The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kingkan4375, 2022-03-07 10:27:59

E-Book (แก้ไข)

E-Book (แก้ไข)

94

* อปุ กรณ์เสริมชนดิ ต่างๆ เชน่ เสาอากาศวทิ ยุ เสาอากาศโทรศัพท์ ดาวเทยี ม โมเด็ม
4. ผ้รู บั เป็นสิ่งทท่ี ำหน้าทร่ี ับขอ้ มลู ขา่ วสารจากผู้ส่ง ซึ่งส่งผา่ นสอื่ กลางชนดิ ตา่ งๆ เช่น เครื่อง
คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์ โทรทศั น์ วทิ ยุ เป็นต้น
การทจี่ ะส่งข้อมูลข่าวสารจากผู้ส่งไปยังผู้รบั ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพนั้น จะขาดสว่ นประกอบใด
ส่วนประกอบหนึ่งทกี่ ลา่ วมาแล้วไม่ได้ และต้องรู้จักเลอื กใชอ้ ุปกรณ์และวิธกี ารให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

แฟม้ ข้อมูล
แฟ้มข้อมลู , ไฟล์ (File) คอื การเก็บ หรอื รวบรวมข้อมลู ท่ีบันทกึ ไว้เป็น ระเบยี น (record) ใน

Auxiliary Storage ค่ะ โดยการเกบ็ ข้อมูลที่มีประสทิ ธภิ าพตอ้ งมีการบำรุงรักษาขอ้ มูล และอัพเดทให้ทนั สมยั
ด้วย function ต่างๆ ดงั น้ี
- Add Record (การเพิ่ม)
- Change Record (การเปล่ยี นแปลง)
- Delete Record (การลบ) แฟ้มข้อมลู (File) คือ การเก็บ หรอื รวบรวมข้อมลู ที่บนั ทึกไวเ้ ป็นระเบียน
- (record) ใน Auxiliary Storage
- ระเบียน (Record) คือ การรวมเขตข้อมูล ทส่ี ัมพนั ธ์กนั ไว้ด้วยกนั
- เขตข้อมูล (Field) คือ ข้อมูลชุดหนงึ่ เช่น ช่ือ นามสกลุ รหสั ประจำตัวประชาชน เป็นตน้

ประเภทของแฟ้มข้อมลู (File Type) เราสามารถจำแนกแฟ้มข้อมลู ออกตามลักษณะของข้อมูลทีเ่ ก็บ
บันทึกไว้และสามารถแบง่ แฟ้มขอ้ มูลออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คอื

1. แฟ้มข้อมลู หลกั (Master File) เป็นแฟม้ ข้อมลู ซึง่ เกบ็ ข้อมูลท่ีสำคัญ เชน่ แฟม้ ขอ้ มลู ประวตั ิ ลูกคา้
(Customer master file) ตามท่กี ลา่ วไว้ข้างตน้ แฟ้มข้อมูลประวัตผิ จู้ ัดส่งสินค้า (Supplier master file)
แฟม้ ขอ้ มลู สินคา้ คงเหลือ (Inventory master file) แฟม้ ข้อมูลบญั ชี (Account master file) เป็นต้น ซึ่ง
แฟ้มขอ้ มลู หลกั เหลา่ นีเ้ ปน็ ส่วนประกอบของระบบงานบัญชี (Account system)

2. แฟม้ รายการปรับปรงุ (Transaction file) เปน็ แฟม้ ที่บนั ทกึ ข้อมูลเกี่ยวกบั แฟ้มข้อมลู หลักทีม่ ีการ
เปลย่ี นแปลงในแตล่ ะวัน รายการทเี่ กิดขน้ึ ต้องนำไปปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลกั เพื่อใหแ้ ฟ้มข้อมูลหลักมีข้อมูลท่ี
ทันสมยั อยตู่ ลอดเวลา

การปรับปรงุ แฟ้มข้อมูลสามารถทำไดห้ ลายอย่าง เช่น การเพมิ่ รายการ (Add record) การลบรายการ
(Delete record) และการแก้ไขรายการ (Edit)
การจัดระเบียบแฟ้มข้อมลู (File organization) มีวิธกี ารจดั ไดห้ ลายประเภท เชน่

1. การจัดระเบียบแฟม้ ข้อมลู แบบตามลำดับ (Sequential File organization) ลักษณะการจดั ข้อมลู
รายการจะเรียงตามฟิลดท์ ่ีกำหนด (Key field) เช่น เรยี งจากนอ้ ยไปหามากหรอื จากมากไปหาน้อยหรือเรียง
ตามตัวอกั ษร

95

ขอ้ ดี ขอ้ เสีย

1. เป็นวิธที ีเ่ ขา้ ใจง่าย เพราะการเกบ็ จะ 1. เสยี เวลาในการปรับปรุงในกรณที ่ีมีรายการ

เรยี งตาม ลำดับ ปรับปรงุ น้อยเพราะจะต้องอ่านทกุ รายการ

จนกวา่ จะถึงรายการทตี่ ้องการปรบั ปรงุ

2. ประหยัดเนอ้ื ท่ีในการเก็บ และง่ายต่อ 2. ตอ้ งมกี ารจดั เรยี งข้อมลู ทเ่ี ข้ามาใหมใ่ ห้อยู่ใน

การสร้าง แฟ้มใหม่ ลำดับ เดียวกนั ในแฟ้มข้อมูลหลกั ก่อนทจ่ี ะ

ประมวลผล

2. การจดั ระเบยี นแฟ้มข้อมลู แบบตรงหรอื แบบสมุ่ (Direct or random file organization) โดย
สว่ นมากมักจะใช้จานแม่เหล็ก (Hard disk) เปน็ หน่วยเก็บข้อมูล การบันทึกหรอื การเรียกขอ้ มลู ขึน้ มาสามารถ
เรียกไดโ้ ดยตรง ไมต่ ้องผา่ นรายการอนื่ กอ่ น เราเรียกวิธนี ีว้ า่ การเขา้ ถงึ ข้อมลู โดยตรง (Direct access) หรือการ
เขา้ ถึงโดยการสุ่ม (Random Access) การคน้ หาข้อมลู โดยวธิ นี จี้ ะเร็วกว่าแบบตามลำดับ ท้ังน้เี พราะการค้นหา
จะกำหนดดัชนี (Index) จะน้ันจะวง่ิ ไปหาข้อมลู ทต่ี อ้ งการหรอื อาจจะเขา้ หาขอ้ มูลแบบอาศยั ดัชนีและ
เรยี งลำดบั ควบคู่กัน (Indexed Sequential Access Method (ISAM) โดยวิธนี จี้ ะกำหนดดัชนที ี่ต้องการ
ค้นหาขอ้ มลู เมอื่ พบแล้วต้องการเอาข้อมูลมาอีกกี่ รายการก็ใหเ้ รียงตามลำดับของรายการทตี่ ้องการ ซง่ึ การ
เก็บโดยวธิ ีนมี้ ที ัง้ ข้อดีและข้อเสยี

ขอ้ ดี ข้อเสยี

1. สามารถบันทกึ เรยี กข้อมูล และ 1. ส้ินเปลืองเนื้อท่ีในหน่วยสำรองข้อมูล

ปรับปรงุ ข้อมลู ท่ี ต้องการไดโ้ ดยตรง ไม่

ต้องผ่านรายการทอ่ี ยู่ก่อนหน้า

2. ในการปรบั ปรงุ และแก้ข้อมูลสามารถ 2. ต้องมีการสำรองขอ้ มูลเนอ่ื งจากโอกาสที่

ทำไดท้ ันที ข้อมลู จะมีปญั หาเกดิ ได้ง่ายกว่าแบบตามลำดบั

การจัดการแฟ้มข้อมลู (File Management) ในอดตี ขอ้ มูลทีจ่ ัดเก็บไว้จะอย่ใู นรูปของแฟ้มข้อมลู อสิ ระ
(Conventional File) ซ่งึ ระบบงานแต่ละระบบกจ็ ะสร้างแฟ้มของตนเองขน้ึ มาโดยไมเ่ กีย่ วขอ้ งสัมพนั ธก์ ัน เชน่
ระบบบญั ชี ที่สรา้ งแฟม้ ข้อมูลของตนเอง ระบบพัสดุคงคลัง (Inventory) ระบบการจ่ายเงินเดือน(Payroll)
ระบบออกบลิ (Billing) และระบบอน่ื ๆต่างก็มีแฟม้ ข้อมูลเป็นของตนเอง หากมีการปรับปรุงแก้ไขก็จะทำ
เฉพาะส่วนจึงทำข้อมูลขององคก์ าร บางครัง้ เกดิ สับสนเนื่องจากข้อมูลขัดแย้งกันและในบางองคก์ ารอาจจะมี
การเขียนโปรแกรมโดยใชภ้ าษาท่เี ขยี นทต่ี ่างกัน เช่นภาษาโคบอล (COBOL language) ภาษาอาร์พจี (ี RPG)
ภาษาปาสคาล (PASCAL) หรือภาษาซี (C language) ซง่ึ มีลักษณะของแฟม้ ข้อมลู ท่ีสรา้ งด้วยภาษาทต่ี ่างกันก็
ไมส่ ามารถจะใช้งานร่วมกันได้ จงึ ทำให้องคก์ ารเกิดการสญู เสยี ในข้อมูล ดงั น้ันก่อนทอ่ี งค์การจะนำ

