The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-11-14 18:48:34

รายงาน การพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการถมทะเล ตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

กมธ.1

หน้า | 38 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ส ำหรับแถลงกำรณ์ร่วมฯ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนำยน พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้จะไม่ได้ปรำกฏ สำระส ำคัญชัดเจนว่ำ เป็นหนังสือสัญญำที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อันเป็นอำณำเขตของประเทศไทย ก็ตำม แต่เมื่อพิจำรณำข้อบททั้งหมดในค ำแถลงกำรณ์ร่วมฯ ประกอบแผนที่หรือแผนผังแนบท้ำย ซึ่งจัดท ำโดยประเทศกัมพูชำเพียงฝ่ำยเดียว จะเห็นได้ชัดเจนว่ำ แผนที่ดังกล่ำวได้กล่ำวอ้ำงถึงพื้นที่ N ๑, N ๒, และ N ๓ โดยไม่ได้ก ำหนดเขตของพื้นที่ดังกล่ำวให้ชัดเจนว่ำ ครอบคลุมส่วนใดของประเทศใด เป็นจ ำนวนเท่ำใด ซึ่งเป็นกำรสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอำณำเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหำ ละเอียดอ่อน และอำจก่อให้เกิดข้อพิพำทระหว่ำงประเทศต่อไปในภำยหน้ำได้ นอกจำกนี้ กำรที่ประเทศกัมพูชำเสนอขึ้นทะเบียนปรำสำทพระวิหำรเป็นมรดกโลกนั้น มีควำมเป็นมำทำงประวัติศำสตร์ ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องของเส้นเขตแดน และขอบเขต ที่ปรำสำทตั้งอยู่ ทั้งประเด็นทำงกำรเมือง และด้ำนสังคม กำรที่รมว.กำรต่ำงประเทศ เจรจำกับประเทศกัมพูชำ ก่อนที่จะมีกำรลงนำมในแถลงกำรณ์ร่วมฯ นั้น เล็งเห็นได้ว่ำ หำกลงนำมค ำแถลงกำรณ์ร่วมฯไปก็อำจก่อให้เกิด ควำมแตกแยกกันทำงด้ำนควำมคิดเห็น ของคนในสังคมทั้ง ๒ ประเทศ อีกทั้งอำจก่อให้เกิดวิกฤต แก่ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประเทศไทย - กัมพูชำ อันส่งผลกระทบต่อควำมมั่นคงทำงสังคมอย่ำงกว้ำงขวำง ค ำแถลงกำรณ์ร่วมไทย - กัมพูชำ หรือ Joint Communique กรณีประสำทพระวิหำร สนับสนุนกัมพูชำ ขึ้นทะเบียนปรำสำทพระวิหำรเป็นมรดกโลก ลงวันที่ ๑๘ มิถุนำยน ๑๕๕๐ เป็นหนังสือสัญญำ ที่อำจมีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตประเทศไทย จึงเป็นหนังสือตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ วรรคสอง ที่ต้องผ่ำนควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ ทั้งยังมีผลกระทบ ต่อควำมมั่นคงทำงสังคมของประเทศอย่ำงกว้ำงขวำงจึงต้องรับควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มำตรำ ๑๙๐ วรรคสอง ๒.๕ การใช้แบบจ้าลองกายภาพ (Physical model) ในการวิเคราะห์ผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมจากการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น ท่าเทียบเรือ และการถมทะเล แบบจ้าลองกายภาพคืออะไร แบบจ ำลองกำยภำพหรือ Physical model เป็นกำร ซึ่งเป็นกำร “ย่อ” ขนำดของโครงสร้ำง จริงลงมำในอัตรำส่วนที่เหมำะสม เพื่อให้สำมำรถก่อสร้ำงลงในแอ่งคลื่น (Wave basin) ซึ่งมีกำรติดตั้ง เครื่องก ำเนิดคลื่นและเซนเซอร์วัดคลื่นต่ำง ๆ ไว้ในแอ่งคลื่นเพื่อท ำกำรตรวจวัดและน ำผลต่ำง ๆ ไปวิเครำะห์ต่อไป ส่วนแบบจ ำลองคณิตศำสตร์คือกำรใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกำรค ำนวณ ด้วยสมกำรคณิตศำสตร์ ประโยชน์ของแบบจ้าลองกายภาพ กำรใช้แบบจ ำลองกำยภำพจะสำมำรถช่วยในกำรวิเครำะห์กำรเปลี่ยนแปลงชำยฝั่งที่เกิดขึ้น จำกกำรก่อสร้ำงโครงสร้ำงชำยฝั่งประเภทต่ำง ๆ เพื่อให้สำมำรถวำงแผนหรือก ำหนดมำตรกำรเพื่อลด ผลกระทบหรือป้องกันกำรเกิดผลกระทบดังกล่ำว กำรใช้แบบจ ำลองกำยภำพวิเครำะห์กำรก่อสร้ำงเขื่อนกันคลื่น ท่ำเทียบเรือและกำรถมทะเลนั้น ผลที่ได้รับจำกกำรใช้แบบจ ำลองจะท ำให้ทรำบถึงข้อมูลต่ำง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. กำรเปลี่ยนแปลงชำยฝั่งบริเวณข้ำงเคียง ๒. ผลกระทบจำกกำรเปลี่ยนแปลงของกำรเลี้ยวเบนของคลื่นกับปลำยเขื่อนกันคลื่น


