44
รปู แสดงวงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์
3.1 อปุ กรณน์ ำข้อมูลเข้า (Input Device)
รูปที่ 2 อุปกรณน์ ำเข้าแบบตา่ งๆ ทพ่ี บเหน็ ในปัจจุบัน
เปน็ อปุ กรณท์ ี่เก่ียวข้องกับการนำเขา้ ข้อมลู หรอื ชดุ คำสัง่ เข้ามายงั ระบบเพ่ือใหค้ อมพวิ เตอรป์ ระมวลผลตอ่ ไปได้
ซึ่งอาจจะเป็น ตวั เลข ตัวอักษร ภาพน่งิ ภาพเคล่อื นไหว เสยี ง เป็นต้น
3.2 อปุ กรณป์ ระมวลผล (Processing Device)
อุปกรณ์ประมวลผลหลกั ๆ มีดังน้ี
3.2.1 ซีพียู (CPU-Central Processing Unit) หน่วยประมวลผลกลางหรอื ซีพยี ู เรยี กอกี ชื่อหนึง่ ว่า
โปรเซสเซอร์ (Processor) หรอื ชปิ (Chip) นบั เป็นอปุ กรณ์ทม่ี ีความสำคัญมากทีส่ ุดของฮารด์ แวร์ เพราะมี
หนา้ ที่ในการประมวลผลข้อมูลท่ีผใู้ ชป้ ้อนเข้ามาทางอปุ กรณ์นำเขา้ ข้อมลู ตามชุดคำสง่ั หรือโปรแกรมท่ีผู้ใช้
ต้องการใช้งาน หนว่ ยประมวลผลกลาง
3.2.2 หน่วยความจำหลัก (Main Memory) หรอื เรยี กว่า หน่วยความจำภายใน (Internal Memory) สามารถ
แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
45
- รอม (Read Only Memory - ROM) เปน็ หนว่ ยความจำทีม่ โี ปรแกรมหรือข้อมลู อยู่แล้ว
สามารถเรียกออกมาใชง้ านได้แตจ่ ะไม่สามารถเขยี นเพม่ิ เติมได้ และแมว้ ่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าไปเลย้ี งให้แก่
ระบบข้อมูลก็ไมส่ ูญหายไป
- แรม (Random Access Memory) เป็นหนว่ ยความจำที่สามารถเกบ็ ข้อมูลไดเ้ มื่อมี
กระแสไฟฟา้ หลอ่ เลี้ยงเทา่ น้นั เมื่อใดไมม่ ีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงข้อมลู ทอ่ี ยู่ในหน่วยความจำชนดิ นี้จะหายไปทันที
3.2.3 เมนบอร์ด (Main board) เปน็ แผงวงจรต่อเช่อื มอุปกรณท์ ี่เก่ยี วข้องกับการทำงานของ
คอมพิวเตอร์ทง้ั หมด ถือไดว้ า่ เปน็ หัวใจหลกั ของ พีซที ุกเคร่ือง เพราะจะบอกความสามารถของเครื่องว่าจะใช้
ซพี ียูอะไรได้บ้าง มปี ระสทิ ธิภาพเพยี งใด สามารถรองรับกบั อปุ กรณ์ใหม่ไดห้ รือไม่
รูปท่ี 3 เมนบอรด์ หรือแผงวงจรหลัก
3.2.4 ซปิ เซต็ (Chip Set) ซปิ เซ็ตเปน็ ชิปจำนวนหนง่ึ หรอื หลายตวั ที่บรรจุวงจรสำคญั ๆ ที่ชว่ ยการ
ทำงานของซีพยี ู และติดต้งั ตายตวั บนเมนบอร์ดถอดเปลย่ี นไม่ได้ ทำหน้าทเี่ ปน็ ตัวกลางประสานงานและ
ควบคุมการทำงานของหนว่ ยความจำรวมถึงอปุ กรณต์ ่อพว่ งตา่ งทั้งแบบภายในหรือภายนอกทุกชนดิ ตามคำส่ัง
ของซีพยี ู เช่น SiS, Intel, VIA, AMD เปน็ ตน้
3.3 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Device)
เนอ่ื งจากหนว่ ยความจำหลักมีพื้นทีไ่ ม่เพียงพอในการเกบ็ ขอ้ มูลจำนวนมากๆ อีกทง้ั ขอ้ มูลจะหายไป
เมอื่ ปิดเครือ่ ง ดังน้นั จำเป็นต้องหาอปุ กรณเ์ กบ็ ขอ้ มลู ท่มี ีขนาดใหญ่ขน้ึ เชน่
3.3.1 ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) เปน็ ฮารด์ แวรท์ ี่ทำหน้าทเี่ ก็บข้อมูลในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ทงั้ โปรแกรม
ใชง้ านต่างๆ ไฟล์เอกสาร รวมทง้ั เปน็ ท่ีเกบ็ ระบบปฏบิ ัติการที่เป็นโปรแกรมควบคมุ การทำงานของเคร่ือง
คอมพิวเตอรด์ ้วย
3.3.2 ฟลอ็ บปดี้ สิ ก์ (Floppy Disk) เปน็ อุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่มีขนาด 3.5 น้ิว มลี ักษณะเปน็ แผ่น
กลมบางทำจากไมลาร์ (Mylar) สามารถบรรจขุ ้อมลู ไดเ้ พียง 1.44 เมกะไบต์ เท่านั้น
46
3.3.3 ซดี ี (Compact Disk - CD) เป็นอุปกรณบ์ ันทึกขอ้ มูลแบบดจิ ิทัล เปน็ ส่อื ที่มีขนาดความจุสูง
เหมาะสำหรับบันทึกข้อมลู แบบมลั ติมีเดยี ซดี รี อมทำมาจากแผน่ พลาสตกิ กลมบางท่เี คลอื บดว้ ยสารโพลี
คารบ์ อเนต (Poly Carbonate) ทำใหผ้ ิวหน้าเปน็ มันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมลู เป็นสายเดียว (Single
Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 120 มลิ ลเิ มตร ปัจจบุ ันมีซดี อี ยูห่ ลายประเภท ได้แก่ ซีดีเพลง
(Audio CD) วซี ดี ี (Video CD - VCD) ซดี ี- อาร์ (CD Recordable - CD-R) ซดี ี-อาร์ดบั บลวิ (CD-Rewritable
- CD-RW) และ ดีวดี ี (Digital Video Disk - DVD)
ส่อื เกบ็ ข้อมูลอ่นื ๆ
1) รมี ฟู เอเบลิ ไดร์ฟ (Removable Drive) เปน็ อุปกรณ์เก็บขอ้ มลู ที่ไมต่ ้องมตี วั ขบั เคลื่อน (Drive)
สามารถพกพาไปไหนได้โดยต่อเขา้ กับเคร่ืองคอมพิวเตอรด์ ้วย Port USB ปัจจบุ ันความจุของรมี ูฟเอเบลิ ไดร์ฟ
มีตั้งแต่ 8 , 16 , 32 , 64 , 128 จนถึง 1024 เมกะไบต์ ทง้ั นี้ยงั มีไดร์ฟลักษณะเดยี วกนั เรียกในชื่ออนื่ ๆ ได้แก่
Pen Drive , Thump Drive , Flash Drive
2) ซบิ ไดร์ฟ (Zip Drive) เป็นสอ่ื บันทึกข้อมลู ที่จะมาแทนแผ่นฟล็อปป้ดี สิ ก์ มีขนาดความจุ 100 เม
กะไบต์ซ่งึ การใช้งานซิปไดร์ฟจะต้องใชง้ านกบั ซิปดสิ ก์ (Zip Disk) ความสามารถในการเก็บขอ้ มูลของซปิ ดิสก์
จะเกบ็ ข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปดี้ ิสก์
3) Magnetic optical Disk Drive เป็นสอื่ เกบ็ ข้อมลู ขนาด 3.5 นวิ้ ซ่งึ มขี นาดพอๆ กับ
ฟล็อบปี้ดสิ ก์ แต่ขนาดความจุมากกวา่ เพราะวา่ MO Disk drive 1 แผน่ สามารถบนั ทกึ ข้อมูลได้ต้งั แต่ 128 เม
กะไบต์ จนถึงระดับ 5.2 กิกะไบต์
4) เทปแบ็คอัพ (Tape Backup) เป็นอุปกรณส์ ำหรับการสำรองข้อมลู ซึ่งเหมาะกบั การสำรองข้อมลู
ขนาดใหญม่ ากๆ ขนาดระดบั 10-100 กิกะไบต์
5) การ์ดเมมโมรี (Memory Card) เปน็ อปุ กรณ์บนั ทกึ ข้อมลู ทม่ี ขี นาดเลก็ พัฒนาข้นึ เพอื่ นำไปใชก้ บั
อุปกรณ์เทคโนโลยแี บบต่างๆ เชน่ กล้องดจิ ิทลั คอมพวิ เตอร์มือถือ (Personal Data Assistant - PDA)
โทรศัพท์มอื ถือ
3.4 อปุ กรณ์แสดงผล (Output Device)
คอื อปุ กรณ์สำหรบั แสดงผลลพั ธ์ทีไ่ ด้จากการประมวลผลของคอมพวิ เตอร์ และเปน็ อุปกรณส์ ่งออก
(Output device) ทำหน้าทีแ่ สดงผลลพั ธ์เมื่อซีพยี ทู ำการประมวลผล
รูปท่ี 4 แสดงอุปกรณ์แสดงผลขอ้ มูลแบบต่างๆ
47
3.4.1 จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลลัพธท์ ีเ่ ป็นภาพ ปจั จบุ นั แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด คอื
จอภาพแบบ CRT (Cathode Ray Tube) และ จอภาพแบบ LCD (Liquid Crystal Display)
3.4.2 เครอื่ งพมิ พ์ (Printer) เปน็ อุปกรณ์ทท่ี ำหนา้ ท่ีแสดงผลลพั ธใ์ นรูปของอักขระหรอื รปู ภาพท่ี
จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เคร่ืองพมิ พ์ดอตเมตริกซ์ (Dot Matrix Printer)
เครอ่ื งพมิ พ์แบบพน่ หมึก (Ink-Jet Printer) เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) และพล็อตสเตอร์
(Plotter)
3.4.3 ลำโพง (Speaker) เปน็ อุปกรณแ์ สดงผลลพั ธท์ ี่อยู่ในรปู ของเสยี ง สามารถเช่ือมตอ่ กบั
คอมพิวเตอร์ผา่ นแผงวงจรเกี่ยวกับเสยี ง (Sound card) ซึ่งมหี นา้ ทแี่ ปลงข้อมูลดิจติ อลไปเปน็ เสยี ง
4. ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำให้ถูกนำมาใชป้ ระโยชนต์ อ่ การดำเนนิ
ชีวิตประจำวนั ในสงั คมเปน็ อย่างมาก ท่ีพบเหน็ ได้บ่อยท่ีสุดก็คือ การใชใ้ นการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์
จดหมาย รายงาน เอกสารตา่ งๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล (Word processing) นอกจากน้ยี ังมกี าร
ประยกุ ตใ์ ช้คอมพวิ เตอรใ์ นด้านตา่ งๆ อีกหลายดา้ น ดังต่อไปน้ี
4.1 งานธรุ กจิ เชน่ บริษทั ร้านคา้ ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานตา่ งๆ ใชค้ อมพวิ เตอร์ในการทำ
บัญชี งานประมวลคำ และตดิ ต่อกบั หน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนง้ี านอตุ สาหกรรม
ส่วนใหญก่ ใ็ ช้คอมพวิ เตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ตา่ งๆ เชน่
โรงงานประกอบรถยนต์ ซง่ึ ทำให้การผลติ มีคุณภาพดีข้ึนบริษัทยงั สามารถรบั หรืองานธนาคาร ทใ่ี ห้บรกิ าร
ถอนเงนิ ผ่านตฝู้ ากถอนเงินอตั โนมัติ (ATM) และใช้คอมพิวเตอร์คดิ ดอกเบี้ยให้กับผูฝ้ ากเงิน และการโอนเงนิ
ระหว่างบัญชี เช่อื มโยงกันเป็นระบบเครือขา่ ย
4.2 งานวทิ ยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพวิ เตอร์มาใช้ในนำมาใชใ้ นสว่ น
ของการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เชน่ งานศกึ ษาโมเลกลุ สารเคมี วถิ กี ารโคจรของการสง่ จรวดไปสู่อวกาศ
หรอื งานทะเบยี น การเงนิ สถิติ และเปน็ อปุ กรณส์ ำหรบั การตรวจรกั ษาโรคได้ ซึง่ จะใหผ้ ลทแ่ี ม่นยำกว่าการ
ตรวจด้วยวิธีเคมแี บบเดมิ และใหก้ ารรักษาไดร้ วดเรว็ ขนึ้
4.3 งานคมนาคมและสอ่ื สาร ในสว่ นทีเ่ กีย่ วกับการเดนิ ทาง จะใชค้ อมพิวเตอร์ในการจองวันเวลา ทีน่ งั่
ซึง่ มีการเช่ือมโยงไปยังทกุ สถานีหรอื ทกุ สายการบินได้ ทำให้สะดวกตอ่ ผู้เดินทางที่ไม่ต้องเสยี เวลารอ อกี ทัง้ ยัง
ใชใ้ นการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรอื ในการส่ือสารกใ็ ช้
ควบคมุ วงโคจรของดาวเทยี มเพอ่ื ให้อยใู่ นวงโคจร ซึ่งจะชว่ ยส่งผลตอ่ การส่งสญั ญาณให้ระบบการส่อื สารมี
ความชัดเจน
4.4 งานวศิ วกรรมและสถาปตั ยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใชค้ อมพวิ เตอร์ในการออกแบบ
หรือ จำลองสภาวการณ์ ตา่ งๆ เช่น การรับแรงส่นั สะเทือนของอาคารเม่ือเกิดแผน่ ดินไหว โดยคอมพิวเตอร์จะ
48
คำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจรงิ รวมท้ังการใช้ควบคุมและติดตามความกา้ วหน้าของ
โครงการตา่ งๆ เช่น คนงาน เคร่ืองมือ ผลการทำงาน
4.5 งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มกี ารใช้คอมพวิ เตอร์มากท่ีสุด โดยมกี ารใชห้ ลายรปู แบบ ทงั้ นี้ขึ้นอยู่
กับบทบาทและหน้าทีข่ องหน่วยงานนน้ั ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใชร้ ะบบประชุมทางไกลผ่าน
คอมพวิ เตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไดจ้ ดั ระบบเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ เพ่ือเช่ือมโยงไปยัง
สถาบันต่างๆ, กรมสรรพากร ใช้จดั ในการจัดเกบ็ ภาษี บันทึกการเสยี ภาษี เปน็ ต้น
4.6 การศึกษา ได้แก่ การใชค้ อมพิวเตอร์ทางดา้ นการเรยี นการสอน ซ่ึงมีการนำคอมพิวเตอรม์ าช่วย
การสอนในลักษณะบทเรยี น CAI หรืองานดา้ นทะเบยี น ซ่งึ ทำใหส้ ะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรียน การเกบ็
ขอ้ มูลยมื และการส่งคืนหนังสือห้องสมุด
5. ประเภทของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเปน็ หลายประเภท ขน้ึ อยู่กบั เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการแบง่ เกณฑ์ที่ใช้จำแนก ประเภท
คอมพิวเตอรต์ ามลักษณะการใชง้ าน
- แบบใช้งานทวั่ ไป (General purpose computer)
- แบบใช้งานเฉพาะ (Special purpose computer)
- ตามขนาดและความสามารถ
- ซูเปอรค์ อมพิวเตอร์ (Supercomputer)
- เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer)
- มนิ ิคอมพวิ เตอร์ (Minicomputer)
- ไมโครคอมพวิ เตอร์ (Microcomputer)
- คอมพิวเตอรม์ ือถือ (Handheld computer)
5.1 ตามลกั ษณะการใชง้ าน
5.1.1 แบบใช้งานท่ัวไป (General Purpose Computer) หมายถึง เคร่ืองประมวลผลข้อมูลที่มี
ความยดื หย่นุ ในการทำงาน (Flexible) โดยได้รบั การออกแบบใหส้ ามารถประยุกต์ใช้ในงานประเภทตา่ งๆ ได้
โดยสะดวก โดยระบบจะทำงานตามคำสง่ั ในโปรแกรมทเี่ ขียนขน้ึ มา และเมื่อผู้ใชต้ ้องการใหเ้ ครอ่ื งคอมพิวเตอร์
ทำงานอะไร กเ็ พียงแต่ออกคำสั่งเรยี กโปรแกรมที่เหมาะสมเข้ามาใชง้ าน โดยเราสามารถเก็บโปรแกรมไว้หลาย
โปรแกรมในเครื่องเดยี วกันได้ เชน่ ในขณะหน่ึงเราอาจใชเ้ ครอ่ื งนใี้ นงานประมวลผลเกี่ยวกับระบบบญั ชี และใน
ขณะหน่ึงก็สามารถใชใ้ นการออกเชค็ เงนิ เดือนได้ เป็นตน้
5.1.2 แบบใช้งานเฉพาะดา้ น (Special Purpose Computer) หมายถงึ เครอ่ื งประมวลผลข้อมูล
ที่ถกู ออกแบบตัวเครอ่ื งและโปรแกรมควบคมุ ให้ทำงานอย่างใดอยา่ งหนง่ึ เปน็ การเฉพาะ (Inflexible)
โดยทวั่ ไปมักใช้ในงานควบคุม หรอื งานอุตสาหกรรมทเี่ น้นการประมวลผลแบบรวดเร็ว เชน่ เครือ่ งคอมพวิ เตอร์
ควบคมุ สัญญาณไฟจราจรคอมพิวเตอร์ควบคุมลิฟต์ หรือคอมพิวเตอรค์ วบคุมระบบอัตโนมัตใิ นรถยนต์ เป็นต้น
5.2 ตามขนาดและความสามารถ เปน็ การจำแนกประเภทของคอมพิวเตอร์ท่ีพบเหน็ ได้มากทีส่ ดุ ใน
ปัจจบุ นั ซ่ึงสามารถแบ่งออกไดด้ ังนี้
49
5.2.1 ซปุ เปอร์คอมพวิ เตอร์ (Super Computer) หมายถึง เคร่ืองประมวลผลขอ้ มูลท่ีมี
ความสามารถในการประมวลผลสูงทีส่ ดุ โดยท่ัวไปสรา้ งขึน้ เปน็ การเฉพาะเพื่องานดา้ นวิทยาศาสตรท์ ีต่ ้องการ
การประมวลผลซับซ้อน และต้องการความเรว็ สูง เชน่ งานวจิ ัยขปี นาวุธ งานโครงการอวกาศสหรฐั (NASA)
งานส่อื สารดาวเทยี ม หรืองานพยากรณอ์ ากาศ เป็นตน้
5.2.2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer) เมนเฟรมคอมพิวเตอรเ์ ปน็ เครอื่ ง
คอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ ทำงานรว่ มกบั อปุ กรณ์หลายๆ อย่างด้วยความเรว็ สงู ใช้ในงานธรุ กจิ ขนาดใหญ่
มหาวิทยาลัยธนาคารและโรงพยาบาลเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลทม่ี ปี ริมาณมาก ๆ เชน่ ในการ
สั่งจองท่นี งั่ ของสายการบินท่ีบรษิ ทั ทวั ร์รับจองในแต่ละวนั นอกจากน้ียังสามารถเช่ือมโยงใช้งานกบั
เครอ่ื งเทอร์มินัล (Terminal) หลาย ๆ เคร่ือง ในระยะทางไกลกันได้ เช่น ระบบเอที่เอ็ม (ATM) การ
ประมวลผลขอ้ มลู ของระบบเมนเฟรมน้ีมีผู้ใช้หลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน (Multi-user) สามารถประมวลผล
โดยแบ่งเวลาการใช้ซีพียู (CPU) โดยผ่านเครอื่ งเทอรม์ นิ ลั การประมวลผลแบบแบ่งเวลาน้ีเรยี กว่า Time
sharing
5.2.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ธุรกิจและหนว่ ยงานท่ีมีขนาดเลก็ ไมจ่ ำเปน็ ต้องใช้
คอมพวิ เตอร์ขนาดเมนเฟรมซึ่งมรี าคาแพงผู้ผลติ คอมพวิ เตอร์จงึ พัฒนาคอมพิวเตอร์ให้มขี นาดเล็กและมรี าคา
ถูกลง เรยี กว่า เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ โดยมลี ักษณะพิเศษในการทำงานรว่ มกับอุปกรณป์ ระกอบรอบขา้ งที่มี
ความเรว็ สูงได้ มีการใชแ้ ผน่ จานแม่เหล็กความจุสงู ชนดิ แขง็ (Harddisk) ในการเก็บรักษาข้อมลู สามารถอ่าน
เขยี นข้อมลู ได้อย่างรวดเร็ว หน่วยงานและบรษิ ัททีใ่ ช้คอมพิวเตอร์ขนาดน้ี ไดแ้ ก่ กรม กอง มหาวิทยาลยั
หา้ งสรรพสนิ คา้ โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอตุ สาหกรรมต่างๆ
5.2.4 ไมโครคอมพวิ เตอร์ (Microcomputer) เป็นเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ทม่ี ขี นาดเลก็ ทส่ี ุด ราคาถกู
ทีส่ ดุ ใช้งานงา่ ย และนิยมมากท่สี ุดราคาของเคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอร์จะอยใู่ นช่วงประมาณหมน่ื กวา่ ถงึ แสน
กวา่ บาท ในวงการธุรกจิ ใช้ไมโครคอมพวิ เตอร์กบั งานทกุ ๆ อยา่ ง ไมโครคอมพิวเตอร์มีขนาดเลก็ พอที่จะตั้งบน
โตะ๊ (Desktop) หรอื ใส่ลงในกระเป๋าเอกสาร เชน่ คอมพวิ เตอร์วางบนตัก (Lap top) หรือโน้ตบุ๊ก (Note
book) ไมโครคอมพวิ เตอรส์ ามารถทำงานในลกั ษณะประมวลผลไดด้ ้วยตนเอง โดยไมต่ ้องเช่ือมโยงกบั
คอมพิวเตอร์เครอื่ งอนื่ เรียกว่าระบบแสตนอโลน (Standalone system)มไี วส้ ำหรับใชง้ านสว่ นตัวจงึ เรียก
เครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์ได้อีกช่อื หนึ่งว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือเครื่องพซี ี (PC:Personal Computer)
และสามารถนำเครื่องไมโครคอมพวิ เตอร์มาเชื่อมต่อกบั เคร่ืองไมโครคอมพวิ เตอรเ์ ครื่องอื่น ๆ หรอื เชื่อมต่อกบั
เครือ่ งเมนเฟรม เพ่ือขยายประสทิ ธิภาพเพ่ิมขึ้น ทำให้เคร่ืองไมโครคอมพิวเตอรเ์ ป็นทน่ี ยิ มใชก้ ันแพร่หลายอยา่ ง
รวดเร็ว
5.2.5 คอมพิวเตอร์มือถือ (Handheld Computer) เปน็ คอมพิวเตอร์ทีม่ ีขนาดเล็กทส่ี ุดเมือ่ เทยี บ
กบั คอมพิวเตอรป์ ระเภทอ่นื ๆ อกี ท้ังสามารถพกพาไปยังทตี่ ่างๆ ได้งา่ ยกวา่ เหมาะกับการจดั การข้อมูล
ประจำวนั การสรา้ งปฏทิ นิ นัดหมาย การดหู นงั ฟงั เพลงรวมถงึ การรบั สง่ อเี มล์ บางร่นุ อาจมคี วามสามารถ
เทยี บเคียงได้กบั ไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น ปาลม์ พอ็ กเก็ตพีซี เปน็ ตน้ นอกจากนโ้ี ทรศัพท์มือถือบางรนุ่ กม็ ี
50
ความสามารถใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์มอื ถอื ในกล่มุ นีใ้ นแง่ของการรันโปรแกรมจัดการกับขอ้ มูลท่วั ไปโดยใช้
ระบบปฏบิ ตั ิการ Symbian หรอื ไม่ก็ Linux
6. องค์ประกอบของคอมพวิ เตอร์ เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ทเ่ี ราเหน็ ๆ กนั อยู่น้เี ป็นเพียงองค์ประกอบสว่ นหน่งึ ของ
ระบบคอมพวิ เตอร์เท่านน้ั แต่ถ้าตอ้ งการใหเ้ คร่อื งคอมพิวเตอรแ์ ตล่ ะเครอ่ื งสามารถทำงานไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพตามที่เราต้องการนัน้ จำเปน็ ตอ้ งอาศยั องค์ประกอบพน้ื ฐาน 4 ประการมาทำงานรว่ มกนั ซง่ึ
องค์ประกอบพนื้ ฐานของระบบคอมพวิ เตอรป์ ระกอบไปดว้ ย ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software)
บคุ ลากร (People ware) ข้อมลู / สารสนเทศ (Data/Information)
6.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขน้ึ เป็นเครื่องคอมพวิ เตอร์ มลี ักษณะ
เปน็ โครงรา่ งสามารถมองเหน็ ดว้ ยตาและสมั ผสั ได้ (รปู ธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เคร่ืองพมิ พ์ เมาส์ เป็นต้น
ซง่ึ สามารถแบ่งออกเปน็ สว่ นต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หนว่ ยรับข้อมูล (Input Unit)
หนว่ ยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บขอ้ มลู
สำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าทีก่ ารทำงานแตกต่างกนั
6.2 ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง สว่ นที่มนษุ ย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง (นามธรรม) เป็นโปรแกรมหรือ
ชดุ คำสงั่ ทถี่ ูกเขยี นข้นึ เพื่อสง่ั ให้เคร่ืองคอมพิวเตอรท์ ำงาน ซอฟต์แวรจ์ งึ เป็นเหมือนตวั เชื่อมระหวา่ งผู้ใช้เคร่ือง
คอมพวิ เตอร์และเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ถ้าไมม่ ซี อฟตแ์ วร์เราก็ไม่สามารถใชเ้ คร่ืองคอมพวิ เตอร์ทำอะไรไดเ้ ลย
ซอฟต์แวร์สำหรบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ ดงั นี้
6.2.1 ซอฟต์แวรส์ ำหรบั ระบบ (System Software) คือ ชดุ ของคำสัง่ ท่เี ขียนไวเ้ ปน็ คำส่ัง
สำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกลช้ ดิ กับคอมพิวเตอรม์ ากทีส่ ดุ เพ่ือคอยควบคมุ การทำงานของฮาร์ดแวรท์ ุกอยา่ ง และ
อำนวยความสะดวกใหก้ ับผใู้ ช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวรห์ รอื โปรแกรมระบบทร่ี จู้ ักกันดกี ็คอื DOS, Windows,
UNIX, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำส่ังทเี่ ขยี นในภาษาระดบั สูง เช่น ภาษา Basic, FORTRAN, Pascal,
COBOL, C เป็นตน้ นอกจากนี้โปรแกรมที่ใชใ้ นการตรวจสอบระบบเชน่ Norton’s Utilities ก็นับเปน็
โปรแกรมสำหรับระบบดว้ ยเช่นกัน
6.2.2 ซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์ (Application Software) คือ ซอฟตแ์ วร์หรือโปรแกรมท่สี ั่ง
คอมพวิ เตอร์ทำงานต่างๆ ตามทผี่ ูใ้ ช้ตอ้ งการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจดั เกบ็ ข้อมูล เปน็ ต้น ซอฟต์แวร์
ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คอื
- ซอฟตแ์ วร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนข้ึนเพ่ือการทำงานเฉพาะอยา่ งท่ีเราตอ้ งการ
บางทเี่ รยี กวา่ User’s Program เชน่ โปรแกรมการทำบัญชีจ่ายเงนิ เดอื น โปรแกรมระบบเชา่ ซอ้ื โปรแกรมการ
ทำสนิ ค้าคงคลัง เป็นต้น ซึง่ แต่ละโปรแกรมก็มักจะมีเง่ือนไข หรือแบบฟอร์มแตกตา่ งกนั ออกไปตามความ
ตอ้ งการ หรือกฎเกณฑ์ของแต่ละหนว่ ยงานท่ีใช้ ซึ่งสามารถดดั แปลงแกไ้ ขเพ่ิมเติม (Modifications) ใน
บางส่วนของโปรแกรมได้ เพอื่ ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่เขยี นขึ้นนี้โดยสว่ น
ใหญ่มักใชภ้ าษาระดบั สูงเปน็ ตัวพัฒนา