96

คอมพิวเตอร์มาใชจ้ ะต้องมกี ารวางแผนถงึ ระบบการบรหิ ารแฟ้มข้อมูล การแบ่งประเภทของแฟม้ ข้อมลู และ
การจดั ระเบยี บแฟ้มข้อมลู การบรหิ ารแฟ้มข้อมลู จะต้องมีการกำหนดโปรแกรมทจี่ ะพฒั นาขน้ึ มาวา่ จะใช้ภาษา
อะไร มหี นว่ ยงานใดต้องใช้ ต้องการขอ้ มูลอะไร ข้อมลู ที่แต่ละแผนกต้องการซ้ำกันหรือไม่ หรือมีข้อมลู อะไรที่
ขาดหายไปและข้อมูลฟิลด์ไหนทจี่ ะใชเ้ ปน็ คีย์ในการคน้ หาข้อมูล เช่น การสรา้ งแฟม้ ประวตั ิลูกคา้

ประเภทของแฟม้ ขอ้ มูล (File Type) เราสามารถจำแนกแฟม้ ข้อมลู ออกตามลักษณะของขอ้ มลู ทเ่ี ก็บบันทกึ ไว้
และสามารถแบ่งแฟ้มขอ้ มลู ออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ

1.แฟม้ ข้อมูลหลัก (Master File) เปน็ แฟ้มข้อมลู ซ่ึงเกบ็ ข้อมูลทสี่ ำคญั เช่น แฟ้มขอ้ มูลประวัติ ลูกคา้
(Customer master file) ตามทกี่ ลา่ วไวข้ ้างต้น แฟ้มข้อมลู ประวัตผิ ู้จดั ส่งสินคา้ (Supplier master file)
แฟม้ ข้อมลู สินค้าคงเหลือ (Inventory master file) แฟม้ ข้อมูลบญั ชี (Account master file) เปน็ ต้น ซง่ึ
แฟม้ ข้อมูลหลกั เหลา่ นี้เป็นสว่ นประกอบของระบบงานบัญชี (Account system)

1. แฟม้ รายการปรบั ปรงุ (Transaction file) เปน็ แฟ้มทบ่ี ันทึกข้อมลู เก่ียวกบั แฟ้มข้อมูลหลกั ที่มีการ
เปลี่ยนแปลงในแต่ละวนั รายการท่ีเกิดขึน้ ต้องนำไปปรับปรุงกบั แฟม้ ข้อมลู หลกั เพ่ือให้แฟ้มข้อมูล
หลักมขี ้อมูลทที่ นั สมัยอยูต่ ลอดเวลา

วธิ ีการประมวลผล
วธิ ีการประมวลผล (Processing Technique) การใชค้ อมพวิ เตอร์เพือ่ ชว่ ยในการประมวลผลทาง

ธุรกจิ น้ันมวี ธิ ีการประมวลผลไดห้ ลายแบบดังนี้
1. การประมวลผลแบบชุด (Batch Processing) คือ การประมวลผลโดยผ้ใู ช้จะทำการรวบรวม

เอกสารท่ตี ้องการประมวลผลไว้เป็นชดุ ๆ ซง่ึ แตล่ ะชุดอาจจะกำหนดเทา่ กบั เอกสาร 10 หรอื 20 รายการหรือ
มากกวา่ กไ็ ด้แต่ให้มีขนาดเท่ากนั แล้วป้อนข้อมลู ดังกลา่ วสเู่ ครอื่ งคอมพิวเตอร์ จากน้นั จงึ ใช้คำสง่ั ใหป้ ระมวลผล
พร้อมกนั ทลี่ ะชดุ ตวั อยา่ ง บริษทั หนงึ่ อาจจะใช้เคร่อื งคอมพิวเตอร์เพื่อออกบิลโดยมีการรวบรวมใบสัง่ ซอ้ื จาก
ลูกค้าภายในหนึ่งวนั จากแผนกขาย จากนัน้ กส็ ง่ ใหแ้ ผนกคอมพวิ เตอร์ทำการป้อนข้อมลู และตรวจสอบความ
ถูกต้องของข้อมูลกอ่ นที่จะเก็บบันทึกไว้ จากนั้นกจ็ ะนำข้อมูลดงั กลา่ วไปประมวลผล ซึ่งอาจจะต้องอาศยั
แฟ้มข้อมลู อน่ื ๆ มาประกอบการประมวลผล เชน่ แฟม้ ข้อมูลสินค้าคงเหลือ แฟ้มขอ้ มลู ลกู หน้ี กรณลี กู ค้าซ้ือ
เงินเชือ่ และแฟ้มประวัติลกู ค้า เปน็ ต้น จากน้ันกจ็ ะนำข้อมูล ดังกลา่ วไปประมวลผล ซ่งึ อาจจะต้องอาศัย
แฟ้มขอ้ มลู อนื่ ๆ มาประกอบการประมวลผล เช่น แฟม้ ข้อมูลสนิ ค้าคงเหลอื แฟ้ม ข้อมูลลูกหนี้ กรณลี กู คา้ ซ้ือ
เงินเชือ่ และแฟ้มประวตั ิลูกคา้ เปน็ ต้น จากนัน้ จึงออกบิลเพื่อสง่ ต่อให้กบั ผ้ขู ายเพ่ือเบิกสินต้าทแี่ ผนกพัสดุ
สินค้าหรือโกดงั (Warehouse) พจิ ารณา แสดงขอ้ ดีและข้อเสียของการประมวลผลแบบชดุ

97

้ข้อดีของการทำงานแบบชดุ ขอ้ เสยี ของการทำงานแบบชุด

1. เหมาะสำหรบั บรษิ ทั ทีม่ ีขนาดใหญ่ มี 1. เสยี เวลาในการขอ้ มูลที่ต้องการทันทีทนั ใด อาจจะ

ปรมิ าณงาน มากแต่ไมจ่ ำเป็นต้องบริการ ไมท่ นั สมัย(Update) เนอื่ งจากการประมวลผลขอ้ มลู

ข้อมูลทันทีทันใด จะทำเป็นชว่ งๆ ปรบั ปรงุ ในกรณที มี่ ีรายการ ปรับปรุง

น้อยเพราะจะต้องอ่านทกุ รายการจนกวา่ จะถึง

รายการท่ตี ้องการปรบั ปรงุ

2. งา่ ยต่อการตรวจสอบ หากข้อมลู ผิดพลาด 2. เสยี เวลาในการรวบรวมขอ้ มลู เพอื่ ตรวจสอบ ก่อน

สามารถตรวจสอบเฉพาะชุดของข้อมลู ท่ี จะทำการ ประมวลผล

ผิดพลาด

2. การประมวลผลแบบโตต้ อบ (Interactive) หมายถึง การทำงานในลักษณะท่มี ีการโต้ตอบระหว่าง
ผูใ้ ชก้ บั เคร่ืองคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้สามารถท่ีจะตรวจสอบข้อมลู ได้ตลอดเวลา เชน่ กรณีทีล่ กู คา้ นายวลั ลภ
คลองหก จากบรษิ ัทราชมงคล จำกัด ตดิ ต่อซื้อเครอ่ื งคอมพิวเตอรจ์ ากแผนกขาย เจา้ หน้าทพี่ นักงานขาย
จะต้องป้อนรหสั ลกู คา้ เพ่ือเรียกประวัตนิ ายวลั ลภขนึ้ มาพิจารณาวา่ ในขณะน้ีได้สง่ั ซอ้ื สนิ ค้าเกินวงเงนิ เครดิต
หรอื ไม่ ถา้ ไม่เกินก็อนุมัติการขายแตถ่ ้าหากเกนิ ก็อาจจะให้ชำระเปน็ เงินสด จากนั้นจะมีการตรวจสอบแฟม้
สินคา้ คงคลังวา่ มสี นิ ค้าดงั กลา่ วหรอื ไมเ่ พือ่ ตัดสตอ็ ก (Stock) แล้วพิมพบ์ ลิ เพื่อจดั ส่งให้ลูกคา้ แสดงการทำงาน
การออกบิลโดยการประมวลผลแบบโต้ตอบ

ข้ ้อดีของการทำงานแบบโต้ตอบ ขอ้ เสียของการทำงานแบบโต้ตอบ
1. สามารถตรวจสอบข้อมลู ที่ป้อน 1. โอกาสผดิ พลาดมีมากกวา่ วธิ ีแบบชดุ เนื่องจากการ
ทนั ทีทนั ใดด ตรวจทานท่หี น้าจอภาพอาจจะทำใหผ้ ้ตู รวจตาลาย
2. สารถแกไ้ ขข้อผดิ พลาดไดท้ ันที 2. การแกไ้ ขข้อผดิ พลาดทำได้ยากกวา่

