รายงาน การพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการถมทะเล ตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โดย คณะอนุกรรมาธิการด้านการคมนาคมทางน ้าและการพาณิชยนาวี ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ส ำนักกรรมำธิกำร ๑ ส ำนักงำนเลขำธิกำรวุฒิสภำ
พลเอกยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการ พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นายกําพล เลิศเกียรติดํารงค รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม นายวิรัตน เกสสมบูรณ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ นางจิรดา สงฆประชา เลขานุการคณะกรรมาธิการ นายสุวรรณ เลิศปญญาโรจน รองเลขานุการ คณะกรรมาธิการ นายซากียพิทักษคุมพล โฆษกคณะกรรมาธิการ หมอมหลวงสกุล มาลากุล รองโฆษกคณะกรรมาธิการ พลอากาศเอก มนัส รูปขจร ประธานที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา
พลตรีกลชัย สุวรรณบูรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายอุปกิต ปาจรียางกูร ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายอมร นิลเปรม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ กรรมาธิการ พลเอกเทพพงศ ทิพยจันทร กรรมาธิการ พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท กรรมาธิการ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ กรรมาธิการ
พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท ประธานคณะอนุกรรมาธิการ พลเรือเอก พงศกร กุวานนท อนุกรรมาธิการ วาที่รอยตรี ดร.เลิศณรงค สุวรรณ อนุกรรมาธิการ นายนคร น. กุลศรีรัตน อนุกรรมาธิการ นายวัฒกร ชาติวิวัฒนพรชัย อนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการดานการคมนาคมทางน้ํา และการพาณิชยนาวี
นายจิตติชัย รุจนกนกนาฏ อนุกรรมาธิการ พลเรือตรี สมเจตน คงรอด อนุกรรมาธิการ นางวิไลรัตน ศิริโสภณศิลป อนุกรรมาธิการ นาวาตรี สมนึก สุขวณิช อนุกรรมาธิการ นาวาตรี กัมพล จิระสถิตย ร.น. อนุกรรมาธิการ ดร.มนตชัย พินิจจิตรสมุทร อนุกรรมาธิการ นายชูพงศ สายสรอย อนุกรรมาธิการ
รายชื่อที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการดานการคมนาคมทางน้ําและการพาณิชยนาวี ๑. นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๒. นายธนกฤต แกวเจริญโรจน ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๓. นายภณ รักตระกูล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๔. พลเรือเอก สุรินทร เริงอารมณ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๕. พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๖. เรือตรี สุรพล มีเสถียร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๗. นายประวิทย จุลวัฒนพงษ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๘. นายประสงค หวังรัตนปราณี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๙. นายรัก ลาภานันต ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๐. นายวีรวัชร รัตนมาโนชญวงศ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๑. นายนรินทรศักย สัทธาประสิทธิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๒. นาวาเอก นันทิพัฒน วงศยะลา ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ๑๓. พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ก บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) ตำมที่รัฐบำลได้มอบหมำยให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นหน่วยงำน ผู้รับผิดชอบในกำรด ำเนินกำรภำยใต้แผนงำนหลักของกำรพัฒนำพื้นที่บริเวณชำยฝั่งทะเลตะวันออก โดยโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ เป็นหนึ่งในโครงกำรพัฒนำโครงสร้ำง พื้นฐำนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภำคตะวันออก ( Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อรองรับกำรลงทุนของรัฐ มีเป้ำหมำยในกำรพัฒนำท่ำเทียบเรือส ำหรับรองรับกำรขนถ่ำยก๊ำซธรรมชำติ และสินค้ำเหลวในกลุ่มอุตสำหกรรมปิโตรเคมีโดยเปิดโอกำสให้ภำคเอกชนมีส่วนร่วมในกำรลงทุน และน ำควำมเชี่ยวชำญด้ำนนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ำมำช่วยในกำรด ำเนินงำน เพื่อให้เกิดควำมมั่นคง ด้ำนพลังงำนของประเทศ ซึ่งรูปแบบในกำรก่อสร้ำงโครงกำรก ำหนดให้ต้องมีกำรถมทะเลเพื่อขยำย พื้นที่ท่ำเรือประมำณ ๑,๐๐๐ ไร่ โดยสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำเมื่อแล้วเสร็จจะยื่นจำกชำยฝั่ง เป็นระยะทำง ๔,๗๖๗ เมตร โดยได้มีกำรลงนำมสัญญำร่วมลงทุนระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรมกับ บริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพีแอลเอ็นจีเทอร์มินอลจ ำกัด โดยกำรด ำเนินโครงกำรดังกล่ำวจึงเป็นที่มำของ กำรศึกษำกำรเปลี่ยนแปลงเขตทำงทะเลและผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเลโดยเทียบเคียง จำกโครงกำรถมทะเลขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู(Maasvlakte2) และกำรเปลี่ยนแปลงเขตทำงทะเล จำกกำรถมทะเลเพื่อสร้ำงชำยหำด Zandmotor รวมถึงกรณีกำรถมทะเลขยำยพื้นที่เกำะสิงคโปร์บริเวณ ช่องแคบยะโฮร์ที่เป็นคดีฟ้องร้องระหว่ำงประเทศมำเลเชีย – ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเปรียบเทียบ กับโครงกำรถมทะเลเพื่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ที่มีกำรถมทะเลและอำจจะ ส่งผลกระทบส ำคัญทั้งต่อเส้นเขตแดนท ำงทะเล ห ำกวัดคว ำมก ว้ำงนับจำกเส้นฐ ำนปกติ และกำรเปลี่ยนแปลงทิศทำงกระแสน้ ำที่ก่อให้เกิดปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งในพื้นที่ใกล้เคียง ท ำให้เกิด ทะเลอำณำเขตของไทยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งหมด ๒๘ ตำรำงกิโลเมตร แม้กำรเพิ่มขึ้นของอำณำเขต ทำงทะเลจะไม่เข้ำลักษณะเงื่อนไขตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๗๘ ที่จะต้องขอควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ เนื่องจำกเป็นกำรกระท ำโดยรัฐวิสำหกิจซึ่งเป็นหน่วยงำนรัฐ ของไทยฝ่ำยเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญำ และไม่มีผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะและไหล่ ทวีปของไทยจึงไม่เป็นประเด็นปัญหำที่จะน ำไปสู่ควำมขัดแย้งระหว่ำงประเทศบ้ำนเพื่อนที่มีอำณำเขต ทำงทะเลประชิดกับเขตทำงทะเลของไทย แต่อำจจะกระทบสิทธิเสรีภำพของเรือต่ำงชำติหรือรัฐอื่น ที่จะใช้พื้นที่บริเวณดังกล่ำว รวมถึงอำจจะเกิดปัญหำกำรรุกล้ ำอำณำเขตทำงทะเลเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหำ กรณีกำรสร้ำงบ้ำนลอยน้ ำ (Seasteading) บริเวณชำยขอบทะเลอำณำเขตนอกชำยฝั่งภูเก็ต ช่วงเดือน เมษำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ นอกจำกนั้น ผลกำรศึกษำยังพบว่ำกำรก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ อำจจะส่งผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งด้ำนตะวันออกของโครงกำร บริเวณหำดแสงจันทร์ที่กรมเจ้ำท่ำ สร้ำงเป็นเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่ง ท ำให้เม็ดทรำยซึ่งเดิมเคยถูกพัดไปเติมเกลี่ยตลอดแนวชำยหำดแสงจันทร์ ในแต่ละปีถูกโครงสร้ำงของท่ำเรือมำบตำพุดซึ่งวำงตัวในแนวทิศเหนือ - ใต้ขวำงกั้นไว้ส่งผลให้ ฝั่งตะวันตกเกิดทรำยทับถมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จำกอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในขณะที่ ฝั่งตะวันออกบริเวณหำดแสงจันทร์เม็ดทรำยถูกกัดเซำะหำยไปเรื่อย ๆ จนท ำให้สูญเสียสภำพชำยหำด ยำวต่อเนื่องที่สวยงำม ดังนั้น กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยควรพิจำรณำแก้ปัญหำสภำพ
หน้า | ข คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หำดแสงจันทร์ที่มีลักษณะผิดธรรมชำติให้คืนสภำพใกล้เคียงลักษณะเดิมที่เป็นชำยหำดยำวเรียบ ต่อเนื่องไปตำมธรรมชำติด้วยกำรดูดทรำยที่สะสมงอกทับถมด้ำนฝั่งตะวันตกของท่ำเรือในแต่ละปี ไปพ่นเติมปรับสมดุลชำยหำดฝั่งตะวันออกในลักษณะเช่นเดียวกันกับวิธีการรักษาแนวชายฝั่งของ ประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วยวิธีธรรมชาติโดยกำรสร้ำงชำยหำด Zandmotor รวมถึงควรให้หน่วยงำนที่ เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้ำท่ำและกรมอุทกศำสตร์ควรเร่งออกประกำศในส่วนที่แต่ละหน่วยงำนรับผิดชอบ ให้มีควำมทันสมัยและเป็นไปตำมอนุสัญญำระหว่ำงประเทศว่ำด้วยควำมปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ.1974 (SOLAS 1974) เช่น เปลี่ยนแปลงแผนที่เดินเรือให้ทันสมัย และออกประกำศชำวเรือให้ทรำบ ถึงแก้ไขแผนที่ดังกล่ำว ตลอดจนค ำเตือนตำมมำตรฐำนควำมปลอดภัยในกำรเดินเรือ อีกทั้งส ำนักงำน คณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงำนที่ก ำกับ ดูแล โครงสร้ำงพื้นฐำนขนำดใหญ่ ใน ๓ จังหวัดของพื้นที่ภำคตะวันออก ได้ตระหนักถึงควำมส ำคัญ ของผลกระทบจำกกำรถมทะเลที่จะมีส่งผลต่อกำรเปลี่ยนแปลงต่ออำณำเขตทำงทะเลของประเทศ และจะต้องติดตำม ก ำกับ ดูแล ศึกษำประเมินผลกระทบต่ำง ๆ ของหน่วยเจ้ำของโครงกำรอย่ำงจริงจัง และให้ชัดเจนในทุกขั้นตอน ซึ่งคณะกรรมำธิกำรกำรคมนำคม วุฒิสภำ ได้เล็งเห็นถึงควำมส ำคัญ ต่อกำรพัฒนำโครงกำรดังกล่ำว จึงมีควำมประสงค์ที่จะพิจำรณำศึกษำเรื่อง กำรพิจำรณำศึกษำ ผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด เพื่อศึกษำสถำนะในกำร พัฒนำโครงกำร กำรวิเครำะห์และประเมินผลกระทบที่อำจจะเกิดขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อ กำรเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทำงทะเล เพื่อน ำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภำและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจำรณำปรับปรุงแก้ไขตำมที่เห็นสมควรต่อไป
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ค สารบัญ หน้า บทที่ ๑ บทน้า ๑ ๑.๑ ควำมเป็นมำและเหตุผลในกำรศึกษำ ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ๙ ๑.๓ ขอบเขตของกำรพิจำรณำ ๙ ๑.๔ นิยำมศัพท์เฉพำะ ๙ ๑.๕ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑๐ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๑๑ ๒.๑ กฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับเขตทำงทะเล ๑๑ ๒.๒ กฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับกำรถมทะเลและสิ่งแวดล้อมทำงทะเล ๒๓ ๒.๓ กรณีศึกษำและงำนวิชำกำรที่เกี่ยวข้องกับกำรเปลี่ยนแปลงเส้นเขตทำงทะเล และสิ่งแวดล้อมทำงทะเล ๒๖ ๒.๔ ค ำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับของเขตควำมหมำยของหนังสือสัญญำ ตำมรัฐธรรมนูญ ๓๓ ๒.๕ กำรใช้แบบจ ำลองกำยภำพ (Physical model) ในกำรวิเครำะห์ผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมจำกกำรก่อสร้ำงเขื่อนกันคลื่น ท่ำเทียบเรือ และกำรถมทะเล ๓๘ บทที่ ๓ วิธีการและการด้าเนินการพิจารณาศึกษา ๔๑ ๓.๑ รูปแบบศึกษำ ๔๑ ๓.๒ กำรก ำหนดผู้ให้ข้อมูลส ำคัญ (Key Informants) ๔๒ ๓.๓ วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ๕๔ ๓.๔ วิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล ๕๔ บทที่ ๔ ผลการพิจารณาศึกษา ๕๗ ๔.๑ สถำนะกำรด ำเนินกำรโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ๕๗ ๔.๒ ผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลไทย ๕๙ ๔.๓ ควำมเป็นหนังสือสัญญำที่มีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทยตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มำตรำ ๑๗๘ ๖๓ ๔.๔ ผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเลและแนวทำงกำรแก้ไขปัญหำ ๖๔ บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ ๖๗ ๕.๑ สรุปผลกำรพิจำรณำศึกษำ ๖๗ ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ๗๑
หน้า | ง คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา สารบัญ (ต่อ) หน้า บรรณานุกรม ๗๕ ภาคผนวก ภาคผนวก ก ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ภาคผนวก ข การประกาศอ่าวประวัติศาสตร์ เส้นฐานตรงและน่านน ้าภายในของประเทศไทย ภาคผนวก ค การร้องเรียนคัดค้านการถมทะเลตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ภาคผนวก ง ค้าพิพากษากรณีการถมทะเลของประเทศสิงคโปร์ช่องแคบยะโฮร์ตามค้าฟ้อง ของมาเลเซีย ภาคผนวก จ ส้าเนาเอกสารการอนุญาตให้ปลูกสิ่งปลูกสร้างล่วงล ้าล้าน ้า ส้าหรับโครงการพัฒนา ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ภาคผนวก ฉ กรณีสร้างบ้านลอยน ้า Seasteading
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | จ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ ๑ โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๒ ภาพที่ ๒ ที่ตั้งของโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๓ ภาพที่ ๓ กำรถมทะเลขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู (Maasvlakte2) ชำยหำด Zandmotor ๕ ภาพที่ ๔ กำรเปลี่ยนแปลงเขตทำงทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปของท่ำเรือมำร์ทลักทู ๖ ภาพที่ ๕ กำรถมทะเลสร้ำงชำยหำด Zandmotor และเขตทำงทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป ๗ ภาพที่ ๖ สภำพของหำดแสงจันทร์ ฝั่งตะวันออกของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๘ ภาพที่ ๗ ทิศทำงของกระแสน้ ำส่งผลต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่ง ๘ ภาพที่ ๘ ผังเขตทำงทะเลตำมอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ๑๒ ภาพที่ ๙ เส้นฐำนและอ่ำวประวัติศำสตร์ของประเทศไทย ๑๖ ภาพที่ ๑๐ กำรประกำศไหล่ทวีปของประเทศไทย ด้ำนอ่ำวไทย ๑๗ ภาพที่ ๑๑ กำรประกำศไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชำ ๑๘ ภาพที่ ๑๒ กำรประกำศไหล่ทวีปของประเทศมำเลเซีย ๑๙ ภาพที่ ๑๓ เขตทำงทะเลของไทย ๒๐ ภาพที่ ๑๔ ประกำศเขตทำงทะเลของไทยและประเทศเพื่อนบ้ำนที่ได้ก่อให้เกิดพื้นที่ อ้ำงสิทธิทับซ้อน ๒๑ ภาพที่ ๑๕ พื้นที่พัฒนำร่วมระหว่ำงไทยกับมำเลเซีย ๒๒ ภาพที่ ๑๖ พื้นที่ทับซ้อนส่วนบนและพื้นที่ทับซ้อนส่วนล่ำงระหว่ำงประเทศไทยกับกัมพูชำ ๒๓ ภาพที่ ๑๗ เขตเศรษฐกิจจ ำเพำะของสหรำชอำณำจักรและเขตทำงทะเลของประเทศใกล้เคียง ๒๗ ภาพที่ ๑๘ กำรถมทะเลขยำยพื้นที่ของประเทศสิงคโปร์ ๒๘ ภาพที่ ๑๙ กำรถมทะเลของประเทศสิงคโปร์ช่องแคบยะโฮร์ตำมค ำฟ้องของมำเลเซีย ๒๙ ภาพที่ ๒๐ โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียมประเทศมาเลเชีย ๓๑ ภาพที่ ๒๑ โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม 3 เกาะนอกชายฝั่งตอนใต้ของเมืองจอร์จทาวน์ ในรัฐปีนัง ๓๓ ภาพที่ ๒๒ แบบจ ำลองทำงกำยภำพ ๔๐ ภาพที่ ๒๓ กำรเดินทำงลงไปส ำรวจพื้นที่โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๕๓ ภาพที่ ๒๔ แผนภำพแสดงขั้นตอนกระบวนกำรศึกษำ ๕๕ ภาพที่ ๒๕ ระยะห่ำงฝั่งของเขตท่ำเรือมำบตำพุด ๕๘ ภาพที่ ๒๖ ผลกระทบของโครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ต่ออำณำเขตทำงทะเล ๖๐ ภาพที่ ๒๗ กำรเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทะเลอำณำเขตและเส้นแนวทะเลของไทยจำกผลกระทบ ของโครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ต่ออำณำเขตทำงทะเล ๖๑ ภาพที่ ๒๘ บ้ำนลอยน้ ำ (Seasteading) ๖๒ ภาพที่ ๒๙ กำรสร้ำงเคลื่อนกันคลื่นเพื่อแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งหำดแสงจันทร์ ๗๐