- ซอฟต์แวรส์ ำหรบั งานทัว่ ไป เปน็ โปรแกรมประยุกตท์ ่ีมผี ้จู ัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ
ท่ัวไป โดยผใู้ ชค้ นอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แตจ่ ะไม่สามารถทำการ
51
ดดั แปลง หรอื แก้ไขโปรแกรมได้ ผใู้ ช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเอง ซ่งึ เป็นการประหยดั เวลา แรงงาน และ
ค่าใชจ้ า่ ยในการเขยี นโปรแกรม นอกจากน้ี ยงั ไมต่ ้องใชเ้ วลามากในการฝึกและปฏบิ ัติ ซงึ่ โปรแกรมสำเร็จรูปนี้
มักจะมกี ารใชง้ านในหน่วยงานท่ีขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเปน็ พิเศษในการเขียนโปรแกรม ดังน้ัน การใช้
โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเปน็ สิง่ ที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยงิ่ ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปท่ี
นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมสต์ า่ งๆ เป็นต้น
6.3 บุคลากร (People ware) หมายถงึ บคุ ลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซ่ึงมีความรูเ้ กี่ยวกบั
คอมพวิ เตอร์ สามารถใชง้ าน สง่ั งานเพ่ือให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามท่ีต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดบั ดงั นี้
6.3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เปน็ ไปตาม
เปา้ หมายของหนว่ ยงาน
6.3.2 นกั วเิ คราะห์ระบบ (System Analyst) คอื ผูท้ ่ีศึกษาระบบงานเดิมหรอื งานใหม่และทำการ
วเิ คราะหค์ วามเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอรก์ บั ระบบงาน เพอ่ื ใหโ้ ปรแกรมเมอรเ์ ป็นผเู้ ขียน
โปรแกรมให้กบั ระบบงาน
6.3.3 โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผเู้ ขยี นโปรแกรมสง่ั งานเคร่อื งคอมพิวเตอรเ์ พ่ือให้
ทำงานตามความต้องการของผ้ใู ช้ โดยเขียนตามแผนผงั ทีน่ ักวเิ คราะห์ระบบได้เขยี นไว้
6.3.4 ผใู้ ช้ (User) คอื ผู้ใชง้ านคอมพิวเตอร์ทวั่ ไป ซ่งึ ต้องเรยี นรู้วธิ ีการใชเ้ คร่ือง และวิธกี ารใชง้ าน
โปรแกรม เพื่อใหโ้ ปรแกรมท่ีมีอย่สู ามารถทำงานได้ตามทตี่ ้องการ
เนอื่ งจากเปน็ ผ้กู ำหนดโปรแกรมและใช้งานเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ มนุษย์จึงเปน็ ตวั แปรสำคัญในอนั ทจี่ ะทำให้
ผลลัพธม์ คี วามน่าเช่อื ถือ เน่ืองจากคำส่ังและข้อมูลท่ีใช้ในการประมวลผลได้รับจากการกำหนดของมนุษย์
(People ware) ทั้งสิ้น
6.4 ข้อมลู /สารสนเทศ (Data/Information) ขอ้ มลู (Data) เปน็ องคป์ ระกอบทีส่ ำคญั อย่างหน่ึง การ
ทำงานของคอมพวิ เตอร์จะเกี่ยวข้องกบั ข้อมลู ตั้งแต่การนำข้อมลู เขา้ จนกลายเปน็ ข้อมูลทสี่ ามารถใชป้ ระโยชน์
ตอ่ ได้หรือท่ีเรียกว่า สารสนเทศ (Information) ซ่ึงข้อมูลเหลา่ นีอ้ าจจะเปน็ ไดท้ ้ังตัวเลข ตัวอักษร และข้อมูลใน
รูปแบบอ่ืนๆ เช่น ภาพ เสยี ง เป็นต้น
ข้อมลู ทจี่ ะนำมาใช้กับคอมพวิ เตอรไ์ ด้นน้ั โดยปกตจิ ะต้องมีการแปลงรปู แบบหรือสถานะให้คอมพวิ เตอร์เขา้ ใจ
ก่อน จึงจะสามารถเอามาใชง้ านในการประมวลผลต่างๆ ได้เราเรียกสถานะนว้ี ่า สถานะแบบดจิ ิตอล ซึง่ มี 2
สถานะเท่านนั้ คือ เปิด(1) และ ปิด(0)
7. เครือข่ายคอมพวิ เตอร์
7.1. ความหมายและองค์ประกอบของเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer net-work) หมายถงึ การเชื่อมต่อคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณ์ตอ่ พว่ งเข้า
ด้วยกันโดยใช้ส่ือกลางตา่ งๆ
เครอื ข่ายคอมพิวเตอรส์ ามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังนี้
1. เครือข่ายเฉพาะที่ หรือแลน (local area network : LAN)
2. เครอื ข่ายนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)
52
3. เครอื ข่ายบริเวณกวา้ ง หรือแวน (wide area network : WAN)
4. เครือขา่ ยภายในองค์กร หรอื อนิ ทราเน็ต (intranet)
5. เครอื ขา่ ยภายนอกองค์กร หรือเอ็กทราเน็ต (extranet)
6. เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต (internet)
7.2. การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ของระบบเครือข่ายขนาดเล็ก
1.อุปกรณ์ในระบบเครือขา่ ยขนาดเลก็
1.1. การ์ดแลน (LAN card) เปน็ อปุ กรณท์ ที่ ำหน้าที่รับสง่ ข้อมลู จากคอมพิวเตอร์
เคร่ืองหนง่ึ ไปสู่คอมพวิ เตอร์อรกเคร่อื งหนงึ่ โดยผ่านสายแลน
1.2. ฮบั (hub) เปน็ อุปกรณ์ท่ีทำหนา้ ท่ีเสมือนกบั ชมุ ทางข้อมลู มหี น้าท่ีเปน็ ตัวกลาง
คอยส่งข้อมลู ให้คอมพวิ เตอรใ์ นเครอื ข่าย
1.3. สวิตช์ (switch) เป็นอปุ กรณร์ วมสญั ญาณเชน่ เดยี วกับฮับ แต่ต่างจากฮบั คอื
การรบั ส่งข้อมลู จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนง่ึ นัน้ จะไม่กระจายไปยังทุกเคร่ือง เน่ืองจากข้อมลู จะตรวจสอบก่อน
ว่าเป็นของเครอ่ื งใด แลว้ จึงส่งไปยังปลายทาง
1.4. โมเดม็ (modem) เป็นอุปกรณท์ ี่ทำหนา้ ทแ่ี ปลงสญั ญาณเพ่ือใหส้ มมารถสง่ ผา่ น
สายโทรศัพท์ได้
1.5. อุปกรณจ์ ัดเสน้ ทางหรอื เราเตอร์ (router) เปน็ อปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการเชือ่ มโยง
เครอื ข่ายหลายเครอื ข่ายเข้าด้วยกัน เราเตอรท์ ำหน้าท่ีเลอื กเส้นทางท่ดี ีท่ีสุด
1.6. สายสญั ญาณ (cable) เปน็ อปุ กรณ์ทที่ ำหนา้ ทเ่ี ป็นส่ือกลางในการรบั สง่ ข้อมูล
2. การเช่ือมต่อระบบเครือข่ายขนาดเลก็
2.1. การเชือ่ มต่อเครือข่ายระยะใกล้ หากมคี อมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายไมเ่ กนิ
สองเครื่อง อปุ กรณใ์ นระบบเครือขา่ ยนอกจากเคร่อื งคอมพิวเตอร์แลว้ ยังต้องมีการด์ แลนและสายสญั ญาณ
โดยไม่ตอ้ งใช้ฮับและสวิตช์ เพราะถา้ มีคอมพวิ เตอรส์ องเครื่อง กส็ ามารถเช่ือต่อโดยใช้สายไขว้ (cross line)
2.2. การเช่ือมต่อเครือขา่ ยระยะไกล จากข้อกำจดั ของเครือข่ายท่ใี ชส้ ายแลนท่ีไม่
สามารถเดินสายใหม้ ีความยาวมากกว่า 100 เมตรได้ จึงต้องหาทางเลอื กสำหรบั ระบบเครอื ขา่ ยระยะไกล ดังน้ี
- แบบท่ี 1 คอื ต้องตดิ ต้ังเคร่ืองทวนสญั ญาณ (repeater) ไว้ทกุ ๆระยะ 100 เมตร
- แบบท่ี 2 คือ ใช้โมเด็มหมนุ โทรศพั ทเ์ ขา้ หากนั เมื่อต้องการเชื่อมตอ่ เละเมื่อเสร็จ
สิ้นกย็ กเลิกการเช่ือมต่อ
- แบบที่ 3 คอื เปน็ เทคโนโลยที ีม่ ปี ระสิทธิภาพดีทส่ี ดุ ในปัจจุบันสายสัญญาณที่
เลือกใช้ คือ สายใยแกว้ นำแสง สามารถส่งข้อมูลระยะไกลไดแ้ ละมีความเรว็ สงู
- แบบที่ 4 คือ ใชจ้ ดุ เช่ือมต่อแบบไรส้ าย (wireless lan) เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้
สัญญาณวทิ ยทุ างอากาศแทนการใช้สายโทรศพั ท์
- แบบที่ 5 คอื เทคโนโลยี G.SHDSL ซ่ึงเปน็ หน่งึ ในเทคโนโลยตี ระกูล DSL (Digital
Subscriber Line) เปน็ เทคโนโลยีโมเด็มท่ที ำให้คู่สายทองแดงกลายเปน็ ส่ือสัญญาณดจิ ิทลั ความเรว็ สงู
53
- แบบที่ 6 คอื เทคโนโลยแี บบ ethernet over VDSL เปน็ เทคโนโลยรี ะบบ
เครือข่ายแบบลา่ สุดทีส่ ามารถจะติดตงั้ ใชง้ านได้เอง สามารถเช่ือมต่อใช้กบั โทรศพั ทไ์ ด้
7.3. การเลอื กใชซ้ อฟตแ์ วรข์ องระบบเครอื ขา่ ยขนาดเล็ก
1. ระบบปฏิบตั ิการลินุกซ์ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating
system) นิยมเรียกยอ่ วา่ CentOS ซึ่งชว่ ยประหยัดงบประมาณขององค์กร เนอ่ื งจาก CentOS เป็นซอฟแวร์
เปดิ เผยโค้ด (open source software) ผใู้ ชส้ ามารถดาวน์โหลดโค้ดไปใช่ง้ านโดยไมต่ ้องจา่ ยคา่ ลิขสิทธิ์
ซอฟตแ์ วร์
2. ระบบปฏบิ ัตกิ ารวินโดวส์ เซริ ฟ์ เวอร์ (Windows server) ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็น
windows Server 2008 ซง่ึ ออกแบบมาเพื่อนสนับสนุนระบบเครือข่าย แอพพลิเคชั่นและบรกิ ารอนื่ ๆ ท่ีมี
ความทันสมยั บนเว็บไซต์ โดยมีคุณสมบตั ิเด่น ดังนี้
1. สร่างโครงสรา้ งพื้นฐานท่ีม่นั คงสำหรับภาระงานของเซิร์ฟเวอร์ รวมถงึ ความตอ้ งการ
ดา้ นแอพพลเิ คชนั่ ตา่ งๆด้วย
2. เวอรช์ วลไลเซซน่ั (virtualization) เป็นการสร้างระบบเสมอื นจริงที่มรี ากฐานจากระบบ
hypervisor ชว่ ยให้สามารถรวมเซริ ์ฟเวอรแ์ ละใชง้ านฮารด์ แวร์ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี
3. มีระบบจดั การและดูแลเว็บ และแอพพลิเคช่นั ที่ได้รับการพัฒนามากขนึ้
4. ระบบความปลอดภัย ไดร้ บั การพฒั นาให้มีความทนทานมากขึน้ พรอ้ มท้ังผสานการใช้
เทคโนโลยีดา้ น IDA หลายชิ้น
2. อินเทอรเ์ น็ต
2.1. ความหมายและพัฒนาการของอนิ เทอร์เน็ต
อนิ เทอรเ์ น็ต (internet) มาจากคำว่า interconnection network หมายถงึ การใช้
ประโยชนข์ องระบบเครือขา่ ยทน่ี ำเคร่ืองคอมพวิ เตอร์หลายๆ เครอื่ งมาเช่ือมต่อกนั โดยผ่านส่อื กลางชนิดใดชนดิ
หนง่ึ
อินเตอร์เน็ต (Internet) เปน็ เครือขา่ ยคอมพิวเตอรท์ เ่ี ช่ือมโยงเคร่อื งคอมพิวเตอร์หลายลา้ น
เครอื่ งท่ัวโลกเข้าดว้ ยกันเปน็ เครือข่ายเดยี ว (Global Network) ท่รี วมผู้ใช้กวา่ 60 ล้านคน เพอื่ ประกอบ
กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ การพูดคยุ การสื่อสารข้อมูล การแลกเปล่ยี นข่าวสารความรู้ การค้าขายแบบ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ การศึกษาทางไกล ฯลฯ
เมอื่ ครั้งที่อินเตอรเ์ น็ตถอื กำเนิดข้นึ นัน้ ไม่มีใครเคยคาดคดิ ว่ามนั จะกลายมาเปน็ เครือข่ายที่มี
บทบาทกบั วิถีชวี ติ ของมนษุ ยใ์ นปัจจุบัน จนถึงขนาดที่กำลงั จะปฏวิ ัตวิ ิธีการดำเนินชีวติ ของประชากรโลกใน
ศตวรรษหน้า กล่าวคือเม่อื 20 ปกี อ่ น กระทรวงกลาโหมสหรฐั ไดม้ มี ติด่วนให้พฒั นาเครือข่ายคอมพิวเตอรท์ มี่ ี
ช่ือว่า ARPANET จุดมงุ่ หมายคือให้เปน็ เครอื ขา่ ยท่ีมคี วามเช่ือถอื ได้สงู สามารถท่ีจะทำงานได้แมภ้ ายหลังท่ี
อเมริกาถูกถล่มโดยอาวธุ นวิ เคลยี ร์ ดงั นนั้ เทคโนโลยีทใ่ี ช้เชอื่ มเครือข่าย ต้องมคี วามสามารถท่ีจะทำงานกบั
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทเี่ หลือจากการทำลายของอาวธุ นิวเคลียร์ เช่น หากโครงขา่ ยโทรศัพท์
และ เคเบลิ ถูกทำลายในบางพ้ืนท่ี เครือขา่ ยจะยังคงทำงานได้โดยการสลับมาใชโ้ ครงขา่ ยอื่น เชน่ โครงข่าย
54
ดาวเทยี ม หรอื วิทยุ เปน็ ตน้ นอกจากนน้ั เทคโนโลยีดังกลา่ วต้องมีความสามารถในการเช่ือมต่อเคร่ือง
คอมพวิ เตอรต์ ่างประเภท และต่างรนุ่ ท่ีมอี ยู่ทว่ั ไปตามฐานทพั ตา่ ง ๆ อนิ เตอร์เน็ตขยายตัวงา่ ยในขณะท่คี วาม
ซบั ซอ้ นของงานไม่เพ่ิมข้นึ เท่าไรนัก ความง่ายในการขยายเครือข่ายและการใช้งาน ได้ทำให้อนิ เตอร์เนต็ เริ่ม
ไดร้ ับความนยิ มนอกประเทศสหรฐั อเมรกิ า จนกลายมาเป็นเครือข่ายท่เี ชือ่ มโยงทั่วโลก
IP Address
เครื่องคอมพวิ เตอร์ที่ต่ออยบู่ นอนิ เตอรเ์ น็ตก็เปรยี บคลา้ ยๆ กบั เครอ่ื งโทรศัพท์ที่มีเบอรเ์ ฉพาะตัว ซง่ึ ก็
จะมเี พยี งเบอรเ์ ดียวในโลก เช่นเคร่ือง server ซึง่ เปน็ Internet Server ของวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชนนี
นครลำปาง มี IP Address เปน็ 203.152.29.50 ตัวเลขทีเ่ ปน็ IP Address เป็นตัวเลขขนาด 32 บิต แบง่
ออกเป็น 4 ชุดๆ ละ 8 บติ ดงั นนั้ ตัวเลข 1 ชุดท่ีเราเหน็ คัน่ ด้วยจดุ นั้น จงึ แทนได้ด้วยตวั เลขจาก 0 ถึง 255
ตัวเลข 4 ชดุ นีจ้ ะถกู แบ่งออกเปน็ 2 สว่ น คอื network number และ สว่ นของ host number โดยขนาด
ของแตล่ ะสว่ นจะใหญห่ รือเล็กขึ้นอยู่กับวา่ เครื่องคอมพวิ เตอรน์ ั้นอยู่ในเน็ตเวอรค์ class ใด ซงึ่ class ของเนค็
เวอร์คแบ่งออกเป็น 4 classes
Domain Name System (DNS)
เบอร์ IP Address เป็นตวั เลขทใ่ี ช้ไม่ค่อยสะดวกและจำยาก ด้วยเหตนุ ีจ้ ึงมกี ารคดิ ระบบตั้งชอื่ แบบที่
เปน็ ตวั อักษร ให้มีความหมายเพ่อื การจดจำได้งา่ ยกวา่ มาก เวลาเราอา้ งถงึ เครอ่ื งใดบนอนิ เตอรเ์ น็ต เรากจ็ ะใช้
ชอ่ื DNS เชน่ www.bcnlp.ac.th แตใ่ นการใชง้ านจรงิ นน้ั เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ท่ีเราใช้อยู่ เมือ่ รบั คำสง่ั จากเรา
แลว้ เค้าจะขอ (request) เครื่องคอมพวิ เตอรท์ ่ีทำหน้าท่ีบรกิ ารบอกเลขหมาย IP Address (ทำหน้าที่คลา้ ย
สมดุ โทรศพั ท์ Yellow Pages) ซงึ่ เรยี กกนั วา่ เป็น DNS Server หรอื Name Server ตวั Name Server เมอื่
ไดร้ บั request ก็จะตอบเลขหมาย IP Address กลบั มาให้เชน่ สำหรบั www.bcnlp.ac.th นั้นจะตอบ
กลับมาเปน็ 203.152.29.50 จากนัน้ เครื่องคอมพวิ เตอร์ของเราจึงจะเริม่ ทำการติดต่อ กับคอมพิวเตอร์
เปา้ หมาย ซึ่งมนั กจ็ ะผา่ นกระบวนการแบบท่ีกลา่ วไปข้างต้น คอื แบ่งข้อมูลออกเป็น packet จา่ หัวด้วย IP
จากนนั้ สง่ packet ไปซ่ึงก็จะวงิ่ ผา่ น gateway ต่างๆ มากมายไปยงั เป้าหมาย ระบบการต้ังชือ่ DNS นัน้ คล้าย
กบั ระบบไปรษณยี ์ โดยมีประเทศอย่หู ลังสดุ เชน่ .th คือ ประเทศไทย เปน็ ตน้ แต่สำหรบั สหรฐั อเมริกาน้ัน
ยกเว้น จากนั้นจะแบ่งเครือข่ายออกเปน็
.edu หรอื .ac เครือขา่ ยมหาวทิ ยาลยั หรอื สถาบันการศึกษา
.com หรือ .co เครอื ขา่ ยบริษัท หา้ งรา้ น
.mil เครอื ข่ายทางการทหาร
.org หรือ .or เครือข่ายองค์การทไี่ มห่ วังผลกำไร (พรรคการเมืองไทยก็ใชร้ ะบบน้ี)
.gov หรือ .go เครือขา่ ยหนว่ ยงานของรัฐบาล
.net หรอื .net เครือข่ายของผดู้ ูแลเนต็ เวอรค์ หรอื เจา้ ของเน็ตเวอรค์
2.2. บรกิ ารบนอินเทอร์เน็ต
55
1. ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ หรืออีเมลล์ (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบ
เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ นั้นมกี ารเชอ่ื มต่อคอมพวิ เตอร์หลายเครอ่ื งเข้าดว้ ยกนั ทำใหก้ ารส่งขอ้ มลู ระหว่าง
คอมพิวเตอร์ดว้ ยกันสามารถทำได้ง่าย
2. เมลลงิ ลสิ ต์ (mailing list) เปน็ เสมอื นเครือ่ งมือที่ใช้กระจายข่าวสารและข้่อมลู เฉพาะกลมุ่
3. การส่อื สารในเวลาจริง (realtime communication) เป็นการส่อื สารกนั ทสี่ ามารถโต้ตอบ
กลับไดท้ นั ทผี ่านเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต เช่น แชท (chat)
4. เวบ็ ไซตเ์ ครือข่ายทางสงั คม (social networking web site) เปน็ ชมุ ชนออนไลน์ทีก่ ลุ่มคน
รวมกันเป็นสังคม เช่น facebook
5. บลอ็ ก (blog) ยอ่ มาจากคำวา่ เว็บบล็อก (webblog) เป็นเว็บไซต์ทใี่ ช้เขียนบันทึกเร่ืองราว
เพือ่ สื่อสารความรูส้ กึ มุมมอง เรยี กวา่ ไดอาร่ีออนไลน์ (diary online)
6. วิกิ (wiki) เปน็ รปู แบบการเผยแพรข่ ้อมูลที่บุคคลต่างๆ ทมี่ ีความร้ใู นแตล่ ะเรื่องมาให้ข้อมลู
เชน่ wikipedia
7. บรกิ ารเข้าใช้ระบบคอมพิวเตอรร์ ะยะไกล (remote login/telnet) บริการนี้อนญุ าตให้
ผใู้ ช้สามารถเข้าไปทำงานต่างๆ ท่อี ยใู่ นคอมพวิ เตอรเ์ ครื่องหนง่ึ ผ่านทางคอมพิวเตอร์อกี เครอื่ งหนึ่งท่ีเชอื่ มต่อ
อยใู่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ไมว่ ่าคอมพวิ เตอร์เคร่ืองนน้ั จะอยู่ใกลห้ รือไกลกันก็ตาม
8. การโอนยา้ ยขอ้ มลู (file transfer protocol : FTP) เป็นการถา่ ยโอนแฟ้มข้อมูลจาก
คอมพิวเตอร์เครื่องหนึง่ ไปยังคอมพิวเตอร์อกี เครอ่ื งหนึ่ง ซงึ่ อาจจะอย่ใู กลห้ รือไกล
9. บรกิ ารแลกเปลี่ยนข้อมูลขา่ วสาร หรอื ยสู เน็ต (usenet) เป็นอกี บริการหน่งึ บน
อินเทอร์เนต็ ซ่ึงมีลักษณะเป็นกลุ่มสนทนา เพ่ือแลกเปล่ียนข่าวสารกนั บนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
10. เวลิ ด์ไวด์เวบ็ (world wide web) ซ่ึงอาจเรียกย่อว่า เว็บ (web) เป็นบริการเพื่อการ
ค้นหาขอ้ มูลทีไ่ ด้รบั ความนยิ มมากทีส่ ดุ ของอนิ เทอร์เน็ตในปัจจบุ ัน เป็นการใหบ้ รกิ ารข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์
(hypertext) เป็นวิธกี ารทจ่ี ะเช่อื มโยงขอ้ มลู จากเอกสารหน่ึงไปข้อมลู ของอกี เอกสารหนง่ึ
11. พาณิชยอ์ เิ ล็กทรอนกิ ส์ (electronic commerce หรอื e-commerce) เปน็ การทำ
ธุรกรรมซอ้ื ขายสนิ ค้าและบริการบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต โดยนำเสนอสนิ คา้ และบริการทางเว็บไซต์
2.3. คณุ ธรรมและจริยธรรมในการใช้อนิ เทอร์เน็ต
1. จรรยาบรรณในการใช้อินเทอร์เนต็ (netiquette)
1.1. จรรยาบรรณสำหรับผ้ใู ช้ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์
- ตรวจสอบกลอ่ งรบั ไปรษณีย์ทุกวนั จำกดั จำนวนไฟลแ์ ละขอ้ มูลในตู้จดหมาย
- ลบข้อความหรือจดหมายที่ไม่ต้องการทง้ิ
- โอนย้ายจดหมายจากระบบไปไวย้ งั เคร่ืองคอมพิวเตอร์สว่ นบคุ คล
- พงึ ระลึกไวเ้ สมอวา่ จดหมายทีเ่ ก็บไว้ในตจู้ ดหมายนี้อาจถูกผอู้ ืน่
- ไม่ควรจะส่งจดหมายกระจายไปยงั ผรู้ บั จำนวนมาก
1.2. จรรยาบรรณสำหรับผสู้ นทนาผ่านเครอื ข่าย
56
- ควรสนทนากบั ผ้ทู ีร่ จู้ กั และต้องการสนทนาดว้ ยเทา่ นน้ั
- กอ่ นการเรยี กคสู่ นทนา ควรตรวจสอบสถานการณ์ใช้งานของคู่สนทนา ก่อน
- หลงั การเจรียกคสู่ นทนาไปแลว้ ไมต่ อบกลับมาแสดงวา่ เขาอาจติดธุระอยู่
- ควรใช้วาจาสุภาพ
1.3 จรรยาบรรณสำหรบั ผู้ใช้กระดานข่าวหรือกระดานสนทนา
- เขียนเร่ืองใหก้ ระชบั ใช้ขอ้ ความสน้ั
- ไม่ควรเขียนข้อความพาดพิงถึงสถาบนั ของชาติในทางทไี่ มส่ มควร
- ให้ความสำคญั ในเรื่องลขิ สิทธิ์
- ไม่ควรสร้างข้อความเทจ็
- ไมค่ วรใชเ้ ครอื ขา่ ยสว่ นรวมเพื่อใช้ประโยชน์สว่ นตน
2. บัญญตั ิ 10 ประการในการใชง้ านคอมพิวเตอร์
1. ไม่ใชค้ อมพิวเตอรท์ ำรา้ ยผู้อื่น
2. ไมใ่ ชค้ อมพิวเตอรร์ บกวนการทำงานของผู้อนื่
3. ไมเ่ ปดิ ดูขอ้ มลู ในแฟ้มของผอู้ ื่นโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต
4. ไมใ่ ช้คอมพิวเตอรเ์ พ่ือการโจรกรรมข้อมลู ขา่ วสาร
5. ไมใ่ ชค้ อมพิวเตอรส์ ร้างหลักฐานที่เป็นเทจ็
6. ไม่คดั ลอกโปรแกรมของผอู้ ื่น
7. ไมล่ ะเมิดการใชท้ รัพยากรคอมพิวเตอร์
8. ไม่นำเอาผลงานคนอ่ืนมาเปน็ ของตวั เอง
9. คำนึงถึงสง่ิ ท่จี ะเกดิ ขนึ้ กบั สังคมอนั เป็นผลมาจากการกระทำของตน
10. ตอ้ งใชค้ อมพิวเตอร์โดนเคารพกฎ ระเบยี บ กติกา
กฎหมายเก่ียวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ มี 6 ฉบบั ดังน้ี
1. กฎหมายเก่ียวกับธุรกรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์
2. กฎหมายเกย่ี วกับลายมือชอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์
3. กฎหมายเกยี่ วกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
4. กฎหมายเกย่ี วกับการคุ้มครองข้อมูลสว่ นบคุ คล
5. กฎหมายว่าดว้ ยอาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์
6. กฎหมายเกีย่ วกับการพฒั นาโครงสรา้ งพ้ืนฐานสารสนเทศ
กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ธุรกรรมทางอเิ ล็กทรอนิกส์
- ลายมือชื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์
- โอนเงนิ ทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
- การคมุ้ ครองข้อมลู สว่ นบุคคล
57
- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
- การพฒั นาโครงสร้างพนื้ ฐานสารสนเทศ
ระบบการสบื ค้นผ่านเครือ่ ขา่ ยเพือ่ การเรยี นรู้
2.22 การสืบค้นขอ้ มลู บนอินเทอรเ์ นต็
ในโลกไซเบอร์สเปซมีข้อมูลมากมายมหาศาล การทจ่ี ะค้นหาข้อมูลจำนวนมากมายอยา่ งนเ้ี ราไม่อาจจะ
คลกิ เพื่อคน้ หาขอ้ มูลพบได้งา่ ยๆ จำเป็นจะตอ้ งอาศยั การค้นหาข้อมูลด้วยเครอื่ งมอื คน้ หาที่เรยี กวา่ Search
Engine เข้ามาชว่ ยเพื่อความสะดวกและรวดเรว็ เว็บไซต์ที่ให้บริการคน้ หาข้อมูลมมี ากมายหลายทีท่ ง้ั ของคน
ไทยและ ถา้ เราเปดิ ไปทลี ะหน้าจออาจจะต้องเสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลทเ่ี ราต้องการไม่พบ
การทเี่ ราจะคน้ หาข้อมลู ให้พบอย่างรวดเร็วจึงตอ้ งพงึ่ พา Search Engine Site ซึง่ จะทำหนา้ ท่รี วบรวมรายชอ่ื
เว็บไซตต์ า่ งๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเปน็ หมวดหมู่ ผูใ้ ชง้ านเพียงแต่ทราบหัวข้อทต่ี ้องการคน้ หาแล้วป้อน คำหรอื
ข้อความของหัวขอ้ นนั้ ๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลกิ ปุ่มคน้ หา เท่านั้น รอสักครู่ขอ้ มูลอย่างยอ่ ๆ และรายชื่อ
เวบ็ ไซตท์ ี่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเขา้ ไปศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ได้ทันที
การค้นหาข้อมูลมีกวี่ ธิ ี ?
