รายงานวิจ ัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ ิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษ ะการค านวณ เพื่อส ่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษ าปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง จ ัดท าโดย นางสาวระพีพรรณ โทนะห งษ า รห ัสนักศึกษ า 6111060013 งานวิจ ัยนี้เป็นส ่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏ ิบัติการสอนในสถานศึกษา 2(1005802) คณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบ ุรี ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษ า 2565
รายงานวิจ ัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ ิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษ ะการค านวณ เพื่อส ่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษ าปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง จ ัดท าโดย นางสาวระพีพรรณ โทนะห งษ า รห ัสนักศึกษ า 6111060013 งานวิจ ัยนี้เป็นส ่วนหนึ่งของรายวิชา การปฏ ิบัติการสอนในสถานศึกษา 2(1005802) คณะครุศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบ ุรี ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษ า 2565
ก ค าน า การจัดท าวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อ ส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง เพื่อ เปรียบเทียบคะแนนการทดสอบก่อนพัฒนาทักษะการค านวณ และคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลัง พัฒนาทักษะการค านวณของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ และเพื่อส ารวจความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและ ก าลัง โดยโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนดังกล่าว ซึ่งผลจากการ วิจัยครั้งนี้จะได้น าไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยขอขอบคุณ อาจารย์ ณัฐธิดา เขียวบ้านยาง ผู้ให้ความรู้ด้านการวิจัยในชั้นเรียน ที่ให้ ค าปรึกษา ค าแนะน าเพื่อจัดท ารายงานวิจัยฉบับนี้ให้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีและขอขอบคุณกลุ่ม ตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้แบบ ฝึกทักษะการค านวณประกอบการสอนในการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มา ณ โอกาสนี้ นางสาวระพีพรรณ โทนะหงษา ผู้วิจัย
ข ชื่องานวิจัย : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อ ส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ผู้วิจัย : นางสาวระพีพรรณ โทนะหงษา รหัสนักศึกษ า : 6111060013 อาจารย์ที่ปร ึกษ า : อาจารย์ ณัฐธิดา เขียวบ้านยาง ปีที่ท าวิจัย : 2565 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียน การสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการ ทดสอบก่อนพัฒนาทักษะการค านวณ และคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังพัฒนาทักษะการค านวณ ของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ และเพื่อส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและก าลัง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง จ านวนทั้งสิ้น 42 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบ ฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและก าลัง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 15 ข้อ 20 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยปรากฏว่า การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง พบว่า นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลความก้าวหน้าในข้อสอบที่เป็นมาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 2.3 ม. 2/1 ได้เพิ่มขึ้น ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนดียิ่งขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณในระดับมากที่สุด
ข Title : The development of learning achievement by using calculation skill exercises to promote teaching and learning about work and strength in Grade 8 of Naluang School Researcher : Miss Raphephan Thonahongsa Student ID : 6111060013 Advisor : Natthida Khiewbanyang Year : 2022 Abstract The development of learning achievement by using calculation skill exercises to promote teaching and learning on work and energy at the Grade 8 of Naluang School. The purpose of this research was to develop learning achievement by using calculation skill exercises to promote teaching and learning on work and energy at the Grade 8 of Naluang School. to compare test scores before developing computational skills and achievement test scores after developing students' calculation skills by using calculation skill exercises and to survey the student's satisfaction toward teaching and learning management by using the calculation skills exercise on work and power. The samples used were Grade 8 students at Naluang School. A total of 42 students, semester 2, academic year 2022. The research tools were: The learning management plan used a computational skill exercise on work and strength, an achievement test of 15 items, 20 points, and a satisfaction questionnaire. The research results showed that The development of learning achievement by using calculation skill exercises to promote teaching and learning on work and energy at the Grade 8 of Naluang School, found that Grade 8 students had progress in the standardized test. Indicator Wor 2.3 M. 2/1 has increased, the students' achievement after school is better. And the students had the student's satisfaction towards teaching and learning by using the calculation skill exercise at the highest level.
ค กิตติกร รมปร ะกาศ การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณเพื่อส่งเสริม การเรียนการสอน เรื่อง ง านและก า ลัง ร ะดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น ช่วงชั้นที่1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ โดยความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบพระคุณอาจารย์ ณัฐธิดา เขียวบ้านยางที่ให้ความอนุเคราะห์องค์ความรู้ที่เป็น ประโยชน์ในการจัดท าการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง จ านวน 42 คน ที่ให้ความ ร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าและทดลองครั้งนี้ สุดท้ายนี้ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม และมีส่วนช่วยในการวิจัยฉบับนี้ นางสาวระพีพรรณ โทนะหงษา ผู้วิจัย
ง สารบัญ เร ื่อง หน้า ค าน า ก บทคัดย ่อ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 ค าถามวิจัย 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 2 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา 3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 6 งานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง 27 กรอบแนวคิดการวิจัย 29 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 30 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 30 การด าเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล 33 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 34
ง สารบัญ(ต ่อ) เร ื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการ วิจัย 36 ผลการวิเคราะห์ 36 ข้อวิจารณ์ 47 บทที่ 5 สร ุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 48 สรุปผลการวิจัย 48 อภิปรายผลการวิจัย 48 ข้อเสนอแนะส าหรับการวิจัยครั้งต่อไป 49 บร รณานุกรม 50 ภาคผนวก 51 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ 52 ภาคผนวก ข แบบประเมินคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ 54 ภาคผนวก ค แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 74 เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง งานและก าลัง 76
1 บทที่1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 มีความก้าวหน้าสู่ยุควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น วิทยาศาสตร์จึงมี บทบาทส าคัญในการด าลงชีวิตของมนุษย์ เพื่อเพิ่มความสามารถและสิ่งอ านวยความสะดวกต่อการด ารงชีวิต เพราะฉะนั้นวิชาวิทยาศาสตร์จึงเป็นวิชาส าคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อน าไปต่อยอดสู่สิ่งต่างๆใน อนาคต โดยยึดหลักตามพรบ.การศึกษา หมวดที่4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความส าคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาพร้อมกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2560 ซึ่งได้ก าหนดตัวชี้วัดของเนื้อหาในแต่ละรายวิชา เนื้อหาสาระเพื่อให้สามารถน าความรู้ ไปใช้ในการด ารงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพ และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความส าคัญของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมาก ที่สุด จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2560 ซึ่งให้ความส าคัญกับการน าความรู้ไปใช้ใน การด ารงชีวิตของผู้เรียน ผู้เรียนควรได้รับความรู้วิชาวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ โดยให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งใน วัยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง อยู่ในช่วง 14-15 ปีเป็นช่วงวัยรุ่นตอนต้น การเรียนรู้ที่ สร้างความสนุกสนาน การเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น และ มิตรภาพเป็นสิ่งที่ส าคัญ การจัดการเรียนการสอนให้เข้ากับการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้นเป็นสิ่งส าคัญ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่เข้ากับ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ที่อยู่ในช่วง 14-15 ปี คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการค านวณ ใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างเพื่อ กระตุ้นผู้เรียนหลากหลาย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการท าแบบฝึก ทักษะการค านวณ การเรียนไปด้วยและเสริมสร้างทักษะไปพร้อมกัน ข้อดีของวิธีสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณ เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง ผู้เรียนได้รับความทักษะที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา และเกิดการเรียนรู้แบบฝึกทักษะทางค านวณ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนจะใช้แรงมาก ขณะสอนแต่จะสะดวกในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในด้านค านวณ ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าจากการสอนนักเรียนมีทักษะการค านวณที่ไม่ดีเท่าไหร่จึงส่งผลกระทบต่อการเรียนในเรื่อง งานและก าลัง หลังจากทดสอบครั้งที่ 1 ท าให้ทราบได้ว่านักเรียนมีกระบวนการค านวณที่ไม่เป็นระบบและส่งผลให้ผลคะแนน ไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ผู้วิจัยจึงได้พิจารณาจากการเรียนในชั้นเรียนและกระบวนการค านวณ จากการสืบค้นข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าในปี 2550-2556 แสดงผลออกมาได้ชัดเจนว่าการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ได้ผลตอบรับจากผู้เรียนเป็นอย่างดีโดยส่งเสริมทักษะการค านวณในการจัดการเรียนการ สอนในวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2 โดยสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลและศึกษาจากประสบการณ์โดยตรง ผู้วิจัยจึง สนใจที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ทั้งหมด 3 ชั่วโมง 2. ค าถามวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง งานและพลังงาน โดยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวงได้ หรือไม่ 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบก่อนพัฒนาทักษะการค านวณ และคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ หลังพัฒนาทักษะการค านวณของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3. เพื่อส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณ เรื่อง งานและก าลัง 4. สมมติฐานในการ วิจัย 1. ทักษะการค านวณของผู้เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนพัฒนา โดยใช้การจัดการเรียนการสอน ที่ใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน ผู้เรียนจะมีความเข้าใจในเนื้อหาเรื่อง งานและ ก าลัง ได้ดียิ่งขึ้น 2. ผู้เรียนมีกระบวนการค านวณที่เป็นขั้นตอน และส่งผลให้ผู้เรียนมีผลคะแนนทดสอบเพิ่มมากยิ่งขึ้น 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการ เรียนการสอน 5. ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565จ านวน 3 ห้อง คือ 2/3, 2/6 และ 2/7 รวมนักเรียนทั้งหมด 124 คน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนนาหลวง จ านวน 41 คน ได้ท าการเลือกแบบเจาะจง
