บอกใบศัพทส งั คม พชิ ติ TCAS’61
เศรษฐศาสตร
กลไกราคา (Price mechanism)
กลไกราคา (กลไกตลาด ระบบราคา ระบบตลาด) ทาํ หนา้ ทใี่ นการแกป้ ัญหาพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจโดยจะ
เป็นตวั กําหนดว่า จะผลิตสินคา้ อะไร จะผลิตอย่างไร และจะผลติ ใหก้ บั ใครบา้ ง และเป็นเคร่ืองมอื สาํ คัญในการ
จัดสรรทรัพยากรเพือ่ การผลิตของระบบเศรษฐกิจทุนนยิ ม ราคาสนิ ค้าจะถกู กาํ หนดขึน้ จากปริมาณการเสนอซอ้ื
(อุปสงค์) และปรมิ าณการเสนอขาย (อปุ ทาน) อดมั สมิธ นกั เศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษกล่าววา่ ลักษณะการ
ทาํ งานของกลไกราคาในตลาดเปรียบเสมอื นการทํางานของ “มือมองไม่เห็น” (invisible hand).
การกาํ หนดค่าจ้างขนั้ ตํ่า
การกําหนดคา่ จา้ งข้นั ตํา่ เป็นการแทรกแซงกลไกราคาในตลาดแรงงานของรฐั บาล การกาํ หนดคา่ จ้างขนั้ ตํา่
จะมีผลทําใหเ้ กิดอุปทานแรงงานส่วนเกนิ ความตอ้ งการจ้างแรงงานจงึ ลดลง เพราะเม่ืออัตราคา่ จ้างสงู ขนึ้
ลูกจา้ งมคี วามตอ้ งการทาํ งานมากขน้ึ ในขณะที่นายจ้างจะจา้ งแรงงานน้อยลง การกําหนดคา่ จา้ งขั้นตํา่ จะ
ก่อใหเ้ กดิ ปญั หาการว่างงานตามมา.
การกําหนดราคาขนั้ ต่ํา (Floor price)
การกาํ หนดราคาขน้ั ตํา่ คือ การทรี่ ัฐบาลเขา้ มากําหนดราคาขนั้ ตา่ํ หรอื ราคาประกนั ให้สงู กว่าราคาดุลยภาพ
เพ่ือช่วยเหลือผู้ผลติ (เชน่ เกษตรกร) ให้ขายสนิ ค้าได้ในราคาทสี่ งู ข้ึน เพราะราคาดุลยภาพหรอื ราคาตลาดใน
ขณะนนั้ ต่ําเกนิ ไปจนผ้ผู ลิตเดอื ดรอ้ น การกาํ หนดราคาขน้ั ต่ํา ณ ราคาประกัน ทาํ ใหเ้ กดิ อุปทานส่วนเกินหรอื
ภาวะผลผลติ ล้นตลาด.
การกาํ หนดราคาข้นั สูง (Ceiling price)
การกาํ หนดราคาขน้ั สงู คือ การทรี่ ฐั บาลเข้ามากําหนดเพดานราคาใหต้ ่าํ กวา่ ราคาดุลยภาพ เพ่ือชว่ ยเหลือ
ผบู้ รโิ ภค ใหซ้ ือ้ สนิ คา้ ได้ในราคาท่ีถกู ลง เมอ่ื เกดิ ภาวะเงนิ เฟ้อหรอื สงคราม เชน่ การควบคุมราคานา้ํ ตาลทราย
นํ้ามนั การกาํ หนดราคาขั้นสูงอาจทาํ ใหเ้ กดิ อปุ สงคส์ ่วนเกิน หรอื การขาดแคลนสนิ คา้ ทีม่ กี ารควบคมุ ราคา เพราะ
ปรมิ าณสนิ ค้าทีผ่ ู้ขายนาํ ออกขายมีจํานวนไมเ่ พยี งพอกบั ความต้องการ รฐั จงึ ตอ้ งใชม้ าตรการเสรมิ ดว้ ยวธิ ีการ
ปันสว่ น แต่ปญั หาท่จี ะเกิดตามมา คือ การเกดิ ตลาดมืด มกี ารลกั ลอบซอ้ื สินคา้ กันในราคาทส่ี งู กว่าราคาควบคุม.
การขจัดเงนิ เฟ้อ
มาตรการแก้ไขปัญหาเงนิ เฟ้อ คือ การลดอปุ สงค์มวลรวมโดยใช้
1. นโยบายการเงิน เชน่ เพิม่ อัตราดอกเบีย้ / เพม่ิ อตั ราเงินสดสาํ รอง / เพม่ิ อตั รารบั ช่วงซ้ือลด / ลด
การขยายเครดติ ของธนาคารพาณชิ ย์ / ขายหลกั ทรพั ยข์ องรฐั บาล
2. นโยบายการคลงั เช่น เพมิ่ อตั ราภาษี / ลดการใชจ้ า่ ยของรัฐบาล / ใชง้ บประมาณแบบเกินดุล.
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 99 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
การเพม่ิ คา่
การเพม่ิ ค่าเงิน หมายถึง เงินตราของประเทศหนงึ่ มีค่าสงู ขึน้ เมือ่ แลกเปลยี่ นกับเงินตราสกุลอนื่ เช่น
สมมติวา่ อัตราแลกเปลย่ี นจาก 1 ดอลลารส์ หรฐั ฯ เทา่ กับ 35 บาท เปน็ 1 ดอลลารส์ หรฐั ฯ เทา่ กับ 33 บาท
แสดงว่า
1. เงินบาทมีค่าแขง็ ข้นึ เพราะใช้เงนิ บาทจํานวนนอ้ ยลงในการแลกดอลลาร์
2. เงิน 1 บาทแลกดอลลาร์ไดจ้ ํานวนมากข้ึน
3. เงิน 1 ดอลลารแ์ ลกบาทไดจ้ าํ นวนนอ้ ยลง
4. ราคาสนิ คา้ ไทยแพงขึน้ ในสายตาชาวตา่ งชาติ
5. ราคาสินค้าจากตา่ งชาตถิ ูกลงในสายตาคนไทย
6. ฝรั่งเข้ามาเท่ียวในไทยลดลง
7. คนไทยไปเท่ียวตา่ งประเทศมากข้ึน
8. ราคาสินค้าออกแพงขนึ้ ทาํ ใหป้ รมิ าณการสง่ ออกลดลง
9. ราคาสนิ คา้ เข้าถูกลง ปริมาณการนําเขา้ เพิ่มข้ึน
10. การสงั่ สนิ ค้าเขา้ จากตา่ งประเทศเพิ่มขน้ึ เพราะซ้ือสนิ คา้ เขา้ โดยจ่ายเงินบาทเป็นจาํ นวนน้อยลง
11. ดุลการคา้ ขาดดลุ เพ่มิ ข้ึน
12. การแข่งขนั ทางการค้ากับประเทศคู่แขง่ ยากขนึ้
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (Economic integration)
การรวมกลุม่ ทางเศรษฐกจิ จาํ แนกไดด้ งั น้ี
1. เขตการค้าเสรี (FTA : Free Trade Area) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจท่ีมกี ารยกเว้นภาษีศุลกากร
ระหว่างกนั ในประเทศสมาชิก แต่ละประเทศยังคงมอี สิ ระในการกาํ หนดอัตราภาษีศุลกากรกบั ประเทศคคู่ า้ นอกกลุ่ม
ตัวอย่าง เขตการค้าเสรียโุ รป (EFTA : European Free Trade Association), เขตการค้าเสรอี าเซยี น (AFTA :
ASEAN Free Trade Area), ขอ้ ตกลงเขตการคา้ เสรีอเมรกิ าเหนอื (NAFTA : North American Free Trade
Area)
2. สหภาพศลุ กากร (Customs Union) เป็นการรวมกลุ่มที่มกี ารยกเลิกภาษีศลุ กากรและข้อจาํ กดั
ทางการคา้ ระหวา่ งกันในกลมุ่ นอกจากนป้ี ระเทศสมาชิกทุกประเทศตอ้ งใช้ขอ้ กําหนดอตั ราภาษศี ลุ กากรกับ
ประเทศคูค่ า้ นอกกลมุ่ ในอัตราเดียวกัน ตัวอยา่ ง สหภาพศลุ ากรบาวาเรยี , สหภาพศุลกากรเยอรมนั กลาง
3. ตลาดร่วม (Common Market) เปน็ การรวมกลุม่ ท่มี ลี กั ษณะะเหมอื นกับสหภาพศลุ กากร มเี พิ่มเติม
คือ ใหม้ ีการเคลือ่ นยา้ ยปจั จัยการผลติ ระหว่างประเทศสมาชิก เชน่ แรงงานและทนุ ไดอ้ ยา่ งเสรี ตวั อย่าง
ตลาดร่วมอเมริกากลาง (CACM : Central American Common Market)
4. สหภาพเศรษฐกจิ (Economic Union) เปน็ การรวมกลมุ่ ท่ีมีลักษณะะเหมือนกับตลาดร่วม มี
เพ่ิมเติม คือ ให้ประเทศสมาชิกร่วมกนั กําหนดนโยบายทางเศรษฐกจิ ต่างๆ เปน็ รูปแบบเดยี วกัน เชน่ นโยบาย
การเงิน นโยบายการคลัง การลงทุนและการค้ากบั ตา่ งประเทศ.
5. สหภาพเหนอื ชาติ (Supranational Union) เป็นการรวมกล่มุ ทางเศรษฐกจิ ขนั้ สงู สุดโดยมี
วัตถุประสงคเ์ พือ่ รวมกันเปน็ ชาตเิ ดยี วกัน รฐั บาลของแตล่ ะประเทศไม่สามารถกําหนดนโยบายของตนเองได้
แตส่ หภาพจะกาํ หนดนโยบายใหป้ ระเทศสมาชิกดาํ เนนิ การเอง ปัจจุบนั ยังไมม่ ีการรวมกลุ่มในรปู แบบดังกล่าว.
สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 100 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
ความรว่ มมือทางเศรษฐกิจระดับอนุภมู ภิ าค
1. โครงการความรว่ มมืออนภุ มู ิภาคลุม่ น้ําโขงตอนบน (UPMEC Quadrangle : Quadrangle
Economic Coorperation หรือ Upper Mekhong Economic Coorperation) มีสมาชกิ ไดแ้ ก่ ไทย ลาว พมา่
มณฑลหยนุ นานของจีน
2. ยุทธศาสตร์ความร่วมมอื ทางเศรษฐกิจ อิรวด-ี เจา้ พระยา-แม่โขง (ACMECS : Ayeyawady-Chao
Phraya-Mekong Economic Coorperation Strategy) มีสมาชิก ไดแ้ ก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม
3. ความร่วมมอื ทางเศรษฐกิจในอนุภมู ภิ าคลุ่มแมน่ ้ําโขง (GMS : Greater Mekong Subregion
Economic Coorperation) หรอื หกเหลย่ี มเศรษฐกิจ มีสมาชกิ ไดแ้ ก่ ไทย จีน พม่า ลาว กมั พูชา เวยี ดนาม
4. ความรเิ ร่มิ แหง่ อา่ วเบงกอล (BIMSTEC : Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral
Technical and Economic Cooperation Ministerial Meeting) มีสมาชิก ไดแ้ ก่ บงั กลาเทศ อินเดีย พม่า
ศรีลังกา ไทย เนปาล ภฏู าน
5. ความรว่ มมือลุม่ แมน่ า้ํ โขง-คงคา (MGC : Mekong-Ganga Cooperation) มสี มาชกิ ไดแ้ ก่ ไทย
อนิ เดยี พมา่ ลาว กัมพชู า เวียดนาม
ความลม้ เหลวของตลาด (Market failure)
เนอื่ งจากกลไกราคาไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงทําให้รัฐต้องเข้ามาแทรกแซง
กลไกราคา สาเหตทุ ี่กลไกตลาดลม้ เหลวมดี ังนี้
1. กรณีสนิ ค้าสาธารณะ : ระบบตลาดสามารถทํางานได้ดกี ับสินคา้ เอกชน แต่ไมอ่ าจใชไ้ ด้ผลกับสนิ ค้า
สาธารณะ รัฐจงึ ตอ้ งเข้าแทรกแซง
2. สินค้าบรกิ ารทก่ี ่อใหเ้ กดิ ผลกระทบภายนอก : การกาํ หนดราคาตามระบบตลาด อาจไม่ได้สะทอ้ นถงึ
ต้นทุนทแ่ี ท้จริงของการผลิต เพราะไมไ่ ดค้ าํ นึงถงึ ต้นทุนทางสังคมทเ่ี กิดขึน้ เช่น ค่าใชจ้ า่ ยท่เี กิดขน้ึ โดยตรงหรอื
เป็นผลทเ่ี กิดตามมาในรูปของมลพษิ เช่น แม่นาํ้ เน่าเสีย ควนั พิษ ซึง่ มที ้งั ผลกระทบภายนอกเชิงบวกและเชิงลบ
3. การลงทุนทีม่ ขี นาดใหญ่ : รัฐตอ้ งเขา้ ดําเนนิ การเองเพื่อป้องกนั การผกู ขาดของเอกชนและถือเป็น
สวสั ดกิ ารทีใ่ ห้แก่ประชาชน เชน่ การไฟฟ้า ประปา รถไฟ
4. ขอ้ จํากดั ดา้ นรบั รู้ขา่ วสารของผบู้ รโิ ภค : รฐั ทําหนา้ ทเี่ ผยแพรข่ า่ วสารที่ถกู ตอ้ งใหผ้ ้บู รโิ ภคอยา่ งทว่ั ถึง
เพอ่ื ปอ้ งกันเอกชนไม่ให้เอาเปรยี บผ้บู ริโภค.
คา่ จา้ งขัน้ ตาํ่ (Minimum wage)
รฐั บาลตอ้ งกําหนดคา่ จ้างขั้นต่ํา เพราะต้องการใหค้ ่าจ้างอยู่สูงกวา่ ระดับดุลยภาพ ผลกระทบจากการ
กําหนดค่าจา้ งข้นั ตาํ่ เช่น อปุ ทานแรงงานมีแนวโนม้ เพ่มิ ขึน้ (พูดง่ายๆ ก็คือ ลกู จ้างมีความตอ้ งการทาํ งานมาก
ขน้ึ ) อปุ สงค์แรงงานมแี นวโนม้ ลดลง (พดู งา่ ยๆ กค็ ือ นายจา้ งจะจา้ งแรงงานนอ้ ยลง) อุปทานสินคา้ ลดลง สรปุ
กค็ ือ การกําหนดค่าแรงขนั้ ต่าํ นท้ี ําใหก้ ารว่าจ้างแรงงานลดลง การวา่ งงานมากขน้ึ กค็ ือ เกดิ อปุ ทานแรงงาน
ส่วนเกนิ เพมิ่ ขึ้นนนั่ เอง (อุปทานแรงงาน = การเสนอขายแรงงานของลูกจ้าง, อุปสงคแ์ รงงาน = การเสนอซื้อ
แรงงานของนายจ้าง).
งบประมาณขาดดุล (Deficit budget)
กรณีท่ีภาวะเศรษฐกิจตกต่าํ รฐั บาลจะจัดทํางบประมาณแบบขาดดลุ คือ กําหนดรายได้นอ้ ยกว่ารายจา่ ย
ซึ่งเป็นการอัดฉีดเงนิ เขา้ ไปในระบบเศรษฐกจิ ให้มากขึ้น ในขณะเดยี วกันกจ็ ะเก็บภาษีใหต้ ่ํากว่ารายจ่าย ซงึ่ จะ
ทําให้เกดิ การกระตนุ้ ใหม้ กี ารจ้างงาน การผลิตสนิ คา้ และบริการก็จะเพิม่ สงู ขึ้น.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 101 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
งบประมาณแผ่นดนิ (Government budget)
งบประมาณแผน่ ดนิ คอื แผนการเงินทีแ่ สดงถึงรายไดแ้ ละรายจา่ ยของรัฐบาล งบประมาณแผ่นดนิ
แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท ได้แก่
1. งบประมาณเกนิ ดลุ คอื มีรายได้มากกวา่ รายจ่าย
2. งบประมาณขาดดลุ คือ มรี ายได้น้อยกวา่ รายจา่ ย
3. งบประมาณสมดุล คอื มรี ายได้รวมเท่ากับรายจา่ ยรวม
ข้อสังเกต 1. ถา้ ต้องการกระตนุ้ เศรษฐกิจ ควรใชง้ บประมาณแบบขาดดลุ (กาํ หนดรายจา่ ยนอ้ ยกว่ารายได้)
2. ถ้าต้องการให้ชะลอตัวเศรษฐกิจ ควรใชง้ บประมาณแบบเกินดลุ (กําหนดรายจ่ายมากกวา่
รายได้)
3. ถ้าตอ้ งการใหเ้ กิดแรงกระตุน้ จากการใชจ้ ่ายตา่ํ ควรใช้งบประมาณแบบสมดุล.
เงินฝืด (Deflation)
เงนิ ฝดื คือ ภาวะท่รี ะดับราคาสนิ ค้าและบริการโดยทว่ั ไปลดตํา่ ลง ระบบเศรษฐกิจเกิดการหดตัว ระดบั
การผลติ ลดลง มกี ารวา่ งงานสงู ขึ้น
ผ้ทู ี่ไดร้ บั ผลกระทบจากภาวะเงนิ ฝดื
1. ผู้ที่ได้เปรียบ เช่น เจ้าหนี้ ผมู้ รี ายได้คงท่ี (เช่น ผู้รับบาํ นาญ ผู้ใชแ้ รงงาน) เพราะอํานาจซื้อหรือรายได้
ทแ่ี ท้จริงของบคุ คลกลุม่ น้สี ูงขึน้
2. ผ้ทู ี่เสยี เปรียบ เช่น ลูกหนี้ เพราะตอ้ งใช้หน้ดี ว้ ยเงินท่มี อี าํ นาจซือ้ สงู กว่าเงินที่ก้ยู มื ไป ผอู้ อมโดยทว่ั ไป
เพราะภาวะราคาลดทาํ ให้เงินออมมีอํานาจซ้ือเพมิ่ ขึ้น
เงินเฟอ้ (Inflation)
เงนิ เฟ้อ คอื ภาวะท่ีระดบั ราคาสินคา้ และบริการโดยทวั่ ไปสงู ขนึ้ เร่อื ยๆ อยา่ งต่อเนือ่ ง (ไม่ใชว่ ่าราคาสนิ ค้า
ทกุ ชนิดทง้ั หมดในระบบเศรษฐกจิ จะต้องสูงขน้ึ ) แต่เป็นระดับราคาโดยทวั่ ไปหรอื ระดับราคาโดยเฉลีย่
สาเหตุของเงินมดี ังน้ี
1. สาเหตุของเงนิ เฟ้อด้านอปุ สงค์ (เงนิ เฟ้อทเี่ กดิ ข้นึ จากแรงดงึ ของอุปสงค)์ เชน่ ปริมาณเงนิ ในระบบ
เศรษฐกิจเพมิ่ ขนึ้ เนื่องจากรฐั บาลพิมพธ์ นบัตรออกมาใช้จ่ายมากเกนิ ไป หรือรัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณขาด
ดุลมากเกินไปและอยา่ งต่อเนือ่ ง
2. สาเหตขุ องเงนิ เฟ้อด้านอุปทาน (เงนิ เฟ้อทเี่ กิดขน้ึ จากแรงดันของตน้ ทุนการผลติ ) เช่น คา่ จา้ ง
แรงงานเพ่ิมสูงขึ้น ผู้ผลิตบวกกําไรในราคาขายเพ่มิ ข้ึน ราคาเชอ้ื เพลิงและวัตถดุ ิบนําเข้าเพมิ่ ขึ้น.
ลกั ษณะของภาวะเงนิ เฟ้อมีดงั นี้
1. เงนิ เฟ้อเปน็ ภาวะทอ่ี ปุ ทานของสนิ คา้ มีนอ้ ยเกินไป
2. คา่ ของเงนิ ลดลง หมายความว่า จํานวนสินค้าเทา่ เดมิ แตต่ ้องใชเ้ งนิ มากข้นึ เพอื่ ซือ้ สนิ ค้านั้น
3. อํานาจซ้อื ลดลง หมายความวา่ จาํ นวนเงินเท่าเดมิ แต่ซ้ือสินคา้ ไดน้ ้อยลง
4. ความต้องการถือเงนิ ลดลง เพราะคา่ ของเงนิ ลดลงเรื่อยๆ แต่จะหนั ไปกักตุนสินค้ามากข้ึน
5. คา่ ครองชพี สงู ข้นึ ก็คอื ค่าใช้จา่ ยในชวี ิตประจาํ วันสูงขึน้
6. มาตรฐานการครองชพี ลดลง ก็คือระดบั การกินดอี ยดู่ ตี ่าํ ลง
7. รายไดท้ แ่ี ทจ้ รงิ ลดลง การกระจายรายไดไ้ มเ่ ทา่ เทยี มกนั เพิม่ ข้ึน
8. ราคาสินคา้ ส่งออกสงู ขนึ้ มลู คา่ การส่งออกจึงลดลง.
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 102 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
เงินเฟอ้ และผลกระทบ
ผทู้ ี่ได้รบั ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ
1. ผทู้ ีไ่ ด้เปรียบ เช่น พอ่ ค้าแม่ค้า ลูกหน้ี เจ้าของบริษัท นกั ธรุ กจิ ผผู้ ลติ ผู้ถอื หุ้น นายธนาคาร ผู้เช่า
ผ้ทู ถ่ี ือทรัพยส์ ินทีม่ รี าคาไมแ่ นน่ อน เช่น ทด่ี ิน หมบู่ า้ นจดั สรร บ้านเรอื น
2. ผ้ทู ่เี สยี เปรียบ เชน่ ผู้มีรายได้คงท่ี (เชน่ ผู้รบั บาํ นาญ ผู้ใชแ้ รงงาน ลกู จ้างรายวนั ) เจา้ หนี้ ครทู ่ี
โรงเรียน ข้าราชการ ผู้ท่ถี อื ทรพั ย์สินทีเ่ ป็นตัวเงนิ แนน่ อน เช่น เงินสด เงินฝากประจาํ หนุ้ กู้
ขอ้ สงั เกต 1. พอ่ คา้ แม่ค้าไดเ้ ปรยี บจากการทีส่ นิ คา้ มีราคาสูงขึ้น, ลกู หนไ้ี ด้เปรยี บ เพราะชาํ ระหน้ดี ว้ ย
เงินทม่ี คี า่ ลดลง, ผู้ถอื ทรัพย์สินได้เปรยี บ เพราะสนิ ค้ามีราคาสงู ขึน้ ตามภาวะเงินเฟ้อ
2. ผ้มู รี ายไดป้ ระจําเสียเปรยี บ เพราะค่าครองชพี ทส่ี งู ขน้ึ , เจ้าหนี้หรอื ผู้มสี นิ ทรัพยใ์ นรูปเงนิ สด
หรอื เงินฝากประจาํ เสียเปรียบ เพราะคา่ ของเงินลดลง หากอัตราดอกเบีย้ เป็นแบบตายตัว.
ดุลการคา้ (Balance of trade)
ดุลการคา้ คือ บัญชีทบี่ ันทกึ มูลค่าสนิ ค้าออกและสนิ คา้ เขา้ ของประเทศหนง่ึ กบั ประเทศอนื่ ๆ ดุลการค้า
แสดงเฉพาะรายการสินคา้ เท่านั้น ไม่รวมบริการ หากมกี ารรวมบรกิ ารด้วยนัน้ เรยี กวา่ ดุลบัญชสี ินคา้ และบริการ
ดุลการคา้ มี 3 ประเภทดงั นี้
1. ดลุ การคา้ เกนิ ดลุ คือ การที่ประเทศส่งสินค้าออกเปน็ มูลคา่ สงู กว่ามลู คา่ สนิ คา้ เข้า
2. ดุลการค้าขาดดุล คือ การทป่ี ระเทศส่งสินค้าออกเป็นมลู ค่าต่าํ กว่ามูลค่าสินคา้ เขา้
3. ดุลการค้าสมดุล คือ การที่ประเทศสง่ สนิ ค้าออกเปน็ มูลคา่ เทา่ กับมูลค่าสนิ ค้าเขา้
ดุลการชําระเงิน (Balance of payments)
ดุลการชําระเงิน คือ บญั ชีบันทึกการรับและการจา่ ยเงนิ ตราต่างประเทศ ดลุ การชาํ ระเงนิ ประกอบด้วย
1. บัญชีเดินสะพดั แบ่งย่อยออกเปน็ 4 รายการ ไดแ้ ก่ ดลุ การคา้ ดลุ บรกิ าร ดุลบริจาค (เงินโอน) และ
รายได้
2. บญั ชีทนุ
ขอ้ สังเกต 1. ยอดดุลการชาํ ระเงนิ ดไู ดจ้ ากดุลบัญชที นุ สํารองระหว่างประเทศ (มใิ ชบ่ ัญชที ุน)
2. ดงั นั้นบญั ชที แ่ี สดงฐานะดลุ การชาํ ระเงนิ ของประเทศ คอื บัญชที ุนสาํ รองระหว่างประเทศ.
ดลุ ยภาพของตลาด (Market equilibrium)
ดลุ ยภาพของตลาด เกดิ ขน้ึ เม่อื
1. สภาวะทป่ี ริมาณเสนอซอ้ื เทา่ กบั ปริมาณเสนอขาย ทัง้ นี้ระดบั ราคาสินคา้ ที่
ปรมิ าณซอื้ เทา่ กับปรมิ าณขายจะเรยี กวา่ ราคาดุลยภาพ (equilibrium price)
และปริมาณสินค้าท่เี ท่ากันระหว่างปรมิ าณซอ้ื กบั ปรมิ าณขายจะเรยี กวา่
ปรมิ าณดุลยภาพ (equilibrium quantity)
2. สภาวะท่ีอปุ สงคส์ ่วนเกินและอปุ ทานส่วนเกินมีค่าเทา่ กับศนู ย.์
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 103 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
ตน้ ทุนคา่ เสยี โอกาส (Opportunity cost)
เนือ่ งจากทรัพยากรมีจาํ กัดและมีนอ้ ยกว่าความต้องการของมนษุ ย์ จึงทําให้ตอ้ งตดั สนิ ใจใช้ทรพั ยากรใน
ทางเลือกหน่งึ ๆ และเมอื่ ตดั สนิ ใจใช้ทรพั ยากรในทางเลือกหน่งึ แล้วย่อมเสียโอกาสทจ่ี ะนําทรพั ยากรนไ้ี ปใชใ้ น
ทางเลอื กอ่ืนๆ หรอื เรียกว่าเกดิ ตน้ ทุนในการเลือกขึน้ มา ตน้ ทุนในการเลอื กน้กี ็คือ ต้นทุนคา่ เสียโอกาส คา่ เสีย
โอกาสไมใ่ ชส่ ่งิ ทเี่ ราเลอื ก แต่เปน็ สิง่ ทีเ่ ราไม่ได้เลือก ต้นทนุ คา่ เสยี โอกาสจึงหมายถงึ มลู ค่าสูงสดุ ของส่ิงทเี่ สียสละ
ไปเพือ่ ทดแทนส่ิงท่ีเราเลือก หรือก็คอื มูลคา่ สูงสดุ ของสิ่งทเ่ี ราไมไ่ ด้เลือกนน่ั เอง ต้นทนุ ทางเศรษฐศาสตร์
จึงหมายถึง ตน้ ทุนคา่ เสียโอกาสเทา่ น้ัน ดังนน้ั การนําทรัพยากรใดมาใช้ในการผลติ สินค้าจงึ ตอ้ งมีตน้ ทุนค่าเสีย
โอกาสเกิดขึน้ เสมอ ซง่ึ ตรงกบั คําทีว่ า่ “ไมม่ อี ะไรฟรใี นโลกน”ี้ .
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfect competition)
ตลาดแขง่ ขันสมบูรณล์ ักษณะสาํ คญั ดังน้ี
1. มผี ซู้ ้ือผู้ขายจาํ นวนมาก
2. สินคา้ มลี กั ษณะเหมอื นกนั ทกุ ประการ
3. ผู้ซ้อื ผขู้ ายแต่ละรายรู้ถึงภาวะตลาดเป็นอยา่ งดี
4. ไมม่ อี ปุ สรรคการเข้าออกจากตลาด
5. การโยกย้ายปัจจัยการผลิตเปน็ ไปอยา่ งเสรี
6. ไม่มผี ลกระทบจากภายนอก
ตลาดแข่งขนั สมบูรณม์ ขี อ้ ดแี ละข้อเสยี ดังนี้
ข้อดี ราคาสินคา้ ถูกกาํ หนดโดยอปุ สงคแ์ ละอุปทานของตลาด / ปจั จยั การผลิตและการผลติ
เคลือ่ นย้ายได้เสรี / ผผู้ ลติ เขา้ ไปทาํ การผลติ ในตลาดหรือเลิกกจิ การไดเ้ สรี
ขอ้ เสยี ผู้ซ้อื ผูข้ ายมจี ํานวนมาก จนผู้ซ้อื ผู้ขายแต่ละคนไมม่ ีอทิ ธิพลเหนอื ราคาสินคา้ และส่วนแบ่งตลาด
/ สนิ ค้าที่ซ้อื ขายในตลาดมลี กั ษณะเหมือนกนั ทุกประการ
ขอ้ สงั เกต 1. ราคาสินค้าในตลาดท่ีมีการแข่งขนั สมบรู ณ์จะมีราคาเดียวกนั ทง้ั หมด และเป็นราคาที่
เหมาะสม ไม่มีผ้ซู ื้อผูข้ ายรายใดมีอทิ ธิพลต่อราคา และไมจ่ ําเปน็ ตอ้ งมกี ารโฆษณา
2. ตลาดแขง่ ขันสมบรู ณ์นถี้ อื เปน็ ตลาดในอุดมคติ (ideal market) ตลาดทมี่ ีลกั ษณะ
ใกล้เคียงกบั ตลาดแข่งขนั สมบรู ณก์ ็คอื ตลาดสนิ ค้าเกษตร เชน่ ตลาดขา้ วเปลือก ตลาดมัน-
สาํ ปะหลงั ตลาดหุ้น.
ตลาดผกู ขาด (Monopoly)
ตลาดผูกขาด คอื ตลาดที่มีผู้ขายสนิ ค้าและบรกิ ารชนิดใดชนดิ หน่ึงเพียงรายเดยี ว และไมม่ สี ินคา้ อ่ืนใช้
ทดแทนได้ ทําใหผ้ ขู้ ายมีอาํ นาจในการกําหนดราคาและปริมาณสนิ คา้ ไดต้ ามความต้องการในการที่จะเพ่ิมหรอื ลด
ราคาและควบคมุ ปรมิ าณสนิ คา้ และบรกิ ารทงั้ หมดท่ขี าย
ข้อดีของตลาดผกู ขาด
1. ในกรณที ตี่ อ้ งการให้เกิดการประหยดั ตอ่ ขนาดการผลติ สําหรบั สนิ ค้าท่ใี ช้ตน้ ทนุ ประเภทคงทีจ่ ํานวน
มหาศาล เช่น กิจการสาธารณปู โภคประเภทตา่ งๆ และโครงการเพื่อสังคมขนาดใหญ่ ซ่งึ ต้นทนุ ตอ่ หน่วยจะลดลง
ไดต้ อ่ เมอื่ มีการผลติ จาํ นวนมาก และจะสามารถขายสินคา้ และบรกิ ารในราคาท่ีตาํ่ ลงได้
2. การผลิตสินคา้ หรอื การให้บรกิ ารบางประเภททมี่ ีคุณประโยชน์ แตม่ ีแรงจงู ใจด้านกาํ ไรน้อยจนเอกชน
ไม่สนใจผลิต หรอื เปน็ สนิ ค้าและบรกิ ารทีใ่ หค้ ณุ และโทษต่อสังคม รฐั ต้องเขา้ มากาํ กับดแู ลอยา่ งเขม้ งวด เชน่
การบรกิ ารปอ้ งกนั ประเทศ การผลิตวัคซีน โรงงานยาสบู เป็นต้น
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 104 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29
3. อาจช่วยสง่ เสริมดา้ นการวิจยั พัฒนา เพราะผู้ผูกขาดมตี ลาดกว้างขวาง ทาํ ใหม้ ผี ลกําไรมาก จึงมี
ศกั ยภาพในการคดิ คน้ วิจยั ใหม่ทตี่ ้องใช้เงินลงทนุ มาก
ข้อเสยี ของตลาดผกู ขาด
1. การผูกขาดทาํ ให้การผลิตสินคา้ เป็นไปอย่างไม่มปี ระสิทธภิ าพ เพราะผผู้ กู ขาดไมม่ ีค่แู ข่งทางการคา้
จึงไมค่ ่อยใหค้ วามสนใจต่อประสิทธิภาพในการผลิตเทา่ ใดนกั การใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกจิ จึงไมม่ ีความคมุ้ ค่า
มากท่ีสุด
2. ตลาดที่มกี ารผกู ขาด ผลผลติ ทนี่ าํ ออกมาจาํ หน่ายในตลาดอาจมจี ํานวนไมพ่ อเพียงตามความต้องการ
บรโิ ภค เพราะการตั้งราคาผลผลิตทีส่ ูงของผ้ผู ูกขาดจากอาํ นาจผกู ขาดทมี่ ี ทาํ ใหม้ กี ารเสนอซื้อหรอื อุปสงคส์ นิ ค้า
ในตลาดต่ํา ผทู้ ่ไี ดบ้ รโิ ภคอย่างพอเพียงเป็นกลุม่ คนทีม่ ฐี านะทางเศรษฐกจิ ทีด่ กี วา่ .