1. การคน้ หาในรูปแบบ Index Directory
2. การค้นหาในรปู แบบ Search Engine
การค้นหาในรูปแบบ Index Directory
วธิ ีการค้นหาข้อมลู แบบ Index นข้ี ้อมลู จะมีความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยมากกวา่ การคน้ หาขอ้ มูลด้วย วธิ ี
ของ Search Engine โดยมันจะถกู คัดแยกข้อมลู ออกมาเป็นหมวดหมู่ และจดั แบ่งแยก Site ต่างๆออก เป็น
ประเภท สำหรับวธิ ีใช้งาน คุณสามารถที่จะ Click เลอื กข้อมลู ทีต่ ้องการจะดูได้เลยใน Web Browser จากน้ัน
ที่หน้าจอกจ็ ะแสดงรายละเอยี ดของหัวข้อปลกี ย่อยลึกลงมาอีกระดับหนง่ึ ปรากฏขึ้นมาให้เราเลือกอกี ส่วนจะ
แสดงออกมาใหเ้ ลอื กเยอะแค่ไหนอนั นี้กข็ น้ึ อยกู่ บั ขนาดของฐานขอ้ มลู ใน Index วา่ ในแต่ละประเภท จดั
รวบรวมเกบ็ เอาไวม้ ากน้อยเพียงใด เมือ่ คณุ เข้าไปถงึ ประเภทย่อยที่คณุ สนใจแลว้ ที่เวบ็ เพจจะแสดงรายชื่อของ
เอกสารที่เกย่ี วข้องกับ ประเภทของข้อมลู นนั้ ๆออกมา หากคณุ คดิ ว่าเอกสารใดสนใจหรอื ต้องการอยากทจ่ี ะดู
สามารถ Click ลงไปยงั Link เพื่อขอเช่ือตอ่ ทางไซต์ก็จะนำเอาผลของข้อมูลดงั กล่าวออกมาแสดงผลทันที
นอกเหนือไปจากนี้ ไซต์ทแ่ี สดงออกมานั้นทางผูใ้ หบ้ ริการยงั ได้เรียบเรยี งโดยนำเอา Site ทีม่ ีความเก่ียว ข้อง
มากที่สดุ เอามาไวต้ อนบนสุดของรายชื่อท่แี สดง
การคน้ หาในรูปแบบ Search Engine
วธิ กี ารอีกอยา่ งทีน่ ยิ มใช้การค้นหาข้อมลู คือการใช้ Search Engine ซงึ่ ผใู้ ช้สว่ นใหญ่กว่า 70% จะใช้วธิ ีการ
คน้ หาแบบนี้ หลักการทำงานของ Search Engine จะแตกตา่ งจากการใช้ Indexลักษณะของมันจะเปน็
ฐานข้อมูลขนาดใหญม่ หาศาลที่กระจัดกระจายอยทู่ วั่ ไป บน Internet ไม่มกี ารแสดงข้อมูลออกมาเป็นลำดบั
ขน้ั ของความสำคัญ การใช้งานจะเหมอื นการสบื ค้นฐานขอ้ มูล อืน่ ๆคือ คณุ จะต้องพิมพ์คำสำคัญ (Keyword)
58
ซ่ึงเปน็ การอธิบายถงึ ข้อมูลทค่ี ุณตอ้ งการจะเขา้ ไป คน้ หานน้ั ๆเข้าไป จากนัน้ Search Engine ก็จะแสดงข้อมลู
และ Site ต่างๆท่เี ก่ยี วขอ้ งออกมา
ขอ้ แตกตา่ งระหวา่ ง Index และ Search Engine
วิธีในการคน้ หาข้อมลู แบบ Index เคา้ จะใชค้ นเป็นผู้จัดรวบรวมและทำระบบฐานข้อมูลขึ้นมา ส่วน
แบบ Search Engine น้ันระบบฐานขอ้ มลู ของมนั จะได้รบั การจดั สร้างโดยใช้ Software ท่ีมี หนา้ ท่เี กีย่ วกับ
งานทางด้านนโี้ ดยเฉพาะมาเป็นตัวควบคมุ และจัดการ ซงึ่ เจ้า Software ตัวนีจ้ ะมี ชอื่ เรยี กว่า Spiders การ
ทำงานข้องมนั จะใชว้ ธิ ีการเดินลัดเลาะไปตามเครือข่ายต่างๆทีเ่ ชือ่ มโยงถึง กนั อย่เู ต็มไปหมดใน Internet เพ่ือ
คน้ หา Website ท่ีเกดิ ข้นึ มาใหม่ๆ รวมทงั้ ยงั สามารถตรวจสอบหาความเปลยี่ นแปลงของ ข้อมลู ใน Site เดิมที่
มีอยู่ วา่ ที่ใดถกู อพั เดตแลว้ บา้ ง จากน้ันมนั กจ็ ะนำเอาข้อมลู ทง้ั หมดท่สี ำรวจเขา้ มา ไดเ้ กบ็ ใสเ่ ข้าไปในฐานขอ้ มลู
ของตนอัตโนมัติ ยกตัวอยา่ งของผ้ใู หบ้ ริการประเภทนีเ้ ช่น Excite , Lycos Infoserch เปน็ ต้น การคน้ หาด้วย
วธิ ี Search Engine น้นั มักจะได้ผลลัพธ์ออกมากวา้ งๆช้ีเฉพาะเจาะจงไดย้ าก บางคร้งั ข้อมลู ที่ คน้ หามาได้อาจ
มถี งึ เปน็ ร้อยเปน็ พัน Site แล้วมีใครบา้ งหละท่ีอยากจะมานั้งค้นหาและอ่านดูท่ีจะเพจ ซึ่งคง ต้องเสียเวลาเป็น
วนั ๆแน่ ซึง่ กไ็ มร่ บั รองด้วยวา่ คณุ จะได้ข้อมูลท่คี ณุ ต้องการหรอื ไม่ ดงั น้ันจิงมีหลักในการคน้ หา เพอื่ ให้ได้ขอ้ มลู
ใกล้เคียงความเปน็ จรงิ มากท่สี ุด ซ่งึ จะขอกล่าวในตอนหลงั
ประเภทของ Search Engine
Search Engine แตล่ ะแหง่ มีวธิ กี ารและการจดั เก็บฐานข้อมลู ทแี่ ตกต่างกนั ไปตามประเภทของ
Search Engine ท่ีแต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมขอ้ มลู ดังนัน้ การทค่ี ุณจะเขา้ ไปหาข้อมูลหรอื เวบ็ ไซต์ โดย
วิธกี าร Search น้นั อยา่ งน้อยคุณจะต้องทราบวา่ เวบ็ ไซต์ทีค่ ุณเขา้ ไปใชบ้ ริการ ใชว้ ธิ กี ารหรอื ประเภทของ
Search Engine อะไร เน่ืองจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจดั เกบ็ ข้อมูลตา่ งกนั ไป ทน่ี ้เี ราลองมาดูซิ
ว่า Search Engine ประเภทใดท่เี หมาะกับการคน้ หาขอ้ มลู ของคุณ
1. Keyword Index เป็นการคน้ หาขอ้ มลู โดยการคน้ จากข้อความในเว็บเพจทไี่ ดผ้ ่านการสำรวจ
มาแลว้ จะอ่านขอ้ ความ ข้อมูล อย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 200-300 ตวั อักษรแรกของเวบ็ เพจนัน้ ๆ โดยการอ่าน
นจ้ี ะหมายรวมไปถึงอ่านข้อความทอ่ี ยูใ่ นโครงสร้างภาษา HTML ซึ่งอยู่ในรปู แบบของข้อความท่อี ยู่ในคำสั่ง alt
ซ่ึงเป็นคำส่ังภายใน TAG คำสังของรูปภาพ แต่จะไมน่ ำคำส่ังของ TAG อื่นๆ ในภาษา HTML และคำสง่ั ใน
ภาษา JAVA มาใชใ้ นการค้นหา วิธกี ารค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้จะใหค้ วามสำคัญกบั การ
เรียงลำดับข้อมลู ก่อน-หลัง และความถ่ีในการนำเสนอข้อมูลนัน้ การค้นหาข้อมูล โดยวิธกี ารเชน่ น้จี ะมีความ
รวดเรว็ มาก แต่มีความละเอียดในการจดั แยกหมวดหมู่ของขอ้ มูลคอ่ นขา้ งน้อย เนอื่ งจากไมไ่ ด้คำนึงถงึ
รายละเอยี ดของเนื้อหาเท่าท่ีควร แต่หากวา่ คุณตอ้ งการแนวทางด้านกว้างของข้อมลู และความรวดเรว็ ในการ
คน้ หา วิธกี ารน้กี ็ใชไ้ ดผ้ ลดี
2. Subject Directories การจำแนกหมวดหมขู่ ้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจดั แบ่งโดยการ
วิเคราะห์เนื้อหา รายละเอยี ด ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามเี น้ือหาเก่ียวกับอะไร โดยการจดั แบง่ แบบน้ีจะใช้
แรงงานคนในการพจิ ารณาเว็บเพจ ซ่งึ ทำให้การจัดหมวดหม่ขู ้ึนอยู่กบั วิจารณญาณของคนจัดหมวดหม่แู ตล่ ะ
คนว่าจะจดั เกบ็ ข้อมูลนนั้ ๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร ดงั นั้นฐานข้อมลู ของ Search Engine ประเภทน้จี ะถูก
59
จัดแบ่งตามเน้ือหาก่อน แล้วจึงนำมาเปน็ ฐานข้อมลู ในการค้นหาต่อไป การคน้ หาคอ่ นข้างจะตรงกับความ
ตอ้ งการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการคน้ หาสูง เปน็ ต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกยี่ วกับเว็บไซต์ หรือ
เวบ็ เพจทน่ี ำเสนอขอ้ มูลเก่ียวกับคอมพวิ เตอร์ Search Engine กจ็ ะประมวลผลรายช่ือเวบ็ ไซต์ หรือเว็บเพจท่ี
เก่ียวกบั คอมพิวเตอร์ลว้ นๆ มาให้คณุ
3. Metasearch Engines จุดเด่นของการค้นหาด้วยวิธีการนี้ คอื สามารถเชื่อมโยงไปยงั Search
Engine ประเภทอน่ื ๆ และยงั มคี วามหลากหลายของขอ้ มูล แต่การค้นหาดว้ ยวิธนี ี้มีจุดด้อย คือ วิธีการน้ีจะ
ไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตวั อักษร และมักจะผา่ นเลยคำประเภท Natural Language (ภาษา
พดู ) ดังนนั้ หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนีล้ ะก็ ขอให้ตระหนักถึงข้อบกพรอ่ งเหล่านด้ี ้วย
หลักการคน้ หาข้อมลู ของ Search Enine
สำหรบั หลกั ในการค้นหาขอ้ มูลของ Search Engine แตล่ ะตัวจะมีลักษณะท่ีแตกต่างกนั ออกไป ขึ้นอยู่
กับวา่ ทางศูนย์บริการต้องการจะเก็บข้อมูลแบบไหน แตโ่ ดยสว่ นใหญ่แล้วจะมีกลไกใน การค้นหาทใ่ี กลเ้ คียงกัน
หากจะแตกต่างก็คงจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพเสยี มากกวา่ วา่ จะมีข้อมลู เกบ็ รวบรวมไว้อยใู่ นฐานขอ้ มูลมาก
นอ้ ยขนาดไหน และพอจะนำเอาออกมาบรกิ ารให้กบั ผ้ใู ช้ ไดต้ รงตามความต้องการหรือเปลา่ ซึง่ ลกั ษณะของ
ปัจจัยทใี่ ช้ค้นหาโดยหลกั ๆจะมดี งั นี้
1. การค้นหาจากช่ือของตำแหนง่ URL ใน เวบ็ ไซตต์ ่างๆ
2. การค้นหาจากคำทีม่ ีอย่ใู น Title (ส่วนที่ Browser ใชแ้ สดงชื่อของเว็บเพจอยทู่ างดา้ น ซ้ายบนของ
หน้าต่างท่ีแสดง
3. การคน้ หาจากคำสำคัญหรือคำส่ัง keyword (อยใู่ น tag คำส่ังใน html ที่มชี ื่อว่า meta)
4. การค้นหาจากส่วนทใี่ ช้อธิบายหรอื บอกลกั ษณะ site
5. ค้นหาคำในหน้าเว็บเพจดว้ ย Browser ซึ่งการค้นหาคำในหนา้ เว็บเพจนั้นจะใชส้ ำหรับกรณที ่ีคณุ
เข้าไปคน้ หาข้อมูลทเี่ ว็บ เพจใด เว็บเพจหน่ึง แลว้ ภายในมีข้อความปรากฏอยู่เต็มไปหมด จะนัง่ ไลด่ ูทีละ
บรรทัดคงไมส่ ะดวก ในลกั ษณะนเี้ ราใช้ใช้ browser ชว่ ยคน้ หาให้ ข้ึนแรกให้คุณนำ mouse ไป click ที่
menu Edit แลว้ เลอื กบรรทดั คำส่งั Find in Page หรอื กดปุ่ม Ctrl + F ท่ี keyboard กไ็ ด้ จากนัน้ ใสค่ ำท่ี
ตอ้ งการคน้ หาลงไปแลว้ กก็ ดปุ่ม Find Next โปรแกรมก็จะว่งิ หาคำดังกลา่ ว หากพบมันก็จะกระโดดไปแสดง
คำนนั้ ๆ ซ่งึ คุณสามารถกดปุ่ม Find Next เพ่ือค้นหาต่อได้ อกี จนกวา่ คุณจะพบขอ้ มูลที่ต้องการ
เทคนคิ 11 ประการท่คี วรรู้ในการค้นหาข้อมูล
ในการคน้ หาข้อมลู ด้วย Search Engine สว่ นใหญแ่ ล้วปญั หาที่ผใู้ ชง้ านทวั่ ไปมักจะพบเห็น หรอื ประสบ
อยู่เสมอๆกค็ งจะหนีไปไมพ่ น้ ขอ้ มลู ที่ค้นหาไดม้ ีขนาดมากจนเกนิ ไป ดังนัน้ เพื่อ ความสะดวกในการใช้งานคณุ
จงึ น่าท่จี ะเรียนรเู้ ทคนคิ ต่างๆเพอ่ื ชว่ ยลดหรอื จำกดั คำที่ค้น หาใหแ้ คบลงและตรงประเด็นกับเรามากที่สดุ ดัง
วิธีการต่อไปนี้
1. เลือกรูปแบบการคน้ หาให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมากท่ีสดุ (อย่างทบ่ี อกไวต้ งั้ แต่ตอนตน้ ว่ามอี ยู่ 2
แบบ) สว่ นจะเลือกใชว้ ธิ ไี หนก็ตามแต่จะเหน็ วา่ เหมาะสม ยกตัวอย่างเชน่ ถ้าต้องการจะค้นหาข้อมลู ทีม่ ี
60
ลักษณะท่ัวไป ไมช่ ี้ เฉพาะเจาะจง กค็ วรเลือกบริการสืบคน้ ขอ้ มลู แบบ Index อยา่ งของ yahoo เพราะ โอกาส
ท่ีจะเจอนัน้ เปอร์เซน็ ตส์ งู กวา่ จะมาน่ังสุ่มหาโดยใช้วิธีแบบ Search Engine
2. ใช้คำมากกว่า 1 คำที่มีลักษณะเกยี่ วข้องกนั ช่วยคน้ หา เพราะจะไดผ้ ลลัพทท์ ่ีมขี นาด แคบลงและชี้
เฉพาะมากขน้ึ (ย่อมจะดกี วา่ หาคำเดียวโดดๆ)
3. ใชบ้ รกิ ารของผใู้ หบ้ ริการเฉพาะด้าน เช่นการคน้ หาขอ้ มูลเก่ยี วกับเรอื่ งราวของ ภาพยนตรก์ ็น่าทีจ่ ะ
เลือกใช้ Search Engine ทีใ่ ห้บรกิ ารใหล้เคยี งกบั เรอื่ งพวกนี้ เพราะผลลพั ทท์ ี่ไดน้ า่ จะเปน็ ท่ีนา่ พอใจกวา่
4. ใสเ่ ครอ่ื งหมายคำพูดครอบคลมุ กลุ่มคำทีต่ ้องการ เพ่ือบอกกบั Search Engine วา่ เรา ตอ้ งการผล
การคน้ หาที่มคี ำในกลุ่มนัน้ ครบและตรงตามลำดบั ทีเ่ ราพิมพ์ทุกคำ เช่น "free shareware" เปน็ ตน้
5. การข้นึ ต้นของตัวอักษรตวั เลก็ เท่ากนั หมด Search Engine จะเขา้ ใจวา่ เราต้องการ ใหม้ นั ค้นหาคำ
ดงั กลา่ วแบบไม่ตอ้ งสนใจว่าตัวอกั ษรท่ีได้จะมีขนาดเลก็ หรือใหญ่ ดงั นัน้ หากคุณต้องการอยากที่จะให้มันคน้ หา
คำตรงตามแบบที่เขยี นไวก้ ็ให้ใช้ ตัว อกั ษรใหญ่แทน
6. ใช้ตัวเชอ่ื มทาง Logic หรือตรรกศาสตรเ์ ข้ามาช่วยค้นหา มอี ยู่ 3 ตวั ด้วยกนั คือ - AND ส่งั ใหห้ าโดย
จะต้องมีคำนน้ั ๆมาแสดงด้วยเท่านน้ั ! โดยไมจ่ ำเปน็ วา่ จะต้องตดิ กัน เช่น phonelink AND pager เป็นต้น -
OR สัง่ ใหห้ าโดยจะต้องนำคำใดคำหนึ่งท่ีพิมพล์ งไปมาแสดง - NOT ส่งั ไมใ่ ห้เลือกคำนน้ั ๆมาแสดง เชน่ food
and cheese not butter หมายความวา่ ใหท้ ำการหาเว็บที่เกยี่ วข้องกับ food และ cheese แตต่ ้องไม่มี
butter เปน็ ตน้
7. ใชเ้ ครื่องหมายบวกลบคัดเลือกคำ + หน้าคำทีต่ ้องการจรงิ ๆ - (ลบ)ใช้นำหนา้ คำที่ไมต่ ้องการ ()
ชว่ ยแยกกลุ่มคำ เชน่ (pentium+computer)cpu
8. ใช้ * เปน็ ตวั รว่ ม เช่น com* เปน็ การบอกใหห้ าคำที่มีคำวา่ com ขนึ้ หนา้ สว่ นด้านทา้ ยเป็น อะไร
ไมส่ นใจ *tor เป็นการให้หาคำทล่ี งทา้ ยด้วย tor ดา้ นหน้าจะเป็นอะไรไม่สนใจ
9.หลีก เลีย่ งการใช้ตัวเลข พยายามเลย่ี งการใช้คำคน้ หาท่เี ป็นคำเดีย่ วๆ หรือเป็นคำที่มีตัวเลขปน แต่
ถา้ เลี่ยงไม่ได้ คุณก็อย่าลมื ใสเ่ ครอ่ื งหมายคำพดู (" ") ลงไปด้วย เช่น "windows 98"
10. หลกี เลย่ี งภาษาพดู หลีกเลีย่ งคำประเภท Natural Language หรอื เรียกง่ายๆ วา่ คำหรือ
ข้อความทีเ่ ปน็ ภาษาพดู หรอื เป็นประโยค คุณควรสรุปเป็นเพยี งกลมุ่ คำหรือวลี ที่มีความหมายรวมทั้งหมดไว้
Advanced Search อย่าลมื ที่จะใช้ Advanced Search เพราะจะมีสว่ นชว่ ยคณุ ได้มาก ในการบีบประเดน็
หัวขอ้ ให้แคบลง ซ่ึงจะทำให้คณุ ได้รายชื่อเว็บไซต์ ท่ตี รงกับความตอ้ งการของคุณมากขึ้น
11. อย่าละเลย Help ซง่ึ ในแต่ละเว็บ จะมี ปุ่ม help หรอื Site map ไวค้ อยช่วยเหลือคุณ แต่คน
ส่วนใหญ่มักจะมองขา้ ม ซง่ึ help/site map จะมีประโยชน์มากในการอธิบาย option หรือการใช้งาน/แผนผงั
ปลีกย่อยของแตล่ ะเว็บไซต์
61
2.23 การสืบค้นและการรับส่งข้อมลู และสารสนเทศเพ่อื ใชใ้ นการจัดการเรียนรู้
การสบื คน้ ข้อมูล
การนำความรูเ้ กีย่ วกับอนิ เทอรเ์ นต็ มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาหาความรู้ ไดแ้ ก่ การสืบค้นข้อมลู ทาง
อินเทอรเ์ นต็ โดยการใช้งานอินเทอรเ์ นต็ เกีย่ วกบั การศกึ ษานี้จะสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ระดบั ดงั น้ี
1. การสืบคน้ ข้อมูลทางอินเทอรเ์ น็ต
2. การนำขอ้ มลู จากอินเทอร์เนต็ มาใช้งาน
3. การสร้างแหล่งข้อมลู ด้วยตนเอง
การคน้ ควา้ ด้วยการใช้ Search Engine
การใช้งานงานอินเทอรเ์ นต็ ที่นยิ มใชก้ นั อย่างมาก จะได้แก่การเข้าเย่ยี มชมเวบ็ ไซตต์ ่างๆ เพอ่ื หาความรู้
แต่การเข้าเยย่ี มชมนน้ั ในกรณีที่เรารู้วา่ เวบ็ ไซต์เหล่านั้นมีชือ่ ว่าอะไร เนอ้ื หาของเวบ็ มุง่ เนน้ เก่ยี วกับส่งิ ใด เรา
สาสามารถทีจ่ ะเข้าเย่ยี มชมได้ทนั ท่ี แตใ่ นกรณีทีเ่ ราไม่ทราบชื่อเว็บเหล่านั้น แตเ่ รามีความตอ้ งการทจี่ ะค้นหา
เนือ้ หาบางอย่าง มวี ิธีการจะเขา้ สบื ค้นข้อมูลได้ โดยการใช้ความสามารถของ Search Engine
Search Engine จะมหี นา้ ทร่ี วบรวมรายชอ่ื เว็บไซตต์ า่ งๆ เอาไว้ โดยจดั แยกเป็นหมวดหมู่ ผใู้ ช้งาน
เพยี งแต่ทราบหวั ข้อท่ีต้องการคน้ หาแลว้ ป้อน คำหรือข้อความของหวั ข้อน้นั ๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปมุ่
คน้ หา เท่าน้นั ข้อมลู อย่างยอ่ ๆ และรายชอื่ เว็บไซตท์ เี่ ก่ียวข้องจะปรากฏใหเ้ ราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทนั ที
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจดั เกบ็ ฐานข้อมูลทีแ่ ตกต่างกันไปตามประเภทของ
Search Engine ทีแ่ ต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดงั นนั้ การท่จี ะเขา้ ไปหาข้อโดยวธิ กี าร Search นน้ั
อยา่ งน้อยเราจะต้องทราบว่า เว็บไซตท์ ่จี ะเข้าไปใช้บรกิ าร ใชว้ ิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร
เนือ่ งจากแต่ละประเภทมีความละเอยี ดในการจดั เก็บข้อมูลตา่ งกนั ไป
การคน้ หาข้อมลู ทางอินเตอรเ์ น็ต
ผคู้ นจะนยิ มใหเ้ ว็บไซตห์ ลกั ๆ ในการคน้ หาข้อมลู ท่ตี ้องการ มหี ลกั ๆ 3 เวบ็ ไซต์คือ
Google (กูลเกล้ิ ) www.google.co.th
Yahoo (ยาฮู) www.yahoo.com
Bing (บ้งิ ค์) www.bing.com
การรบั -สง่ ขอ้ มลู บนเครือข่ายอนิ เตอรเ์ น็ต
ความหมายของเครือข่ายของอินเตอร์เน็ต
คอื ระบบท่ีมีคอมพวิ เตอร์อย่างน้อยสองเครื่องเช่ือมต่อกันโดยใชส้ ่ือกลาง และสามารถสื่อสารขอ้ มลู
กนั ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ซ่ึงทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอรแ์ ต่ละเครื่องสามารถแลกเปลยี่ นข้อมูลซง่ึ กันและกนั ได้
นอกจากนี้ยงั สามารถใชท้ รพั ยากรท่ีมีอยใู่ นเครอื ข่ายรว่ มกันได้ เช่นเคร่อื งพมิ พ์ สแกนเนอร์ ฮารด์ ดิสก์ เป็นตน้
การใช้ทรพั ยากรเหล่านผ้ี า่ นเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ ชว่ ยใหป้ ระหยดั ค่าใชจ้ ่ายได้มาก เม่ือมกี ารเช่ือมต่อกบั
เครือข่ายอืน่ ๆ ที่อยู่ห่างไกล เชน่ ระบบอินเตอรเ์ นต็ ซึง่ เป็นเครือข่ายทเ่ี ช่ือมต่อคอมพวิ เตอรท์ ว่ั โลก ก็ทำให้
สามารถแลกเปล่ียนขอ้ มลู ขา่ วสาร ไดก้ ับคนทั่วโลก โดยใช้แอพพลิเคชั่น เชน่ เวบ็ อเี มลล์ เป็นต้น
62
การส่ือสารข้อมูลผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ หมายถงึ การสง่ ขอ้ มลู หรือข่าวสาร จากผสู้ ่งตน้ ทางไปยังผูร้ ับ
ปลายทางท่ีอย่หู า่ งไกล โดยผ่านชอ่ งทางการส่อื สารเพอื่ เป็นส่ือกลางในการส่งข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแบบใชส้ าย
หรอื ไม่ใช้สายกไ็ ด้ สว่ นข้อมลู หรอื ขา่ วสารน้ันอาจจะเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรอื ข้อมูลที่เปน็
มัลติมีเดียก็ได้ ดังนน้ั การส่ือสารขอ้ มลู จึงเปน็ ส่วนหน่ึงของการสื่อสารโทรคมนาคม โดยเน้นการสง่ ผา่ นขอ้ มลู
โดยใชร้ ะบบคอมพิวเตอรแ์ ละเครอื ข่ายเปน็ หลกั
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ หรือภาษาส่ือสารทใี่ ช้เป็น
ภาษากลางในการสื่อสารระหว่างคอมพวิ เตอร์ดว้ ยกนั การทเี่ คร่ืองคอมพิวเตอร์ที่ถกู เชือ่ มโยงกนั ไวใ้ นระบบจะ
สามารถติดต่อสื่อสารกนั ไดน้ ั้น จำเปน็ จะตอ้ งมกี ารส่ือสารที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) เช่นเดยี วกับคนเรา
ที่ตอ้ งมภี าษาพูดเพื่อให้สื่อสารเขา้ ใจกันได้
โปรโตคอลช่วยใหร้ ะบบคอมพวิ เตอร์สองระบบ ท่ีแตกต่างกันสามารถสื่อสารกนั อย่างเข้าใจได้ คือ
ข้อตกลงท่กี ำหนดเกีย่ ว กบั การสอ่ื สารระหวา่ งเคร่ืองคอมพิวเตอร์ตา่ งๆ ทั้งวิธีการส่งและรบั ข้อมลู วธิ ีการ
ตรวจสอบขอ้ ผิดพลาดของการสง่ และรับข้อมูล การแสดงผลขอ้ มลู เม่ือสง่ และรบั กันระหว่างเคร่ืองสองเคร่ือง
ดังน้ันจะเหน็ ได้ว่าโปรโตคอลมีความสำคญั มากในการส่ือสารบนเครอื ข่าย หากไมม่ ีโปรโตคอลแลว้ การสอ่ื สาร
บนเครือข่ายจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ชุดของโพรโทคอล
คือชดุ โพรโทคอลสำคญั ซึ่งเป็นใช้เป็นตน้ แบบ ในการใช้งานตา่ งๆ แบง่ ได้เปน็ 2 มาตรฐานดังน้ี คอื
มาตรฐานเปิด
Internet protocol suite
Open Systems Interconnection (OSI)
มาตรฐานปดิ
AppleTalk
DECnet
IPX/SPX
SMB
Systems Network Architecture (SNA)
Distributed Systems Architecture (DSA)
โปรโตคอลท่ีสำคญั
1. โปรโตคอล HTTP หรอื Hypertext Transfer Protocol จะใช้เม่ือเรียกโปรแกรมบราวเซอร์
(Browser)
2. โปรโตคอล TCP/IP หรอื Transfer Control Protocol/Internet Protocolคอื เครอื ข่าย
โปรโตคอลที่สำคญั มากที่สดุ เนื่องจากเปน็ โปรโตคอลท่ใี ช้ในระบบเครือขา่ ย Internet รวมทง้ั Intranet ซง่ึ
ประกอบด้วย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP
63
3. โปรโตคอล SMTP หรือ Simple Mail Transfer Protocol คอื โปรโตคอล ทใี่ ช้ในการรับส่ง
จดหมายอิเลก็ ทรอนิกสบ์ นเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็
4.โปรโตคอล POP3 หรือ Post Office Protocol 3 เปน็ โพรโทคอลมาตรฐานบนอินเทอรเ์ น็ต ใช้ใน
การรบั อเี มลจากเซริ ์ฟเวอร์ โดยทำงานอยูบ่ นชุดโพรโทคอล TCP/IP
5.โปรโตคอล FTP หรอื File Transfer Protocol เป็นโพรโทคอลเครือข่ายชนิดหนึง่ ใช้สำหรบั
แลกเปลี่ยนและจดั การไฟลบ์ นเครือข่ายทซี ีพ/ี ไอพีเชน่ อนิ เทอร์เนต็ เอฟทีพีถกู สรา้ งข้นึ ด้วยสถาปตั ยกรรมแบบ
ระบบรับ-ให้บริการ (client-server) และใช้การเช่ือมต่อสำหรบั สว่ นขอ้ มูลและสว่ นควบคุมแยกกันระหวา่ ง
เครื่องลกู ขา่ ยกับเคร่ืองแม่ขา่ ย
