The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kingkan4375, 2022-03-04 15:09:00

E-Book

E-Book

96

1. แฟ้มรายการปรบั ปรุง (Transaction file) เป็นแฟ้มทีบ่ นั ทึกขอ้ มลู เกยี่ วกบั แฟ้มข้อมลู หลกั ทมี่ ีการ
เปลย่ี นแปลงในแต่ละวนั รายการทเี่ กิดขน้ึ ต้องนำไปปรับปรุงกับแฟ้มข้อมลู หลักเพ่ือใหแ้ ฟ้มขอ้ มลู
หลักมีข้อมูลทท่ี นั สมยั อยตู่ ลอดเวลา

วิธีการประมวลผล
วิธกี ารประมวลผล (Processing Technique) การใชค้ อมพวิ เตอร์เพือ่ ชว่ ยในการประมวลผลทาง

ธรุ กจิ นนั้ มวี ิธกี ารประมวลผลได้หลายแบบดังน้ี
1. การประมวลผลแบบชดุ (Batch Processing) คอื การประมวลผลโดยผใู้ ชจ้ ะทำการรวบรวม

เอกสารทีต่ ้องการประมวลผลไว้เปน็ ชุดๆ ซงึ่ แต่ละชดุ อาจจะกำหนดเทา่ กับเอกสาร 10 หรอื 20 รายการหรือ
มากกวา่ กไ็ ด้แต่ใหม้ ีขนาดเท่ากนั แลว้ ปอ้ นข้อมูลดงั กลา่ วส่เู คร่อื งคอมพิวเตอร์ จากน้ันจึงใชค้ ำสั่งใหป้ ระมวลผล
พรอ้ มกันที่ละชุดตวั อย่าง บริษัทหน่งึ อาจจะใช้เคร่ืองคอมพิวเตอรเ์ พ่ือออกบลิ โดยมีการรวบรวมใบส่งั ซอื้ จาก
ลูกคา้ ภายในหนงึ่ วันจากแผนกขาย จากนนั้ กส็ ่งใหแ้ ผนกคอมพิวเตอร์ทำการป้อนข้อมลู และตรวจสอบความ
ถกู ต้องของข้อมลู ก่อนท่จี ะเก็บบนั ทกึ ไว้ จากนั้นกจ็ ะนำข้อมลู ดงั กลา่ วไปประมวลผล ซ่ึงอาจจะต้องอาศยั
แฟม้ ข้อมลู อน่ื ๆ มาประกอบการประมวลผล เช่น แฟม้ ข้อมูลสินค้าคงเหลอื แฟม้ ขอ้ มูลลูกหนี้ กรณีลกู คา้ ซ้ือ
เงนิ เชือ่ และแฟ้มประวัตลิ กู ค้า เป็นตน้ จากนน้ั ก็จะนำข้อมลู ดังกลา่ วไปประมวลผล ซงึ่ อาจจะตอ้ งอาศยั
แฟ้มขอ้ มูลอื่นๆ มาประกอบการประมวลผล เชน่ แฟม้ ข้อมูลสนิ คา้ คงเหลือ แฟ้ม ข้อมูลลูกหนี้ กรณลี ูกคา้ ซ้ือ
เงนิ เชอ่ื และแฟ้มประวตั ิลกู คา้ เปน็ ตน้ จากน้ันจึงออกบลิ เพ่ือส่งตอ่ ให้กบั ผู้ขายเพ่ือเบกิ สินต้าทแี่ ผนกพัสดุ
สนิ คา้ หรอื โกดัง (Warehouse) พจิ ารณา แสดงข้อดีและข้อเสียของการประมวลผลแบบชดุ

ข้ ้อดีของการทำงานแบบชดุ ขอ้ เสยี ของการทำงานแบบชุด

1. เหมาะสำหรบั บรษิ ัททีม่ ีขนาดใหญ่ มี 1. เสยี เวลาในการข้อมูลทีต่ อ้ งการทันทีทนั ใด อาจจะ

ปริมาณงาน มากแต่ไม่จำเปน็ ตอ้ งบรกิ าร ไมท่ ันสมัย(Update) เนอ่ื งจากการประมวลผลข้อมูล

ข้อมลู ทันทที นั ใด จะทำเปน็ ช่วงๆ ปรบั ปรุงในกรณที ่ีมีรายการ ปรบั ปรงุ

นอ้ ยเพราะจะต้องอ่านทกุ รายการจนกวา่ จะถึง

รายการทีต่ ้องการปรับปรุง

2. ง่ายต่อการตรวจสอบ หากข้อมลู ผิดพลาด 2. เสยี เวลาในการรวบรวมข้อมลู เพือ่ ตรวจสอบ ก่อน

สามารถตรวจสอบเฉพาะชุดของข้อมลู ท่ี จะทำการ ประมวลผล

ผิดพลาด

2. การประมวลผลแบบโต้ตอบ (Interactive) หมายถึง การทำงานในลักษณะที่มีการโต้ตอบระหว่าง
ผใู้ ช้กับเคร่อื งคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใชส้ ามารถทจี่ ะตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลา เช่น กรณีท่ลี ูกค้า นายวลั ลภ
คลองหก จากบริษัทราชมงคล จำกัด ตดิ ต่อซ้ือเครื่องคอมพิวเตอรจ์ ากแผนกขาย เจ้าหนา้ ที่พนกั งานขาย

97

จะตอ้ งปอ้ นรหสั ลูกค้าเพื่อเรียกประวตั ินายวลั ลภขึน้ มาพจิ ารณาวา่ ในขณะน้ีได้สัง่ ซือ้ สินค้าเกนิ วงเงนิ เครดติ
หรือไม่ ถา้ ไม่เกินกอ็ นุมัตกิ ารขายแต่ถ้าหากเกินก็อาจจะใหช้ ำระเป็นเงนิ สด จากนั้นจะมีการตรวจสอบแฟ้ม
สนิ คา้ คงคลงั ว่ามีสนิ คา้ ดังกล่าวหรือไมเ่ พ่ือตัดสตอ็ ก (Stock) แล้วพมิ พ์บิลเพ่ือจดั สง่ ให้ลูกคา้ แสดงการทำงาน
การออกบิลโดยการประมวลผลแบบโตต้ อบ

้ข้อดีของการทำงานแบบโต้ตอบ ข้อเสยี ของการทำงานแบบโต้ตอบ
1. สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ปอ้ น 1. โอกาสผิดพลาดมีมากกวา่ วธิ แี บบชุดเนอ่ื งจากการ
ทนั ทที ันใดด ตรวจทานท่หี น้าจอภาพอาจจะทำให้ผู้ตรวจตาลาย
2. สารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันที 2. การแกไ้ ขข้อผดิ พลาดทำได้ยากกวา่