ตลาดมืด (Black market)
ตลาดมืดเปน็ การซ้อื ขายสนิ ค้าหรือบริการทล่ี ะเมิดกฎหมายควบคุมราคา ซ่ึงเกดิ ขนึ้ เมอื่ มีการกําหนด
ราคาสนิ ค้าขัน้ สงู ณ.ระดับต่าํ กวา่ ราคาดลุ ยภาพ ทําให้เกดิ อุปสงค์ส่วนเกิน ผขู้ ายจะแอบนําสนิ คา้ สว่ นหน่งึ มา
แบ่งขายหลังร้าน ผบู้ รโิ ภคจะตอ้ งซอ้ื สนิ ค้าชนิดนัน้ ในราคาท่สี งู กว่าราคาควบคมุ .
ทุนนิยม (Capitalism)
ทนุ นยิ มมีลกั ษณะสําคัญดงั นี้
1. ไมจ่ ํากัดเรอ่ื งกรรมสิทธิใ์ นทรพั ย์สนิ และปัจจยั การผลิต
2. ไม่จาํ กัดการทาํ งานของกลไกราคา
3. ไม่มกี ารวางแผนจากสว่ นกลาง
4. ไมม่ เี ปา้ หมายในการกระจายรายได้ท่ีเป็นธรรม
5. เอกชนมีบทบาทสาํ คัญในการดาํ เนินกิจกรรมทางเศรษฐกจิ .
นโยบายการคลังแบบขยายตัว (Expansionary fiscal policy)
กรณีท่รี ฐั บาลต้องการให้เศรษฐกจิ ขยายตัว เช่น ในชว่ งภาวะเศรษฐกจิ ตกต่าํ หรือเกิดภาวะเงนิ ฝดื รฐั บาล
จะใชง้ บประมาณแบบขาดดลุ ซงึ่ หมายถึง ใชจ้ ่ายให้มากกว่ารายได้ท่ีได้มา ดงั นัน้ หากรัฐบาลเพิม่ การใชจ้ า่ ยให้
มากข้ึนและเกบ็ ภาษใี ห้นอ้ ยลง ก็จะเปน็ การกระต้นุ การใช้จ่ายในประเทศให้เพ่มิ ขนึ้ ด้วย การผลติ และการจา้ งงาน
จะเพม่ิ ข้ึน และรายได้รวมของประเทศจะเพ่มิ สูงข้ึนอนั นาํ มาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกจิ
มาตรการของนโยบายการคลังแบบขยายตวั เช่น เพมิ่ การใชจ้ ่ายของภาครฐั / ลดภาษี / ใช้งบประมาณ
แบบขาดดุล ใชจ้ ่ายในรูปเงนิ โอนมากขึน้ มาตรการดงั กล่าวถอื เป็นนโยบายที่ใชเ้ พ่ือกระตนุ้ ภาวะเศรษฐกจิ เพ่อื ให้
รายได้ประชาชาตเิ พิ่มสูงขึน้ .
นโยบายการคลังแบบหดตัว (Contractionary fiscal policy)
กรณีทรี่ ัฐบาลตอ้ งการใหเ้ ศรษฐกิจหดตัว เชน่ ในชว่ งท่เี กดิ ภาวะเงนิ เฟ้อ รัฐบาลจะใชง้ บประมาณแบบ
เกินดุล ซ่งึ หมายถงึ ใชจ้ ่ายให้นอ้ ยกวา่ รายไดท้ ไี่ ดม้ า ดงั น้นั หากรัฐบาลลดการใชจ้ ่ายลงและเก็บภาษีเพม่ิ ข้ึน
ก็จะทําให้อปุ สงคร์ วมของประเทศลดลง ประชาชนจะมรี ายไดล้ ดลง และมกี าํ ลังซือ้ ทลี่ ดลงตามมา เศรษฐกิจโดยรวม
ยอ่ มเกิดการหดตัว มีการผลิตและการจ้างงานทล่ี ดน้อยลง และรายไดร้ วมของทัง้ ประเทศจะลดลงตามมา
ซงึ่ นาํ ไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกจิ
มาตรการของนโยบายการคลังแบบหดตวั เช่น ลดการใชจ้ า่ ยของภาครัฐ / เพ่มิ ภาษี / ใชง้ บประมาณ
เกนิ ดลุ ใช้จา่ ยในรูปเงนิ โอนนอ้ ยลง มาตรการดังกลา่ วเป็นนโยบายท่ีใชเ้ พอื่ ชะลอภาวะเศรษฐกิจ.
โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 105 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
นโยบายการเงนิ (Monetary policy)
นโยบายการเงนิ คอื นโยบายทธ่ี นาคารกลางใช้ควบคมุ ปริมาณเงนิ ภายในระบบเศรษฐกิจ มวี ัตถุประสงค์หลกั
เพือ่ ควบคมุ อปุ ทานของเงนิ ควบคุมอัตราดอกเบย้ี และควบคุมการปล่อยสินเชอื่ ของธนาคารพาณิชย์
มาตรการของนโยบายการเงินมดี งั นี้
1. ปรบั อัตราเงินสดสาํ รองตามกฎหมาย เชน่ การเพม่ิ อตั ราเงินสดสาํ รอง เม่อื เกดิ ภาวะเงินเฟอ้
2. ปรบั อตั รารับช่วงซ้อื ลด เช่น การเพิม่ อัตรารับชว่ งซือ้ ลด เมอื่ เกดิ ภาวะเงนิ เฟ้อ
3. การซ้อื ขายหลกั ทรพั ย์รฐั บาล เชน่ การขายพนั ธบตั รรฐั บาล เม่ือเกิดภาวะเงินเฟ้อ
4. การควบคมุ ดา้ นคุณภาพหรอื การควบคุมเฉพาะทาง เชน่ การควบคุมสินเชอื่ เพ่ือการอปุ โภคบริโภค
การควบคุมสินเชอ่ื เพื่อการซอ้ื ขายบา้ นและทดี่ ิน การควบคุมสนิ เช่ือเพอ่ื การซอ้ื ขายหลักทรพั ย์.
นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary monetary policy)
การใช้นโยบายการเงินแบบขยายตวั มวี ตั ถุประสงคเ์ พือ่ เพิม่ ปริมาณเงนิ เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ในช่วง
ภาวะเศรษฐกจิ ตกต่ําหรือเกิดภาวะเงนิ ฝืด ธนาคารกลางอาจจาํ เป็นต้องเพ่ิมปริมาณเงิน โดยใช้มาตรการทาง
การเงนิ ต่างๆ ดงั น้ี
1. ลดอัตราดอกเบยี้
2. ลดอัตราเงนิ สดสํารอง
3. ลดอัตรารบั ชว่ งซอ้ื ลด
4. ซอ้ื คืนหลักทรัพย์ของรัฐบาลจากประชาชน ซงึ่ ก็จะทาํ ใหป้ รมิ าณเงินเพม่ิ ขนึ้ อตั ราดอกเบีย้ ลดตาํ่ ลง
การกยู้ ืมทาํ ได้ง่ายข้ึน จงึ สามารถเพ่ิมการใชจ้ ่ายโดยรวมข้นึ มาได้ สง่ ผลมาที่การผลิตและการจ้างงานในประเทศ
ท่ีเพิม่ ขึน้ และรายได้รวมของประเทศเพ่มิ ขึ้น.
นโยบายการเงินแบบหดตัว (Restrictive monetary policy)
การใช้นโยบายการเงินแบบหดตัว มีวัตถุประสงค์เพ่ือลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกจิ ในชว่ งที่เกดิ
ภาวะเงินเฟอ้ ธนาคารกลางอาจจาํ เป็นต้องลดปริมาณเงนิ ลงโดยใชม้ าตรการทางการเงนิ ตา่ งๆ ดงั น้ี
1. เพม่ิ อตั ราดอกเบีย้
2. เพิม่ อัตราเงินสดสาํ รอง
3. เพิม่ อตั รารบั ชว่ งซ้ือลด
4. ขายหลักทรัพยข์ องรัฐบาล ซ่งึ ก็จะมผี ลทําใหป้ ริมาณเงินในระบบเศรษฐกจิ ลดลง อตั ราดอกเบีย้ เพิ่มขึน้
การกยู้ ืมทําได้ยากขน้ึ จงึ สามารถลดการใชจ้ ่ายโดยรวมลงได้ ส่งผลมาที่การผลติ และการจา้ งงานในประเทศทล่ี ดลง
และรายไดร้ วมของประเทศลดลง.
นโยบายเสรีนิยม (Laissez-Faire)
คําในภาษาฝรงั่ เศส “Laissez Faire” หมายถงึ การอนญุ าตใหเ้ อกชนทําในสิง่ ทต่ี อ้ งการในทางเศรษฐกิจ
น่ันก็คอื การอนญุ าตให้เอกชนดาํ เนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ได้โดยปราศจากการควบคุมบังคบั จากรัฐบาล
เน่ืองจากลทั ธนิ เี้ ชือ่ วา่ ถ้าปลอ่ ยใหแ้ ต่ละหนว่ ยเศรษฐกจิ แสวงหาส่ิงทด่ี ีท่ีสุดสาํ หรับตนเองแลว้ ระบบเศรษฐกิจ
โดยรวมกจ็ ะได้รับส่ิงท่ีดที ่ีสุดเชน่ กนั ดังน้ันลทั ธิเสรนี ิยมเป็นแนวคิดทสี่ นับสนุนให้เอกชนมีเสรีภาพ ในการ
ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกจิ โดยรัฐบาลไมเ่ ข้าไปเก่ยี วข้องหรือเข้าไปเกี่ยวขอ้ งน้อยทส่ี ุด.
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 106 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29
ประเทศไทยกับระบบเศรษฐกจิ แบบผสม
ประเทศไทยจดั ไดว้ า่ เปน็ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหวา่ งทนุ นิยมกับสังคมนิยม สว่ นที่เปน็ ทุนนิยม
ได้แก่ การถือกรรมสิทธิใ์ นทรัพยส์ นิ ของเอกชน และการมเี สรภี าพในการเลือกบริโภค เอกชนมบี ทบาทในการ
ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกจิ มากมาย ส่วนทเี่ ป็นสงั คมนิยมเห็นไดจ้ ากการที่รัฐบาลเข้าไปมีบทบาทใน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยลงทนุ และดาํ เนินการด้านสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้า การประปา เป็นตน้ บทบาท
ของการใหค้ วามชว่ ยเหลอื กลุ่มด้อยโอกาสทางเศรษฐกจิ ดว้ ยการแทรกแซงกลไกราคา เช่น การประกนั ราคา
พืชผลเกษตร การกาํ หนดคา่ จา้ งขน้ั ต่าํ เป็นต้น.
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564)
แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 ไดจ้ ัดทาํ ขนึ้ ในชว่ งเวลาของการปฏิรูปประเทศ และสถานการณโ์ ลกที่
เปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็ และเชอื่ มโยงกันใกล้ชิดกันมากข้ึน โดยไดน้ อ้ มนาํ หลกั “ปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง” มาเปน็ ปรชั ญานําทางในการพฒั นาประเทศต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9-11 เพ่ือเสรมิ สร้าง
ภมู ิค้มุ กนั และช่วยใหส้ ังคมไทยสามารถยนื หยดั อยูไ่ ด้อยา่ งมน่ั คง เกิดภูมิคมุ้ กนั และมีการบริหารจดั การความ
เสย่ี งอยา่ งเหมาะสม ส่งผลให้การพัฒนาประเทศสคู่ วามสมดุลและยัง่ ยืน ในการจัดทาํ แผนพัฒนาฯ ฉบบั ที่ 12
ครัง้ น้ี สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไดจ้ ดั ทําบนพ้ืนฐานของกรอบ
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ซ่ึงเปน็ แผนหลักของการพฒั นาประเทศ และเปา้ หมายการพฒั นาท่ี
ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) รวมท้ังการปรับโครงสรา้ งประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย
4.0 ตลอดจนประเดน็ การปฏริ ปู ประเทศ นอกจากนนั้ ได้ให้ความสําคัญกบั การมีส่วนร่วมของภาคกี ารพัฒนา
ทกุ ภาคส่วน ทั้งในระดบั กลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศในทุกขนั้ ตอนของแผนฯ อยา่ งกวา้ งขวางและ
ต่อเนื่อง เพือ่ ร่วมกันกาํ หนดวิสยั ทศั น์และทศิ ทางการพฒั นาประเทศ รวมท้ังรว่ มจัดทํารายละเอยี ดยทุ ธศาสตร์
ของแผนฯ เพอ่ื ม่งุ สู่ “ความมนั่ คง มงั่ คั่ง และยั่งยืน ”
หลักการพัฒนาประเทศทสี่ ําคญั ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 12 ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
“การพัฒนาท่ีย่ังยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” ที่ต่อเนื่องจาก 2 แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 9-11 และ
ยดึ หลักการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ําและขับเคล่ือนการเจริญเติบโตจากการเพ่ิมผลิตภาพ
การผลิตบนฐานการใชภ้ ูมปิ ัญญาและนวตั กรรมสําหรับการกําหนดวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ยึดวิสัยทัศ
ของกรอบยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดว่า “ประเทศไทยมีความม่ันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ดว้ ยการพฒั นาตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในขณะที่การกําหนดเป้าหมายและตัวช้ีวัดในด้านต่างๆ
ของแผนพัฒนาฯ ไดย้ ดึ เปา้ หมายอนาคตประเทศไทยปี 2579 ที่เป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มาเป็นกรอบ
ในการกําหนดเป้าหมายท่ีจะบรรลุใน 5 ปี โดยที่เป้าหมายและตัวช้ีวัดต้องสอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม ท่ีองค์กรระหว่างประเทศกําหนดข้ึน อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน
(sustainable development goals : SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติกาํ หนดขน้ึ เปน็ ตน้ ส่วนแนวทางการพฒั นาได้
บูรณาการนโยบายหรอื ประเด็นพฒั นาทสี่ าํ คัญของประเด็นการปฏริ ูปประเทศ 37 วาระ และไทยแลนด์ 4.0.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 107 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม (Capitalist economic system)
ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยม (หรือระบบเสรนี ิยม ระบบตลาด) มีลกั ษณะสําคญั ดงั นี้
1. เอกชนมีกรรมสิทธใิ์ นทรพั ย์สนิ ของตน
2. เอกชนมเี สรีภาพเต็มทใี่ นการดําเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ
3. กจิ กรรมทางเศรษฐกิจผ่านกลไกราคา
4. การแข่งขนั เสรี
5. อ่นื ๆ เช่น ปัจจยั กําหนดปรมิ าณการผลติ ขึ้นอยูก่ บั ปรมิ าณเสนอซื้อและปรมิ าณเสนอขาย
ขอ้ ดีของระบบทุนนิยม เช่น กําไรและการมีกรรมสิทธใ์ิ นทรัพยส์ นิ เปน็ แรงจงู ใจในการผลิตและการทํางาน
เพราะทํามากจะมีรายไดม้ าก, ผูผ้ ลติ แตล่ ะรายตอ้ งแข่งขนั กันขายสินคา้ และบรกิ ารให้มากทส่ี ดุ จึงต้องปรับปรงุ
เทคนคิ การผลิตอยูเ่ สมอ โดยเน้นทง้ั คณุ ภาพและปริมาณดว้ ย, เอกชนมเี สรีภาพในการเลอื กตดั สินใจดาํ เนนิ
กจิ กรรมทางเศรษฐกิจท่ตี นถนดั , ผ้บู รโิ ภคมโี อกาสเลือกบริโภคสินคา้ และบรกิ ารต่างๆ ทเี่ ป็นธรรมมากข้ึน เพราะ
ไมม่ ีผูใ้ ดผูกขาดการผลิตที่ทาํ ใหร้ าคาสูงเกนิ ปกติ
ขอ้ เสียของระบบทนุ นิยม เช่น การกระจายรายไดแ้ ละการจดั สรรทรพั ยากรไมเ่ ทา่ เทียมกันและไมท่ ่ัวถึง,
มกี ารใช้ทรัพยากรอยา่ งสนิ้ เปลอื งและอาจนําไปสกู่ ารผกู ขาด เช่น การแขง่ ขันกันสร้างสรรพสนิ คา้ .
เศรษฐกิจพอเพยี ง (Self-sufficient economy)
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) พระราชทานแก่พสกนิกร
ให้เป็นแนวทาง การดําเนินชีวิตมาโดยตลอด โดยเฉพาะคร้ังที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ความพอเพียง
จะตอ้ งประกอบดว้ ย 3 คุณลกั ษณะ 2 เงือ่ นไขดงั นี้
1. ความพอประมาณ : ความพอดีท่ไี ม่นอ้ ยเกินไปและไม่มากเกนิ ไป โดยไม่เบียดเบยี นตนเองและผอู้ ืน่
เชน่ การผลติ และการบริโภคทอ่ี ยูใ่ นระดับพอประมาณ
2. ความมเี หตผุ ล : การตัดสนิ ใจเกยี่ วกับระดับความพอเพียงนั้นจะตอ้ งเปน็ ไปอยา่ งมเี หตุผลโดย
พิจารณาจากเหตปุ จั จยั ท่เี กยี่ วข้อง ตลอดจนคาํ นงึ ถึงผลทคี่ าดว่าจะเกดิ ข้ึนจากกระทํานั้นๆ อยา่ งรอบคอบ
3. การมีภมู ิคุ้มกันในตวั ที่ดี : การเตรียมตวั ให้พรอ้ มรับผลกระทบและการเปลย่ี นแปลงด้านตา่ งๆ ท่ีจะ
เกดิ ขนึ้ โดยคํานงึ ถงึ ความเปน็ ไปได้ของสถานการณต์ า่ งๆ ท่คี าดว่าจะเกดิ ขึน้ ในอนาคตทง้ั ใกลแ้ ละไกล
4. เงอื่ นไขความรู้ เชน่ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง และเงอ่ื นไขคณุ ธรรม เชน่ ซอื่ สตั ยส์ ุจริต ขยนั
อดทน สติปัญญา แบง่ ปัน ไม่โลภ ไม่ตระหน่ี.
สินคา้ ทใ่ี ช้แทนกัน (Substitute goods) และสนิ ค้าท่ีใชป้ ระกอบกัน (Complementary goods)
กรณีสินคา้ ที่ใชท้ ดแทนกนั อุปสงค์สินค้าชนิดหน่ึงจะแปรผนั ตรง (ทิศทางเดยี วกัน) ตามราคาของสินค้า
ท่ีใช้ทดแทนกัน เช่น ถ้าราคาเนื้อไก่ถูกลง อปุ สงค์เนอื้ หมูจะลดลง ในทางกลับกนั ถ้าราคาเน้ือไก่แพงขึ้น อปุ สงค์
ตอ่ เน้อื หมจู ะเพม่ิ ขึ้น
กรณสี ินค้าทใ่ี ชป้ ระกอบกันหรอื สินค้าทใ่ี ชร้ ว่ มกนั อุปสงคส์ นิ คา้ ชนดิ หนง่ึ จะแปรผกผนั (ทิศทางตรงกัน
ขา้ ม) กบั ราคาของสินค้าทใี่ ช้ประกอบกัน เชน่ ถา้ ราคาไม้ตปี ิงปองสูงขึ้น อุปสงค์ตอ่ ลกู ปิงปองจะลดลง ตวั อยา่ ง
อน่ื ๆ เช่น ปากกาหมกึ ซมึ กับนา้ํ หมึก รถยนตก์ บั นํ้ามนั ปืนกบั กระสนุ .
สนิ คา้ สาธารณะ (Public goods)
สนิ ค้าสาธารณะ คือ สนิ ค้าท่ที ุกคนใชบ้ รโิ ภคร่วมกันและเปน็ สินค้าท่ไี ม่สามารถกีดกนั การบริโภคของ
ผบู้ รโิ ภครายอนื่ ได้ เช่น การปอ้ งกันประเทศ การกระจายเสียงทางวทิ ยุ สญั ญาณทีวี ไฟฟา้ ตามถนน.
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 108 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
หน้ีสาธารณะ (Public debt)
หนส้ี าธารณะ คอื หนส้ี นิ ของรัฐบาลซ่งึ รวมทง้ั การยมื โดยตรง (การกอ่ หนีภ้ ายในประเทศ และการกอ่ หนี้
ตา่ งประเทศ) และการคาํ้ ประกันเงนิ กขู้ องรฐั บาลและรฐั วสิ าหกิจ เงินกถู้ ือเปน็ รายรบั สว่ นหนึ่งของรัฐบาลท่ีจะ
นํามาใชจ้ ่ายใหเ้ กดิ ประโยชน์กบั ประเทศชาติ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการกอ่ หนสี้ าธารณะมีดงั น้ี 1. ใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2. เพื่อความม่ันคงทาง
เศรษฐกิจหรอื ใชจ้ า่ ยยามสงคราม 3. เพอ่ื ใชจ้ า่ ยกรณงี บประมาณขาดดลุ 4. เพอ่ื บรหิ ารการคลังของรฐั ในระยะสัน้
5. ใชช้ ําระหนี้ 6. ใชป้ รับโครงสรา้ งหนี้
แหลง่ เงนิ ก้ขู องรัฐบาลมีดงั น้ี 1. การกเู้ งนิ จากภาคเอกชน 2. การพิมพธ์ นบตั ร 3. การกู้เงนิ จาก
ตา่ งประเทศ.
อาเซียนกับกล่มุ ความรว่ มมือ
อาเซยี นกับความร่วมมอื ในดา้ นต่างๆ
1. ASEAN+3 ประกอบด้วยสมาชกิ อาเซยี น 10 ประเทศ รว่ มกับ จนี / ญ่ปี ่นุ / เกาหลใี ต้
2. ASEAN+6 ประกอบดว้ ยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ รว่ มกบั จีน / ญป่ี ุน่ / เกาหลีใต้ / อนิ เดยี /
ออสเตรเลีย / นวิ ซีแลนด์
3. ASEAN+8 ก็คือ ASEAN+6 และเพิม่ สหรัฐอเมริกาและรสั เซยี
4. ZOPFAN เขตสนั ตภิ าพ เสรีภาพและความเปน็ กลาง (ZOPFAN : Zone of Peace, Freedom and
Neutrality)
5. TAC สนธิสญั ญาไมตรแี ละความร่วมมือในภูมิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ (TAC : Treaty of Amity
and Cooperation)
6. SEANWFZ สนธสิ ัญญาเขตปลอดอาวธุ นิวเคลยี ร์ในภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ (SEANWFZ :
Treaty on the Southeast Asian Nuclear Weapon Free Zone)
7. ARF การประชมุ วา่ ดว้ ยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟกิ (ARF : ASEAN
Regional Forum) เนน้ การสง่ เสริมความไวเ้ น้ือเช่อื ใจกนั การพัฒนาการทูตเชงิ ป้องกัน การแก้ไขความขัดแย้ง
8. ASEM อาเซมหรือการประชมุ เอเชีย-ยุโรป (ASEM : Asia-Europe Meeting)
9. EWEC ระเบยี งเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวนั ตก (East-West Economic Corridor) เป็นการเชอื่ ม
ระหวา่ งมหาสมทุ รแปซิฟกิ ทางตะวนั ออกและมหาสมทุ รอินเดยี ทางตะวันตก เร่ิมตน้ จากเมอื งดานงั ประเทศ
เวยี ดนาม เมอื งท่าสาํ คญั ของเวยี ดนาม ตดั ผา่ นลาวและไทย มายงั เมืองมะละแหม่งในพม่า
10.NSEC ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชอ่ื มจีนตอนใต้ ลาว พมา่
และไทย และจีนตอนใต้กบั เวียดนาม จดุ เรม่ิ ต้นในแนวเหนือ-ใต้ คือ เมอื งคนุ หมงิ ส่วนจดุ ปลายจะแยกเป็นสอง
สาย คือ ไทยและเวยี ดนาม
11. SEC ระเบยี งเศรษฐกจิ ตอนใต้ (Southern Economic Corridor) เชอ่ื มระหว่างไทย กมั พชู า และ
เวยี ดนาม.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29 109 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
ประวตั ิศาสตรไ ทย
กบฏ ร.ศ. 130
สมัยต้นรัชกาลท่ี 6 เกิดขบวนการ ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) หรือกลุ่มยังเติร์ก เป็นกลุ่มทหารท่ีวางแผน
ให้มีการเปล่ียนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบท่ีกษัตริย์อยู่ภายใต้
รัฐธรรมนญู นายทหารกลมุ่ นไ้ี ม่พอใจ เพราะคดิ ว่ารชั กาลท่ี 6 ทรงต้ังกองเสือป่าข้ึนมาเพื่อแข่งขันกับกองทหาร
ประกอบกบั ได้เห็นตัวอย่างการปฏิวตั ิในจีน ค.ศ. 1911 นาํ โดยดร.ซุน ยัตเซน แผนการปฏิวัติคร้ังน้ีร่ัวเสียก่อนจึง
ถูกจับได้ แตถ่ อื วา่ เป็นเหตกุ ารณท์ ีท่ า้ ทายอาํ นาจการปกครองในระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์.
กรมทา่ ขวา กรมท่าซ้าย
กรมท่าขวา คอื ส่วนราชการท่มี ีหน้าทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับการคา้ ตา่ งประเทศ รบั ผดิ ชอบกิจการค้าสาํ เภากับ
ดินแดนท่อี ยทู่ างดา้ นตะวันตกหรือฝัง่ ขวาของอยธุ ยา เช่น อินเดยี ศรลี งั กา รฐั อาหรบั เปอร์เซยี มี
จฬุ าราชมนตรีเป็นเจ้ากรม
กรมท่าซ้าย คอื สว่ นราชการท่มี หี น้าท่เี ก่ียวขอ้ งกบั การคา้ ต่างประเทศ รบั ผดิ ชอบกิจการคา้ สาํ เภากับ
ดินแดนที่อยู่ทางด้านตะวนั ออกหรือฝง่ั ซา้ ยของอยธุ ยา เชน่ จนี ญ่ปี ุน่ เกาะชวา เกาะฟลิ ิปปนิ มโี ชฎกึ ราช
เศรษฐเี ป็นเจ้ากรม
กรมพระคลังสินคา้
กรมพระคลังสินค้าเป็นระบบการค้าผูกขาดของหลวงหรือโดยพระคลงั สนิ ค้า เสนาบดีกรมท่ามบี ทบาท
สําคัญในการควบคมุ กจิ การคา้ กบั ตา่ งประเทศ โดยมกี ารควบคุมสินคา้ เข้าและสินคา้ ออก มีการกําหนด “สนิ คา้
ต้องหา้ ม” เป็นสินค้าที่หายาก มีราคาสงู และเปน็ ที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ กรมพระคลงั สินคา้ มสี ทิ ธิ
เลือกซ้อื สินคา้ ไดก้ ่อน และการซอื้ ขายสินคา้ ต้องผา่ นพระคลังสินค้าเพยี งผูเ้ ดียว ระบบการคา้ ผูกขาดถูกยกเลิกไป
เม่ือมีการทาํ สนธิสญั ญาเบาว์รง่ิ ในสมัยรชั กาลท่ี 4.
กระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ
รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ใหต้ ั้งหอรษั ฎากรพพิ ฒั น์ข้นึ ใน พ.ศ. 2416 เพอื่ เก็บรายไดภ้ าษีอากรของแผ่นดนิ
มารวมไวท้ ีเ่ ดียวกนั ที่กรงุ เทพฯ ตอ่ มาเมอ่ื มกี ารจดั ต้งั กระทรวงขน้ึ หอรัษฎากรพพิ ัฒน์จงึ ได้รับการยกฐานะขน้ึ
เป็นกระทรวงพระคลงั มหาสมบัติใน พ.ศ. 2433.
กรงุ ศรีอยธุ ยา
ด้านการเมืองการปกครอง อยธุ ยาใช้ระบอบการปกครองแบบราชาธปิ ไตย หรอื สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์
มลี กั ษณะการปกครองแบบเทวสทิ ธทิ์ ไี่ ด้รบั คตขิ อม โดยมีหลกั พุทธธรรมเป็นเครอ่ื งเหนีย่ วรงั้ อํานาจพระมหากษัตริย์
ดา้ นสังคม หลกั เกณฑ์การแบ่งผู้คนตามหน้าทแ่ี ละสทิ ธิน้ันเรมิ่ มีในสมยั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มี
การออกกฎหมาย “พระไอยการตําแหน่งนาพลเรอื นและพระไอยการตาํ แหนง่ นาทหารหัวเมือง” ซึง่ เป็นกฎหมาย
ศักดินาท่ีกําหนดให้ทกุ คนมศี กั ดนิ าลดหล่นั กนั ไปตามหนา้ ทีแ่ ละชาติกาํ เนิดของตน ซง่ึ ถือเป็นการจัดลําดบั ชัน้ ใน
สงั คมไทยสมยั นั้น ส่วนการควบคมุ ชาวตา่ งชาตมิ นี โยบายทสี่ าํ คญั คอื ให้ชาวตา่ งชาติรวมอยู่กนั ตามเชื้อชาติ
โดยมหี ัวหนา้ ชาวต่างชาตเิ ปน็ ผู้ควบคุม
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 110 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29
ดา้ นเศรษฐกจิ ปจั จัยทีส่ ่งเสริมให้อยธุ ยาเป็นศนู ยก์ ลางการค้านานาชาติ ได้แก่ อยธุ ยามีทีต่ ้งั อย่ใู กล้
อา่ วไทยและมีเมืองทา่ สําคญั หลายแห่ง มสี ินค้าของป่าที่พ่อค้าต่างชาติต้องการ มีนโยบายเปดิ กว้างของผู้นําไทย
และมที ่ีราบลมุ่ อดุ มสมบูรณ์เหมาะแกก่ ารเพาะปลูก.
การคา้ ระบบบรรณาการ
การคา้ ระบบบรรณาการหรือจมิ้ กอ้ ง (จิม้ ก้อง เปน็ คําจากภาษาจีน จมิ้ แปลวา่ ให้ ก้อง แปลว่า ของ
กํานัล) เปน็ การคา้ ระหวา่ งไทยกบั จีนโดยเฉพาะ โดยนาํ สินค้าไปกับเรือคณะทตู ทสี่ ่งเครื่องบรรณาการไปแสดง
ความสวามิภักดิต์ อ่ จกั รพรรดิจนี ซง่ึ สินค้าท่ไี ปกบั ขบวนเรือคณะทตู จะไดร้ ับการยกเวน้ ภาษี และเมื่อซื้อสนิ คา้
กลับมาก็ไมเ่ สยี ภาษเี ชน่ กัน การค้าระบบบรรณาการกบั จีนสน้ิ สุดลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า-
เจา้ อยหู่ ัว เพราะทาํ ใหจ้ ีนมองว่าไทยเปน็ เมอื งขึน้ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกจิ การค้าลดลง.
การปฏิรูปการปกครองในสมัยรชั กาลท่ี 5
สาเหตขุ องการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 มดี งั น้ี
1. ระบบการบริหารราชการแบบจตสุ ดมภท์ ่ลี า้ หลงั
2. ภัยคุกคามของลทั ธจิ ักรวรรดินิยมจากอังกฤษและฝรั่งเศส
3. ประเทศราชและหัวเมืองชัน้ นอกยงั มอี ิสระในการปกครองตนเองมากในระบบกนิ เมือง
ผลจากการปฏิรูปการปกครองสรุปได้ดังน้ี
1. ยกเลิกการปกครองแบบจตสุ ดมภ์ เปลย่ี นมาเปน็ การปกครองแบบกระทรวงทม่ี ีการแบง่ แยกหนา้ ที่
ตา่ งๆ อยา่ งชดั เจนและทนั สมยั
2. อาํ นาจการปกครองรวมศูนยอ์ ยู่ท่สี ่วนกลาง คือ สถาบนั กษัตรยิ ์ ไม่ใช่ขุนนาง
3. สรา้ งรฐั รปู แบบการปกครองแบบใหมท่ เี่ รยี กว่า “รฐั ชาต”ิ คือ การปกครองทรี่ ฐั บาลมีเอกราชและ
อธิปไตย มีประชาชนภายใตร้ ะบอบการปกครองและรฐั บาลเดยี วกนั มดี นิ แดนที่ชดั เจนเพ่ือไมใ่ หช้ าวตะวนั ตกอ้าง
เหตเุ ขา้ ยดึ ครองดนิ แดน.
