The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา โดย อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by BS_Library, 2020-09-15 10:51:40

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา โดย อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี

Keywords: สังคมศึกษา

4. การท่รี ฐั บาลไทยอนุญาตให้ประชาชนนําค่าใช้จ่ายในการท่องเท่ียวภายในประเทศไปหักค่าลดหย่อนในการ
เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 15,000 บาท คือตัวอย่างของการดําเนินมาตรการของนโนบายใด
เพ่ือวตั ถุประสงคใ์ ด
1) นโยบายการเงิน เพ่ือลดความเหลือ่ มลา้ํ ของรายได้
2) นโยบายการคลงั เพ่ือลดความเหลื่อมลา้ํ ของรายได้
3) นโยบายการคลัง เพอื่ กระต้นุ ค่าใชจ้ า่ ยในระบบเศรษฐกิจ
4) นโยบายการเงิน เพือ่ ส่งเสรมิ การท่องเที่ยวภายในประเทศ
5) นโยบายการเงนิ เพ่อื ลดการขาดดุลการชําระเงินระหว่างประเทศ

5. ขอ้ ใดคอื มาตรการของนโยบายการเงนิ ท่รี ัฐบาลจะตัดสินใจเลือกใช้เพ่ือแก้ปัญหาเงินเฟ้อท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจาก
ปรมิ าณเงนิ ในมือประชาชนเพ่มิ ข้นึ มากจนเกินไป
1) ประกาศเพมิ่ อตั ราภาษีมลู คา่ เพมิ่ จากเดิม 7% เป็น 10%
2) ขายพนั ธบัตรรฐั บาลและขยายวงเงินใหก้ ู้ยมื ของธนาคารพาณิชย์
3) รับซือ้ คนื พันธบตั รรฐั บาลและลดวงเงินใหก้ ยู้ ืมของสถาบนั การเงิน
4) ประกาศเพิม่ อัตราเงินสดสํารองตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์
5) จดั ทํางบประมาณขาดดุลและลดอตั ราดอกเบีย้ ของพันธบตั รรฐั บาล

นโยบายการเงิน นโยบายการเงิน : ควบคมุ ปริมาณเงินและสินเชอ่ื โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธนาคารกลาง)
(น.เงนิ ) y ภาวะเงินเฟ้อ p ธปท.ใช้ น.เงนิ แบบหดตวั (เข้มงวด) เพ่ือลดปริมาณเงนิ ในระบบ
y ภาวะเงนิ ฝดื p ธปท.ใช้ น.เงนิ แบบขยายตวั (ผ่อนคลาย) เพื่อเพิม่ ปรมิ าณเงนิ ในระบบ
นโยบายการคลงั
(น.คลัง) นโยบายการคลัง : เก่ยี วกบั การใชร้ ายได้และรายจ่ายของภาครฐั
y ภาวะเงินเฟอ้ p ภาครัฐใช้ น.คลงั แบบหดตัว เพ่ือลดการใชจ้ ่ายภาครัฐ
การแก้ไขปญั หา y ภาวะเงนิ ฝืด p ภาครัฐใช้ น.คลงั แบบขยายตัว เพอ่ื เพม่ิ การใชจ้ า่ ยภาครฐั
เงนิ เฟอ้ /เงินฝดื
ภาวะเศรษฐกจิ เงินเฟอ้ เงินฝืด

เศรษฐกจิ ขยายตวั มากเกนิ ไป เศรษฐกจิ ตกต่าํ /วา่ งงาน

นโยบายการเงนิ น.เงินแบบหดตวั (เขม้ งวด) น.เงินแบบขยายตัว (ผอ่ นคลาย)

ลดปริมาณเงินในระบบโดย เพิม่ ปรมิ าณเงนิ ในระบบโดย
ª ª

ƒ เพิม่ อัตราดอกเบ้ีย ƒ ลดอัตราดอกเบีย้
ƒ เพิ่มอัตราเงนิ สดสาํ รอง ƒ ลดอัตราเงนิ สดสาํ รอง
ƒ เพ่ิมอัตรารับช่วงซอ้ื ลด ƒ ลดอัตรารบั ชว่ งซ้ือลด
ƒ ขายพนั ธบัตรรัฐบาล ƒ ซ้ือคืนพันธบตั รรัฐบาล

จากประชาชน

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 49 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

การแก้ไขปญั หา นโยบายการเงนิ ƒ ลดการขยายเครดิตของ ธ. ƒ เพิ่มการขยายเครดิตของ ธ.
เงินเฟอ้ /เงินฝดื นโยบายการคลัง
พาณิชย์ พาณิชย์

ƒ ลดการปลอ่ ยสนิ เชอ่ื ƒ เพิม่ การปลอ่ ยสนิ เช่อื

ƒ ควบคุมการซ้ือขายสนิ ค้าเงินผอ่ น ƒ ขยายการซื้อขายสนิ ค้าเงนิ ผอ่ น

ƒ ควบคุมการปล่อยเงินกู้ของ ƒ ขยายการปลอ่ ยเงินก้ขู อง

ธ.พาณชิ ย์ ธ.พาณิชย์

ƒ ควบคุมเงนิ นอกระบบ ƒ ขยายเงินนอกระบบ

ƒ ควบคุมการใช้บตั รเครดติ ƒ ขยายการใชบ้ ตั รเครดติ

น.คลงั แบบหดตวั น.คลังแบบขยายตัว

ลดการใชจ้ า่ ยภาครัฐโดย เพมิ่ การใช้จา่ ยภาครัฐโดย
ª ª

ƒ เพิม่ อตั ราภาษี ƒ ลดอตั ราภาษี

ƒ ใช้งบประมาณแบบเกินดุล ƒ ใชง้ บประมาณแบบขาดดลุ

6. ข้อใดไม่ใชเ่ ปา้ หมายของนโยบายการเงิน

1) เพอื่ กระตุ้นเศรษฐกิจ

2) เพ่ือรกั ษาเสถียรภาพของราคาสนิ คา้

3) เพ่ือดูแลสนิ เช่อื ของระบบเศรษฐกิจ

4) เพือ่ ลดความไม่เท่าเทยี มกนั ของรายไดข้ องประชาชน

5) เพือ่ รกั ษาเสถยี รภาพทางการเงินของระบบเศรษฐกจิ

7. ขอ้ ใดคอื ตัวชีว้ ดั เสถยี รภาพทางเศรษฐกิจ

1) รายไดเ้ ฉลีย่ ต่อบุคคล 2) ลกั ษณะการกระจายรายได้

3) ภาวะเงินเฟอ้ และภาวะเงนิ ฝดื 4) มูลค่าผลติ ภณั ฑ์มวลรวมประชาชาติ

5) มลู ค่าผลิตภณั ฑม์ วลรวมภายในประเทศ

8. ใครที่จะไดร้ บั ผลกระทบจากภาวะเงนิ เฟ้อมากทส่ี ุด

1) เจา้ ของโรงเรียน 2) ครทู ีโ่ รงเรยี น

3) พอ่ ค้าขายน้าํ แขง็ 4) แม่คา้ ขายขา้ วแกง

5) ผู้เชา่ ทด่ี ิน

9. เงนิ เฟ้อมผี ลกระทบหลายด้าน ยกเวน้ ข้อใด

1) คา่ ภายในของเงินลดลง 2) ผู้ทีม่ รี ายได้ประจาํ เสียเปรยี บ

3) ผู้ทมี่ ีรายไดจ้ ากภาคธรุ กิจเสียเปรียบ 4) รัฐบาลสามารถเกบ็ ภาษไี ด้มากขนึ้

5) ถา้ เงินเฟอ้ ติดต่อกันนานๆ และรุนแรง อาจกระทบเสถยี รภาพทางการเมอื งได้

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 50 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29

ผลกระทบ y ระดับราคาสินคา้ โดยทว่ั ไปสงู ข้ึน
ของภาวะเงินเฟอ้ y ต้นทนุ การผลิตสนิ ค้าสูงขน้ึ
y ค่าของเงินลดลง (จาํ นวนสนิ ค้าเท่าเดิม แต่ต้องใชเ้ งนิ มากข้นึ เพื่อซอ้ื สินคา้ นน้ั )
ผู้ไดร้ ับประโยชน์ y อํานาจซ้อื ลดลง (จาํ นวนเงนิ เทา่ เดิม แตซ่ ้ือสินค้าไดน้ ้อยลง)
ผเู้ สยี ประโยชน์ y ความตอ้ งการถอื เงนิ ลดลง เพราะคา่ ของเงนิ ลดลงเรอื่ ยๆ แตจ่ ะกักตนุ สินคา้ มากขึน้
y คา่ ครองชพี สงู ข้ึน (คา่ ใชจ้ ่ายในชีวิตประจําวันสงู ข้ึน)
y มาตรฐานการครองชีพลดลง (ความกินดอี ยู่ดีลดลง)
y รายไดท้ ่แี ทจ้ รงิ ลดลง p การกระจายรายได้ไมเ่ ท่าเทียมกนั เพมิ่ ข้ึน
y ราคาสนิ ค้าส่งออกสงู ข้นึ p มลู ค่าการส่งออกลดลง
y ประเทศมแี นวโนม้ ที่จะขาดดลุ การคา้

y พ่อคา้ แม่คา้ ผู้ผลิต นักธุรกิจ เจา้ ของกจิ การ (เจา้ ของโรงเรียน เจา้ ของโรงงาน)
y ลูกหน้ี
y ผถู้ ือสนิ ทรพั ย์ เช่น ทด่ี ิน บ้าน หมูบ่ า้ นจดั สรร (เพราะสินคา้ มีราคาสูงข้นึ )
y ผ้เู ช่าระยะยาว เช่น ผเู้ ชา่ บ้านหรอื เช่าท่ดี นิ

y ผ้มู รี ายไดป้ ระจํา (ลูกจา้ งรายวัน กรรมกร ขา้ ราชการ ครทู ่โี รงเรียน ผรู้ ับบาํ นาญ)
y เจา้ หน้ี
y ผถู้ อื เงินสดหรอื มเี งินฝากประจาํ (หากอัตราดอกเบ้ียเปน็ แบบตายตวั )
y ผูใ้ ห้เช่าอสงั หารมิ ทรัพย์ระยะยาว

10. หากประเทศ ก. และประเทศ ข. เป็นสมาชิกขององค์กรตา่ งๆ ทร่ี ะบไุ วด้ ังน้ี

- องค์การการค้าโลก - ธนาคารเพอื่ การพัฒนาเอเชีย

- กองทนุ การเงนิ ระหว่างประเทศ - สมาคมประชาชาตแิ หง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

- ธนาคารระหวา่ งประเทศเพือ่ การบรู ณะและพัฒนา

เม่ือประเทศ ก. ประท้วงประเทศ ข. ว่ามีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศตน องค์กรใด

มีบทบาทสําคัญในการทําหนา้ ทีช่ ่วยระงับและเจรจาข้อพพิ าทระหวา่ งประเทศทงั้ สอง

1) องคก์ ารการคา้ โลก 2) ธนาคารเพอ่ื การพัฒนาเอเชีย

3) กองทนุ การเงินระหวา่ งประเทศ 4) สมาคมประชาชาตแิ หง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้

5) ธนาคารระหวา่ งประเทศเพื่อการบรู ณะและพฒั นา

WTO องคก์ ารการค้าโลก (WTO : World Trade Organization)
ƒ WTO พัฒนามาจากแกตต์ (GATT : General Agreement on Tariffs and Trade
ขอ้ ตกลงท่วั ไปวา่ ด้วยพิกดั อัตราภาษีศลุ กากรและการค้า)
ƒ วัตถุประสงค์ : เป็นเวทีเจรจาแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้า การเลือกปฏิบัติเพ่ือ
สรา้ งความเปน็ ธรรม ความโปรง่ ใสและเปดิ กวา้ งสกู่ ารค้าเสรีตอ่ กัน

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 51 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

IMF กองทนุ การเงนิ ระหวา่ งประเทศ (IMF : International Monetary Fund)
ƒ วัตถุประสงค์ : เพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหา
การเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนให้การค้าระหว่างประเทศขยายตัวอย่างสมดุล
เสริมสรา้ งเสถียรภาพในอัตราแลกเปลีย่ นเงนิ ตราระหว่างประเทศ ป้องกันการแข่งขันลด
ค่าเงินเพ่ือชิงความได้เปรียบทางการค้า และควบคุมการแลกเปล่ียนเงินตราเพื่อนําไปสู่
ระบบเสรี

World Bank ธนาคารโลก (World Bank) หรอื ธนาคารเพือ่ การบูรณะและพฒั นาระหว่างประเทศ (IBRD :
หรอื IBRD International Bank for Reconstruction and Development)

ƒ วัตถุประสงค์ : ให้ประเทศกําลังพัฒนากู้ยืมไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศ ได้แก่ นําไปพัฒนา
โครงสร้างพนื้ ฐาน (infrastructure) หรอื กจิ การสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น สร้างถนน
เข่อื น ไฟฟ้าและประปา แก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน
ในประเทศกําลงั พฒั นา

11. กองทุนการเงนิ ระหว่างประเทศใหป้ ระเทศสมาชิกกูย้ มื ไปเพื่อแกป้ ัญหาใด
1) รัฐบาลก้จู ากธนาคารพาณชิ ยจ์ นเต็มอัตราแล้ว
2) รฐั บาลกูจ้ ากประชาชนจนถึงระดับเพดานหนส้ี าธารณะแล้ว
3) รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ
4) เงนิ สาํ รองตา่ งประเทศตาํ่ มาก
5) ดุลการชาํ ระเงนิ เกนิ ดลุ

12. หลักการท่ีสาํ คัญทสี่ ุดของสหกรณค์ อื ข้อใด
1) มกี ฎระเบยี บข้อบงั คบั ถูกตอ้ งตามกฎหมาย
2) มสี ทิ ธิเสมอกนั แตม่ ุง่ ชว่ ยเหลอื ผ้มู ฐี านะยากจน
3) สมาชิกช่วยกันแก้ปัญหา ใช้ทรพั ยากรทอ้ งถ่ินอยา่ งคุ้มค่า
4) ยึดหลักประชาธิปไตย ไมแ่ สวงหากําไร แบ่งปนั ประโยชนอ์ ย่างเป็นธรรม
5) มีปัจจยั การผลติ เชน่ เดยี วกันกบั ธรุ กิจทัว่ ไป มีการบรหิ ารจดั การในชมุ ชนเทา่ น้ัน

ƒ สหกรณ์แหง่ แรกของโลก คอื สหกรณร์ อชเดล ทอี่ งั กฤษเม่ือ ค.ศ. 1844
ƒ บดิ าแห่งสหกรณข์ องโลกชื่อ โรเบริ ต์ โอเวน (Robert Owen)
ƒ หลักการของสหกรณ์

- การเปดิ รับสมาชิกท่วั ไปโดยสมคั รใจและเปดิ กวา้ ง
- การควบคุมสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (สมาชิกหนึ่งคนมีสิทธิออกเสียงด้านการดําเนินการได้)

คนละหนึ่งเสยี ง มตทิ ่ีประชมุ เปน็ ไปตามเสยี งส่วนใหญ่
- การมีสว่ นร่วมทางเศรษฐกจิ โดยสมาชกิ
- การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ
- การศกึ ษา การฝึกอบรมและขา่ วสาร
- การรว่ มมอื ระหวา่ งสหกรณ์ (ทําให้เกิดการประหยดั ต่อขนาด มีอาํ นาจการต่อรองสงู ขึน้ )
- ความเออื้ อาทรต่อชมุ ชน

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 52 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

13. ชุมชนที่ตอ้ งการพึ่งตนเองและช่วยเหลือกันด้านเงินทุนในการใช้จ่ายเมื่อมีความจําเป็น ควรจัดต้ังสหกรณ์

ประเภทใดข้ึนในชุมชน

1) สหกรณน์ ิคม 2) สหกรณ์รา้ นคา้

3) สหกรณบ์ รกิ าร 4) สหกรณก์ ารเกษตร

5) สหกรณอ์ อมทรัพย์

สหกรณ์การเกษตร y จัดต้ังเพื่อช่วยแก้ปัญหาของผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตร โดยจัดหาเงินกู้
อุปกรณ์การเกษตรในราคายุติธรรม จัดหาตลาดและต่อรองราคาผลผลิตทาง
สหกรณป์ ระมง การเกษตรให้
สหกรณ์นิคม
สหกรณ์รา้ นค้า y จัดตั้งเพ่ือช่วยเหลือชาวประมงโดยจัดหาเงินกู้และให้ความรู้เก่ียวกับการ
สหกรณอ์ อมทรพั ย์ ประกอบอาชีพ
สหกรณบ์ ริการ
y จดั ตง้ั เพือ่ จัดสรรท่ดี นิ ทํากินให้สมาชกิ จัดหาเงนิ กู้ จดั หาตลาดและให้ความรู้แก่
สหกรณเ์ ครดติ ยเู น่ยี น สมาชิก

y จดั ตัง้ เพ่อื ใหส้ มาชิกซื้อสินค้าในราคายุติธรรม และมีรายได้จากการนําสินค้ามา
จําหน่าย

y จัดตั้งเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิกโดยการถือหุ้นและฝากเงิน
ให้บริการเงินกหู้ รือบริการสนิ เช่ือแกส่ มาชิกในอัตราดอกเบ้ยี ตํา่

y จัดต้ังเพ่ือจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพให้แก่สมาชิก บริการเงินกู้
จัดหาตลาดและช่วยเหลือด้านกฎหมายให้แก่สมาชิก เช่น สหกรณ์แท็กซ่ี /
สหกรณ์เคหสถาน / สหกรณ์หตั ถกรรมไม้ / สหกรณบ์ ริการน้ําประปา

y จดั ตัง้ เพือ่ ช่วยเหลือสมาชกิ ผู้มีรายได้ไมป่ ระจาํ ทอ่ี ยูใ่ นวงการเดยี วกัน เช่น มีท่ีอยู่
อาศัยในชุมชนเดียวกนั มีอาชีพการงานเดียวกัน เป็นสมาชิกในสมาคมเดียวกัน
สหกรณเ์ ครดติ ยเู นีย่ นให้บริการเงินฝาก บริการเงินกู้ และมุ่งพัฒนาชุมชนและ
สังคม

14. ทฤษฎใี หมข่ น้ั ที่ 1 มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อการใดเป็นหลัก
1) การผลิตและการแลกเปลี่ยนในชมุ ชน
2) การผลิตเพื่อการบริโภคขั้นพน้ื ฐานของครอบครวั
3) การแก้ปญั หาการขาดแคลนเงินออมและเงนิ ลงทนุ
4) การลดความเสยี่ งจากการขาดแคลนแหลง่ น้าํ กินนํา้ ใช้
5) การลดต้นทนุ ค่าเสยี โอกาสในการใช้ทดี่ ินให้เกดิ ประโยชน์

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 53 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)

1. เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและนํ้าเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิด
ประโยชนส์ งู สุดด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งพืน้ ทใ่ี นอตั ราสว่ น 30:30:30:10

2. หลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่
y ขัน้ ที่ 1 : ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพ้ืนฐาน เน้นผลิต

อาหารเพ่ือบริโภค ท่ีเหลือจึงเอาไว้ขาย การจัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทํากินเป็นการบริหาร
จดั การท่ดี ินและนาํ้ ใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สุด
y ขนั้ ท่ี 2 : ความพอเพียงในระดับชุมชนและองค์กร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า เน้นการรวม
พลงั กนั ในรูปของกลุ่มหรือสหกรณ์
y ขัน้ ที่ 3 : ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า เน้นการติดต่อ
ประสานงานกบั องคก์ รต่างๆ เพอ่ื จดั หาแหล่งเงนิ ทนุ และแหลง่ พลงั งาน

15. ข้อใดเป็นผลดขี องตลาดแขง่ ขันสมบูรณ์ในทศั นะของผบู้ รโิ ภคเมอ่ื เปรียบเทียบกบั ตลาดอืน่ ๆ
1) ผูผ้ ลิตแต่ละรายตา่ งไม่แสวงหากําไรสูงสดุ
2) ผผู้ ลติ แตล่ ะรายไม่มอี าํ นาจกําหนดราคาขาย
3) ผู้บรโิ ภคไม่ตอ้ งรบั ภาระค่าใชจ้ ่ายในการโฆษณา
4) ผบู้ รโิ ภคม่นั ใจวา่ อปุ ทานของสินค้ามมี ากเพยี งพอ
5) ผูผ้ ลติ จะตอ้ งผลติ สินค้าตามความต้องการของผบู้ ริโภค

ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์ 1. ตลาดแขง่ ขันสมบรู ณ์มีลักษณะสาํ คญั
ตลาดแขง่ ขันไม่สมบรู ณ์ y ผซู้ อ้ื และผู้ขายมจี าํ นวนมาก
y สนิ คา้ มลี ักษณะเหมือนกันทุกประการ
y ผู้ซอ้ื และผูข้ ายมคี วามรขู้ องสภาวะตลาดเปน็ อย่างดี
y การติดตอ่ ซือ้ ขายทาํ ได้สะดวก
y หนว่ ยธุรกิจสามารถเข้าหรือออกจากธุรกิจได้โดยเสรี

2. ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์เป็นตลาดในอดุ มคติ
y ตลาดท่ีใกล้เคียงกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ก็คือ ตลาดสินค้าเกษตร เช่น

ตลาดขา้ วเปลอื ก ตลาดมนั สําปะหลัง ตลาดหนุ้

1. ตลาดผูกขาด (monopoly)
2. ตลาดผ้ขู ายน้อยราย (oligopoly)
3. ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่งึ ผกู ขาด (mouopolistic competition)

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 54 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

16. อะไรเปน็ สาเหตทุ ่ที ําให้ตลาดมีลกั ษณะเป็นตลาดผูกขาด

1) การประหยัดต่อขนาดการผลิต 2) ทรพั ยากรในการผลติ มแี พร่หลาย

3) สนิ ค้าส่วนใหญม่ ีลักษณะคลา้ ยกัน 4) ผูซ้ ือ้ มกี ารตอบสนองตอ่ การเปลย่ี นแปลงราคาสงู

5) ผซู้ ื้อมขี ้อมูลเกย่ี วกับราคาสินคา้ ของผู้ขายทกุ รายในตลาด

ตลาดผกู ขาด y ในกรณีท่ีต้องการให้เกิดการประหยัดต่อขนาดการผลิต สําหรับสินค้าที่ใช้ต้นทุน
ข้อดี ประเภทคงที่จํานวนมหาศาล เช่น กิจการสาธารณูปโภคประเภทต่างๆ และโครงการ
เพ่ือสังคมขนาดใหญ่ ซ่ึงต้นทุนต่อหน่วยจะลดลงได้ต่อเมื่อมีการผลิตจํานวนมาก
ขอ้ เสยี และจะสามารถขายสินคา้ และบริการในราคาทีต่ ํา่ ลงได้ อย่างไรก็ตามเพ่ือแก้ไขปัญหา
ในการต้ังราคาท่สี งู ได้จากการมีอํานาจผูกขาด รฐั จึงมักเข้ามาควบคมุ ด้านราคาสินค้า
และบริการประเภทนี้ รวมทง้ั กํากับให้มีการผลติ ทีเ่ พียงพอต่อความตอ้ งการบรโิ ภค

y การผลิตสนิ คา้ หรอื การให้บริการบางประเภทที่มีคุณประโยชน์ แต่มีแรงจูงใจด้าน
กาํ ไรนอ้ ยจนเอกชนไม่สนใจผลติ หรอื เป็นสินค้าและบริการที่ให้คุณและโทษต่อสังคม
รัฐต้องเข้ามากํากับดูแลอย่างเข้มงวด สินค้าและบริการเหล่าน้ีจึงต้องยอมให้มีการ
ผกู ขาด ซึ่งสว่ นใหญร่ ัฐจะเข้ามาดําเนนิ การหรือเขา้ มากํากับดูแล เช่น บริการป้องกัน
ประเทศ การผลติ วัคซนี โรงงานยาสบู เปน็ ต้น

y อาจช่วยส่งเสริมด้านการวิจัยพัฒนา เพราะผู้ผูกขาดมีตลาดกว้างขวาง ทําให้มีผล
กาํ ไรมาก จึงมีศักยภาพในการคิดค้นวิจัยใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนมากในขณะท่ีตลาดท่ี
มกี ารแขง่ ขันสูง หน่วยผลิตอาจจะไม่มีเงินลงทุนในด้านน้ีมากเพียงพอท่ีจะก่อให้เกิด
การเปล่ียนแปลงนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรม ข้อดีของตลาดผูกขาดข้อนี้เป็น
เหตุผลประการหนึ่งของการเข้าควบกิจการในอุตสาหกรรมบางประเภทท่ีอ้างว่า
เพื่อให้สามารถเกิดการวิจัยพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น อุตสาหกรรมยา
เป็นต้น

y ด้านการผลิต ในกรณีท่ัวไป การผูกขาดทําให้การผลิตสินค้าเป็นไปอย่างไม่มี
ประสิทธิภาพ เพราะผู้ผูกขาดไม่มีคู่แข่งทางการค้า จึงไม่ค่อยให้ความสนใจต่อ
ประสทิ ธิภาพในการผลติ เท่าใดนัก การใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจจึงไม่มีความคุ้มค่า
มากทสี่ ุด

y ด้านการบริโภค ตลาดท่ีมีการผูกขาด ผลผลิตที่นําออกมาจําหน่ายในตลาดอาจมี
จํานวนไม่พอเพียงตามความต้องการบริโภค เพราะการตั้งราคาผลผลิตท่ีสูงของ
ผ้ผู ูกขาดจากอาํ นาจผูกขาดทมี่ ี ทําใหม้ ีการเสนอซื้อหรืออุปสงค์สินค้าในตลาดต่ํา ผู้ท่ีได้
บริโภคอยา่ งพอเพยี งเปน็ กลุ่มคนทม่ี ีฐานะทางเศรษฐกจิ ท่ีดกี ว่า