3. ไดร้ ับผลลพั ธท์ ี่ทนั สมยั

3. การประมวลผลแบบออนไลน์ (Online processing) คือ การประมวลผลรว่ มกันระหว่าง
คอมพิวเตอร์ที่ ต่อพ่วงกับระบบสือ่ สาร (Communication) โดยอาศยั อุปกรณ์ตอ่ พ่วง เชน่ โมเดม็ (Modem)
ซ่ึงลกั ษณะการทำงานอาจจะมีเคร่ืองคอมพวิ เตอร์หลายเคร่ืองตอ่ พว่ งกนั ในระบบเครอื ข่าย (Network) ซง่ึ
อาจจะเปน็ เครือ่ งคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือไมโครคอมพวิ เตอร์ก็ได้ โดยที่เคร่อื งคอมพิวเตอรแ์ ต่
ละเครื่องไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กันแต่สามารถทจี่ ะตดิ ต่อส่อื สารกนั ได้โดยมีการส่งผา่ นข้อมูลไปมาระหวา่ งกนั ใน
ระบบไมโครคอมพวิ เตอรเ์ ราอาจจะสรา้ งเครือข่ายในลกั ษณะเครือขายเฉพาะ (Local Area Network(LAN)
ซึ่งเปน็ เครือข่ายใกล้ๆ หรืออาจสรา้ งเครอื ข่ายงานกวา้ ง [Wide Area Network(WAN) ซึ่งเปน็ เครอื ข่าย
คอมพิวเตอร์ทอ่ี ยูห่ า่ งไกลกนั มากแตเ่ ชื่อมต่อกนั ได้โดยระบบ โทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์หรอื ดาวเทียม ในเชิง
ธุรกิจกรณีที่พนักงานขายอยู่ต่างจังหวดั และจะส่งใบสัง่ ซื้อของลกู ค้า เข้ามาทีส่ ำนกั งานใหญก่ ็สามารถทำไดโ้ ดย
ส่งข้อมลู ผ่านทางสายโทรศัพท์แล้วพมิ พบ์ ิลทีสำนกั งาน จากนนั้ ก็จัดสง่ สินค้าใหก้ ับลูกคา้ ตามใบส่ัง

แฟม้ ขอ้ มลู (file) คือกลมุ่ ของขอ้ มลู ท่ีเกย่ี วข้องกนั และเปน็ ประเภทเดยี วกันในฐานข้อมลู จะ
ประกอบด้วยแฟ้มข้อมลู ทีเ่ ก่ยี วข้องกันการออกแบบแฟม้ ข้อมูลและฐานข้อมูลหมายถงึ การกำหนดโครงสรา้ ง
การจัดเก็บข้อมูล เช่น เขตข้อมลู ท่ีประกอบกนั ขึ้นเปน็ ระเบียนขอ้ มูล ประเภทของข้อมูล ขนาดของข้อมูล
จำนวนพืน้ ท่สี ำหรบั จัดเกบ็ วิธกี ารจดั เกบ็ (storage) และการเขา้ ถงึ ขอ้ มูล (access method) ในแฟ้มขอ้ มูล
และฐานข้อมลู ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ฐานข้อมลู เป็นสว่ นที่สำคญั สำหรับระบบงานสารสนเทศ เนอื่ งจากใช้
เก็บข้อมูลนำเขา้ ตา่ งๆ

98

1. ประเภทของแฟ้มข้อมูล ประเภทของ แฟม้ ข้อมูล (types of file) จำแนกไดเ้ ปน็ ประเภทต่าง ๆ ดงั น้ี
1.แฟ้มข้อมลู หลกั (master file-MF) จะเก็บขอ้ มลู ทงั้ หมดหรอื ข้อมลู หลักของระบบงาน ในระบบหนึ่ง ๆ

อาจมีได้หลายแฟ้มข้อมูลหลกั ตัวอย่างของแฟม้ ข้อมลู หลกั เช่น ระบบการคน้ คนื เก่ยี วกบั บรรณานุกรมหนงั สือ
จะมแี ฟม้ ข้อมูลหลกั ทเี่ ก็บข้อมูลท้ังหมดของหนังสือ

2. แฟม้ ประมวลผลรายการ (transaction file-T/F) จะเก็บข้อมูลของงานอย่างหน่งึ อย่างใด หรือ
สำหรบั ปรบั ปรุงข้อมูลบางอย่างในแฟ้มข้อมลู หลัก และจะเป็นแฟม้ ข้อมูลช่ัวคราว เชน่ แฟม้ รายการคน้ คนื
หนงั สอื ซึ่งเม่ือเลิกคน้ คืนแล้วแฟม้ ข้อมูลนจี้ ะถูกลบไป

3. แฟม้ ขอ้ มูลตาราง (table file) เปน็ แฟม้ ขอ้ มูลหลักแบบหน่งึ ใช้สำหรบั เกบ็ ขอ้ มูลทถ่ี กู เรยี กใช้เพ่ือ
อา้ งอิงอยเู่ สมอ ๆ

4. แฟม้ ข้อมลู แบบรายงาน (report file) จะเก็บผลลัพธต์ ่าง ๆ ที่ยงั ไมไ่ ด้พิมพ์ เนอ่ื งจากเครอ่ื งพิมพย์ งั
ไมว่ ่างหรือมีผูใ้ ช้อยใู่ นขณะนั้นจึงทำการรวมผลพั ธต์ า่ ง ๆ ไว้ในแฟม้ เดียวกนั เพอ่ื รอพิมพ์ตามลำดบั

5. แฟม้ ข้อมูลอืน่ ๆ ในระบบสารสนเทศจะมีแฟ้มข้อมลู หากหลาย เชน่ แฟ้มข้อมูลสำรอง (back-up
file) แฟม้ ข้อมูลโปรแกรม (program file) เป็นต้น

2. การจัดแฟม้ ข้อมูล
รูปแบบการจัดแฟ้มขอ้ มูล แบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คอื แบบเรยี งลำดับ (sequential file

organization) แบบส่มุ หรือโดยตรง (random/direct file organization) แบบดรรชนี (indexed file
organization)

ขอ้ ควรพิจารณาในการจดั แฟ้มข้อมูล การเลือกใช้แฟ้มข้อมูลแบบใดสามารถพิจารณาจากลกั ษณะ
ของข้อมลู ลักษณะการประมวลผล สือ่ ทีใ่ ช้จัดเก็บ เชน่

1) ความสามารถในการเข้าถึงแฟ้มข้อมูล (file accessibility)ตอ้ งการใช้เป็นการประมวลผล
แบบออนไลน์ (online) หรือประมวลผลแบบกล่มุ /ชดุ (batch)

2) ปรมิ าณระเบียนรายการเปลี่ยนแปลง (transaction record) ถา้ มขี ้อมูลทีต่ อ้ งเปลย่ี นแปลง
มากและใชก้ ารประมวลผลแบบกลมุ่ ควรใชก้ ารจัดแฟม้ ขอ้ มูลแบบเรยี งลำดับ ถ้าการประมวลผลเป็นแบบ
ออนไลน์ควรใช้การจัดแฟม้ ข้อมบู แบบสุ่มหรอื โดยตรง

3) ปรมิ าณหรือขนาดของแฟ้มข้อมลู (file capacity) ควรใช้ส่อื แบบใดจดั เกบ็ ข้อมลู จงึ จะ
เหมาะสม เช่น เทปแม่เหล็ก จานแมเ่ หลก็ หรือจานซดี ี-รอม

