1
2
การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
โดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning
ทรี่ ว่ มกับแอพพลเิ คชัน วิชาคณติ ศาสตร์ เร่อื ง ตรรกศาสตรเ์ บอ้ื งตน้
ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นชมุ พลโพนพสิ ัย
นางจิตรามาศ คำดบี ุญ
ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพเิ ศษ
โรงเรยี นชมุ พลโพนพสิ ยั สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก
ผู้วิจัย จิตรามาศ คำดีบุญ
เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น โดยใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
แบบ Active Learning ที่ร่วมกับแอพพลเิ คชนั วชิ าคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์
เบ้ืองตน้ ของนักเรยี น ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมพลโพนพิสยั
ปี 2564
การวิจัยครง้ั นี้ มจี ุดประสงค์เพื่อ 1) เพอ่ื สร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้
ชดุ กิจกรรมการจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning ทร่ี ว่ มกบั แอปพลเิ คชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตร์เบ้ืองตน้ ให้
มี ประสิทธภิ าพ 80/80 2) เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใชก้ จิ กรรม
การ เรียนรแู้ บบ Active Learning ทร่ี ว่ มกับแอพพลเิ คชนั เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บ้อื งต้นของนกั เรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 3) เพ่อื ศึกษาดัชนีประสทิ ธิผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชดุ กิจกรรมการจัดการ
เรียนรแู้ บบ Active Learning ท่ี รว่ มกบั แอพพลเิ คชนั เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งตน้ มคี ่าตั้งแต่ 0.50 ข้ึนไป
4) เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใชช้ ุดกิจกรรมการจดั การเรยี นรแู้ บบ
Active Learning ที่รว่ มกับแอพพลิเคชนั เร่อื ง ตรรกศาสตรเ์ บื้องต้นของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
อยู่ในระดบั มาก กลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจัยคร้งั นีเ้ ปน็ นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนชมุ พลโพนพิสัย ตำบลจุมพล อำเภอโพนพิสัย จงั หวดั หนองคาย จำนวนหนง่ึ
ห้องเรยี น จำนวนนกั เรียน 40 คน ซงึ่ ได้มาจากการสมุ่ แบบแบ่งกลมุ่ (Cluster Sampling) โดยใช้ห้องเรียน
เป็นหนว่ ย ในการสุ่มจากหอ้ งเรียน โรงเรยี นจัด หอ้ งเรยี นแบบคละความสามารถ ใชเ้ วลาทดลอง 18 ช่ัวโมง
เคร่อื งมือที่ใช้ในการวจิ ัย ได้แก่ 1) ชุดกจิ กรรมการจดั การเรยี นรูแ้ บบ Active Learning ร่วมกบั
แอพพลิเคชนั เรื่อง ตรรกศาสตร์เบ้ืองต้น 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี น 3) แบบสอบถาม
ความพึงพอใจ สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูลมีคา่ เฉล่ยี เลขคณติ ( X ) สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S) และ
ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t- test
ผลการวจิ ยั พบวา่
1. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้แบบ Active Learning ท่ีร่วมกบั แอพพลิเคชัน เร่อื ง ตรรกศาสตร์
เบื้องตน้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 มีประสทิ ธิภาพ 81.11/81.08 เปน็ ไปตามเกณฑ์ 80/80 มตี ั้งไว้
2. ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นจากคะแนนทดสอบหลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน อย่างมีนัยสำคญั
ทางสถิติทรี่ ะดับ .01 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมติฐานท่ีตัง้ ไว้
3. คา่ ดัชนปี ระสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชดุ กิจกรรมการจดั การเรียนร้แู บบ Active
Learning ทร่ี ่วมกับแอพพลเิ คชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตร์เบือ้ งตน้ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 74 ซ่งึ มีประสทิ ธผิ ลตามเกณฑ์
ดัชนปี ระสิทธผิ ล ตั้งแต่ 0.50 ขน้ึ ไป
4. ความพึงพอใจของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรแู้ บบ
Active Learning ที่รว่ มกบั แอพพลิเคชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตร์เบ้ืองตน้ ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4
อยู่ในระดับมาก
ข
กิตติกรรมประกาศ
การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น โดยใช้ชุดกจิ กรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่
ร่วมกับแอพพลิเคชนั วิชาคณิตศาสตร์ เร่อื ง ตรรกศาสตร์เบื้องตน้ ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 มี
วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อใหเ้ กดิ ประโยชนใ์ นการพัฒนาการเรยี นการสอนวิชาคณิตศาสตร์ และเพือ่ เพิ่ม
ประสิทธิภาพการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น ช่วยให้ผู้เรยี นเปน็ ผู้ทีม่ ีเหตุผล เป็นคนใฝร่ ใู้ ฝ่เรยี นตลอดจนรู้จักคิดคน้ ส่ิง
ที่แปลกใหม่ ทำใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อ ผู้เรียนเปน็ อย่างยง่ิ การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
เร่อื ง ตรรกศาสตรเ์ บอ้ื งตน้ โดยใช้ชุด กิจกรรมการจัดการเรยี นร้แู บบ Active Learning ทรี่ ว่ มกับแอพพลเิ ค
ชนั วิชาคณติ ศาสตร์ เรือ่ งตรรกศาสตรเ์ บอื้ งต้น ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 สำเร็จไดเ้ นื่องด้วย
ไดร้ บั ความช่วยเหลอื จากนางกาญจนสุดา ไชยเพชร ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู ํานาญการพิเศษ โรงเรยี น
ชมุ พลโพนพิสัย ทก่ี รุณาให้คำปรกึ ษา แนะนำ ให้ความช่วยเหลือทกุ อยา่ งผู้วจิ ยั รู้สึกซาบซึ้งและประทับใจ
เปน็ อย่างยง่ิ ในความเมตตา กรณุ า และขอขอบพระคณุ เปน็ อย่างสงู
ขอขอบพระคณุ นายพิพฒั น์ ศรีสุขพนั ธ์ ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชมุ พลโพนพิสัย ทส่ี ่งเสริมสนบั สนุน
บดั น้ีจนประสบความสำเร็จ ขอขอบคุณ พอแมผ่ ู้ให้กำลังใจ ให้ความรักแก่ผวู้ จิ ัยอย่างสงู ยิ่งตลอดมา
ขอขอบคุณเพ่อื น ๆ ทุกคนท่ใี หก้ ารชว่ ยเหลอื สนับสนุน และเปน็ กำลังใจด้วยดตี ลอดมา
จิตรามาศ คำดีบุญ
สารบญั ข
หนา้
บทคดั ยอ่
กติ ตกิ รรมประกาศ
สารบัญ
บทท่ี 1 บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั
สมมตฐิ านการวิจัย
ขอบเขตของการวจิ ัย
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
ประโยชน์ทไี่ ด้รบั จากการวิจยั
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
การจัดการเรียนรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการเรยี นการสอนเรือ่ งการจดั การเรียนรู้
แบบ Active Learning
เอกสารทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับแอพพลเิ คชัน
งานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้องกบั ชดุ กิจกรรมการจดั การเรียนรู้แบบ Active
Learning โดยใชแ้ อพพลิเคชัน
บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการวิจยั
ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการดำเนินการวจิ ยั
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
บทท่ี 4 การวเิ คราะหข์ ้อมลู
สญั ลกั ษณ์ท่ีใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ค
สารบญั (ต่อ) หนา้
บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย
อภปิ รายผล
ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active
Learning ทรี่ ่วมกับ แอพพลเิ คชนั เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งตน้
ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ภาคผนวก ค สถิติทีใ่ ชแ้ ละตัวอยา่ งการคำนวณ
ภาคผนวก ง รายนามผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบเครอื่ งมือและชดุ กจิ กรรม
ภาคผนวก จ เอกสารและหลกั ฐานการเผยแพรผลงาน
ประวัตผิ วู้ ิจัย
ง
สารบญั ตาราง
ตาราง หนา้
1 แสดงโครงสรา้ งรายวิชาคณติ ศาสตร์ พ้ืนฐาน ค31103 รายวิชาคณิตศาสตรพ์ ืน้ ฐาน 1
กลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 1
เวลา 40 ชัว่ โมง 100 คะแนน
3.1 แบบแผนการทดลอง
4.1 ประสิทธภิ าพของสือ่ การสอนวิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง ตรรกศาสตร์เบื้องตน้
4.2 แสดงคา่ ดัชนีประสทิ ธผิ ลของสอ่ื ชุดกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้แบบ Active
Learning ที่ร่วมกับแอพพลิเคชนั เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบื้องตน้
4.3 ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรยี นวชิ า
คณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งต้นโดยใช้สอ่ื ชุดกจิ กรรมการจดั การ
เรยี นรู้แบบ Active Learning ทร่ี ว่ มกับแอพพลเิ คชัน สำหรับนกั เรยี น
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 จำนวน 40 คน
4.4 แสดงค่าเฉลีย่ ความพึงพอใจในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนวชิ าคณติ ศาสตร์
เร่ือง ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งต้นโดยใชส้ อ่ื ชุดกิจกรรมการจดั การเรยี นรู้แบบ Active
Learning ทร่ี ว่ มกับแอพพลิเคชนั นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
5 แสดงผลการหาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมการจัดการเรียนรแู้ บบ Active
Learning ที่ร่วมกับแอพพลิเคชัน เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
วชิ าคณิตศาสตร์ พน้ื ฐาน ค31103 ชดุ ท่ี 1 2 3 4 5 6 และ 7
กับกลมุ่ ทดลองรายบุคคล จำนวน 3 คน
6 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active
Learning ที่ร่วมกับแอพพลเิ คชัน เรอื่ ง ตรรกศาสตรเ์ บอ้ื งตน้
วชิ าคณิตศาสตร์ พื้นฐาน ค31103 ชุดท่ี 1 2 3 4 5 6 และ 7
กับกลมุ่ ทดลองรายบคุ คล จำนวน 9 คน
7 แสดงผลการหาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมการจดั การเรียนร้แู บบ Active
Learning ทร่ี ว่ มกบั แอพพลิเคชนั เรอื่ ง ตรรกศาสตรเ์ บอ้ื งต้น วชิ า
คณิตศาสตร์ พนื้ ฐาน ค31103 ชุดท่ี 1 2 3 4 5 6 และ 7
กบั กลมุ่ ทดลองรายบคุ คล จำนวน 30 คน
จ
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
ตาราง หน้า
8 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active
Learning ที่ร่วมกับแอพพลเิ คชนั เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บ้อื งตน้
วิชาคณิตศาสตร์ พ้นื ฐาน ค31103ชดุ ที่ 1 2 3 4 5 6 และ 7
กบั กลุ่มตวั อยา่ ง จำนวน 40 คน
9 นำเสนอพฒั นาการในการเรียน เปรียบเทยี บคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ น
เรียนและหลงั เรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เรอื่ ง ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งตน้ โดยใชส้ ่ือ
ชดุ กิจกรรมการจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning
ทีร่ ว่ มกับแอพพลิเคชัน นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
10 คะแนนก่อนเรยี นและหลังเรียน วิชาคณติ ศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บื้องตน้
โดยใช้ส่อื ชุดกิจกรรมการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning ทรี่ ่วมกับ
แอพพลเิ คชัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
11 วเิ คราะห์ ผลการประเมินคณุ ภาพของแบบสอบถามวดั ความพึงพอใจในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ เรอื่ ง ตรรกศาสตร์เบ้อื งตน้ โดย
ใช้สือ่ ชดุ กิจกรรมการจัดการเรียนรแู้ บบ Active Learning ที่รว่ มกบั
แอพพลิเคชนั นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
12 วิเคราะห์ ผลการตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ (IOC) จาก
ผเู้ ช่ียวชาญ วชิ าคณติ ศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์
เบือ้ งตน้
13 วิเคราะห์ ความเท่ียงตรงเชิงเน้อื หา (IOC) โดยใชด้ ชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ ง
ขอ้ สอบกบั จุดประสงค์การเรียนรู้ สรปุ การหาค่าดัชนี IOC จากผเู้ ชย่ี วชาญ
14 วิเคราะห์ ผลการประเมินคณุ ภาพของส่อื ที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบ Active
Learning ท่ี รว่ มกับแอพพลิเคชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตร์เบื้องต้นชั้นมธั ยมศกึ ษา
ปที ่ี 4
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความสำคญั และทีม่ าของปัญหา
กระทรวงศกึ ษาธิการ ได้ดำเนนิ การทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ใน
กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ มงุ่ ปรับปรุงเน้ือหาใหม้ ีความทันสมัย ขน้ั ตอนการเปลยี่ นแปลงและความเจริญ
ก้าวหน้าทางวิทยาการตา่ ง ๆ คำนงึ ถึงการสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียน มีทักษะท่ีจำเป็นสำหรับการเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21
และอีกหนว่ ยงานหนงึ่ คอื สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษาได้จดั ทำแผนการศกึ ษา พ.ศ. 2560 - 2579 เป็นแผน
ระยะยาว 20 ปี ถงึ ไดก้ ำหนดวสิ ยั ทศั น์ไว้ดงั นี้ “คนไทยทุกคนได้รบั การศกึ ษาและเรียนรตู้ ลอดชวี ติ อย่างมี คณุ ภาพ
ดำรงชวี ติ อยา่ งเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และการเปลยี่ นแปลงของโลก ศตวรรษท่”ี
โดยมวี ัตถปุ ระสงคใ์ นการจัดการศึกษา 4 ประการ คอื 1) เพื่อพฒั นาระบบและขบวนการจดั การศึกษาที่มีคุณภาพ
และมปี ระสิทธภิ าพ 2) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เปน็ พลเมอื งดี มคี ุณลกั ษณะ ทักษะ และ สมรรถนะ 3) เพอื่ พัฒนา
สงั คมไทยให้เป็นสงั คมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรม จรยิ ธรรมรรู้ กั สามัคคี และร่วมมอื ผนกึ กำลังมงุ่ สู่การพฒั นา
ประเทศอย่างย่งั ยืน ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง และ 4) เพอ่ื นำประเทศไทยก้าวข้ามกบั ดักประเทศที่มีรายได้
ปานกลาง และความเหล่ือมลำ้ ภายในประเทศลดลง เพ่อื ให้บรรลวุ ิสยั ทัศน์ จุดมุง่ หมายในการศกึ ษาดังกลา่ ว
ขา้ งต้น แผนการศกึ ษาชาตไิ ดว้ างเปา้ หมาย ด้านผู้เรยี น โดยมุ่งพฒั นาคนให้มี ความรแู้ ละทกั ษะการเรยี นรูใ้ นศตวรรษ
ที่ 21 (3Rs8Cs) ประกอบดว้ ย ทักษะและคุณลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้ 3Rs ได้แก่ การอ่านออก (Reading) การเขียนได้
(Writing) และการคดิ เลขเป็น (Arithmetics) 8Cs ได้แก่ ทักษะดา้ นการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณและทักษะใน
การแกป้ ัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะดา้ นการการสรา้ งสรรคและนวัตกรรม
(Creativity and innovation) ทกั ษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural
Understanding) ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผนู้ ำ (Collaboration, Teamwork and
Leadership) ทกั ษะดา้ นการสอื่ สาร สารสนเทศ และการรเู้ ทา่ ทนั ส่ือ (Communications, Information and
Media Literacy) ด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and ICT Literacy)
ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้ (Career and Learning Skills) และมคี วามเมตตา กรณุ า มวี นิ ัย คุณธรรม
จรยิ ธรรม (Compassion) ในการพฒั นาผเู้ รยี นให้มีการเรียนรู้ใน ศตวรรษท่ี 21 (3Rs8Cs) เพอื่ ให้สามารถปรับตัวได้
ทันกับการเปลีย่ นแปลงในยุคดิจิทัล ทเ่ี น้นการสร้างสรรคน์ วัตกรรมเพอ่ื การแขงขนั นั้น จงึ จำเป็นตอ้ งพัฒนาทักษะ
การคดิ เชงิ คำนวณ (Computational Thinking) เพ่ือให้ ผูเ้ รยี นคือกระบวนการคิดเชงิ วิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตผุ ลอย่างเปน็ ข้ันตอนเพ่ือแก้ปญั หาตา่ ง ๆ สามารถนำไปปรับใช้เพอ่ื แกไขปญั หาในสาขาวิชาตา่ ง ๆ ท้ัง
คณติ ศาสตร์
คณิตศาสตร์ มบี ทบาทสำคัญยง่ิ ตอ่ ความสำเร็จในการเรยี นรใู้ นศตวรรษที่ 21 เน่อื งจากคณิตศาสตร์ช่วย ให้
2
มนุษย์มีความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์คดิ อย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ ปญั หาหรอื สถานการณ์
ไดอ้ ย่างรอบคอบและถ่ีถว้ น ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตดั สินใจ แกป้ ญั หา ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง เหมาะสมและสามารถ
นำไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ นอกจากนค้ี ณิตศาสตร์ ยังเป็นเครือ่ งมือในการศึกษาด้านวทิ ยาศาสตร์
เทคโนโลยีและศาสตรอ์ ่ืน ๆ อนั เป็นรากฐานในการพฒั นาทรพั ยากรบคุ คลของชาติ ใหม้ ีคณุ ภาพและพัฒนา
เศรษฐกจิ ของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศกึ ษาคณติ ศาสตร์ จงึ จำเป็นตอ้ งมกี าร พฒั นาอยา่ งต่อเน่อื ง
เพือ่ ให้ทนั สมยั และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกจิ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยที เี่ จริญก้าวหน้า
อยา่ งรวดเร็วในยคุ โลกาภวิ ตั น์การเตรียมผูเ้ รียนให้มีทักษะดา้ นการคดิ วเิ คราะห์ การคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ การ
แก้ปญั หา การคิดสร้างสรรค์การใช้เทคโนโลยี การส่ือสารและร่วมมือ ซึง่ จะส่งผล ให้ผู้เรียนรู้เท่ากนั การเปล่ยี นแปลง
ของระบบเศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแขงขัน และอยู่ร่วมกบั ประชาคมโลกได้ ท้ังน้ี
การจัดการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ ทีป่ ระสบความสำเรจ็ นน้ั จะต้องเตรียมผู้เรียน ใหม้ ีความพร้อมทจี่ ะเรียนรู้ส่งิ ตา่ ง ๆ
พรอ้ มทจี่ ะประกอบอาชีพเม่ือจบการศึกษา หรือสามารถศกึ ษาต่อในระดบั ที่ สูงขนึ้ ดงั นั้นสถานศกึ ษาควรจดั การ
เรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน ผู้เรียนจบช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ต้องเขา้ ใจและใชค้ วามรเู้ ก่ียวกบั เซต
และตรรกศาสตรเ์ บ้ืองต้น ในการสื่อสารและสอื่ ความหมายทางคณิตศาสตร์ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลย.ี ตวั ช้ีวัดและมาตรฐานการเรยี นรู.้ 2564,ออนไลน์ ) ปญั หาวิชาคณิตศาสตร์ แม้จะส่งเสรมิ ทุกระดับ
แตผ่ ลประเมินอยา่ งต่ำผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติ (O – NET) ของกล่มุ สาระการเรยี นร้คู ณิตศาสตร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นชุมพลโพนพิสัย พบวา่ คะแนนของวิชาคณติ ศาสตร์ ปี 2560 คือ 21.37 (สถาบนั