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 55 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

17. หากกําหนดให้ราคาสินค้าของสินค้าไทยและสินค้าของสหรัฐอเมริกายังคงเดิม การสรุปสถานการณ์ใน
เดือนมกราคม 2562 ข้อใดไม่ถกู ตอ้ ง

สถานการณ์ :
ณ ธันวาคม 2561 อัตราแลกเปล่ียนเงินตราต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกา (ดอลลาร์

สหรฐั อเมรกิ า) กับไทย (บาท) เทา่ กับ 1 : 34
ณ มกราคม 2562 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกากับไทย

เปลี่ยนเป็น 1 : 35

1) เงนิ ดอลลารส์ หรัฐอเมรกิ ามคี ่าลดลงเมอื่ เทยี บกับเงินบาท
2) เงนิ บาทมคี ่าลดลงเมอื่ เทยี บกบั เงินดอลลาร์สหรัฐอเมรกิ า
3) จ่ายเงินดอลลารส์ หรัฐอเมริกาลดลงเพ่อื ซ้ือสนิ ค้าจํานวนเท่าเดิมจากประเทศไทย
4) จา่ ยเงินบาทเพิม่ ขึน้ เพือ่ ซ้อื สนิ ค้าจํานวนเท่าเดมิ จากประเทศสหรฐั อเมริกา
5) สนิ คา้ จากประเทศสหรัฐอเมริกามรี าคาแพงขนึ้ ในสายตาของคนไทยและคนท่มี เี งนิ บาทในมอื

ค่าเงินบาทแข็ง คา่ เงินบาทอ่อน
1 $ = 34 Baht → 1 $ = 30 Baht
ƒ ดอลลารแ์ ลกบาทไดจ้ าํ นวนน้อยลง 1 $ = 34 Baht → 1 $ = 35 Baht
(ดอลลาร์มีคา่ ลดลง) ƒ ดอลลารแ์ ลกบาทได้จาํ นวนมากขึน้
ƒ บาทแลกดอลลาร์ได้จาํ นวนมากขึน้
ƒ ราคาสินคา้ ไทยแพงขึ้นในสายตาชาวตา่ งชาติ (ดอลลารม์ ีค่าเพิ่มข้ึน)
ƒ มูลค่าสินคา้ สง่ ออกลดลง ƒ บาทแลกดอลลาร์ไดจ้ ํานวนนอ้ ยลง

ƒ ราคาสนิ ค้าจากตา่ งชาตถิ กู ลงในสายตาคนไทย ƒ ราคาสนิ ค้าไทยถูกลงในสายตาชาวตา่ งชาติ
ƒ มูลคา่ สนิ ค้านําเขา้ เพมิ่ ข้นึ ƒ มลู คา่ สินค้าส่งออกเพม่ิ ข้นึ
ƒ ตา่ งชาติเขา้ มาเท่ียวในไทยลดลง ƒ คา่ บาทออ่ น ผลดีตอ่ ผสู้ ง่ ออก
ƒ คนไทยไปเท่ยี วต่างประเทศมากข้ึน
ƒ ภาระหนที้ ่คี นไทยตดิ ค้างตา่ งชาตลิ ดลง ƒ ราคาสนิ คา้ จากต่างชาตแิ พงขนึ้ ในสายตาคนไทย
ƒ ภาระหน้ที ตี่ า่ งชาติติดคา้ งคนไทยมากข้ึน ƒ มลู คา่ สินคา้ นาํ เข้าลดลง
ƒ หนท้ี คี่ นไทยติดค้างตา่ งชาติเท่าเดิม
ƒ หนี้ท่ตี า่ งชาติตดิ ค้างคนไทยเท่าเดิม ƒ ต่างชาติเขา้ มาเท่ยี วในไทยมากขึน้
ƒ คนไทยไปเทยี่ วตา่ งประเทศลดลง

ƒ ภาระหน้ที ่คี นไทยตดิ ค้างต่างชาติมากขนึ้
ƒ ภาระหน้ีทีต่ ่างชาตติ ดิ คา้ งคนไทยลดลง

ƒ หนท้ี ี่คนไทยตดิ คา้ งตา่ งชาติเทา่ เดิม
ƒ หนท้ี ่ตี ่างชาตติ ิดคา้ งคนไทยเทา่ เดิม

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 56 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29

18. ข้อใดไมใ่ ช่ขอ้ มูลท่ีนํามาคดิ ในการคํานวณผลิตภณั ฑ์มวลรวมในประเทศด้านรายจ่าย
1) เงนิ บาํ เหนจ็ บาํ นาญ
2) เงินเดอื นนายกรฐั มนตรี
3) มลู ค่าการสง่ ออกรถยนต์
4) คา่ นํ้ามนั ของรถมอเตอร์ไซค์รบั จ้าง
5) มลู ค่าเครอื่ งมอื เครอื่ งจกั รของโรงงานทอผ้าฝา้ ย

GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ คือ มูลค่ารวมของสินค้าและบริการข้ันสุดท้าย

(Gross Domestic Product) ณ.ราคาตลาดทผี่ ลติ ข้นึ ภายในประเทศ ในรอบ 1 ปี

GNP ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือ มูลค่ารวมของสินค้าและบริการข้ันสุดท้าย ณ.

(Gross National Product) ราคาตลาดท่ผี ลติ ข้ึนโดยทรัพยากรของประเทศ ในรอบ 1 ปี

PCI ƒ รายได้เฉลี่ยต่อบุคคล คํานวณจากนํารายได้ประชาชาติหารด้วยจํานวนประชากร

(Per Capita Income) ทงั้ ประเทศ

ƒ PCI ใชว้ ัดฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

การคาํ นวณหา y GNP = GDP + รายไดส้ ทุ ธจิ ากต่างประเทศ
รายได้ประชาชาติ
y GNP = GDP + (T − F)

y GDP = GNP + (F − T)

y GNE = C + I + G + (X − M)

y NI = GNP − (ภาษีทางอ้อม + คา่ เสื่อมราคา)

y PCI = รายได้ประชาชาติ .

จํานวนประชากรทัง้ ประเทศ

รายได้ท่ไี มน่ ํามา 1. เงินโอน (เงนิ สงเคราะหค์ นพิการ เงินบรจิ าค เงนิ ทีพ่ อ่ แมใ่ หล้ ูก เงินท่ยี ืมมา
รวมเป็นรายได้
เงินบํานาญ)
ประชาชาติ
2. มูลค่าเพม่ิ ของทรัพยส์ ินทไ่ี ม่ได้เกดิ จากการผลิต เชน่ เงนิ ท่ีได้จากการขายสนิ คา้
รายไดป้ ระชาชาชาติ
ไมส่ ามารถแสดงถึง เกา่ มอื สองมือสาม

3. รายไดท้ ีผ่ ดิ กฎหมาย เชน่ เงนิ ท่ีได้จากการคา้ ยาเสพติด การโจรกรรม

4. กจิ กรรมทีท่ ําให้แกต่ นเองโดยไม่ผา่ นตลาด เช่น ปลูกผกั กนิ เอง

y การกระจายรายได้ y ระดบั ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
y การกระจายสินคา้ บริการ y สภาพแวดลอ้ มท่ีเสียหาย
y ประสทิ ธิภาพการผลิต

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 57 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

19. ข้อใดคอื คําจาํ กัดความของหน้สี าธารณะ

1) หนภี้ าคครัวเรือน 2) สินเช่ือของธนาคารพาณชิ ย์

3) หน้ีที่รฐั บาลกูห้ รือให้คํา้ ประกัน 4) หนีข้ องประชาชนในประเทศทกุ คนรวมกนั

5) สนิ เชือ่ ทีธ่ นาคารแห่งประเทศไทยปล่อยกูเ้ พ่ือช่วยสภาพคลอ่ งของสถาบนั การเงนิ

รายรับของรัฐบาล ƒ รายรบั ของรัฐบาล ประกอบดว้ ย (1) รายไดข้ องรฐั บาล (2) เงินกู้
ƒ รายได้ของรัฐบาลมาจาก ภาษีอากร การขายส่ิงของและบริการ รายได้จากรัฐ
รายจา่ ยของรฐั บาล
การก่อหนีส้ าธารณะ พาณิชย์ (เช่น รายได้จากสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จากโรงงานยาสูบ

เงนิ ปันผลจากบรษิ ัททีร่ ัฐบาลถือหนุ้ ) และรายไดอ้ ่ืนๆ (เช่น ค่าปรับ)
ƒ เงนิ กถู้ ือเปน็ (รายรับ / รายได้) สว่ นหน่ึงของรัฐบาล

ƒ รายจ่ายของรัฐบาล ประกอบด้วย รายจ่ายด้านบริหารทั่วไป การบริการชุมชน
และสังคม การเศรษฐกจิ และอื่นๆ

ƒ หนี้สาธารณะ : หนี้สินของรัฐท่ีเกิดจากการกู้ยืมโดยตรง (หน้ีภายในประเทศ
หนภ้ี ายนอกประเทศ) และการคาํ้ ประกันเงนิ กู้ของรัฐบาล

ƒ วธิ กี ่อหนภ้ี ายในประเทศ รฐั บาลจะออก
y พันธบตั ร (ระยะยาว)
y ตว๋ั เงินคลงั (ระยะสั้น)
y ตัว๋ สญั ญาใช้เงนิ (ขายใหเ้ ฉพาะธนาคารออมสนิ )

ƒ กรณีที่รัฐมรี ายจา่ ยมากกว่ารายได้ รัฐจาํ เปน็ ตอ้ งกอ่ หนส้ี าธารณะ

20. การที่นักลงทุนในต่างประเทศโอนเงินเข้ามาซ้ือหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่าซ้ือ
หลกั ทรพั ย์นนั้ จะบันทกึ อยูใ่ นบญั ชีใดของดลุ การชาํ ระเงินของประเทศไทย
1) บัญชีเงนิ ทุน 2) บญั ชรี ายได้ 3) บัญชีการค้า 4) บัญชบี ริการ 5) บญั ชีเงนิ โอน

ดลุ การชําระเงิน ƒ ดุลการชําระเงนิ : บันทึกแสดงรายรับและรายจา่ ยเงินตราต่างประเทศ
ดุลบญั ชีเดินสะพดั y ดุลการชําระเงนิ เกินดุล : ยอดรายรบั > ยอดรายจ่าย p ทนุ สาํ รองฯ เพมิ่ ขนึ้
y ดลุ การชําระเงนิ ขาดดลุ : ยอดรายรบั < ยอดรายจา่ ย ทนุ สาํ รองฯ ลดลง
ดลุ บญั ชีทนุ y ดุลการชําระเงินสมดลุ : ยอดรายรบั = ยอดรายจา่ ย ทนุ สาํ รองฯ คงที่
ทุนสํารอง
ระหวา่ งประเทศ ƒ ดลุ บญั ชเี ดนิ สะพดั ประกอบด้วย
y ดุลการคา้ : ผลตา่ งสุทธิระหวา่ งมูลค่าสนิ ค้าออกกับมูลค่าสินคา้ เข้า
y ดุลบริการ : ผลต่างสุทธิของการบริการระหว่างประเทศ เช่น การท่องเที่ยว
คา่ ขนสง่ คา่ ประกันภัย คา่ ลิขสทิ ธ์ิ
y ดลุ บรจิ าค (เงนิ โอน) : เงินชว่ ยเหลือท่ีได้รับจากตา่ งประเทศหรอื โอนใหต้ า่ งประเทศ
y รายได้ : รายได้ในรูปของคา่ จา้ ง-เงนิ เดือน-สวสั ดกิ าร และรายไดจ้ ากการลงทุน
(ผลตอบแทนท่ีไดร้ ับจากการถือครองทรพั ยส์ นิ ทางการเงนิ ในต่างประเทศ
เชน่ ผลตอบแทนจากการลงทุนทางตรง การลงทนุ ในหลักทรัพย์)

ƒ ดุลบัญชที นุ (เคลือ่ นยา้ ย) ประกอบด้วย
y บญั ชีทนุ (โอนเงินทุน โอนสิทธใิ นทรพั ย์สินถาวร ยกเลิกหนี้)
y บญั ชกี ารเงนิ (เงนิ ลงทุนทางตรงและทางออ้ มจากตา่ งประเทศ)

ƒ ทนุ สาํ รองระหว่างประเทศ : สนิ ทรพั ยท์ ่ีเก็บสะสมเพ่อื ใชช้ าํ ระหน้รี ะหวา่ งประเทศ
ƒ ทนุ สํารองระหวา่ งประเทศจะเป็นตัวปรบั เม่ือดุลการชาํ ระเงินไมส่ มดุล

สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 58 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

สาระประวตั ศิ าสตร

ประวัติศาสตร์ พชิ ิต TCAS’61
ประวัติศาสตรไ์ ทย
ƒ เปรียบเทยี บยคุ สมัยทางประวัตศิ าสตร์ 1. จุลศักราช ๗๑๒ ขาลศก เวลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท
ƒ ยคุ สมัยและวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ ตรงกับเหตกุ ารณ์ใดในประวตั ศิ าสตร์ไทย
ƒ รัฐโบราณและแนวคิดถ่ินเดิมชนชาติไทย (การสถาปนากรุงศรีอยุธยา / สุโขทัยถูกผนวกเข้ากับ
ƒ การปฏริ ปู บา้ นเมอื งในสมัยรัชกาลที่ 5 กรงุ ศรีอยุธยา)
ƒ พัฒนาการประวตั ิศาสตร์ไทยดา้ น
2. สงครามประกาศอสิ รภาพอเมรกิ า ตรงกบั รชั สมยั ใด
- การเมืองการปกครอง (สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 / สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชที่ 4)
- เศรษฐกจิ
- สังคม 3. อารยธรรมบ้านเชียง จดั อยู่ในยุคใด
- ตา่ งประเทศ (หนิ ใหม่ / สาํ รดิ )
- ภูมิปญั ญาไทย
- การเมอื งยคุ ประชาธิปไตย 4. ข้อใดมีความสมั พันธ์กับ “บญั ชหี างว่าว”
- บคุ คลสําคญั (กรมพระสรุ ัสวดี / หลวงยกกระบตั ร)

ประวัติศาสตร์สากล 5. ประเทศไทยมกี ารปกครองรูปแบบรฐั ชาตติ งั้ แต่สมยั ใด
ƒ ยุโรปสมัยโบราณ สมัยกลาง สมยั ใหม่ (รชั กาลที่ 5 / รชั กาลที่ 6)
ƒ การปฏิวัตวิ ิทยาศาสตร์
ƒ การปฏิวัติอุตสาหกรรม 6. การ ฟ้ืนฟูพระราชประเพณีท่ีเกี่ยวข้องกับสถาบัน
ƒ การปฏวิ ตั คิ ร้ังสําคัญของโลก พระมหากษัตริย์เกิดข้ึนในสมัยใด (จอมพล ป.พิบูล
ƒ นกั ปรชั ญาการเมือง สงคราม / จอมพล สฤษด์ิ ธนะรชั ต์)
ƒ อารยธรรมจีน
ƒ อารยธรรมอินเดยี 7. บุคคลใดให้คติเตือนใจที่ว่า “จงทําดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน” (ขุนวิจิตรมาตรา /
หลวงวจิ ติ รวาทการ)

8. ชนชาติใดท่ีเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในโลกตะวันตกเป็น
กลมุ่ แรก
(ชาวสุเมเรียน / ชาวเปอรเ์ ซียน)

9. อารยธรรมใดได้รับสมญาว่า สะพานเช่ือมอารยธรรม
ตะวันออกและตะวันตก (อารยธรรมศาสนาคริสต์ / อารย
ธรรมศาสนาอสิ ลาม)

10.จกั รวรรดใิ ดได้รบั สมญาว่า “ครผู ูส้ อนวัฒนธรรม”
(จักรวรรดิโรมันตะวนั ตก / จักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ออก)

11. แนวคิดในข้อใดทําให้ยุโรปยุคกลางก้าวเข้าสู่การฟ้ืนฟูศิลป
วิทยาการ (เสรนี ิยม / มนษุ ยนยิ ม)

12. ประวตั ิศาสตรส์ มยั ใหมข่ องอนิ เดียเรมิ่ ต้นเมอื่ ใด
(สมยั ราชวงศโ์ มกุล / หลังจากไดร้ บั เอกราช)

13. “หลกั เบญจาธปิ ไตย” เปน็ แนวความคดิ ของผ้นู าํ จีนท่านใด
(ซนุ ยัต เซน / เหมา เจอ๋ ตุง / เติ้ง เสีย่ ว ผงิ )

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 59 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

ลว งลบั ...ขอสอบประวตั ศิ าสตร

1. ข้อใดจับคู่ชนชาตแิ ละความเจรญิ ดา้ นอารยธรรมในสมัยโบราณไดไ้ ม่ถูกตอ้ ง
1) สเุ มเรียน – ตวั อักษรคูนิฟอร์ม
2) อสั ซเี รยี น – ภาพสลักนูนตาํ่
3) ฮบี รู – คมั ภรี ์พันธสัญญาเก่า
4) เปอร์เซยี – ซกิ กแู รต
5) อยี ิปต์ – คมั ภีร์มรณะ

สุเมเรียน ƒ เริ่มการชลประทาน ƒ วิหารซิกกแู รต

อสั ซีเรยี น ƒ อกั ษรคูนิฟอร์ม (อักษรลมิ่ ) ƒ มหากาพย์กิลกาเมซ
เปอรเ์ ซยี
ฮีบรู (ยิว) ƒ ล้อตดิ กบั เพลาเกวยี นและรถศกึ ƒ ววั คเู่ ทยี มคนั ไถ
อยี ิปต์
ƒ จานหมุนเพอ่ื ใชป้ น้ั ดินเผา (potter’s wheel) ƒ ปฏิทินจนั ทรคติ

ƒ ฐานเลข 12 (1 โหล) / ปีมี 12 เดือน / แบง่ วนั มี 24 ช่วั โมง

ƒ ฐานเลข 60 (แบง่ เวลา-มมุ องศา / ช่วั โมงมี 60 นาที วงกลมมี 360 องศา)

ƒ ภาพสลักนูนต่าํ (Bas relief)
ƒ หอ้ งสมุดเมืองนิเนเวห์

ƒ ระบบไปรษณีย์
ƒ คมนาคม (ถนนเช่อื มเมอื ง เรียกวา่ Royal Road)

ƒ นับถอื พระเจ้าองคเ์ ดียว (พระยาหเ์ วห์)
ƒ คมั ภีร์พันธสัญญาเกา่

ƒ พรี ะมิด มมั ม่ี (วญิ ญาณอมตะและชวี ิตในภพหน้า) ƒ ปาปิรสุ

ƒ อักษรภาพไฮโรกลิฟกิ /เฮียราติก ƒ ศลิ าโรเซตต้า (Rosetta Stone)

ƒ เสาหนิ โอบิลิส (Obelisk) ƒ คมั ภรี ์มรณะ (Book of the Dead)

ƒ รวบรวมบัญชยี า ƒ นาฬกิ าแดด

ƒ ปฏิทนิ แบบสรุ ยิ คติทแ่ี บ่งปอี อกเปน็ 365 วัน ƒ วิหารคารน์ ัค (Karnak)

ƒ บูชาเทพโอซิรสิ / เทพอะมอน / เทพเร / สุริยเทพอะตัน

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 60 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29

2. ศิลปินกับผลงานท่ีได้สร้างสรรคข์ ้นึ ในยุคฟ้ืนฟูศิลปวิทยาการ ยกเวน้ ขอ้ ใดท่ีไมถ่ กู ต้อง

1) ไมเคลิ แองเจโล ผลงานภาพกาํ เนดิ อาดัม รูปสลกั เดวดิ รูปหลอ่ หินออ่ น ปเิ อตา

2) เลโอนาร์โด ดาวินซี ผลงานภาพอาหารม้ือสดุ ทา้ ย ภาพโมนา ลิซา

3) มามกั ซโิ อ ผลงานภาพการจา่ ยเงินบรรณาการ

4) ราฟาเอล ผลงานภาพพระมารดาและพระบุตร พร้อมด้วยนักบญุ จอห์น

5) บอลตเิ ชลลี่ ผลงานภาพคําพิพากษาครั้งสดุ ทา้ ย

y ไมเคิล แองเจโล : David , La Pieta , The Last Judgement

ภาพวาดบนเพดานโบสถซ์ สี ทีน เชน่ The Creation of Adam

y ลีโอนาร์โด ดา วนิ ชี : Mona Lisa , The Last Supper

y ราฟาเอล : School of Athens , Madonna and Child with St.John

y บอลติเชลล่ี : Birth of Venus (ภาพกาํ เนดิ วีนัส)

y มามักซิโอ : คนแรกที่ใชเ้ ทคนคิ การวาดภาพ 3 มติ ิ เช่น ภาพการจ่ายเงินบรรณาการ

3. จกั รวรรดใิ ดไดร้ บั สมญาว่า “ครูผู้สอนวฒั นธรรม”

1) จกั รวรรดิอนิ คา 2) จักรวรรดิออตโตมนั

3) จักรวรรดิเปอร์เซีย 4) จักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ตก

5) จกั รวรรดิโรมันตะวันออก

อารยธรรมไบแซนไทน์ ƒ Byzentine
(Byzentine) - ได้รบั สมญาวา่ “ครูผสู้ อนวัฒนธรรม”
- มอี ิทธพิ ลตอ่ ดินแดนเอเชียไมเนอร์ คาบสมุทรบอลขา่ นและรสั เซีย
อารยธรรมอิสลาม
(Islam) ƒ มรดกอารยธรรม
- กฎหมายจสั ตเิ นียน (ถือเปน็ ต้นแบบของประมวลกฎหมายยโุ รป)
- เปน็ ตน้ กําเนดิ ศาสนาครสิ ตน์ ิกายกรีกออร์ธอดอกซ์
- สถาปัตยกรรม เช่น วิหารเซนตโ์ ซเฟีย (Blue Mosque)

ƒ Islam
- ได้รับสมญาว่า “สะพานเช่ือมอารยธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออก”

ƒ มรดกอารยธรรม
- เดน่ ด้านวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์และคณติ ศาสตร์
- งานสถาปตั ยกรรมของโลกอสิ ลามได้รบั อิทธิพลจากอารยธรรมไบแซนไทน์
และเปอรเ์ ซยี เชน่ หลงั คาโดม เสาและประตูโค้ง โมเสก

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 61 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

4. “หลักเบญจาธปิ ไตย” (Five Principle) เปน็ แนวความคดิ ของผนู้ ําจนี ท่านใด

1) เตง้ิ เสยี่ ว ผิง 2) เจยี ง ไค เชค็ 3) เหมา เจอ๋ ตงุ

4) ซุน ยตั เซน 5) จู เอ็น ไล

ดร.ซนุ ยัต เซน y ลทั ธิไตรราษฎร์ ได้แก่ ชาตนิ ยิ ม / ประชาธปิ ไตย / สวสั ดิภาพของประชาชน
เหมา เจอ๋ ตง y เบญจาธปิ ไตย โดยแบ่งอํานาจอธิปไตยออกเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติ-
เติ้งเส่ยี วผงิ
บัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายสอบแข่งขัน และฝ่ายตรวจควบคุม นับเป็นการผสมผสาน
ระหว่างสถาบันการเมืองท่ีเป็นของวัฒนธรรมเดิม กับสถาบันการเมืองสมัยใหม่ของ
ชาติตะวันตก

y เกดิ การปฏวิ ัตวิ ัฒนธรรม Red Guards
y พัฒนาเศรษฐกจิ โดยยดึ หลักพ่ึงตนเอง ผลิตแบบก้าวกระโดดไกล ระบบนารวม ระบบ

คอมมูน
y เปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์และต้ังชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนจีน”

(1 ตุลาคม 1949)

y เสนอ “นโยบายสี่ทันสมัย” เพื่อปฏิรูปประเทศจีน 4 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี / เกษตรกรรม / อุตสาหกรรม / การป้องกันประเทศ ทําให้การดําเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ของจีนเสรมี ากขึ้น แตจ่ ีนยังคงควบคุมการเมืองอย่างเครง่ ครัด

5. ข้อใดไม่ไดแ้ สดงถงึ ความขดั แย้งระหวา่ งประเทศท่ีมีอุดมการณ์ทางการเมอื งท่ีแตกต่างกัน

