The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kingkan4375, 2022-03-04 15:09:00

E-Book

E-Book

46

3.3.3 ซดี ี (Compact Disk - CD) เป็นอุปกรณบ์ ันทึกขอ้ มูลแบบดจิ ิทัล เปน็ ส่อื ที่มขี นาดความจุสูง
เหมาะสำหรับบันทึกข้อมลู แบบมลั ติมีเดยี ซดี รี อมทำมาจากแผน่ พลาสตกิ กลมบางที่เคลอื บดว้ ยสารโพลี
คารบ์ อเนต (Poly Carbonate) ทำใหผ้ ิวหน้าเป็นมันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมลู เป็นสายเดียว (Single
Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 120 มิลลเิ มตร ปัจจบุ ันมีซดี อี ยูห่ ลายประเภท ได้แก่ ซีดีเพลง
(Audio CD) วซี ดี ี (Video CD - VCD) ซดี ี- อาร์ (CD Recordable - CD-R) ซดี ี-อาร์ดบั บลิว (CD-Rewritable
- CD-RW) และ ดีวดี ี (Digital Video Disk - DVD)
ส่อื เกบ็ ข้อมูลอ่นื ๆ

1) รมี ฟู เอเบลิ ไดร์ฟ (Removable Drive) เปน็ อุปกรณ์เก็บขอ้ มลู ที่ไมต่ ้องมตี วั ขบั เคลื่อน (Drive)
สามารถพกพาไปไหนไดโ้ ดยต่อเขา้ กับเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ด้วย Port USB ปัจจุบันความจุของรมี ูฟเอเบลิ ไดร์ฟ
มตี ั้งแต่ 8 , 16 , 32 , 64 , 128 จนถึง 1024 เมกะไบต์ ทง้ั นี้ยงั มีไดร์ฟลักษณะเดยี วกนั เรียกในชื่ออนื่ ๆ ได้แก่
Pen Drive , Thump Drive , Flash Drive

2) ซบิ ไดร์ฟ (Zip Drive) เป็นสอ่ื บันทกึ ข้อมลู ที่จะมาแทนแผ่นฟล็อปป้ดี สิ ก์ มีขนาดความจุ 100 เม
กะไบต์ซ่งึ การใช้งานซิปไดร์ฟจะต้องใชง้ านกบั ซิปดสิ ก์ (Zip Disk) ความสามารถในการเก็บขอ้ มูลของซปิ ดิสก์
จะเกบ็ ข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปด้ี ิสก์

3) Magnetic optical Disk Drive เปน็ สือ่ เกบ็ ข้อมลู ขนาด 3.5 นวิ้ ซ่งึ มขี นาดพอๆ กับ
ฟล็อบปี้ดสิ ก์ แต่ขนาดความจุมากกวา่ เพราะวา่ MO Disk drive 1 แผน่ สามารถบนั ทกึ ข้อมูลได้ต้งั แต่ 128 เม
กะไบต์ จนถึงระดับ 5.2 กิกะไบต์

4) เทปแบ็คอัพ (Tape Backup) เป็นอปุ กรณส์ ำหรับการสำรองข้อมลู ซึ่งเหมาะกับการสำรองข้อมลู
ขนาดใหญม่ ากๆ ขนาดระดบั 10-100 กิกะไบต์

5) การ์ดเมมโมรี (Memory Card) เป็นอุปกรณ์บนั ทกึ ข้อมลู ทม่ี ขี นาดเลก็ พัฒนาข้นึ เพอื่ นำไปใชก้ บั
อุปกรณ์เทคโนโลยแี บบต่างๆ เชน่ กล้องดจิ ิทลั คอมพวิ เตอร์มือถือ (Personal Data Assistant - PDA)
โทรศัพท์มอื ถือ
3.4 อปุ กรณ์แสดงผล (Output Device)

คอื อปุ กรณ์สำหรบั แสดงผลลพั ธ์ทีไ่ ด้จากการประมวลผลของคอมพวิ เตอร์ และเปน็ อุปกรณส์ ่งออก
(Output device) ทำหน้าทีแ่ สดงผลลพั ธ์เมื่อซีพยี ทู ำการประมวลผล

รูปท่ี 4 แสดงอุปกรณ์แสดงผลขอ้ มูลแบบต่างๆ

47

3.4.1 จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ท่ีเปน็ ภาพ ปจั จบุ นั แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด คอื
จอภาพแบบ CRT (Cathode Ray Tube) และ จอภาพแบบ LCD (Liquid Crystal Display)

3.4.2 เครอื่ งพมิ พ์ (Printer) เปน็ อปุ กรณ์ทท่ี ำหนา้ ทแี่ สดงผลลพั ธ์ในรูปของอักขระหรือรูปภาพท่ี
จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เคร่ืองพิมพด์ อตเมตริกซ์ (Dot Matrix Printer)
เครอื่ งพมิ พ์แบบพน่ หมึก (Ink-Jet Printer) เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) และพล็อตสเตอร์
(Plotter)

3.4.3 ลำโพง (Speaker) เปน็ อุปกรณแ์ สดงผลลพั ธท์ ่ีอยู่ในรูปของเสียง สามารถเช่อื มตอ่ กับ
คอมพิวเตอร์ผา่ นแผงวงจรเกี่ยวกับเสยี ง (Sound card) ซึ่งมีหนา้ ท่ีแปลงข้อมูลดจิ ติ อลไปเป็นเสียง

4. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำใหถ้ ูกนำมาใชป้ ระโยชนต์ อ่ การดำเนนิ

ชีวติ ประจำวนั ในสงั คมเปน็ อย่างมาก ท่ีพบเหน็ ไดบ้ ่อยท่ีสุดกค็ ือ การใช้ในการพิมพเ์ อกสารตา่ งๆ เช่น พมิ พ์
จดหมาย รายงาน เอกสารตา่ งๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล (Word processing) นอกจากน้ียังมีการ
ประยกุ ตใ์ ช้คอมพวิ เตอรใ์ นด้านตา่ งๆ อีกหลายดา้ น ดังต่อไปน้ี

4.1 งานธรุ กจิ เชน่ บริษทั ร้านคา้ ห้างสรรพสินคา้ ตลอดจนโรงงานตา่ งๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำ
บญั ชี งานประมวลคำ และตดิ ต่อกบั หน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากน้ีงานอตุ สาหกรรม
ส่วนใหญก่ ใ็ ช้คอมพวิ เตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลติ และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เชน่
โรงงานประกอบรถยนต์ ซง่ึ ทำให้การผลติ มีคุณภาพดีข้ึนบรษิ ัทยังสามารถรบั หรืองานธนาคาร ทใี่ ห้บรกิ าร
ถอนเงนิ ผ่านตฝู้ ากถอนเงินอตั โนมัติ (ATM) และใช้คอมพิวเตอร์คิดดอกเบ้ียให้กับผูฝ้ ากเงิน และการโอนเงนิ
ระหว่างบัญชี เช่อื มโยงกันเป็นระบบเครือขา่ ย

4.2 งานวทิ ยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพวิ เตอร์มาใช้ในนำมาใช้ในสว่ น
ของการคำนวณที่ค่อนข้างซับซอ้ น เชน่ งานศกึ ษาโมเลกลุ สารเคมี วิถีการโคจรของการสง่ จรวดไปสูอ่ วกาศ
หรอื งานทะเบยี น การเงนิ สถิติ และเปน็ อปุ กรณส์ ำหรบั การตรวจรักษาโรคได้ ซ่งึ จะใหผ้ ลท่ีแม่นยำกวา่ การ
ตรวจด้วยวิธีเคมแี บบเดมิ และใหก้ ารรักษาไดร้ วดเรว็ ข้นึ

4.3 งานคมนาคมและสอ่ื สาร ในสว่ นทีเ่ กีย่ วกับการเดนิ ทาง จะใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นการจองวันเวลา ทีน่ งั่
ซง่ึ มีการเช่ือมโยงไปยังทกุ สถานีหรอื ทกุ สายการบินได้ ทำให้สะดวกตอ่ ผเู้ ดินทางที่ไมต่ ้องเสยี เวลารอ อกี ทัง้ ยัง
ใชใ้ นการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรือในการส่ือสารก็ใช้
ควบคมุ วงโคจรของดาวเทยี มเพอ่ื ให้อยใู่ นวงโคจร ซึ่งจะชว่ ยส่งผลตอ่ การส่งสญั ญาณให้ระบบการสอ่ื สารมี
ความชัดเจน

4.4 งานวศิ วกรรมและสถาปตั ยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใชค้ อมพวิ เตอร์ในการออกแบบ
หรือ จำลองสภาวการณ์ ตา่ งๆ เช่น การรับแรงส่นั สะเทือนของอาคารเม่ือเกดิ แผน่ ดินไหว โดยคอมพวิ เตอร์จะ

48

คำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคยี งความจริง รวมท้ังการใช้ควบคุมและติดตามความกา้ วหนา้ ของ
โครงการตา่ งๆ เช่น คนงาน เคร่ืองมือ ผลการทำงาน

4.5 งานราชการ เปน็ หน่วยงานทมี่ ีการใช้คอมพวิ เตอร์มากท่สี ุด โดยมกี ารใช้หลายรูปแบบ ทง้ั นีข้ ึน้ อยู่
กับบทบาทและหน้าทีข่ องหน่วยงานนน้ั ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มกี ารใช้ระบบประชุมทางไกลผา่ น
คอมพวิ เตอร์ , กระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตเพื่อเช่ือมโยงไปยัง
สถาบันต่างๆ, กรมสรรพากร ใช้จดั ในการจดั เก็บภาษี บนั ทึกการเสยี ภาษี เป็นต้น

4.6 การศึกษา ได้แก่ การใชค้ อมพวิ เตอร์ทางด้านการเรียนการสอน ซ่งึ มีการนำคอมพิวเตอรม์ าชว่ ย
การสอนในลกั ษณะบทเรยี น CAI หรอื งานด้านทะเบียน ซงึ่ ทำใหส้ ะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนกั เรียน การเก็บ
ขอ้ มูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด
5. ประเภทของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเปน็ หลายประเภท ข้นึ อยู่กบั เกณฑ์ที่ใชใ้ นการแบ่งเกณฑ์ทใ่ี ชจ้ ำแนก ประเภท
คอมพิวเตอรต์ ามลักษณะการใชง้ าน

- แบบใช้งานทวั่ ไป (General purpose computer)
- แบบใช้งานเฉพาะ (Special purpose computer)
- ตามขนาดและความสามารถ
- ซเู ปอรค์ อมพิวเตอร์ (Supercomputer)
- เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer)
- มินิคอมพวิ เตอร์ (Minicomputer)
- ไมโครคอมพวิ เตอร์ (Microcomputer)
- คอมพิวเตอรม์ ือถือ (Handheld computer)
5.1 ตามลกั ษณะการใช้งาน

5.1.1 แบบใช้งานท่ัวไป (General Purpose Computer) หมายถงึ เคร่ืองประมวลผลขอ้ มลู ท่ีมี
ความยดื หยนุ่ ในการทำงาน (Flexible) โดยได้รบั การออกแบบให้สามารถประยกุ ต์ใช้ในงานประเภทตา่ งๆ ได้
โดยสะดวก โดยระบบจะทำงานตามคำสัง่ ในโปรแกรมทเ่ี ขียนขนึ้ มา และเมือ่ ผใู้ ชต้ ้องการให้เครอ่ื งคอมพิวเตอร์
ทำงานอะไร ก็เพียงแต่ออกคำสั่งเรยี กโปรแกรมท่ีเหมาะสมเขา้ มาใช้งาน โดยเราสามารถเกบ็ โปรแกรมไว้หลาย
โปรแกรมในเครื่องเดยี วกันได้ เชน่ ในขณะหน่งึ เราอาจใช้เคร่อื งนี้ในงานประมวลผลเกีย่ วกับระบบบัญชี และใน
ขณะหนึ่งก็สามารถใชใ้ นการออกเชค็ เงนิ เดอื นได้ เป็นตน้

5.1.2 แบบใช้งานเฉพาะดา้ น (Special Purpose Computer) หมายถึง เคร่อื งประมวลผลข้อมูล
ที่ถกู ออกแบบตัวเครอ่ื งและโปรแกรมควบคุม ใหท้ ำงานอย่างใดอยา่ งหนงึ่ เป็นการเฉพาะ (Inflexible)
โดยทว่ั ไปมกั ใช้ในงานควบคุม หรอื งานอุตสาหกรรมทเี่ น้นการประมวลผลแบบรวดเร็ว เชน่ เครอื่ งคอมพวิ เตอร์
ควบคมุ สัญญาณไฟจราจรคอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟต์ หรือคอมพวิ เตอรค์ วบคุมระบบอตั โนมัตใิ นรถยนต์ เป็นต้น

5.2 ตามขนาดและความสามารถ เป็นการจำแนกประเภทของคอมพิวเตอร์ท่ีพบเห็นได้มากทสี่ ุดใน
ปัจจบุ นั ซ่ึงสามารถแบ่งออกไดด้ ังนี้

49

5.2.1 ซุปเปอรค์ อมพิวเตอร์ (Super Computer) หมายถึง เคร่ืองประมวลผลข้อมลู ที่มี
ความสามารถในการประมวลผลสงู ทีส่ ดุ โดยทัว่ ไปสรา้ งข้ึนเปน็ การเฉพาะเพื่องานด้านวิทยาศาสตรท์ ตี่ ้องการ
การประมวลผลซับซ้อน และตอ้ งการความเร็วสูง เชน่ งานวจิ ยั ขปี นาวธุ งานโครงการอวกาศสหรฐั (NASA)
งานส่อื สารดาวเทียม หรืองานพยากรณ์อากาศ เปน็ ต้น

5.2.2 เมนเฟรมคอมพวิ เตอร์ (Mainframe computer) เมนเฟรมคอมพิวเตอรเ์ ปน็ เครือ่ ง
คอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับอุปกรณ์หลายๆ อย่างด้วยความเร็วสงู ใช้ในงานธุรกจิ ขนาดใหญ่
มหาวิทยาลยั ธนาคารและโรงพยาบาลเมนเฟรมคอมพวิ เตอร์ สามารถเกบ็ ข้อมลู ที่มปี ริมาณมาก ๆ เช่น ในการ
สง่ั จองท่นี ่ังของสายการบนิ ท่ีบรษิ ทั ทวั ร์รับจองในแต่ละวนั นอกจากนี้ยงั สามารถเช่ือมโยงใชง้ านกับ
เครื่องเทอร์มินลั (Terminal) หลาย ๆ เคร่อื ง ในระยะทางไกลกันได้ เชน่ ระบบเอที่เอม็ (ATM) การ
ประมวลผลขอ้ มลู ของระบบเมนเฟรมนี้มผี ูใ้ ชห้ ลาย ๆ คนในเวลาเดียวกนั (Multi-user) สามารถประมวลผล
โดยแบง่ เวลาการใช้ซพี ียู (CPU) โดยผ่านเคร่อื งเทอรม์ นิ ลั การประมวลผลแบบแบ่งเวลานเ้ี รียกว่า Time
sharing

5.2.3 มนิ คิ อมพิวเตอร์ (Mini Computer) ธรุ กจิ และหนว่ ยงานทมี่ ีขนาดเล็กไม่จำเปน็ ต้องใช้
คอมพวิ เตอร์ขนาดเมนเฟรมซ่ึงมรี าคาแพงผผู้ ลิตคอมพวิ เตอร์จึงพฒั นาคอมพวิ เตอรใ์ ห้มขี นาดเลก็ และมีราคา
ถกู ลง เรียกว่า เครื่องมนิ ิคอมพวิ เตอร์ โดยมลี กั ษณะพิเศษในการทำงานร่วมกบั อุปกรณป์ ระกอบรอบข้างที่มี
ความเร็วสูงได้ มีการใชแ้ ผน่ จานแมเ่ หล็กความจุสูงชนิดแข็ง (Harddisk) ในการเกบ็ รักษาขอ้ มลู สามารถอา่ น
เขียนขอ้ มูลได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบริษัทท่ใี ช้คอมพิวเตอร์ขนาดนี้ ได้แก่ กรม กอง มหาวทิ ยาลยั
หา้ งสรรพสินคา้ โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอตุ สาหกรรมต่างๆ

5.2.4 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็นเครื่องคอมพวิ เตอร์ท่ีมขี นาดเล็กที่สุด ราคาถูก
ท่ีสุด ใชง้ านงา่ ย และนิยมมากทส่ี ุดราคาของเคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์จะอยใู่ นชว่ งประมาณหม่ืนกวา่ ถึง แสน
กว่าบาท ในวงการธรุ กจิ ใชไ้ มโครคอมพวิ เตอร์กบั งานทกุ ๆ อย่าง ไมโครคอมพิวเตอรม์ ีขนาดเล็กพอทีจ่ ะตงั้ บน
โตะ๊ (Desktop) หรือ ใสล่ งในกระเปา๋ เอกสาร เช่น คอมพิวเตอรว์ างบนตกั (Lap top) หรือโนต้ บุก๊ (Note
book) ไมโครคอมพวิ เตอรส์ ามารถทำงานในลักษณะประมวลผลไดด้ ้วยตนเอง โดยไม่ต้องเชือ่ มโยงกบั
คอมพิวเตอร์เครอ่ื งอน่ื เรยี กว่าระบบแสตนอโลน (Standalone system)มไี ว้สำหรับใช้งานส่วนตัวจงึ เรียก
เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์ได้อีกชือ่ หน่งึ ว่า คอมพิวเตอรส์ ่วนบคุ คลหรอื เคร่ืองพีซี (PC:Personal Computer)
และสามารถนำเคร่ืองไมโครคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกบั เครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์เครื่องอื่น ๆ หรอื เชอื่ มต่อกบั
เครื่องเมนเฟรม เพ่ือขยายประสทิ ธิภาพเพ่ิมขึน้ ทำใหเ้ ครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์เปน็ ท่ีนยิ มใช้กันแพร่หลายอยา่ ง
รวดเรว็

5.2.5 คอมพิวเตอรม์ ือถือ (Handheld Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ท่มี ขี นาดเลก็ ท่สี ุดเมอ่ื เทยี บ
กับคอมพิวเตอรป์ ระเภทอนื่ ๆ อีกทั้งสามารถพกพาไปยังที่ต่างๆ ไดง้ ่ายกวา่ เหมาะกับการจดั การข้อมลู
ประจำวนั การสร้างปฏิทนิ นดั หมาย การดูหนงั ฟังเพลงรวมถึงการรับสง่ อเี มล์ บางรนุ่ อาจมีความสามารถ
เทียบเคียงไดก้ บั ไมโครคอมพิวเตอร์ เชน่ ปาลม์ พ็อกเกต็ พีซี เป็นตน้ นอกจากนโี้ ทรศัพท์มือถือบางรนุ่ ก็มี

50

ความสามารถใกล้เคยี งกบั คอมพิวเตอร์มอื ถอื ในกล่มุ นีใ้ นแง่ของการรนั โปรแกรมจดั การกับข้อมลู ทว่ั ไปโดยใช้
ระบบปฏบิ ตั ิการ Symbian หรอื ไม่ก็ Linux
6. องค์ประกอบของคอมพวิ เตอร์ เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ท่เี ราเหน็ ๆ กันอยนู่ เี้ ป็นเพยี งองค์ประกอบส่วนหน่ึงของ
ระบบคอมพวิ เตอรเ์ ท่านน้ั แต่ถ้าตอ้ งการใหเ้ คร่อื งคอมพวิ เตอร์แต่ละเครอ่ื งสามารถทำงานไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพตามท่เี ราต้องการนัน้ จำเปน็ ตอ้ งอาศยั องค์ประกอบพืน้ ฐาน 4 ประการมาทำงานร่วมกนั ซง่ึ
องค์ประกอบพนื้ ฐานของระบบคอมพวิ เตอรป์ ระกอบไปด้วย ฮารด์ แวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software)
บคุ ลากร (People ware) ข้อมลู / สารสนเทศ (Data/Information)

6.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบข้นึ เป็นเครื่องคอมพวิ เตอร์ มีลักษณะ
เปน็ โครงรา่ งสามารถมองเหน็ ดว้ ยตาและสมั ผสั ได้ (รปู ธรรม) เช่น จอภาพ คียบ์ อร์ด เคร่อื งพมิ พ์ เมาส์ เป็นต้น
ซึง่ สามารถแบ่งออกเปน็ ส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หนว่ ยรับข้อมูล (Input Unit)
หนว่ ยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) หนว่ ยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บขอ้ มูล
สำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหนา้ ที่การทำงานแตกตา่ งกัน

6.2 ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง สว่ นที่มนษุ ยส์ ัมผสั ไม่ไดโ้ ดยตรง (นามธรรม) เปน็ โปรแกรมหรือ
ชดุ คำสงั่ ทถี่ ูกเขยี นข้นึ เพื่อสง่ั ให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวรจ์ ึงเปน็ เหมือนตัวเช่อื มระหว่างผู้ใช้เครื่อง
คอมพวิ เตอร์และเคร่อื งคอมพิวเตอร์ ถ้าไมม่ ซี อฟตแ์ วรเ์ ราก็ไม่สามารถใช้เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ทำอะไรได้เลย
ซอฟต์แวร์สำหรบั เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ ดังน้ี

6.2.1 ซอฟต์แวรส์ ำหรบั ระบบ (System Software) คือ ชดุ ของคำสง่ั ท่เี ขียนไว้เปน็ คำสั่ง
สำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกลช้ ิดกับคอมพิวเตอรม์ ากทีส่ ดุ เพื่อคอยควบคมุ การทำงานของฮารด์ แวร์ทุกอยา่ ง และ
อำนวยความสะดวกใหก้ ับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์หรอื โปรแกรมระบบที่รู้จกั กันดกี ็คือ DOS, Windows,
UNIX, Linux รวมท้งั โปรแกรมแปลคำส่ังทเี่ ขยี นในภาษาระดับสูง เชน่ ภาษา Basic, FORTRAN, Pascal,
COBOL, C เป็นตน้ นอกจากนี้โปรแกรมที่ใชใ้ นการตรวจสอบระบบเชน่ Norton’s Utilities กน็ บั เปน็
โปรแกรมสำหรับระบบดว้ ยเช่นกัน

6.2.2 ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ (Application Software) คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมทสี่ ่ัง
คอมพวิ เตอร์ทำงานตา่ งๆ ตามทผี่ ูใ้ ช้ตอ้ งการ ไม่ว่าจะดา้ นเอกสาร บญั ชี การจดั เก็บข้อมูล เป็นตน้ ซอฟต์แวร์
ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คอื

- ซอฟตแ์ วรส์ ำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขยี นขึ้นเพ่ือการทำงานเฉพาะอย่างท่ีเราต้องการ
บางทเี่ รยี กวา่ User’s Program เชน่ โปรแกรมการทำบญั ชีจ่ายเงนิ เดือน โปรแกรมระบบเช่าซ้อื โปรแกรมการ
ทำสนิ ค้าคงคลัง เป็นต้น ซึง่ แต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเง่ือนไข หรอื แบบฟอร์มแตกตา่ งกนั ออกไปตามความ
ตอ้ งการ หรือกฎเกณฑ์ของแต่ละหนว่ ยงานท่ีใช้ ซึ่งสามารถดดั แปลงแกไ้ ขเพิ่มเติม (Modifications) ใน
บางส่วนของโปรแกรมได้ เพอื่ ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟตแ์ วร์ประยุกตท์ เ่ี ขียนขึ้นนี้โดยสว่ น
ใหญ่มักใชภ้ าษาระดับสูงเปน็ ตัวพัฒนา

- ซอฟต์แวร์สำหรบั งานทัว่ ไป เปน็ โปรแกรมประยุกต์ท่ีมผี ู้จัดทำไว้ เพื่อใชใ้ นการทำงานประเภทตา่ งๆ
ท่ัวไป โดยผใู้ ชค้ นอืน่ ๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมลู ของตนได้ แตจ่ ะไม่สามารถทำการ

51

ดดั แปลง หรอื แก้ไขโปรแกรมได้ ผ้ใู ชไ้ มจ่ ำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซ่งึ เป็นการประหยดั เวลา แรงงาน และ
ค่าใชจ้ า่ ยในการเขยี นโปรแกรม นอกจากนี้ ยงั ไมต่ อ้ งใชเ้ วลามากในการฝึกและปฏบิ ัติ ซ่ึงโปรแกรมสำเร็จรูปนี้
มักจะมกี ารใชง้ านในหน่วยงานทข่ี าดบุคลากรที่มีความชำนาญเปน็ พิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังน้ัน การใช้
โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเปน็ สิง่ ที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชนอ์ ย่างยงิ่ ตัวอยา่ งโปรแกรมสำเรจ็ รูปท่ี
นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมสต์ า่ งๆ เป็นต้น

6.3 บุคลากร (People ware) หมายถงึ บคุ ลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซ่ึงมีความรูเ้ กี่ยวกบั
คอมพวิ เตอร์ สามารถใช้งาน ส่ังงานเพ่ือให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามท่ีต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดบั ดงั นี้

6.3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เปน็ ไปตาม
เปา้ หมายของหนว่ ยงาน

6.3.2 นกั วเิ คราะห์ระบบ (System Analyst) คอื ผูท้ ่ีศึกษาระบบงานเดิมหรอื งานใหม่และทำการ
วเิ คราะหค์ วามเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ในการใช้คอมพิวเตอรก์ บั ระบบงาน เพอ่ื ให้โปรแกรมเมอรเ์ ป็นผเู้ ขียน
โปรแกรมให้กบั ระบบงาน

6.3.3 โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผเู้ ขยี นโปรแกรมสง่ั งานเครอ่ื งคอมพิวเตอรเ์ พ่ือให้
ทำงานตามความต้องการของผ้ใู ช้ โดยเขียนตามแผนผงั ทีน่ ักวิเคราะห์ระบบได้เขยี นไว้

6.3.4 ผใู้ ช้ (User) คือ ผู้ใชง้ านคอมพิวเตอร์ทวั่ ไป ซ่งึ ต้องเรยี นรู้วิธีการใชเ้ คร่ือง และวิธกี ารใชง้ าน
โปรแกรม เพื่อใหโ้ ปรแกรมท่ีมีอยสู่ ามารถทำงานไดต้ ามทตี่ ้องการ
เนอื่ งจากเปน็ ผ้กู ำหนดโปรแกรมและใช้งานเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ มนุษย์จึงเปน็ ตัวแปรสำคัญในอันทจี่ ะทำให้
ผลลัพธม์ คี วามน่าเช่อื ถือ เน่ืองจากคำส่ังและข้อมูลท่ีใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์
(People ware) ทั้งสิ้น

6.4 ข้อมลู /สารสนเทศ (Data/Information) ขอ้ มลู (Data) เปน็ องคป์ ระกอบทีส่ ำคญั อย่างหน่ึง การ
ทำงานของคอมพวิ เตอร์จะเกี่ยวขอ้ งกับข้อมลู ตั้งแต่การนำข้อมลู เขา้ จนกลายเปน็ ขอ้ มูลทสี่ ามารถใช้ประโยชน์
ตอ่ ได้หรือท่ีเรียกว่า สารสนเทศ (Information) ซ่ึงข้อมูลเหลา่ นีอ้ าจจะเปน็ ได้ทั้งตวั เลข ตัวอกั ษร และข้อมูลใน
รูปแบบอ่ืนๆ เช่น ภาพ เสยี ง เป็นต้น
ข้อมลู ทจี่ ะนำมาใช้กับคอมพวิ เตอรไ์ ด้นน้ั โดยปกติจะต้องมีการแปลงรปู แบบหรือสถานะให้คอมพวิ เตอร์เขา้ ใจ
ก่อน จึงจะสามารถเอามาใชง้ านในการประมวลผลต่างๆ ได้เราเรียกสถานะนว้ี ่า สถานะแบบดจิ ิตอล ซงึ่ มี 2
สถานะเท่านนั้ คือ เปิด(1) และ ปดิ (0)
7. เครือข่ายคอมพวิ เตอร์

7.1. ความหมายและองคป์ ระกอบของเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer net-work) หมายถงึ การเชื่อมต่อคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณ์ตอ่ พว่ งเข้า
ด้วยกันโดยใช้ส่ือกลางตา่ งๆ
เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังนี้

1. เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน (local area network : LAN)
2. เครอื ข่ายนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)

52

3. เครือขา่ ยบริเวณกว้าง หรอื แวน (wide area network : WAN)
4. เครอื ขา่ ยภายในองค์กร หรอื อินทราเน็ต (intranet)
5. เครอื ข่ายภายนอกองค์กร หรือเอ็กทราเน็ต (extranet)
6. เครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็ (internet)
7.2. การเลือกใชฮ้ ารด์ แวร์ของระบบเครือข่ายขนาดเล็ก

