สรปุ ภาษาไทย
1. โครงสร้างพยางค์ นักเรยี นยงั จาํ ได้ไหมคะ ?
โครงสรา้ งพยางค์มี
1. พยญั ชนะ
2. สระ
3. วรรณยกุ ต์
แลว้ อะไรคะ ทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์ของชาตไิ ทย
⇒ วรรณยกุ ต์คะ่ (ชนะเลศิ ! ที่ตอบถกู )
2. พยญั ชนะท้าย บางพยางคม์ ี บางพยางคไ์ ม่มีก็ได้ นะคะ
3. โครงสรา้ งพยางค์เหมอื นหรือต่างกันให้ดทู ี่พยัญชนะท้าย
พยางค์ใด มี เสยี งพยัญชนะทา้ ยนนั้ คอื พยางคป์ ดิ
พยางคใ์ ด ไม่มี เสยี งพยัญชนะทา้ ยเป็นพยางค์เปิด
4. ทงั้ พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวสะกด มีทั้งรูปและเสียง แตข่ ้อสอบจะเน้นเสียงนะคะ
5. พยญั ชนะมี 44 รปู จดั เป็นเสยี งมี 21 เสียง เพราะหลายรูปนั้นนับเปน็ เสียงเดยี ว
เชน่ ท ธ ฑ ฒ ฐ ถ ท้ัง 6 รูปนบั เป็นเสยี งเดยี ว คอื เสยี ง ทอ
(มิน่าละ่ ถึงเหลอื จํานวนเสยี งนอ้ ย ก็เพราะอยา่ งน้นี เี่ อง)
6. พยญั ชนะต้น 44 รปู แบง่ เปน็ 3 หมู่ เรียกวา่ อักษร 3 หมู่ หรือ ไตรยางศ์
7. อกั ษรกลาง ท่องว่า ไก่ จิก เดก็ ตาย บน ปาก โอง่
(ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ)
8. อักษรสงู ทอ่ งว่า ผี ฝาก ถุง ขา้ ว สาร ให้ ฉนั
(ผ ฝ ถ ฐ ข ฃ ส ศ ษ ห ฉ )
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 2 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29
9. อักษรตํ่าคู่ ท่องว่า พ่ี แฟน เธอ คง แซว เฮีย ชัน้
(พ ภ ฟ ธ ฑ ฒ ท ค ฅ ฆ ซ ฮ ช ฌ)
10. อกั ษรตาํ่ เดี่ยว ท่องวา่ งู ใหญ่ นอน อยู่ ณ ริม วดั โม ฬี โลก
(ง ญ ณ น ย ร ว ม ฬ ล)
11. ทเ่ี รยี กอกั ษร ตา่ํ คู่ เพราะเสียงจะเหมือนอักษรสงู เป็นคู่ๆ เชน่ ผ กับ พ
12. เสยี งควบกล้าํ ของไทยดงั้ เดิมจะมี 11 เสยี ง
ตร พร ปร กร คร
พล ปล กล คล
กว คว
เสยี ง /พล/ เช่น “ครชู อบรอ้ งเพลง กับน้องพลับ ชอบเล่นดอกไม้เพลิง”
13. ถ้าข้นึ ตน้ ด้วยอกั ษรตวั อ่ืนจะเปน็ เสยี งควบกลํ้าจากต่างประเทศ
เชน่ บร บล ฟร ฟล ดร
บร เชน่ “ครูใชผ้ งซักฟอกยี่หอ้ บรีส”
บล เชน่ “นํา้ หวานเฮลส์บลบู อย”
ฟร เช่น “ใครๆ กช็ อบของฟร”ี
ดร เชน่ “ครไู ดเ้ ป็นดรมั เมเยอร์”
14. ควบกลํ้าไมแ่ ท้มี 2 แบบ
1. ไมอ่ อกเสียง ร ออกเสยี งเฉพาะตวั หนา้ เช่น จรงิ สร้าง สรอ้ ย
2. ทร ออกเสยี งเป็น ซ เช่น ทรวด ทรง ทราบ ทราม ทราย
15. ทร สามารถเป็นท้งั ควบกล้ํา แท้ และควบกล้ํา ไม่แท้ ได้
เชน่ นิทรา (แท้) ทรวดทรง (ไม่แท)้
16. สระมี 21 รปู
17. อกั ษรไทยท่เี ปน็ สระได้มี อ ว ย
18. เสียงสระมี 21 เสียง
19. สระเดี่ยวมี 18 เสยี ง จดั เป็นคู่ได้ 9 คู่สระ 18 เสียงมนั จับคู่เป็นค่กู นั แลว้ 9 คู่
20. สระประสมมี 3 เสียง เอีย อวั เอือ ท่องวา่ เมยี กลัวเรอื
21. อํา ใอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ถูกจัดว่าเปน็ พยางค์ ไมใ่ ช่สระ
22. อํา ใอ ไอ เอา มีตัวสะกดเสมอ ทอ่ งวา่ จาํ ใจไปเอา
23. อํา สะกดด้วย ม อ + อะ + ม
24. ใอ สะกดด้วย ย อ + อะ + ย
25. ไอ สะกดดว้ ย ย อ + อะ + ย
26. เอา สะกดดว้ ย ว อ + อะ + ว
27. สระสามารถออกเสียงไมต่ รงกบั รปู ได้ เช่น รปู ยาวออกเสยี งสัน้ รปู สัน้ ออกเสยี งยาว
28. ท่าน ออกเสยี งเปน็ ทั่น
29. กิโล ออกเสยี งเปน็ กโี ล
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 3 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
30. สระบางรปู ไม่ออกเสียง กไ็ ด้ เช่น เหตุ ธาตุ
31. สระลดรปู คอื รปู สระหายไป เช่น ตน สระโอะหายไป โตะ + น = ตน
32. สระเปลีย่ นรปู คือ สระเปล่ยี นเปน็ รปู สระอืน่
เชน่ วดั เปลย่ี นจากสระอะเปน็ ไมห้ ันอากาศ วะ + ด = วดั
33. เม่อื มี ตวั สะกด เข้ามาจะเกิดการ ลดรปู และ เปล่ียนรูป
34. วรรณยกุ ต์มี 4 รปู 5 เสียง เสียงสามัญไมม่ รี ูป
วรรณยกุ ต์ คือ เสียงดนตรเี ปน็ เอกลกั ษณ์ของภาษาไทยดว้ ยนะ
“จงภมู ใิ จเถดิ เป็นไทย…มีวรรณยกุ ตใ์ ช้ไมเ่ หมือนชาตอิ ืน่ ”
35. ทุกพยางค์ในภาษาไทยตอ้ งมเี สียงวรรณยุกตเ์ สมอ
36. เปล่ียนรปู วรรณยุกต์จะเปลย่ี นความหมายทนั ที
เช่น ปา ป่า ป้า ป๊า ปา๋ (คืนนี้ป๋ามาดึกจงั )
37. วรรณยุกต์มีในภาษาไทยและจนี
38. ตวั อกั ษรไทยที่ไมส่ ามารถใชเ้ ป็นตัวสะกดได้มี 7 ตวั ไม่ใช่ผฝี ากถงุ ข้าวสาร นะคะ
คือ ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ
ท่องว่า ผี ฝาก เฌอ เอม ให้ ฉัน ฮะ
39. ตวั สะกดมกี แี่ มค่ ะ เสียงตัวสะกดมอี ยู่ 8 เสยี ง 8 แม่ แมก่ บ กบั แมก่ ด เป็นเสียงอะไร
แมก่ ด เสยี ง /ต/ แม่กบ เสียง /ป/
40. แม่กด คือ เสยี ง /ต/
41. แมก่ บ คือ เสยี ง /ป/
42. คาํ ทไี่ ม่เคยไปบวกกับคาํ ใดเลย เรียกวา่ คํามูล เชน่ ทุเรยี น แตท่ ุเรยี นก็สามารถแปลงร่างเป็น
คาํ ประสมก็ได้
43. ทเุ รียนกวน เปน็ คําประสม เพราะเกดิ จาก ทเุ รียน + กวน
44. คาํ มลู มีหลายพยางค์ก็ได้ เชน่ ดิฉัน มะละกอ ขจี ฯลฯ (ต้องพดู พรอ้ มกนั ทง้ั 3 พยางค์ มะละกอ
แยกจากกันไม่ได้)
45. คาํ ประสม คําซ้อน คําซา้ํ คาํ สมาส คาํ สนธิ คาํ 5 คําท่กี ลา่ วมา เกิดจากการรวมกนั ของคํา
ตง้ั แต่ 2 คําขึ้นไป เป็นการสรา้ งคําใหม่ขึน้ มาใหม่
“สม ซ้อน ซ้าํ ” แตง่ งานกันท่ไี ทย แต่ สมาส สนธิ แตง่ งานกนั ที่อนิ เดีย
46. คาํ ประสมกบั คําซอ้ นหนา้ ตาจะคล้ายๆ กนั
(เฮ!้ ครูขาแลว้ หนูจะสังเกตอยา่ งไร)
47. ผคู้ น เรอื แพ พ่อแม่ เปน็ คําซ้อน เพราะความหมายต้องเหมือน ตอ้ งคลา้ ย และตอ้ งตรงข้าม
48. ผแู้ ทน เรอื ด่วน พอ่ ครวั เป็นคําประสม เพราะความหมายไมเ่ หมอื น ไมค่ ล้าย และไม่ตรงข้าม
49. คํา 2 คําทเ่ี อามาซอ้ นกันต้องมคี วามหมายเหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงขา้ มก็ได้
50. คาํ 2 คําท่ีเอามาประสมตอ้ งมคี วามหมาย ไม่เหมือนกนั ไม่คล้ายกนั และไม่ตรงข้าม
51. คําซ้อนเอามารวมกันแล้วจะไม่เกิดความหมายใหม่ แต่คําประสมเอามารวมกันแล้วจะ
เกิดความหมายใหม่
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์) 4 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
52. คาํ ประสมความหมายหลกั อยูท่ คี่ ําหน้า (คาํ ตน้ ) เช่น บา้ นเช่า (ความหมายต้องอยู่ทบ่ี ้านก่อน)
53. ความหมายของคําซ้อนอยูท่ ่ีคาํ ทงั้ สองไม่มใี ครเด่นกว่าใคร
54. ถา้ ขอ้ สอบถามว่าโครงสรา้ งคาํ ประสมดอู ยา่ งไร
กใ็ หด้ แู ต่ละคาํ ว่า เป็น นาม กรยิ า หรือ วิเศษณ์ เอามารวมกัน เชน่
รถไฟ เกดิ จาก นาม + นาม
เรือด่วน เกิดจาก นาม + วิเศษณ์
ตม้ ยาํ เกิดจาก กริยา + กรยิ า
55. ถา้ ข้อสอบถามวา่ โครงสร้างคําซอ้ นดูอยา่ งไร
ใหด้ ทู ี่คําสองคาํ ความหมายเหมือนกนั คล้ายกนั หรือตรงข้ามกัน
56. คาํ ซํา้ ตอ้ งเปน็ คาํ เดียวกนั จึงจะซาํ้ ได้ “ยางลบลบกระดาษขาด”
คําวา่ ลบเปน็ คําซ้าํ ไม่ได เ้ พราะเป็นคนละคาํ คนละความหมาย
57. ถา้ ถามวา่ คําซํ้าข้อใดตา่ งจากขอ้ อื่น ใหด้ ูวา่ คําซา้ํ คําน้นั ความหมายแปลวา่ อะไร หรือดูในดา้ น
หนา้ ทว่ี า่ ขยายอะไร ขยายนามหรือขยายกรยิ า
58. คําสมาสเกดิ จากการชน คาํ สนธเิ กดิ จากการเช่อื ม ทอ่ งวา่ สมาสชน สนธิเชื่อม
59. ธรรมศาสตรเ์ ป็นคาํ สมาส มาจาก ธรรม + ศาสตร์
60. จฬุ าลงกรณ์เปน็ คําสนธิ มาจาก จุฬา + อลงกรณ์
. ABAC ไมไ่ ด้เป็นคาํ สมาสนะคะ
61. คําสนธิเวลาแยกแลว้ สว่ นใหญค่ ําหลังจะขึน้ ตน้ ด้วย อ.อ่างนะคะ
62. คําสมาสสนธิเกิดจากการรวมกนั ของภาษาบาลี สันสกฤตเท่านนั้ ห้ามเอาภาษาอ่ืนปน ไทย เขมร
อังกฤษ ปนไม่ได้
63. การทบั ศัพท์คําภาษาต่างประเทศ จะทับศัพท์ไดก้ ต็ อ่ เมื่อภาษาไทยยงั ไมไ่ ด้มีบัญญตั ไิ ว้
64. วิธีการดสู าํ นวนตา่ งประเทศมกั จะขึน้ ตน้ ด้วย กรรม หรือเป็นลกั ษณะ Passive Voice
เช่น ภราดรถูกเชิญโดยคณะกรรมการจดั การแข่งขัน
ตอ้ งแก้เป็น “คณะกรรมการจัดการแขง่ ขนั เชญิ ภราดร”
65. การใชค้ าํ ฟ่มุ เฟอื ย มคี ําดงั ต่อไปน้ี ก็จัดเปน็ สํานวนตา่ งประเทศ
มกี าร มคี วาม ในการ ในความ ให้การ ให้ความ ทาํ การ ทําความ
ทอ่ งว่า มี ใน ให้ ทํา คณู ดว้ ย การและความ
“ครูมีความยนิ ดีกบั นกั เรียน” ฟุ่มเฟอื ยไป พูดแค่นี้ก็พอ “ครูยินดีกบั นกั เรียน”
66. ความหมายของคาํ แบง่ ออกเป็น 2 ด้าน
1. ความหมายนัยตรง
2. ความหมายนัยเปรยี บเทยี บ
“คนื น้ีมีดาวเตม็ ท้องฟา้ ” ดาวคอื ความหมายนยั ตรง
“งานเล้ยี งคืนนม้ี ีดาวเดนิ กนั เตม็ งาน” ดาวเปน็ ความหมายเปรียบเทยี บ
67. ความหมายนยั เปรยี บเทียบ มกั เรยี กอีกอยา่ งวา่ ความหมายโดยนยั หรือความหมายโดยอปุ มา
ก็ได้
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 5 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์
68. ใชค้ ําผิดหนา้ ท่ี เช่นตวั อย่างตอ่ ไปน้ี
“เขาพฒั นาการหมู่บ้านของเขา”
พฒั นาการ (X) ผิดหนา้ ท่ี ตอ้ งใช้พัฒนา (√) ตาํ แหนง่ นีต้ ้องใสก่ รยิ าจึงจะถกู
“ฉนั ไปหลับนอน หรอื นอนหลับบา้ นเขา”
(นอนหลับคะ่ ถา้ หลบั นอนละก็ คํานี้ผิดความหมาย)
69. คาํ เช่ือมเราหมายถงึ บุพบท สันธาน และประพนั ธสรรพนาม
70. บุพบทเชือ่ มคํา
71. สันธานเชอื่ มประโยค
72. ประพนั ธสรรพนาม (ผู้, ท่,ี ซึง่ , อนั ) ใช้เชอื่ มในประโยคความซอ้ น
73. แก่ + ผรู้ บั
74. กับ + ทาํ ร่วมกนั
75. แด่ + ผูร้ บั ทีเ่ ปน็ อาวุโส
76. สันธานมี 4 ด้านหลกั คือ และ หรอื แต่ เพราะ
77. และ ใช้เชื่อมความคลอ้ ยตามกัน “ฉนั ชอบกนิ ขนมและดหู นงั ไปพร้อมๆ กนั ”
78. หรอื ใหเ้ ลอื ก “คณุ จะกนิ ขา้ วหรือซักผ้า”
79. แต่ ใชใ้ นประโยคขัดแยง้ “แม่คะน้องลอ่ี ยากประกวดแตน่ ้องลี่กลวั คะ่ ”
80. เพราะ ใช้เชอื่ มความเปน็ เหตเุ ปน็ ผล “นกั เรยี นของครทู ุกคนสอบตดิ เพราะนกั เรยี นขยนั ”
81. และ หรอื แต่ เพราะ สามารถทาํ หนา้ ทเี่ ชอ่ื มคาํ เหมอื นเปน็ บุพบทก็ได้
82. ประโยคต่างชนดิ หรอื ชนดิ ของประโยค หมายถงึ ความเดียว ความรวม ความซอ้ น
เดยี ว แปลวา่ หนง่ึ , รวม แปลว่า สอง, ซอ้ น แปลวา่ ขยาย และสว่ นขยายก็เป็นประโยค
83. ประโยคความเดยี ว ตอ้ งมกี ริยาตวั เดยี ว ประธานตวั เดียว
84. ประโยคความเดียวสามารถมสี ่วนขยายยาวๆ ได้ แตส่ ว่ นขยายนัน้ ต้องเป็นแค่ กลุ่มคาํ หรอื วลี
เช่น “แมวน้อยตวั อ้วนจับหนูนาตวั เขอื่ งได้ 2 ตัว”
85. ประโยคความรวม ใหด้ ูท่ีมสี ันธานเช่อื ม
86. ประโยคความซ้อนให้ดู ผู้ ท่ี ซง่ึ อนั ว่า ให้ จน เพ่ือ เชื่อม
87. ประโยคความรวมตอ้ งเจอเลข 2 ไมป่ ระธาน 2 ตัว กก็ ริยา 2 ตัว
S1V2 / S2V1 / S2V2
88. ประโยคความซ้อน
ซ้อน แปลว่า ขยาย โดยส่วนขยายน้นั เป็นประโยค
“พ่อฉันทํางานหนกั จนต้องเข้าโรงพยาบาล”
(พ่อฉนั ทาํ งานหนกั หนกั แค่ไหนคะ หนักจนต้องเขา้ โรงพยาบาลเลยนะเธอ)
89. ประโยคความซ้อน หลังคําว่า ผู้ ที่ ซึง่ อัน จะเปน็ ประโยคขยาย
90. ประโยคความรวมกบั ความซอ้ น สามารถละตัวเช่อื มได้
91. ประโยคกรรม กค็ ือประโยคท่ีเอากรรมข้นึ ต้นหนา้ ประโยค
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์) 6 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
92. ภาษามี 5 ระดบั
1. พธิ กี าร → เป็นภาษาทส่ี ูง สละสลวย ไพเราะ
2. ทางการ → ภาษาท่ลี งท้ายดว้ ยการ เช่น ราชการ วชิ าการ ธรุ การ
3. ก่งึ ทางการ
4. ไม่เป็นทางการ
5. กนั เอง
(เวลาพดู กับกระเปา๋ รถเมลใ์ ช้ระดับ ไมเ่ ปน็ ทางการ ถ้ากระเปา๋ รถเมลเ์ ป็นแฟนเรา ใชก้ ันเอง)
93. ระวงั ! ระดบั ที่อยตู่ ิดกันจะใช้สบั สน
ระดับ 2 กับ ระดบั 3 ระดับ 4 กับ ระดับ 5
94. ทางการกบั กึ่งทางการ
กงึ่ ทางการจะเป็นคาํ ทม่ี ีภาษาปาก ภาษาพดู ปนอยู่
95. ไมเ่ ปน็ ทางการกับกันเอง
แตกตา่ งตรงที่ ไมเ่ ป็นทางการใชก้ ับคนไมส่ นทิ กันเองใชก้ ับคนสนิท
96. โวหารทางรอ้ ยแกว้ มี 7 ชนดิ
97. บรรยายโวหาร คอื การเลา่ เรื่อง เหตกุ ารณ์ เรอ่ื งราว วา่ ใคร ทําอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร 5 W
(WHO WHAT WHERE WHEN WHY) ลกั ษณะเหมือนรายงานข่าว
98. พรรณนาโวหาร จะเนน้ ใหร้ ายละเอียดของภาพ บคุ คล วัตถุ สถานที่
จําวา่ มี 4 ว. วเิ ศษณ์ วจิ ติ ร วลิ ศิ มาหรา เวอรๆ์ จาํ ไว้ว่าภาษาเหมือนนวนิยาย
99. อธบิ ายโวหาร ต้องพยายามเขยี นหรือพูดให้ผู้รับสารเข้าใจ
100. สาธกโวหาร คือ การยกตวั อย่าง
101. เทศนาโวหาร คือ การสั่งสอน
102. อปุ มาโวหาร คือ การเปรยี บเทียบ
103. อภปิ รายโวหาร คือ การโน้มน้าวใจ
104. กลวิธอี ธบิ ายมี 6 ชนดิ
1. นิยาม
2. ยกตวั อย่าง
3. อธิบายตามลาํ ดบั ขัน้
4. ใหเ้ หตุผล
5. เปรียบเทียบให้เหน็ ความแตกตา่ ง
6. กล่าวซ้าํ ด้วยถ้อยคําท่งี ่ายๆ
105. การลําดับคาํ และการขยายความในประโยค คําขยายตอ้ งวางไวห้ ลงั คาํ หลัก
106. แต่บางคร้งั คําขยายอยู่หา่ งคําหลักก็ได้
เชน่ “สมชายกนิ นาํ้ จ”ุ (จุขยายกิน)
107. ผู้ ท่ี ซ่ึง อัน ตอ้ งขยายคาํ นามท่ีอยขู่ ้างหนา้ แสดงว่า
คาํ ข้างหน้าคําว่า ผู้ ท่ี ซง่ึ อัน ตอ้ งเปน็ คาํ นาม
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 7 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
108. การเขยี นรายงานหรอื เรียงความ ต้องข้ึนตน้ ดว้ ย
คํานํา เน้ือเรอ่ื ง สรปุ
109. คํานาํ จะตอ้ งปูพ้นื กวา้ งๆ ของภาพรวม อยา่ ใหร้ ายละเอยี ด
110. เนื้อเรอ่ื ง เป็นการให้ขอ้ มูลรายละเอียด ยกตัวอยา่ ง
111. สรุป คือ การขมวดปมสําคญั ให้ขอ้ คดิ สรา้ งความประทับใจใหเ้ ราไงคะ
(เหมือนตอนจบของละครท่ีสร้างความประทับใจ)
112. ประโยคฟุ่มเฟือยหรอื ประโยคไม่กระชบั ตอ้ งตัดคาํ ทแี่ ปลเหมอื นกนั ท้งิ ไป
เช่น “เครื่องบินตกท่เี วยี ดนามผูโ้ ดยสารตายหมด ไมม่ ีใครรอด” คําว่าไมม่ ีใครรอดไมต่ อ้ งใส่
113. ระวัง! 8 คาํ ตอ่ ไปนี้ “มี ใน ให้ ทาํ คณู ด้วย การ และความ” มักจะฟมุ่ เฟอื ย
114. ประโยคไมส่ มบูรณ์ คอื
ประโยคท่ีอาจจะขาดประธาน กริยาหรืออาจจะขาดอกี 1 ประโยคก็ได้
(อ่านแล้วรู้สกึ วา่ แล้วไงตอ่ ละ)
115. การพูดในท่ีประชุม กเ็ หมอื นกบั การสนทนาระหวา่ งบุคคล
(นึกถงึ อกเขาอกเราอยา่ ตาํ หนิหรอื วจิ ารณ์ผอู้ ื่นในทางลบ)