1) สงครามอ่าวเปอร์เซีย 2) สงครามเยน็ 3) เกาหลีเหนอื -เกาหลีใต้

4) กาํ แพงเบอร์ลนิ 5) วกิ ฤตการณ์ควิ บา

สาเหตคุ วามขัดแย้งด้าน ƒ สงครามเกาหลี (ค.ศ.1950)
อดุ มการณ์ทางการเมือง ƒ สงครามเวียดนาม (ค.ศ.1960-1975)
ƒ วกิ ฤตการณ์เบอรล์ นิ (ค.ศ.1948)
ศาสนา ƒ วิกฤตการณ์ควิ บา (ค.ศ.1962)
เช้อื ชาติและศาสนา
ƒ สงครามครูเสด
ผลประโยชนท์ างเศรษฐกิจ ƒ ความขดั แย้งระหวา่ งอนิ เดยี กับปากสี ถาน

ƒ ความขดั แย้งในอินเดีย
ƒ ความขัดแยง้ ในศรลี งั กา (ทมฬิ อแี ลมกบั สงิ หล)
ƒ ความขัดแย้งในตะวนั ออกกลาง (ปญั หาปาเลสไตน์ ยิวกับอาหรบั )
ƒ สงครามโคโซโว (ชาวโคโซวารก์ บั พวกเซิร์บในเซอร์เบีย)

ƒ สงครามอา่ วเปอร์เซยี 1991 (อิรกั บกุ คเู วต)

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 62 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

6. ขอ้ ใดไมใ่ ชอ่ งคก์ ารระหว่างประเทศทีถ่ กู จัดตั้งข้นึ หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ 2

1) องคก์ ารสันนบิ าตชาติ 2) องค์การสนธสิ ัญญากลาง

3) องค์การสนธสิ ญั ญาแอนซสั 4) องคก์ ารเอกภาพแอฟริกา

5) องคก์ ารของกลมุ่ ประเทศผู้ส่งน้าํ มันเป็นสินค้าออก

องคก์ าร ƒ สนั นิบาตชาติเกิดขน้ึ หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 1
สนั นบิ าตชาติ
(League of ƒ องค์การสันนิบาตชาติเป็นสว่ นหนง่ึ ของสนธิสัญญาแวรซ์ ายส์
ƒ สาเหตุขององค์การสนั นิบาตชาตลิ ม้ เหลว
Nations)
- USA ไมไ่ ดเ้ ปน็ สมาชกิ เพราะสภาคองเกรสไม่ยอมใหส้ ัตยาบัน โดยอา้ งว่าปฏิบัติตาม
สหประชาชาติ
(United หลกั การมอนโร
Nations)
- ไม่มีกองกําลงั ทหารและขาดมาตรการลงโทษผ้ลู ะเมิดกฎบัตร

- สมาชิกไมจ่ รงิ ใจที่จะร่วมมือรกั ษาสนั ติภาพ
ƒ เหตกุ ารณ์ท่ีช้วี ่าสนั นิบาตชาติล้มเหลว เช่น ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย, อิตาลีบุกอะบิสซิเนีย

(ปัจจุบันคอื เอธโิ อเปยี )

ƒ Monroe Doctrine เป็นนโยบายแยกอยู่โดดเดี่ยว (Isolationism) ที่ USA จะไม่เข้า

ไปยุ่งเกีย่ วและแทรกแซงการเมอื งของประเทศในยุโรป

ƒ สหประชาชาตเิ กิดขึ้นระหวา่ งสงครามโลกคร้งั ที่ 2 มีองคก์ รหลกั ได้แก่

1. สมัชชาใหญ่ : มตทิ ่ปี ระชุมไม่มีผลบงั คับใช้

2. คณะมนตรคี วามม่ันคง : มีหนา้ ท่ีระงบั ขอ้ พพิ าท มติท่ปี ระชุมมีผลบังคับใช้

3. คณะมนตรเี ศรษฐกิจและสังคม : ดแู ลเร่อื งเศรษฐกจิ และสงั คม

4. ศาลยตุ ธิ รรมระหวา่ งประเทศ : ต้ังอยูท่ ี่กรุงเฮก ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์

5. สํานักเลขาธกิ าร : เลขาธิการ UN (วาระ 5 ปี) มีที่มาจากสมัชชา

ใหญ่เป็นผู้แต่งต้ังโดยการเสนอแนะของคณะ

มนตรคี วามมัน่ คง

6. คณะมนตรีภาวะทรสั ตี
ƒ คณะมนตรีความมั่นคงท่ีเป็นสมาชิกถาวร มี 5 ประเทศ ได้แก่ USA / อังกฤษ /

ฝรั่งเศส / รัสเซีย / จีน ซึ่งสมาชิกถาวรมีสิทธิออกเสียงยับยั้ง (veto) ในเร่ืองสําคัญ

ได้ ซ่ึงจะเป็นผลทําใหเ้ รอื่ งน้ันตกไป

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 63 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

7. ชนชาตใิ ดท่ีใชค้ อนกรีตในงานก่อสร้างเปน็ ชนชาตแิ รก

1) อยี ิปต์ 2) เปอรเ์ ซีย 3) จนี 4) กรกี 5) โรมนั

สเุ มเรยี น ƒ ชาติแรกท่สี ร้างความเจรญิ ขึ้นในบรเิ วณเมโสโปเตเมยี
ƒ ชาติแรกทค่ี ิดค้นระบบชลประทาน
อมอไรต์ (บาบโิ ลน) ƒ ชาติแรกท่ีปกครองแบบนครรัฐ
ฮติ ไทต์ ƒ ชาตแิ รกทนี่ ําเอาแรงงานสตั ว์มาใชใ้ นการเพาะปลูก (ววั คู่มาเทยี มคนั ไถ)
อียิปต์ ƒ ชาตแิ รกท่ีประดิษฐ์เครอ่ื งกลชนดิ แรกของโลก (จานหมนุ เพ่อื ใชป้ ั้นดินเผา)
กรีก
โรมนั ƒ ชาตทิ ่มี ีกฎหมายลายลักษณอ์ กั ษรฉบับแรกของโลก (กฎหมายฮมั มูราบี)

ƒ ชาติแรกท่นี าํ เหลก็ มาทาํ อาวุธ

ƒ ชาติแรกท่ีคิดค้นเครื่องทุน่ แรง เชน่ ลอ้ เลื่อน ลูกรอก เพือ่ ใช้เคลอื่ นท่ีและยกของหนกั
ƒ ชาตแิ รกทีเ่ ขียนสรรพคณุ และรวมบญั ชียา

ƒ ชาตแิ รก (เอเธนส)์ ทปี่ กครองแบบประชาธิปไตย (ทางตรง)

ƒ ชาติแรกทรี่ จู้ กั ผสมคอนกรีตใช้ก่อสรา้ งแทนไมแ้ ละหนิ
ƒ ชาติแรกที่ทําคลอดทารกโดยวิธีผ่าหน้าท้อง ที่เรียกว่า “ศัลยกรรมแบบซีซาร์”

ตามชือ่ ของจเู ลยี ส ซีซาร์ (ผู้ปกครองโรมท่คี ลอดด้วยวธิ นี )ี้

8. ข้อใดไมใ่ ชผ่ ลกระทบทเี่ กิดขึ้นจากการก่อต้งั นิกายโปรเตสแตนต์โดยมารต์ นิ ลูเทอรใ์ นคริสตศ์ ตวรรษที่ 16
1) การกอ่ ตงั้ นิกายคาลวินโดยจอหน์ คาลวนิ ในสวติ เซอรแ์ ลนด์
2) การเกิดสงครามสามสิบปขี นึ้ ในยุโรประหวา่ ง ค.ศ. 1618-1648
3) การเกดิ สงครามร้อยปีระหวา่ งองั กฤษและฝรัง่ เศส
4) เศรษฐกจิ ในยโุ รปเจริญเตบิ โต
5) อํานาจของพระสนั ตะปาปาลดลง

ปจั จัยที่ก่อให้เกดิ ƒ การฟื้นฟศู ิลปวิทยาการ
การปฏริ ูปศาสนา ƒ ความเส่อื มของศาสนจกั รโรมนั คาทอลิก เช่น การขายใบไถบ่ าป มารต์ ิน ลูเธอร์

ผลจากการปฏิรปู ศาสนา โจมตีโดยติดประกาศคําประท้วง 95 ข้อ ซ่ึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการ
ปฏริ ูปศาสนาอยา่ งเปดิ เผย
ƒ กษัตรยิ ไ์ ม่พอใจอํานาจ Pope ท่ีผูกขาดอาํ นาจทางการเมืองและศาสนา
ƒ อิทธพิ ลจากแนวคดิ มนุษยนยิ ม ทาํ ให้ความเชือ่ มนั่ ในศาสนจักรลดลง

ƒ เกิดการแตกแยกเป็นนกิ ายต่างๆ เช่น โปรเตสแตนต์ กลั แวง แองกลกิ ัน
ƒ เกดิ การปฏิรูปซอ้ นในนกิ ายคาทอลิกเพอื่ เรยี กศรทั ธา จึงเกดิ คณะเยซูอติ
ƒ เกิดกระแสชาตนิ ยิ ม เช่น กษตั ริยต์ อ่ ตา้ นศาสนจกั ร กษัตริยม์ ีอาํ นาจเพ่ิมขึน้
ƒ เกิดสงครามศาสนาในยุโรป เช่น สงคราม 30 ปี ในเยอรมัน (ค.ศ.1618-

1648)

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 64 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

9. ในอารยธรรมอินเดีย จักรพรรดิพระองค์ใดใช้นโยบายการปกครองที่เน้นความสําคัญของหน้าท่ีทาง

มนุษยธรรมของรฐั และการใชศ้ ีลธรรมในการจัดระเบียบควบคมุ สังคม

1) พระเจา้ พมิ พสิ าร 2) พระเจ้าจนั ทรคุปต์ท่ี 1 3) พระเจ้ากนิษกะ

4) พระเจ้าอโศกมหาราช 5) พระเจ้าออรงั เซบ

พระเจ้าอโศกมหาราช ƒ กษัตริย์ท่ีมีช่ือเสียงของราชวงศ์เมาริยะ ภายหลังจากท่ีพระองค์นับถือ
พระพุทธศาสนา พระองค์หันมาใช้หลักธรรมในการปกครองด้วยการประกาศ
พระเจ้าจนั ทรคปุ ต์ท่ี นโยบายการปกครองท่ีเน้นความสําคัญของหน้าที่ทางมนุษยธรรมของรัฐ และ
1 การใช้ศีลธรรมในการจัดระเบยี บและควบคุมสงั คม รวมท้ังสร้างความมั่นคงให้แก่
จกั รวรรดิ
พระเจ้าอักบาร์
มหาราช ƒ กษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะ สมัยน้ีมีการฟ้ืนฟูอาณาจักรมคธให้รุ่งเรืองอีกคร้ัง
มีความเจริญด้านศิลปะ วรรณคดี และวิชาการ มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้น เช่น
พระเจ้าออรังเซบ มหาวทิ ยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยพาราณสี มหาวิทยาลัยอะชันตา เมืองหลาย
เมืองกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านต่างๆ เช่น เมืองสาญจี เป็นเมือง
ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา นอกจากน้ีนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียยัง
สามารถทําสบแู่ ละซีเมนต์ได้ ซึ่งต่อมาชาวอาหรบั ไดน้ าํ ความรเู้ หลา่ นีไ้ ปเผยแพร่ใน
หมู่ชาวยุโรป ทางด้านการแพทย์ก็เช่นกัน แพทย์ในสมัยราชวงศ์คุปตะได้รับการ
ยกยอ่ งว่ามีวิธีการและเทคนิคในการรักษาสูงโดยเฉพาะการผ่าตัด นับได้ว่าอารย-
ธรรมของชาวอินเดียในสมัยคุปตะเป็นอารยธรรมท่ีมีความสูงแม้แต่ชาวยุโรปยัง
ยอมรบั และนําไปใช้

ƒ กษตั รยิ ท์ ี่มีช่ือเสียงของราชวงศ์โมกุล แม้ว่าพระองค์จะเป็นมุสลิมแต่ก็ให้เสรีภาพ
ในการนับถือศาสนาแก่ทุกชนชั้น ทรงให้ความเสมอภาคแก่ชาวฮินดู ท้ังด้าน
การเมือง เศรษฐกิจและสังคม เช่น ให้ยกเลิกการเก็บภาษีจิซยา และทรงรับคน
ฮนิ ดเู ข้ารับราชการในราชสาํ นกั จํานวนมาก

ƒ กษัตริย์ในราชวงศ์โมกุล พระองค์กลับใช้นโยบายกดข่ีบีบคั้นพวกนักถือศาสนา
พราหมณ์-ฮินดูอีก ข้าราชการท่ีเป็นฮินดูถูกปลด เทวสถานของฮินดูถูกทําลาย
และมีการเก็บภาษจี ิซยาใหม่ เปน็ เหตใุ ห้ชาวฮนิ ดูก่อกบฏหลายคร้ัง หลงั สมยั พระ-
เจ้าออรังเซบ ราชวงศ์โมกุลอ่อนแอลงเร่ือยๆ เม่ืออังกฤษเข้ามาในอินเดียยุค
จักรวรรดินิยม ราชวงศ์โมกุลทําสงครามแพ้อังกฤษเรื่อยมาและต้องเสียดินแดน
ให้อังกฤษหลายครั้ง ในท่ีสุดอินเดียก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
โดยตรงใน ค.ศ. 1858

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 65 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

10. ข้อใดไม่สัมพนั ธ์กับการปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรม

1) การปฏริ ูปศาสนา 2) ลัทธจิ ักรวรรดินิยม 3) การปฏวิ ตั ทิ างวิทยาศาสตร์

4) ลทั ธิเสรนี ิยม 5) ระบบทุนนยิ ม

ผลจากการปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม
y สงั คม : เกิดการเพิม่ จํานวนประชากร, สังคมเมอื งขยายตัว, การอพยพของคนชนบทเขา้ สู่เมือง, วิถี

ชีวติ สะดวกสบายข้ึน
y เศรษฐกิจ : เกิดระบบโรงงาน, มีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ, เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทาง

เศรษฐกิจ
y การเมือง : ชนชั้นกลางเข้ามามบี ทบาททางการเมอื ง, การตอ่ สู้ของชนช้นั กรรมกร, เกิดลัทธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม
y ภูมิปญั ญา : เกดิ ลัทธเิ สรนี ิยม ลทั ธิสังคมนยิ ม
ƒ นักคิดแนวเสรนี ยิ ม ไดแ้ ก่ อดัม สมิธ / จอห์น สจวต มิลล์ / อิมมานูเอล คานท์ / จอห์น เมนาด เคนส์ /

เจเรมี เบนทมั
ƒ นักคิดสังคมนิยมแนวยูโทเปีย ได้แก่ ออรี แซงต์ ซีมง / ชาร์ลส์ ฟูริเย / หลุยส์ บลอง / โรเบิร์ต โอเวน /

ปีแยร์ โชแซฟ ปูดง / เจอรารด์ วินสแตนลีย์
ƒ นักคิดสังคมนิยมแนววิทยาศาสตร์ ได้แก่ คาร์ล มาร์กซ์ และ ฟรีดริช เองเกลส์ ทั้งคู่มีผลงานหนังสือ

ร่วมกันชื่อ Communist Manifesto และ Das Kapital ทีอ่ ธบิ ายถงึ หลกั การของลทั ธมิ าร์กซ์

11. หากเราเทยี บเคียงประวัติศาสตร์ปลายสมัยอยุธยา เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองกับประวัติศาสตร์

สากล จะเทียบไดก้ ับข้อใด

1) ประวัตศิ าสตรย์ ุคโบราณ 2) ประวัติศาสตร์ยคุ กลาง 3) ประวัติศาสตรย์ ุคใหม่

4) ประวัตศิ าสตรย์ ุคปัจจุบัน 5) ประวัติศาสตร์ร่วมสมยั

y ยคุ โบราณ : ____________ 1215 Magna Carta
1776 Rev USA
y ยุคกลาง : ____________ 1789 Rev Fr
1917 Rev Rus
y สมัยใหม่ : ____________ 1911 Rev China (ซุน ยัต เซ็น)
1949 Rev China (เหมา เจ๋อ ตง)
y สมยั ปัจจบุ นั /รว่ มสมัย : ____________

C.15 Re ______

C.16 Re ______

C.17 Rev ______

Rev ______

C.18 Rev ______

C.20 Rev ______

y ประดิษฐ์ตวั อักษรไทย พ.ศ. 1826 = ค.ศ. 1283

y สมัยอยธุ ยา พ.ศ. 1893-2310 = ค.ศ. 1350-1767

y เสียกรุงฯ ครัง้ ท่ี 1 พ.ศ. 2112 = ค.ศ. 1569

y เสยี กรุงฯ ครงั้ ท่ี 2 พ.ศ. 2310 = ค.ศ. 1767

y สมัยธนบรุ ี พ.ศ. 2310-2325 = ค.ศ. 1767-1782

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 66 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

12. เม่อื ประเทศไทยมกี ารปฏิรปู การปกครองในทศวรรษ 2430 เกดิ เหตุการณส์ ําคญั ในข้อใด

1) การตงั้ สภาท่ีปรกึ ษาราชการ 2) การตงั้ กระทรวง

3) การต้งั เจ้าภาษีนายอากร 4) การตง้ั หอรษั ฎากรพิพฒั น์

5) การตั้งดสุ ิตธานี

พ.ศ. 2411 : ปที ี่ ร.5 ทรงข้นึ ครองราชย์
พ.ศ. 2416 : ตั้ง “หอรัษฎากรพพิ ฒั น”์
พ.ศ. 2417 : ตัง้ “สภาที่ปรกึ ษา” (สภาทป่ี รึกษาราชการแผ่นดิน, สภาทป่ี รึกษาส่วนพระองค์)
พ.ศ. 2430 : ตง้ั “กระทรวง”
พ.ศ. 2439 : ทํา “งบประมาณแผน่ ดนิ ” ครง้ั แรก

13. พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ตามภาพแสดงถงึ อิทธิพลของสถาปัตยกรรมจากประเทศใด
ตามพรลิงค์ 1) ขอม
ศรีวิชยั 2) ลงั กา
3) อนิ เดยี
4) จนี
5) เปอรเ์ ซยี

ƒ ศนู ยก์ ลางอยทู่ น่ี ครศรธี รรมราช รับและเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาเถรวาทลทั ธิลังกาวงศ์
ƒ มศี ลิ ปะเดน่ เช่น พระบรมธาตเุ จดีย์ วดั พระมหาธาตุวรมหาวิหารท่นี ครศรีธรรมราช

ƒ ศรีวชิ ยั มอี าณาเขตครอบคลมุ ภาคใต้ของไทยรวมถึงบางสว่ นของคาบสมุทรมลายู เจริญ
ดา้ นการคา้ เพราะเป็นเมอื งทา่ ริมทะเลและอยใู่ นเส้นทางการคา้ ระหวา่ งอนิ เดียกบั จีน

ƒ มศี ลิ ปะเดน่ เช่น เทวรปู พระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศวร พระบรมธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี

14. “พระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์” ในประเทศไทยประกาศใช้เป็นครั้งแรกในสมัยที่ใครเป็น
นายกรัฐมนตรี
1) พระยามโนปกรณน์ ิตธิ าดา 2) พระยาพหลพลพยหุ เสนา
3) จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม 4) จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์
5) พลเอกชาตชิ าย ชุณหะวณั

y พระยามโนปกรณน์ ติ ิธาดา : ออกพระราชบัญญตั วิ า่ ดว้ ยคอมมวิ นิสต์เปน็ ครง้ั แรก
y พระยาพหลพลพยหุ เสนา : เกดิ กบฏบวรเดช (ตุลาคม 2476), ร.7 ทรงสละราชสมบตั ิ
y จอมพล ป. พิบลู สงคราม : ออกพระราชบัญญตั วิ ่าด้วยพรรคการเมอื งเป็นครงั้ แรก
y จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ : เริ่มแผนพฒั นาเศรษฐกิจแห่งชาตฉิ บับแรก (2504-2509)
y ม.ร.ว.คกึ ฤทธิ์ ปราโมช : เป็นนายกฯ คนแรกที่เปดิ ความสัมพนั ธท์ างการทตู กับจนี
y พลเอกเปรม ติณสลู านนท์ : เริ่มนโยบายการเมอื งนาํ การทหาร, ออกคําสง่ั นายกรฐั มนตรี 66/2523
y พลเอกชาติชาย ชุณหะวณั : ใช้นโยบาย “เปล่ยี นสนามรบเป็นสนามการคา้ ” กับกลุ่มอนิ โดจนี
y พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ : เกดิ วกิ ฤตเิ ศรษฐกิจ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเม่อื 2 ก.ค. 2540

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 67 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

15. การออกแบบพระอโุ บสถจัตรุ มุขหลงั คาลดช้ันวัดเบญจมบพติ ร เป็นผลงานของผูใ้ ด
1) ศาสตราจารยศ์ ลิ ป์ พรี ะศรี
2) สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศว์ โรปการ
3) สมเด็จฯ เจ้าฟา้ กรมพระยานรศิ รานวุ ัดตวิ งศ์
4) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนทิ
5) สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานชุ ติ ชโิ นรส

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ƒ ทรงมีความสามารถด้านอักษรไทย ขอม บาลี โบราณคดี ประวัติศาสตร์
กรมพระปรมานุชติ ชิโนรส ขนบธรรมเนียมประเพณี โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์

สมเด็จพระมหาสมณเจา้ ƒ ผลงานทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น พระปฐมสมโพธิกถา ร่ายยาว
กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส มหาชาติ ลิลติ ตะเลงพา่ ย

สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ ƒ ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ ทรงเปน็ “รัตนกวีศรรี ตั นโกสนิ ทร”์
กรมพระยาเทวะวงศ์
วโรปการ ƒ ทรงมีบทบาทสําคัญด้านการศาสนา การคณะสงฆ์ การศึกษา งานพระ
นิพนธ์ โหราศาสตร์ เช่น การวางหลักสูตรการเรียนของพระสงฆ์ การ
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ จดั การศกึ ษาของชาตใิ นหัวเมอื ง และวิชาการประวัตศิ าสตรไ์ ทย
เจ้าฟ้ากรมพระยา
นริศรานุวดั ตวิ งศ์ ƒ ไดร้ บั การยกย่องวา่ เปน็ ผูว้ างรากฐานการศกึ ษาของคณะสงฆไ์ ทย

ศ.ศิลป์ พีระศรี ƒ ทรงมีบทบาทสําคัญดา้ นการต่างประเทศ การปกครอง
ƒ ทรงเป็นตัวแทนของไทยไปเจรจากับฝรั่งเศสจากเหตุการณ์วิกฤติการณ์

ร.ศ. 112

ƒ ทรงมีบทบาทสําคญั ดา้ นการปกครอง การช่างและศลิ ปะ (สถาปัตยกรรม
ดรุ ยิ างคศลิ ป์ จติ รกรรม นพิ นธเ์ พลง)

ƒ งานออกแบบพระอุโบสถทีว่ ดั เบญจมบพติ รฯ พระอโุ บสถท่วี ดั ราชาธวิ าส
ƒ งานนิพนธ์เพลง เชน่ เพลงเขมรไทรโยค เพลงมาลยั
ƒ ได้รบั ยกยอ่ งว่าทรงเป็น “นายช่างใหญแ่ ห่งกรงุ สยาม”

ƒ ทา่ นมีบทบาทสําคัญด้านศิลปะ โดยเฉพาะงานประตมิ ากรรม เช่น
- พระบรมราชานุสาวรียส์ มเดจ็ พระนเรศวรฯทสี่ ุพรรณบรุ ี
- พระบรมราชานสุ าวรียส์ มเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่
- พระบรมราชานสุ าวรยี ์รัชกาลที่ 1 ทเี่ ชิงสะพานพุทธ
- พระบรมราชานสุ าวรียร์ ชั กาลที่ 6 ทหี่ นา้ สวนลุมพนิ ี
- พระประธานท่ีพทุ ธมณฑล
- อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
(คณุ หญิงโม)
- ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 68 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

16. ข้อใดคอื ช่อื ของกลุม่ ขบวนการเสรีไทยในอังกฤษทีถ่ ูกสง่ ไปฝกึ ในประเทศศรีลงั กาและอินเดยี

1) X.O.Group 2) O.S.S 3) Force 136 4) S.I.O 5) B.O.I

ขบวนการเสรไี ทย ƒ ขบวนการเสรไี ทยก่อตั้งข้ึนเพอื่ ต่อต้านญ่ีปนุ่ ในระหวา่ งสงครามโลกครั้งที่ 2
หลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 y ในไทย ใชร้ หัสวา่ X.O.Group นาํ โดย นายปรดี ี พนมยงค์
y ใน USA ใชร้ หสั ว่า O.S.S. นําโดย ม.ร.ว.เสนยี ์ ปราโมช
y ในองั กฤษ ใช้รหัสว่า Force 136 นาํ โดย ม.จ.ศุภสวัสด์วิ งศส์ นิท สวัสดวิ ัตน์

ƒ ไทยตอ้ งยอมลงนามกับอังกฤษใน “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” โดยไทยต้อง
ส่งข้าว 1.5 ล้านตันให้อังกฤษเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและต้องคืนหัวเมือง
มลายู และรัฐฉานในพม่าให้กับองั กฤษ