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ๑ บทที่ ๑ บทน้า ๑.๑ ความเป็นมาของการพิจารณาศึกษา ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดมีที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุด ต ำบลมำบตำพุด อ ำเภอเมือง จังหวัดระยอง จัดตั้งขึ้นตำมนโยบำยรัฐบำลตั้งแต่ต้นปี ๒๕๒๔ ภำยใต้โครงกำรพัฒนำพื้นที่ บริเวณชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program : ESB) โดยก ำหนด แนวทำงพัฒนำพื้นที่เป้ำหมำยที่มำบตำพุด จังหวัดระยอง และแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลำง กำรพัฒนำเศรษฐกิจของประเทศแห่งใหม่ ในส่วนของโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดนั้น รัฐบำลได้มอบหมำยให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นหน่วยรับผิดชอบด ำเนินกำร แบ่งออกเป็น ๓ ระยะได้แก่ โครงการระยะที่ ๑ ตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๑ ด ำเนินกำรถมที่ในทะเลได้พื้นที่ เพื่อกำรอุตสำหกรรมจ ำนวน ๑,๔๐๐ ไร่ เพื่อก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือส ำหรับสินค้ำเหลว ๑ ท่ำ และท่ำเทียบเรือ ส ำหรับสินค้ำทั่วไป ๒ ท่ำ กำรก่อสร้ำงแล้วเสร็จตำมก ำหนดเมื่อเดือนกุมภำพันธ์ ๒๕๓๕ มีพิธีเปิดใช้งำน อย่ำงเป็นทำงกำรเมื่อวันที่ ๒๘ กันยำยน ๒๕๓๖ โครงการระยะที่ ๒ ตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวำคม ๒๕๓๕ ด ำเนินกำรขุดลอกร่องน้ ำ ทำงเดินเรือ และพื้นที่กลับเรือให้เหมำะสมกับขนำดของเรือ เพื่อเพิ่มควำมปลอดภัยกำรเดินเรือ ในร่องน้ ำ น ำวัสดุที่ขุดได้ไปถมให้เกิดพื้นที่ในกำรประกอบอุตสำหกรรมประมำณ ๑,๔๗๐ ไร่ โครงกำร แล้วเสร็จเมื่อเดือนเมษำยน ๒๕๔๒ โครงการระยะที่ ๓ ตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลำคม ๒๕๖๑ ซึ่งอนุมัติหลักกำรโครงกำรพัฒนำ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ โดยจะถมทะเลสร้ำงท่ำเรือและพื้นที่อุตสำหกรรมเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ เพื่อรองรับกำรขนถ่ำยก๊ำซธรรมชำติและวัตถุดิบเหลวส ำหรับกลุ่มอุตสำหกรรมปิโตรเคมี และต่อมำเมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำรลงทุนโครงกำรขยำยพื้นที่นิคม อุตสำหกรรมมำบตำพุดและได้มีกำรลงนำมสัญญำร่วมลงทุนระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรมกับบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอลจ ำกัด เพื่อด ำเนินกำรตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดระยะที่ ๓ ต่อไป คำดว่ำจะเปิดให้บริกำรได้ในปี ๒๕๖๘ รายละเอียดตามภาคผนวก ก
หน้า | ๒ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๑ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มา : การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปัจจุบันโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ถือเป็นหนึ่งในโครงกำร โครงสร้ำงพื้นฐำนหลักที่ส ำคัญของเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก ตำมพระรำชบัญญัติเขตพัฒนำพิเศษ ภำคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นกำรพัฒนำพื้นที่ในเขต ๓ จังหวัดคือจังหวัดฉะเชิงเทรำ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ต่อเนื่องมำจำกระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภำคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ภำยใต้กำรก ำกับดูแลระดับนโยบำยโดยคณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒนำพิเศษ ภำคตะวันออก ซึ่งนำยกรัฐมนตรีเป็นประธำนกรรมกำรฯ และมีส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำย เขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกำรของคณะกรรมกำรโดยท ำหน้ำที่ก ำกับ ติดตำม และรำยงำนควำมคืบหน้ำกำรพัฒนำของ EEC ต่อคณะกรรมกำร เนื่องจำกท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดมีต ำบลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยอง ซึ่งโดยลักษณะทำงภูมิศำสตร์ของชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกในพื้นที่จังหวัดระยองนั้น มีลักษณะเป็น ทะเลเปิดคือเป็นชำยฝั่งทะเลที่เปิดออกสู่อ่ำวไทย ตามภาพที่ ๒
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ๓ ภาพที่ ๒ ที่ตั งของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มา : กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ แต่เมื่อพิจำรณำถึงเขตทำงทะเลประเภทต่ำง ๆ ตำมที่ก ำหนดไว้ในอนุสัญญำสหประชำชำติ ว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งไทยก็เข้ำเป็นภำคีอนุสัญญำนี้ด้วยแล้ว ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในเขตอ่ำวไทยตอนในซึ่งไทยประกำศเมื่อปี ๒๕๐๒ เป็นอ่ำวประวัติศำสตร์ และไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนที่ไทยประกำศเป็นเส้นฐำนตรงและน่ำนน้ ำภำยใน ตำมที่ประเทศไทยได้ประกำศไว้แล้วจ ำนวน ๔ พื้นที่ด้วยกันซึ่งมี รายละเอียดตามภาคผนวก ข ด้วยลักษณะเช่นนี้ท ำให้ชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยองซึ่งเป็นที่ตั้งของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดทั้งหมด ถือเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตซึ่งไทยประกำศก ำหนด ควำมกว้ำงไว้ ๑๒ ไมล์ทะเล (ประมำณ ๒๒.๒ กิโลเมตร) ตำมกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ นอกจำกนั้นแล้วตำมกฎหมำยทะเลข้อ ๑๑ ในเรื่องของท่ำเรือก ำหนดไว้ว่ำ “เพื่อควำมมุ่งประสงค์ ในกำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้างถาวรตอนนอกสุดของเขตท่าเรือซึ่งประกอบ เป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบการท่านั น ให้ถือว่าประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเลสิ่งติดตั้งนอกฝั่ง และเกำะเทียมมิให้ถือว่ำเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำ” ดังนั้นตำมกฎหมำยทะเลแล้ว สิ่งก่อสร้ำงถำวร ตอนนอกสุดของเขตท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบ กำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด จะถือเป็นส่วนของฝั่งทะเลซึ่งจะเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตของไทยด้วย เมื่อกลับมำพิจำรณำถึงโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ
หน้า | ๔ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา อุตสำหกรรมมำบตำพุดทั้ง ๓ ระยะตำมที่กล่ำวมำแล้ว และพิจำรณำให้ละเอียดถึงขอบเขตขนำดพื้นที่ กำรถมทะเลกว่ำ ๒,๘๗๐ ไร่ของโครงกำรระยะที่ ๑ และระยะ ๒ ซึ่งแล้วเสร็จตั้งปี ๒๕๔๒ และจะถมเพิ่มขึ้นอีกประมำณ ๑,๐๐๐ ไร่ส ำหรับโครงกำรระยะที่ ๓ ปรำกฏว่ำสิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุด ซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดของโครงกำร แต่ละระยะจะปรำกฏ โดยมีรำยละเอียดดังนี้ - โครงกำรระยะที่ ๑ แล้วเสร็จปี ๒๕๓๕ ถมทะเลเป็นพื้นที่ ๑,๔๐๐ ไร่ สิ่งก่อสร้ำงถำวร ตอนนอกสุดอยู่ห่ำงชำยฝั่ง ๒,๙๘๓ เมตร - โครงกำรระยะที่ ๒ แล้วเสร็จปี ๒๕๔๒ ถมทะเลเป็นพื้นที่ ๑,๔๗๐ ไร่ สิ่งก่อสร้ำงถำวร ตอนนอกสุดอยู่ห่ำงชำยฝั่ง ๓,๔๒๒ เมตร - โครงกำรระยะที่ ๓ มีก ำหนดแล้วเสร็จปี ๒๕๖๘ จะก่อสร้ำงต่อจำกพื้นที่โครงกำระยะที่ ๑ โดยจะถมทะเลเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ เมื่อแล้วเสร็จจะท ำให้สิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุดอยู่ห่ำงชำยฝั่ง ๔,๗๖๗ เมตร ด้วยลักษณะกำรก่อสร้ำงที่ต้องถมทะเลเป็นพื้นที่ขนำดใหญ่ยื่นออกไปในทะเลห่ำงจำก ชำยฝั่งหลำยกิโลเมตรเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบส ำคัญอย่ำงน้อย ๒ ประกำร ๑.กระทบต่ออาณาเขตทางทะเลของไทยเนื่องด้วยสิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุดของเขตท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุดตำมโครงกำรแต่ละระยะนั้นอยู่ห่ำงชำยฝั่งหลำยกิโลเมตร ย่อมท ำให้เส้นฐำนปกติ ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตมีกำรเปลี่ยนแปลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเส้นเขตแดนทำงทะเลด้วย ดังที่เคยเกิดกรณีลักษณะเช่นนี้ในต่ำงประเทศ เช่น กรณีกำรถมทะเลขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู (Maasvlakte2) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของท่ำเรือเมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งมีกำรถมทะเล ออกไปเป็นพื้นที่กว่ำ ๑๗ ตำรำงกิโลเมตร และกำรสร้ำงหำดทรำย Zandmotor๑ เพื่อเป็นโครงการ น ารอองในการรักษาแนวชายฝั่งของประเทศโดยวิธีธรรมชาติท ำให้กำรถมทะเลขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู (Maasvlakte2) และกำรสร้ำง Zandmotor ดังกล่ำวมีผลกระทบต่ออำณำเขตของประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยท ำให้เส้นฐำนปกติ (Normal baseline) บริเวณดังกล่ำวต้องเปลี่ยนไปและท ำให้กระทบเส้นทะเล อำณำเขตและเขตต่อเนื่อง อย่ำงไรก็ดีในโครงกำรท่ำเรือมำร์ทลักทู(Maasvlakte2) ดังกล่ำวท ำให้เส้น ฐำนปกติ (Normal baseline) บริเวณดังกล่ำวต้องเปลี่ยนไปและท ำให้กระทบเส้นทะเลอำณำเขต ดังนั้น เมื่อเปรียบผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเส้นทะเลอำณำเขตในกรณีของ ท่ำเรือมำร์ทลักทู (Maasvlakte2) กับกรณีของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดแล้ว มีโอกำสที่จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง ในกำรศึกษำผลกระทบจำกกำรถมทะเลของโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ระยะที่ ๓ จะมีควำมเหมำะสม ครบถ้วน ต่อกำรประเมินผลลัพธ์ได้ชัดเจนเพียงใด และที่ผ่ำนมำ ก็ยังไม่ปรำกฏว่ำหน่วยงำนที่รับผิดชอบได้มีกำรศึกษำผลกระทบของกำรถมทะเลต่อกำรเปลี่ยนแปลง เส้นเขตแดนทำงทะเลตำมกฎหมำยทำงทะเลระหว่ำงประเทศ ซึ่งจะต้องพิจำรณำให้รอบคอบ ตำมบทบัญญัติ มำตรำ ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑ (“Sand Engine”) หรือเครื่องยนต์ทราย โดยการน าทรายมาถมและอาศัยกระบวนการตามธรรมชาติของคลื่น ลม และกระแสน าชอวยพัดพาทรายไป เสริมตลอดแนวชายฝั่งจนเกิดชายหาด
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ๕ ภาพที่ ๓ การถมทะเลขยายท่าเรือมาร์ทลักทู (Maasvlakte2) ที่มา : Recent Changes in the Dutch Baseline: The inseparable Connection of Human Activities and Natural Process 2012
หน้า | ๖ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๔ การเปลี่ยนแปลงเขตทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปของท่าเรือมาร์ทลักทู ที่มา : Recent Changes in the Dutch Baseline: The inseparable Connection of Human Activities and Natural Process 2012
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ๗ ภาพที่ ๕ การถมทะเลสร้างชายหาด Zandmotor (“Sand Engine”) และเขตทางทะเลที่ เปลี่ยนแปลงไป ที่มา : Recent Changes in the Dutch Baseline: The inseparable Connection of Human Activities and Natural Process 2012 ๒. ผลกระทบต่อทิศทางกระแสน ้าท้าให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง เพรำะนับจำกโครงกำร ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๒ แล้วเสร็จ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมำ ปรำกฏว่ำชำยหำดฝั่ง ตะวันออกของโครงกำร เช่น หำดแสงจันทร์ ต้องถูกกัดเซำะเป็นอย่ำงมำกจนต้องสร้ำงเป็นเขื่อนกันคลื่น นอกฝั่งเพื่อป้องกันกำรกัดเซำะตลอดแนวของชำยหำด จนท ำให้สูญเสียสภำพของกำรเป็นชำยหำด ที่สวยงำม ตามภาพที่ ๖