116. ท่องศพั ทเ์ กีย่ วกบั การประชมุ ให้ดี
117. ระเบยี บวาระท่ี 1 2 3 เรียงลาํ ดบั ใหถ้ กู ตอ้ งนะคะ
118. วาระที่ 1 เปน็ การรบั รองการประชมุ ครั้งกอ่ น
119. วาระที่ 2 เปน็ การสะสางเร่ืองเก่า
120. วาระที่ 3 ประชุมเรอ่ื งใหม่
121. ถ้าเป็นเร่อื งท่ีประธานแจ้งให้ทราบตอ้ งพูดกอ่ นวาระ 1
122. ประเด็นการโตแ้ ยง้ คอื หวั ขอ้ หรอื เรือ่ งที่กําลังเถยี งกันอย่มู ักอย่ใู นรูปประโยคคาํ ถาม
เชน่ “ควรใชภ้ าษาไทยสอบคดั เลอื กในการสอบเข้ามหาวทิ ยาลยั ระบบใหมห่ รือไม่”
123. โครงสร้างประโยค
ใหด้ กู ารเรยี งลาํ ดบั ของประธาน กรยิ า กรรม และสว่ นขยาย วา่ ใครมาก่อนมาหลัง
เชน่ “แมวอว้ นนอนในกะละมงั ” จะเรยี งโครงสร้างเปน็ ประธาน ขยายประธาน กรยิ า
บุพบท สถานท่ี
124. อกรรมกริยา คอื
กรยิ าไม่ตอ้ งการกรรมมารบั เช่น ยืน นอน เดนิ นง่ั
125. สกรรมกรยิ า คอื กรยิ าท่ีตอ้ งการกรรมมารบั จึงจะเป็นประโยคท่คี รบสมบูรณ์ฟังแลว้ รู้เรอ่ื ง
เชน่ กนิ ตอ้ งมีกรรมมารบั ว่ากินอะไร เชน่ ฉันตัด....ตดั ไรคะ (งง)
126. กลมุ่ คํากบั คาํ ประสมแตกตา่ งตรงที่
กลุ่มคาํ ไมไ่ ดเ้ กิดความหมายใหม่
คําประสม เกดิ ความหมายใหม่
127. พ่อครับ เป็นอะไรคะ → ตอบ กลุม่ คาํ
128. พ่อคา้ เป็นอะไรคะ → ตอบ คาํ ประสม
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 8 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29
129. เก่งนักใช่ไหมงั้น พ่อนอน เปน็ อะไรคะ → ตอบ ประโยค
130. “พ้องรปู รูปเหมอื น พ้องเสียง เสยี งเหมอื น พอ้ งทั้งรปู พอ้ งทั้งเสียง เหมือนทง้ั รปู เหมือนทั้งเสียง
แตค่ วามหมายไมเ่ หมอื น” ถา้ ความหมายเหมอื นกันเราเรยี กว่า ”ไวพจน์”
พ้องรูป คือ รูปเหมือน เช่น เพลารถ กับ เพลาเยน็
131. พอ้ งเสียง คือ เสียงเหมอื น
เชน่ การ กาล กาฬ การณ์ กาญจน์ กานต์ กานท์
132. พ้องทัง้ รูปพอ้ งทง้ั เสียง คอื
เหมือนทงั้ รปู เหมือนทง้ั เสยี งแต่ความหมายไมเ่ หมอื น เช่น ไก่ขัน ขนั นํา้
133. คําท่ีมีความหมายเหมอื นกัน เรยี กวา่ ไวพจน์หรอื พอ้ งความหมาย หรือหลากคาํ กไ็ ด้
เชน่ นภา เวหา หาว โพยม แปลว่า ทอ้ งฟา้
134. ภาพพจนต์ ้องมีการเปรียบเทยี บอยา่ ไปใช้ผิดระหว่าง ภาพพจน์ กบั ภาพลกั ษณ์ นะคะ
135. อุปมา เปรยี บโดยใช้คาํ ว่าเหมือน
136. อุปลกั ษณ์ เปรยี บโดยใช้คาํ วา่ เปน็ คอื หรือไมต่ ้องใส่เป็นกบั คอื กไ็ ด้ “เธอคอื ลมหายใจ”
137. นอกจากอปุ มาจะใชเ้ หมอื นแลว้ ยังมีคําดังต่อไปนี้
เสมือน เปรียบเสมือน ดจุ เปรยี บดุจ ประดจุ ประหนึ่ง เพยี ง ราวกับ เฉก เชน่ เลห่ ์
ละม้าย คลา้ ย ฯลฯ
(มีนักร้อง 2 คนของอาร์เอส ที่เป็นอุปมา นกั เรียนวา่ เป็นใครคะ)
ตอบว่า ดังกับปาน
138. ระวงั ! มีคาํ วา่ เปน็ กับคือ บางครั้งกไ็ มใ่ ช่อุปลักษณ์
เช่น “ฉันเปน็ คร”ู อย่างน้ีไมไ่ ดเ้ ปรยี บเทยี บ
139. อุปลักษณแ์ บบไมต่ ้องใส่เป็นกบั คือ
เชน่ “เพชรนํา้ คา้ ง” เปรียบน้ําค้างใสเป็นเพชร
140. บคุ คลวัต หรือบคุ คลสมมติ คือ การทาํ ส่งิ ทไี่ มใ่ ชค่ นใหม้ ีกริยาเหมือนคน
เชน่ “ฟ้าหวั เราะเยาะขา้ ”
141. อตพิ จน์ คือ การกลา่ วเปรยี บเทยี บเกินความจริง
เชน่ “ฉนั คดิ ถึงเธอทุกลมหายใจ”
142. อวพจน์ คอื การกลา่ วเปรยี บเทียบนอ้ ยกวา่ ความเปน็ จรงิ
เชน่ “ขนมก้อนนีเ้ ล็กเท่าขตี้ า”
143. สทั พจน์ คือ การเลียนเสยี งธรรมชาติ
เชน่ “เปรยี้ งเปรยี้ งดงั เสียงฟา้ ฟาด”
144. ปฏิพากย์ คอื การกล่าวโดยใชค้ าํ ขัดแย้งกนั
เช่น “จักรวาลวุ่นวายไร้สําเนยี ง”
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 9 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
145. อุปมานทิ ศั น์ คอื การเปรยี บเทียบโดยใช้ประโยคยาวๆ หรอื เรือ่ งราวยาวเข้ามาเปรียบเทยี บ เชน่
“กรุงรัตนโกสินทร์ ถ้าเปรยี บเปน็ ต้นไม้กค็ อื ต้นไม้เพิ่งแตกมาจากหน่อ แขนงของต้นเก่า ลําตน้
ราก ใบ ยงั อ่อนนัก ศตั รูชอบมาโยกคลอนฉุดกระชากให้รากขาด ไมห่ ยุดไม่หยอ่ น”
แบบนถี้ อื ว่าใช้คําเปรียบเทียบโดยใช้ประโยคยาวมาก
146. ภาพชดั เจนในวรรณคดี ดูจากใชค้ าํ ขยาย คาํ วิเศษณม์ ากๆ ยิง่ ใส่ภาพพจนย์ ง่ิ เห็นภาพชดั เจน
147. เสยี งไพเราะหรือเล่นเสียง หมายถงึ สัมผัสอักษร สมั ผัสสระ
148. การใช้คํากวีโวหาร คอื ใช้คําหรหู รา ภาษาวจิ ิตรท่ีกวใี ช้แตง่ คาํ ประพนั ธ์
เชน่ “สวุ รรณสุกเล่อื มแก้ว”
149. เล่นคาํ เช่น “ถงึ บางจากจากไปใจระบม” เล่นคาํ ว่า จาก
150. ซํ้าคาํ คือ ทกุ ตัวจะความหมายเดยี วกนั
เชน่ “ทง้ั หนาวลมหนาวพรมน้ําค้างพราว ไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น”
“เกบ็ ตะวนั ที่เคยสอ่ งฟา้ เกบ็ เอามาเกบ็ ไว้ในใจ เก็บพลงั เกบ็ แรงแห่งแสงยง่ิ ใหญ่”
151. หลากคํากค็ อื ไวพจน์ หรอื พ้องความหมาย นน้ั เอง
เชน่ กุญชร ไอยรา คช หัตถี ท้ังหมดแปลวา่ ชา้ ง
152. จินตภาพ คอื ภาพที่อยู่ในจนิ ตนาการ โดยกวตี ้องแตง่ ทําใหผ้ ู้อ่าน อา่ นแลว้ เกิดภาพใหไ้ ด้
จนิ ตภาพมี 3 ประการ
1. จนิ ตภาพดา้ นเสียง เช่น “ปะ๊ โทน่ ปะ๊ โท่นปะ๊ โทน่ โท่น”
2. จนิ ตภาพดา้ นภาพ เชน่ “สุวรรณหงสท์ รงพหู่ อ้ ย งามชดช้อยลอยหลังสินธ”ุ์
3. จนิ ตภาพเคลอื่ นไหว เชน่ “ลมระเรงิ ลู่หวิวพลิว้ ระลอก”
153. ใช้คาํ ทม่ี ีจงั หวะดุจดนตรี
เช่น “วนและวงิ่ คืนและวันหว่ันและไหว” (จังหวะจะแบ่งไดท้ ลี ะ 3 ได้เท่าๆ กัน)
154. ดุลเสยี งและดลุ ความหมายเรยี กอีกชอ่ื ว่าประโยคขนานความ
เช่น “ในนํา้ มปี ลา ในนามขี า้ ว” (ในแตล่ ะวรรคมีคาํ วา่ ใน มี เทา่ กัน และตําแหนง่ เดยี วกัน)
155. ถ้าโจทยถ์ ามว่า ขอ้ ใดพรรณนาตา่ งจากข้ออืน่ มีหลกั ในการดูดังต่อไปน้ี
1. กวกี าํ ลงั พดู ถึงสิง่ ท่เี ป็นคนหรอื ไม่ใช่คน
2. กวกี ําลังพูดถงึ วฒั นธรรมหรือธรรมชาติ
3. กวีพูดถึงนางอนั เป็นทร่ี กั หรือกษัตรยิ ์
4. กวมี ีการเปรยี บเทยี บหรอื ไมไ่ ดเ้ ปรียบเทียบ
5. เกดิ จนิ ตภาพหรือไม่
156. ความเช่อื ในวรรณคดีจะมี 2 แนว คือ พุทธศาสตร์กบั ไสยศาสตร์
157. สงิ่ ที่กวีจะพรรณนาถงึ ก็คือ ดอกไม้ ปลา นก ตน้ ไม้ ภเู ขา ทะเล ลําธาร วัง วัด บ้านเรอื น ฯลฯ
158. การพรรณนาฉากก็คือ พรรณนาส่งิ แวดลอ้ มและสถานท่ี
159. สง่ิ ท่ีไม่ใชฉ่ ากคอื ตัวละคร
160. การเปลย่ี นแปลงของฉากกค็ อื การเปลยี่ นเวลาเชา้ เปน็ บ่าย บ่ายเป็นเย็น, กลางวันเปน็ กลางคนื
กลางคืนเป็นกลางวนั
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์) 10 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
161. คาํ ราชาศัพท์ คํานามเตมิ พระ กรยิ าเตมิ ทรง
162. พระบรมราช / พระบรม ใชก้ บั กษัตรยิ ์ (พระราชวงศล์ าํ ดับท่ี 1)
163. พระราช ใช้กับราชวงศ์ลําดับท่ี 2
164. พระ ใชก้ บั ราชวงศล์ าํ ดบั ที่ 3, 4, 5
165. ทรง บวก ได้ 3 อย่าง
ทรง + กรยิ าธรรมดา → ทรงวง่ิ
ทรง + นามธรรมดา → ทรงช้าง
ทรง + นามราชาศพั ท์ → ทรงพระราชนพิ นธ์
166. ทรง หา้ มบวกกบั กริยาราชาศัพท์
167. เสด็จพระราชดาํ เนิน ใชก้ ับ พระมหากษตั รยิ ์ และเจ้านายลาํ ดบั ชน้ั 2
168. เสด็จ ใช้กบั เจา้ นายลาํ ดับที่ 3, 4, 5
169. ทูลเกลา้ ทลู กระหม่อมถวาย (ทูลเกลา้ ฯ ถวาย) ใชก้ บั ถวายของเลก็ ๆ
170. นอ้ มเกลา้ นอ้ มกระหมอ่ มถวาย (น้อมเกล้าฯ ถวาย) ใชก้ บั ของใหญ่ๆ
171. ทรงมี ทรงเป็น ต้องตามดว้ ยคําสามญั ธรรมดา หา้ มเปน็ คาํ ราชาศัพท์ เช่น ทรงเปน็ อาจารย์
172. ถา้ มี กับ เป็น ตอ้ งบวกด้วยคาํ ราชาศัพท์ เชน่ เปน็ พระราชนัดดา
173. ถวายการต้อนรับใช้ไมไ่ ด้ ให้ใช้ เฝา้ ทลู ละอองธุลีพระบาทรับเสดจ็
174. กาพยฉ์ บังมี 16 พยางค์
OOOOOO OOOO
OOOOOO
175. กาพยส์ ุรางคนางคม์ ี 28 พยางค์
OOOO OOOO OOOO
OOOO OOOO OOOO OOOO
176. กาพย์ยานมี ี 22 พยางค์
OOOOO OOOOOO
OOOOO OOOOOO
177. กลอนแปดมี 32 พยางค์
OOOOOOOO OOOOOOOO
OOOOOOOO OOOOOOOO
178. โคลงสีส่ ุภาพมี 30 พยางค์ ถา้ ใส่คําสรอ้ ยกจ็ ะเปน็ 32 และ 34 พยางคต์ ามลาํ ดบั
OOOOO OO(OO)
OOOOO OO
OOOOO OO(OO)
OOOOO OO(OO)
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 11 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
179. โคลงสามสุภาพจะมี 21 พยางค์
OOOOO OOOOO
OOOOO OOOO(OO)
180. อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์ 11 จะมี 22 พยางค์ โดยที่ตําแหน่ง 3 6 7 9 เปน็ ลหุ ทเี่ หลือเป็นครุ
181. การจบั ใจความสาํ คัญ ต้องจับให้ไดห้ ลกั ๆ วา่ ใคร ทําอะไร และทําไมถงึ ทาํ อยา่ งนั้น ก็คอื WHO
WHAT WHY
182. การตีความ ก็คือ
การตีความหมายที่ผู้เขียนกําลังสื่อถึงเราว่าเขากําลังจะบอกอะไรกับเราโดยต้องตีให้ใกล้เคียง
ความจริงให้มากท่ีสุด เช่น ถ้าเขาบอกว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกโชคดีที่พ่อข้าพเจ้ามาข้ึนฝั่งที่เมืองไทยถ้าไปข้ึนท่ี
ประเทศอื่น ชีวิตข้าพเจ้าคงไม่ได้เป็นอย่างน้ีแน่ๆ” อย่างน้ีเราต้องตีความว่า ผู้พูดเห็นว่าประเทศไทยดีกว่า
ประเทศเพ่อื นบา้ น
ครูขอใหน้ ักเรียนทกุ คนตคี วามและจับใจความใหเ้ ป็น ฝึกทาํ ขอ้ สอบบอ่ ยๆ เรากจ็ ะเกง่ และ
มีทกั ษะมากข้ึน เพราะในการสอบแต่ละครั้งจะมขี ้อสอบเกี่ยวกบั การตคี วาม และจบั ใจความเปน็ จํานวนมาก
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 12 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
พยางค
1. เสียงพยญั ชนะต้นเดีย่ ว ตรงข้ามกับเสียงพยัญชนะต้นควบกลา้ํ
2. ครลู ิลลอ่ี ยากถามหนูวา่ “สุวรรณมาศ” มีเสยี งพยัญชนะต้นกี่เสยี ง
ตอบ 4 เสยี ง คือ /ส/ - /ว/ - /น/ - /ม/
3. ตวั “ ทร ” พบทัง้ ในภาษาเขมรและสันสกฤต
“ทร” ในเขมร : ทราบ ไทร ทรุดโทรม แทรก ฉะเชงิ เทรา ทรวง ทรง ฯลฯ
“ทร” ในสันสกฤต : มทั รี ทรพั ย์ อินทรยี ์ นนทรี ฯลฯ
4. หนๆู คะ เคยทํางาน อย่าง “คลอ่ งแคลว่ ” ไหมคะ คุณครลู ลิ ลีอ่ ยากทราบว่า
“คลอ่ งแคล่ว” มีโครงสรา้ งพยางค์ด้านใดเหมอื นกันบา้ งคะ
ตอบ “คลอ่ ง” “แคล่ว”
1. มีตัวสะกดทัง้ สองพยางค์
2. มีเสยี งพยญั ชนะต้นควบกล้าํ ท้งั สองพยางค์
3. ออกเสยี งสระเสยี งส้ันทัง้ สองพยางค์
4. วรรณยุกต์เสยี งโทเหมอื นกนั ท้งั สองพยางค์
5. “กระทรวงสาธารณสุข” กับ “กระทรวงคมนาคม”
ช่อื กระทรวงใดมจี าํ นวนพยางค์มากกวา่ กนั คะ
ตอบ กระทรวงสาธารณสขุ นับไดต้ ง้ั 7 พยางค์
6. การออกเสยี งในภาษาไทย มี 4 ขอ้ หลกั ๆ คือ
1. ออกเสยี งเด่ยี วๆ “เรียงพยางค์”
“ปรยิ าย” อ่านว่า ปะ-ริ-ยาย (อา่ นวา่ ปริ-ยาย น่าเกลยี ดแย!่ )
2. ควบกลํา้
“มะปราง” อ่านวา่ มะ-ปราง
3. อกั ษรนาํ
“ขนม” อ่านวา่ ขะ-หนม
4. สมาส
“ราชการ” อา่ นว่า ราด-ชะ-กาน (ไม่ใช่ ราด-กาน)
7. เสียงควบกลา้ํ ทีม่ าจากภาษาอังกฤษ มักจะขึน้ ตน้ ด้วย บล บร ดร ฟร ฟล ทร
8. “ฤ” อ่านวา่ รึ มคี า่ เท่ากับเสยี ง “ร”
ถ้าทําหนา้ ทเ่ี ป็นเสยี งพยัญชนะต้น กต็ อ้ งอ่านวา่ “ร”ึ
เชน่ ฤดู คฤหาสน์ ฤทยั พฤหสั นฤมล ฤษี คฤหสั ถ์
ถา้ คาํ วา่ “องั กฤษ” ฤ ทาํ หนา้ ทีเ่ ป็นสระ เพราะไปผสมกับ ก และตวั สะกด ษ
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 13 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
9. พยัญชนะไมอ่ อกเสยี ง (มดี ้วยเหรอ! ขเี้ กียจทาํ งานไมอ่ ยากใช้เสยี ง )
พราหมณ์ = ห ณ ไมอ่ อกเสียง
จริง = ร ไมอ่ อกเสียง
หลาย = ห ไม่ออกเสยี ง
คนางค์ = ค์ ไมอ่ อกเสยี ง
วทิ ยายุทธ = ธ ไม่ออกเสยี ง
มติ ร = ร ไมอ่ อกเสียง
โทรม = ทร ไม่ออกเสียง เปล่ียนเปน็ เสยี งใหม่ คอื /ซ/
10. เล่นเสยี งคูส่ ระ เป็นอย่างไรคะคณุ ครู
ตอบ หมายถึง มเี สียงคู่ส้นั - ยาว อยดู่ ว้ ยกนั เช่น
“สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย” มีการเล่นเสียงคสู่ ระ อุ อู ตรง สุ กับ พู่
11. “นํ้าใจ นา้ํ มัน นา้ํ สกุ น้าํ ซุป” นํา้ จะออกเสยี งสนั้ หมด
12. “ควบควาย” ว ในคํา “ควบ” กับ “ควาย” เหมือนกนั ไหม
ว ในคําวา่ “ควบ” เปน็ สระอัว แต่ ว ในคําว่า “ควาย” เปน็ พยญั ชนะควบกลํา้
13. คําตาย ตอ้ งสะกดดว้ ย แม่ กบด ท่องสตู รว่า “ใครกบฏมนั ตอ้ งตาย”
คําเปน็ ตอ้ งสะกดด้วย แม่ มนงยว ทอ่ งสตู รวา่ “มะนงยะเวอะ เป็นสาวชาวพม่า เป็นมือขวา
ของอองซานซูจี ขายธูปหอมแถวเจดียช์ เวดากอง” (ไมใ่ ชเ่ จดียส์ ามองค์นะคะ)
14. ถา้ ตัวสะกดไมม่ ี เช่น “กระทะ” จะเปน็ คําตาย เพราะประสมสระเสียงส้นั
วธิ ีการจํา ทอ่ งวา่ “อายุส้ัน มันก็ตาย”
ถ้าตวั สะกดไมม่ ี เช่น “ปนู า” จะเปน็ คาํ เป็น เพราะประสมสระเสยี งยาว
วิธีการจาํ ท่องวา่ “อายยุ ืนยาว มันก็เป็น”
15. “อย่ทู เี่ รียนรู้ อย่ทู ีย่ อมรับมัน” มคี ําเปน็ คาํ ตายเท่าไรคะ
ตอบ คําเป็น = 8 คํา อยู่ ที่ เรยี น รู้ อยู่ ที่ ยอม มนั
คาํ ตาย = 1 คํา รับ
16. ช่อื โรงเรียนตอ่ ไปนีใ้ ครเปน็ ศิษย์เก่า
เซนตโ์ ยฯ เซนต์หลยุ ส์
เซนต์คาเบรยี ล เซนตจ์ อห์น
เซนต์ฟรงั ฯ เซนต์ดอมนิ กิ
“เซนต”์ ในชอื่ โรงเรียนอะไรบา้ ง ออกเสียงตรงตามอกั ขรวิธีไทย ชือ่ ใดบา้ งออกเสียงแบบอังกฤษ
“เซนต”์ มาจาก “Saint” อา่ นตามภาษาองั กฤษว่า “เซน้ ” ถ้าอ่านตามอักขรวิธไี ทย จะอ่านตรง
ตามรูปทเ่ี ห็น วา่ เซนต์ อ่านวา่ “เซน”
หนูรู้แลว้ คะครลู ิลล่ี ขอตอบว่า “เซนตโ์ ยฯ, เซนตค์ าเบรยี ล, เซนตฟ์ รงั ฯ, เซนต์หลยุ ส์ อ่านแบบ
อกั ขรวธิ ีไทย” แต่ “เซนต์จอหน์ กบั เซนต์ดอมินกิ อ่านแบบอังกฤษ” แล้วครอู ยากถามวา่ โรงเรียนเก่าคุณครู
อ่านแบบไหน “เซนต์ลกุ ซ”์ ไงจะ๊
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์ 14 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
17. “ท่ี ลมุ่ ” หนเู ห็นวรรณยุกต์ไหม เขาใส่ไม้เอก แต่ออกเสียงโท แสดงว่าเราสามารถออกเสยี ง
วรรณยุกต์ ไมต่ รงกับรปู กไ็ ด้
18. เสยี งนาสกิ คอื อะไร ก็แปลนาสิกใหไ้ ดก้ ่อนสิคะ
นาสกิ แปลว่า จมูก
เสียงนาสิก คอื เสยี งที่เปล่งออกมาแล้วข้นึ จมกู มี 3 เสียง ม น ง
ท่องวา่ มนง นาสิก แต่ไม่เกี่ยวกับ มะนงยะเวอะ เด้อ!