1.อุปกรณ์ในระบบเครอื ขา่ ยขนาดเล็ก
1.1. การ์ดแลน (LAN card) เป็นอุปกรณท์ ีท่ ำหน้าท่ีรับส่งข้อมลู จากคอมพวิ เตอร์
เครอื่ งหนึ่งไปสคู่ อมพวิ เตอร์อรกเคร่อื งหนงึ่ โดยผา่ นสายแลน
1.2. ฮบั (hub) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าท่ีเสมือนกบั ชุมทางข้อมลู มหี นา้ ที่เป็นตัวกลาง
คอยส่งข้อมลู ให้คอมพิวเตอรใ์ นเครอื ข่าย
1.3. สวิตช์ (switch) เปน็ อปุ กรณร์ วมสญั ญาณเชน่ เดียวกับฮับ แต่ตา่ งจากฮับ คอื
การรบั สง่ ข้อมูลจากคอมพิวเตอรเ์ ครื่องหนึง่ นน้ั จะไม่กระจายไปยังทุกเคร่ือง เนอ่ื งจากข้อมูลจะตรวจสอบก่อน
ว่าเปน็ ของเคร่ืองใด แล้วจงึ สง่ ไปยังปลายทาง
1.4. โมเด็ม (modem) เปน็ อุปกรณ์ท่ีทำหนา้ ทแี่ ปลงสญั ญาณเพื่อให้สมมารถส่งผา่ น
สายโทรศัพท์ได้
1.5. อุปกรณจ์ ัดเส้นทางหรอื เราเตอร์ (router) เปน็ อุปกรณ์ท่ีใช้ในการเชือ่ มโยง
เครอื ข่ายหลายเครือขา่ ยเข้าด้วยกนั เราเตอรท์ ำหน้าทีเ่ ลือกเส้นทางท่ดี ีท่ีสดุ
1.6. สายสัญญาณ (cable) เปน็ อุปกรณท์ ท่ี ำหน้าทเี่ ป็นสอ่ื กลางในการรับสง่ ขอ้ มูล
2. การเชื่อมต่อระบบเครอื ข่ายขนาดเล็ก
2.1. การเชอื่ มต่อเครือข่ายระยะใกล้ หากมีคอมพวิ เตอร์ในระบบเครือข่ายไม่เกิน
สองเคร่ือง อปุ กรณ์ในระบบเครือข่ายนอกจากเคร่ืองคอมพิวเตอรแ์ ลว้ ยงั ตอ้ งมีการด์ แลนและสายสัญญาณ
โดยไม่ตอ้ งใช้ฮบั และสวิตช์ เพราะถ้ามคี อมพิวเตอรส์ องเครื่อง กส็ ามารถเชื่อต่อโดยใชส้ ายไขว้ (cross line)
2.2. การเชือ่ มต่อเครือข่ายระยะไกล จากข้อกำจดั ของเครือข่ายท่ใี ช้สายแลนท่ีไม่
สามารถเดินสายใหม้ ีความยาวมากกว่า 100 เมตรได้ จึงต้องหาทางเลอื กสำหรับระบบเครือขา่ ยระยะไกล ดังน้ี
- แบบที่ 1 คอื ต้องตดิ ต้ังเคร่ืองทวนสัญญาณ (repeater) ไว้ทุกๆระยะ 100 เมตร
- แบบที่ 2 คือ ใช้โมเดม็ หมุนโทรศพั ทเ์ ขา้ หากันเมื่อต้องการเชือ่ มตอ่ เละเมื่อเสร็จ
สนิ้ ก็ยกเลิกการเชือ่ มต่อ
- แบบท่ี 3 คือ เป็นเทคโนโลยที ีม่ ปี ระสิทธภิ าพดีท่ีสดุ ในปัจจุบันสายสัญญาณท่ี
เลอื กใช้ คือ สายใยแก้วนำแสง สามารถสง่ ข้อมูลระยะไกลไดแ้ ละมีความเรว็ สงู
- แบบท่ี 4 คือ ใชจ้ ดุ เช่อื มต่อแบบไร้สาย (wireless lan) เปน็ การเชื่อมต่อโดยใช้
สญั ญาณวทิ ยุทางอากาศแทนการใช้สายโทรศัพท์
- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเปน็ หนึ่งในเทคโนโลยตี ระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เป็นเทคโนโลยโี มเด็มท่ที ำใหค้ ู่สายทองแดงกลายเปน็ สื่อสัญญาณดิจิทัลความเร็วสงู

53

- แบบที่ 6 คอื เทคโนโลยแี บบ ethernet over VDSL เปน็ เทคโนโลยรี ะบบ
เครือข่ายแบบลา่ สุดทีส่ ามารถจะติดตงั้ ใชง้ านได้เอง สามารถเช่ือมต่อใชก้ ับโทรศพั ทไ์ ด้

7.3. การเลือกใช้ซอฟตแ์ วรข์ องระบบเครอื ข่ายขนาดเล็ก
1. ระบบปฏิบตั ิการลินุกซ์ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating

system) นยิ มเรียกยอ่ วา่ CentOS ซึ่งชว่ ยประหยัดงบประมาณขององค์กร เนอ่ื งจาก CentOS เป็นซอฟแวร์
เปดิ เผยโค้ด (open source software) ผใู้ ชส้ ามารถดาวน์โหลดโค้ดไปใช้่งานโดยไม่ต้องจา่ ยคา่ ลิขสิทธิ์
ซอฟตแ์ วร์

2. ระบบปฏิบัตกิ ารวินโดวส์ เซริ ฟ์ เวอร์ (Windows server) ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็น
windows Server 2008 ซง่ึ ออกแบบมาเพอ่ื นสนับสนุนระบบเครือขา่ ย แอพพลิเคช่ันและบรกิ ารอน่ื ๆ ทม่ี ี
ความทันสมยั บนเว็บไซต์ โดยมคี ุณสมบตั ิเดน่ ดังนี้

1. สร่างโครงสรา้ งพื้นฐานที่ม่นั คงสำหรับภาระงานของเซิร์ฟเวอร์ รวมถงึ ความตอ้ งการ
ดา้ นแอพพลเิ คชนั่ ตา่ งๆด้วย

2. เวอรช์ วลไลเซซน่ั (virtualization) เป็นการสรา้ งระบบเสมอื นจริงที่มีรากฐานจากระบบ
hypervisor ชว่ ยให้สามารถรวมเซริ ์ฟเวอรแ์ ละใชง้ านฮารด์ แวรไ์ ด้อย่างเตม็ ท่ี

3. มรี ะบบจดั การและดูแลเว็บ และแอพพลิเคชน่ั ท่ีได้รบั การพัฒนามากขนึ้
4. ระบบความปลอดภัย ไดร้ บั การพฒั นาใหม้ ีความทนทานมากขึน้ พรอ้ มท้ังผสานการใช้
เทคโนโลยดี า้ น IDA หลายช้ิน
2. อินเทอรเ์ น็ต
2.1. ความหมายและพัฒนาการของอนิ เทอร์เน็ต
อนิ เทอร์เน็ต (internet) มาจากคำวา่ interconnection network หมายถงึ การใช้
ประโยชนข์ องระบบเครือขา่ ยที่นำเคร่ืองคอมพิวเตอร์หลายๆ เคร่อื งมาเช่ือมต่อกันโดยผ่านสือ่ กลางชนิดใดชนดิ
หนง่ึ
อินเตอรเ์ น็ต (Internet) เปน็ เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรท์ ่เี ช่ือมโยงเคร่ืองคอมพิวเตอร์หลายลา้ น
เครอื่ งท่ัวโลกเข้าดว้ ยกันเปน็ เครือข่ายเดยี ว (Global Network) ท่รี วมผ้ใู ช้กวา่ 60 ลา้ นคน เพอื่ ประกอบ
กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ การพูดคยุ การส่ือสารข้อมูล การแลกเปลยี่ นขา่ วสารความรู้ การค้าขายแบบ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ การศึกษาทางไกล ฯลฯ
เมอื่ คร้ังที่อนิ เตอรเ์ น็ตถอื กำเนิดข้นึ นั้น ไม่มใี ครเคยคาดคดิ ว่ามนั จะกลายมาเปน็ เครือข่ายทม่ี ี
บทบาทกบั วิถีชวี ติ ของมนุษย์ในปัจจุบัน จนถึงขนาดท่ีกำลงั จะปฏิวัติวิธีการดำเนินชีวิตของประชากรโลกใน
ศตวรรษหนา้ กล่าวคือเม่อื 20 ปกี อ่ น กระทรวงกลาโหมสหรัฐไดม้ มี ตดิ ว่ นให้พฒั นาเครือข่ายคอมพิวเตอรท์ ่ีมี
ช่ือว่า ARPANET จุดมงุ่ หมายคือให้เปน็ เครอื ขา่ ยท่ีมคี วามเชื่อถือได้สงู สามารถท่ีจะทำงานได้แมภ้ ายหลังที่
อเมริกาถูกถล่มโดยอาวธุ นวิ เคลยี ร์ ดงั นนั้ เทคโนโลยีทใ่ี ช้เช่อื มเครือขา่ ย ต้องมคี วามสามารถท่ีจะทำงานกับ
โครงสร้างพนื้ ฐาน (Infrastructure) ทเี่ หลือจากการทำลายของอาวธุ นิวเคลียร์ เช่น หากโครงขา่ ยโทรศัพท์
และ เคเบลิ ถูกทำลายในบางพ้ืนท่ี เครือขา่ ยจะยงั คงทำงานไดโ้ ดยการสลบั มาใชโ้ ครงขา่ ยอื่น เชน่ โครงข่าย

54

ดาวเทยี ม หรอื วิทยุ เปน็ ตน้ นอกจากนน้ั เทคโนโลยีดังกลา่ วต้องมีความสามารถในการเช่ือมต่อเคร่ือง
คอมพวิ เตอรต์ ่างประเภท และต่างรนุ่ ท่ีมอี ยู่ทว่ั ไปตามฐานทพั ตา่ ง ๆ อนิ เตอร์เน็ตขยายตัวงา่ ยในขณะท่คี วาม
ซบั ซอ้ นของงานไม่เพ่ิมข้นึ เท่าไรนัก ความง่ายในการขยายเครือข่ายและการใช้งาน ได้ทำให้อนิ เตอร์เนต็ เริ่ม
ไดร้ ับความนยิ มนอกประเทศสหรฐั อเมรกิ า จนกลายมาเป็นเครือข่ายท่เี ชือ่ มโยงทั่วโลก

IP Address
เครื่องคอมพวิ เตอร์ที่ต่ออยบู่ นอนิ เตอรเ์ น็ตก็เปรยี บคลา้ ยๆ กบั เครอ่ื งโทรศัพท์ที่มีเบอรเ์ ฉพาะตัว ซง่ึ ก็

จะมเี พยี งเบอรเ์ ดียวในโลก เช่นเคร่ือง server ซึง่ เปน็ Internet Server ของวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชนนี
นครลำปาง มี IP Address เปน็ 203.152.29.50 ตัวเลขทีเ่ ปน็ IP Address เป็นตัวเลขขนาด 32 บิต แบง่
ออกเป็น 4 ชุดๆ ละ 8 บติ ดงั นนั้ ตัวเลข 1 ชุดท่ีเราเหน็ คัน่ ด้วยจดุ นั้น จงึ แทนได้ด้วยตวั เลขจาก 0 ถึง 255
ตัวเลข 4 ชดุ นีจ้ ะถกู แบ่งออกเปน็ 2 สว่ น คอื network number และ สว่ นของ host number โดยขนาด
ของแตล่ ะสว่ นจะใหญห่ รือเล็กขึ้นอยู่กับวา่ เครื่องคอมพวิ เตอรน์ ั้นอยู่ในเน็ตเวอรค์ class ใด ซงึ่ class ของเนค็
เวอร์คแบ่งออกเป็น 4 classes
Domain Name System (DNS)

เบอร์ IP Address เป็นตวั เลขทใ่ี ช้ไม่ค่อยสะดวกและจำยาก ด้วยเหตนุ ีจ้ ึงมกี ารคดิ ระบบตั้งชอื่ แบบที่
เปน็ ตวั อักษร ให้มีความหมายเพ่อื การจดจำได้งา่ ยกวา่ มาก เวลาเราอา้ งถงึ เครอ่ื งใดบนอนิ เตอรเ์ น็ต เรากจ็ ะใช้
ชอ่ื DNS เชน่ www.bcnlp.ac.th แตใ่ นการใชง้ านจรงิ นน้ั เครื่องคอมพวิ เตอร์ท่ีเราใช้อยู่ เมือ่ รบั คำสง่ั จากเรา
แลว้ เค้าจะขอ (request) เครื่องคอมพวิ เตอรท์ ่ีทำหน้าท่ีบรกิ ารบอกเลขหมาย IP Address (ทำหน้าที่คลา้ ย
สมดุ โทรศพั ท์ Yellow Pages) ซงึ่ เรยี กกนั วา่ เป็น DNS Server หรอื Name Server ตวั Name Server เมอื่
ไดร้ บั request ก็จะตอบเลขหมาย IP Address กลบั มาให้เช่น สำหรับ www.bcnlp.ac.th นั้นจะตอบ
กลับมาเปน็ 203.152.29.50 จากนัน้ เครื่องคอมพวิ เตอร์ของเราจึงจะเริม่ ทำการติดต่อ กับคอมพิวเตอร์
เปา้ หมาย ซึ่งมนั กจ็ ะผา่ นกระบวนการแบบท่ีกลา่ วไปข้างต้น คอื แบ่งขอ้ มูลออกเป็น packet จา่ หัวด้วย IP
จากนนั้ สง่ packet ไปซ่ึงก็จะวงิ่ ผา่ น gateway ต่างๆ มากมายไปยงั เป้าหมาย ระบบการต้ังชือ่ DNS นัน้ คล้าย
กบั ระบบไปรษณยี ์ โดยมีประเทศอย่หู ลังสดุ เชน่ .th คือ ประเทศไทย เปน็ ตน้ แต่สำหรบั สหรฐั อเมริกาน้ัน
ยกเว้น จากนั้นจะแบ่งเครือข่ายออกเปน็

.edu หรอื .ac เครือขา่ ยมหาวทิ ยาลยั หรอื สถาบันการศึกษา
.com หรือ .co เครอื ขา่ ยบริษัท หา้ งรา้ น
.mil เครอื ข่ายทางการทหาร
.org หรือ .or เครือข่ายองค์การทไี่ มห่ วังผลกำไร (พรรคการเมืองไทยก็ใชร้ ะบบน้ี)
.gov หรือ .go เครือขา่ ยหนว่ ยงานของรัฐบาล
.net หรอื .net เครือข่ายของผดู้ ูแลเนต็ เวอรค์ หรอื เจา้ ของเน็ตเวอรค์

2.2. บรกิ ารบนอินเทอร์เน็ต

55

1. ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ หรืออีเมลล์ (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ
เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ นั้นมกี ารเชอ่ื มต่อคอมพวิ เตอร์หลายเครอื่ งเข้าดว้ ยกนั ทำให้การส่งขอ้ มลู ระหว่าง
คอมพิวเตอร์ดว้ ยกันสามารถทำได้ง่าย

2. เมลลงิ ลสิ ต์ (mailing list) เป็นเสมอื นเครือ่ งมือที่ใชก้ ระจายข่าวสารและข้่อมูลเฉพาะกลมุ่
3. การส่อื สารในเวลาจริง (realtime communication) เปน็ การสือ่ สารกนั ทส่ี ามารถโต้ตอบ
กลับไดท้ นั ทผี ่านเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต เช่น แชท (chat)
4. เวบ็ ไซตเ์ ครือข่ายทางสงั คม (social networking web site) เป็นชมุ ชนออนไลน์ทีก่ ลุ่มคน
รวมกันเป็นสังคม เช่น facebook
5. บลอ็ ก (blog) ยอ่ มาจากคำว่า เวบ็ บล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ทใี่ ช้เขยี นบันทึกเร่ืองราว
เพือ่ สื่อสารความรูส้ กึ มุมมอง เรยี กวา่ ไดอารี่ออนไลน์ (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปน็ รปู แบบการเผยแพรข่ ้อมูลทีบ่ ุคคลต่างๆ ทมี่ ีความร้ใู นแตล่ ะเร่ืองมาให้ข้อมลู
เชน่ wikipedia
7. บรกิ ารเข้าใช้ระบบคอมพวิ เตอรร์ ะยะไกล (remote login/telnet) บริการนีอ้ นญุ าตให้
ผใู้ ช้สามารถเข้าไปทำงานตา่ งๆ ท่อี ยใู่ นคอมพิวเตอรเ์ ครื่องหน่ึงผ่านทางคอมพวิ เตอร์อกี เครอื่ งหน่งึ ที่เชือ่ มต่อ
อยใู่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ไมว่ ่าคอมพวิ เตอร์เคร่ืองนน้ั จะอยู่ใกลห้ รือไกลกันก็ตาม
8. การโอนยา้ ยขอ้ มลู (file transfer protocol : FTP) เป็นการถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลจาก
คอมพิวเตอร์เครื่องหนึง่ ไปยังคอมพิวเตอร์อกี เครื่องหนึง่ ซึง่ อาจจะอย่ใู กลห้ รือไกล
9. บรกิ ารแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร หรอื ยสู เน็ต (usenet) เป็นอกี บริการหน่ึงบน
อินเทอร์เนต็ ซ่ึงมีลักษณะเป็นกลุ่มสนทนา เพื่อแลกเปล่ียนข่าวสารกนั บนเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็
10. เวลิ ด์ไวด์เว็บ (world wide web) ซ่ึงอาจเรียกย่อว่า เว็บ (web) เป็นบรกิ ารเพื่อการ
ค้นหาขอ้ มูลทีไ่ ด้รบั ความนยิ มมากทีส่ ดุ ของอินเทอรเ์ น็ตในปัจจบุ ัน เป็นการใหบ้ รกิ ารข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์
(hypertext) เป็นวิธกี ารทจ่ี ะเช่อื มโยงขอ้ มลู จากเอกสารหน่ึงไปข้อมลู ของอกี เอกสารหน่งึ
11. พาณิชยอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ (electronic commerce หรอื e-commerce) เปน็ การทำ
ธุรกรรมซอ้ื ขายสนิ ค้าและบริการบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต โดยนำเสนอสนิ คา้ และบริการทางเวบ็ ไซต์
2.3. คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใช้อนิ เทอร์เน็ต
1. จรรยาบรรณในการใช้อินเทอร์เนต็ (netiquette)

1.1. จรรยาบรรณสำหรับผ้ใู ช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
- ตรวจสอบกลอ่ งรับไปรษณียท์ กุ วนั จำกดั จำนวนไฟล์และขอ้ มลู ในตจู้ ดหมาย
- ลบข้อความหรอื จดหมายที่ไมต่ ้องการทง้ิ
- โอนย้ายจดหมายจากระบบไปไวย้ งั เคร่ืองคอมพิวเตอร์สว่ นบคุ คล
- พงึ ระลึกไวเ้ สมอวา่ จดหมายที่เก็บไว้ในตจู้ ดหมายนี้อาจถูกผอู้ ่ืน
- ไม่ควรจะส่งจดหมายกระจายไปยงั ผรู้ บั จำนวนมาก

1.2. จรรยาบรรณสำหรับผ้สู นทนาผา่ นเครอื ข่าย

56

- ควรสนทนากบั ผ้ทู ีร่ จู้ กั และต้องการสนทนาด้วยเทา่ นน้ั
- กอ่ นการเรยี กคสู่ นทนา ควรตรวจสอบสถานการณ์ใช้งานของคู่สนทนา ก่อน
- หลงั การเจรียกคสู่ นทนาไปแลว้ ไมต่ อบกลับมาแสดงวา่ เขาอาจติดธุระอยู่
- ควรใช้วาจาสุภาพ
1.3 จรรยาบรรณสำหรบั ผู้ใช้กระดานข่าวหรือกระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก้ ระชบั ใช้ขอ้ ความสน้ั
- ไม่ควรเขียนข้อความพาดพิงถึงสถาบนั ของชาติในทางท่ไี ม่สมควร
- ให้ความสำคญั ในเรื่องลขิ สิทธิ์
- ไม่ควรสร้างข้อความเทจ็
- ไมค่ วรใชเ้ ครอื ขา่ ยสว่ นรวมเพื่อใช้ประโยชนส์ ว่ นตน
2. บัญญตั ิ 10 ประการในการใชง้ านคอมพิวเตอร์
1. ไม่ใชค้ อมพิวเตอรท์ ำรา้ ยผู้อื่น
2. ไมใ่ ชค้ อมพิวเตอรร์ บกวนการทำงานของผู้อนื่
3. ไมเ่ ปดิ ดูขอ้ มลู ในแฟ้มของผอู้ ื่นโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต
4. ไมใ่ ช้คอมพิวเตอรเ์ พ่ือการโจรกรรมข้อมลู ขา่ วสาร
5. ไมใ่ ชค้ อมพิวเตอรส์ ร้างหลักฐานที่เป็นเทจ็
6. ไม่คดั ลอกโปรแกรมของผอู้ ื่น
7. ไมล่ ะเมิดการใชท้ รัพยากรคอมพิวเตอร์
8. ไม่นำเอาผลงานคนอ่ืนมาเปน็ ของตวั เอง
9. คำนึงถึงสง่ิ ท่จี ะเกดิ ขนึ้ กบั สังคมอนั เป็นผลมาจากการกระทำของตน
10. ตอ้ งใชค้ อมพิวเตอร์โดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา
กฎหมายเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ มี 6 ฉบบั ดังน้ี
1. กฎหมายเก่ียวกับธุรกรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์
2. กฎหมายเกย่ี วกับลายมือชอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์
3. กฎหมายเกยี่ วกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
4. กฎหมายเกย่ี วกับการคุ้มครองข้อมูลสว่ นบคุ คล
5. กฎหมายว่าดว้ ยอาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์
6. กฎหมายเกีย่ วกับการพฒั นาโครงสรา้ งพ้ืนฐานสารสนเทศ
กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ธุรกรรมทางอเิ ล็กทรอนิกส์
- ลายมือชื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์
- โอนเงนิ ทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
- การคมุ้ ครองข้อมลู สว่ นบุคคล

57

- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
- การพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานสารสนเทศ
ระบบการสบื ค้นผ่านเครื่อข่ายเพ่ือการเรยี นรู้

การสืบค้นขอ้ มูลบนอินเทอร์เนต็
ในโลกไซเบอร์สเปซมขี ้อมลู มากมายมหาศาล การทจ่ี ะคน้ หาข้อมูลจำนวนมากมายอย่างนีเ้ ราไม่อาจจะ

คลกิ เพ่ือคน้ หาข้อมลู พบไดง้ า่ ยๆ จำเปน็ จะต้องอาศัยการค้นหาข้อมลู ด้วยเคร่ืองมอื ค้นหาทีเ่ รยี กว่า Search
Engine เข้ามาชว่ ยเพื่อความสะดวกและรวดเรว็ เวบ็ ไซต์ที่ให้บรกิ ารค้นหาข้อมูลมีมากมายหลายที่ท้ังของคน
ไทยและ ถ้าเราเปดิ ไปทีละหน้าจออาจจะต้องเสยี เวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลทเี่ ราต้องการไม่พบ
การท่ีเราจะคน้ หาข้อมูลให้พบอยา่ งรวดเรว็ จงึ ต้องพง่ึ พา Search Engine Site ซง่ึ จะทำหน้าท่ีรวบรวมรายช่ือ
เว็บไซต์ตา่ งๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเปน็ หมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหวั ข้อที่ต้องการค้นหาแลว้ ป้อน คำหรือ
ข้อความของหวั ขอ้ นั้นๆ ลงไปในชอ่ งที่กำหนด คลกิ ปุ่มคน้ หา เท่าน้นั รอสักครู่ข้อมลู อยา่ งยอ่ ๆ และรายชื่อ
เวบ็ ไซตท์ เี่ ก่ียวขอ้ งจะปรากฏใหเ้ ราเข้าไปศึกษาเพ่ิมเติมได้ทันที
การคน้ หาข้อมลู มกี ่ีวิธี ?

1. การคน้ หาในรูปแบบ Index Directory
2. การคน้ หาในรูปแบบ Search Engine
การคน้ หาในรูปแบบ Index Directory
วธิ ีการคน้ หาขอ้ มลู แบบ Index นี้ข้อมลู จะมีความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยมากกวา่ การคน้ หาขอ้ มูลดว้ ย วิธี
ของ Search Engine โดยมันจะถกู คัดแยกข้อมูลออกมาเป็นหมวดหมู่ และจัดแบง่ แยก Site ตา่ งๆออก เปน็
ประเภท สำหรับวิธใี ช้งาน คณุ สามารถที่จะ Click เลือกข้อมลู ทตี่ ้องการจะดูได้เลยใน Web Browser จากน้ัน
ทหี่ น้าจอกจ็ ะแสดงรายละเอียดของหวั ข้อปลกี ย่อยลกึ ลงมาอกี ระดบั หนึ่ง ปรากฏขึ้นมาให้เราเลือกอีก สว่ นจะ
แสดงออกมาให้เลอื กเยอะแค่ไหนอันนี้ก็ข้ึนอย่กู ับขนาดของฐานขอ้ มูลใน Index วา่ ในแต่ละประเภท จัด
รวบรวมเก็บเอาไว้มากน้อยเพียงใด เมือ่ คณุ เขา้ ไปถึงประเภทย่อยท่ีคุณสนใจแล้ว ทเ่ี วบ็ เพจจะแสดงรายช่ือของ
เอกสารทเี่ กยี่ วข้องกบั ประเภทของข้อมลู นัน้ ๆออกมา หากคณุ คิดว่าเอกสารใดสนใจหรือตอ้ งการอยากท่จี ะดู
สามารถ Click ลงไปยัง Link เพื่อขอเชื่อต่อทางไซต์กจ็ ะนำเอาผลของข้อมลู ดงั กล่าวออกมาแสดงผลทันที
นอกเหนือไปจากนี้ ไซต์ที่แสดงออกมานน้ั ทางผูใ้ หบ้ ริการยงั ได้เรยี บเรียงโดยนำเอา Site ท่มี ีความเกี่ยว ข้อง
มากทส่ี ุดเอามาไว้ตอนบนสุดของรายชื่อท่ีแสดง
การค้นหาในรูปแบบ Search Engine
วธิ ีการอกี อยา่ งท่ีนยิ มใช้การค้นหาข้อมูลคือการใช้ Search Engine ซง่ึ ผูใ้ ชส้ ว่ นใหญ่กวา่ 70% จะใช้วิธกี าร
ค้นหาแบบนี้ หลกั การทำงานของ Search Engine จะแตกตา่ งจากการใช้ Indexลักษณะของมันจะเป็น
ฐานขอ้ มูลขนาดใหญม่ หาศาลท่กี ระจัดกระจายอยู่ทัว่ ไป บน Internet ไม่มีการแสดงข้อมูลออกมาเป็นลำดับ
ขั้นของความสำคญั การใชง้ านจะเหมอื นการสืบคน้ ฐานข้อมลู อื่นๆคือ คณุ จะต้องพิมพ์คำสำคัญ (Keyword)

58

ซ่ึงเปน็ การอธิบายถงึ ข้อมลู ที่คุณต้องการจะเข้าไป ค้นหานนั้ ๆเขา้ ไป จากนัน้ Search Engine ก็จะแสดงข้อมลู
และ Site ต่างๆท่เี ก่ยี วข้องออกมา
ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ ง Index และ Search Engine

วิธีในการคน้ หาข้อมูลแบบ Index เคา้ จะใช้คนเป็นผู้จัดรวบรวมและทำระบบฐานข้อมูลขึ้นมา สว่ น
แบบ Search Engine น้ันระบบฐานขอ้ มลู ของมันจะไดร้ บั การจัดสร้างโดยใช้ Software ท่ีมี หนา้ ท่เี กีย่ วกบั
งานทางด้านนโี้ ดยเฉพาะมาเป็นตวั ควบคุมและจดั การ ซงึ่ เจ้า Software ตวั นีจ้ ะมี ชอื่ เรียกว่า Spiders การ
ทำงานข้องมนั จะใชว้ ธิ ีการเดินลดั เลาะไปตามเครือข่ายต่างๆทเ่ี ชอื่ มโยงถึง กันอยเู่ ต็มไปหมดใน Internet เพ่ือ
คน้ หา Website ท่ีเกดิ ขึน้ มาใหมๆ่ รวมท้ังยงั สามารถตรวจสอบหาความเปลยี่ นแปลงของ ข้อมลู ใน Site เดิมที่
มีอยู่ วา่ ที่ใดถกู อพั เดตแลว้ บ้าง จากนั้นมันกจ็ ะนำเอาข้อมูลทง้ั หมดท่สี ำรวจเขา้ มา ไดเ้ กบ็ ใสเ่ ข้าไปในฐานขอ้ มลู
ของตนอัตโนมัติ ยกตัวอยา่ งของผใู้ ห้บริการประเภทน้ีเช่น Excite , Lycos Infoserch เปน็ ต้น การคน้ หาดว้ ย
วธิ ี Search Engine น้นั มกั จะไดผ้ ลลพั ธอ์ อกมากวา้ งๆชเ้ี ฉพาะเจาะจงไดย้ าก บางคร้งั ข้อมูลที่ คน้ หามาได้อาจ
มถี งึ เปน็ ร้อยเปน็ พัน Site แล้วมีใครบา้ งหละท่ีอยากจะมาน้ังค้นหาและอ่านดูท่ีจะเพจ ซึง่ คง ต้องเสียเวลาเป็น
วนั ๆแน่ ซึง่ กไ็ มร่ บั รองด้วยว่าคุณจะไดข้ ้อมลู ที่คุณต้องการหรอื ไม่ ดงั นั้นจิงมหี ลักในการคน้ หา เพ่อื ให้ได้ขอ้ มลู
ใกล้เคียงความเปน็ จรงิ มากทสี่ ุด ซึ่งจะขอกลา่ วในตอนหลัง
ประเภทของ Search Engine

