื่องมือทางจิตวิทยาที่เหมาะสมสาหรับผู้รับคาปรึกษา
กรณีท่ีต้องสร้างแบบทดสอบ ผู้ให้คาปรึกษาต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ความรู้ในวชิ าชีพท่ีทันสมัย ในการออกแบบทดสอบ เพอื่ พฒั นา เผยแพร่ และใช้ในการศึกษาหรือการให้
คาปรึกษา
หมวด จ การสอน การฝกึ ปฏิบตั ิ
1. ผู้ให้คาปรึกษาเพิ่งเว้นการมเี พศสัมพันธ์กับนักศึกษาหรือผู้ที่อยู่ภายใต้การฝึกปฏิบัติ และ
ไม่มีพฤติการณ์ที่ส่อไปทางชสู้ าวหรือการล่วงละเมิดทางเพศ พึงให้เกียรติแก่ผอู้ ยู่ภายใต้การฝึกหัดอีกท้ัง
ไมค่ วรรบั ญาติสนิทเปน็ ผ้อู ย่ภู ายใต้การฝึกหัด
2. ถ้านักศึกษาหรือผู้อยู่ภายใต้การฝึกปฏิบัติแสดงเจตจานงขอรับคาปรึกษา ผู้ให้คาปรกึ ษา
ไม่ควรให้คาปรกึ ษาแกน่ กั ศึกษาหรือผู้อยูภ่ ายใต้การฝกึ ปฏบิ ตั ิ แต่ควรสง่ ต่อใหแ้ ก่ผู้ให้คาปรึกษาทา่ นอ่นื

วิธีการใหค้ าปรกึ ษา

ในการให้คาปรึกษานั้นมีวิธีการแตกต่างกันไป จาแนกออกได้เป็น 3 วิธี คือ (พนม ลิ้มอารีย์,
2548: 181-182)

1. วิธีการให้คาปรึกษาแบบนาทาง (directive counseling) การให้คาปรึกษาวิธีนี้มีช่อื อีก
อย่างหนึ่งว่า “วิธีการให้คาปรึกษาแบบยึดผู้ให้คาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง” (counselor-centered
counseling) เป็นวิธีที่ผู้ให้คาปรึกษามีบทบาทมากกว่าผู้รับคาปรึกษา โดยผู้ให้คาปรึกษาจะเป็น
ผู้รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ความหมาย เพื่อทาความเข้าใจพฤติกรรมหรือภูมิหลังของผู้รับคาปรึกษา
มากข้ึน แล้วให้คาแนะนาหรือชี้แนวทางในการแก้ปัญหาให้กับผู้รับคาปรึกษา ทฤษฎีการให้คาปรึกษาที่
นามาใช้ในการให้คาปรึกษาตามวิธีนี้ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบวิเคราะห์คุณลักษณะและ
องคป์ ระกอบ (trait-factor counseling)

2. วิธีการให้คาปรึกษาแบบไม่นาทาง (nondirective counseling) หรือวิธีการให้
คาปรึกษาแบบยึดผู้รับคาปรึกษาเป็นศูนย์กลาง (client-centered counseling) หรือวิธีการให้
คาปรกึ ษาแบบโรเจอร์ (Rogerian counseling) การใหค้ าปรึกษาแบบนี้ ผู้ใหค้ าปรึกษาพยายามกระตุ้น

311

ให้ผู้รับคาปรึกษาไดเ้ ปิดเผยความรู้สึกท่ีแท้จริงหรือซ่อนเร้นของตนออกมา แล้วพยายามสะท้อนกลับสิ่ง
เหล่าน้ันให้ผู้รับคาปรึกษาได้ตระหนัก เพ่ือช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาได้เกิดความเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้
และสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ทฤษฎีการให้คาปรึกษาที่ยึดถือวิธีการให้
คาปรึกษาแบบน้ี ได้แก่ ทฤษฎีการให้คาปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ (psychoanalytic approach to
counseling) ทฤษฎีการให้คาปรกึ ษาแบบเกสตัลท์ (gestalt counseling) ทฤษฎีการให้คาปรกึ ษาแบบ
ยึดผู้รับคาปรึกษาเป็นศนู ย์กลาง เปน็ ตน้

3. วิธีการให้คาปรึกษาแบบผสม (eclectic counseling) วิธีการให้คาปรึกษาแบบน้ี
ผู้ให้คาปรึกษาจะไม่ยึดถือวิธีการใดวิธีการหน่ึงเป็นการเฉพาะเจาะจงลงไปในการให้คาปรึกษา แต่จะ
ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ให้คาปรึกษาว่าควรจะใช้วิธีการใดจึงจะเหมาะสมกับผู้รับคาปรึกษา เหมาะ
กับปัญหา และเหมาะกับสถานการณ์ เน่ืองจากมนุษย์มีความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังน้ันวิธีการให้
คาปรึกษาก็ควรจะได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้รับคาปรึกษาเป็นรายๆ ไป และในการให้คาปรึกษา
แตล่ ะคร้งั กค็ วรจะไดใ้ ชว้ ธิ ีการหลายๆ วิธผี สมผสานกัน เพอ่ื ใหก้ ารใหค้ าปรกึ ษาสัมฤทธิผล

กระบวนการให้คาปรกึ ษา

กระบวนการหรือขั้นตอนการให้คาปรึกษามีหลากหลายวิธีข้ึนอยู่กับผู้ให้คาปรึกษาว่าจะ
กาหนดกระบวนการหรือขั้นตอนการให้การปรึกษาอย่างไร เช่น แบรมเมอร์ (Brammer, 1988 อ้างถึง
ใน ปรัชญา ปิยะมโนธรรม, 2549: 120) และวัชรี ทรัพย์มี (2550: 3) ได้กาหนดกระบวนการให้
คาปรึกษา ออกเป็น 8 ขั้นตอน คือ ขั้นเร่ิมการให้คาปรึกษา ข้ันระบุปัญหา ขั้นระบุวัตถุประสงค์การให้
คาปรึกษา ขั้นวางแผนการแก้ปัญหา ขั้นดาเนินการตามแผนท่ีวางไว้ ข้ันประเมินผล ข้ันยุติการให้
คาปรึกษา และขั้นติดตามผล ส่วน คอร์มิเออร์และแฮคนี (Cormier & Hackney, 1993) ได้เสนอ
กระบวนการให้คาปรึกษาไว้ 5 ข้ันตอน ประกอบด้วย ขั้นสร้างสัมพันธภาพ ขั้นประเมินและวินิจฉัย
ข้ันกาหนดเป้าหมายการปรึกษา ขั้นแทรกแซงแก้ไข และข้ันยุติและติดตามผล นอกจากน้ี ฮานเซน
และคณะ (Hansen et al, 1994 อ้างถึงใน ดวงมณี จงรักษ์, 2549: 32) ได้กาหนดข้ันตอนของ
กระบวนการให้คาปรึกษาไว้ 4 ข้ันตอน คือ ขั้นเริ่มต้นการปรึกษาและสร้างสัมพันธภาพ ข้ันสารวจ
ตนเองเพื่อทาความเข้าใจปัญหา ข้ันจัดการกับปัญหา และข้ันยุติการให้คาปรึกษา แต่ในที่น้ีขอนาเสนอ
ขนั้ ตอนของกระบวนการให้คาปรกึ ษารปู ตัววี 5 ขัน้ ตอน ตามแนวคดิ ของจีน แบรี่ (2549: 74) ดงั นี้

312

ผู้ให้คาปรึกษา ผู้รบั คาปรึกษา ผใู้ หค้ าปรึกษา ผู้รับคาปรกึ ษา

สร้างสัมพันธภาพ และตกลงบริการ ยุติการปรึกษา

การสารวจปญั หา การวางแผนแก้ไขปัญหา

เขา้ ใจปัญหา สาเหตุ และความต้องการของผรู้ บั บริการ

ภาพท่ี 7.3 ข้ันตอนการให้คาปรกึ ษารูปตัววี
ทมี่ า: จีน แบรี,่ 2549: 74

1. ขนั้ สรา้ งสัมพันธภาพและตกลงบริการ
การสร้างสัมพันธภาพและตกลงบริการ เป็นข้ันตอนแรกของกระบวนการให้คาปรึกษา

โดยมีจุดมุ่งหมายสาคัญเพ่ือสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจระหว่างผู้รับคาปรึกษากับผู้ให้คาปรึกษา
เนอื่ งจากในระยะเรม่ิ กระบวนการให้คาปรกึ ษา ผรู้ บั คาปรกึ ษายังมคี วามไม่แน่ใจ อาจตน่ื เต้นหรือลาบาก
ใจที่จะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาของตน นอกจากน้ี ในระยะเริ่มต้นของกระบวนการให้
คาปรึกษา ผู้รับคาปรึกษาและผู้ให้คาปรึกษายังไมค่ ุ้นเคยต่อกัน ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องสร้างสัมพันธภาพ
ที่ดีกับผู้รับคาปรึกษา โดยอาศัยเทคนิคและทักษะต่างๆ เช่น การทักทายสั้นๆ การพูดเรื่องทั่วไป
การใส่ใจหรือแสดงพฤติกรรมการใส่ใจ และการเปิดประเด็นแล้วนาเข้าสู่การตกลงบริการ เป็นต้น
เพื่อให้ผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับคาปรึกษามีความเข้าใจท่ีตรงกันในองค์ประกอบต่างๆ ของการให้
คาปรึกษา ได้แก่ การแนะนาตัว การชี้แจงบทบาทของผู้ให้และผู้รับคาปรึกษา การรักษาความลับ
ระยะเวลาที่ใช้ในการให้คาปรึกษา ประเด็นในการขอรับบริการอันจะนาไปสู่ความไว้วางใจและ
สัมพันธภาพทีด่ ีระหว่างผู้ใหแ้ ละผรู้ ับคาปรกึ ษา