19. นักเรียนทราบใช่ไหมคะว่า อกั ษรไทย 7 ตวั ไมส่ ามารถเปน็ ตัวสะกดได้มีอะไรบ้าง
ตอบ ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ
ครูลลิ ลม่ี สี ูตรการจําเก๋ๆ มาฝากอกี แล้วฮ่ะ ใหห้ นูๆ ท่องวา่
“ผฝี าก _________________________________________________”
20. ครูอยากคยุ กบั หนูวา่ “สญั ลกั ษณ์” “ญ” ตัวน้ี ทําหน้าท่เี ป็นทงั้ ตวั สะกดและพยญั ชนะตน้
หนเู ชือ่ ครไู หม
สญั ลักษณ์ อ่านว่า สนั - ยะ - ลกั
“ญ” เป็นตัวสะกด ออกเสียง /น/ ในแม่ กน
“ญ” เปน็ พยัญชนะต้น ออกเสยี ง /ย/ อา่ นวา่ “ยะ”
21. “ฤกษ”์ กบั “เทอด” มีอะไรเหมอื นกัน (อยา่ ตอบนะคะว่ามีอักษรเหมอื นกันจะโดนไม่ใช่นอ้ ย)
ตอบ สระ เออ เหมอื นกนั กบั เสียงวรรณยุกต์ โท เหมือนกัน
22. “น้าํ นอ้ ย แพ้ ไฟ” เอาเปน็ วา่ ครจู ะถามว่า ส่กี ุมาร โอย๊ ! ไม่ใช่ สพ่ี ยางค์ ใครมอี งค์ประกอบของ
พยางค์ 3 สว่ นเอง
ให้ตอบว่า แพ้ เพราะแพ้มแี ค่ 1. พยัญชนะ 2. สระ 3. วรรณยุกต์
เขาขาดเรอื่ ง ตวั สะกด เขาจึงแพไ้ ป (ฮิฮิ)
แต่ นา้ํ น้อย ไฟ มีองคป์ ระกอบ 4 ส่วน มที ้งั
1. พยัญชนะต้น น้ํา = น นอ้ ย = น ไฟ = ฟ
2. สระ นา้ํ = อะ นอ้ ย = ออ ไฟ = อะ
3. วรรณยกุ ต์ น้ํา = ตรี น้อย = ตรี ไฟ = สามญั
4. ตวั สะกด น้าํ = ม น้อย = ย ไฟ = ย
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 15 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
23. รูปสระตอ่ ไปนข้ี ีเ้ กยี จออกเสยี งเหมอื นกนั มีเหตุผล คือ เป็นคาํ จากบาลี สนั สกฤต แลว้ พยัญชนะ
ตวั ไหนเปน็ ตวั สะกดแลว้ สระ อิ อุ นัน้ จะไมอ่ อกเสยี ง
ขดั สมาธิ อา่ นว่า ขัด-สะ-หมาด
ชาตนิ ยิ ม อ่านวา่ ชาด-นิ-ยม
ยาธาตุ อา่ นวา่ ยา-ทาด
โลกธาตุ อ่านวา่ โลก-กะ-ทาด
ตัวพยาธิ อา่ นว่า ตัว-พะ-ยาด
ญาติพ่ีนอ้ ง อา่ นว่า ยาด-พ-่ี น้อง
ประวตั ิ อา่ นวา่ ประ-หวดั
เหตุ อ่านว่า เหด
เกตุ อา่ นว่า เกด
มาตุ อ่านวา่ มาด
เมรุ อา่ นว่า เมน
24. ภาษาไทยนั้นนะคะนักเรยี นมีหลักอยู่ขอ้ หนงึ่ ของสระว่า ออกเสียงสนั้ เสียงยาวแลว้ ความหมาย
อาจเปลี่ยนไปได้นะคะ เช่อื ครหู รือไมล่ องมาดกู นั เลยนะคะ สังเกตพยางคห์ น้าลองออกเสียงไดท้ ้ังสนั้ ทง้ั ยาว
แล้วความหมายเปล่ยี นไปหรือไม่
สมั พนั ธ์ → สามพัน (Three Thousand)
ปรับทุกข์ → ปราบทกุ ข์
วังหนิ → วางหนิ
มิดี → มีดี
วันน้ี → วานนี้ (Yesterday จากตอนแรกวันน้ี Today)
ไขมนั → ขายมัน
ตักดนิ → ตากดิน
ตะราง → ตาราง
กังขา → กางขา (แหกขา...!)
ถ้าขอ้ สอบถามเรอ่ื งโครงสรา้ งของทัง้ 5 โครงสรา้ งนีจ้ ะดูอยา่ งไร
โครงสรา้ งพยางค์ : ตอ้ งดทู ต่ี วั สะกด เสยี งพยัญชนะต้นเสยี งเด่ียวหรอื ควบกลํ้า สระเสยี งสัน้ หรอื ยาว
แล้วสุดท้ายดูว่ามีหรือไม่มีวรรณยกุ ตเ์ สียงอะไร
โครงสร้างคําประสม : ตอ้ งดทู ค่ี าํ นาม - กริยา - วิเศษณ์ - บพุ บท มาประสมกนั เชน่
ต้มยํา = กรยิ า + กรยิ า
เรือด่วน = นาม + วิเศษณ์
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 16 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
โครงสร้างคาํ ซอ้ น : ตอ้ งดทู ีค่ วามหมายเหมือนกนั คล้ายกัน หรือตรงข้ามกัน
พ่อแม่ = ตรงข้ามกัน
บา้ นเรอื น = เหมอื นกัน
พยางค์ปดิ = พยางคท์ ม่ี ีเสยี งพยญั ชนะทา้ ย เชน่ นอ้ ง ยาย ลงุ ฯลฯ
พยางคเ์ ปิด = พยางคท์ ไี่ มม่ เี สียงพยญั ชนะทา้ ย เชน่ พี่ ตา ปา้ ฯลฯ
โครงสร้างประโยค : ต้องดูที่ การเรยี งลาํ ดับของ ประธาน กริยา กรรม และสว่ นขยาย ใครมากอ่ นมาหลัง
ถามว่า “แมท่ ําขนมปังไส้ไกอ่ ร่อยมาก” มโี ครงสร้างประโยคเหมอื นประโยคใด ระหวา่ ง “พสี่ าว
ถักผ้าปูโต๊ะสวยจรงิ ๆ” กับ “คนสวนปลูกผกั นานาชนดิ ท่ีหลงั บ้าน”
ครูขอเฉลยวา่ โครงสรา้ งประโยคทเี่ หมอื นกบั ประโยคตวั อยา่ งทใี่ ห้มา คือประโยค “พส่ี าว......” เพราะ
เรยี ง ประธาน + กรยิ า + กรรม + ขยายกรรม + วิเศษณ์ + ขยายวิเศษณ์
โครงสรา้ งเหตผุ ล : ต้องดูท่นี าํ เอาประโยคเหตุ หรอื ผลวางไวห้ น้า - หลัง
1. ปฏบิ ัติตามกฎ ชว่ ยลดอบุ ัติเหตุ (เหตุ + ผล)
2. คนตายและตดิ คุก เพราะสนกุ ค้ายาบ้า (ผล - เหตุ)
3. บา้ หวยหวงั รวยลัด จะวิบัติไม่รู้ตัว (เหตุ - ผล)
แต่ “บ้าหวยหวังรวยลัด” เราจะไมส่ ามารถรู้ได้เลยวา่ ประโยคนเี้ ปน็ เหตหุ รอื เปน็ ผล
เราอาจจะบ้า! เสยี กอ่ นจะไดค้ ําตอบ พอใสป่ ระโยค “จะวิบัติไม่รตู้ ัว” ทาํ ใหร้ เู้ ลยวา่ ประโยค
“บา้ หวย.....” เป็นสาเหตุ ท่ที ําให้คนเราหายนะไมร่ ตู้ ัว
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 17 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
คํา
1. ระวงั นะคะคําตอ่ ไปนไ้ี มใ่ ชค่ ําสมาส คาํ สมาส - สนธิ จะตอ้ งเป็นภาษาบาลี - สันสกฤตเท่าน้นั
ห้ามนําภาษาอ่นื ไม่ว่าจะเป็นไทยแท้ เขมร องั กฤษ ปนไมไ่ ด้นะคะ
พลเมอื ง เพราะ เมือง เป็น คําไทย
ผลไม้ เพราะ ไม้ เป็น คาํ ไทย
คุณค่า เพราะ คา่ เป็น คาํ ไทย
ทนุ ทรพั ย์ เพราะ ทนุ เปน็ คําไทย
ราชวงั เพราะ วงั เปน็ คําไทย
ราชดาํ เนิน เพราะ ดําเนิน เป็น คาํ เขมร
พลความ เพราะ ความ เป็น คําไทย
พลเรือน เพราะ เรอื น เป็น คาํ ไทย
พระพุทธเจ้า เพราะ เจา้ เปน็ คาํ ไทย
ตรัสรู้ เพราะ รู้ เป็น คําไทย
สรรพสง่ิ เพราะ สง่ิ เป็น คําไทย
มลู คา่ เพราะ คา่ เป็น คําไทย
ชาํ นาญการ เพราะ ชํานาญ เป็น คาํ เขมร
เคมีภณั ฑ์ เพราะ เคมี เปน็ คําองั กฤษ
ภมู ิลาํ เนา เพราะ ลําเนา เป็น คาํ เขมร
เครอ่ื งจกั ร เพราะ เครอื่ ง เปน็ คําไทย
บายศรี เพราะ บาย เปน็ คาํ เขมร
กลเมด็ เพราะ เม็ด เป็น คาํ ไทย
กรมทา่ เพราะ ทา่ เป็น คาํ ไทย
เมรุมาศ เพราะ มาศ เปน็ คําเขมร
กระยาสารท เพราะ กระยา เป็น คําเขมร
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์) 18 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
2. คุณครอู ยากถามหนูๆ ว่า คาํ ตอ่ ไปนใี้ ครเป็นคาํ มูล คําประสม คําซ้อน คาํ สมาส คําสนธิ วลี และ
ประโยค
รถ รถไฟ รถรา ราชรถ
รถพ่ี รถาภรณ์ รถเสยี
รถ = คํามูล เพราะเป็นคาํ ดัง้ เดมิ คําๆ เดียวยงั ไม่เกดิ การรวมคาํ กนั ข้ึน
รถไฟ = คาํ ประสม เพราะเป็นคาํ 2 คาํ นํามารวมกนั แลว้ เกดิ ความหมายใหม่ แต่
ยังคงมีเค้าความหมายเดิม
รถรา = คําซ้อน เพราะนาํ คํา 2 คาํ มาวางคกู่ ัน เนน้ ความไพเราะของเสียง รถราจดั
เปน็ คาํ ซอ้ นเพ่อื เสียง
ราชรถ = คาํ สมาส เพราะเปน็ คาํ 2 คาํ จากภาษาบาลี - สนั สกฤต นาํ มาชนกัน
โดยออกเสยี ง อะ ระหว่างคาํ
รถาภรณ์ = คําสนธิ เพราะเปน็ คาํ 2 คํา ภาษาบาลี - สนั สกฤต นาํ มาเชือ่ มกนั โดยตรง
รอยต่อเกดิ สระใหม่
รถพ่ี = วลี เพราะเปน็ กลมุ่ คาํ หรือประโยคท่ไี ม่สมบรู ณ์ ไมใ่ ชค่ ําประสม เพราะไม่ได้
เกดิ ความหมายใหม่ จะเปน็ ประโยคก็ไม่ได้เพราะขาดภาคแสดง
รถเสยี = ประโยค เพราะมีทงั้ ภาคประธานและภาคแสดง
3. คาํ ประสมกับคําซ้อนเพือ่ ความหมาย หน้าตาจะคล้ายๆ กัน นักเรียนว่าคําทมี ไหนเปน็ คําซอ้ น
คาํ ทีมไหนเปน็ คาํ ประสม
ทีมลเิ วอรพ์ ลู ทีมแมนยฯู
1. บ้านเรอื น 1. บ้านเช่า
2. ผคู้ น 2. ผู้แทน
3. จานชาม 3. จานดาวเทยี ม
4. ลูกหลาน 4. ลกู คา้
5. พ่อแม่ 5. พ่อครวั
6. ใจคอ 6. ใจดาํ
7. จิตใจ 7. ติดใจ
8. มืดคาํ่ 8. มืดหน้า
9. ชักนาํ 9. ชกั ใย
10. ตดิ ขัด 10. ตดิ ลม
11. เรอื แพ 11. เรอื ดว่ น
ตกลงใหท้ มี แมนยฯู หรือทีมลิเวอร์พูล เป็นคาํ ซอ้ น คําประสมกันคะ
ตอบ คําท่เี ปน็ ผูเ้ ลน่ 11 คน ในทีมลิเวอร์พลู เป็นคําซ้อน เพราะความหมายคงเดมิ
คําท่ีเปน็ ผู้เล่น 11 คน ในทมี แมนยฯู เป็นคาํ ประสม เพราะเกิดความหมายใหม่
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 19 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
4. ความแตกตา่ งระหว่างแมนยฯู กบั ลิเวอรพ์ ูล เอ๊ย! ไม่ใช่ ความแตกตา่ งระหวา่ งคําประสมกบั
คาํ ซ้อน คอื
คาํ ประสม คาํ ซอ้ น
1. ตอ้ งเกิดความหมายใหม่ 1. ไมไ่ ดเ้ กิดความหมายใหม่
2. 2 คําทีม่ ารวมกนั ตอ้ งมีความหมาย 2. 2 คําทม่ี ารวมกัน ความหมาย
ไม่เหมอื น ไม่คลา้ ย และไมต่ รงขา้ ม ต้องเหมือน ต้องคล้าย และตอ้ งตรงข้าม
3. นาํ้ หนักของคาํ เน้นตัวหนา้ (คําต้น) 3. น้าํ หนกั ของคาํ เน้นทั้ง 2 คํา
5. คาํ ประสมสามารถมีความหมายใหม่ แปลเปรยี บเทียบ จัดเขา้ ขา่ ยเปน็ สํานวนกไ็ ด้ เชน่
คอตก อาการทีห่ ัวงดุ ลงมาแสดงอาการผดิ หวัง
ออกนอกหน้า แสดงความรสู้ ึกให้ปรากฏทางสีหน้า แสดงอาการให้ปรากฏอย่างชดั แจ้ง
จบั ตาย จับตัวมาใหไ้ ดแ้ ม้ว่าจะตอ้ งทาํ ใหต้ าย
ตาคม ตาท่ีมีลักษณะอยา่ งของมีคม อาจบาดหรือแทงใจได้
หวั นอก ที่นิยมแบบฝร่งั , ทีม่ คี วามคิดอ่านแบบฝร่ัง, ทนี่ ยิ มของท่ีผลติ จากตา่ งประเทศ
ปากแข็ง พดู ยืนยนั หรอื เถยี งอยา่ งดอ้ื ดนั ไม่ยอมจาํ นนข้อเท็จจริง
เดนิ หน้า กา้ วหน้า หรอื พฒั นา ลุล่วงไป
มา้ ใช้ คนขี่มา้ สาํ หรบั รับใช,้ คนเร็วสําหรับสง่ ข่าวสาร, คนรบั ใช้ตดิ ต่อ
แกะดํา คนที่ทําอะไรผดิ เพือ่ นผิดฝงู ในกลุ่มนนั้ ๆ (ใชใ้ นทางไมด่ )ี
กาฝาก คนท่ีถว่ งความเจรญิ ผอู้ ่ืน
แมวมอง ผ้ทู ่คี อยสังเกตหรือซุ่มดูว่ามใี ครสวยหรือเลน่ กีฬาเกง่ แล้วแนะนําให้วงการท่ี
เกี่ยวข้อง ชักชวนมาเป็นดารา ประกวดความงามหรอื รว่ มแขง่ ขันกฬี าเป็นตน้
หน้าม้า ผู้ที่ทําเล่ห์เหล่ียมเป็นเหมือนคนซื้อหรือคนเล่นการพนัน เป็นต้น เพื่อเป็น
สอื่ จูงใจให้คนหลงซ้อื หรือเล่นการพนนั ด้วย โดยปริยายใช้เรียกคนท่ีหากิน
ในลกั ษณะคล้ายคลึงเชน่ น้นั
ลูกหมอ้ โดยปริยาย หมายถึง ผู้ที่มีวิชาชีพโดยสืบต่อเชื้อสายกันมาหรือทํางานใน
สังกดั นน้ั ๆ มาต้งั แต่เดมิ
ตนี แมว โจร หรือพวกย่องเบา
ถอื หาง เข้าทางฝา่ ยท่ตี นพอใจ (มาจากภาษาชนไก่ ยดึ เอาไก่ตัวใดตัวหนง่ึ ในการ
ต่อรอง)
หวั หมุน งง, สับสน, หวั หมนุ เปน็ ลกู ข่างก็วา่
เจาะข่าว ตั้งใจเฉพาะ, มุ่งไปทก่ี ารทําข่าว
ตายด้าน หมดความรู้สกึ ทางสมั ผสั , ไม่มีความร้สู ึกเหมือนอย่างท่เี คยม,ี โดยปริยาย
หมายความวา่ หยดุ เจรญิ ก้าวหน้าคดิ อย่แู คน่ ้ัน
ปิดปาก ไม่พูดหรือไม่ใหพ้ ูด เช่น ปิดปากเงยี บ พยานถกู ฆ่าปิดปาก
สัง่ เสีย เตือน, กาํ ชบั , บอกใหเ้ ขา้ ใจ
ใจแตก ประพฤตไิ ปตามทต่ี นนยิ มในทางทผ่ี ดิ หรอื นอกโอวาทจนเคยตวั
นอ้ ยใจ รสู้ ึกเสยี ใจทไี่ ม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นต้น
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 20 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29
6. โครงสรา้ งคําประสม ให้ดูทว่ี า่ คาํ ประสมนนั้ เกิดจากคาํ มลู ทีเ่ ป็น นาม กริยา วิเศษณ์ บพุ บท
นํามารวมกัน เช่น
เข็มกลดั , ข้าวตม้ , ส้มตํา → เกดิ จาก นาม + กรยิ า
นํ้าหวาน, ใจดาํ , น้ําหอม → เกิดจาก นาม + วิเศษณ์
ตกแตง่ , ติดตงั้ , เลอื กตงั้ → เกดิ จาก กริยา + กรยิ า
เบยี้ ลา่ ง, ของกลาง, นางใน → เกิดจาก นาม + บุพบท
7. โครงสร้างคําซ้อนใหด้ ูท่ี คาํ 2 คนู่ ้นั มคี วามหมายอย่างไร เหมือนกนั คลา้ ยกัน หรอื ตรงขา้ มกัน
ความหมายเหมอื นกนั = บ้านเรอื น แสวงหา ผคู้ น จติ ใจ มดื คา่ํ โงเ่ ขลา อว้ นพี ฯลฯ
ความหมายคล้ายกนั = ววั ควาย จานชาม ลกู หลาน โกรธแค้น ใกล้ชิด ดูดดมื่ ไร่นา ฯลฯ
ความหมายตรงขา้ มกัน = ผิดถูก พ่อแม่ สูงตํา่ ช่ัวดี ซ้ือขาย ได้เสีย เท็จจริง สัน้ ยาว ฯลฯ
8. คาํ ซอ้ นไม่จําเปน็ ต้อง 2 คําเสมอไป ตง้ั แต่ 3 - 4 คํานํามาซอ้ นกนั ก็ได้
“ปยู่ า่ ตายาย ตนื้ ลกึ หนาบาง ใหญโ่ ตโอฬาร เยอ่ื ใยไมตรี ปดิ บงั ซอ่ นเรน้
ปดั กวาดเชด็ ถู ลมื ตาอา้ ปาก อปุ ถมั ภค์ าํ้ จนุ เคารพนบนอบ ขบั ไลไ่ สส่ง
ลม้ หายตายจาก ถ้วยโถโอชาม เสาะแสวงหา แต่งเสรมิ เติมต่อ”
9. “ปู่ย่าตายาย กูห้ นย้ี มื สนิ ทาํ ไร่ไถนา กอ่ รา่ งสรา้ งตวั เกดิ ดอกออกผล” ครูลลิ ลีอ่ ยากถามว่า
คาํ ซ้อนคําใดต่างจากพวกในแง่ความหมาย
ตอบ ปยู่ า่ ตายาย เพราะเกิดจากคาํ ทีม่ ีความหมายตรงข้ามกนั แตค่ าํ ซอ้ นทเี่ หลือเกิดจากคําท่ี
มคี วามหมายคลา้ ยๆ กนั
10. ชนดิ ของคาํ ท่สี ร้างคาํ ซอ้ นตอ่ ไปนใี้ หน้ ักเรียนลองหาวา่ ใครสรา้ งเหมือนคาํ ว่า “ปัดกวาดเช็ดถู”
ระหว่าง “ปิดบังซ่อนเร้น” กบั “ลมื ตาอ้าปาก” ชนดิ ของคําเรากด็ ูว่าเปน็ นาม กริยา วเิ ศษณ ์...