6. DHCP หรือ Dynamic Host Configuration Protocol เปน็ โพรโทคอลท่ีใชใ้ นเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์ท่ีทำงานแบบแม่ขา่ ย-ลูกข่าย โดยเคร่ืองคอมพิวเตอรล์ ูกขา่ ยจะทำการรอ้ งขอข้อมลู ท่จี ำเป็น ใน
การเข้ารว่ มเครอื ข่ายจากแม่ข่าย ซึง่ ข้อมูลเหล่านร้ี วมถงึ หมายเลขไอพที ่ีใชภ้ ายในเครือขา่ ย ซง่ึ คอมพวิ เตอรแ์ ม่
ขา่ ยเปน็ ฝ่ายกำหนดใหก้ บั ลกู ขา่
7. IMAP Internet Message Access Protocol เป็นโพรโทคอลในอนิ เทอร์เนต็ ที่ใช้ในการรบั อีเมล
การทำงานของ IMAP จะแตกต่างกบั POP3 เนื่องจาก IMAP เป็นโพรโทคอลแบบ on-line ขณะที่ POP3
เป็นโพรโทคอลแบบ off-line โดย IMAP และ POP3 เป็นสองโพรโทคอลรับอีเมลท่ไี ดร้ ับความนิยมมากทส่ี ดุ
ในปจั จบุ ัน
การรับ-สง่ ขอ้ มลู ผ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
การโอนถา่ ย (Transmission) ข้อมลู หรือการแลกเปลีย่ นข้อมูลระหว่างผสู้ ่งต้นทางกบั ผรู้ ับปลายทาง
ท้งั ข้อมลู ประเภท ขอ้ ความ รูปภาพ เสยี ง หรอื ข้อมลู ส่ือผสมโดยผ้สู ง่ ตน้ ทางส่งข้อมลู ผ่านอุปกรณ์
อเิ ล็กทรอนกิ สห์ รือคอมพวิ เตอร์ ซ่งึ มีหนา้ ที่แปลงข้อมูลเหล่านัน้ ใหอ้ ยใู่ นรปู สัญญาณทางไฟฟ้า (Electronic
data) จากน้นั ถงึ ส่งไปยงั อปุ กรณห์ รือคอมพวิ เตอร์ปลายทาง
1.ผู้ส่ง เป็นส่งิ ทท่ี ำหน้าทีส่ ง่ ข้อมูลขา่ วสารออกไปยังจุดหมายปลายทางทต่ี อ้ งการ ซง่ึ อาจเปน็
บุคคลหรืออุปกรณ์ เชน่ เคร่อื งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น
2. ข้อมูลข่าวสาร เป็นส่ิงท่ผี สู้ ง่ ตอ้ งการสง่ ไปให้ผรู้ บั ทอี่ ย่ปู ลายทางซ่ึงอาจเป็นเสียง ขอ้ ความหรอื ภาพ
เพอื่ สื่อสารให้เกดิ ความเข้าใจตรงกนั
3. สอื่ กลาง หรือช่องทางการสื่อสาร เปน็ ส่ิงทชี่ ่วยใหข้ ้อมูลข่าวสารเดินทางจากผสู้ ่งไปยังผูร้ บั ได้
โดยสะดวก ซ่ึงมหี ลายรูปแบบ ดงั นี้
* สายสัญญาณชนดิ ต่างๆ เชน่ สายโทรศัพท์ สายเคเบลิ เสน้ ใยแกว้ นำแสง เปน็ ตน้
* คลน่ื สญั ญาณชนดิ ตา่ งๆ เชน่ คลืน่ วิทยุ คลน่ื ไมโครเวฟ คลน่ื แสง คลน่ื อนิ ฟราเรด
* อุปกรณเ์ สริมชนิดต่างๆ เช่น เสาอากาศวิทยุ เสาอากาศโทรศัพท์ ดาวเทยี ม โมเด็ม
4. ผรู้ บั เป็นสิ่งที่ทำหนา้ ที่รับข้อมูลข่าวสารจากผู้สง่ ซ่งึ สง่ ผา่ นส่อื กลางชนิดตา่ งๆ เช่น เครื่อง
คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ เป็นตน้
64
การท่ีจะส่งขอ้ มลู ขา่ วสารจากผู้สง่ ไปยงั ผู้รับได้อย่างมปี ระสิทธิภาพน้ัน จะขาดสว่ นประกอบใด
สว่ นประกอบหนึ่งท่กี ลา่ วมาแล้วไมไ่ ด้ และต้องรู้จักเลือกใช้อปุ กรณ์และวธิ ีการใหเ้ หมาะสมกบั ลักษณะงาน
การประยุกต์ใชง้ านเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยสี ารสนเทศในปจั จบุ นั ได้มกี ารนำมาใชใ้ นหลายสาขาวชิ าชพี ทง้ั ในด้าน
การศกึ ษา ดา้ นธรุ กิจอตุ สาหกรรม ด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกใน
การประกอบธรุ กิจ การทำงาน การศกึ ษาหาความรู้ ทำให้คณุ ภาพชีวติ ของคนในสงั คมปัจจบุ ันดีข้นึ นอกจากน้ี
หน่วยงานราชการต่างๆ ก็นำเทคโนโลยีสารสนเทศและ ระบบคอมพวิ เตอร์ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กบั
ประชาชน ในการตดิ ต่อประสานงานกับทางราชการ และในธรุ กจิ เอกชนทางดา้ นการโรงแรม และการ
ทอ่ งเท่ยี ว ก็ให้บริการข้อมลู ข่าวสาร และบริการลูกค้าผา่ นทางระบบอินเทอรเ์ น็ต ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทัน
เหตุการณ์
ประยุกตใ์ ช้ในงานดา้ นการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เปน็ การใช้เทคโนโลยสี มัยใหม่หลายอย่าง
สอนด้วยส่อื อุปกรณท์ ี่ทนั สมยั หอ้ งเรยี นสมยั ใหม่ มีอุปกรณ์วดิ โี อโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มเี ครื่อง
คอมพวิ เตอร์ มีระบบการอ่านขอ้ มลู อเิ ลก็ ทรอนิกส์แบบตา่ ง ๆ รปู แบบของส่ือท่นี ำมาใชใ้ นดา้ นการเรยี นการ
สอน ก็มหี ลากหลาย ขนึ้ อยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกสบ์ คุ
วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวดิ ีโอออนดีมานด์ การสืบค้นขอ้ มลู ในคอมพวิ เตอร์ และระบบอินเทอร์เน็ต เปน็
ตน้
- คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้
ช่วยสอน ซง่ึ เรยี กกนั โดยทวั่ ไปวา่ บทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการ
สอน โดยใชค้ อมพิวเตอรช์ ่วยสอน ในปจั จุบันมักอยใู่ นรปู ของสื่อประสม (Multimedia) ซง่ึ หมายถงึ นำเสนอได้
ทง้ั ภาพ ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนน้ีเหมาะกบั การศกึ ษาดว้ ยตนเอง และเปดิ
โอกาสใหผ้ ้เู รียนสามารถโตต้ อบ กบั บทเรียนได้ตลอด จนมีผลปอ้ นกลับเพื่อใหผ้ ้เู รยี นรู้ บทเรียนได้อยา่ งถูกต้อง
และเขา้ ใจในเนือ้ หาวิชาของบทเรียนนัน้ ๆ
- การเรียนการสอนโดยใชเ้ ว็บเปน็ หลกั เป็นการจดั การเรยี น ท่มี สี ภาพการเรียนต่างไปจากรูป
แบบเดมิ การเรียนการสอนแบบน้ี อาศัยศักยภาพและความสามารถของเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ซึ่งเป็นการ
นำเอาสื่อการเรยี นการสอน ที่เป็นเทคโนโลยี มาชว่ ยสนับสนุนการเรยี นการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ การสบื ค้น
ข้อมูล และเช่ือมโยงเครือขา่ ย ทำให้ผูเ้ รยี นสามารถเรียนได้ทุกสถานท ี่และทุกเวลา การจดั การเรยี นการสอน
ลกั ษณะนี้ มชี ่อื เรยี กหลายชอ่ื ไดแ้ ก่ การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การฝึกอบรมผ่าน
เว็บ (Web-based Trainning) การเรียนการสอนผ่านเวลิ ์ดไวด์เวบ็ (www-based Instruction) การสอนผา่ น
สอ่ื ทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (e-learning)เป็นตน้
- อเิ ล็กทรอนกิ ส์บุค คอื การเก็บข้อมลู จำนวนมากด้วยซีดีรอม หนงึ่ แผน่ สามารถเกบ็ ข้อมลู ตัวอักษร
ได้มากถงึ 600 ลา้ นตวั อักษร ดังนน้ั ซดี ีรอมหนง่ึ แผ่นสามารถเก็บข้อมลู หนังสือ หรอื เอกสารไดม้ ากกวา่ หนังสือ
65
หนึง่ เล่ม และทีส่ ำคัญคือการใชก้ ับคอมพิวเตอร์ ทำใหส้ ามารถเรียกค้นหาขอ้ มลู ภายในซีดีรอม ได้อยา่ งรวดเรว็
โดยใชด้ ัชนี สบื คน้ หรือสารบัญเรื่อง ซดี รี อมจึงเปน็ สื่อท่ีมบี ทบาทต่อการศึกษาอยา่ งยง่ิ เพราะในอนาคตหนงั สือ
ตา่ ง ๆ จะจดั เก็บอยใู่ นรูปซดี รี อม และเรยี กอ่านด้วยเครือ่ งคอมพิวเตอร์ ทเ่ี รยี กว่าอิเล็กทรอนกิ สบ์ คุ ซดี ีรอมมี
ข้อดีคอื สามารถจดั เก็บ ขอ้ มูลในรปู ของมัลตมิ ีเดยี และเมื่อนำซดี ีรอมหลายแผ่นใส่ไวใ้ นเครือ่ งอ่านชดุ เดยี วกนั
ทำให้ซดี รี อมสามารถขยายการเก็บข้อมูลจำนวนมากยิ่งข้ึนได้
- วิดโี อเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถึงการประชมุ ทางจอภาพ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทีท่ นั สมยั
เป็นการประชมุ รว่ มกนั ระหวา่ งบุคคล หรือคณะบคุ คลทอี่ ยู่ต่างสถานท่ี และหา่ งไกลกนั โดยใช้ส่ือทางดา้ น
มลั ติมีเดีย ทใ่ี ห้ท้ังภาพเคลื่อนไหว ภาพนงิ่ เสยี ง และข้อมูลตัวอกั ษร ในการประชมุ เวลาเดยี วกนั และเปน็ การ
ส่ือสาร 2 ทาง จงึ ทำให้ ดูเหมือนว่าไดเ้ ขา้ ร่วมประชุมรว่ มกันตามปกติ ดา้ นการศึกษาวิดีโอเทคเลคอนเฟอเรนซ์
ทำใหผ้ ูเ้ รยี นและผู้สอนสามารถตดิ ต่อสื่อสารกันได้ ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสยี ง นักเรยี นในห้องเรียน ที่
อย่หู ่างไกลสามารถเห็นภาพและเสยี ง ของผสู้ อนสามารถเห็นอากบั กิริยาของ ผสู้ อน เหน็ การเคล่ือนไหวและสี
หน้าของผสู้ อนในขณะเรียน คุณภาพของภาพและเสียง ข้ึนอยูก่ ับความเรว็ ของช่องทางการสือ่ สาร ท่ใี ช้
เชือ่ มตอ่ ระหวา่ งสองฝง่ั ทม่ี ีการประชมุ กนั ได้แก่ จอโทรทศั น์หรือจอคอมพวิ เตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน กลอ้ ง
อปุ กรณ์เขา้ รหสั และถอดรหสั ผา่ นเครอื ข่ายการสื่อสารความเรว็ สงู แบบไอเอสดเี อน็ (ISDN)
- ระบบวดิ โี อออนดีมานด์ (Video on Demand) เป็นระบบใหมท่ ่ีกำลังได้รับความนิยมนำมาใช้
ในหลายประเทศเชน่ ญี่ปนุ่ และสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยเครือขา่ ยคอมพิวเตอรค์ วามเร็วสูง ทำให้ผู้ชมตาม
บ้านเรอื นตา่ ง ๆ สามารถเลอื กรายการวิดีทัศน์ ที่ตนเองต้องการชมได้โดยเลือกตามรายการ (Menu) และเลือก
ชมไดต้ ลอดเวลา วดิ ีโอออนดีมานด์ เปน็ ระบบทม่ี ศี ูนย์กลาง การเกบ็ ขอ้ มลู วดี ิทัศนไ์ ว้จำนวนมาก โดยจัดเกบ็ ใน
รูปแหล่งขอ้ มลู ขนาดใหญ่ (Video Server) เมอื่ ผใู้ ช้ต้องการเลือกชมรายการใด ก็เลือกไดจ้ ากฐานข้อมูลที่
ตอ้ งการ ระบบวดิ ีโอ ออนดมี านดจ์ ึงเปน็ ระบบที่จะนำมาใช้ ในเรือ่ งการเรียนการสอนทางไกลได้ โดยไม่มี
ข้อจำกัดด้านเวลา ผู้เรยี นสามารถเลือกเรยี น ในส่ิงทต่ี นเองต้องการเรียนหรอื สนใจได้
- การสบื คน้ ขอ้ มูล (Search Engine) ปจั จบุ ันไดม้ ีการกลา่ วถึงระบบการสืบค้นข้อมูลกันมาก
แม้แตใ่ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต กม็ กี ารประยกุ ตใ์ ช้ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ในการสืบคน้ ขอ้ มูล จนมีโปรโตคอลชนดิ พเิ ศษท่ี
ใช้กัน คอื World Wide Web หรือเรียกว่า www. โดยผ้ใู ช้สามารถเรียกใช้โปรโตคอล http เพื่อเชอ่ื มโยงเขา้
สู่ระบบไฮเปอรเ์ ท็กซ์ ซึ่งเป็นฐานขอ้ มูลในอนิ เทอรเ์ นต็ ไฮเปอร์เทก็ ซ์มลี กั ษณะเปน็ แบบมัลตมิ ีเดีย เพราะ
สามารถสร้างเปน็ ฐานข้อมลู ขนาดใหญ่ ท่เี ก็บได้ทั้งภาพ เสียง และตัวอักษร มรี ะบบการเรยี กค้นที่มี
ประสทิ ธภิ าพ โดยใช้โครงสร้างดัชนีแบบลำดับชัน้ ภมู ิ โดยทวั่ ไป ไฮเปอร์เท็กซ์จะเป็นฐานข้อมลู ที่มดี ชั นีสบื ค้น
แบบเดินหนา้ ถอยหลงั และบันทึกรอ่ งรอยของการสบื ค้นไว้ โปรแกรมท่ใี ชใ้ นการสร้างไฮเปอร์เทก็ ซ์มเี ป็น
จำนวนมาก ส่วนโปรแกรมทีม่ ีช่อื เสียงได้แก่ HTML Compossor FrontPage Marcromedia DreaWeaver
เปน็ ตน้ ปัจจุบันเราใชว้ ิธีการสืบคน้ ข้อมูล เพื่อนำข้อมลู ที่ได้ไปใช้ประกอบในการทำเอกสารรายงานตา่ ง ๆ ได้
อย่างสะดวกและรวดเรว็
- อนิ เทอรเ์ น็ต คือเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อย และเครือข่ายใหญ่
สลับซบั ซ้อนมากมาย เชอื่ มต่อกันมากกวา่ 300 ล้านเครื่องในปัจจุบัน โดยใช้ในการติดต่อส่อื สาร ข้อความ
66
รูปภาพ เสยี งและอน่ื ๆ โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ท่มี ผี ้ใู ช้งานกระจายกนั อย่ทู ั่วโลก ปจั จุบนั ไดม้ ี
การนำระบบอินเทอรเ์ น็ตเข้ามาใชใ้ นวงการศึกษากนั ทว่ั โลก ซ่งึ มีประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนเปน็ อยา่ ง
มาก
ประยุกต์ใชใ้ นงานทะเบยี นของสถานศกึ ษา
- งานรับมอบตัว ทำหนา้ ทตี่ รวจสอบหลกั ฐานที่นักศึกษานำมารายงานตัว จากนน้ั กจ็ ดั เก็บประวัติ
ภูมหิ ลังนกั ศกึ ษา เช่น ภูมิลำเนา บดิ ามารดา ประวตั ิการศึกษา ทุนการศึกษา ไวใ้ นแฟ้มเอกสารข้อมูลประวัติ
นักศกึ ษา
- งานทะเบยี นเรียนรายวชิ า ทำหนา้ ที่จดั รายวชิ าทตี่ ้องเรียนให้กั บนกั ศกึ ษา ในแต่ละภาคเรียนทุก
ช้นั ปี ตามแผนการเรียนของแต่ละแผนก แล้วจัดเกบ็ ไว้ในแฟม้ ข้อมลู ผลการเรยี น
- งานประมวลผลการเรียน ทำหน้าทน่ี ำผลการเรียนจากอาจารย์ผู้สอนมาประมวลในแตล่ ะภาค
เรยี น จากนน้ั ก็จดั เก็บไว้ในแฟ้มเอกสารข้อมูลผลการเรียน และแจ้งผลการเรยี นใหผ้ ู้ท่ีเก่ยี วขอ้ งทราบ
- งานตรวจสอบผู้จบการศึกษา ทำหนา้ ท่ีตรวจสอบรายวิชา และผลการเรียน ทีน่ ักศึกษาเรยี น
ตงั้ แต่เร่ิมต้น จนกระทั่งจบหลักสูตร จากแฟม้ เอกสาร ข้อมูลผลการเรียน ว่าผ่านเกณฑ์การจบหรือไม่
- งานสง่ นกั ศกึ ษาฝึกงาน ทำหนา้ ทห่ี าข้อมลู จากสถานที่ฝึกงาน ในแตล่ ะแหง่ ว่าสามารถรองรบั
จำนวน นกั ศกึ ษาทีจ่ ะฝึกงานในรายวิชาต่าง ๆ ได้เปน็ จำนวนเทา่ ใด จากน้ันก็จัดนกั ศึกษา ออกฝึกงานตาม
รายวชิ า ใหส้ อดคลอ้ งกบั จำนวนทสี่ ถานประกอบการตอ้ งการ
ประยุกตใ์ ช้ในหา้ งสรรพสินคา้ และสาขาย่อย
เน่อื งจากห้างสรรพสินคา้ เปน็ ศนู ย์การคา้ ขนาดใหญ่ มอี ยหู่ ลายสาขาทีจ่ ดั จำหน่ายอยู่ทวั่ ประเทศ มี
ซพั พลายเออร์กวา่ พนั ราย และมีพนักงานอยู่หลายพันคน ดังนน้ั ขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วข้อง และการตดั สนิ ใจต้องทำ
อย่างรวดเร็วเพื่อให้ทนั ต่อเหตุการณ์ ดงั นน้ั การท่ีต้องใชเ้ ทคโนโลยีจงึ เปน็ สงิ่ ที่หลีกเล่ยี งไม่ได้ การใช้เครื่อง
คอมพวิ เตอร์และเครื่องอ่านบารโ์ คด้ จึงมคี วามจำเป็นฝา่ ยเทคโนโลยีสารสนเทศจะเปน็ ฝา่ ยสนบั สนนุ สง่ิ สำคญั
ที่สดุ คือ เราต้องให้ความม่ันใจได้ว่า ระบบจะต้องทำงานได้ไมม่ ปี ญั หาขัดข้อง ปจั จบุ นั ระบบการเชอ่ื มต่อ
หา้ งสรรพสนิ ค้าจะเป็นแบบสอง ลักษณะคือในต่างจังหวัดจะใช้การเช่ือมต่อผา่ นดาวเทยี ม ในกรุงเทพจะใช้การ
เชื่อมตอ่ แบบออนไลน์ ซ่ึงจะมีการรบั ส่งข้อมลู กนั ทุกวัน ในส่วนของไอที นอกจากจะต้องทำใหร้ ะบบ สามารถ
ทำงานได้ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องม่นั ใจด้วยวา่ ข้อมลู ท่ีรบั ส่งกันน้นั มีความถูกต้อง ซ่งึ ในแตล่ ะวนั มีข้อมลู มาก ที่
จะตอ้ งผา่ นการประมวลผลให้แก่ผูบ้ ริหารเพื่อใชป้ ระกอบการตดั สินใจ ไม่วา่ จะเปน็ ขอ้ มูลยอดขายขอ้ มูลสต็อก
และข้อมูลต่างๆ ท่ี ผูบ้ ริหารต้องการ
ประยกุ ตใ์ ช้ในงานสาธารณสขุ และการแพทย์
เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการนำมาใช้ในการพัฒนา ดา้ นสาธารณสขุ อยา่ งกวา้ งขวาง และทำให้
งานดา้ น สาธารณสขุ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับระบบการบรหิ ารงาน และ
นำเทคโนโลยี สารสนเทศมาใชใ้ นงานต่างๆ ดังนี้
- ด้านการลงทะเบยี นผปู้ ว่ ย ตั้งแต่เร่มิ ทำบัตร จ่ายยา เกบ็ เงิน
67
- การสนบั สนนุ การรกั ษาพยาบาล โดยการเช่ือมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ต่างๆ เข้า
ดว้ ยกัน สามารถสรา้ งเครือข่ายข้อมูลทางการแพทย์ แลกเปลีย่ นขอ้ มูลของผูป้ ่วย
- สามารถใหค้ ำปรึกษาทางไกล โดยแพทยผ์ เู้ ชี่ยวชำนาญ เทคโนโลยสี ารสนเทศ จะช่วยให้แพทย์
สามารถเห็นหนา้ หรอื ท่าทางของผปู้ ว่ ยได้ ช่วยใหส้ ่งข้อมูลที่เป็นเอกสาร หรือภาพเพอื่ ประกอบการพจิ ารณา
ของแพทย์ได้
- เทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยในการ ให้ความรแู้ ก่ประชาชนของแพทย์ หรือหน่วยงาน
สาธารณสขุ ตา่ งๆ เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเรว็ ไดผ้ ลข้ึน โดยสามารถใช้ส่อื ตา่ งๆ เช่นภาพนิง่
ภาพเคลื่อนไหวมเี สยี งและอื่นๆ เปน็ ตน้
- เทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้ผบู้ รหิ ารสามารถกำหนดนโยบาย และติดตามกำกบั การดำเนนิ งาน
ตามนโยบายไดด้ ยี ิง่ ข้นึ โดยอาศยั ข้อมลู ทีถ่ ูกต้องฉับไว และข้อมลู ท่ีจำเปน็ ท้ังน้อี าจใช้คอมพวิ เตอร์เป็นตัวเก็บ
ขอ้ มูลตา่ งๆ ทำให้การบริหารเป็นไปได้ดว้ ยความรวดเร็ว ถูกตอ้ งมากย่ิงข้นึ
- ในดา้ นการใหค้ วามรหู้ รือการเรียน การสอนทางไกล เทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยเฉพาะดาวเทียม
จะช่วยให้การเรยี นการสอนทางไกล ทางดา้ นการแพทยแ์ ละสาธารณะสขุ เป็นไปไดม้ ากขึ้นประชาชนสามารถ
เรียนรูพ้ ร้อมกันได้ทั่วประเทศและ ยงั สามารถโตต้ อบหรือถามคำถามได้ดว้ ย
ประยุกต์ใช้ในงานดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กลมุ่ นกั วิทยาสตร์ วิศวกรท่ีตอ้ งการศึกษาพฤติกรรมบางอยา่ งของสิง่ มีชวี ิต รวมถงึ ส่งิ แวดลอ้ มต่างๆ
เชน่ ศกึ ษาการกระจายถ่นิ ท่อี ยู่ของนก การกระจายของแบคทีเรีย การสร้างอาณาจักรของมด ผงึ้ ชีวติ ความ
เป็นอยู่ของสตั ว์ปา่ ตา่ ง ๆ การพึ่งพาอาศยั ซึ่งกันและกัน ตลอดจนระบบนิเวศวิทยา ความสนใจในการจำลอง
ความเปน็ อยู่ของ สง่ิ มีชีวติ ได้มมี านานแล้ว เรม่ิ ต้ังแต่ครง้ั จอห์น พอยเมน ผเู้ ปน็ นกั คณติ ศาสตร์ เสนอแนวคิด
การทำให้เครอื่ งจักรทำงานโดยอัตโนมตั ิภายใตโ้ ปรแกรม ซ่ึงเปน็ รากฐานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ จนถึงปัจจบุ นั
เกมแหง่ ชวี ติ จงึ เกิดขึ้น
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานด้านการส่อื สารและโทรคมนาคม
เทคโนโลยขี องการสือ่ สารและโทรคมนาคมในปัจจุบนั ก้าวไกลไปมาก มีบริการมากมายที่ทนั สมยั
และตอบรบั กับการนำมาประยุกต์ใชใ้ นการดำเนนิ ธรุ กิจ ตวั อยา่ งการใชโ้ ทรศพั ทใ์ นปัจจุบันน้กี ม็ ไิ ดมไี ว้เพยี ง
สำหรบั คยุ สนทนาเพยี งอย่างเดยี วอีกต่อไป แต่มันสามารถชว่ ยงานได้มากขึน้ โดยอา้ งอิงข้อมลู และการเปดิ
ใหบ้ ริการของบรษิ ัท มีติดต่อสอื่ สารผ่านดาวเทยี มทง้ั ภาพและเสียง มโี ทรศัพทม์ ือถือรนุ่ ต่าง ๆ ออกมามากมาย
พัฒนาท้ังหนว่ ยงานของภาครัฐและเอกชน เช่นเทเลคอม เอเชีย คอรป์ อร์เรชัน่ จำกดั (มหาชน) ซงึ่ เป็นผ้วู าง
แผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริการโทรศัพท์พ้ืนฐาน 2.6 ลา้ นเลขหมาย ครอบคลมุ พน้ื ที่ในเขตกรุงเทพ
และปริมณฑล รวมถึงการซอ่ มบำรุงรกั ษาเป็นระยะเวลา 25 ปี และเปน็ หนง่ึ ในผ้ใู หบ้ ริการในปัจจบุ นั
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานด้านการออกแบบผลติ ภณั ฑ์
การประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการออกแบบ ได้มีการนำคอมพวิ เตอร์มาช่วยในการ
ออกแบบ ( CAD : Computer Aided Design) ออกแบบผลิตภณั ฑ์ ออกแบบสินคา้ และสามารถใช้
68
คอมพวิ เตอรช์ ่วยควบคุมกระบวนการผลติ ( CAM : Computer Aided Menufacturing ) เช่นควบคุม
อุณหภมู ิ ควบคุมคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ ลดแรงงาน โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคมุ หุ่นยนต์ทำงาน
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นสำนักงานภาครัฐและเอกชน
ปัจจุบนั ไดม้ ีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชใ้ นหนว่ ยงานภาครัฐและเอกชนตา่ ง ๆ มากมาย
เชน่ การทำบตั รประจำตวั ประชาชน การเกิด การตาย การเสยี ภาษีอากร การทำใบอนญุ าตขับรถยนต์ การ
จ่ายคา่ สาธารณูปโภคต่างๆ การประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง ฯลฯ เป็นตน้ งานเหลา่ น้ีไดม้ ีการนำระบบ
สำนักงานอตั โนมัติเขา้ มาใช้ เพอ่ื ทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารท่รี วดเรว็ และยังตอบสนองกับการบรหิ ารยุคใหมท่ ่ตี ้อง
ใช้ขอ้ มูลเป็นหลักในการบรหิ ารจดั การ
กลา่ วโดยสรุปคอื ได้มกี ารนำคอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ
เกือบทุกวงการ ทั้งภาครฐั และเอกชนไมว่ ่าจะอยู่ในรูปของบคุ คลหรอื องค์กรใด ๆ ก็ตาม ฉะนัน้ จงึ จำเปน็ อย่าง
ย่งิ ทีจ่ ะต้องมีการศึกษาทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในหน่วยงานดา้ นการศึกษากม็ ีความต่ืนตวั และเปดิ ทำ
การเรยี นการสอนในหลกั สูตรดังกลา่ ว ท้ังในระดับ อาชวี ศึกษา และอดุ มศึกษา และเป็นสาขาวิชาทมี่ นี กั ศกึ ษา
ใหค้ วามสนใจ กันมากเน่ืองจากยังมีตลาดแรงงานรองรับมากนั่นเอง
69
บทท่ี 3
คอมพิวเตอรแ์ ละอินเตอร์เนต็ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ
3.1 คอมพิวเตอร์และอนิ เตอรเ์ น็ตกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์
การแลกเปลย่ี นข้อมลู ระหว่างคอมพิวเตอรใ์ นอดีตจะใชว้ ธิ ีบันทกึ ข้อมูลลงในแผน่ ดสิ ก์และส่งไปยงั