313

2. ขน้ั สารวจปญั หา
ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องใช้ทักษะต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสและกระตุ้นให้ผู้รับคาปรึกษาเล่าถึง

ปัญหาต่างๆ เพ่ือสารวจปัญหาและความต้องการของผู้รับคาปรึกษา ตลอดจนได้เรียนรู้ความคิด
ความรสู้ ึกและพฤติกรรมของตนเอง จนไดพ้ บปัญหาและรับร้คู วามต้องการหรือท่าทีท่ตี นเองมีต่อปัญหา
ซ่ึงในข้ันการสารวจปัญหานี้จะใช้ระยะเวลามากนอนเพียงใดขึ้นอยู่กับพื้นฐานสติปัญญา ความสามารถ
ลักษณะนิสัยของผ้รู บั คาปรึกษา และความชานาญในการใชท้ ักษะของผ้ใู ห้คาปรึกษา

3. ขัน้ เข้าใจปญั หา สาเหตุ และความตอ้ งการของผ้รู ับคาปรกึ ษา
ขนั้ ตอนนี้สาคัญท่ีสุดถือเป็นหัวใจของกระบวนการให้คาปรกึ ษา ซึ่งผู้ให้คาปรกึ ษาต้องใช้

ทักษะเพ่ือให้ผูร้ ับคาปรึกษาเกดิ ความกระจ่างชัดในสาเหตขุ องปัญหา ได้สารวจความคดิ และความรู้สึกท่ี
ตนเองมีต่อประสบการณ์ บุคคล หรือปัญหาท่ีเกิดขึ้น สามารถแยกแยะปัญหานาและปัญหาท่ีแท้จริงได้
สรุปประเด็นปัญหาท่ีผู้รับคาปรึกษาต้องการแก้ไข ตลอดจนนาปัญหาที่ค้นพบมาจัดลาดับความสาคัญ
ความเร่งด่วน รวมทั้งผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนจากการแก้ไขและไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ บ่อยครง้ั ที่ผู้รับ
คาปรึกษาระบุปัญหาในข้ันตกลงบริการอย่างหน่ึงแต่ในข้ันเข้าใจปัญหาสาเหตุเป็นอีกปัญหาหีนึ่ง ผู้ให้
คาปรึกษาจะต้องช่วยให้ผู้รับคาปรึกษามองเห็นแนวทางท่ีจะแก้ไขปัญหานั้นตามศักยภาพของผู้รับ
คาปรึกษา โดยใช้ทักษะต่างๆ เพื่อเอื้ออานวยให้ผู้รับคาปรึกษาคิด สารวจความรู้สึก และความต้องการ
ของตนเอง มองเห็นปัญหา เข้าใจสาเหตุ และทราบถึงความต้องการที่ชัดเจนของตนเอง และมีพลังใจที่
จะตัดสินและคิดวิธีการแก้ไข ตลอดจนสามารถท่ีจะยอมรับความรู้สึกเสียใจ หรือเจ็บปวดจากผลของ
การตัดสินใจของตน

4. ขั้นวางแผนแก้ไขปญั หา
ข้ันวางแผนและแก้ไขปัญหา เป็นขั้นตอนท่ีผู้ให้คาปรึกษาช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาได้ใช้

ศักยภาพของตนเท่าท่ีมีอยู่ ค้นหาวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการที่หลากหลาย วางแผนแกไ้ ขปัญหาอย่าง
เป็นข้ันตอน และตัดสินใจเลือกทางแก้ปัญหาที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ ศักยภาพและ
สภาพแวดล้อมของผู้รับคาปรึกษามากท่ีสุด โดยผู้ให้คาปรึกษาไม่ควรเร่งรีบและด่วนตัดสินใจจัดการ
ปัญหาของผู้รับคาปรึกษา แต่จะคอยให้กาลงั ใจแก่ผ้รู ับคาปรึกษาในการวางแผนปฏบิ ัติ เพื่อแก้ไขปัญหา
ด้วยตนเองก่อน หากผู้รับการปรึกษาหมดหนทางจึงจะเสนอแนะ และเปิดโอกาสให้ผู้รับคาปรึกษาได้
แสดงความคิดเห็นในข้อเสนอแนะน้ันๆ เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้มีส่วนร่วมในการค้นหาวิธกี ารพิจารณา
ความเหมาะสม และเลือกทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับตนเองท่ีสุด ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้รับคาปรึกษา
คาดคะเนถึงโอกาสประสบความสาเร็จ และความเป็นไปได้ในการใช้วิธีแก้ไขปัญหาท่ีเลือก สร้างความ
ตระหนักในการรบั ผดิ ชอบตอ่ การตัดสนิ ใจและยอมรับผลท่ีเกิดขึ้นจากการเลือกของตนเอง ไมใ่ ชเ่ ป็นการ

314

บังคับให้ปฏิบัติ ซึ่งในขั้นน้ีผู้ให้คาปรึกษาอาจสร้างบรรยากาศท่ีเอื้ออานวยให้ผู้รับคาปรึกษามีกาลังใจ
อบอุ่นใจ ไม่โดดเดยี่ ว ด้วยวิธีการ ดงั น้ี

4.1 การประคับประคอง เป็นการสนับสนุน ให้กาลังใจ ใส่ใจกับความรู้สึก โดยไม่เน้น
วิธีการแก้ไขปัญหา แต่ทั้งนี้การให้กาลังใจต้องให้เป็นข้อมูลที่เป็นไปได้จริง และไม่ใช่ข้อมูลหรือให้
กาลงั ใจท่มี ุ่งกลบเกลื่อนความรสู้ ึก

4.2 การให้ขอ้ มูล ควรให้ขอ้ มูลเกย่ี วกับเร่อื งราวท่ีแน่ใจว่าผู้รับคาปรกึ ษายังไม่รู้ และเป็น
ข้อมลู สาคัญทตี่ อ้ งนามาประกอบการตดั สินใจและการสรา้ งพฤติกรรมใหม่

4.3 การเสนอวธิ ีการต่างๆ ในกรณีผรู้ ับคาปรึกษาไม่พร้อมนาศกั ยภาพมาใชใ้ นการค้นพบ
วิธีการแก้ไขปัญหา ผู้ให้คาปรึกษาอาจต้องเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาแบบต่างๆ และกระตุ้นให้ผู้รับ
คาปรกึ ษาได้มสี ่วนร่วมในการคิด และเลือกวธิ กี ารแก้ไขปัญหาดว้ ยตนเอง

4.4 การคาดการณ์ด้วยเหตุผล เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รับคาปรึกษาใช้ศักยภาพของ
ตนเองให้มากท่ีสุดในการสารวจปัจจัยที่เก่ียวข้อง และผลที่อาจเกิดขึ้นในเหตุการณ์ต่างๆ หรือวิธีการ
แก้ปัญหาแบบตา่ งๆ หรือการแสดงพฤตกิ รรมใหม่

การแก้ปัญหาใดๆ ก็ตามจะไม่เกิดผลดีตามความคาดหมายหากผู้รับคาปรึกษาไม่นา
พฤติกรรมใหม่ไปปฏิบัติจริง ส่วนใหญ่การให้คาปรึกษาจะไม่ส้ินสุดตรงท่ีมีการตัดสินใจเลือกวิธีการ
แกป้ ัญหา แต่จะต่อเน่ืองกนั ไปจนให้ผู้รับคาปรึกษาไปทดลองแก้ปัญหาแล้วกลบั มาพดู คุยสนทนากับผูใ้ ห้
คาปรึกษา เพื่อการปรับวิธีการจนกระท่ังสามารถแก้ไขปัญหานั้นเสร็จสิ้น หรือผู้รับคาปรึกษาสามารถ
ปรับตวั ใช้ชวี ิตในสังคมได้

5. ข้นั ยตุ กิ ารปรกึ ษา
การให้คาปรึกษาอาจเกิดข้ึนเพียงครั้งเดียว หรือหลายๆ ครั้งต่อเน่ืองไปจนปัญหา

คลี่คลายแล้วแต่กรณี ผู้ให้คาปรึกษาควรจะให้สัญญาณแก่ผู้รับคาปรึกษาให้รู้ตัวก่อนหมดเวลาของการ
ให้คาปรึกษา เช่น มองนาฬิกา หรือพูด “เราเหลือเวลาอีก 2-3 นาที” แล้วเปิดโอกาสให้ผู้รับคาปรึกษา
ได้สรุปในส่ิงต่างๆ ที่ได้จากการสนทนาในแต่ละครั้ง โดยผู้ให้คาปรึกษาสรุปเพิ่มเติมในประเด็นที่ขาด
หายไป ส่งเสริมให้ผู้รับคาปรึกษาได้เห็นคุณค่าของตนเอง มีความรู้สึกด้านบวกต่อตนเอง ผู้อื่น และ
สิ่งแวดล้อม ในบางครั้งผู้ให้คาปรึกษาอาจมอบหมายการบ้านให้ผู้รับคาปรึกษากลับไปปฏิบัติ เช่น การ
เปลยี่ นการสือ่ สาร การฝกึ การหายใจคลายเครียด ฝึกการใชจ้ นิ ตนาการบาบัด เป็นต้น

ในกรณีท่ีผู้ให้คาปรึกษาไม่สามารถช่วยเหลือผู้รับคาปรึกษาได้ หรือประเมินว่าผู้รับ
คาปรึกษาควรได้รับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้และผู้รับ
คาปรึกษาเป็นไปในทางลบซ่ึงไม่เอื้อต่อการให้คาปรึกษา จาเป็นต้องส่งต่อให้พบกับผู้เช่ียวชาญหรือผู้ให้
คาปรึกษาท่านอื่น ผู้ให้คาปรึกษาจะต้องให้ข้อมูลและทาความเข้าใจกับผู้รับคาปรึกษาอย่างชัดเจน