ทดสอบทางการศกึ ษาแห่งชาติองคก์ ารมหาชน : 2560 , ออนไลน)์ รายการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ ทผ่ี า่ นมา
นกั เรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจในเน้ือหาสาระเป็น อย่างดี แต่นักเรยี นจำนวนไม่น้อยยงั มีปัญหาเกี่ยวกบั การแก้ปัญหา
ทางคณติ ศาสตร์ การแสดงหรอื อ้างองิ เหตผุ ล การส่อื สารหรอื นำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ การเชือ่ มโยง
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเน้ือหาคณิตศาสตร์ กบั สถานการณต์ ่าง ๆ (รุง่ ฟา้ จันทจารุภรณ์ : 2552 ,3 ) และ
ความสามารถและสมองของคนไทยก็ไม่ไดด้ ้อยไปกวา่ เพือ่ นบ้านหรือว่าในประเทศอ่นื ๆ เปน็ ระดับโรงเรยี น
นกั เรียนของเราทำไดด้ ี แตใ่ นระดับมหาวทิ ยาลัยยังขาด ความสามารถในการวเิ คราะห์ อยู่บ้างเรายงั ขาด
ความสามารถในการคดิ แก้ปัญหาและการวิเคราะห์ สาเหตุที่เราดอ้ ยตรงนี้ เนอื่ งจากในการศกึ ษาในระดับโรงเรยี น
ไม่ได้ฝกึ ให้นักเรียนสามารถคิดวเิ คราะห์มาก แต่เปน็ การใหน้ ยิ ามวา่ นีค้ อื อะไร แล้วจงทำอยา่ งน้ี นักเรยี นทำตาม แต่
ความสามารถท่เี ปล่ียนปญั หานน้ั ไปเปน็ ทาง คณติ ศาสตร์ จะตอ้ งสามารถเขยี นปญั หาเป็นภาษาคณิตศาสตร์ ให้เป็น
เธอจากคำพดู เยอะ ๆ นำเอามาวาดและเขียน เป็นสมการคณติ ศาสตร์ และวเิ คราะห์ วา่ จะใช้เทคนิคอะไรมา
แกป้ ญั หาตรงนี้ (สมาคมคณิตศาสตร์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชปู ถมั ภ.์ 2554 : 1) การเรยี นการสอนที่
เน้นการบรู ณาการศาสตร์ เนือ้ หาความรู้หลาย ๆ ดา้ นเข้า ด้วยกันจึงเนน้ ให้นักเรียนสามารถเชือ่ มโยงความรูเ้ พ่ือ
นำมาใช้ในชวี ิตประจำวัน ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดย เนน้ การพฒั นาทกั ษะกระบวนการการเชื่อมโยงในวชิ า
คณติ ศาสตร์ เพอื่ ตอ้ งการใหน้ ักเรยี นนำความรูพ้ นื้ ฐานทาง คณติ ศาสตร์ ไปประยกุ ต์ใช้ครูผู้สอนจำเปน็ จะตอ้ งฝกึ ให้
นักศึกษาสามารถเช่ือมโยง เน้ือหาภายในวชิ าคณิตศาสตร์ เชื่อมโยงเน้อื หาคณติ ศาสตร์กับศาสตร์อ่นื ๆ และนำ
3
ความรูท้ างคณิตศาสตร์ ไปเชอื่ มโยงกบั ความเป็นอยู่ใน ชวี ติ ประจำวนั และประยุกตใ์ ช้ในวชิ าชพี
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2544) การศกึ ษาคณติ ศาสตร์ ทีเ่ ชอื่ มโยงกบั ชีวิตจริง (realistic mathematics education)
คณติ ศาสตร์ กบั ชวี ิตประจำวัน ไมใ่ ชก่ ารนำคณิตศาสตร์ ไปสู่ ชีวติ ประจำวนั เนื่องจากคณิตศาสตรเ์ ปน็ กิจกรรมหนึง่
ของมนษุ ย์(mathematics as a human activity) มนุษย์ใช้คณิตศาสตร์ ทกุ วนั ทงั้ ทรี่ ตู้ วั และไม่รตู้ วั การรู้
คณิตศาสตร์ และรู้จกั การนำคณิตศาสตร์ไปใชอ้ ย่าง เหมาะสมในชวี ิตประจำวัน ท่ีเป็นจุดมุ่งหมายของการเรียนการ
สอน การศกึ ษาคณิตศาสตร์ ท่เี ชื่อมโยงกบั ชวี ติ จริง (realistic mathematics education) ซึ่งเปน็ แนวคิดที่เปิด
โอกาสใหน้ ักเรยี น ไดค้ ิดค้นด้วยการลงมอื ปฏิบัติจุดเน้นอยู่ทก่ี จิ กรรมและขบวนการของการคิดเชงิ คณติ ศาสตร์ อนั
ไดแ้ ก่ การแกป้ ญั หาการมองปัญหาและการสร้าง แบบแผนทางคณติ ศาสตร์ โดยมีปญั หาในบรบิ ทของชีวติ จริงเป็น
จุดเรม่ิ ต้นของการเรียนร้ขู องนักเรียนของนักเรยี น (สมาคมคณติ ศาสตร์ แห่งประเทศไทยในพระบรมราชปู ถัมภ์ :
2558 , 48) การเช่อื มโยงความรเู้ ก่าไปสู่ความร้ใู หม่ ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น ใฝ่หาความรู้ขยายความรูอ้ อก
ไปสู่โลกกวา้ งเขา้ ใจชวี ิตและธรรมชาตติ ามวยั เปน็ การเรียนท่ีชว่ ยให้นกั เรียนได้ค้นพบด้วยตนเอง รักและเห็น
ประโยชนข์ องการเรยี นรู้ รวมทั้งเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียน ไดป้ ระเมนิ กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง เพ่ือเพิม่ เติมในสว่ น
ท่ีบกพรองโดยไม่ทำใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเครียดและ รสู้ ึกลม้ เหลว การเรยี นรู้ส่งิ ตา่ ง ๆ เช่ือมโยงต่อเนือ่ งกลมกลนื ท้งั
เรอ่ื งใกลต้ วั ในทอ้ งถ่ินสิง่ แวดล้อม ทอ่ี ยู่อาศัย เร่ือง ของทอ้ งถ่ิน การเชอ่ื มโยงทางคณิตศาสตร์ กระบวนการท่ตี ้อง
อาศัย การคิดวิเคราะห์ และความคิดริเร่มิ สร้างสรรคใ์ นการนำความรู้เนื้อหาสาระและหลกั การทางคณติ ศาสตร์ มา
สร้างความสัมพนั ธ์อย่างเป็นเหตเุ ป็นผลระหว่าง ความรแู้ ละทกั ษะ/ขบวนการท่มี ีเน้อื หาคณติ ศาสตร์ กบั งานที่
เกี่ยวขอ้ งเพอ่ื นำไปสู่การแกป้ ญั หา และการเรยี นรู้ แนวคิดใหม่ทซ่ี บั ซ้อนหรอื สมบูรณ์ขนึ้ แนวทางการพัฒนาการ
เช่อื มโยงทางคณติ ศาสตร์ ครคู วรปลูกฝงั ใหน้ กั เรียนเข้าใจรปู แบบของการเช่อื มโยงตา่ ง ๆ ฝึกฝน การเชื่อมโยงทาง
คณติ ศาสตร์ อยา่ งหลากหลาย (ร่งุ ฟา้ จนั ทจารุภรณ.์ 2552 : 24)
การจดั การเรียนรแู้ บบ (Active Learning) เปน็ การจัดการเรยี นรูท้ ่ีผเู้ รยี น มสี ว่ นรว่ มในการเรียนดำเนนิ
กิจกรรมต่าง ๆ ในการเรยี นใหเ้ กิดการเรียนรอู้ ยา่ งมคี วามหมาย ผูเ้ รยี นลกั ษณะนี้จะเปน็ ผู้เรียนทเี่ รยี นรวู้ ธิ ีการเรยี น
(Learning how to learn) เป็นผู้เรยี นทกี่ ระตือรอื ร้นและมีทกั ษะทสี่ ามารถเลอื กรับขอ้ มูล วิเคราะห์ ข้อมลู ได้ อยา่ ง
มีระบบ (ปราวณี ยา สวุ รรณณัฐโชติ. 2551 : 1) ผเู้ รียนไดล้ งมอื ปฏิบตั ิและสรา้ งความรจู้ ากสงิ่ ท่ีปฏบิ ัตใิ น ระหวา่ งการ
เรียนการสอน สามารถสร้างความหมายได้ด้วยถ้อยคำของผู้เรยี นเอง ผ้เู รยี นสามารถเช่อื มโยงความรู้ ใหม่กบั ความรู้
เดมิ ที่มีจากการปฏิบัติ (ทววี ฒั น วฒั นกลุ เจริญ. 2559 : ออนไลน์) เป็นการเรยี นรทู้ ผ่ี ู้เรยี นต้องปฏิบัติ และศกึ ษา
ความรดู้ ว้ ยตนเอง โดยการลงมอื ทำและคิดในสงิ่ ที่กำลังทำ จากข้อมลู หรอื กิจกรรมการเรยี นการสอนท่ี ได้รบั ผ่าน
ทางการฟัง การพดู การอ่าน และการเขยี น การฟังเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนได้แสดงความสามารถของ ตนเองออกมา
อย่างเตม็ ทช่ี ่วยให้ผเู้ รียนเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ไดอ้ ย่างมคี วามหมายเข้าใจได้อยา่ งกว้างขวาง ลึกซงึ้ และจดจำได้นาน
มากข้นึ (สัญญา ภัทรากร. 2552 : 155 – 156)
วิชาตรรกศาสตร์ เป็นวิชาทวี่ า่ ดว้ ยกฎเกณฑ์ของการใช้เหตุผลจึงเป็นพ้นื ฐานสำหรับการศึกษาในศาสตร์
อ่นื ๆ เชน่ ปรชั ญา คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้นักคณิตศาสตร์ ได้ใช้ตรรกศาสตร์
4
เปน็ ภาษาในการถ่ายทอดความรูแ้ ละความคดิ ของพวกเขา ทำให้คนในยคุ ต่อ ๆ ไปสามารถเข้าใจสิ่งท่คี นรนุ่ ก่อนได้
คดิ ค้นเอาไว้ ซึง่ ทำใหงา่ ยตอ่ การต่อยอดทางความคิดทางความคิดตอ่ ไป จนเกดิ เปน็ ส่ิงประดษิ ฐ์ต่าง ๆ ที่เราใชก้ นั ทุก
วันนี้ เช่น คอมพวิ เตอร์ สมารท์ โฟน และยงั ถูกนำมาใชใ้ นชีวติ ประจำวันของมนษุ ยม์ กี ารใช้เหตผุ ลเป็น กระบวนการ
ทางความคิด ทพี่ ยายามแสดงว่าขอ้ สรปุ ควรเปน็ ที่ยอมรับเพราะมเี หตุผลหรือหลักฐานที่ดีมาสนบั สนุน (ชัยวัฒน
ปนทรพั ยถ์ าวร. ออนไลน)์
จากผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดับชาติข้ันพ้นื ฐาน (O-NET) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ของโรงเรยี นชมุ พล
โพนพิสัย ปี การศกึ ษา 2559 – 2564 มาตรฐาน ค 4.1 ม.4-6/2 เข้าใจและสามารถใชก้ ารให้เหตุผลแบบอปุ นยั และ
นิรนยั เป็นมาตรฐานการเรยี นรหู้ นงึ่ ทโ่ี รงเรยี นควรเรง่ พฒั นาเนอ่ื งจากคะแนนเฉลี่ยของโรงเรยี นตำ่ กวา่ คะแนนเฉลย่ี
ระดบั ประเทศ นอกจากน้ี รายวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่มเตมิ ค30201 ของระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ของโรงเรยี น
ชมุ พลโพนพสิ ัย ซึ่งมเี รอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบ้ืองตน้ เปน็ หน่วยหน่ึงของรายวิชา ระดับผลการเรียนเฉล่ีย ในปีการศึกษา
2561 – 2564 เป็นดงั น้ี 1.94 1.68 และ 1.29 เฉล่ยี รวมท้ังสามปี 1.64
ในปจจบุ นั เทคโนโลยสี ารสนเทศไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการเรยี นรู้สงู ขน้ึ ผ้เู รยี นไดเ้ รียนร้อู ยา่ งกวา้ งขวาง และ
ทั่วถึง ผู้เรียนทีม่ คี อมพวิ เตอร์กส็ ามารถเรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเอง โดยใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรปู และแอพพลิเคชัน เช่อื มตอ่
โดยระบบอนิ เตอรเ์ นต็ ผ้เู รียนสามารถเข้าไปเลนและใชข้ อ้ มลู ท่ีมอี ยู่ในการตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาและไดร้ บั ผล จากการ
ตัดสนิ นั้น (ทิศนา แขมมณี. 2555 : 8 , 151-152) ผู้เรียนมีสิทธไิ์ ด้รบั การพัฒนาขดี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
เพ่อื การศึกษา เพื่อให้มีความรูแ้ ละมที ักษะเพยี งพอทีจ่ ะใชเ้ ทคโนโลยี เพือ่ การศกึ ษาในการแสวงหา ความรูด้ ว้ ย
ตนเองไดอ้ ย่างตอ่ เนื่องตลอดชวี ิต (สำนกั งานการศึกษาแหง่ ชาติ. 2545 : 37) การจัดการศกึ ษา ส่ือการศกึ ษาเป็น
เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ ดงั นน้ั การพัฒนาสอื่ ให้มีความสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู ขาวสาร ความรู้
การใช้เทคโนโลยแี ละการสื่อสารจงึ เปน็ สิ่งจำเปน็ ท่ีผสู้ อนจะต้องมกี ารพัฒนา เปลี่ยนแปลง ส่อื การศึกษาให้เปน็ สือ่
ใหม่ แตกต่างและนาสนใจกวา่ สือ่ เดิม ๆ ทม่ี อี ยู่เพ่ือกระตนุ ความอยากรู้อยากเห็นของผูเ้ รยี นในการนำสือ่ การศึกษา
สร้างสรรคมาใช้ ผู้สอนจะต้องมคี วามรเู้ กี่ยวกบั สอ่ื น้ัน ๆ และผสู้ อนจะตอ้ งประยกุ ต์ใช้ให้ สอดคลอ้ งกบั เนอื้ หา โดย
ต้องมีการวิเคราะห์ หลักสูตร เนอ้ื หา ผู้เรยี น รวมถงึ การประเมินผล ท่สี อดคล้องกนั จงึ จะทำใหผ้ ้เู รียนเกิดการเรียนรู้
ไดอ้ ย่างรวดเร็วและเรียนรู้อย่างมคี วามสขุ (เขมณัฏฐ์ ม่ิงศริ ธิ รรม. 2559)
ผู้วจิ ยั จงึ มคี วามสนใจใช้กระบวนการการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning ท่ีรว่ มกับแอพพลิเคชัน ใน
เร่อื ง ตรรกศาสตรเ์ บ้อื งต้น สำหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 เพื่อยกระดับผลสมั ฤทธิ์ในรายวชิ า ให้ นักเรียนมี
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกบั เรือ่ ง ตรรกศาสตรเ์ บื้องต้นนอกจากนผี้ เู้ รยี นยงั จะได้ความเพลดิ เพลิน เกดิ แรงจงู ใจที่
จะเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ ส่งผลตอ่ ผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรู้วชิ าคณิตศาสตร์ ที่สงู ข้ึนและสามารถนำความรูท้ ไ่ี ดร้ ับไป
ปรบั ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ การดำเนินชวี ิต เพอื่ พฒั นาตนเองและสงั คมตอ่ ไป
วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
1. เพอื่ สรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพของการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้ชดุ กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active
5
Learning ท่รี ่วมกบั แอพพลิเคชัน เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งต้นให้มีประสทิ ธิภาพ 80/80
2. เพือ่ เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรียน โดยใชช้ ุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
แบบ Active Learning ที่รว่ มกบั แอพพลเิ คชัน เรื่อง ตรรกศาสตร์เบ้อื งตน้ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
3. เพอื่ ศึกษาดัชนีประสิทธผิ ลของการจดั การเรียนรู้ โดยใชช้ ุดกิจกรรมการจดั การเรียนรู้แบบ Active
Learning ท่รี ว่ มกบั แอพพลเิ คชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งต้นมีคา่ ตง้ั แต่ 0.50 ขน้ึ ไป
4. เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ
Active Learning ทรี่ ว่ มกบั แอพพลิเคชนั เร่ือง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งตน้ ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 อยู่ใน
ระดับมาก
สมมตฐิ านของการวิจยั
1. เพือ่ สร้างและหาประสิทธภิ าพของการจดั การเรยี นรู้ โดยใชช้ ุดกิจกรรมการจดั การเรยี นร้แู บบ Active
Learning ท่ีรว่ มกบั แอพพลิเคชัน เร่ือง ตรรกศาสตรเ์ บอื้ งต้น ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ให้มี ประสทิ ธิภาพ
80/80
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชช้ ุดกิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning ท่ีรว่ มกบั แอพพลิเค
ชนั เรื่อง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งตน้ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4 หลงั เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียน อย่างมนี ัยสำคัญ
ทางสถติ ิท่ีระดบั 0.01
3. ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลของการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้ชุดกจิ กรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่
รว่ มกบั แอพพลเิ คชนั เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์เบอ้ื งตน้ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 มคี ่าตัง้ แต่ 0.50 ขึ้นไป
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจยั
1.1 ประชากร เป็นนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรยี นชุมพลโพนพิสัย จงั หวัดหนองคาย
ที่เรยี นวิชาคณิตศาสตร์ ในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ใน ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 มีจำนวนนกั เรียน 449 คน
1.2 กลุม่ ตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการวิจยั เปน็ นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ห้อง 2
โรงเรยี นชุมพลโพนพสิ ัย จังหวดั หนองคาย ท่เี รียนวชิ าคณิตศาสตร์ ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พ้นื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560 )ในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 ไดม้ าโดยการสุ่มแบบแบง่ กลุม่
(Cluster Sampling) โดยใช้หอ้ งเรยี น เป็นหน่วยการสุม่ จำนวน 1 หอ้ งเรยี น จำนวน 40 คน ซึง่ นกั เรยี นแต่ละหอ้ ง
มผี ลการเรียนไมแ่ ตกต่าง กัน เนื่องจากทางโรงเรียนจดั ห้องเรียนโดยคละความสามารถของนกั เรียน
2. ตัวแปรท่ีใชใ้ นการวิจัย
ตวั แปรต้น ไดแ้ ก่ การจัดการเรียนรู้ โดยใชช้ ดุ กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning
ท่ีร่วมกบั แอพพลเิ คชัน เรอื่ ง ตรรกศาสตร์ เบ้ืองตน้
6
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
1. การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง ตรรกศาสตรเ์ บ้ืองต้น
2. ประสทิ ธภิ าพของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชดุ กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning
ทีร่ ่วมกับแอพพลเิ คชนั เรื่อง ตรรกศาสตร์ เบ้ืองต้น
3. ดชั นปี ระสทิ ธิผลของการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้ชุดกจิ รรมการจดั การเรียนรแู้ บบ Active
Learning ทรี่ ่วมกับแอพพลเิ คชนั เรอื่ ง ตรรกศาสตร์ เบ้อื งต้น
4. ความพงึ พอใจของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 โดยใช้กระบวนการจดั การเรยี นร้แู บบ Active
Learning ท่ีรว่ มกบั แอพพลิเคชัน เรอื่ ง ตรรกศาสตรเ์ บอ้ื งต้น ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 อยู่ในระดบั มาก
3. เนอ้ื หาทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
เนือ้ หาท่ใี ช้ในการวจิ ัยคร้งั นีเ้ ปน็ เน้ือหาท่ีอยู่ในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับ
ปรบั ปรุง 2560) ในระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยเน้อื หาเรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บื้องตน้ รวม 18 ช่ัวโมง
4. สถานท่ี โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย อำเภอโพนพสิ ยั จงั หวดั หนองคาย
5. ระยะเวลา ท่ใี ช้ในการทดลอง การทดลองคร้งั นี้กระทำในภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 โดยใชก้ ับวิชา
คณติ ศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บ้อื งตน้ เวลาเรียน 18 ชวั่ โมง
นิยามศัพทเฉพาะ
ชุดกิจกรรม หมายถึง ชดุ การเรยี นการสอน ทีเ่ กิดจากการบูรณาการระหว่างนวตั กรรมทางการศึกษา ได้แก่
ส่ืออปุ กรณ์ และกระบวนการจดั การเรียนการสอน กระบวนการจัดการเรียนสอนแบบ Active Learning ที่รว่ มกับ
แอพพลิเคชนั เพื่อใหก้ ารเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสงู ขึ้น โดยทีช่ ดุ กิจกรรม
ประกอบด้วย
1. ชอ่ื ชดุ กจิ กรรม
2. คำชีแ้ จง เป็นส่วนที่อธิบายลกั ษณะของกจิ กรรม
3. มาตรฐานและตวั ชว้ี ัด และจุดประสงค์การเรยี นรู้
4. สอ่ื เป็นสว่ นท่ีระบุในกจิ กรรมนัน้ ว่ามีวัสดุ อุปกรณอ์ ะไรบ้าง
5. ใบความรู้ ใบกจิ กรรม
6. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลังการใช้ชดุ กจิ กรรมแต่ละชดุ
ชดุ กิจกรรมการจดั การเรียนรู้แบบ Active Learning ท่ีรว่ มกบั แอพพลิเคชัน เรื่อง ตรรกศาสตร์
เบือ้ งตน้ หมายถึง เป็นสือ่ ประสม (Multimedia) ทสี่ อดคล้องกบั เน้ือหาตรรกศาสตร์ เบือ้ งตน้ และประสบการณ์ของ
แต่ละชดุ มี จุดประสงค์การเรยี นร้ทู ี่ชดั เจน เน้นให้ผ้เู รยี นมีส่วนร่วมในการเรียนมากทีส่ ุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
จากการลงมอื ปฏิบัติด้วยตนเอง จะทำใหผ้ ้เู รยี นเรยี นรไู้ ด้เรว็ และจดจำไดด้ ียง่ิ ขึ้น รวมถงึ การสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นมี
7
ปฏสิ ัมพันธ์กบั เพื่อน รจู้ กั การทำงานเป็นทีม ทีป่ ระกอบดว้ ย
ชดุ ท่ี 1 เร่อื ง ประพจน
ชุดท่ี 2 เรื่อง การเชอื่ มประพจน
ชุดท่ี 3 เรอ่ื ง การหาคา่ ความจรงิ
ชดุ ท่ี 4 เรอื่ ง การสรา้ งตารางคา่ ความจริง
ชุดที่ 5 เรอ่ื ง รูปแบบของประพจนท่ีสมมลู กัน
ชดุ ที่ 6 เรอ่ื ง สัจนริ ันดร
ชุดที่ 7 เรอ่ื ง การอ้างเหตุผล
แอพพลเิ คชนั คอื การใช้งานในการส่อื สาร และปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างนกั เรยี น กับครู นักเรยี นใช้รบั งานจาก
ครู นกั เรียนสือ่ สารและปฏิสมั พันธ์กบั เพือ่ น นักเรยี นสง่ งานครู ในท่ีมีอินเตอร์เน็ต
การหาประสทิ ธภิ าพของชดุ กิจกรรมการจดั การเรยี นรแู้ บบ Active Learning ทีร่ ว่ มกับแอพพลเิ คชนั
เรื่อง ตรรกศาสตร์ เบ้ืองตน้
ประสทิ ธภิ าพของชุดกิจกรรมการจัดการเรยี นรูแ้ บบ Active Learning ท่รี ว่ มกับแอพพลเิ คชัน หมายถงึ
คุณภาพ ของบทเรียน การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรแู้ บบ Active Learning ท่รี ว่ มกับแอพ
