นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา
จดั ทาโดย
นางสาวก่ิงกาญจน์ จนั ทะโคตร
นกั ศึกษาประกาศนียบตั รวิชาชีพครู รุ่น 7
คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
วทิ ยาลยั บณั ฑิตเอเซีย
นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา
นางสาว กิ่งกาญจน์ จนั ทะโคตร
รหัสนกั ศึกษา 646550199-2
เสนอ
ดร. กฤษฎาพนั ธ์ พงธบ์ รบิ ูรณ์
รายงานนี้เปน็ สว่ นหนง่ึ ของวิชานวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา (810105)
หลักสตู รประกาศนยี บตั รบณั ฑติ วิชาชีพครู ปีการศึกษา 2565
วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
ก
คำนำ
รายงานนวัตกรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา เล่มนี้ เป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวิชานวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา รหสั วชิ า 810105 จดั ทำขนึ้ เพ่อื เผยแพร่เน้ือหาความรู้เกี่ยวกับความหมาย
องคป์ ระกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซ่ึงเปน็ เนือ้ หาท่ีเกิดจากการรวบรวมข้อมูลประเมินค่า วิเคราะห์
และสังเคราะห์ข้อมูล อันเป็นข้ันตอนการสรา้ งความรู้จากแหล่งสารสนเทศใหม้ ีประสิทธผิ ลตรงตามจดุ ประสงค์
ภายในนอกจากจะบรรจุเน้ือหาที่สงั เคราะหไ์ ด้แล้ว ยงั มสี ว่ นแสดงขนั้ ตอนให้เหน็ เด่นชดั อีกดว้ ย
ผู้จดั ทำหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ ว่า รายงานเลม่ นีจ้ ะเป็นประโยชน์แกผ่ ทู้ ไ่ี ดศ้ กึ ษาไมม่ ากกน็ อ้ ยและหากมี
ข้อผดิ พลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ทน่ี ด้ี ว้ ย
ก่ิงกาญจน์ จันทะโคตร
สารบัญ ข
เรอ่ื ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
บทที่ 1
1
1.1 ความหมายของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
1.2 คณุ ลกั ษณะของนวัตกรรมทางการศกึ ษา 2
1.3 ประเภทและตวั อยา่ งของนวัตกรรมทางการศึกษา 3
1.4 ขั้นตอนการพัฒนานวตั กรรมทางการศกึ ษา
4
1.5 ความสำคญั ของนวตั กรรมทางการศกึ ษา 4
1.6 นวตั กรรมทางการศึกษาท่ีสำคญั ของไทยในปัจจุบัน 4
บทที่ 2 24
24
2.1 ความหมายของสารสนเทศ 25
2.2 ววิ ัฒนาการของสารสนเทศ 26
2.3 สาเหตทุ ี่ทำใหเ้ กิดสารสนเทศ 27
2.4 ความหมายของคำวา่ ข้อมูล 27
2.5 ชนดิ ของข้อมูล 28
2.6 กรรมวิธีการจัดการข้อมูล 30
2.7 หลักเกณฑก์ ารประเมนิ ผลลัพธ์ หรอื ผลผลติ 31
2.8 คุณลักษณะของสารสนเทศท่ีดี 32
2.9 คุณภาพของสารสนเทศ 33
2.10 ความสำคัญของสารสนเทศ 33
2.11 บทบาทของสารสนเทศ 34
2.12 องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ 35
2.13 เทคโนโลยสี ือ่ สารโทรคมนาคม 36
2.14 ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ 37
2.15 ปัจจยั ท่ที ำใหเ้ กดิ ความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ 38
2.16 ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 39
2.17 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใชช้ ีวิตในสังคมปัจจุบัน
2.18 ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
สารบัญ (ต่อ) ค
เรอ่ื ง หนา้
2.19 คอมพิวเตอรแ์ ละอินเทอเนต็ 42
2.20 ระบบการสบื คน้ ผ่านเครือขา่ ยเพ่ือการเรียนรู้ 43
2.21 การสืบคน้ และรับข้อมูล และสารสนเทศเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ 57
บทที่ 3
3.1 คอมพวิ เตอร์และอนิ เทอร์เน็ตกับเทคโนโลยีสารสนเทศ 61
3.2 เทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพ่ือการเรยี นรู้ 69
3.3 สอื่ เพ่ือการเรยี นรู้ 72
3.4 หลกั การออกแบบนวตั กรรมและส่อื เพ่ือการเรียนรู้ 78
3.5 การเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ เครอื ข่ายการเรยี นรู้ 81
3.6 การจดั การเรียนรบู้ นเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ 85
3.7 ระบบสบื คน้ ผ่านเครือขา่ ยเพ่ือการเรียนรู้ 87
3.8 การสืบคน้ และรับส่งขอ้ มูล แฟม้ ข้อมลู 90
3.9 สารสนเทศเพ่ือใช้ในการจัดการเรยี นรู้ 91
3.10 การวเิ คราะห์ปญั หาทเ่ี กิดจากการใชน้ วตั กรรม 102
แบบทดสอบ 104
บรรณานกุ รม 112
1
บทที่ 1
นวตั กรรมทางการศึกษา
นวตั กรรมมคี วามสำคญั ต่อการศึกษาหลายประการ ทั้งน้เี นื่องจากในโลกยุคโลกาภวิ ตั น์โลกมีการ
เปลี่ยนแปลงในทกุ ด้านอยา่ งรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างย่ิงความกา้ วหน้าทัง้ ด้านเทคโนโลยแี ละสารสนเทศ
การศึกษาจึงจำเปน็ ต้องมีการพัฒนาเปล่ียนแปลงจากระบบการศึกษาที่มอี ย่เู ดิม เพ่ือ ให้ทันสมัยต่อการ
เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาพสงั คมท่ีเปล่ยี นแปลงไป อกี ทงั้ เพ่ือแกไ้ ขปญั หาทางด้านศกึ ษาบางอยา่ ง
ท่เี กดิ ข้นึ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เช่นเดยี วกนั การเปลยี่ นแปลงทางด้านการศกึ ษาจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเกี่ยว
กบั นวตั กรรมการศกึ ษาทจ่ี ะนำมาใช้เพ่อแก้ไขปัญหาทางการศึกษาในบางเรื่อง เชน่ ปัญหาทีเ่ กี่ยวเน่อื งกัน
จำนวนผ้เู รยี นท่มี ากขน้ึ การพัฒนาหลักสูตรให้ทนั สมยั การผลติ และพัฒนาสือ่ ใหม่ๆ ข้ึนมาเพื่อตอบสนองการ
เรียนร้ขู องมนุษย์ใหเ้ พิม่ มากข้ึนดว้ ยระยะเวลาทสี่ ้นั ลง การ ใช้นวตั กรรมมาประยุกตใ์ นระบบการบรหิ าร
จัดการด้านการศกึ ษาก็มสี ่วนชว่ ยใหก้ าร ใช้ทรัพยากรการเรียนรเู้ ป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ เชน่ เกิดการ
เรยี นรดู้ ้วยตนเอง
1.1 ความหมายของนวัตกรรมทางการศกึ ษา
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถงึ วธิ กี ารปฏิบัติใหมๆ่ ในทางการศึกษา ซงึ่ แปลกไปจากเดมิ อาจไดม้ า
จากการคน้ พบวิธีใหมๆ่ หรือปรบั ปรุงของเกา่ ให้เหมาะสม โดยได้มีการทดลอง พัฒนา จนเปน็ ทน่ี า่ เชอื่ ถือได้วา่
มผี ลดใี นทางปฏบิ ัติ และสามารถทำใหร้ ะบบการศกึ ษาดำเนินไปสเู่ ป้าหมายไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ (สมบรู ณ์
สงวนญาติ: 2534)
นวตั กรรมการศึกษา หมายถึง นวัตกรรมทีช่ ว่ ยใหก้ ารศึกษาและการเรยี นการสอนมปี ระสิทธภิ าพดี
ยิ่งขึ้น ผเู้ รยี นสามารถเกดิ การเรียนรูไ้ ด้อยา่ งรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกวา่ เดิม เกดิ แรงจงู ใจในการเรียนดว้ ย
นวตั กรรมเหลา่ นน้ั และประหยัดเวลาในการเรียนได้อกี ดว้ ย ในปจั จุบันมีการใชน้ วตั กรรมการศกึ ษามากมาย
หลายอย่างซ่ึงมีทงั้ นวตั กรรมทีใ่ ช้กันแพรห่ ลายแล้วและประเภททก่ี ำลงั เผยแพร่ เช่น การสอนใช้คอมพวิ เตอร์
ชว่ ย การใชแ้ ผน่ วดี ทิ ัศนเ์ ชิงโต้ตอบ ส่ือหลายมิติ และอินเทอรเ์ นต็ เหลา่ น้เี ปน็ ต้น (กิดานนั ท์ มลทิ อง : 2540)
นวัตกรรมการศึกษา หมายถงึ การนำเอาความคิดหรือวิธปี ฏิบตั ิทางการศึกษาใหมๆ่ มาใช้กบั การศึกษา
(วรวทิ ย์ นิเทศศลิ ป์: 2551)
2
นวัตกรรมการศึกษา หมายถึง แนวความคดิ หรือวธิ กี ารหรือเครือ่ งมอื ซึง่ เป็นส่ิงแปลกใหม่ยังไมเ่ คย
นำมาใช้ในวงการการศึกษามากอ่ น แต่ได้ถูกนำมาทดลองใชเ้ พอื่ ดูผลว่าไดผ้ ลดีเพยี งใด ถา้ ได้ผลดีก็จะได้รบั การ
ยอมรับและเผยแพร่ใหร้ ู้จกั และนำมาใช้กันอย่างกวา้ งขวางต่อไป (คณาจารย์ภาควชิ าเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ทางการศึกษา: 2539)
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง สิ่งใหม่ๆ ทีส่ รา้ งขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเกยี่ วกบั การจัดการเรยี น
การสอนหรอื พฒั นาให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ไดแ้ ก่แนวคดิ รปู แบบ วิธกี าร กระบวนการ
สอ่ื ต่างๆ ท่เี กยี่ วกบั การศกึ ษา (สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์: 2553)
นวตั กรรมการศึกษา เปน็ การนำเอาส่งิ ใหม่ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรปู ของความคดิ หรือการกระทำรวมทั้งส่ิงประดิษฐ์
กต็ ามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะเปล่ียนแปลงสงิ่ ที่มอี ยเู่ ดิมให้ระบบการจดั การศกึ ษามี
ประสิทธภิ าพยิ่งขึ้น (บุญเกื้อ ควรหาเวช: 2543)
สรปุ นวัตกรรมทางการศึกษา จึงหมายถึง การนำเอาสง่ิ ใหมๆ่ ซึง่ อาจจะเปน็ ความคิด เทคนคิ วิธกี าร
หรือสงิ่ ประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือนำส่ิงเก่ามาปรบั ปรุงใหมใ่ ห้เหมาะสม เพ่ือใชแ้ ก้ปญั หาและพฒั นาการศึกษาให้มี
ประสิทธิภาพย่ิงขน้ึ
1.2 คณุ ลกั ษณะของนวัตกรรมทางการศึกษา
คณุ ลกั ษณของนวตั กรรมทางการศึกษาสามารถสรปุ ได้ดังน้ี
1. เปน็ ส่งิ ใหมเ่ กยี่ วกับการแก้ปญั หาการศึกษาท้ังหมด เชน่ วธิ กี ารสอน หรือสอี่ การสอนใหม่ๆ
2. เป็นสิง่ ที่เคยมีมาแลว้ แตม่ กี ารพัฒนาปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสมและดีข้ึนเพื่อใช้ในกระบวนการศกึ ษาให้มี
ประสิทธภิ าพมากข้ึน
3. รอื้ ฟืน้ ของเก่ามาใชใ้ หม่
4. เปน็ นวตั กรรมทางการศึกษาเกา่ จากทอี่ ่ืนแตเ่ พ่ิงนำมาใช้
5. ผ่านการศึกษาคน้ ควา้ และยนื ยันด้วยข้อมูลมหาศาล
3
1.3 ประเภทและตัวอยา่ งของนวัตกรรมทางการศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษาสามารถจำแนกประเภทได้ 2 ประเภทดังนี้
3.1 นวตั กรรมประเภทผลติ ภัณฑห์ รือสง่ิ ประดิษฐ์
นวัตกรรมประเภทน้ีมลี กั ษณะเปน็ สงิ่ ประดิษฐท์ ี่ใช้เปน็ ส่ือในการจดั การเรยี นการสอนเพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถเกดิ
ความรู้ ความเขา้ ใจอยา่ งชัดเจนได้งา่ ยย่ิงข้นึ นวัตกรรมประเภทนไ้ี ด้แก่
- ชดุ การเรียน/ ชุดการสอน/ชดุ การเรียนการสอน
- แบบฝกึ ทกั ษะ/ชดุ การฝึก/ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเรียนรู้
- บทเรียนสำเร็จรปู แบบสือ่ ผสม/บทเรยี นโปรแกรม
- เกม
- การต์ ูน
- นิทาน
- เอกสารประกอบการเรียนรู้/เอกสารประกอบการเรียนการสอน/เอกสารประกอบการสอน
- สอื่ ประสม
- สื่อหลายมติ ิ
- ฯลฯ
3.2 นวตั กรรมประเภทแนวคิด/รูปแบบ/เทคนิค/วธิ ีการสอน
นวตั กรรมประเภทนี้เป็นการใชว้ ิธีสอนหรอื เทคนคิ การสอนในรปู แบบต่างๆเพอ่ื พัฒนาการ ดา้ นการเรยี นรใู้ ห้แก่
ผเู้ รียนท้งั ในด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมจริยธรรมเปน็ ต้น ซ่ึงมีวธิ ีการสอนและ
เทคนิคการสอนจำนวนมาก ได้แก่
- วธิ ีการสอนคดิ
- วธิ สี อนโดยการจัดการเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื
- CIPPA MODEL
- วัฏจกั รการเรยี นรู้ 4 MAT
- วธิ ีสอนตามแนวพุทธวิธี
- วธิ สี อนแบบบูรณาการ
- วธิ ีสอนโครงงาน
- วธิ สี อนโดยการตงั้ คำถาม
- Constructivism
- การสอนแบบศนู ย์การเรยี น
- การสอนแบบโรงเรยี นไมแ่ บ่งช้ัน
- การสอนเป็นคณะ
- การสอนแบบจลุ ภาค
- การสอนแบบกลุ่มสมั พันธ์
4
- โครงการส่งเสรมิ สมรรถภาพการสอน
- ฯลฯ
1.4 ขน้ั ตอนการพัฒนานวตั กรรมทางการศกึ ษา
การพัฒนานวตั กรรมการศึกษาสามารถสรปุ เปน็ 3 ขน้ั ตอน ดังน้ี
1. ระบุปัญหา การพฒั นามกั เรม่ิ จากการมปี ัญหาและมองเหน็ ปญั หากอ่ น
2. พฒั นานวตั กรรม โดยการกำหนดจดุ มุ่งหมาย ศึกษาคน้ ควา้ หาขอ้ จำกัดต่างๆ ข้อมูลและแนวทางใน
การแกป้ ัญหาและพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษาให้ดีขึ้น ซึ่งเม่อื สรา้ งนวัตกรรมทางการศึกษานนั้ ๆขึ้นมาแล้ว
ตอ้ งผ่านการทดลองใชแ้ ละพสิ ูจน์ดว้ ยข้อมลู มหาศาลวา่ ใช้ได้จริงกอ่ น
3. เผยแพรน่ วัตกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสการพฒั นากระบวนการศึกษาต่อไป
1.5 ความสำคญั ของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
นวตั กรรมทางการศึกษามีความสำคญั ดงั นี้
1. เพ่ือนำนวัตกรรมมาใชแ้ กป้ ัญหาในเรื่องการเรียนการสอน เชน่
- ปญั หาเร่อื งวธิ ีการสอน ปญั หาทพ่ี บเชน่ วิธกี ารสอนปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
วธิ ีการสอนทีน่ า่ เบื่อทำใหผ้ เู้ รียนขาดความสนใจ
- ปัญหาดา้ นเนอื้ หาวิชา บางวชิ าเนอ้ื หามาก และบางวิชามเี นื้อหาเป็นนามธรรมยากแก่การเขา้ ใจ
จึงจำเป็นจะต้องนำเทคนคิ การสอนและส่อื มาช่วย
- ปญั หาเรือ่ งอปุ กรณ์การสอน บางเนือ้ หาไม่มสี ่ือการสอนท่ีชว่ ยใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจได้ดีพอ
2. เพื่อนำนวัตกรรมไปใชใ้ นการพฒั นาการเรยี นการสอน ใหม้ ปี ระสิทธิภาพยงิ่ ข้นึ และเป็นประโยชน์
ตอ่ การศึกษา โดยการนำส่ิงประดษิ ฐ์หรือแนวความคิดใหม่ๆในการเรยี นการสอนนั้นเผยแพร่ไปสู่ครู-อาจารย์
ท่านอืน่ ๆ หรอื เพ่ือเป็นตวั อย่างอีกรูปแบบหนงึ่ ให้กบั ครู-อาจารย์ทีส่ อนในวชิ าเดยี วกนั ได้นำแนวความคดิ ไป
ปรบั ปรงุ ใชห้ รอื ผลิตส่ือการสอนใหม่ๆ เพ่อื นำมาใช้ในการพฒั นาการเรยี นการสอนต่อไป
3. เพ่อื นำไปใช้ในการบรหิ ารการศกึ ษา ใหเ้ ปน็ ไปด้วยความสะดวกและมีประสิทธิภาพซ่ึงสุดท้าย
ผลประโยชน์ท่ีไดร้ ับกจ็ ะนำไปผลสมั ฤทธทิ์ างการศกึ ษาทส่ี งู ขน้ึ ตอ่ ไป
1.6 นวตั กรรมทางการศึกษาท่สี ำคัญของไทยในปัจจุบนั
นวตั กรรม เปน็ ความคิดหรือการกระทำใหม่ๆ ซง่ึ นักวชิ าการหรือผู้เชย่ี วชาญในแตล่ ะวงการจะมีการ
คิดและทำส่ิงใหม่อย่เู สมอ ดงั นั้น นวตั กรรมจงึ เป็นสิ่งที่เกิดข้นึ ใหมไ่ ด้เร่อื ยๆ สิง่ ใดทค่ี ิดและทำมานานแล้วก็ถือ
ว่าหมดความเป็นนวตั กรรมไป โดยจะมีสง่ิ ใหม่มาแทน ในวงการศกึ ษาปัจจุบัน มสี ง่ิ ท่ีเรียกว่า นวัตกรรมทาง
การศึกษา หรอื นวตั กรรมการเรยี นการสอน อยู่เป็นจำนวนมาก บางอยา่ งเกดิ ขึ้นใหม่ บางอย่างมีการใช้มา
หลายสบิ ปแี ลว้ แตก่ ็ยงั คงถือว่าเป็นนวัตกรรม เน่ืองจากนวัตกรรมเหลา่ นัน้ ยังไม่แพรห่ ลายเป็นที่รจู้ กั ท่ัวไปในวง
การศกึ ษา
5
ประเภทของการใช้นวตั กรรมการศกึ ษาในประเทศไทย
ประเภทของนวัตกรรมการศึกษาพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ไดม้ บี ทบญั ญัติท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั
เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรมการศึกษาไว้หลายมาตรา มาตราท่สี ำคัญ คือ มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสรมิ ให้มี
การวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพฒั นาเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา รวมทง้ั การติดตาม ตรวจสอบและ
ประเมนิ ผลการใช้เทคโนโลยเี พ่อื การศึกษา เพอื่ ให้เกดิ การใชท้ ่ีคุ้มคา่ และเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของ
คนไทยและในมาตรา 22 "การจัดการศกึ ษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทกุ คนมีความสามารถเรยี นรูแ้ ละพัฒนา
ตนเองไดแ้ ละถอื วา่ ผเู้ รียนมีความสำคัญท่ีสุด กระบวนการจดั การศึกษาตนเองไดแ้ ละถอื ว่าผเู้ รยี นมี
ความสำคัญทีส่ ุด กระบวนการจดั การศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็
ตามศกั ยภาพ" การดำเนนิ การปฏริ ูปการศึกษาให้สำเรจ็ ได้ตามทร่ี ะบไุ วใ้ นพระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 ดังกล่าว จำเปน็ ต้องทำการศึกษาวจิ ัยและพัฒนานวัตกรรมการศกึ ษาใหมๆ่ ท่ีจะเข้ามาช่วยแก้ไข
ปญั หาทางการศกึ ษาทั้งในรูปแบบของการศกึ ษาวจิ ัย การทดลองและการประเมินผลนวตั กรรมหรอื เทคโนโลยี
ทน่ี ำมาใช้วา่ มคี วามเหมาะสมมากน้อยเพยี งใด นวัตกรรมที่นำมาใชท้ ง้ั ที่ผา่ นมาแลว้ และท่จี ะมีในอนาคตมี
หลายประเภทขน้ึ อย่กู บั การประยุกตใ์ ช้นวตั กรรมในด้านตา่ งๆ ในท่ีนี้จะขอกล่าวคือ นวัตกรรม 5 ประเภท คือ
1. นวตั กรรมทางด้านหลกั สูตร
2. นวตั กรรมการเรยี นการสอน
3. นวตั กรรมส่ือการสอน
4. นวัตกรรมการประเมนิ ผล
5. นวตั กรรมการบรหิ ารจัดการ
1. นวัตกรรมทางด้านหลกั สูตร
นวัตกรรมทางด้านหลักสตู ร เป็นการใชว้ ิธกี ารใหมๆ่ ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคลอ้ งกับ
สภาพแวดล้อมในทอ้ งถน่ิ และตอบสนองความต้องการสอนบคุ คลให้มากขึ้น เน่ืองจากหลักสตู รจะต้องมีการ
เปล่ียนแปลงอยูเ่ สมอเพื่อใหส้ อดคล้องกบั ความกา้ วหนา้ ทางด้านเทคโนโลยีเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ
และของโลก นอกจากน้ีการพัฒนาหลกั สูตรยงั มีความจำเป็นทีจ่ ะต้องอยู่บนฐานของแนวคิดทฤษฎีและปรชั ญา
ทางการจดั การสมั มนาอีกด้วย การพัฒนาหลกั สตู รตามหลกั การและวธิ กี ารดังกลา่ วตอ้ งอาศยั แนวคิดและ
6
วิธีการใหมๆ่ ทีเ่ ปน็ นวตั กรรมการศึกษาเข้ามาชว่ ยเหลอื จดั การใหเ้ ปน็ ไปในทิศทางทตี่ อ้ งการ นวตั กรรม
ทางดา้ นหลกั สูตรในประเทศไทย ได้แก่ การพฒั นาหลกั สตู รดังตอ่ ไปนี้
1. หลักสูตรบรู ณาการ เป็นการบูรณาการสว่ นประกอบของหลักสูตรเข้าด้วยกนั ทางด้านวิทยาการใน
สาขาต่างๆ การศกึ ษาทางดา้ นจริยธรรมและสังคม โดยมุ่งให้ผูเ้ รยี นเป็นคนดสี ามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากองค์
ความรใู้ นสาขาต่างๆ ให้สอดคลอ้ งกับสภาพสังคมอย่างมจี ริยธรรม
2. หลักสูตรรายบุคคล เป็นแนวทางในการพัฒนาหลกั สูตรเพอ่ื การศึกษาตามอัตภาพ เพื่อตอบสนอง
แนวความคิดในการจัดการศึกษารายบคุ คล ซง่ึ จะต้องออกแบบระบบเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
ดา้ นต่างๆ
3. หลกั สูตรกิจกรรมและประสบการณ์ เป็นหลกั สูตรท่ีมงุ่ เน้น กระบวนการในการจดั กิจกรรมและ
