The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา โดย อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by BS_Library, 2020-09-15 10:51:40

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา

Brand's Summer Camp ปีที่ 29 : วิชาสังคมศึกษา โดย อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี

Keywords: สังคมศึกษา

กฎหมาย

กฎหมาย (Law)
กฎหมายมลี กั ษณะสําคัญดังนี้
1. เป็นคาํ ส่งั หรอื ข้อบงั คับทอ่ี อกโดยรฏั ฐาธปิ ัตย์หรือผมู้ อี ํานาจสงู สดุ ในรฐั
2. เป็นคําสั่งหรอื ขอ้ บงั คับทีใ่ ช้กบั บุคคลเท่านั้น ซ่งึ อาจจะเป็นบคุ คลหรอื นิตบิ คุ คลกไ็ ด้
3. เป็นคําส่งั หรอื ขอ้ บงั คบั ทใี่ ช้ได้ทวั่ ไป คือ กฎหมายจะตอ้ งใชบ้ ังคบั ไดท้ กุ สถานทแี่ ละแกบ่ คุ คลทวั่ ไปโดย

เสมอภาค
4. เปน็ คําส่ังหรือขอ้ บงั คับทใี่ ช้ไดเ้ สมอไป คอื เมอื่ ประกาศใชก้ ฎหมายใดแลว้ ตอ้ งใชก้ ฎหมายน้ันบงั คับ

ไดเ้ สมอ จนกว่าจะมีประกาศยกเลกิ หรอื ถูกลบลา้ งดว้ ยกฎหมายใหม่ ดังสภุ าษิตกฎหมายทีก่ ล่าวว่า “กฎหมาย
นอนหลับบางคราว แต่ไม่เคยตาย”

5. มีอาํ นาจผกู พนั ใหบ้ คุ คลตอ้ งปฏิบตั ติ าม
6. ต้องมกี ระบวนการทแ่ี น่นอน
7. ตอ้ งมสี ภาพบงั คับ.

กฎหมายตามเนื้อความ กฎหมายตามแบบพิธี
กฎหมายตามเนือ้ ความ คอื กฎหมายท่กี าํ หนดความประพฤตขิ องบคุ คล เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและ

พาณชิ ย์ ประมวลกฎหมายอาญา.
กฎหมายตามแบบพธิ ี คือ กฎหมายท่ีบญั ญัตขิ ึน้ โดยผ่านขนั้ ตอนวิธบี ัญญตั กิ ฎหมาย เช่น

พระราชบญั ญตั ิ พระราชกาํ หนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง.

กฎหมายปกครอง (Administrative law)

กฎหมายปกครองเปน็ กฎหมายสาขาหนง่ึ ของกฎหมายมหาชน และเปน็ กฎหมายทขี่ ยายความใน

รายละเอียดจากรัฐธรรมนูญ กําหนดการจัดระเบียบบรหิ ารราชการแผน่ ดิน กําหนดสิทธขิ องประชาชนในการ

เกี่ยวพนั กับรัฐ วางหลักเก่ยี วกับการจดั ระเบยี บในการปกครองของรัฐและการดําเนินกจิ กรรมของฝ่ายปกครอง

ในการจดั ทาํ บรกิ ารสาธารณะ.

กฎหมายรฐั ธรรมนูญ (Constitutional law)
กฎหมายรฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมายสาขาหน่ึงของกฎหมายมหาชน ทมี่ ีวัตถุประสงค์ในการวางระเบยี บ

การปกครองรฐั โดยกาํ หนดโครงสรา้ งของรฐั ระบอบการปกครอง การใชอ้ ํานาจอธปิ ไตย สิทธิเสรีภาพของ
ประชาชน และการดําเนนิ งานของสถาบนั สงู สุดของรัฐทีใ่ ช้อาํ นาจอธิปไตย.

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29 149 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

กฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร (Written law)
กฎหมายลายลักษณอ์ ักษรแบง่ ไดด้ ังน้ี
1. กฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรท่ีบัญญัตขิ ึน้ โดยฝ่ายนติ ิบัญญัติ ได้แก่ รฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญัติ
2. กฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรท่บี ัญญัตขิ ึ้นโดยฝา่ ยบริหาร ไดแ้ ก่ พระราชกําหนด พระราชกฤษฎีกา

กฎกระทรวง
3. กฎหมายลายลักษณ์อกั ษรทบ่ี ัญญัติขน้ึ โดยองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน ได้แก่ เทศบญั ญัติ

ขอ้ บญั ญัติองค์การบริหารส่วนจงั หวดั ข้อบัญญตั อิ งคก์ ารบริหารส่วนตําบล ขอ้ บญั ญตั ิกรงุ เทพมหานคร
ขอ้ บญั ญัติเมืองพทั ยา.

กฎหมายสารบญั ญตั ิ (Substentive law) กฎหมายวิธีสบญั ญัติ (Adjective law)
กฎหมายสารบัญญตั ิ คือ กฎหมายทีก่ ําหนดสิทธิ หน้าที่ และความรบั ผิดชอบของบุคคล ซ่งึ เป็น

กฎหมายที่ควบคุมความประพฤติของคนในสังคมโดยตรง เช่น ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ประมวล
กฎหมายอาญา.

กฎหมายวธิ ีสบัญญัติ คอื กฎหมายทก่ี าํ หนดวธิ ีการบงั คบั วธิ พี ิจารณาความ การฟ้องร้องดาํ เนนิ คดีให้
เป็นไปตามบทบญั ญัตขิ องกฎหมายสารบัญญัติ หรอื กฎหมายทบี่ ญั ญัติถงึ กระบวนการในการยุตขิ อ้ พพิ าทที่
เกิดขนึ้ ตั้งแต่การย่ืนฟ้องไปจนกระท่ังศาลพิพากษาคดนี น้ั เช่น กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายวิธี
พจิ ารณาความอาญา พระธรรมนูญศาลยตุ ธิ รรม กฎหมายลกั ษณะพยาน.

กฎหมายอาญา (Criminal law)
กฎหมายอาญามีหลกั การสําคญั ดงั นี้
1. กฎหมายอาญาเปน็ กฎหมายท่ีบญั ญตั เิ ก่ยี วกบั ลักษณะความผิด (การกระทาํ หรอื งดเวน้ การกระทาํ ใด

ทเ่ี ปน็ ความผดิ ) และลกั ษณะโทษตามกฎหมาย (ประหารชีวิต จาํ คุก กกั ขัง ปรบั และริบทรัพย์สนิ ) ความสาํ คญั
ของหลักการนี้ ศาลฎกี าได้เคยกล่าวไวว้ า่ “ปลอ่ ยผกู้ ระทาํ ความผดิ สบิ คน ยังดีกวา่ จะลงโทษผู้หาผดิ มไิ ด้แม้แต่คน
เดยี ว”

2. กฎหมายอาญาไมม่ ผี ลบังคบั ยอ้ นหลงั หมายความว่า กฎหมายจะบัญญัติใหม้ ีผลยอ้ นหลงั ทเี่ ป็นโทษ
แก่ผูก้ ระทําความผิดไม่ได้ โดยมหี ลกั การวา่ “ไมม่ กี ฎหมาย ไม่มีความผดิ ไมม่ ีโทษ” แต่หากบทบัญญตั นิ นั้ เปน็
คณุ กับผ้กู ระทาํ ความผิดกม็ ีผลย้อนหลังได้

3. กฎหมายอาญาต้องตคี วามโดยเคร่งครัด หมายความวา่ การลงโทษตามการกระทาํ ความผิดใดๆ ตอ้ ง
มกี ฎหมายบัญญตั ไิ วอ้ ยา่ งชัดเจน ตัวบทกฎหมายใดที่มถี ้อยคํากํากวมคลุมเครือจนเปน็ ท่ีนา่ สงสัย จะนํามา
ตคี วามเพ่อื ลงโทษทางอาญาไม่ได้ และในกรณีเป็นท่สี งสยั ต้องตคี วามให้เปน็ ผลดีแก่จําเลย

4. กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ใช้บงั คบั เฉพาะการกระทําทเี่ กดิ ขน้ึ ในราชอาณาจักร แตม่ ีขอ้ ยกเว้นวา่
การกระทําความผดิ ในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่วา่ จะอยูท่ ี่ใดให้ถอื วา่ กระทําความผิดในราชอาณาจักร.

