The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kingkan4375, 2022-03-04 15:09:00

E-Book

E-Book

รายงาน
ความรู้เบ้ืองตน้ เก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ

จดั ทาโดย
นางสาวก่ิงกาญจน์ จนั ทะโคตร

นกั ศึกษาประกาศนียบตั รวิชาชีพครู รุ่น 7

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
วทิ ยาลยั บณั ฑิตเอเซีย

รายงาน

เรื่อง ความร้เู บ้ืองต้นเกยี่ วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ

นางสาว ก่ิงกาญจน์ จันทะโคตร
รหัสนกั ศึกษา 646550199-2

เสนอ
ดร. กฤษฎาพนั ธ์ พงธ์บรบิ รู ณ์

รายงานนีเ้ ปน็ ส่วนหนง่ึ ของวิชานวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา (810105)
หลกั สตู รประกาศนยี บัตรบัณฑิตวชิ าชพี ครู ปกี ารศึกษา 2565
วทิ ยาลัยบัณฑิตเอเชีย



คำนำ

รายงานเรือ่ ง ความร้เู บ้ืองต้นเก่ยี วกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ เล่มนี้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวชิ า
นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา รหสั วิชา 810105 จัดทำขึ้นเพ่ือเผยแพร่เนื้อหาความรู้
เกยี่ วกับความหมาย องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซง่ึ เป็นเน้ือหาท่เี กดิ จากการรวบรวมข้อมูล
ประเมนิ ค่า วิเคราะห์และสงั เคราะห์ข้อมลู อนั เปน็ ขั้นตอนการสรา้ งความรู้จากแหล่งสารสนเทศใหม้ ี
ประสทิ ธิผลตรงตามจดุ ประสงค์ ภายในนอกจากจะบรรจเุ น้อื หาทสี่ งั เคราะห์ได้แลว้ ยงั มีส่วนแสดงขั้นตอนให้
เหน็ เดน่ ชดั อกี ด้วย

ผู้จัดทำหวงั เป็นอยา่ งย่ิงว่า รายงานเลม่ นี้จะเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้ทไี่ ดศ้ กึ ษาไม่มากก็นอ้ ยและหากมี
ข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภยั มา ณ ท่ีนี้ดว้ ย

ก่งิ กาญจน์ จันทะโคตร

สารบญั ข

เรอ่ื ง หน้า

คำนำ ก
สารบัญ ข
บทที่ 1
1
ความหมายของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
คุณลักษณะของนวตั กรรมทางการศึกษา 2
ประเภทและตัวอยา่ งของนวตั กรรมทางการศึกษา 2
ข้นั ตอนการพฒั นานวัตกรรมทางการศึกษา
3
ความสำคญั ของนวัตกรรมทางการศึกษา 3
นวตั กรรมทางการศึกษาที่สำคัญของไทยในปัจจบุ นั 4

บทที่ 2 24
24
ความหมายของสารสนเทศ 25
ววิ ัฒนาการของสารสนเทศ 26
สาเหตทุ ท่ี ำให้เกดิ สารสนเทศ 27
ความหมายของคำวา่ ข้อมลู 27
ชนิดของข้อมูล 30
กรรมวธิ กี ารจัดการขอ้ มูล 31
หลกั เกณฑก์ ารประเมินผลลพั ธ์ หรือผลผลติ 32
คุณลกั ษณะของสารสนเทศท่ีดี 33
คุณภาพของสารสนเทศ 33
ความสำคัญของสารสนเทศ 34
บทบาทของสารสนเทศ 35
องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ 36
เทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม 37
ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 38
ปจั จัยท่ีทำใหเ้ กิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ 39
ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 42
เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการใชช้ วี ติ ในสังคมปจั จบุ นั
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ

สารบญั (ตอ่ ) ค

เรื่อง หนา้

คอมพวิ เตอร์และอินเทอเนต็ 43
ระบบการสืบค้นผา่ นเครือข่ายเพอ่ื การเรียนรู้ 57
การสบื ค้น และรบั ขอ้ มูล และสารสนเทศเพ่ือใช้ในการจดั การเรยี นรู้ 61
บทท่ี 3
คอมพิวเตอร์และอนิ เทอร์เนต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ 69
เทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู้ 71
สอ่ื เพ่ือการเรยี นรู้ 78
หลกั การออกแบบนวตั กรรมและส่อื เพ่ือการเรียนรู้ 81
การเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ เครือขา่ ยการเรียนรู้ 84
การจัดการเรยี นรบู้ นเครือข่ายอินเทอร์เนต็ 87
ระบบสืบคน้ ผ่านเครือขา่ ยเพื่อการเรียนรู้ 90
การสบื ค้นและรับสง่ ข้อมูล แฟ้มข้อมูล 91
สารสนเทศเพื่อใชใ้ นการจัดการเรียนรู้ 102
การวเิ คราะหป์ ัญหาทีเ่ กิดจากการใช้นวตั กรรม 103
บรรณานกุ รม 110

1

บทท่ี 1
นวตั กรรมทางการศกึ ษา

นวัตกรรมมคี วามสำคัญต่อการศึกษาหลายประการ ทั้ง น้เี นื่องจากในโลกยุคโลกาภิวัตน์โลกมกี าร
เปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงความกา้ วหนา้ ทั้งด้านเทคโนโลยแี ละสารสนเทศ
การศกึ ษาจงึ จำเปน็ ต้องมกี ารพฒั นาเปล่ยี นแปลงจากระบบการศึกษาท่ีมีอยเู่ ดิม เพ่ือ ให้ทันสมยั ต่อการ
เปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสังคมทเี่ ปลย่ี นแปลงไป อกี ทั้งเพ่ือแก้ไขปญั หาทางดา้ นศึกษาบางอย่าง
ที่เกิดขน้ึ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ เช่นเดยี วกันการเปลย่ี นแปลงทางด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเก่ียว
กับนวัตกรรมการศกึ ษาที่จะนำมาใช้เพ่อแก้ไขปัญหาทางการศกึ ษาในบางเร่ือง เช่น ปญั หาทีเ่ กย่ี วเนอ่ื งกัน
จำนวนผู้เรยี นทมี่ ากขึน้ การพัฒนาหลักสตู รใหท้ ันสมยั การผลิตและพฒั นาสือ่ ใหม่ๆ ข้ึนมาเพ่ือตอบสนองการ
เรียนรขู้ องมนุษยใ์ หเ้ พิม่ มากข้ึนดว้ ยระยะเวลาที่สัน้ ลง การ ใชน้ วตั กรรมมาประยุกต์ในระบบการบรหิ าร
จดั การด้านการศกึ ษาก็มีส่วนชว่ ยใหก้ าร ใชท้ รัพยากรการเรียนรเู้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ เช่น เกิดการ
เรียนรู้ด้วยตนเอง

1. ความหมายของนวัตกรรมทางการศกึ ษา
นวตั กรรมทางการศึกษา หมายถงึ วธิ กี ารปฏิบัตใิ หมๆ่ ในทางการศึกษา ซง่ึ แปลกไปจากเดิมอาจไดม้ า

จากการค้นพบวิธีใหม่ๆ หรือปรับปรุงของเก่าใหเ้ หมาะสม โดยไดม้ กี ารทดลอง พฒั นา จนเป็นทีน่ า่ เชอ่ื ถือได้ว่า
มีผลดีในทางปฏิบัติ และสามารถทำให้ระบบการศึกษาดำเนินไปสเู่ ป้าหมายไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ (สมบูรณ์
สงวนญาต:ิ 2534)

นวตั กรรมการศึกษา หมายถึง นวัตกรรมท่ีช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดี
ยิ่งข้นึ ผเู้ รยี นสามารถเกิดการเรียนรูไ้ ดอ้ ย่างรวดเรว็ มปี ระสิทธิผลสูงกวา่ เดมิ เกิดแรงจูงใจในการเรียนดว้ ย
นวตั กรรมเหล่านัน้ และประหยัดเวลาในการเรียนได้อกี ด้วย ในปัจจบุ นั มีการใช้นวัตกรรมการศกึ ษามากมาย
หลายอย่างซึง่ มีทั้งนวตั กรรมทใี่ ช้กันแพรห่ ลายแล้วและประเภทที่กำลงั เผยแพร่ เชน่ การสอนใช้คอมพวิ เตอร์
ชว่ ย การใชแ้ ผ่นวีดิทัศนเ์ ชงิ โต้ตอบ สอื่ หลายมิติ และอินเทอรเ์ นต็ เหล่าน้ีเป็นตน้ (กดิ านันท์ มลิทอง : 2540)

นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง การนำเอาความคิดหรือวธิ ีปฏบิ ัติทางการศึกษาใหม่ๆมาใช้กบั การศึกษา
(วรวิทย์ นิเทศศิลป์: 2551)

นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง แนวความคดิ หรือวิธกี ารหรือเครื่องมอื ซ่ึงเปน็ สิ่งแปลกใหม่ยังไม่เคย
นำมาใช้ในวงการการศึกษามากอ่ น แต่ได้ถูกนำมาทดลองใช้เพอ่ื ดูผลวา่ ไดผ้ ลดีเพยี งใด ถ้าไดผ้ ลดีกจ็ ะไดร้ บั การ
ยอมรับและเผยแพร่ใหร้ จู้ กั และนำมาใช้กนั อยา่ งกวา้ งขวางต่อไป (คณาจารย์ภาควชิ าเทคโนโลยีและนวตั กรรม
ทางการศกึ ษา: 2539)

นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ส่งิ ใหม่ๆ ท่ีสร้างขนึ้ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเก่ียวกับการจัดการเรียน
การสอนหรือพฒั นาให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรู้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ไดแ้ กแ่ นวคิด รูปแบบ วิธกี าร กระบวนการ
สอ่ื ต่างๆ ทีเ่ กย่ี วกับการศกึ ษา (สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์: 2553)

2

นวตั กรรมการศึกษา เป็นการนำเอาส่ิงใหม่ๆ ซ่ึงอาจจะอยใู่ นรูปของความคดิ หรือการกระทำรวมทั้งสงิ่ ประดิษฐ์
ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวงั ทีจ่ ะเปลี่ยนแปลงสง่ิ ท่ีมอี ย่เู ดิมให้ระบบการจัดการศกึ ษามี
ประสทิ ธภิ าพยิง่ ขึน้ (บญุ เกื้อ ควรหาเวช: 2543)

สรุป นวัตกรรมทางการศกึ ษา จงึ หมายถึง การนำเอาส่ิงใหมๆ่ ซ่งึ อาจจะเป็น ความคิด เทคนคิ วิธีการ
หรือสง่ิ ประดิษฐใ์ หม่ๆ หรือนำสงิ่ เก่ามาปรบั ปรุงใหมใ่ หเ้ หมาะสม เพื่อใชแ้ ก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้มี
ประสทิ ธิภาพยงิ่ ขน้ึ

2. คณุ ลักษณะของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
คณุ ลกั ษณของนวัตกรรมทางการศึกษาสามารถสรปุ ไดด้ ังนี้
1. เป็นสงิ่ ใหม่เกีย่ วกับการแก้ปัญหาการศึกษาทั้งหมด เช่น วิธีการสอน หรอื สีอ่ การสอนใหมๆ่
2. เปน็ สิ่งทีเ่ คยมีมาแล้วแต่มกี ารพัฒนาปรับปรุงใหเ้ หมาะสมและดีขนึ้ เพื่อใช้ในกระบวนการศกึ ษาให้มี

ประสทิ ธิภาพมากข้นึ
3. รอ้ื ฟ้ืนของเก่ามาใชใ้ หม่
4. เปน็ นวัตกรรมทางการศกึ ษาเกา่ จากทอี่ ื่นแตเ่ พ่ิงนำมาใช้
5. ผ่านการศกึ ษาคน้ คว้าและยนื ยนั ด้วยขอ้ มลู มหาศาล

3. ประเภทและตัวอยา่ งของนวตั กรรมทางการศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษาสามารถจำแนกประเภทได้ 2 ประเภทดังนี้
3.1 นวตั กรรมประเภทผลติ ภัณฑห์ รือสิ่งประดิษฐ์

นวัตกรรมประเภทนี้มีลกั ษณะเปน็ สง่ิ ประดิษฐ์ที่ใชเ้ ป็นส่อื ในการจดั การเรียนการสอนเพอ่ื ให้ผเู้ รียนสามารถเกดิ
ความรู้ ความเขา้ ใจอย่างชัดเจนไดง้ ่ายย่ิงขึน้ นวัตกรรมประเภทน้ีได้แก่

- ชุดการเรยี น/ ชดุ การสอน/ชดุ การเรยี นการสอน
- แบบฝึกทกั ษะ/ชุดการฝึก/ชดุ ฝึกทกั ษะการเรียนรู้
- บทเรียนสำเรจ็ รูปแบบสอ่ื ผสม/บทเรยี นโปรแกรม
- เกม
- การต์ นู
- นทิ าน
- เอกสารประกอบการเรยี นร้/ู เอกสารประกอบการเรียนการสอน/เอกสารประกอบการสอน
- สือ่ ประสม
- ส่ือหลายมิติ
- ฯลฯ
3.2 นวตั กรรมประเภทแนวคิด/รปู แบบ/เทคนิค/วิธกี ารสอน

3

นวตั กรรมประเภทนี้เปน็ การใช้วิธีสอนหรือเทคนคิ การสอนในรปู แบบตา่ งๆเพ่ือพัฒนาการ ด้านการเรียนรู้ให้แก่
ผเู้ รยี นท้ังในด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมจรยิ ธรรมเป็นต้น ซ่ึงมีวิธกี ารสอนและ
เทคนคิ การสอนจำนวนมาก ได้แก่

- วธิ ีการสอนคิด
- วิธสี อนโดยการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือ
- CIPPA MODEL
- วฏั จักรการเรียนรู้ 4 MAT
- วิธีสอนตามแนวพทุ ธวธิ ี
- วิธสี อนแบบบูรณาการ
- วิธสี อนโครงงาน
- วิธีสอนโดยการต้ังคำถาม
- Constructivism
- การสอนแบบศูนย์การเรียน
- การสอนแบบโรงเรียนไม่แบ่งชน้ั
- การสอนเปน็ คณะ
- การสอนแบบจลุ ภาค
- การสอนแบบกลุ่มสัมพนั ธ์
- โครงการส่งเสริมสมรรถภาพการสอน
- ฯลฯ

4. ข้ันตอนการพฒั นานวตั กรรมทางการศกึ ษา
การพฒั นานวัตกรรมการศึกษาสามารถสรุปเป็น 3 ข้ันตอน ดงั น้ี
1. ระบุปญั หา การพฒั นามกั เริ่มจากการมปี ัญหาและมองเหน็ ปญั หากอ่ น
2. พัฒนานวตั กรรม โดยการกำหนดจุดมุง่ หมาย ศึกษาคน้ ควา้ หาข้อจำกัดต่างๆ ข้อมูลและแนวทางใน

การแก้ปัญหาและพัฒนานวตั กรรมทางการศึกษาให้ดีขึน้ ซึ่งเมอื่ สร้างนวตั กรรมทางการศึกษานัน้ ๆข้ึนมาแล้ว
ตอ้ งผา่ นการทดลองใช้และพสิ ูจนด์ ว้ ยข้อมูลมหาศาลว่าใช้ได้จรงิ กอ่ น

3. เผยแพรน่ วตั กรรม เพ่ือเพ่ิมโอกาสการพัฒนากระบวนการศกึ ษาต่อไป

5. ความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษา
นวตั กรรมทางการศึกษามีความสำคัญ ดงั นี้
1. เพอ่ื นำนวัตกรรมมาใช้แกป้ ัญหาในเรอ่ื งการเรยี นการสอน เชน่
- ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปญั หาทพี่ บเช่น วิธกี ารสอนปิดก้ันความคิดสรา้ งสรรค์ของผู้เรียน

วธิ กี ารสอนทีน่ า่ เบ่ือทำให้ผู้เรียนขาดความสนใจ

4

- ปญั หาดา้ นเน้ือหาวชิ า บางวิชาเนือ้ หามาก และบางวิชามเี นอ้ื หาเป็นนามธรรมยากแกก่ ารเข้าใจ
จึงจำเปน็ จะต้องนำเทคนิคการสอนและส่อื มาช่วย

- ปัญหาเรอ่ื งอุปกรณ์การสอน บางเน้ือหาไมม่ สี ่ือการสอนท่ีช่วยให้เกดิ ความรู้ ความเข้าใจได้ดีพอ
2. เพอื่ นำนวตั กรรมไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นการสอน ใหม้ ปี ระสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์
ตอ่ การศึกษา โดยการนำส่งิ ประดษิ ฐ์หรอื แนวความคดิ ใหม่ๆในการเรยี นการสอนนนั้ เผยแพร่ไปสู่ครู-อาจารย์
ทา่ นอน่ื ๆ หรอื เพ่ือเปน็ ตวั อย่างอกี รูปแบบหนงึ่ ให้กับครู-อาจารย์ที่สอนในวชิ าเดียวกนั ได้นำแนวความคดิ ไป
ปรับปรงุ ใชห้ รือผลิตสือ่ การสอนใหมๆ่ เพ่ือนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
3. เพือ่ นำไปใชใ้ นการบริหารการศึกษา ใหเ้ ปน็ ไปดว้ ยความสะดวกและมีประสทิ ธภิ าพซ่ึงสุดท้าย
ผลประโยชน์ที่ได้รบั ก็จะนำไปผลสัมฤทธิท์ างการศึกษาที่สูงขน้ึ ตอ่ ไป

นวัตกรรมทางการศึกษาท่ีสำคัญของไทยในปจั จบุ ัน
นวตั กรรม เปน็ ความคิดหรอื การกระทำใหม่ๆ ซ่งึ นกั วิชาการหรอื ผ้เู ชยี่ วชาญในแต่ละวงการจะมีการ

คิดและทำส่ิงใหม่อยู่เสมอ ดงั น้นั นวัตกรรมจึงเปน็ สง่ิ ทเี่ กิดขึน้ ใหมไ่ ดเ้ รอื่ ยๆ สิง่ ใดทีค่ ิดและทำมานานแล้วกถ็ ือ
วา่ หมดความเป็นนวัตกรรมไป โดยจะมีสง่ิ ใหม่มาแทน ในวงการศกึ ษาปัจจุบัน มีส่ิงท่ีเรยี กวา่ นวัตกรรมทาง
การศกึ ษา หรือ นวัตกรรมการเรยี นการสอน อยูเ่ ปน็ จำนวนมาก บางอย่างเกิดขึ้นใหม่ บางอยา่ งมีการใชม้ า
หลายสิบปแี ล้ว แต่ก็ยงั คงถือว่าเป็นนวตั กรรม เนอื่ งจากนวัตกรรมเหล่านนั้ ยงั ไม่แพร่หลายเปน็ ท่รี ้จู ักทัว่ ไปในวง
การศึกษา

ประเภทของการใช้นวัตกรรมการศกึ ษาในประเทศไทย
ประเภทของนวตั กรรมการศึกษาพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ไดม้ ีบทบญั ญัติทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับ
เทคโนโลยกี ารศึกษาและนวตั กรรมการศกึ ษาไวห้ ลายมาตรา มาตราทสี่ ำคัญ คอื มาตรา 67 รัฐตอ้ งส่งเสรมิ ให้มี
การวจิ ัยและพฒั นาการผลติ และการพัฒนาเทคโนโลยเี พื่อการศกึ ษา รวมทงั้ การติดตาม ตรวจสอบและ
ประเมินผลการใช้เทคโนโลยเี พอื่ การศึกษา เพือ่ ให้เกดิ การใช้ท่คี ุ้มค่าและเหมาะสมกบั กระบวนการเรียนร้ขู อง
คนไทยและในมาตรา 22 "การจดั การศกึ ษาตอ้ งยึดหลกั วา่ ผู้เรยี นทกุ คนมีความสามารถเรียนรู้และพฒั นา
ตนเองได้และถอื ว่าผเู้ รียนมคี วามสำคญั ท่ีสุด กระบวนการจดั การศกึ ษาตนเองได้และถือว่าผ้เู รยี นมี
ความสำคญั ทส่ี ุด กระบวนการจัดการศกึ ษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็
ตามศกั ยภาพ" การดำเนนิ การปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จได้ตามที่ระบไุ ว้ในพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ดังกลา่ ว จำเปน็ ตอ้ งทำการศึกษาวจิ ยั และพัฒนานวัตกรรมการศกึ ษาใหม่ๆ ท่ีจะเข้ามาช่วยแก้ไข
ปญั หาทางการศึกษาท้ังในรูปแบบของการศึกษาวจิ ัย การทดลองและการประเมินผลนวตั กรรมหรอื เทคโนโลยี
ท่ีนำมาใช้วา่ มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด นวัตกรรมท่ีนำมาใช้ทั้งทีผ่ า่ นมาแล้วและทจี่ ะมีในอนาคตมี
หลายประเภทขึน้ อย่กู ับการประยุกตใ์ ชน้ วัตกรรมในดา้ นตา่ งๆ ในที่น้จี ะขอกลา่ วคอื นวัตกรรม 5 ประเภท คือ

1. นวัตกรรมทางด้านหลักสตู ร
2. นวตั กรรมการเรียนการสอน
3. นวตั กรรมสอื่ การสอน

5

4. นวตั กรรมการประเมนิ ผล
5. นวัตกรรมการบริหารจัดการ

1. นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร
นวตั กรรมทางดา้ นหลักสตู ร เปน็ การใช้วิธีการใหมๆ่ ในการพัฒนาหลกั สูตรให้สอดคลอ้ งกับ

สภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถ่นิ และตอบสนองความต้องการสอนบุคคลให้มากข้นึ เนื่องจากหลักสูตรจะต้องมีการ
เปล่ียนแปลงอยเู่ สมอเพื่อให้สอดคล้องกบั ความกา้ วหน้าทางดา้ นเทคโนโลยีเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ
และของโลก นอกจากน้ีการพัฒนาหลักสูตรยังมคี วามจำเป็นท่จี ะต้องอยบู่ นฐานของแนวคิดทฤษฎีและปรชั ญา
ทางการจัดการสัมมนาอีกดว้ ย การพฒั นาหลักสตู รตามหลกั การและวิธกี ารดงั กลา่ วต้องอาศัยแนวคิดและ
วธิ กี ารใหม่ๆ ท่เี ป็นนวตั กรรมการศึกษาเข้ามาช่วยเหลอื จดั การให้เป็นไปในทิศทางทีต่ อ้ งการ นวัตกรรม
ทางดา้ นหลกั สูตรในประเทศไทย ไดแ้ ก่ การพัฒนาหลกั สตู รดงั ตอ่ ไปนี้

1. หลักสูตรบรู ณาการ เปน็ การบรู ณาการส่วนประกอบของหลกั สูตรเขา้ ด้วยกันทางด้านวิทยาการใน
สาขาต่างๆ การศึกษาทางดา้ นจริยธรรมและสงั คม โดยมุ่งให้ผูเ้ รยี นเป็นคนดสี ามารถใช้ประโยชนจ์ ากองค์
ความรูใ้ นสาขาต่างๆ ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพสังคมอยา่ งมีจริยธรรม

2. หลกั สตู รรายบคุ คล เปน็ แนวทางในการพฒั นาหลักสูตรเพ่ือการศึกษาตามอัตภาพ เพ่ือตอบสนอง
แนวความคิดในการจัดการศกึ ษารายบุคคล ซ่งึ จะต้องออกแบบระบบเพื่อรองรับความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยี
ดา้ นต่างๆ

3. หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ เปน็ หลักสตู รท่ีมุ่งเน้น กระบวนการในการจดั กจิ กรรมและ
ประสบการณ์ใหก้ ับผู้เรียนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ เชน่ กจิ กรรมทสี่ ง่ เสริมให้ผูเ้ รียนมีส่วนรว่ มในบทเรยี น
ประสบการณ์การเรียนรจู้ ากการสืบคน้ ด้วยตนเอง เป็นต้น

4.หลกั สตู รทอ้ งถิ่น เป็นการพัฒนาหลกั สตู รที่ต้องการกระจายการบรหิ ารจัดการออกสทู่ ้องถ่นิ เพื่อให้
สอดคลอ้ งกบั ศิลปวฒั นธรรมสงิ่ แวดลอ้ มและความเป็นอยู่ของประชาชนท่มี ีอยใู่ นแตล่ ะทอ้ งถิ่น แทนทห่ี ลักสูตร
ในแบบเดมิ ท่ใี ช้วิธกี ารรวมศนู ยก์ ารพัฒนาอยู่ในส่วนกลาง

2. นวตั กรรมการเรียนการสอน
เป็นการใช้วธิ รี ะบบในการปรับปรงุ และคิดค้นพัฒนาวิธีสอนแบบใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองการเรียน

รายบคุ คล การสอนแบบผ้เู รียนเป็นศนู ยก์ ลาง การเรยี นแบบมสี ่วนร่วม การเรียนรู้แบบแก้ปญั หา การพัฒนาวธิ ี
สอนจำเป็นตอ้ งอาศยั วธิ ีการและเทคโนโลยใี หม่ๆ เข้ามาจัดการและสนับสนนุ การเรยี นการสอน ตัวอยา่ ง
นวัตกรรมทใ่ี ชใ้ นการเรียนการสอน ไดแ้ ก่ การสอนแบบศูนย์การเรยี น การใชก้ ระบวนการกลุ่มสมั พันธ์ การ
สอนแบบเรียนร้รู ่วมกนั และการเรียนผา่ นเครือข่ายคอมพิวเตอรแ์ ละอนิ เทอร์เน็ต การวจิ ัยในชนั้ เรียน ฯลฯ

6

3. นวตั กรรมส่ือการสอน
เนือ่ งจากมคี วามก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ คอมพิวเตอรเ์ ครือข่ายและเทคโนโลยี

โทรคมนาคม ทำใหน้ ักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยเี หลา่ น้ีมาใช้ในการผลติ สอ่ื การเรยี นการ
สอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเองการเรียนเปน็ กลุม่ และการเรยี นแบบมวลชน ตลอดจนสอื่ ท่ี
ใช้เพือ่ สนับสนุนการฝึกอบรม ผ่านเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ตัวอย่าง นวตั กรรมส่ือการสอน ไดแ้ ก่

- คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (CAI)
- มัลติมีเดยี (Multimedia)
- การประชมุ ทางไกล (Teleconference)
- ชุดการสอน (Instructional Module)
- วดี ีทศั นแ์ บบมีปฏิสมั พันธ์ (Interactive Video)
4. นวตั กรรมทางดา้ นการประเมินผล
เป็นนวตั กรรมท่ีใช้เปน็ เครือ่ งมอื เพ่ือการวัดผลและประเมินผลไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและทำไดอ้ ย่าง
รวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศกึ ษา การวิจัยสถาบนั ด้วยการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอรม์ า
สนับสนนุ การวัดผล ประเมนิ ผลของสถานศึกษา ครู อาจารย์ ตวั อย่าง นวตั กรรมทางด้านการประเมินผล ไดแ้ ก่
- การพัฒนาคลงั ขอ้ สอบ
- การลงทะเบียนผ่านทางเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ และอนิ เตอรเ์ น็ต
- การใช้บัตรสมารท์ การด์ เพ่ือการใชบ้ ริการของสถาบนั ศึกษา
- การใชค้ อมพวิ เตอร์ในการตัดเกรด
- ฯลฯ