การเลกิ ทาส
การเลิกทาสในสมยั รัชกาลท่ี 5 เปน็ การปฏิรปู โครงสรา้ งทางสงั คมท่ดี ําเนนิ การอย่างค่อยเปน็ คอ่ ยไป
โดยประนปี ระนอม ข้นั ตอนการเลกิ ทาสมดี ังน้ี
1. ออกพระราชบญั ญัติเกษียณอายุลูกทาสลกู ไท โดยกาํ หนดให้ลกู ทาสทเ่ี กดิ ในปี พ.ศ. 2411 ซ่งึ เปน็ ที่
พระองคท์ รงข้ึนครองราชย์ มคี า่ ตัวสงู สุดเมอ่ื อายุ 7-8 ปี หลังจากนนั้ ค่าตวั จะลดต่าํ ลงทุกปจี นถึงอายุ 21 ปี
เป็นขาดคา่ ตวั และถือว่าเป็นไท (ดงั นนั้ ลูกทาสท่เี กดิ ในปี พ.ศ. 2411 จะเป็นไทในปี พ.ศ. 2432)
2. ออกพระราชบญั ญตั ิเลกิ ทาสในวนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ใชบ้ ังคับทัว่ ราชอาณาจักร ถอื เปน็ การ
ส้ินสดุ ระบบทาส พระองคท์ รงใช้เวลานานกว่า 30 ปี ในการเลกิ ทาส.
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 111 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )
การศึกษาภาคบงั คับ
สมัยรชั กาลที่ 6 ได้มกี ารตรา “พระราชบญั ญัติประถมศกึ ษา พ.ศ. 2464” ขึ้นบังคับใช้ นับเป็นกฎหมาย
การศกึ ษาภาคบงั คบั ท่ีไทยประกาศใชเ้ ปน็ ครง้ั แรก กฎหมายการศกึ ษาภาคบังคับฉบับดงั กล่าวกาํ หนดให้
ผปู้ กครองสง่ บุตรหลานชายหญงิ ทีม่ ีอายุระหว่าง 8-14 ปีเข้าเรียนในโรงเรียน ผ้ใู ดฝา่ ฝืนมคี วามผิด และเพ่ือให้
การจัดการศึกษาภาคบงั คบั ทาํ ได้ทั่วถงึ อยา่ งรวดเรว็ ทางราชการจงึ ขอให้ประชาชนเป็นผสู้ นับสนุน เชน่ บริจาค
เงินในการจดั ต้ังโรงเรียน เงนิ บํารุงการศกึ ษา เปน็ ต้น นอกจากเงนิ บรจิ าคแล้วทางราชการไดเ้ รยี กเกบ็ เงินเพ่ือ
สง่ เสริมการจดั การศกึ ษาภาคบังคบั จากผชู้ ายอายุ 18-60 ปี คนละ 1-3 บาท ต่อ 1 ปี เรยี กว่า เงินศึกษาพลี
และโรงเรยี นดงั กล่าว เรียกวา่ โรงเรียนประชาบาล.
ขบวนการเสรไี ทย (Free thai movement)
ขบวนการเสรไี ทยก่อตง้ั ขน้ึ เพอ่ื แสดงตนเป็นฝ่ายสัมพันธมติ ร และคัดค้านรัฐบาลไทยทเ่ี ข้าร่วมทํา
สงครามกบั ญ่ปี ุน่ ในระหว่างสงครามโลกครั้งท่ี 2 โดยอา้ งว่าการกระทําดงั กล่าวเป็นโมฆะ เพราะขัดตอ่
เจตนารมณข์ องคนไทยและพร้อมจะรว่ มตอ่ ต้านญปี่ ุน่ โดยได้รับการสนบั สนนุ จากสหรฐั อเมรกิ าและองั กฤษ
ขบวนการเสรีไทยในไทยใช้รหสั ว่า X.O.Group หัวหน้าคือ นายปรีดี พนมยงค์ ขบวนการเสรไี ทยใน
สหรฐั อเมรกิ าใช้รหสั ว่า O.S.S. หัวหน้าคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ขบวนการเสรีไทยในอังกฤษ ใช้รหสั วา่ Force
136 หวั หน้าคอื ม.จ.ศภุ สวัสด์วิ งศ์สนิท สวสั ดวิ ัตน.์
ความตกลงสมบรู ณแ์ บบ
ความตกลงสมบรู ณแ์ บบ เปน็ ความตกลงเพอ่ื ยตุ สิ ถานะสงครามระหวา่ งไทยกับองั กฤษ ซึง่ เป็นการ
เจรจากบั ฝา่ ยสัมพนั ธมิตร ในการทําสญั ญายกเลกิ สถานการณส์ งครามหลังสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ขอ้ ตกลงนี้
ไม่ไดท้ าํ ในรูปแบบของสนธิสญั ญา เพราะต้องใชเ้ วลานาน และตอ้ งผ่านกระบวนการทางรฐั สภากอ่ น แตอ่ งั กฤษ
และไทยต้องการใหม้ ีการสนิ้ สดุ สภาพสงครามอย่างรวดเร็ว จงึ ทําเปน็ “ความตกลงสมบรู ณ์แบบ”
สาระสําคญั ของความตกลงสมบูรณแ์ บบระหวา่ งไทยกับอังกฤษมดี งั น้ี ไทยต้องคนื ดินแดนมลายูท้ัง 4
รัฐ ไทยตอ้ งสง่ ข้าว 1.5 ล้านตัน ให้องั กฤษโดยไมค่ ิดมลู คา่ (ตอ่ มาองั กฤษจา่ ยเงินให้ในราคาควบคุม) และไทย
ต้องไมข่ ุดคอคอดกระ และตอ้ งจ่ายเงนิ ชดใชค้ ่าเสียหาย ไทยจงึ ต้องดาํ เนนิ นโยบายผอ่ นปรนเพอื่ มิใหถ้ ูกลงโทษใน
ฐานะผแู้ พ้สงคราม และต้องเปดิ ความสมั พันธท์ างการทูตกบั โซเวียตและจนี เพ่อื ไม่ให้ถูกคัดคา้ นในการท่ีไทยจะ
เข้าร่วมเป็นสมาชกิ องคก์ ารสหประชาชาติ.
คํากราบทูล ร.ศ.103
คาํ กราบทลู ร.ศ. 103 คือ คาํ กราบทูลความเหน็ จดั การเปลีย่ นแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 (พ.ศ. 2427)
ของเจา้ นายและข้าราชการกลมุ่ หนง่ึ รวม 11 คน เพอ่ื ขอใหเ้ ปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบพระมหากษัตรยิ ์
อยใู่ ต้รัฐธรรมนูญ ใหอ้ าํ นาจการปกครองประเทศอยกู่ ับเสนาบดีเพือ่ ลดอนั ตรายท่อี าจเกดิ จากภยั คกุ คามของ
ลทั ธจิ ักรวรรดินิยม คํากราบบังคมทูล ร.ศ. 103 นีอ้ าจถอื ไดว้ า่ เปน็ แผนพฒั นาการเมอื งฉบบั แรกของไทย.
เคา้ โครงเศรษฐกิจ
เค้าโครงเศรษฐกจิ หรือสมดุ ปกเหลอื ง คณะราษฎรได้มอบหมายใหห้ ลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี
พนมยงค์) เป็นผูร้ ่างเคา้ โครงเศรษฐกิจแห่งชาติเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งการเสนอรา่ งเค้าโครงเศรษฐกิจนไ้ี ดถ้ กู โจมตี
จากหลายฝ่าย และกอ่ ให้เกิดความขดั แย้งระหว่างปญั ญาชนท่ีเหน็ ด้วยและทไ่ี ม่เหน็ ดว้ ยกับเคา้ โครงเศรษฐกิจนน้ั
เน่ืองจากเคา้ โครงเศรษฐกิจน้ถี ูกมองว่ามแี นวความคดิ แบบสงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ ความขัดแยง้ จงึ กลายเปน็
รอยรา้ วในคณะราษฎร ตอ่ มาพระยามโนปกรณ์นติ ธิ าดาประกาศปิดสภา งดใชร้ ฐั ธรรมนูญบางมาตรา และออก
“พระราชบัญญตั กิ ารกระทําอนั เปน็ คอมมิวนิสต”์ ซ่ึงเป็นผลทําให้หลวงประดิษฐม์ นูธรรมต้องเดินทางออกนอกประเทศ
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 112 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
เงนิ รัชชปู การ
เงินรชั ชูปการ คอื เงินค่าราชการท่ีเก็บจากชายฉกรรจ์ ทเ่ี ป็นไพรแ่ ทนการเกณฑ์แรงงานบงั คบั หรอื การ
เขา้ เวรรบั ราชการในระบบไพร่ การเกบ็ เงนิ คา่ ราชการมมี าตง้ั แต่สมยั อยุธยา ในสมยั รัชกาลท่ี 5 จงึ โปรดเกล้าฯ
ใหต้ ราพระราชบญั ญตั เิ ก็บเงนิ ค่าราชการขนึ้ ในปี พ.ศ. 2444 โดยให้เก็บคนละ 6 บาทตอ่ ปี ต่อมาในสมัยรชั กาลที่ 6
โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ รยี กการเก็บเงนิ น้ีวา่ “เงินรัชชูปการ” ทางการไดเ้ รยี กเก็บเงินรชั ชูปการมาจนถึง พ.ศ. 2482
จงึ ไดย้ กเลิก.
เงินศึกษาพลี
เงนิ ศกึ ษาพลเี ป็นเงนิ ที่เกบ็ จากชายฉกรรจ์ อายุระหวา่ ง 18-60 ปี คนละ 1-3 บาท เพื่อบํารงุ การศกึ ษา
ภาคบังคับตามพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศึกษา พ.ศ. 2464 เงนิ ศึกษาพลีเก็บมาจนถงึ สมัยรัชกาลท่ี 7 แลว้ จึง
ยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2473.
เจ้าภาษีนายอากร
สมยั รัชกาลท่ี 3 ทรงตง้ั “ระบบเจ้าภาษนี ายอากร” คือ รัฐเปดิ โอกาสใหเ้ อกชนเข้ามาประมูลผูกขาด
จัดเก็บภาษีแทนรัฐ ผทู้ เี่ สนอยอดเงินสงู สุดจะได้เป็นเจ้าภาษีจดั เก็บภาษีและทยอยสง่ เงนิ ให้รฐั เปน็ งวดๆ จนครบ
ทีป่ ระมลู ไว้ ผ้ปู ระมลู เป็นเจ้าภาษีนายอากรสว่ นใหญ่จะเป็นชาวจนี
ผลจากระบบเจา้ ภาษนี ายอากรมีดงั น้ี
1. ทําใหร้ ายได้ของหลวงเพ่มิ ขึ้นอยา่ งรวดเรว็
2. ลดภาระการจดั เกบ็ ภาษขี องรฐั
3. คนจนี เข้ามาเปน็ นายทุนรนุ่ แรก
4. รัฐมีโอกาสขยายอาํ นาจทางการเมอื งแทรกซึมเขา้ ไปยังทอ้ งถน่ิ ต่างๆ ไดท้ ั่วถึง.
ทุนนยิ มโดยรัฐ
ทนุ นิยมโดยรฐั หรือรฐั วิสาหกจิ เป็นการสง่ เสรมิ ให้รฐั บาลเขา้ ไปเปน็ ผปู้ ระกอบกิจการในอุตสาหกรรมที่
สาํ คญั เพอ่ื ตอบโต้การเขา้ ครอบงําทางเศรษฐกิจของต่างชาติ การจดั ตงั้ รฐั วสิ าหกิจในสมัยรฐั บาลจอมพล ป.
พิบูลสงคราม เกดิ ขึ้นในระหว่างสงครามโลกคร้ังที่ 2.
ไทยกับสงครามเย็น
เหตุการณส์ าํ คัญในชว่ งสงครามเย็น
1. สมัยจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ ไทยกับสหรัฐอเมรกิ าออกแถลงการณ์ร่วมถนัด-รสั ก์ พ.ศ. 2505
โดยสหรัฐอเมริกาพร้อมท่จี ะชว่ ยเหลอื ไทยถ้าถกู รกุ รานโดยไมต่ ้องรอมตจิ ากซโี ต (องคก์ ารสนธิสญั ญาปอ้ งกัน
ภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้)
2. สมยั จอมพลถนอม กติ ติขจร ไทยยินยอมใหส้ หรัฐอเมรกิ าเข้ามาตง้ั ฐานทพั ในประเทศไทย และไทยส่ง
กองทหารเข้าร่วมรบในสงครามเวยี ดนามในนามขององค์การซโี ต เชน่ หนว่ ยจงอางศึก หน่วยกองพลเสอื ดาํ .
โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 113 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
นโยบายชาตินิยมทางวฒั นธรรม
ในสมัยจอมพล ป. พิบลู สงคราม รฐั บาลดาํ เนนิ การสรา้ งชาติทางวฒั นธรรมดังนี้
1. การสรา้ งเอกลกั ษณข์ องความเป็นไทย เชน่ การแต่งเพลงไทย สนบั สนุนการละเล่นพ้นื บา้ น
2. การสร้างค่านยิ ม ขนบประเพณบี างประการให้เปน็ ตามอย่างตะวันตก เชน่ กล่าวคาํ ว่า “สวสั ดี”
เม่ือแรกพบกนั การแตง่ กาย สวมหมวก สวมรองเทา้ ไวท้ รงผม การเลิกกินหมาก การเปลย่ี นวนั ขึน้ ปใี หม่เป็น
วนั ที่ 1 มกราคม
3. การยกเลิกวัฒนธรรมเดิมทีไ่ มเ่ หมาะสม เช่น ยกเลิกบรรดาศักดิ์ การเปล่ียนแปลงเนื้อรอ้ งเพลงชาติไทย
4. การปรบั ปรงุ ตวั อักษรไทย
5. การกาํ หนดนิสยั ประจําชาติไทย ทีเ่ รยี กวา่ วรี ธรรม 14 ขอ้ ของชาตไิ ทย
6. การสร้างแนวปฏิบัตใิ หม่ เพอื่ ความมีระเบียบวินัยและความสามัคคีของคนในชาติ เชน่ พิธีสมรส
พิธศี พ การทําความเคารพ
7. การสง่ เสริมบทบาทของผู้หญงิ ดงั คาํ ขวญั วา่ “ขอวอนให้สตรไี ทยเป็นดอกไมง้ ามนําชาติไทยเป็น
มหาอาํ นาจ”.
แนว เอ.บี.ซี.ดี.
ในชว่ งสงครามโลกคร้ังที่ 2 หลังจากที่ฝรั่งเศสแพ้เยอรมนแี ลว้ ญ่ีปุ่นฉวยโอกาสบกุ เขา้ ยดึ เมอื งท่า
สําคญั ๆ ของอนิ โดจนี ทําให้สหรฐั อเมริกา องั กฤษ จีน และฮอลันดารว่ มกันจดั ตง้ั แนว เอ.บี.ซ.ี ดี ขน้ึ มา
(A : American, B : Great Britian, C : China, D : Dutch East Indies) เพือ่ ใช้กาํ ลังทางเศรษฐกจิ สกัดกั้นญ่ีป่นุ
โดยงดจําหน่ายสนิ คา้ ท่ถี อื ว่าเป็นยุทธปัจจยั เช่น นาํ้ มนั ยางพารา แตแ่ นวเอ.บี.ซี.ดี น้ลี ้มเหลว.
ภมู ปิ ัญญาสมยั สโุ ขทัย
ภูมิปญั ญาสมยั สุโขทัย ได้แก่
1. สรีดภงส์หรอื ทํานบพระร่วง คอื ทํานบดนิ ก้ันนํา้
2. ถนนพระร่วง คอื คลองสง่ น้าํ
3. ตระพัง คอื สระกกั เก็บน้ํา
4. ตรีบรู คือ กาํ แพงดินก้ันเปน็ 3 ชัน้ ซงึ่ ใช้เปน็ กําแพงและคูนา้ํ
5. เตาทุเรยี ง คอื เตาเผาเคร่อื งปนั้ ดนิ เผา.
มณฑลเทศาภบิ าล
มณฑลเทศาภิบาลตงั้ ขนึ้ ในสมยั รัชกาลที่ 5 เม่ือ พ.ศ. 2437 เป็นการเปล่ยี นระบบการปกครองหัวเมอื ง
ในส่วนภูมิภาค โดยส่งข้าหลวงเทศาภบิ าลหรือสมหุ เทศาภบิ าลจากเมอื งหลวงไปปกครองแทนเจ้าเมอื งเดมิ ผลจาก
การต้ังระบบมณฑลเทศาภบิ าลมีดังน้ี
1. ยกเลิกระบบกนิ เมืองและยกเลิกเมืองประเทศราช
2. เกิดกบฏตามหัวเมือง เช่น กบฏผีบญุ ในภาคอสี าน กบฏเง้ยี วเมืองแพรท่ ีภ่ าคเหนือ กบฏพระยาแขกท่ี
ภาคใต้
3. ทาํ ให้เกดิ การรวมอํานาจการปกครองท่ศี ูนยก์ ลางอยา่ งแทจ้ ริง จากการกําหนดสายการปกครองเปน็
ลาํ ดับชั้น คอื กระทรวงมหาดไทยท่กี รุงเทพฯ { มณฑล { เมือง { อาํ เภอ { ตําบล { หมู่บา้ น
สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 114 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
ระบบกนิ เมือง
กินเมืองเป็นลักษณะการปกครองหัวเมืองของไทยสมยั โบราณท่ีส่งเช้ือพระวงศ์ ขนุ นางหรือข้าราชการไป
ปกครองเมืองแทน ระบบกินเมืองยกเลิกไปในรัชกาลท่ี 5 เมอื่ พระองค์โปรดเกล้าฯ ใหม้ กี ารปฏริ ปู การปกครอง
ส่วนภูมิภาค จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าลใน พ.ศ.2437 โดยพระราชทานเงินเดอื นแก่ขา้ ราชการหัว
เมอื ง แลว้ เปลย่ี นชือ่ เรียกลักษณะการปกครองหัวเมืองจากกินเมอื งเป็นวา่ ราชการเมือง มีผู้ว่าราชการเมืองเปน็
ผบู้ ังคบั บญั ชาสงู สุด.
รัฐนยิ ม
สมยั จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม มกี ารประกาศรัฐนยิ ม 12 ฉบบั รฐั นยิ มเป็นแนวทางท่ีประชาชนจะต้อง
ปฏิบตั เิ พ่ือแสดงความรักชาติ เชน่
1. เปล่ียนชื่อจากประเทศสยามเปน็ ไทย
2. ประกาศใหว้ นั ท่ี 1 มกราคมของทกุ ปเี ปน็ วันขน้ึ ปใี หม่ตามหลกั สากล
3. ใหช้ าวไทยแต่งกายแบบสากลนยิ ม ผู้ชายแตง่ ชดุ สากลและสวมหมวก ผหู้ ญงิ สวมกระโปรงหรอื ผ้าถงุ
เลิกนุง่ โจงกระเบน ห้ามกนิ หมากถึงกับสัง่ ทาํ ลายสวนหมากสวนพลูท่ัวประเทศ
4. กําหนดระเบียบในการเคารพธงชาติ เพลงชาติ เพลงสรรเสรญิ พระบารมี
5. ปรบั ปรุงการเขยี นภาษาไทยใหเ้ ขียนง่ายๆ โดยตัดสระ พยญั ชนะท่ีไม่จําเปน็ ออกไป
6. กาํ หนดใช้สรรพนาม เชน่ ฉัน ท่าน และใช้คาํ พดู เวลาทกั ทายกันว่า “สวสั ด”ี
7. ชกั ชวนให้ประชาชนใช้สนิ คา้ ไทย โดยประกาศคําขวญั ไปทวั่ ประเทศวา่ “ไทยทาํ ไทยใช้ ไทยเจริญ”
รัฐมนตรสี ภา (Council of state)
รัฐมนตรีสภา ต้งั ขึ้นในสมัยรชั กาลที่ 5 เปน็ หน่วยงานที่พฒั นามาจาก “สภาทปี่ รกึ ษาราชการแผน่ ดิน”
ประกอบด้วยเสนาบดีและผูท้ ี่โปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตง้ั รวมกันไม่น้อยกว่า 12 คน จดุ ประสงคเ์ พ่อื ใหเ้ ปน็ ท่ปี รกึ ษาและ
คอยทัดทานอาํ นาจพระมหากษัตริย์ แต่การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีของสภาดงั กลา่ วไมไ่ ดบ้ รรลุจุดประสงค์ท่ที รงหวงั ไว้
เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ไมก่ ล้าโต้แยง้ พระราชดาํ ริ คณะที่ปรึกษาสว่ นใหญม่ กั พอใจท่ีจะปฏบิ ตั ติ ามมากกวา่ ที่จะ
แสดงความคิดเห็น.
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (วิกฤตการณป์ ากนํ้า พ.ศ. 2436) สาเหตุเกดิ จากฝรงั่ เศสส่งกําลงั รกุ รานเข้าไปใน
เขตหวั เมอื งลาวกาวของไทย เกิดการปะทะกบั ทหารไทย นายทหารฝรั่งเศสตาย ฝรงั่ เศสย่ืนคําขาดใหไ้ ทยชดใช้
คา่ เสียหายและลงโทษทหารไทย คอื พระยอดเมอื งขวาง ฝร่ังเศสใช้นโยบายเรอื ปนื (gunboat policy) เพอ่ื
คุกคามอธิปไตยของไทย โดยสง่ เรอื รบมาปดิ อา่ วไทยและแล่นเรอื เข้ามายงั แมน่ ้ําเจา้ พระยา ไทยจงึ ตอ้ งยอมยก
ดินแดนฝงั่ ซา้ ยแม่น้ําโขงและเกาะในแม่นา้ํ โขงให้ฝร่ังเศส และเสยี เงนิ ค่าปรบั รวม 3 ล้านฟรงั ก.์
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 115 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )
สนธสิ ัญญาเบาวร์ ง่ิ พ.ศ. 2398 (Treaty of Bowring)
สมเดจ็ พระราชินีนาถวกิ ตอเรียทรงแตง่ ตั้งเซอร์จอหน์ เบาวร์ ิง่ ผ้สู าํ เร็จราชการของอังกฤษท่ีฮ่องกง
เปน็ อคั รราชทตู ผมู้ ีอํานาจเตม็ เชญิ พระราชสาสน์มาเจรจาทําสนธิสญั ญากับไทย โดยมีเจ้าพระยาศรสี รุ ยิ วงศ์
(ช่วง บนุ นาค) สมุหพระกลาโหมเป็นผปู้ ระสานงานการเจรจา ในทสี่ ุดไดม้ กี ารลงนามในสนธสิ ัญญาเบาว์ร่ิงในวนั ที่
18 เมษายน พ.ศ. 2398 สนธิสัญญาฉบับนี้ถอื ว่าเป็นสนธิสญั ญาทไ่ี ม่เสมอภาค โดยเฉพาะเรื่องเอกราชทางศาล
ทีค่ นองั กฤษและคนในบังคบั องั กฤษไมต่ อ้ งขน้ึ ศาลไทย สนธิสัญญานผ้ี ูกมัดไทยเปน็ เวลานานถึง 83 ปี (พ.ศ.
2398-2481) จึงสนิ้ สุดลง
ผลเสียทไี่ ทยได้รับจากสนธสิ ัญญาฉบบั น้ี
1. ไทยเสยี สิทธิสภาพนอกอาณาเขตหรือเอกราชทางการศาล
2. ไทยถูกจํากัดใหเ้ ก็บภาษสี นิ คา้ ขาเข้าได้เพยี งรอ้ ยละ 3
3. ไม่มีกาํ หนดระยะเวลาสนิ้ สุดสญั ญา เพราะสนธสิ ัญญานจี้ ะแก้ไขไดเ้ มือ่ พ้น 10 ปีไปแลว้ และตอ้ งบอก
ลว่ งหน้าก่อน 1 ปี โดยได้รับความเหน็ ชอบจากทั้งสองฝา่ ย
4. ทําให้องั กฤษเป็นชาติอภสิ ิทธ์ิ คือ สิทธิประโยชน์ท่รี ฐั บาลไทยใหก้ ับชาตอิ นื่ องั กฤษตอ้ งได้ด้วย
สภาทป่ี รกึ ษาราชการแผน่ ดิน พ.ศ. 2417 (Council of state)
“สภาท่ปี รึกษาราชการแผ่นดิน” ตั้งในสมยั รชั กาลที่ 5 เม่ือ พ.ศ. 2417 เพื่อทาํ หน้าที่ด้านนติ ิบัญญตั ิและ
เป็นตลุ าการ คือ ตรวจตรากฎหมายและตัดสินคดที ี่พระองคท์ รงมอบให้พิจารณา ต่อมาสภานีเ้ ปลยี่ นชื่อเป็น
รัฐมนตรสี ภา
นอกจากนี้พระองคย์ ังไดท้ รงตั้ง “สภาที่ปรกึ ษาในพระองค”์ (privy council) เพอื่ ทําหนา้ ทเี่ ปน็ ท่ีปรกึ ษา
สว่ นพระองค์ ต่อมาสภานี้เปลีย่ นชอ่ื เป็น องคมนตรสี ภา และทรงตงั้ “เสนาบดสี ภา” (เสนาบดี เทียบได้กบั
ตาํ แหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงในปจั จบุ ัน) เพื่อใหเ้ ปน็ ทปี่ ระชมุ ของเหล่าเสนาบดที ง้ั หลาย.
หลัก 6 ประการ
หลัก 6 ประการเปน็ นโยบายการบรหิ ารประเทศของคณะราษฎร ไดแ้ ก่ เอกราช / ความปลอดภยั /
เศรษฐกิจ / การศึกษา / เสมอภาค / เสรภี าพ.
หอรัษฎากรพิพัฒน์ พ.ศ. 2416
รชั กาลท่ี 5 ทรงตั้งหอรษั ฎากรพพิ ฒั น์ (พ.ศ. 2416) ใหข้ ึน้ ตรงต่อพระองค์ เป็นสาํ นกั งานกลาง
เกบ็ รายได้ภาษอี ากรของแผน่ ดินมารวมไว้ทเ่ี ดยี วกนั (เหมอื นกบั กรมสรรพากรในปจั จบุ ัน) ต่อมาไดย้ กฐานะ
หอรษั ฎากรพพิ ฒั น์ข้ึนมาเปน็ กระทรวงพระคลงั มหาสมบัตใิ น พ.ศ. 2435 มีเสนาบดเี ปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบจัดเกบ็ ภาษี
อากรทัว่ ราชอาณาจกั ร และควบคุมตรวจตราการจ่ายเงนิ ของแผ่นดิน นอกจากน้ใี นสมยั ของพระองค์ยงั ได้
ยกเลกิ “ระบบกนิ เมือง” ของเจา้ เมืองในภมู ภิ าคตา่ งๆ โดยให้ขา้ ราชการทง้ั ฝ่ายทหารและพลเรอื น รบั เงินเดือน
ในอัตราทแี่ น่นอน แทนการจา่ ยเบ้ียหวัดและเงินปีเหมอื นแต่ก่อน นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลท่ี 5 มกี ารจดั ทํา
งบประมาณแผน่ ดินขึ้นเป็นคร้ังแรก เพือ่ ใหก้ ารรบั จ่ายเงนิ ของแผ่นดนิ เป็นไปอย่างรัดกุม.
อภิรฐั มนตรสี ภา
อภริ ฐั มนตรีสภาเปน็ สภาทป่ี รกึ ษาราชการแผน่ ดนิ ในสมยั รชั กาลที่ 7 ทาํ หน้าท่คี ลา้ ยกับคณะรัฐมนตรี
เพราะทรงเชือ่ ว่าการแก้ปัญหาของชาติในขณะน้นั จะตอ้ งอาศยั ความคิดหลายๆ ความคดิ มารว่ มมือกนั .
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 116 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
ประวัติศาสตรสากล
กรกี (Greek)
แนวความคดิ ท่สี าํ คญั ของกรกี
1. มนษุ ยนยิ ม เนน้ วา่ มนษุ ยช์ อบคน้ คว้าทดลอง มเี หตุผล สนใจในชวี ติ ปัจจุบัน
2. ปัจเจกชนนยิ ม เนน้ เร่อื งสิทธเิ สรภี าพ ความเป็นประชาธปิ ไตย
3. ธรรมชาตินยิ ม สนใจกฎธรรมชาติทอ่ี ยู่รอบตัว
มรดกอารยธรรมของกรีก เช่น หัวเสาแบบดอรกิ ไอโอนคิ โครนิ เธยี น, บทละครแบบโศกนาฏกรรมและ
สขุ นาฏกรรม, โรงละครกลางแจง้ , กฬี าโอลมิ ปกิ , แกะสลักหนิ อ่อนท่ีเน้นสดั ส่วนรา่ งกายเหมือนจริงตาม
ธรรมชาต,ิ ประตมิ ากรรมรูปวิง วิกทอรี, วหิ ารพาร์เธนอนท่ีมีหัวเสาแบบดอริก.
การปฏริ ูปศาสนา (Reformation)
การปฏิรปู ศาสนา หมายถงึ การปฏริ ปู ของครสิ ต์ศาสนิกชนทไี่ ม่เห็นด้วยกบั การใชอ้ ํานาจบรหิ ารของ
สนั ตะปาปาและองคก์ รศาสนจกั รคาทอลิก โดยเฉพาะการหาเงินเพื่อสรา้ งวิหารเซนต์ปเี ตอรโ์ ดยการขายใบไถบ่ าป
การปฏริ ปู ศาสนามมี ารต์ ิน ลเู ธอร์ บาทหลวงชาวเยอรมนเี ปน็ ผู้นาํ นักปฏริ ปู ศาสนาคนสาํ คัญ ไดแ้ ก่ มารต์ ิน
ลูเธอร์ (Martin Luther) จอห์น กัลแวง (John Calvin) นิกายลเู ธอรแ์ พร่หลายไปในเยอรมนี นกิ ายกลั แวง
แพร่หลายในยโุ รปเหนอื ผ้ทู ่ีนับถอื นกิ ายกัลแวงมชี อ่ื เรยี กแตกตา่ งกนั เช่น ในอังกฤษ เรียกวา่ พวิ รติ นั
ในสกอตแลนด์ เรียกว่า เพรสไบทเี รยี น ในฝรั่งเศส เรยี กว่า ฮูเคอโน
ผลของการปฏิรปู ศาสนา
1. ศาสนาครสิ ต์แยกออกเป็น 2 นกิ ายใหญ่ คอื นิกายโรมันคาทอลิกและนกิ ายโปเตสแตนต์ ทาํ ให้ความ
เป็นเอกภาพของศาสนาครสิ ต์ในยโุ รปตะวันตกสน้ิ สุดลง
2. เกดิ การปฏิรูปศาสนาของนกิ ายโรมนั คาทอลิก ได้แก่ เกิดการปฏริ ปู ซ้อน (The Counter
Reformation) โดยคณะเยซอู ติ (Jesuite) เพือ่ ให้นกิ ายคาทอลกิ บริสทุ ธิ์และทาํ ใหค้ นกลบั มานับถือนิกาย
คาทอลกิ เหมอื นเดิม และมกี ารจดั ประชมุ สภาแหง่ เมอื งเทรนต์ เพ่อื กําหนดหลักปฏบิ ัตใิ นนิกายคาทอลกิ และ
ปรับปรุงการบริหารงานให้มีประสิทธภิ าพ
3. เกิดสงคราม 30 ปี (ค.ศ. 1618-1648) เป็นสงครามศาสนาระหว่างนกิ ายคาทอลกิ กบั โปรเตสแตนต์
และทาํ ใหส้ ถาบันกษตั ริยม์ อี ํานาจเหนอื ครสิ ตจักรในที่สุด.