หน้า | ๘ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๖ สภาพของหาดแสงจันทร์ ฝั่งตะวันออกของท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มา : การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำกสภำพของหำดแสงจันทร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ที่ลมมรสุม ตะวันออกเฉียงใต้พัด ตามภาพที่ ๗ ท ำให้เกิดกำรกัดเซำะตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ หลังโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุดทั้งระยะที่ ๑ และ ๒ แล้วเสร็จ หน่วยงำนรัฐแก้ปัญหำนี้ ด้วยกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่น นอกฝั่งเป็นช่วง ๆ จึงเกิดชำยหำดเว้ำแหว่งเป็นช่วง ๆ ผิดธรรมชำติ ภาพที่ ๗ ทิศทางของกระแสน ้าส่งผลต่อการกัดเซาะชายฝั่ง ที่มา : การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | ๙ แต่ที่ส ำคัญคือ เมื่อปรำกฏข่ำวรัฐบำลเดินหน้ำก่อสร้ำงโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดระยะที่ ๓ ตั้งแต่เดือนตุลำคม ๒๕๖๒ เป็นต้นมำ ซึ่งจะต้องมีกำรถมทะเลเพิ่มขึ้นอีกกว่ำ ๑,๐๐๐ ไร่ ท ำให้หลำยฝ่ำยเกิดข้อกังวลว่ำ กำรถมทะเลเพิ่มขึ้นดังกล่ำวอำจส่งผลกระทบอย่ำงรุนแรง ต่อสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งเพิ่มมำกขึ้น จนปรำกฏเป็นข่ำวกำรร้องเรียน ในเรื่องนี้เช่นกรณีกำรร้องเรียนคัดค้ำนกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ของกลุ่มองค์กรเอกชน องค์กรประชำชนในพื้นที่รวมถึง มีกำรน ำเสนอผลกระทบด้ำนต่ำง ๆ ของภำคเอกชน รายละเอียดตาม ภาคผนวก ค ด้วยผลกระทบที่ส ำคัญ ๒ ประกำรตำมที่กล่ำวมำข้ำงต้น ประกอบกับโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุดนั้นถือเป็นโครงสร้ำงพื้นฐำนหลักที่ส ำคัญของเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก ดังนั้น คณะอนุกรรมำธิกำรด้ำนกำรคมนำคมทำงน้ ำและกำรพำณิชยนำวีในคณะกรรมำธิกำร กำรคมนำคม วุฒิสภำ เล็งเห็นควำมส ำคัญและจ ำเป็นที่จะพิจำรณำศึกษำผลกระทบจำกกำรถมทะเล ตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด เพื่อได้รับทรำบสถำนะในกำรพัฒนำโครงกำร ตลอดจนวิเครำะห์ และประเมินผลกระทบที่อำจจะเกิดขึ้นจำกกำรพัฒนำโครงกำรโดยกำรถมทะเล ทั้งผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทย ตลอดจนผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเล ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะกับหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องในกำรด ำเนินกำรในล ำดับต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการศึกษา ๑. เพื่อศึกษำสถำนะกำรด ำเนินโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๒. เพื่อศึกษำผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทยที่อำจเกิดขึ้นจำกโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด ๓. เพื่อศึกษำผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเลที่อำจเกิดขึ้นจำกโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด ๔. เพื่อเสนอแนะแนวทำงแก้ปัญหำและด ำเนินโครงกำรหรือกิจกรรมทำงทะเลให้สอดคล้อง ตำมข้อก ำหนดของมำตรฐำนสำกล ๑.๓ ขอบเขตของการพิจารณา กำรศึกษำครั้งนี้มุ่งศึกษำผลกระทบจำกโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดซึ่งตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่ต ำบลมำบตำพุด อ ำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยท ำกำรศึกษำจำกข้อกฎหมำย เอกสำรงำนวิจัย ตลอดจนกำรชี้แจงข้อมูลจำกหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เนื้อหำจะครอบคลุมกฎหมำย ระหว่ำงประเทศ รัฐธรรมนูญ กฎหมำยว่ำด้วยกำรพัฒนำโครงกำรต่ำง ๆ ของรัฐ กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง กับกำรก่อสร้ำงท่ำเรือของไทย รวมทั้งแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับกำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นส ำคัญ ๑.๔ นิยามศัพท์เฉพาะ ๑) เส้นฐำนปกติ (Normal Baseline) หมำยถึง เส้นแนวน้ ำลดตลอดชำยฝั่งตำมที่ได้หมำยไว้ ในแผนที่ที่ใช้มำตรำส่วนใหญ่ที่รัฐชำยฝั่งยอมรับนับถือ ซึ่งใช้วัดควำมกว้ำงของเขตทำงทะเลเขตต่ำง ๆ ๒) เส้นฐำนตรง (Straight Baselines) หมำยถึง เส้นที่ลำกเชื่อมจุดที่เหมำะสมของฝั่งทะเล ในกรณีแนวฝั่งทะเลเว้ำแหว่งและตัดลึกเข้ำมำมำก หรือเป็นกรณีมีเกำะเรียงรำยตำมชำยฝั่งทะเล ในบริเวณใกล้ชิดติดกับฝั่งทะเล หรือบริเวณดินดอนสำมเหลี่ยมปำกแม่น้ ำ ปำกแม่น้ ำ อ่ำว อ่ำวประวัติศำสตร์ ซึ่งใช้วัดควำมกว้ำงของเขตทำงทะเลเขตต่ำง ๆ
หน้า | ๑๐ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๓) น่ำนน้ ำภำยใน (Internal Water) หมำยถึง น่ำนน้ ำทำงด้ำนแผ่นดินของเส้นฐำนแห่งทะเล อำณำเขต โดยรัฐชำยฝั่งมีอ ำนำจอธิปไตยเหนือน่ำนน้ ำภำยในของตนอย่ำงเต็มที่ (Full Sovereingty) เช่นเดียวกับที่รัฐชำยฝั่งมีอ ำนำจอธิปไตยเหนือดินแดน เว้นแต่กำรใช้สิทธิกำรผ่ำนโดยสุจริตเฉพำะ ในกรณีมีกำรลำกเส้นฐำนตรงที่มีผลเป็นกำรปิดล้อมบริเวณซึ่งไม่เคยถือเป็นน่ำนน้ ำภำยในมำก่อน ๔) ทะเลอำณำเขต (Territorial Sea) หมำยถึง ทะเลที่อยู่หลังเส้นฐำนตรงหรือเส้นฐำนปกติ แล้วแต่กรณี มีควำมกว้ำงไม่เกิน ๑๒ ไมล์ทะเลนับจำกเส้นฐำน โดยรัฐชำยฝั่งมีอ ำนำจอธิปไตย เหนือทะเลอำณำเขต และขยำยไปถึงห้วงอำกำศเหนือทะเลอำณำเขต ตลอดจนพื้นดินท้องทะเล กับดินใต้ผิวดินแห่งท้องทะเล แต่ต้องยอมให้เรือทั้งปวงใช้สิทธิกำรผ่ำนโดยสุจริตในทะเลอำณำเขต ๕) กำรประเมินผลกระทบทำงสิ่งแวดล้อม (EIA) หมำยถึง กำรวิเครำะห์ผลกระทบจำกโครงกำร หรือกิจกำรประเภทต่ำงๆ ที่อำจเกิดขึ้นต่อสภำพแวดล้อมที่อำจมีผลกระทบต่อโครงกำรทั้งในทำงบวก และทำงลบ เพื่อเตรียมกำรป้องกันและแก้ไขก่อนกำรตัดสินใจด ำเนินโครงกำรหรือกิจกำรนั้น ๆ ๖) แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์ LITPACK หมำยถึง โปรแกรมส ำเร็จรูปใช้ในกำรจ ำลอง ทำงคณิตศำสตร์ (Numerical / Mathematical Model) เพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น กับแนวชำยฝั่งบริเวณข้ำงเคียงเนื่องจำกกำรก่อสร้ำงในทะเล ๗) กำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) หมำยถึง กำร “ย่อ” ขนำด ของโครงสร้ำงจริงลงมำในอัตรำส่วนที่เหมำะสม เพื่อให้สำมำรถก่อสร้ำงลงในแอ่งคลื่น (Wave basin) ซึ่งมีกำรติดตั้งเครื่องก ำเนิดคลื่นและเซนเซอร์ต่ำงๆ ไว้ เพื่อท ำกำรตรวจวัดและน ำผลต่ำงๆ ไปวิเครำะห์ ต่อไป ๘) ไมล์ทะเล (Nautical Mile) หมำยถึง ระยะทำงที่ใช้วัดระยะในกำรเดินเรือและเดินอำกำศ ได้จำกกำรวัดระยะตำมแนวเส้น“เส้นแวง” (Longitude)ณ แนวเส้นศูนย์สูตร โดย ๑ ลิปดำมีค่ำเท่ำกับ ๑.๘๕๒ กิโลเมตร หรือ ๒,๐๒๕ หลำ และใช้หน่วยวัดควำมยำวกฎหมำยระหว่ำงประเทศ โดยเฉพำะ กฎหมำยระหว่ำงประเทศว่ำด้วยทะเล ใช้วัดควำมกว้ำงของอำณำเขตทำงทะเลต่ำง ๆ ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑) ได้รับทรำบสถำนะกำรด ำเนินโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๒) ได้รับทรำบผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทย ที่เกิดขึ้นจำกโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด ๓) ได้รับทรำบผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเล ที่เกิดขึ้นจำกโครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด ๔) ข้อเสนอแนะแนวทำงแก้ปัญหำและด ำเนินโครงกำรหรือกิจกรรมทำงทะเลให้สอดคล้อง ตำมมำตรฐำนสำกล
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 11 บทที่ ๒ เอกสารและงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ในกำรศึกษำครั้งนี้ มีเอกสำร แนวคิด ทฤษฎี และงำนที่เกี่ยวข้องกับกำรพิจำรณำศึกษำ ผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ดังนี้ ๒.๑ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขตทางทะเล ๒.๑.๑ เขตทางทะเล ๒.๑.๑.๑ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ความเป็นมา อนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (United Nations Convention on the Law of the Sea, 1982 หรือ UNCLOS 1982) เป็นผลผลิตจำกกำรประชุม สหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเลครั้งที่สำมซึ่งจัดขึ้นในระหว่ำงปี ค.ศ. ๑๙๗๓ ถึง ค.ศ. ๑๙๘๒ โดยอนุสัญญำฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อ ๑๖ พฤศจิกำยน ค.ศ. ๑๙๙๔ และปัจจุบันมีภำคีสมำชิก มำกถึง ๑๖๔ ประเทศ และถือเป็นกฎหมำยแม่บทที่ก ำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกำรใช้ท้องทะเลของโลก และประเด็นทำงกำรบริหำรจัดกำรทะเลไว้อย่ำงครบถ้วนซึ่งรวมทั้งเรื่องเขตทำงทะเล และกำรอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมด้วยโดยได้รวบรวมประเด็นเก่ำที่ปรำกฏอยู่ในอนุสัญญำกรุงเจนีวำ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งมีอยู่ ๔ ฉบับ แล้วน ำมำปรับปรุงเรียบเรียงใหม่ และมีทั้งประเด็นใหม่ที่ไม่เคยปรำกฏเป็นเอกสำรทำงกฎหมำย เช่น เขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ บริเวณพื้นที่ และยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับควำมปลอดภัยในกำรเดินเรือ ควำมมั่นคงทำงทะเล และภำวะมลพิษจำกแหล่งต่ำง ๆ ในทะเลเป็นผลของกำรน ำเอำบทบัญญัติของทะเล เกือบทุกเรื่อง เข้ำมำรวบรวมไว้ในเอกสำรฉบับเดียวกัน โดยแบ่งออกเป็นภำคต่ำง ๆ ทั้งหมด ๑๗ ภำค ๖ ผนวก อย่ำงเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วย ทะเลอำณำเขตและเขตต่อเนื่องช่องแคบที่ใช้ส ำหรับ กำรเดินเรือระหว่ำงประเทศ รัฐหมู่เกำะ เขตเศรษฐกิจจ ำเพำะไหล่ทวีป ทะเลหลวง ระบอบรอบเกำะ ทะเลปิดหรือกึ่งปิด สิทธิของรัฐไร้ฝั่งทะเลที่จะออกไปสู่และเข้ำมำจำกทะเล และเสรีภำพในกำรผ่ำน บริเวณพื้นที่ กำรคุ้มครองและกำรรักษำสิ่งแวดล้อมทำงทะเล กำรวิจัยวิทยำศำสตร์ทำงทะเล กำรพัฒนำ และกำรถ่ำยทอดเทคโนโลยีทำงทะเล กำรระงับข้อพิพำท บทบัญญัติทั่วไป บทบัญญัติสุดท้ำย และภำคผนวก ซึ่งประกอบด้วย ชนิดพันธุ์ที่ย้ำยถิ่นอยู่เสมอ คณะกรรมำธิกำรก ำหนดขอบเขตของไหล่ทวีป เงื่อนไขพื้นฐำนในกำรตรวจหำ กำรส ำรวจ และกำรแสวงประโยชน์ ธรรมนูญของวิสำหกิจ กำรประนอม ธรรมนูญศำลกฎหมำยทะเลระหว่ำงประเทศ อนุญำโตตุลำกำร อนุญำโตตุลำกำรพิเศษ กำรเข้ำร่วม ขององค์กำรระหว่ำงประเทศ และควำมตกลงเกี่ยวกับกำรอนุวัติภำค ๑๑ ของอนุสัญญำสหประชำชำติ ว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ฉบับลงวันที่ ๑๐ ธันวำคม ค.ศ. ๑๙๘๒
หน้า | 12 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา เขตทางทะเล (Maritime Zones ) ๒ ในเรื่องของเขตทำงทะเลนั้นจ ำเป็นต้องทรำบถึงจุดเริ่มต้นที่ใช้ในกำรวัดควำมกว้ำง ของเขตทำงทะเลเขตต่ำงๆ ที่เรียกว่ำ “เส้นฐำน (Baseline)” เสียก่อน ซึ่งเส้นฐำนนี้มีอยู่ ๒ ชนิด คือ เส้นฐำนปกติ (Normal baseline) และเส้นฐำนตรง (Straight Baselines)๓ โดยใช้วัดควำมกว้ำง ของทะเลอำณำเขต เขตต่อเนื่อง ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ จำกเส้นฐำนที่อยู่ชำยฝั่งออกไป ถึงทะเลหลวง ตำมที่ก ำหนดไว้ในข้อ ๓ ข้อ ๕ และข้อ ๑๑ ของอนุสัญญำฯ โดยมีรำยละเอียด ดังนี้ ภาพที่ ๘ ผังเขตทางทะเลตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ที่มา : http://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id ๔๗&Itemid=๑๕๓&lang=th#internalwater - เส้นฐาน ข้อ ๕ เส้นฐำนปกติ เว้นแต่กรณีที่อนุสัญญำนี้บัญญัติไว้เป็นอย่ำงอื่น เส้นฐำนปกติส ำหรับวัดควำมกว้ำง ของทะเลอำณำเขตได้แก่ เส้นแนวน้ ำลดตลอดฝั่งตำมที่ได้หมำยไว้ในแผนที่ซึ่งใช้มำตรำส่วนใหญ่ ที่รัฐชำยฝั่งยอมรับนับถือเป็นทำงกำร ข้อ ๑๑ ท่ำเรือ เพื่อควำมมุ่งประสงค์ในกำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้ำง ถำวรตอนนอกสุดของเขตท่ำซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำนั้นให้ถือว่ำประกอบเป็น ส่วนของฝั่งทะเล สิ่งติดตั้งนอกฝั่งและเกำะเทียมมิให้ถือว่ำเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำ ๒ อาจใช้ค าวอา “อาณาเขตทางทะเล (Maritime Zone)” แทนได้ ๓ กรณีเส้นฐานตรง ยังมีกรณีพิเศษอื่นๆ อีก เชอน ปากแมอน า (อนุสัญญาฯ ข้อ ๙) ออาวและออาวประวัติศาสตร์ (อนุสัญญาฯ ข้อ ๑๐) ) พื นที่เหนือ น าขณะน าลด (อนุสัญญาฯ ข้อ ๑๓) และ เส้นฐานหมูอเกาะ (อนุสัญญาฯ ข้อ ๔๗)
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 13 ข้อ ๑๖ แผนที่และรำยกำรพิกัดทำงภูมิศำสตร์ ๑. เส้นฐำนซึ่งใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตที่ก ำหนดขึ้นตำมข้อ ๗ ข้อ ๙ และข้อ ๑๐ หรือขอบเขตที่เกิดจำกเส้นฐำนนั้น หรือเส้นก ำหนดขอบเขตต่ำงๆ ซึ่งลำกขึ้นตำมข้อ ๑๒ และข้อ ๑๕ จะต้องน ำไปแสดงบนแผนที่ที่ใช้มำตรำส่วนเดียวหรือหลำยมำตรำส่วนที่เพียงพอ ต่อกำรยืนยันต ำแหน่งที่แน่นอนของเส้นเหล่ำนั้น หรือมิฉะนั้นก็อำจใช้รำยกำรพิกัดทำงภูมิศำสตร์ของจุดต่ำง ๆ ซึ่งระบุมูลฐำนทำงยีออเดซีแทนก็ได้๔ - ทะเลอาณาเขต ข้อ ๓ ควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขต รัฐทุกรัฐมีสิทธิก ำหนดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตของตนได้จนถึงขอบเขตหนึ่ง ซึ่งไม่เกิน ๑๒ ไมล์ทะเล โดยวัดจำกเส้นฐำนที่ก ำหนดขึ้นตำมอนุสัญญำนี้ อนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ได้ก ำหนดควำมกว้ำง ของทะเลอำณำเขตว่ำต้องไม่เกิน ๑๒ ไมล์ทะเลโดยวัดจำกเส้นฐำน (baseline) รัฐชำยฝั่งมีอ ำนำจอธิปไตยเหนือทะเลอำณำเขตของตน ซึ่งหมำยควำมรวมถึง อ ำนำจอธิปไตยในห้วงอำกำศ (air space) เหนือทะเลอำณำเขต อ ำนำจอธิปไตยเหนือพื้นดินท้องทะเล (sea-bed) และดินใต้ผิวดิน (subsoil) แห่งทะเลอำณำเขตด้วย [อนุสัญญำฯ ข้อ ๒ (๑) และ (๒)] โดยมีข้อยกเว้นในกำรใช้อ ำนำจอธิปไตยของรัฐชำยฝั่งเหนือทะเลอำณำเขต คือ “กำรใช้สิทธิกำรผ่ำน โดยสุจริต” (right of innocent passage) ของเรือต่ำงชำติในทะเลอำณำเขตของรัฐชำยฝั่ง (อนุสัญญำฯ ข้อ ๑๗) ซึ่งกำรผ่ำนโดยสุจริตนั้นจะต้องไม่เป็นกำรเสื่อมเสียต่อสันติภำพ ควำมสงบเรียบร้อย หรือควำมมั่นคงต่อรัฐชำยฝั่ง [อนุสัญญำฯ ข้อ ๑๙(๑)] - เขตต่อเนื่อง ข้อ ๓๓ เขตต่อเนื่อง เขตต่อเนื่องมิอำจขยำยเกินกว่ำ ๒๔ ไมล์ทะเลจำกเส้นฐำน ซึ่งใช้วัดควำมกว้ำง ของทะเลอำณำเขต (อนุสัญญำฯ ข้อ ๓๓ วรรคสอง) รัฐชำยฝั่งอำจด ำเนินกำรควบคุมที่จ ำเป็นเพื่อป้องกันกำรฝ่ำฝืนกฎหมำย และข้อบังคับเกี่ยวกับศุลกำกร (customs) กำรคลัง (fiscal) กำรเข้ำเมือง (immigration) หรือกำรสุขำภิบำล (sanitation) ภำยในอำณำเขต หรือทะเลอำณำเขตของตน และลงโทษกำรฝ่ำฝืนกฎหมำยและข้อบังคับ ดังกล่ำวซึ่งได้กระท ำภำยในอำณำเขต หรือทะเลอำณำเขตของตน รัฐชำยฝั่งมีหน้ำที่ในกำรคุ้มครอง วัตถุโบรำณหรือวัตถุทำงประวัติศำสตร์ที่พบใต้ทะเลในเขตต่อเนื่อง (อนุสัญญำฯ ข้อ ๓๐๓) ๔ Baseline Publicity and Charting Requirements: An Overlooked Issue in the UN Convention on the Law of the Sea. Journal, Ocean Development & International Law. At https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/00908320903510068?scroll=top&needAccess=true In the case of ports, Article 11 of the LOSC, there is no specific mention of permissibility of using closing lines across their mouths, nor, consequentially, is there a reference to Article 11 in the context of charts and publicity under Article 16. Most commentators, however, assume that there is an implicit right to use such baselines at ports. See infra sec. III.A. If this is the case, there is an implicit publicity duty, as a casus omissus matter, under Article 16 in the case of ports that have enclosed mouths.