3. ไดร้ บั ผลลพั ธท์ ที่ ันสมยั

3. การประมวลผลแบบออนไลน์ (Online processing) คอื การประมวลผลรว่ มกันระหว่าง
คอมพิวเตอร์ท่ี ต่อพ่วงกบั ระบบสือ่ สาร (Communication) โดยอาศยั อุปกรณ์ต่อพว่ ง เช่น โมเด็ม (Modem)
ซงึ่ ลักษณะการทำงานอาจจะมีเคร่อื งคอมพวิ เตอร์หลายเคร่อื งต่อพ่วงกันในระบบเครอื ข่าย (Network) ซง่ึ
อาจจะเปน็ เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ ขนาดใหญ่ ขนาดกลางหรือไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้ โดยที่เครอ่ื งคอมพิวเตอร์แต่
ละเคร่ืองไม่จำเปน็ ต้องอยู่ใกล้กันแต่สามารถท่จี ะตดิ ต่อส่ือสารกนั ไดโ้ ดยมีการส่งผ่านข้อมูลไปมาระหว่างกัน ใน
ระบบไมโครคอมพิวเตอรเ์ ราอาจจะสรา้ งเครือข่ายในลกั ษณะเครือขายเฉพาะ (Local Area Network(LAN)
ซ่งึ เปน็ เครือข่ายใกล้ๆ หรอื อาจสรา้ งเครอื ข่ายงานกว้าง [Wide Area Network(WAN) ซ่ึงเป็นเครอื ข่าย

98

คอมพิวเตอร์ท่ีอยหู่ ่างไกลกันมากแตเ่ ชื่อมต่อกนั ไดโ้ ดยระบบ โทรคมนาคม เชน่ โทรศัพท์หรอื ดาวเทยี ม ในเชิง
ธรุ กจิ กรณีท่ีพนักงานขายอยู่ต่างจังหวัดและจะส่งใบสั่งซื้อของลกู ค้า เข้ามาที่สำนักงานใหญ่ก็สามารถทำไดโ้ ดย
สง่ ขอ้ มูลผ่านทางสายโทรศัพทแ์ ลว้ พมิ พบ์ ิลทีสำนกั งาน จากนน้ั กจ็ ัดสง่ สนิ คา้ ใหก้ ับลูกคา้ ตามใบส่ัง

แฟ้มขอ้ มลู (file) คือกลุ่มของขอ้ มลู ที่เก่ียวข้องกันและเป็นประเภทเดยี วกนั ในฐานข้อมลู จะ
ประกอบดว้ ยแฟ้มข้อมูลทเี่ กยี่ วขอ้ งกันการออกแบบแฟม้ ขอ้ มูลและฐานข้อมลู หมายถงึ การกำหนดโครงสร้าง
การจดั เกบ็ ขอ้ มูล เช่น เขตข้อมูลทปี่ ระกอบกันขึ้นเปน็ ระเบียนขอ้ มูล ประเภทของข้อมูล ขนาดของข้อมลู
จำนวนพนื้ ทีส่ ำหรับจดั เกบ็ วิธีการจัดเกบ็ (storage) และการเข้าถงึ ขอ้ มลู (access method) ในแฟ้มขอ้ มูล
และฐานข้อมลู ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ฐานขอ้ มลู เป็นส่วนทส่ี ำคญั สำหรับระบบงานสารสนเทศ เนอ่ื งจากใช้
เก็บข้อมูลนำเขา้ ต่างๆ
1. ประเภทของแฟ้มข้อมลู ประเภทของ แฟม้ ขอ้ มลู (types of file) จำแนกได้เปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1.แฟม้ ข้อมูลหลกั (master file-MF) จะเกบ็ ข้อมูลทั้งหมดหรอื ข้อมลู หลักของระบบงาน ในระบบหน่ึง ๆ
อาจมีได้หลายแฟ้มข้อมลู หลัก ตัวอยา่ งของแฟม้ ข้อมลู หลกั เช่น ระบบการค้นคนื เกย่ี วกบั บรรณานกุ รมหนังสือ
จะมแี ฟ้มข้อมลู หลกั ทเ่ี ก็บข้อมูลท้ังหมดของหนงั สือ

2. แฟ้มประมวลผลรายการ (transaction file-T/F) จะเก็บข้อมลู ของงานอย่างหน่ึงอยา่ งใด หรือ
สำหรับปรบั ปรุงข้อมูลบางอย่างในแฟ้มข้อมลู หลกั และจะเป็นแฟ้มข้อมูลชั่วคราว เช่น แฟม้ รายการคน้ คืน
หนงั สือ ซงึ่ เมื่อเลิกคน้ คืนแลว้ แฟม้ ขอ้ มลู น้ีจะถูกลบไป

3. แฟม้ ข้อมูลตาราง (table file) เป็นแฟ้มข้อมูลหลักแบบหนงึ่ ใช้สำหรับเก็บขอ้ มลู ท่ถี กู เรยี กใชเ้ พ่ือ
อา้ งอิงอย่เู สมอ ๆ

4. แฟม้ ขอ้ มลู แบบรายงาน (report file) จะเก็บผลลพั ธ์ต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้พมิ พ์ เน่ืองจากเครือ่ งพิมพย์ ัง
ไมว่ า่ งหรอื มีผใู้ ช้อยูใ่ นขณะนั้นจึงทำการรวมผลพั ธต์ ่าง ๆ ไวใ้ นแฟม้ เดียวกนั เพอ่ื รอพิมพต์ ามลำดับ

5. แฟม้ ข้อมูลอนื่ ๆ ในระบบสารสนเทศจะมีแฟ้มข้อมูลหากหลาย เชน่ แฟ้มขอ้ มลู สำรอง (back-up
file) แฟ้มขอ้ มูลโปรแกรม (program file) เป็นต้น

2. การจดั แฟ้มขอ้ มูล
รูปแบบการจัดแฟ้มข้อมลู แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ แบบเรยี งลำดบั (sequential file

organization) แบบสุ่มหรอื โดยตรง (random/direct file organization) แบบดรรชนี (indexed file
organization)

ข้อควรพจิ ารณาในการจดั แฟ้มข้อมลู การเลือกใช้แฟ้มข้อมลู แบบใดสามารถพิจารณาจากลกั ษณะ
ของขอ้ มูล ลกั ษณะการประมวลผล ส่อื ทีใ่ ช้จดั เก็บ เชน่

1) ความสามารถในการเข้าถึงแฟ้มข้อมลู (file accessibility)ตอ้ งการใช้เปน็ การประมวลผล
แบบออนไลน์ (online) หรอื ประมวลผลแบบกลมุ่ /ชุด (batch)

99

2) ปรมิ าณระเบียนรายการเปลย่ี นแปลง (transaction record) ถ้ามขี ้อมูลทตี่ อ้ งเปลีย่ นแปลง
มากและใช้การประมวลผลแบบกลมุ่ ควรใชก้ ารจัดแฟม้ ขอ้ มูลแบบเรยี งลำดบั ถา้ การประมวลผลเปน็ แบบ
ออนไลน์ควรใช้การจดั แฟ้มข้อมูบแบบสุ่มหรือโดยตรง

3) ปริมาณหรือขนาดของแฟม้ ข้อมูล (file capacity) ควรใช้สอ่ื แบบใดจัดเกบ็ ข้อมูลจึงจะ
เหมาะสม เชน่ เทปแมเ่ หลก็ จานแม่เหลก็ หรือจานซีดี-รอม

4) ความเรว็ ทต่ี อ้ งการในการประมวลผลหรือถา่ ยเทข้อมลู ต้องพจิ ารณาถึงรูปการจัดแฟ้มข้อมลู
และส่ือจดั เก็บ

5) คา่ ใชจ้ ่าย เชน่ ฮารด์ แวร์ และสอื่ จดั เกบ็

โครงสร้างแฟ้มขอ้ มูล
เปน็ วธิ ีการจดั เก็บข้อมูลในคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือให้สามารถใช้งานไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพการเลือก

โครงสรา้ งขอ้ มลู นน้ั โดยส่วนใหญแ่ ล้วจะเรมิ่ ต้นจากการเลอื กประเภทข้อมลู อยา่ งย่อโครงสรา้ งข้อมูลทอ่ี อกแบบ
เป็นอยา่ งดจี ะสามารถรองรับการประมวลผลท่หี นกั หนว่ งโดยใชท้ รัพยากรท่ีน้อยทีส่ ดุ เท่าทจ่ี ะเปน็ ไปได้ทงั้ ในแง่
ของเวลาและหนว่ ยความจำ

โครงสร้างข้อมลู แต่ละแบบจะเหมาะสมกบั งานท่ีแตกตา่ งกัน และโครงสร้างข้อมูลบางแบบก็
ออกแบบมาสำหรบั บางงานโดยเฉพาะ

แนวความคิดในเร่ืองโครงสรา้ งข้อมลู นส้ี ่งผลกับการพฒั นาวิธีการมาตรฐานตา่ งๆในการออกแบบและ
เขียนโปรแกรมหลายภาษาโปรแกรมน้นั ได้พฒั นารวมเอาโครงสร้างขอ้ มูลน้ีไว้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของระบบโปรแกรม
เพอ่ื ประโยชนใ์ นการใชซ้ ้ำ

แฟม้ ข้อมูล” (file) หมายถึงข้อมลู สารสนเทศหรือขอ้ มูลทง้ั หมดทเ่ี ก็บไวใ้ นส่อื ที่มีคุณสมบตั เิ ปน็
แม่เหลก็ ไม่วา่ จะเปน็ จานบันทึกธรรมดาหรอื จานแข็ง (hard disk) ก็ตามขอ้ สนเทศท่นี ำไปเก็บนน้ั จะถกู นำไป
เกบ็ ไวเ้ ปน็ เรื่องๆ ไป อาจจะเปน็ โปรแกรมข้อมูล หรอื ภาพ (graphics) ก็ได้ แตล่ ะเร่ืองตา่ งกต็ ้องมชี ือ่ เปน็ ของ
ตนเองท่ตี ้องไมซ่ ้ำกนั