4) ความเรว็ ที่ต้องการในการประมวลผลหรือถ่ายเทข้อมลู ต้องพิจารณาถงึ รูปการจัดแฟ้มข้อมลู
และสื่อจัดเก็บ

5) ค่าใช้จ่าย เชน่ ฮารด์ แวร์ และสอ่ื จัดเก็บ

99

โครงสร้างแฟม้ ข้อมลู
เปน็ วธิ กี ารจดั เก็บข้อมูลในคอมพวิ เตอรเ์ พื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพการเลอื ก

โครงสรา้ งขอ้ มลู น้ันโดยส่วนใหญแ่ ล้วจะเร่ิมต้นจากการเลอื กประเภทขอ้ มลู อยา่ งย่อโครงสรา้ งข้อมูลทอ่ี อกแบบ
เป็นอยา่ งดีจะสามารถรองรบั การประมวลผลท่หี นกั หนว่ งโดยใชท้ รัพยากรทนี่ อ้ ยท่ีสดุ เท่าท่ีจะเปน็ ไปได้ท้งั ในแง่
ของเวลาและหน่วยความจำ

โครงสรา้ งข้อมลู แต่ละแบบจะเหมาะสมกบั งานที่แตกตา่ งกนั และโครงสรา้ งข้อมลู บางแบบก็
ออกแบบมาสำหรบั บางงานโดยเฉพาะ

แนวความคดิ ในเรอ่ื งโครงสรา้ งขอ้ มูลนี้สง่ ผลกับการพัฒนาวิธีการมาตรฐานต่างๆในการออกแบบและ
เขยี นโปรแกรมหลายภาษาโปรแกรมนัน้ ได้พัฒนารวมเอาโครงสร้างข้อมูลนีไ้ ว้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของระบบโปรแกรม
เพอ่ื ประโยชนใ์ นการใชซ้ ้ำ

แฟม้ ข้อมลู ” (file) หมายถึงข้อมลู สารสนเทศหรือขอ้ มลู ทงั้ หมดทเ่ี ก็บไว้ในสอ่ื ทม่ี คี ุณสมบตั เิ ปน็
แมเ่ หลก็ ไมว่ า่ จะเปน็ จานบนั ทึกธรรมดาหรือจานแข็ง (hard disk) ก็ตามขอ้ สนเทศทีน่ ำไปเก็บนั้นจะถกู นำไป
เก็บไวเ้ ปน็ เรื่องๆ ไป อาจจะเป็นโปรแกรมข้อมลู หรือภาพ (graphics) ก็ได้ แตล่ ะเร่ืองตา่ งก็ต้องมีชอ่ื เป็นของ
ตนเองที่ต้องไมซ่ ้ำกัน

1.รปู แบบของการจัดระเบียบข้อมูล
รูปแบบของการจัดระเบียบของข้อมูล ซ่ึงมอี ยู่หลายรูปแบบ ประกอบด้วยโครงสร้างพน้ื ฐานที่

ลำดบั จากหน่วยทีเ่ ลก็ ทส่ี ดุ ไปยงั หน่วยทใ่ี หญข่ ึ้นตามลำดบั ต่อไปน้ี
1.1 บทิ (Bit : Binary Digit) คือหนว่ ยของข้อมลู ท่ีเล็กทสี่ ดุ ที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำภายใน

คอมพวิ เตอร์ ซึ่ง Bit จะแทนด้วยตัวเลขหน่งึ ตัว คอื 0 หรอื 1 อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง เรียกตวั เลข 0 หรือ 1 ว่าเปน็
บิท1 บิท

1.2 ไบท์ (Byte) คือหน่วยของขอ้ มลู ที่นำบทิ หลายๆบิทมารวมกนั แทนตวั อักษรแตล่ ะตัว เช่น A, B,
…, Z, 0, 1, 2, … ,9 และสญั ลกั ษณ์พิเศษอ่ืนๆ เช่น $, &, +, -, *, / ฯลฯโดยตวั อกั ษร 1 ตัวจะแทนดว้ ยบิท
7 บทิ หรือ 8 บิทซึ่งตวั อักษรแตล่ ะตัวจะเรียกว่า ไบท์ เช่น ตวั A เม่ือเก็บอยใู่ นคอมพวิ เตอรจ์ ะเก็บ
เป็น 1000001 สว่ นตวั B จะเกบ็ เปน็ 1000010 เป็นต้น

1.3 เขตข้อมูล (Field) คือ หน่วยของข้อมูลทีเ่ กิดจากการนำตวั อกั ขระหลายๆตวั มารวมกัน เปน็ คำทีม่ ี
ความหมาย

1.4 ระเบยี น (Record) คือ หน่วยของข้อมูลท่ีมกี ารนำเขตข้อมูลหลายๆ เขตขอ้ มูล ทมี่ คี วามสัมพนั ธ์
กันมารวมกัน หรือคา่ ของข้อมูลในแต่ละเขตข้อมูล

1.5 แฟม้ ขอ้ มูล (File) คือ หน่วยของข้อมลู ที่มีการนำระเบยี นหลายๆ ระเบยี นท่ีมีความสัมพนั ธก์ ันมา
รวมกัน

1.6 ฐานขอ้ มลู (Database) คือ หน่วยของข้อมลู ท่มี ีการนำแฟ้มข้อมลู หลายๆ แฟ้มข้อมูล ท่มี ี
ความสัมพันธก์ นั มารวมกนั

100

2.โครงสร้างแฟม้ ข้อมูล
โดยปกติแฟ้มข้อมูลจะถกู เก็บไวใ้ นหนว่ ยความจำสำรอง (secondary storage) เชน่ ฮารด์ ดิสก์

เน่ืองจากมีความจุข้อมูลสงู และสามารถเก็บได้ถาวรแมจ้ ะปิดเครื่องไปซึง่ การจดั เก็บน้ีจะต้องมีวธิ ีกำหนด
โครงสร้างโดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พื่อให้การจดั เกบ็ และเขา้ ถึงข้อมลู มคี วามรวดเรว็ ถกู ต้องและเหมาะสมกับความ
ต้องการการเข้าถงึ และคน้ คนื ขอ้ มลู จะอาศัยคีย์ฟิลดใ์ นการเรยี กค้นด้วยเสมอการจดั โครงสร้างของแฟ้มข้อมลู
อาจจะแบง่ ไดเ้ ป็นลกั ษณะดังนี้
การจดั การโครงสร้างแฟ้มข้อมูลมีปจั จยั ท่ตี ้องพิจารณาในการเลือกโครงสรา้ ง ไดแ้ ก่
- ปรมิ าณขอ้ มูล ความถี่ในการดึงขอ้ มลู ความถ่ีในการปรบั ปรงุ ข้อมลู จำนวนคร้งั ทอี่ ่านข้อมลู จาก
หน่วยความจำสำกรองตอ่ การดงึ ข้อมูล
การจัดโครงสรา้ งข้อมลู แบบต่างๆ
- แฟ้มลำดบั (sequential file)
- แฟม้ ส่มุ ( direct file หรือ hash file)
- แฟม้ ดรรชนี (indexed file)
- แฟ้มลำดับดรรชนี (indexed sequential file)