หน้า | 14 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา - เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ ข้อ ๕๗ เขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ บริเวณที่ประชิดและอยู่เลยไปจำกทะเลอำณำเขต โดยเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ จะต้องไม่ขยำยออกไปเกิน ๒๐๐ ไมล์ทะเลจำกเส้นฐำน ซึ่งใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขต (อนุสัญญำฯ ข้อ ๕๕ และข้อ ๕๗) รัฐชำยฝั่งมีสิทธิอธิปไตยเพื่อควำมมุ่งประสงค์ในกำรส ำรวจ (exploration) และกำรแสวงประโยชน์ (exploitation) กำรอนุรักษ์ (conservation) และกำรจัดกำร (management) ทรัพยำกรธรรมชำติ ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตในน้ ำเหนือพื้นดินท้องทะเล (water superjacent to the sea-bed)และในพื้นดินท้องทะเล (sea-bed) กับดินใต้ผิวดิน (subsoil) ของพื้นดินท้องทะเลนั้น และมีสิทธิ อธิปไตยในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมอื่นๆ เพื่อกำรแสวงประโยชน์ และกำรส ำรวจทำงเศรษฐกิจในเขต อำทิเช่น กำรผลิตพลังงำนจำกน้ ำ (water) กระแสน้ ำ (currents) และลม (winds) [อนุสัญญำฯ ข้อ ๕๖ วรรคหนึ่ง (เอ)] รัฐชำยฝั่งมีสิทธิแต่ผู้เดียว (exclusive rights) ในกำรสร้ำงหรืออนุญำตให้สร้ำง และควบคุมกำรสร้ำงเกำะเทียม (artificial islands) สิ่งติดตั้ง (installations) และสิ่งก่อสร้ำง (structures) เพื่อท ำกำรส ำรวจ และแสวงประโยชน์จำกทรัพยำกรธรรมชำติที่ไม่มีชีวิตในเขตเศรษฐกิจ จ ำเพำะ หรือควบคุมกำรใช้สิ่งติดตั้งหรือสิ่งก่อสร้ำงอันอำจเป็นอุปสรรคต่อกำรใช้สิทธิของรัฐชำยฝั่ง ในเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ โดยสิทธิและกำรปฏิบัติหน้ำที่ของตนภำยใต้อนุสัญญำว่ำด้วยเขตเศรษฐกิจ จ ำเพำะ รัฐชำยฝั่งจะต้องค ำนึงตำมควรถึงสิทธิและหน้ำที่ของรัฐอื่นๆ และจะต้องปฏิบัติกำรในลักษณะ ที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญำฯ นี้ [อนุสัญญำฯ ข้อ ๕๖(๒)] รัฐอื่น ๆ ย่อมมีเสรีภำพในกำรเดินเรือ (freedom of navigation) กำรบินผ่ำน (freedom of over flight) กำรวำงสำยเคเบิลและท่อใต้ทะเล (freedom of the laying of submarine cables and pipelines) - ไหล่ทวีป ข้อ ๗๖ ไหล่ทวีป พื้นดินท้องทะเล (sea bed) และดินผิวใต้ดิน (subsoil) ของบริเวณใต้ทะเล ซึ่งขยำยเลยทะเลอำณำเขตของรัฐตลอดส่วนต่อออกไปตำมธรรมชำติ (natural prolongation) ของดินแดน ทำงบกของตนจนถึงริมนอกของขอบทวีป (continental margin) มีระยะทำงไม่เกิน ๓๕๐ ไมล์ทะเล จำกเส้นฐำน (baseline) หรือเลยออกไปไม่เกิน ๑๐๐ ไมล์ทะเลจำกเส้นชันควำมลึก (contouring) ๒,๕๐๐ เมตรรัฐชำยฝั่งมีสิทธิอธิปไตย (sovereign rights) เหนือทรัพยำกรธรรมชำติบนและใต้ไหล่ทวีป ไม่ว่ำจะเป็นทรัพยำกรธรรมชำติที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต โดยมีลักษณะพิเศษ ๒ ประกำรคือ เป็นสิทธิ แต่เพียงผู้เดียว (exclusive rights) กล่ำวคือ หำกรัฐชำยฝั่งไม่ส ำรวจหรือแสวงประโยชน์จำกทรัพยำกร บนหรือใต้ไหล่ทวีปแล้ว รัฐอื่นจะส ำรวจหรือแสวงประโยชน์จำกทรัพยำกรบนหรือใต้ไหล่ทวีปโดยมิได้รับ ควำมยินยอมอย่ำงชัดแจ้งจำกรัฐชำยฝั่งมิได้สิทธิของรัฐชำยฝั่งเหนือไหล่ทวีปนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ กำรครอบครอง (occupation) ไม่ว่ำอย่ำงแท้จริงหรือเพียงในนำมหรือกับกำรประกำศอย่ำงชัดแจ้งใด ๆ กล่ำวคือ สิทธิของรัฐชำยฝั่งเหนือเขตไหล่ทวีปนั้นเป็นสิทธิที่รัฐชำยฝั่งมีอยู่แต่ดั้งเดิม (inherent rights) โดยไม่ต้องท ำกำรประกำศเข้ำยึดถือเอำแต่อย่ำงใด รัฐชำยฝั่งได้สิทธิอธิปไตยดังกล่ำว มำโดยอัตโนมัติ
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 15 - ทะเลหลวง ข้อ ๘๖ ทะเลหลวง ทะเลหลวง หมำยถึง ทุกส่วนของทะเลซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ (exclusive economic zone) ในทะเลอำณำเขต (territorial sea) หรือในน่ำนน้ ำภำยใน (internal water) ของรัฐหรือในน่ำนน้ ำหมู่เกำะ (archipelagic waters) ของรัฐหมู่เกำะ เป็นที่น่ำสังเกตว่ำห้วงน้ ำ (water column) และผิวน้ ำเหนือไหล่ทวีปที่อยู่นอกเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะยังคงเป็นเขตทะเลหลวง ถึงแม้ไหล่ทวีปและทรัพยำกรบนไหล่ทวีปจะตกอยู่ภำยใต้สิทธิอธิปไตย (sovereign rights) ของรัฐชำยฝั่งก็ตำม ทะเลหลวงเปิดให้แก่รัฐทั้งปวง ไม่ว่ำรัฐชำยฝั่ง (coastal state) หรือรัฐไร้ฝั่งทะเล (landlocked states) เสรีภำพแห่งทะเลหลวงเป็นเสรีภำพที่ตกอยู่ภำยใต้เงื่อนไขที่ก ำหนดไว้โดย อนุสัญญำและหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ อำทิ เสรีภำพในกำรเดินเรือ (freedom of navigation) เสรีภำพในกำรบินผ่ำน (freedom of overflight) เสรีภำพในกำรท ำประมง (freedom of fishing) เสรีภำพในกำรวำงสำยเคเบิ้ลและท่อใต้ทะเล (freedom to lay submarine cable and pipeline) เสรีภำพในกำรสร้ำงเกำะเทียม (freedom to construct artificial islands) เช่น เสรีภำพ ในกำรท ำประมงในทะเลหลวง คือ จะต้องร่วมมือกันเพื่อก ำหนดมำตรกำรในกำรอนุรักษ์และจัดกำร ทรัพยำกรที่มีชีวิตในท้องทะเล นอกจำกนี้เสรีภำพในกำรใช้ทะเลดังกล่ำว ยังต้องค ำนึงตำมควร ถึงประโยชน์และสิทธิของรัฐอื่นด้วย - บริเวณพื นที่ (Area) ข้อ ๑ กำรใช้ค ำศัพท์และขอบเขต (๑) “บริเวณพื้นที่” หมำยถึง พื้นดินท้องทะเลและพื้นมหำสมุทรและดินใต้ผิวดิน ที่อยู่พ้นขอบเขตของเขตอ ำนำจแห่งชำติ อันเป็นเป็นมรดกร่วมของมนุษยชำติ ๒.๑.๑.๒ เขตทางทะเลและการประกาศเขตทางทะเลของไทย - เขตทางทะเลของไทย ๑) เส้นฐานและอ่าวประวัติศาสตร์ซึ่งน่ำนน้ ำหรือพื้นที่หลังเส้นฐำนและเส้น ที่ลำกปิดปำกอ่ำวประวัติศำสตร์มีสถำนะทำงกฎหมำยเป็นน่ำนน้ ำภำยใน และใช้เส้นดังกล่ำวเป็นจุดเริ่ม วัดควำมกว้ำงของเขตทำงทะเล บริเวณที่ ๑ จำกแหลมลิง จังหวัดจันทบุรี โอบรอบนอกหมู่เกำะช้ำง เกำะกูด และเข้ำบรรจบชำยฝั่งที่หลักเขตแดนไทย – กัมพูชำ ที่ ๗๓ ที่แหลมสำรพัดพิษ จังหวัดตรำด บริเวณที่ ๒ จำกแหลมใหญ่ จังหวัดสุรำษฎร์ธำนี โอบรอบนอกผ่ำนหมู่เกำะต่ำง ๆ เกำะสมุย เกำะพงัน แล้วโอบรอบนอกเกำะต่ำง ๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไปด้ำนนอกสุดบรรจบฝั่ง แหลมหน้ำถ้ ำ จังหวัดชุมพร บริเวณที่ ๓ อยู่ทำงด้ำนทะเลอันดำมัน โดยเริ่มต้นจำกตอนใต้เกำะภูเก็ต โอบรอบเกำะต่ำงๆ ที่ใกล้ฝั่งลงไปจนเข้ำบรรจบฝั่งที่หลักเขตแดนไทย - มำเลเซีย ที่ ๑ ที่ผำขำว จังหวัดสตูล บริเวณที่ ๔ อยู่ด้ำนอ่ำวไทย โดยเริ่มจำกเกำะกงออก (เป็นเกำะหนึ่งอยู่ตอนใต้ เกำะสมุย และเป็นจุดฐำนจุดหนึ่งของระบอบเส้นฐำนตรงบริเวณที่ ๒) ผ่ำนเกำะกระ เกำะโลซิน และเข้ำบรรจบฝั่งที่จะเขตแดนไทย - มำเลเซีย ณ ปำกน้ ำโกลก จังหวัดนรำธิวำส อ่ำวประวัติศำสตร์ ตำมประกำศส ำนักนำยกรัฐมนตรีเรื่อง อ่ำวไทยตอนในประกำศ เมื่อวันที่ ๒๒ กันยำยน พ.ศ. ๒๕๐๒
หน้า | 16 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ซึ่งมีสถำนะทำงกฎหมำยเป็นน่ำนน้ ำภำยในเช่นกัน อนึ่ง บริเวณที่จัดท ำโครงกำรเป็นบริเวณที่ไม่ได้ มีกำรประกำศเส้นฐำนตรงแต่อย่ำงใด จึงใช้หลักเกณฑ์แนวน้ ำลดต่ ำสุดที่ชำยฝั่งที่หมำยในแผนที่ ภาพที่ ๙ เส้นฐานและอ่าวประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มา : ประกาศส้านักนายกรัฐมนตรี เรื่องเส้นฐานตรงและน่านน ้าภายในของประเทศไทยบริเวณที่สี่๕ ๕ ดัดแปลงเป็นภำพสี ดูต้นฉบับได้จำกรำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๘๙ ลงวันที่ ๑๙ สิงหำคม ๒๕๓๕
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 17 ๒) ทะเลอาณาเขต พระบรมรำชโองกำรก ำหนดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขต ของประเทศไทยประกำศเมื่อวันที่ ๖ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ประกำศนี้ก ำหนดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขต ของประเทศไทย ขยำยออกไป ๑๒ ไมล์จำกเส้นฐำนที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตและอ ำนำจ อธิปไตยของประเทศไทยขยำยออกไปจนสุดขอบนอกของทะเลอำณำเขต ๓) เขตต่อเนื่อง พระบรมรำชโองกำรก ำหนดควำมกว้ำงของเขตต่อเนื่อง ถัดออกไปจำกทะเลอำณำเขต โดยมีควำมกว้ำง ๒๔ ไมล์ทะเลนับจำกเส้นฐำน เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหำคม ๒๕๓๘ ๔) ไหล่ทวีป พระบรมรำชโองกำรประกำศเขตไหล่ทวีปของประเทศไทย ด้ำนอ่ำวไทยประกำศ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภำคม ๒๕๑๖ เส้นที่ประกำศนี้ท ำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน กับประเทศกัมพูชำ เวียดนำมและมำเลเซีย ซึ่งต่อมำได้มีควำมตกลงแบ่งเขตไหล่ทวีปกับเวียดนำม และควำมตกลงจัดตั้งพื้นที่พัฒนำร่วมไทย - มำเลเซีย ในพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อนระหว่ำงไทยกับมำเลเซีย ส ำหรับกัมพูชำนั้น ได้มีกำรจัดท ำบันทึกควำมเข้ำใจไทย -กัมพูชำ ว่ำด้วยพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อนทำงทะเล ในไหล่ทวีป ซึ่งต่อไปเรียกว่ำ “MOU 2544” ซึ่งจะเป็นกำรเจรจำแบ่งเขตทำงทะเลในพื้นที่ตอนบน และจัดตั้งเขตพัฒนำร่วมในพื้นที่ตอนล่ำง ซึ่งจะได้กล่ำวในข้อต่อไป ภาพที่ ๑๐ การประกาศไหล่ทวีปของประเทศไทย ด้านอ่าวไทย ที่มา : พระบรมราชโองการประกาศก้าหนดไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๙๐ ตอนที่ ๖๐ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๑๖
หน้า | 18 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๑๑ การประกาศไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชา https://www.un.org/Depts/los/LEGISLATIONANDTREATIES/PDFFILES/KHM_1982_Decree.pdf๖ ๖Decree of the Council of State of the People’s Republic of Kumpuchea on 13 July 1982 ดูได้ที่ https://www.un.org/Depts/los/LEGISLATIONANDTREATIES/PDFFILES/KHM_1982_Decree.pdf
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 19 ภาพที่ ๑๒ การประกาศไหล่ทวีปของประเทศมาเลเซีย ที่มา : https://www.researchgate.net/figure/West-Malaysias-EEZ-and-CS-Adaptedfrom-Haller-Trost-1998_fig1_237373426 ๕) เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ พระบรมรำชโองกำรประกำศเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ ของประเทศไทย ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภำพันธ์ ๒๕๒๔ จำกประกำศจะเห็นว่ำเป็นกำรก ำหนด โดยหลักกำรตำมบทบัญญัติของอนุสัญญำว่ำเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะจะมีควำมกว้ำงไม่เกิน ๒๐๐ ไมล์ทะเล นับจำกเส้นฐำนที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตประเทศไทยก็ประกำศเต็มที่ตำมหลักกำรดังกล่ำว โดยมิได้ก ำหนดค่ำพิกัดของส่วนที่อยู่ตรงข้ำมหรือประชิดกับประเทศเพื่อนบ้ำน เหตุผลเรื่องนี้ น่ำจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับท่ำทีทำงกฎหมำยในกำรเจรจำเรื่องเขตทับซ้อนที่จะต้องมีกำรเจรจำกันต่อไป ในอนำคต เวียดนำม และกัมพูชำ ก็ประกำศในลักษณะนี้ก่อนหน้ำแล้ว
หน้า | 20 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๑๓ เขตทางทะเลของไทย ที่มา : http://mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=47:2010- 03-22-17-58-25&catid=8&lang=th&Itemid=153 ประเทศไทยได้มีกำรประกำศเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะครั้งที่ ๒ คือ ประกำศเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ ของรำชอำณำจักรไทยด้ำนอ่ำวไทยที่ประชิดกับเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะของมำเลเซีย ประกำศเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๑ เหตุผลของกำรประกำศ คือ เพื่อสนับสนุนท่ำทีทำงกฎหมำยของฝ่ำยไทย ในกำรเจรจำประมงกับมำเลเซีย กำรประกำศเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะครั้งที่ ๓ ซึ่งเป็นกำรประกำศครั้งสุดท้ำย คือ ประกำศเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะของประเทศไทยด้ำนทะเลอันดำมันซึ่งประกำศเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎำคม ๒๕๓๑ กำรประกำศนี้ คือกำรยืนยันเขตแดนทำงทะเลระหว่ำงประเทศไทยกับพม่ำ อินเดีย อินโดนีเซีย และมำเลเซีย ซึ่งได้ท ำควำมตกลงกันแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๒๖