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 39 ๓. ประสิทธิภำพในกำรก ำบังคลื่นของเขื่อนกันคลื่นที่สร้ำงใหม่ เพื่อให้ทรำบว่ำเขื่อนกันคลื่น ที่สร้ำงขึ้นนั้น จะสำมำรถกันคลื่นให้กับท่ำเทียบเรือได้อย่ำงมีประสิทธิภำพแค่ไหน ๔. ผลกระทบกับท่ำเทียบเรือด้ำนใน เนื่องจำกบำงครั้งคลื่นที่ปะทะกับปลำยเขื่อนกันคลื่น จะเกิดกำรเลี้ยวเบน ท ำให้ควำมสูงคลื่นในบำงบริเวณเพิ่มมำกขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำรจอดเรือ และล ำเลียงสินค้ำ ข้อดีของแบบจ้าลองทางกายภาพ ๑. สำมำรถจ ำลองเหตุกำรณ์ได้จริง ได้ไม่ต้องมีควำมรู้ด้ำนวิศวกรรมชำยฝั่งหรือไม่ต้องเชี่ยวชำญ สมกำรคณิตศำสตร์ ๒. แบบจ ำลองกำยภำพมีควำมถูกต้องแม่นย ำกว่ำแบบจ ำลองคณิตศำสตร์ ถึงแม้ปัจจุบันจะมี สมกำรคณิตศำสตร์ใช้อธิบำยปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ แต่สมกำรคณิตศำสตร์ดังกล่ำวนั้นไม่มีควำมถูกต้อง อย่ำงสมบูรณ์ เพรำะยังมีปรำกฏกำรณ์อีกมำกมำยที่สมกำรทำงคณิตศำสตร์ยังอธิบำยไม่ได้ กำรใช้ แบบจ ำลองกำยภำพมีจุดเด่นคือ ไม่จ ำเป็นต้องค ำนึงถึงสมกำรใดๆ ตัวอย่ำงเช่น สมกำรคณิตศำสตร์ พื้นฐำนของคลื่นที่ได้สมมติให้อนุภำคของน้ ำไม่หมุนควงขณะเคลื่อนที่ ซึ่งสมมติฐำนนี้ไม่เป็นควำมจริง จึงหมำยควำมว่ำ แม้แต่สมกำรพื้นฐำนของของคลื่นยังไม่มีควำมถูกต้อง กำรค ำนวณอื่น ๆ ที่ซับซ้อนกว่ำ ก็ย่อมไม่ถูกต้องด้วย ๓. สำมำรถเห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ สำมำรถเข้ำใจได้ง่ำยว่ำจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้น ๔. กำรประยุกต์ใช้แบบจ ำลองกำยภำพ จะต้องเป็นหลัก และเสริมด้วยแบบจ ำลองคณิตศำสตร์ เพื่อเติมเต็มข้อด้อยของแบบจ ำลองแต่ละประเภท หำกใช้แต่แบบจ ำลองคณิตศำสตร์เพียงอย่ำงเดียว ก็จะท ำให้เกิดควำมผิดพลำดโดยเฉพำะโครงกำรขนำดใหญ่ที่อำจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อย่ำงมำก เช่น โครงกำรถมทะเล โครงกำรก่อสร้ำงเขื่อนกันคลื่นขนำดใหญ่ กำรใช้แบบจ ำลองคณิตศำสตร์นั้น มีตัวแปรมำกมำย สมมติฐำนมำกมำย อำจท ำให้ผลกำรจ ำลองนั้นมีควำมถูกต้องต่ ำ ๕. ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีสถำบันไหนที่มีแบบจ ำลองกำยภำพที่สำมำรถจ ำลองคลื่น ให้เสมือนจริงได้ เนื่องจำกคลื่นในทะเลต้องเป็นแบบ Irregular wave กำรที่มีแบบจ ำลองกำยภำพ จะสำมำรถพัฒนำประเทศได้อีกมำก ช่วยลดผลกระทบต่ำงๆ และท ำให้โครงกำรที่ต้องกำรศึกษำนั้น มีควำมถูกต้อง แข็งแรง และยั่งยืน ข้อด้อยของแบบจ้าลองทางกายภาพ ๑. ใช้พื้นที่ในกำรก่อสร้ำง ใช้งบประมำณสูงในกำรติดตั้งเครื่องตีคลื่น เซนเซอร์ต่ำง ๆ ๒. กำรท ำกำรจ ำลองด้วยแบบจ ำลองกำยภำพในแต่ละครั้งอำจใช้เวลำหลำยเดือน เพรำะต้องมี กำรย่อส่วนทุกองค์ประกอบ ในกรณีที่จะจ ำลองผลกระทบของท่ำเทียบเรือ ก็ต้องมีกำรปั้นก้อนหินแต่ละก้อน มีกำรหำเม็ดพลำสติกเพื่อจ ำลองเป็นมวลทรำย ต้องมีกำรย่อส่วนพื้นท้องทะเลให้มีควำมลำดชัน คล้ำยคลึงกับสภำพธรรมชำติ ๓. ค่ำใช้จ่ำยสูงในกำรจ ำลองแต่ละครั้งสูงมำก เนื่องจำกเกี่ยวข้องกับแรงงำนมนุษย์จ ำนวนมำก ๔. ไม่ยืดหยุ่น ถ้ำหำกก่อสร้ำงย่อส่วนผิดพลำด อำจต้องรื้อส่วนอื่น ๆ ด้วย