ปลายทางโดยอาศยั ผู้ส่งดิสก์ เรยี กการติดต่อสอื่ สารแบบนี้ว่า เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ทีม่ ีคนเปน็ สือ่ รับ-สง่
ข้อมลู
1. ความหมายขององค์ประกอบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพวิ เตอร์และอุปกรณ์ต่อพว่ งเขา้ ดว้ ยกันโดยใช้
สอื่ กลางต่างๆ เชน่ สายสัญญาณ คลื่นวิทยุ เปน็ ตน้ เพ่ือทำให้สามารถสื่อสาร แลกเปล่ยี นข้อมูลและใช้
ทรัพยากรรว่ มกันได้
เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเปน็ 6 ประเภท
1. เครอื ข่ายเฉพาะท่ี หรือ แลนด์
2. เครือข่ายนครหลวง หรอื แมน
3. เครือขา่ ยบรเิ วณกวา้ ง หรอื แวน
4. เครอื ขา่ ยภายในองคก์ ร หรืออนิ ทราเนต็
5. เครอื ขา่ ยภายนอกองค์กร หรือเอ็กทราเน็ต
6. เครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์มีองค์ประกอบพ้นื ฐาน 2 ส่วนหลัก คือ องค์ประกอบด้านฮารด์ แวร์ และ
องคป์ ระกอบด้านซอฟต์แวร์ โดยองค์ประกอบด้านฮาร์ดแวร์ หมายถึง อปุ กรณท์ ่ีใชง้ านและเชื่อมต่อภายใน
เครอื ข่าย เชน่ เคร่อื งคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ สายสัญญาณ เปน็ ตน้ ส่วนองคป์ ระกอบด้านซอฟตแ์ วร์
หมายถึง ระบบปฏบิ ตั ิการ หรือโปรแกรมตา่ งๆ ท่ใี ช้สนับสนุนการทำงานและให้บริการดา้ นตา่ งๆ เพ่ืออำนวย
ความสะดวกให้แก่ผูใ้ ช้ให้สามารถติดตอ่ ส่ือสารผ่านเครือขา่ ยได้
70
2. การเลอื กใช้ฮารด์ แวรข์ องระบบเครือข่ายขนาดเลก็
การตดิ ต้ังเครือข่ายขนาดเลก็ มจี ุดประสงค์เพือ่ ใช้งานภายในบ้านหรือในสำนักงานขนาดเล็ก เพ่ือให้
สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกนั ได้ เช่น ข้อมลู เครอ่ื งพิมพ์ สแกนเนอร์ เป็นตน้
1. อุปกรณใ์ นระบบเครอื ข่ายขนาดเล็ก มหี ลายชนดิ ไดแ้ ก่ การ์ดแลน ฮับ สวิตซ์ โมเดม็ เราเตอร์
สายสญั ญาณ ซ่งึ อุปกรณ์แต่ละชนิดมคี ุณสมบัติแตกตา่ งกนั ดงั น้ี
1.1 การด์ แลน เป็นอปุ กรณท์ ่ีทำหน้าที่ ทรี่ ับส่งขอ้ มลู จากคอมพิวเตอรเ์ คร่ืองหนง่ึ ไปสู่
คอมพวิ เตอร์อีกเครือ่ งหน่ึงโดยผา่ นสายแลน
1.2 ฮับ เป็นอุปกรณ์ทท่ี ำหนา้ ท่ีเสมือนกบั ชุมทางข้อมลู หน้าทเี่ ปน็ ตัวกลางคอยสง่ ขอ้ มลู ให้
คอมพวิ เตอร์ในเครือขา่ ย และเป็นตวั กระจายสัญญาณ
1.3 สวทิ ช์ เปน็ อุปกรณร์ วมสัญญาณเช่นเดยี วกบั ฮบั แตต่ ่างจากฮับ คือ การรบั สง่ ขอ้ มลู จาก
คอมพวิ เตอรเ์ ครือ่ งหนึ่งนนั้ จะไม่กระจายไปยงั ทุกเครื่อง เนื่องจากสวทิ ช์ จะรับกล่มุ ข้อมูลมาตรวจสอบก่อนวา่
เป็นขอ้ มูลเครื่องใดแลว้ ส่งข้อมลู นัน้ ไปยังปลายทางอย่างอัตโนมตั ิ
1.4 โมเดม็ เป็นอุปกรณท์ ี่ทำหนา้ ทแี่ ปลงสัญญาณเพื่อใหสามารถสง่ ผา่ นสายโทรศพั ท์ หรือใย
แกว้ นำแสงได้
1.5 อุปกรณจ์ ัดเส้นทางหรือ เราเตอร์ เปน็ อุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นการเชอ่ื มโยงเครอื ขา่ ย
หลายเครอื ขา่ ยเข้าดว้ ยกนั การสง่ ขอ้ มลู จงึ มีหลายเสน้ ทาง และทำหน้าเลือกเสน้ ทางท่เี หมาะสมท่สี ุดในการ
ส่งผ่านข้อมูล เพ่ือเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ
1.6 สายสัญญาณ เป็นอุปกรณท์ ่ีทำหนา้ ที่เป็นส่อื กลางในการรบั ส่งข้อมูล
2. การเชือ่ มตอ่ ระบบเครือข่ายขนาดเล็ก
การเชอื่ มตอ่ ระบบเครือขา่ ยขนาดเลก็ ท่ใี ชก้ นั ในปัจจุบันมี 2 แบบหลักๆ คือ การเชื่อมต่อเครอื ขา่ ย
ระยะใกล้ การเช่อื มต่อเครอื ขา่ ยระยะไกล
2.1 การเชือ่ มตอ่ เครือข่ายระยะใกล้
หากมคี อมพวิ เตอรใ์ นระบบเครือข่ายไม่เกินสองเคร่อื ง อปุ กรณใ์ นระบบเครือข่ายนอกจากเคร่ือง
คอมพิวเตอร์แล้ว ยงั ต้องมีการด์ แลนดแ์ ละสายสญั ญาณ โดยไมต่ ้องใช้ฮับและสวติ ซ์ การตัดสนิ ใจซอื้ ฮบั และ
สวิตซ์ มาใชจ้ ะตอ้ งคำนงึ ถึงเรื่องการขยายระบบเครือข่ายในอนาคตด้วย ควรเลือกฮับและสวติ ซท์ ส่ี ามารถ
รบั รองจำนวนเครื่องคอมพวิ เตอรไ์ ดเ้ ท่ากบั จำนวนท่ีคาดวา่ จะมีในอนาคต
2.2 การเชือ่ มตอ่ เครือขา่ ยระยะไกล จากข้อจำกดั ของเครือขา่ ยทใี่ ชส้ ายแลนด์ท่ไี ม่สามารถ
เดนิ สายใหม้ ีความยาวมากกว่า 100 เมตรได้ จึงต้องหาทางเลือกสำหรบั ระบบ เครือขา่ ยระยะไกลในกรณีที่
เครือข่ายมีการรสั ง่ ข้อมลู จำนวนมาก ควรเลือกใชเ้ ราเตอรเ์ พือ่ ชว่ ยลดปญั หาความหนาแน่นของข้อมูลใน
เครอื ข่าย แต่เน่อื งจากเราเตอร์มีราคาแพงจงึ ต้องประเมนิ ความคมุ้ ค่าหากต้องการจัดซอ้ื มาใชง้ าน
แบบท่ี 1 คือ ต้องติดตั้งเครื่องทวนสญั ณาณ ไว้ทุกๆระยะ 100
71
แบบท่ี 2 คอื ใช้โมเดม็ หมุนโทรศัพท์เขา้ หากนั เม่ือต้องการเช่ือมต่อ และเม่ือเสร็จส้ินธุรกิจแล้วก็ยกเลิก
การเช่ือมต่อ แต่ความเรว็ ทไี่ ด้จะไดแ้ คเ่ พียงความสามารถของสายโทรศัพท์
แบบท่ี 3 คือ เป็นเทคโนโลยีระบบเครอื ข่ายทีม่ ปี ระสิทธิภาพมากทส่ี ุดในปจั จุบันสายสญั ญาณท่เี ลือกใช้
คือสายใยแก้วนำแสง สามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางไกลและมีความเร็วสงู รวมถงึ ความปลอดภัยของข้อมูล
แบบท่ี 4 คือ ใชจ้ ุดเชอื่ มตอ่ แบบไรส้ าย เป็นการเช่ือมต่อโดยใชส้ ัญาณวิทยุทางอากาศแทนการใช้
สายโทรศัพท์ เพ่อื ลดปัญหาจากการใชส้ ายสัญญาณ เหมาะสำหรับการติดต้ังในพ้นื ท่ีทม่ี ขี นาดจำกดั
แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึ่งเปน็ หนึ่งในเทคโนโลยตี ระกลู DSL เป็นเทคโนโลยีโมเด็มทที่ ำให้
คสู่ ายทองแดงธรรมดากลายเป็นส่ือสัญญาณดจิ ิทลั ความเร็วสูง โดยใช้เทคนคิ การเข้ารหสั สัญญาณข้อมูล ใน
ยา่ นความถท่ี ่ีสงู กวา่ การใช้งานโทรศพั ทโ์ ดยทัว่ ไป ทำให้สามารถสง่ ข้อมูลในขณะเดียวกันกบั การใชง้ าน
โทรศัพท์ได้
แบบที่ 6 คือ เทคโนโลยีแบบ ethernet overVDSLเปน็ เทคโนโลยรี ะบบเครือขา่ ยแบบลา่ สดุ ที่สามารถ
ตดิ ตัง้ ใช้งานได้เอง จงึ ทำใหม้ ีตน้ ทนุ ต่ำโยสามารถเชื่อมต่อกับสายโทรศพั ท์ท่วั ไป
1.3 การเลอื กใชซ้ อฟตแ์ วรข์ องระบบเครอื ข่ายขนาดเล็ก
สามารถเลอื กใช้ระบบปฏิบตั กิ ารแบบเครือข่าย( Network OS ) เป็นระบบปฎิบัติการสำหรบั ออกแบบ
และจดั การงานด้านการสอ่ื สารระหวา่ งคอมพิวเตอร์ภายในเครอื ขา่ ยให้สามารถใช้ทรพั ยากรรว่ มกนั ได้ ปจั จบุ นั
ระบบปฏบิ ตั กิ ารเครือข่ายจะใชห้ ลกั การประมวลผลแบบไคลเอนตเ์ ซิรฟ์ เวอร์ คือการจดั การข้อมลู และ
โปรแกรมทำงานอยูบ่ นเครอ่ื งเซิร์ฟเวอร์และสว่ นประกอบอ่ืนๆของระบบปฎบิ ตั ิการเครือข่ายจะทำงานอยูบ่ น
เครื่องไคลเอนด์ เชน่ การประมวลผล การตดิ ตอ่ กับผูใ้ ช้ เป็นต้น
ปจั จบุ ันซอฟตแ์ วรส์ ำหรับระบบเครือขา่ ยขนาดเล็ก มใี ห้เลือกใชง้ านหลายโปรแกรม เชน่
1. ระบบปฏิบัตกิ ารลินกุ ซ์ เซ็นต์โอเอส เรียกยอ่ ว่า CentOS เปน็ ซอฟซ์แวรเ์ ปดิ เผยโคด้ ผู้ใช้สามารถ
ดาวนโ์ หลดไปใชง้ าน หรือแก้ไขไดโ้ ดยไมต่ ้องจ่ายค่าลขิ สิทธิ์ แต่ผูด้ แู ลระบบต้องเรียนรรู้ ะบบก่อนใชง้ าน
สามารถเรยี นร้ผู า่ นทางเวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
2. ระบบปฏิบัตกิ ารวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ ปัจจุบันถกู พัฒนาเป็น Windows Server 2008 ออกแบบ
เพ่ือสนบั สนนุ ระบบเครือขา่ ย แอพพลเิ คชนั่ และบริการอ่ืนๆ ท่ีมคี วามทันสมัยบนเวบ็ ไซต์ และยงั เพ่ิม
ประสทิ ธิภาพให้ระบบปฏบิ ตั ิการพื้นฐาน เชน่ ระบบเคร่ืองมือเว็บ เทคโนโลยีเวอรช์ วลไลเซชัน เพมิ่ คุณภาพ
ความปลอดภัย เคร่ืองมือจัดการช่วยประหยัดเวลาและทรพั ยากรอ่ืนๆ ได้มากขึ้น โดยมคี ุณสมบัตดิ ังนี้
1.สร้างโครงสร้างพืน้ ฐานท่ีมัน่ คงสำหรับภาระงานของเซิร์ฟเวอร์
2.เวอรช์ วลไลเซชนั ซง้ึ เป็นเทคโนโลยีการสร้างระบบเสมือนจริงท่ีมีรากฐานจากระบบ
3. มีระบบการจดั การดแู ลเว็บ ระบบวิเคราะหป์ ัญหา เคร่อื งมอื พัฒนา
4.ระบบความปลอดภัย ไดร้ ับการพฒั นาให้มคี วามทนทานมากขึ้น พร้อมทั้งผสานการใชเ้ ทคโนโลยี
ดา้ น IDA หลายชิ้น
72
3.2 เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การเรยี นรู้
ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
สงั คมของมนุษยม์ ีการเปลีย่ นแปลงความเปน็ อยู่ไปอย่างรวดเรว็ กลา่ วกันวา่ ไดเ้ กิดการเปล่ียนแปลงใน
ลักษณะที่เรยี กว่า การปฏวิ ัติ มาแล้วสองครง้ั ครงั้ แรกเกิดจากการที่มนษุ ย์รจู้ ักใช้ระบบชลประทานเพอ่ื การ
เพาะปลูก สังคมของมนษุ ยจ์ ึงเปลย่ี นจากการเร่ร่อนมาเปน็ การตัง้ หลักแหลง่ เพื่อทำการเกษตร ตอ่ มาเม่ือ
ประมาณร้อยกว่าปีท่ีแล้ว กอ่ นสงครามโลกครง้ั ที่ 1 หลังจากท่ี เจมส์ วัตต์ ประดิษฐเ์ คร่อื งจักรไอนำ้ มนุษย์
นำเอาเครื่องจักรมาช่วยในอตุ สาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการคมนาคมขนสง่ ผลทต่ี ามมา
ทำให้เกิดการปฏิวัตทิ างอตุ สาหกรรม ความก้าวหน้าทางดา้ นวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทำใหเ้ ทคโนโลยไี ด้
เขา้ มาเสรมิ ปจั จยั พน้ื ฐานการดำรงชวี ติ ไดเ้ ปน็ อย่างดี เทคโนโลยีทำใหก้ ารสรา้ งที่พกั อาศัยมีคุณภาพ ผลิตสนิ คา้
และให้บรกิ ารต่าง ๆ เพ่ือตอบสนองความต้องการของมนุษยม์ ากขน้ึ เทคโนโลยที ำใหร้ ะบบการผลิตสามารถ
ผลติ สินคา้ ไดเ้ ปน็ จำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าไดค้ ุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการตดิ ต่อส่ือสารกนั ได้สะดวก
การเดนิ ทางเช่ือมถงึ กนั ทำให้ประชากรในโลกติดต่อรบั ฟงั ข่าวสารกนั ได้ตลอดเวลาการสรา้ งเทคโนโลยี
สารสนเทศมกั จะสรา้ งโดยใชร้ ะบบคอมพิวเตอร์เปน็ หลกั เน่ืองจากคอมพวิ เตอร์มคี วามสามารถและ
ประสทิ ธิภาพในการจัดการเก็บขอ้ มลู มากกว่าอปุ กรณ์อย่างอื่น รวมท้ังยังสามารถคำนวณประมวลผลข้อมลู ได้
อย่างรวดเร็วถกู ต้องแมน่ ยำแตไ่ มจ่ ำเปน็ ต้องสร้างมาจากระบบคอมพิวเตอรเ์ พียงอย่างเดียวเราสามารถใช้
อปุ กรณช์ นดิ อนื่ สรา้ งระบบสารสนเทศได้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถทำงานและจัดการขอ้ มูลได้ดกี วา่
อปุ กรณช์ นิดอื่น จงึ ทำให้คอมพวิ เตอรก์ ลายเป็นอปุ กรณ์สำคัญในการสร้างระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี
สารสนเทศมปี ระโยชน์ตอ่ การพฒั นาประเทศให้เจริญก้าวหน้า เปน็ เร่อื งทีเ่ กยี่ วข้องกบั วิถีความเป็นอยู่ของ
สังคมสมัยใหม่อยู่มาก เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อทกุ ส่ิงทกุ อย่างท้งั ทางการดำเนินชีวติ เศรษฐกจิ
สงั คม การเมือง การศึกษาและอืน่ ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์และ
เทคโนโลยีสอื่ สารในรปู แบบต่าง ๆเพื่อใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ ลักษณะเด่นท่ีสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศคือ
ช่วยเพมิ่ ผลผลติ ลดตน้ ทนุ และเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการทำงาน
73
ความหมายและความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยสี ารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถงึ ขอ้ มลู ข่าวสาร ความรตู้ ่างๆ ท่ไี ดร้ ับการสรปุ คำนวณ จัดเรียง หรือประมวลแล้ว
จากข้อมูลต่างๆ ท่ีเกยี่ วข้องอยา่ งเปน็ ระบบตามหลักวิชาการ จนได้เปน็ ข้อความรู้ เพ่ือนำมาเผยแพร่และใช้
ประโยชนใ์ นงานดา้ นต่าง ๆ
เทคโนโลยี หมายถึง การประยกุ ต์เอาความรู้ทางดา้ นวทิ ยาศาสตรม์ าใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษา
พฒั นาองคค์ วามรู้ตา่ งๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสงิ่ ตา่ งๆ และหาทางนำมาประยกุ ตใ์ หเ้ กดิ
ประโยชน์ เทคโนโลยจี ึงเปน็ ค้าทม่ี คี วามหมายกวา้ งไกล เป็นคำทเ่ี ราไดพ้ บเหน็ และไดย้ ินอยูต่ ลอดมา
เม่อื รวมคำวา่ เทคโนโลยกี ับสารสนเทศเข้าดว้ ยกนั จึงหมายถงึ เทคโนโลยีทใี่ ช้จดั การสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยี
ท่ีเก่ยี วข้องต้ังแต่การรวบรวมการจดั เกบ็ ข้อมูล การประมวลผล การพมิ พ์ การสรา้ งรายงาน การสือ่ สารข้อมูล
ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีทท่ี ำใหเ้ กิดระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลขอ้ มลู
ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแลว้ ยอ่ มมีความสำคญั ต่อทุกส่งิ ที่เก่ียวขอ้ ง เชน่ ด้านการเมือง การปกครอง ดา้ น
การศึกษา ดา้ น เศรษฐกจิ ดา้ นสงั คม ฯลฯ ในลกั ษณะดงั ต่อไปนี้
1. ทำให้ผูบ้ รโิ ภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเขา้ ใจ (Understanding) ในเรอ่ื งดังกลา่ ว
ข้างตน้
2. เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรอ่ื งทเ่ี กยี่ วข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตดั สนิ ใจ (Decision Making) ใน
เร่ืองต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
3. นอกจากนัน้ สารสนเทศ ยังสามารถทำใหเ้ ราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ท่ีเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่าง
ถกู ต้อง แมน่ ยา และรวดเรว็ ทันเวลากับสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขึน้
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่
ประการแรก การส่ือสารถอื เป็นสงิ่ จำเป็นในการดำเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์ สง่ิ สำคัญที่มีส่วนใน
การพฒั นากจิ กรรมต่างๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media, การส่อื สารโทรคมนาคม
(Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการทส่ี อง เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารประกอบดว้ ยผลติ ภัณฑห์ ลกั ทีม่ ากไปกว่า
โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อนิ เทอร์เน็ต อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพรห่ รือกระจายออกไปในท่ี
ตา่ งๆ ไดส้ ะดวก
ประการทส่ี าม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารมผี ลให้งานด้านต่าง ๆ มีราคาถูกลง
74
ประการทสี่ ี่ เครอื ข่ายสอื่ สาร (Communication networks) ได้รบั ประโยชนจ์ ากเครือขา่ ยภายนอก
เน่อื งจากจานวนการใชเ้ ครือข่าย จำนวนผู้เชอื่ มตอ่ และจำนวนผทู้ ม่ี ศี ักยภาพในการเขา้ เชอ่ื มตอ่ กบั เครือข่าย
นับวนั จะเพิ่มสงู ข้ึน
ประการทหี่ ้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารทาให้ฮาร์ดแวรค์ อมพิวเตอร์ และตน้ ทุนการใช้ ICT
มีราคาถูกลงมาก
ประการที่หก เทคโนโลยสี ารสนเทศก่อใหเ้ กิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขน้ึ อีกทัง้ ยังทำให้
วถิ ีการตัดสินใจ หรอื เลือกทางเลือกได้ละเอียดขนึ้
จะเห็นไดว้ ่า เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทท่สี ำคัญในทกุ วงการ มีผลตอ่ การเปล่ียนแปลงโลกด้าน
ความเปน็ อยู่ สังคม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมอื ง ตลอดจนการวิจัย
และการพฒั นาต่างๆ
การสือ่ สารดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยกี ารสื่อสาร (Communication Technology) มีการพัฒนารปู แบบให้สามารถตดิ ตอ่
ส่อื สารถึงกันได้ง่าย มหี ลายรูปแบบ อุปกรณต์ า่ งๆ ได้เพิม่ คุณสมบตั ใิ ห้สามารถเชื่อมโยงถึงกนั ได้การเพ่มิ คุณค่า
ของระบบคอมพิวเตอร์มมี ากขน้ึ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีการสือ่ สารมาประยุกตเ์ ข้าดว้ ยระบบกันท่ีเรยี กวา่
“เครือข่ายคอมพิวเตอร์”
อินเตอรเ์ น็ต (Internet) คือ เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรข์ นาดยักษ์ท่เี ช่ือมต่อกันทวั่ โลก โดยมี มาตรฐาน
การรับสง่ ข้อมูลระหวา่ งกันเป็นหนึง่ เดยี ว ซ่ึงคอมพวิ เตอร์แตล่ ะเคร่ืองสามารถรบั สง่ ข้อมูลในรปู แบบต่างๆ ได้
หลายรปู แบบ เชน่ ตวั อกั ษร ภาพกราฟกิ และ เสยี งได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมลู จากที่ตา่ งๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว
ทำให้การติดต่อสื่อสารนัน้ เป็นไปอยา่ งรวดเร็ว และมปี ระสิทธิภาพ ค่าใช้จา่ ยถูกกว่าหลายเทา่ น่เี ปน็ เหตุผล
หลกั ทีว่ า่ ทำไมเราต้องใชอ้ ินเตอร์เน็ตซ่งึ นบั เป็นการปฏิวัติ สังคมขา่ วสารครั้ง ใหญ่ทส่ี ดุ ในยคุ ของเรา
ประโยชน์ของอินเตอรเ์ นต็ มีดังนี้
ดา้ นการศึกษาเราสามารถต่อเข้ากบั อินเตอรเ์ น็ตเพื่อค้นควา้ หาข้อมูลได้ เหมือนห้องสมุดขนาดยกั ษส์ ่ง
ขอ้ มลู ที่เราตอ้ งการมาในเวลาไม่กวี่ ินาทจี ากแหล่งข้อมลู ท่ัวโลกไม่วา่ จะเปน็ ข้อมลู ดา้ นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม
ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอ่นื ๆ ผู้ใชท้ ี่ต่อเข้าอินเตอร์เนต็ สามารถรับส่งข้อมลู จดหมาย
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-mail) กบั ผู้ ใช้คนอื่นๆ ทว่ั โลกในเวลาอนั รวดเร็วดา้ นธรุ กจิ และการคา้ อนิ เตอรเ์ น็ตมีบริการ
ซือ้ ขายสินคา้ ผ่านคอมพวิ เตอร์เราสามารถเลือกดูสนิ คา้ คุณสมบตั ิต่างๆ ผ่านจอคอมพวิ เตอร์ สง่ั ซือ้ และจ่ายเงิน
ด้วยบตั รเครดติ ได้ทนั ทีซึ่งนับวา่ สะดวกและรวดเร็วมาก เราสามารถสรุปไดว้ า่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่อื สาร เป็นเทคโนโลยที กุ รูปแบบท่ีนำมาประยุกต์ในการประมวลผล การจดั เกบ็ การส่ือสาร และการสง่ ผ่าน
สารสนเทศด้วยระบบอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดยท่รี ะบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ติดต่อส่ือสาร
และระบบเครือข่าย ขณะทร่ี ะบบนามธรรมเกี่ยวข้องกับการจดั รูปแบบของการมปี ฏิสมั พันธ์ดา้ นสารสนเทศทั้ง
ภายในและภายนอกระบบให้สามารถดำเนนิ การรว่ มกันได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
75
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารกบั การเรียนรู้
จากความเปล่ยี นแปลงนยิ ามของการเรียนรู้ ทห่ี มายถงึ การท่บี คุ คลมีความเข้าใจ รับร้ปู ญั หาหรือ
เรอ่ื งราวท่ไี ดป้ ระสบมา ท่มี ีความเกย่ี วข้องกบั การการเพ่ิมพูนทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคคลนัน้
ๆ เชน่ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง การเรยี นร้จู ากประสบการณ์การทำงาน การเรียนรู้ยุคใหม่ต้องมปี ระสทิ ธภิ าพ
และมีความเหมาะสมกบั สภาพสงั คม ในปจั จบุ นั การเรยี นรู้มุง่ หวงั ทจี่ ะใหเ้ กิดองค์ความรู้แก่ตัวผูเ้ รียน โดยมุ่ง
จัดการเรยี นรใู้ หผ้ ู้เรียนเปน็ ศูนยก์ ลางการเรยี นรู้ไม่ใชแ่ คก่ ารตกี รอบใหผ้ ูเ้ รียนอยเู่ ฉพาะแต่ในสว่ นทเี่ ปน็ ความ
ต้องการของครผู ู้สอนเพียงอย่างเดียว แตต่ อ้ งให้ผู้เรยี นมีสว่ นรว่ มในการเรียนร้มู ากขนึ้ ดว้ ย เป้าหมายทางการ
ศกึ ษาของประเทศที่พัฒนาแล้วอยทู่ ่ีการให้การศึกษาแกป่ ระชาชนเขา้ ส่โู ลกแห่งเทคโนโลยี โดยเน้นทคี่ วามรอบ
รขู้ องคนในชาติ การเรียนรู้กบั การสรา้ งสงั คมเป็นส่ิงทต่ี ้องใหเ้ กิดขึ้นกับคนในชาติ การเรียนรู้ตอ้ งรวดเรว็ ใช้
เวลานอ้ ย ตน้ ทุนตำ่ และท่ีสำคัญ ความรู้จะมบี ทบาทที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคูก่ ับการใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อการ
เรยี นรู้การปฏริ ูปการศึกษา มุ่งเนน้ ให้ผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลางการเรียน คอื การสร้างโอกาสให้แกผ่ ู้เรียนเขา้ ถึง
แหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ไดม้ ากและสะดวกข้นึ ดังนน้ั การปฏริ ปู การศึกษาจงึ ต้องใชร้ ะบบเครอื ข่าย