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 21 ภาพที่ ๑๔ ประกาศเขตทางทะเลของไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ก่อให้เกิดพื นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ที่มา : Victor Prescolt and clve Schofeld ๒.๑.๑.๓ ความตกลงระหว่างประเทศ ๑) ควำมตกลงจัดตั้งพื้นที่พัฒนำร่วมไทย - มำเลเซีย ในพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อน ควำมตกลงนี้เรียกกันว่ำ MOU เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภำพันธ์ ๒๕๒๒ พื้นที่พัฒนำร่วมเป็นพื้นที่คำบเกี่ยว ระหว่ำงประเทศซึ่งเกิดจำกกำรอ้ำงสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันและตกลงพัฒนำและแสวงประโยชน์ร่วมกัน เช่นบริเวณที่ไทยและมำเลเซียอ้ำงสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันในบริเวณอ่ำวไทยตอนล่ำง MTJDA หรือ MTJA Malaysia-Thailand Joint Development Area ครอบคลุมพื้นที่ ประมำณ ๗,๒๕๐ ตำรำงกิโลเมตร โดยอยู่ห่ำงจำกจังหวัดสงขลำประมำณ ๒๖๐ กิโลเมตร ห่ำงจำกจังหวัดปัตตำนี ๑๘๐ กิโลเมตร และจำกเมืองโกตำบำรู รัฐกลันตัน ประเทศมำเลเซียประมำณ ๑๕๐ กิโลเมตร จำกกำรศึกษำข้อมูล ด้ำนธรณีวิทยำธรณีฟิสิกส์ และจำกกำรประเมินผลข้อมูลกำรส ำรวจในปัจจุบัน มีควำมเป็นไปได้ที่จะพบ ก๊ำซธรรมชำติในพื้นที่พัฒนำร่วมสูงถึง ๑๐ ล้ำนล้ำนลูกบำศก์ฟุต (ข้อมูลจำกกรมเชื้อเพลิงธรรมชำติ)
หน้า | 22 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๑๕ พื นที่พัฒนาร่วมระหว่างไทยกับมาเลเซีย ที่มา : กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมศุลกากร http://planinter.customs.go.th/cont_strc_simple.php?lang=th&top_menu=¤ t_id=14232832404e505e4e ๒) บันทึกควำมเข้ำใจไทย - กัมพูชำ ว่ำด้วยพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อนทำงทะเลในไหล่ทวีป ซึ่งต่อไปเรียกว่ำ “MOU ๒๕๔๔”เป็นบันทึกควำมเข้ำใจที่ก ำหนดกรอบและกลไกในกำรเจรจำเพื่อหำข้อสรุป เรื่องกำรปักปันเขตแดน (delimitation) ทำงทะเลในพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อนส่วนบนที่อยู่เหนือเส้นละติจูด ๑๑ องศำเหนือ โดยมีพื้นที่ประมำณ ๑๐,๐๐๐ ตร.กม. ซึ่งต่อไปเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่ำ “พื้นที่ทับซ้อน ส่วนบน” และเรื่องกำรพัฒนำร่วมทรัพยำกรปิโตรเลียมส ำหรับพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อนส่วนล่ำงที่อยู่ใต้ เส้นละติจูด ๑๑ องศำเหนือ ในลักษณะพื้นที่พัฒนำร่วม (Joint Development Area: JDA) โดยมีพื้นที่ ประมำณ ๑๖,๐๐๐ ตร.กม. ซึ่งต่อไปเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่ำ “พื้นที่ทับซ้อนส่วนล่ำง” โดยต้องด ำเนินกำร ทั้งสองเรื่องในลักษณะที่ไม่แบ่งแยกออกจำกกัน (indivisible package) และให้มีคณะกรรมกำรร่วม ด้ำนเทคนิค (Joint Technical Committee: JTC) ด ำเนินกำรพิจำรณำและเจรจำร่วมกันในเรื่องนี้ ทั้งนี้ได้ตกลงกันว่ำ MOU ปี ๒๕๔๔ และกำรด ำเนินกำรทั้งหมดตำม MOU ปี ๒๕๔๔ จะไม่กระทบ ต่อกำรอ้ำงสิทธิทำงทะเลของแต่ละฝ่ำย ไทยและกัมพูชำได้มีกำรเจรจำและด ำเนินกำรตำม MOU ปี ๒๕๔๔ แม้คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบำล นำยอภิสิทธิ์ เวชชำชีวะ ได้มีมติเห็นชอบในหลักกำรให้ยกเลิก MOU ปี ๒๕๔๔ และให้น ำเรื่องเสนอต่อรัฐสภำเพื่อขอควำมเห็นชอบโดยให้กระทรวงกำรต่ำงประเทศ พิจำรณำข้อกฎหมำยที่เกี่ยวข้องอย่ำงรอบคอบ แต่จนถึงปัจจุบัน MOU ปี ๒๕๔๔ ยังไม่ถูกยกเลิก อย่ำงเป็นทำงกำรแต่อย่ำงใด
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 23 ภาพที่ ๑๖ พื นที่ทับซ้อนส่วนบนและพื นที่ทับซ้อนส่วนล่างระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ที่มา : กรมเชื อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ๒.๒ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถมทะเลและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ๒.๒.๑ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถมทะเลและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ๒.๒.๑.๑ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ข้อ ๒๓๗ บัญญัติให้รัฐยอมรับอนุสัญญำและควำมตกลงพิเศษเกี่ยวกับกำรคุ้มครองและรักษำสิ่งแวดล้อมทำงทะเล ที่ท ำไว้ก่อน และข้อตกลงที่อำจท ำขึ้นเพื่อส่งเสริมหลักกำรทั่วไปที่ระบุไว้ในอนุสัญญำฯ นี้ หมำยถึง บรรดำกฎหมำยที่ออกโดยองค์กำรทำงทะเลระหว่ำงประเทศ (International Maritime Organization: IMO) เช่น MARPOL และ SOLAS เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยได้ออกกฎหมำยอนุวัติกำรเป็นกฎหมำย ภำยในเป็นส่วนใหญ่แล้ว ซึ่งรวมถึงพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พระพุทธศักรำช ๒๔๕๖ และพระรำชบัญญัติส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ด้วย
หน้า | 24 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๒.๒.๑.๒ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน ้าไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เป็นกฎหมำยก ำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควำมปลอดภัยในกำรเดินเรือ กำรเดินเรือ กำรจอดเรือ กำรล่วงล ำน้ ำ กำรเททิ้ง กำรขนส่งสินค้ำอันตรำย และกำรสำธำรณสุข รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำงทะเล และกำรถมทะเล ในเขตน่ำนน้ ำไทย ซึ่งมีบำงมำตรำบังคับใช้ในเขตต่อเนื่องด้วย ในส่วนของกำรถมทะเลถือเป็นกำรล่วงล้ ำ ล ำน้ ำประเภทหนึ่ง ในมำตรำ ๑๑๗ ห้ำมมิให้ผู้ใดปลูกสร้ำงอำคำรหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ ำเข้ำไปเหนือน้ ำ ในน้ ำ และใต้น้ ำ ของแม่น้ ำ ล ำคลอง บึง อ่ำงเก็บน้ ำ ทะเลสำบ อันเป็นทำงสัญจรของประชำชน หรือที่ประชำชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลภำยในน่ำนน้ ำไทยหรือบนชำยหำดของทะเลดังกล่ำว เว้นแต่ จะได้รับอนุญำตจำกกรมเจ้ำท่ำ แนวทำงกำรด ำเนินงำนตำมพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือ ในน่ำนน้ ำไทย (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ.๒๕๖๐ จะไม่มีกำรก ำหนดรูปแบบของสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำไว้ แต่จะไประบุไว้ ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตำมควำมในพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พระพุทธศักรำช ๒๔๕๖ และประกำศกรมเจ้ำท่ำ ที่ ๒๕๑/๒๕๔๑ ว่ำสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำประเภทใด สำมำรถที่จะอนุญำตได้ใน ๙ ประเภท ได้แก่ ๑. ท่ำเทียบเรือ ต้องมีช่องโปร่งระหว่ำงเสำไม่น้อยกว่ำ ๓ เมตร ๒. สะพำนปรับระดับและโป๊ะเทียบเรือ ๓. สะพำนข้ำมแม่น้ ำหรือสะพำนข้ำมคลอง ๔. ท่อหรือสำยเคเบิล ๕. เขื่อนกันน้ ำเซำะ ๖. คำนเรือ ๗. โรงสูบน้ ำ ๘. กระชังเลี้ยงสัตว์น้ ำ ๙. ปะกำรังเทียม ซึ่งจะอนุญำตให้เฉพำะหน่วยงำนของรัฐเท่ำนั้น ๒.๒.๑.๓ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นกฎหมำยที่เกี่ยวกับกำรส่งเสริมและรักษำคุณภำพสิ่งแวดล้อมแห่งชำติที่มีอยู่เดิมและแก้ไขเพิ่มเติม รองรับบทบัญญัติมำตรำ ๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยก ำหนดมำตรกำร ควบคุม และแก้ไขปัญหำสิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ต่อกำรด ำรงชีพของประชำชน และควำมสมบูรณ์ สืบไปของมนุษยชำติและให้ต้องมีกำรจัดท ำรำยงำนกำรวิเครำะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส ำหรับโครงกำร หรือกิจกำรที่อำจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่ำงรุนแรงทั้งทำงด้ำนคุณภำพสิ่งแวดล้อม ทรัพยำกรธรรมชำติและสุขภำพ ให้เป็นตำมที่ก ำหนดในประกำศกระทรวง โดยต้องด ำเนินกำรศึกษำ และประเมินผลกระทบต่อคุณภำพสิ่งแวดล้อมและสุขภำพของประชำชนหรือชุมชน และจัดให้มีกำรรับฟัง ควำมคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชำชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อน ำมำประกอบกำร พิจำรณำด ำเนินกำรหรืออนุญำตตำมกฎหมำย ซึ่งเป็นไปตำมประกำศกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อม เรื่อง ก ำหนดโครงกำร กิจกำร หรือกำรด ำเนินกำร ซึ่งต้องจัดท ำรำยงำนกำรประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในกำรจัดท ำรำยงำนกำรประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกำยน พ.ศ.๒๕๖๑ และประกำศกระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อม เรื่อง ก ำหนดโครงกำร กิจกำร หรือกำรด ำเนินกำร ซึ่งต้องจัดท ำรำยงำนกำรประเมินผล
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 25 กระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขในกำรจัดท ำรำยงำนกำรประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกำยน พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒.๒.๒ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ๒.๒.๒.๑ พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๔๙๔ พระรำชบัญญัตินี้ก ำหนดแนวทำงกำรบริหำรงำน ภำยในกำรท่ำเรือแห่งประเทศไทย และกิจกำรที่เกี่ยวข้องกับกำรพำณิชยนำวี โดยมีขอบเขตกำรใช้บังคับกับท่ำเรือของรัฐที่รัฐเป็นเจ้ำของ และผู้บริหำรเอง เช่น ท่ำเรือกรุงเทพ และท่ำเรือของรัฐ ที่รัฐให้เอกชนด ำเนินกำร เช่น ท่ำเรือน้ ำลึกสงขลำ ท่ำเรือพำณิชย์แหลมฉบัง ท่ำเรือเชียงแสน ท่ำเรือเชียงของ และท่ำเรือระนอง ซึ่งเป็นท่ำเรือที่อยู่ภำยใต้ บังคับกำรก ำกับดูแลของ กำรท่ำเรือแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น แต่ในส่วนของท่ำเรือเอกชน ไม่ว่ำจะเป็น ท่ำเรือของเอกชนที่ให้บริกำรแก่ตนเอง หรือท่ำเรือของเอกชนที่เป็นท่ำเทียบเรือสำธำรณะที่ให้บริกำร แก่บุคคลอื่นจะอยู่ภำยใต้บังคับของประกำศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ทั้งสิ้น ยกเว้น ท่ำเรือที่มีกฎหมำยเฉพำะ ในกำรด ำเนินงำนภำยในเป็นของตนเอง นอกจำกนั้น กำรประกำศใช้พระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพำณิชยนำวี พ.ศ. ๒๕๒๑ ที่มีสำระส ำคัญเกี่ยวกับกำรก ำกับดูแลกิจกำรท่ำเรือ กิจกำรอู่เรือ ซึ่งพระรำชบัญญัติฉบับนี้ได้บัญญัติ ให้ผู้ประกอบกิจกำรท่ำเรือ ผู้ประกอบกำรกิจกำรอู่เรือต้องจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ด้วย ซึ่งต่อมำ พระรำชบัญญัติฉบับนี้ได้มีกำรแก้ไขเพิ่มเติม บทบัญญัติโดยพระรำชบัญญัติส่งเสริมกำรพำณิชยนำวี (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำรจดทะเบียนของผู้ประกอบกิจกำรท่ำเรือและกิจกำร อู่เรือ ส่วนท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ซึ่งอยู่ภำยใต้กำรก ำกับดูแลของกำรนิคมอุตสำหกรรม แห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งมีฐำนะเป็นรัฐสำหกิจ โดย กนอ. เป็นเจ้ำของท่ำเรือมำบตำพุดมีส ำนักงำนท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุดเป็นผู้บริหำรและจัดกำรท่ำเรือซึ่งปัจจุบันกำรด ำเนินกิจกำรหรือกำรประกอบกิจกำร ภำยในท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดนั้น กนอ. ได้ด ำเนินงำนภำยใต้พระรำชบัญญัติกำรนิคมอุตสำหกรรม แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมถึง ประกำศ ระเบียบ ข้อบังคับกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ๒.๒.๒.๒ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ กำรควบคุมมลพิษจำกแหล่งก ำเนิด คือ โรงงำนอุตสำหกรรมปิโตรเคมี โดยหำก โรงงำนอุตสำหกรรมปิโตรเคมีใดตั้งอยู่ในพื้นที่ของกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ย่อมอยู่ภำยใต้ กำรก ำกับ ดูแลของกำรนิคมอุตสำหกรรมประเทศไทย เช่นเดียวกับโรงงำนอุตสำหกรรมปิโตรเคมีดังนั้น กำรตั้งโรงงำนอุตสำหกรรมปิโตรเคมีในนิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุดย่อมเป็นไปตำมหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่ำง ๆ ตำมพระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ.๒๕๓๕ เว้นแต่กำรกระท ำใด ๆ ที่อยู่ในอ ำนำจของ ผู้ว่ำกำรกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยตำมบทบัญญัติ มำตรำ ๙ แห่งพระรำชบัญญัติกำรนิคม อุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วยเหตุนี้ป้องกันมลพิษทำงทะเลที่เกิดจำก อุตสำหกรรมปิโตรเคมี กำรห้ำมมิให้ปล่อยสำรพิษต่ำง ๆ ลงในทะเล หรือกำรก ำหนดค่ำมำตรฐำน คุณภำพน้ ำ ย่อมต้องพิจำรณำบทบัญญัติต่ำง ๆ ในพระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้อ ำนำจ แก่รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงอุตสำหกรรมในกำรออกกฎกระทรวง เพื่อก ำหนดมำตรฐำนและวิธีกำร ควบคุมกำรปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้หำกโรงงำน อุตสำหกรรมปิโตรเคมีใดประกอบกิจกำรในพื้นที่นิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุด ประกอบกิจกำรขัดต่อ บทบัญญัติของกฎหมำย เช่น ไม่มีกำรบ ำบัดของเสียก่อนทิ้งจนเกิดผลกระทบต่อสภำพแวดล้อม