2.1 โครงสรา้ งของแฟ้มข้อมลู แบบเรียงลำดับ (Sequential File Structure)
เป็นโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลชนดิ พ้นื ฐานท่สี ามารถใชง้ านได้งา่ ยท่สี ดุ เนื่องจากมีลักษณะการ

จัดเก็บข้อมูลแบบเรยี งลำดับเรคคอร์ดต่อเน่ืองกันไปเร่ือยๆการอ่านหรือคน้ คนื ข้อมลู จะข้ามลำดบั ไปอ่านตรง
ตำแหน่งใดๆท่ีตอ้ งการโดยตรงไม่ไดเ้ ม่ือตอ้ งการอา่ นข้อมลู ท่เี รคคอร์ดใดๆโปรแกรมจะเร่ิมอ่านตง้ั แต่เรคคอรด์
แรกไปเร่ือยๆจนกว่าจะพบเรคคอรด์ ทตี่ ้องการ ก็จะเรียกค้นคืนเรคคอร์ดนนั้ ขน้ึ มา

การใช้ข้อมูลเรียงลำดับนี้จงึ เหมาะสมกบั งานประมวลผลทม่ี กี ารอา่ นขอ้ มลู ตอ่ เนอ่ื งกนั ไปเรอ่ื ยๆ
ตามลำดบั และปรมิ าณครง้ั ละมากๆ

แฟ้มขอ้ มลู แบบน้ีถ้าเปน็ เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ระดับเมนเฟรมขนาดใหญ่ก็จะจัดเกบ็ อยใู่ นอุปกรณ์
ประเภทเทปแมเ่ หล็ก (magnetic tape) ซึง่ มีการเข้าถึงแบบลำดบั (Sequential access) เวลาอ่านข้อมูลก็
ตอ้ งเป็นไปตามลำดับด้วยคลา้ ยกบั การเกบ็ ข้อมูลเพลงลงบนเทปคาสเซ็ต

2.2 โครงสร้างของแฟม้ ข้อมลู แบบสุ่ม (Direct/Random File Structure)
เปน็ ลักษณะของโครงสรา้ งแฟ้มขอ้ มูลที่เขา้ ถงึ ได้โดยตรงเมื่อต้องการอ่านค่าเรคคอรด์ ใดๆ

สามารถทำการเลือกหรืออ่านค่าน้นั ได้ทำใหก้ ารเขา้ ถึงข้อมูลไดร้ วดเรว็ กวา่ ปกตแิ ล้วจะมีการจดั เก็บในสื่อที่มี
ลกั ษณะการเข้าถงึ ไดโ้ ดยตรงประเภทจานแมเ่ หล็ก เชน่ ดิสเก็ต,ฮาร์ดดสิ ก์หรือ CD-ROM เปน็ ตน้

2.3 โครงสรา้ งของแฟ้มข้อมูลแบบลำดบั เชงิ ดรรชนี (Index Sequential File Structure)
เปน็ ลกั ษณะของโครงสร้างแฟม้ ข้อมูลทอ่ี าศัยกระบวนการทเ่ี รียกวา่ ISAM (Index Sequential

Access Method ) ซึง่ รวมเอาความสามารถในการเข้าถงึ ข้อมลู แบบสมุ่ และแบบเรยี งตามลำดับเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั
การจัดโครงสรา้ งแฟ้มข้อมูลวิธนี ข้ี ้อมลู จะถกู จัดเกบ็ เรยี งกันตามลำดบั ไว้บนสื่อแบบส่มุ เช่น ฮาร์ดดิสกแ์ ละการ
เข้าถึงขอ้ มลู จะทำผ่านแฟ้มข้อมูลลำดับเชงิ ดรรชนี (Index Sequential File) ซงึ่ ทำหนา้ ท่ีช่วยช้แี ละคน้ หา

101

ขอ้ มูลท่ีตอ้ งการได้สามารถทำงานไดย้ ดื หยนุ่ กว่าวธิ อี ื่นๆโดยเฉพาะกบั กรณที ่ีข้อมลู ในการประมวลผลมีจำนวน

มากๆ โครงสรา้ งแฟ้มขอ้ มลู แบบน้ีจะมหี ลกั การทำงานคลา้ ยกบั รปู แบบดรรชนีท้ายเล่ม ซง่ึ ทำใหง้ า่ ยและ

สะดวกมากยิ่งข้ึน

ตารางเปรียบเทียบโครงสรา้ งของแฟม้ ข้อมลู

โครงสร้างแฟม้ ข้อดี ข้อเสยี ส่อื ท่ีใช้เก็บ

1. แบบ - เสียคา่ ใชจ้ า่ ยนอ้ ยและใช้ - การทำงานเพอื่ คน้ หา เทปแม่เหลก็ เช่น เทปคาส

เรียงลำดับ งานได้งา่ ยกว่าวธิ อี ืน่ ๆ ข้อมลู จะตอ้ งเรม่ิ ทำตง้ั แต่ เซ็ต

- เหมาะกับงานประมวลผล ตน้ ไฟลเ์ รียงลำดบั ไป

ทีม่ กี ารอ่านข้อมลู แบบ เร่ือย จนกวา่ จะหาข้อมูล

เรยี งลำดบั และในปริมาณ นน้ั เจอ ทำใหเ้ สียเวลา

มาก คอ่ นข้างมาก

- สื่อท่ีใช้เก็บเปน็ เทปซึ่งมี - ขอ้ มลู ทีใ่ ช้ต้องมีการจดั

ราคาถกู เรียงลำดับกอ่ นเสมอ

- ไมเ่ หมาะกบั งานทต่ี ้อง

แก้ไข เพมิ่ ลบข้อมูลเปน็

ประจำ เชน่ งานธุรกรรม

ออนไลน์

2. แบบส่มุ - สามารถทำงานได้ - ไม่เหมาะกับงาน จานแม่เหลก็ เช่น

เรว็ เพราะมีการเขา้ ถงึ ประมวลผลทอ่ี ่านข้อมูลใน ดสิ เกต็ ต,์ ฮาร์ดดิสก์

ขอ้ มลู เรคคอร์ดแบบเร็ว ปริมาณมาก หรือ CD-ROM

มาก เพราะไม่ต้อง - การเขียนโปรแกรมเพ่ือ

เรยี งลำดับข้อมูลก่อนเก็บ คน้ หาข้อมูลจะซับซ้อน

ลงไฟล์ - ไมส่ ามารถเขา้ ถึงข้อมลู

- เหมาะสมกับการใชง้ าน แบบเรยี งลำดับได้

ธุรกรรมออนไลน์ หรอื งาน

ทีต่ ้องการแก้ไข เพิ่ม ลบ

รากการเปน็ ประจำ

3. แบบลำดับเชิงดรรชนี - สามารถรองรบั การ - ส้ินเปลอื งเน้อื ทีใ่ นการ

ประมวลผลได้ท้งั 2 แบบ จัดเกบ็ ดรรชนีที่ใช้อ้างองิ

คือ แบบลำดับและแบบ ถึงตำแหนง่ ของข้อมูล

สมุ่ - การเขียนโปรแกรมเพื่อ

ค้นหาข้อมูลจะซบั ซอ้ น

102

- เหมาะกบั งานธรุ กรรม - การทำงานชา้ กว่าแบบ
ออนไลน์ ด้วยเช่นเดียวกัน สุม่ และมคี า่ ใชจ้ า่ ยสูง