3 6. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา จากการศึกษาตัวแปร ผู้วิจัยสามารถเขียนกรอบแนวคิดในการวิจัยได้ดังนี้ - - - 3.ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 7. ร ะยะเวลาที่ใช้ในการ วิจัย ผู้วิจัยท าการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ระยะเวลา โดยประมาณ 1 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง 8. เนื้อหาที่ใช้ในการ วิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหารายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาตร ฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.2/1วิเคราะห์สถานการณ์และค านวณเกี่ยวกับงานและก าลังที่เกิดจากแรงที่กระท า ต่อวัตถุ โดยใช้สมการ W = Fs และ P= W/t จากข้อมูลที่รวบรวมได้ 9. ปร ะโยชน์ที่คาดว ่าจะได้ร ับ 1. สามารถน าผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาในการจัดการเรียนการ สอนเพื่อพัฒนาทักษะการค านวณในวิชาวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. เป็นแนวทางส าหรับผู้ที่สนใจในการท าวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา ทักษะการค านวณ 3. สร้างแรงจูงใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ให้เข้ากับผู้เรียนได้ ตัวแปรต้น พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียน การสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ดีขึ้นกว่าก่อนฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและก าลัง ภาพที่ 1กรอบแนวคิด
4 10. นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ทักษะการค านวณ การคิดค านวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร การแทนค่า ย้ายสมการ 2. แบบฝึกทักษะการค านวณ การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์เพื่อน ามาเชื่อมโยง ส่งเสริมการค านวณในรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง งานและก าลัง 3. แบบทดสอบ ประเมินความเข้าใจใน เรื่อง งานและก าลัง และดูการแสดงวิธีการค านวณในทุกๆขั้นตอน 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการฝึกทักษะการค านวณ ท าให้ผู้เรียนมีการ เรียนรู้อย่างมีความหมายและเข้าในในเนื้อหารายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง งานและก าลัง มากขึ้น 5. พัฒนาการของนักเรียนในช่วง มัธยมศึกษาตอนต้น พัฒนาการของนักเรียนโรงเรียนนาหลวง อยู่ในช่วงอายุ 14-15 ปี ผู้เรียนจะเรียนรู้จากการ ปฏิบัติ ด้วยตนเอง และ ความร่วมมือกันเป็นหมู่คณะ 6. ความพึงพอใจ ความรู้สึกชอบ หรือ พอใจที่มีหลังการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ ากว่าเกณฑ์ ในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้วิจัยได้ศึกษารายละเอียดต่างๆ ทั้ง ความหมาย ประเภท รูปแบบ ดังนี้ เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการค านวณ 1.1 ความหมายของทักษะการค านวณ 1.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับทักษะการค านวณ 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.1 ความหมายขอบแบบฝึกทักษะ 2.2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ 2.4 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะ 2.5 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.2 หลักการของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.3 รูปแบบของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.4 ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.5 ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3 ประเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของผู้เรียน ความหมายของพัฒนาการของผู้เรียน
6 6. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ 6.1 ความหมายของแรงจูงใจ 6.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 7.1 ความหมายของความพึงพอใจ 7.2 แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรอบแนวคิด เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการค านวณ ในวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการค านวณได้ดังต่อไปนี้ 1.1 ความหมายของทักษะการค านวณ ปิ่นนรา บัวอิ่ม (2556) ได้กล่าวไว้ว่า ความสามารถด้านค านวณ (Numeracy) หมายถึง ความสามารถในการใช้ทักษะการค านวณ ความคิดรวบยอด และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ใน สถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวัน ทวีศักดิ์ จินดานุร ักษ์ และธงชัย ชิวปร ีชา (2550,น.3) ได้กล่าวไว้ว่าการค านวณ เป็นการใช้ความรู้ ทางคณิตศาสตร์ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การแก้สมการการหาค่าเฉลี่ย การเขียนกราฟ มาใช้แก้ปัญหาหรือ ช่วยในการค้นคว้าได้อย่างเหมาะสม ทักษะการค านวณแตกต่างจากทักษะอื่นๆ ทิศนา แขมมณี(2557,น.308-314) ได้กล่าวไว้ว่า กระบวนการคณิตศาสตร์ ว่ากระบวนการนี้มี 2 วิธีการ คือ สอนทักษะการคิดค านวณและสอนทักษะแก้ปัญหาโจทย์ การสอนทักษะ การคิดค านวณมีขั้นตอน ย่อย คือ การสร้างความคิดรวบยอดของค า นิยามศัพท์ สอนกฎโดยอุนัย ฝึกการวินิจฉัย สถาบันราชภัฎจันทรเกษม (2546,น.23) ได้กล่าวได้ว่าการค านวณ คือ การนับจ านวนของวัตถุและ การน าตัวเลขที่ได้มาคิดค านวณ โดยการบวก ลบ คูณ หาร หาค่าเฉลี่ย หรือวิธีค านวณต่างๆ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ทักษะการค านวณ การบวก ลบ คูณ หาร เป็นเทคนิค หรือกลยุกต์ในการกระตุ้นให้นักเรียนมีความอยากรู้และศึกษา ช่วยในการจดจ าได้นาน ฝึกทักษะการคิด ค านวณ และทักษะแก้ปัญหาโจทย์ ประยุกต์ใช้ในรายวิชาอื่น รวมทั้งสามารถน าไปใช้ประโยชน์ใน ชีวิตประจ าวันได้
7 1.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับทักษะการค านวณ สนอง อินละคร (2544 : 49-50) ได้กล่าวถึงกระบวนการสร้างทักษะการคิดค านวณ ว่าเป็นกระบวน การเรียนรู้หลักการ วิธีการ กฎ สูตร และสามารถใช้กฎ สูตร หลักการ วิธีการ ที่เรียนได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว กระบวนการสร้างทักษะการคิดค านวณ มีแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนดังนี้ 1. ตรวจสอบความคิดร่วมยอด อาจท าได้โดย 1.1 ท าความเข้าใจค านิยามขององค์ประกอบที่เกี่ยวกับหลักการ วิธีการ กฎ สูตร และทฤษฎีบทที่ต้องการจะเรียนรู้ 1.2 ครูให้ตัวอย่างหรือให้นักเรียนยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เป็นไปตามหลักการ วิธีการ กฎ สูตร หรือทฤษฎีบทให้มาก ๆ เพื่อให้ความสอดคล้องที่เป็นหลักการ วิธีการ กฎ สูตร หรือทฤษฎีบทนั้นๆ 2. สรุปเป็นกฎ ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายประเด็นที่ส าคัญจากตัวอย่าง ที่ก าหนดให้แล้ว ร่วมกันสรุปเป็นหลักการ วิธีการ กฎ สูตรหรือทฤษฎีบท 3. ฝึกการใช้กฎ ครูสาธิตการใช้หลักการ วิธีการ กฎ สูตร หรือทฤษฎีบทแล้วให้ นักเรียนท า แบบฝึกหัด เพื่อฝึกการใช้หลักการ วิธีการ กฎ สูตร หรือทฤษฎีบทนั้น 4. ปรับปรุงแก้ไข ครูตรวจสอบค าตอบหรือให้นักเรียนตรวจค าตอบ เพื่อหา ข้อผิดพลาดเมื่อ ท าถูกต้องให้ค าชมเชย แต่ถ้าท าผิดพลาดให้แก้ไขให้ถูกต้อง สิร ิพร ทิพย์คง (2547 : 7-12) ได้กล่าวถึงแนวทางการสอนเกี่ยวกับทักษะการคิดค านวณ มี 4 ลักษณะดังนี้ 1. การสอนเพื่อการคิด เป็นการสอนที่เน้นด้านเนื้อหาวิชาการโดยการสร้าง สิ่งแวดล้อม ภายในห้องเรียนและโรงเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนการคิด ท าให้เกิด พัฒนาการ ด้านสติปัญญาท าให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการคิด และอาจมีการปรับหรือเปลี่ยนเนื้อหา เพื่อ พัฒนาความสามารถด้านการคิดของนักเรียน 2. การสอนคิด เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการทางสมอง เป็นการปลูกฝังทักษะ การคิด โดยตรง ลักษณะของเนื้อหาที่น ามาสอนอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาการที่นักเรียน เรียนอยู่ในโรงเรียน แต่นักเรียนจะได้ใช้การคิดเชิงตรรกะ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การ ตัดสินใจตลอดจนการสื่อสาร 3. การสอนเกี่ยวกับการคิด เป็นการสอนที่เน้นการใช้ทักษะการคิดเป็นเนื้อหาสาระ ของการ สอน เพื่อให้นักเรียนได้รู้และตระหนักในกระบวนการคิดของตนเอง ท าให้เกิดทักษะ
8 กระบวนการคิดที่เรียกว่า Metacognition โดยนักเรียนทราบว่าตนรู้อะไร ต้องการทราบ อะไร และยังไม่รู้อะไรสามารถควบคุมและตรวจสอบการคิดของตนได้ ในขณะที่คิดสามารถ ค้นหา ข้อบกพร่องของตนได้ และสามารถค้นหาแนวทางแก้ไขได้ นอกจากนี้ยังสามารถน า กระบวนการ ทางสติปัญญาไปใช้ในการแก้ปัญหาจริงในชีวิตประจ าวันได้ 4. การสอนด้วยการคิด เป็นการสอนที่เน้นการเรียนแบบร่วมมือ โดยให้นักเรียน ได้มีส่วนร่วม ในงานที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยกันคิด ท าให้นักเรียนได้ศึกษาความรู้ซึ่งกันและกัน ตลอดจนมี ความช านาญในการคิดมากขึ้น กร ีนวูด (Greenwood, 1993 : 144-152) ได้กล่าวถึงแนวทางในการพัฒนาการสอนเพื่อให้ เกิด ทักษะการคิดค านวณส าหรับนักเรียน ดังนี้ 1. ทุก ๆ สิ่งที่ด าเนินการในคณิตศาสตร์จะต้องมีความหมาย 2. พยายามใช้สิ่งที่รู้อยู่แล้วด้วยตนเอง 3. สามารถระบุข้อผิดพลาดของค าตอบการใช้สื่อ และการคิด 4. ใช้การคิดค านวณแบบวิธีการนับ (Counting) ให้น้อยที่สุด 5. ใช้การค านวณที่เป็นกระดาษและดินสอ (Paper-and-pencil) น้อยที่สุด เน้นการ ตัดสินใจและการเลือกใช้เครื่องค านวณหรือคอมพิวเตอร์ 6. เมื่อยุทธวิธีที่เลือกใช้ไม่ได้ผลก็เต็มใจที่จะเลือกใช้ยุทธวิธีอื่น 7. ขยายหรือปรับเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา โดยการก าหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือลด เงื่อนไข หรือตั้งค าถามใหม่ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวกับทักษะการคิดค านวณ เป็น ทักษะการ คิดค านวณ เป็นกระบวนการคิดอย่างมีขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงและ ต่อเนื่อง สามารถสอดแทรกทักษะการคิดค านวณในกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อน าไปสู่รูปแบบการคิดใน ลักษณะต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.1 ความหมายขอบแบบฝึกทักษะ ค ารณ ล้อมในเมือง (2548 : 1) ได้กล่าวสรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึก คือ สื่อการ เรียนการสอนชนิดหนึ่งที่ใช้ฝึกให้กับผู้เรียน หลังจากเรียนจบเนื้อหาช่วงหนึ่ง เพื่อฝึกฝน ให้เกิดความรู้ความ เข้าใจ รวมทั้งเกิดความช านาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น