5. นวัตกรรมการบริหารจดั การ
เป็นการใช้นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใชส้ ารสนเทศมาช่วยในการบรหิ ารจดั การ เพื่อการ ตัดสินใจ

ของผูบ้ รหิ ารการศึกษาให้มีความรวดเรว็ ทนั เหตุการณ์ ทนั ต่อการเปล่ียนแปลงของโลก
นวัตกรรมการศึกษาท่นี ำมาใชท้ างด้านการบรหิ ารจะเกย่ี วข้องกับระบบการจัดการฐานข้อมูลในหนว่ ยงาน
สถานศึกษา เชน่ ฐานขอ้ มูล นกั เรียน นักศึกษา ฐานข้อมูล คณะอาจารย์และบคุ ลากร ในสถานศึกษา ดา้ น
การเงิน บัญชี พสั ดุ และครุภัณฑ์ ฐานข้อมูลเหลา่ นี้ต้องการออกระบบที่สมบูรณ์มีความปลอดภยั ของข้อมลู สูง
นอกจากน้ยี งั มีความเก่ยี วข้องกบั สารสนเทศภายนอกหนว่ ยงาน เชน่ ระเบียบปฏบิ ตั ิ กฎหมาย พระราชบญั ญัติ
ที่เกย่ี วกับการจดั การศกึ ษา ซึ่งจะต้องมกี ารอบรม เก็บรกั ษาและออกแบบระบบการสืบค้นที่ดพี อซึ่งผูบ้ ริหาร
สามารถสืบคน้ ข้อมลู มาใชง้ านได้ทนั ทตี ลอดเวลาการใช้นวัตกรรมแต่ละด้านอาจมีการผสมผสานทีซ่ ้อนทบั กัน
ในบางเรือ่ ง ซึ่งจำเปน็ ต้องมีการพัฒนารว่ มกนั ไปพร้อมๆ กันหลายดา้ น การพฒั นาฐานข้อมูลอาจต้องทำเปน็
กลมุ่ เพ่ือใหส้ ามารถนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

7

นวัตกรรมทางการศกึ ษาต่างๆ ทกี่ ลา่ วถงึ กันมากในปจั จุบัน
E-learning
ความหมายของ e-Learning

การเรยี นทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ หรือ e-Learning รูปแบบการเรยี นการสอน ซ่ึงใช้การถา่ ยทอดเนื้อหา
(delivery methods) ผา่ นทางอปุ กรณอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
อนิ ทราเน็ต เอก็ ซทราเน็ต หรือ ทางสญั ญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทยี ม และใช้รูปแบบการนำเสนอ
เนือ้ หาสารสนเทศในรปู แบบต่าง ๆ ซ่ึงอาจอยูใ่ นรปู แบบการเรยี นทเ่ี ราคนุ้ เคยกันมาพอสมควร เช่น
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน(Computer-Assisted Instruction) การสอนบนเวบ็ (Web-Based Instruction) การ
เรยี นออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทยี ม หรอื อาจอยใู่ นลักษณะทยี่ งั ไม่ค่อยเป็นท่ี
แพร่หลายนัก เชน่ การเรยี นจากวดิ ที ัศน์ตามอัธยาศยั (Video On-Demand) เป็นตน้

อยา่ งไรกด็ ี ในปัจจบุ นั เม่ือกล่าวถึง e-Learning คนสว่ นใหญ่จะหมายเฉพาะถึง การเรยี นเน้อื หาหรือ
สารสนเทศซึง่ ออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการอบรม ซงึ่ ใช้เทคโนโลยขี องเวบ็ (Web Technology) ใน
การถา่ ยทอดเนื้อหา และเทคโนโลยรี ะบบการบริหารจัดการการเรยี นรู้ (Learning Management System)ใน
การบรหิ ารจดั การการเรยี นร้ขู องผู้เรียนและงานสอนด้านต่างๆ โดยผเู้ รียนทีเ่ รยี นจาก e-Learning นสี้ ามารถ
ศึกษาเน้ือหาในลักษณะออนไลน์ นอกจากนี้ เนื้อหาสารสนเทศของ e-Learning จะถูกนำเสนอโดยอาศัย
เทคโนโลยมี ัลติมเี ดยี (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)จาก
ความหมายที่คนส่วนใหญ่นิยาม e-Learning นั้น จำเป็นตอ้ งทำความเขา้ ใจใหช้ ัดเจนวา่ e-Learningไม่ใช่เพียง
แคก่ ารสอนในลักษณะเดมิ ๆ และนำเอกสารการสอนมาแปลงใหอ้ ยู่ในรปู ดิจิตลั และนำไปวางไว้บนเว็บ หรอื
ระบบบรหิ ารจดั การการเรียนร้เู ท่านั้น แตค่ รอบคลุมถึง กระบวนการในการเรียนการสอน หรอื การอบรมทใี่ ช้
เคร่ืองมอื ทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นทางการเรียนรู้ (flexible learning) สนับสนนุ
การเรียนรใู้ นลกั ษณะทผ่ี ูเ้ รยี นเป็นศูนย์กลาง (learner-centered) และการเรียนในลักษณะตลอดชวี ติ (life-
long learning) ซ่ึงอาศัยการเปล่ียนแปลงดา้ นกระบวนทศั น์ (paradigm shift) ของทัง้ กระบวนการในการ
เรยี นการสอนด้วย นอกจากนี้ e-Learning ไม่จำเปน็ ตอ้ งเป็นการเรยี นทางไกลเสมอ คณาจารยส์ ามารถ
นำไปใช้ในลักษณะการผสมผสาน (blended) กับการสอนในชั้นเรียนได้

ลกั ษณะสำคัญของ e-Learning (Feature of e-Learning)
ลกั ษณะสำคญั ของ e-Learning ที่ดี ควรจะประกอบไปดว้ ยลักษณะสำคญั 4 ประการ ดังนี้

1. ทกุ เวลาทกุ สถานท่ี (Anywhere, Anytime) หมายถงึ e-Learning ควรตอ้ งชว่ ยขยายโอกาสใน
การเขา้ ถงึ เนอ้ื หาการเรยี นรู้ของผ้เู รียนได้จรงิ ในทน่ี ้หี มายรวมถงึ การทีผ่ ูเ้ รยี นสามารถเรียกดเู น้อื หาตามความ
สะดวกของผ้เู รียน เชน่ ผเู้ รียนมกี ารเขา้ ถงึ เคร่อื งคอมพิวเตอรท์ เ่ี ช่อื มต่อกับเครือข่ายได้อยา่ งยืดหยุ่น

2. มัลติมีเดยี (Multimedia) หมายถึง e-Learning ควรต้องมกี ารนำเสนอเนอ้ื หาโดยใชป้ ระโยชนจ์ าก
สื่อประสมเพอื่ ช่วยในการประมวลผลสารสนเทศของผเู้ รียนเพื่อใหเ้ กดิ ความคงทนในการจดจำและ/หรอื การ
เรียนรไู้ ด้ดขี น้ึ

8

3. การเช่อื มโยง (Non-linear) หมายถงึ e-Learning ควรต้องมีการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะท่ไี ม่
เป็นเชงิ เส้นตรง กลา่ วคือ ผเู้ รียนสามารถเข้าถงึ เนื้อหาตามความต้องการ โดย e-Learning จะต้องจดั หาการ
เช่ือมโยงทีย่ ดื หยนุ่ แกผ่ เู้ รียน นอกจากน้ียังหมายถงึ การออกแบบใหผ้ เู้ รียนสามารถเรยี นได้ตามจงั หวะ(pace)
การเรียนของตนเองด้วย เช่น ผู้เรยี นท่ีเรียนชา้ สามารถเลือกเนอื้ หาทตี่ ้องการเรยี นซำ้ ไดบ้ ่อยครง้ั ผู้เรียนทเี่ รยี น
ดสี ามารถเลอื กทจ่ี ะข้ามไปเรียนในเน้ือหาท่ีต้องการได้โดยสะดวก

4. การโต้ตอบ (Interaction) หมายถงึ e-Learning ควรตอ้ งมกี ารเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นโต้ตอบ(มี
ปฏสิ มั พนั ธ์) กบั เน้ือหา หรอื กับผอู้ ืน่ ได้ กลา่ วคือ

1) e-Learning ควรตอ้ งมีการออกแบบกิจกรรมซ่งึ ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับเน้ือหา
(InteractiveActivities) รวมท้ังมีการจัดเตรยี มแบบฝึกหดั และแบบทดสอบให้ผู้เรยี นสามารถตรวจสอบความ
เขา้ ใจด้วยตนเองได้

2) e-Learning ควรต้องมีการจดั หาเคร่ืองมอื ในการให้ช่องทางแก่ผเู้ รยี นในการติดต่อสอ่ื สาร
(Collaboration Tools) เพื่อการปรึกษา อภิปราย ซักถาม แสดงความคดิ เห็นกับผสู้ อน วิทยากรผู้เช่ียวชาญ
หรือเพ่ือน ๆ ร่วมชัน้ เรียนโดยในส่วนของการโตต้ อบน้ี จะต้องคำนึงถึงการให้ผลป้อนกลับท่ีทนั ต่อเหตุการณ์
(ImmediateResponse) ซ่ึงอาจหมายถึง การที่ผสู้ อนต้องเข้ามาตอบคำถามหรือให้คำปรึกษาแกผ่ ้เู รยี นอยา่ ง
สมำ่ เสมอและทันเหตุการณ์ รวมถงึ การท่ี e-Learning ควรตอ้ งมีการออกแบบใหม้ ีการทดสอบ การวดั ผล
และการประเมินผล ซง่ึ สามารถใหผ้ ลปอ้ นกลบั โดยทนั ทีแกผ่ ู้เรียน ไมว่ ่าจะอยูใ่ นลักษณะของแบบทดสอบก่อน
เรยี น (pre-test) หรอื แบบทดสอบหลังเรียน (posttest) กต็ าม

1. เนอื้ หา (Content) เนอ้ื หาเปน็ องคป์ ระกอบสำคัญทีส่ ุดสำหรับ e-Learning คุณภาพของการเรียน
การสอนของ e-Learningและการทผี่ ู้เรยี นจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรยี นในลกั ษณะน้ีหรือไม่อยา่ งไร ส่ิงสำคัญ
ทส่ี ดุ กค็ ือ เนอ้ื หาการเรยี นซงึ่ ผู้สอนไดจ้ ัดหาให้แกผ่ ู้เรียน ซ่ึงผู้เรียนมหี นา้ ท่ใี นการใช้เวลาสว่ นใหญศ่ กึ ษาเนื้อหา
ดว้ ยตนเอง เพ่ือทำการปรับเปลยี่ น (convert) เนอ้ื หาสารสนเทศที่ผูส้ อนเตรียมไว้ให้เกิดเป็นความรู้ โดยผ่าน
การคดิ ค้น วิเคราะห์อยา่ งมหี ลักการและเหตผุ ลด้วยตวั ของผู้เรียนเอง คำวา่ “เนื้อหา” ในองคป์ ระกอบแรก
ของ e-Learning น้ี ไม่ได้จำกัดเฉพาะสอื่ การสอน และ/หรือ คอรส์ แวร์ เทา่ นน้ั แต่ยงั หมายถงึ สว่ นประกอบ
สำคัญอ่ืน ๆ ที่ e-Learning จำเปน็ จะต้องมเี พ่อื ใหเ้ นือ้ หามีความสมบูรณ์ เชน่ คำแนะนำการเรยี น ประกาศ
สำคญั ต่าง ๆ ผลป้อนกลบั ของผู้สอน เป็นตน้

2. ระบบบรหิ ารจดั การการเรียนรู้ (Learning Management System) องคป์ ระกอบที่สำคัญมาก
เชน่ กนั สำหรับ e-Learning ไดแ้ ก่ ระบบบรหิ ารจดั การการเรยี นรู้ ซ่ึงเป็นเสมอื นระบบที่รวบรวมเคร่ืองมือซ่ึง
ออกแบบไว้เพื่อใหค้ วามสะดวกแก่ผู้ใชใ้ นการจดั การกับการเรียนการสอนออนไลนน์ ั่นเอง ซงึ่ ผใู้ ช้ในทน่ี ้ี แบ่งได้
เปน็ 4 กลมุ่ ได้แก่ ผู้สอน (instructors) ผ้เู รยี น (students) ผ้ชู ่วยสอน(course manager) และผ้ทู ี่จะเขา้ มา
ช่วยผู้สอนในการบริหารจดั การดา้ นเทคนิคตา่ ง ๆ (network administrator)ซึง่ เครอื่ งมือและระดบั ของสทิ ธิ
ในการเข้าใช้ทจี่ ดั หาไวใ้ ห้กจ็ ะมคี วามแตกตา่ งกนั ไปตามแต่การใช้งานของแต่ละกลุ่ม ตามปรกติแลว้ เคร่ืองมือ
ท่รี ะบบบริหารจัดการการเรยี นรู้ตอ้ งจดั หาไวใ้ หก้ บั ผู้ใช้ ไดแ้ ก่ พนื้ ท่แี ละเครื่องมือสำหรับการชว่ ยผู้เรยี นในการ
เตรยี มเน้อื หาบทเรยี น พื้นที่และเคร่ืองมือสำหรับการทำแบบทดสอบ แบบสอบถาม การจดั การกับแฟ้มขอ้ มลู

9

ต่าง ๆ นอกจากน้ีระบบบริหารจดั การการเรยี นรู้ท่ีสมบรู ณ์จะจดั หาเคร่ืองมือในการตดิ ต่อสือ่ สารไว้สำหรบั ผใู้ ช้
ระบบไมว่ า่ จะเปน็ ในลักษณะของ ไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกส์ (e-mail) เวบ็ บอร์ด(Web Board) หรือ แช็ท
(Chat) บางระบบกย็ ังจัดหาองค์ประกอบพเิ ศษอ่นื ๆ เพ่ืออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้
อีกมากมาย เชน่ การจดั ให้ผู้ใชส้ ามารถเข้าดูคะแนนการทดสอบ ดสู ถิติการเข้าใช้งานในระบบ การอนุญาตให้
ผู้ใช้สร้างตารางการเรียน ปฏทิ นิ การเรียน เปน็ ต้น

3. โหมดการตดิ ต่อสื่อสาร (Modes of Communication) องคป์ ระกอบสำคัญของ e-Learning ท่ี
ขาดไมไ่ ด้อกี ประการหนึ่ง กค็ ือ การจดั ใหผ้ ูเ้ รียนสามารถตดิ ตอ่ ส่ือสารกับผสู้ อน วทิ ยากร ผเู้ ชย่ี วชาญอน่ื ๆ
รวมทัง้ ผเู้ รียนดว้ ยกนั ในลักษณะทห่ี ลากหลาย และสะดวกต่อผใู้ ช้ กล่าวคอื มเี ครื่องมือที่จดั หาไว้ใหผ้ ูเ้ รยี น
ใช้ได้มากกวา่ 1 รูปแบบ รวมทง้ั เคร่ืองมือนนั้ จะต้องมคี วามสะดวกในการใช้งาน (user-friendly) ด้วย ซง่ึ
เคร่ืองมอื ที่ e-Learning ควรจดั หาใหผ้ ู้เรยี น ได้แก่

3.1 การประชมุ ทางคอมพวิ เตอร์
ในท่ีนห้ี มายถึง การประชมุ ทางคอมพวิ เตอรท์ ้ังในลักษณะของการติดต่อสื่อสารแบบตา่ งเวลา(Asynchronous)
เช่น การแลกเปล่ียนข้อความผา่ นทางกระดานข่าวอเิ ลก็ ทรอนิกส์ หรือ ที่รจู้ ักกันในชื่อของเว็บบอร์ด (Web
Board) เปน็ ตน้ หรือในลกั ษณะของการติดต่อส่อื สารแบบเวลาเดยี วกนั (Synchronous) เชน่ การสนทนา
ออนไลน์ หรอื ท่ีคุน้ เคยกันดใี นชอื่ ของ แช็ท (Chat) และ ICQ หรือ ในบางระบบ อาจจัดใหม้ กี ารถ่ายทอด
สญั ญาณภาพและเสียงสด (Live Broadcast / Videoconference) ผ่านทางเว็บ เป็นตน้ ในการนำไปใช้
ดำเนินกิจกรรมการเรยี นการสอน ผ้สู อนสามารถเปิดสัมมนาในหัวข้อทเ่ี ก่ยี วข้องกับเน้ือหาในคอรส์ ซ่ึงอาจอยู่
ในรปู ของการบรรยาย การสัมภาษณ์ผู้เช่ยี วชาญ การเปิดอภปิ รายออนไลน์ เปน็ ต้น

3.2 ไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ (e-mail)
ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ เปน็ องคป์ ระกอบสำคัญเพื่อให้ผู้เรียนสามารถตดิ ต่อสอ่ื สารกับผู้สอนหรือผู้เรยี นอืน่ ๆ
ในลักษณะรายบุคคล การสง่ งานและผลปอ้ นกลับให้ผ้เู รียน ผู้สอนสามารถให้คำแนะนำปรกึ ษาแกผ่ ูเ้ รียนเป็น
รายบุคคล ทั้งนเี้ พอ่ื กระต้นุ ให้ผู้เรยี นเกิดความกระตือรอื ร้นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรียนอยา่ งต่อเน่ือง ทง้ั น้ี
ผู้สอนสามารถใช้ไปรษณยี ์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้
ความคดิ เหน็ และผลป้อนกลบั ที่ทนั ต่อเหตกุ ารณ์

4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ
องคป์ ระกอบสดุ ทา้ ยของ e-Learning แตไ่ ม่ได้มีความสำคัญนอ้ ยทสี่ ดุ แต่อยา่ งใด ได้แก่ การจดั ให้ผูเ้ รยี นได้มี
โอกาสในการโตต้ อบกับเนือ้ หาในรปู แบบของการทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบความรู้

4.1 การจดั ให้มแี บบฝกึ หัดสำหรับผู้เรยี น
เน้อื หาท่ีนำเสนอจำเป็นต้องมีการจัดหาแบบฝึกหดั สำหรบั ผู้เรียนเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจ
ไวด้ ้วยเสมอ ทงั้ นเ้ี พราะ e-Learning เปน็ ระบบการเรียนการสอนซ่ึงเนน้ การเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนเป็น
สำคญั ดังนน้ั ผู้เรียนจงึ จำเป็นอย่างยง่ิ ท่จี ะต้องมีแบบฝกึ หัดเพื่อการตรวจสอบว่าตนเข้าใจและรอบรู้ในเรอ่ื งที่
ศกึ ษาดว้ ยตนเองมาแล้วเปน็ อย่างดีหรือไม่ อย่างไร การทำแบบฝกึ หดั จะทำให้ผ้เู รยี นทราบได้วา่ ตนนัน้ พร้อม
สำหรบั การทดสอบ การประเมินผลแลว้ หรือไม่

10

4.2 การจัดให้มแี บบทดสอบผู้เรียน
แบบทดสอบสามารถอยใู่ นรูปของแบบทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียน หรอื หลงั เรยี นก็ได้
สำหรบั e-Learning แล้ว ระบบบรหิ ารจดั การการเรยี นรู้ทำให้ผ้สู อนสามารถสนบั สนนุ การออกข้อสอบของ
ผู้สอนไดห้ ลากหลายลักษณะ กล่าวคือ ผู้สอนสามารถออกแบบการประเมินผลในลักษณะของ อัตนยั ปรนัย
ถกู ผดิ การจบั คู่ ฯลฯ นอกจากนี้ยงั ทำใหผ้ ้สู อนมคี วามสะดวกสบายในการสอบเพราะผู้สอนสามารถทจี่ ะจดั ทำ
ขอ้ สอบในลกั ษณะคลงั ข้อสอบไว้เพื่อเลือกในการนำกลบั มาใช้ หรือปรบั ปรุงแก้ไขใหม่ได้อยา่ งงา่ ยดาย
นอกจากน้ใี นการคำนวณและตดั เกรด ระบบ e-Learning ยงั สามารถชว่ ยให้การประเมินผลผูเ้ รยี นเปน็ ไปได้
อยา่ งสะดวก เนื่องจากระบบบรหิ ารจดั การการเรยี นรู้ จะช่วยทำใหก้ ารคดิ คะแนนผเู้ รียน การตดั เกรดผ้เู รียน
เป็นเรอ่ื งงา่ ยขน้ึ เพราะระบบจะอนญุ าตให้ผสู้ อนเลือกไดว้ า่ ต้องการท่จี ะประเมนิ ผลผู้เรียนในลกั ษณะใด เชน่
องิ กล่มุ องิ เกณฑ์ หรือใช้สถติ ิในการคิดคำนวณในลักษณะใด เช่น การใชค้ า่ เฉลี่ย ค่า T-Score เปน็ ต้น
นอกจากนย้ี ังสามารถท่จี ะแสดงผลในรูปของกราฟได้อีกดว้ ย

ข้อไดเ้ ปรยี บ และข้อจำกัดของ e-Learning (advantage of e-Learning)
ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการนำ e-Learning ไปใช้ในการเรียนการสอนมี ดงั น้ี

1. e-Learning ชว่ ยใหก้ ารจดั การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากย่งิ ข้ึน เพราะการถ่ายทอดเนื้อหา
ผ่านทางมัลตมิ ีเดยี สามารถทำให้ผเู้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ไดด้ กี ว่าการเรยี นจากสอ่ื ข้อความเพียงอย่างเดียว หรือ
จากการสอนภายในหอ้ งเรยี นของผู้สอนซ่งึ เนน้ การบรรยายในลักษณะ Chalk and Talk แต่เพียงอย่างเดียว
โดยไมใ่ ชส้ อื่ ใด ๆ ซ่ึงเม่ือเปรยี บเทียบกับ e-Learning ที่ได้รับการออกแบบและผลิตมาอย่างมีระบบ e-
Learning สามารถช่วยทำให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพมากกว่า ในเวลาท่เี ร็ว
กว่า นอกจากน้ยี ังเปน็ การสนับสนุนให้เกดิ การเรยี นรู้ที่ผู้เรียนเป็นศนู ย์กลางได้เปน็ อยา่ งดี เพราะผสู้ อนจะ
สามารถใช้ e-Learning ในการจดั การเรยี นการสอนที่ลดการบรรยาย (lecture)ได้ และสามารถใช้ e-
Learning ในการจดั การเรยี นการสอนท่ีเนน้ ใหผ้ ้เู รียนไดเ้ ป็นผ้รู บั ผดิ ชอบในการจดั การเรียนร้ดู ้วยตนเอง
(autonomous learning) ไดด้ ียิง่ ขนึ้

2. e-Learning ช่วยทำใหผ้ ู้สอนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าพฤตกิ รรมการเรยี นของผเู้ รยี นได้
อย่างละเอียดและตลอดเวลา เน่ืองจาก e-Learning มีการจัดหาเคร่ืองมือที่สามารถทำใหผ้ สู้ อนติดตามการ
เรยี นของผเู้ รยี นได้

3. e-Learning ชว่ ยทำใหผ้ ู้เรยี นสามารถควบคุมการเรยี นของตนเองได้ เนื่องจากการนำเอา
เทคโนโลยี Hypermedia มาประยุกตใ์ ช้ ซึ่งมลี ักษณะการเชอื่ มโยงข้อมูลไม่ว่าจะเป็นในรูปของขอ้ ความ
ภาพน่ิง เสียงกราฟิก วิดโี อ ภาพเคลื่อนไหว ทเี่ ก่ยี วเนื่องกนั เขา้ ไวด้ ว้ ยกันในลักษณะที่ไมเ่ ป็นเชงิ เส้น (Non-
Linear) ทำให้ Hypermedia สามารถนำเสนอเน้ือหาในรปู แบบใยแมงมมุ ได้ ดังนน้ั ผ้เู รียนจึงสามารถเข้าถึง
ข้อมูลใดก่อนหรอื หลงั ก็ได้ โดยไม่ต้องเรยี งตามลำดับ และเกดิ ความสะดวกในการเข้าถงึ ของผู้เรียนอีกดว้ ย

4. e-Learning ชว่ ยทำใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถเรียนรู้ได้ตามจังหวะของตน (Self-paced
Learning) เนื่องจากการนำเสนอเน้ือหาในรปู แบบของ Hypermedia เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นสามารถควบคุมการ

11

เรยี นรูข้ องตนในดา้ นของลำดับการเรียนได้ (Sequence) ตามพืน้ ฐานความรู้ ความถนดั และความสนใจของ
ตน นอกจากนี้ผ้เู รยี นยังสามารถ ทดสอบทักษะตนเองก่อนเรียนไดท้ ำให้สามารถชี้ชัดจุดอ่อนของตน และเลือก
เนอ้ื หาใหเ้ ข้ากบั รูปแบบการเรียนของตัวเอง เช่นการเลอื กเรียนเนอื้ หาเฉพาะบางสว่ นท่ีตอ้ งการทบทวนได้ โดย
ไม่ต้องเรียนในส่วนทเี่ ข้าใจแล้ว ซง่ึ ถือวา่ ผเู้ รยี นได้รบั อสิ ระในการควบคมุ การเรยี นของตนเอง จงึ ทำให้ผเู้ รยี นได้
เรียนรู้ตามจงั หวะของตนเอง

5. e-Learning ชว่ ยทำใหเ้ กดิ ปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผ้เู รียนกับครูผสู้ อน และกับเพ่ือน ๆ ได้ เนื่องจาก e-
Learning มีเคร่อื งมือต่าง ๆ มากมาย เช่น Chat Room, Web Board, E-mail เปน็ ต้น ที่เออ้ื ต่อการโต้ตอบ
(Interaction) ทห่ี ลากหลาย และไมจ่ ำกัดว่าจะต้องอยู่ในสถาบันการศึกษาเดียวกัน (Global Choice)
นอกจากน้นั e-Learning ทอี่ อกแบบมาเปน็ อยา่ งดจี ะเอ้ือให้เกดิ ปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างผเู้ รยี นกับเนอ้ื หาได้อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ เชน่ การออกแบบเนอื้ หาในลักษณะเกม หรือการจำลอง เป็นต้น

ขอ้ จำกัด
1. ผูส้ อนท่ีนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะของส่ือเสริม โดยไมม่ ีการปรบั เปลย่ี นวธิ ีการสอนเลย

กลา่ วคอื ผู้สอนยงั คงใช้แต่วิธีการบรรยายในทุกเน้อื หา และส่งั ใหผ้ ้เู รียนไปทบทวนจาก e-Learning หาก e-
Learning ไมไ่ ดอ้ อกแบบใหจ้ ูงใจผเู้ รียนแลว้ ผ้เู รยี นคงใชอ้ ยู่พักเดียวก็เลิกไปเพราะไม่มแี รงจูงใจใด ๆ ในการใช้
e-Learning ก็จะกลายเป็นการลงทุนท่ีไม่คุม้ ค่าแต่อยา่ งใด