3.ขอ้ ดขี องการจดั การขอ้ มลู ด้วยแฟ้มข้อมลู
3.1 การประมวลผลข้อมลู ได้รวดเร็ว เนือ่ งจากมีการแยกขอ้ มูลไวเ้ ป็นแฟ้มต่างๆ
3.2 ลงทุนตำ่ ในเบ้ืองตน้ อาจไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถมาก ก็สามารถทำการ

ประมวลผลข้อมูลได้
3.3 สามารถออกแบบแฟ้มข้อมูลและทำการพัฒนาไดง้ า่ ย เนื่องจากมขี ้นั ตอนไม่สลบั ซบั ซอ้ นมา

9. สารสนเทศเพอ่ื ใชใ้ นการจัดการเรียนรู้
ในปัจจบุ ันเทคโนโลยีสารสนเทศไดเ้ ขา้ มามีบทบาท ในการพฒั นาในเกือบทุกๆดา้ น ไม่วา่ ในด้านธุรกจิ

ดา้ นสาธารณสุข ดา้ นการทหารและความมัน่ คง ด้านโทรคมนาคมและการส่ือสาร ดังจะเห็นไดว้ า่ หน่วยงาน
ธรุ กจิ ส่วนใหญ่จำเป็นตอ้ งใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ เป็นเครื่องมือสำคญั ในการบริหาร การจัดการในองคก์ ร อกี
ทงั้ เพิ่มระดับความสำคญั มากขึ้นในแตล่ ะปี มกี ารจัดสรรงบประมาณสว่ นหนึง่ ไว้ เพ่ือการจดั การกบั ขอ้ มลู
สารสนเทศเปน็ การเฉพาะ มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อวางกลยุทธห์ าความได้เปรยี บในตลาดโดยรวม
อีกทั้งยงั เปน็ เคร่ืองมอื สำคัญในการจดั การเพ่ือเพมิ่ ผลผลิต รวมถึงใช้เปน็ ชอ่ งทาง สำหรับเผยแพร่สารสนเทศ
ขององค์กรมากขนึ้ ดว้ ย

ในส่วนของการศึกษา เทคโนโลยสี ารสนเทศ ก็มีบทบาททสี่ ำคญั ในสว่ นของการเปน็ ทัง้ เครื่องมือหลกั
และเคร่ืองมือสนบั สนนุ ที่ต้องจดั หา และนำมาใชใ้ นการเรียนการสอนเพอื่ ให้เปน็ ไปตามลักษณะการศึกษา ตาม
เจตนารมณ์ของพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ การกำหนดทศิ ทางและนโยบายการจัดการศึกษาไทย จงึ
ตอ้ งดำเนนิ การอย่างเร่งด่วน เพอ่ื ให้ทนั ต่อความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยที ม่ี ีผลตอ่ การกำหนดคุณสมบตั ิและ
คณุ ภาพของแรงงานในอนาคต ซ่งึ เราจะปฎเิ สธไม่ไดเ้ ลยว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการขนสง่
เทคโนโลยกี ารผลติ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยชี ีวภาพ เหลา่ นีล้ ้วนมคี วามก้าวหน้าข้นึ อย่างตอ่ เน่ือง ซ่งึ
เทคโนโลยีเหล่าน้มี ีประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการแขง่ ขันของประเทศ ดังนั้นการจดั การศึกษาจึงต้องมีการ
เพ่ิมเติมความรเู้ กีย่ วกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในหลักสตู รการเรียนการสอน และปรับปรงุ ใหท้ ันตอ่ การเปลย่ี นแปลง
เทคโนโลยี จะต้องประกอบด้วย โครงสร้างพืน้ ฐานด้านชอ่ งทางและส่ือ ดังต่อไปน้ี

1. เทคโนโลยีโทรคมนาคม (E-communication) เทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่สำคัญไดแ้ ก่ การส่ือสารผา่ น
ดาวเทียม เครอื ขา่ ยความถ่กี ารสื่อสาร เครือข่ายเส้นใยแก้วนำแสง เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์

2. ระบบการสอนผ่านจอภาพ (On -Screen Interactive Instruction) ระบบการสอนผ่านจอภาพที่
สำคญั ไดแ้ ก่ การสอนด้วยคอมพวิ เตอร์ การสอนดว้ ยโทรทัศนป์ ฏิสัมพันธ์ การสอนด้วยการประชุม
ทางไกล การสอนด้วยเครอื ข่ายโลก

3. ระบบส่อื ตามต้องการ (Media On Demand) เชน่ สญั ญาณภาพตามต้องการ เสยี งตามต้องการ บทเรยี น
ตามต้องการ เปน็ ต้น