ประสบการณ์ให้กับผูเ้ รียนเพื่อนำไปสู่ความสำเรจ็ เชน่ กจิ กรรมทสี่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วมในบทเรยี น
ประสบการณ์การเรยี นรจู้ ากการสืบคน้ ดว้ ยตนเอง เป็นตน้
4.หลกั สตู รทอ้ งถ่ิน เปน็ การพัฒนาหลักสูตรทตี่ ้องการกระจายการบรหิ ารจดั การออกส่ทู ้องถิ่น เพื่อให้
สอดคล้องกับศิลปวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนทีม่ ีอยใู่ นแต่ละทอ้ งถ่นิ แทนทห่ี ลักสูตร
ในแบบเดิมท่ีใช้วิธกี ารรวมศนู ยก์ ารพัฒนาอย่ใู นส่วนกลาง
2. นวตั กรรมการเรยี นการสอน
เปน็ การใช้วธิ ีระบบในการปรบั ปรุงและคิดค้นพฒั นาวธิ สี อนแบบใหมๆ่ ทีส่ ามารถตอบสนองการเรยี น
รายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเปน็ ศนู ย์กลาง การเรียนแบบมสี ่วนร่วม การเรียนรู้แบบแก้ปัญหา การพฒั นาวิธี
สอนจำเป็นตอ้ งอาศยั วิธีการและเทคโนโลยีใหมๆ่ เข้ามาจัดการและสนบั สนนุ การเรียนการสอน ตวั อยา่ ง
นวัตกรรมท่ใี ช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ การสอนแบบศูนย์การเรียน การใช้กระบวนการกลุม่ สมั พันธ์ การ
สอนแบบเรียนรู้รว่ มกัน และการเรียนผา่ นเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์และอนิ เทอร์เน็ต การวิจยั ในชั้นเรียน ฯลฯ
7
3. นวตั กรรมสื่อการสอน
เน่อื งจากมีความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์เครือข่ายและเทคโนโลยี
โทรคมนาคม ทำให้นักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้มาใชใ้ นการผลิตสือ่ การเรยี นการ
สอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย ทั้งการเรยี นด้วยตนเองการเรยี นเปน็ กลุ่มและการเรยี นแบบมวลชน ตลอดจนสือ่ ท่ี
ใช้เพ่อื สนับสนนุ การฝึกอบรม ผา่ นเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ตัวอย่าง นวตั กรรมส่ือการสอน ไดแ้ ก่
- คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน (CAI)
- มลั ตมิ เี ดยี (Multimedia)
- การประชมุ ทางไกล (Teleconference)
- ชดุ การสอน (Instructional Module)
- วดี ที ศั น์แบบมีปฏสิ มั พันธ์ (Interactive Video)
4. นวัตกรรมทางด้านการประเมนิ ผล
เปน็ นวัตกรรมทใ่ี ช้เปน็ เคร่อื งมือเพือ่ การวดั ผลและประเมนิ ผลไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพและทำไดอ้ ย่าง
รวดเรว็ รวมไปถงึ การวิจัยทางการศกึ ษา การวิจัยสถาบนั ด้วยการประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรม์ า
สนับสนุนการวัดผล ประเมินผลของสถานศกึ ษา ครู อาจารย์ ตวั อยา่ ง นวัตกรรมทางด้านการประเมนิ ผล ได้แก่
- การพฒั นาคลังขอ้ สอบ
- การลงทะเบียนผา่ นทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และอนิ เตอรเ์ นต็
- การใชบ้ ตั รสมาร์ทการด์ เพื่อการใช้บริการของสถาบันศึกษา
- การใช้คอมพิวเตอรใ์ นการตัดเกรด
- ฯลฯ
5. นวตั กรรมการบริหารจดั การ
เป็นการใชน้ วตั กรรมที่เกย่ี วข้องกับการใชส้ ารสนเทศมาช่วยในการบรหิ ารจดั การ เพ่ือการ ตดั สินใจ
ของผบู้ ริหารการศกึ ษาให้มคี วามรวดเรว็ ทนั เหตุการณ์ ทนั ต่อการเปลยี่ นแปลงของโลก
นวัตกรรมการศึกษาทน่ี ำมาใชท้ างดา้ นการบรหิ ารจะเกย่ี วข้องกบั ระบบการจัดการฐานข้อมลู ในหนว่ ยงาน
8
สถานศกึ ษา เช่น ฐานข้อมลู นักเรยี น นักศึกษา ฐานข้อมลู คณะอาจารยแ์ ละบคุ ลากร ในสถานศึกษา ด้าน
การเงนิ บญั ชี พัสดุ และครุภณั ฑ์ ฐานข้อมลู เหลา่ นีต้ ้องการออกระบบที่สมบูรณ์มคี วามปลอดภยั ของข้อมลู สูง
นอกจากน้ยี ังมีความเก่ียวข้องกับสารสนเทศภายนอกหนว่ ยงาน เชน่ ระเบียบปฏิบัติ กฎหมาย พระราชบญั ญัติ
ทีเ่ กีย่ วกบั การจัดการศึกษา ซึ่งจะตอ้ งมีการอบรม เกบ็ รกั ษาและออกแบบระบบการสบื ค้นทด่ี ีพอซ่ึงผูบ้ ริหาร
สามารถสืบค้นข้อมลู มาใชง้ านไดท้ ันทีตลอดเวลาการใชน้ วัตกรรมแตล่ ะด้านอาจมกี ารผสมผสานท่ีซ้อนทับกนั
ในบางเรื่อง ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนารว่ มกันไปพร้อมๆ กันหลายดา้ น การพฒั นาฐานข้อมลู อาจต้องทำเป็น
กลมุ่ เพ่ือให้สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวตั กรรมทางการศกึ ษาตา่ งๆ ทก่ี ลา่ วถงึ กนั มากในปจั จบุ ัน
E-learning
ความหมายของ e-Learning
การเรียนทางอเิ ล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning รูปแบบการเรยี นการสอน ซ่งึ ใช้การถา่ ยทอดเน้ือหา
(delivery methods) ผา่ นทางอุปกรณอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ ไม่วา่ จะเป็น คอมพวิ เตอร์ เครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต
อนิ ทราเน็ต เอ็กซทราเนต็ หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทยี ม และใชร้ ปู แบบการนำเสนอ
เนือ้ หาสารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ ซึง่ อาจอยู่ในรูปแบบการเรยี นท่เี ราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เชน่
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน(Computer-Assisted Instruction) การสอนบนเวบ็ (Web-Based Instruction) การ
เรยี นออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทยี ม หรืออาจอยู่ในลักษณะท่ยี ังไม่ค่อยเปน็ ที่
แพร่หลายนัก เชน่ การเรยี นจากวิดที ัศนต์ ามอัธยาศยั (Video On-Demand) เปน็ ต้น
อย่างไรกด็ ี ในปจั จุบนั เม่ือกล่าวถึง e-Learning คนส่วนใหญจ่ ะหมายเฉพาะถึง การเรยี นเนอ้ื หาหรอื
สารสนเทศซ่งึ ออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใชเ้ ทคโนโลยขี องเว็บ (Web Technology) ใน
การถา่ ยทอดเน้ือหา และเทคโนโลยีระบบการบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System)ใน
การบรหิ ารจัดการการเรียนร้ขู องผู้เรียนและงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนท่เี รยี นจาก e-Learning นส้ี ามารถ
ศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ นอกจากนี้ เน้ือหาสารสนเทศของ e-Learning จะถูกนำเสนอโดยอาศัย
เทคโนโลยีมัลตมิ ีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)จาก
ความหมายที่คนส่วนใหญ่นยิ าม e-Learning น้นั จำเป็นตอ้ งทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า e-Learningไม่ใชเ่ พียง
แคก่ ารสอนในลกั ษณะเดิม ๆ และนำเอกสารการสอนมาแปลงให้อย่ใู นรูปดจิ ิตัล และนำไปวางไวบ้ นเว็บ หรือ
ระบบบรหิ ารจัดการการเรยี นรู้เท่าน้ัน แต่ครอบคลมุ ถึง กระบวนการในการเรียนการสอน หรือการอบรมท่ใี ช้
เคร่อื งมอื ทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดความยืดหย่นุ ทางการเรยี นรู้ (flexible learning) สนับสนนุ
การเรยี นรู้ในลกั ษณะทผ่ี เู้ รียนเป็นศนู ย์กลาง (learner-centered) และการเรยี นในลกั ษณะตลอดชีวิต (life-
long learning) ซึ่งอาศยั การเปลี่ยนแปลงดา้ นกระบวนทศั น์ (paradigm shift) ของทัง้ กระบวนการในการ
เรียนการสอนด้วย นอกจากน้ี e-Learning ไมจ่ ำเป็นตอ้ งเป็นการเรียนทางไกลเสมอ คณาจารยส์ ามารถ
นำไปใช้ในลกั ษณะการผสมผสาน (blended) กับการสอนในชั้นเรียนได้
9
ลักษณะสำคญั ของ e-Learning (Feature of e-Learning)
ลักษณะสำคัญของ e-Learning ที่ดี ควรจะประกอบไปด้วยลกั ษณะสำคญั 4 ประการ ดังน้ี
1. ทุกเวลาทกุ สถานที่ (Anywhere, Anytime) หมายถึง e-Learning ควรต้องชว่ ยขยายโอกาสใน
การเขา้ ถึงเนื้อหาการเรยี นรู้ของผเู้ รียนได้จรงิ ในทน่ี ้หี มายรวมถึง การทผ่ี เู้ รยี นสามารถเรียกดูเนอื้ หาตามความ
สะดวกของผู้เรยี น เชน่ ผเู้ รยี นมกี ารเข้าถงึ เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ทเ่ี ช่ือมต่อกับเครือขา่ ยได้อยา่ งยืดหยนุ่
2. มลั ตมิ เี ดยี (Multimedia) หมายถงึ e-Learning ควรต้องมกี ารนำเสนอเนอ้ื หาโดยใช้ประโยชนจ์ าก
สื่อประสมเพ่ือชว่ ยในการประมวลผลสารสนเทศของผเู้ รียนเพ่อื ให้เกิดความคงทนในการจดจำและ/หรอื การ
เรยี นรไู้ ด้ดีข้นึ
3. การเช่อื มโยง (Non-linear) หมายถึง e-Learning ควรต้องมีการนำเสนอเน้ือหาในลักษณะทไี่ ม่
เปน็ เชงิ เสน้ ตรง กล่าวคอื ผู้เรียนสามารถเขา้ ถงึ เน้ือหาตามความตอ้ งการ โดย e-Learning จะต้องจัดหาการ
เชื่อมโยงทย่ี ืดหย่นุ แก่ผเู้ รยี น นอกจากนี้ยังหมายถงึ การออกแบบใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรียนไดต้ ามจงั หวะ(pace)
การเรยี นของตนเองดว้ ย เชน่ ผู้เรยี นทีเ่ รียนช้าสามารถเลอื กเนอ้ื หาทต่ี ้องการเรยี นซ้ำไดบ้ ่อยครั้งผูเ้ รยี นที่เรยี น
ดสี ามารถเลือกทจ่ี ะขา้ มไปเรียนในเนื้อหาทต่ี ้องการได้โดยสะดวก
4. การโตต้ อบ (Interaction) หมายถึง e-Learning ควรตอ้ งมีการเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนโต้ตอบ(มี
ปฏิสมั พนั ธ์) กบั เนื้อหา หรือกับผู้อื่นได้ กลา่ วคือ
1) e-Learning ควรต้องมกี ารออกแบบกจิ กรรมซงึ่ ผู้เรียนสามารถโตต้ อบกบั เนื้อหา
(InteractiveActivities) รวมท้ังมีการจดั เตรียมแบบฝึกหดั และแบบทดสอบใหผ้ เู้ รียนสามารถตรวจสอบความ
เขา้ ใจด้วยตนเองได้
2) e-Learning ควรตอ้ งมกี ารจัดหาเคร่ืองมอื ในการให้ชอ่ งทางแก่ผเู้ รียนในการตดิ ต่อสื่อสาร
(Collaboration Tools) เพอ่ื การปรกึ ษา อภิปราย ซกั ถาม แสดงความคดิ เหน็ กบั ผสู้ อน วิทยากรผู้เชยี่ วชาญ
หรอื เพ่ือน ๆ ร่วมชนั้ เรียนโดยในสว่ นของการโตต้ อบน้ี จะต้องคำนึงถงึ การใหผ้ ลปอ้ นกลบั ทท่ี นั ตอ่ เหตกุ ารณ์
(ImmediateResponse) ซึง่ อาจหมายถึง การที่ผสู้ อนต้องเข้ามาตอบคำถามหรือให้คำปรึกษาแกผ่ ู้เรียนอย่าง
สมำ่ เสมอและทนั เหตุการณ์ รวมถึง การท่ี e-Learning ควรตอ้ งมีการออกแบบใหม้ ีการทดสอบ การวดั ผล
และการประเมินผล ซงึ่ สามารถให้ผลป้อนกลบั โดยทันทแี กผ่ ู้เรยี น ไม่วา่ จะอยใู่ นลกั ษณะของแบบทดสอบก่อน
เรียน (pre-test) หรือ แบบทดสอบหลงั เรยี น (posttest) ก็ตาม
1. เน้อื หา (Content) เน้ือหาเป็นองค์ประกอบสำคัญท่ีสดุ สำหรับ e-Learning คุณภาพของการเรียน
การสอนของ e-Learningและการท่ีผ้เู รยี นจะบรรลวุ ัตถุประสงคก์ ารเรียนในลกั ษณะนห้ี รือไม่อย่างไร ส่ิงสำคญั
ท่สี ุดกค็ ือ เนอ้ื หาการเรยี นซ่งึ ผสู้ อนไดจ้ ดั หาให้แกผ่ เู้ รยี น ซ่ึงผเู้ รยี นมหี น้าท่ีในการใชเ้ วลาสว่ นใหญ่ศึกษาเน้ือหา
ดว้ ยตนเอง เพื่อทำการปรบั เปล่ยี น (convert) เนอื้ หาสารสนเทศทผ่ี ูส้ อนเตรียมไว้ให้เกิดเป็นความรู้ โดยผา่ น
การคิดคน้ วเิ คราะห์อย่างมหี ลักการและเหตผุ ลด้วยตวั ของผู้เรียนเอง คำวา่ “เนื้อหา” ในองค์ประกอบแรก
ของ e-Learning น้ี ไม่ไดจ้ ำกัดเฉพาะสอ่ื การสอน และ/หรือ คอรส์ แวร์ เทา่ นัน้ แตย่ งั หมายถึงสว่ นประกอบ
สำคัญอืน่ ๆ ท่ี e-Learning จำเปน็ จะต้องมีเพอื่ ใหเ้ นื้อหามีความสมบรู ณ์ เช่น คำแนะนำการเรียน ประกาศ
สำคัญตา่ ง ๆ ผลปอ้ นกลับของผ้สู อน เปน็ ตน้
10
2. ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System) องคป์ ระกอบทส่ี ำคญั มาก
เช่นกันสำหรับ e-Learning ไดแ้ ก่ ระบบบริหารจดั การการเรียนรู้ ซึ่งเปน็ เสมอื นระบบทรี่ วบรวมเคร่ืองมือซ่ึง
ออกแบบไวเ้ พื่อใหค้ วามสะดวกแกผ่ ้ใู ช้ในการจดั การกับการเรียนการสอนออนไลนน์ น่ั เอง ซึ่งผู้ใชใ้ นทน่ี ี้ แบง่ ได้
เป็น 4 กลมุ่ ไดแ้ ก่ ผ้สู อน (instructors) ผู้เรียน (students) ผ้ชู ว่ ยสอน(course manager) และผู้ทจี่ ะเขา้ มา
ช่วยผู้สอนในการบริหารจดั การด้านเทคนิคต่าง ๆ (network administrator)ซ่ึงเคร่อื งมือและระดับของสิทธิ
ในการเข้าใชท้ จี่ ัดหาไว้ให้ก็จะมีความแตกตา่ งกันไปตามแต่การใช้งานของแตล่ ะกลุ่ม ตามปรกตแิ ล้ว เคร่อื งมือ
ท่รี ะบบบริหารจัดการการเรียนรู้ต้องจดั หาไว้ใหก้ ับผใู้ ช้ ได้แก่ พ้ืนท่แี ละเคร่ืองมือสำหรับการชว่ ยผู้เรยี นในการ
เตรียมเน้ือหาบทเรยี น พ้นื ท่ีและเครื่องมือสำหรับการทำแบบทดสอบ แบบสอบถาม การจดั การกบั แฟ้มขอ้ มูล
ต่าง ๆ นอกจากนี้ระบบบรหิ ารจัดการการเรยี นรูท้ ่สี มบรู ณจ์ ะจัดหาเคร่ืองมือในการติดต่อสอื่ สารไว้สำหรับผู้ใช้
ระบบไมว่ ่าจะเปน็ ในลักษณะของ ไปรษณยี ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-mail) เว็บบอร์ด(Web Board) หรือ แช็ท
(Chat) บางระบบกย็ ังจัดหาองค์ประกอบพิเศษอ่ืน ๆ เพ่ืออำนวยความสะดวกให้กบั ผู้ใช้
อกี มากมาย เช่น การจัดให้ผ้ใู ช้สามารถเข้าดูคะแนนการทดสอบ ดสู ถติ กิ ารเข้าใชง้ านในระบบ การอนญุ าตให้
ผใู้ ชส้ รา้ งตารางการเรยี น ปฏิทินการเรยี น เป็นตน้
3. โหมดการติดตอ่ ส่ือสาร (Modes of Communication) องคป์ ระกอบสำคัญของ e-Learning ที่
ขาดไม่ได้อีกประการหน่ึง ก็คือ การจดั ใหผ้ เู้ รยี นสามารถติดตอ่ สือ่ สารกับผสู้ อน วิทยากร ผเู้ ชยี่ วชาญอื่น ๆ
รวมท้งั ผูเ้ รยี นด้วยกนั ในลกั ษณะที่หลากหลาย และสะดวกต่อผู้ใช้ กลา่ วคือ มเี คร่ืองมือท่ีจดั หาไวใ้ ห้ผเู้ รยี น
ใชไ้ ด้มากกวา่ 1 รปู แบบ รวมทัง้ เครื่องมือน้ันจะต้องมีความสะดวกในการใช้งาน (user-friendly) ดว้ ย ซงึ่
เครือ่ งมอื ที่ e-Learning ควรจดั หาใหผ้ ้เู รียน ไดแ้ ก่
3.1 การประชุมทางคอมพวิ เตอร์
ในท่นี ้ีหมายถึง การประชุมทางคอมพวิ เตอรท์ ัง้ ในลักษณะของการติดตอ่ สื่อสารแบบตา่ งเวลา(Asynchronous)
เช่น การแลกเปลีย่ นข้อความผา่ นทางกระดานขา่ วอเิ ล็กทรอนิกส์ หรือ ท่ีรูจ้ ักกนั ในชื่อของเวบ็ บอรด์ (Web
Board) เปน็ ต้น หรอื ในลักษณะของการตดิ ต่อส่อื สารแบบเวลาเดยี วกัน(Synchronous) เชน่ การสนทนา
ออนไลน์ หรือท่ีค้นุ เคยกันดใี นช่ือของ แชท็ (Chat) และ ICQ หรอื ในบางระบบ อาจจดั ใหม้ ีการถา่ ยทอด
สญั ญาณภาพและเสยี งสด (Live Broadcast / Videoconference) ผา่ นทางเว็บ เป็นต้น ในการนำไปใช้
ดำเนนิ กิจกรรมการเรยี นการสอน ผ้สู อนสามารถเปิดสัมมนาในหวั ขอ้ ท่เี กี่ยวข้องกบั เนื้อหาในคอร์ส ซึ่งอาจอยู่
ในรปู ของการบรรยาย การสมั ภาษณ์ผเู้ ชีย่ วชาญ การเปดิ อภิปรายออนไลน์ เป็นต้น
3.2 ไปรษณยี ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-mail)
ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ เป็นองคป์ ระกอบสำคัญเพ่ือให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสอื่ สารกับผู้สอนหรือผู้เรยี นอืน่ ๆ
ในลกั ษณะรายบุคคล การส่งงานและผลป้อนกลบั ใหผ้ ู้เรียน ผ้สู อนสามารถให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผเู้ รยี นเป็น
รายบคุ คล ทงั้ นี้เพอ่ื กระตนุ้ ให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรอื ร้นในการเขา้ รว่ มกิจกรรมการเรยี นอย่างต่อเนือ่ ง ท้งั นี้
ผสู้ อนสามารถใช้ไปรษณีย์อเิ ล็กทรอนิกสใ์ นการให้
ความคดิ เห็นและผลปอ้ นกลับทที่ ันตอ่ เหตุการณ์
4. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ
11
องคป์ ระกอบสดุ ท้ายของ e-Learning แตไ่ ม่ได้มีความสำคัญน้อยทสี่ ุดแต่อย่างใด ได้แก่ การจดั ให้ผเู้ รยี นได้มี
โอกาสในการโต้ตอบกับเนือ้ หาในรูปแบบของการทำแบบฝึกหัด และแบบทดสอบความรู้
4.1 การจัดให้มแี บบฝกึ หัดสำหรับผเู้ รยี น
เน้ือหาทนี่ ำเสนอจำเปน็ ต้องมีการจัดหาแบบฝึกหัดสำหรบั ผู้เรียนเพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจ
ไวด้ ว้ ยเสมอ ทง้ั นี้เพราะ e-Learning เป็นระบบการเรยี นการสอนซึ่งเนน้ การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองของผู้เรยี นเป็น
สำคญั ดังนั้นผเู้ รียนจึงจำเปน็ อยา่ งยิง่ ทจ่ี ะต้องมีแบบฝึกหดั เพือ่ การตรวจสอบว่าตนเข้าใจและรอบรูใ้ นเร่ืองท่ี
ศึกษาดว้ ยตนเองมาแล้วเปน็ อย่างดหี รือไม่ อย่างไร การทำแบบฝึกหดั จะทำใหผ้ เู้ รยี นทราบได้วา่ ตนนัน้ พร้อม
สำหรับการทดสอบ การประเมนิ ผลแลว้ หรอื ไม่
4.2 การจัดให้มีแบบทดสอบผเู้ รียน
แบบทดสอบสามารถอย่ใู นรปู ของแบบทดสอบก่อนเรียน ระหวา่ งเรียน หรอื หลงั เรยี นก็ได้
สำหรับ e-Learning แลว้ ระบบบรหิ ารจดั การการเรียนรู้ทำใหผ้ ูส้ อนสามารถสนบั สนนุ การออกข้อสอบของ
ผู้สอนไดห้ ลากหลายลักษณะ กลา่ วคือ ผ้สู อนสามารถออกแบบการประเมนิ ผลในลกั ษณะของ อตั นัย ปรนัย
ถูกผดิ การจบั คู่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังทำใหผ้ สู้ อนมีความสะดวกสบายในการสอบเพราะผูส้ อนสามารถทจ่ี ะจัดทำ
ข้อสอบในลกั ษณะคลังข้อสอบไว้เพ่ือเลือกในการนำกลบั มาใช้ หรอื ปรบั ปรุงแก้ไขใหมไ่ ด้อย่างงา่ ยดาย
นอกจากน้ีในการคำนวณและตัดเกรด ระบบ e-Learning ยังสามารถช่วยใหก้ ารประเมินผลผูเ้ รยี นเปน็ ไปได้
อย่างสะดวก เน่อื งจากระบบบรหิ ารจดั การการเรียนรู้ จะช่วยทำใหก้ ารคดิ คะแนนผ้เู รยี น การตดั เกรดผเู้ รียน
เป็นเรอื่ งงา่ ยขึน้ เพราะระบบจะอนญุ าตให้ผู้สอนเลือกได้ว่าต้องการท่ีจะประเมินผลผูเ้ รยี นในลักษณะใด เชน่
องิ กล่มุ องิ เกณฑ์ หรือใช้สถิติในการคดิ คำนวณในลักษณะใด เช่น การใช้คา่ เฉลีย่ ค่า T-Score เปน็ ตน้
นอกจากน้ยี ังสามารถท่ีจะแสดงผลในรูปของกราฟได้อกี ดว้ ย
ขอ้ ได้เปรียบ และขอ้ จำกัดของ e-Learning (advantage of e-Learning)
ประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากการนำ e-Learning ไปใชใ้ นการเรยี นการสอนมี ดงั นี้
1. e-Learning ชว่ ยให้การจัดการเรียนการสอนมปี ระสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน เพราะการถ่ายทอดเน้ือหา
ผา่ นทางมลั ตมิ เี ดยี สามารถทำใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ไดด้ ีกว่าการเรียนจากส่อื ข้อความเพียงอย่างเดียว หรอื