17. ประกาศของทางราชการในขอ้ ใดแสดงถึงการสง่ เสรมิ ให้ประชาชนไดร้ ับสทิ ธเิ สรภี าพ และความเสมอภาคใน
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั
1) อนุญาตใหร้ าษฎรรับจ้างชาวตะวันตกได้
2) ใหใ้ ชก้ ารถวายคํานบั แทนการหมอบกราบ
3) ห้ามเอาคนในบงั คับต่างประเทศมาเป็นทาส
4) ให้เสรภี าพแกป่ ระชาชนในการนบั ถอื ศาสนา
5) ห้ามบงั คับใหส้ ตรีแต่งงานหากสตรีผนู้ ัน้ ไมเ่ ตม็ ใจ

รัชกาลที่ 4 สมัย ร.4 มีประกาศทางราชการท่ีถือว่าเป็นกฎหมายท่ีให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแก่
รชั กาลท่ี 5 ประชาชน เชน่
ƒ ใหร้ าษฎรไทยประพฤตแิ ละปฏิบตั ิต่อชาวตะวันตกในลกั ษณะเป็นมติ รไมตรตี อ่ กนั
ƒ อนญุ าตใหร้ าษฎรรับจ้างชาวตะวันตกได้
ƒ ห้ามเอาคนในบงั คบั ตา่ งประเทศมาเป็นทาส
ƒ ห้ามบังคับใหส้ ตรีแต่งงาน หากสตรีผนู้ ้ันไม่เตม็ ใจ (คมุ้ ครองสทิ ธเิ สรีภาพของสตร)ี
ƒ ใหเ้ สรีภาพแกป่ ระชาชนในการนบั ถอื ศาสนา
ƒ ให้พวกนางลาออกจากวงั ไปมีสามีขา้ งนอกได้
ƒ รัชกาลที่ 4 ทรงรว่ มดื่มนํ้าพิพัฒน์สัตยาตอ่ เจ้านาย ขนุ นางและขา้ ราชการ
ƒ อ่นื ๆ เชน่ - ฟ้ืนฟูการออกรบั ฎกี าของราษฎรเดือนละ 4 ครงั้

- สรา้ งเครือ่ งราชอิสริยาภรณข์ ึ้นเป็นคร้ังแรก
- อนุญาตใหร้ าษฎรเข้าเฝา้ เวลาเสด็จ ใหข้ ้าราชการสวมเสอื้ เขา้ เฝ้า
- หา้ มบิดา/สามี ขายบตุ ร/ภรรยา เปน็ ทาส
- สร้างถนนสายแรก (ชื่อวา่ ถนนเจริญกรงุ )
- สรา้ งเรอื กลไฟข้ึนเองเปน็ ครั้งแรก (ชอ่ื วา่ สยามอรสุมพล)

ƒ ยกเลิกประเพณีท่ีลา้ สมัย เช่น ใชก้ ารยนื เฝา้ และถวายคํานบั (แทนการหมอบกราบขณะเขา้ เฝา้ )
ƒ ยกเลิกระบบไพร่-ทาส
ƒ ปฏิรปู ด้านอน่ื ๆ เชน่ การศึกษา ตลุ าการและการศาล

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 69 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

18. การเรยี กช่ือหน่วยงานส่วนภูมิภาคว่า “จงั หวดั ” แทนคาํ วา่ “เมือง” เกดิ ขนึ้ ในรัชสมัยใด
1) รชั กาลที่ 4 2) รชั กาลท่ี 5 3) รชั กาลที่ 6 4) รัชกาลที่ 7 5) รัชกาลที่ 8

รัชกาลที่ 5 ƒ ต้งั สภาทป่ี รกึ ษา (รฐั มนตรีสภา, องคมนตรสี ภา), ตง้ั เสนาบดสี ภา
รัชกาลท่ี 6 ƒ ตงั้ หอรษั ฎากรพพิ ัฒน,์ ตงั้ กระทรวง, ทาํ งบประมาณแผน่ ดิน
ƒ ปฏริ ปู การบรหิ ารราชการแผน่ ดิน (ส่วนกลาง / สว่ นภูมิภาค / ส่วนท้องถ่ิน)
ƒ ออกกฎหมายลกั ษณะอาญา ร.ศ.127, ต้ังกระทรวงยตุ ธิ รรม

ƒ รวมมณฑลเป็น “ภาค” เปลย่ี นเมอื งเป็น “จงั หวัด”
ƒ ตัง้ ดสุ ิตธานี (ดุสิตธานี = เทศบาล, นคราภิบาล = นายกเทศมนตรีในปัจจบุ นั )
ƒ ปลูกฝงั อดุ มการณ์ชาตนิ ิยม (ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ )์
ƒ ให้เสรภี าพแกห่ นงั สือพิมพใ์ นการแสดงความคดิ เห็น
ƒ ประกาศใช้ พ.ร.บ.สญั ชาต,ิ พ.ร.บ.โรงเรยี นราษฎร, พ.ร.บ.การศึกษาภาคบงั คับ 2464
ƒ ประกาศใช้ “ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย”์ เปน็ ครั้งแรก

19. ชาวจนี ทเี่ ดนิ ทางเข้ามาคา้ ขายในสมัยอยธุ ยาและต้นรตั นโกสินทร์ต้องอยูภ่ ายใตก้ ารดูแลของหนว่ ยงานใด

1) กรมคลัง 2) กรมเวยี ง 3) กรมทา่ ขวา

4) กรมท่าซา้ ย 5) กรมพระคลังสินคา้

กรมท่า y กรมท่าซ้าย : ดูแลการค้าสําเภากับดินแดนทางตะวันออก เช่น จีน ญ่ีปุ่น เกาะชวา เกาะ
กรมสรุ สั วดี ฟลิ ิปปิน มโี ชฎึกราชเศรษฐเี ป็นเจ้ากรม

y กรมท่าขวา : ดแู ลการคา้ สาํ เภากับดินแดนทางตะวันตก เช่น อินเดีย ศรีลังกา รัฐอาหรับ
เปอร์เซีย มจี ฬุ าราชมนตรีเปน็ เจา้ กรม

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ตั้ง “กรมพระสุรัสวดี” ทําสารบัญชีจดทะเบียนและเกณฑ์ไพร่พล
(บญั ชีหางว่าว) เพ่อื ควบคมุ จาํ นวนไพร่พลในสังกัดของมูลนายและขุนนาง

20. ปีมะเมียจุลศักราช 1184 ปี เจ้าเมืองเบงกอลฝ่ายอังกฤษแต่งให้การฝัดนําเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
ขอทําสญั ญาพระราชไมตรี เหตุการณน์ ้ตี รงกบั ข้อใด
1) พ.ศ. 2364 2) พ.ศ. 2365 3) พ.ศ. 2366 4) พ.ศ. 2367 5) พ.ศ. 2368

ม.ศ. « 621 = พ.ศ. พ.ศ. − 621 = ม.ศ. ปี พ.ศ. 2560 ตรงกับ
จ.ศ. « 1181 = พ.ศ. พ.ศ. − 1181 = จ.ศ. y ม.ศ. _______
ร.ศ. « 2324 = พ.ศ. พ.ศ. − 2324 = ร.ศ. y จ.ศ. _______
ค.ศ. « 543 = พ.ศ. พ.ศ. − 543 = ค.ศ. y ร.ศ. _______
ฮ.ศ. « 1122 = พ.ศ. พ.ศ. − 1122 = ฮ.ศ. y ค.ศ. _______
y ฮ.ศ. _______

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 70 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

เฉลย

ศาสนา

1. f 2. e 3. c 4. e 5. g 6. c 7. c 8. f 9. f 10.g
11. e 12. c 13. e 14. d 15.c 16.f 17. g 18.g 19.e 20.c

หนา ท่พี ลเมอื งฯ

1. d 2. g 3. g 4. e 5. c 6. g 7. c 8. e 9. g 10.g
11. e 12. c 13. c 14. f 15.g 16.d 17. c 18.f 19.c 20.e

ภูมิศาสตร

1. d 2. f 3. d 4. d 5. c 6. c 7. g 8. g 9. d 10.c
11. e 12. e 13. e 14. f 15.f 16.d 17. c 18.f 19.g 20.c

เศรษฐศาสตร

1. c 2. c 3. d 4. e 5. f 6. f 7. e 8. d 9. e 10.c
11. f 12. f 13. g 14. d 15.d 16.c 17. c 18.c 19.e 20.c

ประวตั ศิ าสตร

1. f 2. g 3. g 4. f 5. c 6. c 7. g 8. e 9. f 10.c
11. e 12. d 13. d 14. c 15.e 16.e 17. d 18.e 19.f 20.d

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 71 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

มาตราสาํ คัญในรฐั ธรรมนูญฯ 2560

ประวัติความเปน็ มารัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2560 (ฉบบั ท่ี 20) เป็นผลมาจากคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ

(คสช.) นําโดย พลเอก ประยทุ ธ์ จันทร์โอชา ทําการปฏิวัตยิ ดึ อํานาจเม่ือวันท่ี 22 พฤษภาคม 2557 ได้กําหนดไว้
ในรัฐธรรมนญู ฉบบั ช่วั คราว 2557 (ฉบับที่ 19) กาํ หนดให้มี “สภาปฏิรปู แห่งชาต”ิ สมาชิกจํานวน 250 คน
ใหส้ ภาปฏริ ูปแห่งชาตแิ ต่งตั้ง “คณะกรรมาธกิ ารรา่ งรัฐธรรมนูญ” คณะหนึ่งจาํ นวน 36 คน และเมอ่ื ยกร่าง
รัฐธรรมนญู เสรจ็ แล้วใหน้ าํ เสนอ เม่ือพิจารณาแล้วให้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดใหม้ กี ารออกเสยี งประชามติ
ซง่ึ จดั ทาํ ขึ้นเมื่อวันท่ี 7 สงิ หาคม 2559 ปรากฏว่าประชาชนเหน็ ดว้ ย 61.35% จากนัน้ ประธานสภานิติบัญญัตแิ หง่ ชาติ
นําร่างรัฐธรรมนญู ขน้ึ ทลู เกลา้ ฯ และเมอื่ ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซง่ึ ประกาศใช้
เป็นรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมอ่ื วันที่ 6 เมษายน 2560 จาํ นวน 279 มาตรา.

องค์ประกอบของรฐั สภา
ตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่ 20 นี้ รฐั สภามี 2 สภา ประกอบด้วย วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

สภาผูแ้ ทนราษฎร ƒ มีสมาชกิ จาํ นวน 500 คน แบง่ เป็น
วฒุ ิสภา y 350 คน มาจากการเลอื กตัง้ แบบแบง่ เขตเลือกตง้ั
คณะรัฐมนตรี y 150 คน มาจากบัญชีรายชอื่ พรรคการเมือง

ƒ อยใู่ นตาํ แหน่งคราวละ 4 ปี

ƒ มสี มาชิกจํานวน 200 คน มาจากการเลือกตัง้ กนั เองของบคุ คลซง่ึ มคี วามรู้ ความ
เชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชพี ลักษณะหรือประโยชนร์ ่วมกนั หรือทาํ งาน หรือเคย
ทํางานด้านตา่ งๆ ทีห่ ลากหลายของสังคม

ƒ อยู่ในตาํ แหน่งคราวละ 5 ปี

ƒ ประกอบดว้ ยนายกรฐั มนตรแี ละรฐั มนตรอี น่ื อกี ไม่เกิน 35 คน มหี นา้ ทบ่ี รหิ ารราชการ
แผ่นดินตามหลกั ความรับผิดชอบรว่ มกัน

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
องค์กรอิสระตามรฐั ธรรมนญู ฯ ฉบบั ที่ 20 เป็นองคก์ รทจี่ ัดตัง้ ขนึ้ ให้มคี วามเป็นอิสระในการปฏบิ ัติหนา้ ท่ี

ให้เปน็ ไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย (มาตรา 215 วรรคหนง่ึ ) โดยบัญญัตไิ วใ้ นหมวดที่ 12 องคก์ รอิสระ
อันไดแ้ ก่

1. คณะกรรมการการเลอื กตั้ง
2. ผู้ตรวจการแผน่ ดนิ
3. คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ
4. คณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ
5. คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 72 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

การนิรโทษกรรม
มาตรา 279 บรรดาประกาศ คาํ สง่ั และการกระทําของคณะรัฐมนตรคี วามสงบแห่งชาติหรอื ของหัวหน้า

คณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติทใี่ ช้บงั คบั อยู่ในวันกอ่ นวนั ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญน้ีหรอื ทจี่ ะออกใช้บงั คบั ตอ่ ไป
ตามมาตรา 265 วรรคสอง ไมว่ า่ เป็นประกาศ คําส่งั หรือการกระทาํ ที่มีผลใชบ้ ังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนติ -ิ
บัญญัติ ทางบริหาร หรอื ทางตลุ าการ ให้ประกาศ คําส่งั การกระทาํ ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คาํ สง่ั หรอื
การกระทาํ น้นั เปน็ ประกาศ คาํ สงั่ การกระทํา หรือการปฏบิ ัติทชี่ อบด้วยรัฐธรรมนญู น้ีและกฎหมาย และมผี ลใช้
บงั คบั โดยชอบดว้ ยรัฐธรรมนญู นต้ี ่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพ่ิมเตมิ ประกาศหรอื คาํ ส่งั ดังกลา่ ว ให้กระทาํ เป็น
พระราชบญั ญตั ิ เว้นแตป่ ระกาศหรือคําสง่ั ที่มลี ักษณะเปน็ การใช้อํานาจทางบรหิ าร การยกเลกิ หรอื แก้ไขเพิ่มเติม
ให้กระทําโดยคําสัง่ นายกรัฐมนตรีหรอื มตคิ ณะรัฐมนตรี แลว้ แตก่ รณี

บรรดาการใดๆ ท่ไี ดร้ บั รองไว้ในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่วั คราว) พุทธศกั ราช 2557
ซ่งึ แก้ไขเพิ่มเติมโดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พุทธศกั ราช 2557 แก้ไขเพิ่มเตมิ
(ฉบับท่ี 1) พุทธศกั ราช 2558 และรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช 2557
แกไ้ ขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พทุ ธศกั ราช 2559 วา่ เปน็ การชอบดว้ ยรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย รวมทัง้ การกระทาํ
ทีเ่ ก่ยี วเน่อื งกบั กรณดี งั กล่าว ใหถ้ ือวา่ การนนั้ และการกระทํานนั้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย

หมวด 1 บทท่ัวไป
(มาตรา 1 ประเทศไทยแบ่งแยกมิได้)

มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจกั รอนั หนึ่งอนั เดยี ว จะแบ่งแยกมไิ ด้
(มาตรา 2 การปกครองของประเทศไทย)

มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
(มาตรา 3 อํานาจอธิปไตย พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข อาํ นาจหน้าทีข่ องรฐั สภา องค์กรตามรฐั ธรรมนญู )

มาตรา 3 อํานาจอธปิ ไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ์ผู้ทรงเปน็ ประมขุ ทรงใชอ้ ํานาจนน้ั
ทางรัฐสภา คณะรฐั มนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหง่ รัฐธรรมนูญ

รฐั สภา คณะรฐั มนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรฐั ตอ้ งปฏิบัติหนา้ ทีใ่ ห้เป็นไปตาม
รฐั ธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนติ ธิ รรม เพอื่ ประโยชนส์ ่วนรวมของประเทศชาตแิ ละความผาสกุ ของประชาชน
โดยรวม
(มาตรา 4 ค้มุ ครองศกั ดศ์ิ รีความเป็นมนษุ ย์)

มาตรา 4 ศกั ดิศ์ รคี วามเป็นมนษุ ย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลยอ่ มได้รบั ความค้มุ ครอง
ปวงชนชาวไทยยอ่ มไดร้ บั ความค้มุ ครองตามรฐั ธรรมนญู เสมอกนั
(มาตรา 5 รัฐธรรมนญู เป็นกฎหมายสงู สดุ ของประเทศ)
มาตรา 5 รฐั ธรรมนูญเป็นกฎหมายสงู สดุ ของประเทศ บทบัญญัตใิ ดของกฎหมาย กฎหรือบงั คับ หรอื
การกระทาํ ใด ขดั หรอื แย้งต่อรฐั ธรรมนูญ บทบญั ญตั ิหรอื การกระทาํ นัน้ เป็นอันใช้บงั คบั มไิ ด้
เมอื่ ไม่มบี ทบญั ญัตแิ ห่งรฐั ธรรมนูญน้ีบังคบั แก่กรณีใด ให้กระทาํ การน้นั หรือวนิ ิจฉยั กรณีนั้นไปตาม
ประเพณกี ารปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 73 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)

หมวด 2 พระมหากษตั ริย์
(มาตรา 6 พระมหากษัติย์ทรงเปน็ ทีเ่ คารพสกั การะ)

มาตรา 6 องคพ์ ระมหากษตั รยิ ท์ รงดํารงอยู่ในฐานะอันเปน็ ท่ีเคารพ สกั การะ ผูใ้ ดจะละเมิดมิได้
ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริยใ์ นทางใดๆ มไิ ด้
(มาตรา 7 พระมหากษัตรยิ ก์ ับศาสนา)
มาตรา 7 พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ พทุ ธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
(มาตรา 8 พระมหากษตั รยิ ์กบั กองทพั ไทย)
มาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงดาํ รงตําแหนง่ จอมทัพไทย
(มาตรา 10 ประธานองคมนตรี และคณะองคมนตรี)
มาตรา 10 พระมหากษัตริยท์ รงเลอื ก และทรงแต่งตั้งผู้ทรงคณุ วฒุ ิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและ
องคมนตรอี ่นื อีกไมเ่ กนิ สบิ แปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี
คณะองคมนตรีมหี นา้ ทีถ่ วายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงท่ีพระมหากษัตริย์
ทรงปรึกษา และมีหนา้ ทอ่ี นื่ ตามท่ีบญั ญัติไวใ้ นรัฐธรรมนูญ
(มาตรา 11 การแต่งตัง้ และพ้นตาํ แหน่งประธานองคมนตรแี ละองคมนตร)ี
มาตรา 11 การเลอื กและแต่งตงั้ องคมนตรีหรอื การใหอ้ งคมนตรพี ้นจากตาํ แหนง่ ใหเ้ ปน็ ไปตามพระราช-
อธั ยาศัย
ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งต้ังประธานองคมนตรีหรือให้ประธาน
องคมนตรพี ้นจากตาํ แหนง่
ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งต้ังองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรี
อ่นื พ้นจากตําแหนง่

หมวด 3 สทิ ธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

(มาตรา 25 การคุ้มครองสิทธเิ สรีภาพของประชาชน)

มาตรา 25 สทิ ธิและเสรภี าพของปวงชนชาวไทย นอกจากท่ีบัญญัตคิ มุ้ ครองไวเ้ ปน็ การเฉพาะใน

รัฐธรรมนญู แลว้ การใดทมี่ ไิ ด้ห้ามหรอื จํากดั ไว้ในรัฐธรรมนญู หรือในกฎหมายอ่ืน บุคคลยอ่ มมีสิทธแิ ละเสรภี าพ

ทจี่ ะทาํ การนั้นได้และได้รบั ความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเทา่ ท่ีการใช้สิทธิหรือเสรภี าพเช่นวา่ นนั้

ไมก่ ระทบกระเทอื นหรอื เป็นอนั ตรายตอ่ ความม่นั คงของรฐั ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชน

และไมล่ ะเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอนื่

สทิ ธหิ รือเสรีภาพใดทรี่ ฐั ธรรมนญู ให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ หรอื ให้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์และ

วธิ ีการทกี่ ฎหมายบัญญัติ แมย้ ังไม่มีการตรากฎหมายนน้ั ขน้ึ ใชบ้ งั คับ บุคคลหรอื ชุมชนย่อมสามารถใชส้ ิทธหิ รอื

เสรภี าพน้ันไดต้ ามเจตนารมณข์ องรัฐธรรมนญู

บุคคลซึ่งถกู ละเมิดสิทธหิ รอื เสรีภาพทไ่ี ด้รบั ความคมุ้ ครองตามรฐั ธรรมนูญ สามารถยกบทบญั ญตั ิแห่ง-

รัฐธรรมนูญเพอื่ ใช้สิทธทิ างศาลหรือยกขน้ึ เป็นข้อตอ่ สคู้ ดีในศาลได้

บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทําความผิดอาญาของ

บคุ คลอน่ื ยอ่ มมสี ิทธทิ ่จี ะได้รับการเยยี วยาหรือช่วยเหลอื จากรัฐตามท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ

สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 74 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

(มาตรา 31 สิทธิในการนบั ถือศาสนา)
มาตรา 31 บคุ คลย่อมมีเสรภี าพบริบูรณ์ในการถอื ศาสนาและย่อมมีเสรภี าพในการปฏบิ ัติหรือประกอบ

พิธีกรรมตามหลกั ศาสนาของตน แตต่ อ้ งไม่เปน็ ปฏปิ ักษ์ต่อหน้าทีข่ องปวงชนชาวไทย ไมเ่ ป็นอนั ตรายต่อความ
ปลอดภัยของรฐั และไมข่ ัดตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชน
(มาตรา 39 การเนรเทศ การห้ามเข้าประเทศไทย การถอนสญั ชาติไทย)

มาตรา 39 การเนรเทศบคุ คลสญั ชาตไิ ทยออกนอกราชอาณาจกั ร หรือหา้ มมใิ ห้ผู้มสี ัญชาติไทยเข้ามาใน
ราชอาณาจักร จะกระทํามิได้

การถอนสัญชาติของบุคคลซึง่ มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ จะกระทาํ มิได้
(มาตรา 44 เสรภี าพในการชมุ นมุ )

มาตรา 44 บุคคลยอ่ มมเี สรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึง่ จะกระทาํ มิได้ เว้นแต่โดยอาศยั อาํ นาจตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมายท่ี
ตราข้ึนเพอ่ื รกั ษาความมน่ั คงของรัฐ ความปลอดภยั สาธารณะ ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน หรือเพ่อื ค้มุ ครองสิทธหิ รอื เสรภี าพของบคุ คลอืน่
(มาตรา 49 หา้ มใชส้ ิทธลิ ม้ ล้างการปกครองประชาธปิ ไตย)
มาตรา 49 บุคคลจะใชส้ ิทธหิ รือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์
ทรงเป็นประมุขมไิ ด้
ผ้ใู ดทราบว่ามกี ารกระทาํ ตามวรรคหนึง่ ย่อมมีสิทธริ อ้ งต่ออัยการสูงสดุ เพอื่ รอ้ งขอใหศ้ าลรัฐธรรมนูญ
วินจิ ฉยั สัง่ การให้เลกิ การกระทําดังกลา่ วได้
ในกรณที ่อี ยั การสูงสดุ มคี ําสงั่ ไม่รบั ดําเนินการตามที่ร้องขอ หรอื ไม่ดาํ เนนิ การภายในสิบหา้ วนั นบั แตว่ นั ท่ี
ไดร้ บั คาํ รอ้ งขอ ผู้รอ้ งขอจะยื่นคาํ รอ้ งโดยตรงต่อศาลรฐั ธรรมนูญก็ได้
การดําเนินการตามมาตราน้ีไมก่ ระทบตอ่ การดําเนนิ คดอี าญาตอ่ ผูก้ ระทําตามวรรคหน่งึ

หมวด 4 หน้าท่ีของปวงชนชาวไทย
(มาตรา 50 หน้าท่ีของชาวไทย)

มาตรา 50 บคุ คลมีหน้าที่ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) พิทักษ์รักษาไวซ้ ง่ึ ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ
(2) ป้องกนั ประเทศ พิทักษร์ ักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดิน
รวมท้ังใหค้ วามรว่ มมือในการปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภยั
(3) ปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายอย่างเคร่งครดั
(4) เขา้ รับการศกึ ษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
(5) รบั ราชการทหารตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
(6) เคารพและไม่ละเมดิ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอ่ืน และไม่กระทําการใดท่ีอาจก่อให้เกดิ ความ
แตกแยกหรอื เกลียดชงั ในสงั คม

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 75 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

(7) ไปใช้สิทธิเลือกต้ังหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็น
สําคญั

(8) รว่ มมือและสนับสนุนการอนรุ ักษแ์ ละคุ้มครองสิ่งแวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวฒั นธรรม

(9) เสียภาษีอากรตามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
(10) ไมร่ ว่ มมอื หรือสนับสนุนการทจุ ริตและประพฤตมิ ิชอบทุกรูปแบบ

หมวด 5 หน้าท่ขี องรัฐ

(มาตรา 54 รัฐตอ้ งดําเนินการใหป้ ระชาชนได้รับการศกึ ษา)

มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รบั การศกึ ษาเป็นเวลาสิบสองปี ต้ังแตก่ ่อนวยั เรียนจนจบ

การศึกษาภาคบงั คับอย่างมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ กบ็ คา่ ใช้จ่าย

รัฐต้องดาํ เนินการให้เดก็ เล็กไดร้ บั การดูแลและพัฒนาก่อนเขา้ รับการศึกษาตามวรรคหน่ึง เพื่อพัฒนา

ร่างกาย จิตใจ วนิ ัย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญาให้สมกบั วยั โดยสง่ เสริมและสนบั สนุนใหอ้ งคก์ รปกครองส่วน

ทอ้ งถ่ินและภาคเอกชนเขา้ มสี ่วนร่วมในการดาํ เนินการดว้ ย

รฐั ต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รบั การศกึ ษาตามความตอ้ งการในระบบต่างๆ รวมทงั้ ส่งเสรมิ ให้มีการ