103

4. ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบฐานข้อมูลซง่ึ
รวบรวม และจดั เรยี งเนือ้ หาข้อมลู ตามลำดบั ทม่ี ีกฎเกณฑ์ตายตวั โดยใช้คำไข (Key word) เปน็ ตวั คน้ และ
ตัวเรยี กขอ้ มลู สว่ นฐานความรูจ้ ะจัดข้อมูลไวห้ ลากหลาย เช่น ตามประเภทของหลกั สตู ร ตามกลุ่มอายขุ อง
ผใู้ ช้ ตามประเภทของวัตถปุ ระสงค์ของการใช้ เป็นตน้ การทำงานของฐานความรจู้ ะต้องทำงาน
ประสานกนั อยา่ งน้อย 3 ระบบได้แก่ ระบบสอ่ื สาร ระบบสารสนเทศ และระบบเหตุผล เพ่ือให้สามารถ
ค้นหาและเรียกข้อมลู หรือความรทู้ ีต่ อบสนองตรงกับอายุตามความต้องการ หรอื วตั ถุประสงค์ของผู้ใชง้ าน
และหากจะกลา่ วถงึ เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษาในลกั ษณะที่ชดั เจนทสี่ ุดนัน้ จะอยใู่ น
รูปลกั ษณข์ องสื่อต่างๆ ท่ีรวมเรยี กวา่ สื่อการศึกษา ซ่ึงเปน็ ท่ียอมรบั กันในวงการศึกษาแล้วว่าสอ่ื การศึกษา
โดยเฉพาะส่ือทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ ส่วนสำคญั ในการผลักดันใหก้ ลไกการจดั การศึกษา การเรียนรู้
สามารถสง่ ผลโดยตรงใหก้ บั ผเู้ รยี นเข้าถึงองค์ความรู้ได้อยา่ งรวดเร็ว ได้อย่างกวา้ งขวางและเปน็ ผลตอ่
พัฒนาการเรยี นรู้ได้มากทส่ี ุด อาจจะสรปุ ได้วา่ สอ่ื การศกึ ษา สามารถส่งผลตอ่ การเรยี นรู้และการศึกษาใน
ด้านต่างๆ ดังน้ี
1. ดา้ นคุณภาพการเรียนรู้ สือ่ การศกึ ษาจะสามารถช่วยใหค้ ุณภาพการเรียนรดู้ ีขน้ึ
2. ในดา้ นเวลาผู้เรียนผ่านสอ่ื สามารถเรยี นรไู้ ด้มากข้นึ
3. การตรึงพฤตกิ รรมการเรียนรู้ ส่ือการศึกษาสามารถสร้างแรงจูงใจและเรา้ ความสนใจไดเ้ ป็นอย่าง
ดี
4. การมสี ่วนร่วมการเรียน ผูเ้ รียนสามารถมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้
5. ความทรงจำต่อสาระเน้ือหา การเรียนรู้จากสอ่ื การศึกษาจะทำใหผ้ ูเ้ รยี นจำได้นาน เรียนรู้ได้เร็ว
และดขี นึ้
6. ความเขา้ ใจในสาระ ผเู้ รียนมีประสบการณ์ความเข้าใจจากรูปธรรมไปสู่นามธรรม
7. ส่อื การศึกษาสามารถเอาชนะขอ้ จำกดั ตา่ งๆได้ เชน่
- ทำสิง่ ทซ่ี บั ซ้อนหรือมีหลากหลายมุมมองให้ดงู า่ ยขน้ึ
-ทำสง่ิ ทอ่ี ยู่ในลักษณะนามธรรมสร้างใหเ้ กิดรูปรา่ งเป็นรปู ธรรม
-ทำส่งิ ทเ่ี คลอ่ื นไหวเรว็ ให้ดชู า้ ลง
-ทำสงิ่ ที่เคลอ่ื นไหวช้าใหด้ เู รว็ ขึน้
-ทำสิ่งที่มขี นาดใหญ่มากให้ลดขนาดหรือย่อขนาดลง
-ทำสิ่งทีเ่ ล็กมากให้ขยายขนาดขึน้
- นำขอ้ มูลยอ้ นเวลาจากอดีตนำมาศกึ ษาเรยี นรู้ได้
- นำสงิ่ ท่ีอยู่ไกลหรอื ลึกลับมาวิเคราะห์ศึกษาได้

10.การวิเคราะห์ปัญหาทีเ่ กิดจากการใช้ นวัตกรรม เทคโนโลยแี ละสารสนเทศ
ปัญหาทีเ่ กดิ จากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยกี ารศกึ ษา

104

ปัญหาการใชค้ อมพวิ เตอร์ก็เป็นนวัตกรรมอยา่ งหนึ่งท่ี เข้ามามบี ทบาทสำคัญในการปฎิบัตงิ านของ
หน่วยงานตา่ ง ๆ มากมายมีการใช้ระบบคอมพวิ เตอร์เข้ามาบรหิ ารงานทงั้ ทางด้านการเรียนการสอน การ
บรหิ ารงานบุคคล บรหิ ารงานคลงั งานพสั ดุ งานธุรการเปน็ ระบบท่ีมีความสำคญั ท่ตี ้องการข้อมูลที่ถกู ต้อง
รวดเร็วสามารถนำไปใชต้ ัดสินใจดำเนินงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพทันทว่ งทีเพื่อใหไ้ ด้ผลสำเรจ็ ตามเปา้ หมายซึ่ง
เปน็ ปจั จยั สำคญั ในการพฒั นาขาดความรแู้ ละทักษะในการใชค้ อมพวิ เตอร์

ปญั หาระดับบุคคล
1.ทำใหเ้ กิดอาชญากรรม เชน่ เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ หนทางในการก่ออาชญากรรมได้ โจรผู้รา้ ย

อาจใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนปลน้ วางแผนโจรกรรม มีการลักลอบใชข้ ้อมูลขา่ วสาร
2.ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เสอื่ มถอย เชน่ การใชค้ อมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณส์ ่ือสาร ทำให้สามารถ

ติดต่อสอ่ื สารกันได้โดยไม่ต้องเหน็ ตวั ทำใหค้ วามสมั พนั ธก์ ับผอู้ ื่นลดลง ผลกระทบน้ีทำให้มีความเชอื่ วา่ มนุษย์
สัมพันธข์ องบคุ คลจะน้อยลง

3.ทำให้เกิดความวิตกกงั วล ผลกระทบนเี้ ป็นผลกระทบทางดา้ นจติ ใจของกลุ่มบุคคลบางกลมุ่ ทีม่ ีความ
วติ กกังวลวา่ คอมพิวเตอร์อาจทำใหเ้ กิดการวา่ จ้างงานน้อยลง มกี ารนำเอาห่นุ ยนตม์ าใช้ในงานมากข้นึ

4.ทำใหเ้ กดิ การแพร่วฒั นธรรมและกระจายข่าวสารทไี่ ม่เหมาะสมอย่างรวดเรว็ คอมพิวเตอร์เปน็
อุปกรณ์ท่ีทำงานตามคำสัง่ อย่างเคร่งครัด การนำมาใช้ในทางใดจงึ ข้ึนอยกู่ บั ผู้ใช้ จรยิ ธรรมการใช้คอมพวิ เตอร์
เป็นเรื่องสำคญั ดังเช่นการใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ตมผี ูส้ รา้ งโฮมเพจหรอื สรา้ งข้อมูลข่าวสารในเรอ่ื งภาพที่ไม่
เหมาะสม เชน่ ภาพอนาจาร

5.ทำให้ข้อมลู หรอื โปรแกรมถูกทำลายไดง้ า่ ย ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศมีการพฒั นามาก ขอ้ มลู ก็มี
ความสำคญั มากข้นึ ตามไปด้วย เทคโนโลยที ำใหข้ อ้ มลู ถกู ทำลายได้งา่ ย อาจจะถกู ทำลายด้วยไวรสั คอมพิวเตอร์
ปญั หาระดบั บุคคล

6.การใช้ภาษาไทยทไ่ี มถ่ ูกต้องในsocail network การใช้ Facebook ของวัยรนุ่ ไทยในปัจจุบนั
7.เกิดความเจบ็ ปว่ ยทางกายเปน็ อาการของผู้ใช้ทเ่ี กิดข้นึ กบั อวัยวะตา่ งๆของร่างกายซง่ึ เกิดจากการใช้
งานเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นเวลานานเกนิ ไป ขาดการทำกิจกรรมอืน่ ๆ หรือการออกกำลงั กายทีเ่ หมาะสม
8. เพมิ่ ภาระค่าใชจ้ ่ายราคาของอุปกรณเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศสงู ขน้ึ และค่าใช้จ่ายในการใช้งาน เพม่ิ
ขนึ้ ดว้ ย เช่น การรบั และสง่ ข้อมลู ดว้ ยสัญญาณโทรศัพท์แบบ 3G มี คา่ ใชจ้ ่ายสงู กวา่ การรับและส่งข้อมลู ด้วย
สัญญาณโทรศัพท์แบบไวไฟ