2. ผสู้ อนจะต้องเปลย่ี นบทบาทจากการเป็นผ้ใู ห้ (impart) เน้อื หาแก่ผู้เรียน มาเปน็ (facilitator)
ผู้ชว่ ยเหลอื และใหค้ ำแนะนำต่าง ๆ แกผ่ ้เู รยี น พร้อมไปกับการเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรียนรดู้ ้วยตนเอง
จาก e-Learning ทั้งน้ี หมายรวมถงึ การที่ผสู้ อนควรมคี วามพร้อมทางดา้ นทักษะคอมพิวเตอรแ์ ละรับผดิ ชอบ
ตอ่ การสอนมคี วามใสใ่ จกบั ผเู้ รยี นโดยไม่ท้งิ ผเู้ รยี น

3. การลงทุนในดา้ นของ e-Learning ตอ้ งครอบคลุมถงึ การจัดการให้ผูส้ อนและผู้เรียนสามารถเข้าถึง
เนื้อหาและการติดต่อสอื่ สารออนไลน์ได้สะดวก สำหรบั e-Learning แลว้ ผสู้ อนหรือผู้เรียนที่ใช้รูปแบบการ
เรียนในลกั ษณะนีจ้ ะต้องมสี ่ิงอำนวยความสะดวก (facilities) ต่าง ๆ ในการเรยี นท่ีพรอ้ มเพรยี งและมี
ประสิทธิภาพ เชน่ ผู้สอนและผเู้ รยี นสามารถติดต่อส่ือสารกับผอู้ ่นื ได้ และสามารถเรยี กดูเน้อื หาโดยเฉพาะ
อยา่ งย่ิงในลักษณะมัลติมีเดีย ได้อยา่ งครบถ้วน ดว้ ยความเร็วพอสมควร เพราะหากปราศจากข้อได้เปรยี บใน
การติดต่อสือ่ สารและการเขา้ ถึงเนอ้ื หาได้สะดวก รวมท้งั ข้อไดเ้ ปรยี บส่อื อ่นื ๆ ในลักษณะในการนำเสนอ
เนื้อหา เช่น มัลติมเี ดีย แลว้ นนั้ ผ้เู รยี นและผูส้ อนก็อาจไมเ่ ห็นความจำเป็นใด ๆ ทต่ี ้องใช้ e-Learning

ระดับของสื่อสำหรบั e-Learning (Level of media for e-Learning)
สำหรับ e-Learning แลว้ การถา่ ยทอดเนอ้ื หาสามารถแบ่งได้เปน็ 3 ลักษณะด้วยกนั กล่าวคอื

1. ระดับเนน้ ขอ้ ความออนไลน์ (Text Online) หมายถึง เนอื้ หาของ e-Learning ในระดับน้จี ะอยู่ใน
รูปของข้อความเปน็ หลัก e-Learning ในลกั ษณะนีจ้ ะเหมือนกบั การสอนบนเวบ็ (WBI) ซ่งึ เน้นเน้ือหาที่เป็น

12

ขอ้ ความ ตัวอักษรเป็นหลกั ซึ่งมขี ้อดี กค็ ือการประหยดั เวลาและคา่ ใชจ้ ่ายในการผลติ เนื้อหาและการบริหาร
จดั การการเรยี นรู้

2. ระดับรายวิชาออนไลนเ์ ชิงโตต้ อบและประหยดั (Low Cost Interactive Online Course
หมายถงึ เนอ้ื หาของ e-Learning ในระดบั นี้จะอยู่ในรูปของตัวอักษร ภาพ เสยี ง และวดิ ีทัศน์ ที่ผลิตข้ึนมา
อยา่ งงา่ ย ๆ ประกอบการเรยี นการสอน e-Learning ในระดบั หนง่ึ และสองน้ี ควรจะต้องมีการพัฒนา LMS ที่ดี
เพือ่ ช่วยผู้ใช้ในการสร้างและปรบั เนื้อหาใหท้ นั สมยั ได้อย่างสะดวกด้วยตนเอง

3. ระดบั รายวิชาออนไลน์คุณภาพสูง (High Quality Online Course) หมายถึง เน้ือหาของ e-
Learning ในระดับนีจ้ ะอยู่ในรูปของมลั ติมเี ดยี ท่ีมลี กั ษณะมืออาชพี กลา่ วคือ การผลติ ต้องใชท้ มี งานในการ
ผลิตท่ีประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเนอื้ หา (content experts) ผู้เชยี่ วชาญการออกแบบการสอน (instructional
designers) และ ผู้เชยี่ วชาญการผลิตมลั ติมเี ดีย (multimedia experts)

ระดบั ของการนำ e-Learning ไปใช้ในการเรยี นการสอน
การนำ e-Learning ไปใช้ในการเรยี นการสอน สามารถทำได้ 3 ระดับ ดงั นี้
1. ใช้ e-Learning เปน็ สือ่ เสริม (Supplementary) หมายถงึ การนำ e-Learning ไปใชใ้ นลักษณะสอื่

เสริม กลา่ วคือ นอกจากเนอื้ หาท่ปี รากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว ผ้เู รียนยงั สามารถศึกษาเน้ือหาเดียวกนั น้ี
ในลกั ษณะอน่ื ๆ เช่น จากเอกสาร(ชีท) ประกอบการสอน จากวดิ ที ศั น์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning
ในลกั ษณะนเ้ี ทา่ กบั วา่ ผูส้ อนเพียงต้องการใช้ e-Learning เปน็ อีกหนง่ึ ทางเลอื กสำหรับผูเ้ รียนในการเขา้ ถงึ
เนือ้ หาเพ่ือใหป้ ระสบการณพ์ เิ ศษเพิ่มเติมแก่ผ้เู รยี นเท่านั้น

2. ใช้ e-Learning เป็นสอื่ เตมิ (Complementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใชใ้ นลักษณะ
เพิม่ เติมจากวิธกี ารสอนในลกั ษณะอืน่ ๆ เชน่ นอกจากการบรรยายในหอ้ งเรียนแล้ว ผสู้ อนยังออกแบบเน้ือหา
ให้ผเู้ รียนเขา้ ไปศกึ ษาเนอื้ หาเพ่มิ เตมิ จาก e-Learning โดยเนื้อหาทีผ่ ้เู รียนเรยี นจาก e-Learning ผ้สู อนไม่
จำเปน็ ต้องสอนซำ้ อีก แตส่ ามารถใช้เวลาในชั้นเรยี นในการอธิบายในเนือ้ หาทเี่ ขา้ ใจไดย้ าก ค่อนขา้ งซับซ้อน
หรอื เปน็ คำถามท่ีมคี วามเข้าใจผิดบ่อย ๆ นอกจากนี้ ยงั สามารถใชเ้ วลาในการทำกจิ กรรมทีเ่ น้นให้ผู้เรยี นได้เกิด
การคดิ วิเคราะห์แทนได้ ในความคดิ ของผเู้ ขยี นแล้วในมหาวิทยาลยั เชยี งใหมข่ องเรา เมื่อได้มีการลงทนุ ในการ
นำ e-Learning ไปใช้กับการเรยี นการสอนแลว้ อยา่ งน้อยควรตั้งวัตถปุ ระสงค์ในลักษณะของส่ือเตมิ
(Complementary) มากกวา่ แคเ่ พียงเปน็ ส่อื เสรมิ (Supplementary) เพือ่ ให้เกิดความคุ้มทุน นอกจากนี้อาจ
ยงั ไมเ่ หมาะสมทจ่ี ะใช้ในลักษณะแทนท่ีผู้สอน (Replacement) ตวั อย่างการใช้ในลักษณะสื่อเติม เชน่ ผสู้ อน
มอบหมายให้ผเู้ รยี นศกึ ษาเน้ือหาด้วยตนเองจาก e-Learning ในวตั ถปุ ระสงค์ใดวตั ถุประสงค์หนึ่งก่อนหรือ
หลังการเข้าชน้ั เรยี น รวมท้งั ใหก้ ำหนดกิจกรรมท่ที ดสอบความเขา้ ใจของผู้เรียนในเน้ือหาดงั กล่าวใน session
การเรยี นตามปรกติ เป็นตน้ ทั้งน้เี พ่ือให้เหมาะสมกบั ลักษณะของผเู้ รียนของเรา ซึ่งยงั ต้องการคำแนะนำจาก
ครูผสู้ อน รวมทัง้ การทผี่ ู้เรียนสว่ นใหญ่ยังขาดการปลูกฝงั ให้มีความใฝร่ ู้โดยธรรมชาติ

3. ใช้ e-Learning เป็นส่อื หลกั (Comprehensive Replacement) หมายถงึ การนำ e-Learning ไป
ใช้ในลกั ษณะแทนทีก่ ารบรรยายในห้องเรยี น ผู้เรียนจะต้องศกึ ษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์ และโต้ตอบกับเพ่ือน

13

และผเู้ รียนอ่ืน ๆ ในช้นั เรียนผ่านทางเคร่ืองมือตดิ ต่อส่ือสารต่าง ๆ ท่ี e- Learning จัดเตรยี มไว้ ในปัจจุบนั
แนวคดิ เกีย่ วกบั การนำ e-Learning ไปใชใ้ นตา่ งประเทศจะอยใู่ นลกั ษณะlearning through technology ซง่ึ
หมายถงึ การเรียนรโู้ ดยมุ่งเน้นการเรยี นในลกั ษณะมสี ว่ นรว่ มของผู้เกยี่ วขอ้ งไมว่ ่าจะเป็น ผู้สอน ผู้เรยี น และ
ผ้เู ชี่ยวชาญอ่ืน ๆ (Collaborative Learning) โดยอาศัยเทคโนโลยใี นการนำเสนอเนื้อหา และกจิ กรรมตา่ ง ๆ
ซงึ่ ต้องการการโตต้ อบผ่านเคร่ืองมือสือ่ สารตลอด โดยไม่เน้นทางด้านของการเรยี นรรู้ ายบุคคลผา่ นสอ่ื
(courseware) มากนัก ในขณะที่ในประเทศไทยการใช้ e-Learning ในลกั ษณะสอ่ื หลักเช่นเดียวกับ
ต่างประเทศน้ัน จะอย่ใู นวงจำกดั แตก่ ารใช้สว่ นใหญจ่ ะยังคงเป็นในลักษณะของ learning with technology
ซึ่งหมายถงึ การใช้ e-Learning เปน็ เสมือนเครอื่ งมือทางเลือกเพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความกระตอื รือร้น สนุกสนาน
พร้อมไปกบั การเรยี นรู้ในช้ันเรียน

m-Learning
m-Learningหรอื Mobile-Learning หลกั การกค็ ือทำใหผ้ ู้เรียนสามารถที่จะนำเอาบทเรียนมา

วางไวบ้ นมือถือและเรียกดไู ด้ตลอดเวลาทกุ ท่ี พรอ้ มท้ัง สามารถทจ่ี ะรับสง่ ข้อมลู ไดเ้ มื่อจำเป็นและมสี ัญญาณ
จากเครือข่ายโทรคมนาคม นอกจากนั้น จะต้องสามารถทำงานได้ท้ังสองทาง เปลย่ี นแปลงบทเรียนส่งการบ้าน
หรือวิเคราะห์คะแนนจาก แบบฝึกหัดไดเ้ ชน่ กนั การเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning) การเรยี นการ
สอนท่ีอาศัยสอ่ื หลายๆชนดิ ผสมผสานกนั ต้ังแตด่ า้ นเทคโนโลยี กจิ กรรมการเรยี นการ สอน และเหตุการณ์ท่ี
เหมาะสมเพอ่ื สรา้ งรูปแบบการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมสำหรับ กลุม่ เป้าหมาย Global learning บทเรยี นใน
รปู แบบของการผสมผสานระหวา่ งวิดีโอ เสียง ภาพเคลอ่ื นไหว ทำให้ นา่ สนใจและงา่ ยต่อการทำความเขา้ ใจ
เปน็ สื่อการเรยี นรทู้ ีส่ อดคล้องกับความต้องการและวถิ ชี ีวติ ระบบ Online Learning เปน็ การเรยี นรดู้ ว้ ย
ตนเองผ่านเทคโนโลยี Internet ซึ่งจะนำเสนอ บทเรียน ในรูปแบบของการผสมผสานระหวา่ งวิดโี อ เสียง
ภาพเคลื่อนไหว และตวั อักษร ทำให้ บทเรียน มีความน่าสนใจ และง่าย ต่อการทำความเข้าใจ เนอื่ งจากผ้เู รียน
Online Learning สามารถเรียนร้ทู กุ เร่อื งราวได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้ Online Learning เปน็ สื่อการเรียนรู้
ออนไลน์ สมบูรณแ์ บบท่ีสอดคล้องกับ ความต้องการและวิถีชีวติ Mentored learning บทบาทของผู้สอนใน
E-Learning จะเปลย่ี นไปเปน็ ผู้ให้คำแนะนำ (Guide) เป็นผู้ฝกึ (Coach) เป็นผ้อู ำนวยความสะดวก
(Facilitator) และเปน็ พีเ่ ล้ียง (Mentor) ต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ในขณะท่ีบทบาทของผู้เรียนจะ
เปลย่ี นแปลง

ความหมายของ M – Learning
การใหค้ ำจำกดั ความของ Mobile Learning สามารถแยกพจิ ารณาได้เป็น 2 สว่ น จากราก ศัพท์ที่

นำมาประกอบกนั คือ
1. Mobile (Devices) หมายถอื อปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ หรือ โทรศัพทม์ ือถือ และเครอื่ งเล่น หรอื แสดง

ภาพท่ีพกพาติดตวั ไปได้

14

2. Learning หมายถึงการเรียนรู้ เปน็ การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมอันเน่ืองมาจากบุคคลปะทะ กับ
ส่งิ แวดล้อมจึงเกิดประสบการณ์ การเรยี นรเู้ กิดขน้ึ ได้เม่อื มีการแสวงหาความรู้ การพฒั นาความรู้ ความสามารถ
ของบุคคลใหม้ ีประสทิ ธภิ าพดีขึ้น รวมไปถงึ กระบวนการสร้างความเข้าใจ และ ถ่ายทอดประสบการณ์ท่ีเปน็
ประโยชนต์ อ่ บุคคล

เม่ือพจิ ารณาจากความหมายของคำทั้งสองแลว้ จะพบวา่ Learning นั่นคือแก่นของM - learning
เพราะเปน็ การใช้เทคโนโลยีเครอื ขา่ ยไรส้ ายเพื่อให้เกดิ การเรียนรู้ ซง่ึ ก็คล้ายกับ E – Learning ทเี่ ป็นการใช้
เครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ เพ่ือให้เกิดการเรยี นรู้
นอกจากน้มี ผี ้ใู ช้คำนิยามของ M - Learning ดังต่อไปนี้

รวิ (Ryu, 2007) หัวหนา้ ศนู ย์โมบายคอมพิวติง้ (Centre for Mobile Computing) ท่ี
มหาวิทยาลยั แมสซี่ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนวิ ซีแลนด์ ระบุวา่ M- learning คอื กิจกรรมการเรียนรู้ ที่เกิดข้ึน
เมือ่ ผู้เรียนอย่รู ะหวา่ งการเดินทาง ณ ที่ใดกต็ าม และเมื่อใดก็ตาม

เกด็ ส์ (Geddes, 2006) กใ็ ห้ความหมายว่า M- learning คือการได้มาซง่ึ ความรูแ้ ละทักษะผา่ นทาง
เทคโนโลยีของเคร่อื งประเภทพกพา ณ ท่ใี ดกต็ าม และเมือ่ ใดกต็ าม ซ่ึงส่งผลเกดิ การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

วัตสัน และไวท์ (Watson & White, 2006) ผ้เู ขยี นรายงานเร่ือง M- learning ในการศึกษา
(mLearning in Education) เนน้ วา่ M- learning หมายถงึ การรวมกันของ 2 P คือ เป็นการเรียนจาก เครื่อง
ส่วนตัว (Personal) และเปน็ การเรยี นจากเคร่อื งทีพ่ กพาได้ (Portable) การทเี่ รียนแบบสว่ นตวั นั้นผเู้ รียน
สามารถเลือกเรยี นในหวั ข้อท่ีตอ้ งการ และการที่เรียนจากเคร่ืองท่ีพกพาได้นนั้ ก่อใหเ้ กดิ โอกาสของการเรยี นรู้
ได้ ซงึ่ เคร่ืองแบบ Personal Digital Assistant (PDA) และโทรศพั ทม์ ือถือนั้น เปน็ เครื่องทใ่ี ชส้ ำหรบั M-
learning มากทส่ี ดุ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซ่งึ สามารถจดั เปน็ ประเภทของอุปกรณค์ อมพวิ เตอร์
แบบพกพาได้ 3 กลมุ่ ใหญ่ หรือจะเรียกวา่ 3Ps

1. PDAs (Personal Digital Assistant) คอื คอมพิวเตอรแ์ บบพกพาขนาดเลก็ หรือขนาด ประมาณฝ่า
มอื ที่รจู้ กั กันท่ัวไปไดแ้ ก่ Pocket PC กบั Palm เครอื่ งมอื ส่อื สารในกลมุ่ นยี้ ังรวมถึง PDA Phone ซ่งึ เป็น
เคร่ือง PDA ที่มีโทรศัพท์ในตัว สามารถใชง้ านการควบคุมด้วย Stylus เหมอื นกับ PDA ทกุ ประการ นอกจากนี้
ยังหมายรวมถึงเครอื่ งคอมพวิ เตอรข์ นาดเล็กอน่ื ๆ เช่น lap top, Note book และ Tablet PC อีกดว้ ย

2. Smart Phones คอื โทรศพั ทม์ ือถือ ทบี่ รรจเุ อาหน้าที่ของ PDA เข้าไปดว้ ยเพียงแตไ่ มม่ ี Stylus แต่
สามารถลงโปรแกรมเพิ่มเติมเหมือนกบั PDA และ PDA phone ได้ ขอ้ ดีของอปุ กรณ์กล่มุ นี้คอื มีขนาดเล็ก
พกพาสะดวกประหยัดไฟ และราคาไมแ่ พงมากนัก คำวา่ โทรศัพท์มือถือ ตรงกบั ภาษาองั กฤษ ว่า hand
phone ซึ่งใชค้ ำน้ีแพรห่ ลายใน Asia Pacific ส่วนในอเมริกา นิยมเรียกวา่ Cell Phone ซง่ึ ยอ่ มาจาก
Cellular telephone สว่ นประเทศอ่ืนๆ นิยมเรียกวา่ Mobile Phone

3. IPod, เครื่องเล่น MP3 จากค่ายอน่ื ๆ และเครื่องทม่ี ลี กั ษณะการทำงานที่คล้ายกัน คือ เครือ่ งเสยี ง
แบบพกพก iPod คือชื่อรุ่นของสินค้าหมวดหน่ึงของบริษัท Apple Computer, Inc ผผู้ ลติ เครือ่ งคอมพวิ เตอร์
แมคอนิ ทอช iPod และเคร่ืองเลน่ MP3 นับเปน็ เครอ่ื งเสยี งแบบพกพาท่ีสามารถ รบั ข้อมูลจากคอมพวิ เตอร์

15

ด้วยการตอ่ สาย USB หรือ รับด้วยสัญญาณ Blue tooth สำหรบั รุน่ ใหม่ๆ มีฮาร์ดดสิ กจ์ ุได้ถึง 60 GB. และมี
ช่อง Video out และมเี กมสใ์ หเ้ ลอื กเลน่ ได้อีกด้วย

เครอ่ื งเลน่ MP3
สำหรับพัฒนาการของ m-Learning เป็นพฒั นาการนวตั กรรมการเรยี นการสอนมาจากนวัตกรรมการ

เรยี นการสอนทางไกล หรอื d-Learning (Distance Learning) และการจดั การเรียนการ
สอนแบบ e-Learning (Electronic Learning) ดังภาพประกอบต่อไปนี้
M - Learning น้ันเกิดขึ้นได้โดยไร้ข้อจำกัด ดา้ นเวลา และสถานที่ เพยี งแคผ่ ้เู รียนมีความ พร้อมและเครอื่ งมอื
อกี ท้ังเครือขา่ ยมีเน้อื หาท่ีต้องการ จงึ จะเกิดการเรยี นรู้ขน้ึ และจะได้ผลการ เรยี นรู้ท่ปี รารถนา หากขาดเนือ้ หา
ในการเรยี นรู้ วธิ ีการนัน้ จะกลายเปน็ เพยี งการส่อื สาร กบั เครอื ข่าย ไรส้ ายนั่นเอง

กระบวนการเรยี นรแู้ บบ M – Learning
กระบวนการเรียนรู้แบบ M – Learning มดี ้วยกันทั้งหมด 5 ข้นั ตอน ดงั นี้

ขนั้ ที่ 1 ผู้เรยี นมคี วามพรอ้ ม และเคร่ืองมือ
ข้นั ที่ 2 เช่อื มต่อเข้าส่เู ครอื ข่าย และพบเน้ือหาการเรยี นท่ีต้องการ
ข้นั ที่ 3 หากพบเนื้อหาจะไปยังข้ันท่ี 4 แต่ถา้ ไมพ่ บจะกลบั เขา้ ส่ขู ้นั ท่ี 2
ขนั้ ท่ี 4 ดำเนนิ การเรยี นรู้ ซง่ึ ไม่จำเปน็ ที่จะต้องอยู่ในเครอื ข่าย
ขัน้ ท่ี 5 ไดผ้ ลการเรียนรตู้ ามวัตถปุ ระสงค์

ประโยชนแ์ ละข้อจำกัดของ M – Learning
เก็ดส์ (Geddes, 2006) ได้ทำการศกึ ษาประโยชน์ของ M - Learning และสรปุ ว่าประโยชน์ท่ี ชัดเจน

อยา่ งยงิ่ นนั้ สามารถจดั ได้เป็น 4 หมวด คือ
1. การเขา้ ถึงขอ้ มลู (Access) ได้ทุกท่ี ทุกเวลา
2. สรา้ งสภาพแวดล้อมเพ่ือการเรยี นรู้ (Context) เพราะ M - Learning ช่วยให้การเรยี นรูจ้ าก

สถานทใี่ ดกต็ ามทีม่ ีความต้องการเรยี นรู้ ยกตวั อย่างเชน่ การส่อื สารกบั แหล่งข้อมลู และผสู้ อนใน การเรียนจาก
ส่งิ ต่างๆ เชน่ ในพิพธิ ภัณฑท์ ่ีผู้เรียนแต่ละคนมีเคร่ืองมือส่ือสารตดิ ตอ่ กับวิทยากรหรือ ผสู้ อนไดต้ ลอดเวลา

3. การร่วมมือ (Collaboration) ระหวา่ งผ้เู รียนกับผสู้ อน และเพ่ือนร่วมชัน้ เรียนได้ทุกที่ ทุก เวลา
4. ทำใหผ้ เู้ รียนสนใจมากข้ึน (Appeal) โดยเฉพาะในกลุ่มวยั รุ่น เชน่ นกั ศึกษาทไี่ ม่ค่อย สนใจเรียน
ในหอ้ งเรียน แต่อยากจะเรียนด้วยตนเองมากขนึ้ ดว้ ย M – Learning

ขอ้ ดขี อง M - Learning
1. มีความเป็นส่วนตัว และอสิ ระทจ่ี ะเลือกเรยี นรู้ และรบั รู้
2. ไมม่ ขี ้อจำกัดดา้ นเวลา สถานที่ เพิ่มความเป็นไปได้ในการเรียนรู้

16

3. มีแรงจงู ใจตอ่ การเรียนรูม้ ากขนึ้
4. สง่ เสริมให้เกดิ การเรียนรู้ได้จริง
5. ด้วยเทคโนโลยขี อง M - Learning ทำให้เปล่ยี นสภาพการเรยี นจากทยี่ ดึ ผสู้ อนเปน็ ศูนยก์ ลาง ไปสู่
การมีปฏิสัมพันธโ์ ดยตรงกบั ผูเ้ รยี น จงึ เป็นการสง่ เสริมใหม้ ีการสื่อสารกบั เพือ่ นและ ผู้สอนมากข้นึ
6. สามารถรบั ข้อมูลท่ีไม่มีการระบชุ อ่ื ได้ ซงึ่ ทำให้ผู้เรยี นทไ่ี ม่ม่ันใจกลา้ แสดงออกมากข้นึ
7. เคร่อื งประเภทพกพาต่างๆ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความกระตอื รือร้นทางการเรยี นและมี ความ
รบั ผดิ ชอบตอ่ การเรียนด้วยตนเอง

ข้อดอ้ ยของ M - Learning
1. ขนาดของความจุ Memory และขนาดหนา้ จอท่จี ำกดั อาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการอ่าน ข้อมลู

แปน้ กดตวั อักษรไมส่ ะดวกรวดเรว็ เทา่ กับคยี ์บอรด์ คอมพิวเตอรแ์ บบตง้ั โต๊ะ อีกทัง้ เคร่อื งยงั ขาดมาตรฐาน ท่ี
ตอ้ งคำนึงถึงเมื่อออกแบบสื่อ เช่น ขนาดหนา้ จอ แบบของหน้าจอ ที่บางรนุ่ เป็น แนวต้งั บางรุน่ เป็นแนวนอน

2. การเชื่อมต่อกับเครอื ข่าย ยงั มรี าคาที่คอ่ นข้างแพง และคุณภาพอาจจะยังไมน่ ่าพอใจนัก
3. ซอฟต์แวร์ท่ีมีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป ไม่สามารถใช้ได้กบั เครื่องโทรศัพท์แบบพกพาได้
4. ราคาเครือ่ งใหม่รุ่นทดี่ ี ยงั แพงอยู่ อกี ท้ังอาจจะถูกขโมยได้ง่าย
5. ความแข็งแรงของเครื่องยังเทยี บไม่ได้กับคอมพวิ เตอรต์ ้ังโต๊ะ
6. อัพเกรดยาก และเคร่ืองบางรุ่นกม็ ีศักยภาพจำกดั
7. การพฒั นาด้านเทคโนโลยีอย่างตอ่ เนื่อง สง่ ผลใหข้ าดมาตรฐานของการผลติ สอ่ื เพื่อ M - Learning

บทบาทของ M-Learning
M-Learning นั้นมีแนวโน้มที่จะเปน็ ชอ่ งทางใหม่ทีจ่ ะกระจายความรู้ สู่ชมุ ชนได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ

และจะเปน็ ทางเลือกใหม่ ทสี่ ่งเสริมให้การเรยี นรู้ตลอดชีวติ บรรลุวัตถุประสงค์ได้ดี อีกดว้ ย เหตผุ ลหน่งึ ที่
สนบั สนุนประเด็นนก้ี ค็ ือ มีผ้ใู ช้โทรศพั ทม์ ือถือทว่ั โลกกว่า 3.3 พันลา้ นคน ใน ปี ค.ศ. 2007 เพม่ิ ข้นึ อยา่ ง
รวดเร็วเม่อื เทยี บกบั จำนวนผู้ใชใ้ นปี 2006 ซ่งึ มีอยู่ประมาณ 2 พันล้านคน จำนวนผูล้ งทะเบียนใช้
โทรศพั ท์มือถือมากกว่าผู้ใช้อินเทอร์เนต็ ทวั่ โลกเกือบ 3 เท่า เพราะในปี ค.ศ. 2008 นั้น จำนวนของผ้ใู ช้
อนิ เทอร์เน็ตอยู่ที่ 1.3 พนั ลา้ นคน ซ่ึงเพิ่มขึ้นเพยี งเล็กน้อยจากปี ค.ศ. 2007 ที่มอี ยู่ประมาณ 1.1 พนั ล้านคน
เทา่ นน้ั จากการเปน็ เจ้าของเครอ่ื งโทรศัพท์มือถอื ทม่ี ากกว่าผ้ใู ช้ อินเทอรเ์ นต็ เป็นหลายเทา่ นเ้ี องท่ที ำให้ M-
Learning เปน็ สงิ่ ที่น่าสนใจของนักการศึกษา เพราะอย่าง น้อย M-Learning ก็เป็นไปได้เพราะคนเราน้ันมี
เครื่องมือ หรอื เคร่อื งคอมพวิ เตอรอ์ ยู่แล้ว เทคโนโลยีของการรับสง่ ขอ้ มูลผ่านระบบไรส้ ายกม็ ีการพฒั นามาก
ข้ึนอยแู่ ล้ว ดังนนั้ การเรียนรูแ้ บบ M-Learning จึงมีโอกาสเป็นไปไดส้ งู และเปน็ การขยายโอกาสทางการศึกษา
อกี แขนงหนง่ึ

M-Learning กำลังก้าวเขา้ มาเป็นการเรียนร้คู ่กู ับสังคมอย่างแท้จรงิ เนอ่ื งจากความเปน็ อิสระ ของ
เครือข่ายไรส้ าย ท่สี ามารถเขา้ ถึงได้ทุกท่ี ทุกเวลา อีกทง้ั จำนวนเคร่ืองคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ ใช้เปน็

17

เครือ่ งมือน้ันมีจำนวนเพิม่ ขึน้ เรื่อยๆ จงึ เป็นการเรยี นรู้อกี ทางเลอื กหนึ่งของการนำเทคโนโลยี มาใช้เปน็ ชอ่ งทาง
ในการให้ผคู้ นได้เข้าถึงความรู้ ทกุ ทที่ ุกเวลาอย่างแทจ้ รงิ เพราะหากเทียบกับการ ใชเ้ ครื่องพีซี ก็ยังไม่ถือวา่ เป็น
ทกุ ที่ทุกเวลาอยา่ งแท้จรงิ เพราะยงั ต้องใชเ้ คร่ืองคอมพวิ เตอรท์ ี่บา้ น หรอื ท่ีทำงานเชอ่ื มต่ออนิ เทอร์เนต็ เพ่ือเขา้
ส่รู ะบบเครือข่าย แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีกไ็ ด้ย่อโลก ของเครอื ข่ายใหอ้ ยู่ในมือของผู้บริโภคแลว้ และสามารถ
เขา้ สแู่ หล่งการเรยี นรู้ได้เมื่อต้องการอยา่ ง แทจ้ รงิ ทุกเวลาและสถานท่ี และหากเทยี บราคาเครอื่ ง
คอมพิวเตอร์PC และ อปุ กรณ์สำหรบั เชอื่ มต่อ ไรส้ ายที่กล่าวไปข้างตน้ ราคาก็ไมไ่ ด้แตกต่างกันมากนัก นบั วา่
เปน็ เทคโนโลยีที่พัฒนาขนึ้ มาไดด้ ี ทีเดียว และในอนาคตขา้ งหน้า คาดวา่ การเรียนรู้แบบ M-Learning จะ
แพร่หลายมากขึ้นยง่ิ กวา่ ใน ปัจจบุ นั

ผลกระทบต่อการศึกษา และการเรียนการสอน
ปัจจุบนั ได้มีการพัฒนาประสิทธภิ าพของโทรศัพทเ์ คล่ือนท่ี เพอ่ื รองรับการบริการทางดา้ น ต่าง ๆ เพิ่ม

มากข้นึ รวมถึงทางด้านการศึกษาของไทย เนื่องจากโทรศพั ท์มือถือในปจั จบุ ันมีขนาด เล็ก น้ำหนักเบา สะดวก
ต่อการพกพาติดตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา จนกระท่ังเกิดการพฒั นา โปรแกรมการเรียนการสอนผา่ น
โทรศัพท์มอื ถอื M-Learning (Mobile Learning) ซง่ึ เป็นการเรยี น การสอนหรอื บทเรยี นสำเร็จรปู
(Instructional package) ทน่ี ำเสนอผา่ นโทรศัพท์มือถือหรอื คอมพิวเตอร์แบบพกพา โดยอาศัยเทคโนโลยี
เครือข่ายไร้สาย (Wireless Communication Network) ท่ีสามารถต่อเชือ่ มจากเครอื ข่ายแมข่ ่าย (Network
Server) ผา่ ยจุดตอ่ แบบไรส้ าย (Wireless access point) แบบเวลาจริง (real time) อีกทั้งยังสามารถ
ปฏิสมั พันธก์ บั โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ แบบพกพาเครอ่ื งอื่น โดยใช้เทคโนโลยีดิจติ อล เชน่ Bluetooth
เพอ่ื สนับสนนุ การทำงานร่วมกัน

ดังนั้น เมอ่ื มีอุปกรณ์ท่สี ะดวกต่อการเรยี นการสอนเช่นนีแ้ ล้ว จะชว่ ยสง่ ผลใหก้ ารศกึ ษา เป็นไปได้
โดยงา่ ย เพราะผูเ้ รยี นสามารถที่จะเขา้ ถงึ ความรู้อย่างงา่ ยดายมากข้ึน ในปัจจุบันนัน้ เป็นยุค ท่วี ัยร่นุ วยั เรียน
ใหค้ วามสนใจกบั เทคโนโลยีมาก โดยเฉพาะโทรศัพทม์ ือถือ นอ้ ยคนมากที่จะไมม่ ี มือถือไว้ใช้ ดังนนั้ M-
learning จงึ เหมาะท่ีจะนำมาใชก้ บั การศึกษาในสมยั ปจั จบุ ันมากทสี่ ุด เพ่อื เป็น การเสริมความรู้ให้กับผู้เรยี น
อย่างท่ัวถึง

สรุปบทบาทของ M-Learning กับการศึกษา
โดยสรุปแลว้ M-Learning เขา้ มามบี ทบาทต่อการศกึ ษาโดยชว่ ยเขา้ มาส่งเสรมิ ให้การศกึ ษา เปน็ ไปได้

งา่ ยข้ึนและทว่ั ถงึ ทำให้ผูศ้ ึกษาสามารถเขา้ ถึงข้อมูลไดร้ วดเรว็ ทกุ ที่ ทุกเวลา M-Learning เปน็ เทคโนโลยีที่
เหมาะสำหรับการนำมาพัฒนาควบคไู่ ปกบั การศึกษาเพื่อช่วยแกไ้ ขปัญหาดา้ น การศึกษาตา่ งๆท่เี กิดขึ้นใน
ปจั จบุ ัน และบทบาทของ M-learning ตอ่ การศึกษาในอนาคตจะย่ิงมีมาก ขึน้ เพราะได้มีการพฒั นาอยู่
ตลอดเวลา และดว้ ยการพัฒนานนั้ จะทำใหส้ ามารถลดข้อด้อยและเพิ่ม ข้อดีของ M-learning ไดม้ ากขึน้ และ
จะยงิ่ เป็นประโยชนต์ ่อการศึกษามากยิ่งขนึ้ ไป

18

การเปล่ยี นแปลงเทคโนโลยีการศึกษา
ปจั จัยท่ีมผี ลต่อการเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยี

ดังทก่ี ลา่ วมาแลว้ ข้างตน้ น้ัน นอกจากเป็นปจั จัยทม่ี ผี ลในทางบวก อนั เปน็ ปจั จัยในการสรา้ งความ
เจรญิ เตบิ โตใหส้ งั คมแล้ว อีกด้านหนงึ่ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทเี่ กดิ ขน้ึ ยงั มีผลกระทบต่อสังคมในทาง
ลบที่เป็นลกู โซต่ ามมาดว้ ย ดังตวั อย่างต่อไปนี้คือ

ผลกระทบต่อชุมชน การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ ทเี่ กิดข้ึน สง่ ผลใหม้ นุษยม์ ีสว่ นร่วมใน
สังคมลดนอ้ ยลง ความรูส้ ึกวา่ เป็นส่วนหนึ่งของชมุ ชน มีความสัมพันธ์กบั เพื่อนบ้านหายไป เพราะมนุษยท์ ุกคน
สามารถพ่ึงตนเองได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยที ำให้เกดิ เทคโนโลยีท่ีใชแ้ รงงานคนนอ้ ยลง ผู้
ท่ีมีทุนมากอาจนำเทคโนโลยใี หม่มาใชง้ านทั้งหมดเปน็ ธรุ กจิ ขนาดใหญม่ ากขึ้น ทำให้ธุรกจิ ขนาดเลก็ หดลงแต่
ในทางตรงกนั ขา้ มการที่แต่ละคนสามารถเปน็ เจ้าของเทคโนโลยที ม่ี ีขนาดเลก็ อาจจะทำให้เขากลายเป็นนายทนุ
อสิ ระ หรือรวมตวั เปน็ สหกรณเ์ จา้ ของเทคโนโลยรี ่วมกนั และอาจทำใหเ้ กิดองคก์ รทางธุรกจิ ใหม่ ๆ ได้

ผลกระทบด้านจติ วทิ ยา ความเจริญทางเทคโนโลยีท่ีเพ่มิ ข้ึนในเครื่องมือส่ือสารทำให้มนุษยม์ กี าร
ติดตอ่ สอ่ื สารผ่านทางจออิเล็กทรอนกิ ส์เทา่ นนั้ จึงทำให้ความสมั พนั ธ์ของมนุษย์ตอ้ งแบง่ แยกเปน็ ความสมั พนั ธ์
อันแท้จริงโดยการส่ือสารกันตัวตอ่ ตัวท่บี ้านกบั ความสัมพันธ์ผา่ นจออิเลก็ ทรอนิกสซ์ ่งึ มผี ลใหค้ วามรสู้ กึ นกึ คิดใน
ความเป็นมนษุ ย์เปลย่ี นไป

ผลกระทบทางด้านส่ิงแวดลอ้ ม การเปลย่ี นแปลงทางเทคโนโลยบี างตัวมีผล กระทบต่อสภาพแวดล้อม
ดว้ ย นอกจากน้ีการสร้างเทคโนโลยีการผลติ มากข้ึน มผี ลทำใหม้ กี ารขุดคน้ พลงั งานธรรมชาติมาใช้ได้มากข้ึน
และเร็วขนึ้ เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทางอ้อมและการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพ่ิมขนึ้ โดย
ปราศจากทิศทางการดแู ลทเี่ หมาะสมจะทำใหส้ ง่ิ แวดล้อม อาทิ แมน่ ้ำ พน้ื ดิน อากาศ เกิดมลภาวะมากยิ่งขนึ้

ผลกระทบทางดา้ นการศึกษา นวัตกรรมทางการศึกษามีลักษณะตามธรรมชาตทิ เี่ ป็นส่ิงใหม่ ดงั น้ันใน
ความใหมจ่ งึ อาจทำใหท้ ้งั ครู และผู้ท่เี ก่ยี วข้อง เช่นนกั เทคโนโลยที างการศึกษา ผู้บรหิ ารการศึกษา อาจตัง้ ข้อ
สงสัยและไม่แน่ใจวา่ จะมีความพร้อมท่ีจะนำมาใช้เมือ่ ใด และเมื่อใชแ้ ล้วจะทำใหเ้ กิดผลสำเร็จมากน้อยอยา่ งไร
แต่นวตั กรรมก็ยังมเี สน่หใ์ นการดงึ ดูดความสนใจ เกิดการตืน่ ตวั อยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ หรือ
อาจเกดิ ผลในเชิงตรงขา้ ม คือกลัวและไม่กลา้ เข้ามาสมั ผัสส่ิงใหม่ เพราะเกิดความไม่แน่ใจวา่ จะทำให้เกิดความ
เสยี หาย หรือใช้เปน็ หรือไม่ ครใู นฐานะผู้ใชน้ วัตกรรมโดยตรงจึงตอ้ งมคี วามต่นื ตัวและหมั่นติดตาม
ความกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยีต่างๆ ใหท้ ันตามความกา้ วหนา้ และเลือกนวตั กรรมและเทคโนโลยที ี่
สอดคลอ้ งกับสถานภาพและส่งิ แวดล้อมของตนเอง การหม่ันศึกษา และติดตามความรู้วิทยาการใหม่ ๆ ใหท้ ัน
จะช่วยทำใหก้ ารตัดสินใจนำนวตั กรรมมาใช้เพ่ือการศึกษา สามารถทำได้อยา่ งถูกต้องมปี ระสทิ ธภิ าพและลด
การเส่ยี งและความส้ันเปลืองงบประมาณและเวลาได้มากท่ีสดุ สุดท้าย จะตอ้ งมกี ระบวนการในการตรวจสอบ
การใช้นวตั กรรมนนั้ ๆ ว่า มคี วามเหมาะสม มีข้อบกพรอ่ งและแนวทางปรบั ปรุงแก้ไขอยา่ งไร ทงั้ โดยการสงั เกต
การใชแ้ บบทดสอบเพื่อตรวจวัดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของผูเ้ รยี นอยูเ่ สมอ กจ็ ะทำใหเ้ ราเชือ่ แน่ไดว้ ่าการใช้
นวัตกรรมน้นั มปี ระสิทธิภาพสงู สุด

19

การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อสถานศึกษา
สถานศกึ ษาในยคุ ปจั จุบนั มี การเปล่ยี นแปลงสภาพแวดลอ้ มเปน็ อย่างมาก อทิ ธพิ ลของความ

เจรญิ กา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้สภาพแวดล้อมทางการเรยี นและสถานการณข์ องการเรยี น
การสอนแตกต่างไปจากเดมิ การเปลี่ยนแปลงทีเ่ กดิ ขึ้นมผี ลกระทบต่อการบริหารและการจัดการ
สภาพแวดลอ้ ม ทางการเรียนซึ่งจำเป็นตอ้ งเปลี่ยนแปลงตามไปดว้ ย สภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นใน
สถานศึกษาปจั จบุ นั ถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีทไ่ี ดม้ ี การพิจารณานำเขา้ มาใช้ การนำเทคโนโลยเี ขา้ มาใชท้ ำให้
เกดิ การเปลีย่ นแปลงทม่ี ผี ลต่อสถานศึกษาอย่าง นอ้ ย 3 ประการ ได้แก่

1. เทคโนโลยีเปลย่ี นแปลงวิถีชีวติ (Technology alters orientation.) สถานศึกษา สภาพของผูเ้ รียน
และผู้สอนได้รบั อิทธิพลจากเทคโนโลยีมีลกั ษณะของการใชช้ วี ิตในฐานะผู้เรียน และผู้สอนเปล่ยี นไป วิถีชวี ติ
ของทง้ั ผ้เู รยี นและผสู้ อนผูกพันและข้ึนอยู่กับเทคโนโลยีมากขนึ้ เชน่ วนั นไ้ี ฟดับงดจา่ ยกระแสไฟฟ้า นักเรียนไม่
สามารถทนนั่งในหอ้ งเรียนที่ร้อนอบอา้ วได้ เชน่ เดยี วกบั ครูทีไ่ มส่ ามารถทำการสอนได้ เพราะเคร่ืองฉายภาพ
จากคอมพวิ เตอร์ไม่ทำงาน ส่อื ตา่ งๆ ทีผ่ สู้ อนเตรยี มมาไม่สามารถนำมาใช้ได้ และมกี ารเรยี นการสอนภาคนอก
เวลาซึง่ มกั จะสอนในเวลากลางคืนคงไม่มีการจุดเทียน หรือจุดตะเกยี งเพ่ือการเรยี นการสอน สิง่ เหล่าน้แี สดงให้
เห็นถงึ วิถชี ีวิตของการเป็นผเู้ รียนและการเปน็ ผู้สอนใน สถานศึกษาเปลย่ี นแปลงไปจากเดิม และผูกพนั กบั
เทคโนโลยีมากข้ึนจนบางทา่ นอาจคิดว่าเทคโนโลยมี ีอทิ ธิพลในการ กำหนดวิถีชวี ิตไมเ่ พียงการเปลี่ยนแปลงวิถี
ชวี ิตเท่าน้นั

2. เทคโนโลยีเปลีย่ นแปลงวิธกี าร (Technology alters techniques.) วิธกี ารเรียนการสอนใน
สถานศึกษาปจั จุบนั มีหลายรูปแบบหลายลักษณะ และในจำนวนรูปแบบตา่ งๆ ของการเรยี นเหลา่ นน้ั
จำเปน็ ต้องพึง่ พาเทคโนโลยี เชน่ การเรยี นการสอนทางไกลแบบสองทาง การเรยี นด้วยส่ือโทรทัศน์ผ่าน
ดาวเทียม หรอื รูปแบบของการเรียนการสอนที่ไมจ่ ำเปน็ ต้องมชี ั้นเรยี นให้ผู้เรียนเรียน ได้ด้วยตนเองจากแหล่ง
วทิ ยบรกิ ารท่ีมีอยูห่ รือจากชดุ การเรียนทท่ี ำขน้ึ สำหรบั ผ้เู รียนลักษณะนโ้ี ดยเฉพาะ นอกจากนเี้ ทคนิควธิ ีการ
เรียนการสอน การประเมินผล ยงั เปล่ยี นแปลงไปจากเดมิ ท่ีมีครูเป็นศนู ย์กลาง กลายเปน็ ผ้เู รียนเปน็ ศูนย์กลาง
ของการเรยี นมากขึ้น

3. เทคโนโลยเี ปลย่ี นแปลงสถานการณ์ของการเรียน (Technology alters situations of
learning.) การเปล่ยี นแปลงสถานการณ์ของการเรียนในสถานศึกษา เป็นสภาพใหม่ทเ่ี กิดขึน้ พร้อมๆ กับนำ
เทคโนโลยีใหม่เขา้ มาใช้ สถานการณข์ องการเรียนการสอนในสภาพของสง่ิ แวดลอ้ มในสถานศึกษาทเ่ี ต็มไปด้วย
เทคโนโลยเี พื่อช่วยการเรยี นรู้จะมบี รรยากาศของการเรยี น เงอื่ นไขในการเรยี น ท่ีแตกต่างจากเดมิ ผู้เรยี น
สามารถเลือกเรยี นในสถานการณ์และเงื่อนไขที่ตนเองต้องการได้มากขึ้น สถานการณ์ท่ีทำใหเ้ กดิ การเรียนรู้ไม่
จำเป็นตอ้ งสร้างขึ้นดว้ ยครผู ูส้ อน เท่านนั้ อย่างแต่ก่อน แต่เทคโนโลยสี ามารถจะสรา้ งสถานการณข์ องการเรียน
ใหเ้ กดิ ขน้ึ ได้และมีความหลาก หลายอกี ดว้ ย
จากผลของการเปลีย่ นแปลงโดยมเี ทคโนโลยีเป็นตวั กำหนดดัง กลา่ วขา้ งตน้ ทำใหส้ ภาพแวดลอ้ มทางการเรยี น
ในสถานศกึ ษาต้องมีการวางแผนและจัดการกบั เทคโนโลยีทเ่ี ปน็ ตวั กำหนดนัน้ อยา่ งมีประสิทธภิ าพและให้เกิด

20

ประสทิ ธิภาพ สงู สดุ เพื่อเป็นแนวทางทจี่ ะนำไปสู่การจัดการศึกษาอยา่ งมีคุณภาพ ทสี่ ถานศกึ ษาทกุ แห่ง
ต้องการใหเ้ กิดขนึ้

แนวโน้มการเปล่ียนแปลงที่สำคญั ท่ีเกดิ จากเทคโนโลยี
แนวโนม้ การเปลีย่ นแปลงของสังคมโลก เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายข้อมลู ขา่ วสารเป็นไป

อย่างรวดเรว็ ทกุ ทิศทาง และมีระบบตอบสนอง ดว้ ยเหตนุ ้ีผลกระทบต่อการเปลย่ี นแปลงทางดา้ นเศรษฐกจิ
การเมือง และสงั คม ผลของความกา้ วหน้าทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กดิ แนวโน้มการเปล่ยี นแปลงท่ี
สำคญั หลายดา้ น แนวโน้มทส่ี ำคญั ท่ีเกิดจากเทคโนโลยที ส่ี ำคญั และเปน็ ท่ีกล่าวถงึ กนั มาก ดงั นี้

1) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำใหส้ งั คมเปลี่ยนจากสงั คมอุตสาหกรรมมาเปน็ สังคมสารสนเทศ
สภาพของสงั คมโลกได้เปล่ียนแปลงมาแล้วสองครัง้ จากสังคมความเปน็ อยแู่ บบเรร่ ่อนมาเปน็ สงั คมเกษตรที่มี
การเพาะปลกู และสรา้ งผลิตผลทางการเกษตร ทำให้มกี ารสร้างบา้ นเรอื นเป็นหลักแหล่ง ต่อมามีความ
จำเปน็ ต้องผลิตสนิ คา้ ให้ได้ปริมาณมากและตน้ ทุนถูก จงึ ต้องหนั มาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำใหส้ ภาพความ
เป็นอยขู่ องมนุษย์เปล่ยี นแปลงมาเป็นสงั คมเมือง มกี ารรวมกลุ่มอยู่อาศยั เป็นเมือง มอี ุตสาหกรรมเปน็ ฐานการ
ผลติ สงั คมอตุ สาหกรรมได้ดำเนนิ การมาจนถึงปัจจบุ ัน และเข้าสูส่ งั คมสารสนเทศ การดำเนินธุรกิจใช้
สารสนเทศอยา่ งกว้างขวาง เกิดคำใหมว่ ่า ไซเบอรส์ เปซ มีการดำเนินกิจกรรมตา่ งๆ เชน่ การพดู คุยผา่ น
อนิ เทอรเ์ น็ต การซ้ือสนิ คา้ และบรกิ าร ฯลฯ

2) เทคโนโลยีสารสนเทศ เปน็ เทคโนโลยีแบบตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เชน่
การดโู ทรทัศน์ วทิ ยุ เม่ือเราเปดิ เครอ่ื งรบั โทรทศั นห์ รือวิทยุ เราไมส่ ามารถเลือกตามความต้องการได้ หากไม่
พอใจก็ทำได้เพียงเลอื กสถานใี หม่ แนวโน้มจากนี้ไปจะมีการเปลีย่ นแปลงในลักษณะท่เี รยี กว่า on demand
เราจะมโี ทรทัศนแ์ ละวิทยุแบบเลอื กดู เลือกฟังได้ตามความต้องการ หากระบบการศึกษาจะมีระบบ
education on demand คือสามารถเลือกเรียนตามต้องการได้ การตอบสนองตามความตอ้ งการ เป็นหนทาง
ท่เี ปน็ ไปได้ เพราะเทคโนโลยมี ีพัฒนาการทีก่ ้าวหน้าจนสามารถนำระบบส่ือสารมาตอบสนองตามความต้องการ
ของมนุษย์

3) เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำใหเ้ กิดสภาพการทำงานแบบทกุ สถานท่ี และทุกเวลา เม่ือการส่ือสาร
กา้ วหนา้ และแพรห่ ลายขึ้น การโต้ตอบผ่านเครือขา่ ยทำให้มีปฏิสัมพันธ์ได้ เกดิ ระบบการประชุมทางวีดิทัศน์
ระบบประชมุ บนเครือข่าย ระบบโทรศกึ ษา ระบบการค้าบนเครอื ข่าย ลักษณะของการดำเนนิ งานเหลา่ น้ี ทำให้
ผู้ใช้ขยายขอบเขตการดำเนินกจิ กรรมไปทุกหนทุกแห่งตลอด 24 ชั่วโมง เราจะเห็นจากตัวอย่างทม่ี ีมานานแล้ว
เช่น ระบบเอทีเอม็ ทำให้การเบิกจ่ายไดเ้ กอื บตลอดเวลา และกระจายไปใกล้ตวั ผูร้ ับบริการมากขึน้ และดว้ ย
เทคโนโลยที ่ีก้าวหน้าขน้ึ การบรกิ ารจะกระจายมากย่ิงขน้ึ จนถงึ ท่บี า้ น ในอนาคตสงั คมการทำงานจะกระจาย
จนงานบางงานอาจน่งั ทำทีบ่ ้านหรือทีใ่ ดกไ็ ด้ และเวลาใดก็ได้

4) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ระบบเศรษฐกจิ เปล่ียนจากระบบทอ้ งถนิ่ ไปเป็นเศรษฐกจิ โลก
ระบบเศรษฐกจิ ซงึ่ แต่เดมิ มีขอบเขตจำกดั ภายในประเทศ ก็กระจายเปน็ เศรษฐกจิ โลก ทว่ั โลกจะมีกระแสการ
หมุนเวยี นแลกเปล่ยี นสินค้า บรกิ ารอย่างกวา้ งขวางและรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศมสี ่วนเออ้ื อำนวยให้การ

21

ดำเนนิ การมีขอบเขตกวา้ งขวางมากยง่ิ ขึ้น ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกเชื่อมโยงและมผี ลกระทบต่อ
กนั

5) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำใหอ้ งค์กรมีลกั ษณะผูกพันหนว่ ยงานภายในเป็นแบบเครือข่ายมากขนึ้
แตเ่ ดมิ การจดั องค์กรมกี ารวางเป็นลำดับขนั้ มีสายการบงั คับบญั ชาจากบนลงล่าง แตเ่ มอื่ การสอ่ื สารแบบสอง
ทางและการกระจายข่าวสารดีขน้ึ มกี ารใช้เครือข่ายคอมพิวเตอรใ์ นองคก์ รผูกพนั กนั เป็นกลมุ่ งาน มีการเพิ่ม
คณุ คา่ ขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององคก์ รจึงปรับเปล่ียนจากเดมิ และมแี นวโน้ม
ทจี่ ะสร้างองค์กรเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะการบังคบั บัญชาแบบแนวราบมากขนึ้ หนว่ ยธุรกจิ จะมีขนาดเลก็ ลง
และเชอื่ มโยงกนั กับหนว่ ยธรุ กิจอื่นเปน็ เครือขา่ ย โครงสร้างขององค์กรจึงเปลย่ี นแปลงไปตามกระแสของ
เทคโนโลยี