Search Engine แตล่ ะแห่งมีวิธกี ารและการจัดเกบ็ ฐานข้อมลู ทแี่ ตกต่างกนั ไปตามประเภทของ
Search Engine ท่ีแต่ละเวบ็ ไซตน์ ำมาใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดังน้ันการทค่ี ุณจะเขา้ ไปหาข้อมูลหรอื เว็บไซต์ โดย
วิธกี าร Search น้นั อยา่ งนอ้ ยคณุ จะต้องทราบว่า เวบ็ ไซต์ทีค่ ุณเข้าไปใช้บริการ ใชว้ ธิ ีการหรอื ประเภทของ
Search Engine อะไร เน่ืองจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเกบ็ ข้อมูลตา่ งกันไป ทน่ี ้เี ราลองมาดูซิ
ว่า Search Engine ประเภทใดที่เหมาะกับการคน้ หาข้อมลู ของคุณ

1. Keyword Index เปน็ การคน้ หาขอ้ มลู โดยการคน้ จากข้อความในเว็บเพจทีไ่ ดผ้ ่านการสำรวจ
มาแลว้ จะอ่านขอ้ ความ ข้อมูล อย่างนอ้ ยๆ ก็ประมาณ 200-300 ตวั อักษรแรกของเว็บเพจนัน้ ๆ โดยการอ่าน
นจ้ี ะหมายรวมไปถึงอ่านข้อความทอ่ี ยูใ่ นโครงสร้างภาษา HTML ซึง่ อยู่ในรปู แบบของขอ้ ความท่อี ยู่ในคำสั่ง alt
ซ่ึงเป็นคำส่ังภายใน TAG คำสังของรปู ภาพ แตจ่ ะไม่นำคำส่ังของ TAG อ่นื ๆ ในภาษา HTML และคำสง่ั ใน
ภาษา JAVA มาใชใ้ นการคน้ หา วธิ กี ารคน้ หาของ Search Engine ประเภทน้ีจะใหค้ วามสำคัญกบั การ
เรียงลำดับข้อมลู ก่อน-หลงั และความถี่ในการนำเสนอข้อมูลนัน้ การค้นหาข้อมูล โดยวิธกี ารเชน่ นี้จะมีความ
รวดเรว็ มาก แต่มีความละเอยี ดในการจัดแยกหมวดหมู่ของขอ้ มูลคอ่ นขา้ งน้อย เนอื่ งจากไมไ่ ด้คำนึงถงึ
รายละเอยี ดของเนื้อหาเทา่ ที่ควร แต่หากวา่ คณุ ต้องการแนวทางด้านกว้างของข้อมลู และความรวดเรว็ ในการ
คน้ หา วิธกี ารน้กี ็ใชไ้ ดผ้ ลดี

2. Subject Directories การจำแนกหมวดหมขู่ ้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจดั แบ่งโดยการ
วิเคราะห์เนื้อหา รายละเอียด ของแต่ละเว็บเพจ วา่ มีเนื้อหาเกีย่ วกบั อะไร โดยการจดั แบง่ แบบน้ีจะใช้
แรงงานคนในการพจิ ารณาเว็บเพจ ซึง่ ทำใหก้ ารจดั หมวดหม่ขู ้ึนอยู่กบั วิจารณญาณของคนจัดหมวดหม่แู ตล่ ะ
คนว่าจะจดั เกบ็ ข้อมูลนนั้ ๆ อยใู่ นเครอื ข่ายข้อมลู อะไร ดงั น้ันฐานขอ้ มลู ของ Search Engine ประเภทน้จี ะถูก

59

จัดแบ่งตามเน้ือหาก่อน แล้วจึงนำมาเปน็ ฐานข้อมลู ในการค้นหาต่อไป การคน้ หาคอ่ นข้างจะตรงกับความ
ตอ้ งการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการคน้ หาสูง เปน็ ต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกยี่ วกับเว็บไซต์ หรือ
เวบ็ เพจทน่ี ำเสนอขอ้ มูลเก่ียวกับคอมพวิ เตอร์ Search Engine กจ็ ะประมวลผลรายช่ือเวบ็ ไซต์ หรือเว็บเพจท่ี
เก่ียวกบั คอมพิวเตอร์ลว้ นๆ มาให้คณุ

3. Metasearch Engines จุดเด่นของการค้นหาด้วยวิธีการนี้ คอื สามารถเชื่อมโยงไปยงั Search
Engine ประเภทอน่ื ๆ และยงั มคี วามหลากหลายของขอ้ มูล แต่การค้นหาดว้ ยวิธนี ี้มีจุดด้อย คือ วิธีการน้ีจะ
ไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตวั อักษร และมักจะผา่ นเลยคำประเภท Natural Language (ภาษา
พดู ) ดังนนั้ หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนีล้ ะก็ ขอให้ตระหนักถึงข้อบกพรอ่ งเหล่านด้ี ้วย

หลักการคน้ หาข้อมลู ของ Search Enine
สำหรบั หลกั ในการค้นหาขอ้ มูลของ Search Engine แตล่ ะตัวจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป ขึ้นอยู่

กับวา่ ทางศูนย์บริการต้องการจะเก็บข้อมูลแบบไหน แตโ่ ดยสว่ นใหญ่แล้วจะมีกลไกใน การค้นหาทใ่ี กลเ้ คียงกัน
หากจะแตกต่างก็คงจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพเสยี มากกวา่ วา่ จะมีข้อมลู เกบ็ รวบรวมไว้อยใู่ นฐานขอ้ มูลมาก
นอ้ ยขนาดไหน และพอจะนำเอาออกมาบรกิ ารให้กบั ผ้ใู ช้ ไดต้ รงตามความต้องการหรือเปลา่ ซึง่ ลกั ษณะของ
ปัจจัยทใี่ ช้ค้นหาโดยหลกั ๆจะมดี งั นี้

1. การค้นหาจากช่ือของตำแหนง่ URL ใน เวบ็ ไซตต์ ่างๆ
2. การค้นหาจากคำทีม่ ีอย่ใู น Title (ส่วนที่ Browser ใชแ้ สดงชื่อของเว็บเพจอยทู่ างดา้ น ซ้ายบนของ
หน้าต่างท่ีแสดง
3. การคน้ หาจากคำสำคัญหรือคำส่ัง keyword (อยใู่ น tag คำส่ังใน html ที่มชี ื่อว่า meta)
4. การค้นหาจากส่วนทใี่ ช้อธิบายหรอื บอกลกั ษณะ site
5. ค้นหาคำในหน้าเว็บเพจดว้ ย Browser ซึ่งการค้นหาคำในหนา้ เว็บเพจนั้นจะใชส้ ำหรับกรณที ่ีคณุ
เข้าไปคน้ หาข้อมูลทเี่ ว็บ เพจใด เว็บเพจหน่ึง แลว้ ภายในมีข้อความปรากฏอยู่เต็มไปหมด จะนัง่ ไลด่ ูทีละ
บรรทัดคงไมส่ ะดวก ในลกั ษณะนเี้ ราใช้ใช้ browser ชว่ ยคน้ หาให้ ข้ึนแรกให้คุณนำ mouse ไป click ที่
menu Edit แลว้ เลอื กบรรทดั คำส่งั Find in Page หรอื กดปุ่ม Ctrl + F ท่ี keyboard กไ็ ด้ จากนัน้ ใสค่ ำท่ี
ตอ้ งการคน้ หาลงไปแลว้ กก็ ดปุ่ม Find Next โปรแกรมก็จะว่งิ หาคำดังกลา่ ว หากพบมันก็จะกระโดดไปแสดง
คำนนั้ ๆ ซ่งึ คุณสามารถกดปุ่ม Find Next เพ่ือค้นหาต่อได้ อกี จนกวา่ คุณจะพบขอ้ มูลที่ต้องการ
เทคนคิ 11 ประการท่คี วรรู้ในการค้นหาข้อมูล
ในการคน้ หาข้อมลู ด้วย Search Engine สว่ นใหญแ่ ล้วปญั หาที่ผใู้ ชง้ านทวั่ ไปมักจะพบเห็น หรอื ประสบ
อยู่เสมอๆกค็ งจะหนีไปไมพ่ น้ ขอ้ มลู ที่ค้นหาไดม้ ีขนาดมากจนเกนิ ไป ดังนัน้ เพื่อ ความสะดวกในการใช้งานคณุ
จงึ น่าท่จี ะเรียนรเู้ ทคนคิ ต่างๆเพอ่ื ชว่ ยลดหรอื จำกดั คำที่ค้น หาใหแ้ คบลงและตรงประเด็นกับเรามากที่สดุ ดัง
วิธีการต่อไปนี้
1. เลือกรูปแบบการคน้ หาให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมากท่ีสดุ (อย่างทบ่ี อกไวต้ งั้ แต่ตอนตน้ ว่ามอี ยู่ 2
แบบ) สว่ นจะเลือกใชว้ ธิ ไี หนก็ตามแต่จะเหน็ วา่ เหมาะสม ยกตัวอย่างเชน่ ถ้าต้องการจะค้นหาข้อมลู ทีม่ ี

60

ลักษณะท่ัวไป ไม่ช้ี เฉพาะเจาะจง กค็ วรเลือกบริการสืบคน้ ขอ้ มลู แบบ Index อยา่ งของ yahoo เพราะ โอกาส
ท่ีจะเจอนัน้ เปอร์เซน็ ต์สงู กวา่ จะมาน่ังสุ่มหาโดยใช้วิธีแบบ Search Engine

2. ใช้คำมากกว่า 1 คำที่มีลักษณะเกยี่ วข้องกนั ช่วยคน้ หา เพราะจะไดผ้ ลลัพทท์ ่ีมขี นาด แคบลงและชี้
เฉพาะมากขน้ึ (ย่อมจะดกี วา่ หาคำเดียวโดดๆ)

3. ใชบ้ รกิ ารของผใู้ หบ้ ริการเฉพาะด้าน เช่นการคน้ หาขอ้ มลู เกย่ี วกับเรอื่ งราวของ ภาพยนตร์กน็ ่าทีจ่ ะ
เลือกใช้ Search Engine ทีใ่ ห้บรกิ ารใหล้เคยี งกบั เรอื่ งพวกนี้ เพราะผลลพั ทท์ ี่ไดน้ า่ จะเปน็ ที่นา่ พอใจกวา่

4. ใสเ่ คร่ืองหมายคำพูดครอบคลมุ กลุ่มคำทีต่ ้องการ เพ่ือบอกกบั Search Engine วา่ เรา ตอ้ งการผล
การคน้ หาที่มคี ำในกลมุ่ นัน้ ครบและตรงตามลำดบั ทีเ่ ราพิมพ์ทกุ คำ เชน่ "free shareware" เปน็ ตน้

5. การขึ้นต้นของตัวอักษรตัวเลก็ เท่ากนั หมด Search Engine จะเขา้ ใจวา่ เราต้องการ ใหม้ นั ค้นหาคำ
ดงั กลา่ วแบบไม่ต้องสนใจว่าตัวอกั ษรท่ีได้จะมีขนาดเลก็ หรอื ใหญ่ ดังนนั้ หากคุณต้องการอยากที่จะให้มันคน้ หา
คำตรงตามแบบทเ่ี ขยี นไวก้ ็ให้ใช้ ตัว อกั ษรใหญ่แทน

6. ใช้ตวั เชอ่ื มทาง Logic หรือตรรกศาสตรเ์ ข้ามาชว่ ยค้นหา มอี ยู่ 3 ตวั ด้วยกนั คือ - AND สงั่ ใหห้ าโดย
จะต้องมีคำนน้ั ๆมาแสดงด้วยเท่าน้ัน! โดยไมจ่ ำเปน็ วา่ จะต้องตดิ กนั เชน่ phonelink AND pager เป็นต้น -
OR สัง่ ใหห้ าโดยจะตอ้ งนำคำใดคำหนึ่งท่ีพิมพล์ งไปมาแสดง - NOT สัง่ ไมใ่ ห้เลือกคำนน้ั ๆมาแสดง เชน่ food
and cheese not butter หมายความวา่ ใหท้ ำการหาเว็บที่เกยี่ วข้องกับ food และ cheese แตต่ ้องไม่มี
butter เปน็ ตน้

7. ใชเ้ คร่อื งหมายบวกลบคัดเลือกคำ + หน้าคำท่ีต้องการจรงิ ๆ - (ลบ)ใช้นำหนา้ คำท่ีไมต่ ้องการ ()
ชว่ ยแยกกลุ่มคำ เชน่ (pentium+computer)cpu

8. ใช้ * เปน็ ตัวรว่ ม เชน่ com* เปน็ การบอกใหห้ าคำที่มีคำว่า com ขนึ้ หนา้ สว่ นด้านทา้ ยเปน็ อะไร
ไมส่ นใจ *tor เป็นการให้หาคำท่ลี งท้ายด้วย tor ดา้ นหน้าจะเป็นอะไรไม่สนใจ

9.หลีก เล่ียงการใช้ตัวเลข พยายามเลย่ี งการใช้คำคน้ หาทเี่ ป็นคำเดีย่ วๆ หรือเป็นคำที่มีตัวเลขปน แต่
ถา้ เลี่ยงไม่ได้ คุณก็อย่าลมื ใสเ่ ครอ่ื งหมายคำพดู (" ") ลงไปด้วย เชน่ "windows 98"

10. หลกี เลี่ยงภาษาพดู หลีกเลีย่ งคำประเภท Natural Language หรอื เรียกง่ายๆ วา่ คำหรือ
ข้อความทีเ่ ปน็ ภาษาพูด หรอื เป็นประโยค คุณควรสรุปเป็นเพียงกลมุ่ คำหรือวลี ที่มีความหมายรวมทั้งหมดไว้
Advanced Search อย่าลมื ที่จะใช้ Advanced Search เพราะจะมสี ว่ นชว่ ยคณุ ได้มาก ในการบีบประเดน็
หัวขอ้ ให้แคบลง ซึ่งจะทำให้คณุ ได้รายชื่อเว็บไซต์ ท่ตี รงกับความตอ้ งการของคุณมากขึ้น

11. อยา่ ละเลย Help ซง่ึ ในแต่ละเว็บ จะมี ปุ่ม help หรือ Site map ไวค้ อยช่วยเหลือคุณ แตค่ น
ส่วนใหญ่มักจะมองขา้ ม ซง่ึ help/site map จะมีประโยชนม์ ากในการอธิบาย option หรือการใช้งาน/แผนผงั
ปลีกย่อยของแต่ละเว็บไซต์

61

การสบื ค้นและการรับส่งข้อมูล และสารสนเทศเพ่ือใชใ้ นการจัดการเรียนรู้
การสืบคน้ ข้อมลู

การนำความรูเ้ กีย่ วกับอนิ เทอร์เนต็ มาประยกุ ต์ใชใ้ นการศึกษาหาความรู้ ไดแ้ ก่ การสบื ค้นข้อมลู ทาง
อินเทอร์เนต็ โดยการใช้งานอินเทอรเ์ นต็ เกีย่ วกบั การศึกษานีจ้ ะสามารถแบ่งเน้ือหาออกเป็น 3 ระดบั ดงั น้ี

1. การสบื คน้ ขอ้ มูลทางอนิ เทอร์เนต็
2. การนำขอ้ มลู จากอนิ เทอรเ์ นต็ มาใช้งาน
3. การสร้างแหลง่ ข้อมูลด้วยตนเอง
การคน้ คว้าดว้ ยการใช้ Search Engine
การใช้งานงานอินเทอรเ์ นต็ ที่นิยมใชก้ ันอย่างมาก จะไดแ้ ก่การเข้าเย่ยี มชมเว็บไซตต์ ่างๆ เพอ่ื หาความรู้
แต่การเข้าเยย่ี มชมนน้ั ในกรณีท่เี รารูว้ า่ เว็บไซต์เหลา่ น้นั มีชือ่ ว่าอะไร เนอื้ หาของเว็บ มุ่งเนน้ เกยี่ วกับส่งิ ใด เรา
สาสามารถทจี่ ะเขา้ เย่ยี มชมได้ทันท่ี แต่ในกรณีท่ีเราไม่ทราบชื่อเวบ็ เหล่านั้น แต่เรามคี วามตอ้ งการทจี่ ะค้นหา
เนื้อหาบางอยา่ ง มีวิธีการจะเขา้ สืบค้นข้อมูลได้ โดยการใช้ความสามารถของ Search Engine
Search Engine จะมีหนา้ ทร่ี วบรวมรายช่ือเว็บไซตต์ า่ งๆ เอาไว้ โดยจดั แยกเปน็ หมวดหมู่ ผใู้ ช้งาน
เพียงแต่ทราบหัวขอ้ ทตี่ ้องการค้นหาแลว้ ป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนน้ั ๆ ลงไปในชอ่ งท่กี ำหนด คลิกปุ่ม
ค้นหา เท่านัน้ ข้อมลู อย่างย่อๆ และรายชอื่ เวบ็ ไซตท์ เี่ ก่ยี วข้องจะปรากฏใหเ้ ราเข้าไปศึกษาเพม่ิ เติมได้ทนั ที
Search Engine แตล่ ะแห่งมีวธิ ีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลทแี่ ตกต่างกันไปตามประเภทของ
Search Engine ที่แตล่ ะเว็บไซตน์ ำมาใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดังนน้ั การที่จะเขา้ ไปหาข้อโดยวิธกี าร Search นน้ั
อยา่ งน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ทจ่ี ะเขา้ ไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร
เนอ่ื งจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจดั เกบ็ ข้อมลู ต่างกันไป
การค้นหาข้อมลู ทางอินเตอรเ์ นต็
ผคู้ นจะนยิ มใหเ้ ว็บไซตห์ ลักๆ ในการค้นหาข้อมูลทต่ี ้องการ มีหลกั ๆ 3 เว็บไซต์คอื
Google (กลู เกลิ้ ) www.google.co.th
Yahoo (ยาฮ)ู www.yahoo.com
Bing (บิ้งค์) www.bing.com
การรับ-ส่งข้อมูลบนเครือขา่ ยอินเตอรเ์ น็ต
ความหมายของเครอื ข่ายของอินเตอร์เน็ต
คอื ระบบทมี่ ีคอมพิวเตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเช่ือมต่อกันโดยใช้สื่อกลาง และสามารถสื่อสารขอ้ มูล
กนั ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ ซงึ่ ทำใหผ้ ใู้ ชค้ อมพิวเตอรแ์ ต่ละเครอื่ งสามารถแลกเปลีย่ นขอ้ มูลซึ่งกนั และกันได้
นอกจากน้ยี งั สามารถใชท้ รพั ยากรท่ีมีอยใู่ นเครอื ขา่ ยรว่ มกันได้ เช่นเครอ่ื งพิมพ์ สแกนเนอร์ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
การใช้ทรัพยากรเหล่านผี้ ่านเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ ช่วยใหป้ ระหยัดคา่ ใชจ้ ่ายไดม้ าก เม่ือมกี ารเชื่อมต่อกบั
เครอื ข่ายอน่ื ๆ ที่อยหู่ า่ งไกล เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต ซ่ึงเป็นเครือข่ายท่ีเชอื่ มตอ่ คอมพิวเตอร์ท่วั โลก ก็ทำให้
สามารถแลกเปลี่ยนขอ้ มลู ขา่ วสาร ไดก้ บั คนท่วั โลก โดยใชแ้ อพพลิเคช่นั เชน่ เวบ็ อีเมลล์ เปน็ ต้น

62

การส่ือสารข้อมูลผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ หมายถงึ การสง่ ขอ้ มลู หรือขา่ วสาร จากผู้สง่ ตน้ ทางไปยังผรู้ ับ
ปลายทางท่ีอย่หู า่ งไกล โดยผ่านช่องทางการส่อื สารเพอ่ื เป็นส่ือกลางในการสง่ ข้อมลู ซง่ึ อาจจะเป็นแบบใชส้ าย
หรอื ไม่ใช้สายกไ็ ด้ สว่ นข้อมลู หรอื ข่าวสารน้ันอาจจะเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรอื ขอ้ มูลทีเ่ ปน็
มัลติมีเดียก็ได้ ดังนัน้ การส่ือสารข้อมลู จึงเปน็ ส่วนหน่งึ ของการสื่อสารโทรคมนาคม โดยเนน้ การส่งผา่ นข้อมลู
โดยใชร้ ะบบคอมพวิ เตอรแ์ ละเครอื ข่ายเปน็ หลกั
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ หรอื ภาษาสื่อสารที่ใช้เป็น
ภาษากลางในการสื่อสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ด้วยกัน การทเี่ คร่ืองคอมพิวเตอรท์ ่ีถูกเชอื่ มโยงกันไวใ้ นระบบจะ
สามารถติดต่อสื่อสารกนั ไดน้ ั้น จำเปน็ จะตอ้ งมกี ารส่ือสารที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เช่นเดยี วกับคนเรา
ที่ตอ้ งมภี าษาพูดเพื่อให้สื่อสารเขา้ ใจกันได้

โปรโตคอลช่วยใหร้ ะบบคอมพวิ เตอร์สองระบบ ที่แตกต่างกันสามารถส่ือสารกันอยา่ งเข้าใจได้ คือ
ข้อตกลงท่กี ำหนดเกีย่ ว กบั การสอ่ื สารระหวา่ งเครื่องคอมพิวเตอร์ตา่ งๆ ทงั้ วิธีการส่งและรบั ข้อมลู วธิ ีการ
ตรวจสอบขอ้ ผิดพลาดของการสง่ และรับข้อมูล การแสดงผลขอ้ มลู เม่ือสง่ และรบั กนั ระหวา่ งเครื่องสองเครื่อง
ดังน้ันจะเหน็ ได้วา่ โปรโตคอลมคี วามสำคัญมากในการสื่อสารบนเครอื ข่าย หากไมม่ โี ปรโตคอลแล้ว การส่อื สาร
บนเครือข่ายจะไมส่ ามารถเกิดขึ้นได้
ชุดของโพรโทคอล

คือชดุ โพรโทคอลสำคัญ ซงึ่ เป็นใช้เป็นตน้ แบบ ในการใช้งานต่างๆ แบง่ ไดเ้ ป็น 2 มาตรฐานดังนี้ คอื
มาตรฐานเปิด
Internet protocol suite
Open Systems Interconnection (OSI)
มาตรฐานปดิ
AppleTalk
DECnet
IPX/SPX
SMB
Systems Network Architecture (SNA)
Distributed Systems Architecture (DSA)
โปรโตคอลทส่ี ำคญั
1. โปรโตคอล HTTP หรือ Hypertext Transfer Protocol จะใชเ้ มอ่ื เรยี กโปรแกรมบราวเซอร์
(Browser)
2. โปรโตคอล TCP/IP หรอื Transfer Control Protocol/Internet Protocolคอื เครอื ข่าย
โปรโตคอลท่ีสำคัญมากท่สี ดุ เนื่องจากเปน็ โปรโตคอลทใ่ี ช้ในระบบเครือข่าย Internet รวมทง้ั Intranet ซง่ึ
ประกอบด้วย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP

63

3. โปรโตคอล SMTP หรือ Simple Mail Transfer Protocol คอื โปรโตคอล ที่ใชใ้ นการรับส่ง
จดหมายอิเลก็ ทรอนิกสบ์ นเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็

4.โปรโตคอล POP3 หรือ Post Office Protocol 3 เปน็ โพรโทคอลมาตรฐานบนอนิ เทอรเ์ น็ต ใช้ใน
การรบั อเี มลจากเซริ ์ฟเวอร์ โดยทำงานอยูบ่ นชดุ โพรโทคอล TCP/IP

5.โปรโตคอล FTP หรอื File Transfer Protocol เปน็ โพรโทคอลเครือข่ายชนิดหน่งึ ใช้สำหรับ
แลกเปลี่ยนและจัดการไฟลบ์ นเครือข่ายทซี ีพ/ี ไอพีเช่นอนิ เทอรเ์ นต็ เอฟทีพีถูกสรา้ งข้นึ ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ
ระบบรับ-ให้บริการ (client-server) และใช้การเชื่อมต่อสำหรบั สว่ นข้อมูลและส่วนควบคุมแยกกันระหวา่ ง
เครื่องลกู ขา่ ยกับเคร่ืองแม่ขา่ ย

6. DHCP หรอื Dynamic Host Configuration Protocol เปน็ โพรโทคอลที่ใชใ้ นเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์ที่ทำงานแบบแม่ขา่ ย-ลูกข่าย โดยเคร่ืองคอมพิวเตอรล์ กู ข่ายจะทำการรอ้ งขอข้อมลู ทีจ่ ำเป็น ใน
การเข้ารว่ มเครอื ข่ายจากแม่ข่าย ซึง่ ข้อมูลเหลา่ นร้ี วมถึงหมายเลขไอพีท่ีใช้ภายในเครือข่าย ซึ่งคอมพวิ เตอร์แม่
ขา่ ยเปน็ ฝ่ายกำหนดใหก้ บั ลกู ขา่

7. IMAP Internet Message Access Protocol เปน็ โพรโทคอลในอินเทอร์เนต็ ที่ใชใ้ นการรบั อีเมล
การทำงานของ IMAP จะแตกต่างกบั POP3 เนือ่ งจาก IMAP เปน็ โพรโทคอลแบบ on-line ขณะที่ POP3
เป็นโพรโทคอลแบบ off-line โดย IMAP และ POP3 เป็นสองโพรโทคอลรบั อีเมลท่ไี ด้รับความนิยมมากทส่ี ุด
ในปจั จบุ ัน
การรับ-สง่ ขอ้ มลู ผ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็

การโอนถา่ ย (Transmission) ข้อมลู หรือการแลกเปล่ยี นข้อมูลระหวา่ งผู้ส่งตน้ ทางกบั ผู้รับปลายทาง
ท้งั ข้อมลู ประเภท ขอ้ ความ รูปภาพ เสียง หรือข้อมูลสอ่ื ผสมโดยผู้ส่งตน้ ทางสง่ ข้อมลู ผ่านอปุ กรณ์
อเิ ล็กทรอนกิ สห์ รือคอมพวิ เตอร์ ซ่งึ มีหนา้ ที่แปลงข้อมลู เหล่าน้ันให้อยูใ่ นรปู สัญญาณทางไฟฟา้ (Electronic
data) จากน้นั ถงึ ส่งไปยงั อปุ กรณห์ รือคอมพวิ เตอรป์ ลายทาง

1.ผู้ส่ง เป็นสง่ิ ทท่ี ำหน้าทีส่ ง่ ข้อมูลขา่ วสารออกไปยังจดุ หมายปลายทางที่ต้องการ ซงึ่ อาจเปน็
บุคคลหรืออุปกรณ์ เช่น เคร่อื งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เปน็ ตน้

2. ข้อมูลข่าวสาร เป็นส่ิงท่ผี สู้ ง่ ตอ้ งการสง่ ไปให้ผู้รบั ทอี่ ยปู่ ลายทางซง่ึ อาจเป็นเสียง ขอ้ ความหรอื ภาพ
เพอื่ สื่อสารให้เกดิ ความเข้าใจตรงกนั

3. สอื่ กลาง หรือช่องทางการสื่อสาร เปน็ ส่ิงทีช่ ว่ ยให้ข้อมลู ข่าวสารเดนิ ทางจากผูส้ ง่ ไปยังผู้รบั ได้
โดยสะดวก ซ่ึงมหี ลายรูปแบบ ดงั นี้

* สายสัญญาณชนดิ ต่างๆ เชน่ สายโทรศพั ท์ สายเคเบลิ เสน้ ใยแก้วนำแสง เป็นต้น
* คล่ืนสญั ญาณชนดิ ตา่ งๆ เชน่ คลน่ื วทิ ยุ คล่ืนไมโครเวฟ คลืน่ แสง คลน่ื อินฟราเรด
* อุปกรณเ์ สริมชนิดต่างๆ เช่น เสาอากาศวิทยุ เสาอากาศโทรศัพท์ ดาวเทยี ม โมเด็ม
4. ผรู้ บั เป็นสิ่งที่ทำหนา้ ที่รับข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่ง ซง่ึ สง่ ผ่านส่อื กลางชนดิ ตา่ งๆ เช่น เครื่อง
คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นตน้