ปญั หาระดับห้องเรียน
1.นักเรียนขาดความอดทนและขาดการแสวงหาความรู้ เพราะมีเทคโนโลยีเขา้ มาชว่ ยมาก จนไมอ่ ยาก

อา่ นหนงั สือ เพราะ คลกิ เอาเร็วกว่า หมายความวา่ ค้นหาในอินเตอรเ์ น็ตเร็วกวา่ หอ้ งสมุดอาจจะเป็นแค่ ที่
เกบ็ หนงั สอื เกา่ ๆอย่างเดียว

105

2.ครูกับนักเรียนจะขาดความสมั พนั ธ์และความใกล้ชิดกนั เพราะนักเรียนสามารถทจ่ี ะเรียนได้จาก
โปรแกรมสำเรจ็ รปู ทำให้ความสำคญั ของ โรงเรยี นและครูลดน้อยลง

3.นักเรยี นท่ีมีฐานะยากจนไม่สามารถที่จะใชส้ ่ือประเภทนี้ได้ ทำใหเ้ กิดขอ้ ได้เปรียบเสียเปรยี บกัน
ระหวา่ งนกั เรียนท่ีฐานะดีละยากจน ให้เหน็ ว่าผทู้ มี่ ฐี านะทางเศรษฐกิจ ย็ ่อมทจ่ี ะมีโอกาสทางการศกึ ษาและทาง
สงั คม ดีกว่าด้วย

4.นกั เรยี นเกิดความเครียดและวติ กกังวล กับการใชเ้ ทคโนโลยมี ีเน้ือหาวชิ าท่มี ากและสาระการเรยี น
การสอนแตล่ ะคร้งั ไมต่ ่อเน่ือง นกั เรยี นบาง คนไมส่ บายใจในกจิ กรรม และทำไม่จริงจังจึงมีผลตอ่ การจัด
กิจกรรม นักเรยี นตอ้ งเขา้ ควิ รอนานกบั นวตั กรรมบางชนิด

5.ผู้เรียนขาดความสนใจในการเรยี นวัยร่นุ มีคา่ นิยมท่ีไมถ่ ูกต้อง มีพฤติกรรมชอบเลยี นแบบเพื่อนใน
หอ้ งในการมี โทรศัพทร์ าคาแพงๆ และไม่จำเปน็ เกิดค่านยิ มที่ผิดพ่อแม่ต้องตามใจลกู เพราะกลัวลกู จะไม่มา
โรงเรยี น

ปัญหาระดบั องค์กร
1. สูญเสยี งบประมาณในการจดั จ้างบุคลากรท่ีเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี องค์กรทมี่ ีนวตั กรรม

เทคโนโลยสี ารสนเทศ แต่ยังขาดบุคลากรท่ี เช่ียวชาญ
2. อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศกลายเป็นส่ิงไร้คณุ คา่ องคก์ รที่มีอปุ กรณ์ ส่ือ

นวตั กรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ ตา่ งๆแต่บคุ ลากรขาดความรแู้ ละไมใ่ หค้ วามสาคญั ที่จะนำสิ่งเหลา่ นม้ี าใช้
3. สูญเสียเวลาไปกับการใช้ นวตั กรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ ในองคก์ รท่ีมกี ารใช้เทคโนโลยีในการ

ปฏบิ ตั ิงาน ส่ือสาร ประสานงาน จึงความ จำเปน็ ท่ีต้องใชส้ ัญญาณอนิ เตอร์เน็ต หรือสัญญาณโทรศัพทท์ ่ีมี
ความเร็วสงู

4. การเพ่ิมภาระงานใหแ้ กค่ รูหรือบคุ ลากรที่เชีย่ วชาญดา้ นเทคโนโลยีใน องค์กร เนือ่ งจากในหลาย
องค์กร มีครูหรือบุคลากรที่ขาดความถนัดทางดา้ นนวตั กรรม และเทคโนโลยตี ่างๆ อยูเ่ ป็นจานวนมาก และ
มกั จะเกดิ ความกงั วลเมื่อตอ้ งมี การใช้เทคโนโลยี

มารยาทและจรยิ ธรรมทางวิชาการในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
การมีคุณธรรม และจริยธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี ดงั นี้ คอื

1. ไม่ควรให้ข้อมูลท่ีเปน็ เท็จในการสื่อสารข้อมลู
2. ไมบ่ ดิ เบอื นความถูกต้องของข้อมูล ให้ผรู้ ับคนต่อไปได้ข้อมลู ที่ไมถ่ ูกต้อง
3. ไม่ควรเข้าถึงข้อมลู ของผู้อื่นโดยไม่ไดร้ ับอนุญาต
4. ไม่ควรเปดิ เผยข้อมูลกบั ผู้ท่ีไมไ่ ด้รบั อนุญาต มารยาทและจริยธรรมทางวชิ าการในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ
5. ไมเ่ ข้าควบคุมระบบบางสว่ น หรือท้งั หมดโดยไมไ่ ดร้ บั อนุญาต
6. ไม่ทำให้อกี ฝา่ ยหนงึ่ เข้าใจว่าตัวเองเป็นอีกบุคคลหน่ึง ตวั อย่างเช่น

106

การปลอมอเี มล์ของผูส้ ง่ เพ่ือใหผ้ ู้รบั เขา้ ใจผดิ เพื่อการเขา้ ใจผิด หรือ ตอ้ งการล้วงความลับ
7. การขดั ขวางการใหบ้ รกิ ารของเซริ ์ฟเวอรโ์ ดยการทำให้มีการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์จนหมดหรือ

ถงึ ขีดจำกัดของมนั ตัวอย่างเช่น เวบ็ เซริ ฟ์ เวอร์ หรอื อีเมล์เซิรฟ์ เวอร์การโจมตีจะทำโดยการเปดิ การเช่ือมต่อ
กับเซริ ฟ์ เวอรจ์ นถงึ ขีดจำกดั ของเซริ ์ฟเวอร์ทำใหผ้ ูใ้ ชค้ นอื่นๆไมส่ ามารถเขา้ มาใชบ้ ริการได้

8. ไม่สร้างหรือใช้ไวรสั ในการทำรา้ ยข้อมูลผอู้ ืน่

การแก้ไขปญั หาทเี่ กิดจากการใชน้ วัตกรรมเทคโนโนยีและสารสนเทศ
1.ใชแ้ นวทางสร้างจริยธรรม (Ethics)
2.ใชแ้ นวทางการบงั คับใชด้ ว้ ยกฎ ระเบยี บ และกฎหมาย