6) เทคโนโลยีสารสนเทศ ก่อให้เกดิ การวางแผนการดำเนินการระยะยาวข้นึ อีกทงั้ ยังทำใหว้ ถิ กี าร
ตดั สินใจรอบคอบมากขนึ้ แต่เดิมการตดั สินปญั หาอาจมหี นทางให้เลือกได้น้อย เช่น มีคำตอบเดยี ว ใช่ และ
ไม่ใช่ แต่ด้วยข้อมูลข่าวสารทีส่ นบั สนุนการตัดสนิ ใจ ทำให้วิถคี วามคิดในการตัดสินปญั หาเปลี่ยนไป ผตู้ ัดสินใจ
มีทางเลือกไดม้ ากและมคี วามรอบครอบในการตัดสนิ ปัญหาได้ดีข้ึน

7) เทคโนโลยีสารสนเทศ เปน็ เทคโนโลยีเดียวทม่ี บี ทบาทที่สำคัญในทุกวงการ ดงั น้นั จงึ มีผลต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม วัฒนธรรม ศีลธรรม การศกึ ษาเศรษฐกจิ และการเมืองได้อย่างมาก ลองนึกดูว่า
ขณะนีเ้ ราสามารถชมขา่ ว ชมรายการทวี ี ทสี่ ง่ กระจายผา่ นดาวเทยี มของประเทศต่างๆ ไดท้ ่วั โลก เราสามารถ
รับรขู้ า่ วสารไดท้ ันที เราใชเ้ ครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตในการสอื่ สารระหวา่ งกนั และติดต่อกบั คนได้ท่ัวโลก จึงเป็นท่ี
แนช่ ดั วา่ แนวโน้มการเปลยี่ นแปลงทางวัฒนธรรม เศรษฐกจิ สงั คม และการเมืองจงึ มีลักษณะเปน็ สงั คมโลก
มากข้นึ

ปัญหาและอุปสรรคในการใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา
สภาพปัจจบุ ันและปญั หาการใช้เทคโนโลยกี ารศกึ ษาในประเทศไทย

จากความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางวิทยาการจึงทำใหก้ ระบวนการจัดการศึกษาต้องเปลีย่ นแปลงตามไปดว้ ย
อยา่ งต่อเน่ือง ดังน้ันเทคโนโลยีการศกึ ษาไม่วา่ จะเป็นส่ือวสั ดอุ ุปกรณป์ ระเภทต่างๆรวมทั้งเทคนคิ วธิ กี ารและ
แหล่งสนับสนนุ การเรยี นรู้ตอ้ งเปลยี่ นแปลงตามไปดว้ ยเชน่ กัน คอมพวิ เตอร์ ไดเ้ ข้ามามีอทิ ธพิ ลและมบี ทบาท
ตอ่ การจดั การศึกษาอยา่ งเดน่ ชดั มากยิ่งขนึ้ และดเู หมือนวา่ จะเปน็ สือ่ ที่น่าสนใจและเป็นส่ือท่ตี ้องการของหลาย
ฝา่ ยที่เกยี่ วข้องกบั การจดั การศึกษาทุกๆระดบั ทั้งนสี้ งั คมคาดหวงั ว่าส่อื ยุคใหมห่ รือนวัตกรรมทางการสอนที่
แปลกใหม่และมีความหลากหลายเหล่านนั้ จะชว่ ยเสรมิ สร้างประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ลทางการเรียนร้แู ละ
การจัดการศกึ ษาโดยรวมในที่สุด หากมองย้อนหลงั สักหน่อย จะพบว่าเราเร่ิมจาก การไม่มี อยากมี แลว้ ได้มี
ตดิ ตามด้วยใชไ้ ม่ค่อยเป็น แล้วก็ใชเ้ ป็นกันมากขนึ้ แต่ได้ประโยชน์ มีแกน่ สารสาระหรือไมเ่ ป็นเรื่องน่าคดิ
ส่วนมากจะเข้าลักษณะใชเ้ ปน็ แตไ่ มค่ ่อยได้ประโยชน์ ดทู ่ีกลุ่มเยาวชนกแ็ ลว้ กนั วา่ เขากำลังทำอะไรกนั อยู่กบั
อินเตอรเ์ น็ต เสียเวลาและทรัพยากรไปเท่าไร และได้อะไรตอบแทนกลบั มา ส่วนมากจะเข้าข่ายไร้สาระ
มากกวา่

22

ปญั หาท่ีพบในการใชน้ วตั กรรมการศึกษา
1. ปัญหาด้านบคุ ลากร บคุ ลากรขาดความร้คู วามเข้าใจในการผลติ ส่อื ประกอบการจดั กิจกรรม

บุคลากรขาดประสบการณใ์ นการใช้สือ่ นวตั กรรมทางการศึกษา ไม่เขา้ ใจและรจู้ ักวธิ กี ารใชน้ วตั กรรมทที่ าง
โรงเรยี นจดั ทำข้ึน ขาดความชำนาญในการใช้นวตั กรรม ขาดสื่อประกอบการเรียน บุคลากรส่วนใหญ่ใหค้ วาม
รว่ มมอื ในการใช้นวัตกรรม แตข่ าดความต่อเนื่องแนวทางแกไ้ ข คือ สร้างความตระหนัก ความรบั ผิดชอบใน
ส่วนที่ยงั บกพร่องทางนวัตกรรมของบุคลากร ส่งเสริมใหเ้ ข้ารว่ มการอบรมสัมมนา สง่ เสรมิ ให้เกดิ การศึกษา
ด้วยตนเอง เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์ในการใชส้ ่อื นวตั กรรมทางการศึกษาทม่ี ากขึ้น

2. ปญั หาดา้ นวัสดุ อุปกรณ์ และงบประมาณ เกยี่ วกับนวตั กรรม คือ ขาดงบประมาณในการพัฒนา
นวัตกรรม ขาดวัสดุ – อปุ กรณ์และงบประมาณท่จี ะพฒั นาสอ่ื นวตั กรรม การจดั หา การใช้ การดูแลรักษาและ
ขาดงบจัดหาสื่อทันสมัย แนวทางการแก้ไข เพม่ิ งบประมาณให้เพยี งพอ ให้หน่วยงานท่ีมีสว่ นเก่ียวข้องจดั หา
งบประมาณสนับสนุน สำนักงานเขตพื้นท่ีตอ้ งชว่ ยดแู ลและให้ความชว่ ยเหลือจัดสรรงบประมาณได้ เพอื่ ใชใ้ น
การพฒั นานวัตกรรมให้มีคุณภาพดียง่ิ ขึน้ และระดมทรัพยากรทม่ี ีในท้องถนิ่ มาชว่ ยสนบั สนนุ

3. ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม และสถานท่ีการใช้นวัตกรรม สภาพแวดลอ้ มโดยทวั่ ไปยังไม่เหมาะสม
กบั การใช้สื่อ เนื่องจากความยุ่งยากและไม่คลอ่ งตวั มีสถานทีไ่ ม่เป็นสดั ส่วน ไม่มีห้องท่ีใช้เพ่ือเกบ็ รกั ษา
ส่อื นวตั กรรมเป็นการเฉพาะ ทำให้การดูแลทำไดย้ ากและขาดการพฒั นาท่ตี ่อเน่ือง แนวทางการแกไ้ ข คอื
ใช้ส่อื นวัตกรรมตามความเหมาะสมของเน้ือหาวิชาตามความยากง่ายของเนอ้ื หา จัดทำห้องสื่อเคลือ่ นท่ี แบ่ง
สอื่ ไปตามห้องให้ครูรับผิดชอบ ควรจดั หาหอ้ งเพ่ือการนี้เป็นการเฉพาะ

4. ปญั หาด้านสภาพการเรียนการสอน เดก็ มคี วามแตกต่างกันด้านสตปิ ญั ญา และด้าน
ร่างกาย ปญั หาครอบครัวแตกแยก เด็กอาศัยอยู่กบั ญาติ มีเนื้อหาวิชาที่มากและสาระ การเรียนการสอนแต่
ละครัง้ ไม่ต่อเนือ่ ง นักเรยี นบางคนไมส่ บายใจในกจิ กรรม และทำไม่จริงจังจึงมผี ลต่อการจัดกจิ กรรม นักเรยี น
ต้องเข้าควิ รอนานกบั นวัตกรรมบางชนดิ และสภาพการเรยี นการสอน ครูยังยดึ วธิ ีการสอน
แบบเดิม คือ บรรยายหน้าช้นั เรียน แตส่ ว่ นใหญม่ ีแนวโนม้ ในการพฒั นาทดี่ ีขนึ้ ครูยังไม่มีการนำสอ่ื นวัตกรรม
มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเน่ือง แนวทางการแกไ้ ข คือ จดั กล่มุ ให้เพื่อนชว่ ยเพ่ือน คอยกำกับ
แนะนำชว่ ยเหลือ จดั ครเู ข้าสอนตามประสบการณ์ความถนัด ควรจัดอบรมเพอื่ ให้ความรู้ จัดทำนวตั กรรมที่มี
โอกาสเป็นไปได้ และสรา้ งการมสี ่วนรว่ มจากชุมชน สอนเพ่มิ เติมนอกเวลา และจัดการสอนแบบรวมชั้น โดย
ใชก้ ระบวนการเรยี นการสอนตามชว่ งชั้น

5. ปญั หาด้านการวัดผลและประเมินผล คือ บุคลากรขาดความรใู้ นการท่ีจะนำสอ่ื นวัตกรรมมาใชใ้ น
การวัดผลและประเมินผล นักเรยี นทีไ่ ม่คอ่ ยสนใจหรือไมช่ อบกจิ กรรมกจ็ ะมผี ลต่อการจัดผลประเมนิ ผล ขาด
นวัตกรรมส่ือคอมพิวเตอร์ อินเตอรเ์ นต็ การวัดประเมินผล ครูส่วนใหญ่ยังใช้วธิ ีการทำแบบทดสอบ แบบ
ปรนยั แนวทางการแกไ้ ข จดั ทำแบบสอบถามสุม่ เปน็ รายบุคคล เพศชาย หญงิ เนน้ นักเรียนไดฝ้ ึกปฏบิ ัตจิ รงิ
และสร้างองค์ความรู้ดว้ ยตนเอง จัดแบบทดสอบท่หี ลากหลาย ทัง้ แบบปรนยั และอตั นยั และประเมินผลตาม
สภาพจริง ประเมินผลงานจากแฟ้มสะสมงาน

23

ปญั หา อปุ สรรค การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารของสถานศึกษา
1. ดา้ นการกระจายโครงสร้างพืน้ ฐานเพื่อการศกึ ษา มีสถานศกึ ษาจำนวนหนงึ่ ทโ่ี ทรศัพท์ยังเขา้ ไมถ่ ึง

และคอมพวิ เตอร์ยงั ไม่มีหรือมีแต่ไมเ่ พียงพอต่อความต้องการ และท่มี ีอยู่ก็ขาดการบำรุงรักษา รวมทงั้ ไม่อยใู่ น
สภาพที่ใชก้ ารได้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ โครงสรา้ งพื้นฐานเพื่อการศกึ ษาโดยเฉพาะคสู่ ายโทรศัพท์ยังมีบรกิ ารไม่ทว่ั ถึง
อาจจะเปน็ ไปไดว้ ่าสถานศึกษาเหลา่ นอี้ ยูใ่ นท้องถนิ่ ท่หี า่ งไกล ดังนน้ั สถานศึกษาต้องรีบดำเนนิ การเพราะเปน็
พนื้ ฐานท่จี ำไปสรู่ ะบบอินเทอรเ์ น็ต

2. ด้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ครูใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร
เพือ่ พัฒนาทักษะวชิ าชพี ครูน้อยมากและคอมพิวเตอรม์ จี ำนวนไมพ่ อกบั ความต้องการท่ีครจู ะใช้ แสดงใหเ้ หน็
ว่าครยู ังต้องไดร้ บั การพัฒนาด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อีกเปน็ จำนวนมาก และสถานศึกษากต็ ้อง
จดั หาคอมพวิ เตอร์ให้เพียงพอต่อความต้องการของครู

3. ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพ่ือพัฒนาการบริหารจัดการและให้บริการทางการ
ศึกษา สถานศึกษายังขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ ผู้บรหิ ารให้มีความร้คู วามเขา้ ใจในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอ่ื สารในระดบั เบ้ืองตน้ แสดงให้เห็นวา่ สถานศกึ ษายงั ไม่มรี ะบบข้อมูลสารสนเทศทีเ่ ป็น
รูปธรรมท่ชี ัดเจน ผู้บรหิ ารตอ้ งได้รบั การพัฒนาดา้ นการใช้เทคโนโลยีสารเสนเทศและการส่อื สารเพ่ือให้เกิด
ความตระหนักและเหน็ ความสำคัญของการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารทจี่ ะนำมาพฒั นาการ
บรหิ ารจดั การและการบรกิ ารทางการศึกษา

4. ดา้ นการผลิตและพฒั นาบุคลากรด้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาตนเองของครดู า้ น
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศยังขาดความตอ่ เน่ือง บางคนใน 3 ปที ผี่ า่ นมายงั ไมเ่ คยไปเข้ารับการฝึกอบรมดา้ น
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารเลย แสดงให้เห็นว่า ครูไดร้ บั การพัฒนาดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอื่ สารยังไม่ทัว่ ถงึ เพราะมีครูอีกจำนวนหน่งึ ที่ในรอบ 3 ปีทีผ่ า่ นมายังไม่เคยไดร้ บั การอบรม
ด้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเลย

24

บทที่ 2

ความรเู้ บ้ืองตน้ เกี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ

ความหมายของสารสนเทศ

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลท่ีมีสาระอยู่ในตัว สามารถสอื่ ความหมายใหเ้ กิด
การเขา้ ใจกบั ผู้ที่ต้องการใชข้ อ้ มูลนนั้ และสามารถทจี่ ะนำไปใชป้ ระโยชนต์ ่อไปได้ การทจ่ี ะไดม้ าซึ่งสารสนเทศที่
ตอ้ งการนน้ั จะต้องนำข้อมลู (data) ที่เกยี่ วข้องกับเร่ืองท่สี นใจมาทำการประมวลผลเสยี กอ่ น โดยข้อมูลท่นี ำมา
ประมวลผลนนั้ อาจจะมาจากแหล่งข้อมลู ทง้ั ภายในหรอื ภายนอกองค์การ

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมลู ตา่ งๆ ทไี่ ดผ้ า่ นการเปล่ียนแปลงหรอื มี การประมวลหรือ
วเิ คราะห์ผลสรปุ ด้วยวิธกี ารต่างๆ ใหอ้ ย่ใู นรปู แบบที่มคี วามสัมพนั ธก์ นั มคี วามหมาย มีคุณคา่ เพิม่ ขนึ้ และมี
วัตถปุ ระสงค์ในการใชง้ าน (ไพโรจน์ คชชา, 2542)

สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ความรหู้ รือข้อมลู และข้อเทจ็ จรงิ ตา่ งๆ ท่ีไดร้ บั การประมวลแล้ว
และสามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ (มนตรี ดวงจโิ น, 2546)

วเิ ศษศักด์ิ โคตรอาษา (2542) ไดใ้ ห้ความหมาย สารสนเทศ (Information) หมาย ถงึ ข้อมลู ทีไ่ ด้ถกู
กระทำให้มีความสัมพนั ธห์ รือความหมายนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การเก็บขอ้ มูล การขายรายวันแลว้ นำการ
ประมวลผล เพ่อื หาว่าสินคา้ ใดมยี อดขายสูงที่สดุ เพ่ือจดั ทำแผนการขายในเดอื นต่อไป ซ่ึงสารสนเทศมี
ประโยชน์ คือ

1. ใหค้ วามรู้
2. ทำใหเ้ กดิ ความคิดและความเขา้ ใจ
3. ทำให้เห็นสภาพปัญหา สภาพการเปล่ียนแปลงว่ากา้ วหน้าหรือตกต่ำ
4. สามารถประเมนิ คา่ ได้

วิวัฒนาการของสารสนเทศ
อดีตมนุษย์ยงั ไม่มีภาษาทีใ่ ชส้ ำหรบั การสื่อสาร เมื่อเกดิ มเี หตกุ ารณ์ (Event) อะไร เกดิ ขึ้น กไ็ ม่

สามารถถา่ ยทอด หรือเผยแพร่แก่บคุ คลอื่น หรือสงั คมอ่ืนได้ อยา่ งถูกต้องตรงกันระหวา่ งผูส้ ง่ สารกับผ้รู ับสาร
จึงมกี ารคิดใช้สญั ลักษณ์ (Symbol) หรือเครื่องหมายทำหนา้ ที่สอ่ื ความหมายแทนเหตกุ ารณ์ดังกล่าวจึงมีการใช้
กฎและสตู ร (Rule & Formulation) มาใช้เพอื่ อธบิ ายเหตุการณ์ดงั กลา่ ววา่ เกิดมาจากสาเหตใุ ดหรือเกดิ มา
จากสารใดผสมกับสารใด เปน็ ตน้ จากน้ันเมือ่ มนษุ ย์มีภาษาสำหรบั การส่อื สารแลว้ กเ็ กิดมีข้อมลู (Data)
เกีย่ วกบั เหตุการณด์ ังกลา่ วเกิดข้ึนมามากมายท้ังจากภายในสังคมเดยี วกนั หรือจากสงั คมอ่ืนๆ เพ่อื ใหไ้ ด้คำตอบ
ท่ีถกู ต้องทำใหต้ ้องมีการวเิ คราะหห์ รือประมวลผลข้อมลู ให้มีสถานภาพเป็นสารสนเทศ (Information) ท่ีจะ
เป็นประโยชนต์ ่อผใู้ ช้หรอื ผบู้ ริโภคเมอื่ ผู้บรโิ ภคมกี ารสะสมเพมิ่ พนู สารสนเทศมากๆเข้าและมีการเรยี นรู้
(Learning) จนเกิดความเข้าใจ (Understanding) ก็จะเป็นการพฒั นาสารสนเทศทีม่ ีอยู่ในตนเองเป็นองค์
ความรู้ (Knowledge) เน่ืองจากมนุษยเ์ ป็นผู้ทีม่ ีสติ (สัมปชัญญะ) (Intellect) รูจ้ กั ใช้ เหตุและผล

25

(Reasonable) กบั ความรู้ท่ตี นเองมีอยกู่ ็จะมีการพัฒนาความรู้เป็นปัญญา (Wisdom) ในท่สี ดุ ดงั แสดงได้ตาม
ภาพขา้ งล่างน้ี

แผนภาพแสดงววิ ัฒนาการของสารสนเทศ
สาเหตุที่ทำใหเ้ กดิ สารสนเทศ

1. เมือ่ มีวิทยาการความรู้หรือสิง่ ประดษิ ฐ์ หรือผลติ ภณั ฑ์ใหมๆ่ พร้อมกันน้นั ก็จะเกิดสารสนเทศมา
พร้อมๆ กันด้วย จากนน้ั ก็จะมกี ารเผยแพรห่ รือกระจายสารสนเทศเกี่ยวกับวิทยาการความรู้หรือส่ิงประดษิ ฐ์
ผลติ ภณั ฑช์ นิดนัน้ ๆไปยังแหล่งตา่ งๆท่ีเกี่ยวข้อง

2. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เปน็ เครื่องมือสำคัญในการผลติ สารสนเทศ เน่อื งจากมีความสะดวกในการ
ป้อนข้อมูล การปรับปรุงแก้ไข การทำซ้ำ การเพ่มิ เตมิ ฯลฯ ทำใหม้ คี วามสะดวกและง่ายต่อการผลิตสารสนเทศ

3. เทคโนโลยสี ่อื สารยุคใหมม่ ีความเร็วในการส่ือสารสูงขึ้น สามารถเผยแพร่สารสนเทศจากแหลง่
หนง่ึ ไปยังสถานที่ต่างๆ ท่วั โลกในเวลาเดยี วกนั กับเหตุการณ์ท่ีเกดิ ขึ้นจรงิ อีกทง้ั สามารถสง่ ผ่านข้อมลู ไดอ้ ย่าง
หลากหลายรปู แบบพร้อมๆ กันในเวลาเดยี วกนั

4. เทคโนโลยกี ารพิมพท์ ่มี ีความสามารถในการผลติ สารสนเทศสูงขนึ้ สามารถผลิตสารสนเทศได้คร้งั
ละจำนวน มากๆ ในเวลาส้นั ๆ มีสสี นั เหมือนจรงิ ทำให้มีปริมาณสารสนเทศใหม่ๆ เกิดขน้ึ อยู่ตลอดเวลา

5. ผู้ใชม้ คี วามจำเปน็ ต้องใชส้ ารสนเทศเพ่ือการศกึ ษา เพื่อการคน้ คว้าวจิ ัย เพอ่ื การพฒั นาคุณภาพชวี ิต
เพื่อการตดั สนิ ใจ เพ่ือการแก้ไขปญั หา เพ่ือการปฏบิ ัติงาน หรือปรบั ปรุงประสิทธิภาพการปฏบิ ตั ิงาน การ
บรหิ ารงาน ฯลฯ

6. ผูใ้ ช้มีความต้องการใชส้ ารสนเทศ เพ่อื ตอบสนองความสนใจต้องการทราบแหลง่ ท่อี ยู่ของ
สารสนเทศต้องการเข้าถึงสารสนเทศ ต้องการสารสนเทศท่ีมาจากตา่ งประเทศ ต้องการสารสนเทศอย่าง
หลากหลาย หรอื ต้องการสารสนเทศอยา่ งรวดเรว็ เปน็ ต้น

26

ความหมายของคำว่าข้อมูล
จากการศึกษาพบวา่ มผี ูใ้ ห้คำนยิ ามของคำวา่ ข้อมูลไว้ หลากหลาย เช่น

ข้อมลู คือ ข้อเท็จจริง ภาพ (Images) หรอื เสียง (Sounds) ทอ่ี าจจะ(หรอื ไม)่ แกไ้ ขปญั หา
(Pertinent) หรอื เปน็ ประโยชนต์ อ่ การปฏบิ ตั ิงาน (Alter. 1996)

ขอ้ มลู คือ ตัวแทนของขอ้ เท็จจรงิ ตวั เลข ขอ้ ความ ภาพ รปู ภาพ หรือเสยี ง (Nickerson. 1998)
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจริงที่แทนเหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ข้ึนภายในองค์การ หรอื สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพก่อนท่ีจะ
มกี ารจัด ระบบใหเ้ ปน็ รูปแบบทค่ี นสามารถเขา้ ใจ และนำไปใช้ได้ (Laudon and Laudon. 1999)
ขอ้ มลู คือ ข้อเทจ็ จริง หรอื การอภปิ รายปรากฏการณอ์ ยา่ งใดอย่างหน่ึง (Haag, Cummings and
Dawkins. 2000)
ขอ้ มลู คือ ส่งิ ประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงและสัญลกั ษณ์ (Figures) ท่มี ีความสัมพนั ธ์ (ไม่มีความหมาย
หรอื มคี วามหมายนอ้ ย) กับผใู้ ช้ (McLeod, Jr. and Schell. 2001)
ขอ้ มูล คือ คำอธบิ ายพืน้ ฐานเก่ยี วกบั สิง่ ของเหตุการณ์ กิจกรรม หรือธรุ กรรม ซ่งึ ได้รับการบนั ทกึ
จำแนกและเก็บรักษาไว้ โดยท่ยี ังไม่ได้เก็บให้เป็นระบบเพ่ือทจ่ี ะใหค้ วามหมายอย่างใดอย่างหนง่ึ ทแ่ี น่ชดั
(Turban, McLean and Wetherbe. 2001)
ข้อมูล ประกอบไปด้วยขอ้ เท็จจริง (Raw Facts) เชน่ ชื่อลกู คา้ ตัวเลขเก่ียวกับจำนวนชัว่ โมงท่ที ำงาน
ในแตล่ ะสัปดาห์ ตวั เลขเกยี่ วกับสนิ คา้ คงคลงั หรือรายการส่งั ของ (Stair and Reynolds. 2001)
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจรงิ ท่ีใช้แทนเหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดขึ้นและได้รับการรวบรวม หรือปอ้ นเขา้ ระบบ (เลาว์
ดอน และ เลาว์ดอน. 2545)
ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริง หรือสิ่งทีก่ ่อ หรือยอมรับวา่ เปน็ ข้อเท็จจริง (ข้อเทจ็ จรงิ หมายถึง ข้อความ หรือ
เหตกุ ารณท์ เ่ี ป็นมาหรือท่ีเป็นอยจู่ ริง (ราชบัณฑิตยสถาน. 2539) สำหรบั ใชเ้ ปน็ หลักอนมุ านหาความจริง หรอื
การคำนวณ (หน้าเดยี วกนั )
ข้อมูล คือ ข้อความจรงิ เกี่ยวกับเรอ่ื งใดเร่ืองหนงึ่ โดยอาจเป็นตวั เลขหรือข้อความท่ีทำให้ผ้อู ่านทราบ
ความเป็นไปหรือเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ (สุชาดา กีระนันท์. 2542)
ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จรงิ ท่มี ีอยู่ในชวี ติ ประจำวันเก่ียวกับบคุ คล สิ่งของ หรอื เหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเป็น
ตวั เลข ตวั อักษร ข้อความ ภาพ หรอื เสยี งก็ได้ (จติ ติมา เทยี มบุญประเสริฐ 2544)
ข้อมูล คือ ข้อมูลดบิ (Raw Data) ทย่ี งั ไมม่ ีความหมายในการนำไปใช้งานและถูกรวบรวมจากแหล่ง
ต่างๆ ทัง้ ภายในและภายนอกองค์การ (ณฏั ฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์ เกียรตโิ กมล. 2545)
ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจรงิ เกี่ยวกบั เหตกุ ารณ์ หรือข้อมลู ดบิ ที่ยงั ไมผ่ ่านการประมวลผล ยงั ไม่มีความหมาย
ในการนำไปใช้งาน ข้อมลู อาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สญั ลกั ษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคล่อื นไหว (ทิพวรรณ
หลอ่ สวุ รรณรตั น์. 2545)
ข้อมูล คือ ตวั อักษร ตวั เลข หรือสญั ลกั ษณใ์ ดๆ (นิภาภรณ์ คำเจรญิ . 2545)
สรุป ข้อมลู คือ ขอ้ เทจ็ จรงิ เก่ียวกบั เรอื่ งตา่ งๆ ที่มลี ักษณะเปน็ ตวั เลข ตวั อักษร สญั ลกั ษณ์ ภาพ เสียง กล่ิน
หรือมี ลักษณะประสมกัน

27

ชนิดของขอ้ มูล
เราสามารถแบง่ ขอ้ มูลออกเป็น 4 ชนิด ดังนี้ (Alter.1996,Stair and Reynolds. 2001)

ขอ้ มูลที่เปน็ อักขระ (Alphanumeric Data) ได้แก่ ตวั เลข (Numbers) ตวั อกั ษร (Letters)
เครอ่ื งหมาย (Sign) และ สญั ลักษณ์ (Symbol)