กักกนั กักขัง
กกั กนั คือ วิธีการเพอื่ ความปลอดภัยอย่างหนึ่ง ทีใ่ ห้อาํ นาจควบคุมผกู้ ระทําความผดิ ติดนิสยั ไวภ้ ายในเขต

กาํ หนด เพ่อื ป้องกันการกระทําความผดิ เพือ่ ดัดนสิ ยั และเพื่อฝึกหัดอาชีพ
กักขงั คอื โทษทางอาญาสถานหน่งึ ทใ่ี หก้ ักตัวผู้ตอ้ งโทษไว้ในสถานที่ซงึ่ กําหนดไว้อันมใิ ช่เรอื นจํา มใิ ช่

สถานีตํารวจ และมิใช่สถานทค่ี วบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน.

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 150 โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

การจดทะเบียนรับรองบตุ ร
เด็กท่เี กิดจากบดิ ามารดาทมี่ ไิ ดจ้ ดทะเบยี นสมรสกันตามกฎหมาย ถอื เป็นบตุ รโดยชอบด้วยกฎหมายของ

มารดาเพียงผเู้ ดียวเทา่ นนั้ และจะกลายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาไดก้ ็ต่อเมอ่ื ได้กระทาํ อย่างใด
อย่างหนึง่ ดังต่อไปนี้ 1. บิดาที่แทจ้ ริงนนั้ ไดจ้ ดทะเบยี นสมรสกนั กับมารดาในภายหลงั 2. บดิ าได้จดทะเบยี น
รบั รองบตุ ร 3. ศาลพพิ ากษาว่าเดก็ เปน็ บตุ รของบิดา.

การรบั บตุ รบญุ ธรรม
หลกั เกณฑก์ ารจดทะเบียนรบั บุตรบญุ ธรรมมีดังนี้
1. ผูร้ บั บุตรบุญธรรมตอ้ งมีอายไุ มต่ ํ่ากวา่ 25 ปีบรบิ รู ณ์ แต่ผนู้ ้นั ต้องมอี ายแุ กก่ วา่ ผูท้ ีจ่ ะเปน็ บตุ รบุญ

ธรรมอย่างนอ้ ย 15 ปี
2. กรณที ผี่ ู้รับบุตรบุญธรรมหรือผจู้ ะเป็นบุตรบุญธรรมมีคสู่ มรสโดยชอบด้วยกฎหมาย การรับบุตรบญุ

ธรรมตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมจากคสู่ มรสก่อน
3. กรณผี ้จู ะเป็นบุตรบญุ ธรรมเปน็ ผเู้ ยาว์ การรบั บตุ รบุญธรรมต้องไดร้ บั ความยนิ ยอมของบดิ ามารดา

ของผทู้ ี่จะเป็นบตุ รบุญธรรมก่อน และถ้าผทู้ จ่ี ะเปน็ บุตรบญุ ธรรมมีอายไุ มต่ ่ํากวา่ 15 ปีบรบิ ูรณก์ ็ตอ้ งให้ผนู้ ้ัน
สมัครใจ

4. บุตรบญุ ธรรมจะเปน็ บุตรบญุ ธรรมของบุคคลอืน่ ในขณะเดยี วกนั ไม่ได้
5. บตุ รบุญธรรมย่อมมีฐานะเชน่ เดยี วกบั บตุ รชอบด้วยกฎหมายของผ้รู บั บุตรบุญธรรม แต่ไม่สญู เสยี
สทิ ธแิ ละหนา้ ที่ในครอบครวั ท่ใี หก้ ําเนดิ มา
6. การรบั บุตรบญุ ธรรมไมก่ อ่ ให้เกดิ สิทธิรบั มรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาท
7. เมือ่ มีการจดทะเบียนรบั บตุ รบุญธรรมแล้ว อาํ นาจปกครองของบดิ ามารดาโดยกาํ เนดิ ก็หมดไปนับแต่
วนั เวลาที่เด็กเป็นบตุ รบญุ ธรรม
8. การรบั บตุ รบุญธรรมและการเลกิ รับบตุ รบญุ ธรรมจะสมบูรณก์ ็ต่อเมอื่ มกี ารจดทะเบยี นตามกฎหมาย.

การสมรส
เงอ่ื นไขของการสมรสมีดงั น้ี
1. ชายและหญงิ ต้องมีอายุ 17 ปบี ริบูรณ์ หากคสู่ มรสคนใดคนหนงึ่ มอี ายตุ า่ํ กวา่ 17 ปีบรบิ ูรณ์ การ

สมรสนน้ั เปน็ โมฆียะ แตถ่ ้ามีเหตอุ ันควร ศาลอาจอนญุ าตใหท้ าํ การสมรสก่อนน้ันได้
2. ชายหรอื หญิงตอ้ งไมเ่ ป็นคนวิกลจรติ หรือเปน็ บุคคลซ่ึงศาลสง่ั ให้เปน็ คนไร้ความสามารถ ถ้าทําการ

สมรสโดยฝ่าฝืนบทบัญญตั ดิ ังกลา่ ว การสมรสตกเป็นโมฆะ
3. ชายหรือหญิงตอ้ งไม่เปน็ ญาตสิ ืบสายโลหิตโดยตรงต่อกนั ถา้ ทําการสมรสโดยฝ่าฝนื บทบัญญตั ิ

ดังกล่าว การสมรสตกเป็นโมฆะ
4. ชายหรอื หญิงจะสมรสในขณะทตี่ นมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ กล่าวคอื คูส่ มรสจะตอ้ งไมเ่ ปน็ ค่สู มรสของบุคคล

อ่ืน (สมรสซอ้ น) ถ้าทําการสมรสโดยฝา่ ฝืนบทบญั ญัติดงั กล่าว การสมรสตกเปน็ โมฆะ
5. ผู้รบั บตุ รบญุ ธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกนั ไม่ได้ แต่ไมม่ ีบทบญั ญตั ิว่าถ้ามีการสมรสในลักษณะน้ี

เกดิ ข้นึ การสมรสน้ันจะเป็นโมฆะหรอื โมฆียะ แต่มีบทบัญญตั ิให้ถือวา่ เป็นการยกเลกิ ไมเ่ ป็นบุตรบญุ ธรรมกนั ต่อไป

โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29 151 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

6. หญิงหมา้ ยจะสมรสใหมไ่ ด้ตอ่ เม่ือเวลาผา่ นพ้นไปแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ 310 วันนับแตข่ าดจากการสมรส
เดิมไดผ้ า่ นพน้ ไปแลว้

7. การสมรสทีถ่ ูกต้องตามกฎหมายจะตอ้ งจดทะเบียนสมรสตอ่ นายอาํ เภอหรอื ผู้อาํ นวยการเขต โดยมิ
จําเปน็ ตอ้ งจดั พิธสี มรสกไ็ ด้.