พลิเคชัน เร่อื ง ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งตน้ ใช้การวเิ คราะห์ จากสูตร E1/E2 โดยใชเ้ กณฑอ์ ยา่ งน้อย 80/80 เป็นการตัดสิน
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นเรอ่ื ง ตรรกศาสตรเ์ บ้อื งต้น
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเรื่อง ตรรกศาสตร์เบอื้ งตน้ หมายถึงความสามารถในการเรยี น เรอ่ื ง ตรรกศาสตร์
เบ้อื งตน้ ซึง่ วดั จากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นทผ่ี ูว้ จิ ยั สรา้ งข้นึ ซ่ึงเปน็ แบบทดสอบปรนยั
แบบเลือกตอบ โดยแบบทดสอบนั้นสอดคล้องกบั พฤติกรรมด้านสติปัญญา ตามท่ีสถาบนั สง่ เสริมการสอน
วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลย.ี (2555) จำแนกไว้ 4 ระดับคือความรคู้ วามจำด้านการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การ
นำไปใช้ และการวิเคราะห์
ความพึงพอใจในการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน หมายถึง สภาพความคิดเห็นและความรู้สกึ ของ
นกั เรียนที่มีต่อการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนวชิ าคณิตศาสตร์
กรอบแนวคิดของการวจิ ยั
การจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning เป็นการกระบวนการเรยี นการสอนที่สง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในช้นั
เรยี น สรา้ งปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งครูผสู้ อนกบั ผเู้ รียน มุ่งให้ผูเ้ รยี นลงมือปฏบิ ัติ โดยมีครูเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก
(Facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ใหคำปรกึ ษา ดูแล แนะนำ ทำหนา้ ทเ่ี ป็นโคช้ และพเี่ ลยี้ ง (Coach & Mentor)
แสวงหา เทคนคิ วธิ กี ารจดั การเรยี นรู้ และแหลง่ เรียนรูท้ ห่ี ลากหลาย ให้ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรู้อย่างมีความหมาย
(Meaningful Learning) ผูเ้ รียนสร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจในตนเอง ใช้สติปญั ญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค
ผลงานนวัตกรรมทีบ่ งบอกถึง การมีสมรรถนะสำคญั ในศตวรรษท่ี 21 มีทกั ษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะวชิ าชพี
8
บรรลเุ ป้าหมายการเรียนรตู้ าม ระดบั ชวงวยั
ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ ตวั แปรตาม ได้แก่
การจดั การเรยี นรู้ โดย ใช้ชดุ กิจกรรม 1. การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์
การจดั การเรยี นร้แู บบ Active เรื่อง ตรรกศาสตรเ์ บื้องต้น
Learning ท่ีรว่ มกบั แอพพลิเคชนั 2. ประสิทธภิ าพของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุด
เร่ือง ตรรกศาสตร์ เบื้องต้น กิจกรรม การจดั การเรียนร้แู บบ Active Learning
ทร่ี ่วมกับแอพพลเิ คชนั เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
3. ดัชนีประสทิ ธผิ ลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุด
กจิ รรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
ทร่ี วมกบั แอพพลเิ คชนั เรือ่ ง ตรรกศาสตร์เบือ้ งตน้
4. ความพงึ พอใจของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4
โดยใช้ กระบวนการจดั การเรยี นรูแ้ บบ Active
Learning ที่รว่ มกบั แอพพลเิ คชัน เร่ือง ตรรกศาสตร์
เบอ้ื งต้น ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
อยใู่ นระดบั มาก
ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั
1. เปน็ แนวทางในการปรับปรงุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน เพ่อื ใหผ้ ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์ ของนักเรยี นสูงขึน้
2. เป็นแนวทางสำหรับครูและผู้เกีย่ วข้องกบั การศึกษา ในการนำนวตั กรรมและเทคโนโลยีมาใชใ้ น
การ จดั การเรยี นการสอน
3. กระตุนให้เกดิ ความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ แกนกั เรยี น
8
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง
ในการทำการวจิ ัยคร้งั นีผ้ วู้ ิจยั ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง และไดน้ ำเสนอ ตามลำดบั
หวั ข้อดังต่อไปนี้
1. การจดั การเรียนรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พืน้ ฐาน
พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2560 )
2. เอกสารทเ่ี กยี่ วข้องกับการจัดการเรียนรูแ้ บบ Active Learning (การจัดการเรียนรู้เชิงรุก)
3. เอกสารทเี่ ก่ียวข้องกับชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
4. การใช้แอพพลิเคชัน ชุดเคร่ืองมือหลักใน Google for Education
5 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วข้องการจดั การเรียนร้แู บบ Active Learning (การจดั การ เรียนรู้เชิงรกุ )
การจดั การเรยี นร้กู ลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพทุ ธศักราช
2551 (ฉบับปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560)
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พุทธศักราช 2560) หลกั สูตร
สถานศึกษาโรงเรยี นชมุ พลโพนพิสัย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
1. สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 จำนวนและพีชคณิต
มาตรฐาน ค 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน
การดำเนินการของจำนวนผลที่เกดิ ขนึ้ จากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 1.2 เขา้ ใจและวิเคราะห์ แบบรูป ความสมั พันธ์ ฟงั กชัน ลำดบั และอนกุ รม และ
นำไปใช้
มาตรฐาน ค 1.3 ใชน้ ิพจน สมการ และอสมการ อธบิ ายความสมั พันธ์ หรือ ช่วยแก้ปญั หาที่
กำหนดให้
สาระท่ี 2 การวัดและเรขาคณิต
มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกีย่ วกบั การวดั วดั และคาดคะเนขนาดของสิง่ ที่ ตอ้ งการวดั
และนำไปใช้
มาตรฐาน ค 2.2 เขา้ ใจและวิเคราะห์ รูปเรขาคณิต สมบัตขิ องรูปเรขาคณติ ความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งรูปเรขาคณิตและทฤษฎบี ททางเรขาคณิต และนำไปใช้
สาระที่ 3 สถิตแิ ละความนา่ จะเปน็
มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถติ ิ และใชค้ วามรูท้ างสถติ ใิ นการ แกป้ ัญหา
9
มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลกั การนับเบ้ืองตน้ ความน่าจะเปน็ และนำไปใช้
2. สาระคณติ ศาสตร์ เพมิ่ เตมิ (ม. 4 - 6)
2.1 สาระจำนวนและพชี คณิต
2.1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การ ดำเนินการของจำนวน
ผลท่ีเกิดขน้ึ จากการดำเนนิ การ สมบตั ิของการดำเนนิ การ และนำไปใช้ 2.1.2 เข้าใจและวิเคราะห์ แบบรปู
ความสัมพนั ธ์ ฟงั กชนั ลำดับและอนกุ รม และนำไปใช้
2.1.3 ใชน้ ิพจน สมการ อสมการและเมทริกซ อธิบายความสัมพนั ธ์ หรือชว่ ย แกป้ ญั หาท่ี
กำหนดให้
2.2 สาระการวัดและเรขาคณติ
2.2.1 เขา้ ใจเรขาคณิตวเิ คราะห์ และนำไปใช้
2.2.2 เข้าใจเวกเตอร์ การดำเนินการของเวกเตอร์ และนำไปใช้
2.3 สาระสถติ ิและความน่าจะเปน็
เข้าใจหลักการนบั เบื้องต้น ความนา่ จะเปน็ และนำไปใช้
2.4 สาระแคลคลู ัส
เขา้ ใจลิมติ และความตอ่ เนื่องของฟงั กชนั อนุพันธของฟังกชนั และปริพันธของ ฟงั กชนั และ
นำไปใช้
3. โครงสรา้ งหลกั สูตรรายวิชา กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาตอน ปลาย
(ม.4–6)
3.1 รายวชิ าพ้ืนฐาน
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4
ภาคเรียนท่ี 1
ค31103 คณิตศาสตร์ พืน้ ฐาน 1 1.0 หนว่ ยกติ 40 ช่ัวโมง (2 ชั่วโมง/สัปดาห)
ภาคเรียนท่ี 2
ค31104 คณิตศาสตร์ พืน้ ฐาน 2 1.0 หน่วยกิต 40 ชั่วโมง (2 ชั่วโมง/สปั ดาห)
ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
ภาคเรียนท่ี 1
ค32103 คณิตศาสตร์ พื้นฐาน 3 1.0 หน่วยกิต 40 ชั่วโมง (2 ชว่ั โมง/สปั ดาห)
ภาคเรียนที่ 2
ค32104 คณิตศาสตร์ พน้ื ฐาน 4 1.0 หนว่ ยกิต 40 ชัว่ โมง (2 ช่ัวโมง/สปั ดาห)
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6
10
ภาคเรยี นที่ 1
ค33103 คณิตศาสตร์ พื้นฐาน 5 1.0 หน่วยกติ 40 ชว่ั โมง (2 ชวั่ โมง/สปั ดาห)
ภาคเรยี นที่ 2
ค33104 คณิตศาสตร์ พ้ืนฐาน 6 1.0 หนว่ ยกติ 40 ชั่วโมง (2 ช่วั โมง/สปั ดาห)
3.2 รายวิชาเพิ่มเตมิ
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
ภาคเรียนท่ี 1
ค31203 คณิตศาสตร์ เพมิ่ เตมิ 1 1.5 หนว่ ยกิต 60 ชว่ั โมง (3 ชว่ั โมง/สัปดาห) ภาคเรียนท่ี 2
ค31204 คณิตศาสตร์ เพ่ิมเติม 2 1.5 หน่วยกิต 60 ช่ัวโมง (3 ช่ัวโมง/สปั ดาห)
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
ภาคเรียนท่ี 1
ค32203 คณิตศาสตร์ เพิ่มเติม 3 2.0 หนว่ ยกติ 80 ชว่ั โมง (4 ชัว่ โมง/สัปดาห)
ภาคเรยี นท่ี 2
ค32204 คณิตศาสตร์ เพิม่ เติม 4 2.0 หน่วยกิต 80 ชว่ั โมง (4 ชว่ั โมง/สัปดาห)
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
ภาคเรียนท่ี 1
ค33203 คณิตศาสตร์ เพิ่มเตมิ 5 2.0 หนว่ ยกิต 80ช่วั โมง (4 ช่ัวโมง/สปั ดาห)
ภาคเรียนท่ี 2
ค33204 คณิตศาสตร์ เพม่ิ เตมิ 6 2.0 หน่วยกิต 80 ชั่วโมง (4 ชัว่ โมง/สปั ดาห)
4. คำอธบิ ายรายวิชาคณิตศาสตร์พน้ื ฐาน 1
ค31103 คณติ ศาสตร์พ้นื ฐาน 1 กลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปี ที่ 4
ภาคเรยี นท่ี 1 เวลาเรยี น 40 ชัว่ โมง จำนวน 1.0 หน่วยกติ
ศึกษาเกี่ยวกับเซต การเขยี นเซต เซตจำกดั และเซตอนันต เซตทเี่ ทา่ กัน เซตวา่ ง แผนภาพเวนน เอก
ภพสัมพนั ธ์ สับเซตและสับเซตแท เพาเวอรเซต การดำเนนิ การของเซต อนิ เตอรเ์ ซกชันของเซตยูเนียนของเซต คอม
พลเี มนตของเซต ผลตา่ งระหวา่ งเซต การหาผล การดำเนินการของเซตต้ังแต่สองการดำเนินการข้นึ ไป จำนวน
สมาชิกของเซตจำกดั ประพจน การ เชือ่ มประพจนด้วยตัวเช่ือม “และ” “หรอื ” “ถา...แลว้ ...” “กต็ อ่ เม่ือ” นิเสธ
ของประพจน การหา ค่าความจรงิ ของรปู แบบของประพจน การสร้างตารางค่าความจรงิ รูปแบบของประพจนท่ี
สมมูลกนั สัจนิรันดร การอ้างเหตผุ ล
โดยการจัดประสบการณ์หรอื สรา้ งสถานการณ์ในชีวิตประจำวันทใี่ กล้ตวั ให้ผู้เรยี นไดศ้ ึกษาคน้ คว้าฝึก
ทักษะ โดยการปฎิบตั ิจรงิ ทดลอง สรปุ รายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการในการคดิ คำนวณ การแก้ปญั หา
11
การให้เหตุผล การส่ือความหมายทางคณติ ศาสตร์ และนำประสบการณด์ ้านความรู้ ความคิด ทักษะและ
กระบวนการที่ไดไ้ ปใช้ในการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ และใชใ้ นชีวิตประจำวนั อย่างสร้างสรรค
เพ่อื ให้เหน็ คณุ คา่ และมีเจตคติที่ดตี อ่ คณิตศาสตร์ สามารถทำงานไดอ้ ยา่ งเป็นระบบ มี ระเบยี บ
รอบคอบ มคี วามรับผิดชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรคและมีความเชอ่ื ม่ัน ในตนเอง
ตัวชีว้ ัด
ค 1.1 ม. 4/1
รวม 1 ตวั ช้ีวัด
5. โครงสร้างรายวชิ าคณติ ศาสตร์ พน้ื ฐาน
ตาราง แสดงโครงสรา้ งรายวชิ าคณิตศาสตร์ พื้นฐานค31103 รายวชิ าคณิตศาสตร์ พน้ื ฐาน 1 กลมุ่ สาระ
การเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 40 ชว่ั โมง คะแนน 100 คะแนน
หนว่ ย ชื่อหนว่ ย มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ท่ี ผลการเรยี นรู้ (ชม.) คะแนน
35
1 เซต ค 1.1 ม 4/1 เซต 20
เขา้ ใจและใช้ความรู้ เกย่ี วกบั -ความรู้เบื้องต้นและ 15
เซตและตรรกศาสตรเ์ บ้ืองตน้ สัญลกั ษณพนื้ ฐานเก่ียวกับ 30
ในการสือ่ สารและสื่อ เซต
ความหมายทางคณติ ศาสตร์ -ยเู นยี น อินเตอรเ์ ซกซัน 20
และคอมพลีเมนตของเซต 100
สอบกลางภาค
2 ตรรกศาสตร์ ค 1.1 ม 4/1 ตรรกศาสตรเ์ บือ้ งตน้ 20
เขา้ ใจและใช้ความรู้ เกย่ี วกบั เซต -ประพจนและตวั เชอื่ ม
และตรรกศาสตร์ เบ้ืองตน้ ใน (นเิ สธ และ หรือ
การส่อื สารและส่ือความหมาย ถา...แลว้ ก็ตอ่ เมื่อ)
ทางคณติ ศาสตร์
สอบปลายภาค
รวมทั้งส้นิ 40
12
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการจดั การเรียนรู้เชงิ รกุ (Active Learning)
1. ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning (การจดั การเรียนรู้เชงิ รุก)
Bonwell & Eison (1991) กลา่ วเกย่ี วกบั Active Learning ว่าการเรียนแบบน้ที ำให้ นักเรียนไดล้ ง
มอื ปฏิบัติจรงิ มากกว่าการฟงั ผู้เรยี นจะตอ้ งอ่าน เขยี น อภปิ ราย และมสี ว่ นรว่ มในการ แก้ปัญหาต่าง ๆ ในการ
เรียนซึง่ มีความสัมพนั ธก์ นั 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ความรู้ ทกั ษะตา่ ง ๆ และทัศนคติ การจดั กลมุ่ พฤตกิ รรมการเรยี นนถ้ี อื
ไดว้ ่าเป็นจุดหมายของกระบวนการจัดการเรยี นรู้ การสอนแบบน้ี จะทำใหผ้ ้เู รยี นได้ลงมือปฏิบัติและการคิดเกี่ยวกบั
จุดประสงค์หรืองานหรอื กจิ กรรมทก่ี ำลังทำ
ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ (2551 : 1) การเรียนรเู้ ชิงรกุ เปน็ การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีสว่ น รว่ มในการ
เรยี น ดำเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ ในการเรยี นใหเ้ กิดการเรียนรอู้ ยา่ งมีความหมายซ่ึงเป็นวธิ กี าร เรียนรู้ในระดบั ลึก
ผเู้ รยี นจะสร้างความเข้าใจและค้นหาความหมายของเน้อื หาสาระโดยเชื่อมกับ ประสบการณเ์ ดมิ ท่ีมี แยกแยะความรู้
ใหมท่ ่ีได้รบั กับความรูเ้ ก่าที่มี สามารถประเมินตอ่ เติมและสร้าง แนวคดิ ของตนเองซง่ึ เรยี กว่ามกี ารเรยี นรเู้ กิดขึ้น ซง่ึ
แตกตา่ งจากวธิ ีการเรียนรใู้ นระดับผวิ เผนิ ซ่ึงเนน้ การรบั ข้อมลู และจดจำข้อมูลเท่าน้นั ผู้เรียนลกั ษณะน้ีจะเป็น
ผู้เรียนทเ่ี รยี นรู้วธิ กี ารเรยี น (Learning how to Learn) เปน็ ผู้เรียนท่ีกระตือรอื รน้ และมีทกั ษะท่สี ามารถเลือกรับ
ข้อมลู วเิ คราะห์ และ สังเคราะห์ ขอ้ มลู ไดอ้ ย่างมรี ะบบ
สัญญา ภทั รากร. (2552 : 13) การจดั การเรยี นรู้อยา่ งมชี วี ิตชวี า หมายถงึ กระบวนการ เรยี นรทู้ ี่
ผ้เู รียนมีปฏิสมั พันธ์กบั ผู้สอนและเพือ่ นในชัน้ เรยี น มีความรว่ มมอื กนั ระหว่างผู้เรียน ผู้เรยี น จะไดล้ งมือปฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ อันจะนำไปสู่การสรา้ งความรู้จากสง่ิ ทป่ี ฏบิ ตั ิในระหวา่ งการเรยี นการ สอน โดยการพดู และการฟัง
การเขยี น การอา่ น และการสะทอนความคิด
ทววี ัฒน วฒั นกุลเจริญ (2555) การเรยี นเชงิ รุก หมายถงึ การจัดการเรียนการสอนทลี่ ดกระบวน
การถา่ ยทอดเน้อื หาให้กบั ผู้เรียนเพยี งอย่างเดยี ว แตเ่ ปน็ การพัฒนาความคดิ ระดับสูง เน้นให้ ผูเ้ รียนปฏบิ ัตมิ ากกว่า
ฟังบรรยาย และเน้นการใหข้ ้อมลู ยอนกลับกับผเู้ รียนเป็นหลัก
สาวิตรี โรจนะสมิต อารโนลด (2555 : 12) การเรียนเชงิ รุก (Active Learning) เปน็ การจัดการเรียนรู้
ตามทฤษฎี Constructivism ที่เนน้ การมสี ่วนร่วมของผเู้ รียนและการมปี ฏิสมั พนั ธ์ ระหวา่ งผู้เรยี นและผสู้ อนและ
ผู้สอนมากกว่าการฟงั บรรยายเพยี งอย่างเดยี ว ซึ่งเปน็ การสรา้ งโอกาสให้ ผู้เรียนได้ใช้ทักษะ การพูด ฟัง อ่าน เขียน
และไตรตรองความคดิ ตอ่ เนอื้ หาที่เรยี น
เชิดศกั ด์ิ ภักดีวโิ รจน (2556 : 15) การจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ หมายถงึ กระบวนการ จดั การเรียนรทู้ ่ี
ผ้เู รียนมสี ว่ นรว่ มในการเรียนและดำเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ มากกว่าการเปน็ ผรู้ บั ความรู้ เพยี งอย่างเดียวเป็นการ
จัดการเรยี นรู้ท่ีเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นมปี ฏสิ มั พันธก์ บั ผสู้ อนและเพื่อนในชน้ั เรียนและสร้างองคค์ วามร้จู ากส่งิ ทป่ี ฏบิ ตั ิ
ระหว่างการเรียนการสอนผ่านการเขียน การพดู การฟัง
การอ่าน และการอภปิ รายสะทอนความคิด
มยรุ ี โรจนอรณุ (2559 : 12 - 13) การจัดการเรียนร้เู ชงิ รุก หมายถึง กระบวนการ เรยี นรู้ทผี่ เู้ รียนมี
13
ส่วนรว่ มในชั้นเรยี นมสี ว่ นรว่ มในชนั้ เรียน มปี ฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งครูและนักเรียนในช้นั เรยี นผู้เรียนไดล้ งมือปฏบิ ตั ิ
กิจกรรม มีความรว่ มมือกนั ระหวา่ งสมาชกิ ในกลมุ่ มกี ารอภปิ รายรว่ มกัน ซ่ึงนำไปสู่การสร้างองค์ความรใู้ หม่และมี
การวดั ผลประเมนิ ผลตามสภาพจริง โดยมีขัน้ ตอนในการ จดั การเรยี นรู้ ดงั น้ี
ข้ันที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรยี น เปน็ ขน้ั ทจ่ี ะกระตุนให้ผ้เู รยี นเกิดแรงจูงใจในการเรยี น อาจใชก้ าร
สนทนาหรอื การตั้งคำถามเพ่ือใช้ในการเชอ่ื มโยงกับความรใู้ หม่ มกี ารแนะนำบทเรยี น
ขั้นท่ี 2 ขัน้ นำเสนอสถานการณ์ ผู้สอนนำเสนอสถานการณ์ทท่ี าทายใหผ้ ูเ้ รียนเกิด ความ
กระตือรอื ร้นในการหาคำตอบสถานการณ์ทยี่ กตวั อยา่ งมานน้ั ควรเป็นสถานการณใ์ น ชวี ติ ประจำวนั เปดิ โอกาสให้
ผเู้ รยี นได้รว่ มกันวางแผนแก้ปัญหาและซักถาม
ข้ันท่ี 3 ข้นั ดำเนินกิจกรรม เปน็ ขนั้ ตอนท่ผี ูเ้ รียนได้ดำเนินกจิ กรรมท่ีได้วางแผนไว้มีการแลกเปล่ยี น
ความคิดเห็นรว่ มกนั คดิ วเิ คราะห์ และแกป้ ัญหา โดยผู้สอนเป็นผู้คอยแนะนำ
ขัน้ ท่ี 4 ข้นั สรปุ ผลและอภปิ รายผล เปน็ ข้นั ท่ีผู้เรยี นไดส้ รปุ ความรู้ และแนวคิดทไี่ ด้ จากการดำเนนิ
กจิ กรรมเป็นการสะทอนแนวคดิ ทไ่ี ด้จากการลงมือปฏบิ ตั เิ พื่อให้มัน่ ใจว่าผู้เรยี นมีการ เรียนรูจ้ รงิ
ขั้นท่ี 5 ขนั้ ประเมินผลโดยใชก้ ารประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ เพ่อื ปรับปรุงและพัฒนา ผเู้ รียนโดยการ
ประเมนิ ผลจากครแู ละการประเมินโดยตนเอง
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน (2560) อธิบาย
ว่า Active Learning คือ กระบวนการท่ีเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนรว่ มดำเนนิ การใน กจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือการ
สร้างความเข้าใจท่ีลกึ ซ้ึงด้วยการเชื่อมโยงผู้เรยี นกับเน้อื หาในองคค์ วามรทู้ งั้ ทเ่ี ปน็ ขอ้ เท็จจริง แนวความคดิ และ
ทักษะผ่านกจิ กรรมท่ผี ูเ้ รยี นได้ปฏบิ ัติหรือลงมือทำชนิ้ งานและใช้ กระบวนการคิด ค้นควา แสวงหาความรู้ ไตรตรอง
สะทอนความคดิ การอภปิ ราย แลกเปลย่ี นความ คิดเหน็ เกี่ยวกับสิ่งทผี่ ู้เรียนไดล้ งมอื ทำ ผู้เรียนจงึ เป็นผ้มู ีบทบาท
สำคญั ในการสร้างการเรยี นรูข้ อง ตนเอง
พมิ พันธ เดชะคุปต (2560) ความหมายของการเรียนร้เู ชิงรุก (Active Learning) ว่า เปน็ กิจกรรมการ
เรยี นรู้ท่เี ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฟัง พูด อา่ น เขยี น และแสดงความคดิ เหน็ ขณะลง มอื ทำกิจกรรม และใน
ขณะเดียวกันผูเ้ รียนต้องใช้กระบวนการคิด โดยเฉพาะกระบวนการคดิ ข้ันสูง คอื การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และ
ประเมนิ ค่า
จากความหมายนักการศึกษาขา้ งต้นกลา่ วมา สรปุ ได้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ Active