ขอ้ มูลที่เปน็ ภาพ (Image Data) ได้แก่ ภาพกราฟกิ (Graphic Images) และรูปภาพ (Pictures)
ข้อมลู ที่เป็นเสยี ง (Audio Data) ไดแ้ ก่ เสียง (Sounds) เสียงรบกวน/เสยี งแทรก (Noise) และเสียงท่ี
มีระดับ (Tones) ตา่ งๆ เช่น เสยี งสูง เสียงต่ำ เป็นต้น
ข้อมูลท่ีเปน็ ภาพเคลื่อนไหว (Video Data) ไดแ้ ก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures) และวีดิ
ทัศน์ (Video) นอกจากนัน้ ยงั พบวา่ มขี ้อมลู ในลักษณะของกล่ิน (Scent) และข้อมูลในลักษณะท่ีมกี ารประสม
ประสานกัน เชน่ มกี ารนำเอาข้อมูลท้ัง 4 ชนดิ มารวมกนั เรียกว่า ส่ือประสม (Multimedia) แต่ถา้ มีการประสม
ข้อมูลที่เป็นกลิ่นเข้าไปดว้ ย เราเรียกว่า Multi-scented

กรรมวิธกี ารจัดการขอ้ มูล
การจัดการขอ้ มลู ให้มคี ุณคา่ เปน็ สารสนเทศ กระทำได้โดยการเปลย่ี นแปลงสถานภาพของข้อมลู ซึ่งมี

วธิ ีการ หรือ กรรมวิธดี งั ต่อไปนี้ (Kroenke and Hatch.1994)
การรวบรวมข้อมูล (Capturing/gathering/collecting Data) ที่ต้องการจากแหลง่ ต่างๆ โดยการ

เครื่องมอื ช่วยค้นที่เปน็ บตั รรายการ หรือ OPAC แล้วนำตวั เลม่ มาพจิ ารณาว่ามีรายการใดทสี่ ามารถนำมาใช้
ประโยชน์ได้

การตรวจสอบข้อมูล (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเนือ้ หาของขอ้ มลู ทหี่ ามาได้ ใน
ประเดน็ ของ ความถกู ต้องและความแม่นยำของเนื้อหา ความสอดคล้องของตาราง, ภาพประกอบ หรอื แผนที่
กับเนอื้ หา

การจัดแยกประเภท/จดั หมวดหมูข่ ้อมูล (Classifying Data) เมอื่ ผา่ นการตรวจสอบความถูกต้อง
สอดคล้องกัน ของเน้ือหาแลว้ นำข้อมูลตา่ งๆ เหล่านัน้ มาแยกออกเปน็ กอง หรือกลมุ่ ๆ ตามเรือ่ งราวท่ีปรากฏ
ในเนื้อหา

จากนน้ั กน็ ำแต่ละกอง หรือกลมุ่ มาทำการเรยี งลำดับ/เรยี บเรยี งข้อมลู (Arranging/sorting Data) ให้
เป็นไป ตามความเหมาะสมของเนอ้ื หาวา่ จะเร่ิมจากหวั ขอ้ ใด จากนัน้ ควรเปน็ หัวข้ออะไรหากมีข้อมลู เกี่ยวกบั
ตัวเลขจะต้องนำตัวเลขนนั้ มาทำการวเิ คราะหห์ าค่าทางสถิติทเ่ี ก่ยี วข้อง หรือทำการ คำนวณข้อมลู
(Calculating Data) ให้ได้ผลลพั ธ์ออกเสยี ก่อน หลงั จากนั้นจึงทำการสรปุ (Summarizing/conclusion
Data) เนื้อหาในแตล่ ะหวั ข้อ เสรจ็ แล้วทำการจัดเก็บหรือบันทึกข้อมูล (Storing Data) ลงในสือ่ ประเภทตา่ งๆ
เช่น ทำเปน็ รายงาน หนังสือ บทความตีพมิ พ์ในวารสาร หนงั สือพิมพ์ หรือลงในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์
(แผ่นดสิ ก์ ซดี ี-รอม ฯลฯ) จัดทำระบบการคน้ คนื เพื่อความสะดวกในการจดั เกบ็ และคน้ คืนสารสนเทศ
(Retrieving Data) จะได้ จดั เก็บและคน้ คนื สารสนเทศอยา่ งถูกต้อง แมน่ ยำ รวดเร็ว และตรงกบั ความต้อง

28

ในการประมวลผลเพ่อื ให้ไดม้ าซึ่งสารสนเทศ จักต้องมีการสำเนาขอ้ มูล (Reproducing Data) เพือ่ ป้องกนั
ความเสียหายทอ่ี าจเกิดขน้ึ กบั ขอ้ มูล ท้งั จากสาเหตุทางกายภาพ และระบบการจดั เก็บข้อมลู จากนั้นจึงทำการ
การเผยแพร่ หรอื สื่อสาร หรอื กระจายข้อมูล (Communicating/disseminating Data) เพือ่ ใหผ้ ลลัพธท์ ี่ได้ถึง
ยังผรู้ ับหรือผทู้ ีเ่ กีย่ วข้อง

การจัดการข้อมูลให้มสี ถานภาพเป็นสารสนเทศ (Transformation Processing) ในความเปน็ จริงแล้ว
ไมจ่ ำเปน็ ท่จี ะต้องทำครบ ท้ัง 10 วธิ กี าร การท่ีจะทำก่ีขัน้ ตอนนนั้ ขน้ึ อยู่กบั ข้อมลู ทน่ี ำเขา้ มาในระบบการ
ประมวลผล หากข้อมูลผา่ น ขั้นตอนท่ี 1 หรือ 2 มาแลว้ พอมาถงึ เรา เรากท็ ำขั้นตอนที่ 3 ตอ่ ไปไดท้ นั ที แต่
อยา่ งไรก็ตามการให้ได้มาซง่ึ ผลลัพธท์ ี่มี คุณคา่ จักต้องทำตามลำดบั ดงั กล่าวข้างต้น ไม่ควรทำขา้ มขั้นตอน
ยกเวน้ ขน้ั ตอนท่ี 5 และข้ันตอนท่ี 6 กรณที ่เี ป็นข้อมูล เกีย่ วกับตัวเลขกท็ ำขน้ั ตอนท่ี 5 หากข้อมลู ไม่ใช่ตัวเลข
อาจจะขา้ มขัน้ ตอนที่ 5 ไปทำข้ันตอนท่ี 6 ไดเ้ ลย เป็นตน้ ผลลัพธ์หรอื ผลผลติ ทไี่ ด้จากการประมวลผล หรือ
กรรมวธิ จี ดั การข้อมลู ปรากฏแก่สงั คมในรูปของส่ือประเภทต่างๆ เชน่ เปน็ หนังสือ วารสาร หนงั สือพมิ พ์ ซีดี-
รอม สไลด์ แผน่ ใส แผนท่ี เทปคลาสเซท ฯลฯ แต่อยา่ งไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผลผลิต หรอื ผลลัพธน์ นั้ จะ
มีสถานภาพเปน็ สารสนเทศเสมอไป

ความหมายของสารสนเทศ
ซาเรซวคิ และวูด (Saracevic and Wood. 1981) ได้ใหค้ ำนยิ ามสารสนเทศไว้ 4 นยิ ามดังน้ี

1. Information is a selection from a set of available message, a selection which
reduces uncertainty. สารสนเทศ คือ การเลือกสรรจากชุดของข่าวสารท่ีมีอยู่ เปน็ การเลือกท่ชี ่วยลดความ
ไม่แนน่ อน หรือกล่าวได้วา่ สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่ได้มเี ลือกสรรมาแล้ว (เปน็ ข้อมูลท่ีมีความแน่นอนแลว้ ) จาก
กลุ่มของข้อมลู ที่มีอยู่

2. Information as the meaning that a human assigns to data by means of conventions
used in their presentation. สารสนเทศ คอื ความหมายทมี่ นษุ ย์ (สั่ง) ให้แก่ ขอ้ มลู ดว้ ยวธิ ีการนำเสนอที่
เป็นระเบียบแบบแผน

3. Information is the structure of any text-which is capable of changing the image-
structure of a recipient. (Text is a collection of signs purposefully structured by a sender with
the intention of changing the image-structure of recipient) สารสนเทศ คือ โครงสร้างของขอ้ ความ
ใดๆ ทส่ี ามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทาง จนิ ตภาพ (ภาพลกั ษณ)์ ของผู้รับ (ข้อความ หมายถงึ ท่รี วมของ
สัญลักษณต์ ่างๆ มโี ครงสรา้ งที่มี จุดมุ่งหมาย โดยผ้สู ่งมเี ปา้ หมายทจ่ี ะ เปล่ียนแปลงโครงสร้างทาง จนิ ตภาพ (+
ความรสู้ ึกนึกคดิ ) ของผ้รู ับ(สาร)

4. Information is the data of value in decision making. สารสนเทศ คอื ข้อมลู ท่ีมีค่าในการ
ตัดสินใจ

29

นอกจากน้ันยังมีความหมายท่ีนา่ สนใจดงั น้ี
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทม่ี ีการปรบั เปลยี่ น (Convert) ดว้ ยการจดั รปู แบบ (Formatting) การ

กลัน่ กรอง (Filtering) และการสรุป (Summarizing) ใหเ้ ป็นผลลัพธท์ ม่ี ี รปู แบบ (เชน่ ข้อความ เสียง รูปภาพ
หรอื วดี ิทศั น)์ และเน้ือหาท่ตี รงกบั ความต้องการ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ (Alter. 1996)

สารสนเทศ คือ ตัวแทนของข้อมลู ทีผ่ า่ นการประมวลผล (Process) การจัดการ (Organized) และ
การผสมผสาน (Integrated) ให้เกดิ ความเขา้ ใจอย่างถอ่ งแท้ (Post. 1997)

สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทีม่ ีความหมาย (Meaningful) หรอื เปน็ ประโยชน์ (Useful) สำหรบั บางคนทจ่ี ะ
ใช้ชว่ ยในการ ปฏิบัตงิ านและการจัดการ องค์การ (Nickerson. 1998)

สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่มีความหมาย (Schultheis and Sumner. 1998)
สารสนเทศ คือ ข้อมลู ทม่ี คี วามหมายเฉพาะภายใตบ้ รบิ ท (Context) ที่เก่ยี วข้อง (Haag, Cummings
and Dawkins. 2000)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทผ่ี ่านการปรับเปลย่ี น (Converted) มาเป็นส่งิ ทมี่ ีความ หมาย (meaningful)
และเปน็ ประโยชน์ (Useful) กับเฉพาะบุคคล (O’Brien. 2001)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ท่ผี ่านการประมวลผล หรอื ขอ้ มลู ที่มีความหมาย (McLeod, Jr. and Schell.
2001)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไ่ี ดร้ ับการจัดระบบเพื่อให้มีความหมายและมีคณุ ค่าสำหรบั ผู้ใช้ (Turban,
McLean and Wetherbe. 2001)
สารสนเทศ คอื ทร่ี วม (ชุด) ข้อเทจ็ จรงิ ที่ไดม้ ีการจัดการแล้ว ในกรณีเชน่ ข้อเท็จจรงิ เหลา่ น้นั ได้มีการ
เพม่ิ คุณค่า ภายใต้คณุ คา่ ของข้อเท็จจรงิ น้ันเอง (Stair and Reynolds. 2001)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไ่ี ดร้ บั การประมวลผล หรอื ปรุงแต่ง เพือ่ ให้มคี วามหมาย และเปน็ ประโยชนต์ ่อ
ผู้ใช้ (เลาวด์ อน และเลาวด์ อน. 2545)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่ไดร้ ับการประมวลผลใหอ้ ยู่ในรปู แบบทมี่ ีความหมายต่อผรู้ ับ และมีคณุ คา่ อัน
แท้จรงิ หรือ คาดการณ์ว่าจะมคี า่ สำหรบั การดำเนินงาน หรอื การตัดสินใจใน ปัจจุบนั หรอื อนาคต (ครรชติ
มาลัยวงศ.์ 2535)
สารสนเทศ คือ เร่ืองราว ความรตู้ า่ งๆ ที่ได้จากการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยวิธีการอย่างใดอย่าง
หนงึ่ และมี การผสมผสานความรู้ หรือหลกั วชิ าทเ่ี ก่ียวข้อง หรอื ความคิดเหน็ ลงไปด้วย (กลั ยา อุดมวิทติ .
2537)
สารสนเทศ คอื ข้อความรทู้ ปี่ ระมวลไดจ้ ากข้อมูลตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วข้องในเร่ืองนัน้ จนได้ ข้อสรุป เป็น
ข้อความร้ทู ่ี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเนน้ ทกี่ ารเกิดประโยชน์ คือความรู้ท่เี กดิ ข้ึนเพิม่ ขน้ึ กับผใู้ ช้
(สชุ าดา กรี ะนันท์. 2542)
สารสนเทศ คอื ข่าวสาร หรือการชี้แจงขา่ วสาร (ปทปี เมธาคณุ วุฒิ. 2544)
สารสนเทศ คือ ข้อมูลท่ผี ่านการประมวลผล ผ่านการวเิ คราะห์ หรือสรปุ ใหอ้ ยู่ในรปู ทีม่ ีความหมายท่ี
สามารถนำไป ใชป้ ระโยชน์ได้ตามวัตถปุ ระสงค์ (จิตติมา เทียมบญุ ประเสรฐิ . 2544)

30

สารสนเทศ คอื ผลลัพธท์ เี่ กิดจากการประมวลผลขอ้ มูลดบิ ทถ่ี ูกจดั เกบ็ ไว้อยา่ งเปน็ ระบบทีส่ ามารถ
นำไปประกอบการทำงาน หรือสนับสนุนการตดั สนิ ใจของผู้บรหิ าร ทำให้ผ้บู ริหารสามารถแก้ไขปญั หา หรือ
ทางเลือกในการ ดำเนิน งานอย่างมปี ระสิทธภิ าพ (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบูลย์ เกยี รติโกมล. 2545)

สารสนเทศ คือ ข้อมลู ทไ่ี ดผ้ า่ นการประมวลผล หรอื จัดระบบแล้ว เพอื่ ให้มีความหมายและ คุณคา่
สำหรับผู้ใช้ (ทพิ วรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน์. 2545)

สารสนเทศ คอื ผลลพั ธท์ ี่ได้จากการประมวลผลของข้อมูลดบิ (Raw Data) ประกอบไปด้วย ขอ้ มูล
ตา่ งๆ ทเี่ ป็น ตัวอักษร ตัวเลข เสยี ง และภาพ ที่นำไปใชส้ นบั สนุนการ บรหิ ารและการตดั สินใจของผูบ้ รหิ าร
(นภิ าภรณ์ คำเจรญิ . 2545)

สรุป สารสนเทศ คอื ข้อมลู ข่าวสาร ขา่ ว ขอ้ เท็จจริง ความคิดเหน็ หรือประสบการณ์ อยู่ในรปู แบบที่
แตกต่างกนั ออกไป เช่น ตวั อักษร ตวั เลข รปู ภาพ เสยี ง สญั ลักษณ์ หรือกลน่ิ ท่ถี ูกนำมาผา่ นกระบวนการ
ประมวลผล ด้วยวธิ ีการท่ี เรียก ว่า กรรมวิธีจัดการข้อมลู (Data Manipulation) และผลทไ่ี ด้อาจแสดงผล
ออกมาในรูปแบบของสอ่ื ประเภทตา่ ง เชน่ หนงั สอื วารสาร หนังสือพมิ พ์ แผนท่ี แผน่ ใส ฯลฯ และเป็นผลลัพธ์
ทีผ่ ้ใู ช้สามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้อยา่ งถูกตอ้ ง ตรงและทนั กับความต้องการ หรอื สารสนเทศ คือ ผลลัพธท์ ี่มี
ความถูกตอ้ ง ตรงตามต้องการ และทนั ต่อความต้องการของผใู้ ช้ หรือผู้ท่ีเก่ียวข้อง เป็นผลลัพธ์ทไ่ี ด้มาจากการ
นำขอ้ มูลมาประมวลผลด้วยกรรมวิธีจดั การข้อมูล หรือสารสนเทศ คอื ผลลัพธ์ที่ได้มาจากการนำขอ้ มูลมา
ประมวลผลดว้ ยกรรมวธิ ีจัดการขอ้ มูล ซึง่ จะต้องเปน็ ผลลพั ธ์ท่มี ี คณุ สมบัติถกู ต้อง ตรงตามต้องการ และทนั ต่อ
ความตอ้ งการของผู้ใช้ หรอื ผู้ท่เี กีย่ วข้อง

หลักเกณฑก์ ารประเมินผลลัพธ์ หรือผลผลิต (Criterias to Evaluated Outputs)
ข้อมูลของบางคนอาจเป็นสารสนเทศสำหรับอีกคนหนง่ึ (Nickerson. 1998) การทจ่ี ะบ่งบอกวา่ ผลผลติ หรือ
ผลลพั ธม์ คี ุณค่า หรือสถานภาพเปน็ สารสนเทศ หรือไม่นั้น เราใชห้ ลกั เกณฑ์ต่อไปนป้ี ระกอบการพจิ ารณา

1. ความถูกต้อง (Accuracy) ของผลผลิต หรอื ผลลพั ธ์
2. ตรงกับความต้องการ (Relevance/pertinent)
3. ทันกับความต้องการ (Timeliness)
การพจิ ารณาความถูกต้องดูทีเ่ นื้อหา (Content) ของผลผลติ โดยพจิ ารณาจากข้นั ตอนของการประมวลผล
(Process; verifying, calculating) ขอ้ มูล สำหรบั การตรงกับความต้องการ หรอื ทนั กบั ความต้องการ มผี ู้ใช้
ผลผลติ เปน็ เกณฑ์ในการพจิ ารณา หากผู้ใชเ้ ห็นว่าผลผลิตตรงกบั ความต้องการ หรอื ผลผลิตสามารถตอบ
ปัญหา หรือแก้ไขปัญหา ของผใู้ ช้ได้ และสามารถเรียกมาใชไ้ ด้ในเวลาที่เขาต้องการ (ทันต่อความต้องการใช้)
เราจงึ จะสรุปได้ว่า ผลผลิต หรือ ผลลัพธน์ นั้ มีสถานภาพ เป็นสารสนเทศ คณุ ภาพ หรือคุณคา่ ของสารสนเทศ
ขน้ึ อยู่กับข้อมลู (Data) ท่ีนำเข้ามา (Input) หากข้อมูลท่นี ำเขา้ มาประมวลผล เป็นข้อมูลทด่ี ี ผลลัพธท์ ีไ่ ดก้ จ็ ะมี
คณุ ภาพดี หรือมคี ุณค่า ผู้ใช้ หรือผูบ้ รโิ ภคสามารถนำมาใช้ประโยชนไ์ ด้ แต่หากข้อมลู ท่ี นำเขา้ มาประมวลผล
ไม่ดี ผลผลิต หรอื ผลลัพธก์ ็จะมีคุณภาพไม่ดี หรอื ไมม่ คี ุณคา่ สมดงั่ กบั วลีที่ว่า GIGO (Garbage In Garbage
Out) หมายความวา่ ถา้ นำขยะเขา้ มา ผลผลิต (สง่ิ ทีไ่ ด้ออกไป) กค็ ือขยะนนั่ เอง

31

คณุ ลกั ษณะของสารสนเทศที่ดี (Characteristics of Information)
สารสนเทศท่ีดคี วรมีคุณลกั ษณะดงั ต่อไปนี้ (Alter. 1996, Stair and Reynolds. 2001, จิตติมา เทียมบุญ
ประเสรฐิ . 2544, ณฏั ฐพันธ์ เขจรนนั ทน์ และไพบลู ย์ เกียรตโิ กมล. 2545 และทพิ วรรณ หลอ่ สวุ รรณรัตน์
2545.)

- สารสนเทศทด่ี ตี อ้ งมคี วามความถูกต้อง (Accurate) และไมม่ ีความผดิ พลาด
- ผู้ที่มีสิทธิใช้สารสนเทศสามารถเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศได้ง่าย ในรูปแบบ และเวลาท่ี
เหมาะสม ตาม ความต้องการของผ้ใู ช้
- สารสนเทศตอ้ งมีความชดั เจน (Clarity) ไมค่ ลมุ เครือ
- สารสนเทศท่ีดีตอ้ งมคี วามสมบรู ณ์ (Complete) บรรจุไปดว้ ยข้อเทจ็ จริงทมี่ ีสำคญั ครบถว้ น
- สารสนเทศต้องมีความกะทัดรดั (Conciseness) หรือรดั กุม เหมาะสมกับผูใ้ ช้
- กระบวนการผลติ สารสนเทศต้องมคี วามประหยดั (Economical) ผทู้ ม่ี ีหน้าที่ตัดสินใจมักจะต้อง
สรา้ งดุลยภาพ ระหวา่ งคุณคา่ ของสารสนเทศกับราคาทใี่ ชใ้ นการผลติ ต้องมีความยดึ หยุ่น (Flexible) สามารถ
ในไปใช้ในหลาย ๆ เปา้ หมาย หรือวตั ถุประสงค์
- สารสนเทศท่ดี ตี ้องมีรปู แบบการนำเสนอ (Presentation) ท่ีเหมาะสมกับผใู้ ช้ หรือผู้ทเ่ี ก่ียวข้อง
- สารสนเทศทด่ี ีต้องตรงกับความตอ้ งการ (Relevant/Precision) ของผ้ทู ่ีทำการตัดสนิ ใจ
- สารสนเทศทด่ี ีต้องมคี วามน่าเช่ือถือ (Reliable) เช่น เปน็ สารสนเทศทไ่ี ด้มาจากกรรมวิธรี วบรวมที่
นา่ เชอื่ ถือ หรือแหลง่ (Source) ท่ีนา่ เชอ่ื ถือ เปน็ ตน้
- สารสนเทศทด่ี ีควรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผู้ไม่มสี ทิ ธใิ ช้สารสนเทศ
- สารสนเทศทด่ี ีควรงา่ ย (Simple) ไมส่ ลบั ซบั ซ้อน มีรายละเอยี ดทเ่ี หมาะสม (ไม่มากเกนิ ความ
จำเป็น)
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามแตกต่าง หรือประหลาด (Surprise) จากขอ้ มลู ชนดิ อ่ืน ๆ
- สารสนเทศทดี่ ตี ้องทนั เวลา (Just in Time : JIT) หรือทนั ตอ่ ความต้องการ (Timely) ของผูใ้ ช้ หรือ
สามารถสง่ ถงึ ผู้รบั ได้ในเวลาทผ่ี ู้ใชต้ อ้ งการ
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งเปน็ ปจั จุบัน (Up to Date) หรอื มีความทนั สมยั ใหม่อย่เู สมอ มเิ ชน่ นั้นจะไม่ทัน
ต่อการ เปลีย่ นแปลงท่ดี ำเนนิ ไปอย่างรวดเร็ว
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ไดว้ ่ามีความ
ถกู ต้อง
นอกจากนน้ั สารสนเทศมีคณุ สมบตั ิที่แตกตา่ งไปจากสนิ คา้ ประเภทอนื่ ๆ 4 ประการคือ ใช้ไม่หมด ไม่
สามารถ ถา่ ยโอนได้ แบง่ แยกไมไ่ ด้ และสะสมเพิ่มพูนได้ (ประภาวดี สืบสนธ์. 2543) หรอื อาจสรปุ ได้ว่า
สารสนเทศ ทดี่ ีต้องมีคุณลกั ษณะครบทัง้ 4 ดา้ น คือ ดา้ นเวลา (ทนั เวลา และทนั สมยั ) ด้านเนือ้ หา (ถูกต้อง
สมบรู ณ์ ยึดหยุ่น น่าเชอ่ื ถือ ตรงกับ ความต้องการ และตรวจสอบได)้ ดา้ นรปู แบบ (ชดั เจน กะทดั รดั ง่าย
รปู แบบการนำเสนอ ประหยดั แปลก) และดา้ น กระบวนการ (เข้าถึงได้ และปลอดภยั ) คุณภาพของ
สารสนเทศ (Quality of Information/Information Quality)

32

คณุ ภาพของสารสนเทศ
คณุ ภาพของสารสนเทศจะมคี ุณภาพสูงมาก หรอื น้อย พิจารณาท่ี 3 ประเด็น ดังนี้ (Bentley. 1998)

1. ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรือไม่ โดยดวู ่าสารสนเทศน้นั ผู้ใช้สามารถนำไปใชเ้ พ่มิ
ประสทิ ธิภาพได้ มากกวา่ ไม่ใช้สารสนเทศ หรอื ไม่ คณุ ภาพของสารสนเทศ อาจจะดูท่ีมันมผี ลกระทบต่อ
กจิ กรรมของผ้ใู ช้ หรือไม่ อยา่ งไร

2. น่าเช่ือถือ (Reliable) เพยี งใด ความน่าเชือ่ ถอื มีหวั ข้อที่จะใช้พจิ ารณา เช่น ความทนั เวลา
(Timely) กบั ผ้ใู ช้ เมื่อ ผ้ใู ช้จำเป็นต้องใชม้ ีสารสนเทศนั้น หรือไม่ สารสนเทศทีน่ ำมาใชต้ ้องมีความถูกต้อง
(Accurate) สามารถพิสูจน์ (Verifiable) ไดว้ ่าเปน็ ความจรงิ ด้วยการวเิ คราะห์ข้อมลู ที่เก่ียวข้อง เป็นตน้

3. สารสนเทศน้นั เข้มแขง็ (Robust) เพยี งใด พิจารณาจากการท่ีสารสนเทศสามารถเคล่ือนตวั เองไป
พรอ้ มกบั กาลเวลาท่เี ปลย่ี นไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์ (Human
Frailty) เพราะมนษุ ย์ อาจทำความผดิ พลาดในการป้อนข้อมูล หรอื การประมวลผลข้อมูล เพราะฉะนนั้ จะตอ้ ง
มีการควบคุม หรอื ตรวจสอบ ไม่ใหม้ ีความผดิ พลาดเกดิ ขน้ึ หรือพจิ ารณาจากความผดิ พลาด หรือล้มเหลวของ
ระบบ (System Failure) ท่จี ะส่งผล เสียหายตอ่ สารสนเทศได้ ดังนน้ั จงึ ต้องมีการป้องกันความผิดพลาด (ที่
เนอื้ หา และไมท่ ันเวลา) ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรอื พิจารณาจากการเปล่ียนแปลง การจดั การ (ข้อมลู )
(Organizational Changes) ทอ่ี าจจะสง่ ผลกระทบ (สรา้ งความเสียหาย) ตอ่ สารสนเทศ เช่น โครงสร้าง แฟ้ม
ขอ้ มลู วิธกี ารเข้าถงึ ข้อมลู การรายงาน จกั ตอ้ งมกี ารป้องกัน หากมกี าร เปลย่ี นแปลงในเรอื่ งดังกล่าว
นอกจากนั้นซวาสส์ (Zwass. 1998) กลา่ วถงึ คุณภาพของสารสนเทศจะมีมากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กบั การ
ทนั เวลา ความสมบูรณ์ ความกะทัดรัด ตรงกับความต้องการ ความถูกต้อง ความเที่ยงตรง (Precision) และ
รปู แบบท่ีเหมาะสม ในเร่ืองเดียวกนั โอไบรอ์ นั (O’Brien. 2001) กล่าวว่าคุณภาพของสารสนเทศ พจิ ารณาใน
3 มติ ิ ดงั น้ี
1. มิตดิ ้านเวลา (Time Dimension)