การสมรสทเี่ ปน็ โมฆะ
กรณที ก่ี ารสมรสท่ีเปน็ โมฆะ
1. การสมรสท่ชี ายหรอื หญงิ เป็นคนวิกลจรติ หรอื คนไรค้ วามสามารถ
2. การสมรสระหวา่ งญาติสืบสายโลหิตโดยตรงตอ่ กนั หรอื พ่ีนอ้ งกนั
3. การสมรสซอ้ น
4. การสมรสท่ีชายและหญิงไมย่ ินยอมเป็นสามีภรยิ ากนั .

การสมรสที่เป็นโมฆียะ
กรณที ีก่ ารสมรสท่ีเปน็ โมฆยี ะ
1. ชายหญิงทที่ าํ การสมรสกันกอ่ นอายคุ รบ 17 ปบี ริบรู ณ์ และศาลไมม่ คี ําส่งั อนญุ าต
2. ผู้เยาวท์ าํ การสมรสโดยไมไ่ ดร้ บั ความยนิ ยอมจากบดิ า มารดา หรอื ผปู้ กครอง
3. การสมรสโดยถกู กลฉ้อฉลคือ หลอกหลวงใหอ้ กี ฝ่ายสมรสดว้ ย
4. การสมรสโดยสาํ คญั ผดิ ในตัวคู่สมรส
5. การสมรสโดยถูกขม่ ขู่.

การหมั้น
เงื่อนไขของการหมั้นมีดังน้ี
1. ชายและหญงิ ต้องมีอายคุ รบ 17 ปบี ริบูรณ์ ถา้ ฝ่ายใดอายุไมค่ รบ 17 ปีบรบิ รู ณ์ การหมั้นตกเป็นโมฆะ
2. ผู้เยาวท์ ําการหมั้นจะต้องได้รบั ความยินยอมจากผแู้ ทนโดยชอบธรรมก่อน ซ่งึ อาจใหค้ วามยนิ ยอม

ดว้ ยวาจากไ็ ด้ การหม้นั ทผ่ี ้เู ยาว์ทําโดยปราศจากความยินยอมดงั กล่าวตกเปน็ โมฆยี ะ
3. การหมนั้ ต้องมขี องหมน้ั การหมัน้ จะสมบรู ณ์ได้ก็ตอ่ เมอ่ื ฝา่ ยชายได้สง่ มอบหรือโอนทรัพย์สินที่เป็น

ของหมั้นให้แก่ฝ่ายหญงิ แลว้ ในวันหมนั้ หากใหข้ องหม้นั ในวันอืน่ จะถือว่าไมเ่ ปน็ ของหม้ัน เพราะของหมั้นนัน้ ถือ
ว่าให้เปน็ หลักฐานวา่ จะทาํ การสมรสกบั หญงิ กฎหมายกาํ หนดใหข้ องหมน้ั ตกเป็นสทิ ธิแก่หญิงเมือ่ ไดท้ ําการ
สมรสแลว้ (ของหมั้นถือเป็นสินสว่ นตวั ของหญงิ เมอ่ื ได้ทําการสมรสแล้ว)

ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหน่งึ ผดิ สัญญาหม้นั โดยไมย่ อมสมรสด้วย อกี ฝา่ ยหนึง่ จะถอื เอาเป็นเหตไุ ปฟอ้ งรอ้ งศาลเพอ่ื
บังคบั ให้ฝ่ายทผี่ ดิ สัญญาตอ้ งทาํ การสมรสด้วยไม่ได้ แต่ก็มสี ทิ ธทิ ่ีจะเรยี กค่าทดแทนได้ เช่น คา่ ทดแทนความ
เสียหายตอ่ รา่ งกายหรอื ชอ่ื เสยี งแหง่ ชายหรอื หญงิ น้ัน

คนไร้ความสามารถ
คนไรค้ วามสามารถ คอื บุคคลท่ีวกิ ลจริตซึ่งศาลสง่ั ให้เปน็ คนไร้ความสามารถและจดั ให้อยใู่ นความดแู ล

ของผู้อนบุ าล และนิตกิ รรมท่ีคนไร้ความสามารถไดท้ ําลงไปมีผลเปน็ โมฆียะ (ยกเวน้ การทาํ พนิ ัยกรรม ถา้ คน
ไร้ความสามารถได้ทําลงไปมีผลเป็นโมฆะ) จะเหน็ ได้ว่าคนไรค้ วามสามารถนีถ้ กู ศาลตัดสทิ ธแิ ละอํานาจในการทํา
นติ กิ รรมโดยสน้ิ เชิง ผ้อู นุบาลต้องเปน็ ผกู้ ระทํานติ ิกรรมใดๆ ในนามของคนไร้ความสามารถทั้งสิน้ .

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย) 152 โครงการแบรนด์ซมั เมอร์แคมป์ ปีที่ 29

คนวกิ ลจริต
คําวา่ “วกิ ลจรติ ” หมายถงึ อาการทางจติ ท่ไี มป่ กติหรือเป็นบา้ ซง่ึ เปน็ การขาดความรําลกึ ขาดความรสู้ ึก

และขาดความรับผิดชอบ รวมถงึ คนทป่ี ว่ ยดว้ ยโรคทางสมองและไม่มีอาการรบั ร้หู รือสติใดๆ เปน็ ผลใหไ้ ม่สามารถ
กระทาํ กิจการใดๆ ด้วยตนเองได้ บคุ คลทีม่ ีอาการวิกลจรติ ซ่ึงศาลยงั ไมไ่ ด้ส่งั ให้เปน็ คนไร้ความสามารถยอ่ มมี
ความสามารถทาํ นิตกิ รรมได้เชน่ เดยี วกับบคุ คลธรรมดา หากบคุ คลดงั กล่าวกระทาํ การใดๆ ลงไปในขณะที่
จรติ วกิ ลอยู่ และคู่กรณีอกี ฝ่ายหนึง่ กร็ อู้ ยู่แลว้ วา่ ผ้กู ระทาํ น้ันเป็นคนวิกลจรติ การน้ันย่อมตกเป็นโมฆยี ะ.

คนเสมือนไรค้ วามสามารถ

คนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลท่ไี มส่ ามารถจัดทําการงานของตนเองได้ เพราะรา่ งกายพกิ าร

ตาบอด หหู นวก เปน็ ใบ้ จติ ฟ่นั เฟอื นไม่สมประกอบ ประพฤตสิ ุรยุ่ สรุ า่ ยเสเพลเป็นประจาํ ตดิ สรุ ายาเสพติด หรือ

คนทม่ี ีอาการค้มุ ดคี ุม้ ร้ายแตไ่ มถ่ ึงกบั เป็นคนบ้าหรือคนวิกลจริต และศาลได้ส่งั ให้เปน็ คนเสมือนไร้ความสามารถ

โดยปกติแลว้ คนเสมือนไร้ความสามารถมีความสามารถทาํ นติ กิ รรมได้โดยลําพงั แตย่ กเว้นบางประเภทที่

กฎหมายกําหนด เช่น การนาํ ทรัพย์สนิ ไปลงทุน การกู้ยืมหรือให้กูย้ ืมเงิน การเชา่ หรือใหเ้ ชา่ สังหารมิ ทรพั ย์หรอื

อสงั หารมิ ทรพั ย์ ซง่ึ คนเสมอื นไร้ความสามารถจะทําไดก้ ็ตอ่ เมือ่ ไดร้ บั ความยินยอมจากผู้พิทกั ษ์ มฉิ ะนั้นนติ กิ รรม

นน้ั จะตกเป็นโมฆียะ.