64

การทีจ่ ะสง่ ขอ้ มูลข่าวสารจากผ้สู ง่ ไปยงั ผ้รู ับได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพนั้น จะขาดส่วนประกอบใด
ส่วนประกอบหนงึ่ ท่กี ลา่ วมาแล้วไมไ่ ด้ และต้องรูจ้ ักเลอื กใช้อุปกรณ์และวิธีการให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

การประยุกต์ใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การประยุกตใ์ ชง้ านเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจบุ ัน ได้มกี ารนำมาใช้ในหลายสาขาวิชาชพี ทัง้ ในด้าน

การศึกษา ดา้ นธรุ กิจอตุ สาหกรรม ด้านการแพทย์ ด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เพอ่ื อำนวยความสะดวกใน
การประกอบธุรกิจ การทำงาน การศกึ ษาหาความรู้ ทำให้คณุ ภาพชีวิตของคนในสังคมปัจจบุ ันดขี ้นึ นอกจากน้ี
หนว่ ยงานราชการตา่ งๆ ก็นำเทคโนโลยสี ารสนเทศและ ระบบคอมพวิ เตอร์ เขา้ มาอำนวยความสะดวกให้กบั
ประชาชน ในการติดต่อประสานงานกบั ทางราชการ และในธุรกจิ เอกชนทางด้านการโรงแรม และการ
ทอ่ งเท่ยี ว กใ็ ห้บริการขอ้ มูลข่าวสาร และบรกิ ารลูกค้าผา่ นทางระบบอนิ เทอรเ์ น็ต ทำได้อยา่ งสะดวกรวดเรว็ ทัน
เหตุการณ์
ประยกุ ต์ใช้ในงานด้านการศึกษา

เทคโนโลยสี ารสนเทศที่นำมาใช้สำหรบั การเรียนการสอน เป็นการใชเ้ ทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอยา่ ง
สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ท่ีทนั สมยั ห้องเรียนสมยั ใหม่ มีอุปกรณ์วิดโี อโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มเี คร่ือง
คอมพวิ เตอร์ มรี ะบบการอา่ นขอ้ มูลอเิ ล็กทรอนิกส์แบบตา่ ง ๆ รูปแบบของส่ือทน่ี ำมาใชใ้ นดา้ นการเรยี นการ
สอน กม็ หี ลากหลาย ขนึ้ อยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน อเิ ล็กทรอนิกสบ์ คุ
วดิ ีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดโี อออนดีมานด์ การสืบค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เปน็
ตน้

- คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกบั การออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้
ช่วยสอน ซงึ่ เรยี กกันโดยท่วั ไปวา่ บทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการ
สอน โดยใชค้ อมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ในปจั จบุ ันมักอยู่ในรูปของสอ่ื ประสม (Multimedia) ซง่ึ หมายถึงนำเสนอได้
ทัง้ ภาพ ข้อความ เสียง ภาพเคล่อื นไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนนเ้ี หมาะกบั การศึกษาดว้ ยตนเอง และเปดิ
โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนสามารถโต้ตอบ กบั บทเรียนได้ตลอด จนมีผลปอ้ นกลับเพ่ือให้ผเู้ รียนรู้ บทเรยี นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
และเขา้ ใจในเน้ือหาวชิ าของบทเรียนนัน้ ๆ

- การเรยี นการสอนโดยใช้เว็บเป็นหลัก เปน็ การจัดการเรียน ท่ีมสี ภาพการเรียนต่างไปจากรปู
แบบเดิม การเรียนการสอนแบบนี้ อาศยั ศักยภาพและความสามารถของเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต ซง่ึ เป็นการ
นำเอาสอ่ื การเรียนการสอน ท่ีเป็นเทคโนโลยี มาช่วยสนบั สนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรยี นรู้ การสบื ค้น
ข้อมลู และเช่ือมโยงเครือข่าย ทำให้ผเู้ รียนสามารถเรียนได้ทุกสถานท ่ีและทุกเวลา การจดั การเรียนการสอน
ลักษณะน้ี มชี อื่ เรยี กหลายช่ือ ไดแ้ ก่ การเรยี นการสอนผา่ นเว็บ (Web-based Instruction) การฝึกอบรมผ่าน
เว็บ (Web-based Trainning) การเรียนการสอนผา่ นเวลิ ์ดไวด์เว็บ (www-based Instruction) การสอนผ่าน
สอ่ื ทางอิเล็กทรอนกิ ส์ (e-learning)เป็นต้น

- อิเลก็ ทรอนิกส์บคุ คือการเกบ็ ข้อมูลจำนวนมากด้วยซีดีรอม หนึง่ แผ่นสามารถเกบ็ ข้อมูลตวั อักษร
ไดม้ ากถงึ 600 ลา้ นตวั อักษร ดงั นั้นซีดรี อมหนง่ึ แผน่ สามารถเกบ็ ข้อมูลหนังสือ หรือเอกสารไดม้ ากกวา่ หนังสือ

65

หนึง่ เล่ม และทีส่ ำคัญคือการใชก้ ับคอมพิวเตอร์ ทำใหส้ ามารถเรยี กค้นหาขอ้ มลู ภายในซีดีรอม ได้อย่างรวดเรว็
โดยใชด้ ัชนี สบื คน้ หรือสารบัญเรือ่ ง ซดี รี อมจึงเปน็ สื่อทีม่ บี ทบาทต่อการศกึ ษาอยา่ งยิ่ง เพราะในอนาคตหนังสือ
ตา่ ง ๆ จะจดั เก็บอยใู่ นรูปซดี รี อม และเรยี กอ่านด้วยเคร่อื งคอมพิวเตอร์ ท่เี รยี กว่าอิเลก็ ทรอนิกสบ์ คุ ซีดรี อมมี
ข้อดีคอื สามารถจดั เก็บ ขอ้ มูลในรูปของมัลตมิ ีเดีย และเม่ือนำซดี รี อมหลายแผน่ ใสไ่ ว้ในเคร่อื งอ่านชดุ เดยี วกนั
ทำให้ซดี รี อมสามารถขยายการเก็บข้อมูลจำนวนมากย่ิงข้นึ ได้

- วิดโี อเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึงการประชุมทางจอภาพ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทท่ี ันสมยั
เป็นการประชมุ รว่ มกนั ระหวา่ งบุคคล หรือคณะบคุ คลท่อี ยู่ตา่ งสถานที่ และหา่ งไกลกนั โดยใช้สอื่ ทางด้าน
มลั ติมีเดีย ทใ่ี ห้ท้ังภาพเคลื่อนไหว ภาพน่ิง เสยี ง และข้อมูลตวั อักษร ในการประชุมเวลาเดียวกัน และเปน็ การ
ส่ือสาร 2 ทาง จงึ ทำให้ ดูเหมือนวา่ ไดเ้ ขา้ ร่วมประชุมรว่ มกันตามปกติ ดา้ นการศึกษาวิดโี อเทคเลคอนเฟอเรนซ์
ทำใหผ้ ูเ้ รยี นและผู้สอนสามารถตดิ ตอ่ สื่อสารกันได้ ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสยี ง นักเรยี นในหอ้ งเรียน ที่
อย่หู ่างไกลสามารถเห็นภาพและเสยี ง ของผสู้ อนสามารถเห็นอากับกิรยิ าของ ผ้สู อน เหน็ การเคลอื่ นไหวและสี
หน้าของผสู้ อนในขณะเรียน คุณภาพของภาพและเสยี ง ขึ้นอยู่กับความเรว็ ของชอ่ งทางการส่ือสาร ท่ใี ช้
เชือ่ มตอ่ ระหวา่ งสองฝง่ั ทม่ี ีการประชมุ กัน ได้แก่ จอโทรทศั นห์ รอื จอคอมพวิ เตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน กล้อง
อปุ กรณ์เขา้ รหสั และถอดรหสั ผ่านเครอื ข่ายการสื่อสารความเร็วสงู แบบไอเอสดเี อน็ (ISDN)

- ระบบวดิ โี อออนดีมานด์ (Video on Demand) เปน็ ระบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมนำมาใช้
ในหลายประเทศเชน่ ญี่ปนุ่ และสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ความเรว็ สูง ทำให้ผชู้ มตาม
บ้านเรอื นตา่ ง ๆ สามารถเลอื กรายการวิดีทัศน์ ที่ตนเองต้องการชมได้โดยเลือกตามรายการ (Menu) และเลือก
ชมไดต้ ลอดเวลา วดิ ีโอออนดีมานด์ เปน็ ระบบทม่ี ศี นู ย์กลาง การเกบ็ ข้อมลู วดี ทิ ัศน์ไวจ้ ำนวนมาก โดยจัดเก็บใน
รูปแหล่งขอ้ มลู ขนาดใหญ่ (Video Server) เมือ่ ผใู้ ช้ต้องการเลือกชมรายการใด ก็เลือกไดจ้ ากฐานข้อมลู ท่ี
ตอ้ งการ ระบบวดิ ีโอ ออนดมี านดจ์ ึงเปน็ ระบบที่จะนำมาใช้ ในเรื่องการเรยี นการสอนทางไกลได้ โดยไมม่ ี
ข้อจำกัดด้านเวลา ผู้เรยี นสามารถเลือกเรยี น ในส่ิงทต่ี นเองตอ้ งการเรียนหรอื สนใจได้

- การสบื คน้ ขอ้ มูล (Search Engine) ปจั จบุ ันได้มกี ารกล่าวถึงระบบการสืบค้นข้อมลู กนั มาก
แม้แตใ่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ก็มกี ารประยุกตใ์ ช้ไฮเปอร์เทก็ ซ์ในการสืบค้นข้อมูล จนมีโปรโตคอลชนดิ พิเศษท่ี
ใช้กัน คอื World Wide Web หรอื เรียกว่า www. โดยผใู้ ชส้ ามารถเรยี กใชโ้ ปรโตคอล http เพื่อเช่อื มโยงเขา้
สู่ระบบไฮเปอรเ์ ท็กซ์ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลในอินเทอรเ์ นต็ ไฮเปอรเ์ ท็กซม์ ลี กั ษณะเป็นแบบมัลตมิ ีเดยี เพราะ
สามารถสร้างเปน็ ฐานข้อมลู ขนาดใหญ่ ทเ่ี ก็บได้ทั้งภาพ เสียง และตวั อักษร มีระบบการเรยี กค้นทีม่ ี
ประสทิ ธภิ าพ โดยใช้โครงสร้างดชั นแี บบลำดับชัน้ ภมู ิ โดยทั่วไป ไฮเปอร์เท็กซ์จะเป็นฐานขอ้ มูลท่ีมดี ชั นีสืบค้น
แบบเดินหนา้ ถอยหลงั และบันทกึ ร่องรอยของการสบื คน้ ไว้ โปรแกรมท่ใี ช้ในการสรา้ งไฮเปอร์เท็กซ์มเี ปน็
จำนวนมาก ส่วนโปรแกรมทีม่ ีชือ่ เสยี งได้แก่ HTML Compossor FrontPage Marcromedia DreaWeaver
เปน็ ตน้ ปัจจุบันเราใชว้ ิธีการสืบค้นข้อมูล เพื่อนำข้อมูลท่ีได้ไปใช้ประกอบในการทำเอกสารรายงานต่าง ๆ ได้
อย่างสะดวกและรวดเรว็

- อนิ เทอรเ์ น็ต คือเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อย และเครือข่ายใหญ่
สลับซบั ซ้อนมากมาย เชอื่ มต่อกนั มากกวา่ 300 ล้านเคร่ืองในปจั จบุ นั โดยใช้ในการติดต่อสอ่ื สาร ข้อความ

66

รปู ภาพ เสยี งและอ่นื ๆ โดยผา่ นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใชง้ านกระจายกันอยู่ทั่วโลก ปจั จุบันได้มี
การนำระบบอินเทอร์เนต็ เขา้ มาใชใ้ นวงการศึกษากันท่ัวโลก ซึ่งมปี ระโยชนใ์ นดา้ นการเรียนการสอนเป็นอยา่ ง
มาก
ประยุกต์ใช้ในงานทะเบียนของสถานศึกษา

- งานรับมอบตัว ทำหนา้ ทีต่ รวจสอบหลักฐานที่นักศึกษานำมารายงานตัว จากนั้นกจ็ ัดเก็บประวัติ
ภมู ิหลงั นักศึกษา เชน่ ภูมิลำเนา บดิ ามารดา ประวตั ิการศึกษา ทนุ การศึกษา ไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลประวัติ
นักศกึ ษา

- งานทะเบยี นเรียนรายวชิ า ทำหนา้ ทีจ่ ัดรายวชิ าท่ตี ้องเรียนให้กั บนกั ศกึ ษา ในแตล่ ะภาคเรียนทุก
ชั้นปี ตามแผนการเรียนของแตล่ ะแผนก แล้วจัดเก็บไว้ในแฟ้มข้อมลู ผลการเรียน

- งานประมวลผลการเรียน ทำหน้าที่นำผลการเรยี นจากอาจารยผ์ สู้ อนมาประมวลในแต่ละภาค
เรยี น จากน้นั กจ็ ัดเก็บไวใ้ นแฟ้มเอกสารข้อมลู ผลการเรยี น และแจง้ ผลการเรยี นใหผ้ ูท้ ่ีเก่ียวขอ้ งทราบ

- งานตรวจสอบผูจ้ บการศึกษา ทำหนา้ ที่ตรวจสอบรายวิชา และผลการเรยี น ที่นักศกึ ษาเรยี น
ต้งั แตเ่ ร่มิ ตน้ จนกระทั่งจบหลกั สูตร จากแฟม้ เอกสาร ข้อมูลผลการเรยี น วา่ ผา่ นเกณฑก์ ารจบหรอื ไม่

- งานส่งนักศกึ ษาฝึกงาน ทำหนา้ ที่หาข้อมูลจากสถานทีฝ่ ึกงาน ในแต่ละแหง่ วา่ สามารถรองรับ
จำนวน นกั ศกึ ษาทีจ่ ะฝึกงานในรายวชิ าตา่ ง ๆ ได้เปน็ จำนวนเทา่ ใด จากนน้ั ก็จัดนกั ศกึ ษา ออกฝึกงานตาม
รายวิชา ใหส้ อดคลอ้ งกับจำนวนที่สถานประกอบการต้องการ
ประยกุ ต์ใช้ในห้างสรรพสินคา้ และสาขาย่อย

เนอื่ งจากห้างสรรพสินคา้ เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีอยูห่ ลายสาขาที่จัดจำหนา่ ยอย่ทู ั่วประเทศ มี
ซพั พลายเออร์กว่าพันราย และมีพนักงานอยหู่ ลายพันคน ดังนน้ั ขอ้ มลู ท่ีเกย่ี วข้อง และการตดั สนิ ใจตอ้ งทำ
อย่างรวดเร็วเพ่ือให้ทันต่อเหตุการณ์ ดังน้ันการท่ีต้องใชเ้ ทคโนโลยจี งึ เป็นสงิ่ ทห่ี ลกี เลย่ี งไม่ได้ การใชเ้ คร่ือง
คอมพิวเตอร์และเครือ่ งอา่ นบาร์โค้ดจงึ มคี วามจำเปน็ ฝา่ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศจะเป็นฝ่ายสนับสนุน ส่งิ สำคัญ
ทสี่ ุดคือ เราต้องให้ความมั่นใจได้วา่ ระบบจะตอ้ งทำงานได้ไมม่ ีปัญหาขัดข้อง ปจั จบุ นั ระบบการเช่อื มต่อ
หา้ งสรรพสินคา้ จะเปน็ แบบสอง ลักษณะคือในต่างจังหวดั จะใช้การเชือ่ มต่อผา่ นดาวเทียม ในกรงุ เทพจะใชก้ าร
เชื่อมตอ่ แบบออนไลน์ ซงึ่ จะมีการรบั สง่ ข้อมลู กันทกุ วนั ในส่วนของไอที นอกจากจะต้องทำใหร้ ะบบ สามารถ
ทำงานได้ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องมน่ั ใจดว้ ยว่าข้อมลู ทรี่ บั ส่งกันนน้ั มีความถูกต้อง ซง่ึ ในแตล่ ะวนั มีข้อมลู มาก ท่ี
จะตอ้ งผ่านการประมวลผลใหแ้ ก่ผบู้ ริหารเพ่ือใช้ประกอบการตดั สนิ ใจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมลู ยอดขายข้อมลู สต็อก
และข้อมลู ต่างๆ ท่ี ผบู้ ริหารตอ้ งการ
ประยุกต์ใช้ในงานสาธารณสุขและการแพทย์

เทคโนโลยสี ารสนเทศไดร้ บั การนำมาใช้ในการพัฒนา ดา้ นสาธารณสขุ อย่างกวา้ งขวาง และทำให้
งานด้าน สาธารณสขุ เจริญกา้ วหน้าอย่างรวดเรว็ โดยกระทรวงสาธารณสขุ ได้ปรับระบบการบรหิ ารงาน และ
นำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใชใ้ นงานต่างๆ ดังนี้

- ด้านการลงทะเบยี นผูป้ ว่ ย ตงั้ แต่เริ่มทำบตั ร จา่ ยยา เกบ็ เงนิ

67

- การสนบั สนนุ การรกั ษาพยาบาล โดยการเช่ือมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้า
ดว้ ยกัน สามารถสรา้ งเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลีย่ นขอ้ มูลของผปู้ ่วย

- สามารถใหค้ ำปรกึ ษาทางไกล โดยแพทยผ์ เู้ ช่ียวชำนาญ เทคโนโลยสี ารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์
สามารถเห็นหน้า หรอื ท่าทางของผปู้ ว่ ยได้ ช่วยใหส้ ่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพอ่ื ประกอบการพจิ ารณา
ของแพทย์ได้

- เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยในการ ให้ความรแู้ กป่ ระชาชนของแพทย์ หรือหนว่ ยงาน
สาธารณสขุ ต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเรว็ ไดผ้ ลข้ึน โดยสามารถใชส้ อื่ ต่างๆ เช่นภาพนิง่
ภาพเคลื่อนไหวมเี สยี งและอื่นๆ เปน็ ตน้

- เทคโนโลยสี ารสนเทศ ช่วยให้ผบู้ ริหารสามารถกำหนดนโยบาย และติดตามกำกบั การดำเนนิ งาน
ตามนโยบายไดด้ ยี ิง่ ข้นึ โดยอาศยั ข้อมลู ทีถ่ ูกต้องฉับไว และข้อมลู ท่ีจำเปน็ ทั้งนอี้ าจใชค้ อมพวิ เตอร์เป็นตัวเก็บ
ขอ้ มูลตา่ งๆ ทำให้การบริหารเป็นไปได้ดว้ ยความรวดเร็ว ถูกตอ้ งมากย่ิงข้นึ

- ในดา้ นการใหค้ วามรหู้ รือการเรียน การสอนทางไกล เทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยเฉพาะดาวเทียม
จะช่วยให้การเรยี นการสอนทางไกล ทางดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณะสขุ เป็นไปไดม้ ากขน้ึ ประชาชนสามารถ
เรียนรูพ้ ร้อมกันได้ทั่วประเทศและ ยงั สามารถโต้ตอบหรือถามคำถามได้ดว้ ย
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กลมุ่ นกั วิทยาสตร์ วิศวกรทตี่ อ้ งการศึกษาพฤติกรรมบางอยา่ งของสง่ิ มชี ีวติ รวมถงึ สิง่ แวดลอ้ มต่างๆ
เชน่ ศกึ ษาการกระจายถ่นิ ท่อี ยู่ของนก การกระจายของแบคทีเรีย การสรา้ งอาณาจกั รของมด ผงึ้ ชีวิตความ
เป็นอยู่ของสตั ว์ป่าตา่ ง ๆ การพึ่งพาอาศยั ซึ่งกันและกัน ตลอดจนระบบนเิ วศวิทยา ความสนใจในการจำลอง
ความเปน็ อยู่ของ สง่ิ มีชีวติ ได้มมี านานแล้ว เรม่ิ ตง้ั แต่ครง้ั จอห์น พอยเมน ผเู้ ปน็ นกั คณิตศาสตร์ เสนอแนวคดิ
การทำให้เคร่ืองจักรทำงานโดยอัตโนมัติภายใตโ้ ปรแกรม ซึ่งเปน็ รากฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ จนถึงปัจจุบัน
เกมแหง่ ชวี ติ จงึ เกิดขึ้น
ประยุกตใ์ ช้ในงานด้านการส่ือสารและโทรคมนาคม

เทคโนโลยขี องการสือ่ สารและโทรคมนาคมในปัจจุบนั ก้าวไกลไปมาก มบี รกิ ารมากมายท่ที ันสมยั
และตอบรบั กบั การนำมาประยุกต์ใชใ้ นการดำเนนิ ธรุ กจิ ตวั อยา่ งการใชโ้ ทรศัพท์ในปจั จบุ ันน้ีก็มไิ ดมไี ว้เพยี ง
สำหรับคยุ สนทนาเพยี งอยา่ งเดยี วอีกต่อไป แต่มนั สามารถชว่ ยงานได้มากขนึ้ โดยอ้างอิงข้อมลู และการเปดิ
ใหบ้ ริการของบรษิ ัท มีติดต่อสอื่ สารผ่านดาวเทยี มทง้ั ภาพและเสียง มโี ทรศัพท์มือถือรนุ่ ต่าง ๆ ออกมามากมาย
พัฒนาท้ังหนว่ ยงานของภาครัฐและเอกชน เช่นเทเลคอม เอเชยี คอรป์ อร์เรชัน่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผ้วู าง
แผนการก่อสรา้ ง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พ้ืนฐาน 2.6 ลา้ นเลขหมาย ครอบคลมุ พืน้ ที่ในเขตกรงุ เทพ
และปรมิ ณฑล รวมถึงการซ่อมบำรุงรกั ษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเปน็ หน่งึ ในผใู้ หบ้ ริการในปจั จุบัน
ประยกุ ตใ์ ช้ในงานด้านการออกแบบผลติ ภณั ฑ์

การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการออกแบบ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาชว่ ยในการ
ออกแบบ ( CAD : Computer Aided Design) ออกแบบผลิตภณั ฑ์ ออกแบบสินค้า และสามารถใช้

68

คอมพวิ เตอรช์ ่วยควบคุมกระบวนการผลติ ( CAM : Computer Aided Menufacturing ) เชน่ ควบคุม
อุณหภมู ิ ควบคุมคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ทำงาน
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นสำนักงานภาครัฐและเอกชน

ปัจจุบนั ไดม้ ีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชใ้ นหนว่ ยงานภาครฐั และเอกชนตา่ ง ๆ มากมาย
เชน่ การทำบัตรประจำตวั ประชาชน การเกดิ การตาย การเสยี ภาษีอากร การทำใบอนญุ าตขับรถยนต์ การ
จ่ายคา่ สาธารณูปโภคต่างๆ การประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง ฯลฯ เปน็ ตน้ งานเหลา่ น้ีไดม้ ีการนำระบบ
สำนักงานอตั โนมัติเขา้ มาใช้ เพอ่ื ทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารท่รี วดเรว็ และยงั ตอบสนองกับการบรหิ ารยคุ ใหม่ท่ตี ้อง
ใช้ขอ้ มูลเป็นหลักในการบรหิ ารจดั การ

กลา่ วโดยสรุปคอื ได้มกี ารนำคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศเข้ามาใช้ในหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
เกือบทุกวงการ ทั้งภาครฐั และเอกชนไมว่ ่าจะอยู่ในรูปของบคุ คลหรอื องค์กรใด ๆ ก็ตาม ฉะนัน้ จึงจำเป็นอย่าง
ย่งิ ทีจ่ ะต้องมีการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในหน่วยงานด้านการศึกษากม็ ีความตนื่ ตัวและเปิดทำ
การเรยี นการสอนในหลกั สูตรดังกลา่ ว ทงั้ ในระดับ อาชวี ศึกษา และอุดมศึกษา และเป็นสาขาวชิ าทม่ี ีนกั ศกึ ษา
ใหค้ วามสนใจ กันมากเน่ืองจากยังมีตลาดแรงงานรองรับมากนั่นเอง

69

บทที่ 3
คอมพิวเตอรแ์ ละอินเตอร์เนต็ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

1.คอมพิวเตอรแ์ ละอินเตอรเ์ นต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
เครือข่ายคอมพวิ เตอร์

การแลกเปล่ียนข้อมลู ระหว่างคอมพวิ เตอรใ์ นอดีตจะใชว้ ธิ บี นั ทกึ ข้อมลู ลงในแผน่ ดิสก์และสง่ ไปยัง
ปลายทางโดยอาศยั ผู้ส่งดสิ ก์ เรยี กการติดต่อสอ่ื สารแบบนี้วา่ เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ทีม่ ีคนเป็นส่ือ รบั -สง่
ขอ้ มลู
1. ความหมายขององคป์ ระกอบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์

เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเชือ่ มต่อคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณต์ ่อพ่วงเขา้ ด้วยกันโดยใช้
สอ่ื กลางต่างๆ เชน่ สายสัญญาณ คล่ืนวิทยุ เป็นต้น เพ่ือทำให้สามารถส่ือสาร แลกเปลีย่ นข้อมลู และใช้
ทรัพยากรรว่ มกันได้

เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท
1. เครอื ขา่ ยเฉพาะที่ หรือ แลนด์
2. เครอื ขา่ ยนครหลวง หรือแมน
3. เครอื ขา่ ยบรเิ วณกวา้ ง หรือแวน
4. เครือขา่ ยภายในองค์กร หรืออินทราเน็ต
5. เครอื ข่ายภายนอกองค์กร หรือเอ็กทราเนต็
6. เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบพื้นฐาน 2 ส่วนหลกั คอื องค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์ และ
องคป์ ระกอบด้านซอฟตแ์ วร์ โดยองคป์ ระกอบด้านฮารด์ แวร์ หมายถงึ อุปกรณ์ที่ใช้งานและเชอ่ื มต่อภายใน
เครอื ข่าย เช่น เครอื่ งคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ สายสัญญาณ เป็นตน้ ส่วนองคป์ ระกอบด้านซอฟตแ์ วร์
หมายถงึ ระบบปฏบิ ัตกิ าร หรือโปรแกรมตา่ งๆ ท่ีใชส้ นบั สนุนการทำงานและให้บริการดา้ นตา่ งๆ เพื่ออำนวย
ความสะดวกให้แกผ่ ใู้ ช้ให้สามารถติดตอ่ ส่ือสารผ่านเครือขา่ ยได้

2. การเลือกใชฮ้ ารด์ แวร์ของระบบเครือข่ายขนาดเล็ก
การติดตง้ั เครอื ข่ายขนาดเลก็ มีจุดประสงค์เพอ่ื ใช้งานภายในบา้ นหรอื ในสำนักงานขนาดเล็ก เพ่ือให้

สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกนั ได้ เช่น ขอ้ มูล เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ เปน็ ตน้
1. อุปกรณ์ในระบบเครือข่ายขนาดเล็ก มหี ลายชนดิ ได้แก่ การ์ดแลน ฮับ สวิตซ์ โมเด็ม เราเตอร์

สายสัญญาณ ซ่ึงอปุ กรณ์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกตา่ งกันดังน้ี
1.1 การด์ แลน เปน็ อุปกรณ์ที่ทำหนา้ ท่ี ทรี่ ับสง่ ข้อมูลจากคอมพวิ เตอร์เคร่อื งหนึ่ง ไปสู่

คอมพวิ เตอร์อีกเครื่องหน่งึ โดยผ่านสายแลน

70

1.2 ฮับ เปน็ อุปกรณ์ท่ีทำหน้าทเ่ี สมือนกับชุมทางข้อมูล หน้าทเี่ ป็นตัวกลางคอยส่งข้อมลู ให้
คอมพวิ เตอร์ในเครือขา่ ย และเป็นตัวกระจายสัญญาณ

1.3 สวทิ ช์ เป็นอปุ กรณร์ วมสัญญาณเชน่ เดยี วกบั ฮับ แต่ต่างจากฮับ คือ การรับสง่ ขอ้ มูลจาก
คอมพวิ เตอรเ์ ครอ่ื งหน่ึงนนั้ จะไม่กระจายไปยงั ทุกเคร่ือง เน่ืองจากสวิทช์ จะรับกล่มุ ข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่า
เปน็ ข้อมูลเครอ่ื งใดแลว้ ส่งข้อมลู น้นั ไปยังปลายทางอย่างอตั โนมตั ิ

1.4 โมเด็ม เป็นอุปกรณ์ทที่ ำหน้าทีแ่ ปลงสัญญาณเพื่อใหสามารถสง่ ผ่านสายโทรศัพท์ หรอื ใย
แก้วนำแสงได้