หน้า | 40 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๕. ไม่สำมำรถจ ำลอง ในแนวแกน Z ได้ กำรย่อส่วนจะย่อได้ถูกต้องเพียงในแนวแกน X และแกน Y เช่นหำกต้องกำรจ ำลองพื้นที่กว้ำง ๑๐๐ เมตร ลึก ๑ เมตร ด้วยอัตรำส่วน ๑ : ๑๐๐ ดังนั้น เมื่อย่อแล้วในแนวระนำบจะเหลือ ๑ เมตร แต่ในแนวดิ่งจะเหลือเพียง ๐.๐๑ เมตร ซึ่งไม่สำมำรถ น ำไปวิเครำะห์ได้ ดังนั้นแบบจ ำลองกำยภำพมักถูกใช้กับงำนที่ไม่จ ำเป็นต้องพิจำรณำในแนวดิ่ง ๖. ไม่สำมำรถจ ำลองสิ่งที่ตำมองไม่เห็น เช่น ในกรณีกำรจ ำลอง BOD หรือกำรแพร่กระจำย ของตะกอน หรือกำรแพร่ของน้ ำหล่อเย็น ภาพที่ ๒๒ แบบจ้าลองทางกายภาพ


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 41 บทที่ ๓ วิธีการและการด้าเนินการพิจารณาศึกษา กำรพิจำรณำศึกษำ ผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด คณะผู้ศึกษำได้ก ำหนดวิธีกำรพิจำรณำศึกษำ ระเบียบวิธีวิจัย (methodology) เพื่อให้ กำรศึกษำบรรลุวัตถุประสงค์ที่วำงไว้ ซึ่งคณะผู้ศึกษำใช้วิธีกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) โดยมีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ ประกอบด้วย รูปแบบ วิธีกำร รวบรวมข้อมูล กำรสร้ำงเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล และวิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล โดยกำรศึกษำ เชิงคุณภำพนี้ คณะผู้ศึกษำได้ใช้วิธีกำรอันประกอบด้วย ๑) กำรวิจัยเชิงเอกสำร (Documentary Research) ๒) กำรสัมภำษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชำญและผู้ทรงคุณวุฒิจำกหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง (In - depth Interview) ๓) กำรลงส ำรวจพื้นที่โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด เพื่อรวบรวมข้อมูล ที่ได้จำกกำรสังเกตกำรณ์ กำรบรรยำยสรุปและจำกกำรตอบข้อซักถำมเชิงลึกจำกหน่วยงำน ผู้ปฏิบัติงำน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ส ำหรับกำรน ำเสนอระเบียบวิธีกำรวิจัยนั้น คณะผู้ศึกษำได้ก ำหนดกรอบและขอบเขต ของกระบวนกำรวิจัย รวมทั้งได้ด ำเนินกำรศึกษำรวบรวมข้อมูลและข้อสังเกตต่ำง ๆ มีรำยละเอียดดังนี้ ๓.๑ รูปแบบการศึกษา กำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) ในครั้งนี้ ผู้ศึกษำเลือกใช้วิธีกำรเก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้เทคนิคกำรสัมภำษณ์แบบเจำะลึก (In-depth Interview) แบบกึ่งมีโครงสร้ำง (Semi Structure interview) เพื่อให้ได้มำซึ่งค ำตอบที่เป็นควำมจริงตรงกับวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ทั้งนี้ กำรสัมภำษณ์เจำะลึก ไม่ใช่กำรซักถำมประเด็นหรือกำรสัมภำษณ์รำยละเอียดด้วยค ำถำมที่จัดไว้ เป็นจ ำนวนมำกมำยหลำกข้อ แต่เป็นกำรซักถำมประเด็นหลักที่ผู้ศึกษำก ำหนดไว้เพียงไม่กี่ข้อเพื่อใช้ เป็นแนวทำงในกำรสัมภำษณ์ และกำรติดตำมซักถำมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดควำมชัดเจนและได้ใจควำม ในประเด็นที่ส ำคัญที่คณะผู้ศึกษำจะสำมำรถน ำข้อมูลมำวิเครำะห์ สังเครำะห์ได้ ส ำหรับกำรศึกษำจำกเอกสำร ผู้ศึกษำได้ค้นคว้ำจำก รำยงำนผลกำรศึกษำ และข้อมูลต่ำง ๆ เพื่อน ำไปสู่ค ำตอบ วิเครำะห์ข้อมูลเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ อย่ำงเป็นระบบและเชื่อมโยง แนวคิดที่เกี่ยวข้องกันตำมวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ โดยอำศัยข้อมูลที่ได้มำสนับสนุนในส่วนที่เป็น กำรสัมภำษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จำกผู้เชี่ยวชำญและผู้ทรงคุณวุฒิจำกหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนข้อมูลที่ได้จำกกำรสังเกตกำรณ์ กำรบรรยำยสรุปและจำกกำรตอบข้อซักถำมเชิงลึก ของหน่วยงำน ผู้ปฏิบัติงำนและผู้ที่เกี่ยวข้อง จำกกำรลงส ำรวจพื้นที่โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด


หน้า | 42 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๓.๒ การก้าหนดผู้ให้ข้อมูลส้าคัญ (Key Informants) กำรก ำหนดผู้ให้ข้อมูลส ำคัญในกำรศึกษำ ผู้ศึกษำได้เสนอชื่อหน่วยงำนที่จะให้ข้อมูลในกำรสัมภำษณ์ แบบเชิงลึก (In-depth interview) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชำญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้องจำกทั้งภำครัฐ และภำคเอกชน ตำมวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดที่ตั้งไว้ กำรสัมภำษณ์เป็นกำรสัมภำษณ์เชิงลึก (In-depth interview) แบบกึ่งมีโครงสร้ำง (Semi Structure interview) ที่ผู้ศึกษำสร้ำงรูปแบบขึ้น ตำมวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำเพื่อใช้เก็บข้อมูล ท ำกำรแจ้งวัตถุประสงค์พร้อมทั้งรำยละเอียด ของกำรศึกษำให้ผู้ให้ข้อมูลทรำบ ในกำรสัมภำษณ์ผู้ศึกษำจะใช้กำรสัมภำษณ์แบบเชิงลึกกลุ่มผู้เชี่ยวชำญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนหน่วยงำนรำชกำรและภำคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษำจะท ำกำรสัมภำษณ์ผู้ให้ข้อมูลส ำคัญ โดยใช้กำรสัมภำษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้ำง (Semi Structure interview) โดยผู้ให้ข้อมูลส ำคัญประกอบด้วย ๑. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็น ต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ สถานการณ์ด้าเนินการของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด กำรด ำเนินโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ นั้น คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ เห็นชอบกำรลงทุนโครงกำรขยำยพื้นที่นิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุด และได้มีกำรลงนำมสัญญำร่วมลงทุนโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยและบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจีเทอร์มินอล จ ำกัด เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ และในเวลำต่อมำโครงกำรนี้ได้รับอนุญำตให้ปลูกสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำ จำกกรมเจ้ำท่ำตำมพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พุทธศักรำช ๒๔๕๖ เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนมิถุนำยน ๒๕๖๓ อย่ำงไรก็ตำม โครงกำรดังกล่ำวไม่ได้ท ำกำรศึกษำผลกระทบ ต่อกำรเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทำงทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกฎหมำยทำงทะเลระหว่ำงประเทศ เนื่องจำกกำรถมทะเลเพื่อก่อสร้ำงท่ำเรือในระยะที่ ๓ เป็นกำรด ำเนินกำรตำมแผน ทั้งนี้ คณะผู้ศึกษำ ขอให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ส่งแบบโครงสร้ำงของโครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ให้กับกรมอุทกศำสตร์เพื่อใช้ประกอบในกำรค ำนวณกำรเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนทำงทะเล ต่อไป การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ EHIA โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ได้รับควำมเห็นชอบจำก คณะกรรมกำรผู้ช ำนำญกำรและน ำรำยงำน EHIA เสนอคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ ส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม มีแนวทำงในกำรจัดท ำรำยงำน EHIA ด้ำนโครงสร้ำงพื้นฐำนทำงน้ ำให้อยู่ภำยใต้กรอบที่ก ำหนด กำรมีส่วนร่วมกับประชำชนในกระบวนกำร พิจำรณำ EIA มีกำรก ำหนดแนวทำงด้ำนสุขภำพที่ชัดเจน ในกำรพิจำรณำรำยงำน EHIA โดยเน้น ในประเด็นที่ส ำคัญต่ำง ๆ ซึ่งกำรพิจำรณำของส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม จะมีผู้เชี่ยวชำญในด้ำนต่ำง ๆ เป็นผู้พิจำรณำให้เป็นไปอย่ำงละเอียดรอบคอบมำกที่สุด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 43 โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ มีกำรจัดท ำกำรวิเครำะห์ผลกระทบ สิ่งแ วดล้อมและสุขภ ำพ (Environmental Health impact Assessment: EHIA) โดยน ำเสนอ คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนำยน ๒๕๖๒ ส่วนกรมเจ้ำท่ำในฐำนะหน่วยงำน พิจำรณำอนุญำตให้ก่อสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำ ได้น ำโครงกำรดังกล่ำวเข้ำสู่กระบวนกำรรับฟังควำมคิดเห็น เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหำคม ๒๕๖๒ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำรลงทุน เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ และกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยได้ลงนำมในสัญญำกับบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จ ำกัด เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ ส่วนกำรเลือกใช้แบบจ ำลองเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องเลือกแบบจ ำลอง ที่ได้รับกำรยอมรับให้ใช้ในระดับสำกล ทั้งนี้ กำรเลือกใช้แบบจ ำลองจะต้องค ำนึงถึงบริบทของแต่พื้นที่ เพื่อให้มีควำมสอดคล้องกัน ในกำรใช้แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) นั้นเกิดขึ้นได้ยำก เนื่องจำกจะต้องลงทุนในกำรก่อสร้ำงสูง และกำรทดสอบแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ใช้ระยะเวลำที่นำน ๒. ส้านักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็น ต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ กำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ มีกำรค ำนึงถึง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีกำรจัดท ำรำยงำนผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำรปฏิบัติตำมมำตรกำรป้องกัน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมำตรกำรติดตำม ตรวจสอบ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่ำงต่อเนื่อง และมีกำรส่งรำยงำนให้ส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงำน ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไม่ว่ำจะเป็นในส่วนของจังหวัดหรือท้องถิ่นได้รับทรำบรำยงำน ในกำรบริหำรจัดกำรได้ให้ควำมส ำคัญในกำรติดตำม ตรวจสอบคุณภำพสิ่งแวดล้อม บริเวณท้องทะเลในเขตรัศมีที่ EIA ได้ก ำหนดเอำไว้ มีเรือตรวจกำรเพื่อตรวจสอบกำรรั่วไหลของน้ ำมัน