ความผดิ ซงึ่ หนา้

ความผิดซง่ึ หน้า เปน็ ความผดิ ซง่ึ เห็นวา่ กาํ ลังกระทาํ ความผดิ หรอื พบในอาการใดซ่ึงแทบจะไม่มีความ

สงสยั ว่าผนู้ ัน้ ได้กระทําความผิดมาแลว้ เช่น เห็นคนกําลังลกั ทรพั ยห์ รือประทษุ ร้ายแกช่ วี ติ และร่างกายผ้อู ื่น

ผู้รา้ ยหลบหนีจากท่คี มุ ขัง กอ่ จลาจล กระทาํ การที่ไมส่ ะดวกแก่สาธารณชน เชน่ ปดิ ถนน เปน็ ตน้ ถือเป็น

ความผดิ สาํ คัญทร่ี ะบุไวท้ า้ ยบญั ชปี ระมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา ถ้าเปน็ ความผดิ ซ่งึ หนา้

ประชาชนจบั ไดเ้ องทันที แตถ่ า้ เป็นการกระทาํ ความผิดซึง่ หนา้ ตามกฎหมายอืน่ ประชาชนไม่มอี าํ นาจจับกมุ

ผู้กําลงั กระทําความผดิ เช่น เห็นคนกาํ ลงั ขายยาเสพติดให้โทษ หรือเหน็ คนกาํ ลังเลน่ การพนนั .

ความผิดลหุโทษ
ความผดิ ลหุโทษ คอื ความผดิ ท่ีต้องระวางโทษจาํ คกุ ไม่เกนิ 1 เดือน หรือปรับไมเ่ กิน 1,000 บาท หรือทง้ั

จาํ ท้งั ปรับ ความผิดลหโุ ทษเป็นความผดิ ที่ไมอ่ าจยอมความได้ ทง้ั นี้แมก้ ระทาํ โดยไมเ่ จตนาก็ยังถอื วา่ เปน็
ความผิดอยู่ ลกั ษณะความผิดลหโุ ทษ เช่น เจ้าพนกั งานถามช่อื และทอ่ี ยูเ่ พอ่ื ปฏบิ ัตติ ามกฎหมายแล้วไมย่ อมบอก
หรอื แกล้งบอกความเทจ็ , ฉกี หรอื ทําลายประกาศของเจ้าพนักงานซึง่ กระทําการตามหน้าที่, สง่ เสียงหรือทําให้
เกิดเสียงอ้อื อึง โดยไมม่ ีเหตอุ ันสมควรจนทาํ ใหป้ ระชาชนตกใจหรอื เดือดรอ้ น, พาอาวุธเข้าไปในเมือง หมบู่ า้ น
หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย ไมม่ เี หตสุ มควรหรอื พาไปในชุมชน, ทะเลาะกนั อย่างอ้ืออึงในทางสาธารณะหรอื
สาธารณสถาน, เสพสุราหรือของมนึ เมาอย่างอน่ื แลว้ ประพฤติตัววุน่ วาย หรอื ควบคมุ สติไมไ่ ด้ขณะอย่ใู นถนน
สาธารณะหรือสาธารณสถาน

โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 153 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั )

ความผดิ อันยอมความได้
ความผดิ อนั ยอมความได้ คือ ความผดิ ทม่ี ผี ลต่อผู้เสียหายเปน็ การส่วนตวั เป็นความผิดทางอาญาซึ่งไมไ่ ด้

มผี ลร้ายกระทบต่อสังคมโดยตรง และมีกฎหมายกาํ หนดให้เป็นความผิดตอ่ ส่วนตวั หากผูร้ ับผลรา้ ยไมต่ ิดใจเอา
ความแลว้ เชน่ ไม่รอ้ งทุกข์ ถอนคาํ รอ้ งทกุ ข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถกู ต้องตามกฎหมาย รัฐกไ็ ม่เข้าไป
ดาํ เนนิ การฟอ้ งรอ้ งเอาตัวผู้กระทําผิดมาลงโทษ

ความผิดอนั ยอมความได้เปน็ คดอี าญาทผ่ี เู้ สยี หายต้องรอ้ งทุกขต์ ามระเบยี บ ถ้าผเู้ สยี หายไม่ได้ร้องทกุ ข์
พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจจะสอบสวนคดีไมไ่ ด้ เมอื่ มีคาํ ร้องทกุ ขต์ ามกฎหมาย
แล้ว พนักงานสอบสวนจึงมอี ํานาจทาํ การสอบสวน และพนกั งานอยั การมอี ํานาจฟอ้ งคดนี ัน้ คํารอ้ งทกุ ข์นั้น
ผู้เสยี หายจะถอนเสยี เมอื่ ใดก็ได้ ในกรณที ีผ่ เู้ สียหายฟอ้ งคดเี องต้องฟอ้ งคดตี อ่ ศาลภายในกาํ หนดอายคุ วาม
โดยจะตอ้ งรอ้ งทุกข์หรอื ฟอ้ งคดีภายใน 3 เดือนนับแต่วนั ทร่ี เู้ รอ่ื งความผดิ และรตู้ ัวผู้กระทาํ ความผิด มฉิ ะน้ันคดี
เป็นอนั ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีความผิดอนั ยอมความได้เปน็ ความผิดตอ่ ส่วนตัว เช่น
ความผดิ ฐานหม่ินประมาทบคุ คลท่ัวไป ความผดิ ฐานโกงเจา้ หนี้ ความผดิ ฐานยกั ยอก.

จาํ นอง
จาํ นอง คอื สัญญาทีบ่ คุ คลคนหน่งึ เรยี กว่า ผจู้ ํานอง เอาอสงั หารมิ ทรพั ยข์ องตน เชน่ ที่ดนิ หรือ

สงั หาริมทรัพย์ทีก่ ฎหมายอนญุ าตให้จาํ นองได้ ไปจดทะเบียนไว้กับบคุ คลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจํานอง เพอ่ื
เป็นหลักประกนั ในการชาํ ระหนี้ ทั้งนีโ้ ดยผจู้ าํ นองไม่ต้องสง่ มอบท่ดี ินหรือทรพั ย์สนิ ดังกล่าวนน้ั ให้แกผ่ ู้รบั จาํ นอง
การทาํ สญั ญาจาํ นองนนั้ จะต้องทําเป็นหนังสือและจดทะเบยี นต่อพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ มิฉะน้นั สญั ญาจํานอง
จะตกเปน็ โมฆะ.

โทษทางอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 บัญญัตโิ ทษทางอาญาไว้ 5 สถานะคือ ริบทรพั ยส์ ิน โทษปรบั

โทษกักขัง โทษจําคกุ โทษประหารชีวติ
1. ริบทรัพย์สิน คอื การลงโทษรบิ เอาทรพั ยส์ นิ ของผู้กระทาํ ความผดิ มาเปน็ ของรัฐตามคาํ สง่ั ศาล
2. ปรับ คอื โทษที่ผตู้ ้องคําพิพากษาต้องนาํ เงนิ มาชําระต่อศาลตามทก่ี าํ หนดไว้
3. กักขัง คอื การเอาตัวผู้ที่กระทาํ ความผิดไปกักขังไว้ในสถานท่ีกกั ขงั อนั มิใช่เรอื นจาํ
4. จาํ คุก คอื การเอาตัวไปขงั ไวใ้ นเรอื นจํา ซ่ึงอาจเป็นโทษจําคกุ ตลอดชวี ิต หรือเป็นโทษจําคกุ โดยมี

กําหนดเวลาทแี่ น่นอน
5. ประหารชวี ิต คอื ดาํ เนนิ การดว้ ยวิธีการฉดี สารพิษให้ตาย

นิติกรรมทต่ี กเปน็ โมฆะ
นิตกิ รรมทตี่ กเปน็ โมฆะมีดงั นี้
1. นติ กิ รรมที่มวี ตั ถปุ ระสงค์ทตี่ ้องห้ามชดั แจง้ โดยกฎหมาย เชน่ สญั ญาจ้างฆา่ คน สญั ญาซอ้ื ขาย

ยาเสพตดิ สัญญาการเลน่ พนัน
2. นติ กิ รรมที่มีวัตถปุ ระสงคเ์ ป็นการพ้นวิสยั เช่น สัญญาพาคนไปเทยี่ วดวงอาทิตย์ สัญญาชุบคนตายให้

เป็นคนเปน็
3. นติ กิ รรมท่มี วี ตั ถุประสงคเ์ ป็นการขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อยและศลี ธรรมอันดขี องประชาชน เช่น

สัญญาจา้ งคนให้เปน็ นางบาํ เรอ การทําความตกลงไปเปน็ พยานในศาลโดยได้รับค่าตอบแทนในลกั ษณะแสวงหา
ประโยชนจ์ ากการเปน็ ความของบคุ คลอนื่

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย) 154 โครงการแบรนดซ์ มั เมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

4. นิตกิ รรมท่ีไม่ทําใหถ้ กู ต้องตามแบบท่กี ฎหมายกาํ หนดไว้ เชน่ การซ้ือขายอสังหารมิ ทรัพย์และ
สังหาริมทรัพยบ์ างชนดิ จะตอ้ งทาํ เปน็ หนังสอื และจดทะเบยี นตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าที่

5. กรณอี ่ืนๆ ที่กฎหมายบญั ญัติให้นติ ิกรรมเปน็ โมฆะ ไดแ้ ก่
- ผู้เยาวท์ ําพินัยกรรมในขณะทมี่ อี ายุไม่ครบ 15 ปบี ริบรู ณ์
- คนไร้ความสามารถทาํ พินัยกรรม
- การหมั้นระหวา่ งชายหญิงทมี่ อี ายุไมค่ รบ 17 ปีบรบิ ูรณ์
- การสมรสกบั คู่สมรสของผ้อู ื่น (สมรสซอ้ น)
- การสมรสกบั คนวิกลจรติ หรอื คนไร้ความสามารถ
- การสมรสกบั ญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรอื ลงมา
- การสมรสโดยฝา่ ฝืนความยินยอมของคู่สมรส.

นติ กิ รรมทีผ่ เู้ ยาว์ทาํ ได้เอง
ตามกฎหมายแล้วผู้เยาวจ์ ะถูกจํากัดความสามารถในเรอื่ งท่จี ะทํานิตกิ รรม นิตกิ รรมใดๆ ท่ีผู้เยาว์ไดท้ าํ ลง

ไปโดยปราศจากความยินยอมของผูแ้ ทนโดยชอบธรรม นติ กิ รรมน้นั ตกเปน็ โมฆียะ แต่มีขอ้ ยกเว้นท่กี ฎหมาย
กําหนดใหผ้ เู้ ยาวท์ ํานิติกรรมบางอย่างได้เองและมีผลโดยสมบูรณ์ โดยไมต่ ้องไดร้ ับความยนิ ยอมจากผู้แทนโดย
ชอบธรรมกอ่ นดังนี้

1. นติ กิ รรมทีเ่ ป็นคุณประโยชน์แก่ผูเ้ ยาวฝ์ า่ ยเดยี ว เชน่ ผูเ้ ยาวไ์ ดร้ บั ทดี่ ินโดยเสนห่ า เจา้ หน้ที าํ นิตกิ รรม
ปลดหนใี้ ห้

2. กิจการทีผ่ ูเ้ ยาว์ตอ้ งทาํ เองเฉพาะตัว เชน่ การรับรองบุตร การเข้าสพู่ ธิ ีสมรส
3. กิจการทผ่ี เู้ ยาวท์ ําเพือ่ เล้ยี งชีพและเหมาะสมแกฐ่ านะ เชน่ ซอ้ื อาหาร หนงั สือ
4. ผเู้ ยาวม์ อี าํ นาจทําพินัยกรรมไดเ้ องเมอื่ มอี ายุครบ 15 ปี (ถ้าผเู้ ยาวท์ ําพินัยกรรมกอ่ นอายคุ รบ 15
ปบี ริบรู ณ์ แมผ้ ูแ้ ทนโดยชอบธรรมให้ความยนิ ยอม พนิ ัยกรรมนน้ั กต็ กเปน็ โมฆะ).

บุคคล
ประเภทของบคุ คลมดี งั นี้
1. บุคคลธรรมดา ได้แก่ มนษุ ย์ สภาพบุคคลเรมิ่ เมอื่ คลอดแลว้ อยรู่ อดเปน็ ทารก สภาพนี้สน้ิ สุดลงเมอ่ื

ตายหรอื สาบสูญโดยศาลสัง่ สว่ นสิทธิของบุคคลเร่ิมเม่อื อย่ใู นครรภม์ ารดานับตัง้ แตม่ ารดาเรม่ิ ตงั้ ครรภ์
2. นิติบคุ คล ไดแ้ ก่ บคุ คลสมมติ สภาพนติ บิ ุคคลเรมิ่ เม่อื มีการจดทะเบยี นต่อเจ้าหนา้ ท่ี สภาพน้ีสนิ้ สุด

เมื่อจดทะเบียนยกเลกิ หรือล้มละลาย เชน่ จังหวัด วดั กระทรวง ทบวง กรม บริษทั สมาคม หา้ งหนุ้ ส่วนจาํ กัด
มูลนธิ ิ เทศบาล ส่วนประกอบของสภาพบุคคล เช่น สัญชาติ ชือ่ ภูมิลําเนา สถานะ ความสามารถของบคุ คล.