Learning หมายถึงกระบวนการจัดการเรยี นรู้ที่นกั เรยี น อ่าน ฟัง พดู เขยี น นกั เรยี นคดิ นักเรียนมกี ารค้นควา้ หา
ความรู้ นกั เรยี นมีปฏสิ มั พนั ธก์ ับครูและเพ่อื นในช้นั เรยี น นักเรยี นเรียนรโู้ ดย รว่ มกนั ทำงานเป็นกลุม่ นักเรยี นสรา้ ง
องค์ความร้ดู ้วยตนเอง
2. องค์ประกอบสำคญั ของการจัดการเรียนร้แู บบ Active Learning (การจดั การ เรยี นรู้เชิงรุก)
วชั รา เล่าเรยี นดี (2560) องคป์ ระกอบสำคญั ของการจัดการเรียนรเู้ ชงิ รุกซง่ึ สามารถ นำมาใช้เป็น
14
ดชั นีชว้ี ดั การจัดการเรยี นรู้ของครใู นหอ้ งเรยี นเชิงรกุ หรอื ชั่วโมงเรียนเชงิ รุกมอี ยู่ 3 ประการ คือ
1. ปจั จยั พ้นื ฐาน (Basic Element) ประกอบดว้ ย การแสดงออกของผู้เรียนทั้ง การฟงั
การพดู การอ่าน การเขยี น และการไตรตรองสะทอนคดิ (Reflecting)
2. ยุทธวิธกี ารเรียนการสอน (Learning Strategies) ซงึ่ ครอบคลมุ ถึงรปู แบบ วิธี สอน และ
เทคนคิ ทีเ่ น้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั ท่เี น้นการสร้างความร้ดู ว้ ยตนเอง
3. ทรพั ยากรการสอน (Teaching Resources) ซงึ่ เป็นสง่ิ สนบั สนุนการเรยี นรู้ อาทิ ส่ือวัสดุ
อุปกรณ์เทคโนโลยี แหล่งเรยี นร้ทู งั้ สถานท่แี ละบคุ คล และรวมถึงบรรยากาศ สภาพแวดล้อม การเรียนรู้ดว้ ย
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา (2560) ได้อธิบายองค์ประกอบหน่วยการ เรยี นรู้ (Active
Learning) ดังนี้
1. กระบวนการเรียนร้ทู ล่ี ดบทบาทการสอนและการให้ความรโู้ ดยตรง แต่เปิด โอกาสให้ผ้เู รียนมี
ส่วนรว่ มสรา้ งองคค์ วามรู้ และจดั ระบบการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
2. กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรูข้ องผู้เรียนให้สามารถนำความรู้ ความเขา้ ใจไป ประยกุ ต์ใช้สามารถ
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมนิ ค่า และคิดสร้างสรรคสิง่ ต่าง ๆ
3. กจิ กรรมเช่อื มโยงกับนกั เรยี น สภาพแวดล้อม ใกลต้ ัว ปญั หาของชมุ ชน สงั คม หรือ
ประเทศชาติ
4. กิจกรรมเน้นการนำความรู้ไปใชแ้ กป้ ญั หาใหม่ หรือสถานการณใ์ หม่
5. กจิ กรรมเน้นให้ผ้เู รียนได้ใชค้ วามคิดของตนเองอย่างมเี หตผุ ล มีโอกาสรว่ ม อภิปรายและ
นำเสนอผลงาน
ปรณัฐ กจิ รงุ เรอื ง (2560) กล่าวถงึ องคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ ดังน้ี
1. ยุทธวธิ ีการเรยี นการสอน (Learning Strategies) รปู แบบ วธิ สี อน เทคนคิ และแนวทางทเ่ี น้น
ผ้เู รียนเปน็ สำคญั ที่สรา้ งความรู้ดว้ ยตนเองทม่ี ีอยู่หลากหลาย
2. ทรพั ยากรการเรียนการสอน (Teaching Resources) เปน็ สิง่ สนบั สนนุ การ เรียนรู้ อาทิ สอ่ื
วัสดุอปุ กรณ์เทคโนโลยี แหล่งเรยี นรทู้ ั้งสถานทบ่ี ุคคล และรวมถึงบรรยากาศ สภาพแวดลอ้ ม การเรียนรู้
พิมพันธ เดชะคปุ ต (2564) การเรยี นรเู้ ชิงรุก(Active Learning) ประกอบด้วย
1. กระบวนการเรยี นรู้ (Learning Process) มี Thinking Process มกี ารสื่อสาร คดิ
แก้ปญั หา มที กั ษะ การใช้ ICT มี Affective Process ความสนใจ ความพอใจ ความใฝ่รู้ ความสนกุ มีGroup
Process มี Team มี Co-operation มี Callaboration
2. มผี ลการเรยี นรู้ มีความรู้ มีทกั ษะ/กระบวนการ มคี ุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ /จริยธรรม มี
สมรรถนะคดิ มีทักษะปฏสิ มั พันธท์ างสงั คมและความรับผิดชอบ ทักษะการคดิ วเิ คราะห์ เชิงตัวเลข การสอื่ สาร
และการใช้ ITC
จากองคป์ ระกอบสำคัญของการจดั การเรียนรู้เชงิ รกุ (Active Learning) นกั การศึกษาขา้ งต้นกลา่ วมา
15
สรปุ ไดว้ ่า การแสดงออกของผูเ้ รียนทงั้ การฟัง การพดู การอ่าน การ เขยี น และการไตรตรองสะทอนคดิ
(Reflecting) ยทุ ธวธิ ีการเรียนการสอน (Learning Strategies) รูปแบบ วิธีสอน เทคนิค และแนวทางท่เี น้นผูเ้ รยี น
เป็นสำคญั ที่สร้างความรู้ด้วยตนเองท่ีมอี ยู่ หลากหลาย สนับสนนุ การเรยี นรู้ อาทิ ส่ือวัสดอุ ปุ กรณ์เทคโนโลยี แหล่ง
เรยี นรู้ทัง้ สถานท่ีและบุคคล
3. บรบิ ทที่เออื้ ต่อการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning ท่ไี ดผ้ ล
ปรณัฐ กจิ รงุ เรอื 4. (2560) : 1) ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความสำเรจ็ และใช้พลังความสามารถ ทีม่ อี ยู่ใน
ตนเอง (Self - Efficacy) เพ่ือสร้างความสำเรจ็ ครั้งใหม่ตอ่ ไป 2) ไมส่ รา้ งบรรยากาศท่ี เค่ยี วเข็ญบงั คับ
(Nontreatening) หรอื การจดั ทุกอย่างไว้เปน็ สูตรสำเร็จ เพราะผู้เรียนยุคดจิ ิทัลควร ไดเ้ รียนรูจ้ ากการลองผิดลองถกู
ดว้ ยตวั เขาเอง 3) จัดสภาพแวดล้อม ใหผ้ ู้เรยี นไดร้ สู้ กึ วา่ พวกเขามี ความพร้อมและมปี จั จัยสนบั สนนุ การเรยี นรทู้ ี่
พรอ้ ม อาทิระยะเวลา และคำปรกึ ษาท่ีมีคุณภาพ 4) ทำให้ผู้เรียนมองเห็นว่าสิ่งทเี่ รียนมคี วามเชอ่ื มโยงสัมพันธก์ ับ
ตวั เขาอย่างไร ใหผ้ เู้ รียนเห็นการเรยี นร้มู ี ประโยชน์ เอาไปใชใ้ นการสอบ ในการเรียน ใช้ในชวี ติ ประจำวนั
พมิ พนั ธ เดชะคปุ ต (2560) การจดั การเรียนรู้ Active Learning ผู้เรยี นมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติ
กิจกรรม ไดแ้ ก่ การอ่าน การสบื คน้ การอภปิ ราย การสรุป และการสรา้ งความรู้ การ เขียน และการนำเสนอ
มากกวา่ เปน็ ผฟู้ งั ความรจู้ ากครเู พยี งผเู้ ดยี ว ผู้เรยี นเรียนรู้แบบรวมพลงั คือ ทุกคนคดิ ทกุ คนทำงานเดี่ยว และทุกคน
ร่วมทำงานกลุ่ม และเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นทม่ี ีความสามารถ หรือ มีความถนดั มากกวา่ ชว่ ยเหลือผเู้ รียนท่มี ี
ความสามารถและความถนัดนอ้ ย ผเู้ รยี นร่วมกนั ทำกจิ กรรม ทำงานอย่างมชี ีวิตชวี า อยา่ งตน่ื ตัว การเรียนรูเ้ ป็น
กระบวนการท่มี ีความหมายต่อผู้เรียน ท่ีผู้เรียนสามารถใช้กระบวนการเรยี นรู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรยี นรูจ้ ะ
รวดเร็วและมเี ทคนคิ
สคุ นธ สนิ ธพานนท (2564) การจดั การเรียนรูแ้ บบ Active Learning นั้นสามารถ จดั กิจกรรมการ
เรียนรูใ้ ห้ผู้เรยี นไดอ้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ การใช้กระบวนการกล่มุ การจดั การเรียนรู้ โครงงาน การเรียนร้ผู ่าน
เทคโนโลยี โดยเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญ ฝกึ ให้ผเู้ รยี นเรียนร้ดู ้วยตนเอง ผ้เู รียน ทำเองจนสำเรจ็ ตามเป้าหมาย มีการ
พัฒนาความคดิ ให้แก่ผู้เรียน ผูส้ อนจะเป็นผกู้ ระตุน ซักถาม ระดมความคิด โดยคำนงึ ถือหลักการสำคัญดงั น้ี
- สง่ิ ทกี่ ำหนดใหผ้ ูเ้ รยี นทำต้องเก่ียวขอ้ งกบั นกั เรียนโดยตรง
- กจิ กรรมสะทอนให้เห็นวา่ ผู้เรียนได้เรยี นรู้อะไรมาบ้าง
- มกี ารแลกเปล่ยี นเรยี นรรู้ ะหวา่ งครผู สู้ อนและผเู้ รียน
- ผู้เรียนสามารถเปรียบเทยี บงานกับชีวิตจรงิ
- ผูเ้ รียนสามารถสร้างสถานการณ์ตามทผ่ี ู้สอนกำหนด
- ผู้เรยี นสามารถนำไปใชใ้ นชีวิตจริง
การสรา้ งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม การจัดการเรยี นรู้ Active Learning น้ัน จะต้องสรา้ ง
บรรยากาศและสง่ิ แวดลอ้ ม ท่เี หมาะสมกับการเรยี นรู้ ด้วยการใชก้ ลยุทธท่ีถูกตอ้ ง เชน่ - สง่ เสริมการสบื คน้ ขอ้ มลู
16
- กระตุนความเป็นผู้นำด้วยการพัฒนาตนเอง
- สร้างบรรยากาศหรือมีสถานทเี่ หมาะสมกบั การทำงานร่วมกัน
- ปรบั ปรงุ สง่ิ แวดลอ้ ม ใหม่ ๆ เสมอ และอาจมีการบรู ณาการระหวา่ งวชิ า
- รวบรวมความรู้เกา่ และความรใู้ หม่ เพ่อื ให้ผเู้ รยี นเกิดองคค์ วามรู้ใหม่
- งานทีม่ อบหมายให้นกั เรยี นตอ้ งปฏิบตั ิไดจ้ รงิ
สรุปบริบทท่ีเอื้อตอ่ การจดั การเรยี นร้แู บบ Active Learning ที่ไดผ้ ล สรุปไดว้ ่า บรรยากาศการ
จดั การเรียนรูแ้ บบ Active Learning ต้องไมเ่ ป็นบรรยากาศทีเ่ คยี่ วเขญ็ บงั คบั จะตอ้ งสร้างบรรยากาศและ
สง่ิ แวดล้อม ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ ด้วยการใช้กลยุทธทีถ่ กู ตอ้ ง เชน่ - ส่งเสรมิ การสบื ค้นข้อมูล
- กระตุนความเปน็ ผนู้ ำด้วยการพฒั นาตนเอง
- สร้างบรรยากาศหรือมีสถานท่เี หมาะสมกับการทำงานรว่ มกัน
- ปรบั ปรงุ สง่ิ แวดลอ้ ม ใหม่ ๆ เสมอ และอาจมีการบรู ณาการระหวา่ งวิชา
- รวบรวมความรูเ้ กา่ และความรูใ้ หม่ เพื่อให้ผ้เู รยี นเกดิ องค์ความรใู้ หม่
- งานท่มี อบหมายใหน้ กั เรยี นตอ้ งปฏบิ ัติได้จรงิ
4. การจดั การเรียนรแู้ บบ Active Learning
วชั รา เล่าเรยี นดแี ละคณะ (2560) ได้กล่าวถงึ กระบวนการของรปู แบบการจดั การ เรยี นรแู้ บบ
Active Learning มีดว้ ยกัน 5 ขัน้ ได้แก่ ขนั้ สร้างการเชอ่ื มตอ่ (PLugging in) ข้ันเสรมิ พลังการเรียนรู้ (Powering
up) ขัน้ สังเคราะห์ ขอ้ มูลสร้างความหมาย (Synthesizing) ขนั้ ใช้แหล่งความรู้ภายนอกสนับสนนุ (Outsourcing)
และขนั้ ไตรตรองสะทอนคดิ (Outsourcing) และข้นั ไตรตรองสะทอนคิด (Reflecting) ซ่ึงแตล่ ะข้นั มีความสำคัญ
ดังนี้
1. ขั้นสร้างการเชื่อมตอ่ (PLugging in)
ขน้ั นถ้ี อื เปน็ การจดั ปัจจัยเบื้องต้นกอ่ นสอนตามรปู แบบ เปน็ กระบวนการทีใ่ ห้ ความสำคัญกับ
การจัดสภาพแวดลอ้ ม เพือ่ เอือ้ ต่อการเรยี นทัง้ ด้านกายภาพ และในเชงิ จิตวทิ ยา ที่ สนองตอบต่อลักษณะของผู้เรียน
ซ่งึ จะทำให้ผู้เรียนร้สู กึ สบายใจท่ีจะเรยี นรู้และพบกับความสำเรจ็ เป็นการเตรยี มบรบิ ทท่ีเก่ียวข้องกอ่ นสอน ทงั้ น้ี
ผเู้ ขยี นไดใ้ ห้ความสำคัญกบั องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ที่ครู ต้องดำเนินการตอ่ ไปนี้
บริบทของการจัดการเรยี นรู้เชงิ รุกทคี่ วรจดั ให้เกดิ ข้ึนในชนั้ เรียน
1.1 ช่วยใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความสำเรจ็ และใชพ้ ลังความสามารถที่มอี ยู่ในตนเอง (Self -
Efficacy) เพ่อื สร้างความสำเรจ็ คร้ังใหม่ตอ่ ไป
1.2 ไมส่ รา้ งบรรยากาศทเี่ คยี่ วเขญ็ บังคับ (Nontreatentening) หรือการจดั ทกุ อย่างไว้เปน็
สูตรสำเรจ็ เพราะผเู้ รียนยคุ ดิจทิ ัลควรได้เรยี นรจู้ ากการลองถูกด้วยตวั เขา 1.3 จดั สภาพแวดล้อม ให้ผ้เู รยี นไดว้ า่ พวก
เขามีความพร้อม และมปี ัจจยั สนบั สนุนการเรยี นรทู้ พี่ รอ้ ม อาทิ ระยะเวลา และคำปรกึ ษาท่ีมีคณุ ภาพ เปน็ ต้น 1.4
ทำให้ผู้เรยี นมองเห็นว่าส่ิงทีเ่ รยี นมีความเชอ่ื มโยงสมั พันธก์ บั ตวั เขาอยา่ งไรบา้ ง
17
2. ขน้ั เสริมพลังการเรียนรู้ (Powering up)
การเสริมพลงั การเรียนรูท้ ผี่ ู้เรียนนำเสนอไว้มีพนื้ ฐานมาจากระบบการเรยี นรู้ ของสมอง (Brain
- based Learning) และระบบการรู้คดิ (Metacognitive System) ของผู้เรยี น แต่ละคน ซึง่ จำเป็น
ตอ้ งอาศัยทกุ ประสาทสมั ผัส (Senses) ในการรบั รขู้ ้อมลู ในเบ้อื งต้น และนำสู่การ ประมวลผลในสมองตอ่ ไปใน
สว่ นของครจู ะสามารถช่วยให้ผเู้ รยี นใช้ระบบดงั กล่าวไดผ้ า่ นการมมี มุ มอง ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 ทำให้ผู้เรยี นเช่อื วา่ เขามคี วามสามารถเพียงพอต่อการสรา้ งความสำเรจ็ ใน การเรยี นรู้
2.2 สร้างความรสู้ กึ เชงิ บวกตอ่ การเรียน หอ้ งเรยี น ครู เพอื่ นรว่ มช้นั บรรยากาศเชน่ นจ้ี ะชว่ ย
ให้สมองเกดิ แรงขับท่ีทรงพลัง
2.3 ทำให้รูสกึ วา่ พวกเขามีเครือ่ งมอื การเรียนรู้ (Tools) สนบั สนุนใหเ้ กิด ความสำเร็จ
2.4 ทำใหม้ องผลของการเรียนรทู้ จ่ี ะเกดิ ขน้ึ วา่ มีความสำคัญ คุมค่า คุมเวลา และความพยายาม
ท่ีไดท้ ุมเทลงไป
3. ข้ันสังเคราะห์ ขอ้ มลู สร้างความหมาย (Syntesizing)
ผเู้ ขยี นกลา่ วถึงการสงั เคราะห์ วา่ เป็นการเรยี นรู้โดยนำขอ้ มลู จากแหลง่ ท่ี หลากหลายในเรื่องเดยี วกนั มาบูรณาการ
ทำใหเ้ กิดความหมายและเปน็ ประโยชน์ต่อผูเ้ รยี นวิธกี ารทจ่ี ะ พฒั นาผูเ้ รยี นให้สามารถสงั เคราะห์ ความรูไ้ ด้นน้ั ต้อง
เกดิ จากการผสมผสานวธิ ี ดังแนวทางต่อไปนี้
3.1 มอบหมายงานท่ีเปน็ สาระ (Serious Work)
3.2 ผู้เรยี นตอ้ งมีส่วนเกยี่ วข้องในกระบวนการเรียนรู้
3.3 ใชเ้ ทคโนโลยีเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการเรยี นการสอน ซง่ึ ไม่ใช่เฉพาะโปรแกรม นำเสนอ (PPT)
3.4 สนบั สนนุ ด้วยผลการวจิ ัย
3.5 ใชท้ รัพยากรการเรยี นรู้อยา่ งหลากหลาย
3.6 ใช้การบรรยายเท่าท่ีจำเป็นโดยอยู่ในขอบเขตความสามารถที่จะรบั ฟงั ของ ผูเ้ รยี น อาทิ 5
นาที สำหรบั นกั เรยี นในช้ันเลก็ ๆ
3.7 สรา้ งหอ้ งเรยี นให้เปน็ ชุมชนการเรยี นรรู้ ว่ มกัน (Community of Learener Together)
4. ขน้ั ใชแ้ หล่งความรู้ภายนอกสนบั สนนุ (Outsourcing)
ในข้นั น้ผี ้เู ขียนเสนอวา่ เป็นตอนที่ผ้เู รียนควรได้แสดงความรคู้ วามเขา้ ใจโดยใช้ ขอ้ มูล และ
วธิ กี ารของเขาเองทั้งน้อี าจใชแ้ หล่งขอ้ มูลจากภายนอกเพอ่ื เปน็ ขอ้ มลู เติมเต็มใหค้ วามรู้นนั้ มี ความหมายย่ิงขน้ึ
แหลง่ ขอ้ มลู จึงมไิ ด้ หมายถึงสถานที่เท่าน้ัน แตย่ งั รวมถงึ ทุกสงิ่ ทม่ี องเหน็ สมั ผัส เคลือ่ นไหว และถอ้ ยคำภาษา เป็น
ต้น ผ้เู ขยี นไดเ้ สนอวิธีการสำคญั ท่ีจะชว่ ยให้ผ้เู รียน น่นั คอื การใช้ รูปแบบการสอนรปู ธรรม (Concreat Model)
อาทิ ผังกราฟกต่าง ๆ เพอ่ื เปน็ ตัวแทนการเรียนรู้ โดยเฉพาะความคดิ รวบยอดในเรอ่ื งที่ยาก อาทิ เรื่องลำดับการ
เปรียบเทยี บ และการจำแนก เปน็ ตน้
5. ขน้ั ไตรตรองสะทอนคิด (Reflecting)
18
ขน้ั นี้เปน็ ขั้นสดุ ทายของรูปแบบ เป็นขั้นทฝ่ี กึ ผูเ้ รียนใหค้ ดิ เกี่ยวกบั การเรยี นรู้ เพ่อื ตรวจสอบ
ความเขา้ ใจของตนเองท่ีจะเชอื่ มโยงความรู้สู่การนำไปใช้ในโลกแห่งความเปน็ จรงิ ซงึ่ ผ้เู ขียนได้กล่าวไว้ว่าหลกั สตู ร
และการสอนทีจ่ ดั ขน้ึ จะไรคา่ ถาหากไมส่ ามารถทำใหผ้ ู้เรยี นนำไปใช้ใน ชีวติ ไดร้ วมทัง้ เพื่อประเมินการเรียนรูข้ อง
ผเู้ รียนโดยผเู้ รียนการไตรตรองสะทอนคดิ ตามทัศนะของ ผ้เู ขยี นได้ให้ความสำคัญกบั องคป์ ระกอบ 2 ประการ คอื
การแสดงแนวทางท่ีผู้เรียนจะนำขอ้ มลู ความรู้ ไปใช้ และการประเมินการเรยี นรู้เป็นรายบคุ คลจากการร้คู ดิ
(Metacognition) ของผู้เรียนเป็น รายบุคคล
การจัดการเรียนรเู้ ชิงรกุ ตามกระบวนการดังกลา่ วใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ ครตู ้องปฏิบตั ิ ตนตาม
บทบาทของครผู ้จู ัดการเรียนร้เู ชงิ รุกในห้องเรียนกลยทุ ธ (Strategic Learning Classroom) 6 ประการ ดงั น้ี
บทบาทของครูเชงิ รกุ (Active Teacher)
1. ต้งั ความคาดหวังวา่ ผู้เรียนแต่ ละคนจะเกดิ ผลการเรียนร้ตู ามระดบั คุณภาพที่ กำหนดหรือ
ยอมรบั ได้
2. รับพจิ ารณาเฉพาะผลงาน หรือชน้ิ งานคณุ ภาพ (Quality Work) เทา่ นั้น
3. ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจความหมายของสง่ิ ท่เี รียน และเช่อื มโยงประสบการณ์เดมิ ความรู้ท่ี
ไดร้ ับ และโลกของความเป็นจริง
4. ทำใหผ้ ู้เรียนมีส่วนรว่ มในการเรยี นรเู้ ชิงรุก (Active Participant) โดยเปน็ ทงั้ โค้ช ทง้ั ผู้
แนะนำ ปรกึ ษา และผู้อำนวยความสะดวก
5. ประเมินการเรยี นรูด้ ้วยวิธีการหลากหลาย และให้มมุ มองแกผ่ ู้เรียนเพอ่ื ให้เห็น
ความสามารถของตนเอง
6. ช่วยให้ผ้เู รียนเกิดการเรยี นรู้ และลงมือปฏบิ ัติอยา่ งมคี วามหมาย และนำไป ประยกุ ต์ใชใ้ น
ความเป็นจริงของชวี ิตประจำวนั
การจัดการเรยี นรเู้ ชิงรุกเป็นฐาน (Active Learning - Based Teaching Model) มีแนวทาง
ในการจัดการเรียนร้เู ชิงรกุ รปู แบบดังกลา่ วมขี ัน้ ตอนสำคัญ 4 ขน้ั ประกอบดว้ ย ขัน้ เราความ สนใจ (Trigger) ขั้นจดั
กิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Activity) ข้ันอภปิ ราย (Discussion) และขัน้ สรปุ (Summary) ดังน้ี
1. ข้ันเราความสนใจ เปน็ การเสนอบทเรยี น เร่ิมด้วยการกระตุนเราความสนใจ ของผูเ้ รียน โดย
ใช้เทคนคิ วธิ กี ารทหี่ ลากหลายและสร้างความทาทายการเรียนร้ขู องนกั เรยี น อาจใช้ คำถามปลายเปิดใหน้ กั เรียนได้
คิดเกิดความสงสัยเกิดคำถามเกี่ยวกับเร่ืองท่ผี ู้สอนเสนอและเกิดการตัง้ คำถามเพือ่ คน้ ควาหาคำตอบต่อไป
2. ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปน็ ข้ันที่ต่อเนอื่ งจากข้นั แรกครผู ู้สอนสามารถเลือกใช้ เทคนิควิธี
ในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย ท้งั นี้กิจกรรมต้องมคี วามสอดคลอ้ งกับเน้อื หา จุดประสงค์และเรือ่ งทไี่ ด้
กระตนุ ความสนใจไวแ้ ตแ่ รก
3. ข้ันอภปิ ราย หลงั จากเรียนรแู้ ลว้ ในชวงทายครูผสู้ อนจะให้นักเรียนรว่ มกัน อภปิ รายสิง่ ทไ่ี ด้
เรียนรู้จากการทำกจิ กรรม เปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นนำเสนอความคิดเหน็ และความคิด รวบยอดทีน่ ักเรยี นได้เรยี นรู้
19
ในข้นั น้คี รทู ำหนา้ ท่เี ปน็ ผู้ฟงั และจดบนั ทกึ ข้อผดิ พลาดของนักเรียนโดยไม่ ติชมหรือวจิ ารณเนื่องจากในขั้นนีน้ กั เรียน
ทั้งชน้ั กำลังเปน็ ผโู้ ตแยงถกเถียงระหว่างกนั
4. ขน้ั สรปุ ขนั้ นจี้ ะแตกตา่ งจากสามข้ันตอนแรกทน่ี กั เรยี นเปน็ ผู้กระทำและ ดำเนินการเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง แตข่ ั้นนีค้ รูจะเปน็ ผูม้ บี ทบาทหลกั สรปุ การเรยี นรูท้ ่นี กั เรียนได้เรยี นรู้ ท้ังหมดต้ังแต่ข้นั ทีห่ น่ึงถงึ ข้นั ทส่ี าม
โดยเน้นความคิดรวบยอดหลกั และเติมเตม็ ให้การเรียนรสู้ มบูรณ์ ย่งิ ขนึ้
สถาบนั พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) (2560) ได้ กล่าวถงึ การจัดการเรยี นรแู้ บบ Active Learning
มี 5 ข้นั ตอน 1. ขนั้ รวบรวมข้อมูล (Gathering) 2. ขน้ั คดิ วิเคราะห์ และสรปุ ความรู้ (Processing) 3.ขั นปฏบิ ัติ
และสรปุ ความรู้หลงั การปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the knowledge) 4. ขนั้ สื่อสารและนำเสนอ
(Applying the Communication skill) 5. ขั้น ประเมินเพอื่ เพ่มิ คุณค่า (Self - Regulating) มรี ายละเอยี ด
ดงั ต่อไปนี้
1. ขน้ั รวบรวมข้อมลู (Gathering) เร่ิมจากคำถามเพื่อกระตนุ ผูเ้ รียนให้สังเกต สงสัย
กระตนุ้ ความสนใจ ตระหนกั ในปญั หา ตงั้ สมมุตฐิ าน ตัง้ ข้อสงสัย เพ่อื รวบรวมข้อมลู ที่ เกี่ยวขอ้ งมาคัดเลอื กและ
จัดเกบ็ เพ่ือนำไปสู่การกระทำให้เกิดความหมายต่อไป
2. ขัน้ คดิ วิเคราะห์ และสรปุ ความรู้ (Processing) เป็นการจดั กระทำขอ้ มูล โดยใช้ แผนภาพ
ความคิดมาช่วยจัดความคิดให้เปน็ ระบบ เช่นการจำแนก จดั ลำดับ เชอ่ื มโยงสัมพนั ธ์ และ เชื่อมโยงสู่โครงสร้าง
ความดี คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมเชงิ บวก นำไปสู่การออกแบบสร้าง ทางเลอื ก ตัดสนิ ใจ และวางแผนขั้นตอน
การปฏิบตั ิงานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
3.ขั้นปฏบิ ัติและสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ัติ (Applying and Constructing the knowledge)
เขยี นขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ าน และลงมอื ทำจรงิ โดยมกี ารตรวจสอบเพ่ือแกป้ ัญหาหรอื พฒั นาให้เกดิ ผลดีกว่าเดิมใน