หน้า | 26 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ตำมบทบัญญัติมำตรำ ๓๙ แห่งพระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ.๒๕๓๕๗ ให้อ ำนำจปลัดกระทรวง อุตสำหกรรมสั่งให้หยุดประกอบกิจกำรโรงงำนทั้งหมดหรือเพียงบำงส่วนจนกว่ำจะมีกำรแก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง จำกกรณีผลกำรศึกษำโครงกำรก่อสร้ำงท่ำเรือมำบตำพุด ระยะที่ ๓ จึงว่ำ มีกำรศึกษำมำตรกำรทำงกฎหมำยเกี่ยวกับกำรก ำจัดมลภำวะจำกสำรพิษต่ำง ๆ กำรก ำหนดค่ำมำตรฐำน รวมถึงกำรก ำหนดแนวทำงกำรปฏิบัติ ก ำกับดูแล ตลอดจนสภำพบังคับหำกมีกำรฝ่ำฝืนไว้อย่ำงชัดเจน ซึ่งคำดว่ำจะควบคุมและลดมลพิษทำงทะเลที่เกิดจำกโรงงำนอุตสำหกรรมภำยใต้โครงกำรพัฒนำท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ๒.๓ กรณีศึกษาและงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการถมทะเลของประเทศต่าง ๆ และกรณีที่มีการ เปลี่ยนแปลงเส้นเขตทางทะเล และสิ่งแวดล้อมทางทะเล ๒.๓.๑ กรณีการขยายท่าเรือมาร์ทลักทู (Massvlakte 2) และสร้างหาดทราย Zandmotor (“Sand Engine”)๘ ในกำรขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู (Massvlakte 2) ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ด ำเนินกำรขยำย ท่ำเรือ Rotterdam ด้ำนตะวันตกออกไปในทะเลเหนือ (North Sea) อีก โดยเชื่อมต่อกับท่ำเรือ มำร์ทลักวัน(Massvlakte 1) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งท่ำเรือ Rotterdam ที่มีกำรถมทะเลอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ ปี ค.ศ. ๑๙๗๓ โดยได้น ำทรำยจำกพื้นท้องทะเลมำถมเป็นเกำะซึ่งมีพื้นที่ประมำณ ๒๐ ตำรำงกิโลเมตร และออกมำจำกชำยฝั่งประมำณ ๕ กิโลเมตร๙ และสร้ำงหำดทรำย Zandmotor ซึ่งเป็นโครงกำรน ำร่อง ในกำรรักษำแนวชำยของประเทศ เพื่อป้องกันน้ ำท่วม คลื่น และพำยุ รวมทั้งเป็นสถำนที่พักผ่อน ซึ่งตั้งอยู่เหนือท่ำเรือมำร์ทลักทูเล็กน้อย โดยกำรน ำทรำยมำถม และอำศัยกระบวนกำรตำมธรรมชำติ ของคลื่น ลม และกระแสน้ ำช่วยพัดพำทรำยไปเสริมตลอดแนวชำยฝั่งจนเกิดชำยหำดของประเทศ เนเธอร์แลนด์ซึ่งทั้งสองโครงกำรดังกล่ำว ท ำให้เส้นฐำน (Baseline) ตำมแนวชำยฝั่งเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งจะมีกำรแสดงกำรแปลงเปลี่ยนเส้นฐำนนั้นลงในแผนที่เดินเรือ (Nautical Chart) และเมื่อ เส้นแนวน้ ำลด ๐ เมตร ปรำกฏในแผนที่เดินเรือจะมีผลักให้แนวชำยฝั่งยื่นออกไปในทะเล โดยเฉพำะ ๗ มำตรำ ๓๙ ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนใดจงใจไม่ปฏิบัติตำมค ำสั่งของ พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ตำมมำตรำ ๓๗ โดยไม่มีเหตุอันควรหรือในกรณีที่ ปรำกฏว่ำกำรประกอบกิจกำร ของโรงงำนใดอำจจะก่อให้เกิดอันตรำย ควำมเสียหำยหรือควำมเดือดร้อน อย่ำงร้ำยแรงแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สินที่อยู่ ในโรงงำนหรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงำนให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวง มอบหมำยมีอ ำนำจสั่งให้ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนนั้นหยุดประกอบ กิจกำรโรงงำนทั้งหมดหรือบำงส่วน เป็นกำรชั่วครำว และปรับปรุงแก้ไขโรงงำนนั้นเสียใหม่หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภำยในระยะเวลำที่ก ำหนด ถ้ำผู้ ประกอบกิจกำรโรงงำนได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงำนหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภำยใน ระยะเวลำที่ก ำหนดแล้ว ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวง มอบหมำยสั่งให้ประกอบกิจกำร โรงงำนต่อไปได้ถ้ำผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงำนหรือ ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ภำยใน เวลำที่ ก ำหนด ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมำยมีอ ำนำจสั่งปิดโรงงำนได้ และในกรณีที่เป็นโรงงำนจ ำพวกที่ ๓ ให้ค ำสั่งปิดโรงงำน ดังกล่ำวมีผลเป็นกำรเพิกถอนใบอนุญำตด้วย ๘ RECENT CHANGES IN THE DUTCH BASELINE: THE INSEPARABLE CONNECTION OF HUMAN ACTIVITIES AND NATURAL PROCESSES, Leendert Dorst Hydrographic Service of the Royal Netherlands Navy [email protected] Alex Oude Elferink Netherlands Institute for the Law of the Sea of Utrecht University [email protected] Thijs Ligteringen Hydrographic Service of the Royal Netherlands Navy [email protected] (In the framework of UNCLOS, the impact of these two projects on the baseline is, in the first place, determined by Article ๕ (“Normal baseline”) ๙Maritime limits and boundaries ดูได้ที่ https://english.defensie.nl/topics/hydrography/maritime-limits-and-boundaries. The baseline and the zones change when a new 0-metre depth line appears in the nautical charts. For example, the construction of Maasvlakte 2 pushed the Dutch coastline westward. Consequently, the Netherlands gained 55 square kilometres of territorial sea.
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 27 กรณีของท่ำเรือมำร์ทลักทู (Massvlakte 2) จะมีพื้นที่ในทะเลอำณำเขตเพิ่มขึ้น ๕๕ ตำรำงกิโลเมตร ซึ่งนอกจำกจะส่งผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลของประเทศเนเธอร์แลนด์ทุกเขตแล้วยังส่งผลต่อ กำรเส้นแบ่งเขตทำงทะเลของประเทศโดยรอบ อำทิ สหรำชอำณำจักร เยอรมนี เบลเยียม อย่ำงไรก็ดี ทำงเนเธอร์แลนด์ได้ท ำกำรศึกษำผลกระทบกรณีเส้นแบ่งแดนโดยพบว่ำโครงกำรมำร์ทลักทูจะไม่ส่งผล ต่อเขตแดนทำงทะเลต่อประเทศใกล้เคียง เนื่องจำกประเทศเหล่ำนี้ได้ท ำสนธิสัญญำระหว่ำงกัน โดยก ำหนดให้กำรแบ่งเส้นเขตแดนจะยึดเอำเส้น Fixed line ซึ่งจะไม่เปลี ่ยนแปลงตำมกำรถมทะเล ที ่เกิดขึ้นในภำยหลัง ตามภาพที ่ ๑๗ ซึ่งท ำให้กรณีของกำรขยำยท่ำเรือ มำร์ทลักทูจึงไม่เกิด กำรร้องเรียนในเรื่องเส้นเขตแดนทำงทะเลของประเทศโดยรอบ ส ำหรับกำรเปลี่ยนแปลงของเส้นฐำน บริเวณ Zandmotor ไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องอำณำเขตทำงทะเล เนื่องจำกมีขนำดเล็กกว่ำ ภาพที่ ๑๗ เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของสหราชอาณาจักรและเขตทางทะเลของประเทศใกล้เคียง ที่มา : http://www.defensie.nl/english/navy/hydrographic_service
หน้า | 28 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๒.๓.๒ กรณี สิงคโปร์กับมาเลเซีย กรณีกำรถมทะเลของสิงคโปร์ สิงคโปร์นั้นเป็นประเทศที่มีกำรขยำยพื้นที่ออกไป ทำงทะเลมำอย่ำงต่อเนื่อง หำกนับตั้งแต่ปี ๑๙๗๓ สิงคโปร์มีพื้นที่เพิ่มขึ้นมำถึง ๕๑.๕ ตำรำงกิโลเมตร หรือประมำณร้อยละ ๙ ของพื้นที่ดั้งเดิมของประเทศ ตามภาพที่ ๑๘ กำรถมทะเลของสิงคโปร์นั้น ก็ส่งผลต่อเส้นทำงกำรเดินเรือขนสินค้ำที่เข้ำมำใช้บริกำรท่ำเรือของมำเลเซียในช่องแคบยะโฮร์ และมำเลเซียยังได้รับผลจำกทิศกระแสน้ ำที่เปลี่ยนท ำให้เกิดกำรกัดเซำะชำยฝั่ง ต่อมำในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ สิงคโปร์ได้ท ำกำรถมทะเลบริเวณช่องแคบยะโฮร์ ตามภาพที่ ๑๙ มำเลเซียได้ท ำกำรฟ้องไปยัง ศำลกฎหมำยทะเลระหว่ำงประเทศ (Internal Tribunal for the law of the sea) และมีกำรตกลง ประนีประนอมจัดท ำควำมตกลง โดยศำลได้พิพำกษำตำมยอมให้ Singapore ต้องจ่ำยค่ำใช้จ่ำย ในกำรสร้ำงก ำแพงกันคลื่นป้องกันกำรกัดเซำะ (Scour Protection) เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ เหรียญสิงคโปร์ และค่ำชดเชยให้แก่ชำวประมงมำเลเซียเป็นเงิน ๓๔๗,๔๐๐ ริงกิต รวมทั้งเปลี่ยนโครงสร้ำงแนวชำยฝั่ง ในกำรถมทะเลให้มีควำมโค้งมนให้มีองค์กรร่วมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องรับผิดชอบค่ำบ ำรุงรักษำ ควำมลึกของระดับน้ ำตลอดแนวกำรถมทะเล รายละเอียดตามผนวก ง ภาพที่ ๑๘ การถมทะเลขยายพื นที่ของประเทศสิงคโปร์ ที่มา : https://sandcrisis.weebly.com/international-security-threats.html
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 29 ภาพที่ ๑๙ การถมทะเลของประเทศสิงคโปร์ช่องแคบยะโฮร์ตามค้าฟ้องของมาเลเซีย ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/81909286948823243/ ๒.๓.๓ การถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าไปถมทะเลสร้างเกาะทับปะการัง รวมทั งยังได้กออสร้าง ฐานทัพทางทหารขึ นบนเกาะบางแหองที่สร้างขึ นด้วย ซึ่งนักวิชาการบางทอานถือเป็น “กิจกรรมที่ละเมิด ปฏิญญาวอาด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ พ.ศ. 2545 ระหวอางอาเซียนและจีนอยอางร้ายแรง กิจกรรมเหลอานี ท าให้สภาพแวดล้อมทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลของภูมิภาค เสียหายจนไมออาจแก้ไขได้ ฟิลิปปินส์ได้ขอให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ใสอใจข้อเรียกร้องของภูมิภาค และประชาคมโลกที่ต้องการให้สาธารณรัฐประชาชนจีนยุติกิจกรรมที่ก าลังด าเนินอยูอและปฏิบัติ ตามความในข้อ 5 ของปฏิญญาดังกลอาว” ๑๐ ๑๐ ผู้มีส่วนได้เสียในทะเลจีนใต้ หาทางแก้ไขการถมทะเลของจีนเพื่อสร้างพื้นที่และความล้มเหลวในการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง ชีวภาพ