1.5 อุปกรณ์จัดเสน้ ทางหรือ เราเตอร์ เปน็ อปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการเชื่อมโยงเครอื ข่าย
หลายเครือขา่ ยเข้าด้วยกัน การสง่ ขอ้ มลู จึงมีหลายเส้นทาง และทำหนา้ เลือกเสน้ ทางท่เี หมาะสมที่สุดในการ
สง่ ผา่ นข้อมลู เพ่ือเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

1.6 สายสญั ญาณ เป็นอปุ กรณท์ ่ที ำหน้าทีเ่ ป็นสื่อกลางในการรับสง่ ข้อมลู

2. การเชอ่ื มต่อระบบเครือข่ายขนาดเล็ก
การเชื่อมตอ่ ระบบเครือขา่ ยขนาดเล็กท่ใี ชก้ นั ในปจั จุบนั มี 2 แบบหลักๆ คือ การเชอื่ มต่อเครอื ขา่ ย

ระยะใกล้ การเช่ือมต่อเครือข่ายระยะไกล
2.1 การเชื่อมตอ่ เครอื ข่ายระยะใกล้
หากมีคอมพวิ เตอรใ์ นระบบเครือขา่ ยไมเ่ กนิ สองเครอ่ื ง อุปกรณ์ในระบบเครือข่ายนอกจากเครื่อง

คอมพวิ เตอร์แล้ว ยงั ตอ้ งมีการ์ดแลนด์และสายสญั ญาณ โดยไมต่ ้องใช้ฮับและสวติ ซ์ การตัดสินใจซ้ือ ฮับและ
สวิตซ์ มาใช้จะต้องคำนงึ ถึงเรื่องการขยายระบบเครือข่ายในอนาคตด้วย ควรเลอื กฮบั และสวิตซท์ ส่ี ามารถ
รับรองจำนวนเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ได้เท่ากับจำนวนที่คาดวา่ จะมใี นอนาคต

2.2 การเชื่อมตอ่ เครือขา่ ยระยะไกล จากขอ้ จำกดั ของเครือขา่ ยทีใ่ ชส้ ายแลนดท์ ไ่ี ม่สามารถ
เดินสายให้มคี วามยาวมากกว่า 100 เมตรได้ จงึ ต้องหาทางเลือกสำหรบั ระบบ เครือขา่ ยระยะไกลในกรณีท่ี
เครือข่ายมกี ารรัสง่ ขอ้ มลู จำนวนมาก ควรเลือกใช้เราเตอร์เพือ่ ช่วยลดปัญหาความหนาแน่นของข้อมลู ใน
เครือข่าย แต่เนอื่ งจากเราเตอรม์ รี าคาแพงจงึ ต้องประเมนิ ความคุ้มค่าหากต้องการจัดซ้อื มาใชง้ าน

แบบที่ 1 คอื ต้องติดต้ังเครื่องทวนสัญณาณ ไวท้ ุกๆระยะ 100
แบบท่ี 2 คอื ใชโ้ มเดม็ หมุนโทรศัพท์เขา้ หากนั เมื่อต้องการเชื่อมต่อ และเมอ่ื เสรจ็ สิ้นธุรกิจแล้วกย็ กเลกิ
การเชื่อมต่อ แต่ความเร็วที่ได้จะไดแ้ ค่เพียงความสามารถของสายโทรศัพท์
แบบท่ี 3 คือ เป็นเทคโนโลยรี ะบบเครือขา่ ยทม่ี ปี ระสิทธภิ าพมากทสี่ ดุ ในปัจจบุ ันสายสญั ญาณทีเ่ ลือกใช้
คือสายใยแกว้ นำแสง สามารถส่งขอ้ มลู ได้ระยะทางไกลและมีความเรว็ สงู รวมถงึ ความปลอดภัยของข้อมลู
แบบที่ 4 คอื ใชจ้ ุดเชอ่ื มตอ่ แบบไร้สาย เปน็ การเช่ือมต่อโดยใช้สญั าณวทิ ยุทางอากาศแทนการใช้
สายโทรศัพท์ เพ่อื ลดปัญหาจากการใชส้ ายสัญญาณ เหมาะสำหรับการติดตงั้ ในพน้ื ที่ที่มขี นาดจำกดั
แบบท่ี 5 คอื เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเปน็ หน่ึงในเทคโนโลยตี ระกูล DSL เป็นเทคโนโลยโี มเดม็ ทีท่ ำให้
ค่สู ายทองแดงธรรมดากลายเปน็ ส่ือสัญญาณดิจิทลั ความเร็วสงู โดยใชเ้ ทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณข้อมลู ใน

71

ยา่ นความถี่ที่สูงกว่าการใชง้ านโทรศพั ทโ์ ดยทว่ั ไป ทำใหส้ ามารถส่งข้อมลู ในขณะเดียวกันกบั การใช้งาน
โทรศพั ท์ได้

แบบที่ 6 คอื เทคโนโลยแี บบ ethernet overVDSLเป็นเทคโนโลยีระบบเครือข่ายแบบลา่ สุดทส่ี ามารถ
ตดิ ตั้งใชง้ านไดเ้ อง จึงทำให้มีตน้ ทนุ ตำ่ โยสามารถเชอื่ มต่อกับสายโทรศพั ท์ท่ัวไป

1.3 การเลอื กใช้ซอฟต์แวรข์ องระบบเครอื ขา่ ยขนาดเล็ก
สามารถเลอื กใชร้ ะบบปฏิบัตกิ ารแบบเครือข่าย( Network OS ) เปน็ ระบบปฎบิ ตั ิการสำหรับออกแบบ

และจัดการงานดา้ นการสอื่ สารระหวา่ งคอมพวิ เตอร์ภายในเครอื ข่ายใหส้ ามารถใชท้ รัพยากรรว่ มกันได้ ปัจจบุ ัน
ระบบปฏบิ ตั ิการเครอื ข่ายจะใชห้ ลกั การประมวลผลแบบไคลเอนตเ์ ซิร์ฟเวอร์ คือการจัดการข้อมลู และ
โปรแกรมทำงานอยูบ่ นเครอ่ื งเซิร์ฟเวอรแ์ ละส่วนประกอบอ่ืนๆของระบบปฎิบตั ิการเครือข่ายจะทำงานอยู่บน
เครื่องไคลเอนด์ เชน่ การประมวลผล การตดิ ต่อกบั ผูใ้ ช้ เป็นต้น

ปัจจุบันซอฟตแ์ วร์สำหรับระบบเครือขา่ ยขนาดเล็ก มีให้เลือกใช้งานหลายโปรแกรม เช่น
1. ระบบปฏิบัตกิ ารลินกุ ซ์ เซ็นต์โอเอส เรยี กยอ่ วา่ CentOS เป็นซอฟซแ์ วรเ์ ปิดเผยโค้ด ผใู้ ชส้ ามารถ
ดาวน์โหลดไปใชง้ าน หรอื แก้ไขได้โดยไมต่ ้องจ่ายคา่ ลิขสิทธ์ิ แตผ่ ู้ดูแลระบบต้องเรียนรรู้ ะบบกอ่ นใช้งาน
สามารถเรยี นรผู้ า่ นทางเวบ็ ไซต์ต่างๆ
2. ระบบปฏบิ ัตกิ ารวนิ โดวส์ เซิร์ฟเวอร์ ปัจจุบันถกู พัฒนาเป็น Windows Server 2008 ออกแบบ
เพ่ือสนับสนุนระบบเครือขา่ ย แอพพลิเคชั่นและบรกิ ารอ่ืนๆ ทีม่ ีความทนั สมัยบนเว็บไซต์ และยังเพ่มิ
ประสิทธิภาพใหร้ ะบบปฏิบัติการพนื้ ฐาน เช่น ระบบเครอ่ื งมือเวบ็ เทคโนโลยีเวอรช์ วลไลเซชนั เพิ่มคุณภาพ
ความปลอดภยั เครื่องมือจัดการชว่ ยประหยดั เวลาและทรพั ยากรอืน่ ๆ ได้มากขนึ้ โดยมีคุณสมบัตดิ งั นี้

1.สรา้ งโครงสรา้ งพืน้ ฐานที่ม่นั คงสำหรบั ภาระงานของเซริ ์ฟเวอร์
2.เวอรช์ วลไลเซชนั ซง้ึ เป็นเทคโนโลยกี ารสรา้ งระบบเสมือนจรงิ ท่มี ีรากฐานจากระบบ
3. มรี ะบบการจดั การดแู ลเว็บ ระบบวเิ คราะห์ปัญหา เครอ่ื งมือพัฒนา
4.ระบบความปลอดภัย ไดร้ บั การพฒั นาใหม้ คี วามทนทานมากข้ึน พรอ้ มท้งั ผสานการใช้เทคโนโลยี
ดา้ น IDA หลายชนิ้

2. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู้
ความรูเ้ บอื้ งตน้ เก่ยี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ

สงั คมของมนุษยม์ ีการเปลยี่ นแปลงความเป็นอยไู่ ปอย่างรวดเร็ว กลา่ วกนั วา่ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน
ลักษณะทีเ่ รียกว่า การปฏวิ ัติ มาแล้วสองครง้ั ครัง้ แรกเกิดจากการที่มนุษยร์ ู้จักใช้ระบบชลประทานเพือ่ การ
เพาะปลูก สงั คมของมนุษยจ์ ึงเปล่ยี นจากการเรร่ ่อนมาเป็นการตง้ั หลักแหล่งเพื่อทำการเกษตร ต่อมาเม่ือ
ประมาณร้อยกวา่ ปีทีแ่ ลว้ กอ่ นสงครามโลกคร้งั ท่ี 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ประดษิ ฐ์เคร่ืองจกั รไอนำ้ มนษุ ย์
นำเอาเครื่องจักรมาช่วยในอตุ สาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการคมนาคมขนส่ง ผลท่ีตามมา
ทำให้เกดิ การปฏวิ ตั ิทางอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทำใหเ้ ทคโนโลยีได้

72

เข้ามาเสรมิ ปัจจยั พนื้ ฐานการดำรงชวี ิตไดเ้ ป็นอยา่ งดี เทคโนโลยที ำใหก้ ารสร้างท่ีพกั อาศัยมคี ณุ ภาพ ผลิตสนิ คา้
และให้บริการตา่ ง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากข้ึน เทคโนโลยีทำใหร้ ะบบการผลติ สามารถ
ผลติ สนิ ค้าไดเ้ ป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สนิ ค้าได้คณุ ภาพ เทคโนโลยีทำใหม้ กี ารติดต่อส่ือสารกนั ได้สะดวก
การเดินทางเช่ือมถงึ กันทำให้ประชากรในโลกตดิ ต่อรับฟงั ข่าวสารกันไดต้ ลอดเวลาการสรา้ งเทคโนโลยี
สารสนเทศมักจะสรา้ งโดยใช้ระบบคอมพิวเตอรเ์ ปน็ หลักเน่ืองจากคอมพวิ เตอร์มีความสามารถและ
ประสิทธิภาพในการจดั การเก็บข้อมูลมากกว่าอปุ กรณ์อย่างอนื่ รวมทงั้ ยังสามารถคำนวณประมวลผลขอ้ มลู ได้
อย่างรวดเรว็ ถูกต้องแม่นยำแต่ไมจ่ ำเปน็ ต้องสร้างมาจากระบบคอมพวิ เตอรเ์ พยี งอยา่ งเดียวเราสามารถใช้
อุปกรณช์ นดิ อืน่ สรา้ งระบบสารสนเทศได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถทำงานและจัดการขอ้ มูลได้ดีกวา่
อปุ กรณ์ชนิดอน่ื จึงทำใหค้ อมพวิ เตอร์กลายเปน็ อุปกรณ์สำคญั ในการสรา้ งระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี
สารสนเทศมปี ระโยชนต์ อ่ การพฒั นาประเทศใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ เปน็ เรื่องทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับวถิ ีความเป็นอยู่ของ
สังคมสมยั ใหม่อยู่มาก เทคโนโลยสี ารสนเทศมผี ลกระทบต่อทกุ สิ่งทุกอย่างท้งั ทางการดำเนินชีวิต เศรษฐกจิ
สังคม การเมือง การศึกษาและอ่ืนๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ
เทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆเพื่อใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ ลักษณะเด่นท่สี ำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศคอื
ชว่ ยเพ่มิ ผลผลิต ลดต้นทนุ และเพ่ิมประสิทธิภาพการทำงาน

ความหมายและความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยสี ารสนเทศ

สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ท่ไี ด้รบั การสรุป คำนวณ จัดเรยี ง หรือประมวลแล้ว
จากข้อมูลตา่ งๆ ทเี่ กี่ยวข้องอย่างเปน็ ระบบตามหลกั วิชาการ จนได้เป็นขอ้ ความรู้ เพื่อนำมาเผยแพรแ่ ละใช้
ประโยชนใ์ นงานด้านต่าง ๆ

เทคโนโลยี หมายถึง การประยกุ ต์เอาความรู้ทางด้านวทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ การศกึ ษา
พัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ กเ็ พ่ือใหเ้ ขา้ ใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ และหาทางนำมาประยุกตใ์ ห้เกิด
ประโยชน์ เทคโนโลยีจงึ เป็นค้าที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคำที่เราไดพ้ บเหน็ และได้ยนิ อยตู่ ลอดมา

เมอื่ รวมคำว่าเทคโนโลยกี ับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จงึ หมายถงึ เทคโนโลยีท่ใี ช้จดั การสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยี
ที่เก่ยี วข้องตง้ั แต่การรวบรวมการจดั เก็บขอ้ มลู การประมวลผล การพิมพ์ การสรา้ งรายงาน การสอ่ื สารข้อมลู
ฯลฯ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะรวมไปถงึ เทคโนโลยที ีท่ ำให้เกิดระบบการใหบ้ ริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล

ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จรงิ แล้วยอ่ มมีความสำคญั ต่อทุกสิ่งที่เก่ียวขอ้ ง เชน่ ด้านการเมือง การปกครอง ด้าน

การศกึ ษา ดา้ น เศรษฐกิจ ดา้ นสงั คม ฯลฯ ในลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี
1. ทำให้ผู้บรโิ ภคสารสนเทศเกดิ ความรู้ (Knowledge) และความเขา้ ใจ (Understanding) ในเรื่องดังกล่าว
ขา้ งต้น

73

2. เมอื่ เรารู้และเขา้ ใจในเรือ่ งทีเ่ ก่ียวข้องแลว้ สารสนเทศจะช่วยใหเ้ ราสามารถตัดสินใจ (Decision Making) ใน
เร่ืองต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. นอกจากนั้นสารสนเทศ ยงั สามารถทำใหเ้ ราสามารถแก้ไขปญั หา (Solving Problem) ทเี่ กิดขึ้นได้อย่าง
ถูกต้อง แมน่ ยา และรวดเรว็ ทนั เวลากบั สถานการณต์ ่าง ๆ ท่เี กิดขึน้

ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่
ประการแรก การสื่อสารถอื เป็นสิง่ จำเปน็ ในการดำเนินกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ สิง่ สำคัญทมี่ ีส่วนใน

การพัฒนากจิ กรรมต่างๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media, การสอ่ื สารโทรคมนาคม
(Telecoms) และเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT)

ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารประกอบดว้ ยผลติ ภณั ฑ์หลักทม่ี ากไปกว่า
โทรศพั ท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อนิ เทอรเ์ น็ต อเี มล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในท่ี
ตา่ งๆ ได้สะดวก

ประการทส่ี าม เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมีผลให้งานดา้ นต่าง ๆ มรี าคาถูกลง
ประการที่ส่ี เครอื ข่ายส่อื สาร (Communication networks) ได้รบั ประโยชน์จากเครือขา่ ยภายนอก
เน่อื งจากจานวนการใชเ้ ครือข่าย จำนวนผเู้ ช่อื มต่อ และจำนวนผูท้ ม่ี ศี ักยภาพในการเขา้ เชื่อมตอ่ กับเครือขา่ ย
นบั วนั จะเพิ่มสงู ขึ้น
ประการทีห่ ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทาให้ฮาร์ดแวรค์ อมพิวเตอร์ และตน้ ทุนการใช้ ICT
มีราคาถูกลงมาก
ประการท่ีหก เทคโนโลยสี ารสนเทศก่อใหเ้ กดิ การวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขนึ้ อีกท้ังยังทำให้
วิถกี ารตัดสนิ ใจ หรอื เลือกทางเลอื กได้ละเอยี ดขน้ึ
จะเหน็ ไดว้ ่า เทคโนโลยสี ารสนเทศมบี ทบาทท่ีสำคญั ในทุกวงการ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกด้าน
ความเปน็ อยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การแพทย์ เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวจิ ยั
และการพฒั นาต่างๆ

การสอื่ สารด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยกี ารส่ือสาร (Communication Technology) มีการพฒั นารปู แบบให้สามารถตดิ ตอ่

สื่อสารถึงกันได้ง่าย มีหลายรปู แบบ อุปกรณต์ า่ งๆ ไดเ้ พิ่มคุณสมบัติให้สามารถเชอื่ มโยงถึงกันได้การเพ่ิมคุณคา่
ของระบบคอมพิวเตอร์มมี ากขนึ้ เมือ่ มีการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาประยุกตเ์ ข้าดว้ ยระบบกนั ที่เรยี กว่า
“เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์”

อนิ เตอร์เน็ต (Internet) คอื เครือข่ายคอมพิวเตอรข์ นาดยักษท์ ่เี ช่ือมต่อกันท่ัวโลก โดยมี มาตรฐาน
การรบั สง่ ข้อมูลระหว่างกันเป็นหนึ่งเดยี ว ซึง่ คอมพวิ เตอร์แต่ละเคร่ืองสามารถรับสง่ ข้อมูลในรปู แบบตา่ งๆ ได้
หลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟกิ และ เสยี งได้ รวมท้งั สามารถค้นหาข้อมูลจากทีต่ า่ งๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว

74

ทำใหก้ ารติดตอ่ ส่ือสารนน้ั เป็นไปอย่างรวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพ คา่ ใช้จ่ายถูกกว่าหลายเทา่ นี่เป็นเหตผุ ล
หลกั ที่ว่าทำไมเราต้องใชอ้ นิ เตอร์เนต็ ซ่ึงนับเป็นการปฏิวตั ิ สงั คมข่าวสารครั้ง ใหญ่ทส่ี ดุ ในยคุ ของเรา

ประโยชนข์ องอนิ เตอรเ์ นต็ มีดังน้ี
ดา้ นการศึกษาเราสามารถต่อเขา้ กบั อนิ เตอรเ์ น็ตเพ่ือคน้ คว้าหาข้อมลู ได้ เหมือนห้องสมุดขนาดยักษ์สง่

ขอ้ มลู ท่ีเราต้องการมาในเวลาไมก่ ว่ี นิ าทีจากแหล่งขอ้ มูลทวั่ โลกไมว่ า่ จะเป็นข้อมูลดา้ นวทิ ยาศาสตร์ วศิ วกรรม
ศิลปกรรม สงั คมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ ผใู้ ชท้ ีต่ ่อเขา้ อนิ เตอรเ์ น็ตสามารถรบั ส่งข้อมลู จดหมาย
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-mail) กับผู้ ใชค้ นอน่ื ๆ ทว่ั โลกในเวลาอันรวดเร็วด้านธรุ กจิ และการคา้ อินเตอร์เน็ตมบี รกิ าร
ซอ้ื ขายสนิ ค้าผ่านคอมพวิ เตอรเ์ ราสามารถเลือกดูสินค้าคุณสมบตั ิต่างๆ ผา่ นจอคอมพวิ เตอร์ ส่ังซือ้ และจ่ายเงนิ
ด้วยบัตรเครดิตได้ทนั ทซี งึ่ นบั ว่าสะดวกและรวดเรว็ มาก เราสามารถสรปุ ได้ว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
สอื่ สาร เปน็ เทคโนโลยีทุกรูปแบบท่นี ำมาประยกุ ต์ในการประมวลผล การจัดเก็บ การส่ือสาร และการส่งผา่ น
สารสนเทศดว้ ยระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ โดยทร่ี ะบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ อปุ กรณ์ติดต่อส่ือสาร
และระบบเครอื ขา่ ย ขณะทรี่ ะบบนามธรรมเกี่ยวข้องกับการจดั รูปแบบของการมปี ฏิสัมพันธ์ด้านสารสนเทศท้งั
ภายในและภายนอกระบบให้สามารถดำเนนิ การรว่ มกันได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารกับการเรียนรู้
จากความเปลี่ยนแปลงนยิ ามของการเรยี นรู้ ที่หมายถึงการทีบ่ ุคคลมีความเข้าใจ รบั รู้ปัญหาหรอื

เรื่องราวทีไ่ ด้ประสบมา ทมี่ ีความเก่ยี วข้องกับการการเพ่ิมพูนทกั ษะ ความรู้ ความเขา้ ใจ และพัฒนาบุคคลนน้ั
ๆ เชน่ การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน การเรยี นรยู้ ุคใหม่ต้องมีประสิทธิภาพ
และมีความเหมาะสมกบั สภาพสังคม ในปจั จบุ ันการเรยี นรู้ม่งุ หวงั ทจี่ ะใหเ้ กดิ องค์ความรู้แกต่ วั ผูเ้ รียน โดยมุ่ง
จดั การเรียนรู้ให้ผูเ้ รียนเป็นศนู ยก์ ลางการเรยี นรู้ไม่ใช่แคก่ ารตีกรอบใหผ้ ู้เรียนอยเู่ ฉพาะแต่ในส่วนทเ่ี ปน็ ความ
ตอ้ งการของครผู สู้ อนเพียงอย่างเดียว แต่ตอ้ งให้ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรมู้ ากข้นึ ดว้ ย เป้าหมายทางการ
ศกึ ษาของประเทศที่พัฒนาแล้วอยทู่ กี่ ารให้การศึกษาแก่ประชาชนเข้าสูโ่ ลกแหง่ เทคโนโลยี โดยเนน้ ทีค่ วามรอบ
รขู้ องคนในชาติ การเรยี นรู้กับการสรา้ งสงั คมเป็นสิ่งทีต่ ้องใหเ้ กดิ ขึน้ กับคนในชาติ การเรียนรตู้ ้องรวดเรว็ ใช้
เวลาน้อย ตน้ ทนุ ตำ่ และทสี่ ำคัญ ความรจู้ ะมบี ทบาทท่สี ำคัญมากขึน้ เรื่อยๆ ควบคกู่ ับการใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื การ
เรียนรกู้ ารปฏริ ูปการศึกษา มุ่งเนน้ ให้ผู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลางการเรยี น คือการสร้างโอกาสใหแ้ กผ่ ู้เรียนเขา้ ถึง
แหลง่ ข้อมลู แหล่งความรไู้ ดม้ ากและสะดวกข้ึน ดังนัน้ การปฏิรปู การศึกษาจงึ ต้องใชร้ ะบบเครือข่าย
อินเทอร์เนต็ เขา้ มามบี ทบาทในการจดั การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดระบบการเรยี นการสอน
ทางไกล ซึ่งผเู้ รยี นและผ้สู อนสามารถตอบโตก้ ันได้แม้วา่ จะอยู่หา่ งกัน ผู้เรยี นสามารถส่งการบ้านทาง
อนิ เทอร์เนต็ ได้ ครสู ามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แมก้ ระท่ังการช้ีแนะด้วยไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-mail)
หรือใช้ระบบกระดานขา่ ว (Bulletin Board System) เทคโนโลยีคอมพิวเตอรแ์ ละเครือขา่ ยมีบทบาทสำคญั ยิ่ง
ในการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ เช่น ญี่ป่นุ ฮ่องกง สงิ คโ์ ปร์ ให้ความสำคญั อย่างยิ่งกับการใช้
เทคโนโลยีทางการศึกษา การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารสามารถใช้ในด้านการศึกษาจะช่วย

75

พัฒนาการเรยี นรู้และอำนวยความสะดวกในด้านการสอนและแหลง่ การเรยี นรู้ไดต้ ลอดเวลา ไม่มขี ้อจำกัดใน
ดา้ นสถานท่ี การสอนโดยใช้ระบบสารสนเทศจะจัดการเรียนรูไ้ ด้ตามความแตกต่างของผู้เรยี น ระบบการเรียนรู้
ที่ใชใ้ นด้านการศกึ ษามีหลายระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroom การ
จัดการเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยแี ละสารสนเทศในการเรียนรู้เปน็ การเปิดโอกาสทางการศึกษาทีท่ ำให้คณุ เรียนรู้
โดยไม่มีข้อจำกัดในประเดน็ ต่าง ๆ เพยี งแตผ่ เู้ รยี นรู้ต้องศึกษาวิธีการเพ่ือเข้าสรู่ ะบบทต่ี ้องการใหถ้ ูกต้อง

การบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้
ในโลกปจั จุบัน พบวา่ ความต้องการเกีย่ วกบั ตวั ผเู้ รยี นเพ่ิมมากขึ้น เพราะวา่ ท่ผี า่ นมาอาจจะมกี าร

ตอบสนองต่อการเรยี นแบบท่องจำมามากแลว้ การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนการสอน
ผ้สู อนควรจะศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีตา่ งๆ ท่ีจะนำมาใชเ้ พื่อช่วยให้ผเู้ รียนไดร้ ับความรใู้ หมซ่ ่ึงแต่เดิม
มกั เป็นการสอนใหผ้ ู้เรยี นเรยี นโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลย่ี นมาสกู่ ารใชเ้ ทคนคิ วิธีการทจ่ี ะชว่ ยผู้เรียน
ได้รับข้อเทจ็ จริงไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ ได้แก่ การใช้เทคนิคช่วยการจำ เช่น Mnemonics เป็นต้น ความ
ต้องการของการศึกษาในขณะนค้ี อื การสอนที่ผ้เู รยี นควรได้รบั คอื ทักษะการคิดในระดบั สงู (Higher-order
thinking skills) ไดแ้ ก่ การคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ตลอดจนการแกป้ ัญหา และการถ่ายโยง (Transfer) โดย
เนน้ การใชว้ ิธีการตา่ ง ๆ อาทิ สถานการณจ์ าลอง การค้นพบ การแกป้ ัญหา และการเรยี นแบบรว่ มมอื สาหรบั
ผ้เู รยี นจะได้รับประสบการณ์การแกป้ ัญหาทส่ี อดคล้องกบั สภาพชวี ติ จริงสำหรบั การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมา
บรู ณาการในการจดั การเรียนรู้ ผู้เขียนจะขอนำเสนอใน รูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้คือ
1. สิ่งแวดล้อมทางการเรยี นรู้ (Learning environment) เปน็ การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการ
จดั การเรยี นรูท้ ่นี ำทฤษฎีการเรียนร้มู าเป็นพ้ืนฐานการออกแบบร่วมกับสื่อหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ซ่งึ หลอม
รวมทง้ั สองสิ่งเขา้ ไว้ด้วยกนั ที่ประกอบด้วยสถานการณป์ ัญหาที่กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนเรยี นรู้ แหลง่ การเรียนรชู้ นิด
ตา่ งๆ ทจี่ ดั เตรียมไวส้ ำหรับให้ผ้เู รียนคน้ หาคำตอบ

มฐี านการช่วยเหลอื ไว้คอยสนับสนุนผเู้ รียนในกรณีที่ไมส่ ามารถแก้ปญั หาได้ ตลอดจนการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกนั
แกป้ ญั หาทสี่ นับสนุนใหผ้ ู้เรียนขยายมุมมองแนวคิดต่างๆสง่ิ แวดล้อมทางการเรียนรู้ในปัจจุบันสามารถแยกตาม
คณุ ลกั ษณะของสอ่ื ได้ 3 รูปแบบ คือ

(1) สง่ิ แวดลอ้ มทางการเรยี นรู้บนเครือข่าย
(2) มลั ติมเี ดยี ท่ีพฒั นาตามแนวคอนสตรคั ติวิสต์
(3) ชดุ การสร้างความรูต้ ามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์
2. การเรียนรแู้ บบออนไลน์ (E-learning)
การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ E-learning การเรียนรู้แบบออนไลนเ์ ป็นการศึกษา เรยี นรู้ผ่านเครอื ขา่ ย
คอมพวิ เตอร์อินเทอรเ์ นต็ (Internet) หรืออินทราเน็ต (Intranet) เปน็ การเรียนรูด้ ้วยตัวเอง ตามความสามารถ
และความสนใจของตน โดยผเู้ รียน ผู้สอน และเพ่ือนรว่ มชน้ั เรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรกึ ษา แลกเปลย่ี น
ความคิดเหน็ ระหวา่ งกนั ไดเ้ ชน่ เดียวกับการเรียนในชั้นเรยี นปกติ ซง่ึ การใหบ้ รกิ ารการเรยี นแบบออนไลน์ มี

76

องคป์ ระกอบทีส่ ำคัญ 4 สว่ น โดยแต่ละส่วนจะตอ้ งไดร้ บั การออกแบบเปน็ อย่างดี เพราะเมื่อนามาประกอบเข้า
ด้วยกันแล้วระบบทั้งหมดจะต้องทางานประสานกนั ได้อย่างลงตัวดังน้ี