จากการสอนภายในหอ้ งเรยี นของผู้สอนซงึ่ เน้นการบรรยายในลกั ษณะ Chalk and Talk แตเ่ พียงอยา่ งเดียว
โดยไม่ใชส้ ือ่ ใด ๆ ซ่ึงเมื่อเปรยี บเทยี บกับ e-Learning ท่ีไดร้ ับการออกแบบและผลติ มาอย่างมีระบบ e-
Learning สามารถชว่ ยทำให้ผูเ้ รียนเกดิ การเรยี นรู้ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพมากกวา่ ในเวลาที่เร็ว
กวา่ นอกจากน้ยี ังเปน็ การสนับสนนุ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ท่ีผูเ้ รยี นเป็นศนู ย์กลางได้เปน็ อย่างดี เพราะผสู้ อนจะ
สามารถใช้ e-Learning ในการจดั การเรยี นการสอนที่ลดการบรรยาย (lecture)ได้ และสามารถใช้ e-
Learning ในการจดั การเรยี นการสอนท่ีเน้นให้ผเู้ รียนไดเ้ ป็นผู้รับผิดชอบในการจดั การเรียนรดู้ ้วยตนเอง
(autonomous learning) ได้ดียงิ่ ข้ึน
12
2. e-Learning ช่วยทำให้ผ้สู อนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าพฤตกิ รรมการเรยี นของผเู้ รียนได้
อยา่ งละเอยี ดและตลอดเวลา เนื่องจาก e-Learning มีการจดั หาเคร่อื งมือทีส่ ามารถทำใหผ้ สู้ อนติดตามการ
เรียนของผูเ้ รยี นได้
3. e-Learning ช่วยทำใหผ้ เู้ รยี นสามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้ เน่ืองจากการนำเอา
เทคโนโลยี Hypermedia มาประยุกต์ใช้ ซ่งึ มลี ักษณะการเชอื่ มโยงข้อมูลไมว่ ่าจะเป็นในรูปของข้อความ
ภาพนิ่ง เสยี งกราฟกิ วดิ ีโอ ภาพเคลื่อนไหว ที่เกย่ี วเน่ืองกันเข้าไวด้ ้วยกันในลักษณะท่ีไมเ่ ป็นเชิงเสน้ (Non-
Linear) ทำให้ Hypermedia สามารถนำเสนอเน้ือหาในรูปแบบใยแมงมุมได้ ดังนั้นผู้เรียนจึงสามารถเขา้ ถึง
ขอ้ มูลใดก่อนหรอื หลังกไ็ ด้ โดยไม่ต้องเรียงตามลำดับ และเกิดความสะดวกในการเข้าถงึ ของผเู้ รยี นอกี ดว้ ย
4. e-Learning ช่วยทำใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรียนรู้ได้ตามจงั หวะของตน (Self-paced
Learning) เนอื่ งจากการนำเสนอเนอ้ื หาในรปู แบบของ Hypermedia เปิดโอกาสให้ผเู้ รียนสามารถควบคุมการ
เรยี นร้ขู องตนในด้านของลำดับการเรียนได้ (Sequence) ตามพนื้ ฐานความรู้ ความถนัด และความสนใจของ
ตน นอกจากนผ้ี เู้ รียนยังสามารถ ทดสอบทักษะตนเองก่อนเรยี นไดท้ ำให้สามารถชีช้ ัดจดุ อ่อนของตน และเลือก
เน้ือหาให้เข้ากบั รูปแบบการเรียนของตัวเอง เชน่ การเลอื กเรียนเนื้อหาเฉพาะบางส่วนทตี่ ้องการทบทวนได้ โดย
ไม่ต้องเรียนในส่วนที่เข้าใจแล้ว ซ่ึงถอื วา่ ผู้เรียนไดร้ ับอสิ ระในการควบคมุ การเรียนของตนเอง จึงทำใหผ้ เู้ รียนได้
เรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง
5. e-Learning ช่วยทำให้เกดิ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรยี นกบั ครูผู้สอน และกับเพ่ือน ๆ ได้ เน่ืองจาก e-
Learning มีเครอ่ื งมือต่าง ๆ มากมาย เช่น Chat Room, Web Board, E-mail เปน็ ต้น ที่เออื้ ต่อการโต้ตอบ
(Interaction) ทห่ี ลากหลาย และไมจ่ ำกัดว่าจะตอ้ งอยใู่ นสถาบนั การศกึ ษาเดยี วกัน (Global Choice)
นอกจากน้นั e-Learning ทอ่ี อกแบบมาเป็นอย่างดจี ะเอ้ือใหเ้ กดิ ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างผู้เรยี นกบั เนื้อหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ เช่น การออกแบบเน้ือหาในลกั ษณะเกม หรอื การจำลอง เปน็ ต้น
ขอ้ จำกดั
1. ผูส้ อนทน่ี ำ e-Learning ไปใช้ในลกั ษณะของส่ือเสรมิ โดยไมม่ ีการปรบั เปล่ียนวิธีการสอนเลย
กล่าวคอื ผสู้ อนยงั คงใช้แตว่ ิธีการบรรยายในทุกเนื้อหา และสัง่ ให้ผเู้ รยี นไปทบทวนจาก e-Learning หาก e-
Learning ไม่ไดอ้ อกแบบใหจ้ ูงใจผู้เรียนแลว้ ผเู้ รียนคงใช้อยู่พักเดยี วก็เลิกไปเพราะไมม่ ีแรงจงู ใจใด ๆ ในการใช้
e-Learning กจ็ ะกลายเป็นการลงทุนทไ่ี ม่ค้มุ คา่ แต่อย่างใด
2. ผ้สู อนจะต้องเปล่ยี นบทบาทจากการเปน็ ผูใ้ ห้ (impart) เนอ้ื หาแก่ผู้เรยี น มาเปน็ (facilitator)
ผ้ชู ว่ ยเหลอื และให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่ผูเ้ รียน พร้อมไปกับการเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
จาก e-Learning ทั้งนี้ หมายรวมถงึ การทีผ่ ู้สอนควรมีความพร้อมทางด้านทักษะคอมพิวเตอรแ์ ละรับผดิ ชอบ
ตอ่ การสอนมคี วามใสใ่ จกับผ้เู รยี นโดยไม่ทิ้งผ้เู รียน
3. การลงทุนในด้านของ e-Learning ตอ้ งครอบคลมุ ถงึ การจัดการให้ผสู้ อนและผเู้ รยี นสามารถเข้าถึง
เนื้อหาและการตดิ ต่อสอ่ื สารออนไลนไ์ ดส้ ะดวก สำหรับ e-Learning แลว้ ผู้สอนหรือผู้เรยี นท่ใี ชร้ ูปแบบการ
เรยี นในลักษณะนี้จะต้องมสี ่งิ อำนวยความสะดวก (facilities) ตา่ ง ๆ ในการเรยี นท่ีพรอ้ มเพรียงและมี
13
ประสทิ ธิภาพ เชน่ ผสู้ อนและผเู้ รียนสามารถติดต่อส่อื สารกับผ้อู ื่นได้ และสามารถเรยี กดูเนือ้ หาโดยเฉพาะ
อยา่ งย่ิงในลักษณะมลั ติมเี ดีย ได้อยา่ งครบถว้ น ดว้ ยความเร็วพอสมควร เพราะหากปราศจากข้อไดเ้ ปรียบใน
การติดต่อสือ่ สารและการเข้าถงึ เนอื้ หาไดส้ ะดวก รวมทงั้ ข้อได้เปรยี บส่ืออ่นื ๆ ในลกั ษณะในการนำเสนอ
เน้ือหา เชน่ มัลตมิ ีเดีย แล้วน้ันผ้เู รยี นและผูส้ อนก็อาจไม่เห็นความจำเป็นใด ๆ ทตี่ ้องใช้ e-Learning
ระดบั ของสื่อสำหรับ e-Learning (Level of media for e-Learning)
สำหรบั e-Learning แล้ว การถ่ายทอดเน้อื หาสามารถแบ่งได้เปน็ 3 ลักษณะด้วยกนั กล่าวคอื
1. ระดบั เนน้ ข้อความออนไลน์ (Text Online) หมายถงึ เนื้อหาของ e-Learning ในระดับน้ีจะอยู่ใน
รปู ของขอ้ ความเปน็ หลกั e-Learning ในลักษณะน้ีจะเหมือนกับการสอนบนเว็บ (WBI) ซ่ึงเนน้ เน้ือหาที่เปน็
ขอ้ ความ ตวั อกั ษรเป็นหลกั ซึ่งมขี ้อดี ก็คือการประหยดั เวลาและค่าใช้จา่ ยในการผลติ เนื้อหาและการบรหิ าร
จัดการการเรยี นรู้
2. ระดับรายวชิ าออนไลน์เชงิ โตต้ อบและประหยัด (Low Cost Interactive Online Course
หมายถงึ เน้อื หาของ e-Learning ในระดบั นี้จะอยใู่ นรูปของตัวอักษร ภาพ เสียง และวิดที ศั น์ ท่ีผลิตขนึ้ มา
อย่างงา่ ย ๆ ประกอบการเรียนการสอน e-Learning ในระดับหนึ่งและสองนี้ ควรจะต้องมีการพฒั นา LMS ที่ดี
เพอื่ ชว่ ยผู้ใชใ้ นการสร้างและปรบั เนื้อหาให้ทนั สมยั ได้อยา่ งสะดวกด้วยตนเอง
3. ระดับรายวิชาออนไลน์คณุ ภาพสูง (High Quality Online Course) หมายถงึ เนือ้ หาของ e-
Learning ในระดบั นีจ้ ะอยู่ในรปู ของมัลติมเี ดยี ท่ีมลี กั ษณะมอื อาชพี กลา่ วคือ การผลติ ต้องใชท้ ีมงานในการ
ผลิตทปี่ ระกอบด้วย ผเู้ ช่ียวชาญเนอ้ื หา (content experts) ผเู้ ชยี่ วชาญการออกแบบการสอน (instructional
designers) และ ผ้เู ชยี่ วชาญการผลติ มลั ติมเี ดยี (multimedia experts)
ระดบั ของการนำ e-Learning ไปใชใ้ นการเรียนการสอน
การนำ e-Learning ไปใชใ้ นการเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 ระดับ ดงั นี้
1. ใช้ e-Learning เป็นส่ือเสรมิ (Supplementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใชใ้ นลกั ษณะสื่อ
เสริม กล่าวคอื นอกจากเนื้อหาท่ีปรากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว ผเู้ รียนยงั สามารถศึกษาเนื้อหาเดยี วกันน้ี
ในลักษณะอ่นื ๆ เชน่ จากเอกสาร(ชที ) ประกอบการสอน จากวดิ ที ศั น์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning
ในลักษณะน้ีเทา่ กบั ว่าผู้สอนเพียงต้องการใช้ e-Learning เปน็ อกี หนึง่ ทางเลือกสำหรับผูเ้ รยี นในการเข้าถึง
เนอ้ื หาเพ่ือใหป้ ระสบการณพ์ เิ ศษเพ่ิมเตมิ แกผ่ เู้ รยี นเท่านนั้
2. ใช้ e-Learning เปน็ สอ่ื เตมิ (Complementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลกั ษณะ
เพ่ิมเติมจากวิธีการสอนในลักษณะอืน่ ๆ เชน่ นอกจากการบรรยายในหอ้ งเรยี นแลว้ ผสู้ อนยังออกแบบเน้ือหา
ให้ผู้เรยี นเข้าไปศึกษาเนอื้ หาเพิม่ เตมิ จาก e-Learning โดยเนื้อหาท่ผี ู้เรียนเรียนจาก e-Learning ผู้สอนไม่
จำเปน็ ต้องสอนซ้ำอกี แตส่ ามารถใชเ้ วลาในชน้ั เรียนในการอธบิ ายในเน้ือหาที่เขา้ ใจได้ยาก ค่อนข้างซับซ้อน
หรอื เปน็ คำถามท่ีมีความเข้าใจผดิ บอ่ ย ๆ นอกจากน้ี ยงั สามารถใช้เวลาในการทำกจิ กรรมที่เนน้ ใหผ้ ้เู รยี นได้เกดิ
การคดิ วิเคราะหแ์ ทนได้ ในความคดิ ของผู้เขยี นแล้วในมหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ของเรา เมื่อไดม้ กี ารลงทุนในการ
14
นำ e-Learning ไปใชก้ ับการเรียนการสอนแล้วอย่างน้อยควรตั้งวตั ถุประสงค์ในลักษณะของส่ือเติม
(Complementary) มากกวา่ แคเ่ พียงเปน็ สื่อเสริม(Supplementary) เพอ่ื ให้เกดิ ความคุ้มทนุ นอกจากนี้อาจ
ยังไม่เหมาะสมท่จี ะใช้ในลักษณะแทนทผี่ ู้สอน (Replacement) ตัวอย่างการใช้ในลักษณะสื่อเติม เชน่ ผ้สู อน
มอบหมายใหผ้ ู้เรยี นศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองจาก e-Learning ในวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หน่ึงก่อนหรือ
หลังการเขา้ ชน้ั เรียน รวมทงั้ ให้กำหนดกจิ กรรมทที่ ดสอบความเข้าใจของผู้เรยี นในเนื้อหาดังกล่าวใน session
การเรยี นตามปรกติ เป็นตน้ ทง้ั นี้เพ่ือใหเ้ หมาะสมกับลกั ษณะของผเู้ รยี นของเรา ซึ่งยงั ต้องการคำแนะนำจาก
ครผู ู้สอน รวมทั้งการที่ผู้เรยี นส่วนใหญย่ งั ขาดการปลูกฝงั ให้มีความใฝร่ โู้ ดยธรรมชาติ
3. ใช้ e-Learning เป็นสอื่ หลกั (Comprehensive Replacement) หมายถึงการนำ e-Learning ไป
ใช้ในลักษณะแทนทก่ี ารบรรยายในห้องเรียน ผเู้ รยี นจะต้องศึกษาเน้ือหาท้ังหมดออนไลน์ และโตต้ อบกับเพื่อน
และผ้เู รียนอื่น ๆ ในชั้นเรียนผ่านทางเคร่ืองมือติดต่อสื่อสารตา่ ง ๆ ท่ี e- Learning จัดเตรยี มไว้ ในปจั จบุ ัน
แนวคดิ เกย่ี วกบั การนำ e-Learning ไปใชใ้ นต่างประเทศจะอยูใ่ นลักษณะlearning through technology ซง่ึ
หมายถึง การเรยี นรู้โดยมุ่งเน้นการเรียนในลกั ษณะมสี ่วนร่วมของผู้เกย่ี วข้องไมว่ ่าจะเปน็ ผู้สอน ผเู้ รียน และ
ผเู้ ชี่ยวชาญอ่นื ๆ (Collaborative Learning) โดยอาศัยเทคโนโลยีในการนำเสนอเน้ือหา และกจิ กรรมต่าง ๆ
ซึ่งต้องการการโตต้ อบผ่านเคร่ืองมือสอ่ื สารตลอด โดยไม่เน้นทางด้านของการเรียนร้รู ายบคุ คลผ่านสอื่
(courseware) มากนัก ในขณะท่ีในประเทศไทยการใช้ e-Learning ในลักษณะสอื่ หลักเชน่ เดียวกับ
ต่างประเทศนน้ั จะอยใู่ นวงจำกัด แตก่ ารใช้สว่ นใหญจ่ ะยงั คงเป็นในลกั ษณะของ learning with technology
ซ่ึงหมายถึง การใช้ e-Learning เปน็ เสมอื นเครือ่ งมือทางเลอื กเพ่อื ให้ผเู้ รยี นเกดิ ความกระตือรือร้น สนกุ สนาน
พรอ้ มไปกบั การเรียนรู้ในชน้ั เรยี น
m-Learning
m-Learningหรือ Mobile-Learning หลกั การก็คือทำใหผ้ ูเ้ รียนสามารถทจี่ ะนำเอาบทเรยี นมา
วางไวบ้ นมอื ถอื และเรยี กดูได้ตลอดเวลาทุกท่ี พรอ้ มทง้ั สามารถทจี่ ะรับส่งข้อมูลไดเ้ มื่อจำเป็นและมีสัญญาณ
จากเครือข่ายโทรคมนาคม นอกจากน้นั จะต้องสามารถทำงานได้ท้ังสองทาง เปล่ียนแปลงบทเรยี นส่งการบ้าน
หรือวเิ คราะห์คะแนนจาก แบบฝึกหดั ไดเ้ ชน่ กนั การเรียนแบบผสมผสาน (Blended learning) การเรยี นการ
สอนทอ่ี าศัยสอื่ หลายๆชนดิ ผสมผสานกัน ตง้ั แตด่ ้านเทคโนโลยี กจิ กรรมการเรียนการ สอน และเหตุการณ์ท่ี
เหมาะสมเพื่อสร้างรูปแบบการเรยี นการสอนท่เี หมาะสมสำหรบั กลุม่ เป้าหมาย Global learning บทเรียนใน
15
รูปแบบของการผสมผสานระหวา่ งวิดโี อ เสยี ง ภาพเคล่ือนไหว ทำให้ น่าสนใจและง่ายต่อการทำความเข้าใจ
เปน็ ส่ือการเรียนรู้ที่สอดคล้องกบั ความต้องการและวิถีชีวติ ระบบ Online Learning เป็นการเรยี นรดู้ ว้ ย
ตนเองผา่ นเทคโนโลยี Internet ซ่งึ จะนำเสนอ บทเรียน ในรปู แบบของการผสมผสานระหวา่ งวดิ ีโอ เสยี ง
ภาพเคล่อื นไหว และตัวอักษร ทำให้ บทเรียน มคี วามน่าสนใจ และงา่ ย ต่อการทำความเขา้ ใจ เน่อื งจากผเู้ รียน
Online Learning สามารถเรียนรู้ทุกเรื่องราวไดท้ ุกท่ีทุกเวลา จงึ ทำให้ Online Learning เป็นสือ่ การเรียนรู้
ออนไลน์ สมบรู ณแ์ บบทสี่ อดคล้องกับ ความต้องการและวิถีชีวติ Mentored learning บทบาทของผสู้ อนใน
E-Learning จะเปล่ยี นไปเปน็ ผูใ้ ห้คำแนะนำ (Guide) เป็นผู้ฝึก (Coach) เปน็ ผูอ้ ำนวยความสะดวก
(Facilitator) และเป็นพเี่ ลย้ี ง (Mentor) ตอ่ กระบวนการเรียนรขู้ องผู้เรยี น ในขณะที่บทบาทของผเู้ รียนจะ
เปล่ียนแปลง
ความหมายของ M – Learning
การใหค้ ำจำกดั ความของ Mobile Learning สามารถแยกพจิ ารณาได้เป็น 2 ส่วน จากราก ศัพทท์ ่ี
นำมาประกอบกนั คือ
1. Mobile (Devices) หมายถือ อปุ กรณ์คอมพิวเตอร์ หรือ โทรศพั ท์มือถือ และเครอื่ งเล่น หรือแสดง
ภาพทีพ่ กพาติดตัวไปได้
2. Learning หมายถึงการเรยี นรู้ เปน็ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอนั เนื่องมาจากบุคคลปะทะ กับ
สงิ่ แวดล้อมจึงเกิดประสบการณ์ การเรียนรเู้ กิดข้ึนได้เมอื่ มกี ารแสวงหาความรู้ การพฒั นาความรู้ ความสามารถ
ของบุคคลใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพดีขึน้ รวมไปถงึ กระบวนการสรา้ งความเข้าใจ และ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็น
ประโยชนต์ ่อบคุ คล
เมื่อพิจารณาจากความหมายของคำทัง้ สองแล้วจะพบวา่ Learning นัน่ คอื แก่นของM - learning
เพราะเปน็ การใช้เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายเพ่ือใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ซ่งึ กค็ ลา้ ยกับ E – Learning ทเี่ ป็นการใช้
เครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ เพื่อใหเ้ กิดการเรยี นรู้
นอกจากน้มี ผี ้ใู ช้คำนิยามของ M - Learning ดงั ต่อไปน้ี
รวิ (Ryu, 2007) หัวหนา้ ศูนย์โมบายคอมพิวตง้ิ (Centre for Mobile Computing) ที่
มหาวทิ ยาลยั แมสซี่ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ระบุวา่ M- learning คอื กิจกรรมการเรยี นรู้ ที่เกิดข้นึ
เมอื่ ผเู้ รียนอยู่ระหวา่ งการเดินทาง ณ ทใ่ี ดกต็ าม และเม่ือใดก็ตาม
เกด็ ส์ (Geddes, 2006) กใ็ ห้ความหมายว่า M- learning คือการได้มาซึ่งความรู้และทกั ษะผ่านทาง
เทคโนโลยขี องเครอื่ งประเภทพกพา ณ ทใี่ ดกต็ าม และเมอื่ ใดก็ตาม ซึ่งสง่ ผลเกดิ การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
วัตสัน และไวท์ (Watson & White, 2006) ผ้เู ขยี นรายงานเรอ่ื ง M- learning ในการศึกษา
(mLearning in Education) เนน้ ว่า M- learning หมายถึงการรวมกันของ 2 P คือ เปน็ การเรยี นจาก เคร่ือง
ส่วนตัว (Personal) และเป็นการเรยี นจากเครื่องท่ีพกพาได้ (Portable) การที่เรยี นแบบสว่ นตัว นน้ั ผู้เรียน
สามารถเลอื กเรียนในหวั ข้อที่ต้องการ และการทเี่ รยี นจากเคร่ืองท่ีพกพาได้น้ันก่อใหเ้ กดิ โอกาสของการเรยี นรู้
ได้ ซ่ึงเครื่องแบบ Personal Digital Assistant (PDA) และโทรศพั ทม์ ือถือนั้น เปน็ เครื่องทีใ่ ชส้ ำหรบั M-
16
learning มากทีส่ ดุ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนซ่ึงสามารถจดั เป็นประเภทของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
แบบพกพาได้ 3 กลมุ่ ใหญ่ หรอื จะเรียกว่า 3Ps
1. PDAs (Personal Digital Assistant) คือคอมพวิ เตอรแ์ บบพกพาขนาดเล็กหรือขนาด ประมาณฝ่า
มือ ท่รี ู้จักกันทวั่ ไปได้แก่ Pocket PC กับ Palm เครอื่ งมือส่อื สารในกลุม่ นย้ี งั รวมถงึ PDA Phone ซึง่ เปน็
เครื่อง PDA ท่ีมีโทรศัพทใ์ นตัว สามารถใชง้ านการควบคุมดว้ ย Stylus เหมอื นกบั PDA ทุกประการ นอกจากนี้
ยังหมายรวมถึงเครอื่ งคอมพิวเตอรข์ นาดเล็กอ่นื ๆ เชน่ lap top, Note book และ Tablet PC อกี ด้วย
2. Smart Phones คือโทรศัพทม์ ือถือ ทบ่ี รรจเุ อาหนา้ ที่ของ PDA เขา้ ไปดว้ ยเพยี งแตไ่ ม่มี Stylus แต่
สามารถลงโปรแกรมเพม่ิ เตมิ เหมือนกับ PDA และ PDA phone ได้ ข้อดีของอปุ กรณ์กล่มุ นค้ี ือมีขนาดเล็ก
พกพาสะดวกประหยดั ไฟ และราคาไมแ่ พงมากนัก คำว่าโทรศพั ท์มอื ถือ ตรงกบั ภาษาองั กฤษ วา่ hand
phone ซงึ่ ใชค้ ำน้ีแพร่หลายใน Asia Pacific ส่วนในอเมริกา นยิ มเรียกวา่ Cell Phone ซ่ึงย่อมาจาก
Cellular telephone สว่ นประเทศอืน่ ๆ นิยมเรียกว่า Mobile Phone
3. IPod, เคร่อื งเลน่ MP3 จากคา่ ยอ่ืนๆ และเคร่ืองท่ีมลี ักษณะการทำงานทค่ี ลา้ ยกัน คอื เคร่ืองเสียง
แบบพกพก iPod คอื ช่ือรนุ่ ของสินคา้ หมวดหน่งึ ของบรษิ ัท Apple Computer, Inc ผผู้ ลติ เครื่องคอมพวิ เตอร์
แมคอินทอช iPod และเคร่ืองเล่น MP3 นับเปน็ เครื่องเสยี งแบบพกพาท่ีสามารถ รับขอ้ มูลจากคอมพิวเตอร์
ด้วยการต่อสาย USB หรือ รับด้วยสัญญาณ Blue tooth สำหรับรุน่ ใหมๆ่ มีฮาร์ดดสิ กจ์ ุได้ถงึ 60 GB. และมี
ชอ่ ง Video out และมเี กมสใ์ หเ้ ลือกเลน่ ได้อกี ดว้ ย
เครอ่ื งเลน่ MP3
สำหรบั พัฒนาการของ m-Learning เปน็ พฒั นาการนวัตกรรมการเรียนการสอนมาจากนวตั กรรมการ
เรยี นการสอนทางไกล หรอื d-Learning (Distance Learning) และการจดั การเรยี นการ
สอนแบบ e-Learning (Electronic Learning) ดังภาพประกอบต่อไปน้ี
M - Learning นั้นเกดิ ขึน้ ได้โดยไร้ข้อจำกดั ด้านเวลา และสถานท่ี เพยี งแคผ่ ู้เรยี นมีความ พรอ้ มและเครื่องมอื
อีกท้ังเครือขา่ ยมีเนอ้ื หาท่ีตอ้ งการ จงึ จะเกดิ การเรียนรู้ขนึ้ และจะได้ผลการ เรียนรทู้ ี่ปรารถนา หากขาดเนื้อหา