315

ผู้รับคาปรึกษาสามารถเลือกท่ีจะให้ส่งต่อหรือไม่ก็ได้ และถ้าไม่มีการส่งต่อผู้รับคาปรึกษาสามารถขอพบ
ผู้ให้คาปรึกษาได้ต่อไป หากผู้รับคาปรึกษายังต้องการขอรับคาปรึกษา นอกจากการสรุปประเด็นที่ได้
พูดคุยกันก่อนยุติการปรึกษาแล้ว อาจตกลงหัวข้อการให้คาปรึกษา วัน เวลา สถานท่ีในการขอรับ
คาปรึกษาครั้งต่อไป พร้อมท้ังให้กาลังใจแก่ผู้รับคาปรึกษาในการปฏิบัติตามที่เขาได้ตัดสินใจระหว่าง
รอการนัดพบในคร้ังตอ่ ไป แล้วจงึ กล่าวอาลา

จะเห็นว่าการให้คาปรึกษามีข้ันตอน และต้องใช้หลักวิชาการ ดังนั้นจึงจาเป็นท่ีผู้ให้
คาปรึกษาต้องมีความรู้และความสามารถในการใช้ทักษะต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือเอ้ืออานวยให้
ผ้รู บั คาปรึกษาไดใ้ ช้ศกั ยภาพของตนในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม

ทกั ษะการให้คาปรึกษา

ทักษะการให้คาปรึกษา คือ ความสามารถหรือความชานาญในการสื่อสาร ทั้งการใช้ภาษา
ท่าทางและภาษาพูด ซึ่งเป็นเครื่องมือสาคัญของผู้ให้คาปรึกษาในการชว่ ยเหลือบุคคลที่มคี วามทุกข์หรือ
ผู้รับคาปรึกษาใหม้ ีความไว้วางใจ และมีเจตคติทด่ี ีต่อผูใ้ ห้คาปรึกษาและการให้คาปรึกษา สามารถเข้าใจ
ปัญหา สาเหตุของปัญหา และความต้องการของตัวเอง รวมถึงแสวงหาและแนวทางการปรับเปล่ียน
การคดิ การรู้สึก และการปฏิบัติตนเพ่ือให้มชี ีวิตทดี่ ีข้ึน นักจติ วิทยาด้านการให้คาปรึกษานาเสนอทักษะ
การให้คาปรึกษาท่ีแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมแล้วทักษะการให้คาปรึกษาที่เป็นทักษะพ้ืนฐาน
เบ้ืองต้นในการส่ือสารจะประกอบด้วยทักษะ ดังต่อไปนี้ (มัลลวีร์ อดุลวัฒนศิริ, 2554; ดวงมณี จงรักษ์,
2549; เจษฎา บญุ มาโฮม, 2558)

1. ทักษะการฟงั
ทักษะการฟัง (listening skill) มีบทบาทสาคัญในทุกข้ันตอนของการให้คาปรึกษา

การฟัง คือ การให้ความใส่ใจต่อเน้ือหาสาระที่ผู้รับคาปรึกษาส่ือสารมาท้ังวัจนภาษาและอวัจนภาษา
ทาให้ผ้ใู ห้คาปรึกษาเข้าใจพฤติกรรม ความคดิ ความร้สู ึก และวธิ ีมองโลกและชวี ติ ของผู้รับคาปรึกษา

จุดมุ่งหมายของการใช้ทักษะการฟัง มดี ังนี้
1) เพ่อื ให้ผ้ใู หค้ าปรึกษาได้เข้าใจเน้ือหา และความรสู้ ึกของผู้รบั คาปรกึ ษา
2) เพ่ือแสดงให้ผู้รับคาปรึกษารู้สึกว่าผู้ให้คาปรึกษาสนใจ และกาลังต้ังใจฟังในสิ่งท่ีผู้รับ
คาปรกึ ษาพดู
นอกจากนี้ ผู้ให้คาปรึกษาควรหลีกเลี่ยงลักษณะที่ขัดขวางการฟัง ได้แก่ รีบโต้แย้ง
รีบตัดสิน รีบแนะนา วิจารณ์ คิดโยงสู่ตนเอง เปรียบเทียบ เปลี่ยนประเด็นบ่อย รับคาเร็ว (พูดแทรก)
และช่วยพดู เพ่ิมเติม

316

2. ทกั ษะการตั้งคาถาม
ทักษะการตั้งคาถาม (questioning skill) เป็นการท่ีผู้ให้คาปรึกษาซักถามผู้รับ

คาปรกึ ษาในระหว่างการให้คาปรกึ ษา
การตั้งคาถาม แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ คาถามปลายปิด และคาถามปลายเปิด

สามารถนาเสนอรายละเอยี ดดังนี้
1) คาถามปลายปิด เป็นการต้ังคาถามท่ีต้องการคาตอบเฉพาะเจาะจง เช่น ถามว่า

“รู้สึกไม่สบายใจในเร่ืองนี้ใช่ไหม” “ในห้องเรียนสนิทกับใครมากที่สุด” “ชอบวิชาใด” เป็นต้น สามารถ
นาคาตอบที่ไดม้ าใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล ทาความกระจ่าง การเพ่งประเด็น และช่วยกาจดั ขอบเขตของ
เรื่องราวในการพูดคุย หรืออาจหยุดการสนทนาในบางประเด็นท่ีผู้รับคาปรึกษาเกิดความสับสนหรือ
หลงประเดน็

2) คาถามปลายเปิด เป็นการต้ังคาถามเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้ระบาย
ความรู้สึกนึกคิดและเล่ารายละเอียดของปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นของตนออกมา เช่น ถามว่า
“คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเก่ียวกับเร่ืองนี้” “ท่ีคุณเล่าว่า เพ่ือนดูถูกคุณ เขาทาอย่างไรบ้าง” เพื่อเป็นการ
สารวจตนเองและปัญหาของตนเองตลอดจนชว่ ยให้ผรู้ บั การปรึกษา และเขา้ ใจถึงความคดิ ความรู้สกึ และ
พฤติกรรมของตนเอง

จดุ มงุ่ หมายของการใชท้ ักษะการต้ังคาถาม มีดังน้ี
1) เพ่อื ให้ได้ขอ้ มูลเกีย่ วกับผูร้ ับคาปรึกษา
2) เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้สารวจความรสู้ ึก และคิดคานึงเรือ่ งราวของตัวเองเพอ่ื เข้าใจ
ตวั เองมากขน้ึ
3) เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มูล แนวทางแกไ้ ขปญั หา และแผนการปฏบิ ตั ิตามแนวทางดังกลา่ ว
หลกั การปฏบิ ัติในการใช้ทักษะการตัง้ คาถาม มดี ังนี้
1) กาหนดวตั ถุประสงค์ของการถามวา่ ต้องการขอ้ มลู แบบใดจากผู้รับคาปรึกษาแล้วทา
การตั้งคาถาม ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือการถามปลายปิดและการถามปลายเปิด โดยทั่วไปแล้วผูใ้ ห้คาปรึกษา
ควรใช้คาถามปลายเปิด เพ่อื เปิดโอกาสให้ผู้รบั คาปรกึ ษาไดต้ อบตามท่ีตอ้ งการอยา่ งเต็มที่ และจะช่วยให้
ผรู้ บั คาปรึกษาไม่รสู้ ึกว่าถูกซักถามมากเกินไป จากการถามปลายปิด เพราะได้ขอ้ มูลน้อย ผ้ใู ห้คาปรึกษา
ต้องถามบอ่ ยเพอ่ื ให้ได้ข้อมลู ทตี่ ้องการ
2) สังเกตและฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นสรุปหรือทวนซ้าประเดน็ ท่ีต้องการข้อมูล และ
รายละเอยี ดกอ่ นแล้วจึงต้งั คาถาม
3) เมื่อถามแล้วให้ฟังคาตอบของผู้รับคาปรึกษาอย่างใส่ใจ เพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้รับ
คาปรึกษาไว้

317

4) ไม่ควรถามบ่อยเกินไป เพราะอาจทาให้ผู้รับคาปรึกษาราคาญ และต่อต้านการให้
คาปรึกษาได้

5) หลีกเล่ียงการถามด้วยคาถาม “ทาไม” เพราะคาถามท่ีเริ่มด้วย “ทาไม” มักจะทา
ให้ผู้รับคาปรึกษารู้สึกวา่ ตนเองผิด และคิดหาคาตอบที่เหมือนเป็นการแก้ตัว และคาถาม “ทาไม” ไม่ได้
ช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาได้เล่าระบายความรู้สึกทุกข์หรือไม่สบายใจ ซ่ึงวัตถุประสงค์หลักของการให้
คาปรึกษาคอื การใหโ้ อกาสในการเล่าระบาย

ตวั อยา่ งการใช้คาถาม “ทาไม” ทไี่ ม่เหมาะสม
ผรู้ บั คาปรกึ ษา : ผมคิดวา่ แม่ไมย่ ตุ ธิ รรมต่อผม
ผู้ให้คาปรึกษา : ทาไมคดิ อยา่ งน้นั ล่ะ
ผูร้ ับคาปรกึ ษา : ไมท่ ราบซิครบั แต่ผมว่าผมคดิ ถกู แล้ว

ในกรณนี ี้ควรเปลี่ยนเปน็ ใชค้ าถามเพื่อให้ผรู้ ับคาปรึกษาขยายความจะเหมาะสมกว่า
ผ้รู ับคาปรึกษา : ผมคิดว่าแมไ่ ม่ยุติธรรมต่อผม
ผู้ใหค้ าปรึกษา : คณุ แม่ทาอย่างไรบ้าง จึงทาใหค้ ุณคดิ ว่าแมไ่ ม่ยุตธิ รรม