1) เนอ้ื หาของบทเรียน
2) ระบบบรหิ ารการเรยี น ทาหนา้ ทเี่ ป็นศูนย์กลาง กำหนดลำดบั ของเน้ือหาในบทเรียน เราเรียกระบบ
น้ีวา่ ระบบบริหารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดงั นนั้ ระบบบริหารการเรยี นจงึ เปน็
สว่ นทเี่ อื้ออำนวยให้ผเู้ รียนได้ศึกษาเรยี นรู้ได้ด้วยตนเองจนจบหลกั สตู ร
3) การติดต่อส่อื สาร การเรยี นแบบ E-learning นำรูปแบบการติดต่อส่ือสารแบบ 2 ทาง มาใช้
ประกอบในการเรยี น โดยเคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการตดิ ต่อสอื่ สารอาจแบ่งได้เปน็ 2 ประเภทคือ ประเภทReal-time
ไดแ้ ก่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations, Interactive poll,
Conferencing และอืน่ ๆ สว่ นอกี แบบคือ ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่ Web-board, E-mail
3. หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-books)
เป็นหนงั สอื ถูกนำมาจดั พิมพใ์ นรูปแบบดจิ ติ อล ไม่บงั คับการพมิ พ์ และการเขา้ เลม่ แผ่นซีดรี อม
สามารถจดั เก็บขอ้ มลู ได้จำนวนมากในรปู แบบของตวั อักษร ทั้งลกั ษณะภาพ ดจิ ิตอล ภาพอนิเมชัน่ วิดโี อ
ภาพเคลือ่ นไหวต่อเนื่อง คำพูด เสียงดนตรี และเสียงอน่ื ๆ ท่ปี ระกอบตัว อักษรเหลา่ นนั้
4. ห้องสมุดอเิ ล็กทรอนิกส์ (E-library)
เป็นแหลง่ ความรู้ทบี่ ันทกึ ข้อมูลไวใ้ นเครือ่ งคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและใหบ้ รกิ ารสารสนเทศทาง
อิเล็กทรอนิกส์หรือผ่านเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็
1. การจดั การเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมและจัดเก็บสารสนเทศ และสะดวก
ในการบรกิ ารสง่ สารสนเทศแก่ผ้ใู ช้ เปน็ การเปล่ียนรปู แบบสงิ่ พิมพแ์ บบเดิมให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนกิ ส์ท่ี
เคร่อื งคอมพวิ เตอรส์ ามารถอ่านได้ ทำไดโ้ ดยการจัดเก็บในรูปดิจติ ลั ได้แก่ ซีดีรอม หรือจดั เกบ็ ในฮารด์ ดิสต์
2. ระบบเครือข่าย เพ่ือเชอื่ มโยงเครือข่ายของห้องสมุดกับผู้ใช้และแหลง่ สารสนเทศอน่ื ๆ ทำใหผ้ ้ใู ช้
สามารถติดต่อกับห้องสมุดและแหลง่ สารสนเทศ อ่ืน ๆได้ท่ัวโลก
3. การสง่ เอกสารสารสนเทศแก่ผู้ใช้ เพื่อให้ผใู้ ช้ได้รบั สารสนเทศทต่ี ้องการโดยไม่ต้องมายงั ห้องสมุด
คอื ทางไปรษณีย์ โทรสาร และทางอินเตอรเ์ นต็
5. แผนการจัดการเรียนรู้
เปน็ การบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในขนั้ ตอนตา่ งๆ ของแผนการจดั การเรยี นรู้ ทย่ี ึดหลกั การบรู
ณาการท่เี น้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญโดยใช้เทคโนโลยีเขา้ มาส่งเสรมิ สนบั สนนุ และพัฒนาศักยภาพการเรยี นรู้ของ
ผู้เรยี น ซ่งึ สงั เคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรูค้ อนสตรคั ติวิสต์ ทฤษฎพี ุทธปิ ญั ญานยิ ม และคุณลกั ษณะของ
โปรแกรมทางด้าน ICT ดงั กรอบแนวคิดในการจัดการเรยี นรู้ดงั นี้

77

กรอบแนวคิดในการจัดกระบวนการเรยี นรู้ทีบ่ รู ณาการ ICT ทส่ี งั เคราะห์จากทฤษฎีการเรียนรคู้ อนสตรคั ติวสิ ต์
ทฤษฎีพุทธปิ ัญญานิยม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT

จากกรอบแนวคิดในการบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั การเรียนรู้ แสดงให้เห็นถึง
ความสมั พนั ธ์ระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้ (Method) ร่วมกับสอื่ (Media) ซึ่งในทนี่ ้ีกค็ ือเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เช่น คอมพวิ เตอร์ อินเทอร์เน็ต วดี ทิ ัศน์ ฯลฯ การการเลือกวธิ ีการจะต้องอยูบ่ นพื้นฐานของการเรียนรู้ท่ีเนน้
ผเู้ รียนเปน็ สำคัญและเลือกใช้สือ่ ให้สนองต่อการรับรขู้ องผู้เรยี น ดังกรอบแนวคิดข้างต้น ในข้นั แรกทีเ่ ปน็ การ
เชื่อมโยงความรู้เดิมกบั ความรู้ใหม่ผสู้ อนอาจกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นใสใ่ จหรอื กระตุ้นประสบการณ์เดิมโดยใช้ส่ือพวก
วีดทิ ศั น์ และตงั้ คำถามท่ใี ห้ผ้เู รียนสามารถเรยี กกลับประสบการณ์เดมิ เหล่านัน้ มาใช้ในการเรียนรู้ส่งิ ใหม่ ขนั้ จดั
ประสบการณ์เรียนรู้ตั้งแต่ข้ันการกระตุ้นให้เกิดปัญหาและการมอบหมายภารกจิ การเรยี นรู้ การสง่ เสริมการ
สร้างและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคิดท่หี ลากหลาย เทคโนโลยสี ารสนเทศท่สี ามารถ

78

สนบั สนนุ การแสวงหาและค้นพบความรู้ เชน่ อินเทอร์เนต็ เปน็ ตน้ ในการสร้างและนาเสนอผลงานผสู้ อนอาจ
ให้ผู้เรยี นใชโ้ ปรแกรมประยุกต์คอมพิวเตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เป็นต้น และอาจใช้ Social
media ในการแลกเปล่ียนแนวคิด ตดิ ตอ่ ส่ือสารระหว่างผเู้ รียนอ่ืนๆได้อีกดว้ ย

3. สอ่ื เพ่ือการการเรยี นรู้
ความหมายของสื่อการเรยี นรู้

คำวา่ "สือ่ " (Media) เปน็ คำท่ีมาจากภาษาละตนิ วา่ "medium" แปลว่า "ระหวา่ ง" หมายถึง สิง่ ใดก็
ตามท่ีบรรจขุ ้อมลู เพ่อื ใหผ้ ้สู ่งและผรู้ บั สามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ เม่ือมีการนำส่อื มาใช้ใน
กระบวนการเรียน การสอนก็เรียกส่อื นั้นว่า "ส่อื การเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถงึ สอ่ื ชนิดใด
กต็ ามทีบ่ รรจุเน้ือหา หรอื สาระการเรยี นรู้ซงึ่ ผู้สอนและผ้เู รยี นใช้เปน็ เครื่องมอื สำหรับการเรยี นร้เู นือ้ หา หรอื
สาระน้ัน ๆ การเรียนการสอนในภาพลกั ษณ์เดมิ ๆ มักจะเป็นการถา่ ยทอดสาระความร้จู ากผ้สู อนไปยงั ผเู้ รียน
โดยใชส้ ื่อ การเรียนการสอนเป็นตวั กลางในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณใ์ ห้ผู้เรยี น
เกิดการเรียนรู้ ปจั จุบันเปน็ ท่ียอมรบั กนั โดยทัว่ ไปแลว้ วา่ การเรียนร้ไู มไ่ ด้จำกดั อยู่ เฉพาะในห้องเรียน หรอื ใน
โรงเรยี น ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรจู้ ากส่ือตา่ ง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรยี นรู้ไดท้ ุกเวลาและทุก
สถานท่ี ส่ือที่นำมาใช้เพื่อการเรยี นรูต้ ามหลักสูตรการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน จึงเรยี กว่า "สอื่ การเรยี นรู"้ ซงึ่ หมายถึง
ทกุ สิ่ง ทุกอยา่ งที่มีอยู่รอบตวั ไมว่ า่ จะเป็นวัสดุ ของจริง บุคคล สถานท่ี เหตกุ ารณ์ หรอื ความคิดก็ตาม ถือเป็น
สื่อ การเรยี นรทู้ ้ังสิน้ ขน้ึ อยู่กับวา่ เราเรียนรจู้ ากสง่ิ นนั้ ๆ หรอื นำสิง่ น้นั ๆ เขา้ มาสู่การเรียนรขู้ องเราหรือไม่

การจำแนกประเภทของสื่อการเรยี นรู้
สือ่ การเรียนรู้สามารถจำแนกออกตามลักษณะได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ส่ือสิง่ พมิ พ์ หมายถงึ หนงั สือและเอกสารสง่ิ พิมพ์ต่าง ๆ ที่แสดงหรอื เรียบเรยี งสาระความรูต้ า่ ง ๆ
โดยใช้ตวั หนังสือท่ีเป็นตัวเขยี นหรอื ตัวพมิ พ์เป็นสอ่ื ในการแสดงความหมาย สอ่ื ส่ิงพมิ พ์มีหลายชนิด ได้แก่
เอกสาร หนงั สอื เรียน หนงั สือพิมพ์ นติ ยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ

2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง ส่ือการเรยี นรู้ทผ่ี ลิตขน้ึ ใช้ควบคู่กับเครอ่ื งมอื โสตทัศนวสั ดุ หรือเครื่องมอื ท่ี
เป็น เทคโนโลยใี หม่ ๆ เช่น แถบบันทกึ ภาพพร้อมเสียง (วิดีทศั น์) แถบบันทึกเสียง ภาพน่ิง สือ่ คอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอน นอกจากนสี้ ่ือเทคโนโลยี ยงั หมายรวมถงึ กระบวนการตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วข้องกบั การนำเทคโนโลยมี า
ประยุกตใ์ ช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เชน่ การใช้อินเทอร์เน็ตเพ่อื การเรยี นรู้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
เป็นตน้

3. สื่ออน่ื ๆ นอกเหนอื จากสอ่ื 2 ประเภทท่กี ล่าวไปแลว้ ยังมีสอื่ อ่นื ๆ ท่สี ง่ เสรมิ การเรยี นร้ขู องผเู้ รียน
ซง่ึ มี ความสำคัญไม่ยิง่ หย่อนไปกว่าส่อื ส่งิ พิมพ์และสอ่ื เทคโนโลยี สอ่ื ทีก่ ล่าวนี้ ไดแ้ ก่

3.1 บคุ คล หมายถึง บุคคลทีม่ ีความรู้ ความสามารถ ความเชย่ี วชาญในสาขาต่าง ๆ ซ่ึงสามารถ
ถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสู่บคุ คลอ่นื เชน่ บคุ ลากรในท้องถ่นิ แพทย์ ตำรวจ นัก
ธุรกจิ เปน็ ต้น

79

3.2 ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม หมายถึง สิง่ มีอยู่ตามธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อมตัวผเู้ รียน เช่น
พืชผักผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏบิ ตั ิการ เป็นตน้

3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถงึ กจิ กรรม หรือกระบวนการท่ีผ้สู อนและผูเ้ รียนกำหนดขึน้
เพอื่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์การเรียนรู้ ใชใ้ นการฝึกทกั ษะซงึ่ ต้องใช้กระบวนการคดิ การปฏบิ ตั ิ การเผชญิ
สถานการณ์และ การประยกุ ตค์ วามรู้ของผเู้ รียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจดั นิทรรศการ การทำ
โครงงาน เกม เพลง เปน็ ต้น

3.4 วสั ดุ เคร่อื งมือและอุปกรณ์ หมายถึง วสั ดุทปี่ ระดิษฐข์ ึน้ ใช้เพื่อประกอบการเรยี นรู้ เช่น
หุน่ จำลอง แผนภมู ิ แผนท่ี ตาราง สถิติ รวมถึงสือ่ ประเภทเคร่อื งมือและอุปกรณ์ทจี่ ำเปน็ ตอ้ งใชใ้ นการ
ปฏบิ ตั งิ านต่าง ๆ เชน่ อุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องมอื ชา่ ง เปน็ ต้น

หลกั การและแนวคิดของส่ือการเรียนรู้ตามหลกั สูตร
การจัดการเรยี นรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานและหลักสตู รสถานศึกษา มุง่ ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียน

เรยี นรู้ ด้วยตนเอง เรียนรูอ้ ย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และใช้เวลาอยา่ งสรา้ งสรรค์ รวมท้ังมีความยดื หยนุ่ สนอง
ความ ต้องการของผู้เรียน ชมุ ชน สงั คมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทกุ ประเภท รวมท้งั เครือขา่ ย
การเรยี นรู้ ต่าง ๆ ท่มี ีอย่ใู นท้องถน่ิ ชมุ ชนและแหล่งอนื่ ๆ ส่ือท่จี ะนำมาใชเ้ พ่ือจดั การเรียนรตู้ ามหลักสูตรจะมี
ลักษณะ ดังนี้

1. เน้นสือ่ เพ่อื การค้นควา้ หาความรู้ด้วยตนเองท้ังของผูเ้ รยี นและผ้สู อน
2. ผเู้ รยี นและผูส้ อนสามารถจัดทำหรอื พฒั นาสอ่ื การเรียนรู้ข้ึนเอง รวมท้ังนำส่อื ท่ีมอี ยูร่ อบตวั มาใช้ใน
การเรียนรู้
3. รูปแบบของส่ือการเรยี นรู้ควรมีความหลากหลาย เพ่ือส่งเสรมิ ใหก้ ารเรยี นรเู้ ป็นไปอยา่ งมคี ณุ ค่า
กระตุ้นให้ผู้เรียนร้จู ักวิธกี ารแสวงหาความรู้ เกดิ การเรยี นรู้อยา่ งกว้างขวางและต่อเนื่องตลอดเวลา

สอ่ื กับผเู้ รยี น
1. เปน็ สงิ่ ทช่ี ว่ ยใหเ้ กิดการเรยี นรูอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ เพราะชว่ ยให้ผู้เรียนเกดิ ความเขา้ ใจเน้ือหา

บทเรียน ทย่ี งุ่ ยากซับซ้อนได้ง่ายขน้ึ ในระยะเวลาอนั ส้นั และสามารถชว่ ยให้เกดิ ความคิดรวบยอดในเรื่องนัน้ ได้
อย่างถูกต้อง และรวดเรว็

2. ส่อื จะช่วยกระตนุ้ และสร้างความสนใจใหก้ บั ผูเ้ รยี น ทำให้เกดิ ความสนกุ และไมร่ ูส้ ึกเบ่ือหน่ายการ
เรยี น

3. การใชส้ ่อื จะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกนั และเกิดประสบการณร์ ่วมกนั ในวชิ าทีเ่ รยี น
4. ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนมากขึ้นทำใหเ้ กิดมนุษยสัมพันธอ์ ันดี ใน
ระหวา่ งผเู้ รียนดว้ ยกนั เอง และกับผสู้ อนด้วย
5. ชว่ ยสรา้ งเสรมิ ลักษณะที่ดีในการศึกษาคน้ คว้าหาความรู้ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกดิ ความคิดสร้างสรรค์ จาก
การใช้สื่อเหลา่ น้นั

80

6. ชว่ ยแก้ปญั หาเรอ่ื งของความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลโดยการจัดให้มกี ารใชส้ ื่อในการศกึ ษารายบุคคล

สือ่ กับผ้สู อน
1. การใช้ส่อื วสั ดุอปุ กรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เป็นการชว่ ยใหบ้ รรยากาศในการสอน

น่าสนใจยิ่งขึน้ ทำใหผ้ ูส้ อนมีความสนกุ สนานในการสอนมากกว่าวิธกี ารทเ่ี คยใช้การบรรยายแตเ่ พียงอยา่ งเดยี ว
และเป็นการสรา้ ง ความเช่อื มั่นในตวั เองให้เพิ่มข้ึนดว้ ย

2. สื่อจะช่วยแบง่ เบาภาระของผ้สู อนในดา้ นการเตรียมเนื้อหาเพราะบางคร้ังอาจใหผ้ ้เู รยี นศึกษา
เนือ้ หาจากสื่อไดเ้ อง

3. เป็นการกระตุ้นใหผ้ สู้ อนตื่นตวั อยู่เสมอในการเตรยี มและผลติ วสั ดุใหม่ ๆ เพ่ือใช้เป็นส่ือการสอน
ตลอดจนคดิ ค้นเทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อใหก้ ารเรยี นรนู้ ่าสนใจยิง่ ขึ้น

นวตั กรรมการเรยี นรู้ (Learning innovation) หมายถึง ส่ิงใหม่ทน่ี ำมาใชใ้ ห้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นร้จู ะเหน็ ได้ว่า
นวตั กรรมการเรียนร้เู ป็นนวัตกรรมทใี่ ชใ้ นวงกว้างดา้ นตา่ งๆ ท่เี ปน็ การจัดการศกึ ษา มีจดุ เนน้ ทก่ี ารจดั การเรียน
การสอนเพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ ซ่ึงนวัตกรรมการเรียนรู้มีความสำคญั ต่อการเรยี นรู้มากมาย
ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรูป้ ระเภทสื่อการสอนผู้ออกแบบต้องคำนงึ ถงึ ดงั น้คี ือ

1. วัตถุประสงค์การเรียนรู้
2. ลกั ษณะผูเ้ รียน ความเหมาะสมกบั วยั ความสนใจ ระดับช้นั ความรู้ ทกั ษะ
3. พนื้ ฐาน และประสบการณ์ของผ้เู รยี น
4. รปู แบบการเรียนการสอน และการเรียนรู้
5. ธรรมชาติเน้ือหาสาระการเรียนรู้ และวิธกี ารนำเสนอที่เหมาะสม
6. สภาพการเรยี น
7. ทรัพยากรต่าง ๆ เชน่ วัสดอุ ปุ กรณ์ ครภุ ณั ฑ์ งบประมาณ
8. ราคานวตั กรรมท่เี หมาะสม

โครงสรา้ งของการออกแบบนวัตกรรม ดงั นี้คือ
1. ชอื่ นวัตกรรม ผพู้ ฒั นาควรตัง้ ช่อื นวตั กรรมให้สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ และเข้าใจง่าย
2. วตั ถุประสงค์ของนวตั กรรม การกำหนดวัตถปุ ระสงค์ของนวัตกรรมให้ชดั เจนส่งผลให้ การพฒั นา
นวตั กรรมนัน้ รวดเรว็ และมีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขน้ึ
3. ทฤษฎี หลกั การ ในการออกแบบนวตั กรรม ผ้พู ัฒนาต้องพจิ ารณาทฤษฎกี ารเรียนรูเ้ พอ่ื ให้สอดคล้อง
กบั วัตถปุ ระสงค์ ซง่ึ ทฤษฎีการเรียนรถู้ ือเปน็ สิ่งสำคัญที่จะใช้ในการพฒั นานวตั กรรมทางการศกึ ษา
4. ส่วนประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวตั กรรมผู้พัฒนาตอ้ งพิจารณาสว่ นประกอบของ
นวตั กรรม วา่ มอี ะไรบา้ ง

81

5. การนำนวตั กรรมไปใชแ้ ละประเมนิ ผล เป็นสว่ นทีแ่ สดงความสำเร็จของนวตั กรรม ประกอบด้วย วิธี
วดั ผล เครื่องมือท่ใี ชว้ ดั ผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน เมื่อการ
เรยี นการสอนมีลักษณะเป็นระบบ ประกอบด้วยตัวป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และ
ผลผลิต (Output) การนำนวตั กรรมมาใชจ้ ัดการเรยี นการสอนจงึ มจี ุดหมายทจ่ี ะปรับปรุงหรือเพม่ิ
ประสิทธิภาพให้กับระบบการเรยี นการสอน

4. หลกั การออกแบบนวัตกรรมและส่ือเพื่อการเรยี นรู้
หลักการออกแบบส่ือเพ่ือการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 9 ข้นั ตอน ดงั นี้

ขั้นตอนท่ี1 เร้าความสนใจ (Gain Attention)
ขั้นตอนท่ี2 บอกวตั ถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนท่ี 3 ทวนความร้เู ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขนั้ ตอนท่ี4 การเสนอเน้ือหา (Present New Information)
ขน้ั ตอนที่ 5 ชีแ้ นวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี6 กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขนั้ ตอนที่ 7 ให้ข้อมลู ย้อนกลับ (Provide Feedback)
ขัน้ ตอนที่8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ข้นั ตอนท่ี9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดงั นัน้ ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรผู้ ูอ้ อกแบบตอ้ งคำนงึ ถงึ หลกั การข้างตน้ เพื่อให้นวตั กรรมนน้ั
สามารถนำมาใชไ้ ดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์หลัก คอื เพ่ือช่วยแก้ไขปญั หาทเ่ี กิดขึน้ ในการเรยี นการสอน และเพิ่ม
ความสามารถในการเรียนรู้ของผ้เู รียน ใหม้ ปี ระสอทธภิ าพมากย่ิงข้ึน

หลกั การออกแบบสอื่ เพ่ือการเรยี นรู้
หลกั การออกแบบส่ือเพื่อการเรยี นรู้ประกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดังนี้
1. เร้าความสนใจ (Gain Attention)

ส่อื การเรียนรู้ ตอ้ งมีลักษณะท่เี รา้ ความสนใจและดงึ ดูดความสนใจของผเู้ รยี น เพ่ือเป็นการกระตุ้นและ
เกิดแรงจงู ใจให้ผู้เรยี นมีความต้องการท่ีจะเรยี น ผู้ออกแบบจึงตอ้ งกำหนดสง่ิ ท่ีจะดึงดดู ความสนใจ เพอ่ื ให้เกดิ
พฤติกรรมและเปา้ หมายตามทตี่ ้องการ ส่วนใหญจ่ ะเริ่มด้วยหนา้ นำเร่ือง ซง่ึ ควรมรี ปู ภาพ ภาพเคลื่อนไหวหรือ
สสี นั ต่าง ๆ เพ่อื ใหน้ ่าสนใจ ซึ่งกต็ ้องเกี่ยวข้องกับบทเรียนด้วย คอื การแสดงชื่อของบทเรียน ชื่อผูส้ รา้ งบทเรยี น
การแนะนำเรอ่ื งหรือการแนะนำเนื้อหาของบทเรียน ส่งิ ที่ต้องพิจารณาเพอ่ื เร้าความสนใจของผเู้ รียน
2. บอกวัตถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)

การบอกวัตถปุ ระสงค์แก่ผเู้ รยี น เพ่ือเป็นการใหผ้ ูเ้ รยี นได้ทราบถึงเปา้ หมายในการเรียนหรอื สิ่งทีผ่ ูเ้ รยี น
สามารถทำไดห้ ลังจากท่เี รยี นจบบทเรยี น ซ่งึ สว่ นใหญ่จะเป็นจดุ ประสงค์กวา้ ง ๆ จนถึงจุดประสงคเ์ ชิง

82

พฤติกรรม การบอกจุดประสงค์จะทำให้ผเู้ รยี นทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น สิ่งทตี่ ้องพจิ ารณาในการบอก
วตั ถปุ ระสงค์ มีดังนี้

1.ใชค้ ำสั้น ๆ และเขา้ ใจได้ง่าย
2.หลีกเลยี่ งคำทยี่ ังไมเ่ ปน็ ทรี่ จู้ กั และเป็นที่เข้าใจ โดยทั่วไ
3.ไมค่ วรกำหนดวตั ถุประสงคห์ ลายข้อเกนิ ไปในเน้ือหาแต่ละส่วน
4.ผู้เรยี นควรมีโอกาสทีจ่ ะทราบว่าหลังจบบทเรียนเขาสามารถนำไปใชท้ ำอะไรไดบ้ ้าง
5.หากบทเรยี นนัน้ ยังมีบทเรยี นยอ่ ย ๆ ควรบอกจุดประสงคก์ ว้าง ๆ และบอกจุดประสงคเ์ ฉพาะสว่ นของ
บทเรยี นยอ่ ย
3. ทวนความรูเ้ ดมิ (Activate Prior Knowledge)
ลกั ษณะของการทวนความรู้เดมิ ของผ้เู รียน เปน็ การทบทวนหรือการเชื่อมโยงระหว่างความร้เู ดมิ เพื่อ
เชือ่ มกับความรใู้ หม่ ซ่งึ ผู้เรียนจะมีพ้นื ฐานความรู้ท่แี ตกต่างกนั ออกไป การรับรู้สงิ่ ใหม่ ก็ควรจะมีการประเมิน
ความร้เู ดมิ คือการทดสอบก่อนการเรียน และเพือ่ เปน็ การกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการระลึกความร้เู ดมิ เพ่อื
เตรยี มพร้อมในการเชอ่ื มโยงกับความรใู้ หม่ ซ่งึ การทดสอบจะทำให้ผ้เู รียนไดร้ ู้ตวั เองและกลบั ไปทบทวนในส่งิ ท่ี
เกย่ี วข้อง สำหรบั คนท่รี ใู้ นเน้ือหาบทเรยี นดีแล้วอาจขา้ มบทเรียนไปยังเนื้อหาอ่ืนๆ ตอ่ ไป การจะทำ
แบบทดสอบกอ่ นเรียนหรือไม่ก็ขนึ้ อยู่กับการพิจารณาของบทเรียนเพ่ือให้เกดิ ความเหมาะสม สิง่ ท่ีจะต้อง
พจิ ารณาในการทบทวนความรเู้ ดิม มดี ังนี้
1. ไมค่ วรคาดเดาเอาวา่ ผูเ้ รียนมคี วามรู้พนื้ ฐานกอ่ นแลว้ จึงมาศึกษาเนอื้ หาใหม่ ควรมีการทดสอบหรือให้
ความร้เู พ่ือเป็นการทบทวนให้พร้อมทจ่ี ะรับความรู้ใหม่
2. การทดสอบหรือทบทวนควรให้กระชบั และตรงตามวตั ถุประสงค์
3. ควรเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนออกจากแบบทดสอบหรือเนอื้ หาใหมเ่ พื่อไปทบทวนได้ตลอดเวลา
4. หากไม่มีการทดสอบ ควรมกี ารกระตุ้นใหผ้ เู้ รยี นกลบั ไปทบทวนหรอื ศึกษาในสิง่ ทเ่ี กีย่ วข้อง
4. การเสนอเนอื้ หา (Present New Information)
การเสนอเนอ้ื หาใหมเ่ ป็นการนำเสนอเน้ือหาโดยใช้ตวั กระตุน้ ที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคญั สำหรับการเรียน
การสอนเพือ่ ให้การเรียนรู้เปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ รูปแบบการนำเสนอมีหลายลกั ษณะ ไดแ้ ก่ การใช้
ข้อความ ภาพนงิ่ กราฟ ตารางขอ้ มูล กราฟิก ตลอดจนภาพเคล่ือนไหว ซ่ึงเปน็ การใช้ส่อื หลายรปู แบบท่ี
เรยี กวา่ สือ่ ประสม เปน็ การเร้าความสนใจของผูเ้ รยี น ส่ิงที่จะตอ้ งพจิ ารณาในการนำเสนอเนื้อหาใหม่ มีดงั น้ี

1. ใช้ภาพน่งิ ประกอบการเสนอเนอื้ หา โดยเฉพาะส่วนเนอ้ื หาทีส่ ำคัญ
2. พยายามใช้ภาพเคลอื่ นไหวในเนอ้ื หาท่ียาก และท่ีมีการเปล่ียนแปลงตามลำดับใชแ้ ผนภูมิ แผนภาพ
แผนสถติ ิ สัญลกั ษณ์หรือภาพเปรียบเทียบประกอบเน้ือหา
3. ในเนื้อหาทยี่ ากและซับซอ้ นใหเ้ น้นข้อความเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นการตีกรอบ ขดี เส้นใต้ การ
กระพริบ การทำสีใหเ้ ด่น
4. ไม่ควรใช้กราฟกิ ท่ีเขา้ ใจยากหรอื ไม่เกย่ี วกับเน้ือหา
5. จดั รูปแบบของคำ ข้อความใหน้ ่าอา่ น เน้ือหาทย่ี าวให้จัดกลุม่ แบ่งตอน

83

5. ช้ีแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
การชแี้ นวทางการเรียนรู้ เป็นการใช้ในช้นั เรยี นตามปกติ ซ่งึ ผู้สอนจะยกตัวอย่างหรือตง้ั คำถามชแ้ี นะ