ในการเรียนรู้ วธิ กี ารน้นั จะกลายเปน็ เพยี งการสื่อสาร กับเครอื ขา่ ย ไร้สายนนั่ เอง
กระบวนการเรียนร้แู บบ M – Learning
กระบวนการเรยี นรู้แบบ M – Learning มดี ว้ ยกันท้งั หมด 5 ขนั้ ตอน ดงั นี้
ขั้นท่ี 1 ผู้เรียนมีความพรอ้ ม และเคร่ืองมือ
ขน้ั ที่ 2 เช่ือมต่อเขา้ ส่เู ครอื ขา่ ย และพบเน้ือหาการเรยี นทีต่ ้องการ
ขน้ั ท่ี 3 หากพบเนื้อหาจะไปยังขัน้ ที่ 4 แต่ถา้ ไมพ่ บจะกลบั เขา้ สูข่ ้นั ท่ี 2
ขั้นท่ี 4 ดำเนนิ การเรียนรู้ ซึง่ ไมจ่ ำเป็นที่จะตอ้ งอยูใ่ นเครอื ข่าย
ขน้ั ที่ 5 ได้ผลการเรยี นรูต้ ามวัตถุประสงค์
17
ประโยชน์และข้อจำกดั ของ M – Learning
เกด็ ส์ (Geddes, 2006) ได้ทำการศึกษาประโยชนข์ อง M - Learning และสรุปวา่ ประโยชน์ท่ี ชัดเจน
อย่างยงิ่ น้ันสามารถจดั ไดเ้ ปน็ 4 หมวด คือ
1. การเขา้ ถึงข้อมูล (Access) ได้ทกุ ที่ ทุกเวลา
2. สรา้ งสภาพแวดลอ้ มเพื่อการเรียนรู้ (Context) เพราะ M - Learning ช่วยใหก้ ารเรียนรจู้ าก
สถานท่ใี ดก็ตามทม่ี คี วามตอ้ งการเรียนรู้ ยกตัวอยา่ งเชน่ การสอ่ื สารกับแหล่งข้อมูล และผ้สู อนใน การเรียนจาก
สง่ิ ต่างๆ เช่น ในพิพิธภัณฑท์ ่ผี ู้เรยี นแต่ละคนมีเครื่องมือสอื่ สารตดิ ต่อกบั วิทยากรหรือ ผสู้ อนได้ตลอดเวลา
3. การร่วมมือ (Collaboration) ระหวา่ งผู้เรยี นกับผ้สู อน และเพื่อนรว่ มช้นั เรียนได้ทุกท่ี ทกุ เวลา
4. ทำใหผ้ ู้เรยี นสนใจมากขึ้น (Appeal) โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรนุ่ เชน่ นักศกึ ษาท่ไี ม่คอ่ ย สนใจเรียน
ในหอ้ งเรยี น แต่อยากจะเรียนดว้ ยตนเองมากข้ึนดว้ ย M – Learning
ขอ้ ดีของ M - Learning
1. มีความเปน็ ส่วนตัว และอิสระทีจ่ ะเลือกเรยี นรู้ และรับรู้
2. ไมม่ ีข้อจำกัดด้านเวลา สถานท่ี เพิ่มความเป็นไปไดใ้ นการเรียนรู้
3. มีแรงจูงใจต่อการเรียนรูม้ ากขึน้
4. สง่ เสรมิ ให้เกิดการเรยี นรู้ได้จริง
5. ด้วยเทคโนโลยีของ M - Learning ทำให้เปลยี่ นสภาพการเรียนจากที่ยึดผสู้ อนเปน็ ศูนย์กลาง ไปสู่
การมปี ฏิสมั พันธ์โดยตรงกับผู้เรียน จงึ เปน็ การส่งเสรมิ ให้มีการสื่อสารกับเพอื่ นและ ผ้สู อนมากขึ้น
6. สามารถรบั ข้อมูลที่ไมม่ ีการระบชุ ่ือได้ ซ่ึงทำให้ผู้เรยี นทไ่ี ม่มน่ั ใจกล้าแสดงออกมากขึ้น
7. เครอื่ งประเภทพกพาต่างๆ ส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นมคี วามกระตือรือร้นทางการเรยี นและมี ความ
รบั ผิดชอบตอ่ การเรียนดว้ ยตนเอง
ข้อด้อยของ M - Learning
1. ขนาดของความจุ Memory และขนาดหน้าจอท่จี ำกัดอาจจะเป็นอปุ สรรคสำหรบั การอ่าน ข้อมลู
แป้นกดตวั อักษรไมส่ ะดวกรวดเรว็ เท่ากบั คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์แบบตง้ั โต๊ะ อีกท้ังเครือ่ งยงั ขาดมาตรฐาน ที่
ตอ้ งคำนึงถึงเมอ่ื ออกแบบส่ือ เชน่ ขนาดหน้าจอ แบบของหน้าจอ ทบี่ างรุน่ เป็น แนวตง้ั บางรุ่นเป็นแนวนอน
2. การเช่ือมต่อกบั เครอื ขา่ ย ยังมรี าคาที่ค่อนข้างแพง และคุณภาพอาจจะยังไม่นา่ พอใจนกั
3. ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ในท้องตลาดทัว่ ไป ไมส่ ามารถใชไ้ ดก้ ับเครอื่ งโทรศัพท์แบบพกพาได้
4. ราคาเครื่องใหม่รุ่นทีด่ ี ยงั แพงอยู่ อีกทงั้ อาจจะถูกขโมยไดง้ า่ ย
5. ความแข็งแรงของเคร่ืองยงั เทยี บไม่ได้กับคอมพิวเตอร์ตงั้ โตะ๊
6. อพั เกรดยาก และเครื่องบางรนุ่ ก็มศี ักยภาพจำกัด
7. การพฒั นาดา้ นเทคโนโลยีอย่างตอ่ เนื่อง สง่ ผลใหข้ าดมาตรฐานของการผลติ สอื่ เพื่อ M - Learning
18
บทบาทของ M-Learning
M-Learning นน้ั มีแนวโน้มท่ีจะเปน็ ชอ่ งทางใหม่ทจี่ ะกระจายความรู้ สูช่ มุ ชนไดอ้ ยา่ งมี ประสทิ ธิภาพ
และจะเป็นทางเลือกใหม่ ทส่ี ง่ เสรมิ ให้การเรียนรตู้ ลอดชวี ติ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ได้ดี อีกด้วย เหตผุ ลหนึ่งท่ี
สนับสนุนประเดน็ นกี้ ็คือ มผี ูใ้ ช้โทรศัพท์มือถือทว่ั โลกกวา่ 3.3 พันลา้ นคน ใน ปี ค.ศ. 2007 เพิม่ ขึน้ อยา่ ง
รวดเร็วเมือ่ เทียบกับจำนวนผ้ใู ช้ในปี 2006 ซ่ึงมีอยู่ประมาณ 2 พนั ลา้ นคน จำนวนผ้ลู งทะเบียนใช้
โทรศพั ท์มอื ถือมากกวา่ ผูใ้ ชอ้ ินเทอรเ์ น็ตทว่ั โลกเกือบ 3 เท่า เพราะในปี ค.ศ. 2008 นน้ั จำนวนของผู้ใช้
อินเทอรเ์ นต็ อยู่ที่ 1.3 พันลา้ นคน ซึ่งเพิ่มข้นึ เพียงเลก็ น้อยจากปี ค.ศ. 2007 ที่มอี ยู่ประมาณ 1.1 พันล้านคน
เทา่ นน้ั จากการเป็นเจ้าของเคร่ืองโทรศัพท์มือถอื ทม่ี ากกว่าผู้ใช้ อนิ เทอรเ์ น็ตเปน็ หลายเท่าน้เี องทที่ ำให้ M-
Learning เป็นสิ่งทนี่ ่าสนใจของนักการศึกษา เพราะอย่าง น้อย M-Learning ก็เปน็ ไปได้เพราะคนเราน้ันมี
เครื่องมือ หรอื เครือ่ งคอมพวิ เตอร์อยู่แล้ว เทคโนโลยีของการรับส่งขอ้ มลู ผา่ นระบบไร้สายกม็ กี ารพฒั นามาก
ข้นึ อยู่แลว้ ดังนน้ั การเรยี นรู้แบบ M-Learning จึงมโี อกาสเป็นไปได้สงู และเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา
อีกแขนงหนงึ่
M-Learning กำลังก้าวเขา้ มาเปน็ การเรียนรคู้ ่กู ับสงั คมอยา่ งแทจ้ ริง เน่อื งจากความเป็นอิสระ ของ
เครอื ข่ายไร้สาย ท่สี ามารถเขา้ ถงึ ได้ทกุ ที่ ทุกเวลา อีกทัง้ จำนวนเคร่ืองคอมพวิ เตอร์แบบพกพาที่ ใชเ้ ป็น
เครื่องมือนนั้ มีจำนวนเพม่ิ ขึ้นเรื่อยๆ จงึ เป็นการเรยี นรู้อกี ทางเลอื กหน่งึ ของการนำเทคโนโลยี มาใชเ้ ป็นชอ่ งทาง
ในการใหผ้ ู้คนไดเ้ ข้าถงึ ความรู้ ทกุ ทีท่ ุกเวลาอย่างแท้จรงิ เพราะหากเทียบกับการ ใช้เครื่องพซี ี กย็ ังไม่ถอื วา่ เป็น
ทุกทท่ี ุกเวลาอย่างแทจ้ รงิ เพราะยังต้องใช้เครื่องคอมพวิ เตอรท์ ีบ่ า้ น หรอื ที่ทำงานเช่อื มต่ออนิ เทอร์เน็ต เพ่ือเข้า
สู่ระบบเครอื ขา่ ย แต่ในปจั จบุ ัน เทคโนโลยีก็ได้ย่อโลก ของเครือข่ายให้อยู่ในมือของผูบ้ รโิ ภคแล้ว และสามารถ
เข้าส่แู หลง่ การเรียนรู้ได้เม่ือต้องการอยา่ ง แท้จริงทุกเวลาและสถานท่ี และหากเทยี บราคาเครื่อง
คอมพิวเตอร์PC และ อปุ กรณ์สำหรบั เช่อื มต่อ ไรส้ ายที่กลา่ วไปข้างต้น ราคาก็ไมไ่ ด้แตกต่างกันมากนัก นับว่า
เป็นเทคโนโลยที พ่ี ัฒนาขน้ึ มาไดด้ ี ทเี ดียว และในอนาคตขา้ งหน้า คาดว่าการเรียนรู้แบบ M-Learning จะ
แพรห่ ลายมากข้ึนย่ิงกว่าใน ปัจจบุ นั
ผลกระทบต่อการศกึ ษา และการเรยี นการสอน
ปัจจุบนั ได้มกี ารพฒั นาประสิทธิภาพของโทรศัพทเ์ คล่ือนที่ เพ่อื รองรบั การบริการทางดา้ น ตา่ ง ๆ เพมิ่
มากขน้ึ รวมถึงทางด้านการศึกษาของไทย เนื่องจากโทรศัพท์มอื ถือในปัจจบุ นั มีขนาด เลก็ น้ำหนกั เบา สะดวก
ตอ่ การพกพาตดิ ตัวไปไหนมาไหนตลอดเวลา จนกระท่ังเกดิ การพฒั นา โปรแกรมการเรยี นการสอนผา่ น
โทรศพั ท์มือถอื M-Learning (Mobile Learning) ซ่งึ เป็นการเรียน การสอนหรือบทเรียนสำเร็จรูป
(Instructional package) ที่นำเสนอผา่ นโทรศพั ท์มือถือหรอื คอมพิวเตอรแ์ บบพกพา โดยอาศัยเทคโนโลยี
เครือข่ายไร้สาย (Wireless Communication Network) ทสี่ ามารถต่อเชื่อมจากเครอื ข่ายแม่ขา่ ย (Network
Server) ผ่ายจดุ ต่อแบบไร้สาย (Wireless access point) แบบเวลาจรงิ (real time) อกี ท้งั ยงั สามารถ
ปฏสิ มั พนั ธ์กบั โทรศัพทม์ ือถือหรอื คอมพวิ เตอร์ แบบพกพาเคร่ืองอ่นื โดยใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ิตอล เช่น Bluetooth
เพ่ือสนบั สนุนการทำงานร่วมกัน
19
ดังนั้น เมือ่ มีอุปกรณ์ทส่ี ะดวกต่อการเรียนการสอนเช่นนี้แล้ว จะชว่ ยสง่ ผลใหก้ ารศึกษา เปน็ ไปได้
โดยงา่ ย เพราะผูเ้ รยี นสามารถท่ีจะเขา้ ถึงความรอู้ ย่างง่ายดายมากข้ึน ในปัจจบุ ันนน้ั เปน็ ยุค ทวี่ ยั รุ่น วัยเรียน
ให้ความสนใจกบั เทคโนโลยมี าก โดยเฉพาะโทรศัพทม์ ือถือ น้อยคนมากท่ีจะไม่มี มือถือไว้ใช้ ดงั น้นั M-
learning จึงเหมาะทจี่ ะนำมาใชก้ บั การศึกษาในสมยั ปจั จุบันมากที่สดุ เพอื่ เปน็ การเสริมความรใู้ หก้ ับผเู้ รียน
อย่างทวั่ ถึง
สรปุ บทบาทของ M-Learning กับการศกึ ษา
โดยสรุปแล้ว M-Learning เข้ามามบี ทบาทต่อการศกึ ษาโดยช่วยเข้ามาส่งเสรมิ ให้การศึกษา เป็นไปได้
ง่ายขน้ึ และท่วั ถงึ ทำให้ผ้ศู ึกษาสามารถเขา้ ถึงข้อมลู ได้รวดเร็ว ทกุ ที่ ทกุ เวลา M-Learning เปน็ เทคโนโลยีที่
เหมาะสำหรับการนำมาพัฒนาควบค่ไู ปกับการศกึ ษาเพื่อชว่ ยแกไ้ ขปญั หาด้าน การศึกษาต่างๆทเ่ี กิดข้นึ ใน
ปจั จุบนั และบทบาทของ M-learning ต่อการศกึ ษาในอนาคตจะย่งิ มมี าก ข้ึน เพราะได้มีการพัฒนาอยู่
ตลอดเวลา และดว้ ยการพัฒนานนั้ จะทำใหส้ ามารถลดข้อด้อยและเพ่มิ ข้อดีของ M-learning ไดม้ ากขึน้ และ
จะย่ิงเปน็ ประโยชนต์ ่อการศึกษามากยิ่งข้นึ ไป
การเปลีย่ นแปลงเทคโนโลยกี ารศกึ ษา
ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างตน้ น้ัน นอกจากเป็นปจั จยั ที่มผี ลในทางบวก อันเป็นปัจจัยในการสรา้ งความ
เจริญเติบโตให้สังคมแลว้ อีกด้านหนง่ึ การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยีทเี่ กดิ ข้นึ ยงั มีผลกระทบต่อสงั คมในทาง
ลบทเ่ี ป็นลูกโซ่ตามมาดว้ ย ดังตัวอย่างต่อไปนี้คือ
ผลกระทบต่อชมุ ชน การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยดี ้านต่างๆ ท่เี กิดข้ึน สง่ ผลให้มนษุ ย์มีสว่ นรว่ มใน
สังคมลดนอ้ ยลง ความร้สู ึกว่าเป็นส่วนหน่งึ ของชุมชน มคี วามสัมพันธก์ ับเพื่อนบา้ นหายไป เพราะมนุษยท์ ุกคน
สามารถพึ่งตนเองได้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยที ำให้เกดิ เทคโนโลยีทใี่ ช้แรงงานคนน้อยลง ผู้
ที่มีทุนมากอาจนำเทคโนโลยีใหม่มาใชง้ านท้ังหมดเป็นธรุ กจิ ขนาดใหญม่ ากขึน้ ทำให้ธุรกจิ ขนาดเล็กหดลงแต่
ในทางตรงกนั ขา้ มการที่แต่ละคนสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยที มี่ ขี นาดเล็กอาจจะทำให้เขากลายเปน็ นายทนุ
อิสระ หรอื รวมตัวเปน็ สหกรณ์เจา้ ของเทคโนโลยีร่วมกนั และอาจทำใหเ้ กดิ องคก์ รทางธุรกจิ ใหม่ ๆ ได้
ผลกระทบด้านจติ วิทยา ความเจรญิ ทางเทคโนโลยที ่ีเพ่มิ ข้ึนในเครื่องมือสื่อสารทำให้มนุษย์มกี าร
ติดตอ่ สือ่ สารผ่านทางจออเิ ล็กทรอนิกสเ์ ทา่ นั้น จงึ ทำให้ความสัมพนั ธข์ องมนุษยต์ ้องแบ่งแยกเปน็ ความสัมพันธ์
อนั แทจ้ ริงโดยการสอ่ื สารกนั ตัวตอ่ ตัวที่บ้านกบั ความสมั พนั ธผ์ ่านจออิเล็กทรอนิกส์ซ่ึงมีผลใหค้ วามรู้สึกนึกคิดใน
ความเปน็ มนษุ ย์เปลีย่ นไป
ผลกระทบทางด้านส่ิงแวดล้อม การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยีบางตวั มีผล กระทบต่อสภาพแวดลอ้ ม
ดว้ ย นอกจากน้ีการสร้างเทคโนโลยกี ารผลติ มากขึ้น มีผลทำใหม้ ีการขุดคน้ พลงั งานธรรมชาตมิ าใชไ้ ด้มากข้ึน
20
และเร็วขึ้น เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในทางออ้ มและการสรา้ งโรงงานอตุ สาหกรรมเพม่ิ ขน้ึ โดย
ปราศจากทิศทางการดูแลทเี่ หมาะสมจะทำให้ส่งิ แวดล้อม อาทิ แมน่ ำ้ พื้นดนิ อากาศ เกิดมลภาวะมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบทางด้านการศกึ ษา นวัตกรรมทางการศึกษามีลักษณะตามธรรมชาตทิ ี่เป็นสง่ิ ใหม่ ดังนั้นใน
ความใหมจ่ ึงอาจทำให้ทงั้ ครู และผ้ทู ี่เกย่ี วข้อง เชน่ นกั เทคโนโลยีทางการศึกษา ผ้บู รหิ ารการศึกษา อาจตงั้ ข้อ
สงสัยและไม่แน่ใจว่า จะมีความพรอ้ มท่ีจะนำมาใช้เม่ือใด และเมอื่ ใชแ้ ลว้ จะทำใหเ้ กิดผลสำเร็จมากนอ้ ยอย่างไร
แต่นวัตกรรมกย็ ังมเี สนห่ ์ในการดงึ ดดู ความสนใจ เกิดการต่นื ตัว อยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของมนษุ ย์ หรือ
อาจเกิดผลในเชิงตรงขา้ ม คือกลัวและไม่กลา้ เข้ามาสัมผัสสิ่งใหม่ เพราะเกิดความไม่แน่ใจวา่ จะทำให้เกิดความ
เสียหาย หรอื ใชเ้ ปน็ หรือไม่ ครูในฐานะผู้ใช้นวตั กรรมโดยตรงจึงต้องมีความต่ืนตัวและหม่ันตดิ ตาม
ความกา้ วหน้าทางดา้ นเทคโนโลยีตา่ งๆ ใหท้ นั ตามความกา้ วหน้า และเลอื กนวัตกรรมและเทคโนโลยีท่ี
สอดคลอ้ งกับสถานภาพและสิง่ แวดลอ้ มของตนเอง การหม่ันศกึ ษา และติดตามความรวู้ ิทยาการใหม่ ๆ ใหท้ นั
จะชว่ ยทำให้การตัดสนิ ใจนำนวัตกรรมมาใช้เพ่ือการศึกษา สามารถทำได้อยา่ งถูกต้องมปี ระสิทธภิ าพและลด
การเส่ยี งและความส้นั เปลืองงบประมาณและเวลาได้มากที่สุด สุดท้าย จะตอ้ งมกี ระบวนการในการตรวจสอบ
การใช้นวตั กรรมน้ัน ๆ วา่ มคี วามเหมาะสม มีข้อบกพรอ่ งและแนวทางปรับปรงุ แก้ไขอย่างไร ท้ังโดยการสังเกต
การใชแ้ บบทดสอบเพ่อื ตรวจวดั การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมของผูเ้ รียนอยเู่ สมอ กจ็ ะทำให้เราเชอ่ื แน่ไดว้ า่ การใช้
นวัตกรรมน้ันมปี ระสิทธภิ าพสงู สดุ
การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยที ่ีมผี ลต่อสถานศกึ ษา
สถานศึกษาในยคุ ปจั จุบันมี การเปล่ยี นแปลงสภาพแวดลอ้ มเป็นอย่างมาก อทิ ธพิ ลของความ
เจรญิ กา้ วหน้าทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทำให้สภาพแวดลอ้ มทางการเรียนและสถานการณ์ของการเรียน
การสอนแตกตา่ งไปจากเดมิ การเปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ ขึ้นมีผลกระทบต่อการบรหิ ารและการจัดการ
สภาพแวดลอ้ ม ทางการเรยี นซ่งึ จำเปน็ ต้องเปล่ยี นแปลงตามไปด้วย สภาพแวดลอ้ มทางการเรียนใน
สถานศึกษาปัจจบุ นั ถูกกำหนดดว้ ยเทคโนโลยที ี่ไดม้ ี การพิจารณานำเขา้ มาใช้ การนำเทคโนโลยเี ข้ามาใช้ทำให้
เกดิ การเปลยี่ นแปลงที่มผี ลต่อสถานศึกษาอย่าง น้อย 3 ประการ ได้แก่
1. เทคโนโลยีเปล่ียนแปลงวถิ ีชีวติ (Technology alters orientation.) สถานศึกษา สภาพของผ้เู รียน
และผู้สอนได้รับอิทธพิ ลจากเทคโนโลยีมลี กั ษณะของการใชช้ ีวติ ในฐานะผู้เรียน และผู้สอนเปลีย่ นไป วิถีชีวิต
ของท้ังผเู้ รียนและผูส้ อนผูกพันและขนึ้ อย่กู บั เทคโนโลยีมากขึน้ เชน่ วันนี้ไฟดับงดจ่ายกระแสไฟฟ้า นักเรียนไม่
สามารถทนน่ังในหอ้ งเรยี นท่ีร้อนอบอา้ วได้ เช่นเดยี วกับครูที่ไมส่ ามารถทำการสอนได้ เพราะเครื่องฉายภาพ
จากคอมพวิ เตอรไ์ ม่ทำงาน สือ่ ต่างๆ ที่ผู้สอนเตรยี มมาไม่สามารถนำมาใชไ้ ด้ และมกี ารเรียนการสอนภาคนอก
เวลาซง่ึ มกั จะสอนในเวลากลางคืนคงไม่มีการจุดเทียน หรือจดุ ตะเกยี งเพื่อการเรยี นการสอน ส่ิงเหลา่ นแ้ี สดงให้
เหน็ ถึงวถิ ชี ีวิตของการเป็นผูเ้ รียนและการเปน็ ผสู้ อนใน สถานศึกษาเปลีย่ นแปลงไปจากเดิม และผูกพันกบั
เทคโนโลยีมากข้ึนจนบางทา่ นอาจคดิ วา่ เทคโนโลยีมอี ทิ ธิพลในการ กำหนดวิถชี ีวิตไม่เพยี งการเปล่ียนแปลงวิถี
ชีวิตเท่านัน้
21
2. เทคโนโลยีเปล่ยี นแปลงวธิ กี าร (Technology alters techniques.) วิธีการเรยี นการสอนใน
สถานศกึ ษาปัจจบุ นั มหี ลายรูปแบบหลายลกั ษณะ และในจำนวนรูปแบบตา่ งๆ ของการเรยี นเหล่านนั้
จำเปน็ ตอ้ งพ่งึ พาเทคโนโลยี เช่น การเรียนการสอนทางไกลแบบสองทาง การเรียนดว้ ยส่ือโทรทัศน์ผา่ น
ดาวเทยี ม หรือรปู แบบของการเรียนการสอนท่ีไมจ่ ำเป็นต้องมีชัน้ เรียนให้ผเู้ รียนเรยี น ได้ดว้ ยตนเองจากแหลง่
วิทยบรกิ ารท่ีมีอย่หู รอื จากชดุ การเรยี นท่ีทำข้นึ สำหรับ ผ้เู รยี นลกั ษณะนีโ้ ดยเฉพาะ นอกจากนเ้ี ทคนิควธิ ีการ
เรยี นการสอน การประเมินผล ยังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมท่ีมคี รูเปน็ ศูนย์กลาง กลายเปน็ ผู้เรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง
ของการเรียนมากขึน้
3. เทคโนโลยีเปลีย่ นแปลงสถานการณ์ของการเรยี น (Technology alters situations of
learning.) การเปล่ียนแปลงสถานการณ์ของการเรยี นในสถานศึกษา เป็นสภาพใหม่ทเ่ี กิดขนึ้ พร้อมๆ กับนำ
เทคโนโลยใี หมเ่ ขา้ มาใช้ สถานการณข์ องการเรียนการสอนในสภาพของสงิ่ แวดล้อมในสถานศกึ ษาที่เตม็ ไปด้วย
เทคโนโลยเี พื่อช่วยการเรียนรู้จะมบี รรยากาศของการเรียน เงื่อนไขในการเรยี น ทีแ่ ตกตา่ งจากเดมิ ผู้เรียน
สามารถเลือกเรยี นในสถานการณ์และเงื่อนไขท่ตี นเองต้องการไดม้ ากข้ึน สถานการณ์ที่ทำใหเ้ กิดการเรยี นรู้ไม่
จำเป็นตอ้ งสร้างขน้ึ ด้วยครูผสู้ อน เท่านัน้ อย่างแต่กอ่ น แตเ่ ทคโนโลยีสามารถจะสร้างสถานการณข์ องการเรียน
ให้เกดิ ขน้ึ ไดแ้ ละมคี วามหลาก หลายอกี ดว้ ย
จากผลของการเปลีย่ นแปลงโดยมีเทคโนโลยเี ปน็ ตัวกำหนดดัง กล่าวขา้ งตน้ ทำให้สภาพแวดลอ้ มทางการเรยี น
ในสถานศกึ ษาต้องมีการวางแผนและจัดการกบั เทคโนโลยีทีเ่ ปน็ ตวั กำหนดนั้นอย่างมีประสิทธภิ าพและใหเ้ กดิ
ประสทิ ธิภาพ สงู สุด เพื่อเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การจัดการศึกษาอยา่ งมคี ณุ ภาพ ท่ีสถานศึกษาทุกแห่ง
ตอ้ งการใหเ้ กิดขึ้น
แนวโนม้ การเปลีย่ นแปลงที่สำคัญท่ีเกิดจากเทคโนโลยี
แนวโนม้ การเปลี่ยนแปลงของสงั คมโลก เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้การกระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไป
อย่างรวดเรว็ ทกุ ทิศทาง และมรี ะบบตอบสนอง ด้วยเหตนุ ้ีผลกระทบต่อการเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง และสังคม ผลของความกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิดแนวโน้มการเปลย่ี นแปลงที่
สำคัญหลายด้าน แนวโนม้ ทส่ี ำคัญท่เี กดิ จากเทคโนโลยีทส่ี ำคัญและเป็นทก่ี ล่าวถึงกันมาก ดังนี้
1) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สงั คมเปลย่ี นจากสงั คมอุตสาหกรรมมาเปน็ สังคมสารสนเทศ
สภาพของสังคมโลกไดเ้ ปลีย่ นแปลงมาแล้วสองครั้ง จากสังคมความเป็นอย่แู บบเรร่ อ่ นมาเปน็ สังคมเกษตรท่ีมี
การเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางการเกษตร ทำให้มีการสรา้ งบา้ นเรอื นเปน็ หลกั แหล่ง ตอ่ มามีความ
จำเป็นตอ้ งผลติ สนิ คา้ ใหไ้ ด้ปริมาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหนั มาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำใหส้ ภาพความ
เปน็ อยู่ของมนุษยเ์ ปล่ยี นแปลงมาเปน็ สงั คมเมือง มีการรวมกลุม่ อยู่อาศัยเป็นเมือง มีอุตสาหกรรมเปน็ ฐานการ
ผลิต สงั คมอตุ สาหกรรมได้ดำเนนิ การมาจนถึงปจั จุบัน และเข้าสสู่ ังคมสารสนเทศ การดำเนินธุรกิจใช้
สารสนเทศอย่างกว้างขวาง เกิดคำใหม่ว่า ไซเบอรส์ เปซ มีการดำเนินกิจกรรมตา่ งๆ เช่น การพดู คยุ ผ่าน
อินเทอร์เนต็ การซ้ือสินค้าและบริการ ฯลฯ
22
2) เทคโนโลยสี ารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีแบบตอบสนองตามความต้องการของผู้ใชแ้ ต่ละคน เชน่
การดโู ทรทัศน์ วทิ ยุ เมื่อเราเปดิ เครอ่ื งรับโทรทัศนห์ รือวิทยุ เราไมส่ ามารถเลอื กตามความตอ้ งการได้ หากไม่
พอใจก็ทำไดเ้ พยี งเลือกสถานีใหม่ แนวโน้มจากน้ไี ปจะมกี ารเปลีย่ นแปลงในลักษณะที่เรียกว่า on demand
เราจะมีโทรทัศน์และวทิ ยุแบบเลือกดู เลอื กฟังได้ตามความตอ้ งการ หากระบบการศกึ ษาจะมีระบบ
education on demand คือสามารถเลือกเรียนตามต้องการได้ การตอบสนองตามความต้องการ เป็นหนทาง
ที่เปน็ ไปได้ เพราะเทคโนโลยีมพี ัฒนาการที่ก้าวหนา้ จนสามารถนำระบบส่ือสารมาตอบสนองตามความต้องการ
ของมนษุ ย์
3) เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำใหเ้ กิดสภาพการทำงานแบบทุกสถานที่ และทุกเวลา เมื่อการสื่อสาร
กา้ วหนา้ และแพร่หลายขึ้น การโตต้ อบผ่านเครือข่ายทำให้มีปฏสิ ัมพันธไ์ ด้ เกิดระบบการประชมุ ทางวีดทิ ัศน์
ระบบประชุมบนเครอื ขา่ ย ระบบโทรศกึ ษา ระบบการคา้ บนเครือข่าย ลกั ษณะของการดำเนนิ งานเหล่านี้ ทำให้
ผใู้ ช้ขยายขอบเขตการดำเนินกิจกรรมไปทุกหนทกุ แหง่ ตลอด 24 ช่วั โมง เราจะเห็นจากตัวอย่างทม่ี ีมานานแลว้
เช่น ระบบเอทเี อ็ม ทำใหก้ ารเบกิ จา่ ยได้เกือบตลอดเวลา และกระจายไปใกลต้ ัวผรู้ บั บรกิ ารมากข้ึน และด้วย
เทคโนโลยที ่กี ้าวหนา้ ขนึ้ การบรกิ ารจะกระจายมากยงิ่ ข้นึ จนถึงทีบ่ า้ น ในอนาคตสังคมการทำงานจะกระจาย
จนงานบางงานอาจนั่งทำทบ่ี า้ นหรอื ทใี่ ดกไ็ ด้ และเวลาใดก็ได้
4) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ระบบเศรษฐกจิ เปลี่ยนจากระบบท้องถิน่ ไปเปน็ เศรษฐกิจโลก
ระบบเศรษฐกิจซงึ่ แต่เดมิ มีขอบเขตจำกัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็นเศรษฐกจิ โลก ท่วั โลกจะมกี ระแสการ
หมุนเวียนแลกเปลี่ยนสินค้า บรกิ ารอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศมสี ว่ นเออ้ื อำนวยให้การ
ดำเนนิ การมีขอบเขตกว้างขวางมากยิ่งขนึ้ ระบบเศรษฐกิจของทกุ ประเทศในโลกเชอื่ มโยงและมผี ลกระทบต่อ
กนั
5) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้องค์กรมีลกั ษณะผูกพันหน่วยงานภายในเป็นแบบเครือขา่ ยมากขึน้
แต่เดมิ การจดั องคก์ รมกี ารวางเป็นลำดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงลา่ ง แตเ่ มื่อการสอ่ื สารแบบสอง
ทางและการกระจายข่าวสารดีข้นึ มีการใชเ้ ครอื ข่ายคอมพิวเตอรใ์ นองค์กรผูกพนั กันเปน็ กลุม่ งาน มีการเพิ่ม
คุณค่าขององคก์ รด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ การจัดโครงสร้างขององค์กรจึงปรบั เปล่ยี นจากเดมิ และมแี นวโน้ม
ทีจ่ ะสร้างองค์กรเป็นเครือข่ายทีม่ ีลักษณะการบังคบั บญั ชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธรุ กจิ จะมีขนาดเลก็ ลง
และเชอ่ื มโยงกนั กบั หนว่ ยธุรกิจอน่ื เปน็ เครือขา่ ย โครงสร้างขององค์กรจึงเปลีย่ นแปลงไปตามกระแสของ
เทคโนโลยี
6) เทคโนโลยสี ารสนเทศ กอ่ ใหเ้ กดิ การวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขึน้ อีกทง้ั ยังทำให้วิถกี าร
ตัดสินใจรอบคอบมากขึน้ แต่เดมิ การตัดสินปญั หาอาจมีหนทางให้เลือกได้น้อย เชน่ มีคำตอบเดยี ว ใช่ และ
ไม่ใช่ แตด่ ว้ ยข้อมูลข่าวสารทสี่ นับสนุนการตดั สนิ ใจ ทำให้วิถีความคิดในการตัดสนิ ปัญหาเปลี่ยนไป ผู้ตดั สินใจ
มที างเลอื กได้มากและมีความรอบครอบในการตดั สนิ ปัญหาได้ดขี ้นึ
7) เทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ เทคโนโลยีเดยี วที่มีบทบาททส่ี ำคัญในทกุ วงการ ดังน้ันจงึ มีผลต่อ
การเปลีย่ นแปลงทางสงั คม วัฒนธรรม ศลี ธรรม การศึกษาเศรษฐกิจและการเมอื งได้อยา่ งมาก ลองนึกดวู ่า
ขณะน้ีเราสามารถชมข่าว ชมรายการทีวี ท่สี ง่ กระจายผา่ นดาวเทียมของประเทศต่างๆ ได้ทวั่ โลก เราสามารถ
23
รบั รู้ขา่ วสารไดท้ ันที เราใชเ้ ครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตในการสือ่ สารระหวา่ งกัน และตดิ ต่อกบั คนไดท้ ว่ั โลก จงึ เปน็ ที่
แน่ชัดวา่ แนวโนม้ การเปลย่ี นแปลงทางวฒั นธรรม เศรษฐกจิ สังคม และการเมืองจึงมีลักษณะเป็นสังคมโลก
มากขึน้
ปัญหาและอุปสรรคในการใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยที างการศกึ ษา
สภาพปัจจุบนั และปัญหาการใชเ้ ทคโนโลยกี ารศึกษาในประเทศไทย
จากความเจรญิ ก้าวหนา้ ทางวิทยาการจึงทำใหก้ ระบวนการจัดการศึกษาต้องเปลีย่ นแปลงตามไปด้วย
อยา่ งต่อเนอ่ื ง ดังนั้นเทคโนโลยกี ารศกึ ษาไมว่ า่ จะเป็นสื่อวัสดุอปุ กรณป์ ระเภทต่างๆรวมท้ังเทคนคิ วธิ กี ารและ
แหลง่ สนบั สนนุ การเรยี นรู้ตอ้ งเปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ยเชน่ กัน คอมพวิ เตอร์ ได้เขา้ มามีอิทธิพลและมีบทบาท
ตอ่ การจัดการศึกษาอยา่ งเดน่ ชัดมากยิ่งขนึ้ และดูเหมือนว่าจะเป็นส่ือที่น่าสนใจและเป็นส่ือทีต่ ้องการของหลาย
ฝา่ ยที่เกีย่ วข้องกบั การจัดการศึกษาทกุ ๆระดับ ท้ังนสี้ ังคมคาดหวังว่าสอ่ื ยคุ ใหมห่ รือนวัตกรรมทางการสอนที่
แปลกใหมแ่ ละมีความหลากหลายเหล่านั้นจะชว่ ยเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการเรยี นรแู้ ละ
การจดั การศึกษาโดยรวมในท่ีสุด หากมองย้อนหลงั สักหน่อย จะพบว่าเราเริม่ จาก การไม่มี อยากมี แล้วไดม้ ี
ติดตามดว้ ยใช้ไม่ค่อยเป็น แล้วก็ใช้เป็นกันมากขน้ึ แต่ไดป้ ระโยชน์ มแี กน่ สารสาระหรือไม่เปน็ เร่ืองนา่ คิด
ส่วนมากจะเข้าลักษณะใชเ้ ปน็ แตไ่ ม่ค่อยได้ประโยชน์ ดูทกี่ ลุม่ เยาวชนกแ็ ลว้ กนั วา่ เขากำลงั ทำอะไรกนั อยู่กับ
อนิ เตอรเ์ น็ต เสยี เวลาและทรัพยากรไปเท่าไร และได้อะไรตอบแทนกลบั มา สว่ นมากจะเขา้ ข่ายไรส้ าระ
มากกว่า
ปญั หาที่พบในการใชน้ วตั กรรมการศึกษา
1. ปัญหาด้านบคุ ลากร บคุ ลากรขาดความรคู้ วามเข้าใจในการผลติ สื่อประกอบการจัดกิจกรรม
บุคลากรขาดประสบการณ์ในการใช้ส่ือนวัตกรรมทางการศึกษา ไมเ่ ข้าใจและร้จู ักวิธกี ารใช้นวตั กรรมที่ทาง
โรงเรยี นจัดทำขึ้น ขาดความชำนาญในการใช้นวตั กรรม ขาดส่ือประกอบการเรยี น บคุ ลากรส่วนใหญใ่ หค้ วาม
ร่วมมอื ในการใช้นวตั กรรม แต่ขาดความต่อเนื่องแนวทางแก้ไข คือ สร้างความตระหนัก ความรบั ผิดชอบใน
สว่ นที่ยังบกพร่องทางนวตั กรรมของบคุ ลากร ส่งเสรมิ ใหเ้ ข้ารว่ มการอบรมสมั มนา สง่ เสรมิ ให้เกดิ การศึกษา
ดว้ ยตนเอง เพื่อให้ความรแู้ ละประสบการณ์ในการใชส้ ื่อนวตั กรรมทางการศึกษาทม่ี ากขึ้น
2. ปัญหาดา้ นวสั ดุ อุปกรณ์ และงบประมาณ เกย่ี วกับนวัตกรรม คอื ขาดงบประมาณในการพัฒนา
นวตั กรรม ขาดวัสดุ – อุปกรณ์และงบประมาณท่ีจะพฒั นาสื่อนวัตกรรม การจัดหา การใช้ การดแู ลรกั ษาและ
ขาดงบจัดหาสื่อทนั สมยั แนวทางการแกไ้ ข เพ่ิมงบประมาณใหเ้ พยี งพอ ใหห้ นว่ ยงานท่มี ีส่วนเกี่ยวข้องจัดหา
งบประมาณสนับสนุน สำนกั งานเขตพนื้ ทต่ี ้องช่วยดูแลและให้ความชว่ ยเหลอื จดั สรรงบประมาณได้ เพือ่ ใช้ใน
การพัฒนานวัตกรรมใหม้ ีคุณภาพดียิ่งขน้ึ และระดมทรัพยากรท่มี ใี นทอ้ งถ่นิ มาช่วยสนบั สนุน
3. ปญั หาด้านสภาพแวดลอ้ ม และสถานที่การใช้นวัตกรรม สภาพแวดล้อมโดยทว่ั ไปยังไมเ่ หมาะสม
กบั การใชส้ ่ือ เนื่องจากความยุ่งยากและไม่คลอ่ งตวั มสี ถานท่ไี มเ่ ปน็ สดั ส่วน ไม่มหี อ้ งที่ใช้เพอื่ เกบ็ รักษา
สอ่ื นวัตกรรมเป็นการเฉพาะ ทำให้การดแู ลทำได้ยากและขาดการพัฒนาท่ีต่อเน่ือง แนวทางการแกไ้ ข คือ
24
ใชส้ อื่ นวตั กรรมตามความเหมาะสมของเนื้อหาวิชาตามความยากง่ายของเน้อื หา จดั ทำห้องส่อื เคลือ่ นที่ แบ่ง
ส่อื ไปตามห้องใหค้ รรู ับผิดชอบ ควรจดั หาหอ้ งเพื่อการนเ้ี ป็นการเฉพาะ
4. ปญั หาดา้ นสภาพการเรียนการสอน เด็กมคี วามแตกตา่ งกนั ด้านสติปัญญา และด้าน
ร่างกาย ปัญหาครอบครัวแตกแยก เดก็ อาศยั อยู่กับญาติ มเี น้ือหาวชิ าทีม่ ากและสาระ การเรยี นการสอนแต่
ละคร้งั ไม่ต่อเนอื่ ง นักเรยี นบางคนไม่สบายใจในกิจกรรม และทำไม่จริงจงั จงึ มีผลต่อการจัดกิจกรรม นักเรยี น
ต้องเข้าคิวรอนานกับนวตั กรรมบางชนดิ และสภาพการเรียนการสอน ครยู ังยดึ วิธีการสอน
แบบเดิม คือ บรรยายหนา้ ชน้ั เรียน แตส่ ว่ นใหญ่มีแนวโน้มในการพฒั นาท่ดี ีขนึ้ ครูยังไม่มีการนำสือ่ นวัตกรรม
มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอยา่ งต่อเนื่อง แนวทางการแกไ้ ข คอื จดั กล่มุ ใหเ้ พ่ือนช่วยเพ่ือน คอยกำกบั
แนะนำชว่ ยเหลือ จัดครูเข้าสอนตามประสบการณค์ วามถนัด ควรจัดอบรมเพ่อื ให้ความรู้ จดั ทำนวัตกรรมท่ีมี
โอกาสเป็นไปได้ และสรา้ งการมสี ว่ นรว่ มจากชมุ ชน สอนเพ่ิมเติมนอกเวลา และจัดการสอนแบบรวมชั้น โดย
ใช้กระบวนการเรียนการสอนตามชว่ งช้นั
5. ปญั หาด้านการวัดผลและประเมนิ ผล คอื บุคลากรขาดความรู้ในการท่จี ะนำส่อื นวตั กรรมมาใชใ้ น
การวัดผลและประเมนิ ผล นกั เรยี นที่ไม่คอ่ ยสนใจหรือไมช่ อบกิจกรรมก็จะมผี ลต่อการจดั ผลประเมินผล ขาด
นวัตกรรมสอ่ื คอมพวิ เตอร์ อนิ เตอรเ์ น็ต การวดั ประเมนิ ผล ครูส่วนใหญ่ยังใชว้ ิธกี ารทำแบบทดสอบ แบบ
ปรนัย แนวทางการแกไ้ ข จัดทำแบบสอบถามสมุ่ เป็นรายบุคคล เพศชาย หญิง เน้นนักเรียนได้ฝึกปฏิบตั จิ ริง
และสร้างองคค์ วามรดู้ ้วยตนเอง จัดแบบทดสอบที่หลากหลาย ทัง้ แบบปรนยั และอตั นัย และประเมนิ ผลตาม
สภาพจรงิ ประเมนิ ผลงานจากแฟ้มสะสมงาน
ปัญหา อุปสรรค การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารของสถานศกึ ษา
1. ด้านการกระจายโครงสร้างพ้ืนฐานเพ่ือการศกึ ษา มสี ถานศกึ ษาจำนวนหนงึ่ ทีโ่ ทรศัพทย์ ังเข้าไมถ่ ึง
และคอมพวิ เตอรย์ งั ไมม่ ีหรือมีแตไ่ มเ่ พียงพอต่อความตอ้ งการ และท่มี ีอย่กู ็ขาดการบำรุงรักษา รวมท้ังไม่อย่ใู น
สภาพทใ่ี ช้การได้ แสดงใหเ้ ห็นว่าโครงสรา้ งพนื้ ฐานเพ่ือการศึกษาโดยเฉพาะคสู่ ายโทรศัพทย์ งั มีบริการไม่ทั่วถึง
อาจจะเปน็ ไปไดว้ า่ สถานศึกษาเหลา่ น้อี ยู่ในท้องถิน่ ทีห่ า่ งไกล ดงั นั้นสถานศกึ ษาต้องรบี ดำเนนิ การเพราะเปน็
พ้ืนฐานท่จี ำไปสรู่ ะบบอนิ เทอรเ์ น็ต
2. ดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ ครใู ช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพครูน้อยมากและคอมพิวเตอรม์ ีจำนวนไม่พอกบั ความต้องการที่ครูจะใช้ แสดงให้เหน็
ว่าครูยงั ต้องได้รับการพฒั นาด้านการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ อีกเป็นจำนวนมาก และสถานศึกษาก็ต้อง
จดั หาคอมพิวเตอรใ์ หเ้ พียงพอต่อความต้องการของครู
3. ดา้ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการและให้บริการทางการ
ศึกษา สถานศกึ ษายงั ขาดรูปแบบระบบสารสนเทศ ผูบ้ ริหารใหม้ ีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสอ่ื สารในระดับเบ้ืองตน้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ สถานศกึ ษายงั ไมม่ ีระบบข้อมูลสารสนเทศทเ่ี ป็น
รปู ธรรมที่ชดั เจน ผบู้ ริหารต้องได้รับการพฒั นาดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารเสนเทศและการสอื่ สารเพ่ือให้เกิด
25
ความตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารที่จะนำมาพฒั นาการ
บรหิ ารจดั การและการบริการทางการศกึ ษา
4. ดา้ นการผลิตและพัฒนาบุคลากรดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ การพฒั นาตนเองของครูด้าน
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยังขาดความต่อเนื่อง บางคนใน 3 ปีท่ผี า่ นมายังไม่เคยไปเขา้ รับการฝกึ อบรมดา้ น
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารเลย แสดงให้เห็นว่า ครูไดร้ บั การพัฒนาด้านการใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารยังไมท่ ั่วถงึ เพราะมีครอู ีกจำนวนหน่ึงที่ในรอบ 3 ปีทผ่ี ่านมายงั ไมเ่ คยไดร้ ับการอบรม
ดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารเลย
24
บทท่ี 2
ความรูเ้ บ้ืองต้นเก่ียวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ
2.1 ความหมายของสารสนเทศ
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ข้อมูลท่ีมีสาระอยูใ่ นตัว สามารถส่ือความหมายให้เกิด
การเข้าใจกบั ผู้ทต่ี ้องการใช้ข้อมูลนนั้ และสามารถท่ีจะนำไปใชป้ ระโยชนต์ ่อไปได้ การที่จะได้มาซ่ึงสารสนเทศที่
ตอ้ งการน้นั จะต้องนำข้อมูล (data) ท่ีเก่ียวข้องกบั เร่ืองทส่ี นใจมาทำการประมวลผลเสยี กอ่ น โดยข้อมูลทีน่ ำมา
ประมวลผลน้นั อาจจะมาจากแหลง่ ข้อมลู ท้งั ภายในหรอื ภายนอกองค์การ
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผา่ นการเปล่ียนแปลงหรือมี การประมวลหรือ
วิเคราะห์ผลสรุปดว้ ยวธิ ีการต่างๆ ให้อยู่ในรปู แบบท่ีมคี วามสัมพนั ธ์กนั มคี วามหมาย มีคุณคา่ เพ่ิมขนึ้ และมี
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการใช้งาน (ไพโรจน์ คชชา, 2542)
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ความรู้หรือข้อมูลและข้อเทจ็ จรงิ ต่างๆ ที่ไดร้ บั การประมวลแล้ว
และสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้ (มนตรี ดวงจโิ น, 2546)
วเิ ศษศักด์ิ โคตรอาษา (2542) ไดใ้ ห้ความหมาย สารสนเทศ (Information) หมาย ถงึ ข้อมลู ทไ่ี ด้ถกู
กระทำให้มคี วามสมั พันธห์ รอื ความหมายนำไปใชป้ ระโยชน์ได้ เช่น การเก็บขอ้ มลู การขายรายวันแล้วนำการ
ประมวลผล เพื่อหาว่าสนิ ค้าใดมยี อดขายสูงทสี่ ดุ เพือ่ จดั ทำแผนการขายในเดือนต่อไป ซ่ึงสารสนเทศมี
ประโยชน์ คือ
1. ให้ความรู้
2. ทำใหเ้ กดิ ความคดิ และความเขา้ ใจ
3. ทำให้เห็นสภาพปญั หา สภาพการเปล่ียนแปลงว่าก้าวหน้าหรอื ตกต่ำ
4. สามารถประเมนิ คา่ ได้
2.2 2.3 วิวัฒนาการของสารสนเทศ
อดีตมนุษยย์ ังไมม่ ีภาษาทใ่ี ช้สำหรบั การสอื่ สาร เมื่อเกิดมเี หตกุ ารณ์ (Event) อะไร เกิด ข้ึน ก็ไม่
สามารถถา่ ยทอด หรือเผยแพร่แกบ่ คุ คลอื่น หรอื สงั คมอ่ืนได้ อย่างถูกตอ้ งตรงกนั ระหวา่ งผสู้ ง่ สารกับผู้รับสาร
จึงมีการคิดใช้สัญลกั ษณ์ (Symbol) หรอื เครื่องหมายทำหนา้ ทีส่ อ่ื ความหมายแทนเหตุการณด์ ังกล่าวจงึ มีการใช้
กฎและสูตร (Rule & Formulation) มาใช้เพื่ออธบิ ายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกดิ มาจากสาเหตุใดหรอื เกดิ มา
จากสารใดผสมกบั สารใด เปน็ ต้น จากน้ันเมอ่ื มนุษย์มีภาษาสำหรับการส่อื สารแลว้ ก็เกิดมีข้อมลู (Data)
เกย่ี วกบั เหตกุ ารณ์ดังกลา่ วเกิดขน้ึ มามากมายทั้งจากภายในสงั คมเดียวกันหรือจากสงั คมอื่นๆ เพือ่ ใหไ้ ด้คำตอบ
ทถี่ ูกต้องทำใหต้ ้องมีการวิเคราะหห์ รือประมวลผลข้อมลู ให้มีสถานภาพเปน็ สารสนเทศ (Information) ที่จะ
เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผใู้ ช้หรอื ผบู้ ริโภคเม่อื ผู้บรโิ ภคมีการสะสมเพม่ิ พนู สารสนเทศมากๆเข้าและมกี ารเรยี นรู้
(Learning) จนเกดิ ความเข้าใจ (Understanding) กจ็ ะเป็นการพัฒนาสารสนเทศทม่ี ีอยู่ในตนเองเปน็ องค์
ความรู้ (Knowledge) เนื่องจากมนุษย์เปน็ ผู้ท่ีมีสติ (สมั ปชัญญะ) (Intellect) รู้จกั ใช้ เหตแุ ละผล
25
(Reasonable) กับความรู้ทต่ี นเองมีอยกู่ จ็ ะมีการพฒั นาความรู้เปน็ ปญั ญา (Wisdom) ในทสี่ ุดดังแสดงได้ตาม
ภาพขา้ งล่างนี้
แผนภาพแสดงววิ ัฒนาการของสารสนเทศ
2.3 สาเหตุทีท่ ำให้เกดิ สารสนเทศ
1. เมื่อมวี ทิ ยาการความร้หู รือส่ิงประดิษฐ์ หรอื ผลิตภณั ฑ์ใหม่ๆพร้อมกันนนั้ ก็จะเกิดสารสนเทศมา
พรอ้ มๆ กนั ดว้ ย จากนัน้ ก็จะมกี ารเผยแพรห่ รือกระจายสารสนเทศเกยี่ วกบั วิทยาการความรูห้ รือสงิ่ ประดษิ ฐ์
ผลติ ภัณฑช์ นิดนัน้ ๆไปยงั แหล่งตา่ งๆท่ีเกี่ยวข้อง
2. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ เปน็ เครอื่ งมือสำคัญในการผลติ สารสนเทศ เนื่องจากมีความสะดวกในการ
ป้อนข้อมลู การปรบั ปรุงแก้ไข การทำซำ้ การเพิ่มเติม ฯลฯ ทำใหม้ คี วามสะดวกและงา่ ยต่อการผลิตสารสนเทศ
3. เทคโนโลยสี ่ือสารยุคใหม่มีความเร็วในการสื่อสารสงู ขึน้ สามารถเผยแพร่สารสนเทศจากแหลง่
หนง่ึ ไปยังสถานที่ตา่ งๆ ทวั่ โลกในเวลาเดยี วกันกับเหตุการณท์ เ่ี กดิ ขึ้นจรงิ อีกท้ังสามารถสง่ ผ่านขอ้ มลู ไดอ้ ย่าง
หลากหลายรปู แบบพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกนั
4. เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีความสามารถในการผลิตสารสนเทศสูงขึ้น สามารถผลิตสารสนเทศได้ครง้ั
ละจำนวน มากๆ ในเวลาสนั้ ๆ มีสีสนั เหมือนจรงิ ทำให้มีปริมาณสารสนเทศใหม่ๆ เกิดขน้ึ อยตู่ ลอดเวลา
5. ผ้ใู ช้มีความจำเปน็ ต้องใชส้ ารสนเทศเพ่ือการศกึ ษา เพื่อการคน้ คว้าวจิ ัย เพอ่ื การพัฒนาคุณภาพชีวิต