หน้า | 30 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2016 ศาลอนุญาโตตุลาการระหวอางประเทศได้มีค าชี ขาด ในคดีพิพาทระหวอางประเทศฟิลิปปินส์และสาธารณรัฐประชาชนจีน ในคดีทะเลจีนใต้ซึ่งเป็นค าชี ขาด ประกอบไปด้วยประเด็นที่วอา ค ากลอาวอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ของจีนขัดตอออนุสัญญาสหประชาชาติ วอาด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งจีนได้รอวมลงนามไว้ และประเด็นในทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งค าตัดสินของศาล อนุญาโตตุลาการถาวรดังกลอาว กลอาวไว้อยอางชัดเจนถึงพันธกรณีในการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทางทะเล พันธกรณีในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและพันธกรณีในการใช้ความระมัดระวัง ตามสมควร๑๑ นอกจากนี ยังกระทบในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ จากการที่เรือขุดของจีน ได้ขุดทรายในหมูอเกาะสแปรตลีเพิ่มขึ นอีก 2,000 เอเคอร์ (800 เฮกตาร์ หรือ 8 ตารางกิโลเ มตร) นับตั งแตอปลายปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา โดยตัวอออนปะการังและปลาจะชอวยขยายพันธุ์แนวปะการัง ตามชายหาดที่ถูกคุกคามได้ และบริเวณนี เป็นที่อยูอของสัตว์ทะเลที่ใกล้จะสูญพันธุ์นานาชนิด เชอน หอยมือเสือ พะยูนและเตอาสายพันธุ์ตอาง ๆ รวมทั งแนวปะการัง ปะการังน าตื นก็ถูกขุดลอก เพื่อน ามาสร้างเกาะเทียมในบริเวณใกล้เคียงด้วย ๒.๓.๔ การถมทะเลของประเทศมาเลเซีย๑๒(เป็นการสร้างในทะเลอาณาเขตของที่มี ความตกลงกันแล้วเชอน ยะโฮร์ ปีนัง ไมอมีกรณีเขตแดน) โดยโครงการเกาะใหมอจุดแรกอยูอที่ยะโฮร์ ตอนใต้ สุดของประเทศตรงชอองแคบที่ตออเชื่อมกับสิงคโปร์พอดี มีชื่อวอา โครงการ Forest City นอกจากนี ยังมี โครงการโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม 3 เกาะนอกชายฝั่งตอนใต้ของเมืองจอร์จทาวน์ในรัฐปีนัง ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับโครงการเกาะปาล์ม Palm Island https://ipdefenseforum.com/th/2016/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0 %B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A 7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/ ๑๑กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล, วิเคราะห์ค าตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในคดีพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างฟิ ลิปปินส์และจีนผ่านมุมมองด้าน กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 47 ฉบับที่ 1 (2561) ดูได้ที่ http://www.aviation.go.th/airtrans/airlaw/LawOfTheSeaT.html ๑๒ มาเลเซียยกเลิกโครงการถมทะเล Melaka... - Reporter Journey ... https://www.facebook.com/reporterjourney/posts/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B 9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4% E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8 %96%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5-melakagateway%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%B 1%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0% B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99- %E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B 8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7/16219395079 78368/ และ Nikkei ASEANCanceled $10.5bn Malaysia port project plays down China role Melaka Gateway faced scrutiny amid rising number of Belt and Road deals, https://asia.nikkei.com/Business/Transportation/Canceled-10.5bn-Malaysia-port-project-plays-down-Chinarole?fbclid=IwAR3V0aSTvfJwhqgaBT16W9Mp3PkdmbPL8XfvE5g7VkYzmQw8qXZZkO8yoBA
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 31 ๒.๓.๔.๑ ฟอเรสต์ซิตี Weekend Focus: ‘มหาเธร์’ ขวางโปรเจ็กต์แสนล้าน ‘ฟอเรสต์ซิตี ’ ลั่นตอางชาติหมดสิทธิ์ซื อ - ไมอออกวีซอาให้อยูอ ๑๓ฟอเรสต์ซิตี เป็นโครงการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์โดยบริษัท Country Garden Pacificview (CGPV) ซึ่งเป็นกิจการรอวมทุน ระหวอางบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Country Garden ของจีนกับบริษัท Esplanade Danga 88 สัญชาติ มาเลเซียที่สุลตอาน อิบราฮิม อิสมาอีล แหองรัฐยะโฮร์ทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญอ โครงการนี จะใช้งบประมาณ ราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนรมิตบ้านพักและอพาร์ตเมนต์หรูขึ นบนเกาะ 4 เกาะ ซึ่งเกิดจาก การถมทะเล โดยคาดวอาจะสามารถรองรับผู้อยูออาศัยได้ถึง 700,000 คน เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2035 ด้วยระยะเวลาเดินทางจากสิงคโปร์เพียง 1 ชั่วโมง คาดวอาฟอเรสต์ซิตี จะสามารถดึงดูด ทั งนักลงทุน และพวกเศรษฐีกระเป๋าหนักซึ่งมองหาตัวเลือกราคาถูกกวอา แตอมีสิ่งอ านวยความสะดวกครบครัน ทั งสนามบิน ทอาเรือ ศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งศูนย์พักพิงผู้อพยพ ตามภาพที่ ๒๐ อยอางไรก็ตาม โครงการนี ถูกคัดค้านโดยชาวรัฐยะโฮร์สอวนหนึ่งซึ่งไมอพอใจที่ฟอเรสต์ซิตี ท าทอาจะกลายเป็น ‘อาณานิคมใหมอ’ ของจีน และยังมีเสียงเตือนจากนักอนุรักษ์วอาการถมทราย สร้างเกาะเทียมจะสองผลกระทบรุนแรงตออระบบนิเวศและการประมง ภาพที่ ๒๐ โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียมประเทศมาเลเชีย ที่มา https://mgronline.com/around/detail/9610000090052?fbclid=IwAR19gO4o3a wxryg2LKKdCxjGrnyGevFi4yCWo_QK2vFqtTbHEJQpsNCRe9U ๑๓ https://mgronline.com/around/detail/9610000090052?fbclid=IwAR19gO4o3awxryg2LKKdCxjGrnyGevFi4yCWo _QK2vFqtTbHEJQpsNCRe9U
หน้า | 32 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียมประเทศมาเลเชีย Forest City ๒.๓.๔.๒ โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม 3 เกาะนอกชายฝั่งตอนใต้ ของเมืองจอร์จทาวน์ในรัฐปีนัง (Penang South Reclamation – PSR)๑๔ โดยมาเลเซียมีโครงการ ถมทะเลสร้างเกาะใหมอเพื่อเรองพัฒนาพื นที่เศรษฐกิจใหมอ ในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับโครงการเกาะปาล์ม Palm Island ที่ดูไบ ซึ่งเน้นรูปทรงการออกแบบที่สวยงาม วางแผนก าหนดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่จะบรรจุลงในพื นที่แตอละสอวนไว้ลอวงหน้า จัดเป็นอภิโครงการด้วยมูลคอาการลงทุนระดับแสนล้านบาท ขึ น 2 จุดพร้อมๆ กันชอวงต้นเดือนกรกฎาคม 2562 นายเชา กอน เยว (Chow Kon Yeow) มุขมนตรี รัฐปีนังได้แถลงวอา กระทรวงพลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศของมาเลเซียได้อนุมัติการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Impact Assessment – EIA) ตออโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม 3 เกาะนอกชายฝั่งตอนใต้ของเมืองจอร์จ ทาวน์ในรัฐปีนัง (Penang South Reclamation – PSR) แล้ว โดยโครงการ PSR มีพื นที่รวมทั งหมด 4,500 เอเคอร์หรือ ประมาณ 190 ล้านตารางฟุต ซึ่งในเกาะดังกลอาวจะมีการสร้างเขื่อน โรงงาน ไฟฟ้าส าหรับใช้ในเกาะ เขตอุตสาหกรรม ส านักงาน และเขตที่อยูออาศัยโดยเกาะแรกที่จะเริ่มด าเนินการ มีพื นที่รวมทั งหมด 2,300 เอเคอร์ ซึ่งจะใช้เวลาถมทะเลประมาณ 3 ปี และมีคอาถมทะเลประมาณ 60 ริงกิตตออตารางฟุต โดยจะเป็นพื นที่อุตสาหกรรมคล้ายกับ The Bayan Lepas Free Industrial Zone ในขณะที่เกาะที่สองซึ่งมีพื นที่รวมทั งหมด 1,400 เอเคอร์ จะเป็นพื นที่ส าหรับธุรกิจการเงิน การบริการ ธุรกิจตอาง ๆ และการทอองเที่ยว สอวนเกาะที่สามซึ่งมีพื นที่รวมทั งหมด 800 เอเคอร์ จะเป็นพื นที่ส าหรับ อสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน รวมทั งอุตสาหกรรมการทอองเที่ยวแบบใหมอทั งนี ผู้ด าเนินโครงการ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 72 ประการ อาทิ การสร้างบ้านราคาถูกในเขต Bayan Lepas เพื่อชดเชย ให้กับชาวประมงมากกวอา 900 คน ที่ได้รับผลกระทบการปลูกปะการังเทียมเพื่อรักษาระบบนิเวศ ทางทะเล และจัดหาทรายมาจากแหลองที่เหมาะสมถูกต้อง เป็นต้น ๑๔ มาเลเซียผ่าน EIA โครงการถมทะเลในรัฐปีนัง, https://www.bangkokbanksme.com/en/malaysia-eia
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 33 ภาพที่ ๒๑ โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะเทียม 3 เกาะนอกชายฝั่งตอนใต้ของเมืองจอร์จทาวน์ในรัฐปีนัง ที่มา https://www.bangkokbanksme.com/en/malaysia-eia ๒.๔ ค้าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับขอบเขตความหมายของหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ ๒.๔.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มำตรำ ๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ บัญญัติว่ำ “กำรด ำเนินกำรใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญำตให้ผู้ใดด ำเนินกำร ถ้ำกำรนั้นอำจมีผลกระทบต่อ ทรัพยำกรธรรมชำติ คุณภำพสิ่งแวดล้อม สุขภำพ อนำมัย คุณภำพชีวิต หรือส่วนได้เสียส ำคัญอื่นใด ของประชำชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่ำงรุนแรง รัฐต้องด ำเนินกำรให้มีกำรศึกษำและประเมิน ผลกระทบต่อคุณภำพสิ่งแวดล้อมและสุขภำพของประชำชนหรือชุมชน และจัดให้มีกำรรับฟัง ควำมคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชำชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อน ำมำประกอบกำร พิจำรณำด ำเนินกำรหรืออนุญำตตำมที่กฎหมำยบัญญัติ มำตรำ ๑๗๘ พระมหำกษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระรำชอ ำนำจในกำรท ำหนังสือสัญญำ สันติภำพ สัญญำสงบศึก และสัญญำอื่นกับนำนำประเทศหรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ หนังสือสัญญำใดมีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอำณำเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอ ำนำจตำมหนังสือสัญญำหรือตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศ หรือจะต้องออกพระรำชบัญญัติเพื่อให้กำรเป็นไปตำมหนังสือสัญญำ และหนังสือสัญญำอื่นที่อำจมี ผลกระทบต่อควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจ สังคม หรือกำรค้ำหรือกำรลงทุนของประเทศอย่ำงกว้ำงขวำง ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ ในกำรนี้ รัฐสภำต้องพิจำรณำให้แล้วเสร็จภำยในหกสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับเรื่อง หำกรัฐสภำพิจำรณำไม่แล้วเสร็จภำยในก ำหนดเวลำดังกล่ำว ให้ถือว่ำรัฐสภำ ให้ควำมเห็นชอบ
หน้า | 34 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หนังสือสัญญำอื่นที่อำจมีผลกระทบต่อควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจ สังคม กำรค้ำ กำรลงทุน ของประเทศอย่ำงกว้ำงขวำงตำมวรรคสอง ได้แก่ หนังสือสัญญำเกี่ยวกับกำรค้ำเสรีเขตศุลกำกรร่วม หรือกำรให้ใช้ทรัพยำกรธรรมชำติ หรือท ำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยำกรธรรมชำติทั้งหมด หรือบำงส่วน หรือหนังสือสัญญำอื่นตำมที่กฎหมำยบัญญัติให้มีกฎหมำยก ำหนดวิธีกำรที่ประชำชน จะเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรแสดงควำมคิดเห็นและได้รับกำรเยียวยำที่จ ำเป็นอันเกิดจำกผลกระทบ ของกำรท ำหนังสือสัญญำตำมวรรคสำมด้วย เมื่อมีปัญหำว่ำหนังสือสัญญำใดเป็นกรณีตำมวรรคสองหรือวรรคสำมหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศำลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ศำลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค ำขอ ๒.๔.๒ ค้าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๑/๔๒๑๕ ค ำว่ำ “หนังสือสัญญำ” แม้จะมิได้บัญญัติควำมหมำยไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อำจกล่ำวได้ว่ำ หนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ มีควำมหมำยครอบคลุม ไปถึงควำมตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยท ำขึ้นกับนำนำประเทศหรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ หนังสือสัญญำดังกล่ำวต้องมีลักษณะเป็นสัญญำที่ท ำขึ้นเป็นหนังสือ และเป็นสัญญำที่อยู่ภำยใต้บังคับ ของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ กล่ำวถึง “หนังสือสัญญำสันติภำพ สัญญำสงบศึก และสัญญำอื่น” ดังนั้นค ำว่ำ “สัญญำอื่น” ย่อมหมำยถึง หนังสือสัญญำที่ท ำกับนำนำประเทศหรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ ซึ่งต้องอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำย ระหว่ำงประเทศเช่นเดียวกับหนังสือสัญญำสันติภำพและหนังสือสัญญำสงบศึก จะเป็นหนังสือสัญญำ ภำยใต้บังคับของกฎหมำยภำยในของประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้ เมื่อได้ควำมว่ำหนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ หมำยถึงสัญญำหรือควำมตกลงที่อยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ จึงจ ำเป็นต้องพิจำรณำว่ำ สัญญำหรือควำมตกลงระหว่ำงประเทศตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศนั้น มีลักษณะประกำรใดบ้ำง ตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศที่เกี่ยวกับสนธิสัญญำหรือควำมตกลงระหว่ำงประเทศ ซึ่งมีที่มำจำกจำรีต ประเพณีและแนวปฏิบัติของนำนำประเทศที่ได้ยึดถือกันมำเป็นเวลำช้ำนำน จนกระทั่งได้มีกำรจัดท ำ ประมวลเป็นอนุสัญญำขึ้นมำภำยในกรอบของกำรประชุมสหประชำชำติ ได้แก่ อนุสัญญำกรุงเวียนนำ ว่ำด้วยกฎหมำยสนธิสัญญำ ค.ศ. ๑๙๖๙ และอนุสัญญำกรุงเวียนนำว่ำด้วยกฎหมำยสนธิสัญญำระหว่ำงรัฐ และองค์กำรระหว่ำงประเทศ หรือระหว่ำงองค์กำรระหว่ำงประเทศ ค.ศ. ๑๙๘๖ อนุสัญญำทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนำนำประเทศ ได้ก ำหนดลักษณะของสนธิสัญญำหรือควำมตกลงระหว่ำงประเทศไว้ว่ำ “สนธิสัญญำ” ตำมอนุสัญญำทั้งสองฉบับหมำยถึง “ควำมตกลงระหว่ำงประเทศที่ท ำขึ้นเป็นหนังสือ ระหว่ำงรัฐต่ำงๆ หรือระหว่ำงรัฐกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ หรือระหว่ำงองค์กำรระหว่ำงประเทศ ด้วยกัน และอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ ไม่ว่ำจะท ำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือสองฉบับ หรือหลำยฉบับผนวกเข้ำด้วยกัน และไม่ว่ำจะเรียกชื่ออย่ำงไร” ควำมหมำยของ “สนธิสัญญำ”ตำมอนุสัญญำ ทั้งสองฉบับดังกล่ำวจึงครอบคลุมถึงควำมตกลงระหว่ำงประเทศทุกรูปแบบ เช่น สนธิสัญญำ อนุสัญญำ ควำมตกลง ข้อตกลง หนังสือแลกเปลี่ยน พิธีสำร กรรมสำรทั่วไป กรรมสำรสุดท้ำย เป็นต้น ดังนั้น ค ำว่ำ ๑๕ยออค าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2542 http://appthca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=jud&year=2542&lawPath=cc_23226