3. ทักษะการเงียบ
ทักษะการเงียบ (silent skill) คือการที่ผู้ให้คาปรึกษาปล่อยให้มีความเงียบใน

กระบวนการให้คาปรึกษา กล่าวคือไม่มีการส่ือสารด้วยวาจาระหว่างผู้ให้คาปรึกษากับผู้รับคาปรึกษา
แต่ยงั คงมกี ารสื่อสารทางอารมณแ์ ละความรสู้ ึก

จุดมุ่งหมายของการใช้ทกั ษะการเงียบ มีดงั นี้
1) เพ่ือให้ผู้รับคาปรึกษาได้คิดทบทวนเรื่องราวของตัวเอง และทาความเข้าใจในส่ิงท่ี
เขาพดู หรือร้สู ึก
2) เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาได้หยุดพักหลังจากพูดจบ หรือหลังจากได้แสดงอารมณ์โกรธ
เสยี ใจ เช่น บน่ รอ้ งไห้
3) เพื่อแสดงความใส่ใจและร่วมรับรู้ รวมถึงเข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของผู้รับ
คาปรึกษาท่ีเกิดขน้ึ ในขณะนั้น
หลกั การปฏิบตั ิในการใช้ทกั ษะการเงยี บ มีดังนี้
1) เมื่อผู้รับคาปรึกษานิ่งเงียบ ผู้ให้คาปรึกษาควรประเมินว่าท่ีผู้รับคาปรึกษาเงียบน้ัน
เงียบเพราะสาเหตุใด เช่น

- รู้สกึ เศรา้ สะเทอื นใจ จนพดู ตอ่ ไปไม่ได้
- เหนือ่ ยล้าจากการร้องไห้ หรือเล่าระบายความรสู้ ึกทร่ี ุนแรง
- คิดทบทวนเร่อื งราวของตัวเอง
- จบประเดน็ หรือเรือ่ งราวนั้นๆ แลว้ หรือกาลงั คดิ ถึงเรื่องที่จะพดู ต่อไป

318

ซ่ึงเหตุผลดังกล่าวเป็นการเงียบที่จะเป็นประโยชน์ต่อการให้คาปรึกษา ดังนั้นผู้ให้
คาปรึกษาไม่ควรรบกวนความเงียบนั้น ควรรอจนกระท่ังผู้รับคาปรึกษาพร้อมที่จะพูดต่อไป ซ่ึงอาจใช้
เวลาในการรอคอย 5 - 10 วินาที หากผู้รับคาปรึกษาเงียบนานพอสมควรแล้วและไม่พูดต่อ ผู้ให้
คาปรกึ ษาอาจดาเนินการดงั นี้

- พูดใหก้ าลงั ใจ หรอื แสดงความเขา้ ใจ เห็นใจ
- สะท้อนเน้ือหา และความรู้สึกของผู้รับคาปรึกษาเกี่ยวกับส่ิงที่กาลังพูดถึงก่อนที่
จะมีการเงยี บเกิดขน้ึ
- ถามถึงความหมายของการเงียบ โดยสรุปเนื้อหาท่ีพูดถึงก่อนท่ีผู้รับคาปรึกษาจะ
เงยี บไป เช่น “คณุ เงียบไป บอกได้ไหมวา่ กาลงั คดิ อะไรอยู่”
- ถามถึงความรู้สึกของผูร้ ับคาปรกึ ษาในขณะท่เี งียบ โดยสรปุ เนื้อหาที่พดู ถึงกอ่ นท่ี
ผู้รับคาปรกึ ษาจะเงียบไป เช่น “คณุ รูส้ กึ อยา่ งไร กพ็ ูดออกมาอยา่ งน้นั กไ็ ด้”
- หากผู้ให้คาปรกึ ษาพจิ ารณาแล้วเห็นวา่ การท่ีผู้รบั คาปรึกษาเงียบไปนานน้ันอาจมี
สาเหตมุ าจาก

• ต่อต้านการมาพบผู้ให้คาปรึกษา เพราะถูกบังคับให้มา ผู้ให้คาปรึกษาควร
แสดงความเข้าใจ เห็นใจ และพูดถึงความตั้งใจ ความใส่ใจและเต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้รับคาปรึกษา
รวมทั้งหลักการ วธิ ีการและประโยชน์ของการให้คาปรกึ ษา เพื่อช่วยให้ผ้รู ับคาปรึกษาเกิดทัศนคติที่ดีต่อ
การถูกเชิญพบ และประโยชน์ท่ีเขาจะได้รบั จากการรบั

• ประหม่า หรือหวาดกลัวต่อการถูกเรียกพบ ผู้ให้คาปรึกษาควรชวนพูดคุยเร่ือง
ทัว่ ไป และแสดงท่าทางทอ่ี บอนุ่ เป็นมติ ร เพ่ือสรา้ งความเป็นกนั เองให้ผ้รู ับคาปรึกษารูส้ ึกผอ่ นคลาย

2) ไม่ควรพูดเพ่ือลดความรู้สึกอึดอัดของผู้ให้คาปรึกษาท่ีทนให้มีการเงียบเกิดข้ึนใน
ระหว่างการสนทนาไม่ได้ ให้อดทนต่อความเงียบและใช้การเงียบให้เป็นประโยชน์ในการให้คาปรึกษา
เพราะการฟังผู้รับคาปรึกษาอย่างสงบ หรือนั่งอยู่กับเขาเงียบๆ เมื่อผู้รับคาปรึกษามีสภาพอารมณ์ที่
รุนแรง เช่น โกรธมาก เสียใจมาก ร้องไห้ เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงอารมณ์อย่างเต็มที่โดยไม่มี
การรบกวน และยังเป็นการแสดงว่าผู้ให้คาปรึกษาเข้าใจความรู้สึกของเขา จะเป็นผลดีกับการให้
คาปรกึ ษามากกว่าการปลอบโยน หรือซกั ถามความรสู้ กึ ในขณะนนั้

3) ระหว่างที่ผู้รับคาปรึกษาเงียบ ควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้รับคาปรึกษา ซึ่งจะทาให้
เข้าใจผู้รับคาปรึกษายิ่งข้ึน เช่น ระหว่างที่เงียบ เขาแสดงทีท่าเหน่ือยอ่อน ถอนหายใจบ่อยคร้ัง ดวงตา
เหม่อลอย ซึ่งอาจเป็นอาการของความวิตกกังวลและความร้สู ึกทอ้ แทส้ ้ินหวัง ภาษาท่าทางเหล่านเ้ี ป็นส่ิง
ทค่ี วรนามาวเิ คราะหโ์ ดยผนวกกบั เร่ืองราวของผ้รู บั บรกิ าร

ตวั อย่าง
ผู้รับคาปรึกษา : ผมไมแ่ นใ่ จว่า ผมจะมีโอกาสตอบแทนบุญคุณของแม่ไหม..เพราะ...

319

ผ้ใู ห้คาปรกึ ษา : (เงียบ)....
ผูร้ บั คาปรกึ ษา : ...หมอบอกวา่ ..แม.่ .แม.่ .อาจจะ...(น้าตาไหล)
ผู้ใหค้ าปรกึ ษา : (เงียบ)....(ส่งกระดาษซับนา้ ตาให้)..
ผรู้ ับคาปรึกษา : แม่ แม่อาจจะ...อยกู่ ับพวกเรา...ไดไ้ มน่ าน...(รอ้ งไห้)
ผใู้ หค้ าปรึกษา : (เงียบ)...ครูเขา้ ใจความรู้สึกของคณุ คะ่ ...ในเมือ่ ตอนนแ้ี ม่ของคณุ

ยงั อยู่ คณุ คดิ วา่ คุณจะทาอะไรให้แมช่ ื่นใจไดบ้ า้ งละ

4. ทักษะการใสใ่ จ
ทักษะการใส่ใจ (attending skill) เป็นพฤติกรรมของผู้ให้คาปรึกษาท่ีแสดงออกด้วย

ภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง ซึ่งบอกถึงความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือผู้รับคาปรึกษา โดยการแสดง
ความสนใจ การเห็นความสาคัญ และการให้เกียรติ เพื่อช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดความอบอุ่นใจและ
ไม่รู้สึกหา่ งเหิน

การใสใ่ จสามารถแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1) การใส่ใจโดยการแสดงออกด้วยภาษาพูด เป็นการพูดต่อเนื่องในเร่ืองเดียวกันกับท่ี
ผู้รับคาปรึกษาได้พดู ใหฟ้ ังในขณะนน้ั แสดงการรับรแู้ ละเข้าใจในทศั นะและแนวคดิ ของผู้รบั คาปรึกษา
2) การใส่ใจโดยการแสดงออกด้วยภาษาท่าทาง เป็นการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่
คาพูด แต่มีความหมายซึ่งสื่อถึงความเข้าใจและการยอมรับความคิดและความรู้สึกของผู้รับคาปรึกษา
ภาษาท่าทางมีความหมายและน้าหนักมากกว่าภาษาพูด ภาษาท่าทางท่ีผู้ให้คาปรึกษาควรแสดงออก
ขณะใหค้ าปรึกษาประกอบด้วย

2.1) การประสานสายตากับผู้รับคาปรึกษา เป็นการแสดงความสนใจในส่ิงท่ีผู้รับ
คาปรึกษากาลังพูดอยู่ แต่ไมค่ วรจ้องมองมากเกินไปเพราะจะทาให้ผูร้ ับคาปรึกษารูส้ ึกอดึ อัดได้

2.2) การแสดงออกทางสีหนา้ ท่าทาง การเคลือ่ นไหวและระยะหา่ ง เชน่
- การแสดงออกทางสีหน้าที่อบอุ่น เป็นมิตรและสอดรับกับเรื่องราวของผู้รับ