เรยี นรูต้ ลอดชีวติ และจัดให้มกี ารร่วมมือกันระหว่างรฐั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ และภาคเอกชนในการจดั

การศึกษาทกุ ระดับ โดยรัฐมหี นา้ ที่ดําเนินการ กาํ กบั สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ให้การจัดการศกึ ษาดังกลา่ ว

มีคณุ ภาพและได้มาตรฐานสากล ทัง้ นี้ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการศึกษาแหง่ ชาติ ซงึ่ อย่างน้อยตอ้ งมีบทบญั ญตั ิ

เกย่ี วกบั การจดั ทําแผนการศึกษาแหง่ ชาติ และการดาํ เนนิ การและตรวจสอบการดําเนินการใหเ้ ปน็ ไปตาม

แผนการศึกษาแหง่ ชาตดิ ้วย

การศกึ ษาทงั้ ปวงตอ้ งม่งุ พัฒนาผู้เรียนให้เปน็ คนดี มวี นิ ัย ภมู ใิ จในชาติ สามารถเชยี่ วชาญได้ตาม

ความถนดั ของตน และมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อครอบครวั ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ

ในการดําเนินการให้เดก็ เลก็ ได้รบั การดแู ลและพัฒนาตามวรรคสอง หรือใหป้ ระชาชนได้รับการศกึ ษาตาม

วรรคสาม รัฐตอ้ งดาํ เนนิ การให้ผูข้ าดแคลนทนุ ทรพั ยไ์ ดร้ บั การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนดั

ของตน

ใหจ้ ดั ตง้ั กองทนุ เพ่อื ใช้ในการช่วยเหลอื ผขู้ าดแคลนทนุ ทรพั ย์ เพือ่ ลดความเหล่อื มล้ําในการศึกษาและ

เพอ่ื เสรมิ สร้างและพฒั นาคุณภาพและประสทิ ธิภาพครู โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณใหแ้ กก่ องทุนหรือใช้มาตรการ

หรือกลไกทางภาษี รวมทัง้ การใหผ้ ูบ้ ริจาคทรัพยส์ นิ เข้ากองทุนไดร้ บั ประโยชนใ์ นการลดหยอ่ นภาษดี ้วย ทง้ั นี้

ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซง่ึ กฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยตอ้ งกาํ หนดให้การบริหารจัดการกองทนุ เป็นอสิ ระและ

กําหนดให้มกี ารใชจ้ ่ายเงินกองทนุ เพือ่ บรรลวุ ัตถปุ ระสงคด์ ังกลา่ ว

สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 76 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

หมวด 6 แนวนโยบายแหง่ รัฐ
(มาตรา 65 รัฐตอ้ งจดั ใหม้ ยี ทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาชาต)ิ

มาตรา 65 รฐั พงึ จัดให้มยี ทุ ธศาสตรช์ าตเิ ป็นเปา้ หมายการพัฒนาประเทศอย่างยัง่ ยืนตามหลักธรรมา-
ภิบาลเพ่อื ใช้เป็นกรอบในการจดั ทาํ แผนต่างๆ ใหส้ อดคลอ้ งและบรู ณาการกันเพอ่ื ให้เกดิ เปน็ พลงั ผลักดนั รว่ มกัน
ไปสูเ่ ป้าหมายดงั กล่าว

การจดั ทํา การกําหนดเปา้ หมาย ระยะเวลาทจ่ี ะบรรลเุ ป้าหมาย และสาระท่พี งึ มใี นยทุ ธศาสตร์ชาตใิ ห้
เปน็ ไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารท่ีกฎหมายบัญญัติ ทั้งน้ี กฎหมายดงั กลา่ วต้องมีบทบญั ญัติเก่ียวกับการมสี ว่ น
รว่ มและการรับฟังความคดิ เหน็ ของประชาชนทุกภาคส่วนอยา่ งทัว่ ถึงดว้ ย

ยุทธศาสตรช์ าติ เมือ่ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคบั ได้
(มาตรา 67 รัฐตอ้ งอุปถัมภค์ ุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอนื่ )

มาตรา 67 รัฐพึงอปุ ถัมภ์และคุม้ ครองพระพทุ ธศาสนาและศาสนาอ่ืน
ในการอปุ ถัมภแ์ ละค้มุ ครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาท่ีประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน
รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการ
พฒั นาจติ ใจและปัญญา และตอ้ งมมี าตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทําลายพระพุทธศาสนาไม่ว่า
ในรูปแบบใด และพึงส่งเสรมิ ให้พทุ ธศาสนกิ ชนมสี ว่ นร่วมในการดําเนนิ มาตรการหรอื กลไกดังกลา่ วด้วย

หมวด 7 รัฐสภา
(มาตรา 79 ส่วนประกอบของรฐั สภา)

มาตรา 79 รฐั สภาประกอบดว้ ยสภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ ิสภา
รฐั สภาจะประชุมร่วมกนั หรือแยกกนั ยอ่ มเป็นไปตามบทบญั ญัติแห่งรฐั ธรรมนญู
บคุ คลจะเปน็ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภุ าในขณะเดยี วกนั มิได้
(มาตรา 80 ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและประธานวฒุ ิสภา)
มาตรา 80 ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ประธานรัฐสภา ประธานวฒุ ิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา
ในกรณที ไ่ี ม่มปี ระธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานสภาผูแ้ ทนราษฎรไมอ่ ยู่หรอื ไม่สามารถปฏบิ ัติ
หน้าทีป่ ระธานรฐั สภาได้ ให้ประธานวฒุ สิ ภาทาํ หนา้ ที่ประธานรฐั สภาแทน
ในระหวา่ งที่ประธานวุฒสิ ภาตอ้ งทําหน้าทปี่ ระธานรฐั สภาตามวรรคสอง แตไ่ ม่มีประธานวุฒิสภา และ
เปน็ กรณีท่ีเกิดขึน้ ในระหว่างไม่มสี ภาผแู้ ทนราษฎร ใหร้ องประธานวุฒิสภาทําหน้าทปี่ ระธานรัฐสภา ถ้าไม่มีรอง
ประธานวฒุ สิ ภา ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอายมุ ากท่สี ดุ ในขณะน้ันทําหน้าทีป่ ระธานรฐั สภาและใหด้ าํ เนนิ การเลอื ก
ประธานวฒุ สิ ภาโดยเรว็
ประธานรัฐสภามีหนา้ ท่ีและอํานาจตามรัฐธรรมนญู และดําเนินกิจการของรัฐสภา ในกรณีประชมุ รว่ มกนั
ให้เป็นไปตามข้อบงั คับ
ประธานรัฐสภาและผ้ทู ําหนา้ ทีแ่ ทนประธานรฐั สภาต้องวางตนเปน็ กลางในการปฏิบตั ิหนา้ ที่
รองประธานรฐั สภามหี นา้ ท่ีและอาํ นาจตามรฐั ธรรมนญู และตามทปี่ ระธานรฐั สภามอบหมาย

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 77 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 82 ศาลรฐั ธรรมนูญวินจิ ฉยั การสิ้นสุดสมาชกิ ภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วุฒิสภา)
มาตรา 82 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ สิ ภา จํานวนไมน่ อ้ ยกว่าหน่งึ ในสบิ ของจํานวนสมาชกิ

ทั้งหมดเท่าทมี่ ีอย่ขู องแตล่ ะสภา มีสทิ ธิเขา้ ชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาทต่ี นเปน็ สมาชิก วา่ สมาชิกภาพของ
สมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสน้ิ สดุ ลงตามมาตรา 101 (3) (5) (6) (7) (8) (9) (10) หรอื (12) หรือมาตรา 111
(3) (4) (5) หรอื (7) แลว้ แต่กรณี และใหป้ ระธานแห่งสภาทไี่ ด้รับคํารอ้ ง สง่ คาํ รอ้ งนั้นไปยังศาลรฐั ธรรมนญู
เพ่ือวนิ จิ ฉยั วา่ สมาชกิ ภาพของสมาชกิ ผนู้ ้ันส้ินสดุ ลงหรอื ไม่

เมื่อได้รับเร่ืองไว้พิจารณา หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาล
รัฐธรรมนูญมีคําส่ังให้สมาชิกผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยและเมื่อศาล
รัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแห่งสภาที่ได้รับคํารองตาม
วรรคหน่ึง ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้น้ันพ้นจาก
ตําแหนง่ นับแตว่ ันทีห่ ยดุ ปฏิบัตหิ น้าที่ แตไ่ มก่ ระทบต่อกิจการที่ผู้นน้ั ได้กระทาํ ไปกอ่ นพ้นจากตาํ แหนง่

มิให้นบั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒสิ ภาซ่งึ หยดุ ปฏิบัติหน้าทีต่ ามวรรคสอง เป็นจาํ นวน
สมาชิกทัง้ หมดเท่าที่มอี ยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒสิ ภา

ในกรณที ่คี ณะกรรมการการเลือกตั้งเหน็ ว่าสมาชกิ ภาพของสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
คนใดคนหน่ึงมเี หตสุ ้นิ สุดลงตามวรรคหนงึ่ ให้ส่งเรอื่ งไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญเพอื่ วินจิ ฉยั ตามวรรคหนึง่ ไดด้ ว้ ย
(มาตรา 83 สว่ นประกอบของสภาผู้แทนราษฎร)

มาตรา 83 สภาผแู้ ทนราษฎรประกอบดว้ ยสมาชกิ จํานวนห้าร้อยคน ดงั น้ี
(1) สมาชิกซ่งึ มาจากการเลือกตั้งแบบแบง่ เขตเลอื กต้ัง จํานวนสามร้อยห้าสบิ คน
(2) สมาชิกซง่ึ มาจากบัญชีรายช่ือของพรรคการเมือง จํานวนร้อยห้าสบิ คน
ในกรณที ต่ี ําแหนง่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรวา่ งลงไมว่ า่ ด้วยเหตุใด และยังไม่มีการเลือกต้ังหรือประกาศ
ชอ่ื สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรขนึ้ แทนตาํ แหน่งทวี่ า่ ง ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร
เทา่ ทม่ี อี ยู่
ในกรณีมเี หตใุ ดๆ ทที่ ําให้สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรแบบบญั ชีรายช่อื จาํ นวนไมถ่ ึงหนึ่งรอ้ ยหา้ สิบคน ให้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชรี ายชื่อประกอบดว้ ยสมาชิกเทา่ ทีม่ อี ยู่
(มาตรา 85 วธิ กี ารเลือกต้งั สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร)
มาตรา 85 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลอื กตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตง้ั ใหใ้ ชว้ ธิ ีออกเสยี ง
ลงคะแนนโดยตรงและลบั โดยใหแ้ ต่ละเขตเลือกต้งั มีสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนงึ่ คนและผู้มสี ทิ ธิ
เลือกตงั้ มีสิทธอิ อกเสียงลงคะแนนเลอื กต้งั ไดค้ นละหนง่ึ คะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผสู้ มัครรับเลอื กต้ังผใู้ ด
หรือจะลงคะแนนไม่เลอื กผู้ใดเลยก็ได้
ให้ผู้สมัครรับเลือกต้ังซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับ
เลือกตง้ั
หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไขในการสมัครรบั เลอื กตัง้ การออกเสยี งลงคะแนน การนบั คะแนน การรวม
คะแนน การประกาศผลการเลือกต้งั และการอนื่ ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ให้เปน็ ไปตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ
วา่ ด้วยการเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร โดยกฎหมายดงั กลา่ วจะกําหนดใหผ้ ้สู มัครรบั เลอื กตง้ั ย่นื หลกั ฐาน
แสดงการเสียภาษเี งินไดป้ ระกอบการสมัครรับเลอื กตง้ั ดว้ ยกไ็ ด้

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 78 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

ให้คะแนนกรรมการการเลอื กตง้ั ประกาศผลการเลอื กต้งั เมื่อตรวจสอบเบ้ืองตน้ แลว้ มเี หตุอนั ควรเช่อื วา่
ผลการเลือกต้งั เป็นไปโดยสุจริตและเทย่ี งธรรม และมจี าํ นวนไมน่ ้อยกว่ารอ้ ยละเกา้ สิบหา้ ของเขตเลือกต้งั
ท้ังหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตงั้ ต้องตรวจสอบเบ้ืองตน้ และประกาศผลการเลอื กต้งั ใหแ้ ลว้ เสรจ็ โดยเรว็
แตต่ อ้ งไม่ชา้ กวา่ หกสิบวันนับแตว่ นั เลือกต้งั ทั้งนี้ การประกาศผลดงั กลา่ วไม่เป็นการตดั หนา้ ทแ่ี ละอํานาจของ
คณะกรรมการการเลือกตั้งทจ่ี ะดาํ เนนิ การสืบสวน ไต่สวน หรอื วินิจฉัยกรณีมีเหตอุ นั ควรสงสัยวา่ มีการกระทาํ
การทจุ รติ ในการเลอื กต้ัง หรือการเลือกตั้งไมเ่ ปน็ โดยสุจรติ หรือเทย่ี งธรรม ไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลอื กตง้ั
แลว้ หรือไม่กต็ าม
(มาตรา 88 พรรคการเมืองต้องแจง้ รายชื่อบุคคลท่ีจะดํารงตาํ แหน่งนายกรฐั มนตร)ี

มาตรา 88 ในการเลอื กต้ังทว่ั ไป ใหพ้ รรคการเมืองท่ีสง่ ผ้สู มัครรับเลอื กตง้ั แจง้ รายช่อื บคุ คลซง่ึ พรรค
การเมืองนน้ั มีมติว่าจะเสนอให้สภาผแู้ ทนราษฎรเพื่อพจิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบแตง่ ต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน
สามรายช่อื ต่อคณะกรรมการการเลอื กต้ังก่อนปิดการรับสมัครรบั เลอื กต้ัง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศรายชื่อบุคคลดงั กลา่ วให้ประชาชนทราบ และใหน้ ําความในมาตรา 87 วรรคสองมาใช้บังคบั โดยอนโุ ลม

พรรคการเมืองจะไมเ่ สนอรายช่อื บุคคลตามวรรคหน่ึงก็ได้
(มาตรา 95 คุณสมบตั ขิ องผูม้ ีสิทธเิ ลือกตงั้ ผมู้ สี ิทธิเลือกตง้ั ไม่ใชส่ ทิ ธเิ ลอื กตั้ง)

มาตรา 95 บุคคลผู้มคี ุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี เปน็ ผ้มู สี ิทธิเลือกตัง้
(1) มีสญั ชาตไิ ทย แตบ่ ุคคลผ้มู ีสญั ชาตไิ ทยโดยการแปลงสญั ชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแลว้ ไมน่ ้อยกวา่
ห้าปี
(2) มีอายุไมต่ ่ํากว่าสิบแปดปีในวนั เลอื กตั้ง
(3) มชี ือ่ อย่ใู นทะเบียนบา้ นในเขตเลอื กตงั้ มาแล้วไมน่ อ้ ยกวา่ เก้าสิบวนั นับถึงวันเลือกตัง้
ผู้มสี ทิ ธเิ ลอื กตง้ั ซง่ึ อยนู่ อกเขตเลือกตัง้ ทีต่ นมชี ือ่ อยูใ่ นทะเบียนบ้าน หรอื มชี ื่ออยใู่ นทะเบียนบา้ นในเขต
เลอื กต้ังเป็นเวลานอ้ ยกว่าเกา้ สิบวนั นับถงึ วนั เลือกตง้ั หรือมีถิ่นทอ่ี ยนู่ อกราชอาณาจกั รจะขอลงทะเบยี นเพือ่
ออกเสียงลงคะแนนเลือกต้ังนอกเขตเลอื กตง้ั ณ สถานที่ และตามวันเวลา วธิ กี าร และเง่ือนไขท่ีบญั ญัติไว้ใน
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรกไ็ ด้
ผมู้ ีสิทธิเลือกตง้ั ซง่ึ ไมไ่ ปใช้สิทธเิ ลอื กต้งั โดยมไิ ดแ้ จง้ เหตอุ ันสมควรตามพระราชบญั ญตั ิประกอบ
รฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการเลือกต้งั สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร อาจถูกจาํ กดั สทิ ธบิ างประการตามที่กฎหมายบญั ญัติ
(มาตรา 96 บุคคลต้องห้ามมิใหใ้ ช้สิทธิเลอื กตงั้ )
มาตรา 96 บคุ คลผู้มลี กั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้ในวันเลอื กตั้ง เป็นบุคคลต้องหา้ มมใิ หใ้ ช้สิทธเิ ลอื กต้งั
(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนกั บวช
(2) อยูใ่ นระหวา่ งถูกเพกิ ถอนสทิ ธเิ ลอื กตั้งไมว่ ่าคดนี นั้ จะถงึ ท่ีสดุ แลว้ หรอื ไม่
(3) ต้องคุมขงั อยูโ่ ดยหมายของศาลหรือโดยคาํ ส่งั ท่ชี อบดว้ ยกฎหมาย
(4) วิกลจริตหรอื จติ ฟั่นเฟอื นไม่สมประกอบ

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 79 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 97 คุณสมบัติของผ้สู มคั รรับเลือกตั้ง)
มาตรา 97 บคุ คลผู้มคี ณุ สมบัติดงั ต่อไปน้ี เป็นผูม้ ีสทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กต้ังเปน็ สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร
(1) สัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ
(2) มีอายุไมต่ า่ํ กว่ายส่ี บิ หา้ ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมอื งใดพรรคการเมอื งหน่ึงแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่

น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีท่ีมีการเลือกต้ังท่ัวไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลาเก้าสิบวัน
ดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสบิ วัน

(4) ผูส้ มัครรับเลอื กตั้งแบบแบง่ เขตเลือกตั้ง ต้องมีลกั ษณะอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ดงั ต่อไปนีด้ ว้ ย
(ก) มชี ื่ออยูใ่ นทะเบียนบ้านในจงั หวัดทส่ี มัครรบั เลือกตัง้ มาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี

นบั ถึงวนั สมัครรับเลือกต้งั
(ข) เป็นบุคคลซงึ่ เกดิ ในจังหวัดทีส่ มัครรบั เลือกตงั้
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาท่ีตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า

ห้าปกี ารศกึ ษา
(ง) เคยรบั ราชการหรอื ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีในหนว่ ยงานของรัฐ หรือเคยมชี อื่ อยใู่ นทะเบียนบา้ นใน

จงั หวัดทส่ี มัครรบั เลือกตงั้ แลว้ แตก่ รณี เป็นเวลาติดต่อกนั ไม่นอ้ ยกว่าห้าปี
(มาตรา 98 บคุ คลหา้ มใช้สิทธิสมคั รรับเลือกต้งั เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร)

มาตรา 98 บุคคลผูม้ ีลักษณะดงั ต่อไปนี้ เป็นบคุ คลต้องหา้ มมิให้ใช้สิทธิสมัครรบั เลอื กตั้งเป็น
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร

(1) ติดยาเสพติดให้โทษ
(2) เป็นบุคคลลม้ ละลายหรือเคยเปน็ บคุ คลลม้ ละลายทจุ ริต
(3) เปน็ เจา้ ของหรอื ผ้ถู อื หุน้ ในกจิ การหนงั สือพมิ พ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
(4) เป็นบคุ คลผูม้ ลี ักษณะตอ้ งห้ามมใิ หใ้ ชส้ ทิ ธเิ ลือกตั้งตามมาตรา 96 (1)(2)หรอื (4)
(5) อยรู่ ะหวา่ งถกู ระงบั การใช้สทิ ธิสมัครรับเลอื กตั้งเป็นการช่วั คราวหรือถูกเพกิ ถอนสิทธสิ มคั รรับ
เลือกต้งั
(6) ตอ้ งคาํ พพิ ากษาให้จาํ คุกและถูกคมุ ขังอยโู่ ดยหมายของศาล
(7) เคยได้รบั โทษจาํ คกุ โดยได้พ้นโทษมายงั ไมถ่ งึ สบิ ปีนบั ถึงวันเลอื กตงั้ เวน้ แตใ่ นความผิดอันไดก้ ระทาํ
โดยประมาทหรอื ความผิดลหโุ ทษ
(8) เคยถูกสัง่ ใหพ้ ้นจากราชการ หน่วยงานของรฐั หรือรัฐวิสาหกจิ เพราะทจุ รติ ต่อหนา้ ท่ีหรอื ถอื วา่
กระทาํ การทุจรติ หรือประพฤติมชิ อบในวงราชการ
(9) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําส่ังของศาลอันถึงท่ีสุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวย
ผิดปกติ หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุกเพราะกระทําความผิดกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทจุ รติ

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 80 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

(10) เคยตอ้ งคาํ พพิ ากษาอันถึงทส่ี ดุ ว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตําแหน่งหน้าท่ี
ในการยตุ ธิ รรม หรอื กระทาํ ความผดิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือความผดิ เกยี่ วกบั ทรพั ยท์ ีก่ ระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาความผดิ ตามกฎหมายวา่ ด้วยการก้ยู มื
เงินท่ีเป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า
กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การค้ามนุษย์ หรือกฎหมายวา่ ดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการฟอกเงนิ ในความผิดฐานฟอกเงิน

(11) เคยต้องคําพิพากษาอนั ถึงทส่ี ดุ วา่ กระทาํ การอนั เป็นการทุจรติ ในการเลือกตั้ง
(12) เป็นข้าราชการซึง่ มีตาํ แหนง่ หรือเงนิ เดอื นประจํานอกจากขา้ ราชการการเมือง
(13) เป็นสมาชกิ สภาท้องถ่นิ หรอื ผู้บริหารท้องถิน่
(14) เป็นสมาชกิ วุฒสิ ภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒสิ ภาและสมาชกิ ภาพส้ินสดุ ลงยงั ไม่เกินสองปี
(15) เป็นพนกั งานหรือลกู จ้างของหนว่ ยงานราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รัฐวสิ าหกจิ หรือเป็น
เจา้ หน้าที่อนื่ ของรฐั
(16) เป็นตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู หรอื ผูด้ ํารงตาํ แหน่งในองคก์ รอสิ ระ
(17) อยใู่ นระหว่างตอ้ งห้ามมใิ ห้ดํารงตาํ แหนง่ ทางการเมอื ง
(18) เคยพน้ จากตาํ แหนง่ เพราะเหตตุ ามมาตรา 144 หรือมาตรา 235 วรรคสาม
(มาตรา 99 อายุของสภาผแู้ ทนราษฎร ห้ามควบรวมพรรคการเมือง)
มาตรา 99 อายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรมีกําหนดคราวละสี่ปนี บั แตว่ ันเลอื กตง้ั
ในระหวา่ งอายุของสภาผูแ้ ทนราษฎร จะมกี ารควบรวมพรรคการเมอื งที่มีสมาชิกเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทน-
ราษฎรมิได้
(มาตรา 102 พระราชกฤษฎีกาเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร)
มาตรา 102 เมือ่ อายขุ องสภาผ้แู ทนราษฎรส้ินสุดลง พระมหากษตั ริย์จะไดท้ รงตราพระราชกฤษฎกี าให้มี
การเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรใหม่ เปน็ การเลอื กต้ังทั่วไปภายในสส่ี บิ ห้าวนั นบั แตว่ นั ที่สภาผแู้ ทนราษฎร
สิน้ อายุ
การเลอื กตง้ั ตามวรรคหน่งึ ต้องเปน็ วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามท่คี ณะกรรมการเลือกต้งั ประกาศ
กําหนดในราชกิจจานเุ บกษา
(มาตรา 103 การยบุ สภาผผแู้ ทนราษฎร)
มาตรา 103 พระมหากษัตริย์ทรงไวซ้ งึ่ พระราชอํานาจท่ีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพ่อื ให้มีการเลือกตัง้
สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตงั้ ทัว่ ไป
การยบุ สภาผู้แทนราษฎรใหก้ ระทาํ โดยพระราชกฤษฎกี า และให้กระทาํ ไดเ้ พยี งครัง้ เดียวในเหตกุ ารณ์
เดียวกัน
ภายในห้าวันนับแตว่ ันทีพ่ ระราชกฤษฎีกาตามวรรคหน่ึงใชบ้ ังคับ ใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประกาศ
กาํ หนดวนั เลอื กตัง้ ทว่ั ไปในราชกจิ จานุเบกษา ซึง่ ต้องไม่น้อยกว่าสสี่ ิบหา้ วนั แตไ่ มเ่ กินหกสิบวนั นับแต่วนั ท่ี
พระราชกฤษฎกี าดังกลา่ วใชบ้ งั คบั วนั เลือกต้ังนั้นตอ้ งกําหนดเป็นวันเดยี วกันทว่ั ราชอาณาจักร

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 81 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

(มาตรา 106 ผู้นาํ ฝ่ายค้านในสภาผแู้ ทนราษฎร)
มาตรา 106 ภายหลงั ท่ีคณะรัฐมนตรเี ข้าบรหิ ารราชการแผ่นดนิ แล้ว พระมหากษตั ริยจ์ ะทรงแตง่ ตงั้

สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรผู้เปน็ หวั หนา้ พรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรท่มี จี ํานวนสมาชกิ มากท่ีสุด และ
สมาชิกมไิ ดด้ ํารงตําแหนง่ รัฐมนตรี ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร หรือรองประธานสภาผ้แู ทนราษฎรเป็นผนู้ าํ ฝ่าย
คา้ นในสภาผู้แทนราษฎร