ตอบวา่ ปดั กวาดเชด็ ถู มชี นดิ ของคํา เหมือน ปดิ บังซอ่ นเรน้ เพราะเกดิ จากกรยิ า 4 ตวั
เรยี งตดิ กัน แต่ ลืมตาอา้ ปาก เกดิ จาก กรยิ า + นาม + กรยิ า + นาม
11. คาํ เปน็ ใหด้ ตู ัวสะกดอันดบั แรก
คําตาย
คําตาย สะกดด้วยแม่กก, แม่กบ, แมก่ ด = ท่องว่า กบด ใครกบฏมนั ตอ้ งตาย
คาํ เป็น สะกดด้วยแมก่ ม, แม่กน, แม่กง, แม่เกย, แม่เกอว = ท่องว่า มนงยว (มะนงยะเวอะ)
12. กร่อนเสยี ง เชน่ หมากพร้าว → มะพร้าว (ทาํ ให้เสียงส้นั ลง หดลง)
13. กลืนเสียง เชน่ อย่างน้ี → อย่างง้ี (รวมเสียง)
14. ตดั คํา เชน่ คอนโดมิเนียม → คอนโด (ตัดบางพยางคอ์ อกไปเพ่ือสะดวกใหพ้ ูดเรว็ ขึ้น)
15. คาํ ทม่ี ีความหมายแคบกว้าง เช่น ผลไม้ กับ สม้
ผลไม้ ความหมายกว้าง สม้ ความหมายแคบ
16. พอ้ งรปู = รปู เหมอื น = เพลารถ เพลาเย็น (เวลาอา่ นจะอ่านไม่เหมอื นกัน)
เพลารถ = ควบกลาํ้
เพลาเย็น = เพ-ลา
17. พอ้ งเสียง = เสยี งเหมือน = การ กาล กาฬ กานท์ กานต์ กาญจน์
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 21 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์
18. พอ้ งทง้ั รูปพ้องทง้ั เสียง = เหมอื นทั้งรูปเหมอื นทงั้ เสยี ง ทง้ั 3 พ้องนี้ ความหมายจะไม่
เหมือนกนั ถา้ ความหมายเหมือนกันเราเรยี กวา่ พ้องความหมาย (ไวพจน,์ หลากคาํ ) คําพอ้ งความหมาย เชน่
กญุ ชร ไอยรา คช หตั ถี = ชา้ ง
19. คาํ ท่มี คี วามหมายใกลเ้ คยี งกนั = เคลอื่ นยา้ ยกบั โยกย้าย ใชต้ า่ งกัน เช่น เคล่ือนยา้ ยกาํ ลงั พล
โยกยา้ ยตําแหนง่
20. คาํ ทมี่ ีความหมายตรงข้ามกนั = สรุ ยิ นั - จันทรา ดวงอาทติ ย -์ ดวงจนั ทร์
(แตต่ อ้ งใชภ้ าษาระดบั เดียวกนั หา้ ม! สรุ ยิ นั - ดวงจนั ทร)์
21. ห้ามพดู ภาษาวรรณคดใี นชีวิตประจาํ วันนะคะ เช่น คณุ แมค่ ะ ไปซ้อื สุวรรณทเี่ ยาวราชกนั ดีไหมคะ
(ถ้าพูดแบบน้อี าจโดนแม่ฟาดไดค้ ะ่ )
22. ความหมายนยั ตรง = แปลตรงตามพจนานกุ รม
23. ความหมายนยั เปรียบเทียบ = แปลไม่ตรงตัวมีความหมายอกี นยั หน่ึงทีส่ ังคมไทยทั่วไปจะรู้จักกนั
จับ = นยั ตรง แปลวา่ สมั ผัส
จบั = เปรยี บเทยี บ แปลวา่ หลอกใชใ้ ครคนใดคนหน่งึ , หลอกกนิ
เช่น หล่อนคิดจะจบั ลกู นกั การเมือง
24. คําซ้าํ ในวรรณคดี จะไม่ใส่ไมย้ มก (ๆ)
“เร่ือยเร่อื ยมาเรยี งเรียง นกบนิ เฉียงไปทั้งหมู่”
เขยี น เรือ่ ยเรอื่ ย เรียงเรียง ไมต่ อ้ งเขยี นเรื่อยๆ เรยี งๆ
25. คาํ สมาส - คําสนธิ สามารถรวมคํามากกวา่ สองคาํ ข้ึนไปกไ็ ด้ เช่น
เอกอัครราชทตู = เอก + อคั ร + ราช + ทตู
พระบรมราโชบาย = พระ + บรม + ราช + อบุ าย
มหาพฤฒาราม = มห + พฤฒ + อาราม
ไตรโลกนาถ = ไตร + โลก + นาถ
ราชบพิธสถติ มหาสีมาราม = ราช + บพธิ + สถติ + มหา + สีมา + อาราม
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์ 22 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
ประโยค
1. มีนกั เรียนกลมุ่ ใหญ่วิง่ หน้าตาตื่นเหมอื นโดนอะไรสักอยา่ งหลอกหลอนมา เขา้ มาถามครลู ิลล่วี ่า
“ผมจะดูประโยคสํานวนตา่ งประเทศไดอ้ ย่างไรครับ ขนาดประโยคภาษาไทยยังยากเลยครับ” ครูลลิ ลกี่ เ็ กดิ ปญั ญา
ไดว้ า่ ถา้ จะสอนให้เดก็ ๆ ดูประโยคท่มี ีสํานวนการเขยี นแบบต่างประเทศนัน้ ต้องใหน้ กั เรียนเจอหนา้ ตาประโยคทม่ี ี
โครงสรา้ งหรอื สาํ นวนต่างประเทศเอง เขาจะไดป้ ระมวลความคดิ แลว้ นกึ ถงึ ความแตกตา่ งกับการเรียงประโยค
ภาษาไทย
ตอ่ ไปนจ้ี ะเล่าถงึ โครงสร้างประโยคต่างประเทศ ทีอ่ ย่ใู นภาษาไทยนะคะ สังเกตดๆี นะ
1. สมบรู ณถ์ ูกทําโทษโดยครูใหญ่
2. เร่ืองนงี้ ่ายตอ่ การเข้าใจ
3. งานเขียนของเขาเปน็ ทนี่ า่ สนใจของคนหมู่มาก
4. ทุกสิ่งทกุ อยา่ งจบลงด้วยความตายของตัวเอก
5. เยาวชนเปน็ ผู้ทนี่ ํามาซึง่ ความหวังของสังคม
6. ปัจจบุ นั การแพร่ระบาดของยาบ้าไดข้ ยายตวั เพ่มิ ข้นึ
7. วัคซีนชนิดนีแ้ มว้ ่าจะมขี ้อดี แต่ก็ไมค่ วรใชใ้ นผู้ใหญว่ ยั ชรา
8. ฉันได้ยนิ ขา่ วว่า เขาจะไปอังกฤษในอนาคตอันใกล้น้ี
9. มันเป็นอะไรทีส่ วยงามจนผมนึกไม่ถงึ
10. ผมเตม็ ใจใหค้ วามชว่ ยเหลือเต็มที่
11. ผลงานของคณุ เป็นทนี่ า่ พอใจมาก
12. มนั เปน็ การยากท่ีคนเราจะเห็นขอ้ บกพร่องของตนเอง
13. เราขอแสดงความยนิ ดีท่ีคุณนําความสําเร็จและนําช่ือเสยี งมาสู่ประเทศไทย
14. งานกา้ วไกลไทยทาํ จดั ขน้ึ โดยคณะกรรมการส่งเสรมิ การลงทนุ
15. ชาวต่างชาติมกั จะกล่าววา่ วิชาภาษาไทยยากแกก่ ารเรยี น
16. คณะกรรมการชมรมนกั เรยี นเก่าชดุ น้ถี กู จับตามองจากสมาชกิ ตลอดเวลา
17. การนําชาวบา้ นมาชมุ นุมประท้วงครั้งนท้ี ําให้ประเทศได้รบั ความเสยี หายมาก
18. ในอดตี แหล่งน้าํ ของไทยมอี ยู่อยา่ งเพยี งพอต่อการใช้ประโยชน์
19. การท่องเท่ียวของไทยในปัจจุบนั ได้ปรับเปลยี่ นไปสูก่ ารท่องเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรม
20. ปัจจุบนั โทรศัพทไ์ ด้วิวฒั นาการให้มคี วามสามารถในการใช้ทท่ี ันสมัยขึน้
21. โรคตบั อกั เสบในผู้ใหญ่มอี าการรุนแรงและเป็นนานกวา่ ในเดก็ เล็ก
22. เราควรเลอื กซอื้ ผกั ทม่ี รี ูพรนุ จากการถกู แมลงกดั กนิ บ้างจะดีกว่า
23. วิธที าํ ไมย่ ากเมื่อผักสกุ ตกั ออกแช่นํ้าเย็นเพือ่ หยุดการสุกของผัก
24. นวนยิ ายเร่อื งคู่กรรมแตง่ โดยทมยนั ตี
25. มันเป็นเวลาบา่ ยท่ีขา้ พเจา้ เดินทางมาถงึ สยามสแควร์
26. 2 โจรถูกจับเมอ่ื วานน้ที ช่ี ลบรุ ี
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 23 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
27. ไมเ่ ปน็ การยากทเี่ ราจะส่งประวัตขิ องเขา
28. ในความคิดเหน็ ของผม ผมคดิ วา่ หลอ่ นเหมาะจะลงหนา้ ปก
29. เม่ือพจิ ารณาใหด้ ีแลว้ จะเห็นว่าปัญหานีน้ าํ มาซงึ่ ปญั หา อีกหลายๆ ดา้ น
30. รัฐบาลภายใตก้ ารนาํ ของนายกฯ ทักษณิ ชินวัตร ทาํ งานกนั อย่างแข็งขัน
31. แดงเข้าใจผิดดาํ มาก
32. เขาเสยี ใจกบั การสอบไล่ตกของเพอ่ื น
33. ห้องนา้ํ เต็มไปดว้ ยฝ่นุ
34. หล่อนพบตวั เองอยู่ในห้องคนเดียว
35. หล่อนซอ่ นรา่ งในชุดนอนสีขาว
36. พี่เบิรด์ จะมาในเพลงแฟนจ๋า
37. มหี กโรคร้ายที่คุกคามชวี ิตของทารกนับลา้ นในแตล่ ะปี
38. ฉันใช้ชีวติ อย่ทู โี่ คราชนานมาก
39. สถานตากอากาศแหง่ นี้ได้รับความสนใจและการรจู้ กั ของคนเปน็ จํานวนมาก
40. การเดินขบวนประท้วงของนักศกึ ษาพม่า เป็นการป่ันป่วนเสถียรภาพของรฐั บาล
ครวู ่าพวกหนูๆ คงจะเหน็ ตัวอยา่ งสาํ นวนการใช้โครงสร้างของตา่ งประเทศ ในประโยคภาษาไทย
หลายคนอาจไดแ้ นวคดิ มมุ มองหลากหลาย บางคนยงั มองไม่ออก ไหนเราลองไปดูวธิ กี ารแกใ้ ห้เปน็ ประโยค
ภาษาไทย นักเรียนจะไดเ้ หน็ ความแตกตา่ งระหวา่ ง ต้มยาํ กุ้งกบั แฮมเบอรเ์ กอร์
1. ครูใหญ่ตสี มบรู ณ์ (ตอ้ งเรยี ง ประธาน + กริยา + กรรม)
2. เรื่องนีเ้ ข้าใจง่าย (งา่ ยไปขยาย เขา้ ใจ ส่วนขยายตอ้ งวางข้างหลัง)
3. คนหม่มู ากสนใจงานเขยี นของเขา (ประธาน + กรยิ า + กรรม)
4. เม่ือตัวเอกตาย ทุกส่ิงทกุ อยา่ งกจ็ บลง (ใชห้ ลกั ประโยคความรวมเข้ามาช่วย เมอ่ื ...ก็)
5. เยาวชนเป็นความหวังของสงั คม (ใช้กรยิ า เป็น แสดงไปเลยวา่ เป็นอะไร ไม่ตอ้ งใสน่ ํามาซึง่ )
6. ปัจจุบนั ยาบา้ แพรร่ ะบาดได้ขยายตัวเพ่ิมขึน้ (เราจะใหป้ ระธาน เปน็ ผูแ้ สดงอาการกระทําเลย)
7. ..........แต่กไ็ มค่ วรใชก้ ับ ผใู้ หญ่วัยชรา (ใน ผู้ใหญว่ ัยชรา จะเหมือนกบั in adult)
8. ฉนั ได้ยินขา่ ววา่ เขาจะไปองั กฤษเร็วๆ นี้ (ในอนาคตอันใกล้น้ี เป็นสาํ นวนฝร่งั )
9. ผมนึกไม่ถงึ วา่ มันจะสวยงาม (ต้องเรยี งจากประธาน ผม เปน็ ผกู้ ระทําขน้ึ ตน้ ประโยค)
10. ผมเตม็ ใจช่วยเหลือเต็มที่ (ไม่ตอ้ งใสพ่ วกให้ความ มคี วาม ในความ ทาํ ความ)
11. ผลงานของคณุ นา่ พอใจมาก (การใส่ เปน็ ท่ี จะทําใหป้ ระโยคฟุม่ เฟอื ย ภาษาไทยไม่นยิ ม
ทาํ ให้ประโยคฟุ่มเฟอื ย)
12. คนเราจะเห็นข้อบกพร่องของตนเองยาก (ยาก เป็นส่วนขยายต้องวางข้างหลงั )
13. เรายนิ ดที ีค่ ณุ ประสบความสําเร็จและสร้างชอ่ื เสยี งมาสู่ประเทศไทย
14. คณะกรรมการส่งเสรมิ การลงทนุ จดั งานก้าวไกลไทยทํา (ประโยคภาษาไทยจะเรียงแบบ
Active Voice)
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 24 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
15. ชาวตา่ งชาตมิ กั จะกล่าวว่าวชิ าภาษาไทยเรียนยาก (ห้ามใช้ ยากแก่การเรยี น = Hard to learn)
16. สมาชกิ จบั ตามองคณะกรรมการชมรมนักเรยี นเก่าชุดนี้ (นักเรยี นตอ้ งพลกิ กลับไป
กลับมาทัง้ หนา้ ประโยคสํานวนต่างประเทศ และประโยคสาํ นวนไทย เพือ่ จะได้เหน็ ความแตกตา่ งนะคะ)
17. ชาวบ้านมาชมุ นมุ ประทว้ งครั้งนท้ี าํ ให้ประเทศเสียหายมาก (ตดั การนํา ท้งิ ตัด
ไดร้ ับความ ท้ิง)
18. ในอดีตแหล่งน้ําของไทยมีใชอ้ ย่างเพยี งพอ (ประโยคของเดมิ จะจดั วา่ ฟ่มุ เฟือย)
19. ..........ปรับเปลี่ยนเป็นการท่องเท่ยี วเชงิ วัฒนธรรม (ใช้กริยา เปน็ จะถอื วา่ เรามกี รยิ า
การบอกสภาพ)
20. ปจั จบุ ันโทรศพั ทม์ ีวิวัฒนาการความสามารถทท่ี นั สมัยขึ้น (เพราะประโยคเดิมฟุ่มเฟือย
ตรง ใหม้ ี ในการใช)้
21. ผ้ใู หญ่ทีเ่ ป็นโรคตับอักเสบมีอาการรุนแรงและเป็นนานกว่าเด็กเล็ก (ตดั ใน ทงิ้ และ
ใช้ส่วนขยายวางข้างหลัง)
22. เราควรเลือกซือ้ ผักทแ่ี มลงกัดกนิ เปน็ รพู รนุ (ใช้ประโยคความซ้อนมาขยายผกั )
23. .......... ตักออกแช่นํ้าเยน็ เพอื่ ไมใ่ ห้ผกั สกุ เกินไป (หยุดการสุกของผกั เป็นสํานวน
เฉพาะของฝรั่ง)
24. ทมยันตีแต่งนวนิยายเรื่องคู่กรรม (ถ้า แตง่ โดย = Composed by)
25. ข้าพเจา้ มาถงึ สยามสแควรเ์ วลาบ่าย (มนั เป็นเวลาบ่าย = สํานวนว่า It’s)
26. โจร 2 คนถกู จับเมอ่ื วานน้ที ่ีชลบรุ ี (ลักษณะภาษาไทยตอ้ งมีลักษณนามตามหลังจํานวนนบั )
27. เราจะส่งประวัตขิ องเขาไม่ยากเลย (ส่วนขยายกว็ างไวข้ า้ งหลัง)
28. ผมคดิ วา่ หล่อนเหมาะจะลงหน้าปก (ในความคิดเหน็ ของผม = In my opinion)
29. ........ ปัญหานก้ี อ่ ให้เกดิ ปญั หาอกี หลายๆ ดา้ น (ใชค้ าํ นี้ แทน นาํ มาซง่ึ จะดูดีกวา่ )
30. รฐั บาลของนายกฯ ทักษิณ ชนิ วตั ร ทาํ งานกนั อยา่ งแขง็ ขนั (ภายใต้การนาํ = สาํ นวน