อนิ เทอร์เน็ตเขา้ มามีบทบาทในการจดั การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศทำใหเ้ กดิ ระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ซง่ึ ผเู้ รยี นและผ้สู อนสามารถตอบโต้กนั ได้แมว้ า่ จะอยู่หา่ งกนั ผู้เรียนสามารถส่งการบ้านทาง
อนิ เทอรเ์ นต็ ได้ ครสู ามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แมก้ ระทั่งการชี้แนะดว้ ยไปรษณยี ์อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-mail)
หรอื ใชร้ ะบบกระดานขา่ ว (Bulletin Board System) เทคโนโลยคี อมพวิ เตอรแ์ ละเครือขา่ ยมีบทบาทสำคญั ย่งิ
ในการเรยี นรู้ มหาวทิ ยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ เชน่ ญี่ปุ่น ฮอ่ งกง สงิ คโ์ ปร์ ให้ความสำคัญอย่างย่ิงกบั การใช้
เทคโนโลยที างการศึกษา การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถใช้ในด้านการศึกษาจะชว่ ย
พฒั นาการเรยี นรู้และอำนวยความสะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดใน
ดา้ นสถานท่ี การสอนโดยใช้ระบบสารสนเทศจะจดั การเรียนรไู้ ดต้ ามความแตกตา่ งของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้
ท่ีใชใ้ นด้านการศกึ ษามีหลายระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroom การ
จัดการเรยี นรโู้ ดยใชเ้ ทคโนโลยีและสารสนเทศในการเรียนรู้เป็นการเปดิ โอกาสทางการศึกษาทท่ี ำใหค้ ุณเรียนรู้
โดยไม่มีข้อจำกัดในประเดน็ ต่าง ๆ เพียงแต่ผ้เู รียนรูต้ ้องศกึ ษาวิธีการเพ่ือเข้าสรู่ ะบบท่ีต้องการให้ถูกต้อง
การบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศในการจดั การเรียนรู้
ในโลกปัจจุบัน พบว่าความต้องการเกี่ยวกับตวั ผู้เรยี นเพ่มิ มากข้ึน เพราะว่าทผ่ี ่านมาอาจจะมีการ
ตอบสนองต่อการเรียนแบบท่องจำมามากแล้วการบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการเรยี นการสอน
ผสู้ อนควรจะศึกษาเทคนคิ วธิ ีการ เทคโนโลยีต่างๆ ทีจ่ ะนำมาใช้เพื่อชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไดร้ ับความรู้ใหมซ่ ึง่ แตเ่ ดิม
มักเปน็ การสอนใหผ้ ู้เรยี นเรียนโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปล่ยี นมาสู่การใชเ้ ทคนิควิธกี ารท่จี ะช่วยผู้เรียน
ได้รบั ข้อเทจ็ จรงิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ การใชเ้ ทคนคิ ช่วยการจำ เช่น Mnemonics เป็นตน้ ความ
ต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนทีผ่ ูเ้ รยี นควรได้รับคอื ทักษะการคิดในระดับสงู (Higher-order
thinking skills) ไดแ้ ก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปญั หา และการถ่ายโยง (Transfer) โดย
เน้นการใชว้ ธิ กี ารต่าง ๆ อาทิ สถานการณจ์ าลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการเรยี นแบบร่วมมอื สาหรับ
76
ผเู้ รยี นจะได้รับประสบการณ์การแกป้ ัญหาท่สี อดคลอ้ งกับสภาพชีวติ จริงสำหรับการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมา
บูรณาการในการจัดการเรยี นรู้ ผเู้ ขยี นจะขอนำเสนอใน รูปแบบตา่ งๆ ดังต่อไปน้ีคือ
1. ส่งิ แวดล้อมทางการเรียนรู้ (Learning environment) เป็นการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการ
จัดการเรียนรทู้ ่นี ำทฤษฎกี ารเรียนรู้มาเปน็ พน้ื ฐานการออกแบบร่วมกบั สอื่ หรือเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซงึ่ หลอม
รวมท้งั สองส่งิ เข้าไวด้ ้วยกัน ท่ีประกอบด้วยสถานการณ์ปญั หาทีก่ ระตนุ้ ให้ผูเ้ รยี นเรียนรู้ แหล่งการเรยี นรูช้ นดิ
ตา่ งๆ ทจ่ี ัดเตรยี มไวส้ ำหรบั ให้ผเู้ รยี นคน้ หาคำตอบ
มีฐานการชว่ ยเหลือไว้คอยสนับสนนุ ผู้เรยี นในกรณที ี่ไมส่ ามารถแกป้ ญั หาได้ ตลอดจนการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กนั
แกป้ ญั หาทสี่ นับสนนุ ใหผ้ เู้ รียนขยายมมุ มองแนวคดิ ต่างๆสงิ่ แวดลอ้ มทางการเรยี นรใู้ นปัจจุบันสามารถแยกตาม
คุณลักษณะของสื่อได้ 3 รูปแบบ คือ
(1) สงิ่ แวดล้อมทางการเรยี นรู้บนเครือข่าย
(2) มัลตมิ ีเดียทพี่ ัฒนาตามแนวคอนสตรัคตวิ สิ ต์
(3) ชุดการสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์
2. การเรียนรแู้ บบออนไลน์ (E-learning)
การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ E-learning การเรยี นรแู้ บบออนไลน์เปน็ การศึกษา เรียนรู้ผ่านเครอื ข่าย
คอมพิวเตอร์อนิ เทอร์เนต็ (Internet) หรืออินทราเนต็ (Intranet) เปน็ การเรยี นรดู้ ้วยตวั เอง ตามความสามารถ
และความสนใจของตน โดยผเู้ รยี น ผูส้ อน และเพ่ือนร่วมชัน้ เรยี นทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยน
ความคดิ เหน็ ระหวา่ งกนั ได้เช่นเดียวกบั การเรียนในชน้ั เรยี นปกติ ซึ่งการให้บริการการเรียนแบบออนไลน์ มี
องค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน โดยแตล่ ะส่วนจะต้องได้รับการออกแบบเปน็ อยา่ งดี เพราะเมือ่ นามาประกอบเขา้
ด้วยกนั แล้วระบบทง้ั หมดจะต้องทางานประสานกนั ได้อยา่ งลงตวั ดงั นี้
1) เนอื้ หาของบทเรยี น
2) ระบบบริหารการเรียน ทาหน้าทีเ่ ปน็ ศนู ย์กลาง กำหนดลำดับของเน้ือหาในบทเรียน เราเรียกระบบ
น้วี ่าระบบบรหิ ารการเรยี น (E-Learning Management System: LMS) ดงั น้นั ระบบบรหิ ารการเรยี นจงึ เป็น
สว่ นท่เี ออ้ื อำนวยให้ผู้เรียนได้ศกึ ษาเรยี นรู้ไดด้ ้วยตนเองจนจบหลกั สูตร
3) การตดิ ต่อสื่อสาร การเรียนแบบ E-learning นำรูปแบบการตดิ ต่อสือ่ สารแบบ 2 ทาง มาใช้
ประกอบในการเรยี น โดยเคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ประเภทReal-time
ได้แก่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations, Interactive poll,
Conferencing และอ่นื ๆ ส่วนอกี แบบคอื ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่ Web-board, E-mail
3. หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-books)
เปน็ หนังสือถูกนำมาจัดพิมพ์ในรปู แบบดิจติ อล ไม่บังคับการพมิ พ์ และการเข้าเล่ม แผน่ ซีดีรอม
สามารถจดั เก็บข้อมลู ไดจ้ ำนวนมากในรปู แบบของตวั อักษร ทัง้ ลกั ษณะภาพ ดิจติ อล ภาพอนิเมชั่น วิดโี อ
ภาพเคลอื่ นไหวต่อเนื่อง คำพูด เสยี งดนตรี และเสยี งอื่นๆ ทีป่ ระกอบตัว อักษรเหลา่ นน้ั
4. ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-library)
77
เปน็ แหล่งความรู้ท่ีบนั ทกึ ข้อมูลไว้ในเครือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ม่ข่ายและใหบ้ รกิ ารสารสนเทศทาง
อิเลก็ ทรอนกิ สห์ รือผา่ นเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
1. การจัดการเอกสารอิเลก็ ทรอนิกส์ เพื่อประโยชนใ์ นการรวบรวมและจัดเกบ็ สารสนเทศ และสะดวก
ในการบริการส่งสารสนเทศแก่ผใู้ ช้ เป็นการเปลีย่ นรูปแบบสงิ่ พิมพ์แบบเดิมให้อยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกสท์ ่ี
เครื่องคอมพิวเตอรส์ ามารถอ่านได้ ทำได้โดยการจดั เกบ็ ในรปู ดจิ ิตลั ได้แก่ ซดี ีรอม หรือจดั เก็บในฮารด์ ดิสต์
2. ระบบเครอื ขา่ ย เพื่อเชื่อมโยงเครือขา่ ยของห้องสมดุ กับผใู้ ชแ้ ละแหลง่ สารสนเทศอนื่ ๆ ทำให้ผู้ใช้
สามารถตดิ ต่อกับห้องสมุดและแหล่งสารสนเทศ อน่ื ๆได้ทั่วโลก
3. การส่งเอกสารสารสนเทศแกผ่ ใู้ ช้ เพ่ือให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศทีต่ ้องการโดยไม่ต้องมายังหอ้ งสมดุ
คอื ทางไปรษณยี ์ โทรสาร และทางอินเตอร์เนต็
5. แผนการจัดการเรียนรู้
เปน็ การบูรณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในข้ันตอนต่างๆ ของแผนการจัดการเรยี นรู้ ท่ียึดหลกั การบรู
ณาการที่เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคัญโดยใชเ้ ทคโนโลยเี ขา้ มาส่งเสริม สนบั สนุนและพฒั นาศักยภาพการเรียนรู้ของ
ผู้เรยี น ซ่ึงสงั เคราะหจ์ ากทฤษฎกี ารเรียนรู้คอนสตรัคตวิ สิ ต์ ทฤษฎีพุทธปิ ญั ญานยิ ม และคุณลกั ษณะของ
โปรแกรมทางด้าน ICT ดังกรอบแนวคิดในการจัดการเรยี นรู้ดังนี้
กรอบแนวคิดในการจัดกระบวนการเรยี นรทู้ ่บี รู ณาการ ICT ทสี่ งั เคราะห์จากทฤษฎกี ารเรียนรูค้ อนสตรัคติวสิ ต์
ทฤษฎีพุทธปิ ัญญานยิ ม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT
78
จากกรอบแนวคดิ ในการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้ แสดงให้เห็นถงึ
ความสมั พันธ์ระหว่างวธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ (Method) ร่วมกับสื่อ(Media) ซ่ึงในที่น้ีกค็ ือเทคโนโลยีสารสนเทศ
เชน่ คอมพวิ เตอร์ อนิ เทอร์เน็ต วดี ิทัศน์ ฯลฯ การการเลือกวธิ กี ารจะต้องอยบู่ นพ้ืนฐานของการเรยี นรู้ทเ่ี นน้
ผู้เรียนเปน็ สำคัญและเลือกใช้สอื่ ใหส้ นองต่อการรบั รขู้ องผูเ้ รียน ดงั กรอบแนวคดิ ขา้ งต้น ในขนั้ แรกทเ่ี ปน็ การ
เช่อื มโยงความรูเ้ ดิมกับความรู้ใหม่ผู้สอนอาจกระตนุ้ ให้ผูเ้ รยี นใส่ใจหรือกระตนุ้ ประสบการณ์เดิมโดยใช้สอ่ื พวก
วดี ทิ ัศน์ และตั้งคำถามทใ่ี ห้ผ้เู รยี นสามารถเรยี กกลบั ประสบการณเ์ ดมิ เหล่านนั้ มาใช้ในการเรยี นรู้ส่งิ ใหม่ ขนั้ จดั
ประสบการณ์เรยี นรู้ตง้ั แต่ข้นั การกระตนุ้ ใหเ้ กิดปัญหาและการมอบหมายภารกจิ การเรยี นรู้ การส่งเสรมิ การ
สรา้ งและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคดิ ท่หี ลากหลาย เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีสามารถ
สนับสนนุ การแสวงหาและค้นพบความรู้ เช่น อินเทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้ ในการสร้างและนาเสนอผลงานผ้สู อนอาจ
ใหผ้ เู้ รียนใชโ้ ปรแกรมประยุกต์คอมพิวเตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เปน็ ต้น และอาจใช้ Social
media ในการแลกเปลี่ยนแนวคิด ตดิ ต่อส่ือสารระหว่างผู้เรียนอ่ืนๆได้อีกด้วย
3.3 สื่อเพ่อื การการเรียนรู้
ความหมายของสื่อการเรยี นรู้
คำวา่ "ส่อื " (Media) เป็นคำท่ีมาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า "ระหวา่ ง" หมายถึง สง่ิ ใดก็
ตามทบ่ี รรจขุ ้อมูลเพอ่ื ใหผ้ ูส้ ง่ และผู้รับสามารถส่ือสารกันได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ เม่ือมีการนำส่ือมาใชใ้ น
กระบวนการเรยี น การสอนก็เรียกสอ่ื นน้ั วา่ "ส่ือการเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถงึ ส่อื ชนิดใด
ก็ตามทีบ่ รรจุเนื้อหา หรือสาระการเรยี นรูซ้ ง่ึ ผ้สู อนและผู้เรยี นใช้เปน็ เครอ่ื งมอื สำหรบั การเรียนรเู้ นอื้ หา หรอื
สาระนนั้ ๆ การเรยี นการสอนในภาพลักษณ์เดมิ ๆ มักจะเป็นการถ่ายทอดสาระความรจู้ ากผู้สอนไปยงั ผเู้ รียน
โดยใชส้ อื่ การเรียนการสอนเปน็ ตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ใหผ้ ูเ้ รยี น
เกิดการเรียนรู้ ปจั จุบนั เปน็ ที่ยอมรับกันโดยท่วั ไปแล้วว่าการเรียนร้ไู มไ่ ดจ้ ำกัด อยู่ เฉพาะในหอ้ งเรียน หรือใน
โรงเรยี น ผสู้ อนและผเู้ รยี นสามารถเรียนรู้จากส่ือตา่ ง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรยี นรู้ไดท้ กุ เวลาและทุก
สถานที่ สอื่ ท่ีนำมาใชเ้ พ่ือการเรยี นรตู้ ามหลกั สตู รการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จงึ เรยี กวา่ "ส่ือการเรียนรู้" ซึ่งหมายถงึ
ทุกสิ่ง ทกุ อยา่ งท่มี ีอย่รู อบตวั ไม่ว่าจะเป็นวสั ดุ ของจริง บุคคล สถานที่ เหตกุ ารณ์ หรอื ความคดิ ก็ตาม ถือเป็น
สอ่ื การเรยี นร้ทู ง้ั สิ้น ข้ึนอยกู่ ับว่าเราเรียนรูจ้ ากส่ิงน้ัน ๆ หรือนำสง่ิ นนั้ ๆ เข้ามาส่กู ารเรียนรู้ของเราหรือไม่
การจำแนกประเภทของส่ือการเรยี นรู้
สื่อการเรยี นรู้สามารถจำแนกออกตามลักษณะไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คอื
1. ส่อื ส่งิ พิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารส่ิงพมิ พต์ า่ ง ๆ ท่ีแสดงหรือเรยี บเรยี งสาระความรู้ตา่ ง ๆ
โดยใช้ตัว หนังสือที่เป็นตัวเขยี นหรอื ตัวพมิ พ์เปน็ ส่ือในการแสดงความหมาย สือ่ สิง่ พมิ พ์มีหลายชนดิ ได้แก่
เอกสาร หนงั สอื เรยี น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร บนั ทึก รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรยี นรทู้ ผ่ี ลิตข้นึ ใช้ควบคู่กับเครอื่ งมอื โสตทัศนวัสดุ หรอื เคร่ืองมอื ท่ี
เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทกึ ภาพพร้อมเสยี ง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพน่ิง ส่ือคอมพิวเตอร์
79
ชว่ ยสอน นอกจากนีส้ ่ือเทคโนโลยี ยงั หมายรวมถงึ กระบวนการตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การนำเทคโนโลยีมา
ประยุกต์ใช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เช่น การใชอ้ ินเทอร์เน็ตเพ่อื การเรียนรู้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม
เป็นตน้
3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนอื จากส่อื 2 ประเภทท่กี ลา่ วไปแลว้ ยังมสี อ่ื อืน่ ๆ ทีส่ ง่ เสริมการเรยี นร้ขู องผู้เรียน
ซงึ่ มี ความสำคัญไมย่ ่ิงหยอ่ นไปกว่าสอ่ื สง่ิ พิมพ์และส่ือเทคโนโลยี ส่ือทก่ี ลา่ วน้ี ได้แก่
3.1 บุคคล หมายถึง บคุ คลที่มคี วามรู้ ความสามารถ ความเชีย่ วชาญในสาขาต่าง ๆ ซ่ึงสามารถ
ถา่ ยทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสบู่ คุ คลอ่นื เช่น บคุ ลากรในท้องถน่ิ แพทย์ ตำรวจ นกั
ธรุ กิจ เป็นตน้
3.2 ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม หมายถึง สงิ่ มอี ย่ตู ามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมตัวผู้เรียน เช่น
พชื ผกั ผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏิบตั กิ าร เปน็ ตน้
3.3 กจิ กรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรม หรือกระบวนการที่ผู้สอนและผู้เรยี นกำหนดขึ้น
เพ่ือสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝกึ ทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคดิ การปฏบิ ัติ การเผชญิ
สถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผ้เู รียน เชน่ บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ การทำ
โครงงาน เกม เพลง เป็นต้น
3.4 วสั ดุ เครือ่ งมือและอุปกรณ์ หมายถึง วสั ดทุ ป่ี ระดิษฐข์ ึ้นใช้เพ่ือประกอบการเรยี นรู้ เช่น
หุน่ จำลอง แผนภูมิ แผนท่ี ตาราง สถติ ิ รวมถึงสอ่ื ประเภทเครือ่ งมือและอุปกรณ์ท่จี ำเปน็ ตอ้ งใช้ในการ
ปฏิบตั ิงานตา่ ง ๆ เช่น อปุ กรณท์ ดลองวทิ ยาศาสตร์ เครื่องมือช่าง เป็นต้น
หลักการและแนวคดิ ของสื่อการเรยี นรู้ตามหลักสูตร
การจดั การเรยี นรูต้ ามหลกั สูตรการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มงุ่ สง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียน
เรยี นรู้ ดว้ ยตนเอง เรียนรอู้ ย่างต่อเน่ืองตลอดชีวติ และใช้เวลาอยา่ งสร้างสรรค์ รวมท้ังมคี วามยืดหย่นุ สนอง
ความ ต้องการของผเู้ รียน ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ ผู้เรยี นสามารถเรียนรทู้ กุ ประเภท รวมทงั้ เครือขา่ ย
การเรยี นรู้ ต่าง ๆ ทมี่ ีอยู่ในท้องถิน่ ชมุ ชนและแหล่งอ่นื ๆ ส่ือที่จะนำมาใชเ้ พอื่ จดั การเรียนร้ตู ามหลักสตู รจะมี
ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. เน้นสือ่ เพอ่ื การคน้ ควา้ หาความรดู้ ้วยตนเองทัง้ ของผเู้ รียนและผู้สอน
2. ผเู้ รยี นและผ้สู อนสามารถจัดทำหรอื พฒั นาสื่อการเรยี นรู้ข้ึนเอง รวมทั้งนำส่อื ที่มีอยรู่ อบตวั มาใชใ้ น
การเรียนรู้
3. รปู แบบของสื่อการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย เพื่อส่งเสริมใหก้ ารเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณค่า
กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนรจู้ ักวิธกี ารแสวงหาความรู้ เกดิ การเรียนรู้อย่างกวา้ งขวางและตอ่ เนื่องตลอดเวลา
ส่ือกบั ผเู้ รยี น
80
1. เปน็ สง่ิ ท่ีช่วยให้เกิดการเรียนรู้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ เพราะชว่ ยให้ผเู้ รยี นเกิดความเข้าใจเน้อื หา
บทเรียน ทีย่ งุ่ ยากซับซอ้ นได้ง่ายขน้ึ ในระยะเวลาอนั ส้นั และสามารถชว่ ยใหเ้ กดิ ความคดิ รวบยอดในเร่อื งนั้นได้
อย่างถูกต้อง และรวดเรว็
2. สื่อจะช่วยกระต้นุ และสร้างความสนใจใหก้ ับผเู้ รียน ทำให้เกิดความสนุกและไมร่ ู้สึกเบ่ือหน่ายการ
เรียน
3. การใช้ส่อื จะทำให้ผเู้ รียนมีความเข้าใจตรงกันและเกดิ ประสบการณ์ร่วมกนั ในวิชาท่เี รียน
4. ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรียนการสอนมากขนึ้ ทำใหเ้ กิดมนษุ ยสมั พันธ์อันดี ใน
ระหวา่ งผู้เรยี นด้วยกนั เอง และกบั ผ้สู อนดว้ ย
5. ชว่ ยสรา้ งเสรมิ ลกั ษณะทด่ี ีในการศกึ ษาคน้ คว้าหาความรู้ชว่ ยให้ผ้เู รียนเกิดความคดิ สร้างสรรค์ จาก
การใช้สอ่ื เหล่านั้น
6. ช่วยแกป้ ัญหาเรือ่ งของความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลโดยการจัดให้มกี ารใชส้ ่ือในการศกึ ษารายบุคคล
สอื่ กับผู้สอน
1. การใชส้ อ่ื วสั ดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรยี นการสอน เปน็ การช่วยให้บรรยากาศในการสอน
น่าสนใจยง่ิ ขึ้น ทำให้ผู้สอนมีความสนกุ สนานในการสอนมากกวา่ วิธกี ารที่เคยใชก้ ารบรรยายแตเ่ พยี งอย่างเดียว
และเปน็ การสรา้ ง ความเชือ่ ม่ันในตวั เองใหเ้ พม่ิ ข้นึ ด้วย
2. สอื่ จะชว่ ยแบง่ เบาภาระของผูส้ อนในดา้ นการเตรียมเน้ือหาเพราะบางครง้ั อาจใหผ้ ู้เรียนศึกษา
เนอื้ หาจากส่ือได้เอง
3. เปน็ การกระตุ้นให้ผู้สอนต่ืนตัวอย่เู สมอในการเตรยี มและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพ่ือใชเ้ ปน็ สอื่ การสอน
ตลอดจนคดิ ค้นเทคนิควิธีการตา่ ง ๆ เพื่อใหก้ ารเรยี นรู้นา่ สนใจยิ่งขนึ้
นวตั กรรมการเรยี นรู้ (Learning innovation) หมายถงึ ส่งิ ใหมท่ น่ี ำมาใช้ใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรยี นร้จู ะเห็นไดว้ ่า
นวตั กรรมการเรยี นรเู้ ป็นนวัตกรรมท่ใี ชใ้ นวงกว้างดา้ นตา่ งๆ ท่เี ป็นการจัดการศกึ ษา มีจดุ เนน้ ที่การจัดการเรยี น
การสอนเพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ ซงึ่ นวตั กรรมการเรยี นรู้มคี วามสำคัญต่อการเรยี นรู้มากมาย
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรู้ประเภทสอ่ื การสอนผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงดงั นี้คือ
1. วตั ถุประสงค์การเรียนรู้
2. ลกั ษณะผ้เู รยี น ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ระดับช้ัน ความรู้ ทกั ษะ
3. พนื้ ฐาน และประสบการณ์ของผู้เรียน
4. รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู้
5. ธรรมชาตเิ น้อื หาสาระการเรยี นรู้ และวธิ กี ารนำเสนอทเ่ี หมาะสม
6. สภาพการเรยี น
7. ทรัพยากรต่าง ๆ เชน่ วัสดอุ ุปกรณ์ ครภุ ัณฑ์ งบประมาณ
8. ราคานวตั กรรมทีเ่ หมาะสม
81
โครงสร้างของการออกแบบนวัตกรรม ดงั น้คี ือ
1. ช่อื นวัตกรรม ผูพ้ ัฒนาควรต้งั ช่ือนวตั กรรมให้สอดคล้องกบั วัตถปุ ระสงค์ และเข้าใจงา่ ย
2. วัตถปุ ระสงค์ของนวตั กรรม การกำหนดวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมใหช้ ัดเจนส่งผลให้ การพฒั นา