การปฏวิ ัติทางภูมปิ ญั ญา (Intellectual revolution)
การปฏวิ ตั ิทางภูมิปญั ญาในครสิ ต์ศตวรรษที่ 18 เป็นผลมาจากการปฏริ ูปศาสนา และการปฏวิ ัติ
วิทยาศาสตร์ เป็นยคุ ท่เี นน้ วธิ กี ารคิดแบบใช้เหตผุ ล มนษุ ยนิยม เสรีนยิ ม จงึ ไดร้ บั สมญานามวา่ เปน็ ยคุ ภูมิธรรม
หรือยุคแหง่ การรู้แจ้ง (Age of Enlightenment) หรอื ยคุ แหง่ เหตุผล (Age of Reason) ทใี่ ห้ความสาํ คัญกบั
ปัจเจกชน เสรภี าพ และสิทธสิ ่วนบคุ คลซึง่ นบั เปน็ รากฐานทีส่ ําคญั ของการปกครองแบบประชาธิปไตย
นักคิดทางปรชั ญาการเมืองแนวประชาธิปไตยชาวอังกฤษ เชน่ โทมสั ฮอบส,์ จอหน์ ลอค และกลุ่ม
นกั คิดฟโิ ลซอฟ (Philosophe) ชาวฝรั่งเศส เชน่ มองเตสกิเออร์, วอลแตร,์ ฌอง ฌาคส์ รสุ โซ.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 117 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
การปฏวิ ตั ฝิ รัง่ เศส (French revolution 1789)
การปฏวิ ัตฝิ ร่งั เศสมีสาเหตมุ าจากการปฏิวตั ิลม้ ระบอบเก่า เร่มิ จากเกดิ วกิ ฤตการเงนิ การคลังอย่างหนกั
หน้สี ินมาก เสยี ค่าใช้จา่ ยในการทําสงครามมาก ราชสํานกั ใชจ้ า่ ยฟมุ่ เฟือย ระบบเก็บภาษีร่วั ไหล สภาพสังคมทีม่ ี
ความเหลอื่ มลาํ้ คอื มสี ภาฐานันดรที่แบ่งคนออกเปน็ 3 กลุม่ คอื กลมุ่ ขุนนาง กลุม่ พระสงฆ์ กล่มุ สามัญชน
ซ่งึ กลมุ่ สามัญชนมักถกู เอาเปรยี บเสมอจากพวกอภสิ ิทธ์ชิ น
การปฏวิ ัติฝร่งั เศสจึงเกิดขน้ึ จากความต้องการ “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” (Liberty,
Equality and Fraternity) วนั ที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 เปน็ วันทาํ ลายคกุ บาสตยี ซ์ งึ่ ถือเป็นสญั ลกั ษณข์ อง
การใช้อํานาจกดข่ีของระบอบเกา่ ตอ่ มาสภาแหง่ ชาตอิ อก “คําประกาศสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมอื ง” ท่ีเน้นสิทธิ
เสรีภาพของบุคคล และฝรัง่ เศสได้ถือเอาวันนเี้ ปน็ วันชาติของตนไปดว้ ย.
การปฏวิ ัตวิ ทิ ยาศาสตร์ (Scientific revolution)
การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ คือ การนาํ วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรม์ าศกึ ษาข้อเทจ็ จรงิ ต่างๆ โดยผ่านระเบียบวิธี
ทางวิทยาศาสตร์ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการเป็นปัจจัยสาํ คัญทกี่ ่อใหเ้ กดิ การปฏิวตั ิวทิ ยาศาสตร์ ครสิ ต์ศตวรรษท่ี 17
จงึ ถอื เปน็ จุดเริ่มต้นของการปฏวิ ตั วิ ิทยาศาสตร์แนวใหม่น้ี ความสําคญั ของการปฏวิ ตั วิ ิทยาศาสตร์
1. ทาํ ให้เกดิ ความเจริญกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการสมยั ใหม่ ความเปน็ อยูข่ องมนุษยส์ ะดวกสบายมากขน้ึ
2. ทําให้มนุษยเ์ ชอ่ื มนั่ ในความสามารถของตนเอง เช่ือในหลกั เหตผุ ลและใช้สติปัญญาแสวงหาความรู้
การปฏิวัติวิทยาศาสตร์จงึ นาํ ไปสูก่ ารปฏิวัตทิ างภูมิปญั ญา ซึ่งเปน็ พ้นื ฐานของความเชือ่ ในเหตผุ ลในยุคภมู ิธรรม
หรอื ยคุ แหง่ การรู้แจ้งในศตวรรษท่ี 18
3. ทําให้มนษุ ย์ปรับตัวเขา้ กับธรรมชาติเพอ่ื ประโยชน์ของตัวมนษุ ยเ์ องได้
4. ทําให้มนุษยเ์ ชื่อมั่นในความกา้ วหนา้ และการเปล่ยี นแปลงชีวติ ในทางที่ดีข้นึ และทาํ ใหค้ วามเชอ่ื ม่ันต่อ
ศาสนาและพระเจา้ เปลย่ี นแปลงไป.
การปฏวิ ัตใิ หญข่ องโลก
การปฏิวตั ใิ หญ่ของโลกทส่ี าํ คญั
1. การปฏวิ ตั อิ เมริกา ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2319 ตรงกบั สมัยธนบุรีหรอื สมัยสมเด็จพระบรมราชาท่ี 4)
2. การปฏวิ ตั ิฝรัง่ เศส ค.ศ. 1789 (พ.ศ. 2332 ตรงกับสมัยรัชกาลท่ี 1)
3. การปฏวิ ัตริ ัสเซยี ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6)
4. การปฏิวตั คิ อมมิวนสิ ตจ์ ีน ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492 ตรงกบั สมัยรัชกาลที่ 9)
การปฏวิ ัติอเมริกัน (American revolution 1776)
การปฏิวตั อิ เมริกันเปน็ การปฏิวตั โิ ดยอาณานิคม 13 แหง่ องั กฤษในทวีปอเมรกิ าเหนือ โดยรวมตัวกัน
ตอ่ ตา้ นรัฐสภาองั กฤษทอ่ี อกกฎหมายเก็บภาษตี ามใจชอบโดยทไ่ี มม่ ีผู้แทนของชาวอาณานิคมอยเู่ ลย จงึ เกดิ
คาํ ขวญั ปลกุ ระดมต่อต้านอังกฤษที่วา่ “ไมเ่ สยี ภาษี ไม่มีผแู้ ทน” (No Taxation without Representation)
ชาวอาณานิคมตงั้ กองทพั ของตนเอง และแตง่ ต้ังจอรจ์ วอชงิ ตัน เปน็ แม่ทพั ทําสงครามประกาศอิสรภาพ โทมัส
เจฟเฟอร์สนั เปน็ ผ้รู า่ งคาํ ประกาศอสิ รภาพซึ่งไดร้ ับแนวคดิ มาจากนกั ปรัชญาการเมอื งท่ีชอื่ จอหน์ ลอค
คําประกาศอสิ รภาพทีม่ ีใจความสําคญั ว่า “มนษุ ยท์ กุ คนถูกสร้างขน้ึ มาเทา่ เทียมกัน มนุษย์ได้รับสทิ ธิ
บางประการท่ไี ม่สามารถจะแบ่งแยกไดจ้ ากผ้สู ร้างสรรค์ของตน ในบรรดาสทิ ธเิ หล่านี้ คือ ชีวิต เสรีภาพ และการ
แสวงหาความสขุ ” วันท่ี 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 ท่เี มอื งฟิลาเดเฟีย อาณานิคมทั้ง 13 รฐั นม้ี าประชมุ กนั และ
ได้ประกาศเอกราชแยกตัวออกจากอังกฤษ.
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 118 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
การปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรม (Industrial revolution)
การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม คอื การเปล่ยี นแปลงวธิ ีการผลิตและระบบการผลิต โดยเปล่ียนมาใช้เครอ่ื งจักร
แทนแรงงานคนและสัตว์ และใช้ระบบโรงงานทีม่ ีประสิทธิภาพ จงึ ทาํ ใหผ้ ลิตสนิ คา้ ได้รวดเรว็ และไดค้ ราวละ
ปริมาณมาก การปฏิวตั ิอตุ สาหกรรมเรม่ิ ต้นในอตุ สาหกรรมทอผ้า องั กฤษเปน็ ประเทศแรกท่ีเร่มิ การปฏวิ ตั ิ
อตุ สาหกรรม เบลเย่ยี มเปน็ ประเทศที่สองในยุโรปทพ่ี ฒั นาระบบอุตสาหกรรม.
ขงจือ๊ (Confucianism)
ขงจื๊อเปน็ นักปราชญค์ นแรกและคนสําคญั ของจนี ท่านมีชีวิตในสมยั เดียวกบั พระพุทธเจา้ ขงจอ๊ื ไมพ่ อใจ
สภาพสังคมท่วี ุน่ วายในสมยั ราชวงศโ์ จว จึงเริม่ สัง่ สอนให้คนจีนมรี ะเบยี บแบบแผนในสงั คม แนวความคดิ ของ
ขงจ๊อื
1. เน้นความสมั พนั ธ์ 5 ประการ ได้แก่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งพระจกั รพรรดิกับราษฎร บดิ ากับบตุ ร
พ่กี บั น้อง สามีกับภรรยา เพือ่ นกับเพอ่ื น
2. เนน้ ความสมั พันธ์ในครอบครัว ความกตัญญูตอ่ บรรพบรุ ษุ เคร่งในจารตี ประเพณี
3. ยกย่องคนมคี วามรู้คนทเ่ี ป็นผู้ดี เน้นว่าการศึกษาทําให้คนเป็นผู้ดี ผู้ดีคือคนทีม่ คี ุณธรรมยตุ ธิ รรม
ซ่ึงไม่ได้มาจากชาติกาํ เนิด
4. สอนใหม้ คี วามรกั ตอ่ เพอ่ื นมนุษย์
5. มบี ทบาทสําคัญในการสนบั สนุนชนช้นั ปัญญาชน
6. จักรพรรดเิ ปน็ ผูป้ กครองสูงสดุ เปรียบเสมือนโอรสจากสวรรค์ และตอ้ งปกครองโดยไดร้ บั มอบจาก
อาณตั ิแหง่ สวรรค์.
เต๋า (Taoism)
ลัทธิเตา๋ นี้ตง้ั ขน้ึ โดยนักปราชญ์ท่ชี อ่ื ว่า “เล่าจอ๊ื ” มชี วี ิตอยูร่ ว่ มสมยั เดียวกบั ขงจ๊ือ เน้นใหค้ นออกจาก
สงั คมกลบั ส่ธู รรมชาติ ใช้ชีวิตเรียบงา่ ย มงุ่ ใหค้ นเป็นอสิ ระจากกฎเกณฑ์ของสังคมประเพณี ต่อต้านพธิ ีกรรม
ของลทั ธิขงจื๊อ ลัทธิเต๋ามีอิทธพิ ลต่องานจติ รกรรม ภาพจติ รกรรมจนี จงึ เปน็ ภาพธรรมชาติ ภูเขา ป่าไม้ นก
ไมน่ ิยมวาดภาพคน.
นโยบายสีท่ ันสมยั (Four modernizations)
หลงั จากอสัญกรรมของท่านเหมา เจอ๋ ตงุ ผ้นู าํ จีนคนต่อมาคือ เตงิ้ เส่ียวผิง ไดเ้ สนอ “นโยบายส่ี
ทนั สมัย” คือ เรง่ พฒั นาด้านเกษตรกรรม / อตุ สาหกรรม / วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี / และการปอ้ งกนั
ประเทศ ซงึ่ ในสมยั ของทา่ นน้ีเนน้ นโยบายทป่ี ฏิบตั ิไดจ้ รงิ ลดความเข้มงวดดา้ นอดุ มการณ์ ระบบเศรษฐกิจเปดิ
เสรีมากขึ้น เอกชนและต่างชาตเิ ข้ามาประกอบกจิ การต่างๆ ไดเ้ สรมี ากขนึ้ วิถชี วี ติ ของประชาชนผ่อนปรนมากขึ้น.
แมกนา คารต์ า (Magna Carta 1215)
แมกนา คารต์ า เปน็ กฎบัตรสาํ คัญเพอื่ จาํ กดั การใช้อาํ นาจของกษัตริย์ ขนุ นางอังกฤษรว่ มกันบงั คับให้
พระเจ้าจอหน์ ท่ี 5 ลงนามในเอกสารนี้ โดยกําหนดว่ากษตั ริย์จะเก็บเงนิ และภาษีไม่ได้ ถ้ารัฐสภาไม่ยินยอม อีกทงั้
เป็นการประกนั สิทธเิ สรีภาพของประชาชน ไม่ให้ผู้ปกครองใชอ้ ํานาจอยา่ งไมเ่ ปน็ ธรรมโดยงา่ ย ความสําคญั ของ
แมกนา คาร์ตา
1. เปน็ การจาํ กัดการใชอ้ าํ นาจของกษัตรยิ ์เป็นคร้ังแรก
2. เปน็ การสรา้ งระบบท่สี ถาบันกษตั รยิ ์ต้องปกครองประเทศโดยอยู่ภายใต้กฎหมาย
3. เปน็ จุดเรมิ่ ตน้ ของระบบรฐั สภาของอังกฤษ
4. เปน็ รัฐธรรมนูญฉบับแรกทีร่ ะบุถึงสทิ ธิเสรภี าพของประชาชน.
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 119 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
โรมัน (Roman)
ชาวโรมันในยุคโบราณน้ันรบั วัฒนธรรมจากกรีกและอีทรสั คัน (อีทรัสคันน้นั เก่งกอ่ สรา้ ง วางผังเมอื ง
กําแพงเมือง ทอ่ ระบายนํา้ ประตูโคง้ ) ชาวโรมนั เป็นชาตินกั รบ เน้นความมรี ะเบียบวนิ ัย ความรับผิดชอบ
กฎหมาย การเสียภาษีให้รฐั การทหาร การยดึ มั่นในจารตี ชาวโรมนั เปน็ ชาติแรกทรี่ ้จู กั ผสมคอนกรตี ใชก้ อ่ สรา้ ง
แทนไมแ้ ละหนิ และเป็นชาติแรกทีน่ าํ ศลิ ปะมารับใช้มนุษย์แทนการรบั ใช้พระเจา้ มรดกอารยธรรมของโรมนั
1. กฎหมายทส่ี ําคญั คือ กฎหมายสิบสองโตะ๊ (ซ่ึงมอี ทิ ธิพลต่อประมวลกฎหมายจัสตเิ นยี น ในสมยั
จักรพรรดิจัสติเนยี นแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์หรอื จักรวรรดิโรมนั ตะวนั ออก ถอื เปน็ รากฐานของกฎหมายตา่ งๆ
ในยโุ รป)
2. ภาษา ภาษาละตินของโรมนั เป็นภาษาของยุโรปสมยั กลาง เปน็ รากฐานศพั ทใ์ นภาษาองั กฤษ
3. การแพทย์และการสาธารณสขุ เชน่ โรงพยาบาลสนามท่ีตดิ ตามไปกบั กองทัพ การผา่ ตัดทําคลอด
หนา้ ทอ้ ง การใช้ยาสลบ ด้านการสาธารณสขุ เช่น สะพานและทอ่ สง่ นํา้ สะอาดเพือ่ การบรโิ ภค (Bridges and
Aqueduct) ทอ่ ระบายนํ้าโสโครก
4. การก่อสรา้ ง สง่ิ กอ่ สร้างเพ่อื สาธารณประโยชน์ เชน่ โคลอสเซยี ม (Colosseum) สถานที่อาบนํา้
สาธารณะ สนามแขง่ รถม้า (Circus Maximus) การกอ่ สรา้ งแบบประตูโค้ง (arch) และหลังคาโดม (dome)
เชน่ วิหารแพนธอี อนทม่ี ีหลังคาโดม
5. ประตมิ ากรรม การแกะสลกั รูปเหมือนของบคุ คลสําคญั ในท่าครง่ึ ทอ่ นบน
6. ศาสนาคริสต์ จกั รพรรดิคอนสแตนตินทรงยอมรบั ศาสนาครสิ ต์เปน็ ศาสนาประจําจักรวรรดใิ น ค.ศ.
312 และประกาศพระราชกฤษฎกี าแหง่ เมืองมิลาน (Edict of Milan) ให้เสรีภาพในการนับถอื ศาสนาแก่ชาวโรมัน
ลทั ธไิ ตรราษฎร์ (Three principles of the people)
ลัทธไิ ตรราษฎร์เป็นอุดมการณ์การปฏิวตั ิของ ดร.ซนุ ยัตเซน ท่ปี ระกอบด้วย 1. ชาตนิ ยิ ม 2. ประชาธิปไตย
3. สวัสดิภาพของประชาชน และกาํ หนดแนวทางการปฏิวตั ิไวด้ งั น้ี 1. ลม้ ราชวงศช์ งิ และจักรวรรดนิ ิยม
2. ตั้งรัฐบาลตามระบบสาธารณรัฐ 3.จัดสรรทดี่ ินให้แก่ประชาชน.
ศักดินาสวามภิ กั ด์ิ (Feudalism)
ศักดนิ าสวามิภกั ดิห์ รอื ระบบฟิวดัล เปน็ ระบบเศรษฐกจิ สงั คมและการเมอื งในยโุ รปสมยั กลาง ซึง่ กําหนด
ความสมั พันธ์ของบุคคลระดับต่างๆ กรรมสิทธิ์ในทีด่ ินเปน็ เครือ่ งกําหนดสถานภาพทางสังคม ลกั ษณะสําคญั
ของระบบฟิวดลั
1. ระบบฟิวดัลเป็นการปกครองทเี่ กดิ จากการผสมผสานกนั ระหว่างธรรมเนียมของชาวโรมัน และ
ประเพณคี อมมเิ ตตสั ของอนารยชนเผ่ากอทหรอื เยอรมนั (comitatus คอื ประเพณที ชี่ ายฉกรรจห์ รือนักรบทาํ
สัตยป์ ฏิญญาณตนว่าจะจงรักภกั ดีต่อหวั หน้าของตนทง้ั ในยามสงบและยามศกึ สงคราม และจะปกปอ้ งจนกว่า
ชวี ติ จะหาไม่ เปน็ ประเพณขี องอารยชน)
2. เปน็ ระบบอปุ ถัมภ์ คอื ความผูกพันในสังคมตง้ั อย่บู นพ้นื ฐานของการถือครองท่ีดนิ ระหว่างเจ้าของ
ท่ีดนิ (Lord) ผ้รู ับมอบให้ถอื กรรมสทิ ธทิ์ ด่ี ินหรอื วัสซาล (Vassal) และทาสตดิ ทีด่ นิ (Serf) โดยมที ่ีดิน (Fief)
เป็นพนื้ ฐานของความผูกพนั ในระบบอุปถมั ภ์
3. เปน็ รูปแบบการปกครองแบบกระจายอาํ นาจ (แทนทีร่ ูปแบบการปกครองแบบรวมอํานาจของ
จกั รวรรดิโรมันทล่ี ม่ สลายไป) อาํ นาจการปกครองอยใู่ นมือของขุนนางเจ้าของทด่ี นิ และมีใช้กฎหมายจารตี
ประเพณีของพวกอนารยชน (แทนประมวลกฎหมายโรมัน)
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 120 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
สงครามครเู สด (Crusade war)
สงครามครเู สดเกดิ ในช่วงยุคกลางตอนปลาย เป็นสงครามศาสนาระหว่างพวกคริสตแ์ ละมุสลมิ ถอื เปน็
สงครามศักดิส์ ิทธิ์ทีค่ รสิ ตศ์ าสนกิ ชนชาวยโุ รปเขา้ รว่ มรบเพือ่ ชว่ งชิงดินแดนปาเลสไตน์ หรือกรงุ เยรซู าเล็ม นคร
อันศักด์สิ ทิ ธทิ์ ่ีมสุ ลิมยดึ ครองไปกลบั คนื มา สงครามครูเสดเปน็ สงครามยืดเยอื้ ต้งั แต่ ค.ศ. 1096-1291 รวม 8 คร้งั
เมื่อสิ้นสงครามครั้งสุดท้าย นครเยรูซาเลม็ ก็ยังคงตกอยใู่ นอาํ นาจของพวกมสุ ลิม ผลของสงครามครูเสด
1. ระบบฟวิ ดัลเสื่อมลง เพราะขุนนางเสียชวี ิตจํานวนมากในสงครามครูเสด ทําให้สถาบนั กษัตรยิ ์
แข็งแกร่งข้นึ
2. การคา้ ขยายตัวระหว่างโลกตะวนั ตกกับโลกตะวันออก มกี ารใชร้ ะบบเงินตราแทนท่กี ารแลกเปลีย่ น
สินคา้ เกิดระบบธนาคาร ระบบสนิ เช่อื การประกนั ภัย
3. เมอื งต่างๆ กลายเปน็ ศูนยก์ ลางทางการคา้ เชน่ นครรัฐในอิตาลี เกิดชนช้นั ใหม่ในสงั คม คือ ชนชนั้
กลางทม่ี บี ทบาททางเศรษฐกจิ แทนท่ีพวกขุนนาง.
สนธสิ ญั ญาทอร์เดสซยี าส (Treaty of Tordesillas 1494)
ปลายครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 15 เปน็ ชว่ งเวลาท่สี เปนและโปรตเุ กสแขง่ กันออกสํารวจทางทะเลและค้นหา
ดนิ แดนใหม่ ทาํ ใหท้ ัง้ สองประเทศขดั แยง้ กัน ใน ค.ศ. 1494 สันตะปาปาอะเลก็ ซานเดอรท์ ี่ 6 ทรงให้สเปนและ
โปรตเุ กสทาํ สนธิสัญญาทอรเ์ ดสซยี าส โดยใช้เส้นเมอริเดียนที่ 370 องศาเป็นเกณฑ์ ดา้ นตะวันออกของเส้น
แบง่ เป็นเขตอทิ ธพิ ลของโปรตุเกส ด้านตะวนั ตกของเสน้ แบ่งเปน็ เขตอิทธิพลของสเปน อาณาเขตท่เี กดิ ขึ้นจาก
การแบง่ เส้นสมมติดังกลา่ ว ทําให้สเปนครอบครองทวีปอเมรกิ าใต้เกือบทง้ั หมด ยกเว้นบราซิลซง่ึ ตกเปน็ ของ
โปรตุเกสตามขอ้ ตกลงของสนธสิ ัญญานี้ และนาํ ไปสู่การสร้างจักรวรรดทิ างทะเลของโปรตเุ กสในเอเชีย.
สมัยกลาง (Middle age)
สมัยกลางหรือยุคกลางของยุโรปเริ่มต้งั แตอ่ าณาจกั รโรมันลม่ สลายในปี ค.ศ. 476 อารยธรรมสมยั กลาง
อยู่ในชว่ งครสิ ต์ศตวรรษที่ 5-14 ลกั ษณะเดน่ ของอารยธรรมสมัยกลาง
1. ด้านการปกครอง ปกครองด้วยระบบฟิวดัล และเปน็ การปกครองแบบกระจายอาํ นาจไปทขี่ ุนนาง
ท้ังนส้ี บื เนอ่ื งมาจากในสมยั ทีจ่ ักรวรรดิโรมันล่มสลายไป เพราะถกู อนารยชนเข้ามารกุ ราน พวกชาวนาเจ้าของ
ทด่ี ินผนื เล็กๆ เกดิ ความหวาดกลัวจึงยอมยกท่ีดินเพ่อื ขอความค้มุ ครองจากขนุ นาง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในระบบ
อปุ ถัมภ์
2. ดา้ นเศรษฐกจิ มีระบบเศรษฐกิจแบบแมเนอร์ (Manor) เป็นลักษณะเกษตรกรรมแบบพ่งึ ตนเอง
มีการทาํ นาแบบเปดิ โลง่ ระบบนาแบบสองทุง่ สามทุง่ (แบ่งนาออกเปน็ 2-3 แปลง ในแต่ละปจี ะตอ้ งพกั นา
แปลงหนึง่ ไวเ้ ป็นการพกั ดนิ และเป็นทุง่ หญา้ เลย้ี งสตั ว์ โดยพักนาสลับเปล่ียนกนั ไป) ไม่มีการลอ้ มรวั้ และระบบ
การลงทุนให้ก่อน
3. ด้านสังคม อํานาจของศาสนจักรอย่เู หนือคนในสมยั กลาง เช่น การไลอ่ อกจากศาสนาหรอื
บัพพาชนยี กรรม (excommunication) การตดั ขาดจากศาสนาทั้งชมุ ชน (interdiction)
4. ศิลปะ ยุคกลางมีศิลปะเด่น เชน่ ไบแซนไทน์ โรมาเนสก์ โกธิก และอสิ ลาม วรรณกรรมใช้ภาษาละติน
5. การศึกษา ยคุ กลางเน้นการศกึ ษาดา้ นเทววิทยา การศกึ ษาศิลปะศาสตร์อย่างเปน็ ระบบ การจดั ต้งั
มหาวิทยาลัย เกดิ สมาคมอาชพี ของชา่ งฝีมอื หรอื กิลด์ (Guilds)
6. ยุคกลางไดช้ ่ือวา่ เป็น ยคุ มดื (Dark Ages) เพราะอารยธรรมกรกี -โรมนั เส่ือมลง, ยุคแหง่ ศรทั ธา
(Age of Faith) เพราะศาสนาครสิ ตม์ ีอทิ ธพิ ลมากตอ่ สังคมในยคุ กลาง, ยคุ แห่งธรรมะอัศวนิ (Age of Chivalry)
เพราะขนุ นางและอศั วนิ มีบทบาทมากในสังคม.
โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29 121 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )
สมัยฟ้ืนฟูศลิ ปวทิ ยาการ (Renaissance)
สมัยฟนื้ ฟูศิลปวิทยาการเปน็ จุดเช่อื มต่อของประวัตศิ าสตรป์ ลายสมยั กลางกบั สมยั ใหม่ คาํ วา่ Renaissance
หมายถึง การฟนื้ ฟศู ิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีก-โรมนั หรือยุคคลาสสิก เพ่ือท่จี ะเลยี นแบบความสําเร็จ
อันย่ิงใหญ่น้นั แหลง่ ฟนื้ ฟูศิลปวทิ ยาการเร่ิมขึ้นในอิตาลีทีเ่ มืองฟลอเรนซแ์ หง่ แรก และการฟื้นฟศู ลิ ปวทิ ยาการน้ี
ยงั นาํ ไปส่กู ารปฏิรูปศาสนา (Reformation) ของฝา่ ยโปรเตสแตนต์ แนวความคดิ ทส่ี ําคัญในสมยั ฟน้ื ฟศู ลิ ปวิทยาการ
1. มนุษยนยิ ม ยกย่องคุณคา่ และความสาํ คญั ของความเป็นมนษุ ย์ มนุษยส์ ามารถกําหนดชะตาชวี ิต
ตัวเอง ความเป็นมนษุ ย์มใิ ช่ถกู กําหนดโดยชาตกิ าํ เนดิ หรือฐานะทางสงั คมท่ตี ดิ ตัวมา
2. ปัจเจกชนนิยม ยกย่องมนษุ ย์แตล่ ะคน ทาํ ให้คนมคี วามภาคภูมใิ จและเชอ่ื มัน่ ในตัวเอง
3. ธรรมชาตนิ ิยม ใหค้ วามสาํ คญั กบั ธรรมชาตขิ องมนุษยแ์ ละโลกและใชว้ ธิ ที างวทิ ยาศาสตรม์ าช่วยตรวจสอบ
เส้นทางสายไหม (Silk road)
สมยั ราชวงศ์ฮ่ันมกี ารตดิ ต่อค้าขายกับชาติยโุ รปเป็นคร้งั แรก และเกดิ “เสน้ ทางสายไหม” ซ่งึ เป็นเส้นทาง
การค้าทางบกจากเมืองซีอานผา่ นเอเชยี กลาง เปอร์เซีย เอเชียตะวันตก ถงึ ทวปี ยุโรปแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น
การค้าขายในต่างแดนทําให้เกดิ การแลกเปล่ียนถา่ ยทอดทางอารยธรรมจนี กบั ภมู ภิ าคอน่ื ๆ บุคคลสําคญั ทเ่ี คย
เดินทางตามเส้นทางสายไหม เชน่ พระถังซําจง๋ั , เจ็งกสี ขา่ น, มาร์โค โปโล.
หลกั ปัญจศีล
หลักปัญจศีล คือ หลักในการปกครองของประเทศอนิ โดนีเซยี ประกอบด้วย 1. การนับถือพระเจ้าองค์เดียว
2. การเปน็ มนษุ ย์ท่ีเจริญและคงไวซ้ ่ึงความเทย่ี งธรรม 3. ความเปน็ เอกภาพของอินโดนีเซยี 4. ประชาธปิ ไตย
แบบมผี แู้ ทน และ 5. ความยุตธิ รรมในสังคมชาวอินโดนเี ซยี ท้ังมวล
อารยธรรมไบแซนไทน์ (Byzentine)
เมอ่ื จักรวรรดโิ รมันตะวันตกถูกอนารยชนเผ่าเยอรมนั เข้ารุกรานจนลม่ สลายใน ค.ศ. 476 ดินแดน
จักรวรรดโิ รมนั ตะวนั ออก (อารยธรรมไบแซนไทน์) ยังคงปกครองตนเองอยา่ งเปน็ อิสระ เมืองหลวงของ
จักรวรรดิโรมนั ตะวนั ออก คอื คอนสแตนติโนเปิล (เดิมชื่อไบแซนติอมุ ปัจจุบันคอื เมืองอสิ ตันบูล ประเทศตุรกี)
กรงุ คอนสแตนตโิ นเปลิ เป็นจุดยุทธศาสตรแ์ ละศูนย์กลางการคา้ ทสี่ าํ คญั เจรญิ รุง่ เรืองมากในสมยั จกั รพรรดิจัสติเนยี น
จกั รวรรดไิ บแซนไทนไ์ ด้รับสมญาวา่ “ครูผ้สู อนวฒั นธรรม” เพราะนกั ปราชญจ์ ํานวนมากไดอ้ พยพจาก
ยโุ รปมาอยทู่ ก่ี รงุ คอนสแตนติโนเปลิ หลังจากโรมันตะวนั ตกล่มสลาย นักปราชญ์เหลา่ นเี้ ป็นผสู้ ืบสานวัฒนธรรม
โรมนั ตะวนั ตกผสมผสานกบั วัฒนธรรมโรมนั ตะวันออก จกั รวรรดโิ รมนั ตะวนั ออกหรือไบแซนไทนส์ ้นิ สุดลงใน
ค.ศ. 1453 เมือ่ พวกเติร์ก (Turk) เข้ายดึ ครอง และตอ่ มาไดจ้ ดั ตงั้ เป็นจักรวรรดอิ อตโตมนั (Ottoman Empire)
อารยธรรมลมุ่ แมน่ าํ้ สนิ ธุ (Indus civilization)
อารยธรรมลุ่มแมน่ ้าํ สินธุเป็นอารยธรรมสมยั กอ่ นประวัติศาสตรข์ องอินเดยี พบหลักฐานซากเมอื ง
โบราณท่ีเป็นแหล่งความรงุ่ เรอื งทสี่ ําคัญ คอื โมเฮนโจ-ดาโร และฮารปั ปา เป็นเมอื งที่มีการวางผังเมอื ง การจัด
ระเบยี บการปกครอง ทําใหท้ ราบว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ําสนิ ธเุ ปน็ อารยธรรมแบบเมอื ง ซงึ่ มคี วามคลา้ ยคลงึ กับ
อารยธรรมในบรเิ วณเมโสโปเตเมีย
มรดกทางอารยธรรมของอนิ เดยี โบราณ เชน่ อนิ เดยี เป็นชาตแิ รกทเ่ี ร่ิมใชเ้ ลขศูนย์ เลขอารบกิ ระบบคดิ
คาํ นวณ เชน่ ทศนิยม รากท่สี อง กําลังทส่ี อง เคร่อื งหมายพาย ระบบวรรณะ.
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 122 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
อารยธรรมอิสลาม (Islam)
อารยธรรมอสิ ลามไดร้ ับสมญานามว่า “สะพานเชอื่ มอารยธรรมตะวนั ตกและตะวันออก” เพราะ
มีอทิ ธิพลต่อดนิ แดนตอนเหนือของทวปี แอฟรกิ า สเปน เปอร์เซยี อินเดยี คาบสมุทรมลายู และอินโดนเี ซยี อารย-
ธรรมอสิ ลามเด่นมากดา้ นวิทยาศาสตร์การแพทยแ์ ละคณติ ศาสตร์ ศิลปวิทยาการเจรญิ มากในช่วงครสิ ตศ์ ตวรรษที่
9-10 งานศิลปะของโลกอิสลามทางด้านสถาปตั ยกรรมไดร้ บั อทิ ธิพลจากอารยธรรมไบแซนไทน์ และเปอรเ์ ซยี
เชน่ หลังคาโดม เสาและประตูโค้ง การประดบั พ้นื และผนงั ดว้ ยกระเบอื้ งสีชิ้นเล็กๆ ท่เี รยี กวา่ โมเสก.