ต่างประเทศ)
31. แดงเข้าใจดาํ ผดิ มาก (ถา้ พูด เขา้ ใจผิดดาํ = misunderstand)
32. เขาเสยี ใจท่ีเพือ่ นสอบไล่ตก (กับการสอบไลต่ กของเพ่ือน เรยี งคาํ เปน็ กลุ่มคําแบบน้ี
คนไทยไม่นยิ ม)
33. ห้องน้าํ มฝี ุ่นมาก (เตม็ ไปดว้ ยฝ่นุ = full of…)
34. หล่อนอยใู่ นหอ้ งคนเดียว (พบตัวเอง = found herself)
35. หลอ่ นใส่ชดุ นอนสขี าว (ซ่อนรา่ ง เป็นสํานวนต่างประเทศ)
36. พีเ่ บิร์ดจะรอ้ งเพลงแฟนจา๋ (จะมาในเพลง เป็นสาํ นวนตา่ งประเทศ)
37. มโี รครา้ ยหกโรคทีค่ ุกคามชีวติ ของทารก.... (ภาษาไทยตอ้ งมีลกั ษณนามนะคะ)
38. ฉนั อยโู่ คราชนานมาก (ใชช้ ีวติ อยู่ = สํานวนตา่ งประเทศ)
39. คนเปน็ จาํ นวนมากสนใจและรู้จกั สถานตากอากาศแห่งน้ี (ตอ้ งเรยี งภาษาไทยแบบ
Active Voice)
40. การเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาพม่า ทําให้เสถียรภาพของรัฐบาลปั่นป่วน (ปั่นป่วน
เปน็ สว่ นขยาย ตอ้ งวางไว้ข้างหลัง)
2. ชนดิ ประโยค คือ ความเดียว ความรวม ความซอ้ น
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 25 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
2. ชนดิ ประโยค คือ ความเดียว ความรวม ความซ้อน
3. ประโยคกรรม คอื เอากรรมวางหน้าประโยค เช่น “กระทงใบนี้คุณยายเย็บเอง” (กระทงถูกเย็บ)
4. ประโยคละประธาน ละกรรม เชน่ “วันน้ีแม่จะกลบั บ้านเยน็ คงไม่มีเวลาทาํ กบั ข้าว พ่อจะทําเอง”
หน้าคําว่า “คง” ละคําวา่ “แม”่ (ประธาน) หลงั คาํ วา่ “ทาํ ” ละคาํ ว่า “กบั ข้าว” (กรรม)
5. ประโยควางส่วนขยายผิดที่ “สตรีมีครรภ์และเป็นเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะแท้งหรือมีลูก
พิกลพกิ ารมาก”
มาก ไม่ควรจะขยาย “พิการมาก” ตอ้ งขยาย “เสย่ี งมาก” เพราะดูจากเนอ้ื ความเธอทั้งมีครรภ์
และเป็นเบาหวานด้วย นา่ จะมคี วามเสีย่ งมาก ต่างหาก
6. ประโยคทมี่ โี ครงสรา้ งเป็นสาํ นวนตา่ งประเทศ
1. วางสว่ นขยายหน้าคําหลัก
2. ใชค้ ําฟุม่ เฟือย เยิน่ เย้อ
3. วางกรรมขนึ้ ตน้ ประโยค เขา้ ขา่ ย (Passive Voice)
7. การโน้มน้าวใจ : หา้ มออกคําสั่ง ขู่ บงั คบั ประชดประชัน
8. อุปนัย : การสรปุ แบบไม่แน่นอน อาจจะเกดิ หรือไมเ่ กิดก็ได้
9. นิรนัย : การสรปุ แบบแนน่ อน เกิดแนๆ่
10. อนุมานจากเหตุ → ผล เช่น “กนิ ยาไปแล้ว เดย๋ี วกค็ งดีข้ึน”
11. อนมุ านจากผล → เหตุ เช่น “ฉนั ปวดทอ้ งเหลอื เกิน คงเปน็ เพราะสม้ ตํามือ้ เทย่ี งแนๆ่ ”
12. อนุมานจากผล → ผล เชน่ “บราซิลเปน็ แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยหน้าก็คงครองแชมปอ์ ีก”
13. ทรรศนะ : การแสดงความคดิ เหน็ ตรงกันข้ามกับข้อเทจ็ จริง
14. สกรรมกริยา = กรยิ าท่ตี ้องการกรรมมาวางท้าย เพ่อื ให้ประโยคสมบรูณ์ : เขาฆ่า... (ต้องใส่กรรม
จงึ จะร้เู รื่อง)
15. อกรรมกรยิ า = กรยิ าไมต่ อ้ งการกรรมมาวางท้าย มันก็ทาํ ให้ประโยคสมบูรณแ์ ลว้ : เขานอน
(ไม่ตอ้ งการกรรม)
16. ประโยคไมส่ มบรู ณ์ = ขาดส่วนใดสว่ นหนง่ึ ไม่วา่ จะขาดประธาน ขาดภาคแสดง หรือขาดอกี 1
ประโยคก็ได้ เช่น
“การเสนอผลงานวจิ ยั เมอื่ วานน”้ี ขาดภาคแสดง แลว้ ไงต่อล่ะจะบอกอะไรหรือ
“มีอิทธผิ ลตอ่ เยาวชนไทยเป็นอยา่ งมาก” ขาดประธาน ไม่รู้ว่าใครมอี ทิ ธพิ ล
“แมว้ ่าเขาจะไมอ่ ่านหนังสือ” ขาดอีก 1 ประโยค มาต่อใครครบสมบรู ณ์ เพราะเรานาํ สนั ธาน
มาแล้วตอ้ งมาเชอ่ื มประโยค 2 ประโยค
17. ประโยคฟมุ่ เฟอื ย : มีความเกินเขา้ มาโดยไม่จาํ เป็น ต้องตดั ทิง้ ไป เพราะมันมีความหมาย
เหมอื นกัน
“การก่อสร้างในซอยนี้ นายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างควรจะมาดูแลการก่อสร้างบ้าง
เพ่อื ความเรียบรอ้ ยของงาน”
แก้เป็น “นายชา่ งผูค้ วบคมุ การกอ่ สร้างในซอยนี้ควรจะมาดูแลบ้างเพ่ือความเรียบร้อยของงาน”
“เขาให้การช่วยเหลอื เด็กยากจน” → “เขาชว่ ยเหลือเด็กยากจน”
แต่ “เขาใหก้ ารต่อศาล” ประโยคน้ถี อื ว่าใหก้ ารไมฟ่ ่มุ เฟือยเพราะใหเ้ ป็นกริยาแท้
การ = กรรม
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์ 26 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
18. ประโยคกํากวม = ตคี วามหมายได้มากกวา่ 1 ความหมาย ความหมายไมช่ ัดเจน
“แม่บอกใหน้ อ้ งกินขา้ วเอง” ไมร่ ู้ว่า แม่บอกเอง หรือ น้องกินเอง
“หนังสอื พมิ พ์มาแล้วต้งั แตเ่ มอื่ วาน” ไมร่ ู้วา่ หนงั สือพมิ พ์ท่แี ปลว่า newspaper หรือ
หนงั สอื book (หนงั สือ พิมพ)์
“นิดอา่ นหนงั สือท่เี ขาเขยี นเองทสี่ โมสรทกุ วนั ” ไมร่ ้วู า่ อ่านท่ีสโมสร หรอื เขยี นท่สี โมสร
“ฉันอยากใหห้ ัวหนา้ เห็นด้วย” ไมร่ วู้ า่ ตกลงดว้ ย หรือ ดูด้วย
19. ประโยคทีไ่ ม่สมเหตุสมผล : มีเหตุผลทีไ่ ม่เกยี่ วเนอ่ื ง คนละเร่ืองกนั เลย
“ภาษาไทยเป็นภาษาทด่ี เี พราะมตี ัวอกั ษรและตวั เลขเปน็ ของเราเอง”
ผิดตรงคําวา่ “ทด่ี ”ี ไม่ค่อยมีเหตุผลเลย แบบน้ที กุ ภาษาในโลกเขาก็อ้างได้เหมือนกนั วา่ เขากม็ ี
ภาษาที่ดีเหมอื นกนั เพราะเขากม็ ตี วั อกั ษรและตวั เลขเป็นของตัวเอง
นักเรยี นวา่ ควรใหเ้ หตผุ ลอย่างไรดี ถา้ ไม่ใชค่ ําวา่ “ท่ีด”ี ครูคดิ วา่ ควรใชค้ ําว่า เอกลกั ษณ จงึ จะ
เหมาะสมกว่ากัน เพราะมตี ัวอกั ษรมีตวั เลขเปน็ ของตวั เองกต็ อ้ งเปน็ เอกลกั ษณ์ ลักษณะเฉพาะท่ไี มม่ ีใครเหมอื น
และไมเ่ หมอื นใคร
20. ประโยคกาํ กวม
1. ปจั จุบนั แพทยพ์ ยายามแนะนาํ การเลยี้ งเดก็ ใหไ้ ดข้ นาดพอดี
2. ฉนั ไมช่ อบคนทพ่ี ูดมาก
3. นายแดงจะร่วมอภิปรายเรื่องความสะอาดท่หี อประชมุ ในวนั นี้
4. อาหารจานนแ้ี ม่บอกใหน้ อ้ งกินเอง
5. ชาวบ้านนยิ มใชไ้ มไ้ ผ่สานเข่งใส่ปลาสง่ ขายกันจนเปน็ ทีร่ ูจ้ ัก
6. ขนมชน้ั นีใ้ ครหยิบไป
7. ร้อนจังขอผ้าเชด็ หนา้ หนอ่ ย
8. คนเป็นทําไมไม่ทาํ
9. เดีย๋ วน้เี ขาใหญ่มาก
10. ตาคณุ เป็นอะไร
11. เย็นแลว้ ถึงจะแก้ไขก็ไมท่ นั
12. ฉนั เหน็ เหมือนคุณ
13. บริษัทนี้ถ้าเงนิ หาย เจ้าหนา้ ท่ีตอ้ งออก
14. ของมนั ๆ อยา่ งน้ีใครจะไม่ชอบ
15. ติดไฟหรือยัง
16. หนงั สอื เล่มนอี้ า่ นแลว้ ชักตดิ
17. โค้ชทีมชาติซอ้ มนกั กฬี าของเขา
18. เราตอ้ งทํางานอยา่ งมแี ผน
19. ข้าวเยน็ กินเยน็ ๆ
20. เดก็ อะไรก็ไมร่ นู้ ิสยั เสียใชไ้ ม่ได้
21. เอางานชิน้ นีไ้ ปให้หัวหน้าดูซิ ฉันอยากใหท้ ่านเห็นด้วย
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 27 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
22. พอพ่ชี ายลุกข้นึ พวกหลอ่ นกล็ กุ ไปตามเขา
23. ใครตามตํารวจมา
24. โจ๊กอ่นุ หรือยังคะ
25. เขาเป็นลูกตดิ แม่
26. พรงุ่ นี้ไม่ว่างมีนัดตอ้ งผ่าตดั
21. ประโยคทีว่ างสว่ นขยายผดิ ที่
1. หา้ มเด็ดขาดนง่ั หลังคารถไฟ
2. ครเู ปน็ ทรัพยากรบุคคลในการสง่ เสรมิ การศึกษาทส่ี ําคัญ
3. เขาเร่มิ พัฒนาอยา่ งเรง่ รบี เรอื่ งสาธารณูปโภคในหมบู่ ้าน
4. ประวตั ศิ าสตร์แบบอาณานิคมไม่นอ้ ย ใหอ้ ทิ ธิพลแก่การศกึ ษาประวตั ิศาสตรไ์ ทย
5. ปรากฏวา่ เด็กมแี ผลฟกช้ําดําเขยี วทต่ี น้ ขาจากการตรวจของแพทย์
6. กรงุ เทพมหานครกําลงั เร่งแกไ้ ขอยา่ งเร่งดว่ นเรือ่ งปัญหานํ้าทว่ มขัง
7. มนี ักศึกษาหลายคนเขา้ รว่ มโครงการ “ถนนสขี าว” รวมท้งั ชมรมอนรุ ักษส์ ิง่ แวดล้อม
8. เวลาอยูต่ ่อหนา้ ธารกํานัลกริ ยิ ามารยาทควรระวังให้เรยี บร้อย
9. พรานป่าได้ฆ่าช้างตัวผู้และตัวเมียซ่ึงมีลูกอ่อนเพื่อเอางาอย่างอํามหิตในเขตจังหวัด
อุทยั ธานี
10. ขา่ วซ่ึงแพรห่ ลายออกไปทวั่ โลกท่ีนา่ สลดใจนีเ้ กิดข้ึนเมอ่ื ปลายเดือนกมุ ภาพันธ์
11. ผวู้ ่าราชการจังหวดั ได้กลา่ วว่าพฤตกิ ารณท์ ้าทายกฎหมาย ทอี่ ุกอาจและโหดเหย้ี มเชน่ น้ี
ไมไ่ ดเ้ กิดข้นึ เปน็ คร้ังแรก
12. ทหารเหลา่ น้ีไดร้ บั คาํ สัง่ ใหห้ ยุดยิงจากรฐั บาล
13. พวกเขาไมไ่ ด้ตอ่ สู้ตามที่ประกาศไว้อย่างสมศักดศ์ิ รี
14. เขาเปน็ คนดถี า้ เขาจะไมด่ ืม่ เหล้า
15. คนไทยในชมุ ชนเมอื งนยิ มอาหารตะวนั ตกซง่ึ กอ่ ใหเ้ กิดปญั หาโรคอ้วนมาก
16. คนไขค้ อยหมอทุกคน
17. ครลู ิลลีไ่ ปเย่ียมสามีช่ัวคราวทอี่ ังกฤษ 3 วนั
18. การเดินทางใหค้ วามรแู้ ก่เราทางอ้อม
19. ฉันวงิ่ ออกมาเซน็ ชอื่ รับพัสดดุ ้วยเทา้ เปลา่
20. ไฟได้ดับลงก่อนท่ีบ้านจะไหม้หมดด้วยฝมี ือของตํารวจดับเพลิง
21. เขาเห็นเดก็ นอ้ ยขา้ งชายหนุม่ ทก่ี ําลังกระโดดโลดเตน้
22. เธอปลอบความทกุ ข์เขาให้คลาย
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ)์ 28 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
22. ประโยคอ่านแบ่งวรรคตอนผดิ
1. แมพ่ ระมา
2. ยายนอ้ ยบน่ ถึงเสมอ
3. พ่ีแก้วอยไู่ หน
4. อยา่ กนั ดีกวา่
5. นอ้ ยไปไหม
6. บา้ นหลังนี้ขายใหล้ ูกเขยคนอ่นื ไม่เก่ยี ว
7. มขี า้ วพอกินไหม
8. ฉนั ขายบ้านพ่ี
9. อกี หา้ กิโลกวา่ จะถงึ รีบเดนิ เรว็ เขา้
10. ถา้ ครูตกลงไปนักเรียนจะเสยี ใจ
11. ปล้นรถทวั ร์ระยอง - หนองคายคนขับไม่ยอมแจ้งตาํ รวจ
12. ต่อมาดินแดนสุวรรณภมู ทิ ีต่ ิดกับพม่ากก็ ลายเปน็ เมืองขน้ึ
13. ผู้ชายใจเหี้ยม ใช้เหล็กจมิ้ หญงิ ตาบอด
14. ชายผู้นีค้ อื อาจารยน์ กั แต่งเพลงผู้ย่งิ ใหญ่ของไทย
15. พี่เข็ดแลว้ ขายเสือ้ ผา้ ที่จตุจักรเพราะขาดทนุ
16. น้าํ มนั ออกอยา่ งน้ีจะกินเขา้ ไปไดอ้ ยา่ งไร
17. พสี่ าวฉนั ไปอเมริกา 4 ปี กลบั มาไมม่ อี ะไรเหมอื นเดมิ
18. พอไม่พอกต็ ้องมาหานอ้ งตม๋ิ อยู่เรอ่ื ย
19. ฉนั ไปเท่ยี วนครสวรรคก์ บั เพื่อนสองคน
20. ออ๋ เน้อื สนุ ขั ผมชอบกนิ
23. ประโยคฟ่มุ เฟอื ย
1. ทางเดนิ ขนึ้ ภูเขาขรขุ ระไม่เรยี บทาํ ให้เดินลําบาก
2. เขาเดินไปจนสดุ ถนนกพ็ บบ้านคนหลังหนงึ่
3. เด็กน้อยร้องตะโกนเสียงดงั ลัน่
4. เขาถูกฆ่าตายที่หลงั สวนเม่ือคืนวานนี้
5. ขอทา่ นได้โปรดกรณุ ารับทราบเรอ่ื งน้ดี ้วย
6. อนุชนร่นุ หลังควรรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย
7. มตมิ หาชนส่วนใหญ่ไมอ่ ยากใหร้ ัฐบาลขนึ้ ราคาน้าํ มัน
8. ครูลลิ ลี่ทาํ การสอบตั้งแต่ 6 โมงเช้า
9. ฝนตกตลอดวนั ต้งั แตเ่ ช้าจดเยน็ จงึ ทําใหน้ ํา้ ทว่ ม
10. ผ้คู นกําลังกระทําการรณรงค์เรอ่ื ง ส.ส.ร.