- สารสนเทศควรจะมกี ารเตรียมไว้ให้ทนั เวลา (Timeliness) กับความต้องการของผู้ใช้
- สารสนเทศควรจะต้องมีความทันสมัย หรือเปน็ ปจั จุบนั (Currency)
- สารสนเทศควรจะตอ้ งมคี วามถี่ (Frequency) หรือบอ่ ย เท่าท่ผี ูใ้ ช้ตอ้ งการ
- สารสนเทศควรมเี ร่อื งเกยี่ วกับช่วงเวลา (Time Period) ต้ังแต่อดีต ปจั จบุ นั และอนาคต
2. มิตดิ ้านเนือ้ หา (Content Dimension)
- ความถกู ต้อง ปราศจากข้อผิดพลาด
- ตรงกับความต้องการใชส้ ารสนเทศ
- สมบูรณ์ สง่ิ ทีจ่ ำเป็นจะต้องมีในสารสนเทศ
- กะทัดรัด เฉพาะทจ่ี ำเป็นเท่านนั้
- ครอบคลมุ (Scope) ทัง้ ด้านกว้างและด้านแคบ (ด้านลกึ ) หรอื มีจุดเนน้ ท้ังภายในและภายนอก
- มีความสามารถ/ศกั ยภาพ (Performance) ท่ีแสดงให้เห็นได้จากการวัดคา่ ได้ การบ่งบอกถึงการ
พฒั นา หรอื สามารถเพิ่มพูนทรพั ยากร

33

3. มิติด้านรปู แบบ (Form Dimension)
ชดั เจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
มที ้งั แบบรายละเอยี ด (Detail) และแบบสรุปย่อ (Summary)
มกี ารเรยี บเรยี ง ตามลำดบั (Order)
การนำเสนอ (Presentation) ทห่ี ลากหลาย เชน่ พรรณนา/บรรยาย ตัวเลข กราฟิก และอ่นื ๆ
รูปแบบของส่อื (Media) ประเภทต่าง ๆ เช่น กระดาษ วดี ิทศั น์ ฯลฯ

ส่วนสแตร์และเรย์โนลด์ (Stair and Reynolds 2001) กล่าวถงึ คณุ ค่าของสารสนเทศขึ้นอย่กู ับการที่
สารสนเทศนั้น สามารถชว่ ยให้ผทู้ ีม่ ีหน้าที่ตัดสินใจทำใหเ้ ป้าหมายขององค์การสัมฤทธ์ผิ ลไดม้ ากน้อยเพียงใด
หาก สารสนเทศ สามารถทำให้บรรลุเปา้ หมายขององค์การได้ สารสนเทศนัน้ กจ็ ะมีคณุ ค่าสงู ตามไปดว้ ย

ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแลว้ ย่อมมีความสำคัญต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้อง เช่น ดา้ นการเมือง การปกครอง ด้าน

การศกึ ษา ดา้ น เศรษฐกิจ ด้านสังคม ฯลฯ ในลักษณะดงั ต่อไปนี้
ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเขา้ ใจ (Understanding) ในเรอ่ื งดังกลา่ ว
ขา้ งต้น เมื่อเรารู้และเขา้ ใจในเรือ่ งที่เก่ยี วขอ้ งแลว้ สารสนเทศจะชว่ ยให้เราสามารถตัดสนิ ใจ (Decision
Making) ใน เรื่องตา่ งๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนน้ั สารสนเทศ ยังสามารถทำใหเ้ ราสามารถแกไ้ ขปัญหา
(Solving Problem) ทีเ่ กิดข้ึนไดอ้ ย่าง ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเรว็ ทนั เวลากบั สถานการณ์ตา่ งๆ ท่เี กดิ ขน้ึ

บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information)
การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ดา้ น ดงั นี้ (จติ ตมิ า เทียมบญุ ประเสริฐ 2544) ด้านการวางแผน ด้านการ

ตดั สนิ ใจ และ ดา้ นการดำเนินงาน นอกจากนน้ั สารสนเทศยังมบี ทบาทในเชงิ เศรษฐกจิ ดงั นี้ (ประภาวดี สืบ
สนธ์ 2543)

- ชว่ ยลดความเสี่ยงในการตัดสนิ ใจ (Decision) หรือช่วยชีแ้ นวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem
Solving)

- ชว่ ยหรือสนับสนุนการจัดการ (Management) หรือการดำเนนิ งานขององค์การ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
และเกิด ประสทิ ธิผลมากข้นึ

- ใช้ทดแทนทรพั ยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนท่ีเรยี นนอก
หอ้ งเรยี น จรงิ สามารถเรียนรู้เรอ่ื งตา่ งๆ เชน่ เดยี วกับ ห้องเรียนจริง โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไปเรยี นท่ีห้องเรยี นน้นั

- ใช้ในการกำกับ ติดตาม (Monitoring) การปฏบิ ตั งิ านและการตดั สนิ ใจ เพื่อดูความก้าวหน้าของงาน
- สารสนเทศเป็นช่องทางโน้มนา้ ว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาที่ทำใหผ้ ู้ชม,
ผู้ฟัง ตัดสินใจ เลือกสนิ ค้า หรอื บรกิ ารนัน้

34

- สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศกึ ษา (Education) สำหรบั การเรยี นรู้ ผา่ นสือ่ ประเภท
ต่างๆ

- สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญทส่ี ่งเสรมิ วฒั นธรรมและสันทนาการ (Culture & Recreation)
ในดา้ นของการเผยแพร่ในรูปแบบตา่ งๆ เชน่ วีดทิ ศั น์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น

- สารสนเทศเปน็ สนิ ค้าและบรกิ าร (Goods & Services) ทีส่ ามารถซ้ือขายได้
- สารสนเทศเป็นทรัพยากรท่ีต้องลงทนุ (Investment) จงึ จะไดผ้ ลผลิตและบริการ เพื่อเป็นรากฐาน
ของการ จดั การ และการดำเนินงาน

องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบ คอื กลมุ่ ขององค์การต่างๆ ทท่ี ำงานรว่ มกันเพ่อื จุดประสงค์อนั เดียวกัน ระบบอาจจะ
ประกอบดว้ ยบคุ คลากร เคร่ืองมอื เครื่องใช้ พสั ดุ วธิ กี าร ซึ่งทั้งหมดน้จี ะตอ้ งมรี ะบบจดั การอันหน่ึง
เพอ่ื ให้บรรลจุ ดุ ประสงค์อันเดียวกนั
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลทผี่ า่ นการวิเคราะหห์ รือประมวลผลแลว้ พร้อมจะใชง้ าน
ได้ทนั ที โดยไม่ต้องแปล หรอื ตีความใด ๆ อีก
เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยมี าชว่ ยในการประมวลผล เพ่ือให้ได้สารสนเทศ

ตามทต่ี ้องการ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนนั้ อาจกล่าวได้วา่ ประกอบข้นึ จากเทคโนโลยสี องสาขาหลักคือ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ่อื สารโทรคมนาคม สำหรบั รายละเอยี ดพอสังเขปของแตล่ ะเทคโนโลยี
มีดังตอ่ ไปนค้ี ือ
1. เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์

คอมพวิ เตอรเ์ ป็นเครื่องอเิ ล็กทรอนกิ สท์ ี่สามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏบิ ัติตามคำส่ังทบ่ี อก เพ่ือให้
คอมพวิ เตอร์ทำงานอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบดว้ ยอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ต่อเชอื่ มกนั เรยี กวา่
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณฮ์ าร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานรว่ มกบั โปรแกรมคอมพิวเตอรห์ รือท่เี รยี กกันวา่
ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)
2. ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 สว่ น คอื

2.1 อปุ กรณ์รับขอ้ มลู (Input) เช่น แผงแป้นอกั ขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครอ่ื งอ่านบัตรแถบแม่เหลก็
(Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแทง่ (Bar Code Reader)

2.2 อปุ กรณส์ ง่ ขอ้ มลู (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เครอ่ื งพมิ พ์ (Printer), และเทอร์มินัล
2.3 หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานรว่ มกับหน่วยความจำหลกั ในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดย
ปฏิบตั หิ น้าทต่ี ามคำสัง่ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดงึ ขอ้ มลู และคำสั่งท่ีเก็บไว้ไว้ในหนว่ ยความจำหลกั
มาประมวลผล
2.4 หนว่ ยความจำหลกั มหี นา้ ทีเ่ ก็บข้อมลู ทม่ี าจากอปุ กรณ์รบั ข้อมูลเพื่อใชใ้ นการคำนวณ และผลลัพธ์
ของการคำนวณกอ่ นท่จี ะสง่ ไปยังอปุ กรณส์ ง่ ข้อมูล รวมท้ังการเก็บคำสง่ั ขณะกำลงั ประมวลผล

35

2.5 หนว่ ยความจำสำรอง ทำหน้าท่ีจดั เก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยงั ไม่ไดใ้ ช้งาน เพ่อื การใชใ้ น
อนาคต
3. ซอฟตแ์ วร์ เปน็ องคป์ ระกอบท่ีสำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ซอฟตแ์ วร์สามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

ซอฟต์แวร์ระบบ มหี น้าทค่ี วบคุมอุปกรณต์ ่าง ๆ ภายในระบบคอมพวิ เตอร์ และเป็นตัวกลางระหวา่ ง
ผูใ้ ชก้ บั คอมพวิ เตอรห์ รอื ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ระบบสามารถแบ่งเป็น 3 ชนดิ ใหญ่ คือ

โปรแกรมระบบปฏิบัตกิ าร ใชค้ วบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณพ์ ่วงต่อกบั เครื่อง
คอมพิวเตอร์ ตัวอยา่ งโปรแกรมท่ีนิยมใช้กันในปจั จบุ ัน เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows

โปรแกรมอรรถประโยชน์ใชช้ ว่ ยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใชเ้ ครอื่ งคอมพิวเตอรใ์ นระหวา่ งการ
ประมวลผลข้อมูลหรือในระหวา่ งท่ใี ช้เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ตัวอยา่ งโปรแกรมท่นี ิยมใช้กนั ในปจั จุบัน เช่น
โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)

โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคำสง่ั ทเี่ ป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ให้อย่ใู น
รปู แบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์เขา้ ใจและทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เปน็ โปรแกรมทเ่ี ขยี นขน้ึ เพือ่ ทำงานเฉพาะดา้ นตามความต้องการ ซ่งึ ซอฟต์แวร์ประยุกตน์ ้ี
สามารถแบง่ เป็น 3 ชนดิ คอื

ซอฟต์แวรป์ ระยุกตเ์ พื่องานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพ่ือใชง้ านท่ัวไปไมเ่ จาะจงประเภทของ
ธุรกจิ ตวั อย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปน็ ตน้

ซอฟต์แวรป์ ระยุกตเ์ ฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวรท์ ี่สร้างข้นึ เพอื่ ใชใ้ นธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วตั ถุประสงคข์ อง
การนำไปใช้

ซอฟต์แวร์ประยุกต์อ่นื ๆ เปน็ ซอฟตแ์ วรท์ ี่เขยี นขนึ้ เพื่อความบนั เทงิ และอ่นื ๆ นอกเหนือจาก
ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์สองชนดิ ข้างต้น ตวั อย่าง เชน่ Hypertext, Personal Information Management และ
ซอฟตแ์ วร์เกมต่าง ๆ เปน็ ตน้
สำหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพอื่ ให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเรว็ ถูกต้องแมน่ ยำ
และมคี ุณภาพ ดงั แผนภาพต่อไปน้ีคือ

แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ

เทคโนโลยสี อ่ื สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อส่อื สารรบั /ส่งขอ้ มลู จากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของขอ้ มลู

ระหว่างคอมพิวเตอร์หรอื เคร่ืองมือที่อยู่หา่ งไกลกัน ซงึ่ จะช่วยให้การเผยแพร่ขอ้ มลู หรือสารสนเทศไปยงั ผู้ใช้ใน
แหล่งต่าง ๆ เปน็ ไปอยา่ งสะดวก รวดเรว็ ถูกต้อง ครบถว้ น และทันการณ์ ซงึ่ รูปแบบของขอ้ มูลท่ีรับ/ส่งอาจ
เปน็ ตัวเลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)

36

เทคโนโลยีทใี่ ช้ในการสอ่ื สารหรือเผยแพรส่ ารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยที ใ่ี ช้ในระบบโทรคมนาคมทัง้ ชนิดมีสาย
และไร้สาย เชน่ ระบบโทรศัพท์, โมเดม็ , แฟกซ,์ โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, วทิ ยุโทรทศั น์ เคเบล้ิ ใยแก้วนำ
แสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น
สำหรบั กลไกหลกั ของการส่ือสารโทรคมนาคมมอี งคป์ ระกอบพืน้ ฐาน 3 ส่วน ไดแ้ ก่ ต้นแหล่งของข้อความ
(Source/Sender), สอื่ กลางสำหรับการรบั /สง่ ข้อความ (Medium), และสว่ นรับข้อความ (Sink/Decoder)
ดงั แผนภาพต่อไปน้ี คือ

แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสอ่ื สารโทรคมนาคม

นอกจากน้ี เทคโนโลยสี ารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใชง้ านไดเ้ ป็น 6 รปู แบบ ดังนต้ี ่อไปน้ี คือ
เทคโนโลยที ่ใี ชใ้ นการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดจิ ิทลั , กล้องถ่ายวดี ีทัศน์,

เครอ่ื งเอกซเรย์ ฯลฯ
เทคโนโลยที ี่ใชใ้ นการบนั ทึกข้อมลู จะเป็นสื่อบนั ทึกข้อมลู ต่าง ๆ เชน่ เทปแมเ่ หล็ก, จานแมเ่ หล็ก,

จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
เทคโนโลยที ีใ่ ช้ในการประมวลผลข้อมลู ได้แก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ทง้ั ฮารด์ แวร์ และซอฟต์แวร์
เทคโนโลยที ีใ่ ช้ในการแสดงผลขอ้ มูล เชน่ เครื่องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
เทคโนโลยีที่ใชใ้ นการจัดทำสำเนาเอกสาร เชน่ เครื่องถา่ ยเอกสาร, เคร่อื งถา่ ยไมโครฟลิ ม์
เทคโนโลยีสำหรบั ถา่ ยทอดหรือสือ่ สารข้อมลู ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมตา่ งๆ เช่น โทรทัศน์,

วทิ ยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ทั้งระยะใกล้และไกล
ลกั ษณะของข้อมลู หรือสารสนเทศทีส่ ่งผา่ นระบบคอมพิวเตอร์และการส่ือสาร ดังนี้

ขอ้ มูลหรือสารสนเทศที่ใช้กันอย่ทู ่วั ไปในระบบสื่อสาร เชน่ ระบบโทรศัพท์ จะมลี ักษณะของสัญญาณ
เป็นคล่นื แบบต่อเนอื่ งทเี่ ราเรียกวา่ "สญั ญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอรจ์ ะแตกต่างไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกนั เปน็ สัญญาณที่ไม่ต่อเนอื่ ง เรยี กว่า "สัญญาณดจิ ติ อล" ซึ่ง
ขอ้ มลู เหลา่ นั้นจะส่งผา่ นสายโทรศพั ท์ เมือ่ เราต้องการสง่ ข้อมลู จากคอมพิวเตอรเ์ ครอื่ งหนึ่งไปยงั เคร่ืองอนื่ ๆ
ผ่านระบบโทรศัพท์ กต็ ้องอาศัยอปุ กรณช์ ่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซ่งึ มีชอ่ื เรยี กวา่ "โมเดม็ " (Modem)

ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
สามารถอธิบายความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในดา้ นทมี่ ีผลกระทบตอ่ การเปล่ียนแปลง

พฤติกรรมดา้ นต่าง ๆ ของผู้คนไว้หลายประการดังตอ่ ไปน้ี (จอหน์ ไนซ์บิตต์ อา้ งถงึ ใน ยนื ภวู่ รวรรณ)
ประการท่หี นึ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้สงั คมเปลย่ี นจากสงั คมอุตสาหกรรมมาเปน็

สงั คมสารสนเทศ

37

ประการทส่ี อง เทคโนโลยสี ารสนเทศทำใหร้ ะบบเศรษฐกิจเปล่ียนจากระบบแห่งชาตไิ ปเป็นเศรษฐกจิ
โลก ทีทำให้ระบบเศรษฐกจิ ของโลกผูกพันกบั ทุกประเทศ ความเชือ่ มโยงของเครอื ข่ายสารสนเทศทำใหเ้ กิด
สังคมโลกาภวิ ัฒน์

ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมลี ักษณะผกู พัน มกี ารบังคบั บัญชาแบบแนวราบ
มากขน้ึ หนว่ ยธุรกจิ มีขนาดเล็กลง และเชือ่ มโยงกนั กับหนว่ ยธุรกจิ อืน่ เปน็ เครือข่าย การดำเนนิ ธรุ กจิ มกี าร
แข่งขันกนั ในด้านความเร็ว โดยอาศยั การใชร้ ะบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ และการส่ือสารโทรคมนาคมเป็นตัว
สนับสนนุ เพื่อให้เกดิ การแลกเปล่ียนข้อมูลไดง้ ่ายและรวดเร็ว

ประการที่ส่ี เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ เทคโนโลยแี บบสุนทรียสมั ผัส และสามารถตอบสนองตามความ
ต้องการการใชเ้ ทคโนโลยีในรูปแบบใหมท่ เี่ ลือกไดเ้ อง

ประการท่หี ้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกดิ สภาพทางการทำงานแบบทุกสถานทีแ่ ละทุกเวลา
ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กดิ การวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขนึ้ อกี ทัง้ ยังทำให้
วถิ ีการตดั สนิ ใจ หรอื เลือกทางเลอื กไดล้ ะเอยี ดขน้ึ
กลา่ วโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาททส่ี ำคัญในทุกวงการ มผี ลต่อการเปลยี่ นแปลงโลก
ด้านความเปน็ อยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม การเมือง ตลอดจนการ
วจิ ัยและการพัฒนาต่าง ๆ

ปจั จยั ท่ีทำใหเ้ กดิ ความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999) พบวา่ ปัจจัยของความลม้ เหลวหรือความผิดพลาดที่เกิดจากการ

นำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแ้ ก่
การขาดการวางแผนทดี่ ีพอ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การวางแผนจัดการความเสีย่ งไม่ดีพอ ยิง่ องค์การมี

ขนาดใหญม่ ากขน้ึ เท่าใด การจัดการความเสี่ยงย่อมจะมีความสำคญั มากขึ้นเปน็ เงาตามตัว ทำให้คา่ ใชจ้ ่ายด้าน
นเ้ี พ่ิมสงู ขึ้น

การนำเทคโนโลยที ไ่ี มเ่ หมาะสมมาใชง้ าน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเขา้ มาใช้ในองคก์ ารจำเป็นตอ้ ง
พิจารณาใหส้ อดคล้องกับลักษณะของธุรกจิ หรืองานท่ีองค์การดำเนินอยู่ หากเลือกใชเ้ ทคโนโลยที ่ีไมส่ อดรบั กบั
ความตอ้ งการขององค์การแล้วจะทำใหเ้ กิดปัญหาตา่ ง ๆ ตามมา และเปน็ การสนิ้ เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
การขาดการจัดการหรือสนบั สนนุ จากผู้บริหารระดบั สูง การทจ่ี ะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชง้ านใน
องค์กร หากขาดซ่งึ ความสนบั สนุนจากผู้บรหิ ารระดับสงู แล้วก็ถือว่าล้มเหลวตัง้ แตย่ ังไม่ได้เรมิ่ ต้น การได้รับ
ความมั่นใจจากผู้บริหารระดับสูงเป็นกา้ วย่างทีส่ ำคัญและจำเป็นท่จี ะทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ น
องค์การประสบความสำเร็จ
สำหรับสาเหตุของความล้มเหลวอนื่ ๆ ที่พบจากการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ เชน่ ใช้เวลาในการ
ดำเนนิ การมากเกินไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยีทล่ี ้ำสมัยหรือยังไม่ผา่ นการพสิ จู นม์ าใช้งาน (New
or unproven technology), ประเมนิ แผนความต้องการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศไม่ถูกตอ้ ง, ผจู้ ดั จำหนา่ ย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Vendor) ทีอ่ งคก์ ารซื้อมาใชง้ านไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผดิ ชอบ และ

38

ระยะเวลาของการพฒั นาหรือนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบรู ณ์ใชเ้ วลาน้อยกวา่ หนงึ่ ปี
นอกจากน้ี ปจั จัยอืน่ ๆ ท่ที ำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสำเร็จในด้านผู้ใช้งาน

นน้ั อาจสรปุ ได้ดงั น้ี คอื
ความกลัวการเปล่ยี นแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลัวทีจ่ ะเรียนรกู้ ารใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ รวมทง้ั กลวั ว่า

เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำคัญในหน้าท่ีการงานทีร่ ับผดิ ชอบของตนใหล้ ดน้อยลง
จนทำให้ต่อต้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ การไม่ตดิ ตามข่าวสารความรดู้ ้านเทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ ง
สมำ่ เสมอ เนื่องจากเทคโนโลยสี ารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไม่มน่ั ติดตามอย่างสมำ่ เสมอแลว้ จะทำ
ใหก้ ลายเปน็ คนลา้ หลงั และตกขอบ จนเกดิ สภาวะชะงักงันในการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
โครงสรา้ งพ้ืนฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ ว่ั ถงึ ทำใหข้ าดความเสมอภาคในการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ หรอื เกิดการใชก้ ระจกุ ตวั เพยี งบางพื้นที่ ทำใหเ้ ปน็ อปุ สรรคในการใช้งานด้านตา่ ง ๆ
ตามมา เชน่ ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์เนต็ ความเร็วสงู ฯลฯ

ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณหา้ สิบกว่าปีที่แล้ว เปน็ ก้าวสำคญั ทนี่ ำไปสู่ยคุ สารสนเทศ

ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอรม์ าใช้เปน็ เคร่ืองคำนวณ แตต่ ่อมาไดม้ ีความพยายามพัฒนาใหค้ อมพิวเตอร์
เปน็ อปุ กรณ์สำคญั สำหรับการจดั การข้อมูล เม่ือเทคโนโลยีอิเลก็ ทรอนิกส์ได้กา้ วหนา้ มากข้ึน ทำให้สามารถ
สร้างคอมพิวเตอร์ท่ีมีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสงู ขน้ึ สภาพการใชง้ านจงึ ใชง้ านกนั อย่างแพรห่ ลาย ผลของ
เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีมีต่อชวี ิตความเปน็ อยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรยี นรู้และใชส้ ารสนเทศกันอยา่ ง
กวา้ งขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวไดด้ งั น้ี

การสรา้ งเสริมคุณภาพชวี ติ ที่ดขี ้ึน สภาพความเปน็ อยู่ของสังคมเมือง มีการพฒั นาใช้ระบบสอื่ สาร
โทรคมนาคม เพื่อตดิ ต่อสอื่ สารใหส้ ะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กบั เครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น
ใชค้ วบคุมเคร่ืองปรบั อากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟา้ ภายในบ้าน เปน็ ต้น

เสรมิ สร้างความเท่าเทยี มในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกิดการกระจาย
ไปทัว่ ทกุ หนแหง่ แมแ้ ตถ่ ิ่นทรุ กันดาร ทำใหม้ ีการกระจายโอการการเรยี นรู้ มีการใชร้ ะบบการเรยี นการสอน
ทางไกล การกระจายการเรียนรไู้ ปยงั ถน่ิ หา่ งไกล นอกจากนีใ้ นปัจจุบันมคี วามพยายามที่ใช้ระบบการ
รักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร

สารสนเทศกบั การเรยี นการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรยี นมีการนำคอมพิวเตอร์และ
เคร่ืองมือประกอบช่วยในการเรยี นรู้ เช่น วดี ิทศั น์ เครอ่ื งฉายภาพ คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน คอมพิวเตอรช์ ว่ ยจดั
การศึกษา จดั ตารางสอน คำนวณระดบั คะแนน จดั ช้นั เรยี น ทำรายงานเพ่ือใหผ้ บู้ ริหารไดท้ ราบถึงปญั หาและ
การแก้ปัญหาในโรงเรยี น ปจั จุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขนึ้
เทคโนโลยสี ารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เชน่
การดแู ลรกั ษาปา่ จำเปน็ ต้องใช้ข้อมูล มกี ารใช้ภาพถา่ ยดาวเทยี ม การตดิ ตามข้อมลู สภาพอากาศ การ

39

พยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะส่ิงแวดลอ้ มเพือ่ ปรับปรงุ แก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมลู คณุ ภาพนำ้ ใน
แม่น้ำต่างๆการตรวจวดั มลภาวะตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วยทเ่ี รยี กว่าโทรมาตร เปน็ ต้น

เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การป้องกนั ประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใชเ้ ทคโนโลยี อาวุธ
ยทุ โธปกรณ์สมยั ใหมล่ ว้ นแต่เก่ียวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มกี ารใช้ระบบป้องกนั ภยั ระบบเฝ้า
ระวังทม่ี คี อมพวิ เตอรค์ วบคุมการทำงาน การผลติ ในอุตสาหกรรม และการพาณชิ ยกรรม การแข่งขนั ทางดา้ น
การผลิตสินคา้ อุตสาหกรรมจำเปน็ ต้องหาวิธีการในการผลิตใหไ้ ด้มาก ราคาถกู ลงเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์เขา้ มา
มีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลขา่ วสารเพอ่ื การบรหิ ารและการจดั การ การดำเนนิ การและยังรวมไปถงึ การ
ใหบ้ ริการกบั ลูกคา้ เพ่ือให้ซ้ือสินคา้ ได้สะดวกขน้ึ

เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การใช้ชวี ิตในสงั คมปจั จบุ ัน
ในภาวะปัจจบุ นั นน้ั สารสนเทศได้กลายเป็นปัจจยั พื้นฐานปัจจยั ท่หี า้ เพิม่ จากปจั จัยส่ีประการท่ีมนุษย์