เพอ่ื การตดั สินใจ เพือ่ การแก้ไขปัญหา เพ่ือการปฏิบัติงาน หรอื ปรับปรงุ ประสิทธิภาพการปฏบิ ตั งิ าน การ
บรหิ ารงาน ฯลฯ
6. ผูใ้ ชม้ คี วามต้องการใชส้ ารสนเทศ เพอ่ื ตอบสนองความสนใจตอ้ งการทราบแหล่งท่ีอยู่ของ
สารสนเทศต้องการเข้าถงึ สารสนเทศ ตอ้ งการสารสนเทศท่ีมาจากตา่ งประเทศ ตอ้ งการสารสนเทศอย่าง
หลากหลาย หรอื ต้องการสารสนเทศอยา่ งรวดเร็ว เป็นต้น
26
2.4 ความหมายของคำวา่ ข้อมลู
จากการศึกษาพบวา่ มผี ้ใู ห้คำนยิ ามของคำว่าข้อมลู ไว้ หลากหลาย เช่น
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจรงิ ภาพ (Images) หรอื เสยี ง (Sounds) ที่อาจจะ(หรือไม)่ แกไ้ ขปัญหา
(Pertinent) หรือเป็นประโยชนต์ ่อการปฏบิ ตั ิงาน (Alter. 1996)
ขอ้ มูล คือ ตวั แทนของขอ้ เทจ็ จรงิ ตัวเลข ข้อความ ภาพ รปู ภาพ หรือเสยี ง (Nickerson. 1998)
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจริงท่ีแทนเหตกุ ารณ์ที่เกิดขน้ึ ภายในองค์การ หรือสิง่ แวดล้อมทางกายภาพก่อนทีจ่ ะ
มีการจัด ระบบใหเ้ ป็นรูปแบบที่คนสามารถเขา้ ใจ และนำไปใชไ้ ด้ (Laudon and Laudon. 1999)
ข้อมลู คือ ข้อเท็จจรงิ หรอื การอภิปรายปรากฏการณอ์ ย่างใดอยา่ งหนงึ่ (Haag, Cummings and
Dawkins. 2000)
ข้อมูล คือ ส่งิ ประกอบไปดว้ ยขอ้ เทจ็ จรงิ และสญั ลักษณ์ (Figures) ที่มคี วามสัมพนั ธ์ (ไม่มีความหมาย
หรือมคี วามหมายนอ้ ย) กบั ผใู้ ช้ (McLeod, Jr. and Schell. 2001)
ข้อมูล คือ คำอธิบายพน้ื ฐานเกีย่ วกับสง่ิ ของเหตุการณ์ กิจกรรม หรือธรุ กรรม ซ่ึงไดร้ บั การบนั ทึก
จำแนกและเก็บรักษาไว้ โดยทีย่ ังไม่ได้เกบ็ ให้เป็นระบบเพื่อทีจ่ ะให้ความหมายอย่างใดอย่างหน่ึงท่ีแน่ชดั
(Turban, McLean and Wetherbe. 2001)
ข้อมูล ประกอบไปดว้ ยข้อเทจ็ จรงิ (Raw Facts) เชน่ ชอ่ื ลกู คา้ ตวั เลขเกยี่ วกบั จำนวนชว่ั โมงที่ทำงาน
ในแต่ละสปั ดาห์ ตวั เลขเกยี่ วกบั สินค้าคงคลัง หรอื รายการส่งั ของ (Stair and Reynolds. 2001)
ขอ้ มูล คือ ข้อเท็จจรงิ ท่ีใชแ้ ทนเหตกุ ารณท์ ่เี กดิ ขน้ึ และได้รับการรวบรวม หรอื ปอ้ นเขา้ ระบบ (เลาว์
ดอน และ เลาว์ดอน. 2545)
ข้อมลู คือ ข้อเทจ็ จริง หรอื สิง่ ทีก่ อ่ หรือยอมรบั วา่ เปน็ ข้อเท็จจริง (ข้อเท็จจรงิ หมายถึง ข้อความ หรือ
เหตุการณ์ทเี่ ปน็ มาหรือที่เปน็ อยูจ่ ริง (ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2539) สำหรับใช้เป็นหลักอนมุ านหาความจรงิ หรือ
การคำนวณ (หนา้ เดยี วกนั )
ข้อมลู คือ ข้อความจรงิ เก่ียวกับเรื่องใดเรื่องหนงึ่ โดยอาจเป็นตวั เลขหรอื ข้อความที่ทำให้ผู้อา่ นทราบ
ความเป็นไปหรือเหตกุ ารณท์ เี่ กิดข้ึน (สชุ าดา กีระนันท์. 2542)
ข้อมูล คือ ข้อเทจ็ จรงิ ที่มีอยู่ในชวี ิตประจำวนั เกยี่ วกบั บุคคล ส่งิ ของ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเปน็
ตัวเลข ตวั อกั ษร ข้อความ ภาพ หรือเสียงก็ได้ (จติ ติมา เทียมบุญประเสรฐิ 2544)
ขอ้ มูล คือ ข้อมูลดิบ (Raw Data) ท่ียงั ไมม่ ีความหมายในการนำไปใช้งานและถูกรวบรวมจากแหลง่
ตา่ งๆ ทงั้ ภายในและภายนอกองค์การ (ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน์ และไพบูลย์ เกยี รตโิ กมล. 2545)
ขอ้ มลู คือ ข้อเท็จจรงิ เกย่ี วกบั เหตกุ ารณ์ หรือขอ้ มลู ดบิ ที่ยงั ไมผ่ ่านการประมวลผล ยงั ไม่มีความหมาย
ในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตวั เลข ตวั อกั ษร สัญลักษณ์ รปู ภาพ เสียง หรือภาพเคลอ่ื นไหว (ทิพวรรณ
หล่อสุวรรณรัตน์. 2545)
ข้อมลู คือ ตวั อักษร ตวั เลข หรือสัญลกั ษณ์ใดๆ (นภิ าภรณ์ คำเจริญ. 2545)
สรุป ขอ้ มูล คือ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกี่ยวกับเรือ่ งตา่ งๆ ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ ตัวเลข ตัวอกั ษร สญั ลกั ษณ์ ภาพ เสียง กลนิ่
หรอื มี ลกั ษณะประสมกัน
27
2.5 ชนิดของข้อมลู
เราสามารถแบง่ ขอ้ มลู ออกเป็น 4 ชนดิ ดงั นี้ (Alter.1996,Stair and Reynolds. 2001)
ขอ้ มลู ท่ีเป็นอักขระ (Alphanumeric Data) ไดแ้ ก่ ตวั เลข (Numbers) ตวั อกั ษร (Letters)
เครือ่ งหมาย (Sign) และ สญั ลกั ษณ์ (Symbol)
ข้อมลู ท่ีเปน็ ภาพ (Image Data) ไดแ้ ก่ ภาพกราฟกิ (Graphic Images) และรูปภาพ (Pictures)
ข้อมลู ที่เปน็ เสียง (Audio Data) ได้แก่ เสยี ง (Sounds) เสียงรบกวน/เสียงแทรก (Noise) และเสียงท่ี
มีระดับ (Tones) ต่างๆ เชน่ เสยี งสงู เสียงต่ำ เป็นต้น
ข้อมลู ท่ีเปน็ ภาพเคลอื่ นไหว (Video Data) ได้แก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures) และวีดิ
ทศั น์ (Video) นอกจากนัน้ ยงั พบวา่ มีข้อมูลในลักษณะของกล่ิน (Scent) และข้อมูลในลักษณะที่มีการประสม
ประสานกัน เชน่ มกี ารนำเอาขอ้ มูลท้ัง 4 ชนิดมารวมกนั เรียกว่า ส่ือประสม (Multimedia) แต่ถา้ มีการประสม
ขอ้ มูลท่ีเปน็ กลิ่นเข้าไปด้วย เราเรียกว่า Multi-scented
2.6 กรรมวิธีการจัดการขอ้ มูล
การจัดการข้อมลู ให้มีคุณค่าเปน็ สารสนเทศ กระทำได้โดยการเปล่ียนแปลงสถานภาพของข้อมลู ซึ่งมี
วธิ ีการ หรอื กรรมวธิ ดี งั ต่อไปนี้ (Kroenke and Hatch.1994)
การรวบรวมข้อมลู (Capturing/gathering/collecting Data) ที่ต้องการจากแหลง่ ต่างๆ โดยการ
เครอื่ งมอื ช่วยค้นท่ีเป็นบัตรรายการ หรือ OPAC แล้วนำตวั เลม่ มาพจิ ารณาวา่ มรี ายการใดทส่ี ามารถนำมาใช้
ประโยชน์ได้
การตรวจสอบข้อมลู (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเนอ้ื หาของข้อมลู ท่หี ามาได้ ใน
ประเด็นของ ความถูกต้องและความแมน่ ยำของเนื้อหา ความสอดคล้องของตาราง, ภาพประกอบ หรือแผนที่
กับเน้อื หา
การจัดแยกประเภท/จัดหมวดหม่ขู ้อมลู (Classifying Data) เมื่อผา่ นการตรวจสอบความถกู ต้อง
สอดคล้องกัน ของเน้ือหาแลว้ นำข้อมูลตา่ งๆ เหล่าน้นั มาแยกออกเปน็ กอง หรือกลุม่ ๆ ตามเร่อื งราวท่ีปรากฏ
ในเน้ือหา
จากนั้นก็นำแต่ละกอง หรือกลุม่ มาทำการเรียงลำดับ/เรยี บเรียงข้อมูล (Arranging/sorting Data) ให้
เป็นไป ตามความเหมาะสมของเนอื้ หาวา่ จะเรมิ่ จากหัวขอ้ ใด จากนัน้ ควรเป็นหัวขอ้ อะไรหากมขี ้อมลู เกย่ี วกบั
ตวั เลขจะต้องนำตวั เลขน้ันมาทำการวิเคราะหห์ าคา่ ทางสถิติทเ่ี ก่ยี วข้อง หรอื ทำการ คำนวณขอ้ มลู
(Calculating Data) ใหไ้ ดผ้ ลลัพธ์ออกเสียก่อน หลังจากนั้นจึงทำการสรปุ (Summarizing/conclusion
Data) เนื้อหาในแต่ละหวั ข้อ เสร็จแลว้ ทำการจดั เกบ็ หรือบันทึกข้อมูล (Storing Data) ลงในสื่อประเภทตา่ งๆ
เชน่ ทำเปน็ รายงาน หนงั สอื บทความตีพมิ พ์ในวารสาร หนงั สือพิมพ์ หรอื ลงในฐานข้อมลู คอมพิวเตอร์
(แผ่นดิสก์ ซดี ี-รอม ฯลฯ) จัดทำระบบการค้นคนื เพ่ือความสะดวกในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ
(Retrieving Data) จะได้ จัดเก็บและคน้ คืนสารสนเทศอยา่ งถูกต้อง แม่นยำ รวดเรว็ และตรงกบั ความต้อง
28
ในการประมวลผลเพอ่ื ให้ไดม้ าซึง่ สารสนเทศ จกั ต้องมกี ารสำเนาข้อมลู (Reproducing Data) เพ่อื ป้องกัน
ความเสียหายท่อี าจเกิดข้นึ กับข้อมูล ท้ังจากสาเหตุทางกายภาพ และระบบการจดั เก็บข้อมลู จากนนั้ จงึ ทำการ
การเผยแพร่ หรอื สื่อสาร หรอื กระจายข้อมลู (Communicating/disseminating Data) เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ไดถ้ ึง
ยงั ผรู้ ับหรือผู้ท่เี กย่ี วข้อง
การจัดการข้อมูลให้มสี ถานภาพเปน็ สารสนเทศ (Transformation Processing) ในความเป็นจริงแล้ว
ไมจ่ ำเปน็ ทจี่ ะต้องทำครบ ทง้ั 10 วิธกี าร การที่จะทำก่ีข้ันตอนนั้นขึน้ อยกู่ บั ขอ้ มูลท่นี ำเข้ามาในระบบการ
ประมวลผล หากขอ้ มูลผา่ น ข้ันตอนท่ี 1 หรือ 2 มาแลว้ พอมาถงึ เรา เรากท็ ำข้ันตอนที่ 3 ต่อไปได้ทนั ที แต่
อยา่ งไรกต็ ามการให้ไดม้ าซึ่งผลลัพธ์ท่มี ี คณุ คา่ จกั ต้องทำตามลำดับดังกลา่ วข้างตน้ ไม่ควรทำขา้ มขัน้ ตอน
ยกเวน้ ขั้นตอนท่ี 5 และขนั้ ตอนที่ 6 กรณีท่ีเป็นข้อมูล เก่ียวกบั ตัวเลขกท็ ำข้นั ตอนที่ 5 หากขอ้ มลู ไม่ใช่ตัวเลข
อาจจะขา้ มข้ันตอนที่ 5 ไปทำข้ันตอนที่ 6 ไดเ้ ลย เปน็ ต้น ผลลพั ธห์ รือผลผลติ ท่ีไดจ้ ากการประมวลผล หรือ
กรรมวธิ จี ดั การข้อมลู ปรากฏแกส่ งั คมในรูปของสื่อประเภทต่างๆ เช่น เปน็ หนังสอื วารสาร หนงั สือพิมพ์ ซีดี-
รอม สไลด์ แผ่นใส แผนที่ เทปคลาสเซท ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผลผลิต หรอื ผลลพั ธ์นน้ั จะ
มีสถานภาพเป็นสารสนเทศเสมอไป
2.7 ความหมายของสารสนเทศ
ซาเรซวคิ และวดู (Saracevic and Wood. 1981) ได้ใหค้ ำนยิ ามสารสนเทศไว้ 4 นยิ ามดังน้ี
1. Information is a selection from a set of available message, a selection which
reduces uncertainty. สารสนเทศ คือ การเลือกสรรจากชุดของข่าวสารทม่ี อี ยู่ เปน็ การเลอื กทชี่ ่วยลดความ
ไมแ่ นน่ อน หรอื กลา่ วได้ว่า สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไ่ี ด้มีเลอื กสรรมาแลว้ (เป็นข้อมลู ท่ีมีความแนน่ อนแล้ว) จาก
กลมุ่ ของข้อมลู ท่ีมีอยู่
2. Information as the meaning that a human assigns to data by means of conventions
used in their presentation. สารสนเทศ คือ ความหมายท่มี นษุ ย์ (ส่ัง) ให้แก่ ข้อมูล ด้วยวธิ กี ารนำเสนอท่ี
เปน็ ระเบยี บแบบแผน
3. Information is the structure of any text-which is capable of changing the image-
structure of a recipient. (Text is a collection of signs purposefully structured by a sender with
the intention of changing the image-structure of recipient) สารสนเทศ คือ โครงสร้างของขอ้ ความ
ใดๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทาง จินตภาพ (ภาพลกั ษณ์) ของผรู้ ับ (ข้อความ หมายถึง ท่รี วมของ
สัญลักษณต์ า่ งๆ มีโครงสรา้ งที่มี จุดมุ่งหมาย โดยผู้ส่งมีเป้าหมายท่ีจะ เปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งทาง จินตภาพ (+
ความรสู้ กึ นึกคิด) ของผู้รบั (สาร)
4. Information is the data of value in decision making. สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทีม่ ีคา่ ในการ
ตัดสนิ ใจ
29
นอกจากน้ันยังมีความหมายที่น่าสนใจดังน้ี
สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่มกี ารปรบั เปล่ียน (Convert) ด้วยการจัดรปู แบบ (Formatting) การ
กลัน่ กรอง (Filtering) และการสรุป (Summarizing) ใหเ้ ป็นผลลพั ธท์ ีม่ ี รูปแบบ (เช่น ข้อความ เสียง รูปภาพ
หรอื วดี ิทศั น)์ และเน้ือหาท่ตี รงกับ ความต้องการ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ (Alter. 1996)
สารสนเทศ คอื ตัวแทนของข้อมลู ทีผ่ า่ นการประมวลผล (Process) การจดั การ (Organized) และ
การผสมผสาน (Integrated) ให้เกิดความเขา้ ใจอย่างถอ่ งแท้ (Post. 1997)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทม่ี คี วามหมาย (Meaningful) หรือเปน็ ประโยชน์ (Useful) สำหรบั บางคนทจ่ี ะ
ใช้ชว่ ยในการ ปฏิบัติงานและการจัดการ องค์การ (Nickerson. 1998)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ที่มีความหมาย (Schultheis and Sumner. 1998)
สารสนเทศ คือ ข้อมูลทม่ี คี วามหมายเฉพาะภายใต้บรบิ ท (Context) ที่เกี่ยวข้อง (Haag, Cummings
and Dawkins. 2000)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทผ่ี ่านการปรับเปลย่ี น (Converted) มาเปน็ สง่ิ ท่ีมีความ หมาย (meaningful)
และเป็น ประโยชน์ (Useful) กับเฉพาะบุคคล (O’Brien. 2001)
สารสนเทศ คือ ข้อมลู ทีผ่ ่านการประมวลผล หรอื ข้อมูลที่มีความหมาย (McLeod, Jr. and Schell.
2001)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ที่ได้รับการจัดระบบเพื่อใหม้ ีความหมายและมีคณุ ค่าสำหรบั ผู้ใช้ (Turban,
McLean and Wetherbe. 2001)
สารสนเทศ คอื ทรี่ วม (ชุด) ข้อเท็จจรงิ ที่ไดม้ ีการจดั การแล้ว ในกรณีเชน่ ขอ้ เท็จจรงิ เหลา่ น้ันได้มีการ
เพม่ิ คุณค่า ภายใต้คณุ คา่ ของข้อเทจ็ จรงิ นั้นเอง (Stair and Reynolds. 2001)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไ่ี ด้รับการประมวลผล หรือปรงุ แต่ง เพอื่ ให้มคี วามหมาย และเปน็ ประโยชนต์ ่อ
ผู้ใช้ (เลาวด์ อน และเลาวด์ อน. 2545)
สารสนเทศ คือ ข้อมลู ที่ไดร้ ับการประมวลผลใหอ้ ยู่ในรูปแบบทีม่ คี วามหมายต่อผรู้ บั และมีคณุ คา่ อัน
แท้จรงิ หรือ คาดการณว์ ่าจะมคี ่าสำหรบั การดำเนินงาน หรือการตดั สินใจใน ปัจจบุ นั หรอื อนาคต (ครรชติ
มาลัยวงศ.์ 2535)
สารสนเทศ คือ เร่ืองราว ความรตู้ า่ งๆ ที่ได้จากการนำข้อมูลมาประมวลผลด้วยวิธีการอย่างใดอยา่ ง
หนึง่ และมี การผสมผสานความรู้ หรือหลกั วชิ าทเ่ี ก่ียวข้อง หรือความคิดเหน็ ลงไปด้วย (กัลยา อุดมวทิ ติ .
2537)
สารสนเทศ คอื ข้อความร้ทู ป่ี ระมวลไดจ้ ากข้อมลู ตา่ ง ๆ ที่เก่ียวข้องในเรอ่ื งนัน้ จนได้ ข้อสรุป เป็น
ข้อความร้ทู ่ี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเนน้ ทกี่ ารเกิดประโยชน์ คือความรู้ท่เี กิดขึ้นเพิม่ ขน้ึ กับผูใ้ ช้
(สุชาดา กรี ะนันท์. 2542)
สารสนเทศ คอื ข่าวสาร หรือการช้แี จงขา่ วสาร (ปทีป เมธาคณุ วฒุ ิ. 2544)
สารสนเทศ คอื ข้อมลู ทผ่ี า่ นการประมวลผล ผ่านการวิเคราะห์ หรือสรปุ ใหอ้ ยู่ในรูปทีม่ ีความหมายท่ี
สามารถนำไป ใชป้ ระโยชน์ได้ตามวตั ถุประสงค์ (จิตติมา เทียมบุญประเสริฐ. 2544)
30
สารสนเทศ คอื ผลลพั ธท์ เ่ี กิดจากการประมวลผลข้อมลู ดบิ ท่ีถกู จัดเกบ็ ไว้อย่างเป็นระบบท่สี ามารถ
นำไปประกอบการทำงาน หรือสนบั สนนุ การตดั สินใจของผู้บรหิ าร ทำให้ผู้บริหารสามารถแก้ไขปญั หา หรือ
ทางเลอื กในการ ดำเนิน งานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์ และไพบลู ย์ เกียรติโกมล. 2545)
สารสนเทศ คอื ข้อมูลทไี่ ด้ผ่านการประมวลผล หรอื จดั ระบบแลว้ เพอ่ื ให้มีความหมายและ คุณคา่
สำหรับผใู้ ช้ (ทพิ วรรณ หลอ่ สุวรรณรัตน์. 2545)
สารสนเทศ คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของข้อมูลดบิ (Raw Data) ประกอบไปด้วย ข้อมลู
ตา่ งๆ ท่ีเป็น ตัวอักษร ตัวเลข เสยี ง และภาพ ทน่ี ำไปใชส้ นับสนนุ การ บรหิ ารและการตัดสินใจของผบู้ ริหาร
(นภิ าภรณ์ คำเจริญ. 2545)
สรุป สารสนเทศ คือ ข้อมูล ข่าวสาร ขา่ ว ขอ้ เท็จจริง ความคดิ เหน็ หรอื ประสบการณ์ อยู่ในรปู แบบที่
แตกต่างกนั ออกไป เช่น ตวั อักษร ตัวเลข รูปภาพ เสียง สญั ลักษณ์ หรือกลน่ิ ทถี่ ูกนำมาผา่ นกระบวนการ
ประมวลผล ด้วยวธิ กี ารที่ เรียก วา่ กรรมวิธจี ัดการข้อมูล (Data Manipulation) และผลทไี่ ดอ้ าจแสดงผล
ออกมาในรูปแบบของสอ่ื ประเภทตา่ ง เชน่ หนงั สือ วารสาร หนงั สือพิมพ์ แผนที่ แผ่นใส ฯลฯ และเป็นผลลัพธ์
ท่ผี ใู้ ชส้ ามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ได้อย่างถูกตอ้ ง ตรงและทนั กบั ความต้องการ หรอื สารสนเทศ คือ ผลลัพธท์ ม่ี ี
ความถูกตอ้ ง ตรงตามต้องการ และทันตอ่ ความต้องการของผใู้ ช้ หรอื ผูท้ ีเ่ กีย่ วข้อง เปน็ ผลลัพธท์ ่ีได้มาจากการ
นำข้อมลู มาประมวลผลดว้ ยกรรมวธิ ีจัดการข้อมูล หรือสารสนเทศ คือ ผลลพั ธ์ที่ได้มาจากการนำข้อมลู มา
ประมวลผลด้วยกรรมวธิ จี ดั การข้อมูล ซึง่ จะต้องเป็น ผลลัพธ์ทม่ี ี คณุ สมบตั ิถกู ต้อง ตรงตามตอ้ งการ และทันต่อ
ความต้องการของผใู้ ช้ หรือผู้ทีเ่ กย่ี วข้อง
2.8 หลักเกณฑก์ ารประเมินผลลัพธ์ หรือผลผลติ (Criterias to Evaluated Outputs)
ขอ้ มูลของบางคนอาจเปน็ สารสนเทศสำหรบั อีกคนหนงึ่ (Nickerson. 1998) การที่จะบ่งบอกวา่ ผลผลิต หรอื
ผลลพั ธม์ ีคณุ ค่า หรือสถานภาพเป็นสารสนเทศ หรือไม่นน้ั เราใชห้ ลกั เกณฑต์ อ่ ไปน้ีประกอบการพจิ ารณา
1. ความถกู ต้อง (Accuracy) ของผลผลติ หรือผลลัพธ์
2. ตรงกบั ความต้องการ (Relevance/pertinent)
3. ทันกับความต้องการ (Timeliness)
การพิจารณาความถกู ต้องดูที่เนื้อหา (Content) ของผลผลติ โดยพิจารณาจากขนั้ ตอนของการประมวลผล
(Process; verifying, calculating) ขอ้ มลู สำหรับการตรงกบั ความต้องการ หรอื ทันกบั ความตอ้ งการ มผี ู้ใช้
ผลผลิตเปน็ เกณฑ์ในการพิจารณา หากผู้ใชเ้ ห็นว่าผลผลติ ตรงกับความต้องการ หรือผลผลิตสามารถตอบ
ปญั หา หรือแก้ไขปัญหา ของผใู้ ชไ้ ด้ และสามารถเรยี กมาใชไ้ ด้ในเวลาทเ่ี ขาต้องการ (ทันต่อความต้องการใช้)
เราจึงจะสรุปไดว้ า่ ผลผลิต หรอื ผลลัพธน์ ้ันมีสถานภาพ เป็นสารสนเทศ คุณภาพ หรือคุณค่าของสารสนเทศ
ขึน้ อย่กู ับข้อมลู (Data) ท่ีนำเข้ามา (Input) หากข้อมูลท่นี ำเขา้ มาประมวลผล เปน็ ข้อมลู ทด่ี ี ผลลัพธ์ที่ไดก้ จ็ ะมี
คุณภาพดี หรือมคี ุณค่า ผู้ใช้ หรอื ผบู้ ริโภคสามารถนำมาใช้ประโยชนไ์ ด้ แต่หากข้อมลู ท่ี นำเข้ามาประมวลผล
ไม่ดี ผลผลิต หรือผลลัพธ์ก็จะมคี ุณภาพไม่ดี หรือไมม่ คี ุณคา่ สมด่งั กบั วลที ่ีว่า GIGO (Garbage In Garbage
Out) หมายความวา่ ถา้ นำขยะเข้ามา ผลผลติ (ส่งิ ท่ีได้ออกไป) ก็คือขยะนัน่ เอง
31
2.9 คุณลักษณะของสารสนเทศทดี่ ี (Characteristics of Information)
สารสนเทศทด่ี ีควรมีคุณลักษณะดงั ต่อไปน้ี (Alter. 1996, Stair and Reynolds. 2001, จิตตมิ า เทียมบุญ
ประเสรฐิ . 2544, ณฏั ฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน์ และไพบลู ย์ เกียรติโกมล. 2545 และทพิ วรรณ หลอ่ สวุ รรณรัตน์
2545.)