9 วิมลร ัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 130-131) ได้กล่าวสรุปความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่าแบบฝึก คือ แบบฝึกหัดหรือแบบฝึกเสริมทักษะเป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เป็น ส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมส าหรับให้ นักเรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้าย บทเรียน ถวัลย์ มาศจร ัส (2550 : 18) ได้กล่าวสรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ คือ กิจกรรมทักษะการเรียนรู้ที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอ ที่สามารถตรวจสอบการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถน าผู้เรียนสู่การสรุป ความคิดและหลักการส าคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งท าให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเช้าใจด้วยตนเอง สุวิทย์ มูลค า และสุนันทา สุนทรประเสร ิฐ (2550 : 53) ได้กล่าวสรุปความหมาย ของแบบฝึกทักษะ ไว้ว่า เป็นงานหรือกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหนึ่ง ๆ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความรู้ ความ เข้าใจ รวมทั้งเกิดความช านาญในเรื่องนั้น ๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น ร าชบัณฑิตยสถาน (2556 : 687) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่า เป็นแบบตัวอย่าง ปัญหาหรือ ค าสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ความหมายขอบแบบฝึกทักษะ คือ สื่อการเรียนการสอน ชนิดหนึ่งที่มุ่งพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการฝึกฝนนักเรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ เกิดแนวคิดที่ถูกต้อง และมีทักษะใน เรื่องนั้นๆ จนกระทั่งสามารถน าแนวคิดและทักษะที่เกิดขึ้นนั้น ไปใช้ได้อย่างช านาญ 2.2 ทฤษฎ ีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ สมพิศ สกุลทิวศานต์ (2543 : 20) ได้น าทฤษฎีทางจิตวิทยาที่น ามาใช้ในแบบฝึกทักษะ โดยน า ทฤษฎีของสกินเนอร์มาใช้ในการเรียนการสอนประเภทแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. หลักการเสริมแรง (Reinforoement) คือ นักเรียนจะเกิดก าลังใจต้องการเรียนต่อไป เมื่อ ได้รับการเสริมแรงในขั้นตอนที่เหมาะสม และเมื่อนักเรียนแสดงอาการคอบสนองออกมาและ เห็นว่าอาการตอบสนองที่แสดงออกมานั้นถูกต้องก็จะเสริมแรงได้ดีกว่าการได้รับรางวัลอื่นใด การเสริมแรงมีหลักการดังต่อไปนี้ 1.1 การเสริมแรงจะต้องกระท าทันทีทันใด 1.2 การเสริมแรงเป็นครั้งคราวมี 4 ประเภท คือ 1.2.1 การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน 1.2.2 การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนหรือไม่สม่ าเสมอ 1.2.3 การเสริมแรงตามอัตราส่วนที่แน่นอนหรือคงที่
10 1.2.4 การเสริมแรงตามอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน 2. เงื่อนไขการตอบสมอง (Operant Conditioning) พฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ ประกอบด้วยการตอบสนองที่แสดงออกมา พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นกี่ครั้งและบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองหรืออัตราการแสดงออกของพฤติกรรม 3. การตัดรูปพฤติกรรม (Shaping) พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงเพราะเกิดการเรียนรู้ ประกอบด้วยการตอบสนองที่แสดงออกมา พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นกี่ครั้งและบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ การตอบสนองหรืออัตราการแสดงออกของพฤติกรรม 4. หลักความแตกต่างระหว่างบุคคล ทฤษฎีการเรียนรู้กล่าวว่าแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบบฝึกทักษะจึงช่วยให้นักเรียนได้เรียนตามความสามารถของตน ดังนั้นการน าหลักจิตวิทยา ช่วยในการสร้างแบบฝึกทักษะจึงต้องค านึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ 4.1 การให้นักเรียนรู้ผลความก้าวหน้าของตนเอง นับว่าเป็นสิ่งส าคัญมากใน การ เรียนรู้เพราะนอกจากจะช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่าตนเองใกล้จุดมุ่งหมาย ปลายทางแล้วยังช่วยให้เขาได้แก้ไขข้อบกพร่องได้ทันทีที่ท าผิด 4.2 การให้รางวัล โดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดแก่นักเรียน อาจเป็นค าชมเชย ซึ่งเขียนไว้ในบทเรียนหรือการเรียงล าดับการสอนจากง่ายไปยากทีละขั้นซึ่งจะช่วย ให้นักเรียนตอบถูกเป็นส่วนใหญ่ การตอบถูกเป็นรางวัลซึ่งเป็นก าลังใจให้นักเรียน ออกเรียนต่อไปอีกเรื่อยๆ 4.3 การลงโทษ การท าโทษในที่นี้เป็นเพียงค าชมเชย ปร ียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2546 :59-65) ได้น าทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ควรน ามาใช้ใน แบบฝึกทักษะ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ (Thorndike) ธอร์นไดค์ เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองซึ่งมี หลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูก (Trial and Error) ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบ รูปแบบการตอบสนองที่สามารถ ให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรู้ บุคคลจะใช้รูปแบบ การตอบสนองที่เหมาะสม เพียงรูปแบบเดียว และจะพยายามใช้รูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้า ในการเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ และได้สรุปกฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ไว้ดังนี้ 1.1 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียน มี ความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
11 1.2 กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การฝึกหัดหรือการกระท าบ่อย ๆ ด้วย ความเข้าใจจะท าให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวร ถ้าไม่ได้กระท าซ้ าบ่อย ๆ การเรียนรู้ นั้น จะไม่คงทนถาวร และในที่สุดอาจลืมได้ 1.3 กฎแห่งการใช้ (Law of Use and Disuse) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยง ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้น หากได้มีการ น าไปใช้บ่อย ๆ หากไม่มีการน าไปใช้อาจมีการลืมเกิดขึ้นได้ 1.4 กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect) เมื่อบุคคลได้รับผมที่พึ่งพอใจ ย่อมท าให้ อยากจะเรียนรู้ต่อไป แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่น่าพึงพอใจ ก็จะไม่อยากที่จะเรียนรู้ ดังนั้น การได้รับผลที่พึงพอใจจึงเป็นปัจจัยส าคัญในการเรียนรู้ หลักการสอนของธอร์นไดค์ 1. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบลองผิดลองถูก จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ วิธีแก้ปัญหาจดจ าการเรียนรู้ได้ดี และเกิดความภาคภูมิใจในการกระท าสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง 2. การส ารวจความพร้อมหรือการสร้างความพร้อมของผู้เรียน เป็นสิ่งที่ต้องกระท า ก่อนสอนบทเรียน เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนต่อไปหรือไม่ 3. หากต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะในเรื่องใด จะต้องให้เขาเกิดความเข้าใจในเรื่อง นั้น อย่างแท้จริง แล้วให้ฝึกฝนการกระท านั้นบ่อย ๆ แต่อย่าให้ซ้ าซาก จะท าให้ผู้เรียน เกิดความเบื่อหน่าย 4. เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วควรให้ผู้เรียนน าไปใช้บ่อย ๆ 5. การให้ผู้เรียนได้รับผลที่พึงพอใจ จะช่วยให้การเรียนรู้ประสบผลส าเร็จการศึกษา ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเร้าหรือรางวัลที่ผู้เรียนพึงพอใจ จึงเป็นสิ่งส าคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ 2. ทฤษฎีการเรียนรู้ของสกินเนอร์ (Skinner) สกินเนอร์ กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดจากการที่ บุคคลได้มีการกระท าต่อสิ่งเร้าแล้วได้รับ การเสริมแรงและพฤติกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่เป็น ผลต่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ดังนั้นถ้ามี การควบคุมและจัดสภาพการณ์ให้การตอบสนอง เปลี่ยนไป โดยการเสริมแรงจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทีละน้อย จนกระทั่งเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ต้องการ หลักการของสกินเนอร์ มีดังนี้ 2.1 ให้ผู้เรียน เรียนรู้ทีละน้อยเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ
12 2.2 ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉง 2.3 ให้ผู้เรียนมีโอกาสประสบความส าเร็จและได้รับรางวัล 2.4 ให้ผู้เรียนทราบผลทันที 2.5 กระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปตามหลักจิตวิทยาและได้รับความส าเร็จตามล าดับ จากทฤษฎีและหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะ จ าเป็นต้องอาศัยพื้นฐานทฤษฎีทางจิตวิทยา ในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับพฤติกรรมการเรียนเพื่อให้เกิด พฤติกรรมการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยใช้กฎแห่งการฝึกทักษะ ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มั่นคงขึ้นของ ผู้เรียน นอกจากนี้พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนจะแสดงออกมาได้ดีขึ้นอยู่กับความพร้อมของนักเรียน ยัง ต้องค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลการให้นักเรียนรู้ผลความก้าวหน้าของตนเอง การให้รางวัล และการ ลงโทษ 2.3 ปร ะโยชน์ของแบบฝึกทักษะ วิมลร ัตน์ สุนทรโรจน์ (2545 : 113 114) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะเป็นเทคนิค การสอนที่สนุกอีก วิธีหนึ่ง เพราะเมื่อนักเรียนได้ท าแบบฝึกทักษะมากขึ้นก็จะท าให้มีการพัฒนา ทางการเรียนรู้ได้ดีขึ้น จากนั้นได้ บอกประโยชน์ของแบบฝึกทักษะที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1. ท าให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น 2. ท าให้ครูได้ทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน 3. ครูได้แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนได้ดีที่สุดตาม ความสามารถของตนเอง 4. ฝึกให้นักเรียนเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ประเมินความสามารถ ของตนเองได้ 5. ฝึกให้นักเรียนได้ท างานด้วยตนเอง 6. ฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 7. ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ ของตนเอง โดยไม่ ต้องค านึงถึงเวลาหรือความกดดันอื่น ๆ 8. แบบฝึกทักษะช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน ลักษณะการฝึกที่จะท าให้เกิดผล ดังกล่าว ได้แก่ ฝึกทันทีหลังเรียนเนื้อหาจบแล้ว และฝึกซ้ า ๆ ในเรื่องที่เรียน สุเทวี แก้วนิมิตดี (2547 : 40) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. ท าให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนยิ่งขึ้น 2. ท าให้มีความเชื่อมั่นและมีความรับผิดชอบต่องานที่ท า