11. เขาเปน็ หวัดในทกุ คร้งั ที่ฝนตก
12. ทา่ นจะซอื้ สนิ ค้าซึง่ มรี าคาถกู
13. เขามีความจําเปน็ ต้องรบี เดินทาง
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 29 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
14. ศาสตรต์ า่ งๆ ลว้ นอาํ นวยประโยชน์แกผ่ ้เู รียนรู้ดว้ ยกันทกุ วิชา
15. นักกีฬาจนี วง่ิ ชนะเพื่อนรว่ มชาติเดียวกนั
16. กลว้ ยสุกนั้นนํามาทาํ เปน็ ขนมไดห้ ลายชนดิ
17. พบศพชายไทยไมท่ ราบชอ่ื ถูกยงิ ตามลําตวั นอนตายอยรู่ มิ ถนนวิภาวดี
18. คณุ ควรเอาใจใส่ดูแลกบั ใบหน้าของคณุ ให้ดีทสี่ ดุ
19. นักธรุ กิจชาวเดนมารก์ ให้ความสนใจท่ีจะมารว่ มลงทุนกับนักธรุ กิจไทย
20. พอ่ คา้ ตา่ งก็หลบเลี่ยงในเรอ่ื งของการต้งั ราคาสนิ ค้า
21. อันที่จรงิ เร่ืองทีฉ่ นั เลา่ ใหฟ้ ังนีเ้ ปน็ เรอื่ งจริงทีเ่ กดิ ขน้ึ จริงๆ
22. ผลสบื เนอ่ื งอันเลวรา้ ยที่ตามมาคือกรงุ เทพฯ น้ําท่วมท้งั เมอื ง
23. ขอเชิญผู้สนใจชมประติมากรรมกลางแจง้ น้ีด้วยตาตนเองท่ถี นนสลี ม
24. โรงแรมขอขอบคุณทีท่ ่านให้ความสนใจในการใหบ้ ริการของเรา
24. ประโยคต่อไปนีม้ ีทั้งขอ้ เท็จจรงิ และทรรศนะ
ให้ลูกศษิ ย์ลองหาดูนะคะ
“นํา้ ทีร่ ่างกายต้องการตอ้ งเป็นนํา้ สะอาดปราศจากเชือ้ โรคเราจงึ ควรดื่มน้าํ ทตี่ ้มแล้ว”
ครถู ามว่า ทรรศนะอย่หู นา้ หรอื หลงั
ตอบว่า อย่ตู รง “เราควรดม่ื น้าํ ทีต่ ้มแลว้ ”
25. ประกาศอย่างเป็นทางการตอ้ งขึ้นด้วย
ประกาศ + หนว่ ยงาน เชน่ ประกาศ กรมอนามยั กระทรวงสาธารณสขุ
เรอ่ื ง + ................................ เรื่อง การป้องกนั โรคทางเดินอาหารฤดรู ้อนน้ี
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 30 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
บทความ
ในบทความระวงั เจอตวั เลือกเปน็ หน้าตา ความหมาย ใกลเ้ คียงกันอาจทําให้เรางงได้
ระวัง! นะคะ ครจู ะขอยกตวั อย่างทม่ี กั ออกขอ้ สอบมาให้ดูกัน
1. แนะนาํ = ช้ีแจงให้ทาํ หรอื ปฏิบตั ,ิ บอกใหร้ จู้ กั ตามธรรมเนียม
2. ตําหนิ = ตเิ ตยี น
3. เตือนสติ = เตอื นให้รูต้ วั , เตือนให้ไดส้ ติ
4. ขอรอ้ ง = ขอใหช้ ว่ ยเหลือ, ขอให้ทําตามทข่ี อ
5. วิงวอน = เฝ้าร้องขอ, ร่าํ ขอ, ขอด้วยอาการออด, เฝา้ ขอร้องใหท้ าํ ตามประสงค์
6. บอก = พูดใหร้ ู,้ เลา่ ให้ฟงั , บ่งใหร้ ู้
1. สบั สน = ปะปนกัน, ย่งุ ไม่เป็นระเบียบ
2. ฟุง้ ซ่าน = ไม่สงบ, พล่านไป, สา่ ยไป
3. วา้ วนุ่ = สบั สน
4. ฟ่ันเฟือน = หลงใหล, เคลิบเคลม้ิ , เผลอสติ, คมุ้ ดคี มุ้ ร้าย
1. สบายใจ = ไม่มีทกุ ขไ์ มม่ รี อ้ น
2. ประทับใจ = ติดอกตดิ ใจ, ฝงั อยู่ในใจ
3. กาํ ลงั ใจ = สภาพของจติ ใจทีม่ คี วามเชื่อม่ันและกระตอื รอื ล้น พร้อมท่จี ะเผชิญ
4. ภาคภูมใิ จ กับเหตกุ ารณท์ กุ อย่าง
5. เหน็ ใจ = กระหย่มิ ใจ, รสู้ กึ ว่ามเี กียรติยศ
= เหน็ นํา้ ใจวา่ เป็นอย่างไร เช่น ดี หรอื ช่ัว, รว่ มร้สู ึกในความทกุ ข์ยาก
ของผอู้ ่ืน
1. ประสาน = ทาํ ใหเ้ ขา้ กันสนทิ , เช่อื ม
2. ประมาณ = กะหรอื คะเนให้ใกลเ้ คียงจาํ นวนจรงิ หรือให้พอเหมาะพอควร, ราวๆ
3. ประเมิน = การประมาณคา่ หรอื ราคาเท่าทค่ี วรจะเปน็
4. ประชมุ = มาร่วมกันหรือเรียกให้มาร่วมกันเพ่ือประโยชน์อย่างใดอย่างหน่ึง,
มารวมพบกนั เพอ่ื ประโยชนอ์ ยา่ งใดอย่างหน่ึง, โดยปริยายหมายถึง
เอาสงิ่ ทีเ่ ปน็ ประเภทเดียวกันมารวมไว้
1. กระแนะกระแหน = พดู กระทบหรอื พูดเปน็ เชิงเสยี ดสี
2. กระทบกระเทยี บ = เปรยี บเปรยใหก้ ระทบถงึ
3. ประชดประชนั = พดู หรอื ทําเปน็ เชงิ กระทบกระแทกแดกดนั
4. ประจบประแจง = พูดหรือทาํ ให้เขารักเขาชอบ
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 31 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
1. แจ้งใหท้ ราบ = แสดงใหร้ ู,้ บอกใหร้ ู้
2. ถามให้ตอบ = คาํ ถาม
3. บอกใหท้ าํ = ออกคาํ ส่ัง
1. ขมขนื่
2. ตดั พ้อ = รสู้ กึ ชํ้าใจแต่ฝืนไว้ เพราะไม่สามารถแสดงออกมาได้
3. เคยี ดแคน้ = พดู ต่อวา่ ดว้ ยความน้อยใจ, พอ้ ก็ได้
4. ประชดประชัน = โกรธแคน้ เคืองแค้น
1. หวาดหวัน่ = พดู หรอื ทําเปน็ เชงิ กระทบกระแทก, แดกดัน
2. หวาดกลวั
3. คกึ คกั = พร่ันกลวั , สะดงุ้ กลวั , หว่นั หวาด
= มีความรูส้ กึ กร่ิงเกรง, รสู้ กึ สะด้งุ กลัว
4. ฮกึ เหิม = แขง็ แรง, กระปรกี้ ระเปรา่ , มีชีวติ ชวี า, ลกั ษณะทม่ี ผี ู้คนพลุกพลา่ น
1. อ่อนน้อม
2. ถอ่ มตน เข้าๆ ออกๆ มากกวา่ ปกติ
3. ยาํ เกรง = ลําพองใจดว้ ยความคึกคะนอง
4. ทะนงในศกั ดิศ์ รี
1. กระตอื รือร้น = แสดงกรยิ าวาจาอยา่ งมีคารวะ, ยอมแพ้, สวามภิ ักดิ์
2. ประมาท = แสดงฐานะหรือความรูค้ วามสามารถต่าํ กว่าทีเ่ ป็นจรงิ
= เกรงกลัวเพราะเคารพนับถอื
3. ย่อทอ้ = ทะนง-ถือตวั , หย่ิงในเกียรตขิ องตัว ศักดิ์ศร-ี เกียรติศกั ดิ์
4. มองการณไ์ กล
= รบี ร้อน, เรง่ รีบ, ขมีขมนั , มใี จฝักใฝ่, เร่งร้อน
1. หดหู่ = ประมาท-ขาดความรอบคอบ, ขาดความระมัดระวัง เพราะทะนงตวั
2. เสยี ดาย
ความเลินเลอ่ การขาดความระมดั ระวัง
3. รังเกยี จ = ยอ่ ทอ้ -ไม่คดิ สู้ เพราะขาดกําลงั ใจ
4. ปลงตก = คาดคะเนเหตกุ ารณ์ลว่ งหน้าได้ ถูกตอ้ งหรอื ใกลเ้ คียงโดยอาศัย
5. กลวั
เหตผุ ล หรือประสบการณ์ เปน็ ต้น, เห็นการณไ์ กล
= ห่อเหี่ยวไม่ชนื่ บาน, สลดใจ
= รสู้ ึกอยากไดส้ ิ่งทเี่ สียไป พลาดไป เปน็ ต้น ใหก้ ลับคืนมา, รู้สกึ พลาด
โอกาสที่ควรจะมีจะได,้ รสู้ กึ ไมอ่ ยากให้เสยี ไปโดยไม่ไดป้ ระโยชน์,
อาลัยถึงสิ่งทจี่ ากไป
= เกลยี ด เพราะรู้สึกขยะแขยงหรือไมช่ อบใจ
= พิจารณาจนเห็นจรงิ แล้วปล่อยไปตามสภาพ
= รูส้ ึกไมอ่ ยากประสบสงิ่ ท่ีไมด่ ีแกต่ วั , ร้สู ึกหวาด เพราะคาดว่าจะ
ประสบภยั
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์) 32 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
1. ให้ความรู้ = ความร-ู้ สง่ิ ทีส่ ่ังสมมาจากการศึกษาเล่าเรยี น, การค้นควา้ หรือ
ประสบการณ์
2. ให้กาํ ลังใจ
= กําลังใจ-สภาพของจิตใจที่มีความเชื่อม่ันและกระตือรือร้นพร้อมท่ี
3. โน้มนา้ วใจ จะเผชิญกับเหตกุ ารณท์ กุ อยา่ ง
4. จรรโลงใจ
= ชกั ชวนใหเ้ ห็นดีเหน็ งามหรอื ให้โอนออ่ นตาม
1. อธิบาย = จรรโลง-พยุงไวไ้ มใ่ หเ้ ซหรอื ไม่ให้ล้มลง, ผดงุ , ค้ําชู, บาํ รงุ รักษาและ
2. บรรยาย
3. พรรณนา เชิดชูไวไ้ มใ่ หเ้ สอ่ื ม
1. วิเคราะห์
2. สงั เคราะห์ = ไขความ, ขยายความ, ชแ้ี จง
3. สนั นิษฐาน = ชแี้ จงหรอื อธบิ ายเรื่องใหฟ้ งั เปน็ ต้น, เล่าเร่อื ง
4. ประเมินค่า = กลา่ วเปน็ เร่ืองเป็นราวอย่างละเอียดให้ผู้ฟงั นกึ เห็นเปน็ ภาพ
5. เสนอแนะ
= ใคร่ครวญ, แยกออกเป็นส่วนๆ เพ่อื ศกึ ษาให้ถอ่ งแท้
6. ตคี วาม = สรา้ งขึน้ ใหม่
= ลงความเห็นเปน็ การคาดคะเนไวก้ ่อน
7. จับประเด็น = ประเมนิ -กะประมาณคา่ หรือราคาเท่าที่ควรจะเปน็
= เสนอ-ยืน่ เรื่องราวความเหน็ เพ่ือใหท้ ราบใหพ้ ิจารณา หรอื ใหส้ ่ังการ
1. เตือนสติ
2. ส่งั สอน แสดงให้เห็น, แนะ-ชท้ี างหรอื วธิ กี ารให้รโู้ ดยตรงหรือโดยออ้ ม
3. ปลอบประโลม = ชี้หรือกําหนดความหมาย, ให้ความหมายหรืออธิบาย, ใช้หรือ
4. ปลงอนจิ จงั
1. กรรม ปรับให้เข้าใจเจตนาและความมุ่งหมายเพื่อความถูกต้อง, วิเคราะห์
2. อนิจจงั ถ้อยคาํ หรือถอ้ ยความในบทกฎหมายนิติกรรมสัญญา หรือเอกสาร
อ่ืนๆ ท่ีมีปัญหาสงสัย หรือที่มีความหมายไม่ชัดเจน เพ่ือกําหนด
3. สจั ธรรม ความหมายอนั แท้จรงิ ของถอ้ ยคาํ หรอื ข้อความนน้ั
4. สงั สารวฏั = ประเด็น-ข้อความสําคัญของเรื่องท่ีแยกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา,
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย อันเป็นสาระสําคัญท่ีคู่ความยกข้ึน
เป็นขอ้ อา้ งไดใ้ นคดี
= เตอื นใหร้ ้ตู วั , เตือนใหไ้ ด้สติ
= ชี้แจงให้เข้าใจและบอกให้ทํา
= ปลอบ-พูดเอาอกเอาใจใหค้ ลายอารมณข์ ุ่นหมอง
= รูส้ ึกสงั เวชใจวา่ ไมน่ า่ จะเป็นถึงเชน่ นั้น
= การ, การกระทํา, การงาน, กิจ, ผูถ้ ูกกระทาํ
= ไมเ่ ทีย่ ง, ไม่แน่นอน, เปล่ียนแปลงอย่เู สมอ, คําทเี่ ปลง่ ออกมา
แสดงความสงสารสงั เวช เป็นตน้
= ความจริงแท้
= การเวียนว่ายตายเกดิ , สงั สารวัฏ หรอื วฏั สงั สารก็วา่
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 33 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
1. คาํ คม = ถ้อยคําทหี่ ลักแหลมชวนใหค้ ดิ
2. คําขวัญ = ถอ้ ยคาํ ท่ีแตง่ ขึ้นเพื่อเตือนใจหรือเพื่อใหเ้ ปน็ สริ ิมงคล
3. ภาษิต = ถ้อยคาํ หรอื ข้อความที่กลา่ วต่อกนั มาชา้ นานแลว้ มคี วามหมายเปน็ คติ
4. สาํ นวน = ถอ้ ยคาํ ที่เรยี บเรยี ง, โวหาร บางทกี ใ็ ช้วา่ สํานวนโวหาร, ถอ้ ยคํา
1. ข้อสังเกต หรอื ข้อความทกี่ ล่าวสืบตอ่ กันมาช้านานแล้ว มีความหมายไมต่ รง
2. คาดคะเน ตามตัวหรือมคี วามหมายอ่นื แอบแฝงอยู่
3. ขอ้ เตอื นใจ
4. การตดั สินใจ = สิ่งทก่ี าํ หนดไวใ้ ห้สนใจเป็นพเิ ศษ
1. ประโยชนน์ ยิ ม = คะเน-คํานวณเอาอย่างหยาบๆ
= เตอื นใจ-สะกดิ ใจ, ทาํ ใหร้ ะลกึ ได้
2. อํานาจนิยม = ตัดสินใจ-ตกลงใจ
3. วัตถนุ ยิ ม = นยิ มประโยชน์, ส่งิ ทม่ี ผี ลใชไ้ ดด้ ีสมกบั ทีค่ ิดมุง่ หมายไว,้ ผลทไ่ี ด้
4. สมยั นิยม ตามต้องการ
1. ถ่อมตวั
2. ท้าทาย = นยิ มอาํ นาจ-สทิ ธิ, อิทธิพลทจ่ี ะบังคบั ใหผ้ อู้ นื่ ต้องยอมทาํ ตาม
3. รอบคอบ ไม่ว่าจะดว้ ยความสมคั รใจหรือไม่
4. ใจกว้าง = การให้คณุ ค่าแกส่ ิง่ ท่ีเป็นรูปธรรมมากกวา่ สิง่ ทเ่ี ปน็ นามธรรม
1. แจ้ง = ความนิยมในแต่ละสมยั
2. เตอื น
3. เสนอ = แสดงฐานะหรอื ความรคู้ วามสามารถตาํ่ กวา่ ทีเ่ ป็นจริง
= ชวนววิ าท, ชวนให้ทดลองความรูค้ วามสามารถ
4. สอน = ท่ัว ถว้ นถี่ เชน่ พจิ ารณาอยา่ งรอบคอบ, ระวังเหตุการณ์ขา้ งหนา้
1. บอกกล่าว
2. แนะนาํ ข้างหลังเสมอ, ไมเ่ ผอเรอ
3. ตกั เตือน = มีความเอ้อื เฟือ้ เผื่อแผ่
4. สัง่ สอน
= แสดงให้ร,ู้ บอกให้ร้,ู กระจ่าง, สวา่ ง, ชัด
= บอกใหร้ ลู้ ว่ งหนา้ , ทําใหร้ ู้ตัว, ทาํ ให้รู้สํานกึ , ทักไม่ให้ลมื
= ยน่ื เรื่องราว ความเห็น ญัตติ เปน็ ตน้ เพ่อื ใหท้ ราบ ให้พจิ ารณา
หรือให้ส่งั การ
= บอกวิชาความรใู้ ห้
= ร้องบอกให้ผ้อู ืน่ เป็นพยานรบั รู้ไว้
= ช้ีแจงให้ทําหรอื ปฏบิ ตั ,ิ บอกใหร้ ูจ้ ักกนั ตามธรรมเนยี ม
= สง่ั สอนให้รสู้ ํานกึ ตัว
= ชแ้ี จงใหเ้ ขา้ ใจและบอกใหท้ าํ
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 34 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
1. เอ็นดู = มีความรกั ใคร,่ ปรานี
2. ชนื่ ชม = ปติ ยิ นิ ดี
3. เสียดสี = ถูกกัน, อาการท่ีว่ากระทบกระเทียบเหน็บแนมดว้ ยความอจิ ฉา
4. เหยยี ดหยาม = ดหู ม่นิ
1. ยกย่อง = เชดิ ชู
2. ชืน่ ชม = ปตี ยิ ินดี
3. สงสาร = รูส้ กึ เห็นใจในความเดอื ดร้อนหรอื ความทุกข์ของผ้อู ืน่ , รสู้ ึกห่วงใย
4. เหน็ ใจ ด้วยความเมตตา กรณุ า
= เห็นนา้ํ ใจวา่ เปน็ อย่างไร เชน่ ดีหรอื ชวั่ , รว่ มรสู้ กึ ในความทุกข์ยาก
ของผูอ้ ื่น
1. ผิดคาด = นึกไว้, หมายไว้, มักใชค้ กู่ ับคะเน
2. เสียดาย = รสู้ ึกอยากได้ส่งิ ที่พลาดไป เสยี ไป เปน็ ต้น ใหก้ ลบั คืนมา
3. ตาํ หนิ = ตเิ ตยี น
1. ประชด = แกล้งทาํ ใหเ้ กินควรหรอื พดู แดกดนั เพราะความไม่พอใจ
2. โกรธแค้น = แคน้ -โกรธเจ็บใจอยูไ่ มห่ าย
3. ดูแคลน = แสดงอาการเปน็ เชิงดูหม่นิ หรือเหยยี ดหยามเขา
4. เยย้ หยนั = พูดหรอื แสดงกิริยาดถู ูกเยาะเยย้ ใหไ้ ด้อาย, ให้เจบ็ ใจ ใหโ้ กรธ
1. เหน็ ใจ = เห็นน้าํ ใจวา่ เปน็ อยา่ งไร เช่น ดหี รือชัว่ , ร่วมรูส้ กึ ในความทกุ ขย์ าก
ของผูอ้ ื่น
2. คบั ขอ้ งใจ
3. สลดใจ = คบั ใจ-อดึ อดั ใจ, รสู้ กึ อดั อ้นั ตันใจ, รู้สกึ คับแคน้ อยู่ในอกในใจ
4. เสยี ใจ = รสู้ กึ เศรา้ ใจแกมสงั เวช, รู้สึกหดหู่ใจ
= ไม่สบายใจ เพราะมเี รือ่ งไมส่ มประสงค์ หรือผดิ ประสงค์
1. หดหู่ = หอ่ เห่ียวไมช่ นื่ บาน, สลดใจ, อาการทรี่ ูส้ กึ ห่อเหยี่ วไม่ชืน่ บาน
2. เสยี ดาย = รู้สกึ อยากได้ส่งิ ทพ่ี ลาดไป เสียไป เปน็ ตน้ ใหก้ ลับคืนมา
3. รังเกียจ = เกลียด เพราะร้สู กึ ขยะแขยงหรือไม่ชอบใจ เป็นต้น
4. ปลงตก = พิจารณาจนเห็นจรงิ แลว้ ปล่อยไปตามสภาพ
“การตคี วาม คาํ ศัพท์ ในกรณีทีเ่ ราไมร่ ูจ้ ักศพั ทต์ ัวน้นั มาก่อน หนจู ะทาํ อยา่ งไร เปรยี บเทยี บกับชวี ติ จริง
ถ้าสมมติ ต้องทาํ ความร้จู ักคนๆ หนง่ึ ภายในระยะเวลาอันแสนสั้น เรากค็ งได้แต่สงั เกตจากการแต่งกาย การพดู จา
รสนยิ มของคนๆ นน้ั เหมือนกับการแปลคําศพั ท์ท่ีเราไม่รูจ้ กั ครลู ลิ ล่ีจะสอนใหด้ ูบรบิ ท บริบท คือ คําแวดล้อม
ลองมาตีความคาํ วา่ “บุหลนั ” กันดกี ว่า วา่ แปลวา่ อะไร
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 35 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
“บุหลนั เลอื่ นลอยฟ้าไม่ราคี รศั มสี ่องสวา่ งดงั กลางวนั ”
บหุ ลนั ต้องเป็นส่ิงทอี่ ยู่บนฟา้ มีแสงสว่างเพราะดูจากคําว่าไม่ ราคี และมีแสงมากดว้ ยส่องเหมอื นกบั
แสงอาทติ ยใ์ นเวลากลางวนั แสดงวา่ บุหลนั จะตอ้ งอยใู่ นเวลากลางคนื สรปุ ว่า บหุ ลันตอ้ งเปน็ ส่งิ ทม่ี แี สงสวา่ ง