1.รปู แบบของการจดั ระเบยี บข้อมูล
รปู แบบของการจัดระเบียบของข้อมูล ซงึ่ มีอยู่หลายรูปแบบ ประกอบด้วยโครงสร้างพ้นื ฐานที่

ลำดบั จากหนว่ ยที่เล็กทสี่ ุดไปยงั หนว่ ยทใ่ี หญข่ ้ึนตามลำดบั ต่อไปน้ี
1.1 บทิ (Bit : Binary Digit) คอื หนว่ ยของข้อมลู ท่เี ล็กทีส่ ดุ ทเ่ี ก็บอยใู่ นหน่วยความจำภายใน

คอมพิวเตอร์ ซึ่ง Bit จะแทนด้วยตวั เลขหนึง่ ตวั คือ 0 หรอื 1 อยา่ งใดอย่างหน่ึง เรียกตวั เลข 0 หรือ 1 วา่ เปน็
บิท1 บิท

1.2 ไบท์ (Byte) คือหนว่ ยของข้อมูลทีน่ ำบทิ หลายๆบิทมารวมกนั แทนตวั อักษรแตล่ ะตวั เช่น A, B,
…, Z, 0, 1, 2, … ,9 และสัญลกั ษณ์พิเศษอ่นื ๆ เชน่ $, &, +, -, *, / ฯลฯโดยตัวอักษร 1 ตวั จะแทนดว้ ยบิท

100

7 บทิ หรือ 8 บิทซง่ึ ตวั อกั ษรแต่ละตวั จะเรียกว่า ไบท์ เชน่ ตัว A เมื่อเกบ็ อยูใ่ นคอมพวิ เตอรจ์ ะเก็บ
เป็น 1000001 ส่วนตัว B จะเกบ็ เปน็ 1000010 เป็นต้น

1.3 เขตข้อมูล (Field) คือ หนว่ ยของข้อมูลที่เกิดจากการนำตวั อกั ขระหลายๆตัวมารวมกัน เป็นคำที่มี
ความหมาย

1.4 ระเบยี น (Record) คือ หน่วยของข้อมูลท่ีมีการนำเขตข้อมูลหลายๆ เขตข้อมูล ท่มี ีความสัมพนั ธ์
กันมารวมกนั หรือคา่ ของขอ้ มูลในแต่ละเขตข้อมูล

1.5 แฟม้ ขอ้ มูล (File) คือ หน่วยของข้อมูลที่มีการนำระเบยี นหลายๆ ระเบยี นที่มีความสัมพันธ์กนั มา
รวมกัน

1.6 ฐานข้อมูล (Database) คอื หนว่ ยของข้อมูลที่มีการนำแฟ้มขอ้ มลู หลายๆ แฟ้มข้อมูล ทม่ี ี
ความสัมพันธก์ ันมารวมกนั
2.โครงสร้างแฟม้ ข้อมลู

โดยปกติแฟ้มข้อมูลจะถกู เกบ็ ไว้ในหน่วยความจำสำรอง (secondary storage) เช่น ฮารด์ ดสิ ก์
เนือ่ งจากมีความจุขอ้ มลู สงู และสามารถเกบ็ ไดถ้ าวรแมจ้ ะปิดเคร่ืองไปซึ่งการจัดเก็บนีจ้ ะต้องมวี ธิ กี ำหนด
โครงสร้างโดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ให้การจัดเก็บและเขา้ ถึงข้อมูลมคี วามรวดเร็ว ถกู ตอ้ งและเหมาะสมกับความ
ตอ้ งการการเข้าถึงและค้นคืนข้อมูลจะอาศัยคยี ์ฟิลดใ์ นการเรียกค้นด้วยเสมอการจัดโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล
อาจจะแบง่ ไดเ้ ปน็ ลักษณะดังน้ี
การจดั การโครงสรา้ งแฟ้มข้อมูลมปี ัจจยั ท่ตี อ้ งพิจารณาในการเลอื กโครงสร้าง ไดแ้ ก่
- ปริมาณขอ้ มูล ความถี่ในการดึงขอ้ มูล ความถ่ีในการปรับปรงุ ข้อมูล จำนวนครัง้ ทีอ่ ่านข้อมูลจาก
หน่วยความจำสำกรองต่อการดงึ ขอ้ มลู
การจดั โครงสรา้ งข้อมูลแบบต่างๆ
- แฟม้ ลำดับ (sequential file)
- แฟ้มสมุ่ ( direct file หรอื hash file)
- แฟ้มดรรชนี (indexed file)
- แฟ้มลำดับดรรชนี (indexed sequential file)

2.1 โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบเรยี งลำดบั (Sequential File Structure)
เป็นโครงสร้างของแฟม้ ข้อมลู ชนดิ พ้ืนฐานท่สี ามารถใชง้ านไดง้ ่ายท่สี ดุ เนื่องจากมีลกั ษณะการ

จดั เก็บข้อมูลแบบเรยี งลำดับเรคคอรด์ ต่อเนื่องกนั ไปเร่ือยๆการอา่ นหรือคน้ คนื ข้อมลู จะข้ามลำดบั ไปอ่านตรง
ตำแหน่งใดๆที่ตอ้ งการโดยตรงไม่ไดเ้ ม่ือต้องการอา่ นข้อมลู ทีเ่ รคคอร์ดใดๆโปรแกรมจะเริ่มอ่านตัง้ แตเ่ รคคอร์ด
แรกไปเร่ือยๆจนกว่าจะพบเรคคอร์ดทีต่ ้องการ ก็จะเรยี กค้นคนื เรคคอรด์ น้นั ขึ้นมา

การใช้ข้อมูลเรยี งลำดับนจ้ี ึงเหมาะสมกับงานประมวลผลทม่ี กี ารอ่านขอ้ มูลตอ่ เนื่องกนั ไปเรอื่ ยๆ
ตามลำดับและปรมิ าณครั้งละมากๆ

แฟม้ ขอ้ มูลแบบนี้ถ้าเปน็ เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมขนาดใหญ่ก็จะจัดเก็บอยใู่ นอุปกรณ์
ประเภทเทปแม่เหล็ก (magnetic tape) ซึง่ มีการเข้าถงึ แบบลำดับ (Sequential access) เวลาอา่ นขอ้ มลู ก็

101

ต้องเปน็ ไปตามลำดบั ด้วยคลา้ ยกับการเก็บข้อมูลเพลงลงบนเทปคาสเซ็ต

2.2 โครงสรา้ งของแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (Direct/Random File Structure)

เปน็ ลกั ษณะของโครงสรา้ งแฟม้ ข้อมลู ที่เขา้ ถงึ ไดโ้ ดยตรงเมอื่ ต้องการอ่านคา่ เรคคอร์ดใดๆ

สามารถทำการเลอื กหรอื อา่ นค่านัน้ ได้ทำใหก้ ารเข้าถึงข้อมูลได้รวดเรว็ กว่าปกติแล้วจะมีการจดั เก็บในส่ือที่มี

ลักษณะการเข้าถงึ ได้โดยตรงประเภทจานแมเ่ หล็ก เช่น ดสิ เก็ต,ฮาร์ดดสิ กห์ รือ CD-ROM เป็นต้น

2.3 โครงสรา้ งของแฟม้ ข้อมูลแบบลำดบั เชิงดรรชนี (Index Sequential File Structure)

เปน็ ลกั ษณะของโครงสรา้ งแฟม้ ข้อมูลท่อี าศัยกระบวนการท่ีเรียกวา่ ISAM (Index Sequential

Access Method ) ซง่ึ รวมเอาความสามารถในการเขา้ ถงึ ข้อมลู แบบส่มุ และแบบเรียงตามลำดบั เข้าไว้ด้วยกนั

การจัดโครงสร้างแฟม้ ข้อมลู วิธนี ีข้ ้อมลู จะถกู จัดเก็บเรียงกนั ตามลำดับไว้บนสอื่ แบบสุ่ม เช่น ฮารด์ ดสิ กแ์ ละการ

เข้าถงึ ข้อมลู จะทำผ่านแฟ้มข้อมลู ลำดบั เชิงดรรชนี (Index Sequential File) ซึ่งทำหนา้ ท่ีชว่ ยชแ้ี ละค้นหา
ข้อมูลที่ต้องการไดส้ ามารถทำงานไดย้ ืดหยนุ่ กวา่ วธิ อี ่ืนๆโดยเฉพาะกบั กรณีท่ีขอ้ มลู ในการประมวลผลมีจำนวน

มากๆ โครงสร้างแฟ้มขอ้ มลู แบบน้ีจะมีหลกั การทำงานคลา้ ยกับรปู แบบดรรชนที ้ายเล่ม ซ่ึงทำใหง้ า่ ยและ

สะดวกมากยิง่ ข้นึ

ตารางเปรียบเทียบโครงสรา้ งของแฟม้ ขอ้ มูล

โครงสรา้ งแฟม้ ข้อดี ข้อเสยี สื่อท่ีใชเ้ ก็บ

1. แบบ - เสยี ค่าใชจ้ า่ ยน้อยและใช้ - การทำงานเพอ่ื คน้ หา เทปแมเ่ หลก็ เชน่ เทปคาส