พนกั งานอยั การ
พนกั งานอัยการเป็นตัวแทนของรัฐในการฟ้องผตู้ อ้ งหาทก่ี ระทาํ ความผิดต่อรฐั หรอื เป็นทนายจําเลยของ

หนว่ ยราชการในคดีแพ่ง จึงเรียกว่า “ทนายแผ่นดนิ ” ซงึ่ มีอาํ นาจดาํ เนินคดีความในนามของรฐั บาลและฟอ้ ง
แทนประชาชน พนกั งานอัยการมีอํานาจในการสั่งฟ้อง ส่งั ไม่ฟอ้ ง หรือสัง่ สอบสวนเพม่ิ เติม เมอ่ื ตํารวจสรปุ
สํานวนการสอบสวนกจ็ ะสง่ ให้พนกั งานอยั การตรวจสํานวน ถา้ เห็นวา่ พยานหลักฐานไม่พอหรอื จบั ตวั ผ้กู ระทาํ ผิด
ไมไ่ ด้ พนักงานอัยการกจ็ ะส่ังให้ตํารวจทาํ การสอบสวนหาพยานหลักฐานเพมิ่ เตมิ หรือส่ังไมฟ่ ้องและสงั่ ปลอ่ ยตัว
ผตู้ อ้ งหา แต่คาํ ส่งั นีไ้ ม่ตดั สทิ ธผ์ิ เู้ สยี หายทจ่ี ะดาํ เนนิ คดี โดยการฟ้องรอ้ งตอ่ ศาลเอง

โครงการแบรนด์ซมั เมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29 155 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชัย)

พระราชกําหนด (Emergency decree)
พระราชกาํ หนดเป็นกฎหมายทพี่ ระมหากษตั ริย์ตราข้ึนตามคําแนะนําและยินยอมของคณะรัฐมนตรี ซ่ึง

ออกได้ใน 2 กรณีดังน้ี
1. กรณฉี กุ เฉินเมอ่ื มีความจําเปน็ รีบดว่ นที่มิอาจเล่ียงได้ เพ่ือประโยชน์ในการรกั ษาความปลอดภัยหรอื

ความมน่ั คงทางเศรษฐกิจของประเทศ
2. กรณที ่เี ก่ยี วกบั ภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งต้องพจิ ารณาโดยดว่ นและลับเพ่ือรกั ษาประโยชน์ของแผ่นดนิ

สังหารมิ ทรัพย์
สังหารมิ ทรพั ย์ ได้แก่
1. ทรพั ยซ์ ่งึ เคลื่อนท่จี ากแห่งหนงึ่ ไปยงั อีกแห่งหนง่ึ ได้ เช่น รถยนต์
2. กําลังแรงของธรรมชาติทอ่ี าจมรี าคาและถือเอาได้ เช่น กระแสไฟฟา้ พลังนาํ้ ตก พลังไอน้ํา เป็นต้น
3. ไม้ลม้ ลกุ และธญั ชาติ เชน่ ตน้ ข้าว พชื ผกั สวนครวั
4. สทิ ธิอนั เก่ยี วกบั สังหาริมทรพั ย์ เชน่ กรรมสิทธใ์ิ นสังหารมิ ทรัพย์ สทิ ธิจํานาํ ลิขสทิ ธิ์ เปน็ ต้น.
สงั หาริมทรัพยช์ นิดพเิ ศษ ไดแ้ ก่
1. เรือกําปัน่ หรอื เรือมีระวางต้งั แต่ 6 ตันข้นึ ไป
2. เรอื กลไฟ หรือเรือยนต์มีระวางตง้ั แต่ 5 ตันขนึ้ ไป
3. แพ หมายความเฉพาะแตแ่ พทีเ่ ป็นทอี่ ยอู่ าศยั ของคน
4. สตั ว์พาหนะ หมายความถงึ สตั ว์ทใ่ี ช้ในการขบั ข่ีลากเขน็ และบรรทกุ ซ่งึ สตั ว์เหลา่ น้ตี ้องทําต๋วั รูปพรรณ

แลว้ ไดแ้ ก่ ชา้ ง ม้า วัว ควาย ลอ่ .

สัญญาก้ยู ืมเงิน
สญั ญากู้ยืมเงิน กฎหมายกาํ หนดว่าการกยู้ มื เงนิ เกนิ กวา่ 2,000 บาทขนึ้ ไป ถา้ ไมม่ หี ลักฐานแหง่ การ

กู้ยืมเป็นหนงั สือ และลงลายมอื ช่ือผู้กู้ จะฟ้องร้องบังคับคดกี นั ไม่ได้ กฎหมายกําหนดอัตราดอกเบยี้ ขน้ั สูงสดุ
ไวไ้ ม่ให้เกนิ รอ้ ยละ 15 ต่อปี (ร้อยละ 1.25 ต่อเดอื น) ถา้ ในสัญญากําหนดดอกเบีย้ เกนิ กว่านัน้ ดอกเบีย้ ท้ังหมด
ตกเปน็ โมฆะ (ไม่ใชโ่ มฆะเฉพาะส่วนทีเ่ กนิ อตั รา) และผ้กู ู้ยังมหี นา้ ทช่ี ําระเงินต้น.

อสังหารมิ ทรพั ย์
อสงั หารมิ ทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เคล่ือนท่ไี ม่ได้ เช่น
1. ทดี่ นิ
2. ทรัพยอ์ ันตดิ อยู่กบั ทดี่ นิ เชน่ บา้ น โรงเรอื น ไม้ยืนต้น
3. ทรัพยอ์ นั ประกอบเป็นอนั เดยี วกับทด่ี นิ เช่น แม่นาํ้ ถนน หิน ดนิ ทราย
4. สิทธิอันเกยี่ วกบั กรรมสทิ ธใ์ิ นท่ดี ิน เช่น สิทธอิ าศัย สิทธเิ กบ็ กิน ภาระจาํ ยอม เปน็ ตน้ .

สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 156 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29

รัฐศาสตร

การกระจายอาํ นาจการปกครอง (Decentralization)
การกระจายอํานาจการปกครองสัมพันธ์กับการจดั ระเบยี บการปกครองส่วนท้องถนิ่ ทรี่ ัฐกระจายอาํ นาจ

ใหอ้ งค์กรการปกครองท้องถิ่นจดั ทาํ กจิ การต่างๆ ไดอ้ ิสระตามสมควร ซ่ึงกค็ ือประชาชนในทอ้ งถ่ินมีอาํ นาจ
ปกครองตนเอง โดยไม่ตอ้ งขึ้นอย่กู บั สว่ นกลาง

ขอ้ ดี 1. สนองความตอ้ งการทอ้ งถิน่ ได้เร็ว 2. ประชาชนมีโอกาสปกครองตนเอง และชว่ ยกนั สร้างความ
เจรญิ ให้ทอ้ งถิน่ 3. รฐั บาลกลางมีภาระนอ้ ยลง

ขอ้ เสีย 1.บริหารงานขาดเอกภาพ 2. ส้นิ เปลืองค่าใช้จ่ายมาก 3. การเกบ็ ภาษี การรักษาความสงบ
การวางแผนการใช้ทรพั ยากรและแผนพัฒนาทาํ ไดไ้ ม่สะดวก.