อยี ิปต์ (Egypt)
อารยธรรมอยี ปิ ตม์ ศี ูนย์กลางอยู่ท่ลี ุ่มแม่นํ้าไนล์ บิดาแหง่ ประวตั ิศาสตร์โลกตะวนั ตก เฮโรโดตัส เคยกลา่ ว
วา่ “Egypt is the Gift of the Nile” กษัตริยผ์ ปู้ กครองอยี ปิ ตท์ ่เี รยี กว่าฟาโรหน์ ้ัน มีฐานะเป็นทั้งกษัตริยแ์ ละ
เทพเจา้ ในเวลาเดยี วกัน เพราะชาวอียปิ ตเ์ ชื่อวา่ ฟาโรห์คอื เทพเจา้ ท่ีจุติลงมา ความเจริญของอารยธรรมอยี ปิ ตโ์ บราณ
1. ความเชอื่ เรอ่ื งโลกหนา้ และวิญญาณอมตะ
2. ความเจรญิ ทางวทิ ยาการ เชน่ พรี ะมิด อกั ษรภาพเฮียโรกลฟิ ฟิก กระดาษปาปริ สุ วิหารคาร์นคั เพ่อื
บูชาเทพอะมอน เสาหินโอเบลิกส์ (Obelisk) ศิลาโรเซตตา้ (Rosetta) คมั ภีรม์ รณะ (Book of the Dead)
อียิปต์เปน็ ชาติแรกที่ประดษิ ฐเ์ ครอ่ื งท่นุ แรงเคล่ือนทีไ่ ด้ไว้ยกของหนัก
3. การแพทย์ เชน่ ทาํ มัมม่ี เขยี นสรรพคุณและรวบรวมบญั ชียาไวเ้ ป็นครัง้ แรก
4. การทาํ ปฏิทินสรุ ยิ คติ ทาํ นาฬกิ าแดด
เหตุการณป จ จุบันและโลกศึกษา
กฎบตั รแอตแลนตกิ (Atlantic Charter)
กฎบัตรแอตแลนติกเปน็ แถลงการณร์ ว่ มของผู้นาํ สหรัฐอเมรกิ ากบั องั กฤษ คอื ประธานาธิบดีแฟรงคลนิ
ด.ี รสู เวลต์ และนายกรฐั มนตรี เซอรว์ ินสตัน เชอรช์ ิลล์ เมือ่ วันที่ 14 สงิ หาคม ค.ศ. 1941 อันเป็นผลจากประชมุ
ปรกึ ษาหารอื บนเรือรบ “ออกสั ตา” (Augusta) นอกชายฝง่ั นิวฟนั ด์แลนดใ์ นมหาสมุทรแอตแลนติก เพอื่
แสวงหาหลักปฏิบตั ิในการสรา้ งสนั ตภิ าพของโลกในอนาคต และเป็นทมี่ าของการจดั ตั้งองค์การสหประชาชาต.ิ
กลาสนอสตแ์ ละเปเรสตรอยกา้ (Glasnost-Perestroika)
ในปี ค.ศ. 1985 ประธานาธิบดมี ฮิ าอลิ กอรบ์ าชอฟ นาํ นโยบายกลาสนอสต์และเปเรสตรอยกา้ หรือ
นโยบายเปดิ -ปรบั ประเทศ มาปฏิรปู สหภาพโซเวยี ตใหเ้ ปน็ ไปในแนวทางประชาธปิ ไตย แต่ยงั คงรปู แบบสงั คมนยิ ม
กลาสนอสต์ (Glasnost) คือ นโยบายเปิดกวา้ งทางความคิดในแนวทางประชาธิปไตยทั้งด้านการเมอื งและสังคม
เชน่ ใหส้ ิทธปิ ระชาชนไดร้ ู้ขา่ วสารและเหตกุ ารณ์ท้งั ในประเทศและตา่ งประเทศมากขน้ึ อนญุ าตให้ประชาชนแสดง
ความคิดเห็นทข่ี ัดแยง้ กบั พรรคและรัฐบาลไดบ้ า้ ง เพอ่ื สร้างความคิดใหม่ทจ่ี ะพฒั นาสหโซเวียตใหก้ ้าวหนา้
เปเรสตรอยก้า (Perestroika) คือ นโยบายปรบั โดยมงุ่ ปฏิวตั โิ ครงสรา้ งทางการเมอื ง แก้ไขความไร้
ประสทิ ธิภาพของระบบพรรค หน่วยงานของรฐั ปรับปรุงวิธกี ารเลือกตั้ง โดยพรรคคอมมิวนิสต์จะเสนอรายชือ่
ผู้สมัครรับเลอื กตงั้ ใหม้ ากข้ึน.
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 123 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
การล่มสลายของโลกคอมมิวนสิ ต์
การลม่ สลายของโลกคอมมิวนิสต์ (ค.ศ. 1985-1991) ทําใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในโซเวยี ต
และยุโรปตะวันออก ซงึ่ เป็นปจั จยั สาํ คญั ทาํ ให้สงครามเย็นยุติลง สาเหตุท่ีนําไปสกู่ ารล่มสลายของโซเวียตมีดังน้ี
1. ความลม้ เหลวทัง้ ด้านการเมืองและด้านเศรษฐกจิ ทีส่ ะสมมานานของระบอบคอมมวิ นสิ ต์ ทําให้ความ
เป็นผู้นาํ ของโซเวยี ตเสอ่ื มลงตามลาํ ดับ
2. กลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกพยายามเคล่อื นไหว เพ่ือเรยี กรอ้ งอิสระสรู่ ะบอบการปกครองและ
ระบบเศรษฐกจิ แบบเสรี เชน่ การเรียกร้องสทิ ธิทางการเมอื งของปญั ญาชนกรรมกรในโปแลนด์ ในปี ค.ศ. 1980
3. การปฏิรูปประเทศใหเ้ ปน็ แนวทางประชาธปิ ไตยทกุ ดา้ น ที่มชี อื่ นโยบายว่า “กลาสนอสตแ์ ละ
เปเรสตรอยกา้ ” ของประธานาธบิ ดีมฮิ าอิล กอรบ์ าชอฟ ผู้นําสหภาพโซเวยี ต
4. การทําลายกําแพงเบอร์ลนิ ในปี ค.ศ. 1989 กําแพงเบอรล์ นิ อันถอื เป็นสญั ลักษณ์ของสงครามเย็นถูก
ทาํ ลาย
5. ทส่ี ําคญั ท่ีสุด คอื การลม่ สลายของโซเวียตในปลายปี ค.ศ. 1991 ซ่งึ เปน็ ผลสบื เนื่องมาจากการกอ่ ตัง้
“ประชาคมรฐั เอกราช” (CIS : Commonwealth of Independent States) ทาํ ให้สงครามเย็นส้ินสุดลง
ขอ้ พพิ าทหมูเ่ กาะสแปรตลี (Spratly islands)
การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมเู่ กาะสแปรตลขี องประเทศในภูมภิ าคนี้เป็นปัญหาหนึง่ ที่สง่ ผลกระทบตอ่ ความ
มนั่ คงในทะเลจนี ใต้ การอา้ งกรรมสทิ ธิ์นีส้ บื เนือ่ งจากหมเู่ กาะสแปรตลีมที รพั ยากรธรรมชาตมิ าก คือ นาํ้ มันดิบ
และแกส๊ ธรรมชาติ และเปน็ จุดยทุ ธศาสตร์ทางทะเลทด่ี ี หากไดส้ ิทธิครอบครองก็จะทาํ ใหค้ วบคุมเสน้ ทางเดินเรือ
ในทะเลจนี ใตไ้ ด้ ซงึ่ ความขดั แยง้ กรณีพิพาทหม่เู กาะสแปรตลีในทะเลจนี ใต้เกดิ จากการทจี่ นี อ้างสิทธเิ หนือหมู่
เกาะทง้ั หมดและได้ตอบโตข้ ม่ ขู่เม่อื ชาตอิ นื่ อา้ งสิทธิเชน่ กนั ปัจจบุ นั ประเทศที่อา้ งกรรมสทิ ธ์ิเหนือหม่เู กาะสแปรตลี
ได้แก่ จีน / ไต้หวนั / ฟลิ ปิ ปนิ ส์ / เวยี ดนาม / มาเลเซยี / และบรูไน.
โครงการสตาร์วอร์ (Star war)
ภายหลงั จากการสน้ิ สุดยุคแหง่ การผอ่ นคลายความตงึ เครยี ด ซึง่ มสี าเหตจุ ากสหภาพโซเวียตบกุ
อัฟกานิสถานใน ค.ศ. 1979 เพือ่ สนบั สนุนรัฐบาลอฟั กานสิ ถานที่นิยมโซเวยี ต ทําให้ความตงึ เครยี ดกลับมาก่อตัว
ขน้ึ อีกคร้งั หนึ่ง สหรัฐอเมรกิ าและประเทศตา่ งๆ ในยุโรปเริม่ สะสมและพฒั นาอาวุธนวิ เคลียร์ ประธานาธบิ ดี
โรนลั ด์ เรแกน เรมิ่ พัฒนาโครงการระบบปอ้ งกันทางยทุ ธศาสตร์ท่ตี ดิ ตั้งในอวกาศ ที่เรียกว่า “โครงการสตารว์ อร”์
สหรฐั อเมรกิ าไมย่ อมลงนามใหส้ ตั ยาบันในสนธสิ ญั ญาการเจรจาลดกาํ ลังอาวธุ ยทุ ธศาสตร์คร้ังท่ี 2 (SALT II)
กับสหภาพโซเวยี ต และไมย่ อมส่งนักกีฬาอเมริกันเขา้ รว่ มแข่งขันกีฬาโอลิมปกิ ค.ศ. 1980 ท่สี หภาพโซเวยี ตเปน็
เจา้ ภาพ.
นโยบายอยรู่ ว่ มกนั โดยสนั ติ (Peaceful and co-existence Policy)
“นโยบายอยรู่ ว่ มกนั โดยสนั ต”ิ ของประธานาธิบดนี กิ ิตา ครสุ ชอฟ แห่งสหภาพโซเวียต เปน็ การดาํ เนิน
นโยบายรอมชอมกับโลกเสรมี ากขึ้น มีหลกั การทวี่ า่ ฝา่ ยสงั คมนยิ มสามารถอยู่รว่ มกนั โดยสันติกบั ฝ่ายเสรนี ิยม
โดยไมจ่ ําเปน็ ต้องทําสงครามตอ่ กนั สงครามเย็นในช่วง ค.ศ. 1956-1969 จึงลดความตึงเครยี ดลงเป็นลาํ ดบั
จนถกู เรียกวา่ สงครามเย็นเร่ิมก้าวสูร่ ะยะทส่ี อง คือ ยุคแหง่ การผอ่ นคลายความตงึ เครียด (Detente)
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 124 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
แผนการมาร์แชลล์ (Marshall plan)
แผนการมาร์แชลล์เป็นแผนการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจท่ีสหรัฐอเมริกาให้แก่ประเทศในยุโรปตะวันตก
ในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 เพ่ือสกัดกั้นภัยคอมมิวนิสต์ ซึ่งเสนอโดยนาย George C.Marshall ใน ค.ศ.
1947 แผนการน้ีนําไปสู่การจัดตั้งองค์กรเพ่ือความร่วมมือทางเศรษฐกิจภาคพื้นยุโรป (OEEC : Organization
for European Economic Cooperation).
ยคุ แหง่ การผ่อนคลายความตงึ เครยี ด (Détente 1969-1979)
ยุคแหง่ การผอ่ นคลายความตึงเครียด หมายถึง สภาพความสัมพนั ธ์ของประเทศอภิมหาอาํ นาจ คือ
สหรฐั อเมรกิ าและสหภาพโซเวยี ต ท่เี ตม็ ใจจะแกไ้ ขปญั หาความแตกต่างทางอดุ มการณ์และความขัดแยง้ ด้วยสันติ
วธิ ี หันมาใช้การเจรจาแทนการใชก้ ําลงั เข้าข่มขหู่ รอื เผชญิ หนา้ กัน การเมืองโลกในชว่ งน้ลี ดการเผชิญหน้าลง
ยคุ แห่งการผอ่ นคลายความตึงเครียดเกดิ ในชว่ งปี ค.ศ. 1969-1979 เรม่ิ เมือ่ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ริชาร์ด
นิกสนั ไดป้ ระกาศนโยบายต่างประเทศว่าเปน็ “ยุคแหง่ การเจรจา” (Era of Negotiation) เพือ่ ลดความเปน็
ปรปักษ์ต่อกนั ซึง่ ถือเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของยคุ แห่งการผอ่ นคลายความตึงเครยี ด ประเทศท้ังสองตอบสนอง
บรรยากาศการผ่อนคลายความตงึ เครยี ดด้วยการร่วมมือสํารวจอวกาศใน ค.ศ. 1975 และได้ลงนามในความ
ตกลงจาํ กัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบบั ที่ 1 (SALT 1 : Strategic Arms Limitation Talk 1) เพ่อื จะยุติการ
แขง่ ขนั สะสมอาวธุ นิวเคลียร์ ช่วงเวลาทีส่ าํ คัญท่ีสุด คอื การทีส่ หรฐั อเมรกิ าถอนทหารออกจากสงครามเวียดนาม
ใน ค.ศ. 1975 ยคุ แห่งการผ่อนคลายความตึงเครียดสิน้ สดุ ลงเมือ่ สหภาพโซเวยี ตบุกอฟั กานิสถานใน ค.ศ. 1979.
ยุทธศาสตร์ 3 ขวั้ อาํ นาจ
ในสมัยประธานาธบิ ดรี ชิ ารด์ เอ็ม นิกสัน และเจอรลั ด์ อาร.์ ฟอรด์ การเมอื งโลกไดเ้ ปล่ยี นจาก 2 ขั้ว
อํานาจ ไดแ้ ก่ สหรฐั อเมริกา และสหภาพโซเวยี ต มาเปน็ 3 ข้วั อาํ นาจ ได้แก่ สหรฐั อเมรกิ า สหภาพโซเวียต และ
จีนคอมมวิ นิสต์ จนี คอมมวิ นิสตไ์ มพ่ อใจการดําเนนิ นโยบายตา่ งประเทศของสหภาพโซเวยี ตหลายประการ เช่น
สหภาพโซเวยี ตยอมออ่ นข้อใหส้ หรฐั อเมริกาในวกิ ฤตการณค์ ิวบาเมือ่ ปี ค.ศ. 1962 ความขดั แยง้ เรอ่ื งพรมแดน
เหนือแมน่ ้ําอามูรและอัสสุรี เป็นต้น.
รางวัลโนเบล (Nobel prize)
รางวลั โนเบลเป็นรางวลั ประจาํ ปรี ะดบั นานาชาติ ซ่ึงจดั โดยคณะกรรมการสแกนดเิ นเวยี พจิ ารณาผลงานวิจัย
และสง่ิ ประดิษฐ์ท่สี รา้ งคุณประโยชนใ์ หก้ บั มนุษยชาติทัง้ ดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรม ตามเจตจาํ นงของอัลเฟรด
โนเบล นักเคมชี าวสวีเดน ผู้ประดิษฐไ์ ดนาไมต์ รางวลั โนเบลมี 6 สาขา ได้แก่ ฟสิ กิ ส์ เคมี การแพทย์
วรรณกรรม สนั ตภิ าพ และเศรษฐศาสตร์ การมอบรางวลั โนเบลสาขาสนั ตภิ าพจัดข้ึนทเ่ี มืองออสโล ประเทศ
นอรเ์ วย์ ส่วนสาขาอ่นื ๆ จัดที่เมอื งสตอ๊ กโฮลม์ ประเทศสวีเดน.
ลัทธทิ รูแมน (Truman doctrine)
ลทั ธิทรแู มนเป็นนโยบายตา่ งประเทศของสหรัฐอเมรกิ าเพ่ือสกัดกัน้ การขยายอิทธพิ ลของคอมมวิ นสิ ต์
ไปยังภมู ิภาคตา่ งๆ ซง่ึ ตรงกบั สมยั ของประธานาธบิ ดี แฮร์รี เอส ทรแู มน สาระสําคัญของ Truman Doctrine
ในปี ค.ศ. 1947 คือ สหรัฐอเมรกิ าจะให้ความชว่ ยเหลอื แก่ประเทศต่างๆ ใหพ้ ้นจากการคุกคามของลทั ธิ
คอมมวิ นสิ ต์ โดยใหค้ วามชว่ ยเหลือแกป่ ระเทศกรีซและตุรกเี ปน็ ตวั อย่าง การประกาศลทั ธิทรูแมนนถ้ี อื ว่าเป็น
จุดเรม่ิ ต้นของสงครามเย็นอย่างแท้จริง.
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 125 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )
ลทั ธนิ กิ สนั (Nixon doctrine)
ลทั ธินิกสนั เกดิ ในยุคแหง่ การผ่อนคลายความตงึ เครยี ด (Détente ค.ศ. 1969-1979) ประธานาธิบ
ดีรชิ าร์ด นิกสันไดป้ ระกาศว่าถึงเวลาทจ่ี ะต้องกา้ วออกจาก “ยุคแหง่ การเผชิญหนา้ ” (Outright Hostility) และ
ก้าวเข้าสู่ “ยุคแหง่ การเจรจา” (Era of Negotiation) สหรัฐอเมรกิ าปรบั ท่าทเี ปน็ มิตรกบั โซเวียตและจนี มากขึน้
เชน่ การประกาศจาํ กัดความชว่ ยเหลอื ด้านการเงนิ และอาวุธแกฝ่ า่ ยพนั ธมติ ร และเม่อื เดอื นกรกฎาคม ค.ศ. 1969
สหรฐั อเมรกิ าไดป้ ระกาศหลักการนกิ สัน เพ่ือลดบทบาททางทหารของสหรัฐอเมริกา โดยมสี าระสําคญั คือ
สหรัฐอเมริกาจะไม่ยุง่ เกย่ี วกบั สงครามใดๆ นอกจากสงครามนวิ เคลียร์ และเร่มิ ถอนตวั ออกจากสงครามอินโดจีน
ในปี ค.ศ. 1971 ผลสาํ คัญทีต่ ามมา คอื สหรัฐอเมรกิ าถอนทหารออกจากสงครามเวยี ดนามเม่ือ 30 เมษายน ค.ศ. 1975.
ลทั ธิมอนโร (Monroe doctrine)
ลทั ธิมอนโรเปน็ หลักการทใี่ ชม้ าตัง้ แตส่ มยั ประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร (James Moroe ค.ศ. 1817-
1825) ซง่ึ มสี าระวา่ สหรัฐอเมรกิ าจะไม่เข้าไปยุง่ เก่ียวกบั กิจการตา่ งๆ ของโลก ยกเว้นเฉพาะในเขตอทิ ธพิ ลของ
ตนเท่านั้น และการท่ีสหรัฐอเมริกาไปทาํ ข้อตกลงกบั ประเทศใดกต็ าม ถา้ รฐั สภาไมย่ อมรบั กไ็ มม่ ผี ลบังคับใช้ เช่น
การปฏบิ ตั ติ ามลทั ธิมอนโร ทาํ ใหส้ หรฐั อเมรกิ าไมไ่ ดเ้ ขา้ ร่วมเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติ ทง้ั ๆ ท่เี ปน็ ประเทศ
ริเริ่มแนวคดิ เร่อื งจดั ต้งั องคก์ ารเพอื่ รกั ษาสันตภิ าพโลก จึงทาํ ให้องค์การน้ีไมเ่ ขม้ แขง็ เทา่ ทค่ี วร สรปุ วา่ ลัทธิมอนโร
ก็คือ นโยบายการแยกอยู่โดดเดี่ยวของสหรฐั อเมริกานั่นเอง.
สงครามเกาหลี (Korean war)
เม่อื สงครามโลกคร้งั ท่ี 2 สิ้นสดุ ลง เกาหลเี ปน็ ประเทศหนึ่งทถี่ ูกมหาอํานาจเข้าไปยึดครอง เกาหลเี หนอื
ถกู ยดึ ครองโดยโซเวยี ต ส่วนเกาหลีใตถ้ กู ยดึ ครองโดยสหรัฐอเมรกิ า การส้รู บกันระหวา่ งเกาหลเี หนือและเกาหลีใต้
สนิ้ สดุ ลงเมอื่ มีการลงนามในสญั ญาสงบศกึ เมือ่ วันท่ี 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 ที่ปนั มุนจอม และถอื เอาเส้น
ขนานท่ี 38 องศาเหนือเป็นการแบง่ เขตแดนของทั้งสองประเทศอยา่ งถาวร สรปุ ว่าสงครามเกาหลีมสี าเหตมุ า
จากความขัดแยง้ ด้านอุดมการณ์ทางการเมอื ง สงครามเกาหลีกอ่ ให้เกดิ ความต่นื ตวั ตอ่ การขยายอิทธิพลของ
ลทั ธิคอมมิวนิสตใ์ นเอเชยี และทําใหส้ หรัฐอเมริกาเห็นความจําเปน็ ของการต่อตา้ นลทั ธิคอมมิวนิสตใ์ นเอเชีย
อยา่ งจริงจงั .
สงครามตวั แทน (Proxy war)
สงครามตัวแทนเปน็ สงครามทป่ี ระเทศค่กู รณไี ม่ได้สรู้ บกันโดยตรง แตใ่ หป้ ระเทศบริวารท่ีสนับสนุน
ประเทศตนทําสงครามแทน เชน่ สงครามเกาหลี สงครามเวยี ดนาม สงครามอินโดจนี .
สงครามเย็น (Cold war)
สงครามเย็นมีสาเหตมุ าจากความขัดแยง้ ทางอุดมการณ์ ที่เกดิ ในช่วงปี ค.ศ. 1945-1991 ดุลอาํ นาจของ
โลกเปลีย่ นไปอย่ทู ส่ี หรัฐอเมริกาและโซเวยี ต กล่มุ ประเทศโลกเสรแี ละกลมุ่ ประเทศคอมมวิ นิสต์ตา่ งพยายามต่อสู้
โดยวิธีการตา่ งๆ ยกเว้นการทาํ สงครามกนั โดยเปดิ เผย เพอ่ื ขัดขวางการขยายอาํ นาจของกันและกนั
หลัก 14 ประการ (The Fourteen Points)
หลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 1 ส้ินสดุ ลง ประเทศฝ่ายชนะทง้ั 32 ประเทศ ได้รบั เชิญใหเ้ ขา้ รว่ มประชุม
สันตภิ าพทีก่ รุงปารสี โดยมีชาติมหาอาํ นาจทัง้ สามเป็นผูม้ บี ทบาทสาํ คัญในการเจรจา คอื ฝรงั่ เศส อังกฤษ และ
สหรฐั อเมริกา ในการเจรจาครัง้ น้ี ทปี่ ระชุมยอมรับ “หลกั 14 ประการ” ของประธานาธิบดีวดู โรว์ วลิ สนั แหง่
สหรฐั อเมรกิ า เพื่อเปน็ แนวทางในการเจรจาสนั ตภิ าพท่จี ะมขี น้ึ ในอนาคต ซ่งึ มีสาระสําคัญคอื ให้สถาปนาระบอบ
ประชาธปิ ไตยในประเทศตา่ งๆ ใหป้ รบั ปรงุ เขตแดนของประเทศยุโรปเสียใหม่ โดยยึดเอาเช้อื ชาตขิ องคนเป็น
ตัวกาํ หนด และประการสาํ คญั ท่ีสุด คือ การเสนอจดั ตง้ั สนั นิบาตชาติ (League of Nations) เพือ่ เปน็ องคก์ ารท่ี
จะธาํ รงรักษาไวซ้ ึ่งสันตภิ าพของโลก.
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 126 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
พระพทุ ธศาสนา
กฎแห่งกรรม
กฎแห่งกรรมในทางพระพทุ ธศาสนา เรยี กวา่ “กรรมนิยาม” เปน็ กฎธรรมชาติทีเ่ กย่ี วกับการกระทาํ และ
ผลของการกระทํา ดังพุทธศาสนสุภาษิตท่ีวา่
“ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผล”ํ แปลว่า บุคคลหว่านพชื เชน่ ไร ยอ่ มได้รับผลเช่นน้ัน
“กลฺยาณการี กลยฺ าณํ ปาปาการี จ ปาปกํ” แปลวา่ ผู้ทาํ ดีย่อมได้ดี ผู้ทาํ ชั่วยอ่ มได้ชวั่ .
ตรัสรู้
เมือ่ พระชนม์ได้ 35 พรรษา ในวันขน้ึ 15 ค่าํ เดือน 6 ท่ใี ต้ต้นโพธิ์รมิ ฝ่งั แมน่ า้ํ เนรัญชรา ในขณะที่จติ อย่ใู น
สมาธขิ ัน้ ท่ี 4 พระองคท์ รงใช้ปัญญาพิจารณาจนเกิดความรแู้ จ้งตามลาํ ดบั ดงั น้ี
1. ข้ันปฐมยาม ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คอื ระลกึ ชาตไิ ด้
2. ขัน้ มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ “จตุ ูปปาตญาณ” คอื รู้การเกิดและการตายของสตั วท์ ้งั หลาย
3. ขน้ั ปจั ฉมิ ยาม ทรงบรรลุ “อาสวักขยญาณ” คือ รู้วิธีการกําจัดกิเลสให้หมดสิน้ ไป (อาสวะ แปลว่า
กิเลสเคร่ืองเศรา้ หมองท่หี มักหมมอยู่ในจติ สันดาน) จนได้บรรลอุ นุตตรสัมมาสมั โพธิญาณ คือ ญาณทปี่ ระเสริฐ
อนั เป็นเคร่อื งตรสั รู้เป็นพระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า หรือพระผู้ตรสั รูเ้ องโดยชอบ.
ตกั บาตเทโว
ตักบาตรเทโวหรือตักบาตรเทโวโรหณะ เป็นพิธที ่สี ืบเน่ืองจากวันเทโวโรหณะ ซ่ึงเปน็ วนั คล้ายวนั ที่
พระพุทธเจ้าเสดจ็ ลงจากเทวโลกในวนั มหาปวารณา (ขน้ึ 15 คํ่า เดือน 11) พุทธศาสนิกชนถอื เอาวนั รุ่งขึน้ คอื
วันแรม 1 ค่ํา เดอื น 11 (หลงั วนั ออกพรรษา 1 วัน) เป็นวันเทโวโรหณะ การตักบาตรเทโวอาจจะจัดใหม้ ีในวันข้นึ
15 ค่าํ เดอื น 11 หรอื แรม 1 ค่ํา เดอื น 11 ก็ได้ อาหารชนิดหนงึ่ ท่นี ยิ มนาํ มาใส่บาตรกัน คอื ขา้ วตม้ มดั หรือ
ข้าวต้มลกู โยน
ไตรปฎิ ก
ไตรปฎิ ก คอื คมั ภรี ์ทีร่ วบรวมคําสอนของพระพุทธศาสนา ในสมยั พุทธกาลหรือสมยั ท่ีพระพุทธเจา้ ทรงมี
พระชนม์อยู่ ยงั ไมม่ ีพระไตรปิฎก คาํ สอนของพระพุทธเจา้ รวมเรียกวา่ “พระธรรมวนิ ยั ” หลงั จากพระพุทธเจา้
ปรนิ ิพพานแล้ว 3 เดือน ไดม้ กี ารสงั คายนาคร้ังที่ 1 จงึ สนั นษิ ฐานว่าการแบ่งคําสอนออกเปน็ ปิฎกคงจะมีมาแล้ว
ตั้งแต่สมยั สงั คายนาครงั้ ท่ี 1
ไตรปฎิ กแบง่ ออกเป็น 3 หมวดดงั น้ี
1. วนิ ัยปิฎก ว่าดว้ ยศลี ของภกิ ษแุ ละภิกษณุ ี
2. สุตตนั ตปฎิ ก วา่ ด้วยคําเทศนาสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา้ และสาวกทมี่ กี ารบนั ทกึ ไว้อย่างละเอียด ทง้ั วนั
เวลา สถานที่ และบคุ คลผู้เกี่ยวขอ้ ง
3. อภิธรรมปิฎก วา่ ดว้ ยหลกั ธรรมล้วนๆ ทัง้ สามปฎิ กรวมมี 17 คมั ภีร์ นับเปน็ หมวดธรรมได้ 84,000
พระธรรมขันธ์
โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 127 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
ไตรลกั ษณ์
ไตรลักษณห์ รือสามัญลกั ษณะ คือ ลกั ษณะทวั่ ไป 3 ประการของส่ิงท้ังปวง มดี งั น้ี
1. อนจิ ตา ความไมเ่ ทย่ี ง การแปรเปลีย่ นตลอดเวลาจากภายนอกหรือส่ิงทมี่ องเห็น เชน่ ผมหงอก
ฟันหลุด ผวิ หนงั เห่ยี วย่น ดงั คาํ กล่าวท่วี ่า “เราไมส่ ามารถกา้ วขา้ มกระแสนาํ้ สายเดยี วกนั เปน็ ครงั้ ทสี่ องได้”
เพราะกระแสน้ําย่อมไหลไปตลอดเวลา ถึงแม้จะเป็นที่เดียวกนั แต่ก็เป็นกระแสนํ้าใหม่ทไ่ี หลอยอู่ ย่างตอ่ เน่อื ง
2. ทุกขตา ความเปน็ ทุกข์ ความท่ที นได้ยาก ความทุกข์กายและใจ เพราะยึดม่ันในเบญจขนั ธ์
3. อนตั ตา ความไมม่ รี ูปรา่ ง ความไม่ใช่ตวั ตนแท้จริง เพราะไมส่ ามารถทจี่ ะบังคับใหอ้ ยู่ในอาํ นาจได.้
ไตรสกิ ขา
ไตรสกิ ขา หรือสิกขา 3 คือ ขอ้ สาํ หรับการศึกษาการฝึกฝนอบรมตนในเรอื่ งท่พี ึงศึกษา ได้แก่
1. ศลี สกิ ขา : การปฏบิ ตั เิ พอ่ื ควบคมุ กายวาจาให้ปกติ เปน็ การขจดั กเิ ลสอย่างหยาบ
2. จิตตสิกขา : การปฏิบัติเพ่อื ให้จติ สงบ เปน็ การขจัดกิเลสอย่างกลาง
3. ปัญญาสิกขา : การปฏิบัติเพือ่ ใหร้ ้แู จง้ ในสภาวธรรมที่เป็นจรงิ เปน็ การขจดั กเิ ลสอย่างละเอียด
อรยิ มรรคมอี งค์ 8 สรปุ ลงในไตรสกิ ขาได้ดงั น้ี
1. อธศิ ีลสกิ ขา (ศลี = สะอาด) ได้แก่ สมั มาวาจา / สัมมากัมมันตะ / สัมมาอาชีวะ
2. อธิจติ ตสกิ ขา (สมาธ=ิ สงบ) ได้แก่ สัมมาวายามะ / สมั มาสติ / สัมมาสมาธิ
3. อธปิ ัญญาสกิ ขา (ปัญญา= สว่าง) ได้แก่ สมั มาทิฐิ / สมั มาสังกัปปะ
ทศพธิ ราชธรรม
ทศพิธราชธรรม คอื ธรรมสาํ หรบั พระมหากษตั ริยท์ ่ีทรงใช้ในการปกครองบา้ นเมอื ง มดี งั น้ี
1. ทาน : การให้ 6. ตปะ : ไม่หมกมุน่ ในสขุ สําราญ
2. ศลี : ความประพฤตดิ ีงาม 7. อักโกธะ : ความไมโ่ กรธ
3. ปรจิ จาคะ : การเสียสละเพื่อบา้ นเมือง 8. อวหิ งิ สา : ความไมเ่ บยี ดเบยี น
4. อาชชวะ : ความซื่อตรง 9. ขันติ : ความอดทน
5. มทั ทวะ : ความอ่อนโยน 10.อวิโรธนะ : ความไมค่ ลาดธรรมคอื ยึดมัน่ ในธรรม.