มีคณะกรรมกำรไตรภำคีโดยเป็นกำรร่วมกันกันระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงำนรำชกำรในพื้นที่ (จังหวัด อ ำเภอ และท้องถิ่น) และผู้แทนภำคประชำชน ท ำหน้ำที่ในกำรตรวจสอบ และติดตำมสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่ำงต่อเนื่อง ในบริเวณพื้นที่มำบตำพุดคอมเพล็กซ์มีโครงกำร ธรรมำภิบำลสิ่งแวดล้อม ท่ำเรืออุตสำหกรรมจะอยู่ในโครงกำรนี้ด้วย มีกำรตรวจสอบโรงงำนอย่ำงน้อย จ ำนวน ๒ ครั้งต่อปี มีกำรประเมินในด้ำนสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเป็นไปในทิศทำง เดียวกันได้อย่ำงยั่งยืน โครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ มีกำรจัดท ำกำรวิเครำะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและสุขภำพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) โดยน ำเสนอ คณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนำยน ๒๕๖๒ กรมเจ้ำท่ำในฐำนะหน่วยงำน พิจำรณำอนุญำตให้ก่อสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำ ได้น ำโครงกำรดังกล่ำวเข้ำสู่กระบวนกำรรับฟังควำมคิดเห็น เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหำคม ๒๕๖๒ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำรลงทุนเมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ และกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยได้ลงนำมในสัญญำกับบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จ ำกัด เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒


หน้า | 44 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๓. กระทรวงการต่างประเทศ ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็น ต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐ มำตรำ ๑๗๘ ก ำหนดเรื่อง กำรท ำหนังสือสัญญำซึ่งจะต้องประกอบด้วย (๑) เป็นกำรกระท ำของรัฐต่อรัฐ (๒) เป็นลำยลักษณ์อักษร (๓) เพื่อประโยชน์แห่งรัฐอันอำจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภำพรวม กรณีที่หนังสือสัญญำมีผลกระทบอ ำนำจอธิปไตย หรือกำรออกพระรำชบัญญัติรองรับ พันธกรณี ส่งผลต่อควำมมั่นคง หรือส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด เป็นกำรกระท ำฝ่ำยเดียวของรัฐและคู่กรณีไม่ใช่รัฐ จึงไม่ต้องได้รับกำรรับรองจำกรัฐสภำ ส ำหรับผ่ำนเคยมีค ำวินิจฉัยมำตรำ ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๔๐ กรณีประเทศไทยเข้ำร่วมเป็นภำคีอนุสัญญำควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ ซึ่งเข้ำองค์ประกอบที่จะต้องได้รับกำรพิจำรณำจำกรัฐสภำ และมีกำรตรำพระรำชบัญญัติรองรับ ๔. กรมเจ้าท่า ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็นต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ กำรด ำเนินโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ นั้น กำรนิคมอุตสำหกรรม แห่งประเทศไทยได้รับอนุญำตให้ปลูกสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำจำกกรมเจ้ำท่ำ ตำมพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือ ในน่ำนน้ ำไทย พุทธศักรำช ๒๔๕๖ เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนมิถุนำยน ๒๕๖๓ โดยในกำรพิจำรณำ ออกใบอนุญำตนั้น เป็นไปตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรที่ก ำหนดในกฎกระทรวงออกตำมควำมในมำตรำ ๑๑๗ วรรคสองของ พระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พุทธศักรำช ๒๔๕๖ ซึ่งขณะนี้ตำมหลักเกณฑ์ ที่ก ำหนดในกฎกระทรวงนั้น ยังไม่มีเงื่อนไขกำรพิจำรณำในเรื่องผลกระทบที่จะมีต่อกำรเปลี่ยนแปลง เส้นแนวเขตทำงทะเลแต่อย่ำงใด อย่ำงไรก็ตำม เรื่องเส้นเขตแดนของประเทศนั้นถือว่ำมีควำมส ำคัญ ดังนั้น กำรอนุญำตให้ปลูกสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำในพื้นที่มีควำมอ่อนไหวที่อำจกระทบเส้นเขตแดน ทำงทะเลหรือมีผลกระทบต่อเขตพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้ำนต่อไป จะต้องมีกำรบูรณำกำร กับกรมอุทกศำสตร์ในกำรน ำข้อมูลพื้นที่มีควำมอ่อนไหวและประเด็นพิจำรณำในเรื่องที่อำจมีผลกระทบ ต่อเขตพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้ำน มำหำรือร่วมกันและน ำข้อมูลมำประกอบเพื่อใช้เป็นแนวทำง กำรพิจำรณำได้ รวมถึงได้เสนอให้มีกำรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงที่ก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำร ในกำรอนุญำตปลูกสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำที่ออกตำมควำมในมำตรำ ๑๑๗ วรรคสองของ พระรำชบัญญัติ กำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พุทธศักรำช ๒๔๕๖ ให้ครอบคลุมประเด็นพิจำรณำเรื่องผลกระทบ ต่อเส้นเขตแดนทำงทะเลด้วย ๕. กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็น ต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ ผลกระทบจำกกำรก่อสร้ำงโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ต่อเส้นเขตแดนทำงทะเล กฎหมำยที่เกี่ยวข้องกับท่ำเรือต่ำง ๆ ในทะเลเป็นไปตำมอนุสัญญำ สหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (UNCLOS) ในข้อ ๑๑ ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับท่ำเรือไว้ว่ำ “เพื่อควำมมุ่งประสงค์ในกำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุดของ เขตท่ำ ซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำนั้น ให้ถือว่ำประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเล


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 45 สิ่งติดตั้งนอกฝั่งและเกำะเทียมมิให้ถือว่ำเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำ” โดยสรุปว่ำท่ำเรือสำมำรถสร้ำง เป็นส่วนหนึ่งของเส้นฐำนได้ เช่นเดียวกับแนวน้ ำลดต่ ำสุดบนแผนที่ หนังสือเทคนิคเกี่ยวกับกฎหมำยของทะเล (technical state on the law of the sea) ในข้อ ๔.๕.๑ ระบุไว้ว่ำ สิ่งก่อสร้ำงถำวร เช่น ท่ำเรือ เขื่อนกันคลื่น หรือเขื่อนป้องกันร่องน้ ำต่ำง ๆ รวมถึง เขื่อนป้องกันตลิ่งที่อยู่เหนือระดับน้ ำลงต่ ำสุด แต่ไม่รวมถึงแนวท่อน้ ำทิ้งให้ถือเป็นสิ่งก่อสร้ำงชำยฝั่ง สำมำรถก ำหนดเป็นเส้นฐำนในกำรก ำหนดเขตทำงทะเลได้ กรมอุทกศำสตร์ได้ท ำกำรทดลองผลกระทบต่ำง ๆ ของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ที่มีผลต่อเส้นฐำนในปัจจุบัน พบว่ำ เมื่อเปรียบเทียบเส้นฐำนปกติที่ไม่มีกำรก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ท ำให้ทะเลอำณำเขตมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจ ำนวน ๑๒ ตำรำงกิโลเมตร แต่ไม่กระทบต่อเส้นเขตแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษจ ำเพำะ และเมื่อมีกำรก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ระยะที่ ๓ จะท ำให้มีพื้นที่ทะเลอำณำเขตเพิ่มขึ้นเป็น ๒๘ ตำรำงกิโลเมตร แต่ไม่กระทบ ต่อเส้นเขตแดนเขตเศรษฐกิจพิเศษจ ำเพำะเช่นกัน