นวตั กรรมนนั้ รวดเร็วและมีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขึ้น
3. ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวัตกรรม ผู้พัฒนาต้องพจิ ารณาทฤษฎีการเรียนรู้เพอ่ื ให้สอดคล้อง
กับวตั ถุประสงค์ ซึง่ ทฤษฎีการเรียนรู้ถือเป็นส่ิงสำคัญทจี่ ะใช้ในการพฒั นานวตั กรรมทางการศกึ ษา
4. สว่ นประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผู้พัฒนาตอ้ งพิจารณาส่วนประกอบของ
นวตั กรรม วา่ มอี ะไรบ้าง
5. การนำนวัตกรรมไปใชแ้ ละประเมินผล เป็นส่วนที่แสดงความสำเรจ็ ของนวตั กรรม ประกอบด้วย วิธี
วดั ผล เครือ่ งมอื ท่ีใช้วัดผล และวธิ ีการประเมินผลประเภทของนวตั กรรมการเรียนการสอน เมอื่ การ
เรียนการสอนมลี ักษณะเปน็ ระบบ ประกอบด้วยตัวป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และ
ผลผลติ (Output) การนำนวตั กรรมมาใชจ้ ดั การเรยี นการสอนจึงมจี ดุ หมายท่ีจะปรับปรงุ หรือเพม่ิ
ประสทิ ธภิ าพให้กับระบบการเรียนการสอน
3.4 หลกั การออกแบบนวัตกรรมและสอ่ื เพื่อการเรยี นรู้
หลักการออกแบบสอ่ื เพื่อการเรียนรู้ ประกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดงั นี้
ขั้นตอนท่ี1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ข้นั ตอนท่ี2 บอกวตั ถุประสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนท่ี 3 ทวนความรเู้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขน้ั ตอนที่4 การเสนอเน้อื หา (Present New Information)
ขน้ั ตอนที่ 5 ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี6 กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)
ข้ันตอนท่ี 7 ให้ข้อมลู ย้อนกลับ (Provide Feedback)
ขั้นตอนที่8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขัน้ ตอนท่ี9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดังนั้นในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรู้ผู้ออกแบบตอ้ งคำนึงถึงหลกั การขา้ งต้น เพ่ือให้นวตั กรรมนั้น
สามารถนำมาใช้ไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงคห์ ลัก คอื เพ่ือช่วยแก้ไขปัญหาทีเ่ กดิ ขึน้ ในการเรยี นการสอน และเพม่ิ
ความสามารถในการเรียนรขู้ องผเู้ รียน ให้มปี ระสอทธภิ าพมากย่ิงขนึ้
หลักการออกแบบสอ่ื เพื่อการเรียนรู้
หลักการออกแบบสอื่ เพ่ือการเรียนรู้ประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ดังน้ี
1. เร้าความสนใจ (Gain Attention)
82
สอื่ การเรียนรู้ ต้องมลี ักษณะท่เี ร้าความสนใจและดงึ ดูดความสนใจของผ้เู รียน เพื่อเป็นการกระตุ้นและ
เกดิ แรงจูงใจใหผ้ เู้ รยี นมคี วามต้องการทจ่ี ะเรยี น ผู้ออกแบบจงึ ต้องกำหนดส่งิ ท่ีจะดึงดดู ความสนใจ เพอ่ื ใหเ้ กิด
พฤติกรรมและเปา้ หมายตามทีต่ อ้ งการ สว่ นใหญจ่ ะเร่ิมด้วยหนา้ นำเรื่อง ซง่ึ ควรมรี ูปภาพ ภาพเคล่ือนไหวหรอื
สีสันตา่ ง ๆ เพอื่ ใหน้ ่าสนใจ ซึ่งก็ต้องเก่ยี วข้องกับบทเรยี นด้วย คือการแสดงชื่อของบทเรียน ช่ือผู้สรา้ งบทเรยี น
การแนะนำเร่อื งหรือการแนะนำเน้ือหาของบทเรียน สิง่ ทีต่ ้องพจิ ารณาเพ่ือเรา้ ความสนใจของผู้เรียน
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)
การบอกวตั ถุประสงค์แก่ผู้เรียน เพือ่ เป็นการใหผ้ ู้เรียนได้ทราบถงึ เปา้ หมายในการเรยี นหรือส่ิงทีผ่ ู้เรียน
สามารถทำไดห้ ลงั จากท่เี รยี นจบบทเรียน ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นจุดประสงค์กว้าง ๆ จนถึงจุดประสงค์เชงิ
พฤติกรรม การบอกจุดประสงค์จะทำใหผ้ ้เู รียนทำความเขา้ ใจเนอ้ื หาไดด้ ีข้ึน สงิ่ ทีต่ ้องพจิ ารณาในการบอก
วัตถุประสงค์ มดี ังนี้
1.ใชค้ ำสั้น ๆ และเข้าใจได้ง่าย
2.หลีกเลี่ยงคำที่ยังไมเ่ ป็นทร่ี จู้ ักและเปน็ ทเ่ี ข้าใจ โดยทวั่ ไ
3.ไมค่ วรกำหนดวัตถปุ ระสงค์หลายข้อเกนิ ไปในเนื้อหาแตล่ ะส่วน
4.ผู้เรียนควรมโี อกาสท่ีจะทราบวา่ หลงั จบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใชท้ ำอะไรไดบ้ ้าง
5.หากบทเรียนนัน้ ยังมีบทเรียนยอ่ ย ๆ ควรบอกจุดประสงคก์ ว้าง ๆ และบอกจุดประสงคเ์ ฉพาะส่วนของ
บทเรยี นยอ่ ย
3. ทวนความรูเ้ ดมิ (Activate Prior Knowledge)
ลกั ษณะของการทวนความรูเ้ ดมิ ของผู้เรยี น เปน็ การทบทวนหรือการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิม เพื่อ
เช่อื มกบั ความรู้ใหม่ ซงึ่ ผเู้ รยี นจะมีพื้นฐานความรทู้ แี่ ตกตา่ งกนั ออกไป การรับรู้สงิ่ ใหม่ ก็ควรจะมกี ารประเมนิ
ความรู้เดิม คือการทดสอบก่อนการเรยี น และเพอ่ื เปน็ การกระตนุ้ ให้ผ้เู รยี นเกิดการระลึกความร้เู ดมิ เพื่อ
เตรยี มพร้อมในการเชอื่ มโยงกับความรใู้ หม่ ซึ่งการทดสอบจะทำให้ผูเ้ รยี นไดร้ ตู้ วั เองและกลบั ไปทบทวนในส่ิงท่ี
เกย่ี วข้อง สำหรับคนทีร่ ใู้ นเนื้อหาบทเรียนดแี ลว้ อาจข้ามบทเรยี นไปยงั เนื้อหาอ่นื ๆ ต่อไป การจะทำ
แบบทดสอบกอ่ นเรียนหรอื ไม่ก็ข้นึ อยู่กบั การพิจารณาของบทเรียนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สง่ิ ท่ีจะต้อง
พิจารณาในการทบทวนความรเู้ ดิม มีดงั น้ี
1. ไมค่ วรคาดเดาเอาว่าผูเ้ รยี นมีความรู้พนื้ ฐานก่อนแล้วจงึ มาศกึ ษาเนื้อหาใหม่ ควรมีการทดสอบหรือให้
ความรเู้ พ่ือเปน็ การทบทวนให้พรอ้ มทจ่ี ะรับความรู้ใหม่
2. การทดสอบหรือทบทวนควรให้กระชับและตรงตามวตั ถปุ ระสงค์
3. ควรเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นออกจากแบบทดสอบหรือเน้อื หาใหม่เพือ่ ไปทบทวนได้ตลอดเวลา
4. หากไม่มกี ารทดสอบ ควรมกี ารกระตุ้นใหผ้ เู้ รียนกลับไปทบทวนหรือศึกษาในสง่ิ ท่ีเกี่ยวข้อง
4. การเสนอเนือ้ หา (Present New Information)
การเสนอเน้อื หาใหมเ่ ป็นการนำเสนอเน้ือหาโดยใชต้ วั กระต้นุ ที่เหมาะสม เป็นสง่ิ สำคญั สำหรับการเรยี น
การสอนเพอ่ื ให้การเรยี นรู้เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ รูปแบบการนำเสนอมีหลายลักษณะ ไดแ้ ก่ การใช้
83
ขอ้ ความ ภาพนิ่ง กราฟ ตารางข้อมลู กราฟิก ตลอดจนภาพเคล่ือนไหว ซง่ึ เปน็ การใชส้ อ่ื หลายรปู แบบท่ี
เรยี กวา่ สื่อประสม เป็นการเร้าความสนใจของผ้เู รยี น ส่ิงทจ่ี ะต้องพิจารณาในการนำเสนอเน้อื หาใหม่ มีดังน้ี
1. ใชภ้ าพนง่ิ ประกอบการเสนอเน้ือหา โดยเฉพาะสว่ นเน้อื หาทส่ี ำคญั
2. พยายามใช้ภาพเคล่ือนไหวในเนื้อหาทย่ี าก และทีม่ ีการเปลย่ี นแปลงตามลำดบั ใช้แผนภมู ิ แผนภาพ
แผนสถิติ สัญลักษณ์หรือภาพเปรียบเทยี บประกอบเน้ือหา
3. ในเนือ้ หาทีย่ ากและซบั ซ้อนให้เนน้ ข้อความเปน็ สำคัญ ซ่ึงอาจเป็นการตีกรอบ ขดี เสน้ ใต้ การ
กระพรบิ การทำสีให้เด่น
4. ไมค่ วรใชก้ ราฟกิ ที่เขา้ ใจยากหรือไมเ่ กย่ี วกับเนอื้ หา
5. จัดรูปแบบของคำ ข้อความใหน้ า่ อ่าน เนื้อหาท่ยี าวใหจ้ ดั กลุ่ม แบ่งตอน
5. ช้แี นวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
การชีแ้ นวทางการเรยี นรู้ เปน็ การใชใ้ นชั้นเรยี นตามปกติ ซงึ่ ผสู้ อนจะยกตวั อย่างหรือต้ังคำถามชีแ้ นะ
แบบกวา้ ง ๆ ให้แคบลง เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนวเิ คราะห์เพื่อคน้ หาคำตอบ สำหรับบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนควร
ต้องใช้การสร้างสรรคเ์ ทคนิคเพือ่ กระตุ้นใหผ้ ูเ้ รียนคน้ หาคำตอบด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมท่เี หมาะสม เพื่อ
เปน็ ตัวช้แี นวทาง ส่ิงท่ีจะต้องพิจารณาในการช้ีแนวทางการเรียนรู้ มดี ังน้ี
1. แสดงให้ผู้เรียนไดเ้ หน็ ถึงความสัมพนั ธ์ของเน้ือหาและช่วยให้เห็นสง่ิ ยอ่ ยนนั้ มีความสมั พันธก์ ับสิง่ ใหม่
อยา่ งไร
2. แสดงใหเ้ หน็ ถึงความสัมพนั ธ์ของส่ิงใหมก่ ับสง่ิ ทผ่ี ู้เรยี นมีความร้หู รอื ประสบการณ์มาแล้ว
3. พยายามให้ตัวอยา่ งทแ่ี ตกต่างกันออกไป เพ่ือช่วยอธบิ ายความคิดใหมใ่ ห้ชัดเจนขน้ึ
4. การเสนอเนอ้ื หาทย่ี าก ควรใหเ้ ห็นตัวอยา่ งทีเ่ ป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม ถา้ เน้ือหาไม่ยาก ใหเ้ สนอ
ตวั อยา่ งจากนามธรรมไปสู่รปู ธรรม
5. กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นคิดถงึ ความรแู้ ละประสบการณเ์ ดิม
6. กระตุน้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
การกระตนุ้ ให้เกิดการตอบสนองจากผ้เู รยี น เม่ือผูเ้ รยี นไดร้ บั การชแี้ นวทางการเรียนรแู้ ลว้ ตอ้ งมีการ
กระตนุ้ ให้เกดิ การตอบสนองโดยกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีทำให้ผ้เู รียนมสี ว่ นรว่ มในการคดิ และ ปฏิบัตเิ ชิงโตต้ อบ
เพ่ือให้บรรลถุ งึ วตั ถปุ ระสงค์ในการเรยี น การกระตนุ้ ต้องจัดกจิ กรรมใหเ้ หมาะสม สงิ่ ที่ต้องพจิ ารณาในการ
กระตนุ้ การตอบสนอง มดี ังน้ี
1. พยายามใหผ้ ้เู รยี นไดต้ อบสนองด้วยวิธใี ดวิธีหนง่ึ ตลอดการเรียน
2. ควรให้ผ้เู รียนได้มโี อกาสพมิ พ์คำตอบหรือข้อความเพ่อื เรา้ ความสนใจ แต่กไ็ มค่ วรจะยาวเกินไป
3. ถามคำถามเปน็ ช่วง ๆ ตามความเหมาะสมของเน้ือหา เพ่ือเร้าความคิดและจนิ ตนาการของผูเ้ รยี น
4. หลกี เลีย่ งการตอบสนองซ้ำ ๆ หลายคร้ังเมอ่ื ทำผดิ ควรมกี ารเปลีย่ นกิจกรรมอย่างอ่ืนต่อไป
5. ควรแสดงการตอบสนองของผเู้ รียนบนเฟรมเดียวกันกับคำถาม รวมทงั้ การแสดงคำตอบ
7. ใหข้ อ้ มูลย้อนกลบั (Provide Feedback)
84
หลังจากที่ผู้เรยี นได้รบั การทดสอบความเขา้ ใจของตนในเน้อื หารวมทั้งการกระตุน้ การตอบสนองแลว้
จำเป็นอยา่ งยง่ิ ทจี่ ะต้องให้ข้อมลู ย้อนกลบั หรือการใหผ้ ลกลับไปยงั ผูเ้ รียนเกี่ยวกบั ความถูกตอ้ ง การให้ผล
ย้อนกลับถือเปน็ การเสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ข้อมลู ย้อนกลบั สามารถแบง่ ขัน้ ตอนไดเ้ ป็น 4 ประเภทตาม
ลักษณะทีป่ รากฏไดด้ งั น้ี
1. แบบไมเ่ คลอื่ นไหว หมายถงึ การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรอื ขอ้ ความ บอกความ ถูก หรือผิด
และรวมถงึ การเฉลย
2. แบบเคล่ือนไหว หมายถึงการเสรมิ แรงด้วยการแสดงกราฟิก เชน่ ภาพหน้ายิม้ หนา้ เสยี ใจ หรอื มี
ข้อความประกอบใหช้ ัดเจน
3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสริมแรงด้วยการให้ผูเ้ รียนไดม้ กี ิจกรรมเชงิ โตต้ อบกับบทเรยี น เป็น
กิจกรรมท่จี ัดเสรมิ หรือเพ่อื เกิดการกระตุ้นแก่ผ้เู รียน เช่น เกมส์
4. แบบทำเครือ่ งหมาย หมายถึง การทำเคร่ืองหมายบนคำตอบของผู้เรยี นเมื่อมกี ารตอบคำถาม ซึง่ อยู่
ในรูปของวงกลม ขีดเสน้ ใต้ หรือใช้สที แี่ ตกตา่ ง
8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)
การทดสอบความรหู้ ลังเรียน เพือ่ เปน็ การประเมินผลวา่ ผเู้ รยี นไดเ้ กดิ การเรยี นรู้ได้ตามเปา้ หมาย
หรอื ไม่อยา่ งไร การทดสอบอาจทำหลงั จากผเู้ รียนไดเ้ รยี นจบวตั ถปุ ระสงค์หนึ่ง หรือหลงั จากเรียนจบท้งั
บทเรยี นก็ได้ กำหนดเกณฑ์ในการผา่ นให้ผู้เรียนได้ทราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบว่าผู้เรียน ควรจะ
เรยี นเน้ือหาบทเรยี นใหมห่ รือว่าควรตอ้ งกลบั ไปทบทวน สงิ่ ทต่ี ้องพจิ ารณาในการออกแบบทดสอบหลงั
บทเรียน มีดงั นี้
1. ตอ้ งแนใ่ จว่าส่ิงที่ตอ้ งการวัดนั้นตรงกบั วตั ถุประสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อย่ใู นเฟรมเดยี วกัน
3. หลกี เล่ยี งการให้พิมพค์ ำตอบที่ยาวเกนิ ไป
4. ใหผ้ เู้ รียนตอบครั้งเดียวในแตล่ ะคำถาม
5. อธิบายให้ผ้เู รยี นทราบว่าควรจะตอบดว้ ยวธิ ีใด
6. ควรมรี ูปภาพประกอบดว้ ย นอกจากข้อความ
7. คำนึงถงึ ความแมน่ ยำและความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบด้วย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
สิ่งสดุ ท้ายสำหรบั การสอน การจำและนำไปใช้ ส่งิ สำคัญท่จี ะชว่ ยใหผ้ ้เู รียนมีความคงทนในการจำข้อมูล
ความรู้ ต้องทำให้ผเู้ รยี นตระหนกั ว่าขอ้ มูลความรู้ใหม่ทไ่ี ด้เรียนร้ไู ปนน้ั มคี วามสัมพันธก์ ับความรู้เดมิ หรอื
ประสบการณ์เดิม โดยการจดั กจิ กรรมทีเ่ ปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียนไดป้ ระยุกต์ใช้ความรู้ เพ่อื การเช่อื มโยงขอ้ มูล
ความรู้เดมิ กับความรูใ้ หม่ รวมทงั้ การนำไปใช้กับสถานการณ์ สง่ิ ทีค่ วรพจิ ารณาในการจำและนำไปใช้ มีดงั นี้
1. ทบทวนแนวคดิ ทส่ี ำคญั และเน้ือหาท่เี ปน็ การสรุป
2. สรปุ ใหผ้ ู้เรยี นได้ทราบว่าความรใู้ หมม่ ีความสมั พันธก์ ับความรู้เดิมหรือประสบการณท์ ่ีผ่านมาอย่างไร
3. เสนอแนะเน้ือหาท่เี ปน็ ความร้ใู หมซ่ ึง่ จะนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
85
4. บอกแหล่งขอ้ มูลท่เี ปน็ ประโยชนใ์ นการศึกษาให้กับผ้เู รียน
3.5 การเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้ เครือขา่ ยการเรยี นรู้
ความหมายแหลง่ เรียนรู้
แหลง่ เรยี นรู้ หมายถึง แหลง่ ข้อมูลขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนบั สนุนสง่ เสริมให้ผู้เรียนใฝ่
เรยี น ใฝร่ ู้ แสวงหาความรแู้ ละเรยี นร้ดู ้วยตนเองตามอธั ยาศัย อย่างกวา้ งขวางและต่อเน่ือง เพ่ือเสรมิ สร้างให้
ผเู้ รียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และเปน็ บคุ คลแห่งการเรียนรู้
แหลง่ เรียนรทู้ ีส่ ำคัญ
1. แหลง่ การศึกษาตามอธั ยาศัย
2. แหลง่ การเรยี นรู้ตลอดชีวิต
3. แหล่งปลกู ฝังนิสยั รกั การอ่าน การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง
4. แหลง่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏิบตั ิ
5. แหล่งสรา้ งเสริมความรู้ ความคิด วทิ ยาการและประสบการณ์
ความหมายเครือข่ายการเรียนรู้
เครอื ข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ข้อมลู ขา่ วสาร
ประสบการณ์ และการเรยี นร้รู ะหว่างบคุ คล กลุ่มบคุ คล องคก์ าร และแหล่งความรูท้ ี่มีสว่ นร่วมในกระบวนการ
เรยี นรู้อยา่ งต่อเน่ือง จนเปน็ ระบบทีเ่ ชอ่ื มโยงกัน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความรใู้ หมๆ่ เพื่อ
วตั ถุประสงค์ทางวิชาชพี หรือทางสังคม
ความหมายเครือข่ายการเรยี นรูส้ ่วนบคุ คล
การเรยี นรขู้ องบคุ คลจึงเป็นกระบวนการทแี่ ต่ละบุคคลต้องดำเนินการเอง เพราะกระบวนการสร้าง
ความหมายเปน็ กระบวนการเฉพาะตน ตระหนักถงึ ปัญหาและการสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอ้ือต่อการสรา้ ง
เสริมประสบการณ์ การถา่ ยทอดข้อมลู ขา่ วสารซ่งึ กนั และกัน จนทำให้เกิดการเรียนรู้
ประเภทแหลง่ เรยี นรู้และเครือขา่ ยการเรยี นรู้
1. จัดตามลกั ษณะของแหลง่ การเรียนรู้
1.1 แหล่งการเรยี นรู้ตามธรรมชาติ เป็นแหลง่ การเรียนร้ทู ี่ผเู้ รยี นจะหาความรู้ไดจ้ ากส่งิ ทมี่ อี ยู่แลว้ ตาม
ธรรมชาติ เช่น แม่น้า ภูเขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หนิ ทราย ชายทะเล เป็นต้น
1.2 แหล่งการเรียนร้ทู ่มี นษุ ยส์ ร้างขนึ้ เพ่ือสบื ทอดศลิ ปวฒั นธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีทางการศึกษา
ทอ่ี านวยความสะดวกแก่มนษุ ยเ์ ช่น โบราณสถาน พพิ ิธภณั ฑ์ หอ้ งสมุดประชาชน สถาบันการศกึ ษา
สวนสาธารณะ ตลาด บ้านเรือน ที่อยู่อาศยั สถานประกอบการ เป็นต้น
86
1.3 บุคคล เป็นแหล่งการเรยี นรทู้ ีถ่ ่ายทอดความรคู้ วามสามารถ คุณธรรม จริยธรรม การสืบสาน
วฒั นธรรม และภูมิปญั ญาท้องถ่ิน ทง้ั ด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนกั คดิ นักประดษิ ฐ์ และผู้มคี วามคิดริเรม่ิ
สรา้ งสรรค์
2. จดั ตามแหล่งทตี่ ้ังของแหล่งการเรยี นรู้
2.1 แหลง่ การเรียนรูใ้ นโรงเรียน เดิมมีแหล่งการเรียนรู้หลัก คอื ครู อาจารย์ ต่อมามีการพัฒนาเป็น
หอ้ งปฏิบัตกิ ารตา่ งๆ เช่น ห้องปฏิบตั ิการวิทยาศาสตร์ ห้องปฏบิ ตั กิ ารทางภาษา ห้องปฏิบัตกิ ารคอมพิวเตอร์
ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจรยิ ธรรม หอ้ งศลิ ปะ ตลอดจนอาคารสถานทแี่ ละส่ิงแวดลอ้ มในโรงเรยี น เชน่
ห้องอาหาร สนาม หอ้ งนา้ สวนดอกไม้ สวนสมนุ ไพร แหล่งนา้ ในโรงเรียน เปน็ ตน้
2.2 แหล่งการเรยี นรูใ้ นท้องถิ่นครอบคลมุ ทั้งด้านสถานทีแ่ ละบคุ คล ซึ่งอาจอยูใ่ นท้องถนิ่ ใกล้เคียง
โรงเรียน ทอ้ งถนิ่ ทีโ่ รงเรยี นพาผูเ้ รียนไปเรยี นรู้ เชน่ แม่นา้ ภเู ขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทงุ่ นา
สวนผัก สวนผลไม้ วัด ตลาด ร้านอาหาร ห้องสมุดประชาชน สถานีตำรวจ สถานีอนามยั ดนตรีพนื้ บ้าน
การละเล่นพ้ืนเมอื ง แหล่งทอผา้ เทคโนโลยชี าวบา้ น เทคโนโลยใี นชวี ติ ประจาวนั แหลง่ ข้อมูลขา่ วสารตา่ งๆ
ตัวอย่างเครือขา่ ยการเรียนรู้
เครอื ข่ายไทยสาร เป็นเครือข่ายเชอื่ มโยงสถาบนั การศึกษาต่างๆ ระดับมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกันกวา่
50 สถาบัน เร่ิมจัดสรา้ งในปีพ.ศ.2535
เครอื ข่ายยนู เิ น็ต (UNINET) เป็นเครือข่ายเพ่ือการเรยี นการสอนที่สำคัญในยคุ โลกา ภิวัตน์ จัดทำโดย
ทบวง มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
สคลู เนต็ (SchoolNet) เป็นเครือขา่ ยคอมพิวเตอรเ์ พอ่ื โรงเรียนไทย ไดร้ บั การดูแลและสนบั สนนุ โดย
ศูนย์ เทคโนโลยอี เิ ลก็ ทรอนิกสแ์ ละคอมพวิ เตอรแ์ ห่งชาติ เครือข่ายน้ีเชอื่ มโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้กว่า
100 แหง่ และเปดิ โอกาสให้โรงเรียนอื่นๆ และบคุ คลทส่ี นใจเรยี กเขา้ เครือข่ายได้
เครือข่ายนนทรี เป็นเครือข่ายของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ นับเปน็ เครอื ขา่ ยทส่ี มบูรณ์แบบและใช้
เทคโนโลยชี ้นั สูง สามารถตอบสนองความต้องการใชข้ องนิสิต อาจารย์ ขา้ ราชการ ตลอดจนการรองรับ
ทางด้านทรัพยากรเซอรเ์ วอรอ์ ย่างพอเพยี ง
เครอื ข่ายกระจายเสียงวิทยุ อสมท. จะรวมผงั รายการวิทยใุ นเครือข่าย อสมท. มีไฟลเ์ สียงรบั ฟงั ทาง
อินเทอร์เนต็ ได.้
เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมอื ง เป็นเครือข่ายท่ีใชแ้ ลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ประเด็นตา่ ง ๆ
ทางการเมือง และบทวิเคราะห์ดา้ นการเมือง
ความสำคญั ของแหลง่ เรยี นรูแ้ ละเครอื ขา่ ยการเรียนรู้
การเรียนรู้ตลอดชวี ิตควรเริ่มจากการมีสว่ นรว่ มของบุคคล องค์กรและชมุ ชนในการตระหนักถงึ ปญั หา
และการสร้างบรรยากาศการเรยี นรู้ที่เอื้อตอ่ การสรา้ งเสริมประสบการณ์ การถา่ ยทอดข้อมลู ข่าวสารซ่ึงกันและ
87
กนั จนทำให้เกิดการเรียนรู้ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้สรปุ หลักการสำคัญของเครือขา่ ย
การเรียนรไู้ ว้ ดังนี้
1. การกระตุ้นความคดิ ความใฝแ่ สวงหาความรู้ จิตสำนกึ ในการพฒั นาชุมชนท้องถิ่น และการมสี ่วน
ร่วมในการพัฒนา
2. การถา่ ยทอด แลกเปล่ยี น การกระจายความรทู้ ั้งในส่วนของวิทยากรสากลและภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน
เพอื่ สนบั สนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ
3. การแลกเปลยี่ นขา่ วสารกับหนว่ ยงานต่างๆ ของทัง้ ในภาครฐั และเอกชน
4. การระดมและประสานการใชท้ รพั ยากรร่วมกนั เพื่อการพฒั นาและลดความซำ้ ซ้อน สูญเปลา่ ให้
มากทส่ี ุด
3.6 การจัดการเรียนรบู้ นเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต
ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
กิดานันท์ มลิทอง (2543) ให้ความหมายวา่ การเรียนการสอนผา่ นเว็บเปน็ การใชเ้ วบ็ ในการเรยี นการ