เรยี งลำดบั งานได้ง่ายกวา่ วิธอี ่นื ๆ ขอ้ มลู จะต้องเรม่ิ ทำต้ังแต่ เซ็ต
- เหมาะกับงานประมวลผล ต้นไฟลเ์ รยี งลำดบั ไป

ท่ีมกี ารอ่านข้อมูลแบบ เร่อื ย จนกว่าจะหาข้อมลู

เรยี งลำดับและในปริมาณ นั้นเจอ ทำให้เสียเวลา

มาก ค่อนข้างมาก

- ส่อื ท่ีใชเ้ ก็บเปน็ เทปซง่ึ มี - ข้อมลู ทใ่ี ช้ต้องมีการจดั

ราคาถูก เรยี งลำดับก่อนเสมอ

- ไม่เหมาะกับงานทตี่ ้อง

แก้ไข เพม่ิ ลบข้อมูลเปน็

ประจำ เช่นงานธุรกรรม

ออนไลน์

2. แบบสมุ่ - สามารถทำงานได้ - ไม่เหมาะกบั งาน จานแมเ่ หลก็ เช่น

เร็ว เพราะมกี ารเขา้ ถึง ประมวลผลทีอ่ ่านข้อมูลใน ดิสเก็ตต,์ ฮารด์ ดสิ ก์

ขอ้ มลู เรคคอรด์ แบบเร็ว ปริมาณมาก หรือ CD-ROM

มาก เพราะไมต่ ้อง - การเขยี นโปรแกรมเพื่อ

เรยี งลำดบั ขอ้ มูลก่อนเก็บ คน้ หาข้อมูลจะซับซ้อน

102

ลงไฟล์ - ไม่สามารถเขา้ ถงึ ข้อมูล
- เหมาะสมกับการใชง้ าน แบบเรยี งลำดับได้
ธรุ กรรมออนไลน์ หรืองาน
ทตี่ ้องการแกไ้ ข เพมิ่ ลบ
รากการเปน็ ประจำ

3. แบบลำดับเชงิ ดรรชนี - สามารถรองรบั การ - ส้ินเปลอื งเน้อื ท่ีในการ
ประมวลผลไดท้ ง้ั 2 แบบ จดั เก็บดรรชนีทใ่ี ช้อ้างองิ
คือ แบบลำดบั และแบบ ถึงตำแหนง่ ของข้อมูล
สมุ่ - การเขียนโปรแกรมเพ่ือ
- เหมาะกับงานธุรกรรม ค้นหาข้อมลู จะซับซ้อน
ออนไลน์ ดว้ ยเชน่ เดียวกนั - การทำงานช้ากวา่ แบบ
สุม่ และมคี า่ ใช้จา่ ยสงู

3.ขอ้ ดีของการจัดการขอ้ มูลด้วยแฟม้ ข้อมลู
3.1 การประมวลผลข้อมลู ไดร้ วดเรว็ เนอ่ื งจากมกี ารแยกขอ้ มูลไว้เปน็ แฟ้มตา่ งๆ
3.2 ลงทุนต่ำในเบื้องตน้ อาจไม่จำเป็นต้องใช้คอมพวิ เตอรท์ ่ีมคี วามสามารถมาก กส็ ามารถทำการ

ประมวลผลข้อมลู ได้
3.3 สามารถออกแบบแฟ้มข้อมลู และทำการพัฒนาไดง้ ่าย เน่ืองจากมขี ั้นตอนไม่สลบั ซบั ซ้อนมา

3.9 สารสนเทศเพื่อใช้ในการจดั การเรยี นรู้
ในปจั จบุ นั เทคโนโลยสี ารสนเทศไดเ้ ข้ามามบี ทบาท ในการพัฒนาในเกือบทกุ ๆดา้ น ไมว่ ่าในด้านธุรกจิ

ด้านสาธารณสขุ ดา้ นการทหารและความม่นั คง ดา้ นโทรคมนาคมและการส่ือสาร ดงั จะเห็นไดว้ ่า หน่วยงาน
ธุรกิจส่วนใหญจ่ ำเปน็ ต้องใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ เคร่ืองมือสำคัญในการบริหาร การจดั การในองค์กร อกี
ทัง้ เพิ่มระดบั ความสำคญั มากข้ึนในแตล่ ะปี มกี ารจัดสรรงบประมาณส่วนหน่งึ ไว้ เพ่ือการจดั การกบั ขอ้ มูล
สารสนเทศเปน็ การเฉพาะ มกี ารใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพ่ือวางกลยทุ ธห์ าความไดเ้ ปรยี บในตลาดโดยรวม
อกี ทั้งยงั เป็นเคร่ืองมือสำคัญในการจดั การเพือ่ เพิม่ ผลผลติ รวมถงึ ใช้เป็นชอ่ งทาง สำหรับเผยแพรส่ ารสนเทศ
ขององค์กรมากข้นึ ดว้ ย

ในส่วนของการศกึ ษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ก็มีบทบาทท่ีสำคญั ในส่วนของการเป็นทั้งเครอ่ื งมือหลกั
และเคร่ืองมือสนบั สนนุ ทต่ี ้องจัดหา และนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพ่ือใหเ้ ป็นไปตามลักษณะการศกึ ษา ตาม
เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ การกำหนดทิศทางและนโยบายการจัดการศึกษาไทย จึง
ต้องดำเนินการอย่างเร่งดว่ น เพ่ือให้ทนั ตอ่ ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยที ม่ี ผี ลต่อการกำหนดคุณสมบัติและ
คุณภาพของแรงงานในอนาคต ซงึ่ เราจะปฎิเสธไม่ไดเ้ ลยว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศ เทคโนโลยีการขนสง่
เทคโนโลยีการผลติ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยชี ีวภาพ เหลา่ น้ีลว้ นมคี วามก้าวหนา้ ข้นึ อย่างต่อเน่ือง ซ่งึ

103

เทคโนโลยเี หลา่ นีม้ ีประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ดงั นัน้ การจดั การศกึ ษาจึงต้องมีการ
เพิ่มเติมความรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในหลกั สตู รการเรียนการสอน และปรับปรุงให้ทันต่อการเปล่ียนแปลง
เทคโนโลยี จะตอ้ งประกอบด้วย โครงสรา้ งพนื้ ฐานด้านชอ่ งทางและสื่อ ดังต่อไปน้ี

1. เทคโนโลยโี ทรคมนาคม (E-communication) เทคโนโลยโี ทรคมนาคม ทสี่ ำคญั ไดแ้ ก่ การส่ือสารผา่ น
ดาวเทยี ม เครือข่ายความถ่กี ารส่อื สาร เครอื ข่ายเสน้ ใยแกว้ นำแสง เครือข่ายคอมพิวเตอร์

2. ระบบการสอนผ่านจอภาพ (On -Screen Interactive Instruction) ระบบการสอนผ่านจอภาพที่
สำคญั ได้แก่ การสอนด้วยคอมพิวเตอร์ การสอนดว้ ยโทรทัศนป์ ฏสิ มั พันธ์ การสอนด้วยการประชุม
ทางไกล การสอนดว้ ยเครอื ข่ายโลก

3. ระบบสอื่ ตามตอ้ งการ (Media On Demand) เช่น สญั ญาณภาพตามตอ้ งการ เสยี งตามตอ้ งการ บทเรียน
ตามตอ้ งการ เป็นต้น

4. ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System) เปน็ ระบบทพ่ี ัฒนาต่อยอดมาจากระบบฐานขอ้ มูลซง่ึ
รวบรวม และจัดเรียงเนอ้ื หาข้อมูลตามลำดับท่มี ีกฎเกณฑ์ตายตัวโดยใชค้ ำไข (Key word) เป็นตัวค้นและ
ตวั เรียกขอ้ มูล สว่ นฐานความรู้จะจดั ข้อมูลไว้หลากหลาย เชน่ ตามประเภทของหลักสูตร ตามกลุ่มอายขุ อง
ผ้ใู ช้ ตามประเภทของวตั ถปุ ระสงคข์ องการใช้ เปน็ ต้น การทำงานของฐานความร้จู ะต้องทำงาน
ประสานกันอยา่ งน้อย 3 ระบบไดแ้ ก่ ระบบส่ือสาร ระบบสารสนเทศ และระบบเหตผุ ล เพื่อให้สามารถ
ค้นหาและเรยี กข้อมูล หรอื ความรู้ทีต่ อบสนองตรงกบั อายุตามความต้องการ หรอื วตั ถปุ ระสงค์ของผใู้ ชง้ าน
และหากจะกล่าวถงึ เทคโนโลยสี ารสนเทศท่เี กยี่ วข้องกับการศึกษาในลักษณะที่ชดั เจนที่สุดนนั้ จะอยู่ใน
รปู ลกั ษณข์ องสื่อตา่ งๆ ท่ีรวมเรยี กว่า ส่อื การศึกษา ซึ่งเป็นที่ยอมรบั กนั ในวงการศกึ ษาแล้ววา่ ส่อื การศึกษา
โดยเฉพาะส่ือทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ ส่วนสำคญั ในการผลักดันให้กลไกการจัดการศึกษา การเรียนรู้
สามารถสง่ ผลโดยตรงให้กบั ผู้เรียนเขา้ ถงึ องค์ความรไู้ ดอ้ ย่างรวดเร็ว ได้อยา่ งกวา้ งขวางและเป็นผลตอ่
พัฒนาการเรียนรู้ได้มากที่สดุ อาจจะสรปุ ได้วา่ ส่ือการศกึ ษา สามารถส่งผลตอ่ การเรียนรแู้ ละการศึกษาใน
ดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี
1. ด้านคุณภาพการเรยี นรู้ ส่อื การศึกษาจะสามารถชว่ ยใหค้ ณุ ภาพการเรียนรู้ดีขึ้น
2. ในด้านเวลาผเู้ รยี นผา่ นสื่อสามารถเรียนร้ไู ด้มากขึ้น
3. การตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ สอ่ื การศึกษาสามารถสร้างแรงจงู ใจและเรา้ ความสนใจได้เป็นอย่าง
ดี
4. การมสี ว่ นรว่ มการเรียน ผเู้ รยี นสามารถมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรู้
5. ความทรงจำต่อสาระเนื้อหา การเรยี นรู้จากสอ่ื การศึกษาจะทำใหผ้ ู้เรียนจำไดน้ าน เรยี นรู้ไดเ้ รว็
และดีขน้ึ
6. ความเขา้ ใจในสาระ ผูเ้ รียนมีประสบการณ์ความเข้าใจจากรูปธรรมไปสนู่ ามธรรม
7. ส่ือการศึกษาสามารถเอาชนะขอ้ จำกดั ต่างๆได้ เชน่
- ทำสิ่งทซ่ี บั ซอ้ นหรือมีหลากหลายมุมมองให้ดงู ่ายขึน้
-ทำสิง่ ทอี่ ยใู่ นลักษณะนามธรรมสรา้ งให้เกดิ รูปร่างเป็นรปู ธรรม