แตล่ ะข้ันตอน สรุปเปน็ ความรู้ ความคดิ รวบยอด แบบแผนหลกั การ และ นำกระบวนการ ทกั ษะ และหลกั การไป
ขยายความรู้สู่ท้องถิ่นและสงั คมท่กี ว้างไกลออกไปจนถึงระดับโลก
4. ขัน้ สื่อสารและนำเสนอ (Applying the Communication skill) นำรองรอย การคดิ การคิด
สรา้ งสรรคท่ีหลอมรวมคณุ ธรรม ค่านยิ มเชิงบวก รองรอยการทำงาน การแกป้ ัญหา จนเกิดผลงานท่ีมคี ุณภาพ
กวา่ เดมิ มคี ุณค่ามากกวา่ เดิม จนสามารถสรุปเปน็ หลกั การ นำเสนอเป็น รายงาน การอภิปราย การบรรยาย
เอกสารเผยแพร จั ดทำเป็น Video Presentation หรอื เผยแพร ผ่าน Website
5. ขัน้ ประเมินเพ่ือเพ่ิมคณุ ค่า (Self - Regulating) เปน็ การพฒั นาการประเมนิ เชงิ ระบบเพ่อื ให้
เหน็ จุดออนจุดแข็งของกลไก ทมี งานและตนเอง เพ่อื ปรับปรงุ แกไขและปรบั เพ่ิมคณุ ค่า ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม
และค่านยิ มทจ่ี ะขยายประโยชน์คณุ ค่าใหถ้ ึงสงั คมทกุ มติ ิ ทัง้ เศรษฐกจิ สงั คม ความเปน็ พลเมือง ความเป็นพลโลก
สิ่งแวดล้อม โลก จนตกผลึกเปน็ ตัวตนกลายเป็นบคุ ลกิ มีเหตผุ ล รกั ษส่ิงแวดล้อม สงั คม ชาติ ศาสนา พระมหา
กษตั รยิ ตรงตามสมรรถนะสำคัญ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ และตัวชีว้ ดั ครอบคลมุ ท้ังหลกั สูตรแกนกลาง
การศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรโรงเรยี นมาตรฐานสากล และความเปน็ พลโลกในศตวรรษท่ี 21
20
อยา่ งสมบรู ณ์
พมิ พนั ธ เดชะคปุ ตและพเยาว ยินดีสุข (2564) การจัดการเรียนรแู้ บบActive Learning แบบรวม
พลงั มีการเรยี นรู้ 5 ขัน้ ตอน สามารถใช้ไดท้ ุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ มขี นั้ ตอนดังนี้
1. ขนั้ การสร้างความสนใจ (engagement) เป็นข้ันทีก่ ระตนุ ใหน้ ักเรยี นมีแรงจงู ใจ ในการสรา้ ง
บทเรียน โดยการใชคำถามของครแู ละนกั เรียนเปน็ ผรู้ ะบุปัญหาทีส่ นใจศึกษา
2. ข้นั สำรวจและคน้ หา (exploration) เปน็ ข้นั ทนี่ ักเรียนต้องกำหนดแนวทางใน การรวบรวม
ข้อมูล การต้ังสมมติฐานโดยจินตนาการวิธแี กป้ ัญหาแล้วเรอ่ื งวิธีแกป้ ัญหาที่ดีท่ีสดุ เพื่อหาแนวทางแกไข
3. ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (explanation) เป็นขั้นท่ีนกั เรียนนำขอ้ มูลจากการ สำรวจ การ
วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอ ผลทีไ่ ด้ โดยนักเรยี นจะสรา้ งสรรคผลผลิตตาม ขน้ั ตอนท่วี างไว้ ทำใหเ้ กดิ
การแลกเปล่ียนระหวา่ งครกู ับนักเรยี น และนักเรียนกับนักเรยี นดว้ ยกนั
4. ขนั้ ขยายความรู้ (elaboration) เปน็ ขน้ั ที่นกั เรียนนำความรทู้ ี่ได้ไปใช้เชอ่ื มโยง กบั ความรู้เดิม
หรือนำแนวคดิ ทไ่ี ดค้ น้ ควาเพ่มิ เตมิ ไปอธิบายเหตกุ ารณท์ ่ที ำให้เกิดความร้ทู ก่ี วา้ งขวาง ข้นึ โดยนักเรียนสร้างสรรค
ผลผลติ ตามขัน้ ตอนท่ีได้วางแผนไว้
5. ข้นั ประมวลผล ( evaluation) เปน็ ข้นั สดุ ทาย โดยนักเรียน ประเมินการเรยี นรู้ ในดา้ น
กระบวนการปฏิบัตแิ ละผลงาน ซึง่ นักเรียนตอ้ งปรบั ปรงุ กระบวนการออกแบบข้นั ตอนการ ปฏบิ ตั จิ นถงึ ผลงานของ
กลุ่ม แล้วอภปิ รายแลกเปล่ียนความคิดเห็น ซ่งึ อาจเกดิ ปญั หาใหม่ซ่ึงสามารถ นำไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณ์ใหม่ได้
พฤติกรรมการสอนของครูและพฤตกิ รรมการเรียนของนกั เรยี น ทจ่ี ัดการเรยี นรู้ แบบ
Active Learning มีดงั นี้
บทบาทหลกั ของครู พฤตกิ รรมการสอน พฤติกรรมการเรียน
1. Advisor ครแู นะนำ เสนอแนะ ให้ ผู้เรียนระบคุ ำถามแสวงหาคำตอบสรา้ ง
วธิ ีสอน : project based กำลงั ใจ เปน็ ทปี่ รกึ ษา เพอ่ื ให้ ความรูด้ ้วยตนเองนักเรียนสร้างความรู้
Learning Research - เด็กทำงาน บรรลุเป้าหมาย ใหมส่ ิง่ ประดิษฐใ์ หม่แบบท่ีผูเ้ รยี น
based Learning ดว้ ยตนเอง และครไู มเคยรมู้ ากอ่ น (Unknown by
all)
2. Coacher ( ผู้ช้ีแนะ)
Coaching (กระบวนการ ชแี้ นะ สอนงาน ให้บคุ คลมี ปฏิบัติ ลงมอื ทำ เพ่ือเรียนร้เู ปน็ ไปตาม
ชแี้ นะ) ความรู้ ทกั ษะและ เปาหมายรวมทงั้ การแกไขข้อบกพรอง
ความสามารถเฉพาะตัวดู วธิ ี เพ่อื ใหบ้ รรลุตามผลทก่ี ำหนดไวเ้ รียกวา่
ต่าง ๆ ท่วี างแผนไว้ ผูร้ ับการชี้แนะ (Coachee)
21
บทบาทหลักของครู พฤติกรรมการสอน พฤตกิ รรมการเรยี น
3.Mentor (พีเ่ ลย้ี ง) สนบั สนุน สง่ เสรมิ ชว่ ยเหลอื ให้ เปน็ ผูพ้ ยายามเรยี นร้ดู ว้ ยตนเองเพ่ือ
Mentor (กระบวนการ ผูม้ ี ประสบการณ์น้อยกว่าได้ พฒั นาความสามารถให้เป็นไปตาม
พี่เลีย้ ง) พ่ีสอนนอง เรยี นรู้ดว้ ย ตนเอง เป็น เป้าหมาย เรียกผู้ไดร้ บั การแนะนำ
ครูอาวโุ สสอนนอง แบบอยา่ ง (Role Model) (Mentee)
มคี วามเป็นกลั ยาณมิตร
วิริยะ ฤาชัยพาณิชยและวรวรรณ นิมิตพงษกุล (2564) ไดก้ ลา่ วถงึ การจดั การเรียนรู้ แบบ Active
Learning กระบวนการ 8 ขอ้ ที่สง่ ผลให้ผเู้ รยี นได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์มีดังน้ี
1. สร้างแรงบันดาลใจ กระตุนความอยากรู้ (inspiration)
2. เปิดโอกาสให้คน้ หา รวบรวมข้อมลู แยกแยะ และนำมาสร้างเป็นองคค์ วามรู้ (self
Study)
3. สอนว่ามกี ารถาม โดยสว่ นมากจะเป็นการสอนแบบรายบคุ คลรายกลุ่มใน ชวงเวลาที่
ผู้สอนเดนิ ใหคำปรึกษา มากกว่าการสอนรวม (Coaching)
4. เปดิ โอกาสใหเ้ วลาผู้เรยี นหาทางแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง (individual Problem solving)
5. ใช้เกมเปน็ ตวั ช่วยเรอ่ื งการเรียนรใู้ นหอ้ งเรยี น (Game - Based -Learning : GBL)
6. แบงกลมุ่ ทำโครงงานในเวลาเรียน (team project)
7. ให้นำเสนอผลงานดูวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลาย (Creative persentation)
8. ใชก้ ารวดั ผลแบบไมเ่ ปน็ ทางการและการวัดผลแบบหลายมิติ ( infromal assessment
and multidimensional assessment)
ตวั อย่าง การจดั การเรยี นร้แู บบ Active Learning การสอนวชิ าคณิตศาสตร์ เร่อื ง สถิติ ครู
อาจจะจัดรูปแบบการสอนเปน็ 5 ข้นั ตอน ขน้ั ตอนดงั น้ี
1. ขนั้ กระตุน ให้เด็กเลือกอา่ นขอ้ มูลทางสถิติ ตัวอย่าง เชน่ ขอ้ มลู สถติ ิรายได้ ประชากร
ชาติต่าง ๆ ข้อมูลอัตราการตายจากอบุ ตั ิเหตุทางรถยนตของไทย ข้อมลู การจายรางวลั สลาก กินแบงรัฐบาล
2. ข้นั ตงั้ ปญั หา ใหผ้ ู้เรียนไดค้ น้ หาความรู้ในประเด็นที่เขาสนใจ เช่นระหวา่ งครู ไทย ครู
ออสเตรเลยี ครู American และครลู าว ครทู ไ่ี หนนาจะมคี วามนาจะมชี วี ติ ความเป็นอยู่ดีกว่า กนั โอกาสที่คนไทย
ตายจากโรคหรอื อุบัติเหตุ มมี ากกว่ากนั แคไหนอยา่ งไร โอกาสในการถกู รางวัล จากการซือ้ สลากกนิ แบงรัฐบาล เปน็
อย่างไร เม่อื เทียบกบั สลากกนิ แบงในประเทศต่าง ๆ ผเู้ รยี นเลอื ก เขา้ กล่มุ ตามความสนใจ
3. ขน้ั การค้นและคิด ตอนนแ้ี หละที่คณุ ครจู ะเดนิ แนะนำ บอกแหล่งค้นควาข้อมูล ใหเ้ ด็ก
บางครงั้ ก็ชว่ ยคน้ หา ชว่ ยตอบคำถาม หรอื เดินแนะนำเป็นรายกลุ่ม
22
4. เดก็ ออกมานำเสนอหน้าชนั้ เรียน แบบใดกไ็ ด้ตามความถนัด
5. ประเมนิ ผล
กรณีทีเ่ ป็นการแขงขนั เชน่ การแขงโตวาที แขงสร้างสิ่งประดษิ ฐ์ และ กจิ กรรม อน่ื ๆ เชน่ การ
แสดงบทบาทสมมุติ (role play) ผู้สอนอาจออกแบบการสอนโดยจดั เปน็ 5 ขนั้ ดงั น้ี
1. กระตุนความสนใจโดยส่ือตา่ ง ๆ
2. แจงกติกาและแบงทีม
3. คน้ หาและวางแผน
4. แขงขัน
5. ประเมินผล
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนัก
วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน อา้ งถึงใน สุคนธ สินธพานนทและ
คณะ. 2564 : 13) ไดอ้ ธิบายเกยี่ วกับกระบวนการจดั การเรยี นรู้ Active Learning ไวด้ งั น้ี
1. มีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรยี นรู้
- นักเรียนมสี ่วนร่วม อาทิ ต้งั คำถาม นำเสนอ
- นกั เรียนมสี ว่ นรว่ มในการอภิปราย แสดงความคิดเห็น แลกเปลย่ี นความ คิดเหน็
- นักเรยี นมสี ่วนร่วมในการเสนอการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้หรอื ชิน้ งาน
- นักเรยี นได้ทำงานกลมุ่
2. คิดวิเคราะห์ ประเมินค่า สงั เคราะห์
- นกั เรียนไดค้ ดิ วเิ คราะห์
- นกั เรียนไดค้ ิดสังเคราะห์
- นักเรยี นไดค้ ดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
- นักเรยี นไดป้ ระเมินคา่
3. สรา้ งการเรยี นรู้ด้วยตนเอง
- นกั เรียนออกแบบการเรียนรู้รานกนั เอง
- นกั เรียนสรา้ งสรรคชิ้นงาน/ผลงาน
- นกั เรียนได้ประเมนิ ตนเองเพอื่ การพฒั นาการเรยี นรู้
- นกั เรียนกำกับความก้าวหน้าในการเรยี นรขู้ องตนเอง
4. นำความรูไ้ ปประยกุ ต์ใช้ และเชอื่ มโยงสภาพแวดล้อม ใกลต้ วั ปญั หาของชมุ ชน สงั คม
ลมื ประเทศชาติ
- นำความรปู้ ระยุกต์ใช้ในสถานการณใ์ หม่
- เช่ือมโยงความรกู้ ับสภาพแวดลอ้ ม ใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรอื ประเทศชาติ
23
แนวทางการจัดกิจกรรม Active Learning
ในการจัดการเรียนการสอนหรอื จัดกิจกรรมใหผ้ ู้เรยี น เปน็ ไปตามแนวทางของ Active
Learning นั้น สามารถทำได้หลากหลาย เชน่ การทำงานรว่ มกันเป็นกลมุ่ การอภปิ ราย การ สื่อสารระหว่างกัน การ
แสดงบทบาทสมมติ การมีส่วนรว่ มในช้นั เรียน การรว่ มกันเขียนบทความขนึ้
ตัวอย่างกจิ กรรม Active Learning Brookfield 2005 , Bonwel and Eison 1991 กล่าวว่า
(Brookfield 2005 , Bonwel and Eison 1991 อา้ งถึงใน สคุ นธ สินธพานนทและ คณะ. 2564 : 12 - 13) A
Class Discussion มกี ารสนทนานางแบบตัวต่อตวั หรอื ทางออนไลน์ เม่อื จบการเรียนเรอ่ื งใดเรอื่ งหน่ึงแลว้ ผสู้ อน
จะกำหนดหัวข้อใหอ้ ภิปรายร่วมกัน และอาจช่วยกนั กำหนดหนา้ ท่ีของแต่ละคนกไ็ ด้ ซง่ึ จะทำใหผ้ ู้เรยี นมคี วามเข้าใจ
ในเรอ่ื งทเี่ รียนมากข้ึน เปน็ การฝกึ ทกั ษะการคดิ พฒั นาความคดิ สงั เคราะห์ โดยการหลอมรวมส่งิ ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
A - thinking - Pair -share หลงั จากผู้เรียนไดเ้ รยี นเร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ จนจบ จะ ใชเ้ วลาเลก็ น้อย
ในการจับคูอภปิ ราย หรอื อภปิ รายรว่ มกัน ผเู้ รยี นทุกคนไดท้ ำกจิ กรรม แต่ผ้เู รยี นใน ห้องเรียนต้องมจี ำนวนไมม่ าก
เสอื้ ผู้สอนจะได้ดูแลทั่วถึงทกุ คน สมาชกิ ห้องเรียนจะสนุกสนานในการ อภปิ รายรว่ มกนั กิจกรรมนจี้ ะประหยัดเวลา
ผเู้ รยี นสามารถสรุปเนอื้ หาสาระไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
A short writing exercise กจิ กรรมน้เี ปน็ การทบทวนเรื่องท่เี รียนมาแลว้ ผสู้ อนจะให้ผู้เรยี น
เขียนขอ้ ความ/บทความ ส้นั ๆ ภายใน 1 นาที หรืออาจจะ 10 นาทขี ึน้ อยู่กบั ความ พร้อมของผ้เู รยี น
A collaborative Learning Group เป็นการทำงานเปน็ กล ม ๆ ละ 3-6 คน ในการทำงาน
อยากมกี ารแบงหนา้ ที่ เปน็ ผู้นำ จดบนั ทกึ ผู้สอนอาจกำหนดเร่อื งให้ศึกษาคน้ ควา แล้วนำเสนอในห้องเรยี น หรอื
อาจให้ทำโครงงาน
A Student debate ผู้สอนกำหนดเรื่องให้ผูเ้ รียน ผเู้ รยี นรับหนา้ ทีต่ าม เรอื่ งท่ีได้รบั และนำ
ขอ้ มลู ต่าง ๆ มาอภปิ ราย
A reaction to a Video เป็นการแบงให้ผูเ้ รยี นทำงานเปน็ กลมุ่ หรือเป็นคูก็ ได้ เป็นการให้
ผเู้ รยี น ดVู ideo เนื้อหาตรงตามเรื่องท่ีเรียน เมื่อผู้สอนแจกคำถาม 2 - 3 คำถามดู Video จบแล้วจะอภปิ รายและ
เขยี นสรุปแสดงความคดิ เห็นตามประเดน็ คำถามที่ผู้สอนมอบให้
A small group discussion เปน็ การจดั กลุม่ เลก็ ๆ ในหอ้ งเรยี นท่มี ผี เู้ รยี น จำนวนมาก ผสู้ อน
อาจจะกิจกรรมเปน็ การเลนเกมต่าง ๆ หรือมีการแขงขนั เพ่อื ให้ผเู้ รยี นทำงาน ร่วมกัน มกี ารแสดงความคดิ เห็น
ผ้เู รยี นจะแสดงออกถงึ การไดร้ บั ความร้ใู นกลมุ่ เลก็ ๆ ของตน
A Class game เปน็ การทบทวนความร้คู วามเข้าใจก่อนการสอน ผู้สอน
อาจให้ผู้เรียนได้เลนเกมอกั ษรไขว หรอื เกมต่าง ๆ จะทำให้ผูเ้ รียนสนุกสนาน และเป็นการทบทวน ความรู้
Learning by Teaching เป็นการกำหนดให้ผู้เรยี นไปคน้ ควาหาหัวขอ้ ต่าง ๆ
ทำความเข้าใจเรื่องเหลานั้นอยา่ งกระจาง แล้วนำไปถ่ายทอดให้กับเพ่อื น ๆ ในห้องเรยี น ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้
ดว้ ยตนเอง มีการอภปิ รายแนะนำเสนอผลงาน เป็นลักษณะเพ่ือนสอนเพื่อน
24
สรปุ การจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบ Active Learning มดี งั นี้
1. ขั้นเราความสนใจ
เป็นการเสนอบทเรียน กระตุนเราความสนใจ สรา้ งความทาทายของผเู้ รยี นโดยใช้
เทคนคิ วิธีการที่หลากหลายอาจใชคำถามปลายเปิดใหน้ ักเรียนไดค้ ดิ เกิดความสงสัย เกิด คำถามเกยี่ วกับเรือ่ งท่เี รียน
และเกิดการต้งั คำถามเพ่อื คน้ ควาหาคำตอบตอ่ ไป
2. ขั้นจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เลือกใช้รปู แบบเทคนคิ ยุทธวธิ ี การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
หลากหลาย มคี วามสอดคลอ้ งกับเน้อื หา จุดประสงค์การเรียนรู้
3. ขน้ั อภิปราย
นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายโตแยงถกเถียงสง่ิ ท่ไี ด้เรียนรู้ เสนอความคิดเห็นและความคิดรวบ
ยอดทน่ี ักเรยี นไดเ้ รียนรู้ ครทู ำหน้าท่เี ปน็ ผูฟ้ งั และจดบนั ทกึ ข้อผิดพลาดของนักเรยี น โดยไมต่ ชิ มหรือวิจารณ
เนอื่ งจากในช้ันน้ีนักเรยี นทัง้ ช้นั กำลงั เปน็ ผกู้ ระทำ
4. ข้นั สรปุ
นกั เรียนจะเป็นผู้มบี ทบาทสรุปการเรียนรทู้ ี่นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ทั้งหมดต้งั แต่ข้ันท่ีหนงึ่ ถงึ ข้ันท่ี
สามโดยเนน้ ความคิดรวบยอดหลักและเตมิ เต็มให้การเรยี นร้สู มบรู ณย์ ่งิ ข้นึ
เอกสารที่เก่ียวขอ้ งการสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
1. ความหมายของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
ชุดการเรยี นหรอื ชุดกจิ กรรม มาจากคำว่า Instruction Packages หรอื Learning Packages เดิม
ทีเดยี วมักใชคำว่า ชดุ การสอน เพราะเป็นสื่อทคี่ งนำมาใชป้ ระกอบการสอนแตต่ อ่ มา แนวคิดในการจดั การเรยี นการ
สอนที่เน้นผูเ้ รยี นเป็นสำคญั ไดเ้ ขา้ มามีบทบาทมากขึ้นนกั การศกึ ษาจงึ เปลย่ี นมาใชคำว่า ชุดการเรียน เพราะการ
เรียนรู้เปน็ กิจกรรมของนักเรยี นและการสอนเป็นกิจกรรม ของครกู จิ กรรมของครแู ละนกั เรยี นจะตอ้ งเกดิ คูกนั (บญุ
เเกื้อ ควรหาเวช. 2542 : 91) และในการ วจิ ยั ผู้วิจยั ใชแ้ บบฝกึ ซง่ึ เป็นกิจกรรมหนงึ่ ของชุดกิจกรรม ดังนัน้ การทำ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ คอื การทำ กจิ กรรมที่เกย่ี วข้องกับการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น ซงึ่ มีผู้ใหค้ วามหมายของชดุ กิจกรรมไว้ ดงั นี้
ชัยยงค พรหมวงศ (2545 : 117 - 118) กล่าวถงึ ชุดการสอนเปน็ สือ่ ผสมทไ่ี ดจ้ าก ระบบการผลิต
และการนำสื่อการสอนท่ีสอดคลอ้ งกบั หน่วยเร่ือง วตั ถุประสงค์ เพื่อช่วยให้เกดิ การ เปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียน
การสอนท่ีมปี ระสิทธภิ าพ
ศิรลิ กั ษณ หนองเส (2545 : 6) ไดใ้ ห้ความหมายของชดุ กจิ กรรมไวว้ ่า หมายถึง ส่อื การเรยี นการ
สอนทใี่ ชเ้ พอ่ื พัฒนาคุณลักษณะในตวั นกั เรยี นในด้านการเรยี นรู้ การเสาะแสวงหาความรู้ และสามารถนำความรไู้ ป
ใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ โดยผู้เรยี นสามารถเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
เพชรรตั ดา เทพพิทักษ (2545 : 30) กลา่ ว ชุดกจิ กรรม คอื ชดุ การเรียนหรอื ชุดการ สอนนนั่ เอง ซง่ึ
หมายถงึ ส่อื การสอนท่ีครเู ปน็ ผู้สร้างประกอบด้วยวสั ดอุ ุปกรณห์ ลายชนิด และ องค์ประกอบอื่นเพ่ือใหน้ ักเรียน
25
ศกึ ษาและปฏิบัตกิ จิ กรรมด้วยตนเอง เกดิ การเรียนรดู้ ้วยตนเองโดยครู เปน็ ผู้แนะนำชว่ ยเหลือ และมีการนำหลกั การ
ทางจติ วิทยามาใช้ในการประกอบการเรยี นเพอ่ื ส่งเสริม ให้ผู้เรียนไดร้ ับความสำเร็จ
อนงคนาฏ เดชอัมพร (2548 : 5) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุดการเรยี น หมายถงึ สือ่ การเรยี นการ
สอนที่ประกอบดว้ ยวัสดุอุปกรณบ์ างชนดิ เพ่ือสง่ เสริมใหน้ ักเรียนไดศ้ กึ ษาเน้อื หาและฝกึ ปฏบิ ัติกจิ กรรมดว้ ยตนเอง
โดยมีครูเปน็ ผู้แนะนำช่วยเหลอื ให้ผเู้ รียนบรรลจุ ุดม่งุ หมายที่กำหนดอย่างมี ประสทิ ธิภาพ
ชยั ยทุ ธ บญุ ธรรม (2549 : 12) กล่าววา่ ชุดการเรียนหมายถงึ ส่ือการเรยี นการสอนท่ี สร้างขนึ้
สอดคลอ้ งกับเนอ้ื หาวชิ า เกิดจากการบูรณาการระหวา่ งนวัตกรรมทางการศกึ ษากับ กระบวนการเรยี นการสอน
นกั เรยี นสามารถและปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำ ทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง ตามที่ชุดการเรยี นกำหนด
สุรางคนา ยาหยี (2549 : 60) กล่าว่า ชุดการเรียนเปน็ ชุดประสบการณ์สอนท่ีครู สร้างขน้ึ โดยใช้ส่ือ
วัสดุ อุปกรณ์ และกจิ กรรมหลากหลายชนิดผสมผสานกนั เพ่อื มุ่งให้ผเู้ รยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจในบทเรียนไดด้ ขี ึ้น
และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึง่ ผูเ้ รยี นสามารถศึกษาเนือ้ หาการเรียนรู้ ดว้ ยตนเอง และปฏิบตั ิกิจกรรมตาม
ความสามารถ โดยครเู ปน็ ผใู้ หคำแนะนำช่วยเหลือ
พวงเพญ็ สิงหโตทอง (2558 : 10) ได้ให้ความหมายของชุดกจิ กรรมวา่ เปน็ การ รวบรวมสอ่ื การ
เรียนสำเร็จรูปไว้เปน็ ชุดเพือ่ ให้เหมาะสมกบั เนือ้ หาให้ผู้เรียนศึกษาดว้ ยตนเองได้อยา่ ง สะดวกตามขั้นตอนทก่ี ำหนด
เพ่ือบรรลจุ ุดประสงค์ท่ีต้ังไว้ เปน็ การเรียนท่ีเนน้ ความสามารถสว่ นบุคคล ผู้เรยี นมอี สิ ระและพงึ่ พาผสู้ อนนอ้ ยที่สดุ
ภายในชุดประกอบดว้ ยส่อื ต่างท่จี ะทำใหผ้ ูเ้ รียนสนใจเรียน ตลอดเวลา ทำให้เกดิ ทกั ษะกระบวนการเรียนรู้
ประกอบดว้ ยวสั ดอุ ปุ กรณ์หลายชนิด และ องค์ประกอบอน่ื ท่ีกอใหเ้ กิดความสมบูรณใ์ นตัวเอง โดยท่ีผูส้ ร้างได้
รวบรวมและจัดอยา่ งเป็นระบบไว้ เปน็ กลมุ่ และสร้างไว้เพอ่ื จดุ ประสงค์ใดจะมชี ่อื เรียกตามการใชง้ านนัน้ ๆ เชน่ ถ
าสร้างเพ่ือการศึกษา โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ให้ครูใช้ประกอบการสอน โดยเปลี่ยนบทบาทให้ครพู ดู น้อยลง นักเรียน
เข้ารว่ ม กิจกรรมมากขึน้ เรียกว่าชุดกิจกรรมสำหรับครู แตถ่ าใหผ้ ู้เรยี นเรียนจากชุดกิจกรรมน้ี เรียกวา่ ชุด กิจกรรม
ในการสรา้ งชดุ กจิ กรรมจะพจิ ารณาจาก 1) ใช้สอื่ หลายชิ้นตามจุดประสงค์ท่ีตั้งไว้ 2) เหมาะสมกบั ประสบการณ์ของ
ผู้เรยี น 3) เหมาะสมกบั การตอบสนองของผ้เู รียน 4) เป็นสื่อที่จดั หาได้ ไม่ยาก
ดำรงศกั ดิ์ มีวรรณ (2552 : 17) สรปุ ไดว้ ่า ชดุ กจิ กรรม คือ การจดั ประสบการณ์ เรียนรู้ให้กับ
ผู้เรยี น ให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรแู้ กป้ ญั หาดว้ ยตนเอง มอี ิสระในการเรยี นรู้ โดยใช้แหลง่ การเรยี นร้ทู ่หี ลากหลาย โดย
ครตู ้องเป็นผู้วางแผน กำหนดเป้าหมายวตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ สง่ิ ที่ ต้องการผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรแู้ ละในการจดั
กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยครมู หี น้าทีใ่ หคำปรกึ ษา
นพคุณ แดงบุญ (2552 : 16) สรปุ ไว้ว่า ชดุ กิจกรรม หมายถงึ ส่ือการสอนทผ่ี ู้สอน สรา้ งข้ึน
ประกอบดว้ ยส่อื วัสดุอุปกรณ์หลายชนิดประกอบเขา้ กันเปน็ ชดุ เพอ่ื เกดิ ความสะดวกต่อการใช้ ในการเรียนการสอน
และทำใหก้ ารเรยี นการสอนบรรลผุ ลตามเปา้ หมายของการเรยี นรู้ ทง้ั ด้าน ความรู้ ด้านทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์
ประเสรฐิ สำเภารอด (2552 : 12) สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง ชดุ การเรียน การสอนประเภท
26
สง่ิ ตีพมิ พและกิจกรรมที่เนน้ ให้ผเู้ รียนทำกจิ กรรมดว้ ยกระบวนการกล่มุ ประกอบด้วย 9 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1) ช่ื
อกิจกรรม 2) คำช้ีแจง 3) จดุ ประสงค์ 4) เวลาท่ีใช้ 5) วสั ดอุ ุปกรณ์ 6) เนื้อหาและใบความรู้ ๗) สถานการณ์ 8)
กิจกรรม 9) แบบทดสอบทายกิจกรรม
กูด (Good. 1973 : 306) ความหมายของชดุ กจิ กรรม หมายถึง โปรแกรมทางการ สอนทกุ อย่างท่ี
จดั ไว้เฉพาะ มวี สั ดอุ ุปกรณ์ที่ใช้ในการสอน อุปกรณท์ ่ีใชใ้ นการเรยี น คูมือครู เน้ือหา แบบทดสอบ ขอ้ มูลทเี่ ช่อื ถือได้
มกี ารกำหนดจดุ มุ่งหมายของการเรียนไวอ้ ยา่ งชัดเจน ชุดกิจกรรมนค้ี รู เปน็ ผู้จัดให้นกั เรียนแต่ละคนได้ศกึ ษาและ
ฝกึ ฝนดว้ ยตนเอง โดยครเู ป็นผู้คอยช้ีแนะเทา่ นนั้
ดวน (Duann. 1973 : 169) กลา่ วถึงชุดการเรยี นวา่ เปน็ การเรยี นรายบุคคล (Individua
Iizedinstruction) เปน็ อีกรปู แบบหนึง่ ซ่งึ จะช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามเป้าหมาย ผเู้ รียนจะเรียน
ตามอตั ราความสามารถ และความต้องการ
แคปเพลอร และแคปเพลอร(Kapfer ; Kapfer. 1972 : 3 - 10) ได้ให้ความหมาย ของ คำวา่ ชุด
การเรยี นไวว้ ่า เปน็ รปู แบบการสื่อสารระหว่างผสู้ อนกับผเู้ รียน ซึ่งประกอบด้วย คำแนะนำใหผ้ เู้ รยี นได้ทำกจิ กรรม
การเรียนจนบรรลุพฤติกรรมท่เี ป็นผลของการเรยี น สว่ นเน้อื หาที่ จะนำมาสร้างชดุ การเรียน นำมาจากขอบขาย
ความรทู้ ห่ี ลกั สูตรกำหนดให้ผ้เู รียนได้เรยี นรู้ ซงึ่ ตอ้ งสื่อ ความหมายใหแ้ ก่ผูเ้ รยี นอยา่ งชดั เจน โดนผู้เรียนเกดิ
พฤตกิ รรมตามเปา้ หมาย หรือจดุ ประสงค์การ เรียนรูเ้ ชิงพฤติกรรม
เขมณัฏฐ์ มิง่ ศิริธรรม (2559 : 29) ได้กล่าววา่ ชุดกจิ กรรมเรยี นรู้ เปน็ สื่อประสม ประเภทหน่งึ ท่ี
สามารถสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรคของผู้เรยี นจากประสบการณ์ตรงที่ได้จากการลง มือปฏบิ ัติ สง่ ผลให้เกิดการ
เปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมหรือความคิด มีอสิ ระในการเรียนรทู้ ้งั นขี้ นึ้ อยู่กับ ความสามารถของแตล่ ะบุคคล เหมาะ
สำหรบั ผู้เรียนในระดบั ประถมศึกษา พช่ี อบเรยี นรจู้ ากการลงมอื ปฏิบัติด้วยตนเอง สร้างจินตนาการตอ่ ยอดไดด้ ้วย
จากการลงมือกระทำและจากการทำงานรว่ มกับ เพื่อน
ชดุ กิจกรรมเรียนรู้ (Learning Activities Package) การนำระบบส่ือผสม (Multimedia) ท่ี
สอดคล้องกบั เน้ือหาวชิ าและประสบการณ์ของแต่ละหน่วย โดยมจี ดุ ประสงคก์ าร เรยี นรูท้ ี่ชดั เจน มาช่วยในการ
เปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพยิง่ ข้ึน โดยผู้สอนมกี ารเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นการ
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้
จากนักการศกึ ษาได้ใหค้ วามหมายชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สรุปไดว้ า่ ชดุ กิจกรรม หมายถงึ ชดุ
กิจกรรม ท่มี สี อื่ ผสมท่ีสอดคลอ้ งกบั เน้อื หาวชิ าและประสบการณ์ของแต่ละหนว่ ย โดยมี จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ที่
ชัดเจน มีสอื่ กิจกรรมให้ผเู้ รียนฝึกปฏิบัติเปน็ กระบวนการ ลงมอื ปฏบิ ตั ิด้วย ตนเอง และทำงานรว่ มกับเพื่อน มาชว่ ย
ในการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมการเรยี นรู้ ใหเ้ ปน็ ไปอย่างมี ประสทิ ธิภาพยิ่งข้นึ โดยผสู้ อนมกี ารเตรียมความพร้อม
ก่อนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
2. ประเภทของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
27
การแบงประเภทของชุดกจิ กรรม ไดม้ ีนกั การศกึ ษาแบงประเภทของชดุ กจิ กรรมไว้ ดงั นี้
ชัยยงค พรหมวงศ และคณะ (2523 : 118) ได้แบงประเภทของชุดการเรยี นการ สอนไว้ 4 ประเภท คอื
1. ชุดกจิ กรรมประกอบคำบรรยาย เปน็ ชดุ การเรียนการสอนทีม่ ่งุ ขยายเนื้อหา สาระ การสอนแบบ
บรรยายใหช้ ัดเจนขน้ึ โดยกำหนดกิจกรรมและสือ่ การสอนใหผ้ ูใ้ ช้ใช้ประกอบการ บรรยาย ซึ่งอาจเรยี กวา่ ชุดการ
เรยี นการสอนสำหรับครู ชุดการเรยี นการสอนมเี นอ้ื หาเพยี งหน่วยเดียว และใช้กับผูเ้ รียนทง้ั ชน้ั โดยแบงหัวข้อทจ่ี ะ
บรรยาย เน้อื หา และกิจกรรมไวต้ ามลำดบั ขนั้ ชุดการเรยี น การสอนแบบนี้มีสอ่ื การสอนที่หลากหลาย เช่นแผนการ
สอน แผนภมู ริ ปู ภาพ ภาพยนตรโ์ ทรทัศน์ ผู้สอนซงึ่ เปน็ ผู้จดั ทำชุดการเรยี นการสอนเจาะบรรจชุ ุดการเรียนการสอน
ในกลองท่มี ขี นาดพอเหมาะ
2. ชุดกิจกรรมสำหรบั กิจกรรมแบบกลุ่ม เปน็ ชุดการเรียนการสอนทม่ี งุ่ ให้ผเู้ รยี น เปน็ ผู้ปฏิบัติ
กิจกรรม อาจจัดในหอ้ งเรยี นแบบศูนยก์ ารเรยี น ชุดการเรียนการสอนแตล่ ะชุดจะ ประกอบดว้ ยชุดการเรยี นการ
สอนยอ่ ยที่มจี ำนวนเท่ากับจำนวนศนู ยท์ ่แี บงไวใ้ นแตล่ ะหน่วย แตล่ ะ ศูนย์ มีชอื่ หรอื บทเรยี นครบชุดตามจำนวน
นักเรยี นท่ีเข้ารว่ มกิจกรรมในแต่ละศนู ย์ ซง่ึ จัดไว้ในรูปแบบ ส่อื ผสม ถาใช้เปน็ ส่อื รายบุคคลหรือท้ังกลุ่มใช้ร่วมกนั ได้
3. ชุดกจิ กรรมรายบคุ คล เป็นชุดการเรยี นการสอนทจี่ ดั ไว้ให้ผ้เู รียนได้เรยี นร้ดู ว้ ย ตนเองตาม
คำแนะนำทรี่ ะบไุ ว้ นาสงสัยในตอนใดก็ถามผู้สอนได้ สามารถปรกึ ษากันระหวา่ งเรยี นได้ ผู้เรียนอาจนำไปศึกษา
นอกเวลาเรยี นหรอื ไปศกึ ษาท่ีบา้ นก็ได้ โดยมีผู้ปกครองหรือบคุ ลากรอน่ื ๆ คอย แนะนำใหค้ วามชว่ ยเหลอื ได้
4. ชุดกิจกรรมสอนทางไกล เปน็ ชุดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนทีอ่ ยู่ต่างถิ่น ต่างเวลา
มงุ่ สอนใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ กึ ษาด้วยตนเอง ไม่ต้องเขา้ ชั้นเรยี น ชุดการเรียนการสอนทางไกลน้ี ประกอบด้วยสื่อประเภท
สิง่ พิมพ รายการวิทยกุ ระจายเสยี ง วทิ ยโุ ทรทัศน์ ภาพยนตร์และการสอน เสริมตามศนู ยบ์ ริการการศึกษา เชน่ ชดุ
การเรียนการสอนทางไกลของมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ยุพิน พิพิธกลุ และอรพรรณ ตันบรรจง (2531 : 181) ได้แบงชุดการเรียนการสอน ออกเป็น 4
ประเภท สรุปได้ดงั น้ี
1. ชุดกิจกรรมสำหรับครู ครใู ชเ้ ปน็ คูมือประกอบการสอน ซง่ึ ใช้สอนนักเรยี นเป็น กลมุ่ ใหญหรอื
ท้ังชัน้ เรียน ชุดการเรียนการสอนน้ปี ระกอบดว้ ยคูมอื ครู และส่อื การเรียนการสอนชุด การเรยี นการสอนประเภทนีม้ ี
การเปดิ โอกาสให้นกั เรียนเขา้ ร่วมกจิ กรรมไดบ้ า้ ง ขึ้นอยู่กับเทคนคิ และวิธีการสอนของครู
2. ชดุ กจิ กรรมสอนตามเอกตั ภาพ หรอื ชดุ การเรียนการสอนรายบคุ คล เปน็ ชดุ การเรียนการ
สอนที่ใหน้ กั เรียนเรยี นด้วยตนเอง
3. ชุดกิจกรรมสอนที่ใชก้ บั ศูนย์การเรียน เปน็ ชุดการเรียนการสอนเจให้นักเรยี น แต่ละคนได้
เลอื กเรียนอย่างอิสระ โดยเวยี นศกึ ษาไปตามศูนย์ต่าง ๆ จนครบ
4. ชุดกิจกรรมแบบผสม เป็นชุดการเรยี นการสอนทีจ่ ดั กจิ กรรมไวห้ ลายอย่าง เพอื่ ใหค้ รเู ลอื กใช้
ได้ตามความเหมาะสม
ศรีสดุ า จริยากุล (2543 : 647 - 648) ได้จำแนกประเภทของชุดกิจกรรมออกเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้
28
1. ชุดกจิ กรรมรายบคุ คล สำหรับผ้เู รยี นตามความสนใจ และระดับความสามารถ ของตนเอง
ผู้เรยี นสามารถเรยี นรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ชุดกจิ กรรมแต่ละชุดมีคำแนะนำให้นกั เรียนได้ทำ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ตลอดจน
แหลง่ วสั ดอุ ปุ กรณ์อื่น ๆ พี่จะตอ้ งไปศกึ ษาเพ่ิมเติม ผู้เรียนสามารถทดสอบ เพ่อื ทราบผลความก้าวหนา้ ของตนเอง
ไดท้ กุ เวลา และทราบผลการเรียนทนั ที ประกอบดว้ ยบทเรยี น สำเรจ็ รปู แบบประเมนิ ผลและวัสดอุ ุปกรณก์ ารเรยี น
2. ชดุ กิจกรรมสำหรับนักเรยี นเปน็ กลมุ่ ชุดกจิ กรรมแบบนใี้ ช้ในการประกอบ กิจกรรมของผเู้ รียน
เป็นกล่มุ หรืออาจารยในรูปศนู ยก์ ารเรียน ชุดกจิ กรรมนีจ้ ะมซี อ้ื ไว้ใหส้ มาชกิ แต่ละ คน ที่จะประกอบกิจกรรมตาม
คำส่งั ได้ ประกอบด้วยชุดยอ่ ยทมี่ จี ำนวนเท่ากับจำนวนศนู ย์ ทีแ่ บงไว้ แตล่ ะหนว่ ย ซึง่ แต่ละศนู ยจ์ ะมสี อ่ื การเรยี น
หรอื บทเรียนครบทกุ คนตามจำนวนผู้เรียนในศนู ยก์ ิจกรรม นนั้ ๆ ผเู้ รยี นสามารถเรียนไดด้ ้วยตนเอง หรอื ช่วยเหลือ
ซ่ึงกนั และกนั ในศูนยต์ า่ ง ๆ จนครบรอบ
3. ชดุ กจิ กรรมประกอบการบรรยายของครหู รอื ชุดกิจกรรมสำหรับครู เป็นชดุ กิจกรรมทกี่ ำหนด
กิจกรรมและสื่อการเรยี นให้ครูหรือผู้สอน ใชป้ ระกอบการบรรยายเป็นเน้อื หาและ ประสบการณ์ทผ่ี ู้สอนต้องการ
พื้นฐานให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นไปพร้อมกนั โดยมเี วลาให้ผูเ้ รยี นได้เรยี นรู้ ร่วมกันบางครง้ั ตามที่กำหนดไว้ในตารางเรียน
ของแต่ละคน
บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2545 : 94) ได้กล่าวถึงประเภทของชดุ การเรียนรูต้ ามลกั ษณะ การใช้งานได้ 3
ประเภท ดงั นี้
1. ชุดกจิ กรรมประกอบคำบรรยาย ชุดสำหรับผู้สอนจะใชส้ อนผเู้ รียนเป็นกลุ่ม ใหญเป็นการสอน
ที่ต้องการปูพ้ืนฐานให้กับผเู้ รียนเป็นสว่ นใหญได้รู้ได้เขา้ ใจในเวลาเดยี วกันก็มุ่งทขี่ ยับ ขยายเนื้อหาสาระใหช้ ดั เจน
ย่ิงขึน้ ชดุ กจิ กรรมแบบน้ีจะช่วยให้ผู้สอนลดการพดู ให้นอ้ ยลง และใช้สอื่ การสอนที่มีความพรอ้ มอยู่ในชุดการเรยี นได้
เสนอเนอื้ หามากขน้ึ ส่ือท่ีจะนำมาใชน้ จ้ี ะตอ้ งให้ผู้เรยี นได้ เห็นอย่างชดั เจนทุกคน ชุดการสอนชนดิ นีบ้ างคนอาจ
เรยี กวา่ ชดุ การสอนสำหรับครู
2. ชุดกจิ กรรมแบบกลุ่มกจิ กรรม เปน็ ชดุ กิจกรรมสำหรบั ให้ผเู้ รยี นรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ เล็ก ๆ
ประมาณ 5 - 7 คน โดยใชส้ ื่อการสอนที่บรรจุไว้ในชุดกิจกรรมแต่ละชุดมุง่ ทีจ่ ะฝกึ ทกั ษะ ในเน้ือหาวชิ าเรยี นและให้
ผ้เู รียนมีโอกาสทำงานรว่ มกนั ชดุ กิจกรรมชุดนม้ี ักจะใชใ้ นการสอนกจิ กรรม กลมุ่ เช่น การสอนแบบศูนยก์ ารเรียนรู้
การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์
3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคลเป็นชุดกิจกรรมสำหรบั เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองเป็น รายบุคคล คือผ้เู รยี น
จะต้องทำการศกึ ษาหาความรู้ดว้ ยความสามารถด้วยความสนใจของตนเอง อาจจะเร่ิมที่โรงเรยี นหรอื ทบี่ า้ นก็ได้
ส่วนมากมกั มุง่ ใหผ้ ู้เรียนทำความเข้าใจในเนอ้ื หาที่เรียนเพิม่ เตมิ ผเู้ รียนจะสามารถประเมนิ ผลการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ได้ด้วยชุดกิจกรรมชนิดนอี้ าจจะจัดในลักษณะ หน่วยการสอนย่อย ๆ หรือโมดลู กไ็ ด้
สคุ นธ สินธพานนท (2564 : 26) ได้กล่าว่า ชดุ กจิ กรรม แบงออกเปน็ 4 ประเภท คอื
1. ชดุ กิจกรรมสำหรบั ครูผู้สอน ซึง่ เป็นชดุ กจิ กรรมประกอบคำบรรยายของครู มี ส่อื หลากหลาย
ชนดิ เชน่ แผนการจดั การเรยี นรู้ แผนภูมิ รปู ภาพ VCD แผนพับ
29
2. ชุดกจิ กรรมสำหรับกิจกรรมกลมุ่ ผู้สอนจะทำชุดกิจกรรมไวใ้ นแตล่ ะศูนยก์ าร เรียนรู้ ผ้เู รียน
แตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศึกษาและทำกิจกรรมทกี่ ำหนดไวใ้ นชุดกิจกรรมการสอนหมนุ เวียนไป จนครบทกุ ศูนยก์ ารเรียน
3. ชุดกิจกรรมรายบคุ คลชุดกิจกรรมทีผ่ ู้สอนจดั ขึ้นเพือ่ ผเู้ รยี นแต่ละคนศึกษาหา ความรู้ทำ
กจิ กรรมตามทผ่ี ู้สอนกำหนดไว้จนครบถ้วน ผูเ้ รยี นสามารถประเมินผลการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง ได้
จากคำกลา่ วขา้ งต้นน้ี
สรปุ ไดว้ า่ ชุดกิจกรรมมี 3 ประเภท ดงั นี้
1. ชดุ กิจกรรมรายบุคคล สำหรับผเู้ รยี นตามความสนใจ และระดับความสามารถ ของตนเอง
ผูเ้ รียนสามารถเรยี นรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ชดุ กิจกรรมแตล่ ะชดุ มีคำแนะนำให้นกั เรยี นได้ทำ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ตลอดจน
แหล่งวัสดอุ ุปกรณอ์ ่นื ๆ
2. ชดุ กจิ กรรมสำหรับนกั เรยี นเปน็ กลมุ่ ชุดกจิ กรรมแบบน้ใี ช้ในการประกอบ กิจกรรมของผู้เรียน
เปน็ กลมุ่ หรอื อาจารยในรูปศนู ย์การเรียน ชุดกจิ กรรมนี้จะมซี อ้ื ไว้ใหส้ มาชกิ แต่ละ คน ทีจ่ ะประกอบกจิ กรรมตาม
คำสั่งได้ ประกอบด้วยชุดย่อยทีม่ จี ำนวนเท่ากับจำนวนศูนย์ ทแ่ี บงไว้ แตล่ ะหน่วย ซึ่งแต่ละศูนยจ์ ะมสี ่อื การเรียน
หรือบทเรยี นครบทกุ คนตามจำนวนผู้เรียนในศนู ย์กจิ กรรม นัน้ ๆ ผ้เู รยี นสามารถเรยี นได้ด้วยตนเอง หรอื ช่วยเหลือ
ซง่ึ กันและกนั ในศูนยต์ า่ ง ๆ จนครบรอบ
3. ชดุ กจิ กรรมผสม เปน็ ชุดกจิ กรรมชดุ กิจกรรมแบบผสม เป็นชดุ กิจกรรมทจี่ ัด กิจกรรมไวห้ ลาย
อย่าง เพ่อื ใหค้ รูเลือกใชไ้ ด้ตามความเหมาะสม
3. องคป์ ระกอบของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
ชดุ กจิ กรรมมีองค์ประกอบที่แตกต่างกนั ตามนักการศกึ ษาได้กล่าวไว้ดงั นี้
ฮสุ ตันและคนอ่นื ๆ (Houstion : Other. 1972 : 10 -15) กล่าวถงึ องค์ประกอบของ ชุดกิจกรรมไว้
ดังน้ี
คำชแ้ี จง (prospectus) อธิบายถงึ ความสำคญั ของจดุ มงุ่ หมาย ขอบขายในสว่ นชุด กิจกรรม
สงิ่ ทผี่ เู้ รียนจะตอ้ งรู้กอ่ นและขอบขายของกระบวนการเรียนทงั้ หมดในชุดกจิ กรรม
จุดมงุ่ หมาย (objectives) คอื ข้อความทีแ่ จมชดั และไม่กำกวมท่ีกำหนดวา่ ผเู้ รยี น จะประสบ
ความสำเรจ็ อะไรจะหลังจากเรยี นแลว้
การประเมนิ ผลเบือ้ งตน้ ( pre - assessment) มวี ตั ถุประสงค์ 2 ประการ คอื เพอ่ื ให้ทราบวา่
ผเู้ รยี นอยู่ในระดบั ใดในการเรียนการสอนนั้น และดวู ่าสำเรจ็ ผลตามความมงุ่ หมาย เพียงใด การประเมนิ ผลเบ้อื งตน้
น้ี อาอยใู่ นรูปแบบของการทดสอบขอ้ เขียน ปากเปลา การทำงาน ปฏิกริ ยิ าตอบสนอง หรอื คำถาม
ง่าย ๆ เพือ่ ให้รูถ้ งึ ความต้องการและความสนใจ
ดวน (Duann. 1973 : 169) กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของชุดกิจกรรมไว้ 6 ประการ คือ
1. มีจุดมงุ่ หมายและเนื้อหาท่ีต้องการเรียน
30
2. บรรยายเนอื้ หา
3. มจี ดุ มุ่งหมายเชงิ พฤติกรรม
4. มีกจิ กรรมในการเรยี น
5. มกี ิจกรรมทส่ี ง่ เสริมจะให้เกิดแกผ่ ู้เรยี น
6. มเี ครอื่ งมือวัดผลกอ่ นเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน
เขมณฏั ฐ์ มิง่ ศิริธรรม. (2559 : 30 - 36) ไดก้ ล่าวว่า องค์ประกอบหลัก มี 7 องคป์ ระกอบหลัก
ไดแ้ ก่
ช่อื กจิ กรรม เป็นการบงบอกถงึ รายละเอียดเกีย่ วกบั ชื่อกลมุ่ สาระวชิ าการเรียนรู้ ระดบั ชนั้
สาระสำคัญและส่วนประกอบทีจ่ ัดทำขึ้นเพ่ือให้ผ้ใู ชช้ ุดกิจกรรมทราบถึงขอบเขตท่ีอยู่ใน กิจกรรมวา่ มเี น้ือหาเท่าใด
แต่ละเน้ือหาจะมกี ิจกรรมหรอื ส่วนใดบา้ ง สว่ นใหญชุดกจิ กรรมจะแบง เนือ้ หาออกเปน็ เนอื้ หายอ่ ย ๆ หรือหนว่ ย
การเรยี น เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรยี นรไู้ ด้อยา่ งสะดวกและ เรยี นร้ไู ปตามลำดบั ขน้ั ตอน บางครัง้ ชดุ กิจกรรม อาจแบ
งออกเป็นชดุ ยอ่ ย ๆ หลาย ๆ ชุด เพ่อื สะดวก ต่อการเรียนรู้
คำชแี้ จง เป็นสว่ นทอี่ ธบิ ายจุดม่งุ หมายหลักของกจิ กรรมและลกั ษณะของการจดั กิจกรรม
เพื่อใหบ้ รรลุจุดมุง่ หมาย เปน็ การอธบิ ายถงึ บทบาทผสู้ อนและบทบาทผูเ้ รยี นบมหี นา้ ท่ี อย่างไรบา้ ง ก่อนเรียน
ระหว่างเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมจะดำเนินการอยา่ งไร เพ่ือใหผ้ ้สู อน และผู้เรียนรบู้ ทบาทหน้าทแี่ ละ
กิจกรรมท่ตี นเองตอ้ งปฏบิ ตั ิ
จุดประสงค์การเรยี นรู้ เปน็ สว่ นทร่ี ะบุจดุ มุ่งหมายท่ีสำคัญของกจิ กรรมนน้ั แนวคิด เปน็ สว่ นท่ี
ระบเุ นอื้ หาหรือมโนทัศนข์ องกิจกรรมนนั้ ว่าเมอ่ื ผ้เู รียนเรยี นจากชุดกจิ กรรมแล้วผู้เรียนจะ บรรลุเป้าหมายอะไรบ้าง
เนื้อหา / สอื่ เปน็ ส่วนทีร่ ะบถุ งึ วสั ดุอปุ กรณ์ท่จี ำเป็นในการดำเนินกิจกรรมเพอ่ื ช่วย ให้ผสู้ อน
ทราบวา่ ต้องเตรยี มอะไรบา้ ง ซงึ่ ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นและเขา้ ใจเนอ้ื หาบทเรียนได้ชดั เจน โดยอาจจั ดกิจกรรมเป็นแบบ
กล่มุ หรอื รายบุคคล
ใบความรู้ ใบกิจกรรมและการช่วยเหลอื เปน็ การนำเสนอเนอื้ หาสาระท่ีต้องการให้ ผูเ้ รยี นศกึ ษา
โดยอรรถเขียนเนื้อหาเปน็ ความเรียงมีภาพประกอบ หรือจดั ทำในรูปแบบตารางโดยใบ ความรคู้ วรมีการให้เนื้อหา
ความรู้สลับกับให้ผู้เรยี นได้ใช้การคิดหรือหรอื การทำให้ผู้เรยี นไดม้ ี ปฏสิ ัมพนั ธ์กบั ใบความรู้ ใบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
การใชคำถามสลบั กบั การใหค้ วามรู้ เพือ่ ฝกึ ให้ผ้เู รียน รู้จกั คิดในเบอื้ งต้น ก่อนเพราะการนำเสนอเนือ้ หาใหผ้ ู้เรียน
อา่ นอย่างเดียวอาจจะทำใหผ้ เู้ รียนรสู้ กึ เบือ่ ได้
แบบประเมนิ ผล เป็นแบบทดสอบเพ่อื ประเมนิ การเรยี นรู้ ทีเ่ กดิ ข้นึ จากการเรยี น และทำ
กิจกรรมจากชุดการเรยี นรูจ้ ะกำหนดใหก้ ารประเมินท้ังก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน หรอื ทำกิจกรรม ทั้งนี้
แบบประเมินอาจจะทำอยู่ในรปู แบบทดสอบแบบเลือกตอบ เติมคำ หรือถูกผิด ขนึ้ อยู่กับเนือ้ หาสาระ
ภาคผนวก เปน็ ส่วนท่ีต้องการให้ผเู้ รียนศึกษาเพ่มิ เตมิ จากเนอื้ หาท่ีอยู่ในชุด กิจกรรม หรอื เป็น
เกณฑ์การใหค้ ะแนนสำหรับผู้สอน หรอื อาจเป็นการรวบรวมเนือ้ หา เวบ็ ไซตท่ี เกีย่ วขอ้ งกบั เนอื้ หา
31
สรปุ องคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม มี 1) ช่อื กิจกรรม 2) คำชี้แจง 3) จดุ ประสงค์การ เรยี นรู้ 4)
เน้อื หา / ส่อื เปน็ สว่ นที่ระบุถึงวัสดอุ ปุ กรณท์ ่จี ำเป็นในการดำเนินกจิ กรรม 5) ใบความรู้ 6) แบบประเมนิ ผลเปน็
แบบทดสอบเพื่อประเมินการเรยี นรู้ 7) ภาคผนวก เปน็ สว่ นที่ตอ้ งการให้ ผู้เรียนศึกษาเพ่มิ เติมจากเน้ือหาทีม่ อี ยู่ใน
ชุดกจิ กรรม
4. ขน้ั ตอนการสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ในการสร้างชดุ กิจกรรม มีนักการศกึ ษา ไดเ้ สนอข้นั ตอนของการสรา้ งชดุ กิจกรรมไว้ ดังน้ี
บัททส (Butts. 1974 : 85) เสนอหลกั การสรา้ งไว้ ดังนี้
1. กอ่ นทจ่ี ะสร้าง ต้องกำหนดโครงรางคราว ๆ ก่อนว่า จะเขยี นเกีย่ วกับเรือ่ ง อะไร มี
วัตถุประสงคอ์ ะไร
2. ศึกษางานดา้ นวิทยาศาสตร์ และเอกสารทเี่ กี่ยวกับเรอ่ื งทจ่ี ะทำ
3. เขียนวตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมและเนอ้ื หาท่ีสอดคลอ้ งกนั
4. แจงวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรมออกเปน็ กิจกรรมย่อย ๆ โดยคำนึงถึงความ เหมาะสมของ
ผ้เู รียน
5. กำหนดอปุ กรณท์ จี่ ะใชใ้ นกิจกรรมแตล่ ะตอนให้เหมาะสมกับแบบฝกึ
6. กำหนดเวลาทีใ่ ช้ในแบบฝกึ แตล่ ะตอนให้เหมาะสม
7. กำหนดการประเมนิ ผลวา่ จะมากอ่ นผลกอ่ นเรียนหรอื หลังเรียน
วิชยั วงศใหญ (2525 : 189 - 192) ไดเ้ สนอข้นั ตอนในการสร้างชุดกิจกรรมไว้ 10 ขัน้ ตอน ดงั น้ี
1. สารเน้อื หาสาระของวชิ าท้ังหมดอย่างละเอยี ดว่าส่งิ ท่ีเรานำมาทำเปน็ ชุด กิจกรรมนั้นจะมุ่ง
เนน้ ใหเ้ กดิ หลกั การโครงการเรียนร้อู ะไรบ้างใหก้ ับผู้เรียน นำวิชาทีไ่ ด้จากการศกึ ษา วเิ คราะห์ แล้วมาแบงเป็นหนว่ ย
การเรียนรู้ ในแตล่ ะหนว่ ยนน้ั จะมีเรอื่ งยอ่ ย ๆ รวมอยู่ท่เี ราจะต้องศกึ ษา พจิ ารณาใหล้ ะเอียดชัดเจนเพื่อไมใ่ หเ้ กิด
การซ้ำซอ้ นในหนว่ ยอนื่ ๆ และควรคำนึงถงึ การแบงหน่วยของ การเรียนการสอนของแตล่ ะวชิ านน้ั ควรจะ
เรียงลำดบั ข้ันตอนของเนือ้ หา สาระสำคญั ใหถ้ กู ต้องวา่ อะไรเป็นส่งิ จำเป็นทผี่ ู้เรียนจะต้องเรยี นร้กู ่อนอันเป็นพนื้ ฐาน
ตามขน้ั ตอนของความรแู้ ละลกั ษณะ ธรรมชาติในวิชานนั้ ๆ
2. เมอ่ื ศึกษาเนอื้ หาสาระและแบงหนว่ ยการเรยี นรูไ้ ด้แลว้ ตอ้ งพิจารณาตัดสินใจ อีกคร้ังวา่ จะ
ทำชดุ การสอนแบบใดโดยคำนงึ ถงึ ขอ้ กำหนด ว่าผู้เรียนคือใคร จะให้อะไรกับผู้เรยี น จะ ทำกิจกรรมอย่างไร และจะ
ทำไดด้ ีอย่างไร สงิ่ เหลานีจ้ ะเป็นเกณฑ์ในการกำหนดการเรยี น
3. กำหนดหนว่ ยการเรยี นรู้ โดยประมาณเน้อื หาสาระที่เราจะสามารถถ่ายทอด ความร้แู ก
นักเรยี น หาสอ่ื การเรยี นได้งา่ ย พยายามศึกษาวเิ คราะห์ ให้ละเอียดอกี ครง้ั หน่ึงวา่ หนว่ ยการ เรียนรนู้ ้ีมหี ลกั การหรือ
ความคิดรวบยอดอะไร และมหี ัวเรื่องยอ่ ย ๆ อะไรอีกท่รี วมกันอยู่ในหน่วยน้ี
32
4. กำหนดความคิดรวบยอดหรือสาระสำคัญ ต้องกำหนดใหส้ อดคลอ้ งกับหน่วย และหวั เร่ือง
โดยสรปุ แนวความคิด สาระและหลักเกณฑ์ท่ีสำคัญ เพอ่ื เป็นแนวทางในการจดั กจิ กรรม การเรยี นการสอนให้
สอดคลอ้ งกัน
5. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสาระสำคัญ
6. การวิเคราะห์ งาน เจอกนั นำจุดประสงค์การเรียนรแู้ ตล่ ะข้อมาวเิ คราะห์ งาน เพอื่ หากจิ กรรม
การเรยี นรู้ แล้วจะลำดับกิจกรรมการเรยี นรใู้ หเ้ หมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ กำหนดไวใ้ นแต่ละขอ้
7. เรยี งลำดบั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เพ่ือใหเ้ กดิ การประสานกลมกลนื ของการเรียน การสอน
จะตอ้ งนำกจิ กรรมการเรยี นรขู้ องแต่ละข้อท่ที ำการวิเคราะห์ งาน และเรยี งลำดบั กจิ กรรมไว้ ทั้งหมดมาหลอมรวม
เป็นกจิ กรรมการเรยี นรูข้ ัน้ สมบรู ณท์ ีส่ ดุ เพื่อไมใ่ ห้เกิดการซ้ำซ้อนในการเรยี น โดยคำนึงถึงพฤติกรรมพ้ืนฐานของ
ผเู้ รยี น วิธีดำเนินการสอน ตลอดจนการตดิ ตามผล และการ ประเมนิ พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมาเมอ่ื มกี ารเรยี น
การสอน
8. สื่อการเรยี น คือวัสดุอุปกรณแ์ ละกิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ผี สู้ อนและผเู้ รยี นจะต้อง กระทำ เพ่ือ
เป็นแนวทางในการเรยี นรู้ ซ่ึงผูส้ อนจะตอ้ งจดั ทำและจัดหาไวใ้ หเ้ รียบร้อย ถาสอ่ื การ เรยี นรูเ้ ปน็ ของทใ่ี หญโตหรือมี
คุณค่าท่ีตอ้ งจดั เตรียมมาก่อนจะต้องเขยี นบอกไว้ใหช้ ดั เจนในคูมือผู้สอน เก่ยี วกับการใช้ชุดการสอนวา่ จะตอ้ งจัดหา
ได้ ณ ท่ีใด
9. การประเมินผล เธอการตรวจสอบดูว่าหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนร้แู ลว้ ผู้เรยี นไดม้ กี าร
เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรูท้ ี่กำหนดหรอื ไม่ การประเมนิ ผลนจ้ี ะ ใชว้ ธิ ีการใดก็ตาม แต่จะต้อง
สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้ทีเ่ ราตง้ั เอาไว้
10. การทดลองใช้ชุดกจิ กรรมเพอ่ื หาประสิทธภิ าพ การหาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรม เพื่อ
ปรบั ปรุงใหเ้ หมาะสมควรนำไปใชก้ ับกลมุ่ เลก็ ๆ ดูก่อน เพอื่ ตรวจสอบหาข้อบกพรอง และแกไขปรับปรุงอยา่ งดีแล้ว
จงึ นำไปใช้กบั กลุ่มใหญหรอื ทัง้ ชน้ั
เขมณฏั ฐ์ มิ่งศริ ิธรรม (2559 : 37) ได้กล่าวว่า การผลติ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนี้ 1. การกำหนด
หน่วยการเรยี นการเรียน สามารถแบงหน่วยการเรยี นไดห้ ลายแบบ เชน่ - แบงตามทม่ี ีผ้แู บงไวแ้ ล้ว เชน่ แบ่งตาม
ตําราหรือบทเรียน
- แบงตามความนิยมหรอื รปู แบบในแต่ละสาขา เช่นแบงตามอวยั วะของรางกาย
- แบงตามท่ีกำหนดไวใ้ นแผนการสอนของหลักสตู ร
- แบงตามท่ีผ้สู อนเห็นว่าเหมาะสม
2. การกำหนดเน้ือหาท่มี คี วามซับซ้อน ควรมีการแบงเน้อื หาออกเป็นเนอ้ื หา ยอ่ ย ๆ เพื่อให้
ผูเ้ รียนเรยี นไปตามลำดบั จากงา่ ยไปสู่ยาก การกำหนดเนอ้ื หาไม่ควรนำเสนอเนอื้ หาเพียง อยา่ งเดียวแตค่ วรออกแบบ
ให้ผู้เรยี นไดป้ ฏิสมั พันธ์กบั เนอื้ หาเป็นระยะระยะ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจ เนอื้ หาได้งา่ ยขนั้ หากเนื้อหาทีเ่ ปน็ นามธรรม
หรอื การสาธติ ควรมกี ารนำภาพมาประกอบเป็นข้ันตอน เพื่อให้เขา้ ใจไดง้ า่ ยข้ึน ทงั้ นเ้ี ลอื กภาพควรเลอื กให้
33
เหมาะสมกับผู้เรยี นเปน็ สำคญั เชน่ โรงเรยี นวัยกอ่ น เรยี นเรอื่ งเปน็ ภาพการตนู มรี ายละเอยี ดนอ้ ยวัยประถมควรเลอื ก
ภาพเป็นภาพการตนู แต่สามารถมี รายละเอยี ดเพ่มิ มากขน้ึ เปน็ ตน้
3. กลุม่ เป้าหมาย ในการผลิตชุดกจิ กรรมการเรียนร้คู วรออกแบบชดุ กจิ กรรมให้ เหมาะสมกับวัย
ของผเู้ รียน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาเนน้ ทำกิจกรรมร่วมกับเพือ่ น แสดงออกดา้ นความคิดการ อภิปรายรว่ มกัน
4. สอ่ื ในชดุ กิจกรรมการเรียนรู้จะต้องคำนงึ ถงึ ความสามารถของสอื่ แต่ละชนิด แตกต่างกันในชดุ
กิจกรรมการเรยี นรู้อาจจะตอ้ งใช้สือ่ หลาย ๆ ชนิดเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ อยาก ให้ผูเ้ รยี นฟังเสียงสตั ว อาจจะมี
การใช้แผนซีดเี ปิดเสยี งสัตวเปน็ ต้น
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ จะตอ้ งเนน้ ให้ผ้เู รยี นมสี ่วนรว่ มมากท่ีสุด เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นร้จู กั การคิด
วเิ คราะห์ โดยกิจกรรมทำเปน็ ปญั หาหรือสถานการณ์ให้ผเู้ รียนฝึกการแกไข โดยอาศยั ประสบการณแ์ ละความรู้ทไี่ ด้
เรยี นผา่ นมา นอกจากน้ี อาจจะกล่มุ ใหผ้ ู้เรียนทำกิจกรรมรว่ มกนั กับ เพ่ือนแลกเปล่ยี นความคดิ เห็นซึ่งกนั และกัน จะ
เป็นการขยายความรู้ใหก้ วา้ งมากย่ิงขนึ้
สรปุ การสร้างชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ มี 1) การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ 2) กำหนด เนือ้ หา แบงเน้อื
หาเปน็ ยอ่ ย 3) กำหนดเปา้ หมายในการผลิตชดุ กิจกรรม 4) กำหนดส่อื ที่ใช้ในชุด กจิ กรรมการเรยี นรู้ 5) กำหนด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ 6) กำหนดการวดั ผลประเมนิ ผล
5. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมในการเรยี นรู้
การหาประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรม เป็นการนำชุดกิจกรรมที่สรา้ งขน้ึ ไปทดลองใช้ ตามลำดับขั้น
ทีก่ ำหนดไวเ้ พื่อปรับปรุงใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด กอ่ นนำไปทดลองใชจ้ รงิ ซ่งึ ขัน้ ตอนในการหา
ประสิทธภิ าพของชดุ กจิ กรรม นกั การศึกษาหลายทานได้ให้แนวคดิ ในการหา ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมไว้ ดังน้ี
ธรี ชยั ปรู ณโชติ ( 2532 : 4 - 23) ได้นำเสนอข้ันตอนในการหาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมดงั นี้
ขั้นท่ี 1 ขน้ั ทดสอบนักเรยี น 1 คน โดยเลือกนักเรยี นท่ยี งั ไมเ่ คยเรยี นเรอ่ื งทจี่ ะ สอนมาเลย
จำนวน 1 คน แลว้ ให้เรียนชดุ กิจกรรมจนจบโดยปฏบิ ัตดิ งั น้ี
- ตอบแบบทดสอบกอ่ นเรียน
- เรยี นชดุ กจิ กรรมจนจบบทเรียน
- ทำแบบฝกึ หัดในบทเรียนไปพร้อมกันในขณะทเี่ รยี น
- ตอบแบบทดสอบหลังเรยี น
แลว้ นำผลท่ไี ด้มาพจิ ารณาปรับปรงุ ส่วนที่ยังเหน็ วา่ ปกปอง เชน่ เนอ้ื หา สอื่ ต่าง ๆ แบบทดสอบ
ฯลฯ ให้ดยี ง่ิ ขึน้
ขน้ั ที่ 2 ข้นั ทดสอบกบั กลุ่มเลก็ ใช้กบั นกั เรียน 10 คน ทยี่ งั ไม่เคยเรยี นบทเรยี น ดังกลา่ ว
ดำเนินการเช่นเดียวกับขนั้ ที่ 1 ทกุ ประการ เมื่อเสรจ็ กระบวนการแลว้ นำชุดกจิ กรรมมา แกไขขอ้ บกพรองอีกคร้ัง
หนึง่ และนำผลหรือคะแนนจากทำแบบฝกึ หัดและการทำแบบฝึกหัดหลัง เรียนไปหาประสทิ ธภิ าพชดุ กิจกรรมโดยใช้
34
เกณฑ์ 90/90 หรือ 80/80 กไ็ ด้
ขน้ั ที่ 3 ข้ันทดลองภาคสนาม โดยการทดลองใชก้ ับนกั เรียนท้ังชนั้ เรยี นจำนวน ประมาณ 35 คน
โดยวิธกี ารเช่นเดยี วกับขนั้ ที่ 1 และขัน้ ที่ 2 แล้วนำผลไปหาประสทิ ธภิ าพของชุด กิจกรรม การคำนวณคา่
ประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรม ใช้เกณฑ์ 90/ 90
- 90 ตัวแรก คือ คะแนนเฉลย่ี คิดเปน็ รอ้ ยละของผมในการทำแบบฝกึ หัดใน บทเรยี น
- 90 ตัวหลงั คือ คะแนนเฉลี่ยคดิ เปน็ ร้อยละของกลมุ่ ในการทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
ถาปรากฏวา่ คะแนนเฉลี่ยทงั้ หมดคิดเปน็ ร้อยละของกลุ่มในการทำแบบฝึกหัด และในการทำ
แบบทดสอบหลงั เรียนไดไ้ มต่ ่ำกว่า 90 ท้ังคูก็ถอื วา่ ชดุ กจิ กรรมทพ่ี ัฒนาขนึ้ มาขึ้นมปี ระสทิ ธิภาพอยู่ในข้นั ใชไ้ ด้อยา่ งไร
ก็ตามชดุ กิจกรรมบางวชิ าท่มี ีเน้อื หายาก ประสทิ ธิภาพไดต้ ำ่ กว่า เกณฑ์ 90/90 แต่ไมค่ วรต่ำกว่า 80/80 จงึ ถอื วา่
พอใช้ได้
การทดลองหาประสทิ ธภิ าพโดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวข้างตน้ จะตอ้ งดำเนินการเป็น ขัน้ ตอนดงั นี้
- แบบหน่งึ ตอ่ หน่ึง (1:1) นำชดุ กิจกรรมไปทดลองใชก้ บั เด็ก 1 - 2 คน โดย ทดลองกับเด็กเกง
ปานกลาง และออน การทดลองแตล่ ะคร้ัง ต้องปรับปรงุ ส่ือการสอนให้ดขี ึ้น
- แบบกลมุ่ (1 : 10) นำชุดกิจกรรมท่ปี รบั ปรุงแล้ว ไปทดลองกับเดก็ 6 - 10 คน ทม่ี ี
ความสามารถคละกนั แลว้ ทำการปรับปรงุ ใหด้ ขี ึ้น
- ภาคสนาม (1 : 100) ชุดกิจกรรมไปทดลองใช้กับนกั เรยี นในชนั้ เรียนที่มนี กั เรียน ตัง้ แต่ 30-
100 คน ในการทดลองภาค 3 ให้ใชค้ ่า E1 และ E2 ให้เข้าไม่ถงึ เกณฑท์ ี่ต้ังไวจ้ ะตอ้ ง ปรับปรงุ ชดุ กิจกรรมและทำการ
ทดสอบหาประสทิ ธภิ าพซ้ำอีก
ในกรณที ่มี ีประสทิ ธภิ าพของชุดกิจกรรมที่สรา้ งขึ้น ไมถ่ งึ เกณฑ์ที่ต้ังไว้ เน่อื งจากมี ตัวแปรท่ี
ควบคุมไมไ่ ด้ เชน่ สภาพของหอ้ งเรียน ความพร้อมของผู้เรยี น บทบาท และความชาํ นาญใน การใช้ชุดกิจกรรมของ
ครู เป็นต้น อนโุ ลมใหม้ ีระดบั ผิดพลาดไม่ตำ่ กวา่ เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ประมาณ 10 - 15%
ประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรมทสี่ รา้ งข้นึ อาจกำหนดไว้ 3 ระดับ คือ
- สงู กวา่ เกณฑ์ เมอื่ ประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรมสูงกว่าเกณฑ์ทต่ี ั้ง ไวม้ ีคา่ เกนิ 2.5% ข้นึ ไป
- เทา่ เกณฑ์ เมื่อประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรมเท่ากับหรอื สงู กว่าเกณฑท์ ่ีกำหนด ไว้ แต่ไม่เกนิ
2.5%
- ต่ำกว่าเกณฑ์ เมือ่ ประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมตำ่ กวา่ เกณฑ์แตไ่ มต่ ่ำกวา่ 2.5% ถอื วา่ ยังมี
ประสิทธิภาพทีย่ อมรับได้
ชดุ กิจกรรมทไี่ ด้รบั การปรบั ปรุงและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทตี่ ้ังไว้แล้ว ไปสอน ผเู้ รียนไดต้ าม
ประเภทของชุดกจิ กรรม
บญุ ชม ศรีสะอาด (2537 : 25-29) ได้จำแนกวธิ วี ธิ ีการหาประสิทธิภาพของชุด กจิ กรรม ดงั นี้
1. การหาประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ หรอื ครู โดย ใชแ้ บบประเมนิ ผลให้ ผู้เช่ยี วชาญหรือครู
35
พิจารณาทง้ั ด้านคุณภาพ เนื้อหาสาระ และเทคนิคการจัดทำส่อื น้นั ๆ แบบ ประเมนิ อาจเป็นแบบมาตรประเมนิ คา่
(Rating Scale) หรอื เปน็ แบบเห็นดว้ ย ไม่เห็นดว้ ย สรปุ เป็น ความถ่แี ลว้ อาจทดสอบความแตกต่างระหว่างความถี่
ดว้ ย Scale
2. การหาประสิทธิภาพโดยผเู้ รยี น มีลักษณะเชน่ เดยี วกับการหาประสิทธภิ าพ โดยผูเ้ ชย่ี วชาญ
แตเ่ น้นการรบั รคู้ ณุ คา่ ทีไ่ ด้จากการเรยี นเปน็ สำคัญ ประสิทธิภาพของสือ่ การสอนทีม่ ี ความเทยี่ งตรงทจ่ี ะต้องพิสูจน
คุณภาพ และคุณภาพของสอื่ การสอนน้ัน ๆ โดยจะวัดผเู้ รยี นเกดิ การ เรยี นรอู้ ะไรบา้ ง เป็นการวดั เฉพาะผลท่เี ป็น
จดุ ประสงคข์ องการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมนนั้ อาจจำแนก ได้ 2 วิธี
2.1 กำหนดเกณฑ์มาตรฐานขัน้ ต่ำไว้เชน่ 80/80 หรอื 90/90
2.2 ไม่กำหนดเกณฑ์ไวล้ วงหน้า แต่พิจารณาการเปรียบเทียบ ผลการสอบ หลังเรียน
สงู กวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมนี ัยสำคญั หรอื ไม่ หรอื เปรียบวา่ ผลสัมฤทธิ์จากการเรียนดว้ ยชดุ กิจกรรมนน้ั สงู กวา่ หรือ
เท่ากับส่ือ หรือเทคนิคการสอนอย่างอ่ืนหรือไม่ โดยใช้สถิติทดสอบคา่ ที (t - test)
เขมณฏั ฐ์ ม่งิ ศริ ธิ รรม (2559 : 37) ไดก้ ล่าววา่ การหาประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรม การทดสอบ
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 ผูท้ ่ีเสนอแนวคิดการประเมนิ E1/ E2 กค็ อื ศาสตราจารย ดร. ชัยยงค พรหมวงศ
ซึ่งเป็นแนวคดิ ท่กี ำหนดขึน้ เพื่อการหาประสิทธภิ าพของชุด กจิ กรรมและสอื่ การสอนประเภทตา่ ง ๆ การกำหนด
เกณฑ์ประสทิ ธภิ าพกระทำได้โดยการประเมิน กรรมของผูเ้ รยี น 2 ประเภท คือพฤตกิ รรมตอ่ เน่อื ง (กระบวนการ)
และพฤติกรรมขัน้ สุดทาย(ผลลพั ธ) โดยกำหนดค่า
ประสิทธิภาพ E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) คือ ประเมินผลต่อเน่ือง ซงึ่ ประกอบดว้ ย
พฤตกิ รรมย่อย ๆ หลายพฤติกรรมของผูเ้ รยี น ไดแ้ ก่ งานทม่ี อบหมายและกจิ กรรมอื่น ๆ ทีผ่ ู้สอนกำหนดไว้
ประสทิ ธภิ าพ E2 (ประสิทธภิ าพของผลลัพธ) คอื ประเมินผลลพั ธของผเู้ รยี นโดย พิจารณาจาก
การสอบหลังเรียน
6. ประโยชนข์ องชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
อุษา คำประกอบ (2530 : 33) ได้กล่าวถงึ คณุ ค่าของกิจกรรมตามแนวคิดของแฮรสิ เบอรเกอร ไว้ 5
ประการ คือ
1. นักเรยี นสามารถทดสอบตวั เองก่อนมคี วามสามารถระดับใด หลงั จากนนั้ ก็ เร่ิมต้นเรียน
ในสง่ิ ที่ตนเองไมท่ ราบทำให้ไมต่ อ้ งเสยี เวลามาเรยี นในสิ่งท่ีตนเองรูอ้ ยแู่ ลว้
2. นกั เรียนสามารถนำบทเรยี นไปเรียนทีไ่ หนก็ไดต้ ามความพอใจไม่จำกัดในเร่ือง ของเวลา
และสถานท่ี
3. เมอื่ เรยี นจบแลว้ ผู้เรียนสามารถทดสอบด้วยตวั เองไดท้ นั ทีเวลาไหนก็ได้และได้ ทราบการ
เรียนของตนเองทนั ทีเชน่ กัน
4. นักเรยี นมีโอกาสไดพ้ บปะกับผู้สอนมากข้ึน เพราะวา่ ผู้เรยี นเรยี นรดู้ ้วยตนเอง ครกู ็มี
36
เวลาใหคำปรึกษากับผูเ้ รยี นทม่ี ปี ญั หาในขณะใช้ชุดกิจกรรมด้วยตนเอง
5. นกั เรยี นจะได้รบั คะแนนอะไรนนั้ อยกู่ ับความสามารถของผเู้ รยี นเองไมม่ ีคำวา่ สอบตก
สำหรับผู้ท่เี รยี นไม่สำเร็จ แตจ่ ะทำให้ผู้เรยี นกับไปศกึ ษาเรื่องเดมิ น้นั ใหม่ จนผลการเรียนรู้ได้ ตามมาตรฐานท่ีตั้ง
สมจติ สวธไพบลู ย (2535 : 39) ได้กล่าวถงึ ขอ้ ดีของชดุ กจิ กรรมไวด้ ังนี้
1. ชว่ ยใหน้ กั เรียนได้เรียนรดู้ ้วยตนเองตามอัตภาพและความสามารถของแตล่ ะ บุคคล
2. ชว่ ยแกป้ ญั หาการขาดแคลนครู
3. ใช้สอนซอมเสริมใหก้ บั นักเรยี นที่เรยี นไมท่ นั
4. ชว่ ยเพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการอ่าน
ประเสริฐ สำเภารอด (2552 : 16 ) ได้กล่าวถงึ ประโยชนข์ องชุดกจิ กรรมสรุปไดว้ า่ ชดุ กจิ กรรมที่ใชใ้ น
การสอนชว่ ยเราความสนใจให้กับนกั เรียน ทำใหร้ ู้จกั การแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ชว่ ยแก้ปัญหาเร่ืองความ
แตกต่างระหว่างบุคคล เพราะชุดกจิ กรรมสามารถช่วยใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นรู้ ตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ
สร้างความพร้อม และความมนั่ ใจใหแ้ กครูผู้สอนทำให้ สอนได้เตม็ ประสทิ ธภิ าพ
เขมณฏั ฐ์ ม่งิ ศริ ธิ รรม (2559 : 27) ไดก้ ล่าวว่า สื่อชุดกจิ กรรมเปน็ กระบวนการเรียน การสอนเพอ่ื ใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั
ประสบการณ์หรือเรยี นรเู้ นื้อหาบทเรยี น ดว้ ยการดกู ารฟัง การสังเกต การทดลอง การสมั ผัส จับต้องดว้ ยตนเอง
รวมถึงแสดงความคิดเห็น ตลอดจนการทำงานร่วมกับผ้อู ่นื ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณแ์ ปลกใหม่ด้วยความ
เพลิดเพลิน กองกิจกรรมอาจใช้สอื่ วสั ดุหรอื อปุ กรณเ์ ขา้ มาชว่ ยในการถา่ ยทอดความรู้ เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนรบั รู้และเรยี นรู้
เน้ือหาในกิจกรรมได้ชัดเจนยง่ิ อีกทง้ั ส่ือกิจกรรมยังเปน็ ส่ือที่ตอ้ งมีการวางแผนหรือเตรยี มการ เพอื่ ลำดบั ไปตาม
ขน้ั ตอน ทำให้ ผ้เู รียนสามารถเขา้ ใจงา่ ย ชัดเจนเป็นรูปประธรรม จากการไดร้ ับประสบการณโ์ ดยตรงน้ีเองทำให้
ผเู้ รียนเกิดความคิด จนิ ตนาการท่ีสรา้ งสรรคอยา่ งตอ่ เนือ่ ง เปน็ ผลทำให้ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้ทยี่ ่ังยืน
จากประโยชน์ของชุดกิจกรรมดงั กลา่ ว ผ้วู จิ ัยสรปุ ประโยชนข์ องชุดกจิ กรรม ดงั น้ี 1. ผูเ้ รยี นมอี ิสระในการเรยี นรู้
2. ผู้เรยี นไดฝ้ กึ การคดิ ในด้านตา่ ง ๆ
3. ผู้เรยี นสามารถเรียนรู้ไดท้ ุกเวลาและสถานที่
4. ผเู้ รยี นเขา้ ใจเนอ้ื หาท่ีเรียนมากย่ิงขึ้น
5. ลดบทบาทหนา้ ที่การสอนของครูโดยใหน้ กั เรยี นมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ แทน
6. เปน็ การพัฒนาส่อื การสอนของครู
7. ลดความกดดนั ให้กับผูเ้ รยี นท่ีเรยี นชา
8. ช่วยพฒั นาศกั ยภาพของผู้เรยี นใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพเต็มศกั ยภาพ
การใช้แอพพลิเคชนั ชดุ เครอ่ื งมอื หลกั ใน Google for Education
1. ความหมายของแอพพลเิ คชัน
ในเทคโนโลยีสารสนเทศ Application เป็นการใช้เทคโนโลยีระบบ หรอื ผลติ ภณั ฑ คำศพั ท์
37
Application เป็นคำยอของ Application Program หรอื โปรแกรมประยุกต์ ซึ่งโปรแกรม ประยกุ ต์ เป็นโปรแกรม
ที่ได้รบั การออกแบบให้ทำงานดว้ ยหนา้ ทท่ี เี่ จาะจงโดยตรงสำหรับผู้ใช้ หรอื ใน บางกรณี สำหรบั โปรแกรมประยุกต์
อน่ื ๆ ตวั อยา่ ง ของโปรแกรมประยุกตเ์ ช่น โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing เชน่ MS Word)
ฐานข้อมูล Web Browser เปน็ ตน้ โปรแกรม ประยกุ ต์ใช้บรกิ าร จากระบบปฏบิ ัตกิ ารและโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ
สว่ นการขอและวธิ กี ารตามแบบ แผนของการตดิ ต่อกับโปรแกรมอ่ืนด้วยการใชโ้ ปรแกรม ประยกุ ต์อ่นื เรยี กวา่
Application Program Interface (API) (คอม 5 ดาว, ม.ป.ป.)