- สารสนเทศที่ดตี ้องมคี วามความถกู ต้อง (Accurate) และไมม่ ีความผดิ พลาด
- ผู้ทีม่ ีสทิ ธิใชส้ ารสนเทศสามารถเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศได้ง่าย ในรูปแบบ และเวลาท่ี
เหมาะสม ตาม ความต้องการของผ้ใู ช้
- สารสนเทศต้องมีความชดั เจน (Clarity) ไมค่ ลุมเครือ
- สารสนเทศท่ดี ีต้องมคี วามสมบรู ณ์ (Complete) บรรจุไปดว้ ยขอ้ เทจ็ จริงท่ีมสี ำคญั ครบถ้วน
- สารสนเทศตอ้ งมีความกะทัดรัด (Conciseness) หรอื รดั กุม เหมาะสมกับผูใ้ ช้
- กระบวนการผลติ สารสนเทศตอ้ งมีความประหยัด (Economical) ผู้ท่ีมหี น้าทีต่ ัดสนิ ใจมักจะต้อง
สร้างดุลยภาพ ระหวา่ งคุณค่าของสารสนเทศกับราคาทใ่ี ช้ในการผลิต ตอ้ งมีความยึดหยุ่น (Flexible) สามารถ
ในไปใช้ในหลาย ๆ เป้าหมาย หรือวตั ถปุ ระสงค์
- สารสนเทศท่ีดีตอ้ งมรี ูปแบบการนำเสนอ (Presentation) ทเี่ หมาะสมกับผู้ใช้ หรือผทู้ เ่ี ก่ียวข้อง
- สารสนเทศทด่ี ตี ้องตรงกบั ความต้องการ (Relevant/Precision) ของผทู้ ี่ทำการตัดสนิ ใจ
- สารสนเทศที่ดีตอ้ งมคี วามน่าเช่อื ถือ (Reliable) เช่น เปน็ สารสนเทศท่ีได้มาจากกรรมวิธีรวบรวมที่
นา่ เชอื่ ถือ หรือแหล่ง (Source) ท่นี ่าเชือ่ ถือ เปน็ ตน้
- สารสนเทศท่ีดคี วรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเขา้ ถงึ ของผไู้ ม่มีสทิ ธิใช้สารสนเทศ
- สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซบั ซ้อน มรี ายละเอยี ดท่ีเหมาะสม (ไม่มากเกินความ
จำเป็น)
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมีความแตกต่าง หรือประหลาด (Surprise) จากข้อมลู ชนดิ อ่ืน ๆ
- สารสนเทศที่ดีต้องทนั เวลา (Just in Time : JIT) หรอื ทนั ต่อความต้องการ (Timely) ของผูใ้ ช้ หรอื
สามารถสง่ ถงึ ผู้รบั ได้ในเวลาทผ่ี ้ใู ชต้ ้องการ
- สารสนเทศทด่ี ตี อ้ งเปน็ ปจั จุบนั (Up to Date) หรือมีความทนั สมัย ใหม่อยู่เสมอ มเิ ชน่ นนั้ จะไม่ทนั
ตอ่ การ เปลย่ี นแปลงทด่ี ำเนนิ ไปอย่างรวดเร็ว
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งสามารถพสิ ูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ไดว้ ่ามคี วาม
ถกู ต้อง
นอกจากนั้นสารสนเทศมีคณุ สมบตั ิที่แตกต่างไปจากสินค้าประเภทอ่นื ๆ 4 ประการคอื ใช้ไมห่ มด ไม่
สามารถ ถ่ายโอนได้ แบง่ แยกไม่ได้ และสะสมเพิ่มพูนได้ (ประภาวดี สืบสนธ์. 2543) หรืออาจสรุปได้วา่
สารสนเทศ ที่ดีต้องมีคุณลกั ษณะครบทงั้ 4 ด้าน คือ ดา้ นเวลา (ทันเวลา และทนั สมยั ) ด้านเนอื้ หา (ถูกตอ้ ง
สมบูรณ์ ยึดหยุ่น น่าเชือ่ ถือ ตรงกบั ความต้องการ และตรวจสอบได้) ด้านรูปแบบ (ชัดเจน กะทัดรดั ง่าย
รปู แบบการนำเสนอ ประหยัด แปลก) และดา้ น กระบวนการ (เข้าถึงได้ และปลอดภยั ) คุณภาพของ
สารสนเทศ (Quality of Information/Information Quality)
32
2.10 คุณภาพของสารสนเทศ
คณุ ภาพของสารสนเทศจะมีคุณภาพสูงมาก หรอื น้อย พิจารณาท่ี 3 ประเด็น ดังนี้ (Bentley. 1998)
1. ตรงกับความต้องการ (Relevant) หรือไม่ โดยดวู ่าสารสนเทศน้นั ผ้ใู ช้สามารถนำไปใช้เพ่ิม
ประสิทธภิ าพได้ มากกวา่ ไม่ใช้สารสนเทศ หรอื ไม่ คณุ ภาพของสารสนเทศ อาจจะดทู ี่มันมีผลกระทบต่อ
กจิ กรรมของผู้ใช้ หรอื ไม่ อยา่ งไร
2. น่าเช่อื ถือ (Reliable) เพียงใด ความน่าเชือ่ ถอื มีหวั ข้อที่จะใช้พิจารณา เชน่ ความทันเวลา
(Timely) กับผใู้ ช้ เม่ือ ผู้ใช้จำเปน็ ต้องใชม้ ีสารสนเทศนั้น หรือไม่ สารสนเทศท่ีนำมาใชต้ ้องมีความถูกต้อง
(Accurate) สามารถพสิ ูจน์ (Verifiable) ไดว้ ่าเปน็ ความจรงิ ด้วยการวิเคราะห์ขอ้ มูลที่เก่ียวข้อง เป็นตน้
3. สารสนเทศนนั้ เขม้ แขง็ (Robust) เพยี งใด พิจารณาจากการที่สารสนเทศสามารถเคลื่อนตวั เองไป
พรอ้ มกบั กาลเวลาที่เปล่ยี นไป (Rigorous of Time) หรือพิจารณาจากความอ่อนแอของมนุษย์ (Human
Frailty) เพราะมนุษย์ อาจทำความผดิ พลาดในการป้อนข้อมูล หรอื การประมวลผลขอ้ มูล เพราะฉะนนั้ จะตอ้ ง
มีการควบคุม หรอื ตรวจสอบ ไม่ให้มีความผดิ พลาดเกดิ ข้นึ หรือพจิ ารณาจากความผิดพลาด หรือลม้ เหลวของ
ระบบ (System Failure) ท่ีจะส่งผล เสียหายตอ่ สารสนเทศได้ ดังนน้ั จึงต้องมีการป้องกันความผิดพลาด (ที่
เนอ้ื หา และไมท่ นั เวลา) ทอี่ าจเกดิ ข้ึนได้ หรอื พิจารณาจากการเปล่ียนแปลง การจัดการ (ข้อมูล)
(Organizational Changes) ท่ีอาจจะสง่ ผลกระทบ (สรา้ งความเสียหาย) ตอ่ สารสนเทศ เชน่ โครงสร้าง แฟ้ม
ข้อมูล วิธกี ารเขา้ ถงึ ข้อมลู การรายงาน จกั ตอ้ งมกี ารป้องกัน หากมกี าร เปลย่ี นแปลงในเร่ืองดงั กลา่ ว
นอกจากน้ันซวาสส์ (Zwass. 1998) กลา่ วถงึ คุณภาพของสารสนเทศจะมีมากน้อยเพียงใดขน้ึ อยู่กบั การ
ทันเวลา ความสมบรู ณ์ ความกะทัดรัด ตรงกับความต้องการ ความถูกต้อง ความเทยี่ งตรง (Precision) และ
รปู แบบทเี่ หมาะสม ในเรื่องเดียวกัน โอไบรอ์ นั (O’Brien. 2001) กล่าวว่าคุณภาพของสารสนเทศ พจิ ารณาใน
3 มติ ิ ดงั น้ี
1. มิตดิ ้านเวลา (Time Dimension)
- สารสนเทศควรจะมกี ารเตรียมไว้ให้ทนั เวลา (Timeliness) กบั ความต้องการของผใู้ ช้
- สารสนเทศควรจะต้องมคี วามทันสมัย หรือเปน็ ปจั จุบนั (Currency)
- สารสนเทศควรจะต้องมีความถี่ (Frequency) หรือบอ่ ย เท่าทีผ่ ู้ใช้ต้องการ
- สารสนเทศควรมีเรอ่ื งเกย่ี วกับช่วงเวลา (Time Period) ต้ังแต่อดีต ปจั จุบนั และอนาคต
2. มติ ดิ ้านเนือ้ หา (Content Dimension)
- ความถกู ต้อง ปราศจากข้อผิดพลาด
- ตรงกบั ความต้องการใชส้ ารสนเทศ
- สมบูรณ์ สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีในสารสนเทศ
- กะทดั รัด เฉพาะทีจ่ ำเป็นเท่านนั้
- ครอบคลุม (Scope) ท้งั ด้านกว้างและด้านแคบ (ด้านลกึ ) หรือมีจุดเนน้ ทั้งภายในและภายนอก
- มีความสามารถ/ศกั ยภาพ (Performance) ท่ีแสดงให้เห็นไดจ้ ากการวัดค่าได้ การบ่งบอกถึงการ
พฒั นา หรือสามารถเพิ่มพนู ทรพั ยากร
33
3. มิตดิ ้านรปู แบบ (Form Dimension)
ชดั เจน งา่ ยต่อการทำความเข้าใจ
มที ั้งแบบรายละเอียด (Detail) และแบบสรุปย่อ (Summary)
มีการเรียบเรยี ง ตามลำดบั (Order)
การนำเสนอ (Presentation) ทหี่ ลากหลาย เชน่ พรรณนา/บรรยาย ตัวเลข กราฟกิ และอืน่ ๆ
รปู แบบของสอื่ (Media) ประเภทต่าง ๆ เช่น กระดาษ วดี ทิ ศั น์ ฯลฯ
สว่ นสแตร์และเรย์โนลด์ (Stair and Reynolds 2001) กล่าวถึง คณุ ค่าของสารสนเทศขึ้นอยู่กบั การท่ี
สารสนเทศน้ัน สามารถช่วยใหผ้ ทู้ ่มี หี นา้ ที่ตัดสนิ ใจทำให้เป้าหมายขององคก์ ารสัมฤทธ์ผิ ลได้มากน้อยเพยี งใด
หาก สารสนเทศ สามารถทำให้บรรลุเปา้ หมายขององคก์ ารได้ สารสนเทศนัน้ ก็จะมีคุณค่าสงู ตามไปด้วย
2.11 ความสำคญั ของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแล้วย่อมมีความสำคญั ต่อทุกสงิ่ ทเ่ี กย่ี วข้อง เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ดา้ น
การศึกษา ด้าน เศรษฐกจิ ด้านสงั คม ฯลฯ ในลักษณะดงั ต่อไปน้ี
ทำใหผ้ ู้บรโิ ภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเขา้ ใจ (Understanding) ในเรื่องดงั กล่าว
ข้างตน้ เม่ือเรารแู้ ละเข้าใจในเรื่องทีเ่ กี่ยวข้องแลว้ สารสนเทศจะชว่ ยใหเ้ ราสามารถตดั สนิ ใจ (Decision
Making) ใน เรือ่ งต่างๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม นอกจากน้นั สารสนเทศ ยังสามารถทำใหเ้ ราสามารถแกไ้ ขปัญหา
(Solving Problem) ทีเ่ กิดขึ้นไดอ้ ยา่ ง ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทนั เวลากบั สถานการณ์ต่างๆ ที่เกดิ ขน้ึ
2.12 บทบาทของสารสนเทศ (Role of Information)
การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ด้าน ดงั นี้ (จิตตมิ า เทยี มบุญประเสรฐิ 2544) ดา้ นการวางแผน ดา้ นการ
ตัดสนิ ใจ และ ดา้ นการดำเนินงาน นอกจากนัน้ สารสนเทศยังมบี ทบาทในเชงิ เศรษฐกจิ ดังนี้ (ประภาวดี สบื
สนธ์ 2543)
- ชว่ ยลดความเสี่ยงในการตัดสนิ ใจ (Decision) หรอื ชว่ ยช้แี นวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem
Solving)
- ชว่ ยหรอื สนับสนุนการจดั การ (Management) หรอื การดำเนนิ งานขององค์การ ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพ
และเกดิ ประสิทธิผลมากขึ้น
- ใช้ทดแทนทรพั ยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณกี ารเรียนทางไกล ผู้เรียนทเี่ รยี นนอก
หอ้ งเรยี น จริง สามารถเรียนรู้เรือ่ งตา่ งๆ เชน่ เดียวกบั ห้องเรยี นจรงิ โดยไมต่ อ้ งเดนิ ทางไปเรยี นทห่ี อ้ งเรียนน้นั
- ใชใ้ นการกำกบั ติดตาม (Monitoring) การปฏบิ ตั ิงานและการตดั สินใจ เพื่อดูความก้าวหนา้ ของงาน
- สารสนเทศเป็นช่องทางโนม้ นา้ ว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาที่ทำให้ผู้ชม,
ผู้ฟัง ตดั สนิ ใจ เลือกสนิ ค้า หรอื บริการน้นั
- สารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญของการศึกษา (Education) สำหรับการเรียนรู้ ผ่านสื่อประเภท
ต่างๆ
34
- สารสนเทศเปน็ องค์ประกอบสำคญั ทสี่ ง่ เสรมิ วัฒนธรรมและสันทนาการ (Culture & Recreation)
ในด้านของการเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ เชน่ วดี ทิ ัศน์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เปน็ ต้น
- สารสนเทศเปน็ สินคา้ และบรกิ าร (Goods & Services) ทีส่ ามารถซ้ือขายได้
- สารสนเทศเป็นทรัพยากรท่ีตอ้ งลงทุน (Investment) จึงจะได้ผลผลิตและบริการ เพื่อเป็นรากฐาน
ของการ จดั การ และการดำเนนิ งาน
2.13 องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบ คือ กลุม่ ขององค์การต่างๆ ทีท่ ำงานร่วมกนั เพ่ือจดุ ประสงค์อนั เดยี วกัน ระบบอาจจะ
ประกอบด้วยบคุ คลากร เคร่ืองมือ เครื่องใช้ พสั ดุ วธิ กี าร ซ่ึงท้งั หมดนีจ้ ะตอ้ งมีระบบจดั การอนั หนงึ่
เพ่อื ให้บรรลจุ ดุ ประสงค์อันเดียวกนั
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมลู ที่ผ่านการวเิ คราะหห์ รือประมวลผลแลว้ พรอ้ มจะใช้งาน
ไดท้ ันที โดยไม่ต้องแปล หรอื ตีความใด ๆ อีก
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยมี าชว่ ยในการประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศ
ตามทตี่ ้องการ ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศน้ันอาจกล่าวได้วา่ ประกอบขึ้นจากเทคโนโลยสี องสาขาหลักคอื
เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ่อื สารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอยี ดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยี
มดี งั ต่อไปนค้ี ือ
1. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เปน็ เคร่ืองอิเล็กทรอนิกสท์ ส่ี ามารถจดจำขอ้ มูลตา่ ง ๆ และปฏิบัตติ ามคำสั่งทบ่ี อก เพื่อให้
คอมพวิ เตอร์ทำงานอยา่ งใดอย่างหน่ึงให้ คอมพวิ เตอรน์ นั้ ประกอบดว้ ยอุปกรณต์ า่ ง ๆ ต่อเชอื่ มกนั เรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮารด์ แวร์นีจ้ ะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพวิ เตอร์หรือท่ีเรียกกันวา่
ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สาขาวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)
2. ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ
2.1 อุปกรณ์รับข้อมลู (Input) เช่น แผงแปน้ อกั ขระ (Keyboard), เมาส์, เคร่อื งตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครอื่ งอ่านบัตรแถบแมเ่ หล็ก
(Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
2.2 อุปกรณส์ ่งข้อมูล (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เครอื่ งพิมพ์ (Printer), และเทอร์มินลั
2.3 หนว่ ยประมวลผลกลาง จะทำงานรว่ มกับหน่วยความจำหลกั ในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดย
ปฏิบตั หิ นา้ ที่ตามคำสงั่ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมลู และคำส่งั ท่ีเก็บไวไ้ วใ้ นหนว่ ยความจำหลัก
มาประมวลผล
2.4 หน่วยความจำหลกั มีหนา้ ท่ีเก็บข้อมูลทม่ี าจากอปุ กรณ์รับขอ้ มลู เพือ่ ใชใ้ นการคำนวณ และผลลัพธ์
ของการคำนวณก่อนทจี่ ะส่งไปยงั อปุ กรณส์ ่งข้อมลู รวมทงั้ การเก็บคำส่ังขณะกำลังประมวลผล
2.5 หน่วยความจำสำรอง ทำหนา้ ทีจ่ ดั เกบ็ ข้อมูลและโปรแกรมขณะยงั ไม่ได้ใช้งาน เพอื่ การใช้ใน
อนาคต
35
3. ซอฟตแ์ วร์ เปน็ องคป์ ระกอบที่สำคัญและจำเปน็ มากในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์สามารถแบง่ ออกได้เปน็ 2 ประเภท คือ
ซอฟต์แวรร์ ะบบ มีหนา้ ทค่ี วบคมุ อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลางระหว่าง
ผู้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วรร์ ะบบสามารถแบง่ เปน็ 3 ชนิดใหญ่ คือ
โปรแกรมระบบปฏบิ ตั ิการ ใชค้ วบคมุ การทำงานของคอมพวิ เตอร์และอุปกรณพ์ ่วงตอ่ กับเคร่ือง
คอมพวิ เตอร์ ตัวอยา่ งโปรแกรมท่นี ยิ มใช้กันในปัจจุบัน เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows
โปรแกรมอรรถประโยชน์ใชช้ ่วยอำนวยความสะดวกแกผ่ ้ใู ช้เครอื่ งคอมพิวเตอร์ในระหว่างการ
ประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างท่ใี ช้เคร่ืองคอมพวิ เตอรต์ วั อยา่ งโปรแกรมทน่ี ยิ มใชก้ นั ในปัจจุบัน เช่น
โปรแกรมเอดเิ ตอร์ (Editor)
โปรแกรมแปลภาษา ใชใ้ นการแปลความหมายของคำสงั่ ท่ีเป็นภาษาคอมพวิ เตอร์ ใหอ้ ย่ใู น
รูปแบบทเ่ี คร่ืองคอมพวิ เตอร์เข้าใจและทำงานตามที่ผใู้ ช้ต้องการ
ซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ เปน็ โปรแกรมทเี่ ขยี นข้ึนเพ่อื ทำงานเฉพาะดา้ นตามความต้องการ ซึง่ ซอฟต์แวร์ประยุกตน์ ้ี
สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์เพื่องานท่ัวไป เปน็ ซอฟต์แวรท์ ่ีสร้างขนึ้ เพื่อใช้งานท่ัวไปไม่เจาะจงประเภทของ
ธรุ กจิ ตัวอย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เปน็ ต้น
ซอฟต์แวร์ประยุกตเ์ ฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพ่อื ใช้ในธรุ กิจเฉพาะ ตามแต่วตั ถุประสงค์ของ
การนำไปใช้
ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ เป็นซอฟต์แวรท์ เ่ี ขียนข้นึ เพ่ือความบนั เทงิ และอื่น ๆ นอกเหนือจาก
ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกตส์ องชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และ
ซอฟต์แวรเ์ กมต่าง ๆ เปน็ ตน้
สำหรบั กระบวนการการจดั การระบบสารสนเทศ เพ่อื ให้ไดส้ ารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ
และมคี ุณภาพ ดงั แผนภาพต่อไปน้ีคอื
แผนภาพแสดงกระบวนการจัดการระบบสารสนเทศ
2.14 เทคโนโลยสี ื่อสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยสี อื่ สารโทรคมนาคม ใชใ้ นการติดต่อสือ่ สารรับ/ส่งข้อมูลจากท่ีไกล ๆ เปน็ การสง่ ของข้อมูล
ระหว่างคอมพวิ เตอร์หรือเครื่องมือท่ีอย่หู า่ งไกลกนั ซง่ึ จะช่วยใหก้ ารเผยแพร่ขอ้ มูลหรือสารสนเทศไปยงั ผู้ใชใ้ น
แหลง่ ตา่ ง ๆ เปน็ ไปอย่างสะดวก รวดเรว็ ถูกตอ้ ง ครบถ้วน และทันการณ์ ซ่งึ รปู แบบของข้อมูลท่รี บั /ส่งอาจ
เป็นตวั เลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสยี ง (Voice)
เทคโนโลยที ใี่ ชใ้ นการสอื่ สารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีทีใ่ ช้ในระบบโทรคมนาคมทัง้ ชนดิ มีสาย
และไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเดม็ , แฟกซ,์ โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, วิทยุโทรทศั น์ เคเบลิ้ ใยแก้วนำ
36
แสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น
สำหรับกลไกหลักของการส่ือสารโทรคมนาคมมีองคป์ ระกอบพนื้ ฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหลง่ ของขอ้ ความ
(Source/Sender), สอื่ กลางสำหรับการรับ/ส่งขอ้ ความ (Medium), และสว่ นรับข้อความ (Sink/Decoder)
ดังแผนภาพต่อไปน้ี คือ
แผนภาพแสดงกลไกหลกั ของการสือ่ สารโทรคมนาคม
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลกั ษณะการใชง้ านได้เปน็ 6 รูปแบบ ดังน้ีตอ่ ไปน้ี คือ
เทคโนโลยีทีใ่ ชใ้ นการเก็บข้อมูล เชน่ ดาวเทยี มถา่ ยภาพทางอากาศ, กลอ้ งดจิ ิทัล, กลอ้ งถ่ายวดี ีทัศน์,
เครือ่ งเอกซเรย์ ฯลฯ
เทคโนโลยีทีใ่ ชใ้ นการบันทึกข้อมลู จะเป็นสื่อบันทึกข้อมลู ต่าง ๆ เชน่ เทปแม่เหลก็ , จานแม่เหล็ก,
จานแสงหรือจานเลเซอร์, บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
เทคโนโลยีทีใ่ ชใ้ นการประมวลผลข้อมูล ไดแ้ ก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทัง้ ฮารด์ แวร์ และซอฟต์แวร์
เทคโนโลยีท่ีใช้ในการแสดงผลข้อมูล เชน่ เคร่ืองพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
เทคโนโลยีที่ใชใ้ นการจัดทำสำเนาเอกสาร เชน่ เคร่ืองถา่ ยเอกสาร, เครื่องถา่ ยไมโครฟิล์ม
เทคโนโลยีสำหรบั ถ่ายทอดหรือสื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมตา่ งๆ เชน่ โทรทศั น์,
วทิ ยุกระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ท้งั ระยะใกล้และไกล
ลกั ษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศท่ีสง่ ผา่ นระบบคอมพิวเตอรแ์ ละการส่ือสาร ดงั นี้
ขอ้ มูลหรือสารสนเทศท่ีใช้กนั อยู่ท่วั ไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมลี กั ษณะของสญั ญาณ
เป็นคลนื่ แบบต่อเนื่องที่เราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพวิ เตอร์จะแตกตา่ งไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใชร้ ะบบสญั ญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลบั กัน เป็นสัญญาณท่ีไมต่ ่อเนอื่ ง เรียกว่า "สัญญาณดิจติ อล" ซง่ึ
ข้อมูลเหล่านน้ั จะสง่ ผ่านสายโทรศพั ท์ เม่อื เราตอ้ งการสง่ ข้อมูลจากคอมพวิ เตอร์เครอ่ื งหน่ึงไปยังเครื่องอนื่ ๆ
ผา่ นระบบโทรศัพท์ กต็ ้องอาศัยอุปกรณช์ ่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรียกวา่ "โมเดม็ " (Modem)
2.16 ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศในดา้ นท่ีมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมดา้ นตา่ ง ๆ ของผู้คนไวห้ ลายประการดังต่อไปน้ี (จอหน์ ไนซ์บิตต์ อา้ งถึงใน ยืน ภ่วู รวรรณ)
ประการทหี่ นึ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหส้ ังคมเปล่ียนจากสงั คมอุตสาหกรรมมาเปน็
สงั คมสารสนเทศ
37
ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกจิ เปลี่ยนจากระบบแห่งชาตไิ ปเป็นเศรษฐกิจ
โลก ทที ำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกบั ทุกประเทศ ความเชอื่ มโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำใหเ้ กดิ
สังคมโลกาภวิ ฒั น์
ประการที่สาม เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผกู พนั มีการบังคบั บัญชาแบบแนวราบ
มากข้นึ หนว่ ยธรุ กจิ มีขนาดเล็กลง และเชอื่ มโยงกนั กบั หนว่ ยธุรกจิ อื่นเปน็ เครือข่าย การดำเนินธรุ กิจมกี าร
แขง่ ขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใชร้ ะบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเปน็ ตวั
สนับสนนุ เพอื่ ใหเ้ กิดการแลกเปลีย่ นข้อมูลไดง้ ่ายและรวดเร็ว
ประการทีส่ ่ี เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยแี บบสุนทรียสัมผสั และสามารถตอบสนองตามความ
ต้องการการใชเ้ ทคโนโลยีในรปู แบบใหม่ที่เลือกได้เอง
ประการทห่ี ้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกดิ สภาพทางการทำงานแบบทกุ สถานท่แี ละทุกเวลา
ประการทห่ี ก เทคโนโลยสี ารสนเทศก่อใหเ้ กิดการวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขน้ึ อีกทงั้ ยงั ทำให้
วถิ ีการตดั สินใจ หรือเลือกทางเลอื กไดล้ ะเอียดขึน้
กล่าวโดยสรุปแลว้ เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาททีส่ ำคัญในทกุ วงการ มีผลต่อการเปลยี่ นแปลงโลก
ดา้ นความเป็นอยู่ สังคม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมอื ง ตลอดจนการ
วจิ ัยและการพฒั นาต่าง ๆ
2.18 ปัจจยั ท่ีทำใหเ้ กิดความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999) พบวา่ ปัจจยั ของความลม้ เหลวหรือความผดิ พลาดท่เี กดิ จากการ
นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ไดแ้ ก่
การขาดการวางแผนทดี่ ีพอ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การวางแผนจัดการความเสีย่ งไมด่ ีพอ ยงิ่ องค์การมี
ขนาดใหญ่มากขน้ึ เทา่ ใด การจัดการความเส่ียงย่อมจะมคี วามสำคัญมากขึน้ เป็นเงาตามตัว ทำใหค้ ่าใช้จา่ ยดา้ น
นเ้ี พม่ิ สูงขึน้
การนำเทคโนโลยที ไี่ ม่เหมาะสมมาใชง้ าน การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาใชใ้ นองค์การจำเป็นต้อง
พจิ ารณาใหส้ อดคล้องกบั ลักษณะของธรุ กิจหรืองานท่ีองค์การดำเนินอยู่ หากเลือกใชเ้ ทคโนโลยที ไ่ี มส่ อดรับกบั
ความตอ้ งการขององค์การแล้วจะทำใหเ้ กิดปญั หาต่าง ๆ ตามมา และเป็นการส้นิ เปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
การขาดการจดั การหรือสนบั สนนุ จากผบู้ ริหารระดบั สงู การท่จี ะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชง้ านใน
องค์กร หากขาดซึง่ ความสนบั สนุนจากผบู้ ริหารระดบั สงู แล้วก็ถอื วา่ ล้มเหลวต้ังแต่ยังไม่ได้เรม่ิ ตน้ การได้รบั
ความม่นั ใจจากผูบ้ ริหารระดบั สงู เปน็ กา้ วยา่ งท่สี ำคัญและจำเป็นท่จี ะทำใหก้ ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน
องค์การประสบความสำเร็จ
สำหรบั สาเหตุของความลม้ เหลวอืน่ ๆ ที่พบจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใชเ้ วลาในการ
ดำเนนิ การมากเกนิ ไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยที ล่ี ้ำสมยั หรือยงั ไม่ผา่ นการพิสูจนม์ าใชง้ าน (New
or unproven technology), ประเมินแผนความตอ้ งการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศไมถ่ ูกตอ้ ง, ผจู้ ัดจำหน่าย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Vendor) ทอ่ี งค์การซ้ือมาใช้งานไม่มปี ระสทิ ธิภาพและขาดความรบั ผดิ ชอบ และ
38
ระยะเวลาของการพฒั นาหรือนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้จนเสรจ็ สมบรู ณ์ใช้เวลานอ้ ยกวา่ หนึง่ ปี
นอกจากนี้ ปัจจัยอืน่ ๆ ที่ทำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไ้ มป่ ระสบความสำเรจ็ ในดา้ นผู้ใช้งาน