104

-ทำสง่ิ ทีเ่ คลอื่ นไหวเรว็ ให้ดูชา้ ลง
-ทำสิ่งที่เคลอ่ื นไหวช้าใหด้ เู รว็ ขึ้น
-ทำสงิ่ ทม่ี ีขนาดใหญม่ ากใหล้ ดขนาดหรือย่อขนาดลง
-ทำสิ่งท่ีเล็กมากให้ขยายขนาดขน้ึ
- นำขอ้ มูลย้อนเวลาจากอดีตนำมาศกึ ษาเรยี นรู้ได้
- นำส่งิ ทอ่ี ยู่ไกลหรือลึกลับมาวเิ คราะห์ศึกษาได้

3.10 การวเิ คราะหป์ ัญหาที่เกิดจากการใช้ นวัตกรรม เทคโนโลยีและสารสนเทศ
ปญั หาท่เี กดิ จากการใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยีการศึกษา

ปัญหาการใชค้ อมพวิ เตอร์กเ็ ป็นนวตั กรรมอย่างหนึ่งที่ เข้ามามบี ทบาทสำคญั ในการปฎิบัตงิ านของ
หน่วยงานต่าง ๆ มากมายมกี ารใช้ระบบคอมพิวเตอร์เขา้ มาบรหิ ารงานทั้งทางดา้ นการเรยี นการสอน การ
บริหารงานบุคคล บรหิ ารงานคลัง งานพัสดุ งานธุรการเป็นระบบที่มีความสำคญั ที่ต้องการขอ้ มลู ท่ีถกู ต้อง
รวดเร็วสามารถนำไปใช้ตัดสินใจดำเนนิ งานได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพทันทว่ งทเี พื่อให้ได้ผลสำเรจ็ ตามเป้าหมายซึ่ง
เปน็ ปจั จัยสำคัญในการพฒั นาขาดความรู้และทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์

ปัญหาระดบั บุคคล
1.ทำใหเ้ กิดอาชญากรรม เช่นเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหนทางในการก่ออาชญากรรมได้ โจรผรู้ ้าย

อาจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนปล้น วางแผนโจรกรรม มีการลกั ลอบใชข้ ้อมูลข่าวสาร
2.ทำใหค้ วามสัมพนั ธ์ของมนุษยเ์ สื่อมถอย เชน่ การใชค้ อมพิวเตอร์และอปุ กรณ์สื่อสาร ทำให้สามารถ

ตดิ ตอ่ สอื่ สารกันได้โดยไม่ต้องเหน็ ตัว ทำใหค้ วามสมั พันธก์ ับผ้อู น่ื ลดลง ผลกระทบน้ีทำให้มคี วามเช่อื ว่า มนุษย์
สมั พนั ธข์ องบุคคลจะนอ้ ยลง

3.ทำให้เกดิ ความวติ กกงั วล ผลกระทบน้เี ป็นผลกระทบทางด้านจติ ใจของกลุ่มบุคคลบางกลมุ่ ทม่ี ีความ
วิตกกงั วลว่า คอมพวิ เตอร์อาจทำให้เกดิ การว่าจ้างงานน้อยลง มกี ารนำเอาห่นุ ยนต์มาใชใ้ นงานมากขนึ้

4.ทำใหเ้ กดิ การแพร่วัฒนธรรมและกระจายข่าวสารทไี่ มเ่ หมาะสมอยา่ งรวดเรว็ คอมพวิ เตอร์เป็น
อุปกรณ์ที่ทำงานตามคำสงั่ อย่างเคร่งครัด การนำมาใช้ในทางใดจงึ ขนึ้ อยกู่ ับผู้ใช้ จริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์
เป็นเรอ่ื งสำคัญ ดังเชน่ การใช้งานอนิ เทอร์เน็ตมีผูส้ รา้ งโฮมเพจหรอื สร้างข้อมูลข่าวสารในเรื่องภาพท่ไี ม่
เหมาะสม เช่น ภาพอนาจาร

5.ทำใหข้ ้อมูลหรือโปรแกรมถูกทำลายได้งา่ ย ดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศมกี ารพฒั นามาก ข้อมูลก็มี
ความสำคญั มากข้ึนตามไปดว้ ย เทคโนโลยที ำให้ข้อมลู ถูกทำลายได้งา่ ย อาจจะถูกทำลายด้วยไวรัสคอมพวิ เตอร์
ปญั หาระดบั บุคคล

6.การใช้ภาษาไทยท่ีไมถ่ ูกตอ้ งในsocail network การใช้ Facebook ของวยั ร่นุ ไทยในปัจจุบนั
7.เกิดความเจ็บป่วยทางกายเป็นอาการของผู้ใช้ท่ีเกดิ ขน้ึ กับอวัยวะตา่ งๆของร่างกายซ่งึ เกิดจากการใช้
งานเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นเวลานานเกินไป ขาดการทำกิจกรรมอ่ืนๆ หรอื การออกกำลงั กายทีเ่ หมาะสม

105

8. เพมิ่ ภาระค่าใช้จา่ ยราคาของอปุ กรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสงู ขึ้นและคา่ ใชจ้ า่ ยในการใชง้ าน เพิ่ม
ข้ึนดว้ ย เช่น การรับและสง่ ข้อมูลด้วยสัญญาณโทรศัพท์แบบ 3G มี ค่าใช้จ่ายสงู กวา่ การรับและส่งข้อมลู ด้วย
สญั ญาณโทรศัพทแ์ บบไวไฟ

ปญั หาระดับห้องเรียน
1.นกั เรียนขาดความอดทนและขาดการแสวงหาความรู้ เพราะมเี ทคโนโลยเี ขา้ มาชว่ ยมาก จนไมอ่ ยาก

อ่านหนังสือ เพราะ คลิก เอาเรว็ กวา่ หมายความวา่ ค้นหาในอนิ เตอรเ์ น็ตเรว็ กว่า ห้องสมุดอาจจะเปน็ แค่ ที่
เก็บหนงั สือเก่าๆอย่างเดยี ว

2.ครูกับนกั เรียนจะขาดความสัมพันธแ์ ละความใกลช้ ิดกนั เพราะนักเรียนสามารถทจี่ ะเรียนได้จาก
โปรแกรมสำเรจ็ รูปทำให้ความสำคญั ของ โรงเรยี นและครูลดน้อยลง

3.นกั เรยี นท่มี ีฐานะยากจนไม่สามารถทจี่ ะใชส้ อ่ื ประเภทน้ีได้ ทำใหเ้ กดิ ข้อไดเ้ ปรียบเสียเปรยี บกนั
ระหวา่ งนักเรยี นทฐี่ านะดลี ะยากจน ใหเ้ หน็ ว่าผู้ที่มฐี านะทางเศรษฐกิจ ย็ ่อมท่ีจะมีโอกาสทางการศึกษาและทาง
สงั คม ดีกว่าดว้ ย

4.นักเรยี นเกิดความเครยี ดและวิตกกังวล กบั การใช้เทคโนโลยีมีเนือ้ หาวิชาทม่ี ากและสาระการเรยี น
การสอนแตล่ ะครงั้ ไมต่ ่อเนื่อง นกั เรียนบาง คนไมส่ บายใจในกิจกรรม และทำไม่จรงิ จังจงึ มีผลต่อการจดั
กิจกรรม นักเรยี นตอ้ งเข้าควิ รอนานกับนวัตกรรมบางชนดิ

5.ผเู้ รยี นขาดความสนใจในการเรียนวัยรุ่นมคี า่ นยิ มท่ีไม่ถูกต้อง มีพฤติกรรมชอบเลียนแบบเพือ่ นใน
หอ้ งในการมี โทรศัพท์ราคาแพงๆ และไม่จำเปน็ เกิดค่านิยมทผี่ ิดพ่อแม่ตอ้ งตามใจลูก เพราะกลวั ลูกจะไม่มา
โรงเรียน