ทิฏฐธัมมกิ ตั ถสังวัตตนกิ ธรรม 4
(ทิฏฐธมั มิกัตถะ แปลวา่ ประโยชน์ในปจั จุบนั ; สงั วตั ตนกิ ธรรม แปลว่า ธรรมทีเ่ ปน็ ไป) ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถ-
สงั วัตตนกิ ธรรม 4 จึงแปลว่า ธรรมทเี่ ปน็ ไปเพื่อประโยชนใ์ นปจั จุบนั เป็นหลักธรรมทม่ี ุ่งประโยชน์ในระดับ
ชีวิตประจาํ วนั หรือประโยชนส์ ุขขัน้ ต้นหรอื เรียกว่า คาถาหัวใจเศรษฐี ใช้อกั ษรยอ่ ว่า อุ อา กะ สะ มี 4 ประการ
ดังนี้ 1. อุฏฐานสัมปทา : ขยันหม่นั เพียร 2. อารักขสัมปทา : เกบ็ ออมทรัพย์ 3. กลั ยาณมติ ตตา : คบเพ่อื นดี
4. สมชวี ติ า : อยู่อยา่ งพอเพยี ง
ธัมมจักกัปปวตั ตนสูตร
ธัมมจกั กัปปวตั ตนสูตร แปลว่า พระสูตรท่วี ่าดว้ ยการหมนุ วงล้อ คอื พระธรรม เป็นปฐมเทศนาท่ี
พระพุทธเจา้ ทรงแสดงแกป่ ัญจวคั คีย์ และทาํ ให้อัญญาโกฑญั ญะไดธ้ รรมจกั ษุหรือดวงตาเหน็ ธรรมทว่ี า่ “ส่งิ ใดมี
การเกดิ ข้นึ สง่ิ นั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา” บรรลุเปน็ พระโสดาบันแลว้ ทูลขออุปสมบทเปน็ พระภกิ ษุดว้ ยวิธี
เอหิภิกขุอุปสมั ปทา ซง่ึ ถือเปน็ พระภกิ ษุรปู แรกในพระพุทธศาสนา.
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 128 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
นวิ รณ์
นวิ รณ์ แปลวา่ เครือ่ งขัดขวาง เครอื่ งกีดก้นั หมายถงึ สิง่ ทกี่ ดี ก้ันการทํางานของจติ มี 5 ประการดังนี้
1. กามฉันทะ : ความพอใจรกั ใครใ่ นอารมณท์ ชี่ อบใจ
2. พยาบาท : ความโกรธ ความแคน้ เคอื ง
3. ถนี มิทธะ : ความหดหู่ เซอื่ งซมึ
4. อทุ ธจั จกุกกุจจะ : ความฟงุ้ ซา่ น รําคาญใจ
5. วิจกิ จิ ฉา : ความลงั เล สงสัย
ปฏิจจสมุปบาท
(อ่านวา่ ปะ-ตดิ -จะ-สะ-มุบ-บาด) ปฏิจจสมปุ บาท คอื สภาพท่ีอาศัยปจั จยั เกดิ ขึ้น การท่สี ง่ิ ทัง้ หลาย
อาศัยกนั จึงเกดิ มีขนึ้ หรอื การทท่ี ุกขเ์ กดิ ข้ึนเพราะอาศยั ปัจจยั ต่อเนื่องกนั มา ปฏิจจสมปุ บาท เปน็ ธรรมนิยาม
ประการหนงึ่ คือ เป็นกฎธรรมชาตทิ ่ีแสดงกระบวนการเกดิ และกระบวนการดบั แหง่ ทุกข์ และแสดงใหเ้ ห็นว่า
สิ่งทง้ั หลายรวมทง้ั ทกุ ข์ท้งั หลาย เกิดจากเหตุ ไม่ใช่เกิดขึน้ ลอยๆ โดยไม่มเี หตุ ส่งิ ทเ่ี กิดจากเหตุ เมอ่ื เหตนุ ้ันยงั มี
อยกู่ ็สามารถดํารงอยไู่ ด้ แต่เม่ือเหตุนน้ั ดบั ไป ส่ิงนน้ั ก็ดบั ไปด้วย ดังพระพทุ ธพจน์ที่เป็นหลักการทวั่ ไป
ของปฏจิ จสมปุ บาทวา่ “เม่ือสง่ิ น้มี ี สงิ่ นี้จึงมี เพราะส่งิ น้ีเกิดขึน้ สิ่งนี้จงึ เกดิ ข้นึ เม่ือสิง่ นี้ไมม่ ี ส่งิ น้กี ไ็ มม่ ี เพราะ
ส่ิงนี้ดับไป สิ่งน้กี ็ดับไปด้วย”
ปรโตโฆสะ
(อา่ นวา่ ปะ-ระ-โต-โค-สะ) ปรโตโฆสะ แปลว่า เสียงจากผู้อน่ื หมายรวมถึงคําพดู คําแนะนาํ คาํ ชแ้ี จง
ขอ้ เขียน แหล่งข่าวตา่ งๆ รวมทง้ั การสนทนากับบคุ คลอน่ื ผเู้ ป็นกลั ยาณมิตร ปรโตโฆสะเป็นวถิ ีทางเบ้อื งตน้ แห่ง
ปญั ญาและสมั มาทฐิ ิ แต่ตอ้ งมีโยนโิ สมนสิการคอยกาํ กับ จึงจะสามารถรแู้ ยกแยะและคดั สรรเฉพาะปรโตโฆสะ
ฝา่ ยดไี ด้ ปรโตโฆสะทีป่ ราศจากโยนิโสมนสิการจะทําให้เกดิ ความงมงาย หูเบา เชอื่ ง่าย ไรเ้ หตุผลและเกดิ มิจฉาทิฐิ
ไดง้ ่าย สรุปกค็ ือปัจจยั เพื่อความเกิดข้นึ แหง่ สัมมาทิฐิมี 2 ประการ คอื ปรโตโฆสะ และโยนโิ สมนสิการ.
พระพทุ ธศาสนามีทฤษฎที ่เี ปน็ สากล
พระพทุ ธศาสนามีหลักคําสอนทีเ่ ป็นทฤษฎีสากล หมายความว่า เปน็ คาํ สอนทีส่ ามารถพิสจู นไ์ ด้ ขอ้
ทฤษฎที ่ีเปน็ สากลทพ่ี ระพุทธศาสนาสอนเนน้ มาก คอื หลกั ความจรงิ อนั ประเสริฐ 4 ประการหรอื อรยิ สัจ 4 ได้แก่
1. สอนว่าชีวิตและโลกมปี ญั หา
2. สอนว่าปัญหามสี าเหตุ มไิ ดเ้ กิดข้ึนลอยๆ
3. สอนว่ามนษุ ย์สามารถแก้ปญั หาด้วยตนเอง
4. สอนว่าการแก้ปัญหาน้ันต้องใชป้ ญั ญาและความพากเพียร.
พระอานนท์
พระอานนท์ไดร้ บั การยกย่องว่าเป็นเลศิ ในการอปุ ัฏฐากพระพุทธเจา้ เป็นพทุ ธอนชุ า เปน็ ผเู้ ลิศในความ
พากเพยี รเลา่ เรียนศึกษา เป็นเลิศในการจํา และได้ช่วยให้สตรไี ด้บวชเป็นพระภกิ ษณุ ี
คณุ ธรรมที่ควรถอื เป็นแบบอยา่ ง 1. เป็นผู้ใฝร่ ู้อย่างย่ิง 2. เปน็ ผูม้ ีสตเิ สมอ 3. เปน็ ผ้มู ีเมตตากรุณา
4. เป็นผู้มีความเพยี รพยายาม 5. เป็นผทู้ รี่ ้จู ักกาลเทศะอยา่ งยง่ิ 6. เป็นผ้มู องการณ์ไกล 7. เป็นผู้มคี วาม
จงรักภกั ดเี คารพรักพระพทุ ธเจา้ สามารถอุทิศชวี ติ เพือ่ พระพทุ ธองคไ์ ด้ 8. มวี ธิ ีการในการจดจาํ พระพุทธวจนะ
9. เปน็ ผูว้ ่าง่ายและเคารพยาํ เกรงผใู้ หญ.่
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 129 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
พุทธธรรมกับเศรษฐกจิ พอเพียง
หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทเ่ี ปน็ รากฐานในระบบเศรษฐกจิ พอเพียงมีดังน้ี
1. อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ (การพึง่ ตนเอง)
2. นาถกรณธรรม 10 (การพงึ่ ตนเอง)
3. สันตฏุ ฐี ปะระมัง ธะนัง (ความสนั โดษ)
4. มตั ตญั ญตุ า (รู้ประมาณ)
5. ธัมมญั ญุตา อตั ถัญญตุ า (รเู้ หตุ รู้ผลในการดําเนินชวี ติ )
6. สมชวี ติ า (ความเป็นอยพู่ อเหมาะพอด)ี
7. มัชฌิมาปฏปิ ทา (ทางสายกลาง)
พุทธศาสนพิธี
พทุ ธศาสนพธิ ี คอื พิธีท่เี ก่ียวข้องกบั พระพทุ ธศาสนามดี งั นี้
1. กศุ ลพธิ ี : วา่ ดว้ ยพิธบี ําเพญ็ กุศล เช่น การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ การรกั ษาอุโบสถศีล บรรพชา
อปุ สมบท เวยี นเทียน การปวารณา การสวดมนต์ไหวพ้ ระ
2. บุญพธิ ี : วา่ ด้วยพิธีทําบุญ ท้งั งานมงคลและอวมงคล เชน่ พิธีทาํ บุญเลย้ี งพระในโอกาสตา่ งๆ ไดแ้ ก่
ทําบญุ วันเกดิ ทําบญุ ขึน้ บา้ นใหม่ ทําบญุ งานแต่งงาน ทําบญุ หน้าศพ พิธีเจรญิ พระพทุ ธมนต์ พิธสี วด
พระอภธิ รรม พิธสี วดมาตกิ า พิธพี ระธรรมเทศนา
3. ทานพธิ ี : ว่าดว้ ยพิธถี วายทานแด่พระภกิ ษุ เชน่ การถวายสังฆทาน การถวายผ้าอาบน้ําฝน ทอดกฐนิ
ทอดผา้ ปา่
4. ปกิณกพิธี : วา่ ด้วยพธิ เี บด็ เตล็ดทั่วไป เช่น เก่ยี วกบั วันประเพณี เชน่ ทําบญุ ในพธิ วี ันฉตั รมงคล
วันเฉลิมพระชนมพรรษา วนั ขึ้นปีใหม่ วนั สงกรานต์ และเรอ่ื งท่ัวๆ ไป เชน่ วิธีประเคน วิธอี าราธนา วธิ ีกรวดนํ้า
วธิ ีตักบาตร วิธีไหวค้ รู วธิ จี ับด้ายสายสิญจน์ วธิ ีทอดผ้าบังสกุ ุล.
พทุ ธศาสนสภุ าษติ ระดบั ม.4-6
- จติ ฺตํ ทนฺตํ สขุ าวหํ : จติ ท่ฝี กึ ดีแลว้ นําสุขมาให้
- น อุจจฺ าวจํ ปณฺฑิตา ทสสฺ ยนตฺ ิ : บณั ฑติ ย่อมไมแ่ สดงอาการขึ้นๆ ลงๆ
- นตฺถิ โลเก อนินทฺ โิ ต : คนทีไ่ มถ่ กู นินทา ไมม่ ใี นโลก
- โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ : ฆา่ ความโกรธได้ ย่อมอยูเ่ ปน็ สุข
- ปฏิรปู การี ธุรวา อฏุ ฐาตา วินทฺ เต ธนํ : คนขยนั เอาการเอางาน กระทําเหมาะสม ย่อมหาทรัพยไ์ ด้
- วายเมเถว ปรุ โิ ส ยาว อตถฺ สฺส นิปฺปทา : เกิดเปน็ คนควรจะพยายามจนกวา่ จะประสบความสาํ เร็จ
- สนตฺ ุฏฐี ปรมํ ธนํ : ความสนั โดษเปน็ ทรัพย์อย่างยิง่
- อณิ าทานํ ทกุ ฺขํ โลเก : การเปน็ หนีเ้ ป็นทกุ ข์ในโลก
- ราชา มขุ ํ มนสุ ฺสานํ : พระราชาเป็นประมุขของประชาชน
- สติ โลกสมฺ ิ ชาคโร : สติเป็นเครอ่ื งต่นื ในโลก
- นตฺถิ สนฺติปรํ สขุ ํ : สุขอืน่ ย่งิ กว่าความสงบไมม่ ี
- นพิ ฺพานํ ปรมํ สุขํ : นพิ พานเป็นสขุ อย่างยิ่ง
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 130 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29
มรรคมอี งค์ 8 (The Noble Eightfold Path)
มรรคมีองค์ 8 หรอื อริยมรรค แปลวา่ ทางอนั ประเสรฐิ รวมเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาหรอื ทางสายกลาง
เป็นทางสายเดียวเท่าน้ันท่นี าํ ไปสู่ความหลุดพน้ จากทกุ ข์ ได้แก่
1. สมั มาทฏิ ฐิ : เห็นชอบ รแู้ จ้งในอริยสจั 4 ผลกรรมดชี ่ัวมี บญุ บาปมี
2. สัมมาสงั กปั ปะ : ดาํ ริชอบ คิดปลกี ตัวจากกาม คดิ ออกบวช ไมค่ ดิ พยาบาทเบยี ดเบียน
3. สมั มาวาจา : เจรจาชอบ ไม่พดู เท็จ ไมพ่ ูดคาํ หยาบ ไม่พดู ส่อเสียด ไมพ่ ดู เพอ้ เจอ้
4. สัมมากมั มนั ตะ : กระทําชอบ ไมฆ่ า่ สตั ว์ ไมล่ ักทรัพย์ ไมป่ ระพฤตผิ ิดในกาม
5. สัมมาอาชวี ะ : เลยี้ งชีพชอบ เว้นจากมจิ ฉาชีพ
6. สัมมาวายามะ : พยายามชอบ เพียรสร้างและรักษาความดี ละชั่ว
7. สมั มาสติ : ระลึกชอบ ไม่ประมาท กําหนดจติ รู้เท่าทนั เรอื่ งเบญจขันธห์ รือปรากฏการณท์ ี่เกิดขึน้
8. สมั มาสมาธิ : ตัง้ จติ ใจชอบ มีจติ ม่ันคงสงบน่งิ ไมฟ่ ุ้งซ่าน คมุ อารมณไ์ ดจ้ นขจดั นิวรณ์ 5 ได.้
มหาสาโรปมสูตร
มหาสาโรปมสูตร คอื พระสตู รท่วี า่ ดว้ ยการออกบวช เปรยี บเสมือนการแสวงหาแกน่ ไม้สตู รใหญ่
พระพทุ ธเจ้าทรงตรสั พระสูตรนีข้ ณะที่ประทบั อยู่ ณ ภเู ขาคชิ กฏู กรุงราชคฤห์ โดยอุปมาว่าด้วยการหาแก่นไมก้ บั
การหาหนทางดบั ทุกขข์ องภกิ ษุในพระพทุ ธศาสนาไวด้ งั นี้
1. ลาภสกั การะ ช่อื เสยี ง เปรยี บเสมอื น กง่ิ และใบ ของต้นไม้
2. ความมีศลี สมบูรณ์ (ศลี ) เปรียบเสมือน สะเก็ด ของตน้ ไม้
3. ความมีสมาธสิ มบรู ณ์ (สมาธิ) เปรยี บเสมือน เปลือก ของต้นไม้
4. ความมญี านทัศน์ (ปญั ญา) เปรยี บเสมือน กระพ้ี (เน้ือ) ของต้นไม้
5. ความหลดุ พ้นจากกิเลสโดยสิน้ เชงิ (วมิ ุตต)ิ เปรยี บเสมือน แกน่ ของตน้ ไม.้
มชั ฌมิ าปฏปิ ทา
มัชฌมิ าปฏปิ ทาหรอื ทางสายกลาง คือ เป็นทางท่ีจะนาํ ไปสู่ความจรงิ ได้อยา่ งตรงจดุ นาํ ไปสู่เป้าหมายท่ี
พงึ ประสงคไ์ ด้ ไมใ่ ชท่ างท่ีอยู่ตรงกลางระหว่างทางซ้ายหรอื ทางขวา และไม่ใชท่ างปฏิบัติท่สี ดุ โตง่ 2 ทาง คอื
1. กามสุขัลลกิ านุโยค การหมกมุ่นอยใู่ นความสุขทางกามารมณ์
2. อัตตกิลมถานุโยค การทรมานตนใหล้ าํ บาก
เยภยุ ยสิกา
เยภยุ ยสกิ า แปลวา่ กิริยาเปน็ ไปตามขา้ งมาก ได้แก่ วธิ ตี ัดสนิ โดยถือเอาตามคาํ ของคนข้างมาก เชน่ วิธี
จบั สลากเพ่อื ช้ขี ้อผิดถูก ขา้ งไหนมภี ิกษผุ ู้รว่ มพิจารณาลงความเห็นมากกว่า ก็ถือเอาพวกขา้ งน้ัน ซึง่ ใช้สําหรบั
ระงับวิวาทธกิ รณ์ เปน็ วธิ อี ยา่ งเดยี วกบั การโหวตคะแนนเสยี ง เยภุยยสิกาวนิ ยั จงึ แปลวา่ การระงบั ปญั หาความ
ขดั แย้งตามเสยี งข้างมาก เหมือนกระบวนการประชาธปิ ไตย.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 131 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
วันเทโวโรหณะ
เทโวโรหณะ แปลว่า การลงจากเทวโลกหรอื สวรรค์ ตรงกบั วันแรม 1 คํา่ เดือน 11 คอื หลงั วนั ออกพรรษา
1 วนั วันเทโวโรหณะถือเปน็ วนั คลา้ ยวันทพ่ี ระพุทธเจา้ เสดจ็ กลบั มายังโลกมนษุ ย์ ณ เมอื งสังกสั สะ แคว้นโกศล
หลังจากท่เี สด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ช้นั ดาวดึงส์เปน็ เวลา 3 เดือน ตามพทุ ธประวัติกล่าวว่าเป็น
วนั ทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิฤทธิ์บนั ดาลใหท้ งั้ 3 โลก คอื เทวโลก มนุษยโลก และยมโลก ไดม้ องเห็นกนั หมด
จงึ เรียกกนั ว่า “วนั พระเจ้าเปดิ โลก”
วนั มาฆบชู า
วนั มาฆบูชาถือเปน็ วันพระธรรม เพราะเปน็ วนั ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แกพ่ ระอรหนั ต
สาวก 1,250 องค์ ทเี่ ดนิ ทางมาประชุมพรอ้ มกันท่ีวัดเวฬุวัน วนั มาฆบชู าตรงกับวันข้นึ 15 ค่าํ เดอื น 3 แต่ถ้าปใี ด
มเี ดอื นอธิกมาส คอื มเี ดอื น 8 สองหน ปีนน้ั มาฆบูชาจะเล่อื นไปเป็นวนั ขึ้น 15 คํ่า เดอื น 4 เปน็ วนั ที่มีการประชมุ
จาตรุ งคสันนิบาต พธิ ีมาฆบชู านีเ้ ร่มิ มคี รัง้ แรกในสมยั รัชกาลท่ี 4 ปจั จุบันถือให้วนั มาฆบชู าเปน็ วันกตญั ญแู ห่งชาติ
และเป็นวันแหง่ ความรักในทางพระพุทธศาสนา
วันวสิ าขบูชา
วันวสิ าขบูชาถอื ว่าเป็นวนั พระพทุ ธ เพราะเปน็ วนั คล้ายวันประสูติ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พานของพระพทุ ธเจา้
ตามปกติตรงกับวนั ขนึ้ 15 คา่ํ เดอื น 6 แต่ถ้าปีใดมีเดอื นอธกิ าส คือ มเี ดอื น 8 สองหน ปนี ัน้ วิสาขบชู าจะเลอ่ื นไป
เปน็ วนั ข้ึน 15 คํา่ เดือน 7 ปจั จบุ ันองค์การสหประชาชาติประกาศให้วนั วิสาขบูชาเป็นวนั สาํ คัญสากลของโลก
(International Recognition of the Day of Vesak)
วนั อัฏฐมีบูชา
วนั อฏั ฐมีบชู าเป็นวันทถี่ วายพระเพลงิ ของพระสรรี ะของพระพทุ ธเจ้า ทเ่ี มอื งกุสนิ ารา ซึง่ ตรงกบั วันแรม
8 คํ่า เดือน 6 (อัฏฐมี แปลว่า 8 คาํ่ ) คอื นับถดั จากวนั วิสาขบูชาไป 7 วนั ชาวพุทธนกิ ายเถรวาทไดจ้ ัดพิธี
ดงั กลา่ วนี้ โดยมกี ารทาํ บญุ ตกั บาตร รกั ษาศีล ฟังธรรม เพ่อื เปน็ พุทธบูชาในวันสาํ คัญน้ี
วันอาสาฬหบชู า
(อา่ นวา่ อา-สาน-หะ-บ-ู ชา) วนั อาสาฬหบชู าถอื วา่ เป็นวนั พระสงฆ์ เพราะเป็นวนั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรง
แสดงพระธรรมเทศนากณั ฑแ์ รกชือ่ ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร (พระสตู รว่าดว้ ยการหมุนกงล้อธรรมคอื อริยสัจ 4)
แกป่ ัญจวัคคยี ์ ณ ป่าอสิ ิปตนมฤคทายวัน แขวงเมอื งพาราณาสี เม่อื แสดงธรรมจบแลว้ โกณฑญั ญะไดด้ วงตา
เห็นธรรมว่า สิ่งใดสง่ิ หนง่ึ มีการเกิดข้ึนเป็นธรรมดา สง่ิ นัน้ ก็มีความดับไปเป็นธรรมดา ได้สาํ เรจ็ เปน็ พระโสดาบนั
จงึ เกดิ พระอรยิ สงฆข์ ึน้ เปน็ ครัง้ แรกของโลก
เวสสนั ดรชาดก
เวสสนั ดรชาดกเป็นชาดกเรอ่ื งสุดท้ายในทศชาตชิ าดก ซึง่ เป็นอดีตชาติของพระพทุ ธเจา้ 10 พระชาติ
กอ่ นทีจ่ ะอุบัติเปน็ มนุษยแ์ ล้วตรสั รเู้ ป็นพระพทุ ธเจา้ ทศชาตชิ าดกเป็นเรื่องเก่ยี วกับการบําเพญ็ ทศบารมี ได้แก่
1. เตมยี ์ชาดก (เต) : เนกขัมมะบารมี 6. ภรู ทิ ตั ชาดก (ภู) : ศีลบารมี
2. มหาชนกชาดก (ชะ) : วริ ยิ ะบารมี 7. จนั ทกุมารชาดก (จะ) : ขันติบารมี
3. สวุ รรณสามชาดก (สุ) : เมตตาบารมี 8. นารทชาดก (นา) : อุเบกขาบารมี
4. เนมริ าชชาดก (เน) : อธิษฐานบารมี 9. วธิ ุรชาดก (วิ) : สัจจะบารมี
5. มโหสถชาดก (มะ) : ปญั ญาบารมี 10.เวสสนั ดรชาดก (เว) : ทานบารมี
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 132 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
สตปิ ฏั ฐาน
สตปิ ัฏฐาน คอื ธรรมเปน็ ท่ตี ้งั แหง่ สติ การใช้สตกิ าํ หนดพจิ ารณาสง่ิ ทั้งหลายให้รู้เทา่ ทันตามความเปน็
จรงิ มี 4 ประการดังน้ี
1. กายานุปัสสนา การกาํ หนดสตติ ามดูรทู้ นั กาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงวา่ เป็นแต่เพยี งกาย มิใช่เป็น
สัตว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา จงึ ไมค่ วรยึดม่ันเพื่อใหเ้ กิดความทกุ ข์ มวี ธิ ีปฏบิ ตั หิ ลายแบบ เชน่ การกําหนดลม
หายใจเข้า-ออก การกาํ หนดอิริยาบถเมอื่ ยืน เดิน น่ัง นอน
2. เวทนานุปสั สนา การกําหนดสตติ ามดรู ้ทู นั เวทนา คอื เมือ่ เกิดความร้สู ึกสขุ ก็ดี ทกุ ขก์ ็ดี เฉยๆ ก็ดี ก็ให้
รู้ชัดตามที่เปน็ อยู่ขณะนัน้
3. จิตตานุปสั สนา การกําหนดสติตามดูรู้ทนั จิต วา่ ขณะนีจ้ ิตเราเป็นอยา่ งไร มีความรกั ความโลภ ความ
โกรธ ความหลง ให้รู้ทันว่าจิตเช่นน้นั ๆ กําลงั เกดิ ขนึ้
4. ธมั มานุปสั สนา การกาํ หนดสตติ ามดรู ู้ธรรม ให้รแู้ จ้งในอรยิ สัจ เบญจขันธ์ อายตนะ นิวรณ์ 5
โพชฌงค์ 7.
สาราณยี ธรรม 6
สาราณียธรรม คือ ธรรมที่เปน็ เหตใุ หร้ ะลึกถึงกนั ธรรมทีท่ ําใหเ้ กดิ ความสามคั คี เปน็ หลกั การท่ีทําให้อยู่
รว่ มกนั อย่างสนั ติสขุ มีดงั น้ี
1. เมตตากายกรรม : ทาํ ตอ่ กนั ด้วยเมตตา
2. เมตตาวจีกรรม : พดู ตอ่ กันด้วยเมตตา
3. เมตตามโนกรรม : คดิ ต่อกันด้วยเมตตา
4. สาธารณโภคี : แบง่ ปัน
5. สลี สามัญญตา : มรี ะเบยี บวินัยท่ดี ี
6. ทฏิ ฐิสามัญญตา : มีความคดิ เหน็ รว่ มกนั แกป้ ญั หาร่วมกัน.
อนัตตลกั ขณสูตร
อนตั ตลกั ขณสูตรเปน็ พระสูตรวา่ ดว้ ยด้วยเร่อื งอนัตตา คือ ความมิใช่ตัวตน พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงพระ
สูตรน้โี ปรดพระปญั จวัคคีย์ ท่ปี ่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกลก้ รุงพาราณสี แควน้ กาสี เม่ือวนั แรม 5 คา่ํ เดอื น 8
เดือนอาสาฬหะ (หลังจากทรงแสดงธัมมจกั กปั ปวัตตนสตู รได้ 5 วัน) เป็นเหตใุ ห้พระปญั จวคั คีย์ไดบ้ รรลอุ รหันต์
ผลพรอ้ มกนั และได้เป็นพระอรหนั ต์สาวกกลมุ่ แรกของพระพุทธเจ้า.
อปรหิ านยิ ธรรม
อปรหิ านยิ ธรรม แปลวา่ ธรรมอนั ไม่เป็นท่ีต้ังแหง่ ความเสือ่ ม เปน็ ธรรมทีน่ าํ ความเจริญมาส่หู มู่คณะ
มี 7 ประการ
1. หมั่นประชุมประจํา 5. ใหเ้ กียรตแิ ละคมุ้ ครองสตรี
2. พร้อมเพรียงกันประชุม 6. เคารพสกั การะปชู นยี สถาน อนสุ าวรียป์ ระจําชาติ
3. ไมถ่ ืออําเภอใจ 7. จัดบํารงุ แกผ่ ู้ทรงศลี
4. ใหเ้ กียรตเิ คารพนับถอื แกผ่ ้มู ปี ระสบการณ์
หลักธรรมหมวดน้ี พระพุทธเจ้าตรสั สอนพวกกษัตรยิ ์ลิจฉวแี หง่ แคว้นวชั ชี ในพุทธประวตั ติ อนหนึง่ กลา่ วว่า
แคว้นวชั ชไี ดต้ กเป็นเมอื งขึน้ ของพระเจ้าอาชาตศตั รู ผคู้ รองแควน้ มคธ เพราะฝมี อื ของวสั สการพราหมณ์
พราหมณ์ผนู้ ไ้ี ด้ปลอมตัวเปน็ ไส้ศกึ เข้าไปทาํ ลายคุณธรรมในอปรหิ านยิ ธรรมของผูป้ กครองแควน้ วัชชี
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 133 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
อัปปมาทธรรม
อัปปมาทะ แปลว่า ความไม่ประมาท เป็นธรรมท่ีครอบคลุมธรรมอ่ืนไวห้ มด ดุจรอยเท้าช้างเปน็ ทร่ี วม
ของเทา้ สัตวท์ กุ ชนดิ หมายความว่า รอยเท้าสตั วท์ กุ ชนิด ไม่มีรอยเทา้ ไหนใหญเ่ ทา่ รอยเทา้ ชา้ ง เช่นเดียวกบั
ธรรมทุกข้อ ไม่มขี ้อใดสําคัญเทา่ กับความไม่ประมาท พระพุทธเจา้ ถงึ กับตรัสยํา้ ไว้เปน็ ปจั ฉิมวาจากอ่ นเสดจ็
ดับขันธปรินิพพานว่า “ภิกษทุ ้งั หลาย เราขอเตอื นเธอทัง้ หลาย สงั ขารทัง้ หลายมีการเส่อื มไปเปน็ ธรรมดา
เธอทั้งหลายพึงยงั ประโยชนต์ นและประโยชนท์ า่ นให้ถงึ พร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ศาสนาสากล
ข้อหา้ มในศาสนาอสิ ลาม
ข้อหา้ มสาํ หรับชาวมสุ ลมิ ท่ีควรยึดถือปฏิบตั ิ มีดงั น้ี
1. ห้ามสกั การบชู าสิ่งใดนอกจากพระอัลลอฮ์ เพราะถอื เปน็ การตั้งภาคหรือส่งิ เสมอกบั พระเจา้ เช่น ห้าม
สร้างรปู เคารพ หา้ มบูชาเครื่องรางของขลงั ห้ามทําบญุ สะเดาะเคราะห์ ห้ามดูหมอ หา้ มกราบไหวธ้ รรมชาติ
หา้ มทาํ เสนห่ ์
2. หา้ มกราบบุคคลทุกคน ไมว่ า่ จะเป็นบดิ ามารดา เจ้านายหรอื คนอ่นื กราบไดเ้ ฉพาะพระอัลลอฮ์องค์
เดยี วเทา่ น้นั
3. ห้ามเปน็ และหา้ มเที่ยวโสเภณี
4. หา้ มขายบริการหรอื ดมื่ สรุ าเมรยั ทุกชนิด
5. ห้ามบริโภคอาหารตอ้ งหา้ ม เชน่ สตั วท์ ี่ตายเอง สตั ว์ท่ีเชอื ดโดยมไิ ดเ้ ปล่งพระนามอลั ลอฮ์ สตั ว์บูชายัญ
6. หา้ มเรยี กหรอื เกบ็ ดอกเบีย้
7. หา้ มเสยี่ งโชคหรือเล่นการพนนั ห้ามปลอ่ ยเงินกู้โดยวธิ ีเก็บดอกเบยี้
8. หา้ มคมุ กําเนิด หา้ มทาํ แทง้ หา้ มใสผ่ มของผอู้ น่ื
9. เม่อื ชาวมสุ ลมิ เสียชีวติ แล้ว หา้ มนาํ ไปผา่ พสิ ูจน์ ห้ามนําไปเผา และหา้ มไปรว่ มพธิ ีศพของศาสนาอนื่
คมั ภีร์พระเวท
คัมภรี พ์ ระเวทเป็นคัมภรี ห์ ลกั ของศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู จัดวา่ เป็นคัมภรี ป์ ระเภทศรุติ ไมใ่ ชผ่ ลงานของ
มนุษย์ แตเ่ ป็นพระวจนะหรอื ขอ้ ความทพ่ี ระเจา้ ทรงเปดิ เผยใหม้ นุษยท์ ราบ โดยผา่ นฤาษหี ลายตน จงึ มคี วาม
ถูกตอ้ งสมบรู ณโ์ ดยไมต่ ้องพิสูจน์ คัมภรี ์พระเวทในสมยั ตน้ ๆ มี 3 คัมภรี ด์ ังน้ี ฤคเวท ยชรุ เวท และสามเวท รวม
เรียกวา่ ไตรเพท ต่อมาถึงปลายสมยั พราหมณะ เพม่ิ อกี คมั ภีรห์ นึง่ คอื อถรรพเวท
1. ฤคเวท : เป็นบทสวดสรรเสรญิ ออ้ นวอนพระเจา้ ถอื ว่าเป็นคัมภีร์ทเี่ ก่าแกท่ สี่ ดุ และเปน็ พืน้ ฐานคัมภรี ์
เลม่ อนื่ ๆ
2. ยชรุ เวท : กล่าวถึงการบูชาและวธิ ีบูชาเทพเจา้
3. สามเวท : ใชข้ บั กลอ่ มเทพเจ้าเพือ่ ตอ้ นรับและแสดงความยนิ ดีทีเ่ ทพเจ้ามารว่ มในพิธี
4. อถรรพเวท : เป็นมนตร์และคาถาอาคมตา่ งๆ เกย่ี วกับไสยศาสตร์
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 134 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29
ซุนนี
คาํ วา่ “ซนุ น”ี แปลวา่ แบบแผนการปฏบิ ัตขิ องทา่ นนบีมุฮมั มัด เปน็ นิกายทม่ี ีผู้นับถือมากที่สุด
สวมหมวกสีขาวเปน็ สญั ลกั ษณ์ พวกนกิ ายซนุ นยี ดึ ถือคมั ภรี อ์ ัลกรุ อานอยา่ งเคร่งครัด และถอื พระวจนะของ
ทา่ นนบีมฮุ มั มดั เป็นแนวทางการดําเนนิ ชวี ิตทางศาสนา เช่อื วา่ ท่านนบีมฮุ ัมมดั น้นั เป็นบคุ คลธรรมดา พระเจา้ ทรงเลอื ก
เขาเป็นตัวแทนของพระองค์เพือ่ เปน็ ผนู้ ําสาสน์มาสู่มนษุ ย์ ตําแหนง่ ผู้นาํ เรียกวา่ เคาะลีฬะฮ์ (กาหลบิ ) กาหลิบมี
ฐานะเปน็ ประมขุ ทางศาสนาและการปกครองสืบตอ่ จากทา่ นนบีมฮุ ัมมดั แต่ไม่มฐี านะเปน็ รซลู เพราะทา่ น
นบีมฮุ ัมมัดเปน็ ศาสนทูตองค์สุดท้าย มสุ ลมิ สว่ นมากในเอเชยี นับถือนิกายน้ี เชน่ มุสลมิ ในประเทศอินโดนเี ซีย
มาเลเซีย และไทย.