ในกรณที ีพ่ รรคการเมืองตามวรรคหนงึ่ มีสมาชกิ เท่ากนั ใหใ้ ช้วธิ ีจับสลาก
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งต้ังผู้นําฝ่ายค้านในสภา-
ผูแ้ ทนราษฎร
(มาตรา 107 สว่ นประกอบของวุฒสิ ภา)
มาตรา 107 วุฒสิ ภาประกอบดว้ ยสมาชิกจาํ นวนสองร้อยคน ซึง่ มาจากการเลอื กกนั เองของบคุ คลซึ่งมี
ความรู้ ความเชีย่ วชาญ ประสบการณ์ อาชพี ลักษณะ หรือประโยชนร์ ว่ มกัน หรือทาํ งาน หรือเคยทาํ งานดา้ น
ตา่ งๆ ทหี่ ลากหลายของสงั คม โดยในการแบ่งกลมุ่ ต้องแบง่ ในลักษณะที่ทําให้ประชาชนซึ่งมสี ิทธิสมคั รรบั เลอื ก
ทุกคนสามารถอยู่ในกลมุ่ ใดกลุ่มหน่งึ ได้
การแบ่งกลมุ่ จํานวนกลมุ่ และคุณสมบัตขิ องบุคคลในแตล่ ะกลุ่ม การสมคั รและรบั สมัครหลกั เกณฑ์และ
วธิ กี ารเลือกกันเอง การได้รับเลอื ก จํานวนสมาชกิ วุฒสิ ภาทจี่ ะพงึ มีจากแตล่ ะกลมุ่ การขึน้ บัญชสี ํารอง การเล่อื น
บุคคลจากบญั ชสี าํ รองขึ้นดาํ รงตําแหน่งแทน และมาตรการอ่ืนใดท่จี าํ เปน็ เพ่อื ใหก้ ารเลือกกันเองเป็นไปโดย
สจุ ริตและเท่ียงธรรม ให้เปน็ ไปตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการไดม้ าซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา และ
เพอ่ื ประโยชนใ์ นการดําเนนิ การใหก้ ารเลือกดงั กล่าวเปน็ ไปโดยสุจรติ และเที่ยงธรรม จะกาํ หนดมิใหผ้ ้สู มคั รในแต่
ละกลุ่มเลือกบคุ คลในกลุ่มเดยี วกัน หรอื จะกําหนดใหม้ กี ารคัดกรองผูส้ มคั รรับเลอื กดว้ ยวธิ ีการอน่ื ใดที่ผสู้ มัครรบั
เลือกมีส่วนร่วมในการคดั กรองก็ได้
การดาํ เนินการตามวรรคสอง ให้ดาํ เนินการต้งั แตร่ ะดบั อําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ เพอื่ ให้
สมาชกิ วุฒสิ ภาเปน็ ผแู้ ทนปวงชนชาวไทยในระดับประเทศ
ในกรณีที่ตําแหนง่ สมาชิกวุฒสิ ภามจี ํานวนไม่ครบตามวรรคหน่ึง ไม่ว่าเพราะเหตตุ ําแหน่งวา่ งลงหรอื ดว้ ย
เหตุอ่ืนใดอันมใิ ช่เพราะเหตุถึงคราวออกตามอายุของวฒุ สิ ภา และไม่มีรายชือ่ บคุ คลทสี่ าํ รองไวเ้ หลอื อยใู่ หว้ ฒุ ิสภา
ประกอบด้วยสมาชิกวฒุ สิ ภาเท่าทม่ี อี ยู่ แตใ่ นกรณีที่มสี มาชิกวฒุ สิ ภาเหลอื อยไู่ มถ่ ึงกงึ่ หน่ึงของจํานวนสมาชิก
วฒุ สิ ภาทง้ั หมดและอายุของวุฒสิ ภาเหลืออยเู่ กินหนึ่งปี ให้ดําเนินการเลือกสมาชกิ วุฒิสภาข้ึนแทนภายในหกสบิ
วันนับแตว่ นั ทีว่ ฒุ ิสภามีสมาชกิ เหลืออยูไ่ ม่ถงึ ก่งึ หนงึ่ ในกรณเี ช่นว่านี้ ใหผ้ ้ไู ดร้ ับเลอื กดงั กลา่ วอยใู่ นตําแหน่งได้
เพียงเท่าอายขุ องวฒุ สิ ภาทีเ่ หลืออยู่
การเลือกสมาชิกวุฒสิ ภาใหต้ ราเปน็ พระราชกฤษฎีกา และภายในหา้ วันนบั แตว่ นั ที่พระราชกฤษฎกี ามีผล
ใช้บังคบั ใหค้ ณะกรรมการการเลือกต้ังกาํ หนดวนั เร่ิมดําเนินการเพือ่ เลือกไมช่ ้ากวา่ สามสิบวันนบั แตว่ ันทพ่ี ระราช-
กฤษฎกี าดงั กล่าวมผี ลใช้บงั คับ การกาํ หนดดงั กลา่ วใหป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา และให้นําความในมาตรา 104
มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 82 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

(มาตรา 108 คณุ สมบตั ิของสมาชิกวุฒสิ ภา)
มาตรา 108 สมาชิกวฒุ ิสภาต้องมคี ณุ สมบัติและไม่มีลักษณะตอ้ งห้าม ดงั ตอ่ ไปน้ี
ก. คุณสมบตั ิ
(1) มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไมต่ ่ํากว่าส่ีสิบปใี นวันสมัครรับเลอื ก
(3) มคี วามรู้ ความเช่ียวชาญ และประสบการณ์ หรอื ทํางานในด้านทสี่ มัครไม่น้อยกว่าสบิ ปี หรอื

เป็นผมู้ ลี กั ษณะตามหลกั เกณฑ์และเงื่อนไขที่บญั ญัตไิ วใ้ นพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยการได้มา
ซึง่ สมาชิกวุฒิสภา

(4) เกดิ มชี ือ่ อยใู่ นทะเบยี นบา้ น ทํางาน หรอื มีความเกีย่ วพนั กับพนื้ ท่ที ่ีสมัครตามหลักเกณฑ์และ
เงอ่ื นไขทีบ่ ัญญตั ิไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการไดม้ าซ่ึงสมาชกิ วุฒสิ ภา

ข. ลักษณะตอ้ งห้าม
(1) เปน็ บคุ คลตอ้ งห้ามมใิ ห้ใช้สทิ ธิสมคั รรับเลอื กตง้ั ตามมาตรา 98 (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7)

(8) (9) (10) (11) (15) (16) (17) หรือ (18)
(2) เป็นข้าราชการ
(3) เปน็ หรือเคยเปน็ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร

มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่าห้าปี นบั ถึงวันสมัครรับเลอื ก
(4) เปน็ สมาชกิ พรรคการเมือง
(5) เปน็ หรือเคยเป็นผดู้ าํ รงตาํ แหน่งใดในพรรคการเมอื ง เว้นแตไ่ ดพ้ น้ จากการดาํ รงตําแหน่งใน

พรรคการเมอื งมาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ หา้ ปี นับถึงวนั สมคั รรบั เลือก
(6) เปน็ หรือเคยเปน็ รฐั มนตรี เวน้ แตไ่ ดพ้ ้นจากการเปน็ รฐั มนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนบั ถึงวัน

สมคั รรับเลอื ก
(7) เปน็ หรอื เคยเปน็ สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ หรือผูบ้ รหิ ารท้องถน่ิ เว้นแตไ่ ด้พน้ จากการเปน็ สมาชิกสภา

ท้องถ่ินหรอื ผ้บู รหิ ารท้องถ่นิ มาแลว้ ไมน่ ้อยกวา่ หา้ ปนี ับถงึ วนั สมัครรับเลอื ก
(8) เป็นบุพการี คูส่ มรส หรอื บุตรของผูด้ ํารงตําแหนง่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา

ขา้ ราชการการเมอื ง สมาชิกสภาท้องถ่ิน หรือผ้บู รหิ ารทอ้ งถนิ่ ผสู้ มัครรบั เลอื กเป็นสมาชิกวฒุ สิ ภาในคราว
เดียวกันหรือผูด้ ํารงตําแหนง่ ในศาลรัฐธรรมนูญหรือในองคก์ รอสิ ระ

(9) เคยดาํ รงตาํ แหน่งสมาชิกวฒุ สภาตามรัฐธรรมนญู นี้
(มาตรา 109 อายุของวุฒิสภา)

มาตรา 109 อายุของวุฒิสภามกี าํ หนดคราวละหา้ ปนี บั แต่วันประกาศผลการเลือก
สมาชกิ ภาพของสมาชิกวฒุ ิสภาเริ่มตัง้ แต่วันทีค่ ณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประกาศผลการเลือก
เมอ่ื อายุของวฒุ สิ ภาสนิ้ สดุ ลง ให้สมาชกิ วุฒิสภาอยู่ในตาํ แหน่งเพอ่ื ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ตี ่อไปจนกวา่ จะมีสมาชิก
วุฒิสภาขึ้นใหม่

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 83 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)

(มาตรา 112 หา้ มผูเ้ คยเป็นสมาชกิ วุฒสิ ภาดาํ รงตําแหน่งทางการเมอื ง)
มาตรา 112 บคุ คลผเู้ คยดํารงตําแหนง่ สมาชกิ วุฒิสภาและสมาชิกภาพส้นิ สุดลงมาแลว้ ยงั ไมเ่ กนิ สองปี

จะเป็นรฐั มนตรีหรอื ผูด้ ํารงตําแหน่งทางการเมอื งมิได้ เว้นแต่เปน็ สมาชกิ สภาท้องถ่ินหรอื ผบู้ ริหารท้องถ่ิน
(มาตรา 131 ผูม้ อี าํ นาจเสนอร่างพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ)

มาตรา 131 รา่ งพระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยคณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ
(1) คณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎกี า ศาลรฐั ธรรมนูญหรือองค์กรอิสระท่ีเกี่ยวขอ้ ง
(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของ
สภาผแู้ ทนราษฎร
(มาตรา 133 การเสนอร่างพระราชบญั ญัต)ิ
มาตรา 133 รา่ งพระราชบญั ญัติใหเ้ สนอตอ่ สภาผู้แทนราษฎรกอ่ น และจะเสนอไดก้ ็แต่โดย
(1) คณะรัฐมนตรี
(2) สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรจํานวนไมน่ อ้ ยกว่าย่ีสิบคน
(3) ผู้มสี ทิ ธเิ ลือกต้ังจํานวนไม่น้อยกวา่ หนึง่ หมื่นคนเขา้ ชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สทิ ธแิ ละ
เสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรอื หมวด 5 หน้าทีข่ องรฐั ทง้ั นี้ ตามกฎหมายวา่ ด้วยการเข้าชอ่ื เสนอกฎหมาย
ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญตั ซิ ึ่งมีผูเ้ สนอตาม (2) หรือ (3) เป็นรา่ งพระราชบัญญตั ิเกยี่ วด้วยการเงินจะ
เสนอไดก้ ็ต่อเม่อื มีคํารบั รองของนายกรัฐมนตรี
(มาตรา 136 วฒุ สิ ภาพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ทิ ่ีสภาผผแู้ ทนราษฎรเสนอมา)
มาตรา 136 เมือ่ สภาผ้แู ทนราษฎรได้พจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตแิ ละลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภา-
ผู้แทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบญั ญตั นิ ้นั ตอ่ วฒุ ิสภา วุฒิสภาต้องพิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิทเ่ี สนอมานั้นให้
เสร็จภายในหกสบิ วนั แต่ถา้ ร่างพระราชบัญญตั ิน้นั เป็นร่างพระราชบญั ญตั ิเกย่ี วดว้ ยการเงินต้องพิจารณาใหเ้ สร็จ
ภายในสามสบิ วัน ทั้งน้ี เว้นแตว่ ุฒสิ ภาจะไดล้ งมติให้ขยายเวลาออกไปเปน็ กรณพี เิ ศษซึ่งตอ้ งไมเ่ กนิ สามสบิ วัน
กําหนดวนั ดังกล่าวใหห้ มายถงึ วันในสมัยประชมุ และให้เร่มิ นบั แตว่ นั ที่รา่ งพระราชบัญญตั นิ ั้นมาถึงวุฒสิ ภา
ระยะเวลาในวรรคหน่งึ ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยูใ่ นระหวา่ งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตาม
มาตรา 139
ถ้าวฒุ ิสภาพจิ ารณาร่างพระราชบัญญัตไิ ม่เสรจ็ ภายในกาํ หนดเวลาตามวรรคหนง่ึ ใหถ้ อื ว่าวฒุ ิสภาได้ให้
ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญตั นิ ั้น
ในกรณที ี่สภาผแู้ ทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกีย่ วดว้ ยการเงนิ ไปยังวุฒิสภา ให้ประธานสภา-
ผูแ้ ทนราษฎรแจง้ ให้วฒุ สิ ภาทราบและให้ถือเปน็ เดด็ ขาด หากมิไดแ้ จ้ง ให้ถอื ว่าร่างพระราชบัญญตั ินนั้ ไม่เป็นรา่ ง
พระราชบญั ญัติเกี่ยวดว้ ยการเงิน
(มาตรา 145 ร่างพระราชบญั ญัติทีร่ ฐั สภาเห็นชอบแล้ว)
มาตรา 145 ร่างพระราชบญั ญัตทิ ่ไี ดร้ บั ความเห็นชอบของรฐั สภาแลว้ ใหน้ ายกรฐั มนตรีรอไว้ห้าวันนบั
แตว่ นั ทไ่ี ด้รับรา่ งพระราชบญั ญัตินน้ั จากรฐั สภา ถ้าไม่มีกรณีตอ้ งดําเนนิ การตามมาตรา 148 ให้นาํ ขน้ึ ทลู เกลา้ -
ทลู กระหม่อนถวายภายในยีส่ ิบวันนับแตว่ นั พน้ กาํ หนดเวลาดังกลา่ ว

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 84 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29

(มาตรา 146 รา่ งพระราชบัญญัตทิ ่พี ระมหากษตั รยิ ์ไม่ทรงเหน็ ชอบดว้ ยฯ)
มาตรา 146 ร่างพระราชบัญญัตใิ ด พระมหากษตั รยิ ์ไมท่ รงเหน็ ชอบดว้ ยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา

หรือเม่ือพ้นเก้าสิบวนั แล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามี
มตยิ นื ยนั ตามเดิมดว้ ยคะแนนเสียงไมน่ อ้ ยกวา่ สองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่หรือทั้งสองสภา
แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัตินั้นข้ึนทูลเกล้าทูลถวายอีกคร้ังหน่ึง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรง
ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราช-
กจิ จานเุ บกษาใช้บงั คับเปน็ กฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตรยิ ์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
(มาตรา 151 เปดิ อภิปรายไม่ไวว้ างใจรัฐบาลหรอื รฐั มนตร)ี

มาตรา 151 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกวา่ หนงึ่ ในหา้ ของจํานวนสมาชิกทัง้ หมดเท่าทมี่ ีอยขู่ อง
สภาผแู้ ทนราษฎร มสี ิทธิเข้าชอ่ื เสนอญัตตขิ อเปิดอภปิ รายท่ัวไปเพอ่ื ลงมตไิ มไ่ ว้วางใจรฐั มนตรเี ป็นรายบคุ คลหรอื
ทัง้ คณะ

เม่ือได้มกี ารเสนอญตั ติตามวรรคหน่งึ แล้ว จะมีการยบุ สภาผแู้ ทนราษฎรมไิ ด้ เวน้ แต่จะมกี ารถอนญตั ติ
หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสยี งตามวรรคส่ี

เมื่อการอภปิ รายทั่วไปส้นิ สุดลง โดยมิใชด่ ว้ ยมตใิ หผ้ า่ นระเบียบวาระเปิดอภปิ รายน้ันไป ใหส้ ภาผู้แทนราษฎร
ลงมติไว้วางใจหรือไมไ่ วว้ างใจ การลงมตใิ นกรณีเชน่ ว่าน้ีมิใหก้ ระทําวนั เดยี วกบั วันทีก่ ารอภปิ รายสน้ิ สดุ ลง

มติไม่ไวว้ างใจตอ้ งมีคะแนนเสียงมากกวา่ กง่ึ หน่ึงของจาํ นวนสมาชกิ ทั้งหมดเท่าทมี่ ีอยูข่ องสภาผแู้ ทนราษฎร
รัฐมนตรคี นใดพ้นจากตาํ แหน่งเดิมแต่ยงั คงเปน็ รฐั มนตรีในตาํ แหนง่ อ่นื ภายหลังจากวันที่สมาชิกสภาผู้แทน-
ราษฎรเข้าช่อื ตามวรรคหนึ่ง หรือพ้นจากตําแหน่งเดิมไม่เกินเก้าสิบวันก่อนวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าช่ือ
ตามวรรคหนึ่ง แต่ยังคงเป็นรัฐมนตรีในตําแหน่งอื่น ให้รัฐมนตรีคนนั้นยังคงต้องถูกอภิปรายเพื่อลงมติไม่
ไวว้ างใจต่อไป
(มาตรา 152 เปิดอภิปรายคณะรัฐมนตรีเพ่ือซักถามขอ้ เทจ็ จริง)
มาตรา 152 สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรจาํ นวนไม่นอ้ ยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชทิ ง้ั หมดเท่าที่มอี ยู่
ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชือ่ กนั เพ่อื เสนอญตั ติขอเปดิ อภปิ รายท่ัวไปเพือ่ ซักถามขอ้ เท็จจริงหรือเสนอแนะ
ปัญหาตอ่ คณะรฐั มนตรี โดยไมม่ ีการลงมติกไ็ ด้
(มาตรา 153 สมาชิกวุฒสิ ภาขอเปิดอภิปรายคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกบั การบรหิ ราราชการแผน่ ดนิ )
มาตรา 153 สมาชกิ วฒุ ิสภาจํานวนไมน่ อ้ ยกว่าหน่งึ ในสามของจํานวนสมาชิกทง้ั หมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ อง
วฒุ สิ ภา มสี ทิ ธิเขา้ ชอ่ื ขอเปดิ อภิปรายทว่ั ไปในวุฒสิ ภาเพอ่ื ให้คณะรฐั มนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรอื ชี้แจงปญั หา
สาํ คญั เกย่ี วกับบรหิ ารราชการแผ่นดนิ โดยไมม่ กี ารลงมติ

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 85 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 156 กรณีรฐั สภาประชุมรว่ มกัน)
มาตรา 156 ในกรณีตอ่ ไปนี้ ใหร้ ัฐสภาประชมุ ร่วมกนั
(1) การใหค้ วามเห็นชอบในการแต่งตง้ั ผูส้ ําเรจ็ ราชการแทนพระองคต์ ามมาตรา 17
(2) การปฏญิ าณตนของผสู้ าํ เร็จราชการแทนพระองคต์ ่อรัฐสภาตามมาตรา 19
(3) การรบั ทราบการแกไ้ ขเพิม่ เตมิ กฎมณเฑยี รบาลว่าดว้ ยการสืบราชสันตติวงศพ์ ระพุทธศักราช 2467

ตามมาตรา 20
(4) การรบั ทราบหรือใหค้ วามเหน็ ชอบในการสืบราชสมบัติตามมาตรา 21
(5) การใหค้ วามเหน็ ชอบในการปิดสมัยประชมุ มาตรา 121
(6) การเปิดประชุมรฐั สภาตามมาตรา 122
(7) การพจิ ารณาร่างพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู ตามมาตรา 132
(8) การปรึกษารา่ งพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู หรอื รา่ งพระราชบญั ญัตใิ หม่ตามมาตรา 146
(9) การพิจารณาใหค้ วามเหน็ ชอบตามมาตรา 143
(10) การเปดิ อภปิ รายทวั่ ไปตามมาตรา 155 และมาตรา 165
(11) การตราข้อบังคบั การประชมุ รัฐสภาตามมาตรา 157
(12) การแถลงนโยบายตามมาตรา 162
(13) การใหค้ วามเหน็ ชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา 177
(14) การรบั ฟังคาํ ชแี้ จงและการใหค้ วามเหน็ ชอบหนังสอื สัญญาตามมาตรา 178
(15) การแก้ไขเพิ่มเตมิ รัฐธรรมนญู ตามมาตรา 256

หมวด 8 คณะรฐั มนตรี
(มาตรา 158 การแตง่ ต้งั นายกรฐั มนตรี และคณะรัฐมนตร)ี

มาตรา 158 พระมหากษัตรยิ ์ทรงแตง่ ต้ังนายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรอี ่นื อีกไม่เกนิ สามสบิ หา้ คน
ประกอบเปน็ คณะรัฐมนตรี มีหนา้ ที่บรหิ ารราชการแผนดินตามหลกั ความรับผิดชอบรว่ มกนั

นายกรัฐมนตรีต้องแตง่ ต้ังจากบคุ คลซึง่ สภาผู้แทนราษฎรใหค้ วามเห็นชอบตามมาตรา 159
ใหป้ ระธานสภาผ้แู ทนราษฎรเป็นผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการแตง่ ต้ังนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีจะดาํ รงตําแหนง่ รวมกันแล้วเกนิ แปดปีมิได้ ทง้ั นี้ ไมว่ ่าจะเป็นการดํารงตําแหนง่
ตดิ ตอ่ กนั หรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างท่อี ยู่ปฏิบัตหิ นา้ ท่ีตอ่ ไปหลงั พ้นจากตาํ แหนง่
(มาตรา 159 สภาผแู้ ทนราษฎรเห็นชอบการแต่งตั้งนายกรัฐมนตร)ี
มาตรา 159 ใหส้ ภาผู้แทนราษฎรพจิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบบุคคลซง่ึ สมควรไดร้ บั แต่งตง้ั เปน็ นายก-
รัฐมนตรจี ากบุคคลซึง่ มีคณุ สมบัตแิ ละไมม่ ีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา 160 และเป็นผู้มชี อื่ อยใู่ นบัญชรี ายชอ่ื
ทพี่ รรคการเมอื งแจ้งไวต้ ามมาตรา 88 เฉพาะจากบัญชีรายชือ่ ของพรรคการเมืองทม่ี ีสมาชกิ ไดร้ บั เลอื กเปน็
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละหา้ ของจํานวนสมาชิกทัง้ หมดเท่าทมี่ อี ยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
การเสนอชือ่ ตามวรรคหนึ่งตอ้ งมสี มาชกิ รับรองไม่น้อยกวา่ หนึง่ ในสิบของจํานวนสมาชกิ ทัง้ หมดเท่าท่ีมี
อยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
มตขิ องสภาผู้แทนราษฎรที่เหน็ ชอบการแตง่ ตงั้ บุคคลใดใหเ้ ป็นนายกรัฐมนตรี ตอ้ งกระทําโดยการลงคะแนน
โดยเปดิ เผย และมคี ะแนนเสยี งมากกวา่ กง่ึ หนึง่ ของจาํ นวนสมาชิกทัง้ หมดเทา่ ทม่ี ีอยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 86 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29

(มาตรา 160 คณุ สมบัติของรฐั มนตร)ี
มาตรา 160 รฐั มนตรีต้อง
(1) มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไมต่ า่ํ กวา่ สามสบิ ห้าปี
(3) สําเรจ็ การศกึ ษาไม่ตํากวา่ ปริญญาตรีหรอื เทียบเทา่
(4) มีความซื่อสตั ย์สจุ ริตเป็นท่ีประจักษ์
(5) ไม่มีพฤติกรรมอันเปน็ การฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ งรา้ ยแรง
(6) ไมม่ ลี ักษณะต้องหา้ มตามมาตรา 98
(7) ไม่เปน็ ผู้ตอ้ งคําพพิ ากษาให้จาํ คกุ แม้คดนี ้ันจะยงั ไมถ่ งึ ทส่ี ดุ หรอื มกี ารรอการลงโทษเว้นแตใ่ น

ความผิดอนั ได้กระทาํ โดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรอื ความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท
(8) ไม่เป็นผู้เคยพน้ จากตาํ แหนง่ เพราะเหตุกระทาํ การอันเปน็ การต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือ มาตรา

187 มาแลว้ ยงั ไมถ่ งึ สองปนี บั ถงึ วนั แต่งตัง้
(มาตรา 166 คณะรฐั มนตรขี อให้ออกเสยี งประชามต)ิ

มาตรา 166 ในกรณีทมี่ ีเหตอุ นั สมควร คณะรฐั มนตรีจะขอใหม้ ีการออกเสียงประชามติในเร่อื งใดอันมิใช่
เรอื่ งที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเร่ืองทเี่ กยี่ วกับตัวบคุ คลหรอื คณะบคุ คลใดกไ็ ด้ ท้ังนต้ี ามท่กี ฎหมายบญั ญตั ิ
(มาตรา 167 เหตุท่ีคณะรฐั มนตรีต้องพน้ จากตาํ แหน่ง)