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 35 “หนังสือสัญญำ” ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ หมำยถึง ควำมตกลง ระหว่ำงประเทศที่ประเทศไทยได้ท ำขึ้นเป็นหนังสือกับนำนำประเทศ หรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ โดยมีควำมมุ่งหมำยเพื่อให้เกิดผลผูกพันทำงกฎหมำยระหว่ำงกันตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศ ไม่ว่ำควำมตกลงนั้นจะจัดท ำขึ้นในรูปแบบใดและใช้ชื่ออย่ำงไร และมีควำมหมำยเช่นเดียวกับค ำว่ำ “สนธิสัญญำ” ดังที่กล่ำวแล้ว โดยมีลักษณะ คือ ๑. ท ำขึ้นระหว่ำงรัฐ หรือระหว่ำงรัฐกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ หรือระหว่ำงองค์กำร ระหว่ำงประเทศด้วยกันเอง ๒. ควำมตกลงนั้นต้องท ำเป็นหนังสือ ๓. เป็นควำมตกลงสองฝ่ำยหรือหลำยฝ่ำยที่มีเจตนำก่อให้เกิดพันธะผูกพันทำงกฎหมำย ๔. ควำมตกลงนั้นต้องอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ เมื่อหนังสือแจ้งควำมจ ำนงขอรับควำมช่วยเหลือทำงวิชำกำรและกำรเงินที่รัฐบำลไทย มีไปถึงกองทุนกำรเงินระหว่ำงประเทศ เป็นหนังสือสัญญำที่จะต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ ตำมมำตรำ ๒๒๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๔๐ หรือไม่ เป็นปัญหำเกี่ยวกับอ ำนำจหน้ำที่ขององค์กรตำมรัฐธรรมนูญตำมมำตรำ ๒๖๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย ศำลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจำรณำวินิจฉัยได้ ศำลรัฐธรรมนูญพิจำรณำแล้วมีควำมเห็นว่ำ หนังสือแจ้งควำมจ ำนงขอรับควำม ช่วยเหลือทำงวิชำกำรและกำรเงินที่รัฐบำลไทยมีไปถึงกองทุนกำรเงินระหว่ำงประเทศนั้น ไม่มีลักษณะ เป็นสนธิสัญญำหรือหนังสือสัญญำตำมมำตรำ ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เนื่องจำกเป็นกำรด ำเนินกำรเพียงฝ่ำยเดียวของรัฐบำลไทยเพื่อขอใช้สิทธิของตนในฐำนะที่เป็นรัฐสมำชิก ในกำรขอใช้ทรัพยำกรทั่วไปของกองทุนกำรเงินระหว่ำงประเทศ และกองทุนก็ไม่ได้มีหนังสือตอบรับ ตำมรูปแบบของควำมตกลงระหว่ำงประเทศ อีกทั้งกองทุนเองก็ไม่ถือว่ำหนังสือแจ้งควำมจ ำนง เป็นหนังสือขอท ำควำมตกลงที่ทั้งสองฝ่ำยต้องกำรให้เกิดผลผูกพันกันตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศ ดังนั้น หนังสือแจ้งควำมจ ำนงขอรับควำมช่วยเหลือทำงวิชำกำรและกำรเงินที่รัฐบำลไทยมีไปถึงกองทุน กำรเงินระหว่ำงประเทศ จึงไม่เป็นหนังสือสัญญำตำมมำตรำ ๒๒๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงไม่ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำแต่อย่ำงใด ๒.๔.๓ ค้าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๓/๔๓๑๖ ประเทศไทยได้ร่วมลงนำมในอนุสัญญำว่ำด้วยควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนำยน ๒๕๓๕ ในครำวประชุมสหประชำชำติว่ำด้วยสิ่งแวดล้อมและกำรพัฒนำ ณ กรุงริโอเดอจำเนโร ประเทศบรำซิลโดยมีผู้แทนรัฐบำลของประเทศต่ำง ๆ ร่วมลงนำมทั้งหมด ๑๕๗ ประเทศแต่กำรลงนำมดังกล่ำว จะมีผลผูกพันต่อเมื่อประเทศไทยได้ให้สัตยำบันแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงได้มอบหมำยให้หน่วยงำน ที่เกี่ยวข้องพิจำรณำก่อนกำรให้สัตยำบันอนุสัญญำ ปรำกฏว่ำหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องต่ำงมีควำมเห็น แตกต่ำงกันว่ำอนุสัญญำเป็นหนังสือสัญญำที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอ ำนำจแห่งรัฐ หรือจะต้อง ออกพระรำชบัญญัติ เพื่อให้กำรเป็นไปตำมสัญญำซึ่งมีปัญหำว่ำ ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ วรรคสองหรือไม่ ๑๖ สรุปค าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่๓๓/๒๕๔๓http://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/file_import/centerlaw33_43.pdf
หน้า | 36 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ค ำว่ำ “หนังสือสัญญำ” แม้จะมิได้บัญญัติควำมหมำยไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อำจกล่ำวได้ว่ำ หนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ มีควำมหมำยครอบคลุม ถึงควำมตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยท ำขึ้นกับนำนำประเทศหรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ โดยมี ควำมมุ่งหมำยเพื่อให้เกิดผลผูกพันทำงกฎหมำยระหว่ำงกันตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศ หนังสือสัญญำ ดังกล่ำวต้องมีลักษณะที่ท ำขึ้นเป็นหนังสือและเป็นสัญญำที่อยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ โดยที่รัฐธรรมนูญ มำตรำ ๒๒๔ กล่ำวถึง หนังสือสัญญำสันติภำพ สัญญำสงบศึกและสัญญำอื่น ดังนั้น ค ำว่ำ “สัญญำอื่น” ย่อมหมำยถึง หนังสือสัญญำที่ท ำกับนำนำประเทศ หรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ ซึ่งต้องอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศเช่นเดียวกับหนังสือสัญญำสันติภำพและหนังสือ สัญญำสงบศึกจะเป็นหนังสือสัญญำภำยใต้บังคับของกฎหมำยภำยในของประเทศใดประเทศหนึ่งมิได้ ดังนั้น อนุสัญญำว่ำด้วยควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ จึงเป็นหนังสือสัญญำตำมควำมหมำยของรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มำตรำ ๒๒๔ เมื่ออนุสัญญำมีข้อก ำหนดว่ำ “ภำคีคู่สัญญำแต่ละฝ่ำยจะพยำยำมสร้ำงสภำพกำรณ์ เอื้ออ ำนวยต่อกำรเข้ำถึงทรัพยำกรพันธุกรรมโดยภำคีคู่สัญญำอื่นๆ เพื่อกำรใช้ประโยชน์ที่ไม่มีผลกระทบ สิ่งแวดล้อม และจะพยำยำมไม่ก ำหนดข้อจ ำกัดซึ่งขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของอนุสัญญำฯ เท่ำกับ เป็นกำรเปลี่ยนแปลงเขตอ ำนำจแห่งรัฐในกำรใช้ทรัพยำกรพันธุกรรมของตน ซึ่งเดิมมีอ ำนำจอธิปไตย อย่ำงสมบูรณ์ และขอบเขตของอนุสัญญำฯ มำตรำ ๔ ก ำหนดว่ำ (๑) ในกรณีองค์ประกอบของควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพให้อนุสัญญำฯ ใช้บังคับ ภำยในพื้นที่ที่อยู่ในเขตอ ำนำจของรัฐภำคี (๒) ในกรณีกรรมวิธีและกิจกรรมซึ่งด ำเนินกำรภำยใต้อ ำนำจหรือกำรควบคุมของรัฐภำคี ไม่ว่ำจะมีผลกระทบเกิดขึ้น ณ ที่ใดให้อนุสัญญำฯ ใช้บังคับทั้งภำยในและนอกเขตอ ำนำจดังกล่ำว ดังนั้น กำรเข้ำเป็นภำคีอนุสัญญำฯ จะมีผลกระทบต่อกำรใช้ประโยชน์และกำรแบ่งปันผลประโยชน์ ที่ได้จำกกำรใช้ทรัพยำกรพันธุกรรมระหว่ำงประเทศไทยกับรัฐภำคีอื่น เป็นกำรให้สิทธิและกำรถูกจ ำกัด สิทธิไปพร้อมกัน ซึ่งจะต้องมีกำรออกกฎหมำยหรือปรับปรุงกฎหมำยภำยในที่ใช้บังคับอยู่ให้สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์หลักกำรและขอบเขตของอนุสัญญำฯ เห็นได้ว่ำเป็นกำรเปลี่ยนแปลงเขตอ ำนำจแห่งรัฐ ในกำรใช้ทรัพยำกรพันธุกรรม และเป็นหนังสือสัญญำที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตอ ำนำจแห่งรัฐ ซึ่งจะต้อง ได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ
คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 37 ๒.๔.๔ ค้าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖ - ๗/๒๕๕๑๑๗ ประธำนวุฒิสภำ และประธำนสภำผู้แทนรำษฎร ได้ส่งควำมเห็นของสมำชิกวุฒิสภำ และสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร ขอให้ศำลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขำด เกี่ยวกับค ำแถลงกำรณ์ร่วมไทย -กัมพูชำ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนำยน ๒๕๕๑ ว่ำเป็นหนังสือสัญญำที่ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ ตำมรัฐธรรมนูญ มำตรำ ๑๙๐ หรือไม่ โดยค ำแถลงกำรณ์ร่วมไทย - กัมพูชำ หรือ Joint Communique นี้ สนับสนุนกัมพูชำขึ้นทะเบียนปรำสำทพระวิหำรเป็นมรดกโลก ศำลรัฐธรรมนูญได้ก ำหนดประเด็นวินิจฉัย ชี้ขำด ๒ ประเด็น คือ เป็นหนังสือสัญญำหรือไม่ และหำกเป็นหนังสือสัญญำแล้ว ถือเป็นหนังสือสัญญำ ตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ วรรคสอง ที่ต้องผ่ำนกำรเห็นชอบ จำกรัฐสภำหรือไม่ ประเด็นที่ ๑ ค ำแถลงกำรณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ หรือไม่ โดยศำลพิจำรณำแล้วเห็นว่ำ ค ำว่ำ "หนังสือสัญญำ" ตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ หมำยถึงควำมตกลงระหว่ำงประเทศทุกรูปแบบที่ จัดท ำขึ้นระหว่ำงประเทศไทยกับต่ำงประเทศ หรือ องค์กำรระหว่ำงประเทศในรูปแบบที่เป็นลำยลักษณ์อักษร และอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำยระหว่ำงประเทศ ไม่ว่ำจะบันทึกในเอกสำรฉบับเดียวหรือหลำยฉบับ และไม่ว่ำจะเรียกชื่อว่ำอย่ำงไร อันเป็นควำมหมำยตรงกับค ำว่ำ "treaty" ตำมอนุสัญญำกรุงเวียนนำว่ำ ด้วยกฎหมำยสนธิสัญญำ ค.ศ. ๑๙๖๙ และตรงกับที่ศำลรัฐธรรมนูญเคยมีค ำวินิจฉัยไว้แล้ว ในค ำวินิจฉัย ที่ ๑๑/๒๕๔๒ และค ำวินิจฉัยที่ ๓๓/๒๕๔๓ ค ำแถลงกำรณ์ร่วมดังกล่ำว ประกอบด้วยกำรกระท ำระหว่ำงรัฐต่อรัฐ เป็นลำยลักษณ์อักษร โดยผู้มีอ ำนำจ ท ำหนังสือสัญญำของทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งปกติค ำแถลงกำรณ์ร่วมที่ไม่ต้องกำรให้มีผล ทำงกฎหมำยนั้นไม่มีควำมจ ำเป็นต้องลงนำม แต่ในแถลงกำรณ์ร่วมดังกล่ำวกลับมีรัฐมนตรีว่ำกำร กระทรวงกำรต่ำงประเทศ เป็นผู้ลงนำม นอกจำกนี้ยังมีควำมมุ่งหวังให้เกิดผลทำงกฎหมำย โดยพิจำรณำ จำกพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ำยจัดท ำแผนบริหำรจัดกำรพื้นที่ร่วมกัน ค ำแถลงกำรณ์ร่วม จึงเข้ำองค์ประกอบ ของลักษณะควำมตกลงระหว่ำงประเทศ โดยที่ทั้ง ๒ ฝ่ำย ต่ำงสงวนสิทธิซึ่งกันและกัน เมื่อค ำแถลงกำรณ์ ดังกล่ำวไม่ได้ก ำหนดให้อยู่ภำยใต้กฎหมำยภำยในของรัฐใดรัฐหนึ่ง จึงต้องอยู่ภำยใต้บังคับของกฎหมำย ระหว่ำงประเทศ เมื่อแถลงกำรณ์ดังกล่ำวเป็นข้อตกลงจำกกำรประชุมร่วมกันระหว่ำงผู้ที่มีอ ำนำจ ท ำควำมตกลงผูกพันประเทศไทย และกัมพูชำได้ จึงเข้ำข่ำยหนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ ประเด็นที่ ๒ หำกค ำแถลงกำรณ์ร่วมไทย - กัมพูชำ หรือ Joint Communique เป็นหนังสือสัญญำแล้ว ถือเป็นหนังสือสัญญำตำมรัฐธรรมนูญตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ วรรคสอง ที่ต้องผ่ำนกำรเห็นชอบจำกรัฐสภำหรือไม่ โดยศำลพิจำรณำแล้ว เห็นว่ำ มำตรำ ๑๙๐ วรรคสอง ได้บัญญัติถึงหนังสือสัญญำ ๕ ประเภท ที่ต้องได้รับควำมเห็นชอบ จำกรัฐสภำ เนื่องจำกเป็นหนังสือสัญญำที่มีควำมส ำคัญ สมควรได้รับกำรพิจำรณำโดยรอบคอบ จำกคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ำยบริหำรและรัฐสภำที่เป็นฝ่ำยนิติบัญญัติ และเป็นตัวแทนของประชำชน ที่เป็นเจ้ำของอ ำนำจอธิปไตย ๑๗ค าวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ วันที่ ๘ กรกฎำคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ดูได้ที่ https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=2311