ตรมี ูรติ
ในศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู ตรีมูรติ หมายถึง เทพเจา้ สูงสดุ มเี พียงองคเ์ ดียว แตแ่ บ่งเป็น 3 สภาวะ ได้แก่
พระพรหม พระวิษณุ และพระศวิ ะ ตรีมรู ตเิ ป็นการแสดงลักษณะของเทพทอ่ี อกมาในรปู ของบุคลาธษิ ฐาน (การ
อธิบายนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมใหเ้ ขา้ ใจได้งา่ ยขึน้ ) โดยให้รูถ้ งึ สภาวธรรม 3 ประการ ได้แก่ โลกมีการ
เกิดข้ึน โลกธํารงรักษา และโลกถกู ทาํ ลาย.
ตรีเอกภาพ (Trinity)
ตรเี อกภาพหรอื ตรีเอกานุภาพ เป็นหลักคําสอนของศาสนาครสิ ต์ทวี่ ่า พระเจ้ามีองค์เดยี ว แตแ่ บง่ เป็น 3
พระบคุ คลดงั นี้
1. พระบดิ า พระผู้สร้างโลกและสรรพสง่ิ อย่ใู นฐานะบดิ าของมวลมนษุ ย์ เพราะทรงรกั และมีเมตตา
กรุณาตอ่ มนุษยด์ จุ บิดาท่มี ตี ่อบตุ ร
2. พระบตุ ร พระเยซคู ริสต์หรือพระผู้ทรงมาเกิดเป็นมนษุ ยเ์ พือ่ ไถบ่ าปให้แกม่ วลมนษุ ยผ์ มู้ บี าปต้ังแตเ่ กดิ
3. พระจติ หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจา้ ทีป่ รากฏอยู่ในจิตใจมนษุ ย์ เพือ่ เกอื้ หนนุ ใหม้ นษุ ยม์ ี
คณุ ธรรมความดี
นิกายในศาสนาคริสต์
นกิ ายในศาสนาครสิ ตม์ ีดังนี้
1. นกิ ายโรมนั คาทอลิก เป็นนกิ ายทีย่ ดึ มน่ั ในหลกั คําสอนของพระเยซูคริสต์ มสี มเด็จพระสนั ตะปาปา
เปน็ ประมุข เชอื่ ในบรรดานกั บุญตา่ งๆ
2. นิกายออร์ธอดอกซ์ แยกออกมาจากนกิ ายโรมนั คาทอลกิ ด้วยเหตผุ ลทางการเมืองและวัฒนธรรม
โดยมีมุขนายกมิซซัง (เดมิ เรียกว่า สังฆราช) เปน็ ประมุขสงู สดุ ของศาสนจักรประจําอยู่ท่กี รุงคอนสแตนตโิ นเบลิ
เช่อื ในเร่ืองตรีเอกนภุ าพ ยอมรบั ในศลี ศักดิส์ ิทธท์ิ ้ัง 7 ขอ้ แต่ปฏิเสธระบบการปกครองและรูปแบบพธิ กี รรมของ
นกิ ายโรมนั คาทอลิก นับถือมากในกลมุ่ ประเทศยโุ รปตะวันออก เช่น กรซี บัลแกเรยี โรมาเนีย แอลเบเนยี รสั เซยี
3. นกิ ายโปรเตสแตนต์ เปน็ นกิ ายทีแ่ ยกออกมาจากนิกายโรมันคาทอลิก เน้นวา่ ศรทั ธาของแตล่ ะคนท่มี ี
ต่อพระเจา้ นนั้ สาํ คญั กว่าพิธกี รรม นบั ถือศลี ศักด์สิ ิทธ์ิ 2 ข้อ คือ พิธศี ลี ล้างบาปและพธิ ศี ลี มหาสนทิ นกิ ายน้ไี ม่มี
นกั บวช มีเพียงไมก้ างเขนเปน็ เครื่องหมายเท่าน้ัน.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 135 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
บาปกําเนดิ (Original sin)
คริสต์ศาสนาเช่อื วา่ คนเราเกิดมามบี าปกาํ เนดิ ตดิ ตัวมาดว้ ยซงึ่ เปน็ ผลจากการกระทาํ ของบรรพบุรุษ
ซ่งึ ในคัมภีรไ์ ด้ระบุไว้เปน็ บคุ ลาธิษฐานว่าอาดัมและเอวามนุษย์คูแ่ รกไดล้ ะเมิดขอ้ หา้ มของพระเจ้า ดว้ ยการกินผลไม้
จากต้นท่ีพระองคท์ รงห้ามไว้ พระองค์จึงขับไลม่ นษุ ยค์ ูแ่ รกออกจากสวนอีเดน และความผิดท่ีบรรพบุรุษของ
มนษุ ยไ์ ด้ทาํ ไว้ จึงตกทอดมาสมู่ นุษยร์ ุน่ หลังทกุ คน มนุษยจ์ ะพ้นจากบาปกาํ เนดิ นี้ไดโ้ ดยอาศัยการไถบ่ าปของ
พระเยซู และในคริสตศ์ าสนาสอนวา่ มนษุ ยม์ ลี กั ษณะจะทาํ ช่ัวได้ เพราะมนุษย์เปน็ ผทู้ ่ีมจี ติ ใจอ่อนแอ ไมส่ ามารถสู้
กับกเิ ลสทเ่ี ย้ายวนจิตใจได้ พระเจา้ ให้เสรภี าพแก่มนุษย์ท่จี ะเลือกทําดีชั่ว เพราะต้องการใหม้ นษุ ยร์ ู้คา่ ความดชี ่วั
ด้วยตวั เอง ความดีทีม่ คี ่าจะตอ้ งเกดิ จากการข่มใจไม่เลอื กทําช่ัวแต่เลือกทาํ ดี เมอื่ มนุษยม์ ีกาํ ลงั ใจไม่เขม้ แข็งพอ
จึงตอ้ งพึ่งบารมีของพระเจ้าและพระบุตร เพอ่ื ช่วยใหม้ จี ิตใจหนักแน่น.
ปรุ ษุ ารถะ
ปรุ ุษารถะ คอื จุดมุง่ หมายสงู สุดของชีวิตในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มดี งั นี้
1. อรรถะ : การแสวงหาทรัพยส์ มบัตหิ รอื การสรา้ งฐานะทางเศรษฐกิจ
2. กามะ : การแสวงหาความสุขทางโลกตามแนวทางของธรรม
3. ธรรมะ : การถงึ พร้อมดว้ ยศีลธรรมคณุ ธรรม
4. โมกษะ : การหลดุ พน้ จากทุกข์โดยสนิ้ เชิง หรอื อสิ รภาพแหง่ วญิ ญาณ.
โปรเตสแตนต์ (Protestant)
โปรเตสแตนต์ หมายถึง พวกทปี่ ระท้วงไม่เห็นด้วยกับวธิ กี ารของคาทอลิก โดยเหน็ วา่ เร่อื งของศาสนาน้นั
ไม่ควรเน้นอยูก่ ับกฎเกณฑภ์ ายนอก แตใ่ หค้ วามสําคัญกับความรบั ผดิ ชอบของมนุษยแ์ ตล่ ะคนที่มตี ่อพระเจ้าเปน็
สําคัญ นิกายนส้ี บื เนือ่ งมาจากบาทหลวงชาวเยอรมันช่อื มารต์ ิน ลูเธอร์ เป็นผู้นาํ ในการประท้วงการขายใบ
ไถ่บาป และปฏเิ สธไมย่ อมเชื่อฟังคาํ ส่ังของพระสันตะปาปา เปลี่ยนแปลงพธิ ีบางอย่าง และให้ผู้สอนศาสนา
แต่งงานได้ คาํ สอนของลูเธอร์ไดก้ อ่ ใหเ้ กิดลัทธิใหม่หลายลทั ธิ ซ่ึงรวมเรยี กวา่ นิกายโปรเตสแตนต์ ผู้ทนี่ บั ถอื
ศาสนาครสิ ต์นิกายจึงน้ี เรียกว่า ครสิ เตยี น นกิ ายโปรเตสแตนตย์ ังแบ่งย่อยเป็น นิกายลเู ธอรนั นิกายคริสต์จักร
ฟ้นื ฟู นกิ ายแองกลกิ นั
หลักความเชอ่ื ทีส่ ําคัญของนิกายโปรเตสแตนต์มีดงั น้ี
1. ถอื ว่าพระคมั ภรี ์เท่านนั้ เป็นสิ่งสงู สดุ พระสันตะปาปาไม่ใช่ผู้เดยี วทีม่ สี ทิ ธิตคี วามพระคัมภรี ์
2. ไมถ่ ือศีลแกบ้ าปหรือสารภาพบาปตอ่ บาทหลวง การสารภาพบาปต้องสารภาพตอ่ พระเจ้าโดยตรง
3. ไม่มนี ักบวชหรอื บาทหลวง มีแตผ่ สู้ อนศาสนาทเี่ รยี กวา่ ศาสนจารย์หรอื ศิษยาภบิ าล ทําหน้าท่ี
ประกอบพธิ ศี าสนา
4. นับถอื ศลี ศกั ดส์ิ ิทธ์ิเพียง 2 ข้อ คือ พิธศี ลี ลา้ งบาปหรือบัปติสมา และพธิ ีศลี มหาสนิท
5. ไมย่ กยอ่ งบชู าพระนางมารีย์ โยเซฟ และนักบญุ ทงั้ หลาย เพราะถือวา่ เป็นเร่ืองนอกพระคัมภีร์
6. มีสัญลกั ษณ์เพยี งอยา่ งเดียว คอื ไมก้ างเขนที่ไม่มีรูปพระเยซถู ูกตรงึ .
สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 136 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29
พธิ ศี ราทธ์
พธิ ีศราทธเ์ ป็นพิธีสงั เวยบรรพบรุ ษุ หรือพธิ ีถวายข้าวปณิ ฑะ (ข้าวสกุ ที่ป้นั เป็นก้อน) เป็นพิธีทําบญุ ให้แก่
ญาตทิ ี่ล่วงลบั ไปแล้วเพือ่ ไปสู่สคุ ติ ผูท้ ําพิธคี วรเป็นลูกชายเพราะจะช่วยให้บรรพบุรษุ พน้ จากขุมนรกทเี่ รียกวา่
ปตุ ะ ดงั นั้นลูกชายจึงได้ชือ่ ว่า บตุ ร ซึ่งหมายถึง ผทู้ ่ชี ่วยให้พน้ จากนรกขุมปตุ ะ พธิ ีนที้ ํากนั ในเดอื น 10 ตง้ั แต่
วนั แรม 1 ค่ําถงึ วันแรม 15 คํ่า เรียกว่า เทศกาลทําบุญสิ้นเดอื นสบิ .
พิธสี ังสการ
สังสการ แปลวา่ พิธกี รรมท่ที ําให้บริสทุ ธ์ิ เป็นพธิ ปี ระจําบ้าน ซึ่งถอื เปน็ พธิ กี รรมทางสงั คมและศาสนา
ของชาวฮินดู โดยคนทเ่ี กิดในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ยกเวน้ ศูทร ต้องผ่านพิธีนกี้ อ่ นจึงจะนับวา่ เปน็ ผู้
บรสิ ทุ ธิ์ เชน่ พธิ อี ปุ นยัน เปน็ พิธเี รมิ่ การศึกษา พราหมณจ์ ะรับศษิ ยเ์ ขา้ สาํ นักโดยทําพิธีคลอ้ งสายสิญจนท์ ่ี
เรียกว่า ยชั โญปวีต ถา้ เป็นหญงิ หา้ มกระทําพธิ ีอปุ นยนั อยา่ งเดียว นอกน้นั กระทําได้หมด
โมกษะ
โมกษะ คอื อุดมคติหรอื เป้าหมายสงู สดุ ของชีวิตตามความเชอ่ื ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู เปน็ ภาวะท่ี
ดวงวญิ ญาณเขา้ ไปรวมเปน็ หนงึ่ เดยี วกับพระเจา้ (ปฐมวิญญาณ พรหมนั ) ท่เี รียกวา่ การเขา้ ถงึ ภาวะโมกษะ
เปน็ ความหลดุ พน้ จากสงั สารวัฏ ดวงวญิ ญาณไม่ตอ้ งเวียนวา่ ยตายเกิดอีกตอ่ ไป สาเหตุท่ที าํ ใหช้ วี าตมันหรอื
ดวงวิญญาณยอ่ ยตอ้ งเวียนว่ายตายเกดิ ในสงั สารวัฏก็เพราะอวทิ ยา ซึ่งหมายถึง ความไมร่ แู้ จ้งหรือความหลงผดิ
ที่ทําใหช้ วี าตมนั หลงผดิ คดิ วา่ ตนเองเปน็ อนั หน่ึงอันเดียวกบั รา่ งกาย และแตกตา่ งจากปรมาตมนั อวทิ ยาน้ีเอง
ทําให้ดวงวิญญาณต้องเวยี นวา่ ยตายเกดิ อย่ใู นสงั สารวัฏ ความหลดุ พน้ จากทุกขโ์ ดยสิน้ เชงิ จะเกิดขึน้ เม่อื ได้ขจัด
อวทิ ยาไดห้ มดส้ิน.
ละหมาด
ละหมาด คือ การนมัสการพระเจ้าทัง้ ทางกายและใจ เปน็ การผกู พันมนุษยไ์ ว้กบั พระเจา้ ถือเป็นศาสนกิจ
ท่ีมสุ ลมิ ทุกคนต้องทาํ เปน็ ประจาํ นับตัง้ แตเ่ ริ่มบรรลนุ ติ ิภาวะทางร่างกายจนวาระสุดท้ายของชวี ิต การละหมาด
ทาํ วนั ละ 5 เวลา ทําละหมาดในสถานทใ่ี ดกไ็ ด้ ไมจ่ ําเป็นว่าตอ้ งทําในมัสยิดหรอื สเุ หรา่ เสมอไป แต่ขอให้เป็นท่ี
สะอาด การละหมาดเป็นการแสดงถงึ ความสามัคคี ความเสมอภาค ภราดรภาพ และไม่มีการแบง่ ผวิ พรรณ
วรรณะ เชื้อชาติในประเทศ จดุ ประสงคเ์ พอ่ื แสดงความสัมพนั ธข์ องมนุษยต์ ่อพระเจา้ ขดั เกลาจิตใจให้บรสิ ุทธิ์
ชว่ ยให้จิตใจตัง้ มั่นหนักแน่นอดทน ฝึกฝนใหเ้ ป็นคนตรงต่อเวลา ฝกึ ความรบั ผิดชอบตอ่ หน้าที่ มีระเบียบวินยั
ฝกึ ความอดทนและเอาชนะใจตนเอง ในประเทศไทยการทาํ ละหมาดต้องหันไปทางทศิ ทตี่ ง้ั ของวิหารกะบะฮ์ คอื
ทิศตะวนั ตก.
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีที่ 29 137 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )
วนั พพิ ากษา
มสุ ลมิ เชอ่ื วา่ เมือ่ ตายแลว้ วญิ ญาณจะยังอยเู่ พ่ือรอรับผลการตัดสินในสิ่งทต่ี นไดก้ ระทาํ ไป มุสลมิ ต้อง
เชอื่ ว่าโลกน้ีเปน็ โลกแหง่ การทดลอง (โลกดนุ ยา) เปน็ โลกทไ่ี มจ่ รี ังยัง่ ยืน จะต้องมวี ันแตกสลาย เมื่อถงึ วันกาล
อวสาน วนั นั้นจะเปน็ วนั กียะมะฮ์ (วันพพิ ากษา หรือวันส้ินโลก) เป็นวันที่ไมม่ เี วลาสน้ิ สดุ ทุกชวี ติ ทต่ี ายไปแล้วจะ
กลบั ฟ้ืนคนื ชีพข้นึ มาอีกคร้งั เพ่อื รบั การพพิ ากษา เป็นวันทีพ่ ระเจา้ จะตอบแทนความดชี วั่ แกว่ ญิ ญาณอย่าง
ยุตธิ รรม โลกใหมท่ ไี่ ม่มีวนั สิน้ สุดน้ี เรียกวา่ โลกอาคีเราะห์ วันกยี ะมะฮ์เปน็ วนั ในอนาคต ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะ
เกิดขน้ึ เมือ่ ใด นอกจากพระอัลลอฮอ์ งคเ์ ดียวเทา่ นน้ั ทีท่ รงร.ู้
ศาสนาอสิ ลาม (Islam)
ศาสนาอสิ ลามถอื กาํ เนิดในประเทศซาอดุ อี าระเบยี หลงั พระพทุ ธศาสนา 1,100 ปี อสิ ลาม แปลวา่ สนั ติ
นอบนอ้ ม มอบตน มุสลมิ เปน็ ชอื่ เรียกผ้ทู น่ี บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม หมายถงึ ผทู้ นี่ อบนอ้ มมอบตนตอ่ พระเจา้ เพือ่
ความสันติสุข อิสลามเป็นศาสนาสายเดยี วกบั ศาสนายิวและศาสนาคริสต์ จดั อยปู่ ระเภทศาสนาเอกเทวนยิ ม
นบั ถอื พระเจา้ องคเ์ ดียวกค็ อื พระอลั ลอฮ์ ท่านนบมี ฮุ มั มดั เปน็ เพยี งศาสดาพยากรณผ์ ้นู าํ คําสอนของพระเปน็ เจา้
มาเผยแผ่แก่มนษุ ย์ จงึ ไมใ่ ช่ศาสนาท่ีท่านนบีมุฮมั มัดทรงคิดค้นขนึ้ เอง ศาสนาน้ีไมม่ ีนักบวช มุสลิมชายและหญงิ
มหี นา้ ท่ีต้องปฏิบตั ศิ าสนกิจเทา่ เทยี มกัน
หลักธรรมของศาสนาอิสลามเป็น “ธรรมนูญของชวี ติ ” (Code of Life) หมายความวา่ การดาํ เนินชวี ติ
ของมุสลิมต้องเป็นไปตามขอ้ ปฏิบตั ทิ างศาสนาอิสลาม อสิ ลามไมเ่ ปน็ เพยี งศาสนา แตย่ ังเป็นระบบการเมอื ง
เศรษฐกิจและวฒั นธรรม หลกั คําสอนท่ีถือว่าเป็นโครงสรา้ งสาํ คญั ของอิสลาม คือ หลักศรัทธา 6 ประการ และ
หลักปฏบิ ัติ 5 ประการ.
ศลี มหาสนทิ (Holy communion)
ศลี มหาสนทิ หมายถึง การอย่รู ว่ มกนั กบั พระเจ้า เปน็ การรวมจติ วญิ ญาณของชาวครสิ ต์ทง้ั หลายเขา้ กบั
พระเยซู หรือการท่ีเลือดเนอ้ื ของชาวคริสต์กบั เลอื ดเน้ือของพระเยซไู ด้รวมเปน็ อันหน่งึ อันเดยี วกัน หรืออาจ
เรยี กว่า “ศลี ระลึก” เพราะเปน็ การนอ้ มจติ ระลึกถงึ การสิน้ พระชนม์ของพระเยซคู รสิ ต์ ผรู้ ับศลี นย้ี ่อมเป็นผทู้ ี่เช่อื
วา่ พระองค์ส้นิ พระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถบ่ าปให้แก่เขา และยังเปน็ พิธีระลึกถงึ การรับประทานอาหารครั้ง
สุดทา้ ยของพระเยซูคริสต์กบั สาวก 12 คน กอ่ นท่ีพระเยซูจะถกู ตรงึ ที่กางเขน ชาวคาทอลกิ ถือว่าพิธีน้ีเป็นส่วน
สําคัญท่ีสดุ ของพิธมี สิ ซา บาทหลวงจะทําพธิ ีเสกขนมปงั และเหล้าองุน่ ใหเ้ ปลย่ี นเปน็ พระกายและพระโลหติ ของ
พระเยซู
ศลี ลา้ งบาป (Baptism)
ศีลล้างบาป หรอื ศีลจุ่ม ศีลบัพติศมา เปน็ พิธศี าสนาทมี่ กี ารจมุ่ ตัวลงในนาํ้ หรอื ประพรมดว้ ยนํ้า มี
จุดประสงคเ์ พ่ือลา้ งบาปกําเนิดท่สี บื ทอดมาจากบรรพบรุ ุษคูแ่ รกของมนุษย์ จงึ ทาํ ให้บุคคลนัน้ เป็นผ้บู รสิ ทุ ธิ์จาก
บาปกําเนิดและเปน็ ชาวคริสต์ได้ ศลี ลา้ งบาปเป็นศลี สําคัญท่สี ดุ และรับศลี ได้เพยี งคร้งั เดยี วในชีวติ ของแตล่ ะคน
เปน็ การประกาศตวั เขา้ เป็นคริสตศ์ าสนกิ ชน และเมื่อรับศลี ล้างบาปแลว้ จึงจะมีสิทธริ ับศลี อนื่ ๆ ตอ่ ไปได.้
สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 138 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปที ่ี 29
หลกั ธรรม 10 ประการ
หลักธรรม 10 ประการเป็นหลักธรรมท่ปี รากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์ของศาสนาฮนิ ดู ได้แก่
1. ธฤติ : ความกลา้ ความม่ันคง ความเพียร 6. อินทรยี นคิ รหะ : การระงับอนิ ทรีย์สบิ
2. กษมา : ความอดทนอดกลัน้ 7. ธี : การมปี ัญญา
3. ทมะ : การขม่ ใจ มีสตอิ ยเู่ สมอ 8. วทิ ยา : ความรู้ทางปรชั ญา
4. อสั เตยะ : การไมล่ ักขโมย 9. สัตยะ : การแสดงความซอ่ื สัตย์ต่อกนั
5. เศาจะ : การทาํ ตนใหบ้ ริสทุ ธิ์ทัง้ กายใจ 10.อโกธะ : ความไม่โกรธ.
อัลลอฮ์
อลั ลอฮ์ คือ พระนามเฉพาะของพระเป็นเจา้ ในศาสนาอสิ ลาม พระองคท์ รงเป็นผู้สร้าง ผรู้ ักษาโลก รอบรู้
มอี ํานาจ และเป็นผู้พพิ ากษาในการตัดสินชวี ิตมนุษย์ในขั้นสดุ ทา้ ย พระอลั ลอฮท์ รงมอี ย่เู ดิมก่อนส่งิ ใดๆ ใน
จักรวาลน้ี ไมม่ จี ุดเรม่ิ ต้นและจดุ อวสาน ชาวมสุ ลิมเช่อื และนบั ถอื ในพระเจ้าเพยี งพระองค์เดียวเท่านั้น ห้ามมิให้
มสุ ลิมตัง้ ภาคหี รือส่งิ เสมอเหมอื นพระอลั ลอฮ์ หา้ มสกั การะบูชาส่ิงใดนอกเหนอื จากพระองค์ มุสลิมกราบได้
เฉพาะอลั ลอฮอ์ งคเ์ ดียวเทา่ นั้น หา้ มกราบบุคคลทุกคน ไมว่ า่ จะเปน็ บิดา มารดา เจา้ นายหรือคนอน่ื ๆ.
อาศรม 4
อาศรม 4 คือ วิถกี ารดําเนนิ ชีวติ ของมนุษย์ตัง้ แต่เกดิ จนตายตามหลกั ธรรมของศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
เป็นขั้นตอนชีวิตเพือ่ ยกระดบั คณุ ภาพชีวิตให้สงู ขน้ึ และทําให้รวู้ ่าชวี ติ นม้ี ีหน้าที่อยา่ งไรบ้าง มี 4 ขัน้ ตอนตามวัย
ของผู้ปฏบิ ัติ อาศรม 4 ดังนี้
1. พรหมจารี วยั ศึกษาเลา่ เรยี น เดก็ ชายทกุ วรรณะ (ยกเวน้ วรรณะศทู ร) ตอ้ งเขา้ พิธีอปุ นยันหรือพธิ รี ับ
ศิษยเ์ ขา้ ศึกษา โดยคล้องดา้ ยศักด์ิสทิ ธิ์ “ยัชโญปวตี ” และระหว่างศึกษาจะแต่งงานไม่ได้
2. คฤหัสถ์ วัยครองเรอื น เป็นวัยทีใ่ ชช้ ีวติ ทางโลก แตง่ งาน มบี ุตร ทาํ หน้าทตี่ ามวรรณะตน
3. วานปรสั ถ์ วยั ปฏิบัตธิ รรมอยู่ในป่าหรอื นกั บวช แยกตวั ออกจากครอบครัว
4. สันยาสี วยั ครองเพศบรรพชติ หรือปรพิ าชก สละชีวิตทางโลก ออกบวชเพือ่ จุดมุ่งหมายปลายทาง
แหง่ ชีวิตคือโมกษะ.
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 139 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
ภูมิศาสตร
การพัฒนาสงิ่ แวดลอ้ มทยี่ งั่ ยืน (Sustainable environment)
การพฒั นาส่งิ แวดล้อมท่ยี ่งั ยืน คอื การใชท้ รัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งประหยัดและมปี ระสิทธภิ าพมากที่สุด
เพ่อื สงวนไวใ้ หค้ นรนุ่ หลงั ได้มโี อกาสใชต้ อ่ ไป หรอื หมายถึง การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มท่ี
คาํ นึงถงึ ความเสยี หาย มกี ารป้องกันปัญหาทเี่ กดิ แกส่ ิ่งแวดลอ้ ม หรือเกดิ ความเสียหายน้อยท่ีสดุ โดยคาํ นงึ ถงึ
ความตอ้ งการพ้ืนฐานของประชากรในประเทศดว้ ย.
การแพรก่ ระจายของดินเค็ม
การแพร่กระจายของดินเคม็ เป็นปญั หาทางกายภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาดนิ เค็มในภาคนี้
เกดิ ขึ้นจากการทนี่ ํ้านาํ เกลอื ใต้ดนิ ขนึ้ มาบนผวิ ดิน ตวั เรง่ การแพร่กระจายดนิ เค็ม ได้แก่ การตดั ไม้ทาํ ลายปา่
การทาํ นาเกลอื การสร้างเขอื่ นและอา่ งเก็บนํ้า และการขดุ บอ่ บาดาล.
เกษตรผสมผสาน (Integrated farming system)
การเกษตรผสมผสาน คอื การทาํ กจิ กรรมทางการเกษตรตั้งแต่ 2 กจิ กรรมขน้ึ ไปในพืน้ ทเ่ี ดยี วกันและ
กจิ กรรมเหลา่ นี้มคี วามสัมพันธ์เกือ้ กูลกัน โดยไม่เกิดผลเสียต่อส่ิงแวดลอ้ ม เชน่ การปลูกพชื เลย้ี งสัตว์ และ
ทําประมงในพ้นื ที่เดยี วกัน ซ่งึ มีหลกั การว่าใหป้ จั จัยนําออก คือ ของเสียจากการผลติ ชนดิ หน่งึ (มลู ไก่) กลายมา
เปน็ ปัจจัยนาํ เขา้ ของการผลติ อีกชนิดหนงึ่ (อาหารปลา) และเปน็ วัฏจักรเชน่ นไ้ี ปเรือ่ ยๆ ดังนน้ั ตามทฤษฎีน้ีจะ
ไมม่ ีของเสียใดออกมาจากการกระบวนการผลิตเลย.
เขตท่ีราบสูงของไทย
เขตทร่ี าบสงู ทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื มีลักษณะภมู ปิ ระเทศลาดเอียงไปทางตะวนั ออก และมี
เทอื กเขากั้นเปน็ ขอบอย่ทู างด้านตะวันตกและด้านใต้ เทอื กเขาภพู านแบ่งทร่ี าบสงู ออกเป็น 2 สว่ น ดา้ น
ตะวันออกของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมฝี นตกมากกว่าด้านตะวนั ตก โดยเฉพาะที่จงั หวดั นครพนมถือเปน็
จังหวดั ท่ีมีฝนตกชกุ ท่ีสดุ ในภาคนี้ เพราะไดร้ บั อิทธพิ ลจากพายหุ มุนจากทะเลจีนใต้ท่ีพัดเข้ามา นอกจากนี้
ข้าวหอมมะลยิ งั ปลูกได้ดีในภาคน้ี เพราะเป็นพชื เศรษฐกิจที่ชอบดินเคม็ .
โครงการแก้มลงิ
โครงการแกม้ ลิงเป็นโครงการในพระราชดําริเพือ่ แก้ปัญหานํา้ ทว่ มรนุ แรงในฤดนู า้ํ หลาก ซง่ึ ตอ้ งมีการขุด
คลองขน้ึ ใหมแ่ ละสร้างอา่ งเก็บนํ้า เช่น ทุ่งมะขามหยอ่ ง จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยาเป็นพ้นื ทรี่ ับนา้ํ เพ่อื ชะลอนํา้ ท่ี
จะไหลเขา้ ไปท่วมกรุงเทพฯ.
สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 140 โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29
โครงการแกลง้ ดิน
โครงการแกลง้ ดนิ เป็นแนวพระราชดํารขิ องในหลวงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจดั เพื่อใช้ในการ
ปรบั ปรงุ พน้ื ทีพ่ รุที่มนี ํา้ แช่ขังตลอดปใี ห้เกดิ ประโยชน์ทางการเกษตร เชน่ ศนู ยศ์ ึกษาการพฒั นาพกิ ุลทอง ท่ี
จงั หวัดนราธิวาส จงึ ไดด้ าํ เนินการสนองพระราชดําริโครงการแกล้งดิน เพือ่ ศึกษาการเปล่ยี นแปลงความเปน็ กรด
ของดิน.
ชายฝั่งแบบยกตวั (Shorelines of emergence)
ชายฝั่งแบบยกตัว พบบริเวณฝ่งั ทะเลดา้ นอา่ วไทย ซง่ึ มนี า้ํ ตื้น ทร่ี าบชายฝงั่ และหาดทรายกวา้ ง และพบ
สนั ทรายจะงอยหรอื สันดอนจะงอย เชน่ แหลมตะลมุ พุก จงั หวัดนครศรีธรรมราช แหลมตาชี จงั หวัดปัตตานี.
ชายฝ่งั แบบยุบตัว (Shorelines of submergence)
ชายฝง่ั แบบยบุ ตัวหรอื จมตัว พบบริเวณฝง่ั ทะเลดา้ นอนั ดามัน ซ่ึงมนี าํ้ ลกึ ท่รี าบชายฝั่งและหาดทราย
แคบ มเี กาะตามชายฝั่งจํานวนมาก และพบชะวากทะเล (หรอื หุบเขาจมนํ้าท่ีจังหวดั ระนอง) ซ่ึงเกิดจากการ
ยบุ จมลงบริเวณปากแม่นาํ้ .