- เชน่ การปฏบิ ตั ติ ามข้อกําหนดทางลิขสิทธิ (Copyright) ในการใชง้ านทรัพย์สนิ ทางปญั ญา
- การป้องกนั ข้อมลู สว่ นตัวของพนักงาน เป็นตน้
3.ใช้กฎหมายเพ่ือแกป้ ัญหาสังคมทเี กิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีกรอบสาระของกฎหมายในเรื่องตา่ งๆ
ดังนี้
a. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลสว่ นบุคคล
b. กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์
c. กฎหมายพาณชิ ย์อิเล็กทรอนกิ ส์
d. กฎหมายการแลกเปลี่ยนข้อมลู ทางอิเล็กทรอนิกส์
e. กฎหมายลายมือช่ืออิเลก็ ทรอนกิ ส์
f. กฎหมายการโอนเงินทางอิเลก็ ทรอนิกส์
g. กฎหมายโทรคมนาคม
h. ฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระหวา่ งประเทศและการค้าระหวา่ งประเทศทเี กียวเนืองกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศ
i. กฎหมายทีเกียวเนืองกบั ระบบอินเทอร์เนต็
j. กฎหมายพฒั นาเทคโนโลยแี ละอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกสแ์ ละคอมพวิ เตอร์

107

ขอ้ สอบ
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรยี นรู้

1. เทคโนโลยี หมายถึงอะไร?
ก. การนำวิชาวทิ ยาศาสตรม์ าประยุกต์ใชอ้ ย่างมีระบบ
ข. การนำศาสตร์ตา่ งๆ มาประยุกต์ใชอ้ ยา่ งมรี ะบบ
ค. การนำเครื่องมือมาใช้อยา่ งมรี ะบบ
ง. การนำคอมพวิ เตอร์มาใชอ้ ย่างมีระบบ

2. การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นการจัดการศึกษา เพ่ือเผยแพร่ขา่ วสารประชาสมั พันธ์ระหว่าง

สถานศกึ ษากบั ผู้เก่ยี วขอ้ งและบคุ คลทัว่ ไป

ก. อนิ เตอร์เน็ต ข. เว็บไซต์

ค. คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ง. การเรยี นรผู้ า่ นส่อื

3. การออกแบบและการนำนวัตกรรมไปใช้ต้องคำนึงถึงความสำคญั อะไรบา้ ง

ก. ประสิทธภิ าพ ข. ประหยดั

ค. ประสทิ ธผิ ล ง. ถกู ทกุ ขอ้

4. ประเภทของนวตั กรรมการศกึ ษาหลักๆ มีกปี่ ระเภท

ก. 3 ประเภท ข. 4 ประเภท

ค. 5 ประเภท ง. 2 ประเภท

5. หลกั การออกแบบสอ่ื เพ่ือการเรียนรู้ประกอบดว้ ยกขี่ น้ั ตอน

ก. 5 ขั้นตอน ข. 3 ข้นั ตอน

ค. 9 ขนั้ ตอน ง. 7 ขน้ั ตอน

6. การสง่ ครไู ปอบรมด้านการใช้ ICTทต่ี า่ งประเทศเปน็ การดำเนินการดา้ นเทคโนโลยแี ละการส่ือสารเพ่ือ
การศกึ ษาเรื่องใด

ก. การใช้ ICT เพอื่ พฒั นาการเรียนรู้
ข. การใช้ ICT เพื่อการบริหารและบริการทางการศึกษา
ค. การผลติ และพฒั นาบุคลากร ICT
ง. การกระจายโครงสรา้ งพื้นฐาน ICT เพื่อการศกึ ษา

108

7. ข้อใดไมใ่ ชล่ ักษณะข้อมลู สารสนเทศของสถานศึกษาท่ีดี

ก. มคี วามหลากหลาย ข. ถกู ต้องแมน่ ยำ

ค. ตรงตามความต้องการทจ่ี ะใช้ ง. เก็บในระยะเวลาเหมาะสม

8. สิง่ ใดที่ช่วยทําใหก้ ระบวนการแลกเปลย่ี นความรู้ มีประสิทธิภาพยงิ่ ข้ึน

ก. กระบวนการกลุ่ม ข. กิจกรรมในห้องเรยี น

ค. อินเทอรเ์ นต็ ง. ผสู้ อน

9. ขอ้ ใดเป็นประโยชนข์ องอนิ เทอร์เน็ต
ก. อา่ นขอ้ ความหรือเรยี กดภู าพท่ีไม่เหมาะสม
ข. การเลน่ เกมสค์ ำศพั ท์ภาษาองั ฤกษ
ค. การแอบดูข้อมูลเพ่ือน
ง. คน้ หารูปภาพดารามาเปน็ ภาพประจำตัวในเฟสบุ๊ค

10. ข้อควรปฏบิ ตั ใิ นการใชง้ านอินเทอรเ์ น็ต
ก. บอกข้อมูลสว่ นตัวในเฟสบุค๊
ข. นำข้อมลู ของผู้อื่นมาเผยแพรท่ ำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย
ค. ไมใ่ ช้คำหยาบคายและสนทนากับคนอ่นื ด้วยคำสภุ าพ
ง. อ่านขอ้ ความและดรู ปู ภาพทไี่ มเ่ หมาะสม

109

เฉลยขอ้ สอบ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู้

ข้อท่ี เฉลย
1ข
2ก
3ง
4ค
5ค
6ค
7ง
8ค
9ข
10 ค

110

บรรณานุกรม

บา้ นจอมยุทธ,ความรเู้ บื้องตน้ เก่ยี วกบั สารสนเทศ. https:// www.baanjomyut.com.2018.แหล่งทม่ี า
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/introduction_to_information_
technology/01.html สืบค้นเมื่อ 01 กุมภาพนั ธ์ 2565.

ความรเู้ กี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ. แหล่งทีม่ า
http://5711011802036.msci.dusit.ac.th/? page_id=283. สืบค้นเมอื่ 01 กมุ ภาพันธ์ 2565.

ความหมายและความสำคญั ของสารสนเทศ. แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/site/sarasnthesnix2528/home/1-3-prapheth-khxng-sarsnthes.
สืบคน้ เมอื่ 03 กุมภาพนั ธ์ 2565.

ระบบสารสนเทศคอมพวิ เตอร์. แหลง่ ทม่ี า
https://sites.google.com/site/sarasnthesnix 2528/bth-thi-2-khwam-hmay-laea-khwam-
sakhay-khxng-thekhnoloyi-sarsnthes/2-2-kar-chi-rabb-sarsnthes. สบื คน้ เมื่อ 07 กมุ ภาพนั ธ์
2565.

วิวฒั นาการเทคโนโลยสี ารสนเทศ.แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/a/muk.ac.th /thekhnoloyi-sarsnthes-khru-paeng/hnwy-kar-
reiyn-ru-thi-1/wiwathnakarkhxngthekhnoloyisarsnthes. ค้นเม่อื 07 กุมภาพันธ์ 2565.

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรยี นร.ู้ แหลง่ ที่มา
https://sites.google.com/site/ mrwissarutjanda/page02.สบื ค้นเม่ือ 10 กุมภาพันธ์ 2565.

เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การใช้ชีวติ ในสังคมปัจจุบนั .แหลง่ ทีม่ า
https://sites.google.com/ site/mrwissarutjanda/page01. สบื คน้ เม่ือ 10 กุมภาพันธ์ 2565.

111

รายงาน
ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
วทิ ยาลยั บณั ฑิตเอเซีย


Click to View FlipBook Version