ปัญหาระดับองค์กร
1. สูญเสยี งบประมาณในการจัดจ้างบุคลากรที่เช่ยี วชาญทางเทคโนโลยี องค์กรทม่ี นี วัตกรรม

เทคโนโลยสี ารสนเทศ แต่ยังขาดบุคลากรท่ี เชยี่ วชาญ
2. อปุ กรณ์ ส่อื นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเปน็ ส่งิ ไร้คุณค่า องค์กรท่มี ีอุปกรณ์ สื่อ

นวตั กรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ ตา่ งๆแตบ่ ุคลากรขาดความรู้และไมใ่ ห้ความสาคญั ทจ่ี ะนำสงิ่ เหลา่ น้ีมาใช้
3. สูญเสยี เวลาไปกบั การใช้ นวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ ในองค์กรท่ีมีการใชเ้ ทคโนโลยใี นการ

ปฏบิ ตั งิ าน สอ่ื สาร ประสานงาน จึงความ จำเปน็ ทต่ี ้องใชส้ ัญญาณอนิ เตอรเ์ น็ต หรือสญั ญาณโทรศัพทท์ ี่มี
ความเรว็ สูง

4. การเพ่ิมภาระงานใหแ้ กค่ รูหรอื บคุ ลากรทเี่ ช่ยี วชาญด้านเทคโนโลยีใน องค์กร เนื่องจากในหลาย
องค์กร มีครหู รือบุคลากรที่ขาดความถนัดทางดา้ นนวตั กรรม และเทคโนโลยีต่างๆ อย่เู ป็นจานวนมาก และ
มกั จะเกดิ ความกงั วลเมื่อตอ้ งมี การใช้เทคโนโลยี

106

มารยาทและจรยิ ธรรมทางวิชาการในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
การมีคุณธรรม และจริยธรรมในการใชเ้ ทคโนโลยี ดงั นี้ คอื

1. ไม่ควรให้ข้อมูลที่เปน็ เท็จในการส่ือสารข้อมูล
2. ไม่บดิ เบอื นความถูกต้องของข้อมูล ให้ผ้รู ับคนต่อไปได้ข้อมลู ที่ไม่ถูกต้อง
3. ไม่ควรเขา้ ถึงข้อมลู ของผู้อื่นโดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต
4. ไม่ควรเปดิ เผยข้อมูลกับผู้ที่ไม่ได้รับอนญุ าต มารยาทและจริยธรรมทางวิชาการในการใชเ้ ทคโนโลยี
สารสนเทศ
5. ไมเ่ ข้าควบคมุ ระบบบางส่วน หรือทง้ั หมดโดยไมไ่ ด้รับอนุญาต
6. ไมท่ ำให้อกี ฝ่ายหน่ึงเขา้ ใจว่าตวั เองเปน็ อีกบุคคลหน่งึ ตวั อย่างเชน่
การปลอมอเี มล์ของผสู้ ่งเพ่ือให้ผ้รู บั เข้าใจผดิ เพ่ือการเข้าใจผิด หรือ ตอ้ งการลว้ งความลับ
7. การขดั ขวางการใหบ้ รกิ ารของเซิร์ฟเวอร์โดยการทำให้มีการใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอรจ์ นหมดหรอื
ถงึ ขดี จำกดั ของมนั ตวั อยา่ งเช่น เวบ็ เซิร์ฟเวอร์ หรอื อเี มล์เซิรฟ์ เวอร์การโจมตจี ะทำโดยการเปิดการเชื่อมต่อ
กบั เซิรฟ์ เวอรจ์ นถึงขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์ทำใหผ้ ้ใู ช้คนอ่ืนๆไม่สามารถเขา้ มาใช้บรกิ ารได้
8. ไม่สรา้ งหรือใช้ไวรัสในการทำรา้ ยข้อมูลผู้อนื่

การแก้ไขปญั หาทเ่ี กิดจากการใช้นวัตกรรมเทคโนโนยแี ละสารสนเทศ
1.ใชแ้ นวทางสรา้ งจริยธรรม (Ethics)
2.ใช้แนวทางการบังคับใช้ด้วยกฎ ระเบยี บ และกฎหมาย

- เชน่ การปฏิบตั ิตามขอ้ กาํ หนดทางลขิ สิทธิ (Copyright) ในการใช้งานทรัพยส์ ินทางปญั ญา
- การปอ้ งกนั ข้อมูลสว่ นตวั ของพนกั งาน เปน็ ต้น
3.ใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสงั คมทีเกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีกรอบสาระของกฎหมายในเร่ืองต่างๆ
ดังนี้
a. กฎหมายคุ้มครองข้อมลู สว่ นบคุ คล
b. กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์
c. กฎหมายพาณิชย์อิเลก็ ทรอนิกส์
d. กฎหมายการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์
e. กฎหมายลายมอื ชื่ออิเล็กทรอนกิ ส์
f. กฎหมายการโอนเงนิ ทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์
g. กฎหมายโทรคมนาคม
h. ฎหมายระหว่างประเทศ องคก์ ารระหว่างประเทศและการคา้ ระหว่างประเทศทเี กยี วเนืองกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศ
i. กฎหมายทีเกียวเนืองกบั ระบบอนิ เทอรเ์ น็ต
j. กฎหมายพฒั นาเทคโนโลยแี ละอตุ สาหกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส์และคอมพวิ เตอร์

107

ข้อสอบ
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรียนรู้

1. เทคโนโลยี หมายถึงอะไร?

ก. การนำวิชาวทิ ยาศาสตรม์ าประยุกต์ใชอ้ ย่างมีระบบ

ข. การนำศาสตร์ตา่ งๆ มาประยุกต์ใช้อยา่ งมรี ะบบ

ค. การนำเครื่องมือมาใช้อยา่ งมีระบบ

ง. การนำคอมพวิ เตอร์มาใช้อย่างมีระบบ

2. การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นการจัดการศกึ ษา เพ่ือเผยแพร่ขา่ วสารประชาสัมพันธ์ระหวา่ ง

สถานศกึ ษากบั ผ้เู กีย่ วขอ้ งและบคุ คลทั่วไป

ก. อินเตอรเ์ นต็ ข. เวบ็ ไซต์

ค. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ง. การเรยี นรูผ้ า่ นสอ่ื

3. การออกแบบและการนำนวตั กรรมไปใช้ต้องคำนงึ ถึงความสำคัญอะไรบา้ ง

ก. ประสิทธภิ าพ ข. ประหยดั

ค. ประสทิ ธผิ ล ง. ถกู ทุกข้อ

4. ประเภทของนวัตกรรมการศึกษาหลักๆ มีกปี่ ระเภท

ก. 3 ประเภท ข. 4 ประเภท

ค. 5 ประเภท ง. 2 ประเภท

5. หลกั การออกแบบส่อื เพอ่ื การเรยี นรูป้ ระกอบด้วยกขี่ น้ั ตอน

ก. 5 ขน้ั ตอน ข. 3 ข้นั ตอน

ค. 9 ขนั้ ตอน ง. 7 ข้นั ตอน

6. การส่งครูไปอบรมดา้ นการใช้ ICTทีต่ ่างประเทศเปน็ การดำเนินการดา้ นเทคโนโลยแี ละการส่ือสารเพื่อ

การศกึ ษาเรื่องใด

ก. การใช้ ICT เพ่อื พัฒนาการเรยี นรู้

ข. การใช้ ICT เพือ่ การบริหารและบริการทางการศกึ ษา

ค. การผลติ และพัฒนาบุคลากร ICT

ง. การกระจายโครงสรา้ งพื้นฐาน ICT เพ่ือการศกึ ษา

7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลกั ษณะข้อมลู สารสนเทศของสถานศึกษาที่ดี

ก. มคี วามหลากหลาย ข. ถูกตอ้ งแม่นยำ

ค. ตรงตามความตอ้ งการทจ่ี ะใช้ ง. เกบ็ ในระยะเวลาเหมาะสม

8. ส่งิ ใดทชี่ ่วยทําใหก้ ระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ มีประสิทธภิ าพยิ่งข้นึ

ก. กระบวนการกลุ่ม ข. กิจกรรมในห้องเรียน

108

ค. อินเทอร์เน็ต ง. ผู้สอน

9. ข้อใดเป็นประโยชน์ของอินเทอร์เนต็

ก. อ่านข้อความหรอื เรยี กดูภาพท่ีไมเ่ หมาะสม

ข. การเลน่ เกมส์คำศัพท์ภาษาองั ฤกษ

ค. การแอบดูขอ้ มูลเพ่ือน

ง. คน้ หารูปภาพดารามาเปน็ ภาพประจำตวั ในเฟสบุค๊

10. ขอ้ ควรปฏิบัตใิ นการใชง้ านอนิ เทอรเ์ นต็

ก. บอกขอ้ มูลส่วนตวั ในเฟสบ๊คุ

ข. นำข้อมลู ของผู้อืน่ มาเผยแพร่ทำใหเ้ กดิ ความเสยี หาย

ค. ไม่ใชค้ ำหยาบคายและสนทนากบั คนอน่ื ด้วยคำสุภาพ

ง. อา่ นขอ้ ความและดรู ปู ภาพท่ีไม่เหมาะสม

11. กระบวนการถ่ายโอนหรอื แลกเปลี่ยนขอ้ มูลกันระหว่างผู้ส่งและผูร้ บั โดยผ่านชอ่ งทางสือ่ สารเรียกว่า