ดนิ เคม็ (Saline soil)
ดินเคม็ เปน็ ดนิ ที่มปี รมิ าณเกลอื ที่ละลายน้าํ ไดม้ ากเกนิ ไป ในประเทศไทยภาคท่ปี ระสบปัญหาดนิ เคม็ มาก
ท่สี ดุ คอื ภาคอสี าน ปญั หาการเกิดดนิ เค็มในภาคอีสานมสี าเหตุสําคัญมาจากโครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยาท่มี หี นิ
เกลือกระจายอยทู่ ัว่ ไป ตวั เร่งการแพร่กระจายดินเค็มในภาคอสี านน้ันเกิดจากการลักลอบสบู นํา้ ใตด้ นิ เพ่อื ทาํ
เกลือสินเธาว์ จงึ ทําใหน้ า้ํ นาํ เกลอื จากใตด้ นิ ข้ึนมาท่ีผิวดนิ และการสร้างอา่ งเก็บนํ้าขนาดใหญ่
ดนิ อนิ ทรีย์ (Organic soil)
ดนิ อินทรีย์ หรือดนิ พรุ ดินเปร้ยี ว เน้อื ดินประกอบดว้ ยซากพชื และสตั วท์ ี่เน่าเป่อื ยยอ่ ยสลายแลว้ เป็นวตั ถุ
สะสมอยใู่ นดนิ ช้นั บน เปน็ ดินทีเ่ กิดบรเิ วณท่ีล่มุ ต่าํ มนี ้ําเคม็ และน้ํากรอ่ ยจากทะเลเขา้ ถึง พบในพ้ืนท่ีทเ่ี คยเป็นป่า
ชายเลนเกา่ เปน็ ดินท่มี สี ภาพเป็นกรดและขาดความอดุ มสมบูรณ์ การใชป้ ระโยชนม์ นี ้อย แต่อาจปรับสภาพใช้
เปน็ ทปี่ ลูกข้าวได้ เชน่ ป่าพรสุ ริ ินธร (พรุโตะ๊ แดง) จ.นราธิวาส วิธีการแก้ปญั หาดินเปร้ียว คือ การระบายนํ้าออก
แล้วเติมปนู ขาว (ไมใ่ ชเ่ อาหนา้ ดนิ ไปตากแดดหรือเผาให้แห้ง) ใส่ปยุ๋ พรอ้ มใชร้ ะบบชลประทานเพ่ือควบคุมระดับ
นา้ํ และเลอื กพชื ที่เหมาะสมมาปลกู .
ปรากฏการณช์ ่องโหว่ของชน้ั โอโซน (Ozone hole)
ปรากฏการณ์ช่องโหวข่ องช้ันโอโซน หรอื ปัญหาชั้นโอโซนของโลกถูกทําลาย สืบเน่ืองจากได้มีการนําสาร
คลอโรฟลอู อโรคาร์บอน (CFCs) มาใช้ในกจิ กรรมหลายอย่าง เช่น ใช้เป็นสารขบั ดันในกระป๋องสเปรย์ ใช้เป็นสาร
ทาํ ความเยน็ ในเครือ่ งใช้ไฟฟา้ ทใ่ี ห้ความเยน็ ชนิดต่างๆ ใช้เป็นสารผสมที่ทําให้เกิดฟองในการผลิตโฟม ใช้เป็นสาร
ดับเพลิง สารดังกล่าวเม่อื ลอยสบู่ รรยากาศชั้นสแตรโทสเฟียรจ์ ะถูกทําลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
มีผลทําให้ช้ันบรรยากาศไม่สามารถดูดซับหรือกั้นรังสีอัลตราไวโอเลตได้มากเท่าที่ควรและทําให้โอโซนใน
ชั้นบรรยากาศลดนอ้ ยลงจึงเกิดรูรว่ั ในชนั้ โอโซน จงึ ทําให้รังสีน้ีผา่ นมาถงึ พ้ืนโลกมากขึน้ .
โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ่ี 29 141 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
ปรากฏการณเ์ รอื นกระจก (Greenhouse effect)
ปรากฏการณ์เรือนกระจกเปน็ ภาวะที่โลกมอี ณุ หภูมสิ งู ข้นึ เร่อื ยๆ เน่อื งจากในชัน้ บรรยากาศมีกา๊ ซเรือน-
กระจกมากจนเกนิ สมดลุ ซึ่งเกิดจากฝีมอื มนุษย์ เชน่ กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมเี ทน กา๊ ซไนตรัสออกไซด์
ก๊าซโอโซน ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ผลกระทบจากปรากฏการณเ์ รอื งกระจกมีดงั น้ี อุณหภูมิของโลกเพ่มิ
สูงข้ึน ธารนาํ้ แขง็ ขว้ั โลกละลาย ระดับน้ําทะเลสูงข้ึน เกดิ การขยายตวั ของพืน้ ทีแ่ หง้ แลง้ เกดิ การเปลีย่ นแปลง
ระบบนเิ วศชายฝ่ังทะเลและทรัพยากรธรรมชาติ เกิดคลื่นความรอ้ น เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานญี า และ
เกดิ ปรากฏการณอ์ ุณหภูมผิ กผนั .
ปรากฏการณเ์ อลนีโญ (El NiÑo)
ปรากฎการณเ์ อลนีโญ เป็นปรากฎการณ์ทเี่ กิดขึ้นเป็นครัง้ คราวเมอ่ื กระแสนา้ํ เย็นเปรูบรเิ วณชายฝงั่
ตะวันตกของทวปี อเมริกาใต้ ถูกกระแสน้ําอุ่นจากศูนยส์ ตู รไหลเข้ามาแทนท่ี ทําใหอ้ ุณหภมู ทิ ่ผี วิ นํ้าสูงขึ้น อันเปน็
ผลจากการออ่ นกาํ ลังของลมคา้ ตะวันออกเฉียงใต้ในมหาสมทุ รแปซิฟิก ในบางปลี มคา้ มีกําลังออ่ นกวา่ ปกตหิ รือ
อาจพัดกลบั ทศิ ทาํ ใหก้ ระแสนา้ํ อ่นุ ที่อยบู่ รเิ วณแปซฟิ กิ ตะวันตกไหลยอ้ นกลับไปทางแปซิฟกิ ตะวนั ออกแทน
กระแสนํา้ เยน็ ผลกระทบของปรากฏกาณ์เอลนโี ญ มดี ังน้ี
1. บรเิ วณทเี่ คยมฝี นตกชกุ กลับแห้งแลง้ เชน่ ภมู ภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ทวปี ออสเตรเลีย และ
เกดิ ไฟปา่ บ่อยคร้งั เชน่ ไฟป่าทเ่ี กิดในอินโดนเี ซยี และตอนเหนอื ของออสเตรเลีย
2. บรเิ วณที่เคยแหง้ แลง้ กลบั มีฝนตกชุก เช่น ชายฝง่ั ทะเลของชิลี เปรู หม่เู กาะกาลาปากอส
ป่าแดง
ป่าแดง (หรอื ปา่ แพะ ป่าโคก ปา่ เต็งรงั ) เปน็ ป่าผลัดใบ ท่ีข้ึนในเขตท่งุ หญา้ สะวันนา ลักษณะท่วั ไปเปน็
ป่าโปรง่ ตน้ ไมข้ ึน้ ไม่ค่อยแน่นทบึ มักขึ้นในดินท่ีไมอ่ ดุ มสมบรู ณ์ อย่สู ูงจากระดบั นํ้าทะเลปานกลางไม่เกนิ 1,000
เมตร และพบมากในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื เหตุที่เรยี กวา่ ปา่ แดงก็เพราะว่า ป่าชนิดนข้ี ึ้นอยใู่ นทซ่ี ่งึ มีดินลูกรัง
เปน็ สีแดง และลักษณะของปา่ เปน็ ป่าละเมาะหรือป่าหย่อมเล็กๆ ท่มี ีหญ้าแซมสลับ จงึ เรียกวา่ ป่าแพะ (ตาม
ภาษาท้องถ่นิ แพะ หมายถงึ ป่าละเมาะ) นอกจากน้ีปา่ ชนิดน้ยี ังมกั ขึ้นอยู่ตามเนนิ เขา ซ่งึ มกี ารระบายนํา้ ดี ไม่ถูก
น้าํ ท่วมในฤดฝู นจงึ เรยี กวา่ ป่าโคก พันธุไ์ ม้ทีพ่ บ เช่น เตง็ รงั พลวง พะยอม รกฟ้า กระบก มะขามปอ้ ม สว่ นพชื
ชัน้ ล่าง ไดแ้ ก่ ปรง และหญ้าเพ็ก.
แผ่นดินไหวในไทย
ในประเทศไทยมีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟค่อนข้างน้อยและได้รับผลกระทบไม่รุนแรง
เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตโครงสร้างหินเก่า แม้ประเทศจะมีรอยเลื่อนมีพลังในภาคเหนือ ภาคตะวันตก
และภาคใต้ แต่เป็นรอยเลื่อนขนาดเล็ก การเกิดแผ่นดินในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทยน้ัน
สบื เนอื่ งจากพน้ื ท่อี ยู่ใกลเ้ ขตภูเขาหนิ ใหม่ซึ่งทอดตวั ผา่ นทางตะวนั ตกของพมา่ .
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 142 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปที ี่ 29
พายฝุ นฟ้าคะนอง
พายุฝนฟา้ คะนองเป็นพายุท่เี กิดในฤดูรอ้ น เกดิ ระยะเวลาช่วงส้นั และบริเวณแคบ มีลมกรรโชกแรง
ฝนตกหนัก บางครั้งมีลูกเห็บตกด้วย มกั เกิดข้นึ บ่อยในเขตรอ้ น เพราะในเขตรอ้ นมคี วามชื้นมาก และมีอณุ หภูมสิ งู
ทาํ ให้อากาศเคลอ่ื นท่อี ยา่ งรุนแรง ฝนฟา้ คะนองเกิดบ่อยสุดตามบรเิ วณภเู ขาทางตอนบนของประเทศ แต่เกดิ
ไมบ่ อ่ ยนักตามบริเวณชายฝง่ั ทะเลทีม่ ีลมประจําพดั เขา้ หาฝั่ง.
พายุหมุนเขตรอ้ น
ประเภทของพายุหมุนเขตรอ้ น โดยแบ่งตามกําลังความเร็วลมใกล้บริเวณศูนยก์ ลางพายุ จากมากไปน้อย
ดังนี้
1. ไต้ฝุ่น (Typhoon) มีความเร็วลมใกลศ้ ูนยก์ ลางตงั้ แต่ 118 กม./ชม.ขนึ้ ไป
2. โซนร้อน (Tropical Storm) มีความเรว็ ลมใกล้ศูนย์กลางต้งั แต่ 63-117 กม./ชม.
3. ดีเปรสชนั (Depression) มคี วามเรว็ ลมใกล้ศูนยก์ ลางตํ่ากวา่ 63 กม./ชม.
โดยแบง่ ตามแหล่งกาํ เนดิ
1. ถา้ เกดิ บริเวณมหาสมุทรแปซฟิ กิ ตะวันตกและทะเลจนี ใต้ เรียกวา่ ไต้ฝนุ่ (typhoon)
2. ถ้าเกดิ บริเวณมหาสมทุ รแอตแลนตกิ และอา่ วเม็กซิโก เรยี กว่า เฮอริเคน (hurricane)
3. ถา้ เกิดบรเิ วณมหาสมทุ รอินเดยี หรอื อ่าวเบงกอล เรยี กวา่ ไซโคลน (cyclone)
4. ถา้ เกิดบริเวณทวปี ออสเตรเลีย เรียกว่า วลิ ล-ี วิลลี (willy-willy).
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของไทย
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของไทยมีลักษณะภมู ิประเทศเดน่ ดังนี้
1. ลักษณะภูมปิ ระเทศเป็นที่ราบสูง เปลอื กโลกยกตัวเป็นทิวเขาด้านตะวันตกและดา้ นใต้ พืน้ ทลี่ าดเอยี ง
ไปทางดา้ นตะวนั ออก, ทวิ เขาดา้ นตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินทราย พบภเู ขายอดราบ เชน่ ภกู ระดึง, ทวิ เขา
ดา้ นใต้ แถบทิวเขาสนั กาํ แพงเป็นแนวภูเขาหินปูนและหนิ ดนิ ดาน หนิ กรวดภเู ขาไฟและหนิ ทราย พบเขารปู อีโต้
หรอื เขาเกวสตา (cuesta)
2. ภาคอีสานมปี ริมาณนํ้าเฉลีย่ ในรอบปมี ากกว่าภาคกลางและภาคเหนือ แตเ่ พราะมีสภาพดินทีเ่ ป็น
ดินร่วนปนทราย น้าํ ซึมผา่ นงา่ ย ดนิ ไมส่ ามารถเก็บความชุ่มชนื้ ไดน้ าน จึงทําการเพาะปลกู ได้ดเี ฉพาะในพ้ืนที่
ชลประทานและใกลแ้ มน่ ํา้ .
ภมู อิ ากาศ Am และ Aw ในไทย
ภูมิอากาศแบบมรสมุ (Am : monsoon climate) มีฝนตกทกุ เดอื นเน่ืองจากอทิ ธิพลของลมมรสมุ
บางเดือนมปี รมิ าณน้าํ ฝนนอ้ ยกวา่ 60 มลิ ลเิ มตร พบทางภาคใตข้ องไทย และภาคตะวันออกท่ีจนั ทบุรแี ละตราด
ส่วนภูมอิ ากาศแบบสะวนั นา (Aw : savanna climate) มฤี ดูฝนและฤดูแล้งแตกตา่ งกนั อยา่ งชดั เจน พบในพนื้ ที่
ส่วนใหญ่ของประเทศไทย.
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 143 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)
รอ่ งมรสมุ (Monsoon trough)
รอ่ งมรสุมหรือแนวปะทะเขตรอ้ น เกิดจากแนวปะทะของลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต้ กบั ลมมรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือ เป็นแนวพาดขวางในแนวตะวนั ตก-ตะวันออก เกดิ ในชว่ งเดอื นพฤษภาคมและกันยายน
แนวปะทะมคี วามกว้างเปลี่ยนแปลงตามความรุนแรงของลมมรสมุ ทง้ั สองด้าน ถา้ มรสุมทัง้ สองด้านมีกําลงั แรง
ข้นึ พรอ้ มๆ กนั กบ็ ีบให้แนวนแี้ คบและมคี วามรนุ แรง ทาํ ให้มีฝนตกมาก รอ่ งมรสมุ นเี้ ลอ่ื นขน้ึ ลงตามดวงอาทติ ย์
คือ ฤดรู อ้ นเล่ือนขน้ึ ไปทางเหนอื ฤดูหนาวเลอื่ นลงทางใต้ การเคลื่อนตวั ของแนวนเ้ี ปน็ สญั ลักษณข์ องการ
เปล่ียนฤดูกาล คอื การเปล่ยี นจากมรสุมฝ่ายหนึง่ เป็นมรสมุ อกี ฝ่ายหน่ึง.
รโี มทเซนซงิ (Remote sensing)
รโี มทเซนซิงหรือการรับรู้จากระยะไกล เปน็ การบันทกึ ขอ้ มลู ของพื้นที่ผ่านอุปกรณส์ มั ผัสระยะไกลที่ตดิ อยู่
บนเคร่ืองบินหรอื ดาวเทยี ม ขอ้ มูลทไ่ี ด้จากรีโมทเซนซงิ เชน่ รปู ถ่ายทางอากาศ เป็นข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการถ่ายภาพ
ทางเคร่ืองบินในระดบั ตาํ่ , ภาพจากดาวเทยี ม เป็นข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการบันทกึ ภาพจากดาวเทยี มในระดบั สงู กว่า
ประโยชน์ของรโี มทเซนซงิ เช่น การพยากรณอ์ ากาศ การเตือนภยั จากธรรมชาติ การสาํ รวจธรณวี ิทยา การใช้
ประโยชน์จากที่ดิน การสาํ รวจทรพั ยากรดิน.
ฤดหู นาว
ฤดหู นาวหรอื ฤดมู รสมุ ตะวนั ออกเฉียงเหนือ เรมิ่ ตั้งแต่กลางเดอื นพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกมุ ภาพันธ์
เปน็ เวลาประมาณ 3 เดอื น ในระยะนีล้ มมรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือพดั คลมุ ประเทศไทย ทําใหอ้ ณุ หภูมิลดตาํ่ ลง
ท่ัวไป อากาศคอ่ นขา้ งหนาวเย็น โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนืออุณหภูมจิ ะลดตาํ่ กวา่ ภมู ภิ าค
อ่นื ๆ สว่ นในภาคใต้อุณหภมู ิจะลดตาํ่ ลงเพยี งเลก็ นอ้ ย ในฤดหู นาวนภี้ าคต่างๆ ของประเทศไทยจะไม่ค่อยมฝี นตก
ยกเวน้ ภาคใต้ฝัง่ ตะวนั ออกทีม่ ฝี นตกหนกั .
ลมประจําถิน่
ลมประจําถ่ินเปน็ ลมทเ่ี กิดและพดั ในพ้ืนที่ใดพืน้ ที่หน่งึ มดี ังนี้
1. ลมขา้ วเบาหรอื ลมว่าว พัดจากตอนบนลงไปตามลมุ่ แม่น้าํ เจา้ พระยา ในชว่ งฤดเู กบ็ เกีย่ วประมาณ
เดอื นตลุ าคม
2. ลมตะเภา พัดจากอา่ วไทยขน้ึ ไปตามลุ่มแมน่ ้ําเจ้าพระยาในชว่ งเดือนมีนาคมถงึ เมษายน เนอื่ งจากมี
ศนู ยก์ ลางความกดอากาศตาํ่ เกิดข้นึ ในท่ีราบภาคกลาง ความกดอากาศสงู เกิดขน้ึ ในอ่าวไทย ในสมัยโบราณเป็น
ลมทชี่ ว่ ยพัดเรอื สําเภาเข้ามาค้าขายยังชายฝง่ั อา่ วไทย
3. ลมพัทธยา พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใตไ้ ปยงั ทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนอื ในช่วงตน้ เดือนพฤษภาคม.
ลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉียงใต้
ลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้พัดปกคลมุ ประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตลุ าคม มีต้นกําเนดิ จาก
บริเวณความกดอากาศสงู ในซกี โลกใต้แถบมหาสมุทรอนิ เดยี ซงึ่ ลมมรสุมนจี้ ะนํามวลอากาศช้ืนจากมหาสมทุ ร
อนิ เดยี มาสู่ประเทศไทย ทําใหม้ ฝี นตกชกุ ทวั่ ไป.ในระยะเวลาดงั กลา่ วเป็นฤดูฝนในประเทศไทย เนอ่ื งจากลมนไ้ี ด้
พดั เอาความช่มุ ชน้ื เข้าสู่ประเทศจึงทําให้มีเมฆมากและมีฝน โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงบรเิ วณชายฝง่ั ทะเลและตามภูเขา
ด้านรับลมจะมีฝนตกมากกว่าบริเวณอ่นื ๆ.
สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั ) 144 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29
ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ลมมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนือเป็นลมมรสุมทนี่ ําความหนาวเย็นและแห้งแล้งมาให้แก่พื้นที่ส่วนใหญ่ของ
ประเทศ พดั ปกคลุมประเทศไทยในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ มีต้นกําเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงใน
ซีกโลกเหนือแถบไซบีเรียหรือมองโกเลียหรือจีน ทําให้ภูมิอากาศในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานมีท้องฟ้า
โปร่ง อากาศหนาวและแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีฝน อุณหภูมิลดต่ําลง ยกเว้นบริเวณภาคใต้ฝ่ังตะวันออกหรือด้านอ่าว
ไทยที่ท้องฟา้ จะมีเมฆมากและมฝี นตก เพราะลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือนี้ได้พัดผ่านพ้ืนนํ้าในอ่าวไทยก่อนไป
ถงึ ชายฝัง่ จงึ เกบ็ ความชืน้ ไปด้วย ฉะนัน้ ในฤดูหนาวจึงมีคนเทยี่ วนอ้ ยทางภาคใต้ฝง่ั อ่าวไทย.
Agenda 21
แผนปฏิบัตกิ าร 21 (Agenda 21) หรือปฏิญญารโี อเพอ่ื ส่ิงแวดล้อมและการพัฒนา เปน็ แผนปฏบิ ตั กิ าร
เพ่ือการพัฒนาแบบย่ังยืน มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจสงั คม และการอนุรกั ษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดลอ้ มของโลกดาํ เนินไปดว้ ยกนั เพ่อื ให้การพัฒนาในแตล่ ะด้านเป็นไปอย่างยัง่ ยนื
และเกิดความสมดุลระหวา่ งกัน.
Basel Convention
อนุสญั ญาบาเซิลว่าดว้ ยการควบคมุ การเคลือ่ นย้ายขา้ มแดนของของเสียอนั ตรายและการกําจัด (Basel
Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazadous Wastes and their Disposal)
มีวตั ถุประสงคเ์ พ่อื ควบคมุ การขนส่งสารเคมอี ันตรายขา้ มพรมแดน และควบคุมการกาํ จดั กากของเสียอนั ตราย
โดยผลกั ดนั จากประเทศตนไปส่ปู ระเทศอน่ื อยา่ งผิดกฎหมาย.
CITES
อนสุ ัญญาว่าดว้ ยการค้าระหว่างประเทศซ่ึงชนิดพันธ์สุ ัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สญู พนั ธ์ุ (CITES :
Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) มีวัตถุประสงค์
เพือ่ การอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตทิ ั้งสตั วป์ า่ และพชื ปา่ บนโลก โดยการควบคุมการค้าระหว่างประเทศทั้งสัตว์
ปา่ และพืชปา่ รวมท้ังผลติ ภัณฑข์ องสัตวป์ า่ และพืชปา่ กฎหมายทเ่ี กย่ี วข้องกับไซเตส ได้แก่ พ.ร.บ. สงวนและ
คุ้มครองสัตวป์ ่า พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ. พนั ธพ์ุ ชื พ.ศ. 2518 แกไ้ ขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2535.
Ramsar Convention
อนสุ ญั ญาวา่ ด้วยพ้นื ทช่ี ุ่มนาํ้ ระหว่างประเทศ (RAMSAR Convention) มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ อนุรกั ษ์และ
ฟ้นื ฟูพ้ืนท่ชี ุ่มนํา้ ของโลก เช่น อนุรกั ษแ์ หล่งที่อย่อู าศยั ของนกนา้ํ .
UNFCCC
อนสุ ญั ญาสหประชาชาติวา่ ดว้ ยการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ (UNFCCC : United Nations
Framework Convention on Climate Change) มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือลดปรมิ าณการปลอ่ ยก๊าซเรอื นกระจกจาก
การกระทําของมนษุ ย์มิใหม้ ากจนถงึ ระดับท่เี กดิ อันตรายต่อช้ันบรรยากาศของโลก.
โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 145 สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )
Vienna Convention and Montreal Protocol
อนสุ ญั ญาเวียนนา (Vienna Convention) และพธิ ีสารมอนทรอี อล (Montreal Protocol) มี
วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อแก้ไขปัญหาชน้ั โอโซนโลกถูกทาํ ลาย ซ่ึงเกิดจากการใช้สารทําลายช้นั โอโซนในวงการอตุ สาหกรรม
เช่น สาร CFC ในกระปอ๋ งสีสเปรย์ พลาสติก โฟม ในประเทศไทยหนว่ ยงานหลักทีร่ ับผดิ ชอบให้ดาํ เนินการ
เพอ่ื เปน็ ไปตามอนสุ ญั ญาฉบับน้ี คอื กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม.
สังคมวทิ ยา
การขดั เกลาทางสงั คม (Socialization)
ความหมายของการขัดเกลาทางสังคม
1. วธิ ีการทีส่ งั คมถ่ายทอดแบบแผนพฤติกรรมใหส้ มาชกิ ประพฤตปิ ฏบิ ัตเิ ปน็ แนวทางเดยี วกนั
2. กระบวนการปลูกฝงั บรรทดั ฐานของกลุ่มใหเ้ กดิ ขนึ้ ในตวั บคุ คล ทีเ่ ป็นสมาชิกของสังคม เพ่ือให้บคุ คล
ไดเ้ รียนรกู้ ารอยู่รว่ มกนั กบั ผูอ้ ่ืนในสังคมได้ดว้ ยดี
ประเภทของการขัดเกลาทางสงั คม
1. การขัดเกลาทางสงั คมทางตรง เชน่ การที่พอ่ แมฝ่ กึ อบรมเดก็ ใหร้ จู้ กั พดู หรือรจู้ ักมารยาททางสงั คม
ครูสอนหนงั สอื นักเรียน
2. การขัดเกลาทางสังคมทางออ้ ม เช่น การได้รับความร้จู ากการอา่ นหนังสอื ดูโทรทัศน์ ฟังวทิ ยุ
ฟงั อภิปราย ฟังโต้วาที และการเรยี นรู้จากการกระทาํ ของผู้อน่ื เช่น เดก็ เลียนแบบการใช้คําหยาบจากเพอ่ื น
การจดั ระเบยี บทางสังคม (Social organization)
ความหมายของการจดั ระเบียบทางสงั คม
1. วิธกี ารทสี่ ังคมกําหนดแบบแผนพฤตกิ รรมให้สมาชกิ ประพฤติปฏิบตั ิเปน็ แนวทางเดียวกัน
2. การวางรูปแบบพฤติกรรมของบุคคลในสังคมที่มากระทําต่อกันทางสังคมเพื่อให้ความสัมพันธ์
ระหวา่ งสมาชกิ ในสงั คมเป็นไปอย่างราบรน่ื
การสอื่ สารโดยใชส้ ญั ลกั ษณ์
สญั ลักษณ์ คอื สง่ิ ทใ่ี ชแ้ ทนสงิ่ อ่ืน สญั ลกั ษณ์มีลกั ษณะสําคญั ดงั น้ี
1. เป็นเคร่ืองมือในการถ่ายทอดวัฒนธรรม
2. มคี วามหมายหลายอย่าง
3. มีหลายประเภททง้ั ท่เี ปน็ รูปธรรมและนามธรรม เช่น วตั ถุ ภาษา การกระทาํ กริ ิยาท่าทาง
4. เปล่ียนแปลงได้
5. เกดิ จากการเรียนรู้ ไม่ใช่เกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ
6. มนุษย์เทา่ นนั้ ที่สร้างระบบสอื่ สารท่ีซบั ซ้อนโดยใช้สัญลักษณ์
สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 146 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29
บรรทดั ฐาน (Social norms)
บรรทดั ฐาน คอื กฎเกณฑห์ รือแบบแผนความประพฤติท่ใี ชเ้ ป็นแนวทางใหค้ นในสังคมได้ปฏิบตั ิต่อกัน
เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย บรรทดั ฐานจึงเปน็ เครอ่ื งมือสาํ หรับใช้ควบคุมพฤตกิ รรมของสมาชกิ ใน
สงั คม ประเภทของบรรทัดฐานมดี งั นี้ 1. วิถชี าวบ้านหรอื วถิ ีประชา 2. จารตี 3. กฎหมาย.
มรดกทางสังคม (Social heritage)
วัฒนธรรมมีลกั ษณะเปน็ “มรดกทางสงั คม” หมายความวา่ วฒั นธรรมเปน็ ผลของการถา่ ยทอดและ
การเรียนร้จู ากบรรพบุรษุ โดยมีระบบการสือ่ สารท่ใี ช้สัญลกั ษณ์เปน็ เครอ่ื งมือ เชน่ ภาษาเขยี น ภาษาพูด.
วัฒนธรรม (Culture)
ความหมายของวฒั นธรรม
1. เป็นช่ือรวมของแบบอย่างพฤติกรรมท้ังหลายท่ีได้มาทางสังคมและถ่ายทอดกันไปทางสังคมโดย
อาศัยสัญลักษณ์ เชน่ การทําเครอ่ื งมือ ศลิ ปะ กฎหมาย วทิ ยาศาสตร์
2. วิถีชวี ิตหรือแบบแผนการดาํ เนนิ ชีวติ ท่มี นษุ ย์ในสงั คมสร้างข้ึนและปฏบิ ตั สิ ืบทอดตอ่ เนือ่ งกนั .
ลักษณะของวฒั นธรรม
1. เป็นส่ิงทีม่ นษุ ยส์ ร้างขนึ้ ไม่วา่ จะเปน็ รปู ธรรมหรือนามธรรม และเปน็ ระบบสัญลักษณ์
2. เปน็ วิถชี ีวติ หรือแบบแผนการดาํ เนนิ ชวี ิตทเี่ กิดจากการเรยี นรู้และสืบทอดต่อกันมา เช่น ลกู ตอ้ งเล้ยี ง
ดพู ่อแมเ่ มื่อยามทา่ นแกช่ รา
3. เปน็ สิ่งทไี่ ด้มาจากการเรยี นรู้ เชน่ คนไทยยกมอื ไหว้ ชาวยุโรปใช้วธิ ีสัมผัสมือ ฉะน้ันการทสี่ ังคมแตล่ ะ
สังคมมวี ัฒนธรรมไมเ่ หมอื นกนั กเ็ ป็นผลสบื เน่อื งมาจากการเรียนรู้หรอื การถ่ายทอดพฤตกิ รรมท่ีแตกตา่ งกัน
4. เป็นมรดกทางสงั คม คือ วฒั นธรรมสามารถถา่ ยทอดจากชนรนุ่ หนง่ึ ไปสู่ชนอกี รนุ่ ได้
5. มีการเปล่ยี นแปลงได้และปรบั ตัวได้ เพราะสังคมไม่เคยหยุดนงิ่ .
วัฒนธรรมทม่ี ิใชว่ ัตถุ (Non-material culture)
วัฒนธรรมทม่ี ใิ ช่วัตถเุ ป็นสง่ิ ท่ีไม่มีรปู ร่างเป็นตวั ตนหรอื เป็นนามธรรม แต่สามารถอบรมส่งั สอนและ
ถ่ายทอดกนั ได้ เช่น ความคดิ ความเชือ่ ภาษา บรรทดั ฐาน ค่านยิ ม กฎหมายการปกครอง ศลี ธรรมและศาสนา
ประเภทของวัฒนธรรมท่ีมิใชว่ ตั ถุมดี ังน้ี
1. คติธรรม วฒั นธรรมที่เก่ียวกบั หลักการดาํ เนินชีวติ เป็นเรือ่ งทางด้านจิตใจและไดม้ าจากศาสนา
2. เนติธรรม วฒั นธรรมท่เี ป็นกฎหมาย ระเบียบข้อบงั คบั
3. สหธรรม วฒั นธรรมทางสังคม รวมท้ังมารยาทในการติดตอ่ กนั ระหวา่ งสมาชิกในสงั คม.
โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 147 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)
วฒั นธรรมไทย
วฒั นธรรมไทยมลี กั ษณะสําคัญท่สี รปุ ไดด้ งั นี้
1. เปน็ วัฒนธรรมแบบเกษตรกรรม
2. เปน็ วฒั นธรรมผสมผสาน
3. เป็นวฒั นธรรมที่ถือระบบเครอื ญาติ
4. เปน็ วัฒนธรรมทนี่ ยิ มความสนุกสนาน
5. เป็นวฒั นธรรมทีย่ ดึ ถือพิธกี รรม
6. เปน็ วัฒนธรรมท่ียดึ ถอื ในการทาํ บุญทาํ กุศล
วัฒนธรรมและความสําคัญ
ความสําคญั ของวัฒนธรรมมีดังนี้
1. ทาํ ใหม้ นษุ ย์แตกต่างจากสัตวอ์ ่ืน
2. ทาํ ให้เปน็ มนุษย์อย่างสมบรู ณห์ รอื อยา่ งแทจ้ รงิ เพราะวฒั นธรรมทําใหม้ นษุ ย์รูจ้ กั การเรยี นรู้อยู่
รว่ มกนั ในสังคม
3. ชว่ ยให้มนษุ ย์สามารถแก้ปัญหาและสนองความต้องการด้านตา่ งๆ ได้
4. ชว่ ยใหม้ นษุ ย์สามารถอยู่รว่ มกันได้อย่างสนั ตสิ ขุ เชน่ การออกกฎหมาย
5. ชว่ ยสร้างความผกู พันและความเป็นอันหนง่ึ อนั เดียวกัน
6. ชว่ ยให้สงั คมเจรญิ ร่งุ เรอื ง เช่น ในสังคมท่ีมีวฒั นธรรมที่เออื้ ตอ่ การมีระเบยี บวินัย ขยันหมนั่ เพียร
ประหยดั
7. ช่วยสรา้ งเอกลกั ษณข์ องสงั คม.
วฒั นธรรมและหนา้ ท่ี
หนา้ ทข่ี องวัฒนธรรมมีดังนี้
1. กาํ หนดพฤตกิ รรมของมนษุ ยใ์ นสังคม เพราะวัฒนธรรมเป็นตวั กําหนดคา่ นยิ มวา่ อะไรด-ี ชัว่ อะไรถกู -
ผดิ เชน่ เดก็ ต้องมีพฤตกิ รรมท่นี อบนอ้ มตอ่ ผู้ใหญ่
2. ทาํ หน้าทคี่ วบคมุ สงั คม วัฒนธรรมเปน็ ตัวสรา้ งความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยให้แกส่ ังคม เชน่ บรรทัด
ฐานต่างๆ ความคดิ ความเชอื่
3. กาํ หนดรูปแบบของสถาบนั เช่น รปู แบบของครอบครวั ในบางสงั คมสามีมภี รรยาหลายคนได้
4. เป็นปจั จัยหล่อหลอมบุคลกิ ภาพทางสงั คม ทาํ ให้สมาชกิ ในสังคมสว่ นใหญม่ ีบคุ ลิกภาพคล้ายคลงึ กนั
เชน่ มคี วามกตญั ญูกตเวที เคารพระบบอาวุโส.
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 148 โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29