การจัดระเบยี บทางการปกครอง (Adminstrative organization)
การจดั ระเบียบทางการปกครองหรือการจดั ระเบียบราชการบริหารมหี ลกั การสาํ คญั ดงั น้ี
1. หลักการรวมอาํ นาจ เป็นการให้กระทรวง ทบวง กรม มอี าํ นาจหนา้ ท่ีในการบริหารบ้านเมืองแล้ว

จดั สง่ เจ้าหน้าท่ขี องรัฐออกไปปฏิบัติหน้าทีย่ งั สว่ นตา่ งๆ ของประเทศ หลักการนส้ี มั พันธก์ ับการบรหิ ารราชการ
สว่ นกลาง ขอ้ ดี เช่น การบรหิ ารงานมีเอกภาพ วางแผนพฒั นาไดง้ ่าย ประหยัดค่าใช้จา่ ย ขอ้ เสยี เช่น การ
บริหารงานไมม่ ปี ระสิทธิภาพ งานล่าช้า คนในทอ้ งถนิ่ ไม่มีโอกาสปกครองตนเอง

2. หลกั การแบง่ อํานาจ สว่ นกลางแต่งตง้ั ข้าราชการไปดูแลส่วนภูมภิ าค เชน่ ผูว้ า่ ราชการจังหวัด
นายอาํ เภอ หลกั การนสี้ มั พนั ธ์กับการบริหารราชการส่วนภมู ภิ าค ขอ้ ดี เชน่ ประชาชนไดร้ ับบริการรวดเร็วขน้ึ
ข้อเสีย เช่น ประชาชนในท้องถนิ่ มีโอกาสปกครองตนเองไดน้ ้อย เจา้ หน้าทีร่ ัฐไม่เข้าใจความตอ้ งการของ
ประชาชนในทอ้ งถนิ่ อย่างแทจ้ รงิ

3. หลกั การกระจายอาํ นาจ เป็นการใหป้ ระชาชนในท้องถน่ิ มีสว่ นร่วมในการปกครองตนเอง หลกั การน้ี
สัมพนั ธ์กบั การบรหิ ารราชการสว่ นท้องถิน่ ข้อดี เช่น ประชาชนมโี อกาสปกครองตนเอง ลดภาระจาก

การปกครองแบบก่ึงประธานาธบิ ดกี ึ่งรฐั สภา (Semi-parliamentary-presidential government)
การปกครองแบบก่ึงประธานาธบิ ดกี ่งึ รฐั สภา มหี ลักการสาํ คัญดังนี้
1. ประธานาธบิ ดีมาจากการเลอื กต้ัง เป็นประมุขของรัฐจนครบวาระ และร่วมบรหิ ารประเทศกบั

คณะรัฐมนตรี ในระบบน้ปี ระธานาธบิ ดีไม่ต้องรบั ผิดชอบทางการเมืองโดยตรงต่อรฐั สภา
2. หวั หนา้ รัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี ซงึ่ ประธานาธบิ ดีเปน็ ผแู้ ต่งตงั้ และมีอาํ นาจถอดถอนนายกรัฐมนตรี

ได้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องรบั ผดิ ชอบต่อรัฐสภา
3. ประธานาธิบดยี ุบสภาผ้แู ทนราษฎรได้
4. หลักการใชอ้ าํ นาจ ได้แก่ หลกั แบ่งแยกอํานาจ และหลกั เช่อื มโยงอํานาจ
5. การปกครองรปู แบบนีม้ ีฝรัง่ เศสเป็นต้นแบบ
6. ประเทศทใ่ี ช้ระบบน้ี ได้แก่ ฝรัง่ เศส มองโกเลีย.

โครงการแบรนดซ์ มั เมอรแ์ คมป์ ปีท่ี 29 157 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชยั )

การปกครองแบบประธานาธิบดี (Presidential government)
การปกครองแบบประธานาธิบดี มีหลกั การสําคญั ดงั นี้
1. ยดึ หลักการแบง่ แยกอาํ นาจ ระหวา่ งฝา่ ยนิติบัญญตั ิ (รฐั สภา) ฝา่ ยบริหาร (ประธานาธบิ ดี) และ

ฝ่ายตลุ าการ (ศาล) โดยแต่ละฝ่ายมอี าํ นาจและความเปน็ อิสระในการทาํ หนา้ ทีข่ องตน
2. ประธานาธิบดีและรัฐสภาตา่ งฝา่ ยต่างมาจากการเลอื กตง้ั ของประชาชน และตา่ งก็อย่จู นครบวาระ
3. สภาไมม่ อี าํ นาจควบคมุ การทาํ งานของรัฐบาล
4. ไมม่ ยี บุ สภา
5. หลักการใชอ้ าํ นาจ ได้แก่ หลักแบง่ แยกอํานาจ และหลักยับย้งั และถว่ งดลุ อํานาจ
6. การปกครองรปู แบบนมี้ ีสหรฐั อเมรกิ าเป็นตน้ แบบ
7. ประเทศที่ใชร้ ะบบน้ี ไดแ้ ก่ สหรฐั อเมริกา ฟิลปิ ปินส.์

การปกครองแบบรัฐสภา (Parliamentary government)
การปกครองแบบรัฐสภา มหี ลักการสําคัญดงั นี้
1. ไมย่ ดึ หลักการแบ่งแยกอํานาจอยา่ งเครง่ ครดั
2. ฝ่ายนติ บิ ัญญัตกิ ับฝา่ ยบรหิ ารมีความสัมพนั ธใ์ กลช้ ดิ กนั
3. รฐั สภามีฐานะอาํ นาจและความสําคญั เหนือกวา่ คณะรัฐมนตรี
4. คณะรัฐมนตรีต้องได้รบั ความไว้วางใจจากรฐั สภา หมายความว่า คณะรฐั มนตรไี มอ่ าจอยูใ่ นตาํ แหน่ง

ไดถ้ ้าปราศจากความไวว้ างใจของรัฐสภา
5. รัฐสภามีอํานาจควบคมุ การทํางานของรัฐบาล
6. มยี ุบสภา
7. หลักการใช้อาํ นาจ ได้แก่ หลกั เช่อื มโยงอาํ นาจ และหลกั ดุลอาํ นาจ
8. การปกครองรูปแบบนมี้ ีองั กฤษเปน็ ต้นแบบ
9. ประเทศทใ่ี ชร้ ะบบรฐั สภา ไดแ้ ก่ อังกฤษ ไทย ญ่ปี นุ่ .สวีเดน.

การรวมอาํ นาจการปกครอง (Centralization)
การรวมอํานาจการปกครองหรอื การรวมอาํ นาจไวท้ ่ีสว่ นกลาง เป็นหลักการจัดระเบยี บราชการบรหิ ารที่

ให้อํานาจในการปกครองแกส่ ่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมของรัฐ และมีเจ้าหนา้ ท่ขี องตนออกไป
ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ของประเทศ ราชการบรหิ ารสว่ นกลางเปน็ ผดู้ ําเนนิ การปกครอง ตลอดท้ังอาณาเขตของ
ประเทศ

ขอ้ ดี 1. บรหิ ารงานราชการมเี อกภาพ 2. ประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ย 3. การเกบ็ ภาษี การรกั ษาความสงบ
การวางแผนการใชท้ รัพยากรและแผนพฒั นาทาํ ได้ง่าย

ขอ้ เสีย 1. บริหารงานลา่ ชา้ 2. ควบคมุ ความประพฤติเจา้ หน้าท่ไี ดไ้ ม่ท่ัวถงึ 3. สนองความตอ้ งการ
ประชาชนได้ไมเ่ ตม็ ท่ี 4. ประชาชนในท้องถ่นิ ไมม่ ีโอกาสปกครองตนเอง 5. เจา้ หนา้ ทส่ี ่วนกลางมภี าระหน้าท่ี
มากเกนิ ไป จงึ ขาดประสทิ ธิภาพในการทํางาน.

สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 158 โครงการแบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ ปีท่ี 29

ดินแดน (Territory)
ดินแดนจะมขี นาดใหญ่หรอื เล็กเพียงใดกไ็ ด้ โดยไม่จําเป็นตอ้ งกาํ หนดเน้อื ที่ขั้นตาํ่ และไม่จาํ เป็นต้องมี

พ้ืนท่ตี ดิ ตอ่ กัน ดินแดนประกอบด้วย
1. แผน่ ดิน มอี าณาเขตแนน่ อนโดยมีพรมแดนเปน็ หลกั
2. น่านนาํ้ พนื้ นํา้ ที่ห่างจากรฐั ชายฝัง่ ไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล รวมถงึ อ่าวไทยตอนใน
3. นา่ นฟา้ พ้นื อากาศเหนือแผ่นดินและนา่ นนํ้าของรฐั น้ัน ดงั น้ันแต่ละรัฐมอี าํ นาจทีจ่ ะยนิ ยอม หรือ

ห้ามมิใหม้ ีการเดนิ อากาศระหว่างชาติผ่านนา่ นฟ้าของตนไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี.

เผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นิยม (Totalitarianism)
เผดจ็ การเบ็ดเสร็จนิยม มีหลกั การสําคัญดงั น้ี
1. มุ่งควบคมุ กจิ กรรมทุกอย่างของประชาชน (ทงั้ ทางการเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คม)
2. รัฐควบคุมสถาบนั และองคก์ ารทางสงั คม พร้อมท้งั กําหนดแนวทางให้ปฏิบัติ
3. ประชาชนตอ้ งเชอ่ื ฟังผู้นาํ และปฏบิ ตั ิตามคาํ สั่งของรฐั อย่างเคร่งครดั โดยอ้างวา่ เพอื่ ความเจริญความ

มั่นคงของชาติ
4. ตัวอย่างประเทศท่ีเคยปกครองแบบเผดจ็ การเบด็ เสร็จนยิ ม เช่น จนี เวยี ดนาม คิวบา การปกครอง

แบบเผดจ็ การเบ็ดเสรจ็ นยิ มยังแบ่งเป็น “เผด็จการขวาจัด” เช่น เผดจ็ การฟาสซสิ ต์ และ “เผดจ็ การซา้ ยจดั ”
เชน่ เผด็จการคอมมวิ นิสต.์

เผดจ็ การอํานาจนยิ ม (Authoritarianism)
เผดจ็ การอํานาจนิยมหรือเผดจ็ การทหาร มหี ลกั การสําคญั ดังนี้
1. มุง่ ควบคมุ กจิ กรรมทางการเมืองของประชาชนเป็นสาํ คญั
2. รัฐไม่ควบคมุ สถาบันและองค์การทางสังคม ประชาชนยังมเี สรีภาพทางสงั คมและเศรษฐกจิ เชน่

เสรีภาพในการนับถอื ศาสนา เสรีภาพทางเศรษฐกจิ สทิ ธใิ นครอบครวั และการดาํ รงชวี ติ ส่วนตวั
3. ประชาชนตอ้ งไมข่ ดั ขวางหรอื ต่อตา้ นนโยบายของผ้นู าํ
4. ตัวอยา่ งประเทศท่ีเคยปกครองแบบเผด็จการอํานาจนยิ มในอดีต เชน่ เผด็จการทหารของนายพลฟ

รงั โกในสเปน เผดจ็ การทหารของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ในประเทศไทย.

รัฐ (State)
รฐั คือ ชุมชนทางการเมอื งทป่ี ระกอบด้วย 1.ประชากร 2.ดนิ แดนท่ีมีอาณาเขตแน่นอน 3.รัฐบาล

4.อาํ นาจอธิปไตย
คําวา่ “รฐั ” ยงั รวมถึง รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ศาล และข้าราชการทุกหนว่ ยทุกระดบั การปกครองท่ี

รวมกันข้ึนเป็นรฐั เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วฒุ สิ ภา คณะกรรมการเลือกต้งั รฐั มลี ักษณะความเป็นถาวร
แม้วา่ จะมกี ารเปล่ยี นรัฐบาล แตร่ ฐั กย็ งั คงดาํ รงอย่ตู ลอดไป

ประเภทของรัฐแบง่ เป็นรัฐเดี่ยวและรฐั รวม ดังน้นั เกณฑ์การแบ่งประเภทของรัฐดูท่จี าํ นวนรฐั บาลหรอื
รปู แบบของรฐั บาลภายในรฐั นน่ั เอง.

โครงการแบรนดซ์ ัมเมอร์แคมป์ ปที ี่ 29 159 สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (อ.ชัย)

สทิ ธมิ นุษยชน (Human rights)
สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรคี วามเปน็ มนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของบุคคลที่ได้รับ

การรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายหรือตามสนธิสัญญาท่ี
ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม แนวความคิดเกี่ยวกับปฏิญญาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เกิดขึ้นหลังจากการส้ินสุดสงครามโลกครั้งท่ี 2 จนกระท่ังเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 สมัชชาใหญ่แห่ง
สหประชาชาตจิ งึ ไดม้ มี ติยอมรบั และประกาศใช้ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และเมื่อ
พ.ศ. 2549 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้จัดตั้งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติข้ึนมาแทน
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนท่ีถูกวิจารณ์อย่างหนักที่ปล่อยให้ประเทศที่มีประวัติเสียด้านสิทธิมนุษยชนเข้า
เปน็ สมาชิก.

อธปิ ไตย (Sovereignty)
อธปิ ไตย หมายถงึ อาํ นาจสูงสุดในการปกครองประเทศ และเป็นอาํ นาจท่ีใช้ในการดาํ เนินการบรหิ าร

กจิ การภายในและภายนอกประเทศอย่างมีอสิ ระ โดยปราศจากการควบคุมหรือแทรกแซงจากรฐั อ่นื เปน็ อาํ นาจ
ที่แบง่ แยกไมไ่ ด้ และเปน็ องคป์ ระกอบสําคัญทีส่ ดุ ของรฐั เพราะแสดงถึงความมเี อกราช

ลกั ษณะของอํานาจอธปิ ไตยมีดังนี้
1. แบง่ แยกมิได้ : เป็นหน่ึงเดียว แบง่ แยกมิได้ ถา้ มีการแบง่ แยกอาํ นาจอธปิ ไตยจะทําให้รัฐเดิมสลายตวั
ไป และมปี ระเทศใหม่เกดิ ขน้ึ เช่น กรณสี หภาพโซเวียตล่มสลาย
2. มคี วามถาวร : มีอยู่ตลอดไป (ต่างจากรฐั บาลท่ีมกี ารเปลี่ยนแปลงได)้ รฐั จะคงอยูไ่ มไ่ ด้ ถา้ อํานาจถกู
ทาํ ลาย
3. มคี วามเด็ดขาด : ไม่มอี ํานาจใดเหนือกว่าอาํ นาจอธิปไตย
4. เปน็ การท่วั ไป : ครอบคลุมใช้ได้ทุกสถานท่ีภายในอาณาเขตของรัฐ อยเู่ หนอื ทุกอาํ นาจและกลมุ่ บุคคล

————————————————————

สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (อ.ชยั ) 160 โครงการแบรนด์ซัมเมอรแ์ คมป์ ปีที่ 29


Click to View FlipBook Version