คาปรึกษา
- การวางตวั ท่โี น้มตวั เขา้ หาผรู้ ับคาปรกึ ษา เป็นการแสดงความตัง้ ใจและใสใ่ จ
- การแสดงออกทางสหี น้าและทา่ ทางควรมคี วามสอดคล้อง
- การน่ังหรือยืนให้มีระยะห่างระหว่างผู้ให้คาปรึกษาและผู้รับคาปรึกษา

ระยะทพ่ี อเหมาะ คอื ประมาณ 3 – 5 ฟุต
2.3) น้าเสียงการพูด จังหวะการพูด ความดังหรือเบาของเสียง ระดับเสียง ความมี

ชีวิตชวี าของน้าเสียง การเนน้ คาตอ้ งมคี วามสมั พนั ธต์ อ่ ส่งิ ทีผ่ ู้รบั คาปรกึ ษาได้พดู ออกมาแลว้

320

จุดมุ่งหมายของการใช้ทักษะการใสใ่ จ มีดงั นี้
1) เปน็ การแสดงความสนใจ เหน็ ความสาคัญ และให้เกยี รติผู้รับคาปรกึ ษา
2) เป็นการแสดงความกระตือรือร้นท่ีจะให้ความช่วยเหลือ และเป็นการกระตุ้นใหผ้ ู้รับ
คาปรกึ ษาพูดตอ่ ไป
3) เพอ่ื ชว่ ยเพม่ิ พูนความอบอุ่นใจให้ผูร้ ับคาปรึกษา
หลกั การปฏิบัตใิ นการใชท้ กั ษะการใสใ่ จ มีดงั น้ี
1) ในขณะที่ผู้ให้คาปรึกษากาลังฟังผู้รับคาปรึกษาอยู่น้ัน ควรประสานสายตากับผู้รับ
คาปรึกษาในลักษณะท่เี ป็นธรรมชาติ หรือพยักหนา้ เล็กน้อยในขณะท่ีรบั ฟงั
2) ผู้ให้คาปรึกษาพูดตอบรับภายหลังจากท่ีผู้รับคาปรึกษาพูดจบ เช่น “ครับ ค่ะ อืม”
หรือพดู ซ้าประโยคท่ผี ้รู บั คาปรกึ ษากล่าวไว้
3) ใช้คาพูดที่สัมพันธ์กับคาพูดของผู้รับคาปรึกษา โดยไม่มีการขัดจังหวะ จะช่วยให้
ผู้รับคาปรึกษาได้สารวจเรื่องราวของตนเองต่อไป และเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าผู้ให้คาปรึกษากาลังฟังเขาอยู่
ด้วยเช่นเดยี วกัน
4) ลักษณะท่าทางของผู้ให้คาปรึกษาจะต้องมีท่าทีผ่อนคลาย ไม่เกร็งหรือเคร่งเครียด
เพราะจะทาให้ผู้รับคาปรึกษา ตึงเครียดไปด้วย ควรนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าพอสมควร เว้นระยะห่าง
ประมาณ 3 ฟตุ ลักษณะท่าทีและการนั่งก็เปน็ ส่ิงที่สาคัญประการหน่งึ ที่จะแสดงถึงความสนใจ เอาใจใส่
ต่อผู้รบั คาปรกึ ษา

5. ทกั ษะการทวนซ้า
ทักษะการทวนซ้า (paraphrasing skill) เป็นการที่ผู้ให้คาปรึกษาพูดซ้าในเรื่องที่ผู้รับ

คาปรึกษาบอกอีกคร้ังหน่ึง โดยคงสาระสาคัญของเนื้อหา หรอื ความรูส้ ึกไว้ตามเดิม อาจเป็นการทวนซ้า
ท้งั ประโยค หรือทวนซ้าบางสว่ นโดยทาข้อความใหก้ ะทดั รัดข้ึน

จุดมงุ่ หมายของการใช้ทักษะการทวนซา้ มีดงั น้ี
1) เพื่อแสดงถงึ ความใส่ใจ ความเขา้ ใจของผใู้ ห้คาปรึกษาที่มีต่อผู้รับคาปรึกษา
2) เพอื่ ให้ผรู้ ับคาปรึกษาเปดิ เผยตวั เองมากขึ้น
3) เพ่ือย้าให้ผู้รับคาปรึกษาเข้าใจในส่ิงที่ตัวเองพูดได้ชัดเจนย่ิงข้ึน จากการฟังสิ่งท่ี
ตัวเองพูดอกี ครั้ง
4) ชว่ ยให้ผู้รบั คาปรกึ ษาชัดเจนและตรงประเดน็ ในสง่ิ ที่เขาต้องการพูด
5) เพ่ือตรวจสอบความเข้าให้ตรงกันของผู้ให้และผู้รับคาปรึกษาในสิ่งที่ผู้รับคาปรึกษา
กาลงั พดู ถงึ

321

หลักการปฏบิ ตั ิในการใช้ทักษะการทวนซา้ มดี ังน้ี
1) ผู้ให้คาปรึกษาต้องตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้รับคาปรึกษาพูด แล้วพิจารณาว่าคาพูดใดของ
ผู้รับคาปรึกษาท่ีน่าจะเป็นประเด็นสาคัญ ท่ีควรเน้นย้าเป็นพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับคาปรึกษาได้เล่า
อย่างตอ่ เน่อื งหรอื ใหร้ ายละเอียดเพม่ิ เติม
2) ผู้ให้คาปรกึ ษาใชก้ ารทวนซ้าแบบตา่ งๆ ตามความเหมาะสม เชน่

2.1) การทวนซ้าท้ังประโยคของผู้รับคาปรึกษา (อาจเปลี่ยนเฉพาะสรรพนาม) เพ่ือ
แสดงว่าผู้ใหค้ าปรกึ ษาได้ยินสิง่ ทผี่ รู้ ับคาปรึกษาพูด และเปน็ การกระตุ้นใหผ้ ู้รบั บรกิ ารพูดตอ่ ไป เช่น

ผู้รับคาปรกึ ษา : ผมเบือ่ เรียนเหลือเกิน
ผู้ให้คาปรึกษา : คุณเบือ่ เรียนเหลอื เกนิ
2.2) การทวนซ้าเฉพาะบางส่วน เพ่ือเน้นประเดน็ สาคัญ โดยใช้ถ้อยคาที่ชดั เจนและ
กะทัดรัดขึน้ เช่น
ผรู้ ับคาปรึกษา : ผมไมร่ ูจ้ ะทาอย่างไรดี บางคร้งั คิดอยากเลิกเรียน แลว้ หา

งานทา แตบ่ างครัง้ กอ็ ยากเรยี นใหจ้ บ ไม่แนใ่ จว่าจะ
ตดั สินใจอยา่ งไรดี
ผูใ้ หค้ าปรึกษา : คุณไม่รู้วา่ จะจัดการกบั ชวี ิตอย่างไรดี ระหวา่ งการเรยี นต่อ
ใหจ้ บ หรอื ลาออกมาหางานทา
3) หลีกเลย่ี งการทวนซา้ บ่อยๆ เพราะจะทาใหผ้ รู้ ับคาปรึกษารู้สึกอึดอดั หรอื เหมือนถูก
ล้อเลียน และไมแ่ น่ใจในความสามารถของผู้ใหค้ าปรึกษา
4) ในการใช้ทกั ษะการทวนซ้า ทาโดยไม่เพม่ิ เติมความคดิ เห็นของผู้ใหค้ าปรึกษาลงไป
5) เมื่อทวนซ้าแล้ว ให้สังเกตการตอบสนองของผู้รับคาปรึกษา ถ้าผู้ให้คาปรึกษา
ทวนซ้าได้ถูกต้อง ผู้รับคาปรึกษาจะพยักหน้า ตอบรับและพูดหรือขยายความต่อ ในกรณีท่ีผู้รับ
คาปรึกษาไมม่ ีปฏิกริ ยิ าตอบสนอง ผใู้ หค้ าปรกึ ษาอาจใช้ทักษะการถามเปดิ รว่ มดว้ ย ดังตวั อย่าง
ผรู้ บั คาปรกึ ษา : หนไู มส่ บายใจเลยคะ่ ที่เหน็ พอ่ กับแม่ทะเลาะกันบอ่ ยๆ
ผู้ให้คาปรกึ ษา : (สบตา พยักหนา้ ) ค่ะ
ผ้รู ับคาปรึกษา : โดยเฉพาะเวลาใกลเ้ ปดิ เทอมที่หนตู อ้ งขอเงินมาจ่ายค่าเทอม
หนูเห็นแม่ถอนใจบอ่ ยๆ บางคร้ังแมก่ แ็ อบร้องไห้
ผู้ใหค้ าปรกึ ษา : ณิชาเห็นคุณแมร่ ้องไห้
ผู้รบั คาปรึกษา : หลายคร้ังหนคู ดิ วา่ ตนเองเป็นสาเหตทุ าใหพ้ อ่ กับแม่ลาบาก
ตอ้ งหาเงนิ ใหไ้ ด้มากข้ึน พอเขาเครียดกท็ ะเลาะกันบ่อยข้ึน
ผใู้ หค้ าปรึกษา : ณิชาคดิ ว่าตนเองเปน็ สาเหตุ และไมส่ บายใจเลยท่เี ห็นพ่อแม่
ทะเลาะกัน

322

6. ทกั ษะการสรุป
ทักษะการสรุป (summarizing skill) เป็นการรวบรวมใจความสาคัญท้ังหมดของ

ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของผู้รับคาปรึกษาที่เกิดขึ้นในระหว่างให้คาปรึกษาหรือในแต่ละครั้ง แล้ว
ส่ือกลับไปโดยใช้คาพูดส้ัน ๆให้ได้ใจความสาคัญทั้งหมด ผู้ให้การปรึกษาควรใช้ทักษะนี้เมื่อจะเร่ิม
ประเด็นใหม่ เม่ือพูดหรือเล่าเร่ืองหนึ่งๆ มานาน หรือยาวๆ อาจดูซับซ้อนจึงควรสรุปเสียคร้ังหน่ึง ก่อน
จบการใหค้ าปรึกษาในแต่ละคร้ัง

จุดมุ่งหมายของการใช้ทกั ษะการสรปุ มดี ังนี้
1) เพอ่ื ย้าประเด็นสาคัญให้มคี วามชดั เจนในกรณที ่ีมกี ารพดู คยุ กนั หลายประเดน็
2) เพือ่ ใหผ้ ู้รบั คาปรกึ ษาเขา้ ใจเรอ่ื งราวและความรู้สึกของตวั เอง
3) เพื่อใหก้ ารให้คาปรกึ ษาแตล่ ะครัง้ มีความต่อเนื่องกัน
4) เพ่ือช่วยให้ผู้รับคาปรึกษาและผู้ให้คาปรึกษาเข้าใจเรื่องราวที่กาลังสนทนาได้อย่าง
ถกู ตอ้ งตรงกันและได้ใจความทชี่ ดั เจน
หลักการปฏิบัติในการใช้ทักษะการสรุป มดี ังนี้
1) ผู้ให้คาปรึกษาพยายามจับประเด็นสาคัญท้ังเน้ือหาท่ีผู้รับคาปรึกษาพูดและ
ความรู้สกึ ทผ่ี รู้ ับคาปรกึ ษาแสดงแล้วใช้คาพูดส้ันๆ ให้ได้ใจความครบ
2) ผู้รับคาปรึกษาพูดถึงประเด็นปัญหาต่างๆ หลายประเด็น ผู้ให้คาปรึกษาอาจสรุป
แต่ละประเด็นกอ่ นทผ่ี รู้ บั คาปรึกษาจะเรมิ่ ประเดน็ ต่อไป
3) การใช้ทักษะการสรุป กอ่ นจบและเร่มิ การให้คาปรึกษาในแต่ละครั้ง ในกรณีที่มกี าร
ปรึกษาหลายครั้ง หรือครั้งสุดทา้ ยกอ่ นยุติการใหค้ าปรึกษา
4) ขอให้ผู้รับคาปรึกษาเป็นผู้สรุป โดยมีผู้ให้คาปรึกษาช่วยเสริมในส่วนสาคัญที่ผู้รับ
คาปรึกษามิไดก้ ล่าวถึง หรอื ขาดหายไป
ตวั อยา่ งการเร่มิ ประเดน็ ใหม่

ผูร้ ับคาปรึกษา : ผมไม่คิดวา่ จะสอบตดิ แลว้ กไ็ ม่รู้ว่าจะเรยี นอะไรดี แต่ท่แี นๆ่
ผมจะเรียนมหาวิทยาลยั เอกชน เพราะทบี่ า้ นผมสามารถสง่ ได้
และก็ไมต่ ้องแยง่ แข่งขันกับใครให้ผมร้สู ึกว่าผมโง่กว่าคนอนื่ ๆ
และเมือ่ เรียนจบผมก็คดิ วา่ ผมสามารถทางานได้ไม่แพ้คนท่ี
สอบตดิ ของมหาวิทยาลยั ของรฐั

ผู้ให้คาปรกึ ษา : สรุปวา่ ณาชติ ้องการเรยี นตอ่ ในมหาวิทยาลยั เอกชนนะ ต่อไป
เรามาคุยกันถงึ ประเดน็ ของการเลือกคณะ ณาชิคดิ ว่าอยาก
เรียนคณะอะไร

323

7. ทกั ษะการให้กาลังใจ
ทักษะการให้กาลังใจ (reassuring skill) เป็นการแสดงความสนใจ เข้าใจในส่ิงที่ผู้รับ

คาปรึกษาพูด และสนับสนุนให้กาลังใจ เพื่อให้ผู้รับคาปรึกษาเกิดความเช่ือม่ันในการแก้ปัญหาหรือ
ตัดสนิ ใจ โดยผใู้ หค้ าปรึกษาใชก้ ารใหก้ าลงั ใจทงั้ การใชค้ าพดู และภาษาท่าทาง

จดุ ม่งุ หมายของการใช้ทักษะการให้กาลังใจ มีดงั นี้
1) กระตุ้นให้ผู้รับคาปรึกษากระตือรือร้น และม่ันใจในตนเอง รวมท้ังตระหนักใน
ความสามารถและคุณคา่ ในตวั เอง
2) กระตุ้นใหผ้ รู้ บั คาปรึกษากล้าท่จี ะคดิ และทาในสิ่งทไ่ี ม่เคยคดิ หรอื ทามากอ่ น
3) ช่วยใหผ้ ้รู บั คาปรึกษาไดค้ ลายเครียด
หลักการปฏิบัติในการใช้ทักษะการให้กาลังใจ เมื่อผู้รับคาปรึกษาเสนอความคิด หรือ
แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสม หรือผู้รับคาปรึกษามีความพร้อมท่ีจะปรับปรุงพัฒนาตนเองแต่
ยังลงั เลใจ ผใู้ หค้ าปรกึ ษากอ็ าจใชก้ ารให้กาลังใจ โดยใชแ้ นวทางตอ่ ไปน้ี
1) ใช้ภาษาท่าทางในการสนับสนุนให้กาลังใจผู้รับคาปรึกษา เช่น พยักหน้ารับ ยิ้มรับ
ซึ่งเปรียบเสมือนการพูดว่า “น่ันเป็นความคิดท่ีดี” หรือตบไหล่ แตะมือ ซ่ึงแสดงการปลอบโยนให้
กาลงั ใจ
2) ใช้คาพูดสนับสนุนให้กาลังใจผู้รับคาปรึกษา โดยพูดสนับสนุนความคิดของผู้รับ
คาปรึกษา เช่น “น่นั เปน็ ความคดิ ท่ดี ีทเี ดยี ว” คาดคะเนว่าตอ่ ไปนี้จะดีขึ้น เชน่ “คุณมีความทกุ ข์โศกมาก
ท่ีพ่อตาย แต่ในท่ีสดุ คุณก็จะปรบั ตวั และแก้ไขปัญหาได้” ชี้แจงว่าปัญหาของเขามีทางแกไ้ ขได้ เช่น บอก
วธิ ที ีจ่ ะช่วยให้เรียนไดด้ ขี ึน้ เปน็ ตน้
3) หลีกเลี่ยงการสร้างความหวังและการปลอบใจท่ีไม่อาจเป็นจริงได้ หรือใช้การให้
กาลังใจเพอ่ื กลบเกลื่อนความรสู้ ึกทอ้ แท้ของผูร้ บั คาปรึกษา ดงั ตวั อย่าง

ผรู้ ับคาปรกึ ษา : หลงั จากท่ีหนูได้เขา้ ไปกอดแมเ่ วลาเห็นแม่ร้องไห้ หรอื พูดคยุ
กบั แม่ถงึ อนาคตเม่ือหนูเรยี นจบแลว้ ได้งานทา หนูสงั เกตเหน็
แม่ยิม้ แยม้ มากข้นึ หนูรู้สกึ อบอุ่นและรักแม่มากขึ้น

ผูใ้ หค้ าปรึกษา : ครูดีใจดว้ ยนะคะทณี่ ชิ าทาใหค้ ุณแมม่ คี วามสขุ มากข้นึ
ผูร้ ับคาปรกึ ษา : ขอบคณุ คุณครูมากนะคะ
ผใู้ ห้คาปรึกษา : แลว้ กับพ่อละ่ คะ ณชิ าคดิ จะทาอยา่ งไรตอ่ ไป
ผรู้ บั คาปรึกษา : หนูก็จะใช้วธิ ีการคล้ายๆ กนั แลว้ หนจู ะเอาใจพอ่ มากขึน้
ผ้ใู ห้คาปรกึ ษา : ณชิ าบอกครูไดไ้ หมคะ วา่ เอาใจพอ่ มากขนึ้ เปน็ อย่างไร
ผูร้ ับคาปรึกษา : กค็ ือยกน้าใหพ้ อ่ เมอื่ พ่อกลับมาบ้าน นวดให้ หรอื เอาผ้าชบุ นา้

เย็นๆ ให้พ่อเชด็ หนา้

324

ผู้ใหค้ าปรกึ ษา : ดีมากคะ่ ครูเหน็ ด้วยกบั วธิ ีการทณ่ี ชิ าคดิ และเมอื่ ณชิ าทาได้
สาเรจ็ ครอบครวั ของณิชาก็จะเปน็ ครอบครัวท่ีมคี วามสุขมาก
ครอบครวั หนึง่

8. ทักษะการใหข้ ้อมูล
ทักษะการให้ข้อมูล (giving information skill) เป็นการสื่อสารทางวาจาโดยอาศัย

ข้อมูลเป็นแนวทาง เพ่ือให้ผู้รับการปรึกษาได้รับรู้ข้อมูล วิธีการ หรือรายละเอียดของเร่ืองต่างๆ อย่าง
ตรงไปตรงมา ซึง่ เปน็ ประโยชน์ต่อการเข้าใจและการตดั สนิ ใจ เพอื่ ให้ผรู้ ับการปรกึ ษามที างเลือกมากขึ้น