นน้ั อาจสรุปไดด้ งั น้ี คอื
ความกลัวการเปล่ยี นแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลวั ที่จะเรียนรูก้ ารใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รวมทงั้ กลวั ว่า
เทคโนโลยสี ารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำคัญในหน้าทกี่ ารงานท่รี ับผดิ ชอบของตนให้ลดน้อยลง
จนทำใหต้ ่อต้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ การไม่ติดตามข่าวสารความรดู้ ้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ ง
สมำ่ เสมอ เน่ืองจากเทคโนโลยีสารสนเทศเปลีย่ นแปลงรวดเร็วมาก หากไม่มั่นติดตามอย่างสมำ่ เสมอแลว้ จะทำ
ให้กลายเป็นคนลา้ หลงั และตกขอบ จนเกดิ สภาวะชะงักงนั ในการเรียนรูแ้ ละใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
โครงสร้างพนื้ ฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไม่ท่วั ถงึ ทำใหข้ าดความเสมอภาคในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจกุ ตวั เพียงบางพื้นท่ี ทำให้เป็นอปุ สรรคในการใชง้ านด้านตา่ ง ๆ
ตามมา เช่น ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์เนต็ ความเร็วสงู ฯลฯ
2.19 ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การกำเนดิ ของคอมพิวเตอรเ์ มื่อประมาณห้าสบิ กว่าปที แ่ี ลว้ เปน็ กา้ วสำคัญทน่ี ำไปสูย่ ุคสารสนเทศ
ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เปน็ เคร่ืองคำนวณ แต่ตอ่ มาไดม้ ีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์
เปน็ อุปกรณ์สำคญั สำหรับการจัดการข้อมลู เมื่อเทคโนโลยีอิเลก็ ทรอนิกส์ได้กา้ วหนา้ มากขึ้น ทำให้สามารถ
สรา้ งคอมพวิ เตอร์ทม่ี ีขนาดเล็กลง แตป่ ระสทิ ธภิ าพสงู ข้ึน สภาพการใชง้ านจงึ ใช้งานกนั อย่างแพร่หลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีต่อชวี ิตความเป็นอยู่และสงั คมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอยา่ ง
กวา้ งขวาง ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดงั นี้
การสร้างเสรมิ คุณภาพชีวิตที่ดีขึน้ สภาพความเป็นอยขู่ องสังคมเมือง มีการพัฒนาใชร้ ะบบสอื่ สาร
โทรคมนาคม เพ่ือติดต่อสอ่ื สารให้สะดวกขน้ึ มีการประยุกต์มาใชก้ ับเคร่ืองอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น
ใชค้ วบคมุ เครื่องปรบั อากาศ ใชค้ วมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นตน้
เสริมสรา้ งความเทา่ เทยี มในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกิดการกระจาย
ไปทวั่ ทกุ หนแห่ง แมแ้ ต่ถ่นิ ทรุ กนั ดาร ทำใหม้ ีการกระจายโอการการเรยี นรู้ มีการใชร้ ะบบการเรียนการสอน
ทางไกล การกระจายการเรยี นร้ไู ปยังถิน่ หา่ งไกล นอกจากน้ใี นปัจจบุ ันมีความพยายามท่ีใช้ระบบการ
รักษาพยาบาลผ่านเครือขา่ ยส่ือสาร
สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรยี น การเรยี นการสอนในโรงเรียนมกี ารนำคอมพิวเตอร์และ
เครอ่ื งมอื ประกอบชว่ ยในการเรียนรู้ เช่น วดี ิทศั น์ เครือ่ งฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยจัด
การศึกษา จดั ตารางสอน คำนวณระดบั คะแนน จัดชน้ั เรียน ทำรายงานเพื่อใหผ้ ้บู ริหารไดท้ ราบถงึ ปญั หาและ
การแกป้ ัญหาในโรงเรยี น ปจั จบุ ันมกี ารเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขนึ้
เทคโนโลยสี ารสนเทศกับส่งิ แวดลอ้ ม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติหลายอยา่ งจำเปน็ ต้องใช้สารสนเทศ เชน่
การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ขอ้ มลู มกี ารใชภ้ าพถ่ายดาวเทียม การตดิ ตามข้อมลู สภาพอากาศ การ
39
พยากรณอ์ ากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสง่ิ แวดล้อมเพอ่ื ปรบั ปรงุ แก้ไข การเกบ็ รวมรวมข้อมลู คณุ ภาพนำ้ ใน
แม่นำ้ ตา่ งๆการตรวจวัดมลภาวะตลอดจนการใชร้ ะบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วยท่ีเรียกวา่ โทรมาตร เปน็ ต้น
เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการปอ้ งกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธ
ยทุ โธปกรณ์สมัยใหมล่ ว้ นแต่เกยี่ วข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มกี ารใชร้ ะบบป้องกันภัย ระบบเฝ้า
ระวงั ทมี่ ีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน การผลิตในอตุ สาหกรรม และการพาณชิ ยกรรม การแข่งขันทางด้าน
การผลิตสนิ ค้าอุตสาหกรรมจำเปน็ ตอ้ งหาวธิ ีการในการผลิตใหไ้ ดม้ าก ราคาถกู ลงเทคโนโลยคี อมพิวเตอรเ์ ขา้ มา
มีบทบาทมาก มีการใชข้ ้อมูลข่าวสารเพ่ือการบริหารและการจดั การ การดำเนินการและยังรวมไปถงึ การ
ใหบ้ ริการกับลูกคา้ เพื่อให้ซื้อสนิ ค้าได้สะดวกข้ึน
2.20 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใช้ชีวติ ในสงั คมปจั จบุ ัน
ในภาวะปจั จุบันนั้นสารสนเทศได้กลายเป็นปจั จัยพ้นื ฐานปัจจยั ท่ีหา้ เพ่มิ จากปัจจยั ส่ีประการท่มี นุษย์
เราขาดเสียมิได้ในการดำรงชีวิตประจำวนั ไมว่ ่าจะเป็นสารสนเทศทจ่ี ำเปน็ ในการประกอบธุรกจิ ในการคา้ ขาย
การผลติ สินค้า และบริการ หรอื การใหบ้ ริการสงั คม การจดั การทรพั ยากรของชาติ การบรหิ ารและปกครอง
จนถึงเรื่องเบา ๆ เรือ่ งไรส้ าระบา้ ง เช่น สภากาแฟทส่ี ามารถพบได้ทุกแห่งหนในสังคม เรอื่ งสาระบนั เทงิ ในยาม
พกั ผอ่ น ไปจนถึงเรื่องความเป็นความตาย เชน่ ขา่ วอุทกภัย วาตภัย หรอื การทำรฐั ประหารและปฏิวัติ เปน็ ตน้
ในความคดิ เห็นของกล่มุ บุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นักวิชาการ นักธุรกจิ นกั สงั คมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ จนกระทั่ง
ผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธบิ ดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของสหรฐั อเมริกา
สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญท่ีสุดอย่างหนึ่งในปัจจุบนั และในยุคสังคมสารสนเทศแห่งศตวรรษท่ี 21
สารสนเทศจะกลายเปน็ ทรพั ยากรทส่ี ำคัญท่ีสดุ เหนือส่งิ อื่นใด กล่าวกันสั้น ๆ สารสนเทศกำลังจะกลายเป็นฐาน
แหง่ อำนาจอนั แท้จริงในอนาคต ทง้ั ในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง
ในสมัยสงั คมเกษตรน้ัน ปัจจยั พ้นื ฐานในการผลิตทส่ี ำคญั ได้แก่ ทดี่ นิ แรงงาน และทุนทรัพย์ ตอ่ มาใน
สงั คมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพาปัจจัยพนื้ ฐานเพ่ิมเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอตุ สาหกรรมต้องพึง่ พาการใชท้ รพั ยากรท่ีมีอยู่อย่างจำกัด อันไดแ้ ก่ ท่ีดิน
พลงั งาน และวสั ดุ เป็นอยา่ งมาก และผลของการใชท้ รัพยากรเหลา่ น้นั อยา่ งฟุ่มเฟือยและขาดความระมดั ระวัง
ก็ไดส้ รา้ งปญั หาสง่ิ แวดล้อมที่รนุ แรงมาก ซ่ึงกำลังคุกคามโลกรวมท้ังประเทศไทย ตงั้ แต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟ้าอากาศ ภยั ธรรมชาติทนี่ ับวนั จะเพมิ่ ความถี่และรนุ แรงขึ้น ปัญหาการบ่อนทำลายความสมดุล
ทางนเิ วศวทิ ยาทั้งป่าดงดิบ ป่าชายเลน ปา่ ตน้ นำ้ ลำธาร ความแห้งแลง้ อากาศเป็นพิษ แมน่ ้ำลำคลองท่เี ต็มไป
ด้วยสารพิษ เจือปน ตลอดจนถงึ ปญั หาวกิ ฤตทิ างจราจรและภัยจากควันพิษในมหานครทุกแห่งทว่ั โลก
ในทางตรงกนั ข้าม ขบวนการผลติ การเกบ็ และถา่ ยทอดสารสนเทศ อาศัยการใชว้ ัสดแุ ละพลังงานน้อยมาก
และไม่มีผลเสยี ต่อภาวะแวดล้อมหรอื มีเพียงเลก็ น้อยมาก ยงิ่ กวา่ นนั้ สารสนเทศจะสามารถชว่ ยให้กจิ กรรมการ
ผลิตและการบรกิ ารต่าง ๆ เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ เชน่ สามารถช่วยใหก้ ารผลติ ทางอตุ สาหกรรมใช้
วัตถุดบิ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะนอ้ ยลง แตส่ นิ ค้ามีคุณภาพดีขนึ้ คงทนมากขึ้น ปัญหาวกิ ฤตทิ างจราจร
ในบางด้านกส็ ามารถผ่อนปรนไดด้ ว้ ยเทคโนโลยสี ารสนเทศ เชน่ ในการช่วยตดิ ต่อสอ่ื สารทางธุรกจิ ตา่ งๆ โดย
40
ไมจ่ ำเปน็ ต้องเดนิ ทางดว้ ยตนเองดงั เชน่ แต่กอ่ น จงึ อาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศจะมีส่วนอยา่ งมาก ใน
การนำสังคม ส่วู ิวัฒนาการอกี ระดบั หนึ่ง ท่ีอาจเรยี กไดว้ ่าเป็นสังคมสารสนเทศ อนั เปน็ สงั คมท่ีพึงปรารถนาและ
ย่งั ยืนยิ่งขึ้น นนั่ จึงเปน็ เหตผุ ลทวี่ า่ สังคมตา่ ง ๆ ในโลก ตา่ งจะต้องก้าวสูส่ ังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลีย่ งไม่ได้
ไมเ่ รว็ กช็ ้า และน่นั หมายความว่าสงั คมจะตอ้ งพ่งึ พาเทคโนโลยสี ารสนเทศ อย่างแนน่ อน ไม่ว่าเราจะยอมรับ
หรอื ไม่ก็ตาม มใิ ชเ่ พยี งแต่เพื่อสรา้ งขีดความสามารถในเชิงแขง่ ขนั ในสนามการคา้ ระหวา่ งประเทศ แต่เพ่ือ
ความอยูร่ อดของมนุษยชาติ และเพ่ือคุณภาพชีวติ ทดี่ ีข้นึ อีกตา่ งหากดว้ ย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ คือ เทคโนโลยคี โู่ ลกในตน้ ศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเปน็ ปัจจัย
รองรบั ขบวนการโลกาภิวตั น์ ท่ีกำลงั ผนวกสงั คมเศรษฐกจิ ไทยเขา้ เปน็ อันหน่ึงเดยี วกันกบั สังคมโลก
อันทจี่ รงิ เทคโนโลยสี ารสนเทศมใี ชใ้ นประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เปน็ ตน้ ว่า เรามีการใชโ้ ทรศัพทต์ ง้ั แต่
รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั เมือ่ ปี พ.ศ. 2414 เพยี งแต่ว่าการใชเ้ ทคโนโลยนี ้ยี ังไม่
แพรก่ ระจายท่วั ประเทศและยังไม่อยู่ในระดับสูงเม่ือเทียบกับอกี หลาย ๆ ประเทศในโลก
กล่าวกนั อยา่ งส้ัน ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยที ่เี กย่ี วข้องกับการจัดหา วเิ คราะห์
ประมวล จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรอื แลกเปลยี่ น และเผยแพรส่ ารสนเทศ ด้วยระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ ไม่ว่า
จะอยใู่ นรปู แบบของรูป เสียง ตวั อักษร หรอื ภาพเคล่ือนไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและขอ้ มูลไปปฏบิ ตั ิ
ตามเนอื้ หาของสารสนเทศนั้น เพ่ือใหบ้ รรลุเปา้ หมายของผใู้ ช้ การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล และจดั การกบั
ข่าวสารขอ้ มลู จำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสยี มิได้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปลย่ี นขอ้ มลู
ขา่ วสาร อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใชจ้ ่าย และมีประสิทธิภาพ กจ็ ำเปน็ ต้องอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และท้ายสดุ สารสนเทศท่ีมี จะก่อให้เกิดประโยชนจ์ ากการบรโิ ภค อย่างกว้างขวางตามแตจ่ ะ
ต้องการและอยา่ งประหยัดท่ีสดุ ก็ต้องอาศยั ทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจดั การและการสือ่ หรือขนย้ายจาก
แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ สผู่ ูบ้ รโิ ภคในทส่ี ุด
ฉะนนั้ เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลมุ ถงึ หลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อนั ได้แก่ คอมพิวเตอรท์ ั้ง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซ่ึงรวมถึง เทคโนโลยรี ะบบสอื่ สารมวลชน (ไดแ้ ก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ทั้งระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยีดา้ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ตา่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทศั น์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เสน้ ใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารก่ึงตัวนำ (semiconductor) ปัญญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณอ์ ัตโนมัติสำนักงาน
(office automation) อุปกรณอ์ ัตโนมตั ใิ นบ้าน (home automation) อปุ กรณ์อตั โนมัตใิ นโรงงาน (factory
automation) เหลา่ น้ี เปน็ ตน้
นอกจากการเป็นเทคโนโลยที ่ไี ม่ทำลายธรรมชาตหิ รือสร้างมลภาวะ (ในตัวของมนั เอง) ต่อส่ิงแวดลอ้ มแล้ว
คณุ สมบตั ิโดดเด่นอ่ืน ๆ ท่ที ำให้มันกลายเปน็ เทคโนโลยี ยทุ ธศาสตรส์ ำคัญแหง่ ยคุ ปัจจุบันและในอนาคตกค็ ือ
ความสามารถในการเพ่ิมประสิทธภิ าพและสมรรถภาพในเกอื บทุก ๆ กิจกรรม อาทโิ ดย
1. การลดต้นทนุ หรอื ค่าใช้จา่ ย
2. การเพม่ิ คุณภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรอื กรรมวิธีใหม่ ๆ
41
4. การสรา้ งผลิตภัณฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ ข้นึ
ฉะน้ัน โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี ม้ี าใช้ จึงมหี ลากหลายในเกือบทุก ๆ กิจกรรมก็ว่าได้ ไม่วา่ จะ
เป็นการปกครอง การให้บริการสงั คม การผลติ ท้งั ภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบริการ รวมถึงการค้าทงั้
ภายในและระหวา่ งประเทศอีกด้วย โดยพอสรปุ ได้ดังต่อไปน้ี
ภาคสงั คม การบริหารและปกครอง การให้บริการพื้นฐานของรฐั การบริการสาธารณสขุ การบริการ
การศึกษา การใหบ้ รกิ ารข้อมูลและสาระบันเทิง การอนรุ ักษ์สิง่ แวดลอ้ ม การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอุตนุ ิยม ฯลฯ
ภาคเศรษฐกจิ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมนั และ ก๊าซธรรมชาติ การ
สำรวจแร่และทรพั ยากรธรรมชาติทงั้ บนและใตผ้ ิวโลก การก่อสรา้ ง การคมนาคมท้ังทางบก นำ้ และอากาศ
การค้าภายในและระหว่างประเทศ อตุ สาหกรรมการผลิต อตุ สาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกจิ การท่องเท่ียว
การเงิน การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภยั ฯลฯ
ผลประโยชนต์ า่ งๆ จากการประยุกตใ์ ชข้ องเทคโนโลยดี งั กล่าว ล้วนเกิดจากคณุ สมบัติพเิ ศษหลาย ๆ ประการ
ของเทคโนโลยกี ล่มุ น้ี อนั สืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยที ่มี อี ัตราสงู และอยา่ งตอ่ เน่อื งตลอดหลาย
ทศวรรษที่ผา่ นมา ววิ ฒั นาการทางเทคโนโลยนี ้สี ง่ ผลใหร้ าคาของฮารด์ แวรแ์ ละอุปกรณ์ รวมท้ังคา่ บริการ
สำหรบั การเก็บ การประมวล และการแลกเปลยี่ นเผยแพรส่ ารสนเทศมีการลดลงอยา่ งตอ่ เนื่องและรวดเรว็
ทำใหส้ ามารถนำพาอปุ กรณต์ ่าง ๆ ทง้ั คอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมตดิ ตามตัวได้ เน่ืองจากได้มพี ัฒนาการการ
ย่อสว่ นของช้นิ สว่ น (miniaturization) และพัฒนาการการสอ่ื สารระบบไรส้ าย
ประการท้าย ทจี่ ดั ว่าสำคญั ท่ีสุดกว็ า่ ได้คือ ทำให้เทคโนโลยตี า่ ง ๆ เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการส่อื สาร
มงุ่ เขา้ สู่จุดที่ใกล้เคยี งกัน (converge) ประเทศอตุ สาหกรรมในโลกได้เลง็ เหน็ ถงึ ศักยภาพของเทคโนโลยี
ยทุ ธศาสตรก์ ลุ่มน้ี จึงให้ความสำคญั ต่อเทคโนโลยีนีม้ ากกวา่ เทคโนโลยอี นื่ ๆ ทจ่ี ัดเปน็ เทคโนโลยยี ุทธศาสตร์
สำคัญอีกหลายกล่มุ ดังเช่นกลุม่ ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and
Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ศกั ยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสำคญั ในปัจจุบนั คอื
เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยวี ัสดใุ หม่ เทคโนโลยอี วกาศ เทคโนโลยนี ิวเคลยี ร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน
ประเด็นผลกระทบสำคัญ 5 ประเด็น ไดแ้ ก่
(1) การสรา้ งผลิตภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ
(2) การปรับปรุงกระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการ
(3) การยอมรับจากสังคม
(4) การนำไปใช้ประยุกต์ในภาค/สาขาอน่ื ๆ
(5) การสรา้ งงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไดร้ บั การยอมรบั ในศักยภาพ
สูงสุดในทุก ๆ ประเด็น
42
2.21 ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ
ประสทิ ธภิ าพ (Efficiency)
ระบบสารสนเทศทำใหก้ ารปฏิบตั ิงานมีความรวดเรว็ มากขนึ้ โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซง่ึ
จะทำใหส้ ามารถเกบ็ รวบรวม ประมวลผลและปรบั ปรุงข้อมูลใหท้ นั สมยั ได้อย่างรวดเร็วระบบสารสนเทศช่วย
ในการจดั เกบ็ ข้อมลู ท่ีมีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและชว่ ยทำให้การเข้าถึงข้อมลู (access) เหลา่ น้นั มคี วาม
รวดเรว็ ด้วย ชว่ ยลดต้นทุน การท่ีระบบสารสนเทศชว่ ยทำใหก้ ารปฏิบตั งิ านท่ีเกยี่ วข้องกับขอ้ มลู ซ่ึงมีปริมาณ
มากมีความสลบั ซบั ซ้อนใหด้ ำเนินการไดโ้ ดยเรว็ หรือการชว่ ยให้เกดิ การติดต่อสื่อสารได้อยา่ งรวดเรว็ ทำใหเ้ กิด
การประหยัดต้นทุนการดำเนินการอย่างมาก
ช่วยให้การติดตอ่ สื่อสารเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว การใชเ้ ครือข่ายทางคอมพวิ เตอรท์ ำให้มีการตดิ ตอ่ ได้ท่ัวโลก
ภายในเวลาท่รี วดเร็ว ไมว่ า่ จะเปน็ การตดิ ต่อระหว่างเครอื่ งคอมพวิ เตอร์กบั เครื่องคอมพวิ เตอร์ดว้ ยกัน
(machine to machine) หรอื คนกับคน (human to human) หรือคนกับเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ (human to
machine) และการติดต่อส่ือสารดงั กล่าวจะทำให้ข้อมลู ที่เป็นทง้ั ข้อความ เสียง ภาพนิง่ และภาพเคล่อื นไหว
สามารถส่งได้ทันที
ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหวา่ งฝา่ ยต่าง ๆ เป็นไปได้ดว้ ยดีโดยเฉพาะหากระบบสารสนเทศ
นนั้ ออกแบบ เพอ่ื เอ้ืออำนวยให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกท่ีอยู่ในระบบของซัพพลายท้งั หมด จะทำให้ผู้
ท่ีมีส่วนเกีย่ วขอ้ งท้ังหมดสามารถใชข้ อ้ มูลร่วมกันได้ และทำใหก้ ารประสานงาน หรอื การทำความเข้าใจเป็นไป
ได้ดว้ ยดียงิ่ ขนึ้
ประสิทธิผล (Effectiveness)
ระบบสารสนเทศชว่ ยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผูบ้ รหิ าร เช่น ระบบ
สารสนเทศท่ชี ่วยในการสนบั สนนุ การตดั สนิ ใจ (Decision support systems) หรอื ระบบสารสนเทศสำหรับ
ผบู้ ริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยใหผ้ บู้ ริหารมขี ้อมูลในการประกอบการตดั สนิ ใจได้ดี
ข้ึน อันจะส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไว้ได้ ระบบสารสนเทศช่วยในการเลือกผลติ สนิ ค้า/
บริการทีเ่ หมาะสมระบบสารสนเทศจะชว่ ยทำให้องคก์ ารทราบถงึ ข้อมลู ท่เี กี่ยวข้องกับต้นทนุ ราคาในตลาด
รปู แบบของสินค้า/บรกิ ารที่มีอยู่ หรอื ช่วยทำใหห้ น่วยงานสามารถเลือกผลติ สินคา้ /บริการทมี่ คี วามเหมาะสม
กบั ความเชีย่ วชาญ หรือทรัพยากรทมี่ ีอยู่ ระบบสารสนเทศชว่ ยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการใหด้ ีขนึ้
ระบบสารสนเทศทำใหก้ ารติดต่อระหว่างหน่วยงานและลกู คา้ สามารถทำไดโ้ ดยถูกต้องและรวดเร็วขนึ้ ดงั น้ัน
จงึ ช่วยใหห้ น่วยงานสามารถปรบั ปรงุ คุณภาพของสนิ ค้า/บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขน้ึ และ
รวดเรว็ ขน้ึ ดว้ ย ความไดเ้ ปรยี บในการแขง่ ขนั (Competitive Advantage) คุณภาพชีวติ การทำงาน (Quality
o f Working Life
43
2.22 คอมพิวเตอรแ์ ละอินเทอรเ์ นต็
1. คอมพวิ เตอร์ หมายถึง คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ทที่ ำงานตามชุดคำส่งั อย่าง
อตั โนมตั ิ โดยจะทำการคำนวณเปรียบเทียบ ทางตรรกกับข้อมลู และใหผ้ ลลัพธ์ออกมาตามตอ้ งการ โดยมนุษย์
ไมต่ ้องเขา้ ไปเก่ยี วข้องในการประมวลผล
2. คุณสมบัติของคอมพวิ เตอร์
ปัจจุบันน้ีคนสว่ นใหญ่นิยมนำคอมพวิ เตอร์มาใชง้ านตา่ ง ๆ มากมาย ซึ่งผู้ใชส้ ่วนใหญม่ กั จะคดิ ว่าคอมพิวเตอร์
เป็นเคร่ืองมือทีส่ ามารถทำงานได้สารพดั แตผ่ ู้ทม่ี คี วามรู้ทางคอมพิวเตอรจ์ ะทราบว่า งานทีเ่ หมาะกบั การนำ
คอมพวิ เตอร์มาใชอ้ ย่างย่งิ คือการสรา้ ง สารสนเทศ ซง่ึ สารสนเทศเหล่าน้ันสามารถนำมาพมิ พ์ออกทาง
เครือ่ งพิมพ์ ส่งผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ หรือจดั เกบ็ ไวใ้ ชใ้ นอนาคตก็ได้ เน่ืองจากคอมพิวเตอรจ์ ะมีคุณสมบตั ิ
ต่าง ๆ คือ
2.1 ความเปน็ อตั โนมัติ (Self Acting) การทำงานของคอมพวิ เตอรจ์ ะทำงานแบบอตั โนมัตภิ ายใต้
คำสงั่ ทไี่ ด้ถูกกำหนดไว้ ทำงานดังกล่าวจะเร่ิมต้ังแต่การนำขอ้ มลู เข้าสรู่ ะบบ การประมวลผลและแปลงผลลพั ธ์
ออกมาให้อยใู่ นรปู แบบที่มนุษย์เขา้ ใจได้
2.2 ความเรว็ (Speed) คอมพวิ เตอร์ในปจั จุบันน้สี ามารถทำงานได้ถึงร้อยลา้ นคำส่งั ในหนึ่งวินาที
2.3 ความเชอ่ื ถอื (Reliable) คอมพิวเตอร์ทุกวนั นี้จะทำงานไดท้ ั้งกลางวนั และกลางคืนอยา่ งไม่มี
ข้อผิดพลาด และไม่รจู้ ักเหนด็ เหนื่อย
2.4 ความถกู ตอ้ งแม่นยำ (Accurate) วงจรคอมพวิ เตอรน์ น้ั จะให้ผลของการคำนวณทถี่ ูกต้อง
เสมอหากผลของการคำนวณผิดจากท่ีควรจะเปน็ มักเกิดจากความผดิ พลาดของโปรแกรมหรือข้อมลู ที่เขา้ สู่
โปรแกรม
2.5 เกบ็ ข้อมลู จำนวนมาก ๆ ได้ (Store massive amounts of information)
ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมที ีเ่ ก็บข้อมลู สำรองท่ีมีความสูงมากกว่าหนง่ึ พันลา้ นตวั อกั ษร และสำหรบั
ระบบคอมพิวเตอรข์ นาดใหญ่จะสามารถเกบ็ ข้อมูลได้มากกว่าหน่ึงลา้ น ๆ ตวั อักษร
2.6 ย้ายข้อมลู จากทีห่ น่งึ ไปยังอีกทีหน่งึ ได้อยา่ งรวดเร็ว (Move information) โดยใชก้ าร
ติดตอ่ สื่อสารผา่ นระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ซงึ่ สามารถส่งพจนานกุ รมหนึ่งเลม่ ในรปู ของข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์
ไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทอ่ี ยู่ไกลคนซกี โลกได้ในเวลาเพียงไมถ่ งึ หนงึ่ วนิ าที ทำใหม้ ีการเรียกเครือขา่ ย
คอมพวิ เตอร์ทเ่ี ชื่อมกัน ทั่วโลกในปจั จุบนั วา่ ทางดว่ นสารสนเทศ (Information Superhighway)
2.7 ทำงานซำ้ ๆได้ (Repeatability) ช่วยลดปัญหาเรอื่ งความอ่อนลา้ จากการทำงานของ
แรงงานคน นอกจากนยี้ ังลดความผิดพลาดตา่ งๆได้ดีกวา่ ด้วย ขอ้ มูลทีป่ ระมวลผลแมจ้ ะยุ่งยากหรอื ซับซ้อน
เพยี งใดกต็ าม จะสามารถคำนวณและหาผลลัพธไ์ ด้อย่างรวดเร็ว
3. ส่วนประกอบของคอมพวิ เตอร์
จำแนกหนา้ ท่ีของฮาร์ดแวรต์ ่างๆ สามารถแบ่งเปน็ สว่ นสำคญั 4 ประเภท คือ อปุ กรณ์นำข้อมูลเข้า (Input
Device) อปุ กรณ์ประมวลผล (Processing Device) หนว่ ยเกบ็ ข้อมลู สำรอง (Secondary Storage Device)
อุปกรณ์แสดงผล (Output Device)