มาตรา 167 รฐั มนตรที ัง้ คณะพ้นจากตําแหน่ง เม่อื
(1) ความเปน็ รฐั มนตรขี องนายกรฐั มนตรีสิ้นสดุ ลงตามมาตรา 170
(2) อายุสภาผแู้ ทนราษฎรสิน้ สุดลงหรือมีการยบุ สภาผู้แทนราษฎร
(3) คณะรฐั มนตรีลาออก
(4) พน้ จากตําแหน่งเพราะเหตตุ ามมาตรา 144
เม่ือรฐั มนตรีทงั้ คณะพน้ จากตําแหนง่ ตาม (1) (3) หรอื (4) ให้ดําเนินการเพื่อให้มคี ณะรฐั มนตรีขนึ้ ใหม่
ตามมาตรา 158 และมาตรา 159
(มาตรา 172 การตราพระราชกําหนด)
มาตรา 172 ในกรณเี พื่อประโยชน์ในอันทีจ่ ะรกั ษาความปลอดภยั ของประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ
ความมนั่ คงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรอื ปอ้ งปดั ภยั พบิ ตั สิ าธารณะ พระมหากษัตริยจ์ ะทรงตราพระราช
กาํ หนดใหใ้ ช้บงั คบั เชน่ พระราชบญั ญตั กิ ไ็ ด้
การตราพระราชกาํ หนดตามวรรคหนงึ่ ใหก้ ระทาํ ได้เฉพาะเมอ่ื คณะรัฐมนตรเี ห็นวา่ เป็นกรณฉี ุกเฉินทีม่ ี
ความจาํ เป็นรบี ด่วนอนั มิอาจจะหลีกเล่ียงได้
ในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดย
ไม่ชักช้า ถ้าอยู่นอกสมัยประชุมและการรอการเปิดสมัยประชุมสามัญจะเป็นการชักช้า คณะรัฐมนตรีต้อง
ดําเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพ่ือพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนดโดยเร็ว
ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎรยืนยัน
การอนุมัติด้วยคะแนนเสียไม่มากกว่ากึ่งหน่ึงของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้
พระราชกําหนดนั้นตกไป แต่ท้ังน้ีไม่กระทบตอ่ กจิ การทีไ่ ดเ้ ปน็ ไปในระหว่างทีใ่ ชพ้ ระราชกําหนดน้ัน

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 87 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

หากพระราชกําหนดตามวรรคหนึง่ มผี ลเป็นการแก้ไขเพ่ิมเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดและ
พระราชกาํ หนดนนั้ ต้องตกไปตามวรรคสาม ให้บทบญั ญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขเพ่ิมเติมหรือยกเลิก
มีผลใช้บงั คบั ตอ่ ไปนับแตว่ นั ทีก่ ารไมอ่ นมุ ัติพระราชกําหนดนัน้ มีผล

ถา้ สภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ ิสภาอนมุ ัตพิ ระราชกาํ หนดนั้น หรือถา้ วุฒสิ ภาไม่อนุมตั แิ ละสภาผูแ้ ทนราษฎร
ยืนยันการอนุมตั ิด้วยคะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหน่งึ ของจํานวนสมาชกิ ท้ังหมดเท่าทม่ี ีอยขู่ องสภาผู้แทนราษฎร ให้
พระราชกาํ หนดน้ันมผี ลใช้บังคบั เป็นพระราชบัญญัติตอ่ ไป

การอนุมตั ิหรอื ไมอ่ นุมัตพิ ระราชกาํ หนด ใหน้ ายกรฐั มนตรปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาในกรณไี มอ่ นุมัติ
ใหม้ ีผลตง้ั แตว่ ันถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

การพจิ ารณาพระราชกาํ หนดของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒสิ ภา และการยืนยนั การอนุมัติพระราช
กําหนด จะตอ้ งกระทาํ ในโอกาสแรกท่มี กี ารประชมุ สภานัน้ ๆ

หมวด 9 การขดั กันแหง่ ผลประโยชน์
(มาตรา 184 ขอ้ หา้ มขัดกนั แห่งผลประโยชนข์ องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภา)

มาตรา 184 สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชิกวุฒิสภาตอ้ ง
(1) ไมด่ าํ รงตําแหนง่ หรอื หน้าทใี่ ดในหนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐหรอื รัฐวิสาหกจิ หรอื ตาํ แหน่ง
สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ หรือผู้บรหิ ารท้องถ่ิน
(2) ไมร่ บั หรือแทรกแซงหรอื กา้ วก่ายการเข้ารบั สมั ปทานจากรฐั หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรัฐ หรือ
รฐั วสิ าหกจิ หรอื เข้าเป็นคสู่ ัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรฐั หรอื รัฐวสิ าหกจิ อนั มลี ักษณะเปน็ การ
ผกู ขาดตดั ตอน หรอื เป็นหุ้นส่วนหรอื ผูถ้ อื หุน้ ในหา้ งหุ่นส่วนหรือบริษทั ทีร่ ับสมั ปทานหรอื เขา้ เป็นคูส่ ัญญาใน
ลกั ษณะดังกล่าว ทัง้ นี้ ไมว่ า่ โดยทางตรงหรือทางอ้อม
(3) ไมก่ ระทําการใดๆ ไมว่ า่ โดยทางตรงหรือทางอ้อม อนั เปน็ การขดั ขวางหรอื แทรกแซงการใชส้ ทิ ธหิ รือ
เสรภี าพของหนังสอื พิมพห์ รอื สื่อมวลชนโดยมิชอบ
มาตราน้ีมใิ ห้ใชบ้ งั คบั ในกรณีที่สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวฒุ ิสภารับเบี้ยหวัด บําเหนจ็ บํานาญ
เงินปพี ระบรมวงศานุวงศ์ หรอื เงนิ อน่ื ใดในลักษณะเดยี วกนั และมใิ หใ้ ช้บงั คับในกรณที ่ีสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร
หรือสมาชิกวุฒสิ ภารบั หรอื ดํารงตาํ แหน่งกรรมาธกิ ารของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรหรือวฒุ ิสภา หรือกรรมการ
ทไ่ี ดร้ บั แตง่ ตั้งในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ที่เกีย่ วกบั กจิ การของสภา หรือกรรมการตามที่กฎหมายบัญญตั ไิ ว้
เปน็ การเฉพาะ
ใหน้ าํ (2) และ (3) มาบังคับใชแ้ ก่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และ
บุคคลอ่ืนซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นที่ดําเนินการในลักษณะ
ผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดําเนินการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทําการ
ตามมาตราน้ดี ว้ ย

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 88 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

หมวด 10 ศาล
(มาตรา 190 พระราชอํานาจทรงแตง่ ตัง้ และให้พ้นตาํ แหนง่ ผู้พิพากษา)

มาตรา 190 พระมหากษัตรยิ ์ทรงแตง่ ต้งั และใหผ้ ูพ้ พิ ากษาและตุลาการพน้ จากตําแหนง่ แตใ่ นกรณีที่พ้น
จากตาํ แหน่งเพราความตาย เกษยี ณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ใหน้ าํ ความกราบบังคม
ทูลเพ่อื ทรงทราบ
(มาตรา 195 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตาํ แหนง่ ทางการเมอื ง)

มาตรา 195 ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองค์คณะผู้พิพากษา
ประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซ่ึงเคย
ดาํ รงตาํ แหน่งไมต่ ํา่ กวา่ ผู้พพิ ากษาศาลฎีกา ซ่ึงได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจํานวนไม่น้อยกว่าห้าคน
แตไ่ ม่เกนิ เก้าคนตามทบี่ ัญญัติไวใ้ นพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารง
ตําแหนง่ ทางการเมือง โดยใหเ้ ลอื กเป็นรายคดี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหนง่ ทางการเมืองมีอํานาจพิจารณาพพิ ากษาคดีตามทีบ่ ัญญัตไิ ว้
ในรฐั ธรรมนูญ

วธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผ้ดู าํ รงตําแหนง่ ทางการเมอื ง ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ
วา่ ดว้ ยวิธีพิจารณาคดอี าญาของผู้ดาํ รงตาํ แหน่งทางการเมอื ง

คาํ พพิ ากษาของศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ํารงตาํ แหน่งทางการเมือง ใหอ้ ุทธรณต์ อ่ ท่ีประชุมใหญ่
ศาลฎกี าไดภ้ ายในสามสิบวนั นบั แต่วันที่ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทางการเมอื งมีคําพิพากษา

การวินิจฉัยอุทธรณ์ของท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคส่ี ให้ดําเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซึ่ง
ประกอบดว้ ยผู้พิพากษาในศาลฎกี าซ่งึ ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือผู้พิพากษา
อาวุโสซ่ึงเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีมาก่อน และได้รับ
คัดเลือกโดยท่ปี ระชุมใหญ่ศาลฎีกาจํานวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดีและเม่ือองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าว
ไดว้ นิ จิ ฉัยแลว้ ให้ถือวา่ คําวินิจฉยั น้นั เป็นคําวนิ ิจฉัยอุทธรณ์ของทปี่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎีกา

ในศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผ้ดู ํารงตําแหน่งทางการเมือ่ มคี ําพพิ ากษาให้ผู้ใดพน้ จากตาํ แหน่ง หรอื
คําพิพากษานัน้ มผี ลให้ผ้ใู ดพ้นจากตาํ แหนง่ ไม่ว่าจะมกี ารอุทธรณ์ตามวรรคส่ีหรอื ไมใ่ ห้ผูน้ ัน้ พน้ จากตาํ แหน่ง
ตัง้ แต่วนั ทศี่ าลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ าํ รงตําแหนง่ ทางการเมืองมคี าํ พพิ ากษา

หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ตามวรรคสี่ และการพิจารณาวินิจฉยั อทุ ธรณ์ตามวรรคห้าให้เป็นไปตาม
พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าดว้ ยวธิ ีพจิ ารณาคดอี าญาของผ้ดู ํารงตําแหนง่ ทางการเมือง
(มาตรา 199 อาํ นาจหน้าที่ของศาลทหาร)

มาตรา 199 ศาลทหารมอี าํ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีอาญาทผี่ ้กู ระทาํ ความผดิ เปน็ บุคคลซง่ึ อยใู่ นอํานาจ
ศาลทหารและคดีอืน่ ๆ ท้ังน้ี ตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ

การจัดต้งั วธิ พี จิ ารณาคดี และการดาํ เนินงานของศาลทหาร ตลอดจนการแต่งต้งั และการใหต้ ุลาการ
ศาลทหารพ้นจากตําแหน่ง ให้เปน็ ไปตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 89 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)

หมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ
(มาตรา 200 สว่ นประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ)

มาตรา 200 ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดว้ ยตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญจาํ นวนเกา้ คนซง่ึ พระมหากษตั ริย์
ทรงแต่งตง้ั จากบุคคล ดงั ตอ่ ไปน้ี

(1) ผพู้ พิ ากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตาํ แหนง่ ไม่ตํา่ กว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อย
กว่าสามปี ซง่ึ ได้รบั คัดเลือกโดยทปี่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า จาํ นวนสามคน

(2) ตลุ าการในศาลปกครองสงู สดุ ซงึ่ ดาํ รงตําแหนง่ ไมต่ ํา่ กว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแลว้ ไมน่ อ้ ย
กวา่ ห้าปี ซง่ึ ไดร้ บั คดั เลอื กโดยท่ปี ระชมุ ใหญต่ ลุ าการในศาลปกครองสงู สุด จาํ นวนสองคน

(3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง
ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลยั ในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็น
ทปี่ ระจกั ษ์ จาํ นวนหนง่ึ คน

(4) ผทู้ รงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตรห์ รือรัฐประศาสนศาสตรซ์ ่ึงได้รับการสรรหาจากผู้ดํารงตําแหน่งหรือ
เคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมี
ผลงานทางวิชาการเปน็ ทป่ี ระจกั ษ์ จาํ นวนหนง่ึ คน

(5) ผ้ทู รงคุณวุฒิซึ่งไดร้ บั การสรรหาจากผูร้ ับหรือเคยรับราชการในตาํ แหนง่ ไมต่ า่ํ กว่าอธิบดหี รอื หัวหนา้
สว่ นราชการท่เี ทียบเท่า หรอื ตําแหน่งไมต่ าํ่ กว่ารองอัยการสูงสดุ มาแลว้ ไมน่ ้อยกวา่ ห้าปี จาํ นวนสองคน

ในกรณีไมอ่ าจเลือกผู้พพิ ากษาหัวหนา้ คณะในศาลฎีกาตาม (1) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบุคคลจาก
ผูซ้ ง่ึ เคยดํารงตําแหนง่ ไมต่ ่าํ กว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกามาแล้วไมน่ อ้ ยกว่าสามปกี ไ็ ด้

การนับระยะเวลาตามวรรคหนง่ึ ให้นบั ถึงวันทไี่ ด้รบั การคัดเลอื กหรอื วนั สมัครเขา้ รบั การสรรหาแล้วแต่
กรณี ในกรณีจําเปน็ อันไมอ่ าจหลีกเล่ยี งได้ คณะกรรมการสรรหาจะประกาศลดระยะเวลาตามวรรคหนง่ึ หรอื
วรรคสองลงก็ได้ แต่จะลดลงเหลอื นอ้ ยกวา่ สองปีมไิ ด้
(มาตรา 204 วุฒสิ ภาเห็นชอบการคดั เลือกตลุ าการรฐั ธรรมนญู )

มาตรา 204 ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งต้ังให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้อง
ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ของ
วุฒสิ ภา

ในกรณีท่ีวุฒสิ ภาไม่ใหค้ วามเห็นชอบผู้ไดร้ ับการสรรหาหรือคัดเลือกรายใด ใหด้ าํ เนนิ การสรรหาหรอื
คัดเลอื กบคุ คลใหม่แทนผ้นู ั้น แลว้ เสนอต่อวฒุ ิสภาเพ่อื ใหค้ วามเหน็ ชอบต่อไป

เมือ่ ผไู้ ดร้ ับการสรรหาหรือคดั เลอื กได้รับความเหน็ ชอบจากวุฒสิ ภาแลว้ ใหเ้ ลอื กกันเองให้คนหน่งึ เปน็
ประธานศาลรัฐธรรมนญู แลว้ แจ้งผลใหป้ ระธานวฒุ สิ ภาทราบ

ให้ประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพ่ือทรงแต่งต้ังประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาล
รัฐธรรมนูญ และเป็นผลู้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการ
(มาตรา 207 วาระดํารงตําแหน่งของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ)

มาตรา 207 ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญมีวาระการดาํ รงตาํ แหน่งเจ็ดปนี ับแต่วันทีพ่ ระมหากษตั รยิ ท์ รง
แตง่ ต้งั และให้ดาํ รงตาํ แหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดียว

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 90 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

(มาตรา 210 อํานาจหนา้ ท่ขี องศาลรฐั ธรรมนูญ)
มาตรา 210 ศาลรัฐธรรมนูญมหี นา้ ท่แี ละอาํ นาจ ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) พจิ ารณาวนิ ิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนญู ของกฎหมายหรือรา่ งกฎหมาย
(2) พิจารณาวนิ จิ ฉัยปัญหาเกย่ี วกบั หนา้ ท่แี ละอาํ นาจของสภาผู้แทนราษฎร วฒุ สิ ภา รฐั สภา คณะรฐั มนตรี

หรอื องค์กรอสิ ระ
(3) หน้าที่และอํานาจอืน่ ตามทบี่ ัญญตั ไิ วใ้ นรัฐธรรมนญู
การย่นื คาํ ร้องและเง่ือนไขการยืน่ คาํ ร้อง การพจิ ารณาวนิ ิจฉัย การทําคาํ วนิ ิจฉัย และการดาํ เนนิ งานของ

ศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากทบ่ี ญั ญตั ิไวใ้ นรฐั ธรรมนญู แล้ว ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา่
ดว้ ยวิธพี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ให้นําความในมาตรา 188 มาตรา 190 มาตรา 191 มาตรา 193 มาใช้บังคบั แกศ่ าลรัฐธรรมนูญดว้ ยโดย
อนุโลม
(มาตรา 213 ศาลรฐั ธรรมนญู วนิ ิจฉัยกรณลี ะเมิดสทิ ธเิ สรภี าพของบุคคล)

มาตรา 213 บคุ คลซง่ึ ถกู ละเมดิ สิทธหิ รอื เสรภี าพท่ีรฐั ธรรมนญู ค้มุ ครองไวม้ ีสิทธยิ ่นื คาํ รอ้ งต่อศาล
รฐั ธรรนูญเพ่อื มีคําวนิ จิ ฉยั ว่าการกระทํานั้นขดั หรอื แย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งน้ี ตามหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และ
เงอ่ื นไขทบ่ี ญั ญตั ิไว้ในพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ด้วยวิธพี จิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ

หมวด 12 องค์กรอสิ ระ
(มาตรา 215 การจัดตง้ั องคก์ รอสิ ระ)

มาตรา 215 องค์กรอสิ ระเปน็ องคก์ รท่ีจดั ตง้ั ข้นึ ใหม้ คี วามอิสระในการปฏิบตั หิ นา้ ที่ ใหเ้ ป็นไปตาม
รัฐธรรมนูญและกฎหมาย

การปฏิบตั ิหนา้ ทแี่ ละการใช้อํานาจขององค์กรอิสระต้องเปน็ ไปโดยสุจริต เท่ียงธรรม กลา้ หาญและ
ปราศจากอคตทิ ้งั ปวงในการใช้ดลุ พินจิ
(มาตรา 216 คุณสมบตั ิของผูด้ ํารงตาํ แหนง่ ในองคก์ รอิสระ)

มาตรา 216 นอกจากคณุ สมบัติและลักษณะตอ้ งหา้ มตามที่บัญญัตไิ วเ้ ปน็ การเฉพาะในส่วนทว่ี ่าด้วย
องคก์ รอสิ ระแตล่ ะองค์กรแลว้ ผ้ดู าํ รงตาํ แหน่งในองค์กรอสิ ระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องหา้ มทั่วไป
ดงั ตอ่ ไปนี้ดว้ ย

(1) มีอายุไม่ตาํ่ กวา่ สีส่ ิบหา้ ปี แต่ไมเ่ กินเจด็ สิบปี
(2) มีคุณสมบตั ติ ามมาตรา 201 (1) (3) (4) และ (5)
(3) ไมม่ ลี ักษณะต้องหา้ มตามมาตรา 202

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 91 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 222 สว่ นประกอบของคณะกรรมการการเลอื กต้ัง)
มาตรา 222 คณะกรรมการการเลอื กตงั้ ประกอบดว้ ยกรรมการจาํ นวนเจด็ คนซ่งึ พระมหากษตั ริยท์ รง

แต่งต้งั ตามคาํ แนะนําของวุฒสิ ภา จากบุคคลดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ผมู้ คี วามรูค้ วามเช่ยี วชาญในสาขาวชิ าการต่างๆ ท่ีจะยังประโยชน์แก่การบรหิ ารและจดั การการ

เลอื กต้ังให้เปน็ ไปโดยสุจรติ และเที่ยงธรรม และมคี วามซอื่ สัตย์สจุ ริตเป็นท่ปี ระจกั ษ์ ซ่งึ ได้รบั การสรรหาจาก
คณะกรรมการสรรหา จํานวนห้าคน

(2) ผูม้ คี วามรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณด์ ้านกฎหมาย มคี วามซื่อสตั ย์สุจริตเป็นทป่ี ระจกั ษ์
และเคยดาํ รงตําแหน่งไมต่ ่าํ กวา่ อธิบดผี ู้พพิ ากษา หรือตาํ แหน่งไมต่ ่ํากว่าอธบิ ดอี ัยการมาแล้วเป็นเวลาไมน่ ้อยกวา่
หา้ ปี ซงึ่ ไดร้ ับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎกี า จาํ นวนสองคน

ผซู้ ่งึ จะไดร้ บั การสรรหาเป็นกรรมการการเลอื กต้ังตาม (1) ตอ้ งมีคุณสมบตั ติ ามมาตรา 232 (2) (3) (4)
(5) (6) หรอื (7) หรอื เปน็ ผูท้ ํางานหรอื เคยทํางานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าย่ีสบิ ปี ท้งั นี้
ตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกําหนด
(มาตรา 223 วาระดาํ รงตาํ แหน่งของคณะกรรมการการเลือกตัง้ )

มาตรา 223 กรรมการการเลอื กตง้ั มวี าระการดาํ รงตาํ แหน่งเจด็ ปบี ันแต่วนั ทีพ่ ระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้ัง
และให้ดํารงตําแหน่งได้เพยี งวาระเดียว

ในระหวา่ งที่กรรมการการเลอื กตงั้ พน้ จากตําแหนง่ กอ่ นวาระ และยงั ไมม่ ีการแตง่ ต้ังกรรมการการ
เลอื กตั้งแทนตําแหนง่ ทวี่ ่าง ให้คณะกรรมการการเลอื กตงั้ เทา่ ท่ีเหลอื อยู่ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ตี อ่ ไปได้ แตถ่ า้ มีกรรมการ
การเลือกตั้งเหลืออยไู่ มถ่ ึงสคี่ นใหก้ ระทําได้แต่เฉพาะการทีจ่ าํ เปน็ อนั ไมอ่ าจหลีกเล่ยี งได้
(มาตรา 224 อาํ นาจหน้าทข่ี องคณะกรรมการการเลอื กตั้ง)

มาตรา 224 ใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตัง้ มีหนา้ ท่ีและอาํ นาจ ดงั ต่อไปน้ี
(1) จัดหรอื ดาํ เนนิ การใหม้ กี ารจดั การเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร การเลือกสมาชิกวฒุ สิ ภาการ
เลอื กตัง้ สมาชิกสภาท้องถน่ิ และผู้บรหิ ารทอ้ งถิ่น และการออกเสยี งประชามติ
(2) ควบคมุ ดแู ลการเลอื กตัง้ และการเลอื กตาม (1) ใหเ้ ป็นไปโดยสุจรติ และเที่ยงธรรมและควบคมุ ดูแล
การออกเสยี งประชามติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพือ่ การนี้ ใหม้ อี าํ นาจสบื สวนหรือไต่สวนไดต้ ามท่ี
จาํ เปน็ หรอื ทเี่ ห็นสมควร
(3) เม่อื ผลการสบื สวนหรอื ไตส่ วนตาม (2) หรือเมอ่ื พบเห็นการกระทําท่ีมีเหตอุ ันควรสงสยั ว่าการ
เลอื กต้งั หรือการเลอื กตาม (1) มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรอื เทย่ี งธรรม หรอื การออกเสียงประชามติเป็นไปโดยมิ
ชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอาํ นาจส่งั ระงับ ยับยัง้ แกไ้ ขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตง้ั หรอื การเลือก หรอื การ
ออกเสยี งประชามติ และสั่งใหด้ ําเนินการเลอื กต้งั เลอื ก หรอื ออกเสียงประชามติใหมใ่ นหน่วยเลอื กตัง้ บางหนว่ ย
หรอื ทกุ หนว่ ย
(4) สง่ั ระงับการใช้สิทธิสมัครรบั เลือกตัง้ ของผู้สมัครรบั เลือกตั้งหรือผสู้ มคั รรบั เลอื กตาม (1) ไวเ้ ปน็
การชั่วคราวเปน็ ระยะเวลาไม่เกนิ หน่ึงปี เม่ือมหี ลักฐานอนั ควรเชอ่ื ได้วา่ ผ้นู ้นั กระทําการหรือรเู้ ห็นกบั การกระทาํ
ของบคุ คลอ่ืน ท่มี ลี กั ษณะเป็นการทุจริต หรือทําใหก้ ารเลือกตง้ั หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสจุ รติ หรือเทยี่ งธรรม
(5) ดแู ลการดําเนินงานของพรรคการเมืองใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย
(6) หน้าท่แี ละอํานาจอื่นตามรฐั ธรรมนูญหรอื กฎหมาย

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 92 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29

ในการสืบสวนหรอื ไตส่ วนตาม (2) คณะกรรมการการเลอื กตัง้ จะมอบหมายใหก้ รรมการการเลือกต้ังแต่
ละคนดําเนนิ การ หรอื มอบหมายให้คณะบุคคลดาํ เนินการภายใต้การกํากบั ของกรรมการการเลือกตัง้ ตาม
หลกั เกณฑ์และวธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการการเลือกตงั้ กําหนดก็ได้

การใชอ้ าํ นาจตาม (3) ให้กรรมการการเลือกต้งั แตล่ ะคนซง่ึ พบเหน็ การกระทําความผดิ มีอาํ นาจกระทาํ ได้
สาํ หรับหนว่ ยเลอื กต้ังหรือเขตเลือกตงั้ ทพ่ี บเห็นการกระทาํ ความผดิ ทง้ั นี้ ตามหลกั เกณฑ์วิธกี าร และเง่อื นไขที่
คณะกรรมการการเลือกตงั้ กําหนด
(มาตรา 228 ส่วนประกอบของผูต้ รวจการแผน่ ดิน)

มาตรา 228 ผ้ตู รวจการแผน่ ดนิ มีจํานวนสามคนซง่ึ พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตั้งตามคาํ แนะนาํ ของ
วฒุ สิ ภา จากผ้ซู ึ่งได้รบั การสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