เราขาดเสียมิได้ในการดำรงชวี ติ ประจำวัน ไมว่ ่าจะเป็นสารสนเทศทีจ่ ำเป็น ในการประกอบธรุ กิจ ในการค้าขาย
การผลติ สินค้า และบริการ หรือการใหบ้ ริการสงั คม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถึงเร่ืองเบา ๆ เรอ่ื งไรส้ าระบ้าง เช่น สภากาแฟทส่ี ามารถพบได้ทุกแห่งหนในสังคม เรอ่ื งสาระบันเทิงในยาม
พักผ่อน ไปจนถงึ เร่ืองความเป็นความตาย เช่น ข่าวอทุ กภัย วาตภยั หรือการทำรัฐประหารและปฏวิ ตั ิ เป็นตน้
ในความคดิ เห็นของกล่มุ บุคคลต่าง ๆ ตัง้ แตน่ กั วิชาการ นักธุรกจิ นักสงั คมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ จนกระทั่ง
ผู้นำตา่ ง ๆ ในโลก ดงั เช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของสหรฐั อเมริกา
สารสนเทศเป็นทรัพยากรทส่ี ำคัญทสี่ ดุ อย่างหนงึ่ ในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่งศตวรรษท่ี 21
สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรท่ีสำคญั ทส่ี ดุ เหนือสิง่ อ่นื ใด กล่าวกนั ส้นั ๆ สารสนเทศกำลังจะกลายเป็นฐาน
แห่งอำนาจอันแทจ้ ริงในอนาคต ทงั้ ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง

ในสมัยสงั คมเกษตรนนั้ ปัจจยั พืน้ ฐานในการผลติ ท่สี ำคญั ได้แก่ ท่ีดนิ แรงงาน และทุนทรัพย์ ต่อมาใน
สงั คมอตุ สาหกรรม การผลติ ต้องพ่ึงพาปจั จัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วสั ดุ พลงั งาน และโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสงั คมอตุ สาหกรรมต้องพึง่ พาการใชท้ รัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกดั อันไดแ้ ก่ ทดี่ นิ
พลังงาน และวสั ดุ เปน็ อย่างมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหลา่ นน้ั อยา่ งฟมุ่ เฟือยและขาดความระมัดระวัง
ก็ไดส้ รา้ งปญั หาสง่ิ แวดล้อมท่ีรนุ แรงมาก ซงึ่ กำลังคกุ คามโลกรวมท้ังประเทศไทย ตัง้ แต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟา้ อากาศ ภยั ธรรมชาตทิ นี่ บั วันจะเพิม่ ความถี่และรุนแรงขน้ึ ปัญหาการบ่อนทำลายความสมดุล
ทางนเิ วศวิทยาทั้งป่าดงดิบ ป่าชายเลน ป่าต้นนำ้ ลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเปน็ พิษ แมน่ ำ้ ลำคลองที่เตม็ ไป
ด้วยสารพษิ เจือปน ตลอดจนถงึ ปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจรและภยั จากควันพิษในมหานครทุกแหง่ ทว่ั โลก
ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศยั การใชว้ ัสดุและพลังงานนอ้ ยมาก
และไมม่ ีผลเสยี ตอ่ ภาวะแวดล้อมหรือมีเพยี งเล็กน้อยมาก ยงิ่ กวา่ นน้ั สารสนเทศจะสามารถชว่ ยใหก้ จิ กรรมการ
ผลติ และการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ เชน่ สามารถช่วยให้การผลิตทางอตุ สาหกรรมใช้
วัตถดุ ิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะนอ้ ยลง แตส่ ินคา้ มีคณุ ภาพดีขึน้ คงทนมากข้ึน ปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจร
ในบางด้านกส็ ามารถผ่อนปรนไดด้ ้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ เช่น ในการช่วยติดตอ่ ส่อื สารทางธุรกิจต่างๆ โดย

40

ไมจ่ ำเปน็ ต้องเดนิ ทางดว้ ยตนเองดงั เชน่ แต่กอ่ น จงึ อาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศจะมีส่วนอยา่ งมาก ใน
การนำสังคม ส่วู ิวัฒนาการอกี ระดบั หนึ่ง ท่ีอาจเรยี กไดว้ ่าเป็นสังคมสารสนเทศ อนั เปน็ สงั คมท่ีพึงปรารถนาและ
ย่งั ยืนยิ่งขึ้น นนั่ จึงเปน็ เหตผุ ลทวี่ า่ สังคมตา่ ง ๆ ในโลก ตา่ งจะต้องก้าวสูส่ ังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลีย่ งไม่ได้
ไมเ่ รว็ กช็ ้า และน่นั หมายความว่าสงั คมจะตอ้ งพ่งึ พาเทคโนโลยสี ารสนเทศ อย่างแนน่ อน ไม่ว่าเราจะยอมรับ
หรอื ไม่ก็ตาม มใิ ชเ่ พยี งแต่เพื่อสรา้ งขีดความสามารถในเชิงแขง่ ขนั ในสนามการคา้ ระหวา่ งประเทศ แต่เพ่ือ
ความอยูร่ อดของมนุษยชาติ และเพ่ือคุณภาพชีวติ ทดี่ ีข้นึ อีกตา่ งหากดว้ ย

เทคโนโลยสี ารสนเทศ คือ เทคโนโลยคี โู่ ลกในตน้ ศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเปน็ ปัจจัย
รองรบั ขบวนการโลกาภิวตั น์ ท่ีกำลงั ผนวกสงั คมเศรษฐกจิ ไทยเขา้ เปน็ อันหน่ึงเดยี วกันกบั สังคมโลก
อันทจี่ รงิ เทคโนโลยสี ารสนเทศมใี ชใ้ นประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เปน็ ตน้ ว่า เรามีการใชโ้ ทรศัพทต์ ง้ั แต่
รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั เมือ่ ปี พ.ศ. 2414 เพยี งแต่ว่าการใชเ้ ทคโนโลยนี ้ยี ังไม่
แพรก่ ระจายท่วั ประเทศและยังไม่อยู่ในระดับสูงเม่ือเทียบกับอกี หลาย ๆ ประเทศในโลก

กล่าวกนั อยา่ งส้ัน ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยที ่เี กย่ี วข้องกับการจัดหา วเิ คราะห์
ประมวล จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรอื แลกเปลยี่ น และเผยแพรส่ ารสนเทศ ด้วยระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ ไม่ว่า
จะอยใู่ นรปู แบบของรูป เสียง ตวั อักษร หรอื ภาพเคล่ือนไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและขอ้ มูลไปปฏบิ ตั ิ
ตามเนอื้ หาของสารสนเทศนั้น เพ่ือใหบ้ รรลุเปา้ หมายของผใู้ ช้ การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล และจดั การกบั
ข่าวสารขอ้ มลู จำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสยี มิได้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปลย่ี นขอ้ มลู
ขา่ วสาร อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใชจ้ ่าย และมีประสิทธิภาพ กจ็ ำเปน็ ต้องอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และท้ายสดุ สารสนเทศท่ีมี จะก่อให้เกิดประโยชนจ์ ากการบรโิ ภค อย่างกว้างขวางตามแตจ่ ะ
ต้องการและอยา่ งประหยัดท่ีสดุ ก็ต้องอาศยั ทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจดั การและการสือ่ หรือขนย้ายจาก
แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ สผู่ ูบ้ รโิ ภคในทส่ี ุด

ฉะนนั้ เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลมุ ถงึ หลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อนั ได้แก่ คอมพิวเตอรท์ ั้ง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซ่ึงรวมถึง เทคโนโลยรี ะบบสอื่ สารมวลชน (ไดแ้ ก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ทั้งระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยีดา้ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ตา่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทศั น์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เสน้ ใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารก่ึงตัวนำ (semiconductor) ปัญญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณอ์ ัตโนมัติสำนักงาน
(office automation) อุปกรณอ์ ัตโนมตั ใิ นบ้าน (home automation) อปุ กรณ์อตั โนมัตใิ นโรงงาน (factory
automation) เหลา่ น้ี เปน็ ตน้
นอกจากการเป็นเทคโนโลยที ่ไี ม่ทำลายธรรมชาตหิ รือสร้างมลภาวะ (ในตัวของมนั เอง) ต่อส่ิงแวดลอ้ มแล้ว
คณุ สมบตั ิโดดเด่นอ่ืน ๆ ท่ที ำให้มันกลายเปน็ เทคโนโลยี ยทุ ธศาสตรส์ ำคัญแหง่ ยคุ ปัจจุบันและในอนาคตกค็ ือ
ความสามารถในการเพ่ิมประสิทธภิ าพและสมรรถภาพในเกอื บทุก ๆ กิจกรรม อาทโิ ดย

1. การลดต้นทนุ หรอื ค่าใช้จา่ ย
2. การเพม่ิ คุณภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรอื กรรมวิธีใหม่ ๆ

41

4. การสรา้ งผลิตภณั ฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ ข้นึ
ฉะน้ัน โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี มี้ าใช้ จึงมหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กิจกรรมก็ว่าได้ ไม่วา่ จะ
เป็นการปกครอง การให้บรกิ ารสงั คม การผลติ ทงั้ ภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบริการ รวมถึงการค้าทงั้
ภายในและระหวา่ งประเทศอีกด้วย โดยพอสรปุ ได้ดังต่อไปน้ี

ภาคสงั คม การบริหารและปกครอง การให้บริการพื้นฐานของรฐั การบริการสาธารณสขุ การบริการ
การศึกษา การใหบ้ รกิ ารข้อมูลและสาระบันเทิง การอนรุ ักษ์สิง่ แวดลอ้ ม การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอตุ นุ ิยม ฯลฯ

ภาคเศรษฐกจิ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมนั และ ก๊าซธรรมชาติ การ
สำรวจแร่และทรพั ยากรธรรมชาติทงั้ บนและใตผ้ วิ โลก การก่อสรา้ ง การคมนาคมท้ังทางบก นำ้ และอากาศ
การค้าภายในและระหว่างประเทศ อตุ สาหกรรมการผลิต อตุ สาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกจิ การท่องเท่ียว
การเงิน การธนาคาร การขนสง่ และ การประกันภยั ฯลฯ
ผลประโยชนต์ า่ งๆ จากการประยุกตใ์ ชข้ องเทคโนโลยดี งั กล่าว ล้วนเกิดจากคณุ สมบัติพเิ ศษหลาย ๆ ประการ
ของเทคโนโลยกี ล่มุ น้ี อนั สืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยที ่มี อี ัตราสงู และอยา่ งตอ่ เน่อื งตลอดหลาย
ทศวรรษที่ผา่ นมา ววิ ฒั นาการทางเทคโนโลยนี ้สี ่งผลใหร้ าคาของฮารด์ แวรแ์ ละอปุ กรณ์ รวมท้ังคา่ บริการ
สำหรบั การเก็บ การประมวล และการแลกเปลี่ยนเผยแพรส่ ารสนเทศมีการลดลงอยา่ งตอ่ เนื่องและรวดเรว็
ทำใหส้ ามารถนำพาอปุ กรณ์ต่าง ๆ ทง้ั คอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมตดิ ตามตัวได้ เน่ืองจากได้มพี ัฒนาการการ
ย่อสว่ นของช้นิ สว่ น (miniaturization) และพัฒนาการการสอ่ื สารระบบไรส้ าย
ประการท้าย ทจี่ ดั ว่าสำคัญท่ีสุดกว็ า่ ไดค้ ือ ทำใหเ้ ทคโนโลยตี า่ ง ๆ เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการส่อื สาร
มงุ่ เขา้ สู่จุดที่ใกล้เคยี งกัน (converge) ประเทศอตุ สาหกรรมในโลกได้เล็งเหน็ ถงึ ศักยภาพของเทคโนโลยี
ยทุ ธศาสตรก์ ลุ่มน้ี จึงให้ความสำคญั ต่อเทคโนโลยีนมี้ ากกวา่ เทคโนโลยอี นื่ ๆ ท่จี ดั เปน็ เทคโนโลยยี ุทธศาสตร์
สำคัญอีกหลายกล่มุ ดังเช่นกลุม่ ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and
Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ศกั ยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสำคญั ในปัจจุบนั คอื
เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยวี ัสดใุ หม่ เทคโนโลยอี วกาศ เทคโนโลยนี ิวเคลยี ร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน
ประเด็นผลกระทบสำคัญ 5 ประเด็น ไดแ้ ก่

(1) การสรา้ งผลิตภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ
(2) การปรับปรุงกระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการ
(3) การยอมรับจากสังคม
(4) การนำไปใช้ประยุกต์ในภาค/สาขาอน่ื ๆ
(5) การสรา้ งงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไดร้ บั การยอมรบั ในศักยภาพ
สูงสุดในทุก ๆ ประเด็น

42

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
ประสิทธภิ าพ (Efficiency)

ระบบสารสนเทศทำใหก้ ารปฏิบัตงิ านมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลขอ้ มูลซ่ึง
จะทำใหส้ ามารถเกบ็ รวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมยั ได้อยา่ งรวดเรว็ ระบบสารสนเทศช่วย
ในการจัดเกบ็ ข้อมูลท่มี ีขนาดใหญ่ หรอื มปี ริมาณมากและชว่ ยทำใหก้ ารเข้าถึงขอ้ มูล (access) เหล่าน้นั มคี วาม
รวดเรว็ ดว้ ย ชว่ ยลดตน้ ทนุ การที่ระบบสารสนเทศชว่ ยทำใหก้ ารปฏบิ ัตงิ านที่เกย่ี วข้องกบั ขอ้ มลู ซงึ่ มปี รมิ าณ
มากมีความสลับซับซ้อนใหด้ ำเนนิ การไดโ้ ดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการตดิ ต่อส่ือสารได้อย่างรวดเร็ว ทำใหเ้ กดิ
การประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก
ช่วยให้การตดิ ตอ่ ส่ือสารเปน็ ไปอย่างรวดเรว็ การใชเ้ ครือข่ายทางคอมพิวเตอร์ทำให้มีการตดิ ตอ่ ได้ท่วั โลก
ภายในเวลาท่รี วดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการตดิ ต่อระหว่างเครือ่ งคอมพวิ เตอร์กบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์ด้วยกัน
(machine to machine) หรอื คนกับคน (human to human) หรอื คนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (human to
machine) และการตดิ ต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำใหข้ ้อมูลทเี่ ป็นท้ังข้อความ เสียง ภาพน่งิ และภาพเคล่ือนไหว
สามารถส่งได้ทนั ที
ระบบสารสนเทศชว่ ยทำให้การประสานงานระหวา่ งฝา่ ยต่าง ๆ เป็นไปได้ดว้ ยดโี ดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศ
นั้นออกแบบ เพื่อเอ้อื อำนวยให้หนว่ ยงานทัง้ ภายในและภายนอกท่ีอยู่ในระบบของซัพพลายทัง้ หมด จะทำให้ผู้
ที่มีสว่ นเก่ียวข้องท้งั หมดสามารถใช้ข้อมลู รว่ มกันได้ และทำใหก้ ารประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเปน็ ไป
ไดด้ ว้ ยดยี ่ิงขนึ้
ประสิทธผิ ล (Effectiveness)

ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสนิ ใจ ระบบสารสนเทศท่ีออกแบบสำหรับผู้บรหิ าร เชน่ ระบบ
สารสนเทศท่ีชว่ ยในการสนบั สนุนการตดั สินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศสำหรบั
ผ้บู ริหาร (Executive support systems) จะเออื้ อำนวยใหผ้ ู้บริหารมขี อ้ มูลในการประกอบการตดั สินใจได้ดี
ขน้ึ อันจะสง่ ผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคไ์ ว้ได้ ระบบสารสนเทศชว่ ยในการเลอื กผลิตสนิ ค้า/
บริการทเ่ี หมาะสมระบบสารสนเทศจะช่วยทำให้องคก์ ารทราบถงึ ข้อมลู ทเี่ กีย่ วข้องกับต้นทุน ราคาในตลาด
รูปแบบของสินค้า/บริการทม่ี ีอยู่ หรือช่วยทำใหห้ น่วยงานสามารถเลือกผลติ สนิ ค้า/บริการท่มี ีความเหมาะสม
กับความเช่ียวชาญ หรือทรัพยากรทม่ี ีอยู่ ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคณุ ภาพของสนิ คา้ /บริการใหด้ ีขึ้น
ระบบสารสนเทศทำให้การตดิ ต่อระหว่างหนว่ ยงานและลูกคา้ สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดงั น้ัน
จงึ ช่วยใหห้ น่วยงานสามารถปรับปรุงคุณภาพของสนิ คา้ /บริการใหต้ รงกับความต้องการของลูกค้าไดด้ ีขึน้ และ
รวดเร็วขนึ้ ดว้ ย ความไดเ้ ปรยี บในการแข่งขัน (Competitive Advantage) คุณภาพชวี ติ การทำงาน (Quality
o f Working Life

43

คอมพิวเตอรแ์ ละอนิ เทอรเ์ น็ต
1. คอมพิวเตอร์ หมายถึง คอมพวิ เตอร์ คอื อุปกรณ์อิเล็กทรอนกิ สท์ ี่ทำงานตามชดุ คำสง่ั อย่าง

อตั โนมตั ิ โดยจะทำการคำนวณเปรียบเทียบ ทางตรรกกับข้อมูล และให้ผลลพั ธ์ออกมาตามต้องการ โดยมนษุ ย์
ไม่ต้องเข้าไปเก่ยี วขอ้ งในการประมวลผล

2. คุณสมบตั ิของคอมพิวเตอร์
ปจั จุบนั น้ีคนส่วนใหญน่ ยิ มนำคอมพวิ เตอร์มาใช้งานตา่ ง ๆ มากมาย ซึ่งผใู้ ช้สว่ นใหญม่ กั จะคิดว่าคอมพวิ เตอร์
เป็นเครื่องมือท่ีสามารถทำงานไดส้ ารพัด แตผ่ ู้ทีม่ ีความรู้ทางคอมพิวเตอร์จะทราบวา่ งานท่ีเหมาะกบั การนำ
คอมพวิ เตอร์มาใชอ้ ย่างยง่ิ คือการสรา้ ง สารสนเทศ ซง่ึ สารสนเทศเหลา่ น้ันสามารถนำมาพิมพ์ออกทาง
เครอ่ื งพมิ พ์ สง่ ผา่ นเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ หรอื จดั เก็บไวใ้ ชใ้ นอนาคตกไ็ ด้ เน่ืองจากคอมพิวเตอรจ์ ะมีคณุ สมบตั ิ
ตา่ ง ๆ คอื

2.1 ความเป็นอตั โนมัติ (Self Acting) การทำงานของคอมพิวเตอรจ์ ะทำงานแบบอตั โนมตั ภิ ายใต้
คำส่ังท่ีได้ถูกกำหนดไว้ ทำงานดังกลา่ วจะเรมิ่ ต้ังแต่การนำข้อมูลเขา้ สรู่ ะบบ การประมวลผลและแปลงผลลัพธ์
ออกมาให้อยู่ในรูปแบบท่ีมนุษย์เขา้ ใจได้

2.2 ความเร็ว (Speed) คอมพิวเตอรใ์ นปัจจุบันน้สี ามารถทำงานได้ถงึ ร้อยลา้ นคำส่งั ในหนง่ึ วนิ าที
2.3 ความเชื่อถอื (Reliable) คอมพวิ เตอร์ทุกวนั น้ีจะทำงานได้ทั้งกลางวนั และกลางคืนอยา่ งไม่มี
ข้อผดิ พลาด และไม่ร้จู ักเหนด็ เหนือ่ ย
2.4 ความถกู ต้องแมน่ ยำ (Accurate) วงจรคอมพิวเตอร์น้ันจะใหผ้ ลของการคำนวณท่ีถกู ต้อง
เสมอหากผลของการคำนวณผดิ จากท่คี วรจะเปน็ มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรอื ข้อมลู ท่เี ข้าสู่
โปรแกรม
2.5 เก็บขอ้ มูลจำนวนมาก ๆ ได้ (Store massive amounts of information)
ไมโครคอมพิวเตอรใ์ นปจั จุบนั จะมีทีเ่ ก็บข้อมลู สำรองทมี่ ีความสงู มากกวา่ หนง่ึ พันล้านตวั อกั ษร และสำหรับ
ระบบคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเกบ็ ข้อมลู ได้มากกวา่ หนงึ่ ลา้ น ๆ ตวั อักษร
2.6 ย้ายข้อมูลจากที่หน่งึ ไปยงั อีกทหี นึง่ ได้อยา่ งรวดเรว็ (Move information) โดยใช้การ
ตดิ ต่อสือ่ สารผ่านระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอรซ์ ่ึงสามารถส่งพจนานกุ รมหนึ่งเล่มในรูปของข้อมูลอเิ ลก็ ทรอนิกส์
ไปยังเครื่องคอมพวิ เตอร์ท่ีอยู่ไกลคนซกี โลกได้ในเวลาเพยี งไม่ถงึ หนึ่งวนิ าที ทำให้มีการเรยี กเครอื ขา่ ย
คอมพวิ เตอร์ทีเ่ ชื่อมกนั ทั่วโลกในปจั จบุ ันวา่ ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)
2.7 ทำงานซำ้ ๆได้ (Repeatability) ชว่ ยลดปญั หาเร่อื งความอ่อนลา้ จากการทำงานของ
แรงงานคน นอกจากนีย้ งั ลดความผิดพลาดต่างๆไดด้ ีกวา่ ดว้ ย ข้อมลู ท่ปี ระมวลผลแมจ้ ะยุ่งยากหรือซับซอ้ น
เพียงใดก็ตาม จะสามารถคำนวณและหาผลลพั ธ์ได้อยา่ งรวดเรว็
3. สว่ นประกอบของคอมพวิ เตอร์
จำแนกหนา้ ที่ของฮาร์ดแวรต์ ่างๆ สามารถแบ่งเปน็ ส่วนสำคัญ 4 ประเภท คือ อปุ กรณน์ ำขอ้ มลู เขา้ (Input
Device) อปุ กรณ์ประมวลผล (Processing Device) หน่วยเกบ็ ข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Device)
อุปกรณ์แสดงผล (Output Device)

44

รปู แสดงวงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์
3.1 อุปกรณน์ ำข้อมูลเข้า (Input Device)

รปู ที่ 2 อปุ กรณน์ ำเข้าแบบตา่ งๆ ที่พบเหน็ ในปจั จบุ นั
เป็นอุปกรณ์ที่เก่ียวขอ้ งกับการนำเขา้ ข้อมลู หรือชุดคำสัง่ เข้ามายังระบบเพื่อให้คอมพวิ เตอรป์ ระมวลผลตอ่ ไปได้
ซงึ่ อาจจะเป็น ตวั เลข ตัวอกั ษร ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียง เปน็ ตน้
3.2 อปุ กรณป์ ระมวลผล (Processing Device)
อุปกรณ์ประมวลผลหลกั ๆ มดี ังนี้

3.2.1 ซีพียู (CPU-Central Processing Unit) หนว่ ยประมวลผลกลางหรือซพี ยี ู เรียกอีกช่ือหนง่ึ ว่า
โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (Chip) นบั เปน็ อุปกรณ์ท่ีมีความสำคญั มากทสี่ ุดของฮารด์ แวร์ เพราะมี
หนา้ ทใี่ นการประมวลผลข้อมูลทผ่ี ใู้ ช้ปอ้ นเข้ามาทางอุปกรณ์นำเขา้ ข้อมลู ตามชุดคำสง่ั หรอื โปรแกรมท่ีผู้ใช้
ต้องการใช้งาน หนว่ ยประมวลผลกลาง
3.2.2 หนว่ ยความจำหลัก (Main Memory) หรือเรยี กวา่ หนว่ ยความจำภายใน (Internal Memory) สามารถ
แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

45

- รอม (Read Only Memory - ROM) เป็นหนว่ ยความจำทีม่ โี ปรแกรมหรือข้อมูลอยแู่ ล้ว
สามารถเรียกออกมาใชง้ านได้แตจ่ ะไม่สามารถเขยี นเพม่ิ เติมได้ และแมว้ า่ จะไมม่ ีกระแสไฟฟา้ ไปเลยี้ งให้แก่
ระบบข้อมูลก็ไมส่ ูญหายไป

- แรม (Random Access Memory) เป็นหนว่ ยความจำท่ีสามารถเกบ็ ข้อมูลได้เมื่อมี
กระแสไฟฟา้ หลอ่ เลี้ยงเทา่ น้นั เมื่อใดไมม่ ีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงขอ้ มลู ทอ่ี ยู่ในหนว่ ยความจำชนดิ นจ้ี ะหายไปทันที

3.2.3 เมนบอร์ด (Main board) เปน็ แผงวงจรต่อเช่อื มอุปกรณท์ ี่เกย่ี วข้องกับการทำงานของ
คอมพิวเตอร์ทง้ั หมด ถือไดว้ า่ เปน็ หัวใจหลกั ของ พซี ีทุกเคร่ือง เพราะจะบอกความสามารถของเคร่ืองว่าจะใช้
ซพี ียูอะไรไดบ้ ้าง มปี ระสทิ ธิภาพเพยี งใด สามารถรองรับกบั อปุ กรณ์ใหม่ไดห้ รือไม่

รูปท่ี 3 เมนบอรด์ หรือแผงวงจรหลัก

3.2.4 ซปิ เซต็ (Chip Set) ซปิ เซ็ตเปน็ ชิปจำนวนหนึ่งหรอื หลายตัวท่บี รรจุวงจรสำคญั ๆ ที่ช่วยการ
ทำงานของซีพยี ู และติดต้งั ตายตวั บนเมนบอร์ดถอดเปลย่ี นไม่ได้ ทำหน้าทเี่ ปน็ ตัวกลางประสานงานและ
ควบคุมการทำงานของหนว่ ยความจำรวมถึงอปุ กรณต์ อ่ พว่ งตา่ งทั้งแบบภายในหรือภายนอกทุกชนดิ ตามคำส่ัง
ของซีพยี ู เช่น SiS, Intel, VIA, AMD เปน็ ตน้
3.3 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Device)

เนอ่ื งจากหนว่ ยความจำหลักมีพื้นทีไ่ ม่เพียงพอในการเกบ็ ขอ้ มูลจำนวนมากๆ อีกทง้ั ขอ้ มลู จะหายไป
เมอื่ ปิดเครือ่ ง ดังน้นั จำเป็นต้องหาอปุ กรณเ์ กบ็ ขอ้ มลู ทีม่ ีขนาดใหญ่ข้นึ เชน่

3.3.1 ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) เปน็ ฮารด์ แวรท์ ี่ทำหน้าทเี่ ก็บข้อมูลในเครือ่ งคอมพิวเตอร์ ทงั้ โปรแกรม
ใชง้ านต่างๆ ไฟล์เอกสาร รวมทง้ั เปน็ ท่ีเกบ็ ระบบปฏิบตั ิการที่เปน็ โปรแกรมควบคมุ การทำงานของเครื่อง
คอมพิวเตอรด์ ้วย

3.3.2 ฟลอ็ บปดี้ สิ ก์ (Floppy Disk) เปน็ อปุ กรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาด 3.5 นว้ิ มลี ักษณะเป็นแผ่น
กลมบางทำจากไมลาร์ (Mylar) สามารถบรรจขุ ้อมลู ไดเ้ พียง 1.44 เมกะไบต์ เท่านั้น


Click to View FlipBook Version