13 3. ผู้เรียนสามารถใช้ทบทวนบทเรียนและเห็นความก้าวหน้าของตนเอง 4. ช่วยลดภาระการสอนของครู 5. ใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียน ท าให้ครูทราบจุดเด่นจุดด้อยของผู้เรียนได้ชัดเจน 6. เป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอน จากประโยชน์ของแบบฝึกทักษะที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียน การสอนที่มี ประโยชน์และมีความส าคัญยิ่งทั้งต่อตัวครูและนักเรียน ในด้านตัวนักเรียน การเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะจะช่วย ให้เกิดความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเสริมทักษะ รู้จักเหตุและผล ฝึกฝนไหวพริบสติปัญญาให้เกิดความ คล่องแคล่วช านาญ และทราบความก้าวหน้าของตนเอง ส่วนในด้านตัวครู การสอนด้วยแบบฝึกทักษะช่วยให้ ครูมองเห็นปัญหาต่าง ๆ รวมถึงจุดเด่นและ จุดด้อยของนักเรียนได้อย่างชัดเจน ท าให้ครูได้แนวทางในการ พัฒนาการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้ นักเรียนได้เรียนตามความสามารถของตน 2.4 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะ กุศยา แสงเดช (2545: 6)กล่าวว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับชั้น หรือวัยของนักเรียน 3. มีค าชี้แจงสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม 5. มีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ 6. ควรมีข้อแนะน าในการใช้ 7. มีการเลือกตอบอย่างจ ากัดและเลือกตอบอย่างเสรี 8. ถ้าเป็นแบบฝึกทักษะที่ต้องการให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง แบบฝึกควรมี หลายรูปแบบ 9. ใช้ส านวนภาษาง่าย ๆ ฝึกให้คิดและสนุกสนาน ค ารณ ล้อมในเมือง (2548 : 10) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้ 1. มีจ านวนกิจกรรมที่หลากหลาย และมากพอในการให้นักเรียนท าจนเกิดทักษะการเรียนรู้ 2. มีรูปแบบที่น่าสนใจ เช่น มีภาพ หรือการตีกรอบที่สวยงาม 3. สอดคล้องกับเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอน 4. มีล าดับการเรียนรู้จากเรื่องง่าย ๆ ไปสู่เรื่องที่ยากขึ้น 5. ค านึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ตามวัยของนักเรียน 6. สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
14 7. แบบฝึกทักษะควรมีความกว้างกว่าข้อสอบและครอบคลุมถึงลักษณะของกิจกรรม 8. ช่วยสร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยให้นักเรียนได้ใช้ความคิดมากกว่าการจดจ า วิมลร ัตน์ สุนทรโรจน์ (2551 : 112) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีไว้ดังนี้ 1. เป็นสิ่งที่ผู้เรียนเรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของผู้เรียน 3. มีค าชี้แจงสั้น ๆ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีท าได้ง่าย 4. ใช้เวลาที่เหมาะสม คือ ไม่นานเกินไป 5. เป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกทั้งแบบตอบอย่างจ ากัดและตอบอย่างเสรี 7. มีค าสั่งหรือตัวอย่างแบบฝึกที่ไม่ยาวเกินไปและไม่ยากแก่การเข้าใจ 8. ควรมีหลายรูปแบบ มีความหมายแก่ผู้เรียนที่ท าแบบฝึก 9. ใช้หลักจิตวิทยา 10. ใช้ส านวนภาษาที่เข้าใจง่าย 11. ฝึกให้คิดได้เร็วและสนุกสนาน 12. ปลุกความสนใจหรือเร้าใจ 13. เหมาะสมกับวัยและความสามารถ 14. สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ จากลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะที่กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรมี จุดประสงค์ที่จะให้ นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน มีค าอธิบายและค าสั่งที่ชัดเจน สอดคล้องกับ วิธีการเรียนรู้ มีรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้แบบฝึกสั้น ๆ ตามล าดับความยากง่าย และตรงตามเนื้อหา เหมาะสมกับวัยเวลา ความสามารถ ความสนใจ และสภาพปัญหาของนักเรียน 2.5 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ค ารณ ล้อมในเมือง (2548 : 4) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกทักษะ ว่าจะคล้ายคลึงกับการ สร้างนวัตกรรมทางการศึกษาอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ปัญหา ที่เกิดขึ้น ในขณะท าการสอน ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน ปัญหาจากการสังเกต พฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
15 3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อหนึ่งโดยการสร้างแบบฝึกทักษะและเลือก เนื้อหาในส่วนที่สร้างแบบฝึกทักษะนั้น ว่าจะท าเรื่องอะไรบ้าง ก าหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 4. ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะจากเอกสารตัวอย่าง 5. ออกแบบแบบฝึกทักษะในแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลายน่าสนใจ 6. ลงมือสร้างแบบฝึกทักษะในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อสอบก่อนและหลังเรียน ให้สอดคล้องกับ เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 7.ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8. น าไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อน าไปปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 10. น าไปใช้จริงและเผยแพร่ วิมลร ัตน์ สุนทรโรจน์ (2551 : 112) ได้กล่าวถึงขั้นตอนของสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาและความต้องการโดยศึกษาจากการผ่านผลการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะย่อยๆ เพื่อใช้ในการ สร้าง แบบทดสอบและแบบฝึกทักษะ 3. พิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบและขั้นตอนการใช้แบบฝึกทักษะ เช่น จะน า แบบฝึกทักษะ ไปใช้อย่างไรในแต่ละชุดจะประกอบด้วยอะไรบ้าง 4. สร้างแบบทดสอบ ซึ่งมีแบบทดสอบเชิงส ารวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย ความบกพร่อง แบบทดสอบความก้าวหน้าเฉพาะเรื่องเฉพาะตอน แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ต้องสอดคล้องกับ เนื้อหาหรือทักษะที่วิเคราะห์ไว้ในข้อ 2 5. สร้างบัตรฝึกหัด เพื่อใช้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะในแต่ละบัตรมีค าถาม ให้นักเรียน ตอบ 6. สร้างบัตรอ้างอิง เพื่อใช้อธิบายค าตอบหรือแนวทางการตอบแต่ละเรื่องการสร้าง บัตร อ้างอิงนี้อาจท าเพิ่มเมื่อได้รับบัตรฝึกหัดไปทดลองใช้แล้ว 7. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้า เพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรียน ในแต่ละ เรื่องแต่ละตอนสอดคล้องกับแบบทดสอบความก้าวหน้า 8. น าแบบฝึกไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องของแบบฝึกและคุณภาพของแบบทดสอบ 9. ปรับปรุงแก้ไข
16 10. รวบรวมเป็นชุด จัดท าค า ค าชี้แจง คู่มือการใช้ สารบัญ เพื่อประโยชน์ต่อไป จากขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะที่กล่าวมา จะเห็นว่าขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ต้องมีการ วิเคราะห์ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ศึกษารายละเอียดในหลักสูตร ศึกษาขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ลงมือสร้างแบบฝึกทักษะ ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ น าไปทดลองใช้แล้วปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ จากนั้นรวบรวมจัดท าค าชี้แจง คู่มือการใช้แล้วน าไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป ซึ่งผู้วิจัยได้ด าเนินการ สร้างแบบฝึกทักษะตามขั้นตอนของ ค ารณ ล้อมในเมือง (2548 4) โดยผู้วิจัยสร้างแบบฝึกทักษะจ านวน 8 ฉบับ ดังนี้ แบบฝึกทักษะที่ 1 การบวก แบบฝึกทักษะที่ 2 การลบ แบบฝึกทักษะที่ 3 การคูณ แบบฝึกทักษะที่ 4 การหาร แบบฝึกทักษะที่ 5 การบวก ลบ คูณ หารระคน แบบฝึกทักษะที่ 6 โจทย์ปัญหาการบวก การลบ แบบฝึกทักษะที่ 7 โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร แบบฝึกทักษะที่ 8 โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3.1 ความหมายของการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ สมศักดิ์ สินธ ุระเวชญ์(2540) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก ทักษะหมายถึง การ จัดประสบการณ์ฝึกหัดเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองและ สามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้องอย่าง หลากหลายและแปลกใหม่ สุพรรณี ไชยเทพ (2544) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเสริม ทักษะ หมายถึง เอกสารหรือแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ ฝึกปฏิบัติ เป็นการช่วยเสริมให้ นักเรียนมีทักษะสูงยิ่งขึ้น พินิจ จันทร ์ซ้าย (2546) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึงงาน กิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่ เรียนมาแล้วให้สามารถน า ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน
17 ร าชบัณฑิตยสถาน (2546)แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็น แบบฝึกหัดที่ใช้เป็น ตัวอย่างปัญหาหรือค าสั่งที่ตั้งขึ้นให้นักเรียนตอบ คณิศร ศร ีประไพ(2555) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึก แบบฝึกหัด หรือชุดการฝึก เป็นค าที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน คืองานหรือกิจกรรมทีผู้สอน มอบหมายให้ผู้เรียนกระท าเพื่อฝึกทักษะและ ทบทวนความรู้ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความช านาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถน าความรู้ไปแก้ปัญหาได้ โดยอัตโนมัติ บุญนา เกษี (2556) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการ เรียนการสอนที่ สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในแบบ ฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ท าให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น และท าให้ผู้เรียนมองเห็น ความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ความหมายของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การค านวณเอกสารหรือแบบฝึกหัดที่ใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เป็นการ ช่วยเสริมให้นักเรียนมีทักษะสูงยิ่งขึ้นท าให้เกิดความช านาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถน าความรู้ไป แก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ 3.2 หลักการของการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ สมพร ตอยยีบี (2554) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและ แนวทางต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นการก าหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัย ควรมีความยากง่าย แตกต่าง และต้องมีหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาส ในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ และแบบฝึกนั้น มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากไม่ว่า จะเป็นด้านผู้เรียนท าให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับ เนื้อหาวิชาที่สอนและกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น คณิศร ศร ีประไพ (2555) ได้กล่าวไว้ว่าหลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับ จุดประสงค์ที่ ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและ ค านึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล จัดท าให้จบเป็นเรื่องๆ การประเมินผลแจ้งผล ความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้ง บุญนา เกษี (2556) ได้กล่าวไว้ว่า การสร้างแบบฝึกต้องค านึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล แบบ ฝึกต้องมีหลายๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อๆ สร้างเริ่มจาก ง่ายไปหายากและจะต้องถูกต้อง ค าสั่งในแบบฝึกต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่ายควร มีการ สอดแทรกทักษะด้านอื่นๆ เข้าไปด้วย