ก. ข้อมูล ข. การเชอื่ มโยง

ค. การคำนวณ ง. การสือ่ สารข้อมลู

12. ข้อใดคือวิธกี ารสื่อสารของมนษุ ย์ในสมัยโบราณ

ก. การโยนหนิ ถามทาง ข. การกระโดดขน้ึ ฟา้

ค. การใช้ม้าเรว็ ในการส่งสาสน์ ง. การโบกมอื

13. การส่ือสารแบง่ ออกเปน็ กี่ยุค

ก. 2 ยคุ ข. 3 ยุค

ค. 4 ยุค ง. 5 ยุค

14. นกพิราบส่ือสาร จดั อยู่ในยุคใดของการส่ือสาร

ก. ยคุ อตุ สาหกรรม ข. ยุคไร้สาย

ค. ยุคโบราณ ง. ยุคปจั จุบัน

15. ขอ้ ใดจัดอย่ใู นการสอ่ื สารยคุ อุตสาหกรรม

ก. นกพริ าบสอ่ื สาร ข. มา้ เรว็

ค. โทรศัพท์หรอื เทเลโฟน ง. บลทู ธู

16. ขอ้ ใดหมายถึงพฒั นามาจากการสื่อสารประเภทโทรศัพท์ เพื่อให้สามารถสง่ ขอ้ มูลในรูปแบบตวั อักษรหรือ

ขอ้ ความไปยงั ผู้รบั สาร

ก. โทรศัพท์ ข. อเี มลล์

ค. จดหมายและพสั ดุ ง. โทรสาร/แฟกซ์

109

17. การเช่อื มต่อระหว่างคอมพวิ เตอร์แบบพกพากับโทรศัพท์เคลอ่ื นทเี่ ป็นการเช่ือมต่อแบบใด

ก. Wi-fi ข. Lan

ค. Bluetooth ง. Internet

18. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เรยี กอีกอยา่ งว่า

ก. Letter ข. E-mail

ค. Fax ง. Google drive

19. การส่ือสารข้อมลู โดยการส่งภาพและเสียงจากฝ่ายหนง่ึ ไปสูอ่ กี ฝ่ายหนึ่ง เปน็ การสอื่ สารขอ้ มลู ทเ่ี รยี กวา่

ก. การสนทนาระหวา่ งกัน ข. การสนทนาออนไลน์

ค. วดิ ีโอทางไกล ง. E-leaning

20. ขอ้ ใดคือความหมายของการสนทนาออนไลน์ ข. การออฟไลน์
ก. การสนทนาเพยี งผู้เดียว ง. การสนทนาระหว่างบคุ คลหรอื กลุ่มบุคคล
ค. การเขียนขอ้ ความใสก่ ระดาษแล้วสง่ ไปยังอีกฝ่าย

21. PBL คืออะไร ข. Project Beta Learning
ก. Project Based Learning ง. Project Boundary Learning
ค. Project Based Leader

22. การเรยี นรูโ้ ดยใช้ Project Based Learning มีลักษณะอยา่ งไร
ก. รปู แบบการสอนทีเ่ น้นผู้สอน และการถ่ายโอนความรู้เป็นสำคญั
ข. รูปแบบการสอนทเ่ี นน้ ผูเ้ รยี น และการศึกษาดว้ ยตนเองเป็นสำคัญเป็นสำคัญ
ค. รปู แบบการสอนท่เี น้นกิจกรรมเป็นสำคญั
ง. รูปแบบการสอนทเี่ นน้ การสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมใหม่เปน็ สำคญั

23. บทบาทสำคัญของผู้เรียนในกระบวนการเรยี นการสอนแบบ Project Based Learning
ก. สามารถเรยี นรู้ และสรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ข. มีความเช่ียวชาญในเทคโนโลยี
ค. มภี าวะผู้นำสูง
ง. มที กั ษะทดี่ ีการสรา้ ง การออกแบบ

24. ข้อใดคือบทบาทของผูส้ อน
ก. ถ่ายโอนองคค์ วามรู้สู่ผู้เรยี นอยา่ งหมดเปลือก
ข. เอ้ืออำนวยใหผ้ ูเ้ รยี น สามารถสรา้ งองค์ความรไู้ ด้ด้วยตนเอง
ค. สามารถสร้างสภาวะทีก่ ดดนั เพ่ือกระตนุ้ ใหเ้ กิดการพฒั นา
ง. มคี วามเข้าใจในศาสตร์เฉพาะเปน็ อย่างดี

110

25. การรวบรวมข้อมูลในประเด็นท่ีตอ้ งการศึกษา นำมาพัฒนาเพื่อใหเ้ ห็นความสมั พนั ธ์ในเรื่องท่ีตอ้ งการศึกษา

ชัดเจนขนึ้ จดั ว่าเปน็ โครงงานประเภทใด

ก. โครงงานพฒั นาชน้ิ งาน ข. โครงงานประเภททฤษฏี

ค. โครงงานสำรวจขอ้ มลู ง. โครงงานประเภทประดิษฐ์

26. ลักษณะของโครงงานทดี่ ีตอ้ งเปน็ อย่างไร

ก. เกิดจากความอยากรู้ ข. เกิดจากผูส้ อนแนะนำ

ค. เกดิ จากนโยบายของผู้บรหิ าร ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก

27. ข้อใดคอื ผลกระทบทางด้านบวกของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ก. ลดปญั หาการละเมิดลิขสทิ ธิ์
ข. ลดปญั หาอาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์
ค. ทำให้เขา้ ถึงข้อมูลของผ้อู นื่ ได้
ง. ทำให้รับรขู้ า่ วสารและติดต่อสอ่ื สารกันได้สะดวกข้นึ

28. ข้อใดไม่ใช่ผลกระทบทางลบของเทคโนโลยี
ก. ใชห้ นุ่ ยนตช์ ่วยอุตสาหกรรม
ข. การสญู หายของขอ้ มูล
ค. ความสมั พนั ธข์ องมนุษยเ์ สอื่ มถอย
ง. เกดิ ปญั หาดา้ นสขุ ภาพ

29. ขอ้ ใดไม่ใชบ่ ทบาทของเทคโนโลยี

ก. การศกึ ษา ข. การดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน

ค. การทำงาน ง. การทำอาหาร

30. ขอ้ ใดคอื ผลกระทบจากการใชค้ อมพิวเตอร์เปน็ เวลานานๆ

ก. ปวดศรษี ะ ข. ปวดชว่ งคอ

ค. ปวดเมอื่ ยตา ง. ถูกทุกข้อ

111

เฉลยข้อสอบ

ข้อที่ เฉลย ข้อที่ เฉลย ข้อท่ี เฉลย
1 ข 11 ง 21 ก
2 ก 12 ค 22 ข
3 ง 13 ข 23 ก
4 ค 14 ค 34 ข
5 ค 15 ค 25 ค
6 ค 16 ง 26 ก
7 ง 17 ค 27 ง
8 ค 18 ข 28 ก
9 ข 19 ค 29 ง
10 ค 20 ง 30 ง

112

บรรณานุกรม

บา้ นจอมยุทธ,ความรเู้ บื้องตน้ เก่ยี วกบั สารสนเทศ. https:// www.baanjomyut.com.2018.แหล่งทม่ี า
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/introduction_to_information_
technology/01.html สืบค้นเมื่อ 01 กุมภาพนั ธ์ 2565.

ความรเู้ กี่ยวกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ. แหล่งทีม่ า
http://5711011802036.msci.dusit.ac.th/? page_id=283. สืบค้นเมอื่ 01 กมุ ภาพันธ์ 2565.

ความหมายและความสำคญั ของสารสนเทศ. แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/site/sarasnthesnix2528/home/1-3-prapheth-khxng-sarsnthes.
สืบคน้ เมอื่ 03 กุมภาพนั ธ์ 2565.

ระบบสารสนเทศคอมพวิ เตอร์. แหลง่ ทม่ี า
https://sites.google.com/site/sarasnthesnix 2528/bth-thi-2-khwam-hmay-laea-khwam-
sakhay-khxng-thekhnoloyi-sarsnthes/2-2-kar-chi-rabb-sarsnthes. สบื คน้ เมื่อ 07 กมุ ภาพนั ธ์
2565.

วิวฒั นาการเทคโนโลยสี ารสนเทศ.แหลง่ ท่ีมา
https://sites.google.com/a/muk.ac.th /thekhnoloyi-sarsnthes-khru-paeng/hnwy-kar-
reiyn-ru-thi-1/wiwathnakarkhxngthekhnoloyisarsnthes. ค้นเม่อื 07 กุมภาพันธ์ 2565.

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรยี นร.ู้ แหลง่ ที่มา
https://sites.google.com/site/ mrwissarutjanda/page02.สบื ค้นเม่ือ 10 กุมภาพันธ์ 2565.

เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การใช้ชีวติ ในสังคมปัจจุบนั .แหลง่ ทีม่ า
https://sites.google.com/ site/mrwissarutjanda/page01. สบื คน้ เม่ือ 10 กุมภาพันธ์ 2565.

113

นวตั กรรมและเทคโนโลยที างการศึกษา

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
วทิ ยาลยั บณั ฑิตเอเซีย


Click to View FlipBook Version