เอี้ยกวย ณ แอนฟลด (2553) ได้กล่าวถึง ความแตกตา่ งระหว่าง Software Application และ
Program ไวด้ ังนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) ประกอบไปด้วย
- Hardware หรอื Machine โดยอาจเปน็ เครอื่ งจรงิ ๆ หรือ Virtual Machine เชน่
VMware/VirtureBox/VirtuaIPC ก็ได้
- Software ที่ทำงานอยู่ใน Hardware ข้างตน้ ไม่วา่ จะเปน็ OS เชน่ Windows/Linux/Mac
หรือ Game Web Browser กล็ วนแตเ่ ปน็ Software - Program คือ สว่ นย่อยของ Software กลา่ วคอื Software
กล่าวคือ Software หนง่ึ ตวั ประกอบข้นึ มาจาก Program หลาย ๆ ตัวนน่ั เอง ถาใน Software Project ขนาด
ใหญ เรา อาจจะได้ยนิ การประเมินวา่ ใน Software ตวั นี้มี Program ยอ่ ยทั้งหมดเทา่ ไหร ประเภทของ Software
นัน้ มมี ากมายหลายแบบ รวมไปถึง Application ก็ เปน็ หนง่ึ ในประเภทของ Software โดย Application คือ
Software ทใี่ ชเ้ พอ่ื ชว่ ยการทำงานของ ผู้ใช้ (User) ดงั น้นั Application จะตอ้ งมสี ิ่งที่เรยี กว่า สว่ นตดิ ต่อกับผู้ใช้
(User Interface หรือ UI) นอกจากนี้เรายงั สามารถแบง Application ออกเป็นประเภทย่อย ๆ ตาม
สภาพแวดล้อม การ ทำงาน (Environment หรือ Platform) ของมนั เชน่
- Desktop Application คอื Application ทท่ี ำงานบนเครื่อง Desktop Computer เช่น PC
หรือ Mac เปน็ ต้น
- Mobile Application คือ Application ที่ทำงานบน Mobile Device เช่น โทรศัพทมอื ถอื
เปน็ ต้น
- Web Application คือ Application ทที่ ำงานบน Web เชน่ Gmail เปน็ ตน้ โดย Web
App อาจแบงออกไปอกี เปน็ Intranet Application กับ Internet Application โดย Intranet หมายถงึ มีการใช้
งานแต่ภายในองคก์ ร ซ่ึงตรงข้ามกับ Internet ที่เป็น World Wide Wed ในยคุ Web 2.0 เราอาจได้ยินคำที่
พฒั นาต่อมาจาก Internet Application คือ RIA ท่ยี อมาจาก Rich Internet Application โดยหลักการแล้ว RIA
คือ Application ท่ียงั ใช้ Web Technologies แต่มีการพฒั นาให้มี UI ในฝง Client ท่ดี เี หมือน ๆ กับการใช้
Desktop Application เพือ่ สร้างประสบการณท์ ี่ดใี ห้กบั ผู้ใช้ (User Experience หรือ UX) เช่น ไมม่ กี าร Refresh
หน้าจอ มลี กู เลน Dynamic ในการแสดงผลมากมายวา่ Internet Application แบบเดมิ ๆ
นอกจากน้เี ราอาจเคยไดย้ ินคำทเี่ ก่ียวของกับ Application ตามมามากมาย เชน่ - iPhone Application คือ
Application ทท่ี ำงานอยู่บน iPhone OS
38
- Facebook Application คือ Application ท่ที ำงานอยู่บน Facebook Platform
- Google App Engine คือ ระบบ Cloud ของ Google เพอ่ื รนั Web Application
มานาคอมพิวเตอร์. (2555) แอพพลเิ คชนั (Application) คือ โปรแกรมประเภทหนง่ึ ทถี่ ูกสร้างขนึ้
เพื่อใชง้ านบนมอื ถือหรือ แทล็ เลต็ โดยแอพพลิเคชนั นั้น เราจะเห็นได้ในมือถอื หรอื แทบ็ เล็ตทใ่ี ช้ระบบปฏิบัตกิ าร
แอนดรอยด (Android) และไอโอเอส (iOS)
MODIFY ขาวไอท.ี (2555) แอพพลิเคชัน คือ ชดุ โปรแกรมต่าง ๆ ที่รนั บนมอื ถือ ประเภทสมารท์
โฟน รวมถงึ แท็บเล็ต (Tablet) ต่าง ๆ ที่มใี ห้ดาวนโหลดและตดิ ตั้งไปยงั อุปกรณ์ตาม รุ่นตา่ ง ๆ ท่ีผู้พัฒนาแอพ
พลิเคชนั ทำใหเ้ หมาะสมกบั อปุ กรณน์ ัน้ ๆ นน้ั เอง อธบิ ายงา่ ย ๆ คือโปรแกรมที่ทำงานบนมือถือ และแท็บเลต็ แอพ
พลเิ คชนั ถกู เขียนข้ึนมามคี วามไมซ่ ับซ้อนมาก ใช้งานงา่ ย และ ตอบสนองความต้องการพ้นื ฐานของผใู้ ช้งานเฉพาะ
ด้านเนอื่ งจากตอ้ งถูกจำกดั ด้วยขนาด หรอื การ ประหยดั พลังงาน หากใช้โปรแกรมทม่ี ีความซบั ซ้อนหรือใช้ทรพั ยากร
เคร่ืองสูงอยา่ งคอมพิวเตอรป์ กติ แล้ว อาจจะทำให้มอื ถือหรอื แท็บเล็ตนัน้ คาง หรือไมส่ ามารถทำงานไดเ้ ลย หาก
ทำงานไดก้ ็จะชามาก หรอื ใช้แบตเตอร่มี ากเกินไป
ขจรศักดิ์ สังขเจรญิ . (2556) แอพพลิเคชนั หรอื App คือ โปรแกรมประยุกต์ (Application
Program) ในระบบคอมพวิ เตอรท์ ี่มกี ารพัฒนามาตั้งแต่ยคุ ต้น ๆ ของคอมพวิ เตอร์ จนถึงทกุ วนั น้กี ย็ งั คงมีการ
พฒั นาแอพ (App) ใหม่ ๆ อย่างตอ่ เนอ่ื ง เพ่ือตอบสนองความต้องการใช้งาน ของระบบคอมพวิ เตอร์
สรุปไดว้ า่ แอพพลิเคชนั คือ โปรแกรมประยุกต์ (Application Program) ใช้งานงา่ ย ใช้งานทีไ่ ม่
ซบั ซอ้ น ใชง้ านเฉพาะดา้ น ใชง้ านบนมอื ถือ หรือแท็บเล็ต หรือคอมพวิ เตอร์ ใช้ไดใ้ นทม่ี ี อนิ เตอรเ์ น็ต
2. แอปพลิเคชัน ของชุดเครอื่ งมอื หลกั ใน Google for Education , Facebook
จารุณี สินชัยโรจนกลุ . (2557 : 1-2) การเลอื กใชส้ ่อื การสอน เวป็ แอปพลเิ คชนั (Web Application)
ประกอบดว้ ย Google Apps For Education หรือ Google App สำหรบั การศกึ ษา คือ ชุดของฟรีอเี มลจาก
Google และเคร่อื งมือตา่ ง ๆ เปน็ แบบระบบเปิดในการทำงาน รว่ มกบั เปดิ กวา้ งสำหรับคุณครู นักเรียน นกั ศกึ ษา
ชั้นเรยี นและสมาชิกในครอบครัวทว่ั โลก ตัวอยา่ งเคร่ืองมือทีเ่ ป็นทีน่ ยิ มใช้ที่ทานรู้จกั ดี เชน่ อีเมล (Gmail) จดหมาย
อิเลคทรอนกิ ส (e - mail)) ปฏิทิน (Calendar) เอกสาร (Docs) พืน้ ทีจ่ ดั เกบ็ ขอ้ มูล (Drive) และอ่นื ๆ ทใี่ ช้งานบน
เครอื ขายอนิ เทอรเน็ต
2.1 จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส (e - mail)
จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส (e - mail) นอกจากการใชป้ ระโยชนใ์ นการรับสง่ จดหมายแบบ
ออนไลนแ์ ล้ว การแนบไฟลงาน เพือ่ มอบหมายให้แก่ผเู้ รียนหรือผเู้ รียนแนบไฟลงานท่ี ได้รับมอบหมายสง่ ใหก้ ับ
ผสู้ อนสามารถทำไดเ้ ปน็ เรือ่ งปกตทิ ที่ ราบกนั ดี เช่นความสามารถในการจัด หมวดหมูของจดหมาย หมายถึงการ
จัดเรียงจดหมายตามลำดบั ชื่อตวั อักษรของผสู้ ง่ ทำใหจ้ ดหมาย ทง้ั หมดถูกจดั เรียงแยกตามชื่อของผู้สง่ น้นั ๆ ตาม
กันไป และเมอื่ ผู้ใชเ้ ลอื กทำงานแบบอื่น ๆ หรือคลิก เลอื กทคี่ ำสั่งอื่น ๆ การจัดเรยี งจดหมายในคลังตอ่ ไป จะ
39
จัดเรียงตามลำดบั วนั ท่ีท่ีได้รบั จดหมายดง้ั เดมิ ตามค่าเริ่มตน้ ของระบบ หรือการใช้การกำหนดปายกำกับไวท้ ีห่ นา้ ช่ือ
จดหมาย เพื่อจดั เรยี งจดหมาย ตามหมวดหมูท่ตี ้องการ เชน่ ติดปายกำกบั ไวห้ น้าซองทเ่ี ก่ยี วกับโครงการการเรยี น
เชญิ วิทยากรพิเศษ งานและกิจกรรมตา่ ง ๆ ตามกำหนด หรือการใชต้ วั กรองจดหมาย จดหมายท่ีเปน็ เรื่องเรง่ ดวน
เร่งดวนมาก หรือเรง่ ดวนทีส่ ุด เพ่อื ชว่ ยให้ขอ้ มูลผใู้ ชเ้ ป็นระเบยี บได้ตามต้องการปายกำกับน้ีสามารถ ใชไ้ ด้สูงสุด
5,000 ปาย ถาใช้ปายกำกบั เกนิ กว่าจำนวนนี้ จะทำใหร้ ะบบทำงานไดช้ าลงและอาจ ปรากฏขอ้ ความแสดง
ข้อผดิ พลาดได้ การแก้ปญั หาคือลบปายกำกับที่ไม่ได้ใช้ออก นน่ั หมายถึงผู้ใช้ ตรวจสอบเองวา่ มีปายกำกับใดไมไ่ ดใ้ ช้
งานแล้ว ซง่ึ อาจทำให้เสยี เวลาในการตรวจสอบเพราะอาจตอ้ ง ยอนกลบั ไปลบปายกำกบั ท่ีตง้ั ค่าไว้เปน็ เวลานานมาก
แล้ว ระบบการคน้ หา ในการทผ่ี ูส้ อนและผ้เู รยี นสามารถเขา้ ถงึ ทุกอย่างได้ เช่นกรณที ี่ต้องการค้นหาจดหมายฉบับใด
กส็ ามารถพิมพช่อื จดหมาย หรือช่ือผู้ติดตอ่ ในชองสำหรับค้นหา ทำให้เกดิ ความสะดวกและรวดเร็วกองการเปดิ
ตรวจสอบในแต่ ละหน้าของจดหมายท้ังหมด ซึง่ ในแตล่ ะหนา้ มจี ดหมายประมาณ 50 รายการตรวจดูทลี ะรายการ
ทำ ให้ลาชา
การสนทนาในขณะเปิดกลองจดหมาย รวมทีผ่ ู้สอนเปิดกลองจดหมายในชวงเวลา เดยี วกนั กับ
ผู้เรียนท่ีปรากฏอยู่ในรายชอ่ื ที่ติดต่อจะสามารถสนทนากันได้ในทนั ที ทำให้ทราบวา่ มี ผ้เู รยี นคนใดกำลงั ออนไลนอ์ ยู่
บา้ งหรอื การพมิ พข้อความทิง้ ไวใ้ นขณะที่ท้งั ผู้สอนหรือผู้เรยี นไม่ไดเ้ ปิด กลองจดหมายในชวงเวลาเดียวกันก็ทำได้
เพราะเม่อื ผรู้ ับขอ้ ความออนไลน์เมือ่ ใดก็สามารถอ่าน ขอ้ ความดงั กลา่ วไดใ้ นภายหลงั ตอนนี้ท่ปี รากฏชอ่ื ผู้เรยี นใน
กลุม่ สนทนาจำนวนมาก ผู้สอนสามารถใช้ การค้นหาชอ่ื ผู้เรยี นท่ตี อ้ งการสนทนาได้ ซ่ึงสามารถแสดงชอ่ื ท่ีตอ้ งการ
ค้นหานัน้ ในทนั ทโี ดยไม่ตอ้ ง เสยี เวลาพมิ พช่ือให้ครบทุกตัวอักษรกไ็ ด้ ตงั้ ชอื่ กลุ่มสนทนาสามารถกำหนดตามหัวข้อที่
ผู้เรียนหรือ ผูส้ อนสนใจไดเ้ อง เชน่ การจัดกลุ่มสนทนาตามกรณีศึกษาที่ไดร้ บั มอบหมาย เพ่ือให้ผสู้ อนไดต้ ิดตาม
ความคืบหนา้ หรอื ให้ผู้เรียนไดร้ ายงานความกา้ วหน้าในระหว่างดำเนนิ งานตามทไี่ ด้รับมอบหมายเป็น ระยะ ๆ เพือ่
เป็นการวัดระดับพฒั นาการของผู้เรียนได้อีกดว้ ย นอกจากนส้ี ามารถสนทนาในลักษณะ ของการพิมพขอ้ ความส่งถงึ
กนั แลว้ ยงั สามารถสง่ ขอ้ ความเสยี งหรอื คลิปวดี โี อตา่ ง ๆ เมอื่ ทำการ วเิ คราะห์ ข้อมลู ร่วมกันระหวา่ งกล่มุ ผู้เรียนเอง
หรอื ระหวา่ งผสู้ อนและผูเ้ รียนในชน้ั เรียน โดยรายการ สง่ ไฟลต่าง ๆ เช่น ไฟลเอกสาร ไฟลเสยี ง ไฟลวดี โี อ หรือไฟล
ภาพ สามารถสง่ ขนาดไฟลได้ครงั้ ละไม่ เกิน 20 MB. การเพิ่มประสิทธภิ าพการสนทนาสามารถทำไดต้ ลอดเวลาทุกที่
ทุกเวลา (Real Time) หากใชก้ ารสนทนารานอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ สประเภทพกพา เช่น Tablet , iPad หรอื
อปุ กรณ์สอื่ สาร แบบ Smart Phone เปน็ ต้น
เอกสาร (Docs) การสรา้ งเอกสารประเภทส่ิงพมิ พ งานการนำเสนอ ตารางการ คำนวณแบบ
ฟอรมภาพประกอบ และการเชอ่ื มตอ่ กับโปรแกรมอน่ื ๆ เพ่ิมเตมิ ในลกั ษณะออนไลน์ได้ สามารถดาวโหลด เพอ่ื
นำไปใช้งานรว่ มกบั โปรแกรมตา่ ง ๆ ของ Microsft Office ได้ และการทำงาน จะมลี ักษณะคลายคลงึ กัน แต่ที่
แตกตา่ งและไม่มีใน Micrsoft Office คอื การสร้างภาพประกอบ ซึง่ เปน็ การดำเนนิ การตา่ ง ๆ เกยี่ วกับการนำ
ภาพมาประกอบกบั ข้อความ รูปวาดรูปทรงต่าง ๆ เปน็ ชนิ้ งานใหม่ท่ีสามารถดาวโหลดเป็นไฟลภาพนามสกลุ .png
หรอื .jpg ไดแ้ ละคุณสมบัตเิ ดนของ เอกสาร (Docs) น้ี ทสี่ ามารถทำไดท้ นั ที คอื การแบงปนระหวา่ งกลุ่มผู้เรียนหรือ
40
ผทู้ ี่ไดร้ บั อนุญาตให้ เขา้ ถงึ การใช้งานได้ร่วมกัน
การสร้างเอกสารประเภทสง่ิ พิมพ เชน่ ใบงาน รายงาน การบา้ น ฯลฯ สามารถ จัดทำในรูปแบบ
เอกสารออนไลน์ได้ในระดบั หนึ่ง เช่นแทรกภาพ ภาพวาด ตาราง สมการ จุด เช่อื มโยง และอ่นื ๆ ซง่ึ คุณสมบตั ิที่น
าสนใจ คือ สามารถยอนหลงั ประวัตกิ ารพิมพงานหรือแกไขงาน ได้ โดยสามารถเลือกชวงเวลาท่ตี ้องการ เพอ่ื ทำการ
กคู นื งานทีพ่ มิ พไว้ ณ เวลานน้ั ได้ แต่คุณสมบตั ิ อาจไมห่ ลากหลายเทยี บเท่าโปรแกรม Microsft Word ท่มี ีการ
พฒั นามาแลว้ หลายเวอรชั่ น เช่น ไม่ มีเอกสารแบบสำเร็จรปู ใหเ้ ลอื กใช้ (ประเภทจดหมาย ซองจดหมาย ปก
ประวตั สิ ว่ นตวั ฯ) แตส่ ามารถ ดาวนโหลดไฟลออกมาใชง้ านในโปรแกรม Microsft Word ไดไ้ ฟลนามสกลุ .docx
และดาวนโหลดไฟลในรปู แบบอ่ืน ๆ ได้แก่ OpenDocument (.odt), RichText (.rtf), Acrobat (.pdf), ขอ้ ความ
ธรรมดา (.txt) เปิดดว้ ยโปรแกรม Notepad หรอื Wordpad และรูปแบบหน้าเวบ็ (.html) การสร้างชน้ิ งาน
ประเภทการนำเสนอ เชน่ สไลดที่ผู้สอนใช้สำหรับการสอน หรือ งานนำเสนอทผ่ี ู้เรียนจัดทำ เพอ่ื นำเสนอผลงานท่ี
ได้รบั มอบหมาย โดยมีแบบสำเร็จรูป (Theme) ให้ เลือกใช้งาน ซึง่ สามารถปรบั แต่งรายละเอียดเพมิ่ เติมในสว่ นต่าง
ๆ ได้ การแทรกคลิปวดิ ีโอ ภาพเคลื่อนไหวและการเปล่ยี นสไลดแบบ Dynamic ลักษณะการใช้งานคลายกับการ
สร้างสไลดใน Microsoft PowerPoint และการดาวนโหลดไฟลโดยใชน้ ามสกลุ เดียวกนั คอื .pptx และดาวน
โหลดไฟลในรูปแบบอืน่ ๆ ไดแ้ ก่ crobat (.pdf), Scalable Vector Graphics (.svg), ไฟลภาพ .png หรอื .jpg,
และส่งออกเฉพาะข้อความ (.txt) ขอ้ จำกดั ของโปรแกรม คือ ลกู เลนหรือการกำหนดการ เคลอื่ นไหวในแต่ละสไลดมี
ให้เลอื กนอ้ ย
การสรา้ งตารางการคำนวณ หรอื สเปรดซตี ท่ีเนน้ การสร้างชิ้นงานด้านการคำนวณ หลายทานค
งนึกภาพโปรแกรม Microsoft Excel ทสี่ ามารถเลือกใชฟ้ ังกชนั หรอื สตู รคำนวณต่าง ๆ ตวั กรองขอ้ มลู หรอื การ
กราฟและแผนภูมจิ ากตารางข้อมลู ซง่ึ ข้อมลู นจี้ ะเช่ือมโยงกับการสรา้ ง แบบฟอรม คอื เมื่อผูส้ อนสร้างแบบฟอร
มเพอื่ ใหผ้ ้เู รยี นกรอกขอ้ มลู ผา่ นฟอรมน้ัน ข้อมลู จะถกู เก็บ ลงในรปู แบบสเปรดซีดน้ี นนั่ หมายถึง ผู้สอนจะไดค้ า่ ของ
ข้อมูลต่าง ๆ ในลักษณะไฟลตาราง ซ่ึง สามารถนำมาเปิดใชง้ านในโปรแกรม Microsoft Excel ได้ เนื่องจาก
สามารถสง่ ออกเป็นไฟล นามสกลุ .xlsx เหมือนกันและดาวโหลดไฟลในรปู แบบอ่นื ๆ
ได้แก่ OpenDocument (.ods), Acrobat (.pdf), คา่ ท่ีคน่ั ด้วย เครือ่ งหมายจุลภาค (.csv), ค่าท่ีคั่นด้วย Tab (.
tsv), และรปู แบบหนา้ เว็บ (.html)
การสรา้ งแบบฟอรม เช่น การสร้างแบบฟอรมเพ่อื ใชส้ ำหรับลงชอ่ื เข้าชนั้ เรยี น โดย ผูส้ อน
สามารถเซ็คช่อื ด้วยการกรอกคะแนนลงในตารางการคำนวณ และระบบจะนบั หรอื คำนวณ จำนวนคะแนนจากการ
เข้าชั้นเรยี นได้เลยรวมถงึ การออกรายงานเปน็ ลักษณะกราฟในรูปแบบตา่ ง ๆ หรอื สามารถสรา้ งแบบฟอรม เพอื่
ใช้เป็นแบบสอบถามในการวิจัย เพยี งแคสง่ ชื่อเว็บไซด (URL) ของ แบบสอบถามนนั้ ให้ผ้ตู อบแบบสอบถามทำบน
อนิ เทอรเน็ตซง่ึ การสร้างแบบฟอรม สามารถ กำหนดให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอ้ งตอบขอ้ คำถามที่จำเป็นสำหรบั
ผู้วจิ ัยได้ เพื่อปองกนั ข้อคำถามทีต่ ก สำรวจ หรือกรณีทีข่ ้อคำถามมีลกั ษณะคลายกันสามารถทำสำเนาคำถามซ้ำ
เฉพาะขอ้ ท่ีต้องการแลว้ นำมาปรับแกรายละเอียดเพม่ิ เตมิ ได้ โดยไมต่ อ้ งพิมพใหมท่ ง้ั หมด หรือการแกไขขอ้ คำถาม
41
คำตอบ
หรอื แม้แตก่ ารลบคำถามคำตอบทไ่ี มต่ อ้ งการทงิ้ หลังจากที่ผู้ตอบแบบสอบถามทำเสร็จเรยี บร้อยแล้ว ข้อมูลจดั เก็บ
ลงในไฟลตารางการคำนวณทนั ที ซง่ึ เท่ากบั วา่ ผ้วู ิจัยไม่จำเปน็ ต้องมาน่งั กรอกค่าขอ้ มูลที่ ได้จากแบบสอบถามใน
รปู แบบของกระดาษอกี ตอ่ หน่งึ ให้ประหยดั เวลา ลดความผิดพลาดทีอ่ าจ เกิดข้นึ ระหวา่ งกรอกคา่ ของขอ้ มลู จาก
แบบสอบถาม และชว่ ยลดปรมิ าณกระดาษได้อกี ด้วย แต่ ข้อจำกัดอยู่ท่กี ารทำบนเครือขายอินเตอรเ์ น็ต หากไม่มี
อนิ เตอรเ์ น็ตหรอื อินเตอรเ์ นต็ ลมก็ไม่สามารถ ตอบแบบสอบถามนัน้ ได้ ซ่งึ ผูว้ จิ ยั อาจเตรียมแผนสำรอง คือเตรียม
แบบสอบถามทเ่ี ป็นกระดาษไว้ให้ ผ้ตู อบแบบสอบถามเพอื่ ทำแก้ปัญหาดงั กลา่ ว
เอกสารท้งั หมดดงั ไดก้ ล่าวมาข้างตน้ นน้ั สามารถเลือก download ให้อยู่ใน รปู แบบไฟลทีม่ ี
นามสกลุ .pdf หรือเปิดใชง้ านด้วยโปรแกรม Adobe Acrobat ท่สี ามารถปองกันการปรบั แกเอกสารได้ยกเวนการส
รา้ งแบบฟอรมทส่ี ามารถโหลดออกมาไดเ้ ฉพาะไฟลนามสกุล .csv เท่านั้นกรณี
สร้างแบบประเมินผลการเรยี นการสอน สามารถสรา้ งแบบทดสอบลักษณะ ตวั เลือกให้ผู้เรยี น
เลอื กตอบได้หรือประเภทตอบคำถามแบบส้ัน ๆ การตอบคำถามแบบบรรยายหรอื อภิปราย คำถามแบบเลอื ก
คำตอบ ตวั เลือกแบบเลอื กตอบ ข้อคำถามแบบวัดระดับความรู้ ความสามารถของผเู้ รยี น หรือประเภทคำถามวดั
ระดับความรคู้ วามสามารถในหมวดความรเู้ ดียวกนั
โดยให้ผู้สอนตอ้ งทำการกำหนดระยะเวลาพเี่ รม่ิ ต้นและสิ้นสุดในการทำแบบทดสอบเอง ไมส่ ามารถตงั้ เวลาให้เป็น
ลกั ษณะอตั โนมัตไิ ด้ เชน่ ไมส่ ามารถสร้างแบบทดสอบไวล้ วงหนา้ แลว้ เปิดให้ผเู้ รียนเข้าไป ทำในเฉพาะเวลาที่ตอ้ งการ
ไดแ้ ตส่ ามารถสรุปผลคะแนนดบิ ร้อยละตดั เกรดได้ทนั ทมี กี ารระบุคำเฉลย ไวเ้ รียบรอ้ ยแลว้
การสง่ การบา้ นหรอื การบา้ น การทำงานกลมุ่ สามารถทำงานร่วมกันในโครงการ ของกลมุ่ ได้เช่น
ผสู้ อนตง้ั โจทยให้ผู้เรียนช่วยกนั ระดมความคดิ ระดมสมองคิด มีลกั ษณะการใช้งาน คลาย ๆ กบั Post it คือแตล่ ะคน
ภายในกลมุ่ สามารถเข้ามาโพสตคำตอบได้ ผสู้ อนสามารถแบงผู้เรยี น เปน็ หลาย ๆ กลุม่ ไดแ้ ละสามารถกำหนดใหแ้ ต่
ละกลุ่ม สามารถมองเหน็ คำตอบของกลมุ่ อน่ื ๆ
การเตรียมเอกสารประกอบการสอน สามารถสรา้ งสำเนารายวชิ าเพือ่ ใช้ในภาค การศกึ ษาถัดไป
ได้ เช่นรายวชิ าทเี่ ปดิ การเรยี นการสอนในภาคการศกึ ษาต้น สรา้ งทำสำเนาซำ้ ท้ัง รายวิชาเพอื่ ใชใ้ นภาคการศึกษาไป
ได้โดยไมต่ ้องตงั้ คา่ ตา่ ง ๆ ใหม่
พืน้ ท่สี ำหรับจัดเกบ็ ขอ้ มลู (Drive) การใช้บรกิ ารฟรอี ีเมลของ Gmail เพอื่ ใช้ สำหรับการจัดการ
การเรยี นการสอนน้จี ะมีพน้ื ทส่ี ำหรับจัดเกบ็ ขอ้ มูลใหป้ ระมาณไม่เกนิ 30 GB ตอ่ ผุ ใช้หน่งึ รายจากปกติการใหบ้ รกิ าร
ฟรีอเี มลของ Gmail ทว่ั ไปใหป้ ระมาณ 15 GB ตอ่ ผใู้ ช้หนง่ึ ราย
การจัดเกบ็ ไฟลผลงานต่าง ๆ ของผู้เรยี น จะถกู จัดเก็บไวใ้ นพ้ืนท่ขี องฟรีอีเมลของ ผ้เู รยี นซ่งึ จะ
เปน็ ลิขสิทธิง์ านของผูเ้ รียนเอง ผู้อืน่ จะไม่สามารถดาวนโหลดไปได้นอกจากผู้เรียนจะเป็น ผกู้ ำหนดสถานะให้เปน็
ลกั ษณะเผยแพรแกสาธารณะหรือผ้สู นใจท่วั ไปสามารถดาวนโหลดไปได้ ระบบการจัดการการเรยี นการสอนแบบ
ออนไลน์โดยการใช้สอื่ อเิ ลคทรอนกิ สจาก Google มกี าร จัดทำฐานข้อมลู จดั เกบ็ ขอ้ มลู ของผ้เู รยี น และกิจกรรมต่าง