จดุ มุง่ หมายของการใช้ทักษะการให้ข้อมูล มดี งั นี้
1) เพอ่ื ใหค้ วามรู้ ข้อมูล และรายละเอยี ดต่างๆ ท่จี าเปน็ แก่ผู้รบั คาปรึกษา
2) เพื่อใหผ้ รู้ ับคาปรึกษาเข้าใจปญั หาของตนเอง และใชข้ ้อมลู ประกอบการตดั สนิ ใจ
3) เพือ่ ใหผ้ ู้รบั คาปรกึ ษามที างเลอื กและแนวทางปฏิบัติท่เี ขาอาจจะนึกไม่ถงึ
หลักการปฏบิ ัตใิ นการใช้ทักษะการให้ขอ้ มลู มีดังนี้
1) ขอ้ มูลที่ให้ควรชดั เจน ถูกตอ้ ง ครบถ้วน ใช้ภาษาง่ายๆ
2) ผู้ให้คาปรึกษาควรตรวจสอบความรู้และความต้องการเก่ียวกับเร่ืองท่ีจะให้ข้อมูล
จากผูร้ ับคาปรึกษาก่อนให้ข้อมลู เพ่ือประหยดั เวลา และเป็นการใหข้ อ้ มูลไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
3) หลังจากให้ข้อมูลแล้วผู้ให้คาปรึกษาควรตรวจสอบว่าข้อมูลที่ให้นั้น ผู้รับคาปรึกษา
เข้าใจถกู ตอ้ งหรือไม่ โดยใชว้ ิธใี หผ้ รู้ บั คาปรกึ ษาทวนซ้า
ดังตัวอยา่ ง

ผ้รู บั คาปรึกษา : ผมกังวลมาก กนิ ไม่ไดน้ อนไมห่ ลับ เพราะเมือ่ เดอื นกอ่ นผมไป
เทีย่ วตามประสาผู้ชาย ผมเมานดิ หนอ่ ยเลยลืมปอ้ งกนั ผมกลวั
วา่ จะตดิ เอดส์

ผูใ้ หค้ าปรึกษา : ครบั ระยะเวลา 1 เดือนกวา่ ๆ ท่ผี า่ นมา หากปรีชาไปตรวจ
เลือดก็เป็นไปได้วา่ จะไม่พบเชือ้ เอดส์ แตก่ ารไปตรวจมขี อ้ ดคี อื
ทาใหป้ รีชาแนใ่ จวา่ ปรชี าไม่ได้ติดเอดสม์ าก่อนหนา้ นี้แลว้ แล้ว
อีก 3 และ 6 เดือน ปรชี าคอ่ ยไปตรวจซ้าอีก แต่ก็ไม่แน่ใจวา่
การตรวจซ้าจะพบเชอื้ เอดส์ เพราะบคุ คลทีม่ ีรา่ งกายแขง็ แรง
เชื้อก็จะไม่สามารถเจรญิ เตบิ โตได้ แต่ระหว่างน้ปี รชี าจะตอ้ ง
รจู้ ักป้องกันตนเองให้มากขึ้นเพ่อื ไม่ใหต้ ิดโรค หรอื ถ้าตรวจแล้ว
พบว่าตดิ เชื้อจริง ปรีชากจ็ ะไดว้ างแผนชีวติ ของตนเองไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม

325

ผู้รับคาปรึกษา : (เงียบ)
ผู้ใหค้ าปรึกษา : ปรชี าลองบอกครไู ด้ไหมครบั วา่ ตอนน้ีปรีชาคดิ จะทาอะไร

ต่อไป

ตวั อยา่ งการใหค้ าปรึกษาที่แสดงข้นั ตอนและทกั ษะการให้คาปรึกษา

สถานการณ์ อาจารย์ที่ปรึกษาสงั เกตพบว่านักเรยี นในห้องคนหนึ่งมพี ฤตกิ รรมเปลี่ยนไป คือ
ขาดเรียนบอ่ ย ไมส่ ่งงานและผลการเรยี นลดลง จงึ เรยี กนกั เรียนเขา้ พบ

ขน้ั สรา้ งสัมพนั ธภาพ
นักเรียน : สวัสดีค่ะอาจารย์
อาจารย์ : จ้ะ นั่งก่อนซิ (ย้ิม ชีท้ ่เี ก้าอ้ี : ทักษะการใส่ใจ)
นักเรยี น : อาจารย์ ใหเ้ พื่อนไปตามหนูมามีอะไรหรือคะ
อาจารย์ : ครูอยากคยุ ดว้ ยนะ่ เปน็ ยังไงบา้ งช่วงน้ี สบายดีหรือเปล่า

(ทกั ษะการใส่ใจและการถาม)
นกั เรยี น : กส็ บายดคี ่ะอาจารย์
อาจารย์ : ออื ครูนึกว่าหนูไมส่ บายเหน็ ไมค่ ่อยมาโรงเรียน (ทักษะการใส่ใจ)
นกั เรยี น : เอ่อ.... ท่ีจรงิ ก.็ .ไม่คอ่ ยสบายนกั ...
อาจารย์ : ไม่ค่อยสบาย เปน็ อะไรเหรอ (ทักษะทวนซา้ และการถาม)
นักเรยี น : คอื ..กไ็ มไ่ ดป้ ว่ ยอะไร.. ตอนน้.ี .หนู…
อาจารย์ : .............(ทักษะการเงยี บ )...
นกั เรยี น : คอื ....หนู…
อาจารย์ : เธออาจจะกาลังลงั เลว่าควรเล่าหรอื ไม่ แล้วแต่เธอนะ แต่ถา้ เธอกลัวเรอ่ื งการรักษา

ความลับ ครูรับรองว่าจะไมน่ าเรื่องของเธอไปเปิดเผยให้ใครฟังอย่างแน่นอน และการ
ไดเ้ ลา่ เร่ืองที่เราไมส่ บายใจให้ใครสักคนท่เี ปน็ หว่ งและหวังดีตอ่ เรา มนั จะทาใหเ้ รา
รู้สึกดีข้ึน เพราะอย่างน้อยก็มคี นรับฟัง (ทักษะการจัดการ)
นักเรยี น : หนู..ก.็ .มเี ร่อื งไมค่ ่อยสบายใจนิดหนอ่ ยน่ะคะ่
อาจารย์ : ทีว่ า่ มเี รอ่ื งไม่ค่อยสบายใจ มีอะไรทค่ี รชู ่วยได้ครูยนิ ดนี ะ
(ทกั ษะการทวนซา้ และทักษะการใส่ใจ)

326

ข้ันสารวจและทาความเข้าใจปัญหา ความต้องการของผู้รับคาปรึกษา และกาหนดเป้าหมายท่ีเป็น
จรงิ ได้
นักเรียน : คือ..วา่ ตอนนห้ี น.ู ..ไม่คอ่ ยสบายใจเร่อื งทางบา้ นค่ะ
อาจารย์ : ไม่สบายใจเร่ืองทบ่ี า้ น มีอะไรเหรอ (ทักษะการทวนซา้ และทกั ษะการถาม)
นกั เรียน : คือว่า..คณุ พ่อของหนตู ้องไปทางานท่ตี า่ งจงั หวดั น่ะคะ หนเู ลยตอ้ งอยู่บ้านกับคุณแม่

2 คน แต่ทนี ี้ คุณแม่เป็นคนที่ชอบออกสงั คม ไม่ค่อยได้อย่บู ้าน เวลาตอนเย็นหนกู ลบั
บ้านก็ไมค่ ่อยไดเ้ จอคุณแม่เลย ข้าวเยน็ หนูก็ตอ้ งหากนิ เองคนเดยี ว เช้ามาคุณแม่ก็ไป
ทางาน
อาจารย์ : แลว้ หนูร้สู ึกอย่างไร (ทกั ษะการถาม)
นกั เรียน : หนูก็..เหงา เบื่อ กเ็ ลยออกไปข้างนอกไปอยูท่ ีห่ อเพ่อื น จะได้มีเพ่ือนคุย มเี พ่ือนกินข้าว
อาจารย์ : ที่คุณแม่ไมค่ ่อยอยบู่ ้าน หนตู ้องกินข้าวคนเดยี วบอ่ ยๆ มนั ทาใหห้ นูเหงา ก็เลยต้อง
ออกไปหาเพื่อน (ทักษะการสะท้อน)
นักเรยี น : ค่ะ
อาจารย์ : ไปอยู่กบั เพื่อนแลว้ เป็นอย่างไรบ้าง (ทักษะการถาม)
นักเรยี น : กด็ คี ่ะ แตบ่ างทหี นูก.็ .เกรงใจเค้า แบบวา่ บางทแี ฟนเค้ากม็ าหา หนูคิดว่าเค้าอาจจะ
อยากมีความเปน็ ส่วนตวั บ้าง แลว้ เคา้ ก็ชอบออกไปเท่ียวกลางคนื กบั แฟนเค้าดว้ ย
เวลาเค้าไปเค้ากช็ อบชวนหนไู ปด้วย หนูก็ไม่อยากไปแต่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธเค้ายังไง จะอยู่
คนเดียวก็เหงากเ็ ลย..ไปก็ไป พอตอนเชา้ หนูกต็ นื่ มาโรงเรียนไม่ไหว... แล้วเคา้ ก็ยงั
แนะนาเพ่ือนของแฟนให้ร้จู กั กับหนู เค้าบอกหนวู า่ ...ให้หนูรีบมแี ฟนจะได้ไมต่ ้องเหงา
อยู่คนเดยี ว
อาจารย์ : แล้วหนมู คี ดิ ยังไงกับคาแนะนาของเขาจะ๊ (ทักษะการถาม)
นกั เรยี น : กด็ นี ะคะอาจารย์ หนูเห็นเวลาเคา้ อยูด่ ้วยกันเคา้ ก็มคี วามสุขดี แต่อีกใจหน่ึงหนกู ็ว่า
ไม่ค่อยดี.. เวลาเคา้ ทะเลาะกัน..นา่ กลวั แบบวา่ ..เคา้ โดนแฟนตดี ว้ ยนะคะ่ อาจารย์
แลว้ เพ่อื นเค้าแตล่ ะคนทแี่ นะนาให้หนูรูจ้ กั เน่ีย นา่ กลวั กวา่ แฟนเพ่อื นหนูอีก หนไู ม่
แนใ่ จว่าจะมีแฟนดีไหม
อาจารย์ : จากท่ีหนเู ลา่ มาทัง้ หมด หนูคิดว่าถา้ หนใู ชช้ ีวติ อยา่ งนต้ี ่อไปจะเปน็ ยงั ไงจะ๊
(ทกั ษะชีผ้ ลทีต่ ามมา)
นักเรียน : ก็……………………
อาจารย์ : ………….. (ทกั ษะการเงยี บ)
นกั เรียน : กค็ ง…คงจะ…จะตดิ กลุ่มเทยี่ ว กินเหล้า สูบบหุ รี่ ความจรงิ แล้วเพื่อนหน.ู ..แตก่ อ่ นเค้าก็
ไมไ่ ด้เป็นแบบนี้หรอกค่ะ เคา้ พึ่งมาเปน็ ตอนคบกับแฟนคนนี้แหล่ะ