ผู้ซงึ่ ไดร้ บั การสรรหาต้องเป็นผ้มู ีความซ่อื สัตยส์ จุ ริตเปน็ ทป่ี ระจักษ์ และมีความรู้ ความเชีย่ วชาญและ
ประสบการณ์เกย่ี วกับการบริหารราชการแผ่นดนิ ไม่ต่าํ กวา่ อธบิ ดีหรือหัวหน้าสว่ นราชการทีเ่ ทียบเท่าหรอื หวั หน้า
หน่วยงานของรฐั ที่เทยี บไดไ้ ม่ตาํ่ กว่ากรมตามท่ีคณะกรรมการสรรหาประกาศกําหนด โดยต้องดํารงตําแหน่ง
ดังกล่าวเปน็ เวลาไม่นอ้ ยกวา่ ห้าปี จาํ นวนสองคน และเป็นผ้มู ีประสบการณ์ในการดําเนนิ การกจิ การอันเป็น
สาธารณะมาแล้วไมน่ ้อยกวา่ ย่สี ิบปี จํานวนหนึง่ คน
(มาตรา 229 วาระการดาํ รงตําแหน่งของผู้ตรวจการแผน่ ดนิ )

มาตรา 229 ผ้ตู รวจการแผ่นดนิ มวี าระการดาํ รงตาํ แหน่งเจ็ดปนี บั แตว่ นั ทพ่ี ระมหากษตั รยิ ์ทรงแตง่ ต้ัง
และให้ดาํ รงตาํ แหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว
(มาตรา 230 อาํ นาจหน้าทข่ี องผตู้ รวจการแผ่นดิน)

มาตรา 230 ผตู้ รวจการแผ่นดินมีหน้าท่แี ละอาํ นาจ ดงั ต่อไปน้ี
(1) เสนอแนะต่อหนว่ ยงานของรัฐทีเ่ กย่ี วขอ้ งเพอ่ื ให้มกี ารปรับปรงุ กฎหมาย กฎ ขอ้ บงั คบั ระเบียบ
หรือคําสงั่ หรือข้ันตอนการปฏิบัติงานใดๆ บรรดาท่กี ่อใหเ้ กดิ ความเดอื ดรอ้ นหรือความไมเ่ ปน็ ธรรมแก่ประชาชน
หรือเปน็ ภาระแกป่ ระชาชนโดยไมจ่ าํ เป็นหรือเกนิ สมควรแก่เหตุ
(2) แสวงหาข้อเท็จจริงเม่ือเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเน่ืองมาจากการ
ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรอื ปฏิบัตินอกเหนอื หน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่
ของรฐั เพอ่ื เสนอแนะตอ่ หนว่ ยงานของรัฐทเี่ กี่ยวข้องใหข้ จัดหรอื ระงบั ความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมนั้น
(3) เสนอตอ่ คณะรฐั มนตรใี หท้ ราบถงึ การที่หนว่ ยงานของรฐั ยังมไิ ด้ปฏบิ ัติให้ถูกต้องครบถว้ นตาม
หมวด 5 หนา้ ที่ของรฐั
ในกรณีทหี่ น่วยงานของรฐั ท่ีเก่ยี วข้องไม่ดาํ เนินการตามขอ้ เสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดนิ ตาม (1) หรอื
(2) โดยไมม่ ีเหตุผลอันสมควร ให้ผตู้ รวจการแผ่นดินแจ้งให้คณะรัฐมนตรที ราบเพอื่ พิจารณาสั่งการตามท่ี
เห็นสมควรต่อไป
ในการดําเนินการตาม (1) หรือ (2) หากเป็นกรณีท่เี ก่ียวกับการละเมดิ สิทธมิ นุษยชนให้ผู้ตรวจการ
แผ่นดนิ ส่งเรือ่ งใหค้ ณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแห่งชาติดําเนินการต่อไป

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 93 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 231 ผู้ตรวจการแผ่นดนิ เสนอเรอื่ งต่อศาลรัฐธรรมนญู หรอื ศาลปกครอง)
มาตรา 231 ในการปฏบิ ตั ิหนา้ ทต่ี ามมาตรา 230 ผ้ตู รวจการแผ่นดินอาจเสนอเรอ่ื งต่อศาลรัฐธรรมนญู

หรือศาลปกครองไดเ้ มื่อเหน็ ว่ามกี รณี ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) บทบัญญัติแหง่ กฎหมายใดมปี ญั หาเก่ียวกบั ความชอบดว้ ยรัฐธรรมนญู ให้เสนอเรื่องพรอ้ ม

ด้วยความเห็นต่อศาลรฐั ธรรมนูญ และใหศ้ าลรัฐธรรมนูญพจิ ารณาวินิจฉยั โดยไม่ชกั ช้า ทง้ั นี้ตาม
พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยวธิ พี จิ ารณาของศาลรัฐธรรมนญู

(2) กฎ คําสั่ง หรอื การกระทําอ่ืนใดของหน่วยงานของรฐั หรือเจา้ หนา้ ทขี่ องรัฐ มีปัญหาเกยี่ วกับ
ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมาย ใหเ้ สนอเร่ืองพรอ้ มด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง และใหศ้ าล
ปกครองพจิ ารณาวินจิ ฉยั โดยไมช่ ักช้า ท้ังนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการจดั ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดี
ปกครอง
(มาตรา 232 ส่วนประกอบของคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ หรอื ป.ป.ช.)

มาตรา 232 คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติประกอบด้วยกรรมการจาํ นวนเกา้
คน ซึ่งพระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตงั้ ตามคาํ แนะนําของวฒุ สิ ภาจากผซู้ งึ่ ไดร้ ับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา

ผูซ้ ่ึงได้รบั การสรรหาต้องเป็นผูม้ คี วามซื่อสตั ยส์ ุจรติ เปน็ ที่ประจกั ษ์ มีความรู้ ความเช่ียวชาญและ
ประสบการณด์ ้านกฎหมาย บญั ชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการอืน่ ใดอนั เป็นประโยชน์ต่อ
การปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ และตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ยา่ งหนงึ่ อย่างใด ดังตอ่ ไปนีด้ ้วย

(1) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากวา่ อธบิ ดผี พู้ พิ ากษา อธิบดีศาลปกครองชัน้ ต้นตลุ า
การพระธรรมนูญหวั หน้าศาลทหารกลาง หรอื อธิบดอี ยั การมาแล้วไมน่ ้อยกวา่ หา้ ปี

(2) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการท่ีเทียบเท่า
มาแลว้ ไมน่ ้อยกว่าห้าปี

(3) เป็นหรือเคยเปน็ ผดู้ ํารงตาํ แหน่งผูบ้ รหิ ารสงู สุดของรฐั วสิ าหกจิ หรอื หน่วยงานอนื่ ของรัฐทไ่ี ม่เปน็
ส่วนราชการหรอื รฐั วิสาหกจิ มาแล้วไมน่ ้อยกว่าห้าปี

(4) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อย
กวา่ ห้าปี และยงั มีผลงานทางวชิ าการเปน็ ที่ประจกั ษ์

(5) เป็นหรือเคยเปน็ ผปู้ ระกอบวิชาชพี ที่มกี ฎหมายรบั รองการประกอบวชิ าชีพโดยประกอบวิชาชีพอย่าง
สม่าํ เสมอและตอ่ เนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกวา่ ย่สี ิบปนี ับถึงวันทไี่ ด้รบั การเสนอชอื่ และไดร้ รบั การรับรองการ
ประกอบวิชาชีพจากองคก์ รวิชาชีพนนั้

(6) เป็นผูม้ คี วามร้คู วามชาํ นาญและประสบการณ์ทางดา้ นการบริหาร การเงนิ การคลงั การบัญชี หรอื
การบริหารกิจการวสิ าหกิจในระดับไม่ตา่ํ กวา่ ผบู้ ริหารระดับสงู ของบริษัทมหาชนจํากดั มาแล้วไม่น้อยกวา่ สบิ ปี

(7) เคยเป็นผ้ดู าํ รงตําแหนง่ ตาม (1) (2) (3) (4) หรอื (6) รวมกนั ไมน่ ้อยกว่าสิบปี
การนบั ระยะเวลาตามวรรคสอง ใหน้ บั ถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อหรือวนั สมคั รเขา้ รับการสรรหาและแต่
กรณี

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 94 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29

(มาตรา 233 วาระการดาํ รงตําแหน่งของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาต)ิ
มาตรา 233 กรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติมวี าระการดํารงตาํ แหน่งเจด็ ปนี ับแต่

วนั ทพ่ี ระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ตัง้ และให้ดาํ รงตาํ แหน่งไดเ้ พียงวาระเดียว
ในระหว่างที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระและยังไม่มี

การแต่งต้ังกรรมการแทนตําแหน่งท่ีว่าง ให้กรรมการเท่าท่ีเหลืออยู่ปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปได้เว้นแต่จะมีกรรมการ
เหลอื อยไู่ ม่ถงึ หา้ คน
(มาตรา 234 อํานาจหนา้ ทขี่ องคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ)

มาตรา 234 คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติมหี น้าท่แี ละอํานาจดังต่อไปนี้
(1) ไต่ส่วนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ
ผดู้ าํ รงตาํ แหนง่ ในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงนิ แผน่ ดิน ผใู้ ดมพี ฤติการณร์ ่าํ รวยผิดปกติ ทจุ รติ ตอ่ หน้าท่ี
หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่
ปฏบิ ตั ิตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ งร้ายแรง เพอ่ื ดาํ เนินการต่อไปตามรฐั ธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ
(2) ไตส่ วนและวินิจฉยั ว่าเจา้ หน้าท่ีของรัฐรา่ํ รวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทจุ ริตต่อหนา้ ท่ีหรอื
กระทําความผดิ ต่อตําแหน่งหนา้ ทร่ี าชการ หรือความผดิ ตอ่ ตําแหนง่ หน้าที่ในการยุติธรรมเพือ่ ดาํ เนินการต่อไป
ตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต
(3) กาํ หนดใหผ้ ู้ดํารงตาํ แหนง่ ทางการเมอื ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ้ดู าํ รงตาํ แหน่งในองคก์ รอิสระ
ผวู้ ่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าทขี่ องรัฐยนื่ บญั ชีทรพั ย์สินและหนีส้ ินของตนคู่สมรส และบุตรทย่ี ัง
ไม่บรรลนุ ติ ิภาวะ รวมทงั้ ตรวจสอบและเปดิ เผยผลการตรวจสอบทรพั ยส์ ินและหน้สี นิ ของบุคคลดังกลา่ ว ทั้งนี้
ตามพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู ว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ
(4) หนา้ ที่และอาํ นาจอน่ื ที่บญั ญัติไวใ้ นรัฐธรรมนูญหรอื กฎหมาย
ในการปฏิบัติหน้าท่ีตาม (1) (2) และ(3) ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ
ทจุ รติ แห่งชาตทิ ี่จะตอ้ งจัดให้มมี าตรการหรอื แนวทางทจ่ี ะทําให้การปฏบิ ตั หิ น้าท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพเกิดความรวดเร็ว
สุจริต และเที่ยงธรรม ในกรณีจําเป็นจะมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าท่ีและอํานาจเกี่ยวข้องกับการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตดําเนินการแทนในเร่ืองที่มิใช่เป็นความผิดร้ายแรงหรือที่เป็นการกระทําของ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐบางระดับหรือกําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีของหน่วยธุรการของคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติเปน็ ผดู้ าํ เนนิ การสอบสวนหรอื ไต่สวนเบ้อื งตน้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข
ทบ่ี ัญญัตไิ ว้ในพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ ก็ได้

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 95 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

(มาตรา 235 การดําเนินคดีแกผ่ ู้ดํารงตาํ แหนง่ ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ฯ ผูด้ ํารงตาํ แหน่ง

ทางการเมอื งฯ ท่รี ่ํารวยผดิ ปกติ ทุจริต ปฏิบตั ิหน้าทโ่ี ดยมิชอบ)

มาตรา 235 ภายใต้บังคับมาตรา 236 ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดํารง

ตําแหน่งทางการเมืองเฉพาะท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ

ปราบปรามการทุจริต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ผู้ใดมีพฤติการณ์ตามมาตรา 234 (1) ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวน

ข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงของกรรมการทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่เห็นว่าผู้นั้นมี

พฤตกิ ารณ์หรือกระทําความผดิ ตามทีไ่ ตส่ วนให้ดาํ เนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

(1) ถ้าเป็นกรณฝี ่าฝนื หรือไม่ปฏบิ ัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ งร้ายแรง ให้เสนอเรือ่ งต่อศาลฎกี า

เพอื่ วนิ จิ ฉยั ท้ังน้ี ใหน้ าํ ความในมาตรา 226 วรรคเจ็ด มาใช้บงั คับแก่การพิจารณาพพิ ากษาของศาลฎีกาโดย

อนุโลม

(2) กรณอี น่ื นอกจาก (1) ใหส้ ง่ สาํ นวนการไตส่ วนไปยงั อัยการสูงสดุ เพื่อดําเนินการฟอ้ งคดีต่อศาลฎีกา

แผนกคดอี าญาของผู้ดาํ รงตําแหน่งทางการเมือง หรือดําเนินการอ่ืนตามพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ

การไตส่ วนข้อเทจ็ จริงและมีมติตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการป้องและปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาตติ อ้ ง

ดําเนินการให้แลว้ เสรจ็ ภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ในพระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการป้องกัน

และปราบปรามการทจุ รติ

เมื่อศาลฎกี าหรือศาลฎกี าแผนกคดีอาญาของผดู้ ํารงตําแหน่งทางการเมอื งประทับรับฟ้อง ใหผ้ ้ถู กู กล่าวหา

หยุดปฏบิ ตั ิหนา้ ที่จนกวา่ จะมีคาํ พิพากษา เวน้ แตศ่ าลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผดู้ าํ รงตาํ แหน่งทาง

การเมอื งจะมคี ําสง่ั เปน็ อย่างอนื่ ในกรณีท่ศี าลฎกี าหรอื ศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผดู้ าํ รงตําแหน่งทาง

การเมอื งมคี าํ พิพากษาวา่ ผถู้ ูกกลา่ วหามพี ฤตกิ ารณ์หรือกระทําความผดิ ตามทถี่ กู กลา่ วหา แลว้ แต่กรณี ใหผ้ ู้ต้อง

คาํ พิพากษานัน้ พน้ จากตําแหน่งนบั แต่วนั หยดุ ปฏบิ ตั หิ น้าที่ และให้เพกิ ถอนสทิ ธิสมคั รรับเลือกต้ังของผูน้ ้นั และ

จะเพกิ ถอนสิทธิเลอื กต้งั มีกาํ หนดเวลาไมเ่ กินสิบปีดว้ ยหรือไม่กไ็ ด้

ผู้ใดถูกเพกิ ถอนสทิ ธสิ มคั รรับเลือกตั้งไมว่ า่ ในกรณีใด ผูน้ ั้นไมม่ สี ทิ ธิสมคั รรบั เลอื กต้ังหรือสมคั รรับ

เลอื กเปน็ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ ิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรอื ผูบ้ รหิ ารทอ้ งถิ่นตลอดไปและ

ไมม่ ีสิทธิดํารงตําแหนง่ ทางการเมืองใดๆ

ในกรณีท่ีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด

ฐานรํ่ารวยผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าท่ี ให้รีบทรัพย์สินที่ผู้นั้นได้มาจากการกระทําความผิด รวมทั้งบรรดา

ทรพั ย์สนิ หรอื ประโยชน์อ่ืนใดทไี่ ด้มาแทนทรัพย์สนิ นั้นตกเปน็ ของแผ่นดิน

การพิจารณาของศาลฎกี าและศาลฎกี าแผนกคดอี าญาของผ้ดู าํ รงตําแหนง่ ทางการเมอื ง ให้นําสํานวน

การไต่สวนของคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติแหง่ ชาตเิ ปน็ หลกั ในการพิจารณา และเพื่อ

ประโยชนแ์ หง่ ความยตุ ิธรรม ใหศ้ าลมีอาํ นาจไต่สวนข้อเทจ็ จริงและพยานหลักฐานเพม่ิ เตมิ ได้

ใหน้ ํามาตราน้มี าใชบ้ งั คบั แกกรณที บ่ี ุคคลตามมาตรา 234 (3) จงใจไม่ยนื่ บัญชีแสดงรายการ

ทรัพย์สนิ และหนี้สนิ หรือจงใจยืน่ บัญชีแสดงราการทรพั ย์สนิ หรือหนีส้ ินอนั เป็นเทจ็ หรอื ปกปดิ ขอ้ เท็จจรงิ ที่

ควรแจง้ ให้ทราบ และมพี ฤติการณอ์ นั ควรเช่อื ได้วา่ มีเจตนาไมแ่ สดงท่ีมาแห่งทรพั ยส์ นิ หรือหนส้ี นิ นน้ั ด้วย

โดยอนโุ ลม

สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 96 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29

(มาตรา 238 สว่ นประกอบของคณะกรรมการการตรวจเงินแผน่ ดิน)
มาตรา 238 คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดินประกอบดว้ ยกรรมการการจาํ นวนเจด็ คนซึง่

พระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้ังตามคําแนะนาํ ของวุฒสิ ภา จากผ้ซู ่งึ ได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา
ผ้ซู ึ่งได้รบั การสรรหาตอ้ งเป็นผมู้ ีความซ่ือสตั ย์สจุ รติ เปน็ ทป่ี ระจกั ษ์ มคี วามรู้ ความเชยี่ วชาญ และ

ประสบการณเ์ กี่ยวกบั การตรวจเงนิ แผ่นดนิ กฎหมาย การบญั ชี การตรวจสอบภายใน การเงนิ การคลัง และด้าน
อนื่ ท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่ การตรวนเงินแผ่นดนิ ทั้งน้ี เปน็ เวลาไม่น้อยกวา่ สบิ ปี
(มาตรา 239 วาระการดาํ รงตําแหนง่ ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน)

มาตรา 239 กรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ มีวาระการดาํ รงตาํ แหน่งเจด็ ปนี ับแตว่ นั ที่พระมหากษัตริย์ทรง
แต่งตัง้ และใหด้ าํ รงตําแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว
(มาตรา 241 ผู้วา่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ )

มาตรา 241 ใหม้ ผี ู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดนิ คนหน่งึ ซ่งึ พระมหากษตั รยิ ท์ รงแตง่ ต้ังตามคาํ แนะนาํ ของ
วฒุ สิ ภาโดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการตรวจเงนิ แผ่นดนิ

ผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ตอ้ งมคี ุณสมบัติและไม่มีลกั ษณะตอ้ งห้ามเชน่ เดียวกับกรรมการตรวจเงิน
แผน่ ดนิ

ผไู้ ดร้ ับการเสนอชือ่ เพ่ือแต่งตงั้ เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องไดร้ บั ความเห็นชอบจากวุฒสิ ภาดว้ ย
คะแนนเสียงไมน่ ้อยกว่าก่งึ หนึ่งของสมาชกิ วฒุ สิ ภาทงั้ หมดเทา่ ท่มี ีอยู่ และให้นําความในมาตรา 204 วรรคหนึ่ง
วรรคสอง และวรรคส่ี และมาตรา 205 มาใชบ้ ังคับแกก่ ารแต่งต้ังผวู้ า่ การตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ด้วยโดยอนโุ ลม

การสรรหา การคัดเลือก และการเสนอชอื่ ผวู้ ่าการตรวจเงินแผ่นดินใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ิ
ประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงนิ แผ่นดิน
(มาตรา 246 สว่ นประกอบของคณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาต)ิ

มาตรา 246 คณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแห่งชาตปิ ระกอบดว้ ยกรรมการจาํ นวนเจด็ คนซ่งึ
พระมหากษัตรยิ ท์ รงแต่งตัง้ ตามคําแนะนําของวฒุ ิสภาจากผซู้ ่ึงได้รับการสรรหา

ผซู้ ง่ึ ได้รบั การสรรหาตอ้ งมีความรู้และประสบการณด์ ้านการคุ้มครองสิทธิและเสรภี าพของประชาชนเป็น
กลางทางการเมอื ง และมีความซ่อื สัตยส์ ุจริตเปน็ ทปี่ ระจกั ษ์

กรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแหง่ ชาตมิ ีวาระการดํารงตาํ แหน่งเจด็ ปนี ับแต่วันที่พระมหากษตั ริย์ทรงแต่งตั้ง
และให้ดาํ รงตําแหนง่ ไดเ้ พียงวาระเดยี ว

คณุ สมบัติ ลกั ษณะต้องห้าม การสรรหา และการพ้นจากตาํ แหน่งของคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน
แหง่ ชาติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ด้วยคณะกรรมการสทิ ธิมนุษยชนแห่งชาตทิ งั้ น้ี
บทบัญญัตเิ กยี่ วกบั การสรรหาต้องกําหนดให้ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนษุ ยชนมสี ่วนรว่ มในการสรรหาด้วย

(มาตรา 247 อาํ นาจหน้าท่ีของคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาต)ิ
มาตรา 247 คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาตมิ ีหนา้ ที่และอํานาจ ดงั ต่อไปน้ี
(1) ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงท่ีถูกต้องเก่ียวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า

และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมท้ังการ
เยยี วยาผู้ได้รับความเสยี หายจากการละเมดิ สิทธมิ นษุ ยชนต่อหน่วยงานของรฐั หรอื เอกชนทเี่ กย่ี วข้อง

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 97 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

(2) จัดทํารายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภาและ
คณะรฐั มนตรี และเผยแพรต่ ่อประชาชน

(3) เสนอแนะมาตรการหรอื แนวทางในการสง่ เสริมและค้มุ ครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรี
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคําสั่งใดๆ เพ่ือให้
สอดคล้องกบั หลักสทิ ธมิ นษุ ยชน

(4) ช้ีแจงและรายงานข้อเทจ็ จรงิ ทถ่ี ูกตอ้ งโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิ
มนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรอื ไมเ่ ป็นธรรม

(5) สร้างเสริมทุกภาคสว่ นของสงั คมให้ตระหนกั ถึงความสาํ คญั ของสิทธิมนุษยชน
(6) หน้าท่ีและอาํ นาจอ่นื ตามทีก่ ฎหมายบัญญัติ
เม่อื รบั ทราบรายงานตาม (1) และ (2) หรือขอ้ เสนอแนะตาม (3) ให้คณะรฐั มนตรีดําเนินการปรบั ปรงุ
แก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีใดไม่อาจดําเนนิ การไดห้ รือตอ้ งใช้เวลาในการดาํ เนินการใหแ้ จ้งเหตุผลให้
คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแห่งชาตทิ ราบโดยไม่ชักช้า
ในการปฏบิ ตั ิหน้าท่ี คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติต้องคํานึงถงึ ความผาสุกของประชาชนชาวไทย
และผลประโยชนส์ ว่ นรวมของชาติเป็นสาํ คัญด้วย

หมวด 13 องคก์ รอัยการ
(มาตรา 248 อํานาจหน้าทีข่ ององคก์ รอยั การ)

มาตรา 248 องค์กรอัยการมหี น้าท่ีและอํานาจตามท่บี ญั ญตั ไิ ว้ในรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย
พนกั งานอยั การมอี สิ ระในการพิจารณาส่ังคดแี ละการปฏิบัตหิ นา้ ที่ใหเ้ ป็นไปโดยรวดเร็ว เทยี่ งธรรมและ
ปราศจากอคติท้งั ปวง และไมใ่ หถ้ ือว่าเป็นคาํ ส่งั ทางปกครอง
การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดาํ เนินการอ่ืนขององคก์ รอัยการให้มคี วามเปน็ อิสระ โดย
ใหม้ รี ะบบเงนิ เดอื นและคา่ ตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมและการบริหารงานบุคคลเก่ยี วกับ
พนักงานอัยการตอ้ งดําเนนิ การโดยคณะกรรมการอัยการ ซึ่งอยา่ งนอ้ ยต้องประกอบดว้ ยประธานกรรมการซึ่ง
ตอ้ งไม่เป็นพนักงานอัยการ และผู้ทรงคณุ วฒุ ิบรรดาทีไ่ ด้รบั เลอื กจากพนักงานอัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิดงั กลา่ ว
อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมบี คุ คลซงึ่ ไม่เปน็ หรอื เคยเป็นพนกั งานอัยการมาก่อนสองคน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
กฎหมายตามวรรคสาม ตอ้ งมีมาตรการปอ้ งกันมิใหพ้ นักงานอัยการกระทาํ การหรอื ดาํ รงตาํ แหน่งใดอนั
อาจมผี ลใหก้ ารสัง่ คดหี รือการปฏบิ ัตหิ นา้ ทีไ่ มเ่ ป็นไปตามวรรคสอง หรืออาจทําให้มกี ารขัดกันแห่งผลประโยชน์
ทัง้ นี้ มาตรการดังกล่าวต้องกาํ หนดใหช้ ดั แจ้งและใช้เปน็ การทวั่ ไป โดยจะมอบอาํ นาจใหม้ กี ารพจิ ารณาเปน็ กรณีๆ
ไปมไิ ด้

หนงั สืออ้างอิง
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560, ฉบบั พมิ พต์ ามพระราชกิจจานเุ บกษา.
รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2560 พรอ้ มหวั ขอ้ เร่ืองทกุ มาตรา ฉบบั สมบูรณ,์

บญุ ร่วม เทยี มจนั ทร.์
ข้อมูลเหตุการณ์การเมืองภายใต้รัฐธรรนูญไทยในอดีตทุกฉบับและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พ.ศ. 2560, นคร พจนวรพงษ์และคณะ.

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 98 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29


Click to View FlipBook Version