ในเวลากลางคนื และมีแสงมากดว้ ยนะคะ (นักเรียนตอบวา่ อะไรกันคะ ดาวเทยี มไม่ใช)่ ขอเฉลยว่า บุหลัน คอื
พระจันทร์ แบบนี้คอื การตีความโดยดจู ากบริบท นกั เรยี นตอ้ งฝกึ แบบนีบ้ ่อยๆ นะคะ
นักเรยี นขาเวลาอา่ นคาํ ประพนั ธ์ เพอื่ อา่ นบทความก็ดี นกั เรยี นมกั จะเจอคาํ ถามทว่ี า่ “ให้แนวคิด
ให้ข้อคิด ด้านใด” ครจู ะลองให้หนอู ่านคําประพันธบ์ ทนเ้ี ปน็ ชวี ติ สุนทรภนู่ ะคะ
“เหมือนบายศรีมงี านท่านถนอม เจิมแปง้ หอมนํา้ มนั จันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จการทา่ นเอาลงทงิ้ คงคา ต้องลอยมาลอยไปเปน็ ใบตอง”
ครอู ยากถามว่ากลอนบทน้ีให้แนวคิด ข้อคดิ ด้านใด ถ้าครูมตี ัวเลอื กใหห้ นูจะเอาไหมคะ่ ตวั ช่วยคดิ ของครู
มี 4 คาํ ใหห้ นูลองเลือกดูนะคะ
1) พิธกี รรม
2) ศลิ ปะไทย
3) คาํ สอนทางศาสนาพทุ ธ
4) ความเชื่อทางไสยศาสตร์
แนวคิด หรอื ข้อคิด จะไมเ่ หมอื นสาระสําคญั แนวคดิ จะซ่อนอยภู่ ายในคาํ ทีผ่ เู้ ขยี นได้แต่ง แต่สาระ
สาํ คญั อยูต่ รงทเี่ ราจบั ประเดน็ ได้ไหมว่าใคร ทําอะไร ทําไมถงึ ทําอย่างนั้น
คาํ ประพันธ์บทน้ี ถ้าถามว่า สะท้อนแนวคดิ ใด ต้องตอบว่า คาํ สอนทางศาสนาพทุ ธ เพราะคาํ ประพันธ์
บทน้ี เป็นเรอ่ื ง อนจิ จงั แล้วใชก้ ับการนาํ ไปเปรียบเทียบกับ บายศรี ว่าตอนพธิ ีในวนั งานเทศกาลผา่ นมา
ก็กราบไหวบ้ ูชาบายศรี แตพ่ อหมดความสาํ คัญบายศรีก็ไมม่ คี นมอง แสดงถึงความไมเ่ ท่ียงแท้แน่นอน เขาตั้งใจ
จะสอนผู้อ่านวา่ คดิ แนวน้ีได้ไหม
ถ้าตอบ พิธกี รรม ศลิ ปะไทย หรอื ความเชอื่ ทางไสยศาสตรก์ จ็ ะเป็นการมองผิวเผินแต่เปลือกภายนอก
เรียนภาษาไทยต้องเรียนแบบวิเคราะหด์ ้วย ไม่ใช่การท่องจําแตอ่ ยา่ งเดยี ว คดิ ไปเถดิ สมองคนเราจะไดม้ ศี ักยภาพ
เวลาเจอเร่อื งราวรา้ ยๆ จะไดม้ ปี ญั ญา
การอา่ นบทความ บางครง้ั นกั เรียนจะต้องเจอคําที่มคี วามหมายไมต่ รงตัว เราจะทําอย่างไรดี เช่น
“ปากควรหารือกระเพาะเสมอ”
ถา้ คุณครูจะถามว่า “หารือ” จะหมายความว่าอยา่ งไร
1) ประสาน
2) ประมาณ
3) ประเมิน
4) ประชุม
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 36 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
กาํ ลงั มองอยวู่ า่ ทา่ นประชาจะมาตรวจหรือเปล่า “หารอื ” คาํ นแี้ ปลตรงๆ ไม่ได้ เพราะปากกบั กระเพาะ
คุยกันไม่ไดจ้ ึงตัด ประชมุ ออกเสียกอ่ น
“การเลือกคาํ ตอบในวิชาภาษาไทย ต้องตดั ตัวไม่ใช่ ออกไปก่อน” เหลือ ประสาน ประมาณ ประเมนิ เราก็
มาดบู รบิ ท ปาก กับ กระเพาะ เขาทําอาการ หารอื กันเหมอื นเขาพดู คุยกัน เพราะทง้ั สองเปน็ อวัยวะทที่ ํางาน
เกย่ี วขอ้ งกันตอ้ งเจอกัน เพราะดูจากเขาใช้คํา หารือ พูดคุย ฉะน้ัน
คําตอบ คือ ประสาน จรงิ ไหมคะนักเรยี น (ใชค่ ะ่ ทงั้ สวย ทงั้ เก่ง ลกู ศิษยใ์ ครหว่า)
โวหารทางรอ้ ยแกว้ (กลวธิ ีการเขียน)
1. อธบิ าย = การทําให้ผู้รับสารเขา้ ใจ มี 6 วิธี
2. บรรยาย = การให้ข้อมลู
3. พรรณนา = การใหร้ ายละเอยี ดของบุคคล วัตถุ สถานท่ี
4. สาธก = ยกตัวอย่าง
5. เทศนา = สัง่ สอน
6. อุปมา = เปรยี บเทียบ
7. อภปิ ราย = โน้มน้าวใจ
ทรรศนะผู้เขยี น = ความคิดเหน็ สว่ นตัวของผเู้ ขยี นอาจจะเป็นการเดา ประเมนิ หรือแนะนาํ สงั่ สอนก็ได้
อนมุ าน = คาดเดา
สาระสําคัญ = ประเดน็ สาํ คญั ของเร่ืองบทความว่า ใคร ทําอะไร ทาํ ไมถงึ ทํา
แนวคดิ = ความคดิ ท่ีไดจ้ ากการอา่ น, ฟังเร่อื งนน้ั ขอ้ สอนใจประมาณนี้
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 37 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
วรรณคดี
1. ไวพจนค์ าํ ตระกูล “ไมใ่ ช”่ ที่มักใชใ้ นวรรณคดี วรรณกรรมบ่อยๆ คอื “บ่ หอ่ น ไป่ ใช่ มิ วิ อะ”
2. ทศิ ท้ังแปด อยากรู้จงั ว่า หรดี พายัพ อาคเนย์ อยูต่ รงไหน ทอ่ งสตู รนี้ “อุ อี บู อา ทกั ห ประ พา”
แลว้ เรยี งทิศตามเข็มนาฬกิ าแบบน้ี
พายพั อุดร อสี าน
ประจมิ บรู พา
หรดี ทกั ษณิ อาคเนย์
3. เสยี งดจุ ดนตรี หมายถงึ มีวรรณยกุ ต์มากมาย หลายหลากเสียงในหน่ึงวรรค เชน่
“โอ้อนาถหนอเมืองไทยสมยั นี้ ”
มีเสียงวรรณยุกตเ์ รียงลาํ ดับดังน้ี โท เอก เอก จัตวา สามญั สามัญ เอก จัตวา ตรี
4. “ปญั จมหานท”ี แมน่ า้ํ 5 สายในอินเดยี มอี ะไรบ้าง
สรภู อจริ วดี คงคา มหิ ยมุนา
5. กลนื เสยี ง (รวม) เช่น ดิฉนั กลนื เสยี งเปน็ ด้นั
อย่างนี้ กลนื เสยี งเปน็ อยา่ งงี้
อยา่ งไร กลนื เสียงเปน็ อยา่ งไง
6. กรอ่ นเสียง (ตัด) เชน่ หมากมว่ ง กรอ่ นเสยี งเปน็ มะม่วง
หมากพร้าว กร่อนเสยี งเป็น มะพร้าว
ตัวขาบ กร่อนเสยี งเป็น ตะขาบ
7. แทรกเสยี ง (เสยี งอะอยกู่ ลาง) เช่น
ลกู ดมุ → ลูกกระดุม
ลูกเดอื ก → ลกู กระเดอื ก
8. จังหวะดุจดนตรี คอื แบง่ จงั หวะการอ่าน แบง่ ช่องไฟการอ่านใหล้ งตวั พอดกี นั เทา่ ๆ กัน เชน่
“วนและว่ิงคนื และวันหว่นั และไหว” แบ่งไดว้ รรคละ 3 วนและว่งิ คืนและวนั หว่นั และไหว
9. คร-ุ ลหุ พยางคเ์ สียงหนัก พยางคเ์ สยี งเบา
ลลิ กับลี่ เป็นคําครทุ ั้งสองพยางค์
คาํ ครุ คอื คําท่ีมเี สียงตวั สะกด จะเป็นแม่อะไรก็ได้ ไมแ่ บ่งแบบ กบด หรือ มะนงยะเวอะ
ถา้ ตวั สะกดไม่มีขอให้ประสมเสยี งสระยาว อย่างคาํ วา่ “ล่”ี ก็ถอื วา่ เปน็
พยางค์หนักแลว้
คําลหุ คือ พยางคท์ ีไ่ มม่ ีเสียงตัวสะกดและตอ้ งผสมสระเสยี งสั้นเทา่ นนั้ เชน่ มะลิ ทัง้ มะ
และ ลิ เปน็ ลหทุ ั้งคู่
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 38 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
10. พระราชกรณียกิจของพระมหากษตั ริย์ในอดตี ถงึ ปจั จบุ ันมี 2 ดา้ นสําคญั คือ
1. รัฐจกั ร บาํ รงุ ดูแลบา้ นเมืองให้สงบเรียบร้อย ออกศกึ ทาํ สงคราม
2. พทุ ธจักร บาํ รุงพระศาสนา
11. บุคคล 2 ทา่ นที่กวีจะพรรณนาถงึ กม็ ี
1. กษัตริย์
2. นางอนั เปน็ ที่รกั
12. สง่ิ ของทไี่ ม่ใชบ่ คุ คลทีก่ วจี ะพรรณนาถงึ กม็ ี
1. วฒั นธรรม (มนุษย์สร้างขึน้ = วัด วัง บา้ นเรือน การแตง่ กาย ประเพณี การละเลน่ )
2. ธรรมชาติ (เกิดข้ึนเอง = ปลา ตน้ ไม้ นก ภูเขา ทะเล แมน่ ้าํ ลําธาร)
13. ความเชือ่ ที่กวีจะกลา่ วถงึ มี 2 แนว คือ
1. พุทธศาสตร์ (เช่อื เรื่องกฏแหง่ กรรม ทาํ ดไี ด้ดี ทําชั่วได้ชั่ว)
2. ไสยศาสตร์ (ภูตผปี ีศาจ สิง่ ศักดส์ิ ทิ ธ)ิ์
14. กลวธิ กี ารแต่ง (กลวธิ กี ารประพนั ธ)์ แบ่งออกเปน็ 2 ดา้ น
1. ภาพพจน์
2. ความงามวรรณศลิ ป์
ภาพพจน์
1. อุปมา
2. อุปลกั ษณ์
3. สัญลกั ษณ์
4. นามนยั
5. บคุ คลวตั
6. สัทพจน์
7. อธิพจน์
8. อวพจน์
9. ปฏิพากย์
10. อปุ มานิทศั น์ (เอ!้ ครคู ะอุปมากบั อุปมานิทศั น์ตา่ งกันอย่างไร อ๋อ! อุปมา
เปรียบเทยี บเป็นคาํ ส่วนอปุ มานทิ ศั น์ เปรยี บเทียบยาวๆ เป็นประโยคยาวๆ)
ความงามวรรณศิลป์
1. สมั ผสั สระ
2. สัมผสั อักษร
3. สมั ผสั วรรณยุกต์
4. จนิ ตภาพ
5. เสยี งดุจดนตรี
6. จังหวะดุจดนตรี
7. ดุลเสียงและดลุ ความหมาย
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 39 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
8. เลน่ คํา
9. ซา้ํ คาํ
10. หลากคาํ
11. พอ้ งเสยี ง
12. กวโี วหาร = อลงั การทางภาษา คาํ วจิ ติ ร คําวิลศิ มาหรา ศพั ทห์ รหู รา
13. ภาพชดั เจน = ใหค้ ําขยายมากๆ วิเศษณม์ ากมาย ถ้ามีการเปรียบเทียบเขา้ มาชว่ ย
จะทาํ ใหภ้ าพชดั เจน
15. พระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ดไู ดจ้ าก
1. กองทัพท่ยี ิ่งใหญ่
2. เมอื งข้นึ มากๆ
16. ฉนั ทล์ ักษณ์ ของ โคลง กลอน กาพย์ ฉนั ท์ รา่ ย ทีค่ วรรู้
1. กาพยฉ์ บัง
2. กาพยส์ รุ างคนางค์
3. กาพย์ยานี
4. กลอนแปด
5. กลอนหก
6. โคลงสีส่ ุภาพ
7. โคลงสามสภุ าพ
8. โคลงสองสุภาพ
9. อินทรวเิ ชยี รฉันท์
10. วสันตดลิ กฉนั ท์
11. สยามมณฉี ันท์
12. เปษณนาทฉันท์
13. รา่ ยกลบทกบเต้นตอ่ ยหอย
14. ร่ายกลบทสลกั เพชร
15. รา่ ยกลบทยตภิ ังค์
16. ร่ายกลบทนาคบรพิ ันธ์
17. รา่ ยยาว
17. ลักษณะนิราศ = เดินทาง → คดิ ถึงนาง → เปรยี บเทียบ
18. วิถชี วี ติ คนไทยในอดีต
1. ครอบครวั ขยาย
2. ทํานา
3. รักถนิ่ ฐานบา้ นเกดิ
4. นยิ มใหล้ กู หลานบวช
5. เรียนหนงั สอื กบั พระทวี่ ดั
6. นยิ มใหบ้ ตุ รหลานรับราชการ
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 40 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
19. ใชค้ ําอัพภาสเลียนเสียงธรรมชาติ = “พลหัวหนา้ พะกนั แกวง่ ตาวฟนั ฉะฉาด แกวง่ ดาบฟันฉะฉดั ”
ฉะฉาด ฉะฉดั เปน็ อัพภาส และเลยี นเสยี งการฟันดาบด้วย
20. เล่นเสยี ง สัมผสั สระ สมั ผสั อกั ษร
เสียงไพเราะ
21. ประโยคขนานความ = ดุลเสียงและดลุ ความหมาย
“ในน้าํ มปี ลา ในนามขี ้าว”
2 วรรคมจี าํ นวนคําเท่ากนั มคี าํ เดยี วกนั ท่ีตาํ แหนง่ เดียวกนั “ใน, มี”
22. ซาํ้ ความ = “กบู าํ เรอแก่พ่อกู กบู ําเรอแก่แมก่ ู” ซ้ําความจะเป็นซ้ําประโยค การซ้ําคําจะเปน็ คาํ
23. การสบั เสียงสระและพยัญชนะ คือ คําผวน เช่น “ฝนหา่ ฝา่ หน”
24. “ดงั ตรลบโลกแล้ ฤาบ่ร้างรู้แพ้ ชนะผ้ใู ดดาล”
ดงั = ตรงนี้ไม่ไดเ้ ปรียบเทยี บจงึ ไม่ใชอ่ ุปมา
25. นาฏการ = การร่ายรํา จัดเป็นจินตภาพเคล่อื นไหว
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 41 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
ขอสอบภาษาไทยของทบวงมหาวิทยาลยั เดือนมนี าคม ป 2546
1. คําในขอ้ ใดมโี ครงสร้างพยางคเ์ หมือนคําวา่ “พรรณนา”
1) ชนนี
2) ปรัชญา
3) ทรรศนา
4) ดุษฎี
2. ข้อใดมีเสยี งวรรณยกุ ตน์ ้อยที่สุด (ไม่นับเสยี งซา้ํ )
1) เติมชีวติ ฟมู ฟกั เจา้ นักหนา
2) สูงเกินคนควา้ ดอกมาดมได้
3) บัดนี้เจ้าเตบิ ใหญ่แตกก้านกง่ิ
4) นานเพยี งไหนจะถนอมดอมกล่นิ เจ้า
3. ขอ้ ใดมคี าํ ตายนอ้ ยท่สี ดุ
1) ท้งั ไพรน่ ายรายเรยี งกันเรียดไป ตัดใบไมม้ งุ เหมอื นหลังคาบัง
2) พระเปรมปรดี ิ์ดใี จอยู่ในพักตร์ มิให้ประจักษค์ นท้งั หลาย
3) คาํ โบราณทา่ นผูกถูกทุกสิง่ เขาว่าลงิ จองหองมันพองขน
4) เสพอาหารหวานคาวเม่ือคราวยาก ลว้ นของฝากเฟอ่ื งฟูค่อยชชู ื่น
4. ขอ้ ใดไมแ่ สดงการเปลีย่ นแปลงของภาษา
1) ทางเท้า อาจใช้ทบั ศัพทว์ ่าฟตุ บาท หรือใช้ศัพท์บญั ญตั ิว่า บาทวถิ ี
2) จ่งึ เปน็ คาํ ที่แผลงมาจาก จึง มคี วามหมายเหมอื นกนั มกั ใชใ้ นคาํ ประพนั ธ์
3) ดี ในขอ้ ความว่า คนดี ทาํ ดี ดแี ตก ถือเป็นคําเดียวกนั แต่ทาํ หนา้ ทตี่ ่างกัน
4) ถ้า และ หาก เม่ือนํามาซ้อนกันเปน็ ถา้ หาก จะใช้เปน็ คําเชื่อมบอกเง่ือนไขเช่นเดียวกบั ถ้า และ หาก
5. ขอ้ ใดมคี ําซอ้ น
1) มาอยูใ่ นปา่ เปลยี่ วเท่ยี วซังตาย จะหมายพงิ อิงใครก็ไม่มี
2) อนิจจาทุกขย์ ากลาํ บากตวั เกลอื กกลัว้ ปถพธี ุลีลม
3) สุรยิ นเย็นสนธยาคํา่ ประทับลําเรือเรียงเคยี งขนาน
4) จนไก่เถ่อื นเตือนขันสนน่ั แจ้ว ดเุ หว่าแว่วหวาดหมายวา่ สายสมร
6. ขอ้ ใดมีคาํ ทีไ่ ม่ใชค่ าํ ประสม
1) ข้ัวโลก ข้าวหลาม เข้ารอบ
2) จนมมุ จวนตัว ใจเพชร
3) ชูชพี เชิดหุน่ เชงิ กราน
4) ดินดาน เดมิ พัน เดนิ สาย
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 42 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
7. ข้อใดมคี าํ ท่ีเกดิ จากการสร้างคําตา่ งจากข้ออน่ื
1) หลานของฉนั ชอบอา่ นหนังสอื “พลอยแกมเพชร”
2) เพ่ือนท่ีธนาคารหลายคนชอบอ่านนิตยสาร “กุลสตรี”
3) ชาวไทยในต่างประเทศชอบอ่าน “สกุลไทย” กันมาก
4) น้องชอบอ่าน “ขวญั เรือน” เพราะมเี รอ่ื งทนี่ ่าสนใจและเปน็ ประโยชน์
8. ข้อใดมคี าํ ทไ่ี ม่ใชค่ ําพ้องความหมาย
1) นาค หตั ถี ไอยรา
2) กบิล วานร กระบ่ี
3) สนิ ธพ อสั ดร วลาหก
4) สกณุ า ปักษี ทวชิ
9. ขอ้ ใดมคี าํ ภาษาตา่ งประเทศทไ่ี ม่ควรใช้
1) เวลาขับรถทมี่ เี กยี ร์อัตโนมตั ิ เราไมต่ ้องเหยยี บคลตั ช์ จึงไม่รูส้ กึ เหน่อื ยมาก
2) บรษิ ัทนํารถแบรนดเ์ นมดงั ๆ ทั้งเบนซ์ เชฟโรเลต และซีตรองมาใหค้ ณะรฐั มนตรีชม
3) ในการแข่งขันแรลลค่ี รัง้ ที่ 17 ของสมาคม ปรากฏวา่ มผี สู้ นใจสมัครเข้าแขง่ ขนั เกินกว่าทค่ี าดหมาย
4) นายกรฐั มนตรเี ห็นว่าควรสนบั สนุนการใช้เทคโนโลยขี ้ันสูงในการผลติ สนิ คา้ อตุ สาหกรรมของไทย
10. ขอ้ ใดจําเป็นตอ้ งใชค้ ําภาษาต่างประเทศ
1) สมชายบอกนงนชุ ว่าหลังเลกิ งานแล้วจะไปเทยี่ วคาราโอเกะกัน
2) ผาสุกจะเปดิ แฟรนไชสข์ ายข้าวแชส่ ูตรโบราณท่วั กรุงเทพฯ
3) สมพรบอกนอ้ งสาวให้เคลยี รง์ านให้เรยี บรอ้ ยก่อนลาออก
4) สมศักด์ชิ อบสไตลก์ ารแตง่ ตัวของสมศรี
11. ข้อใดเป็นสํานวนต่างประเทศ
1) คาํ ชมของพอ่ แมเ่ ปรียบได้กบั พรของเทวดา
2) เดก็ ทไ่ี ดร้ ับการอบรมย่อมไมล่ ว่ งเกนิ ผ้ใู หญ่
3) การภาวนา “พทุ โธ” เป็นการสร้างมงคลใหแ้ ก่ชีวติ
4) คุณครสู อนว่าความเพยี รย่อมนํามาซึง่ ความสําเร็จ
12. ข้อใดใชค้ าํ ถกู ตอ้ งตรงความหมาย
1) เขารบี ไปจบั จองทีน่ ัง่ ดูคอนเสิรต์ ต้ังแตเ่ ชา้
2) มนตรีกาํ ลังคดิ คน้ หาทางแก้ปัญหาเรอื่ งบคุ ลากรในบรษิ ัท
3) ตํารวจจบั ผูร้ ้ายที่ชงิ สร้อยได้เพราะผรู้ ้ายไปจนตรอกทีบ่ ันไดหนีไฟ
4) ดาราทม่ี างานวันเกิดของคุณป้าดูทา่ ไวต้ ัว ไมย่ อมพดู จากบั ใครเลย
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 43 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์
13. ข้อใดมีคาํ ทไ่ี มใ่ ชใ้ นความหมายเชิงอุปมา