327

อาจารย์ : นั่นซิ ถา้ หนูยังไปหาเพอ่ื นคนน้ี ไปเทย่ี วตอนกลางคนื แล้วก็อยู่ในกลุม่ นี้บอ่ ยๆ..
นักเรียน: (ทกั ษะการทวนซา้ )
อาจารย์ :
นกั เรยี น : หน.ู ..คง...แย่.. เพราะตง้ั แต่หนูไปเท่ียวกับพวกเค้า โรงเรียน..กไ็ ม่ค่อยได้มา การบา้ น..
อาจารย์ : งาน..คา้ งเยอะไปหมด คะแนนของหนูกแ็ ยล่ งแทบจะทุกวิชา
ครดู ีใจนะท่ีหนูคดิ ไดแ้ บบน้ี แลว้ หนคู ดิ วา่ หนูจะทาอย่างไรต่อไป
นกั เรยี น : (ทกั ษะการให้กาลังใจและการถาม)

หนูวา่ จะเลกิ ไปหาเคา้ ที่หอ แล้วก็.....อยู่บา้ นแทน
เปน็ ความคดิ ท่ดี มี ากเลย เออ..แตว่ ่า หนูบอกครูวา่ ...ทอ่ี อกไปหาเพ่ือนเพราะว่า
เหงาตอ้ งอยู่บา้ นคนเดียว แลว้ ถ้าหนไู ม่ออกไปหาเคา้ ..จะอยบู่ า้ น หนจู ะเปน็ ยังไง
(ทักษะการสรุปความและการถาม)
กค็ งจะเหงา..แลว้ กเ็ หงามาก...

ขน้ั หาแนวทางแกไ้ ขปัญหา
อาจารย์ : น่นั สิ อยู่บ้านก็เหงา ไปหาเพื่อนกด็ จู ะอนั ตราย แลว้ หนูคิดว่าจะทาอยา่ งไร (ทักษะการ

สรปุ ความและการถาม)

นกั เรียน : กค็ งดูทวี ี ฟังเพลง ไปตามภาษา เร่อื ยเป่ือย
อาจารย์ : ดทู ีวี ฟังเพลง แล้วหนคู ดิ วา่ จะหายเหงาไหม (ทักษะการทวนซ้าและการถาม)
นกั เรียน : มนั ก็...ไมห่ ายเหงาหรอกค่ะอาจารย์ ทหี่ นูไปเที่ยวผบั กับเพื่อนๆ ความจริง ก็ดี หาย

เหงา เพื่อนเยอะดี อยู่บ้านแลว้ เซง็ ไปค้างหอเพื่อนบ้างก็ดี
อาจารย์ : ไปเทยี่ วผบั แลว้ ก็ไปค้างหอเพ่ือนต่อ ถ้าพอ่ แม่กลบั มา..แลว้ รู้วา่ หนไู มอ่ ยู่บ้าน...หนูคิด

ว่าจะเกดิ อะไรข้นึ (ทกั ษะการซา้ ความและการชผี้ ลท่ีตามมา )
นกั เรียน : ……….(เงยี บ)… พอ่ กบั แม่คงโมโหมาก เพราะเคยบอกวา่ อยา่ ไปไหนตอนกลางคืน

ไมใ่ ห้ไปคา้ งบ้านคนอืน่ ….หากไมไ่ ดข้ ออนญุ าต อา่ …ทาไงดีคะ
อาจารย์ : น่นั ซิ ทาไงดี (ทกั ษะการถาม)
นกั เรียน : ชา่ งเหอะ.. จะได้รู้มงั่ ว่า คนเรากเ็ หงา กก็ ลัวเป็นเหมือนกันทต่ี ้องอยู่คนเดยี ว
อาจารย์ : ฟงั ดเู หมือนกบั วา่ ... ท่ีหนไู ปเทีย่ วกับเพื่อนดึกๆด่ืนๆเน๊ียะนอกจากจะเหงาแลว้ หนยู ัง

กลวั ทตี่ อ้ งอยู่คนเดียวตอนกลางคนื แล้วก็จะประชดคุณแม่ดว้ ย...
(ทักษะการตีความ)
นกั เรยี น : ..........(เงยี บ กม้ หน้า น้าตาไหล)

อาจารย์ : ……..(สง่ กระดาษซบั นา้ ตาให้)...... (ทักษะการเงยี บและการใสใ่ จ )

นกั เรยี น : หนูเหงา....(สะอน้ื ) หนอู ยากให้... แมม่ เี วลาใหห้ นูบ้าง...

328

อาจารย์ : …….. (ส่งกระดาษซบั น้าตาให้.).....(ทกั ษะการเงียบและการใส่ใจ ).........
หนูเคยบอกหรือทาอะไรให้คุณแม่รูไ้ หมคะวา่ ... หนูเหงาแลว้ ก็อยากใหเ้ ขาอยกู่ ินข้าว
นกั เรียน : ด้วยในตอนเย็น (ทักษะการถาม)
อาจารย์ : ....ไมค่ ะ่
นักเรยี น : ทไี่ ม่บอกเน๊ยี ะ เพราะอะไรเหรอ (ทกั ษะการซา้ ความและการถาม)
อาจารย์ : ทาไมต้องให้บอกดว้ ย แม่ก็ต้องรู้ซิวา่ ลกู ท่ไี หนๆ เขาก็อยากให้แมอ่ ยู่ด้วยทง้ั นัน้ แหละ..
เป็นไปได้ไหมทีค่ ุณแม่จะคดิ ว่าหนูอยูเ่ องคนเดยี วได้ เขาจึงออกงานสังคมบ่อยๆ แลว้
นักเรียน : อีกอยา่ ง...ตวั หนเู องกไ็ มเ่ คยบอกหรือทาใหเ้ ขาร้วู ่าอยากใหเ้ ขาอยดู่ ้วย
อาจารย์ : (ทักษะการกระจ่างความ)
นักเรียน :
หนู..ไม่รู้...
แล้วหนคู ดิ ยงั ไง ถ้าจะบอกให้คุณแมร่ ู้วา่ ...อยากให้เขาบ้าน...อยู่กินขา้ วดว้ ย
ไมร่ ูซ้ .ิ .แต่ก็...น่าจะ...ดีเหมือนกนั

ขน้ั วางแผนเพอื่ นาไปส่กู ารปฏบิ ัติ
อาจารย์ : ถ้าด.ี ....หนูจะลองบอกคุณแม่ดไู หม แลว้ ถ้าจะบอกหนูอยากจะบอกคุณแมว่ ่ายังไงดีละ

(ทักษะการทวนซา้ และการถาม)
นกั เรยี น : ก็…บอกว่า .. หนูอยากใหค้ ณุ แมอ่ อกงานตอนเย็นน้อยลง อยบู่ ้านกนิ ข้าวเย็นกับหนู

บ้าง แคอ่ าทติ ยล์ ะ 2-3 วนั ก็พอแลว้
อาจารย์ : ดคี ่ะ..(ย้ิม ผงกศรี ษะ ).. แลว้ ความรู้สึกของหนูทต่ี ้องอยูบ่ ้านคนเดียวละ่ จะบอกไหม

(ทักษะการให้กาลงั ใจและการถาม)

นักเรียน : บอกดีไหมคะ.. บอกดีกว่า..หนูจะบอกว่า...หนูเหงาแลว้ กก็ ลัวดว้ ยที่ตอ้ งอยู่คนเดยี ว
อาจารย์ : อือ... ถา้ หนูพดู แบบน้ีกับคุณแม่ หนูคิดวา่ คณุ แมจ่ ะว่ายงั ไง (ทกั ษะการถาม)
นกั เรียน : คุณแม่ก็คง…จะอยู่บา้ นกับหนูมากข้นึ เพราะหนูกไ็ มไ่ ดเ้ รียกรอ้ งอะไรมากมาย
อาจารย์ : อมื่ …ครูก็คดิ อยา่ งน้ันแหละ แลว้ ตอนนร้ี ้สู ึกยงั ไงบ้าง

(ทกั ษะการใหก้ าลังใจและการถาม)
นกั เรยี น : ก็ดีค่ะ โล่งๆดี ขอบคุณมากนะคะอาจารย์
อาจารย์ : ครูวา่ ถา้ หนูทาตามอย่างที่หนูคิด ทกุ อย่างนา่ จะดีขึ้น แล้วจะพดู กบั คุณแมว่ นั ไหนดี

ละ่ (ทกั ษะการใหก้ าลงั ใจและการถาม)
นกั เรียน : เย็นนีเ้ ลยค่ะอาจารย์ คุณแม่กลบั ดึกยังไงหนกู ็จะรอ


Click to View FlipBook Version