18 นิตยา กิจโร (2553,40) ได้สรุปหลักการสร้างแบบฝึกไว้ ดังนี้ 1. ก่อนสร้างแบบฝึกจ าเป็นต้องก าหนดโครงร่างไว้ก่อนว่ามีวัตถุประสงค์ แบบฝึกเกี่ยวกับ เรื่องอะไร 2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 4. แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมย่อย โดยค านึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน 5. ก าหนดอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม 6. ก าหนดเวลา และขั้นตอนให้เหมาะสม 7. การประเมินผลอย่างไร บ็อค (Bock,1993) ได้เสนอหลักในการสร้างแบบฝึกดังนี้ 1. ก่อนที่จะสร้างแบบฝึกจะต้องก าหนดโครงร่างคร่าวๆ ก่อนว่าจะเขียน แบบฝึกเกี่ยวกับ เรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยค านึงถึงความ เหมาะสมของผู้เรียน และเรียงกิจกรรมหรืองานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. ก าหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึก 6. ก าหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ควรประเมินผลก่อนและหลัง จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า หลักการของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับ จุดประสงค์ที่ต้องการฝึกมีความเหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและ ค านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดท าให้จบเป็นเรื่องๆ การประเมินผลแจ้งผล ความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันที 3.3 รูปแบบของการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลส าเร็จตาม จุดประสงค์ที่ก าหนดไว้เพียงใด
19 สิร ิพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดค าถามที่ มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมเดช สีแสง, สุนันทา สุนทรประเสร ิฐ (2543 อ้างถึงใน กุศยา แสงเดช, 2545)กล่าวว่ารูปแบบ ของแบบฝึกควรมีความหลากหลายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากท า และได้เสนอ รูปแบบของแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอ่านแล้วเลือกใส่ เครื่องหมายถูก หรือผิดตามดุลยพินิจของผู้เรียน 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยค าถามหรือตัวปัญหาซึ่งเป็นตัวยืนไว้ ในสดมภ์ ซ้ายมือโดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาค าตอบที่ก าหนดไว้ในสดมภ์ขวามือ มา จับคู่กับค าถามให้สอคล้องกัน โดยใช้หมายเลขค าตอบไปวางไว้ที่ว่างหน้าข้อค าถาม หรือจะ ใช้โยงเส้น 3. แบบเติมค าหรือแบบเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้แต่จะเว้น ช่องว่างไว้ให้ ผู้เรียนเติมค าหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งค าที่น ามาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระ หรือก าหนด ตัวเลือกให้เติมก็ได้ 4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยมี2 ส่วน คือส่วนที่ เป็นค าถาม ซึ่ง จะต้องเป็นประโยคค าถามที่สมบูรณ์ชัดเจน ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลือก คือค าตอบซึ่ง อาจมี3-4 ตัวเลือกก็ได้ตัวเลือกทั้งหมดจะมีตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุดเพียงตัวเดียวส่วนที่เหลือเป็นตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่มีตัวค าถาม ผู้เรียนเขียนบรรยาย ตอบอย่างเสรี ไม่ จ ากัดค าตอบ แต่จ ากัดในเรื่องเวลา อาจใช้ในรูปค าถามทั่วไปหรือเป็นค าสั่งให้ เขียนเรื่องราว ต่างๆ ก าหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า รูปแบบของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณมีหลากหลายรูปแบบเพื่อน ามาวัดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ แบบทดสอบแบบ เลือกตอบแบบกาถูก-ผิด จับคู่ แบบอัตนัย แบบเติมค าและอีกมากมายที่น ามาทดสอบ 3.4 ลักษณะของการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ จิตร า สมพล (2547)แบบฝึกที่ดีต้องมีหลากหลายรูปแบบ มีค าชี้แจงที่ชัดเจน จุดมุ่งหมายว่าด้วย การฝึกด้านใดส านวนง่ายเร้าความสนใจและฝึกใช้ความคิดตรงตามเนื้อหาใน หลักสูตรไม่มากหรือน้อยเกินไป เหมาะสมกับเวลา วัย ความสามารถของนักเรียนและท าให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน
20 จร ิยภรณ์ ร ุจิโมระ (2548) ได้เสนอหลักเกณฑ์การฝึกทักษะสรุปได้คือแบบฝึกทักษะ ควรก าหนด นิยามของแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ให้สามารถน าไปปฏิบัติได้ แจกแจงทักษะใหญ่ ออกเป็นทักษะย่อยโดย ละเอียด นักเรียนจะต้องฝึกทักษะในขั้นย่อยๆ เหล่านั้นทีละขั้นจนเกิดทักษะแล้ว จึงฝึกทักษะที่ยากขึ้น ให้ นักเรียนฝึกทักษะที่แจกแจงเป็นทักษะย่อยแล้วหลายครั้ง จนมีความช านาญ เน้นการฝึกซ้ าๆ มีการวัดและ ประเมินผล หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่าง สม่ าเสมอเพื่อประเมินว่าเด็กมีทักษะเกิดขึ้นแล้ว ปร าณี จณิฤทธิ์(2552) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝีกทักษะที่ดีต้องสร้างให้ เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่ เป็นแบบฝึกส าหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อนได้ มีความ หลากหลายในแบบฝึกชุดนั้นๆ มีค าสั่งที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดท้าทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึกสามารถน า ประโยชน์จากการท าแบบฝึกไป ประยุกต์ปรับเปลี่ยนน ามาใช้ในชีวิตประจ าวันได้ คณิศร ศร ีประไพ (2555) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกสั้นๆ ฝึกหลายๆครั้ง มี รูปแบบการฝึกควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพบเห็นอยู่แล้ว ค าชี้แจงสั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เป็นเรื่องที่ท้าทายให้แสดงความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกแล้วก็สามารถพัฒนาตนเองได้ดีจึงจะนับว่าเป็นแบบ ฝึกที่ดีและมีประโยชน์ บุญนา เกษี (2556) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรสร้างเพื่อฝึกทักษะ เฉพาะอย่างค านึงถึง ความเหมาะสมกับวัย ความสามารถและพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ภาษาที่ง่ายชัดเจน มีกิจกรรมหลาย รูปแบบเพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบฝึกตามขั้นเรียงจากง่ายไปหายาก ใช้เวลาฝึกพอสมควร และมีการประเมินผลใช้แบบฝึก เพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินความสามารถของตนเอง จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ลักษณะของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณ ฝึกทักษะในขั้นย่อยๆ เหล่านั้นทีละขั้นจนเกิดทักษะแล้วจึงฝึกทักษะที่ยากขึ้น ให้นักเรียนฝึกทักษะที่ แจกแจงเป็นทักษะย่อยแล้วหลายครั้ง จนมีความช านาญเน้นการฝึกซ้ าๆ มีการวัดและประเมินผล หรือสังเกต พฤติกรรมเด็กอย่าง สม่ าเสมอเพื่อประเมินว่าเด็กมีทักษะเกิดขึ้นแล้ว 3.5 ปร ะโยชน์ของการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ คณิศร ศร ีประไพ (2555)กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีประโยชน์ เป็นเครื่องมือช่วย ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ สามารถที่จะทบทวนได้ด้วยตนเองและเห็น ความก้าวหน้าของตนเอง นอกจากนี้ยัง สามารถช่วยลดภาระของครูผู้สอนอีกด้วย บุญนา เกษี (2556) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีความส าคัญท าให้เกิดทักษะความ ช านาญ หากแต่ต้องการได้รับการฝึกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู้เรียน ได้รับการฝึกแล้ว อย่างน้อยผู้เรียน
21 สามารถพัฒนาตนเองได้แน่นอน แบบฝึกมีประโยชน์ต่อ ครูผู้สอนในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหามากได้ ดี สมพร ตอยยีบี (2554)กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกมีความส าคัญต่อ การเรียนการ สอนในรายวิชาต่างๆ เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียนและยังสามารถ ทบทวนเนื้อหาได้ด้วย ตนเอง อุษณีย์ เสือจันทร ์ (2553)กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกช่วยในการ ฝึกเสริมเพิ่ม ทักษะท าให้จดจ าเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถน ามา แก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและราย กลุ่มได้ดี ผู้เรียนสามารถน ามาทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง ท าให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตน เป็น เครื่องมือที่ครูผู้สอนใช้ประเมินผลการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณ สามารถเกิดทักษะความช านาญ หากแต่ต้องการได้รับการฝึกหลายๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู้เรียน ได้รับการฝึกแล้ว สามารถที่จะทบทวนได้ด้วยตนเองและเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตนเองได้แน่นอน แบบฝึกมีประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่มีปัญหามากได้ดี 4. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน ในวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ดังต่อไปนี้ 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน ศิร ิชัย กาญจนวาสี(2544) ได้ให้ค านิยามของผลสัมฤทธิ์ว่า เป็นการเรียนรู้ตามแผนที่ก าหนดไว้ ล่วงหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง พิมพันธ์ เดชะค ุปต์ และ พเยาว์ยินดีสุข (2548, หน้า 125)กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงขนาดของความส าเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปร าณี กองจินดา (2549,หน้า 42)กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือ ผลส าเร็จที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จ าแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่ได้จากการเรียน การฝึกฝน หรือ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ
22 4.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน นิภา เมธธาวิชัย(2535 : 25) กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็น แบบทดสอบ ที่วัดความรู้ทักษะและสมรรถภาพต่างๆ ของผู้เรียนที่ เรียนรู้มา ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538 : 21) กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่า เป็นแบบทดสอบที่ มุ่งวัดเนื้อหาวิชาที่ เรียนผ่านมาแล้วว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถเพียงใด เยาวดี วิบูลย์ดี(2539 : 16-28) กล่าวถึงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบวัดความรู้เชิงวิชาการมักใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เน้นการวัดความรู้ความสามารถจากการ เรียนรู้ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า แบบทดสอบ คือ เนื้อหาสาระที่น ามาวัดทักษะ ความรู้ ความสามารถของผู้ที่ท า ว่ามีความรู้ในอดีตหรือปัจจุบันมากน้อยเพียงใด 4.3 ปร ะเภทของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบ ที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลส าเร็จตาม จุดประสงค์ที่ก าหนดไว้เพียงใด สิร ิพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดค าถามที่ มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์(2547 : 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบ หรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความส าเร็จหรือความสามารถในการท ากิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลมา จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะค าถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละ คน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่ ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมค า (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือ
23 ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมค าหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมค า แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคค าถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมค าเป็น ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ ค าตอบที่ต้องการจะสั้นและ กะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่าหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับ ค าหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบ ก าหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ค าถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนน าหรือค าถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือก นั้นจะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นค าตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีค าถามที่ก าหนดให้ พิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆและค าถาม แบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นมีหลากหลาย รูปแบบเพื่อน ามาวัดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ แบบกาถูกผิด จับคู่ เติมค า แบบอัตนัย และอีกมากมายที่น ามาทดสอบ 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของผู้เร ียน ความหมายของพัฒนาการของผู้เร ียน ในช ่วงมัธยมศึกษาปีที่ 2 นฤภัค ฤธาทิพย กล่าวว่า วัยรุ่น เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ เป็นวัยที่ก าลังพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็น ผู้ใหญ่เพื่อเป็นก าลังเป็นอนาคตของชาติ ผู้ใหญ่ทั้งหลายจึงหาแนวทางและกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาวัยรุ่นให้มี คุณภาพ แต่ในบางครั้งแนวทางหรือกิจกรรมส าหรับวัยรุ่นแม้มีเนื้อหาหรือแนวคิดที่ดี แต่กลับไม่ค่อยได้ผลนัก ดังนั้นการจัดกิจกรรมส าหรับวัยรุ่นนอกจากเนื้อหาที่ดีแล้วผู้จัดควรค านึงถึง นายคมกร ิช พลหาญ ได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านสติปัญญา 1. ต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อน 2. เชื่อถือและรับฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่
24 3. มีพฤติกรรมการเลียนแบบคนดัง 4. พยายามปลีกตัวออกห่างจากพ่อแม่ 5. เริ่มมีความรักกับเพื่อนต่างเพศ 6. ชอบเปรียบเทียบระหว่างตนเองและเพื่อน 7. ชอบเที่ยวเตร่ จัดกิจกรรม และหาความรู้เป็นหมู่คณะพยายามปรับตัวให้เข้ากับกระแส สังคมและสมัยนิยม จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า พัฒนาการของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นวัย ที่ก าลังพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่เพื่อเป็นก าลังเป็นอนาคตของชาติ เป็นวันที่ต้องการเป็นที่ยอมรับของ เพื่อน เชื่อถือและรับฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ และเริ่มมีความรักกับเพื่อนต่างเพศ 6.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ 6.1 ความหมายของแรงจูงใจ เพลินพิศ วิบูลย์กุลกล่าวว่า แรงจูงใจ คือพลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรม และยังก าหนดทิศทางและเป้าหมายของพฤติกรรมนั้นด้วย คนที่มีแรงจูงใจสูงจะใช้ความพยายามในการกระท าไปสู่เป้าหมายโดยไม่ลดละ แต่คนที่มีแรงจูงใจต่ าจะไม่แสดง พฤติกรรม หรือไม่ก็ล้มเลิกการกระท าก่อนบรรลุเป้าหมาย สุชาดา สุขบ าร ุ่งศิลป์(2553, หน้า 17) กล่าวว่า แรงจูงใจคือสิ่งที่อยู่ภายในตัวบุคคลเป็น แรงขับ เป็นพลังของแต่ละคนที่ท าให้กระท าอย่างใดอย่างหนึ่งจนส าเร็จโดยมีกระบวนการเกิดจาก การที่มนุษย์ทุกคนมี ความคาดหวังความต้องการ(Needs) และเป้าหมายในชีวิต ท าให้เกิดแรงขับ (Drive) เพื่อน าไปสู้เป้าหมาย (Goals) เพราะฉะนั้นแรงจูงใจจึงมิอิทธิพลในการกระตุ้นให้บุคคล แสดงพฤติกรรมออกมาทิศทางใดทิศทาง หนึ่งและรักษาพฤติกรรมนั้นไว้เพื่อให้ตนเองนั้นได้สิ่งที่ คาดหวัง หรือต้องการ ชาญเดช วีรกุล(2552, หน้า 3)กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง สิ่งเร้าจากภายใน สิ่งจูงใจ หรือสิ่งโน้ม น้าวใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรม เกิดความคิด ความเชื่อมั่นและความมานะพยายามที่ จะกระท าและคงไว้ซึ่งการ กระทานั้นๆ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง ตามที่ตัวบุคคลหรือองค์การได้ตั้งไว้ ฐนิตา ปัตตานี (2546 : 12) ให้ความเห็นว่าแรงจูงใจ หมายถึง การที่บุคคลได้รับการกระตุ้น จากสิ่ง เร้าแล้วท าให้เกิดพลังที่แสดงออกทางพฤติกรรมเพื่อจะน าไปสู่จุดประสงค์ของตนเองหรือ ปัจจัยต่างๆที่เป็น พลังและเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมของบุคคลซึ่งแรงจูงใจนี่อาจเกิดจากสิ่งเร้า ภายในหรือภายนอกเพียงอย่าง เดียวหรือทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้
25 โลเวลล์ (1980: 109) ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า “เป็นกระบวนการที่ชักน าโน้มน้าวให้บุคคล เกิดความมานะพยายามเพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลส าเร็จ” ไมเคิล คอมแจน (1996: 199)อธิบายว่าการจูงใจเป็นภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระท า กิจกรรมของบุคคลโดยบุคคลจงใจกระท าพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า แรงจูงใจ คือ แรงผลักดัน ที่ส่งเสริมให้ผู้ได้รับเกิดความ พยายาม ความมานะ ที่จะบรรลุเป้าหมาย โดยมีสิ่งเร้าเข้ามากระตุ้น ซึ่งสิ่งเร้ามีทั้งภายใน และ ภายนอก 6.2 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ ทฤษฎ ีของมาสโลว์เห็นว่าล าดับขั้นความต้องการของมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ล าดับ ต่อไปนี้ 1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) 2. ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (Safety Needs) 3. ความต้องการทางด้านสังคม (Social Needs) 4. ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นหรือชื่อเสียง (Esteem Needs) 5. ความต้องการที่จะให้ประสบความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs) ทฤษฎ ีของกิลฟอร ์ด (1968 : 39 ) กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่าประด้วย 1. ความทะเยอทะยานทั่ว ๆ ไป คือ ปรารถนาที่จะท ากิจการนั้นให้ส าเร็จ 2. มีความเพียรพยายาม ได้แก่ ความอดทนมีมานะที่จะท างานให้เป็นผลส าเร็จ 3. มีความเต็มใจที่จะล าบากแม้งานจะยากเพียงใดก็ตาม ก็มุ่งมั่นที่จะท าให้ส าเร็จด้วยดี ทฤษฎ ีแอคคินสัน (1966 : 51 ) ได้อธิบายแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ว่า เป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคล รู้ตัวว่าการกระท าของตนจะต้องได้รับการประเมินผลจากตัวเองหรือบุคคลอื่นโดยเทียบเคียงกับมาตรฐานอันดี เยี่ยม ผลจากการประเมินอาจเป็นที่พอใจเมื่อกระท าจนเสร็จ หรือไม่น่าพอใจเมื่อกระท าไม่ส าเร็จก็ได้ จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจ แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ว่า เป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้ตัวว่าการกระท าของตนจะต้องได้รับการประเมินผลจากตัวเอง หรือบุคคลอื่นโดยเทียบเคียงกับมาตรฐานอันดีเยี่ยม 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 7.1 ความหมายของความพึงพอใจ ดิเร ก (2528)กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็น ความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีต่องานที่ท าของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก ความสุขของบุคคลอันเกิดจากการ
26 ปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ท าให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งมั่นที่จะท างาน มี ขวัญและมีก าลังใจ มีความผูกพันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความส าเร็จของงานที่ท า และสิ่งเหล่านี้จะ ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการท างานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและความส าเร็จขององค์การอีก ด้วย วิร ุฬ (2542)กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการ ตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้ รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อยสอดคล้องกับ ฉัตรชัย (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งหรือปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือจุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง กิตติมา(2529)กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มีต่อองค์ประกอบและ สิ่งจูงใจในด้านต่างๆเมื่อได้รับการตอบสนอง จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า ความพึงพอใจ ความรู้สึกชอบ หรือพอใจที่มีต่อสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง 7.2แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ Shelly อ้างโดย ประกายดาว (2536) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ ว่าความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะท าให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่นๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถท าให้เกิดความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะ เห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวก อื่นๆ ขณะที่วิชัย (2531) กล่าวว่า แนวคิดความพึงพอใจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ กล่าวคือ ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความต้องการของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง ซึ่งมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในที่ใดย่อมมี ความต้องการขั้นพื้นฐานไม่ต่างกัน พิทักษ์(2538) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่แสดงผล ออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทางของผลการประเมินว่า เป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบหรือไม่มีปฏิกิริยาคือเฉยๆ ต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งที่มากระตุ้น