1) ขดั ตา ตดิ ตา สบตา
2) หัวใจ คใู่ จ ตัดใจ
3) นางสงิ ห์ นางฟ้า นางมาร
4) หน้ามืด หนา้ ม้า หน้าแตก
14. ขอ้ ใดใชค้ ําผิดความหมาย
1) ในงานน้ที า่ นจะไดช้ มการแสดงพน้ื บ้านภาคกลาง เชน่ ลเิ กและลาํ ตัด
2) นักทอ่ งเทย่ี วสังเกตเห็นว่าคนพืน้ นชี้ อบปลกู พชื ผักสวนครัวไว้หนา้ บา้ น
3) วีรศกั ดิเ์ ล่าว่าพ้ืนฐานครอบครวั ของเขาเปน็ พ่อค้ามาต้งั แตร่ ุ่นคณุ ทวด
4) นกั ร้องลูกทุง่ ที่มชี อื่ เสียงหลายคนพน้ื เดิมเป็นคนจงั หวัดสพุ รรณบุรี
15. ข้อใดส่อื ความหมายไม่ชดั เจน
1) กอ่ นท่ีจะพึ่งพายาแผนปัจจุบนั ชาวบา้ นละแวกนกี้ ห็ ายเจ็บหายไข้ ดว้ ยสมุนไพรท่ีไดจ้ ากป่า
2) เม่ือป่าเสือ่ มโทรมลงความนิยมเร่ืองสมนุ ไพรก็หมดไประยะหน่ึง เหมือนภาพยนตรท์ ีข่ าดตอน
3) คนไทยทง้ั ประเทศร่วมแรงรว่ มใจกนั ปลูกและฟน้ื ฟปู ่าเพื่อเปน็ ทุนแกส่ รรพชวี ิตทั้งมวลท่ยี ัง่ ยืน
4) ทุกวันน้ีแม้ป่าจะฟ้ืนตัวข้ึนมากแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าสมุนไพรจะมีมากเหมือนเมื่อคร้ังที่ป่ายัง
อุดมสมบรู ณ์
16. “อ้อยและหวานเปน็ ผหู้ ญิงสวยและมีเสนห่ ์มาก จอมหลงรกั เธอท้งั สองคน จงึ ไปรับออ้ ยทที่ ท่ี ํางานทกุ วัน
และไปหาหวานทกุ วนั เสาร์อาทิตย”์ การกระทาํ ของจอมตรงกบั สาํ นวนในขอ้ ใด
1) เหยียบเรอื สองแคม
2) รักพีเ่ สียดายนอ้ ง
3) สองฝกั สองฝ่าย
4) จบั ปลาสองมอื
17. ขอ้ ใดใช้สาํ นวนไดถ้ กู ต้อง
1) เธอทาํ งานหนกั จนเลือดตาแทบกระเดน็ เพ่อื หาเงนิ มาเลยี้ งลกู ๆ
2) นอ้ งเปน็ ลกู คนเดยี วของครอบครวั ทุกๆ คนจึงรกั และดูแลเธอราวกับดาวลอ้ มเดือน
3) ชลทําธุรกจิ หลายดา้ น และเพอ่ื ให้ธรุ กจิ ดําเนินไปด้วยดี บางครง้ั เขาจึงต้องเสยี เบ้ยี บา้ ยรายทางบา้ ง
4) หลังจากจัดงานศพใหพ้ อ่ แล้ว ชยั ตอ้ งทํางานใชห้ น้อี ยู่หลายปี เข้าทํานองตําน้ําพรกิ ละลายแม่นํา้
18. ข้อใดใชค้ ําผิดหน้าที่
1) วรรณกรรมร้อยแกว้ ของไทยเรมิ่ มีวิวัฒนาการมาตงั้ แต่สมัยสุโขทยั แลว้
2) มาตรการการลงโทษผู้กระทาํ ผิดระเบยี บท่ีบริษัทกาํ หนดไว้รุนแรงมาก
3) บรษิ ัทของเราจดั ให้พนกั งานไดน้ ันทนาการในวนั ขึน้ ปีใหม่
4) เจ้าหนา้ ท่ชี ้นั ผนู้ ้อยไมม่ ีอํานาจตดั สนิ เร่อื งนโ้ี ดยพลการ
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 44 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
19. ข้อใดมีการใช้คาํ สนั ธาน
1) อนั ว่าความกรุณาปรานียอ่ มไมม่ ใี ครบงั คับได้ ตอ้ งเป็นไปด้วยความสมัครใจเทา่ นั้น
2) ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนาครองตนอยอู่ ยา่ งสมถะตามพทุ ธบญั ญัติ ไมส่ ะสมขา้ วของเครอ่ื งใช้เกินจาํ เปน็
3) ผู้บริหารได้ปรับเปล่ียนโครงสร้างระบบบริหารงานภายในเพ่ือความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการ
ดําเนนิ งานขององค์กร
4) ในรายวชิ าศกึ ษาอสิ ระน้นั ผู้เรยี นอาจเลือกศกึ ษาหวั ข้อเฉพาะตามความสนใจของตนโดยมีอาจารยเ์ ป็น
ผู้ใหค้ าํ ปรึกษา
20. คําท่ขี ีดเส้นใตใ้ นขอ้ ใดเปน็ คําสันธาน
1) โรงพยาบาลน้ตี รวจรักษาโรคดว้ ยเคร่อื งมือทันสมยั
2) พอไดย้ ินเสียงร้องว่าชว่ ยดว้ ยชาวบา้ นก็รบี วงิ่ ไปทนั ที
3) ใครๆ ก็อยากใหเ้ ธอไปเที่ยวดว้ ยเพราะเป็นคนคุยสนุก
4) ทางราชการจะปรบั ปรงุ วธิ ีการเก็บภาษดี ้วยปรากฏว่ามีผู้เลีย่ งภาษกี นั มาก
21. ขอ้ ใดไมม่ ีประโยคกรรม
1) ธรรมเนยี มของคนไทยนัน้ เมอื่ มีแขกมาหา เราต้องต้อนรบั อยา่ งดีเสมอ
2) โทรศัพทม์ ือถอื นี่ ลูกชายคนโปรดของคณุ ทําหายเปน็ เคร่อื งทีส่ ามแลว้
3) ทักษะการใชภ้ าษานนั้ นักเรยี นได้รบั มาจากการสอนภาษาแบบบรู ณาการ
4) เมื่อคณุ ยายแบ่งทด่ี ินบางส่วนใหล้ ูกหลานแลว้ ส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ยกใหว้ ัด
22. ข้อใดไมม่ ีการละส่วนของประโยค
1) รา้ นนเ้ี ปิดขายอาหารตามสั่ง ร้านโน้นก็เปิดขายเหมอื นกนั
2) ลกู ชายบ้านตรงขา้ มได้งานทําแล้ว ลกู สาวฉนั ยงั ไมไ่ ดท้ าํ งานเลย
3) เพ่ือนๆ ได้รบั อนุญาตจากพอ่ แม่ใหไ้ ปหัดขับรถ แต่พอ่ แมข่ องฉนั ยงั ไม่อนญุ าต
4) ตาํ รวจจับผรู้ า้ ยท่ปี ลน้ ร้านทองเม่อื วานน้ไี ด้ แตย่ ังจบั ผูร้ ้ายทป่ี ล้นตลาดเม่อื เดอื นกอ่ นไม่ได้
23. ข้อใดเป็นประโยคความซ้อน
1) สาเหตุของการสบู บหุ รีม่ าจากสงั คมและสง่ิ แวดล้อม รวมทงั้ มาจากอารมณแ์ ละความรูส้ ึกด้วย
2) ในการสูบบหุ รส่ี ารนิโคตนิ จะถกู ดูดซมึ เขา้ สู่กระแสโลหติ ภายในเวลาประมาณ 10 นาที
3) บหุ รีน่ อกจากจะทาํ ใหเ้ กดิ โรคภัยไขเ้ จ็บแลว้ ยังทําลายความงามของผหู้ ญงิ ดว้ ย
4) คนสบู บหุ รี่จะมรี ว้ิ รอยบรเิ วณหางตามากกว่าคนไม่สบู บหุ ร่ี
24. ข้อใดเปน็ ประโยคตา่ งชนดิ กบั ข้ออน่ื
1) เยน็ นี้แม่จะทาํ แกงส้มสายบัวพริกสดกบั กุ้ง
2) สมัยโบราณประชาชนได้ดูมหรสพในงานวดั เทา่ นั้น
3) อาทติ ย์ท่แี ลว้ นกั ศกึ ษาภาควชิ าภาษาไทยไปทศั นศกึ ษาทีร่ าชบุรี
4) ก่อนหนา้ น้นี กั ร้องหลายคนพากันมาเทีย่ วชมพพิ ธิ ภัณฑ์ดนตรีแหง่ น้ี
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 45 ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ์)
25. ประโยคในข้อใดมีโครงสร้างต่างจากขอ้ อนื่
1) คณุ ตาจะแจกตกุ๊ ตาและขนมเดก็ ๆ
2) สมปองขายเคร่อื งใช้ไฟฟ้าใหเ้ พ่อื นบ้าน
3) สมชายซ้อื เครอ่ื งคอมพิวเตอร์จากบริษัทของสมทรง
4) คณุ พ่อมอบเครื่องอเิ ลก็ โทนแกโ่ รงเรียนสอนคนตาบอด
26. ข้อใดมีส่วนประกอบของประโยคเหมอื นประโยคตวั อยา่ ง “หลานชายชอบอ่านการ์ตนู ญป่ี นุ่ ”
1) ดําไปเท่ยี วตามสวนสาธารณะตา่ งๆ
2) คณุ นายบา้ นนชี้ อบซือ้ ผลไมเ้ ปน็ ประจาํ
3) น้องกําลงั ตรวจบญั ชรี บั จา่ ยของบริษัท
4) เทศบาลตาํ บลหัวหนิ เร่งปลูกตน้ ไมต้ น้ ใหญๆ่
27. ข้อใดไม่ใชอ่ ปุ สรรคของการสอ่ื สาร
1) วิริยาสอนหนังสือขณะท่คี นสวนกําลังใช้เคร่อื งตัดหญา้ อยูข่ ้างหนา้ ต่าง
2) วบิ ลู ย์เปน็ หวัดในวนั ทตี่ ้องเป็นวทิ ยากรบรรยายเรอื่ งเศรษฐกจิ ไทย
3) วริ ชั กาํ ลงั อธบิ ายพทุ ธปรัชญาให้นกั เรียนชน้ั ประถมปที ่ี 2 ฟงั
4) เวลาไปเท่ียวตา่ งประเทศวิภาวใี ช้แต่อวจั นภาษา
28. ขอ้ ใดใชร้ ะดับภาษาแตกต่างจากขอ้ อนื่
1) กนิ ของไทย ใชข้ องไทย รว่ มใจกนั ประหยดั เปน็ คําขวญั ยอดนิยมในปีท่องเที่ยวไทย
2) ป่าทอ่ี ดุ มสมบรู ณข์ องอทุ ยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นแหลง่ ต้นน้าํ ของแมน่ า้ํ ลาํ ธารหลายสาย
3) ต้องยอมรับวา่ เป็นความฉลาดปราดเปรอ่ื งของผ้จู ัดทีเ่ ลือกอทุ ยานนํา้ ตกแจ้ซอ้ นเปน็ ทปี่ ระชมุ
4) ไมเ่ คยแมส้ กั คร้ังท่ไี ปถงึ เมืองไหนแลว้ จะไม่ได้ออกไปชมบรรยากาศยามเชา้ ของเมืองนนั้
29. สว่ นใดในข้อความต่อไปนี้ใช้ราชาศัพท์ไม่ถกู ตอ้ ง
(1) ครอบครัวใหมท่ ี่ยังไมเ่ คยเป็นสมาชิกโครงการศลิ ปาชพี เม่ือสมั ภาษณแ์ ลว้ กจ็ ะไดร้ ับพระราชทาน
เงินไปเป็นทนุ ใหท้ ํางานหตั ถกรรมตามถนดั มาสง่ ในคราวเสดจ็ ฯ ครัง้ ต่อไป
(2) เงนิ ท่พี ระราชทานไปนี้สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถทรงมีพระราชดาํ ริวา่ นา่ จะพอเพยี ง
แก่การยงั ชีพไดต้ ลอดช่วงเวลาที่จะทาํ งานอนั เป็นเสมอื นการบา้ นนั้นจนแลว้ เสร็จ
(3) แลว้ นํามาส่งเม่อื พระองค์เสดจ็ ฯ มาใหมใ่ นคราวหนา้
(4) พระองคจ์ ะมพี ระราชบัญชาใหเ้ จา้ หน้าทตี่ รวจ และประเมินตตี รารับซอื้ ของเหลา่ นนั้ ไวแ้ ลว้ ทรง
มอบหมายการบา้ นช้นิ ใหมใ่ หต้ อ่ ไป
1) สว่ นที่ (1) และ (3)
2) สว่ นท่ี (1) และ (4)
3) สว่ นท่ี (2) และ (3)
4) สว่ นที่ (2) และ (4)
ภาษาไทย (อ.กจิ มาโนชญ)์ 46 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
30. ข้อใดใช้ราชาศัพทไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง
1) พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวพระราชทานพระราชวโรกาสใหพ้ สกนิกรทกุ หมู่เหล่าเขา้ เฝ้าฯ ถวายพระพร
ในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา
2) สมเด็จพระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถเสดจ็ แปรพระราชฐานไปประทบั ณ พระตําหนกั ภูพิงคราชนิเวศน์
3) สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกุมารเสด็จฯ พรอ้ มด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองคเ์ จ้าพชั ร-
กติ ิยาภาไปยงั โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ
4) สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เสด็จไปทรงเป็น
องค์ประธานเปิดงานคอนเสิร์ตการกศุ ล
31. ขอ้ ใดลําดบั ความไม่ถกู ตอ้ ง
1) อาหารไทยนยิ มกนั วา่ เป็นอาหารสขุ ภาพมาแตด่ ัง้ เดมิ
2) แม่ตอ้ งรับภาระท้งั หมดแต่เพียงผเู้ ดียวในการเลีย้ งดูนอ้ งๆ
3) คนในบ้านเรมิ่ เบ่อื แล้วเรอื่ งการไปเทย่ี วชายทะเลและนาํ้ ตก
4) เมื่อน้ําเดอื ด ใส่เส้น ใช้ทัพพีคอ่ ยๆ คนเพอื่ ไมใ่ ห้เสน้ ติดกันเปน็ ระยะๆ
32. ข้อใดเรียงลําดับข้อมูลแบบขอ้ คดิ เหน็ -ข้อเท็จจริง
1) ชาวบ้านจงั หวัดพษิ ณุโลกนาํ เปลือกกล้วยมาทํากา๊ ซชวี ภาพ นับว่าน่าสนใจเพราะได้ท้ังเงนิ และ
สภาพแวดลอ้ มที่ดี
2) คนในยคุ นี้ตัดสินใจฆ่าตวั ตายกันง่ายมาก สาเหตุประการหนึ่งมาจากปัญหาครอบครัว
3) ปัจจุบนั มีผลติ ภณั ฑ์ชว่ ยลดนํ้าหนักใหเ้ ลอื กบริโภคมากมาย แตส่ ่วนใหญ่ไมใ่ หผ้ ลตามความคาดหวงั ของ
ผ้บู รโิ ภค
4) ผกั ท่ีล้างแล้วจะเกบ็ ไม่ไดน้ าน เพราะฉะนัน้ เราควรล้างผักเฉพาะเท่าท่จี ะกนิ
33. ขอ้ ใดใช้กลวธิ กี ารเขยี นตา่ งจากขอ้ อนื่
1) หยาดฝนและสายลมพลิกพลิว้ ผิวนํ้าเป็นระลอกน้อยๆ
2) เม่ือมองออกไปข้างนอก เหน็ พระจันทร์เต็มดวงสอ่ งสว่างไปทว่ั แนวปา่
3) ฝนลงเม็ดแลว้ เราน่งั เรอื ฝ่าละอองฝนไปเร่ือยๆ จนกระท่งั ถงึ เรือนแพหลงั นอ้ ย
4) ฉันนอนไม่หลบั กระสบั กระส่ายอย่จู นตีสองจึงลุกไปนงั่ รับลมเยน็ ท่รี ะเบียง
34. ขอ้ ใดเปน็ ประกาศทีม่ เี น้อื ความสมบูรณ์ที่สุด
1) ขอพบนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทห่ี ้องพักอาจารย์ในวนั ที่ 25-27 ในเวลาราชการ
2) ขอเชิญร่วมงานเลยี้ งสังสรรค์ปีใหม่ของบรษิ ัทในวนั ท่ี 30 ธันวาคม ศกน้ี ตัง้ แต่เวลา 18.00 น. ณ
หอ้ งแกรนด์บอลรมู
3) ขอเชญิ ชมนิทรรศการผลงานของนกั เรยี นระดับประถมศกึ ษาท่ัวประเทศ ระหวา่ งวันท่ี 9-13 ธันวาคม
2545 เวลา 09.00-16.30 น. ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาตสิ ริ ิกติ ์ิ
4) ผูใ้ ดพบกระเป๋าหนงั สีดาํ มีเอกสารสําคัญลมื ทิ้งไวใ้ นห้องนาํ้ เม่อื วานน้ี กรุณาส่งคนื นายเอกราช มุ่งมน่ั ดี
จะมรี างวลั ให้
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 47 ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์)
35. โครงเรอ่ื งรายงานทางวิชาการเร่ือง “เครือ่ งจกั สานไทย” ควรจัดเรียงลําดับตามขอ้ ใด
ก. ประเภทของเคร่ืองจักสาน
ข. เอกลักษณเ์ คร่อื งจักสานของแต่ละท้องถิน่
ค. วัตถดุ บิ ท่ีใช้ทาํ เครอื่ งจกั สาน
ง. เคร่ืองจกั สานกับวิถีชวี ิตไทย
จ. วธิ ีทําเครอ่ื งจักสาน
1) ง. - ค. - จ. - ก. - ข.
2) ง. - ก. - ค. - จ. - ข.
3) ก. - ง. - ค. - ข. - จ.
4) ก. - ข. - ง. - ค. - จ.
36. ขอ้ ใดใชภ้ าษาเหมาะสมในการเขียนเรยี งความมากที่สุด
1) เม่ือปกี อ่ น แมน่ าํ้ นี้เกดิ เน่าเสยี เนอื่ งจากโรงงานนํา้ ตาลปลอ่ ยนา้ํ ส่าอ้อยลงมา กว่าจะหายเนา่ กใ็ ช้เวลา
เปน็ หลายอาทิตย์
2) เมื่อ 20 ปที ีแ่ ลว้ ชาวบา้ นตกกุ้งปลาจากแมน่ ํา้ แตเ่ ด๋ยี วนีช้ าวบา้ นใสส่ ารเคมีลงในนาํ้ ทาํ ให้กุ้งปลาตาย
แล้วช้อนไปขาย
3) ชว่ งนา้ํ เน่าเป็นชว่ งท่ีลาํ บากมาก เพราะนาํ้ ใชท้ าํ อะไรกไ็ มไ่ ด้ แม้การเดินทางกต็ ้องใชเ้ ส้นทางบกแทน
เพราะทนกลิ่นเหม็นไมไ่ หว
4) เหตกุ ารณ์คร้ังนัน้ ทาํ ให้ชาวบ้านสนใจดูแลรักษาแมน่ ้ํามากขึน้ จนน้าํ มคี ณุ ภาพดีถงึ เกณฑ์มาตรฐาน
37. ข้อใดใชภ้ าษากระชับท่ีสุด
1) ผูข้ บั ขี่ยวดยานพาหนะตอ้ งปฏบิ ัตติ ามสญั ญาณไฟและกฎจราจรอยา่ งเคร่งครดั ทง้ั นี้เพือ่ ความปลอดภยั
บนทอ้ งถนนของผ้ใู ช้รถใชถ้ นน
2) การตอ่ สูท้ างเศรษฐกิจเปรยี บได้กับการทาํ สงครามอยา่ งหนึง่ ถ้าเราร้เู ท่าทนั ความคดิ ของฝา่ ยตรงขา้ ม
เราจะสามารถต่อสู้จนได้ชยั ชนะ
3) เสน้ ตายหมายถึงวนั หรือเวลาทกี่ ําหนดไว้เป็นเดด็ ขาดว่าจะต้องดําเนนิ การอยา่ งใดอย่างหนง่ึ เป็นกาํ หนด
เวลาสุดทา้ ยทจ่ี ะตอ้ งดําเนนิ การให้แลว้ เสร็จ
4) การออกแบบบา้ นเรือนของบรรพบรุ ษุ ไทยแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนท่ีออกแบบบ้านเรือน
ไดเ้ หมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์
38. ข้อใดใช้ภาษาไดถ้ กู ตอ้ ง
1) แม่คา้ ขายสม้ ตําไก่ยา่ งเป็นอาชีพท่มี รี ายไดด้ แี ละไมต่ กงาน
2) อาหารประเภทยํามีรสชาตเิ ผ็ดรอ้ นกลมกลอ่ มถูกปากคนไทย
3) แม้ฐานะของเราจะไม่คอ่ ยดี พอ่ แม่ก็สง่ เสยี ใหล้ ูกทกุ คนได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย
4) แมว้ า่ ชอ่ื เสยี งของพ่อจะไมเ่ ปน็ ที่ประจักษแ์ ก่สายตาผูอ้ นื่ แต่ฉันก็ภมู ใิ จในตวั ทา่ น
ภาษาไทย (อ.กิจมาโนชญ์) 48 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29