สอน โดยอาจใชเ้ วบ็ เพื่อนำเสนอบทเรยี นในลักษณะสอ่ื หลายมติ ขิ องวชิ าทั้งหมด ตามหลักสตู ร หรือใช้เพียงการ
เสนอข้อมูลบางอย่างเพ่ือประกอบการสอนกไ็ ด้ รวมท้งั ใช้ประโยชนจ์ ากคณุ ลักษณะตา่ งๆ ของการส่ือสารท่ีมี
อย่ใู นระบบอนิ เทอร์เนต็ เชน่ การเขียนโตต้ อบกัน ทางไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละการพูดคยุ สดด้วยข้อความ
และเสียง มาใช้ประกอบดว้ ยเพ่ือใหเ้ กิดประสิทธภิ าพสูงสดุ
ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542) ได้ให้ความหมายการเรียนการสอนผา่ นเวบ็ วา่ หมายถึง การผนวก
คณุ สมบัติ ไฮเปอรม์ เี ดยี เข้ากับคณุ สมบัติของเครือข่ายเวิลดไ์ วดเ์ ว็บ เพอื่ สรา้ งส่งิ แวดล้อมแหง่ การเรียนในมิตทิ ี่
ไมม่ ีขอบเขต จำกัดด้วยระยะทางและเวลาที่แตกต่างกันของผู้เรียน (Learning Without Boundary)
วิชุดา รตั นเพียร (2542) กล่าวว่าการเรยี นการสอนผ่านเว็บเป็นการนำเสนอโปรแกรม บทเรียนบน
เวบ็ เพจ โดยนำเสนอผ่านบรกิ ารเวลิ ด์ไวด์เวบ็ ในเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต ซึ่งผ้อู อกแบบและ สรา้ งโปรแกรมการ
สอนผา่ นเว็บจะตอ้ งคำนึงถงึ ความสามารถและบรกิ ารท่ีหลากหลายของอนิ เทอรเ์ น็ต และนำคุณสมบตั ติ ่างๆ
เหล่านน้ั มาใชเ้ พ่ือประโยชน์ในการเรยี นการสอนให้มากท่สี ุด
ข่าน (Khan. 1997) กลา่ ววา่ การเรยี นการสอนผา่ นเว็บหมายถึง โปรแกรมไฮเปอรม์ ีเดียท่ีช่วยในการ
สอน โดยการใช้ประโยชนจ์ ากคุณลกั ษณะและทรพั ยากรของอินเทอร์เน็ต (WWW) มาสร้างใหเ้ กดิ การเรียนรู้
อยา่ งมีความหมาย โดยส่งเสริมและสนบั สนุนการเรยี นร้ใู นทุกทาง
พาร์สัน (Parson. 1997) กล่าววา่ เป็นการสอนท่ีนำเอาส่ิงท่ีตอ้ งการสง่ ให้บางสว่ นหรือทั้งหมด โดย
อาศยั เวบ็ โดยเว็บช่วยสอนสามารถกระทำไดห้ ลากหลายรปู แบบและหลากหลายขอบเขตท่เี ชอ่ื มโยงถงึ กนั ทั้ง
การเชื่อมต่อบทเรียน วัสดชุ ่วยการเรยี นรู้ และการศึกษาทางไกล
สรุปไดว้ ่าการเรยี นการสอนผ่านเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ตคือ การศกึ ษาบทเรียนโดยอาศยั เครือข่ายอินเทอร์เน็ต มี
การนำเสนอผ่านบริการ เวิลดไ์ วดเ์ ว็บ ผเู้ รยี นสามารถศกึ ษาได้ดว้ ยตัวเอง มีปฏิสัมพนั ธ์กับบทเรยี น โดยไม่มี
ข้อจำกดั ดา้ นสถานทแ่ี ละเวลา
88
การเรยี นการสอนผา่ นเว็บสามารถทำการสื่อสารภายใต้ระบบ Multi-User ได้อยา่ งไร้พรมแดน ผเู้ รียน
สามารถตดิ ต่อสื่อสารกบั ผู้เรียน อาจารย์หรือผเู้ ช่ยี วชาญ ฐานขอ้ มลู และสามารถรบั ส่งขอ้ มูลการศึกษา
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (Electroic Education Data) อยา่ งไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานทภี่ ายใตร้ ะบบเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ นต็ ภาสกร เรืองรอง (2544) กล่าววา่ การทีจ่ ะเป็นการเรยี นการสอนผา่ นเวบ็ นั้นจะตอ้ ง
ประกอบด้วย
1. ความเป็นระบบ ความเป็นระบบสามารถแบง่ เป็น
1.1 Input ได้แก่
1.1.1 ผู้เรยี น
1.1.2 ผ้สู อน
1.1.3 วัตถปุ ระสงค์การเรยี น
1.1.4 สอื่ การสอน
1.1.5 ฐานความรู้
1.1.6 การสื่อสารและกจิ กรรม
1.1.7 การประเมนิ ผล
1.1.8 ส่วนอื่นๆซงึ่ สถาบันการศึกษาเปน็ ผกู้ ำหนด
1.2 Process ไดแ้ ก่ การสร้างสถานการณห์ รือการจัดสภาวะการเรยี นการสอน โดยใชว้ ตั ถดุ ิบ
จาก Input ตามแผนการสอนทว่ี างไว้
1.3 Out put ได้แก่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ซ่ึงได้แก่การประเมนิ ผล
2. ความเปน็ เงอ่ื นไข เป็นการกำหนดเงื่อนไขในการเรยี น เช่น กำหนดเงือ่ นไขวา่ เม่ือเสรจ็ ส้นิ จากการเรยี นแล้ว
จะตอ้ งทำแบบประเมินการเรียน หากทำแบบประเมินผา่ นตามคะแนนท่ีกำหนดไว้ก็สามารถไปศึกษาบทเรียน
ตอ่ ไป แตถ่ า้ ไม่ผา่ นตามเงอ่ื นไขจะต้องเรียนซำ้ จนกว่าจะผา่ น เป็นตน้
3. การสอ่ื สารและกจิ กรรม การสอื่ สารและกจิ กรรมเปน็ ตวั กระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิดการ
ปฏิสมั พันธ์ เป็นสิ่งทช่ี ่วยให้เกดิ การเรียนรูเ้ ขา้ สู่เปา้ หมายได้งา่ ยขน้ึ เช่น การใช้ E-mail, Chat,
Webboard เป็นตน้ เพื่อติดต่อผู้สอนหรอื เพ่ือนรว่ มชั้นเม่ือเกิดข้อสงสยั
4. Learing Root การกำหนดแหล่งความรูภ้ ายนอกที่เกยี่ วข้องกบั บทเรยี น โดยมีเงื่อนไข เช่น แหล่งความรู้
ภายนอกท่ีมีความยากเป็นลำดับ หรือเกยี่ วข้องกับหัวข้อการเรยี นเป็นลำดบั การกำหนด Learning Root ใช้
เทคนคิ Frame ช่วยชีน้ ำทางใหแ้ ก่ผ้เู รียน
การสอื่ สารในการเรยี นการสอนผา่ นเวบ็ สามารถทำได้ ดังน้ี
1. การใช้ E-mail ติดตอ่ ระหวา่ งอาจารย์หรือเพอื่ นร่วมช้ันด้วยกนั ใชส้ ง่ การบ้านหรืองานทไ่ี ดร้ บั
มอบหมาย
2. Webboard ใช้ตดิ ต่อระหว่างผู้เรียน อาจารย์ และผู้เรียน ใชก้ ำหนดประเด็นหรือกระทู้ตามที่
อาจารย์กำหนด หรือตามแต่ผู้เรยี นจะกำหนด เพ่ือช่วยอภิปรายตอบประเด็นหรือกระทนู้ ้ัน
89
3. Chat ใช้ตดิ ตอ่ ระหวา่ งผู้เรียน โดยการสนทนาแบบ Real Time มีทัง้
Text Chat และ Voice Chat ใช้สนทนาระหว่างผูเ้ รียนและอาจารย์ในห้องเรียนหรอื ช่ัวโมงเรียนน้นั ๆ
เสมอื นว่ากำลงั คยุ กนั อย่ใู นห้องเรยี นจริงๆ
4. ICQ ใช้ติดตอ่ สื่อสารระหว่างผ้เู รียน อาจารย์ และผเู้ รียน โดยการสนทนาแบบ Real Time เสมือน
ว่ากำลังคยุ กันในห้องเรียนจริงๆโดยทผ่ี ู้เรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ในเวลาน้ันๆ ICQ จะเก็บข้อความไวใ้ ห้ และยงั
ทราบดว้ ยวา่ ในขณะนั้นผู้เรยี นอยหู่ น้าเคร่ืองหรือไม่
5. Conference ใช้สอื่ สารระหว่างผเู้ รยี น อาจารย์ และผูเ้ รยี น แบบ Real Time โดยท่ีผเู้ รยี นและ
อาจารยส์ ามารถเหน็ หน้ากันได้โดยผ่านกลอ้ งโทรทัศน์ท่ีตดิ อยกู่ บั เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสองฝา่ ย ใช้บรรยายให้
ผู้เรยี นทใี่ ช้งานคอมพิวเตอรอ์ ยเู่ สมือนว่ากำลังเรยี นอยู่ในห้องเรยี นจริงๆ
6. Electronic Home Work ใชต้ ดิ ต่อสื่อสารระหว่างผ้เู รียนและอาจารย์เป็นเสมือนสมุดประจำตวั
นักเรียน โดยท่ีผู้เรียนไมต่ ้องถือสมดุ การบ้านจริงๆ เปน็ สมดุ การบ้านทีต่ ิดตัวตลอดเวลา ใช้ส่งงานตามอาจารย์
กำหนด เช่น เขยี นรายงานเม่ืออาจารยต์ รวจงานกส็ ามารถเปดิ ดูงานของนกั เรียนและเขียนบันทึกเพื่อตรวจงาน
และให้คะแนนไดแ้ ตน่ ักเรยี นด้วยกนั จะเปดิ ดูไมไ่ ด้
การใชเ้ วบ็ เพื่อการเรียนการสอนมหี ลักการสำคัญ 4 ประการคือ (บปุ ชาติ ทฬั หิกรณ,์ 2544 : 4-5)
1. ผู้เรยี นเข้าเว็บไดท้ กุ เวลา และเป็นผกู้ ำหนดลำดับการเข้าเว็บนั้นหรือตามลำดบั ทผี่ ูอ้ อกแบบได้ให้
แนวทางไว้
2. การเรียนการสอนผ่านเวบ็ จะเปน็ ไปได้ดถี ้าเป็นไปตามสภาพแวดล้อมตามแนวคิดของนัก
Constructivist คอื มกี ารเรียนรอู้ ย่างมีปฏิสัมพนั ธแ์ ละเรียนรูร้ ว่ มกัน
3. ผสู้ อนเปลีย่ นแปลงตนเองจากการเปน็ ผกู้ ระจายถ่ายทอดข้อมลู มาเปน็ ผชู้ ่วยเหลอื ผ้เู รียนในการ
คน้ หา การประเมนิ และการใชป้ ระโยชน์จากสารสนเทศทค่ี ้นมาจากสอ่ื หลากหลาย
4. การเรียนรู้เกิดขน้ึ ในลักษณะเก่ยี วข้องกนั หลายวชิ า (Interdisciplinary) และไม่กำหนดวา่ จะต้อง
บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ในเวลาท่กี ำหนด
คณุ ลกั ษณะและประเภทของการเรยี นการสอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
การเรยี นการสอนผ่านเวบ็ จะต้องอาศยั คุณลักษณะของอนิ เทอร์เนต็ 3 ประการในการนำไปใช้และประโยชน์ท่ี
จะได้รับ (Doherty. 1998) นั่นคอื
1. การนำเสนอ (Presentation) ในลักษณะของเวบ็ ไซต์ทปี่ ระกอบไปดว้ ยข้อความกราฟิก ซ่ึงสามารถ
นำเสนอได้อย่างเหมาะสมในลักษณะของสอ่ื คือ
1.1 การนำเสนอแบบสอ่ื ทางเดียว เชน่ เป็นข้อความ
1.2 การนำเสนอแบบส่ือคู่ เช่น ข้อความกับภาพกราฟิก
1.3 การนำเสนอแบบมัลตมิ ีเดีย คือ ประกอบดว้ ยขอ้ ความ ภาพกราฟกิ ภาพเคลื่อนไหว
เสยี ง และภาพยนตร์ หรือวดิ โี อ
90
2. การสือ่ สาร (Communication) การสอื่ สารเป็นส่งิ จำเป็นทต่ี ้องใชท้ ุกวันในชีวติ ซง่ึ เป็นลักษณะ
สำคัญของอินเทอร์เน็ต โดยมกี ารส่ือสารบนอินเทอร์เนต็ หลายแบบ เช่น
2.1 การสือ่ สารทางเดยี ว โดยดูจากเว็บเพจ
2.2 การสื่อสารสองทาง เชน่ การส่งอีเมลโตต้ อบกนั การสนทนาผ่านอนิ เทอร์เน็ต
2.3 การส่อื สารแบบหนง่ึ แหล่งไปหลายท่ี เปน็ การส่งข้อความจากแหลง่ เดียวแพร่กระจายไป
หลายแหง่ เช่น การอภิปรายจากคนเดยี วใหค้ นอืน่ ๆ ไดร้ ับฟังดว้ ย หรอื การประชมุ ทางคอมพิวเตอร์
2.4 การสอ่ื สารหลายแหล่งไปสู่หลายแหลง่ เชน่ การใช้กระบวนการกล่มุ ในการส่อื สารบนเว็บ
โดยมีคนใชห้ ลายคนและคนรับหลายคนเชน่ กัน
3. การกอ่ เกดิ ปฏิสมั พันธ์ (Dynamic Interaction) เป็นคณุ ลักษณะสำคัญของอินเทอรเ์ น็ต ซ่งึ มี
คุณลักษณะทีส่ ำคญั 3 ลักษณะคือ
3.1 การสืบคน้
3.2 การหาวิธีการเข้าสเู่ วบ็
3.3 การตอบสนองของมนุษย์ในการใช้เวบ็
ขอ้ ดแี ละข้อจำกัดของการเรยี นการสอนผ่านเว็บ
การเรียนการสอนผา่ นเวบ็ จะมีความแตกตา่ งกับการเรยี นการสอนแบบด้ังเดิมในชั้นเรยี นปกตทิ คี่ นุ้ เคย
กันอยู่ โดยการจัดการเรยี นการสอนแบบด้งั เดิมในชน้ั เรยี นสว่ นใหญจ่ ะมีลกั ษณะทีเ่ น้นให้ผูส้ อนเปน็ ผถู้ ่ายทอด
ความรูส้ ูผ่ เู้ รียน ผ้เู รยี นไม่มีความกระตอื รือร้นทจี่ ะแสวงหาความรู้อ่ืนๆ เพ่ิมเติม แต่ตามหลกั การพน้ื ฐาน
การศึกษาของการเรยี นรนู้ ั้นเชื่อว่า ผู้เรียนที่สามารถแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง จะเกดิ การเรียนรู้ท่ีลึกซง้ึ กว่า
ผูเ้ รียนควรจะได้รบั การยินยอมใหเ้ รียนในสิง่ ท่ีพวกเขาสนใจ การเรยี นรจู้ ะมีความหมายมากยิ่งข้ึนเมื่อผูเ้ รียนเขา้
ไปเกย่ี วข้องกับกระบวนการเรียนการสอน ทมี่ าจากการต้งั คำถามมากกว่าการรอรับแต่คำตอบจากผู้สอน
เวิลด์ไวดเ์ ว็บ มีศกั ยภาพท่มี ากมายต่อการอำนวยความสะดวกการเรยี นรู้ โดยมผี ู้สอนเป็นผู้สรา้ งโอกาส ดแู ล
ควบคมุ ข้อมูล และให้ผลปอ้ นกลบั เกี่ยวกับองค์ความรู้ที่ผู้เรียนไดร้ บั นอกจากน้ี ผเู้ รียนจะเป็นเจ้าของการ
เรยี นรูเ้ อง สามารถสรา้ งวธิ กี ารเรียนร้แู ละการแก้ไขปญั หาในโลกไดด้ ว้ ยตนเอง ผู้สอนจะกลายมาเป็นผูอ้ ำนวย
ความสะดวกในการสรา้ งโอกาสสำหรบั การเรยี น ซึง่ ทำหน้าที่ให้แนวคดิ เบื้องตน้ จัดหาแหลง่ ทรัพยากรและ
กิจกรรมสำหรบั การเรยี นรู้ และส่งเสริมให้ผ้เู รียนสามารถสรา้ งองค์ความร้ดู ว้ ยตนเอง และคอยให้คำแนะนำ
และชว่ ยเหลอื นกั เรียนในการสำรวจและเขา้ ถงึ ขอ้ มูล ซง่ึ ผู้สอนจะพลกิ บทบาทมาเป็นผู้จดั การ และควบคมุ การ
เรยี นการสอนแทน
3.7 ระบบการสบื ค้นผา่ นเครือขา่ ยเพ่ือการเรยี นรู้
ความหมายการสบื ค้นข้อมลู สารสนเทศ
การสืบคน้ สารสนเทศ (Information retrieval) คอื กระบวนการคน้ หาสารสนเทศที่ตอ้ งการ โดยใช้
เคร่อื งมือสบื คน้ สารสนเทศท่ีสถาบันบริการสารสนเทศจัดเตรยี มไวใ้ ห้
91
การสบื ค้นสารสนเทศ แบง่ ออกเป็น 2 วธิ ี คอื
1. การสบื ค้นสารสนเทศด้วยระบบมือ (Manual system)
2. การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพวิ เตอร์ (Computer system)
การสบื คน้ สารสนเทศดว้ ยระบบมือ สามารถกระทำได้โดยผา่ นเครือ่ งมือหลายประเภท เช่น บัตรรายการ บัตร
ดชั นี วารสาร บรรณานุกรม เป็นตน้ ในท่นี ี้จะกล่าวถึงเฉพาะบัตรรายการและ บัตรดรรชนีวารสารเท่านัน้
การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพวิ เตอร์ สามารถกระทำได้โดยผา่ นอุปกรณ์คอมพวิ เตอร์ ในการ
ค้นหาขอ้ มลู จากฐานข้อมลู ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
1.ฐานข้อมลู โอแพ็ก
2.ฐานขอ้ มูลซีดรี อม
3.ฐานขอ้ มูลออนไลน์
4.ฐานขอ้ มลู บนอนิ เทอรเ์ น็ต
ประเภทของการสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ
ขอ้ มลู สารสนเทศท่ีอยบู่ นอนิ เทอร์เน็ตมมี ากมายหลายประเภท มลี ักษณะเปน็ มลั ติมีเดยี คือมีทั้งท่ีเป็น
ข้อความ(Text) ภาพวาด (Painting) ภาพเขียนหรือภาพลายเสน้ (Drawing) ภาพไดอะแกรม (Diagram)
ภาพถ่าย (Photograph) เสียง(Sound) เสียงสงั เคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์ (Movie)
ภาพเคลือ่ นไหวอะนิเมชัน (Animation)
จากเทคโนโลยีการสบื คน้ ที่มีอยู่ในปัจจุบนั การสืบคน้ ที่เรว็ ทสี่ ุดมีประสทิ ธภิ าพท่ีสดุ และแพรห่ ลายทส่ี ุด คือ
การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศประเภทข้อความ สําหรับการสืบคน้ ขอ้ มลู ทเี่ ป็นภาพ (Pattern Recognition)
และเสยี ง ยังมขี ้อจํากัดอยู่มากใช้เวลานาน และยังไม่มีประสิทธภิ าพ จงึ ยงั ไม่มกี ารสืบค้นประเภทอื่นๆ
นอกจากประเภทขอ้ ความในการให้บริการการสืบค้น บนอินเทอร์เน็ต
3.8 การรบั -ส่งข้อมลู บนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
เครอื ข่ายของอินเตอร์เนต็ คอื ระบบท่ีมีคอมพวิ เตอรอ์ ยา่ งน้อยสองเครื่องเชื่อมต่อกันโดยใช้สื่อกลาง
และสามารถสื่อสารข้อมลู กนั ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ซ่งึ ทำให้ผู้ใชค้ อมพวิ เตอร์แต่ละเครื่องสามารถแลกเปลี่ยน
ขอ้ มูลซ่ึงกันและกันได้ นอกจากนย้ี ังสามารถใชท้ รพั ยากรท่ีมอี ยใู่ นเครือขา่ ยรว่ มกันได้ เช่นเครือ่ งพมิ พ์
สแกนเนอร์ ฮารด์ ดสิ ก์ เป็นต้น การใชท้ รัพยากรเหลา่ นผ้ี า่ นเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ ชว่ ยใหป้ ระหยดั คา่ ใช้จ่าย
ได้มาก เมือ่ มกี ารเชื่อมต่อกับเครือข่ายอ่นื ๆ ท่ีอยูห่ ่างไกล เชน่ ระบบอนิ เตอร์เนต็ ซึ่งเป็นเครอื ข่ายที่เช่อื มต่อ
คอมพวิ เตอร์ทั่วโลก ก็ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนขอ้ มูล ขา่ วสาร ได้กับคนทัว่ โลก โดยใช้แอพพลิเคชน่ั เช่น เว็บ
อีเมล เปน็ ต้น
92
การสอื่ สารข้อมูลผา่ นเครือข่ายคอมพิวเตอร์
การสือ่ สารขอ้ มลู ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึง การส่งข้อมูลหรือขา่ วสาร จากผู้สง่ ต้นทางไปยงั
ผรู้ บั ปลายทางท่อี ย่หู ่างไกล โดยผา่ นชอ่ งทางการส่อื สารเพ่ือเปน็ ส่อื กลางในการส่งข้อมลู ซึ่งอาจจะเป็นแบบใช้
สาย หรอื ไมใ่ ชส้ ายก็ได้ ส่วนข้อมลู หรอื ขา่ วสารนั้นอาจจะเป็นข้อความ เสยี ง ภาพเคล่ือนไหว หรือข้อมลู ท่ีเปน็
มัลตมิ ีเดยี ก็ได้ ดงั นนั้ การส่อื สารข้อมูลจึงเป็นสว่ นหนงึ่ ของการส่ือสารโทรคมนาคม โดยเนน้ การส่งผา่ นข้อมูล
โดยใชร้ ะบบคอมพวิ เตอร์และเครือข่ายเป็นหลกั
โปรโตคอล คือ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงในการสื่อสารระหวา่ งคอมพิวเตอร์ หรอื ภาษาส่ือสารทีใ่ ช้เปน็
ภาษากลางในการสอ่ื สารระหวา่ งคอมพิวเตอร์ดว้ ยกนั การท่ีเคร่อื งคอมพวิ เตอรท์ ่ีถกู เช่อื มโยงกนั ไว้ในระบบจะ
สามารถตดิ ต่อส่ือสารกันไดน้ ้ัน จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารท่ีเรยี กวา่ โปรโตคอล (Protocol) เชน่ เดียวกับคนเรา
ทีต่ ้องมีภาษาพดู เพ่ือให้สื่อสารเขา้ ใจกนั ได้
โปรโตคอลช่วยใหร้ ะบบคอมพิวเตอรส์ องระบบ ที่แตกต่างกนั สามารถส่ือสารกันอยา่ งเข้าใจได้ คือข้อตกลงท่ี
กำหนดเก่ยี ว กับการสอื่ สารระหวา่ งเครื่องคอมพิวเตอรต์ า่ งๆ ท้งั วธิ กี ารส่งและรบั ขอ้ มลู วิธกี ารตรวจสอบ
ขอ้ ผดิ พลาดของการสง่ และรับข้อมลู การแสดงผลข้อมลู เมื่อสง่ และรับกันระหว่างเครื่องสองเครื่อง ดงั น้นั จะ
เห็นไดว้ ่าโปรโตคอลมคี วามสำคญั มากในการสื่อสารบนเครือข่าย หากไมม่ โี ปรโตคอลแล้ว การส่ือสารบน
เครอื ข่ายจะไม่สามารถเกดิ ขนึ้ ได้
ชุดของโพรโทคอล คือชดุ โพรโทคอลสำคัญ ซ่ึงเป็นใช้เปน็ ต้นแบบ ในการใช้งานต่างๆ แบง่ ได้เป็น 2 มาตรฐาน
ดงั น้ี คือ
1. มาตรฐานเปิด
• Internet protocol suite
• Open Systems Interconnection (OSI)
2. มาตรฐานปิด
• AppleTalk
• DECnet
• IPX/SPX
• SMB
• Systems Network Architecture (SNA)
• Distributed Systems Architecture (DSA)
โปรโตคอลที่สำคญั
1. โปรโตคอล HTTP หรือ Hypertext Transfer Protocol จะใช้เมือ่ เรยี กโปรแกรมบราวเซอร์
(Browser)
93
2. โปรโตคอล TCP/IP หรือ Transfer Control Protocol/Internet Protocolคอื เครือข่าย
โปรโตคอลทสี่ ำคัญมากทีส่ ุด เนื่องจากเป็นโปรโตคอลทใ่ี ชใ้ นระบบเครือขา่ ย Internet รวมทงั้ Intranet ซง่ึ
ประกอบด้วย 2 โปรโตคอลคือ TCP และ IP
3. โปรโตคอล SMTP หรอื Simple Mail Transfer Protocol คอื โปรโตคอล ท่ใี ช้ในการรับสง่
จดหมายอิเล็กทรอนิกสบ์ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
4. โปรโตคอล POP3 หรอื Post Office Protocol 3 เปน็ โพรโทคอลมาตรฐานบนอินเทอรเ์ น็ต ใช้ใน
การรบั อเี มลจากเซิร์ฟเวอร์ โดยทำงานอยบู่ นชดุ โพรโทคอล TCP/IP
5. โปรโตคอล FTP หรอื File Transfer Protocol เป็นโพรโทคอลเครือข่ายชนิดหนงึ่ ใช้สำหรับ
แลกเปลีย่ นและจัดการไฟล์บนเครอื ข่ายทีซีพี/ไอพีเชน่ อนิ เทอร์เน็ต เอฟทีพีถกู สร้างขนึ้ ด้วยสถาปตั ยกรรมแบบ
ระบบรับ-ใหบ้ ริการ (client-server) และใชก้ ารเช่ือมต่อสำหรบั ส่วนข้อมูลและสว่ นควบคุมแยกกนั ระหวา่ ง
เคร่ืองลูกขา่ ยกับเครื่องแม่ขา่ ย
6. DHCP หรือ Dynamic Host Configuration Protocol เปน็ โพรโทคอลที่ใช้ในเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ทท่ี ำงานแบบแม่ขา่ ย-ลกู ข่าย โดยเครื่องคอมพิวเตอรล์ กู ขา่ ยจะทำการร้องขอข้อมูลท่ีจำเปน็ ใน
การเขา้ ร่วมเครือข่ายจากแมข่ ่าย ซึง่ ขอ้ มลู เหล่าน้รี วมถึงหมายเลขไอพที ี่ใชภ้ ายในเครือขา่ ย ซงึ่ คอมพวิ เตอรแ์ ม่
ข่ายเป็นฝา่ ยกำหนดให้กบั ลกู ขา่
7. IMAP Internet Message Access Protocol เปน็ โพรโทคอลในอนิ เทอรเ์ นต็ ทใี่ ช้ในการรบั อีเมล
การทำงานของ IMAP จะแตกต่างกับ POP3 เนอ่ื งจาก IMAP เปน็ โพรโทคอลแบบ on-line ขณะท่ี POP3
เปน็ โพรโทคอลแบบ off-line โดย IMAP และ POP3 เปน็ สองโพรโทคอลรับอีเมลทไ่ี ดร้ ับความนยิ มมากทีส่ ดุ
ในปจั จุบนั
การรับ-สง่ ข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต
การโอนถ่าย (Transmission) ขอ้ มลู หรอื การแลกเปลย่ี นข้อมูลระหวา่ งผ้สู ่งต้นทางกบั ผรู้ บั
ปลายทาง ทง้ั ข้อมูลประเภท ข้อความ รปู ภาพ เสยี ง หรือข้อมลู สอื่ ผสมโดยผูส้ ่งตน้ ทางส่งข้อมลู ผา่ นอปุ กรณ์
อเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รือคอมพวิ เตอร์ ซึ่งมหี น้าท่ีแปลงข้อมูลเหล่าน้นั ใหอ้ ยใู่ นรูปสญั ญาณทางไฟฟ้า (Electronic
data) จากนนั้ ถึงส่งไปยังอปุ กรณ์หรือคอมพิวเตอร์ปลายทาง
1. ผูส้ ่ง เป็นส่งิ ท่ที ำหน้าท่สี ง่ ข้อมลู ข่าวสารออกไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ ซ่ึงอาจเป็น
บคุ คลหรืออุปกรณ์ เชน่ เครอื่ งคอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์ เปน็ ต้น
2. ขอ้ มลู ข่าวสาร เปน็ ส่ิงทีผ่ ้สู ่งตอ้ งการสง่ ไปใหผ้ รู้ ับทอ่ี ยูป่ ลายทางซง่ึ อาจเปน็ เสียง ขอ้ ความหรือ
ภาพ เพอ่ื สื่อสารให้เกดิ ความเขา้ ใจตรงกัน
3. สอ่ื กลาง หรือช่องทางการส่ือสาร เป็นสิง่ ที่ชว่ ยใหข้ อ้ มูลข่าวสารเดนิ ทางจากผู้ส่งไปยงั ผู้รบั ได้
โดยสะดวกซึง่ มีหลายรปู แบบ ดงั นี้
* สายสญั ญาณชนดิ ตา่ งๆ เช่น สายโทรศพั ท์ สายเคเบิล เสน้ ใยแกว้ นำแสง เปน็ ต้น
* คล่ืนสญั ญาณชนิดต่างๆ เชน่ คล่ืนวทิ ยุ คลื่นไมโครเวฟ คล่ืนแสง คลื่นอินฟราเรด