แบบกว้าง ๆ ใหแ้ คบลง เพื่อใหผ้ ้เู รียนวเิ คราะห์เพื่อค้นหาคำตอบ สำหรับบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนควร
ต้องใช้การสร้างสรรคเ์ ทคนิคเพ่ือกระตุ้นใหผ้ ู้เรียนคน้ หาคำตอบด้วยตนเอง การจดั กิจกรรมทเี่ หมาะสม เพ่ือ
เป็นตัวชีแ้ นวทาง สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการช้ีแนวทางการเรียนรู้ มีดังนี้

1. แสดงใหผ้ ู้เรียนได้เห็นถงึ ความสัมพนั ธข์ องเนื้อหาและช่วยให้เห็นสิง่ ยอ่ ยนน้ั มีความสมั พนั ธก์ บั ส่งิ ใหม่
อยา่ งไร

2. แสดงใหเ้ หน็ ถึงความสมั พนั ธ์ของสิ่งใหมก่ บั ส่งิ ทีผ่ ู้เรียนมีความร้หู รือประสบการณม์ าแลว้
3. พยายามให้ตัวอยา่ งท่แี ตกต่างกนั ออกไป เพ่ือช่วยอธบิ ายความคิดใหมใ่ หช้ ดั เจนขน้ึ
4. การเสนอเนอื้ หาทยี่ าก ควรให้เหน็ ตัวอยา่ งทเ่ี ปน็ รูปธรรมไปส่นู ามธรรม ถา้ เนื้อหาไมย่ าก ใหเ้ สนอ
ตวั อย่างจากนามธรรมไปสู่รูปธรรม
5. กระต้นุ ให้ผู้เรียนคิดถงึ ความรูแ้ ละประสบการณเ์ ดิม
6. กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
การกระตุน้ ใหเ้ กดิ การตอบสนองจากผเู้ รยี น เม่ือผเู้ รยี นไดร้ บั การชแี้ นวทางการเรียนรูแ้ ลว้ ตอ้ งมกี าร
กระตนุ้ ให้เกดิ การตอบสนองโดยกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทที่ ำให้ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการคดิ และ ปฏบิ ตั เิ ชงิ โต้ตอบ
เพ่อื ใหบ้ รรลถุ งึ วัตถปุ ระสงคใ์ นการเรยี น การกระตุ้นต้องจัดกิจกรรมใหเ้ หมาะสม สง่ิ ท่ีต้องพจิ ารณาในการ
กระตนุ้ การตอบสนอง มดี ังนี้
1. พยายามให้ผเู้ รียนได้ตอบสนองดว้ ยวธิ ีใดวธิ ีหน่ึงตลอดการเรียน
2. ควรให้ผเู้ รียนได้มโี อกาสพมิ พ์คำตอบหรือข้อความเพ่ือเรา้ ความสนใจ แต่ก็ไม่ควรจะยาวเกินไป
3. ถามคำถามเป็นชว่ ง ๆ ตามความเหมาะสมของเน้ือหา เพ่ือเร้าความคิดและจนิ ตนาการของผเู้ รียน
4. หลกี เลยี่ งการตอบสนองซำ้ ๆ หลายคร้งั เมื่อทำผิด ควรมีการเปลีย่ นกิจกรรมอย่างอน่ื ต่อไป
5. ควรแสดงการตอบสนองของผ้เู รียนบนเฟรมเดยี วกันกบั คำถาม รวมทง้ั การแสดงคำตอบ
7. ใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั (Provide Feedback)
หลังจากท่ผี ู้เรียนได้รับการทดสอบความเข้าใจของตนในเน้อื หารวมท้ังการกระตนุ้ การตอบสนองแล้ว
จำเป็นอย่างยิง่ ที่จะต้องให้ข้อมูลยอ้ นกลับหรือการใหผ้ ลกลับไปยงั ผู้เรยี นเกย่ี วกบั ความถูกตอ้ ง การใหผ้ ล
ยอ้ นกลบั ถือเป็นการเสริมแรงอยา่ งหนง่ึ การให้ข้อมลู ยอ้ นกลับสามารถแบง่ ข้นั ตอนได้เป็น 4 ประเภทตาม
ลักษณะทปี่ รากฏได้ดังนี้
1. แบบไมเ่ คลื่อนไหว หมายถงึ การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรือขอ้ ความ บอกความ ถูก หรือผดิ
และรวมถึงการเฉลย
2. แบบเคลื่อนไหว หมายถงึ การเสริมแรงด้วยการแสดงกราฟิก เชน่ ภาพหน้าย้ิม หนา้ เสียใจ หรือมี
ข้อความประกอบใหช้ ดั เจน
3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสริมแรงดว้ ยการใหผ้ เู้ รยี นไดม้ กี ิจกรรมเชิงโต้ตอบกับบทเรียน เปน็
กิจกรรมทจ่ี ดั เสรมิ หรอื เพ่ือเกิดการกระตุน้ แกผ่ ้เู รียน เช่น เกมส์

84

4. แบบทำเครอื่ งหมาย หมายถึง การทำเคร่ืองหมายบนคำตอบของผู้เรียนเมือ่ มีการตอบคำถาม ซ่งึ อยู่
ในรูปของวงกลม ขดี เสน้ ใต้ หรอื ใชส้ ีทแี่ ตกต่าง
8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)

การทดสอบความรหู้ ลงั เรียน เพอ่ื เป็นการประเมนิ ผลวา่ ผเู้ รียนไดเ้ กิดการเรียนรู้ไดต้ ามเป้าหมาย
หรือไม่อย่างไร การทดสอบอาจทำหลงั จากผเู้ รยี นไดเ้ รยี นจบวตั ถปุ ระสงคห์ นึง่ หรือหลังจากเรียนจบทงั้
บทเรียนกไ็ ด้ กำหนดเกณฑ์ในการผ่านใหผ้ ูเ้ รียนได้ทราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบวา่ ผู้เรยี น ควรจะ
เรยี นเน้ือหาบทเรยี นใหม่หรอื ว่าควรตอ้ งกลบั ไปทบทวน สง่ิ ทต่ี ้องพจิ ารณาในการออกแบบทดสอบหลงั
บทเรียน มดี ังน้ี

1. ต้องแน่ใจวา่ สิ่งทีต่ อ้ งการวัดน้ันตรงกบั วัตถุประสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อย่ใู นเฟรมเดียวกัน
3. หลกี เลี่ยงการใหพ้ มิ พค์ ำตอบที่ยาวเกนิ ไป
4. ให้ผูเ้ รยี นตอบครงั้ เดียวในแตล่ ะคำถาม
5. อธบิ ายให้ผูเ้ รยี นทราบวา่ ควรจะตอบดว้ ยวิธีใด
6. ควรมรี ูปภาพประกอบด้วย นอกจากข้อความ
7. คำนึงถึงความแมน่ ยำและความน่าเชอ่ื ถือของแบบทดสอบด้วย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
สง่ิ สุดท้ายสำหรับการสอน การจำและนำไปใช้ ส่ิงสำคัญทีจ่ ะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีความคงทนในการจำข้อมลู
ความรู้ ต้องทำใหผ้ ้เู รยี นตระหนกั วา่ ข้อมลู ความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรูไ้ ปนั้นมคี วามสัมพันธ์กับความรู้เดิม หรอื
ประสบการณเ์ ดมิ โดยการจดั กจิ กรรมท่ีเปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นได้ประยุกต์ใช้ความรู้ เพ่ือการเช่อื มโยงข้อมลู
ความรูเ้ ดิมกับความรูใ้ หม่ รวมทง้ั การนำไปใช้กบั สถานการณ์ ส่งิ ทีค่ วรพจิ ารณาในการจำและนำไปใช้ มดี ังนี้
1. ทบทวนแนวคดิ ท่สี ำคัญและเน้ือหาท่เี ปน็ การสรปุ
2. สรุปให้ผูเ้ รยี นไดท้ ราบวา่ ความรู้ใหม่มีความสัมพนั ธก์ บั ความรูเ้ ดิมหรือประสบการณ์ท่ผี า่ นมาอย่างไร
3. เสนอแนะเนอื้ หาทเี่ ปน็ ความรใู้ หม่ซึ่งจะนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้
4. บอกแหล่งข้อมูลทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ นการศึกษาให้กับผเู้ รยี น

5. การเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้
ความหมายแหลง่ เรียนรู้

แหลง่ เรยี นรู้ หมายถึง แหลง่ ข้อมลู ข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ท่สี นบั สนนุ สง่ เสริมให้ผ้เู รยี นใฝ่
เรยี น ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย อยา่ งกว้างขวางและต่อเนื่อง เพ่ือเสรมิ สร้างให้
ผู้เรยี นเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบุคคลแหง่ การเรยี นรู้
แหลง่ เรยี นรทู้ ี่สำคญั

1. แหล่งการศึกษาตามอธั ยาศัย
2. แหล่งการเรยี นร้ตู ลอดชีวิต

85

3. แหลง่ ปลกู ฝงั นิสยั รกั การอา่ น การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง
4. แหล่งสร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ
5. แหลง่ สรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคิด วิทยาการและประสบการณ์

ความหมายเครือข่ายการเรยี นรู้
เครอื ข่ายการเรยี นรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลยี่ นความรู้ ความคดิ ข้อมลู ข่าวสาร

ประสบการณ์ และการเรียนรรู้ ะหว่างบคุ คล กลุ่มบุคคล องค์การ และแหลง่ ความรทู้ ี่มีสว่ นรว่ มในกระบวนการ
เรยี นรอู้ ย่างต่อเน่ือง จนเป็นระบบทีเ่ ช่ือมโยงกนั ส่งผลใหเ้ กิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความร้ใู หม่ๆ เพ่อื
วตั ถปุ ระสงค์ทางวชิ าชีพหรือทางสังคม

ความหมายเครือข่ายการเรยี นรู้สว่ นบุคคล
การเรียนร้ขู องบุคคลจึงเป็นกระบวนการทแ่ี ตล่ ะบคุ คลต้องดำเนินการเอง เพราะกระบวนการสรา้ ง

ความหมายเป็นกระบวนการเฉพาะตน ตระหนักถึงปัญหาและการสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อตอ่ การสรา้ ง
เสรมิ ประสบการณ์ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารซง่ึ กนั และกัน จนทำใหเ้ กดิ การเรยี นรู้

ประเภทแหล่งเรียนรแู้ ละเครือข่ายการเรียนรู้
1. จดั ตามลักษณะของแหล่งการเรยี นรู้
1.1 แหลง่ การเรยี นรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหลง่ การเรยี นร้ทู ผี่ ้เู รยี นจะหาความรู้ได้จากสง่ิ ทีม่ อี ยู่แล้วตาม

ธรรมชาติ เชน่ แมน่ า้ ภูเขา ป่าไม้ ลาธาร กรวด หิน ทราย ชายทะเล เปน็ ต้น
1.2 แหลง่ การเรียนรทู้ ่มี นุษย์สรา้ งขึ้น เพ่ือสบื ทอดศลิ ปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีทางการศึกษา

ท่ีอานวยความสะดวกแกม่ นษุ ย์เช่น โบราณสถาน พพิ ิธภณั ฑ์ หอ้ งสมดุ ประชาชน สถาบันการศึกษา
สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรือน ทอ่ี ยู่อาศยั สถานประกอบการ เป็นต้น

1.3 บุคคล เปน็ แหลง่ การเรยี นรู้ท่ถี ่ายทอดความรคู้ วามสามารถ คุณธรรม จริยธรรม การสบื สาน
วัฒนธรรม และภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ท้ังด้านประกอบอาชพี ตลอดจนนักคดิ นักประดิษฐ์ และผู้มคี วามคิดริเรม่ิ
สร้างสรรค์

2. จัดตามแหลง่ ที่ต้ังของแหลง่ การเรียนรู้
2.1 แหลง่ การเรียนรู้ในโรงเรยี น เดมิ มแี หลง่ การเรยี นรู้หลัก คอื ครู อาจารย์ ต่อมามกี ารพฒั นาเป็น

หอ้ งปฏิบตั กิ ารตา่ งๆ เชน่ หอ้ งปฏิบตั ิการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏบิ ัตกิ ารทางภาษา หอ้ งปฏิบัติการคอมพวิ เตอร์
หอ้ งโสตทัศนศึกษา ห้องจรยิ ธรรม หอ้ งศลิ ปะ ตลอดจนอาคารสถานทีแ่ ละสิ่งแวดลอ้ มในโรงเรียน เชน่
หอ้ งอาหาร สนาม ห้องน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหลง่ น้าในโรงเรยี น เปน็ ต้น

2.2 แหลง่ การเรียนรใู้ นท้องถ่นิ ครอบคลมุ ท้ังดา้ นสถานท่ีและบุคคล ซึ่งอาจอย่ใู นท้องถ่ินใกลเ้ คียง
โรงเรียน ทอ้ งถ่นิ ทโี่ รงเรยี นพาผูเ้ รียนไปเรยี นรู้ เช่น แม่นา้ ภเู ขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุ่งนา

86

สวนผกั สวนผลไม้ วัด ตลาด รา้ นอาหาร หอ้ งสมุดประชาชน สถานีตำรวจ สถานีอนามัย ดนตรพี ื้นบา้ น
การละเลน่ พ้ืนเมอื ง แหล่งทอผ้า เทคโนโลยชี าวบา้ น เทคโนโลยีในชวี ิตประจาวัน แหล่งข้อมลู ขา่ วสารต่างๆ

ตวั อยา่ งเครือข่ายการเรียนรู้
เครอื ข่ายไทยสาร เปน็ เครอื ข่ายเชื่อมโยงสถาบนั การศึกษาต่างๆ ระดับมหาวทิ ยาลัยเขา้ ดว้ ยกันกวา่

50 สถาบัน เร่ิมจดั สรา้ งในปีพ.ศ.2535
เครอื ข่ายยูนเิ นต็ (UNINET) เปน็ เครือข่ายเพื่อการเรยี นการสอนท่สี ำคญั ในยุคโลกา ภวิ ตั น์ จัดทำโดย

ทบวง มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
สคูลเน็ต (SchoolNet) เปน็ เครือข่ายคอมพวิ เตอร์เพ่อื โรงเรียนไทย ได้รบั การดูแลและสนับสนนุ โดย

ศูนย์ เทคโนโลยีอิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละคอมพิวเตอรแ์ หง่ ชาติ เครือข่ายนี้เชอ่ื มโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้กวา่
100 แห่ง และเปดิ โอกาสให้โรงเรยี นอื่นๆ และบคุ คลทส่ี นใจเรียกเข้าเครือข่ายได้

เครือข่ายนนทรี เปน็ เครือข่ายของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ นบั เปน็ เครือข่ายทส่ี มบรู ณ์แบบและใช้
เทคโนโลยชี ั้นสงู สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางดา้ นทรัพยากรเซอร์เวอร์อย่างพอเพียง

เครือข่ายกระจายเสยี งวทิ ยุ อสมท. จะรวมผงั รายการวิทยุในเครอื ข่าย อสมท. มีไฟลเ์ สยี งรับฟงั ทาง
อนิ เทอรเ์ น็ตได.้

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏริ ูปการเมือง เปน็ เครอื ข่ายท่ีใช้แลกเปลยี่ นความคิดเห็นประเด็นต่าง ๆ
ทางการเมือง และบทวิเคราะห์ดา้ นการเมือง

ความสำคัญของแหลง่ เรยี นรู้และเครือขา่ ยการเรียนรู้
การเรียนรู้ตลอดชีวติ ควรเร่ิมจากการมสี ว่ นรว่ มของบุคคล องคก์ รและชุมชนในการตระหนกั ถงึ ปัญหา

และการสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรู้ที่เออ้ื ต่อการสร้างเสรมิ ประสบการณ์ การถ่ายทอดข้อมลู ข่าวสารซ่ึงกนั และ
กัน จนทำให้เกิดการเรยี นรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ ไดส้ รปุ หลกั การสำคัญของเครือข่าย
การเรียนรไู้ ว้ ดังน้ี

1. การกระตนุ้ ความคิด ความใฝแ่ สวงหาความรู้ จิตสำนึกในการพัฒนาชมุ ชนท้องถ่นิ และการมีสว่ น
ร่วมในการพัฒนา

2. การถ่ายทอด แลกเปลย่ี น การกระจายความรู้ท้ังในส่วนของวทิ ยากรสากลและภูมิปญั ญาท้องถิ่น
เพ่อื สนับสนนุ การสรา้ งองคค์ วามรใู้ หมๆ่

3. การแลกเปลีย่ นขา่ วสารกับหนว่ ยงานต่างๆ ของทั้งในภาครัฐและเอกชน
4. การระดมและประสานการใช้ทรัพยากรรว่ มกนั เพ่ือการพัฒนาและลดความซำ้ ซ้อน สูญเปล่าให้
มากท่สี ดุ

87

6. การจัดการเรยี นรู้บนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ต
ความหมายของการเรียนการสอนผา่ นเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต

กดิ านันท์ มลทิ อง (2543) ให้ความหมายวา่ การเรยี นการสอนผ่านเว็บเปน็ การใชเ้ ว็บในการเรียนการ
สอน โดยอาจใช้เว็บเพ่ือนำเสนอบทเรยี นในลักษณะส่อื หลายมติ ขิ องวิชาท้งั หมด ตามหลกั สูตร หรอื ใช้เพยี งการ
เสนอขอ้ มลู บางอยา่ งเพ่ือประกอบการสอนก็ได้ รวมทง้ั ใช้ประโยชนจ์ ากคณุ ลักษณะต่างๆ ของการสอ่ื สารท่ีมี
อยใู่ นระบบอินเทอร์เนต็ เช่น การเขยี นโต้ตอบกัน ทางไปรษณยี ์อิเล็กทรอนกิ สแ์ ละการพูดคุยสดด้วยข้อความ
และเสยี ง มาใช้ประกอบดว้ ยเพือ่ ให้เกดิ ประสิทธภิ าพสูงสดุ

ใจทพิ ย์ ณ สงขลา (2542) ได้ให้ความหมายการเรยี นการสอนผา่ นเว็บวา่ หมายถงึ การผนวก
คุณสมบัติ ไฮเปอรม์ ีเดียเขา้ กับคณุ สมบตั ิของเครอื ขา่ ยเวลิ ด์ไวด์เว็บ เพื่อสรา้ งส่ิงแวดลอ้ มแหง่ การเรียนในมติ ทิ ี่
ไม่มีขอบเขต จำกัดดว้ ยระยะทางและเวลาท่ีแตกต่างกันของผู้เรียน (Learning Without Boundary)

วชิ ดุ า รตั นเพียร (2542) กล่าวว่าการเรียนการสอนผ่านเว็บเปน็ การนำเสนอโปรแกรม บทเรยี นบน
เว็บเพจ โดยนำเสนอผา่ นบรกิ ารเวลิ ด์ไวด์เวบ็ ในเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ซ่งึ ผอู้ อกแบบและ สรา้ งโปรแกรมการ
สอนผ่านเวบ็ จะต้องคำนึงถึงความสามารถและบริการทหี่ ลากหลายของอินเทอรเ์ นต็ และนำคณุ สมบัติต่างๆ
เหล่านน้ั มาใชเ้ พ่ือประโยชน์ในการเรยี นการสอนใหม้ ากทสี่ ุด

ข่าน (Khan. 1997) กลา่ ววา่ การเรยี นการสอนผ่านเว็บหมายถงึ โปรแกรมไฮเปอรม์ ีเดียที่ช่วยในการ
สอน โดยการใชป้ ระโยชนจ์ ากคุณลกั ษณะและทรัพยากรของอนิ เทอรเ์ น็ต (WWW) มาสร้างให้เกิดการเรยี นรู้
อยา่ งมีความหมาย โดยส่งเสริมและสนบั สนุนการเรยี นรู้ในทกุ ทาง

พารส์ ัน (Parson. 1997) กล่าววา่ เป็นการสอนท่ีนำเอาสง่ิ ที่ต้องการสง่ ให้บางส่วนหรอื ทั้งหมด โดย
อาศยั เว็บ โดยเว็บช่วยสอนสามารถกระทำไดห้ ลากหลายรปู แบบและหลากหลายขอบเขตทเ่ี ชื่อมโยงถึงกนั ท้ัง
การเช่อื มต่อบทเรียน วสั ดุช่วยการเรยี นรู้ และการศึกษาทางไกล
สรุปได้วา่ การเรยี นการสอนผ่านเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตคือ การศึกษาบทเรยี นโดยอาศยั เครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต มี
การนำเสนอผ่านบริการ เวิลดไ์ วดเ์ วบ็ ผู้เรยี นสามารถศกึ ษาได้ด้วยตัวเอง มปี ฏสิ ัมพันธ์กบั บทเรยี น โดยไม่มี
ข้อจำกัดดา้ นสถานท่ีและเวลา
การเรยี นการสอนผ่านเวบ็ สามารถทำการสอ่ื สารภายใต้ระบบ Multi-User ไดอ้ ยา่ งไร้พรมแดน ผเู้ รยี น
สามารถตดิ ต่อสอื่ สารกบั ผ้เู รียน อาจารย์หรือผูเ้ ชีย่ วชาญ ฐานข้อมูล และสามารถรับส่งข้อมลู การศึกษา
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (Electroic Education Data) อย่างไม่จำกดั เวลา ไม่จำกัดสถานที่ภายใต้ระบบเครือข่าย
อนิ เทอร์เนต็ ภาสกร เรืองรอง (2544) กล่าววา่ การท่จี ะเป็นการเรยี นการสอนผา่ นเวบ็ น้นั จะต้อง
ประกอบด้วย

1. ความเป็นระบบ ความเป็นระบบสามารถแบ่งเปน็
1.1 Input ได้แก่
1.1.1 ผ้เู รยี น
1.1.2 ผู้สอน
1.1.3 วัตถปุ ระสงค์การเรียน

88

1.1.4 สือ่ การสอน
1.1.5 ฐานความรู้
1.1.6 การสอื่ สารและกิจกรรม
1.1.7 การประเมนิ ผล
1.1.8 สว่ นอ่นื ๆซงึ่ สถาบนั การศกึ ษาเป็นผกู้ ำหนด
1.2 Process ไดแ้ ก่ การสร้างสถานการณ์หรือการจัดสภาวะการเรยี นการสอน โดยใช้วัตถุดบิ
จาก Input ตามแผนการสอนทว่ี างไว้
1.3 Out put ได้แก่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ซงึ่ ไดแ้ ก่การประเมนิ ผล
2. ความเปน็ เงอื่ นไข เปน็ การกำหนดเงื่อนไขในการเรยี น เช่น กำหนดเงอื่ นไขวา่ เม่ือเสร็จสิ้นจากการเรยี นแลว้
จะต้องทำแบบประเมนิ การเรียน หากทำแบบประเมินผา่ นตามคะแนนที่กำหนดไว้ก็สามารถไปศึกษาบทเรยี น
ต่อไป แตถ่ ้าไม่ผา่ นตามเง่ือนไขจะต้องเรียนซ้ำจนกวา่ จะผ่าน เป็นต้น
3. การสอ่ื สารและกจิ กรรม การส่ือสารและกิจกรรมเป็นตวั กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นเกิดการ
ปฏสิ ัมพันธ์ เปน็ ส่ิงทช่ี ว่ ยให้เกดิ การเรียนรู้เขา้ สูเ่ ปา้ หมายได้งา่ ยขึน้ เช่น การใช้ E-mail, Chat,
Webboard เป็นต้น เพ่ือตดิ ต่อผสู้ อนหรอื เพ่ือนร่วมชนั้ เม่ือเกดิ ข้อสงสัย
4. Learing Root การกำหนดแหลง่ ความรู้ภายนอกทเ่ี ก่ยี วข้องกับบทเรยี น โดยมเี ง่ือนไข เชน่ แหล่งความรู้
ภายนอกท่ีมคี วามยากเป็นลำดับ หรอื เก่ียวข้องกับหวั ข้อการเรียนเป็นลำดับการกำหนด Learning Root ใช้
เทคนิค Frame ช่วยช้ีนำทางใหแ้ ก่ผู้เรียน
การสอื่ สารในการเรยี นการสอนผ่านเวบ็ สามารถทำได้ ดงั น้ี
1. การใช้ E-mail ติดต่อระหว่างอาจารยห์ รอื เพ่ือนรว่ มช้ันด้วยกัน ใชส้ ง่ การบา้ นหรืองานท่ีไดร้ ับ
มอบหมาย
2. Webboard ใชต้ ดิ ต่อระหว่างผ้เู รยี น อาจารย์ และผเู้ รยี น ใชก้ ำหนดประเดน็ หรือกระทู้ตามที่
อาจารย์กำหนด หรือตามแต่ผ้เู รียนจะกำหนด เพ่ือช่วยอภิปรายตอบประเดน็ หรือกระทู้นน้ั
3. Chat ใช้ติดตอ่ ระหวา่ งผูเ้ รียน โดยการสนทนาแบบ Real Time มีทงั้
Text Chat และ Voice Chat ใช้สนทนาระหวา่ งผ้เู รียนและอาจารย์ในห้องเรียนหรอื ชวั่ โมงเรยี นน้นั ๆ
เสมือนว่ากำลังคยุ กันอยู่ในห้องเรยี นจรงิ ๆ
4. ICQ ใช้ติดต่อสือ่ สารระหวา่ งผู้เรยี น อาจารย์ และผเู้ รียน โดยการสนทนาแบบ Real Time เสมอื น
ว่ากำลังคุยกันในหอ้ งเรยี นจรงิ ๆโดยท่ีผ้เู รยี นไมจ่ ำเปน็ ต้องอยใู่ นเวลานั้นๆ ICQ จะเกบ็ ข้อความไวใ้ ห้ และยงั
ทราบดว้ ยว่าในขณะน้ันผู้เรียนอย่หู น้าเครื่องหรือไม่
5. Conference ใชส้ อื่ สารระหวา่ งผเู้ รยี น อาจารย์ และผูเ้ รยี น แบบ Real Time โดยทผี่ ู้เรียนและ
อาจารย์สามารถเหน็ หนา้ กนั ได้โดยผา่ นกลอ้ งโทรทัศน์ที่ตดิ อย่กู บั เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ทัง้ สองฝ่าย ใชบ้ รรยายให้
ผู้เรียนท่ีใชง้ านคอมพิวเตอร์อยูเ่ สมือนว่ากำลังเรียนอยใู่ นห้องเรยี นจริงๆ
6. Electronic Home Work ใชต้ ิดต่อส่อื สารระหว่างผเู้ รยี นและอาจารย์เป็นเสมอื นสมุดประจำตัว
นักเรียน โดยทีผ่ เู้ รยี นไมต่ ้องถือสมุดการบ้านจริงๆ เปน็ สมุดการบ้านทตี่ ิดตัวตลอดเวลา ใช้ส่งงานตามอาจารย์

89

กำหนด เชน่ เขยี นรายงานเม่ืออาจารย์ตรวจงานก็สามารถเปิดดูงานของนักเรยี นและเขียนบนั ทึกเพื่อตรวจงาน
และให้คะแนนไดแ้ ต่นักเรยี นด้วยกนั จะเปิดดูไม่ได้
การใชเ้ ว็บเพื่อการเรียนการสอนมีหลักการสำคัญ 4 ประการคือ (บปุ ชาติ ทัฬหิกรณ,์ 2544 : 4-5)

1. ผูเ้ รียนเข้าเวบ็ ได้ทุกเวลา และเป็นผู้กำหนดลำดบั การเข้าเวบ็ นั้นหรือตามลำดับทผี่ ู้ออกแบบได้ให้
แนวทางไว้

2. การเรยี นการสอนผ่านเวบ็ จะเป็นไปไดด้ ถี ้าเปน็ ไปตามสภาพแวดลอ้ มตามแนวคิดของนัก
Constructivist คือมกี ารเรยี นรอู้ ย่างมปี ฏสิ มั พนั ธ์และเรียนร้รู ว่ มกัน

3. ผสู้ อนเปลีย่ นแปลงตนเองจากการเป็นผู้กระจายถา่ ยทอดขอ้ มูลมาเปน็ ผ้ชู ว่ ยเหลือผ้เู รยี นในการ
ค้นหา การประเมิน และการใช้ประโยชนจ์ ากสารสนเทศทคี่ ้นมาจากสื่อหลากหลาย

4. การเรยี นรเู้ กดิ ขนึ้ ในลักษณะเกีย่ วข้องกนั หลายวชิ า (Interdisciplinary) และไมก่ ำหนดว่าจะตอ้ ง
บรรลจุ ุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ในเวลาที่กำหนด

คณุ ลักษณะและประเภทของการเรยี นการสอนผ่านระบบเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต
การเรียนการสอนผ่านเว็บจะตอ้ งอาศัยคุณลักษณะของอินเทอรเ์ นต็ 3 ประการในการนำไปใช้และประโยชน์ท่ี
จะได้รับ (Doherty. 1998) น่ันคือ

1. การนำเสนอ (Presentation) ในลักษณะของเวบ็ ไซต์ทป่ี ระกอบไปดว้ ยข้อความกราฟิก ซ่งึ สามารถ
นำเสนอได้อยา่ งเหมาะสมในลักษณะของส่ือ คือ