27 สุเทพ (2541) ได้สรุปว่า สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ มีด้วยกัน 4 ประการ คือ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (material inducement) ได้แก่ เงิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่ ให้แก่ผู้ประกอบกิจกรรมต่างๆ 2. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (desirable physical condition) คือ สิ่งแวดล้อมในการ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งส าคัญอย่างหนึ่งอันก่อให้เกิดความสุขทางกาย 3. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ (ideal benefaction) หมายถึง สิ่งต่างๆที่สนองความต้องการ ของบุคคล 4. ผลประโยชน์ทางสังคม (association attractiveness) หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตร กับผู้ร่วมกิจกรรม อันจะท าให้เกิดความผูกพัน ความพึงพอใจและสภาพการร่วมกัน อันเป็น ความพึง พอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือความมั่นคงในสังคม ซึ่งจะท าให้รู้สึกมีหลักประกัน และมีความมั่นคงในการประกอบกิจกรรม จากที่กล่าวมาสามารถสรุปความหมายได้ว่า เกิดเมื่อความต้องการของมนุษย์ได้รับการ ตอบสนอง เป็นทั้งความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบที่แสดงผลออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สุดท้าย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะและกิจกรรมประกอบการสอน ชนิดา ร ื่นรมย์สมคิด อินเทพ และอรรณพ แก้วขาว(2564) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะการคิดค านวณทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดฝึกเสริมทักษะการคิดค านวณทาง คณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริม ทักษะการคิดค านวณทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกเสริมทักษะการ คิดค านวณทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดฝึก เสริมทักษะการคิดค านวณทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จ านวนเต็ม มีประสิทธิภาพ 76.31/71.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ที่ 70/70 2) ค่าดัชนีประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน มีค่าเท่ากับ 0.63 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 0.6
28 อุบล กลองกระโทก (2554) การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะด้านคณิตศาสตร์ พื้นฐานออนไลน์แบบยั่งยืนส าหรับนักศึกษาชันปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของแบบทดสอบด้านทักษะ คณิตศาสตร์ พื้นฐานของนักศึกษาก่อนและหลังการฝึกทักษะ ผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะด้าน คณิตศาสตร์พื้นฐานจ านวน 60 ชุด ในแต่ละชุดจะมีแบบฝึกทักษะและตัวอย่าง เฉลยแบบฝึกทักษะและ ค าอธิบายของแบบฝึกทักษะในรูปวีดิโอ เป็นแบบฝึกที่นักศึกษาสามารถน าไปศึกษาและฝึกทักษะ ด้วยตนเอง ได้เป็นอย่างดี และยังพบว่าคะแนนของแบบทดสอบของนักศึกษาหลังเรียนฝึกทักษะสูงกว่าคะแนนของ แบบทดสอบของนักศึกษาก่อนเรียนฝึกทักษะอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งนับว่าแบบฝึกทักษะด้าน คณิตศาสตร์พื้นฐานออนไลน์แบบยั่งยืนนี้มีประสิทธิภาพที่สามารถน าไปใช้ ในมหาวิทยาลัยราชภัฏต่าง ๆ หรือ สถาบันอุดมศึกษาทั่วไปได้ Thomson (1991 : Web Site) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องผลของวิธีสอนการคิดเลขในใจ เรื่อง ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาและการคิดค านวณส าหรับนักเรียนเกรด 4 ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และ กลุ่มควบคุม โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และชุดฝึกทักษะการคิดในใจ ผลการวิจัย ค้นพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ และยังพบอีกว่านักเรียนหญิงในกลุ่มทดลองมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และมีทักษะการคิดในใจสูง กว่ากลุ่มควบคุม แต่ความสามารถในการตีความโจทย์ปัญหาและการคิด ค านวณระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ Cheng (Cheng : 1998 70-A) ซึ่งได้ศึกษาประสิทธิผลของ หลักสูตรเกี่ยวกับวิชาการพิเศษที่ ออกแบบส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาของประเทศไต้หวันซึ่งมี ปัญหาการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เป็นเวลา 4 เดือน ด้วยการมุ่งเน้นทักษะทางคณิตศาสตร์ด้านการคิดค านวณ ประกอบด้วยการบวก การลบ การคูณและ การหาร โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลปรากฏว่า การจัดกิจกรรมพิเศษด้านการฝึกทักษะการ คิดค านวณนั้น นักเรียนมีความก้าวหน้าใน การพัฒนาทักษะการคิดค านวณอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติมาก กว่าเดิม
29 กรอบแนวคิด ในการวิจัยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน มีหลักการดังนี้ แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสร ิมการเร ียน การสอน เร ื่อง งานและก าลัง ทักษะการค านวณส่งผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเร ียน เร ื่อง งานและก าลัง 1. ก าหนดเรื่องหรือเนื้อหาที่จะใช้ในการท ากิจกรรม 2. ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน แนวคิดทฤษฎีและพัฒนาการของผู้เรียน 3. วางแผนว่ากิจกรรมควรครอบคลุมเนื้อหาและพัฒนาด้านใด 4. ก าหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้สอดคล้องกับเนื้อหา 5. ออกแบบการจัดการเรียนการสอน ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ทบทวนความรู้เพิ่มแบบฝึกทักษะการค านวณ เพื่อปูพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ เตรียมความพร้อมในการเรียน ขั้นสอน ครูสอนเนื้อหาตามปกติโดยเชื่อมโยงการค านวณตอนต้นคาบ ขั้นสรุป ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง 6. จัดท าแบบฝึกทักษะการค านวณที่เหมาะสม 7. หาความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียน การสอน แบบทดสอบ สังเกต ขั้นตอนการ ค านวณ หลักการออกแบบการ จัดการเร ียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสร ิมการ เร ียนการสอน
30 บทที่ 3 วิธีด าเนินการ วิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเจาะจงแบบกลุ่ม โดยมีรูปแบบเจาะจงตัวอย่างประชากรจากนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 โรงเรียนนาหลวง ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ - ประชากร และ กลุ่มตัวอย่าง - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - การด าเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล - การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ปร ะชากรและกลุ่มตัวอย ่าง 1.1 ปร ะชากร ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนนาหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 3 ห้อง คือ 2/3, 2/6 และ 2/7 รวมนักเรียนทั้งหมด 124 คน 1.2 กลุ่มตัวอย ่าง กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนนาหลวง จ านวน 41 คน ได้ท าการเลือกแบบเจาะจง 2. เคร ื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2.1 แบบฝึกทักษะ การค านวณ 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและก าลัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 จ านวน 2 แผน รวมทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 2.3 แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรื่อง งานและก าลัง (ก่อนเรียน - หลังเรียน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 แบบปรนัย 10 ข้อ 10 คะแนน และอัตนัย 5 ข้อ 10 คะแนน รวมคะแนนทั้งหมด 20 คะแนน 2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจ 3. การสร้างเคร ื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรื่อง งานและก าลัง
31 3.1 แบบฝึกทักษะการค านวณ แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการค านวณในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง งานและก าลัง โดยมี ขั้นตอนดังนี้ 1. ก าหนดเรื่องหรือเนื้อหาที่จะใช้ ก าหนดจากการสังเกตภายในชั้นเรียน และแบบทดสอบ 2. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะใช้สร้างแบบฝึก เรื่องที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบฝึกทางคณิตศาสตร์และ เรื่อง งานและก าลัง 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเนื้อหาให้สอดคล้องกัน 3.1 ก าหนดเป้าหมายหรือผลที่ว่าจะได้รับ 3.2 ก าหนดเนื้อหาที่จะให้นักเรียนฝึกทักษะการค านวณ 4. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยค านึงถึงความ เหมาะสมของผู้เรียน และเรียง กิจกรรมหรืองานที่นักเรียนต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก 5. ก าหนดอุปกรณ์ที่จะใช้ในแต่ละตอนให้เหมาะสมกับแบบฝึกทักษะการค านวณ 6. ก าหนดเวลาที่จะใช้ในแบบฝึกแต่ละตอนให้เหมาะสม 7. ประเมินผลก่อนและหลังฝึกทักษะการค านวณ โดยการประเมินแต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 7.1 สังเกตขั้นตอน หรือ กระบวนการในการค านวณ 7.2 ผลการทดสอบหลังฝึกทักษะการค านวณ 3.2 แผนการจัดการเร ียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เร ื่อง งานและก าลัง แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ เรื่อง งานและก าลัง ส าหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/7 โรงเรียนนาหลวง โดยมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1. ก าหนดเรื่องหรือเนื้อหาที่จะใช้ในการประกอบการสอน ก าหนดจากการสังเกตภายในชั้นเรียน และแบบทดสอบ 2. ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน แนวคิดทฤษฎีและพัฒนาการของผู้เรียน ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 เพื่อก าหนดปัญหาและจุดที่จะต้องพัฒนา ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการจากเอกสาร พัฒนาการของผู้เรียน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างขอบเขตแนวคิดในการ สร้างและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน 3. วางแผนกิจกรรมควรครอบคลุมเนื้อหาและพัฒนา 4. ก าหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้สอดคล้องกับเนื้อหา 5. ออกแบบการจัดการเรียนการสอน 5.1 ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน ทบทวนความรู้เพิ่มแบบฝึกทักษะการค านวณ เพื่อปูพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ เตรียมความพร้อมในการเรียน
32 5.2 ขั้นสอน ครูสอนเนื้อหาตามปกติโดยเชื่อมโยงการค านวณตอนต้นคาบ 5.3 ขั้นสรุป ทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง 6. จัดท าแบบฝึกทักษะการค านวณที่เหมาะสม ก าหนดทักษะการค านวณ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร แทนค่า ย้ายสมการ 7. หาความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่สอนโดยใช้ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ข้อค าถามจ านวน 10 ข้อ 3.3 แบบทดสอบ วิชาวิทยาศาสตร ์และเทคโนโลยีเร ื่อง งานและก าลัง (ก ่อนเร ียน - หลังเร ียน) ของนักเร ียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2/7 แบบปรนัย 10 ข้อ 10 คะแนน และแบบอัตนัย ข้อ 10 คะแนน ร วม 15 ข้อ 20 คะแนน แบบทดสอบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง งานและก าลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 เป็น แบบทดสอบแบบปรนัย 10 ข้อ 10 คะแนน และแบบอัตนัย ข้อ 10 คะแนน รวม 15 ข้อ 20 คะแนน มีขั้นตอนการสร้างและพัฒนา ดังนี้ 1. วิเคราะห์เนื้อหา ก าหนดน้ าหนักของเนื้อหาและผลการเรียนรู้ที่คาดในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง งานและก าลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. สร้างแบบทดสอบ แบบปรนัย 10 ข้อ และแบบอัตนัย 5 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและตัวชี้วัด เรื่อง งานและก าลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. น าแบบทดสอบที่ได้ไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายหลังจากฝึกทักษะเรียบร้อยตามที่ก าหนดไว้ เพื่อประเมินผลการเรียนการสอน และทักษะการค านวณของกลุ่มตัวอย่าง 3.4แบบประเมินความพึงพอใจ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมประกอบการสอน มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) (สุนีย์ คล้ายนิล, 2551) โดยสอบถามความพึงพอใจ/ความคิดเห็นของนักเรียน มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1. ศึกษาหลักการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจจากเอกสารการวัดและประเมินผลต่าง ๆ 2. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่สอนโดยใช้ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกม ประกอบการสอน เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ข้อค าถามจ านวน 10 ข้อ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ด้านบรรยากาศ 5 ข้อ และ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ 5 ข้อ โดยก าหนดค่าระดับความพึง พอใจ/ความคิดเห็นแต่ละช่วงคะแนนและความหมาย ดังนี้
33 ระดับ 1 หมายถึง เหมาะสม / เห็นด้วย / พึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด ระดับ 2 หมายถึง เหมาะสม / เห็นด้วย / พึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับ 3 หมายถึง เหมาะสม / เห็นด้วย / พึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับ 4 หมายถึง เหมาะสม / เห็นด้วย / พึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับ 5 หมายถึง เหมาะสม / เห็นด้วย / พึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ส าหรับการให้ความหมายของค่าที่วัดได้ ผู้ค้นคว้าได้ก าหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการให้ความหมาย โดยการให้ค่าร้อยละ ดังนี้ ร้อยละ 80- 100 ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ร้อยละ 70-79 ระดับความพึงพอใจมาก ร้อยละ 60 -69 ระดับความพึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 50-59 ระดับความพึงพอใจน้อย น้อยกว่า ร้อยละ 50 ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด 4. การด าเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1 การด าเนินการทดลอง จากการที่ผู้วิจัยได้สังเกตภายในชั้นเรียนท าให้ทราบได้ว่าผู้เรียนมีทักษะการค านวณที่ไม่ดีนัก ผู้วิจัยจึง ด าเนินการทดสอบผู้เรียนด้วยตนเองเพื่อสังเกตทักษะกระบวนการทางค านวณ ท าให้ทราบว่าผู้เรียนมีทักษะ การค านวรที่ไม่เป็นขั้นตอนทางคณิตศาสตร์และส่งผลให้มีผลการทดสอบที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในเรื่อง งานและก าลัง ผู้วิจัยจึงท าการรวบรวมข้อมูล และด าเนินการตามแผนการจัดการเรียนการสอนทั้งหมด 2 แผน ใน 3 ชั่วโมง ในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 รวมทั้งด าเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูลจริงด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565ช่วงเดือนธันวาคม วิธีการด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังต่อไปนี้ 1. อธิบายให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองเข้าใจวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมนี้ 2. เก็บข้อมูลผลการทดสอบด้วยแบบทดสอบแบบปรนัย 10 ข้อ อัตนัย จ านวน 5 ข้อ เรื่อง งานและ ก าลัง 3. ด าเนินการจัดการเรียนการสอนและท าการประเมินตามแผนการจัดการเรียนการสอนกับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณประกอบการสอน ตั้งแต่อังคารที่ 6 ธันวาคม 2565 ถึงวัน พฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม 2565
34 4. ตรวจสอบทักษะการค านวณและผลการทดสอบทางการเรียน แล้วน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ทาง สถิติเก็บรวบรวมข้อมูล 4.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบทดสอบปรนัยและอัตนัยกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนนาหลวง จังหวัดกรุงเทพมหานคร จ านวน 41 คนโดยแบบทดสอบจะมีทั้งหมด 15 ข้อ 20 คะแนน แบ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 10 ข้อ 10 คะแนน และแบบทดสอบอัตนัย 5 ข้อ 10 คะแนน 1. ทดสอบด้วยแบบทดสอบทางการเรียน เรื่อง งานและก าลัง จ านวน 15 ข้อ กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง 2. ด าเนินการสอนโดยใช้การจัดการเรียนการสอนที่ประกอบแบบฝึกทักษะการค านวณการสอน จ านวน 2 แผนการสอน 3 ชั่วโมง ในเรื่อง งานและก าลัง 3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนการสอน ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่าง ท าแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบทางการเรียน เพื่อสังเกตทักษะกระบวนการทางค านวณและผลแบบทดสอบทางการเรียน ของนักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบ โดยเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ 5. สถิติที่ใช้ในการ วิเคร าะห์ข้อมูล 1. หาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน ( x̅) โดยค านวณจากสูตร ดังนี้ (บุญธรรม กิจ ปรีดาบริสุทธิ์. 2543 : 351) สูตร x= ∑ X N เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด N แทน จ านวนข้อมูล 2. หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนทดสอบก่อนและหลังเรียน ใช้สูตร ดังนี้ (บุญ ธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. 2543 : 352) สูตร S.D. =√ N( ∑ X) - ( ∑ X) 2 N(N-1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
35 ∑X2 แทน ผลรวมของก าลังสองของคะแนนทั้งหมด N แทน จ านวนข้อมูล 3. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย หาค่าความเที่ยงตรงโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องหรือค่าดัชนีความเหมาะสม (IOC = Index of Item-Objective Congruence) ของแบบทดสอบ ซึ่งมีการให้คะแนนแบบทดสอบตามเกณฑ์ ดังนี้ + 1 รู้สึกแน่ใจว่าแบบทดสอบนั้นวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ข้อนั้น 0 รู้สึกไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบนั้นวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ข้อนั้น - 1 รู้สึกแน่ใจว่า แบบทดสอบนั้นวัดได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ข้อนั้น ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละข้อไปหาค่าดัชนีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาและค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ โดยมีสูตรค านวณ ดังนี้ สูตร IOC= ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง R แทน คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ โดยการแปลความคือ ถ้า IOC >= 0.5 แสดงว่า ข้อสอบนั้นวัดจุดประสงค์ข้อนั้นจริง ถ้า IOC < 0.5 แสดงว่า ข้อสอบนั้นไม่วัดจุดประสงค์ข้อนั้น 4. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละระหว่างคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนและหลังเรียน และ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ที่ก าหนด และ ค านวณหาความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้เกม ประกอบการสอน
36 บทที่ 4 ผลการ วิจัยและข้อวิจารณ์ ผลการ วิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการ เรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการทดสอบก่อนพัฒนาทักษะการค านวณ และคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ หลังพัฒนาทักษะการค านวณของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ 3. เพื่อส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ซ ึ่งคณะผู้วิจัยขอเสนอผลการวิจัย ดังนี้ ผลการ วิเคร าะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนาหลวง เปรียบเทียบคะแนนการทดสอบก่อนพัฒนาทักษะการค านวณ และคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลัง พัฒนาทักษะการค านวณของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการค านวณ แบบส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ ค านวณเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่อง งานและก าลัง จากกการประเมินผลแบบบันทึกผลการเปรียบเทียบข้อสอบ กับมาตรฐาน/ตัวชี้วัด ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนนาหลวง มาตร ฐาน/ตัวชี้วัด มาตร ฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งน าความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.2/1วิเคราะห์สถานการณ์และค านวณเกี่ยวกับงานและก าลังที่เกิดจากแรงที่กระท า ต่อวัตถุ โดยใช้สมการ W = Fs และ P= W/t จากข้อมูลที่รวบรวมได้
37 ข้อ มาตร ฐาน/ตัวชี้วัด 1. ว 2.3 ม.2/1 2. ว 2.3 ม.2/1 3. ว 2.3 ม.2/1 4. ว 2.3 ม.2/1 5. ว 2.3 ม.2/1 6. ว 2.3 ม.2/1 7. ว 2.3 ม.2/1 8. ว 2.3 ม.2/1 9. ว 2.3 ม.2/1 10. ว 2.3 ม.2/1 11. ว 2.3 ม.2/1 12. ว 2.3 ม.2/1 13. ว 2.3 ม.2/1 14. ว 2.3 ม.2/1 15. ว 2.3 ม.2/1 ตารางที่ 1 แบบบันทึกผลการเปรียบเทียบข้อสอบกับมาตรฐาน/ตัวชี้วัด
38 จากกการประเมินผลก่อนเรียน การท าแบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 42 คน ได้พบว่านักเรียนท าข้อสอบในมาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.2/1 อยู่ในเกณฑ์ที่ ต่ า เรื่อง งานและก าลัง ข้อ จ านวนนักเร ียนที่ตอบถูก (คน) 1. 20 2. 23 3. 12 4. 19 5. 26 6. 11 7. 17 8. 16 9. 11 10 12 11. 18 12. 13 13. 9 14. 8 15. 6 ตารางที่ 2 แบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อ ก่อนเรียน
39 กราฟที่ 1 แบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อ ก่อนเรียน 0 10 20 30 40 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 จ านวนนักเร ียนที่ตอบถูก
40 จากกการประเมินผลหลังเรียน การท าแบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 42 คน ได้พบว่านักเรียนท าข้อสอบในมาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.2/1 เรื่อง งานและ ก าลัง เพิ่มขึ้นมาก ข้อ จ านวนนักเร ียนที่ตอบถูก (คน) 1. 36 2. 38 3. 33 4. 35 5. 30 6. 39 7. 33 8. 31 9. 34 10 37 11. 31 12. 32 13. 30 14. 35 15. 29 ตารางที่ 3 แบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อ หลังเรียน
41 กราฟที่ 2 แบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อ หลังเรียน 0 10 20 30 40 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 จ านวนนักเร ียนที่ตอบถูก
42 จากกการประเมินผลก่อนเรียน - หลังเรียน การท าแบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 จ านวน 42 คน ได้พบว่านักเรียนท าข้อสอบในมาตรฐาน/ตัวชี้วัดที่ ว 2.3 ม.2/1 เรื่อง งานและก าลัง ได้ผลที่เพิ่มขึ้นจากค่าของความก้าวหน้า ข้อ แบบบันทึกผลการตอบถูกในแต่ละข้อ ค ่า ความก้าวหน้า ค ่าความก้าวหน้า ก่อน ร้อยละ หลัง ร้อยละ (ร้อยละ) 1. 20 47.62 36 85.71 16 38.10 2. 23 54.76 38 90.48 15 35.71 3. 12 28.57 33 78.57 21 50.00 4. 19 45.24 35 83.33 16 38.10 5. 26 61.90 30 71.43 4 9.52 6. 11 26.19 39 92.86 28 66.67 7. 17 40.48 33 78.57 16 38.10 8. 16 38.10 31 73.81 15 35.71 9. 11 26.19 34 80.95 23 54.76 10. 12 28.57 37 88.10 25 59.52 11. 18 42.86 31 73.81 13 30.95 12. 13 30.95 32 76.19 19 45.24 13. 9 21.43 30 71.43 21 50.00 14. 8 19.05 35 83.33 27 64.29 15. 6 14.29 29 69.05 23 54.76 ร วม 221 35.08 503 79.84 282 44.76 ตารางที่ 4 แบบบันทึกผลความก้าวหน้าของการตอบถูก