1.1 การนำเสนอแบบสอ่ื ทางเดยี ว เช่น เปน็ ข้อความ
1.2 การนำเสนอแบบสอื่ คู่ เช่น ขอ้ ความกบั ภาพกราฟิก
1.3 การนำเสนอแบบมลั ตมิ ีเดีย คอื ประกอบด้วยข้อความ ภาพกราฟิก ภาพเคล่อื นไหว
เสยี ง และภาพยนตร์ หรือวดิ โี อ
2. การส่อื สาร (Communication) การส่ือสารเปน็ สงิ่ จำเปน็ ที่ตอ้ งใชท้ ุกวันในชีวิต ซึ่งเป็นลกั ษณะ
สำคัญของอนิ เทอร์เน็ต โดยมกี ารส่ือสารบนอินเทอร์เนต็ หลายแบบ เชน่
2.1 การสือ่ สารทางเดยี ว โดยดูจากเวบ็ เพจ
2.2 การสื่อสารสองทาง เช่น การส่งอเี มลโตต้ อบกนั การสนทนาผ่านอินเทอรเ์ นต็
2.3 การสอื่ สารแบบหน่ึงแหล่งไปหลายท่ี เปน็ การสง่ ขอ้ ความจากแหลง่ เดียวแพร่กระจายไป
หลายแหง่ เชน่ การอภิปรายจากคนเดยี วใหค้ นอน่ื ๆ ได้รบั ฟงั ดว้ ย หรือการประชุมทางคอมพิวเตอร์
2.4 การส่อื สารหลายแหลง่ ไปสู่หลายแหล่ง เชน่ การใช้กระบวนการกลุ่มในการสื่อสารบนเว็บ
โดยมีคนใช้หลายคนและคนรับหลายคนเช่นกนั
3. การกอ่ เกิดปฏสิ มั พันธ์ (Dynamic Interaction) เปน็ คณุ ลักษณะสำคัญของอนิ เทอร์เนต็ ซ่ึงมี
คณุ ลักษณะท่ีสำคญั 3 ลักษณะคือ
3.1 การสืบค้น
3.2 การหาวิธีการเข้าสเู่ วบ็

90

3.3 การตอบสนองของมนุษย์ในการใช้เวบ็

ขอ้ ดแี ละข้อจำกัดของการเรียนการสอนผา่ นเวบ็
การเรยี นการสอนผา่ นเว็บจะมีความแตกต่างกับการเรียนการสอนแบบด้ังเดิมในชนั้ เรียนปกติท่ีคุ้นเคย

กนั อยู่ โดยการจดั การเรยี นการสอนแบบด้ังเดิมในชัน้ เรียนสว่ นใหญจ่ ะมีลกั ษณะท่เี น้นให้ผสู้ อนเปน็ ผถู้ ่ายทอด
ความรสู้ ูผ่ ูเ้ รียน ผู้เรียนไม่มคี วามกระตอื รือร้นทจ่ี ะแสวงหาความรอู้ ืน่ ๆ เพ่ิมเติม แตต่ ามหลักการพน้ื ฐาน
การศึกษาของการเรยี นรนู้ ้นั เชอื่ ว่า ผู้เรยี นที่สามารถแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง จะเกิดการเรียนรทู้ ี่ลึกซ้งึ กว่า
ผเู้ รยี นควรจะไดร้ ับการยินยอมใหเ้ รยี นในสง่ิ ท่ีพวกเขาสนใจ การเรียนรจู้ ะมีความหมายมากยงิ่ ขน้ึ เม่ือผู้เรยี นเข้า
ไปเกย่ี วข้องกับกระบวนการเรียนการสอน ที่มาจากการตงั้ คำถามมากกว่าการรอรบั แตค่ ำตอบจากผู้สอน
เวิลดไ์ วดเ์ วบ็ มศี กั ยภาพทีม่ ากมายต่อการอำนวยความสะดวกการเรียนรู้ โดยมีผ้สู อนเป็นผ้สู รา้ งโอกาส ดูแล
ควบคุมข้อมูล และให้ผลป้อนกลบั เก่ยี วกับองค์ความรทู้ ่ผี ู้เรียนได้รบั นอกจากน้ี ผ้เู รียนจะเปน็ เจา้ ของการ
เรยี นร้เู อง สามารถสร้างวิธกี ารเรยี นรู้และการแก้ไขปัญหาในโลกได้ดว้ ยตนเอง ผสู้ อนจะกลายมาเป็นผ้อู ำนวย
ความสะดวกในการสร้างโอกาสสำหรบั การเรยี น ซึ่งทำหนา้ ทใี่ หแ้ นวคดิ เบ้ืองต้น จัดหาแหล่งทรพั ยากรและ
กิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ และส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนสามารถสร้างองค์ความร้ดู ้วยตนเอง และคอยใหค้ ำแนะนำ
และช่วยเหลอื นักเรียนในการสำรวจและเข้าถึงขอ้ มลู ซง่ึ ผ้สู อนจะพลกิ บทบาทมาเปน็ ผู้จัดการ และควบคุมการ
เรยี นการสอนแทน

7. ระบบการสืบค้นผ่านเครอื ขา่ ยเพอ่ื การเรียนรู้
ความหมายการสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศ

การสืบค้นสารสนเทศ (Information retrieval) คือ กระบวนการค้นหาสารสนเทศท่ตี อ้ งการ โดยใช้
เครื่องมือสืบค้นสารสนเทศทส่ี ถาบันบรกิ ารสารสนเทศจดั เตรียมไวใ้ ห้

การสืบคน้ สารสนเทศ แบ่งออกเปน็ 2 วธิ ี คือ
1. การสบื คน้ สารสนเทศด้วยระบบมือ (Manual system)
2. การสบื ค้นสารสนเทศดว้ ยระบบคอมพวิ เตอร์ (Computer system)

การสบื ค้นสารสนเทศด้วยระบบมือ สามารถกระทำไดโ้ ดยผ่านเครอื่ งมือหลายประเภท เชน่ บัตรรายการ บตั ร
ดัชนี วารสาร บรรณานกุ รม เป็นต้น ในทีน่ จ้ี ะกล่าวถึงเฉพาะบัตรรายการและ บตั รดรรชนีวารสารเทา่ นั้น

การสืบคน้ สารสนเทศด้วยระบบคอมพวิ เตอร์ สามารถกระทำไดโ้ ดยผา่ นอุปกรณ์คอมพวิ เตอร์ ในการ
ค้นหาข้อมลู จากฐานข้อมูลตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่

1.ฐานขอ้ มลู โอแพก็
2.ฐานขอ้ มูลซดี ีรอม
3.ฐานขอ้ มูลออนไลน์
4.ฐานขอ้ มูลบนอนิ เทอร์เน็ต

91

ประเภทของการสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศ
ขอ้ มลู สารสนเทศท่ีอยบู่ นอินเทอรเ์ นต็ มมี ากมายหลายประเภท มีลักษณะเป็นมลั ตมิ ีเดีย คอื มีท้ังท่เี ป็น

ขอ้ ความ(Text) ภาพวาด (Painting) ภาพเขียนหรือภาพลายเสน้ (Drawing) ภาพไดอะแกรม (Diagram)
ภาพถา่ ย (Photograph) เสียง(Sound) เสยี งสงั เคราะห์ เช่น เสยี งดนตรี (Midi) ภาพยนตร์ (Movie)
ภาพเคล่อื นไหวอะนิเมชนั (Animation)

จากเทคโนโลยกี ารสบื คน้ ที่มอี ยู่ในปัจจุบนั การสบื ค้นท่ีเร็วท่ีสดุ มีประสิทธภิ าพทส่ี ุด และแพร่หลายที่สุด คอื
การสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศประเภทข้อความ สําหรบั การสบื ค้นขอ้ มูลทเี่ ป็นภาพ (Pattern Recognition)
และเสยี ง ยงั มีข้อจาํ กัดอยู่มากใช้เวลานาน และยงั ไมม่ ีประสิทธิภาพ จึงยังไม่มกี ารสืบค้นประเภทอน่ื ๆ
นอกจากประเภทข้อความในการใหบ้ ริการการสืบค้น บนอินเทอรเ์ น็ต

8. การรับ-ส่งข้อมลู บนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็
เครือข่ายของอนิ เตอร์เน็ต คือ ระบบท่มี ีคอมพวิ เตอรอ์ ยา่ งน้อยสองเคร่ืองเชื่อมต่อกนั โดยใชส้ ือ่ กลาง

และสามารถสื่อสารข้อมลู กนั ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ซึ่งทำให้ผู้ใช้คอมพวิ เตอรแ์ ตล่ ะเคร่ืองสามารถแลกเปล่ียน
ข้อมูลซ่ึงกนั และกันได้ นอกจากนี้ยงั สามารถใช้ทรพั ยากรท่ีมีอยใู่ นเครือขา่ ยร่วมกันได้ เชน่ เครื่องพิมพ์
สแกนเนอร์ ฮารด์ ดสิ ก์ เปน็ ต้น การใช้ทรัพยากรเหล่าน้ผี ่านเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ ช่วยใหป้ ระหยดั ค่าใช้จ่าย
ไดม้ าก เม่ือมกี ารเชือ่ มต่อกับเครือข่ายอืน่ ๆ ท่ีอย่หู า่ งไกล เชน่ ระบบอนิ เตอรเ์ น็ต ซ่งึ เป็นเครือข่ายทเี่ ช่อื มตอ่
คอมพวิ เตอร์ทัว่ โลก กท็ ำให้สามารถแลกเปลยี่ นข้อมลู ขา่ วสาร ได้กบั คนทัว่ โลก โดยใชแ้ อพพลิเคชน่ั เชน่ เว็บ
อีเมลล์ เปน็ ต้น

การสอ่ื สารข้อมูลผา่ นเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์
การส่อื สารขอ้ มลู ผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หมายถึง การส่งข้อมูลหรอื ขา่ วสาร จากผูส้ ง่ ต้นทางไปยงั

ผู้รับปลายทางที่อยหู่ ่างไกล โดยผา่ นช่องทางการส่อื สารเพ่ือเปน็ ส่ือกลางในการส่งข้อมลู ซ่งึ อาจจะเป็นแบบใช้
สาย หรอื ไม่ใช้สายก็ได้ สว่ นข้อมูลหรือขา่ วสารนน้ั อาจจะเป็นขอ้ ความ เสียง ภาพเคล่ือนไหว หรอื ขอ้ มลู ท่ีเปน็
มลั ตมิ เี ดียก็ได้ ดังนนั้ การสอื่ สารขอ้ มูลจงึ เปน็ ส่วนหน่ึงของการสอื่ สารโทรคมนาคม โดยเน้นการส่งผา่ นข้อมูล
โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์และเครอื ข่ายเป็นหลกั

โปรโตคอล คอื ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการส่ือสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ หรอื ภาษาส่ือสารทีใ่ ช้เป็น
ภาษากลางในการสอ่ื สารระหวา่ งคอมพวิ เตอร์ด้วยกัน การทีเ่ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ที่ถูกเชื่อมโยงกนั ไว้ในระบบจะ
สามารถตดิ ต่อส่อื สารกนั ไดน้ ั้น จำเปน็ จะตอ้ งมีการสื่อสารทเี่ รยี กว่า โปรโตคอล (Protocol) เช่นเดยี วกับคนเรา
ทีต่ อ้ งมภี าษาพูดเพ่ือใหส้ ื่อสารเขา้ ใจกันได้
โปรโตคอลช่วยใหร้ ะบบคอมพวิ เตอร์สองระบบ ท่ีแตกต่างกันสามารถสื่อสารกันอย่างเข้าใจได้ คือข้อตกลงที่
กำหนดเกย่ี ว กบั การสื่อสารระหว่างเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ต่างๆ ทงั้ วธิ กี ารสง่ และรบั ข้อมูล วิธกี ารตรวจสอบ
ขอ้ ผิดพลาดของการส่งและรับข้อมลู การแสดงผลข้อมลู เมื่อส่งและรบั กันระหวา่ งเครือ่ งสองเครื่อง ดงั นั้นจะ

92

เหน็ ได้วา่ โปรโตคอลมคี วามสำคญั มากในการสื่อสารบนเครือขา่ ย หากไม่มีโปรโตคอลแล้ว การส่อื สารบน
เครอื ข่ายจะไมส่ ามารถเกิดขน้ึ ได้

ชดุ ของโพรโทคอล คือชุดโพรโทคอลสำคัญ ซ่งึ เปน็ ใช้เป็นต้นแบบ ในการใช้งานต่างๆ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 มาตรฐาน
ดงั น้ี คือ

1. มาตรฐานเปดิ
• Internet protocol suite
• Open Systems Interconnection (OSI)

2. มาตรฐานปิด
• AppleTalk
• DECnet
• IPX/SPX
• SMB
• Systems Network Architecture (SNA)
• Distributed Systems Architecture (DSA)

โปรโตคอลทีส่ ำคญั
1. โปรโตคอล HTTP หรอื Hypertext Transfer Protocol จะใช้เมือ่ เรยี กโปรแกรมบราวเซอร์

(Browser)
2. โปรโตคอล TCP/IP หรอื Transfer Control Protocol/Internet Protocolคอื เครือข่าย

โปรโตคอลท่สี ำคญั มากทีส่ ุด เน่ืองจากเปน็ โปรโตคอลทีใ่ ช้ในระบบเครือขา่ ย Internet รวมทั้ง Intranet ซง่ึ
ประกอบดว้ ย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP

3. โปรโตคอล SMTP หรือ Simple Mail Transfer Protocol คอื โปรโตคอล ทใ่ี ช้ในการรบั สง่
จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกสบ์ นเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต

4. โปรโตคอล POP3 หรือ Post Office Protocol 3 เปน็ โพรโทคอลมาตรฐานบนอนิ เทอร์เนต็ ใชใ้ น
การรบั อีเมลจากเซิร์ฟเวอร์ โดยทำงานอย่บู นชดุ โพรโทคอล TCP/IP

5. โปรโตคอล FTP หรือ File Transfer Protocol เป็นโพรโทคอลเครือข่ายชนิดหนึง่ ใช้สำหรับ
แลกเปลยี่ นและจดั การไฟลบ์ นเครือข่ายทีซีพี/ไอพีเช่นอินเทอรเ์ น็ต เอฟทีพีถกู สร้างข้ึนด้วยสถาปัตยกรรมแบบ
ระบบรบั -ให้บริการ (client-server) และใชก้ ารเช่ือมต่อสำหรับสว่ นข้อมลู และส่วนควบคุมแยกกนั ระหวา่ ง
เครอ่ื งลูกข่ายกับเคร่ืองแม่ขา่ ย

6. DHCP หรอื Dynamic Host Configuration Protocol เป็นโพรโทคอลท่ใี ชใ้ นเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์ที่ทำงานแบบแม่ข่าย-ลูกขา่ ย โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายจะทำการรอ้ งขอข้อมูลท่ีจำเป็น ใน

93

การเข้าร่วมเครอื ข่ายจากแม่ข่าย ซึ่งขอ้ มลู เหลา่ นีร้ วมถงึ หมายเลขไอพที ่ีใชภ้ ายในเครือข่าย ซ่ึงคอมพิวเตอรแ์ ม่
ขา่ ยเปน็ ฝ่ายกำหนดใหก้ บั ลกู ขา่

7. IMAP Internet Message Access Protocol เป็นโพรโทคอลในอินเทอร์เนต็ ที่ใชใ้ นการรบั อเี มล
การทำงานของ IMAP จะแตกตา่ งกบั POP3 เน่ืองจาก IMAP เป็นโพรโทคอลแบบ on-line ขณะที่ POP3
เปน็ โพรโทคอลแบบ off-line โดย IMAP และ POP3 เป็นสองโพรโทคอลรับอเี มลทไ่ี ดร้ ับความนยิ มมากที่สดุ
ในปจั จบุ นั

การรบั -ส่งขอ้ มูลผา่ นเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
การโอนถ่าย (Transmission) ข้อมูลหรอื การแลกเปล่ียนข้อมลู ระหว่างผู้สง่ ตน้ ทางกบั ผู้รบั

ปลายทาง ทัง้ ข้อมลู ประเภท ข้อความ รูปภาพ เสยี ง หรือข้อมูลสอื่ ผสมโดยผู้สง่ ต้นทางส่งข้อมูลผา่ นอปุ กรณ์
อเิ ล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งมหี นา้ ท่ีแปลงข้อมูลเหล่านัน้ ให้อยูใ่ นรปู สัญญาณทางไฟฟา้ (Electronic
data) จากนนั้ ถงึ สง่ ไปยังอปุ กรณ์หรือคอมพิวเตอร์ปลายทาง

1. ผู้สง่ เป็นส่ิงทท่ี ำหน้าท่ีสง่ ข้อมูลข่าวสารออกไปยังจดุ หมายปลายทางทีต่ ้องการ ซึง่ อาจเปน็
บคุ คลหรอื อปุ กรณ์ เช่น เครอื่ งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น

2. ข้อมลู ขา่ วสาร เปน็ ส่งิ ท่ผี ูส้ ่งต้องการส่งไปใหผ้ รู้ บั ท่ีอยูป่ ลายทางซึ่งอาจเปน็ เสียง ข้อความหรือ
ภาพ เพอ่ื ส่ือสารให้เกดิ ความเขา้ ใจตรงกัน

3. สื่อกลาง หรือช่องทางการส่ือสาร เป็นสิง่ ท่ชี ่วยให้ขอ้ มูลข่าวสารเดินทางจากผสู้ ่งไปยงั ผู้รับได้
โดยสะดวกซ่ึงมหี ลายรูปแบบ ดงั นี้

* สายสญั ญาณชนดิ ต่างๆ เชน่ สายโทรศัพท์ สายเคเบลิ เส้นใยแก้วนำแสง เป็นต้น
* คลนื่ สัญญาณชนิดตา่ งๆ เชน่ คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ คล่นื แสง คลน่ื อนิ ฟราเรด
* อปุ กรณเ์ สริมชนดิ ต่างๆ เช่น เสาอากาศวทิ ยุ เสาอากาศโทรศัพท์ ดาวเทยี ม โมเดม็
4. ผรู้ บั เป็นส่ิงทท่ี ำหน้าทีร่ ับขอ้ มลู ข่าวสารจากผู้สง่ ซ่งึ ส่งผา่ นสือ่ กลางชนดิ ตา่ งๆ เช่น เครื่อง
คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นตน้
การทจี่ ะส่งขอ้ มูลข่าวสารจากผ้สู ่งไปยงั ผ้รู บั ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพน้ัน จะขาดสว่ นประกอบใด
สว่ นประกอบหนึง่ ทีก่ ล่าวมาแลว้ ไมไ่ ด้ และต้องรจู้ ักเลือกใช้อุปกรณ์และวิธีการใหเ้ หมาะสมกบั ลักษณะงาน

แฟม้ ข้อมูล
แฟ้มขอ้ มลู , ไฟล์ (File) คอื การเกบ็ หรือ รวบรวมขอ้ มูลที่บันทึกไว้เป็น ระเบยี น (record) ใน

Auxiliary Storage คะ่ โดยการเก็บข้อมูลท่มี ีประสทิ ธิภาพตอ้ งมีการบำรุงรักษาขอ้ มูล และอัพเดทให้ทนั สมัย
ดว้ ย function ต่างๆ ดงั นี้
- Add Record (การเพ่มิ )
- Change Record (การเปล่ยี นแปลง)
- Delete Record (การลบ) แฟม้ ข้อมูล (File) คอื การเก็บ หรอื รวบรวมข้อมลู ที่บันทึกไว้เป็นระเบียน

94

- (record) ใน Auxiliary Storage
- ระเบียน (Record) คือ การรวมเขตข้อมูล ทีส่ มั พนั ธ์กนั ไว้ดว้ ยกัน
- เขตข้อมลู (Field) คือ ขอ้ มูลชุดหนงึ่ เช่น ช่อื นามสกลุ รหสั ประจำตัวประชาชน เปน็ ตน้

ประเภทของแฟม้ ขอ้ มลู (File Type) เราสามารถจำแนกแฟม้ ข้อมูลออกตามลักษณะของข้อมลู ทีเ่ ก็บ
บันทึกไว้และสามารถแบ่งแฟ้มขอ้ มูลออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. แฟ้มข้อมูลหลกั (Master File) เปน็ แฟม้ ข้อมูลซงึ่ เกบ็ ข้อมูลที่สำคัญ เชน่ แฟม้ ขอ้ มูลประวตั ิ ลูกคา้
(Customer master file) ตามทก่ี ลา่ วไว้ข้างตน้ แฟม้ ข้อมูลประวัตผิ จู้ ัดส่งสินคา้ (Supplier master file)
แฟม้ ข้อมูลสนิ ค้าคงเหลือ (Inventory master file) แฟ้มข้อมูลบญั ชี (Account master file) เปน็ ต้น ซง่ึ
แฟ้มข้อมลู หลักเหล่าน้ีเปน็ สว่ นประกอบของระบบงานบญั ชี (Account system)

2. แฟ้มรายการปรบั ปรงุ (Transaction file) เปน็ แฟม้ ทีบ่ นั ทึกข้อมูลเกย่ี วกบั แฟม้ ข้อมลู หลกั ทมี่ กี าร
เปลีย่ นแปลงในแตล่ ะวนั รายการท่เี กิดขน้ึ ต้องนำไปปรับปรุงกบั แฟ้มข้อมลู หลกั เพื่อให้แฟ้มขอ้ มูลหลกั มีข้อมูลที่
ทนั สมัยอยู่ตลอดเวลา

การปรบั ปรุงแฟม้ ขอ้ มูลสามารถทำได้หลายอย่าง เชน่ การเพ่ิมรายการ (Add record) การลบรายการ
(Delete record) และการแก้ไขรายการ (Edit)
การจดั ระเบียบแฟ้มข้อมลู (File organization) มวี ธิ กี ารจดั ได้หลายประเภท เชน่

1. การจดั ระเบยี บแฟ้มข้อมลู แบบตามลำดับ (Sequential File organization) ลกั ษณะการจัดข้อมูล
รายการจะเรยี งตามฟิลด์ที่กำหนด (Key field) เช่น เรยี งจากนอ้ ยไปหามากหรอื จากมากไปหาน้อยหรอื เรียง
ตามตัวอกั ษร

ขอ้ ดี ข้อเสีย

1. เป็นวิธที เ่ี ข้าใจง่าย เพราะการเกบ็ จะ 1. เสียเวลาในการปรบั ปรงุ ในกรณีทม่ี รี ายการ

เรียงตาม ลำดบั ปรับปรุงน้อยเพราะจะต้องอา่ นทุกรายการ

จนกว่า จะถึงรายการท่ีต้องการปรับปรงุ

2. ประหยัดเนอ้ื ท่ีในการเกบ็ และง่ายต่อ 2. ตอ้ งมีการจดั เรยี งข้อมลู ท่ีเขา้ มาใหม่ให้อยู่ใน

การสรา้ ง แฟ้มใหม่ ลำดบั เดียวกนั ในแฟ้มข้อมูลหลักกอ่ นทจี่ ะ

ประมวลผล

2. การจดั ระเบยี นแฟ้มข้อมูลแบบตรงหรือแบบสมุ่ (Direct or random file organization) โดย
สว่ นมากมักจะใช้จานแมเ่ หล็ก (Hard disk) เปน็ หนว่ ยเกบ็ ข้อมูล การบนั ทึกหรือการเรียกข้อมลู ขนึ้ มาสามารถ
เรียกได้โดยตรง ไมต่ ้องผ่านรายการอื่นกอ่ น เราเรียกวธิ นี ้ีว่าการเข้าถงึ ข้อมลู โดยตรง (Direct access) หรอื การ
เข้าถึงโดยการสุ่ม (Random Access) การค้นหาข้อมูลโดยวธิ ีนีจ้ ะเร็วกวา่ แบบตามลำดับ ทั้งนเ้ี พราะการคน้ หา

95

จะกำหนดดัชนี (Index) จะนั้นจะว่งิ ไปหาข้อมูลท่ตี อ้ งการหรอื อาจจะเขา้ หาขอ้ มูลแบบอาศัยดชั นแี ละ
เรยี งลำดับควบคู่กัน (Indexed Sequential Access Method (ISAM) โดยวธิ ีนี้จะกำหนดดชั นีทต่ี ้องการ
ค้นหาข้อมูล เมือ่ พบแล้วต้องการเอาข้อมูลมาอกี ก่ี รายการกใ็ หเ้ รียงตามลำดบั ของรายการทีต่ ้องการ ซ่ึงการ
เก็บโดยวธิ ีนีม้ ีท้ังข้อดีและข้อเสยี

ขอ้ ดี ขอ้ เสีย

1. สามารถบันทกึ เรียกข้อมูล และ 1. สนิ้ เปลืองเน้อื ท่ีในหน่วยสำรองข้อมลู

ปรบั ปรงุ ข้อมลู ท่ี ต้องการได้โดยตรง ไม่

ต้องผา่ นรายการทีอ่ ยู่ก่อนหน้า

2. ในการปรบั ปรุงและแก้ข้อมลู สามารถ 2. ตอ้ งมกี ารสำรองขอ้ มลู เนือ่ งจากโอกาสท่ี

ทำไดท้ นั ที ข้อมูล จะมปี ญั หาเกดิ ไดง้ า่ ยกว่าแบบตามลำดับ

การจดั การแฟม้ ขอ้ มูล (File Management) ในอดีตข้อมูลที่จัดเกบ็ ไวจ้ ะอย่ใู นรูปของแฟ้มข้อมลู อสิ ระ
(Conventional File) ซง่ึ ระบบงานแต่ละระบบกจ็ ะสร้างแฟม้ ของตนเองข้นึ มาโดยไมเ่ กย่ี วข้องสมั พนั ธ์กนั เชน่
ระบบบัญชี ทส่ี รา้ งแฟ้มข้อมลู ของตนเอง ระบบพสั ดุคงคลัง (Inventory) ระบบการจ่ายเงนิ เดอื น(Payroll)
ระบบออกบิล (Billing) และระบบอื่นๆต่างก็มแี ฟ้มข้อมลู เป็นของตนเอง หากมีการปรับปรงุ แกไ้ ขก็จะทำ
เฉพาะสว่ นจงึ ทำข้อมลู ขององคก์ าร บางครัง้ เกิดสบั สนเนื่องจากข้อมูลขดั แย้งกันและในบางองคก์ ารอาจจะมี
การเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษาทเี่ ขยี นท่ตี ่างกัน เชน่ ภาษาโคบอล (COBOL language) ภาษาอาร์พจี (ี RPG)
ภาษาปาสคาล (PASCAL) หรือภาษาซี (C language) ซึง่ มีลกั ษณะของแฟม้ ขอ้ มูลที่สร้างด้วยภาษาท่ตี า่ งกนั ก็
ไม่สามารถจะใชง้ านร่วมกนั ได้ จงึ ทำให้องค์การเกิดการสูญเสียในขอ้ มลู ดงั นนั้ ก่อนทีอ่ งค์การจะนำ
คอมพิวเตอร์มาใช้จะต้องมีการวางแผนถึงระบบการบริหารแฟ้มขอ้ มลู การแบง่ ประเภทของแฟม้ ข้อมลู และ
การจดั ระเบยี บแฟ้มข้อมลู การบริหารแฟ้มขอ้ มลู จะต้องมีการกำหนดโปรแกรมที่จะพัฒนาข้นึ มาวา่ จะใชภ้ าษา
อะไร มีหน่วยงานใดต้องใช้ ต้องการข้อมลู อะไร ข้อมลู ท่ีแต่ละแผนกต้องการซ้ำกนั หรือไม่ หรือมีข้อมูลอะไรท่ี
ขาดหายไปและข้อมูลฟิลด์ไหนทจี่ ะใชเ้ ปน็ คยี ์ในการค้นหาข้อมูล เชน่ การสร้างแฟ้มประวตั ลิ ูกคา้

ประเภทของแฟ้มข้อมูล (File Type) เราสามารถจำแนกแฟ้มข้อมลู ออกตามลักษณะของขอ้ มลู ที่เกบ็ บนั ทึกไว้
และสามารถแบง่ แฟม้ ขอ้ มลู ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คอื

1.แฟ้มข้อมลู หลัก (Master File) เปน็ แฟ้มข้อมูลซ่ึงเกบ็ ขอ้ มูลที่สำคญั เช่น แฟม้ ข้อมลู ประวัติ ลกู ค้า
(Customer master file) ตามทีก่ ลา่ วไว้ข้างตน้ แฟม้ ข้อมูลประวตั ผิ จู้ ัดส่งสินคา้ (Supplier master file)
แฟม้ ข้อมลู สนิ คา้ คงเหลือ (Inventory master file) แฟม้ ข้อมลู บญั ชี (Account master file) เป็นต้น ซง่ึ
แฟ้มข้อมลู หลักเหลา่ น้ีเป็นสว่ นประกอบของระบบงานบัญชี (Account system)


Click to View FlipBook Version