เนื่องจำกที่ตั้งท่ำเรือที่ยื่นออกไปนั้น มีเกำะเสม็ด และเกำะจวงขนำบอยู่ แม้จะไม่กระทบ ต่อเขตต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ รวมทั้ง ไหล่ทวีป แต่อำจกระทบต่อเสรีภำพในกำรเดินเรือ ของรัฐอื่น และกำรบังคับใช้กฎหมำยของรัฐชำยฝั่ง (ประเทศไทย) ได้โดยต้องเป็นใช้สิทธิในกำรผ่ำน โดยสุจริตในบริเวณที่ขยำยออกไป ในส่วนของเขตแดนทำงทะเลท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดไม่มีผลต่อเขตแดนทำงทะเล ระหว่ำงประเทศไทยและรำชอำณำจักรกัมพูชำ ส่วนที่มีผลต่อเขตแดนทำงทะเลระหว่ำงประเทศไทย และรำชอำณำจักรกัมพูชำจะอยู่ในส่วนของภำคใต้ประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปแต่ในส่วน ของจังหวัดระยองและจันทบุรีอำจมีผลกระทบน้อยมำกหรืออำจจะไม่มีเลย ดังนั้น จำกกำรทดลองของกรมอุทกศำสตร์ พบว่ำ กำรสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ทะเลอำณำเขตที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่มีผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษจ ำเพำะ เนื่องจำกอิทธิพลจำกเกำะเสม็ดและเกำะจวงที่ขนำบอยู่ ผลกระทบเขตแดนทำงทะเลไม่มีผลเนื่องจำก ทิศทำงของ Coastal Front ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกและเส้นเขตแดนมีทิศทำงไปในภำคใต้ ของประเทศไทย ๖. ส้านักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้น ำเสนอข้อมูล ในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็นต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ ส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมให้ควำมส ำคัญกับโครงกำร พัฒนำขนำดใหญ่ และโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ได้รับควำมเห็นชอบจำก คณะกรรมกำรผู้ช ำนำญกำร (คชก.) และน ำรำยงำน EHIA เสนอคณะกรรมกำรสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ (กก.วล.) ส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมมีแนวทำงในกำรจัดท ำรำยงำน EHIA ด้ำนโครงสร้ำงพื้นฐำนทำงน้ ำให้อยู่ภำยใต้กรอบที่ก ำหนด กำรมีส่วนร่ว มกับประชำชน ในกระบวนกำรพิจำรณำ EIA มีกำรก ำหนดแนวทำงทำงด้ำนสุขภำพที่ชัดเจน ในกำรพิจำรณำรำยงำน EHIA โดยเน้นในประเด็นที่ส ำคัญต่ำง ๆ ซึ่งกำรพิจำรณำของส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อมจะมีผู้เชี่ยวชำญในด้ำนต่ำง ๆ เป็นผู้พิจำรณำและจะเป็นไปอย่ำงละเอียดรอบคอบมำกที่สุด


หน้า | 46 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ส ำหรับในกรณีมีข้อเสนอควำมเห็นที่หลำยประเทศในกำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เกิดในน้ ำเช่นกำรกัดเซำะชำยฝั่งจำกสิ่งก่อสร้ำงต่ำงๆในทะเล ซึ่งนอกจำกที่มีกำรใช้แบบจ ำลอง ทำงคณิตศำสตร์ LITPACKแล้ว ยังมีแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ที่สำมำรถใช้ในกำรประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ และหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องกับกำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของไทย มีควำมเห็นอย่ำงไรกับกำรน ำแบบจ ำลองทั้ง ๒ แบบ มำใช้ในกำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกัน อย่ำงไรบ้ำง ซึ่งผู้แทนส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ควำมเห็นว่ำ กำรเลือกใช้แบบจ ำลองเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะต้องเลือกแบบจ ำลองที่ได้รับกำรยอมรับ ให้ใช้ได้ในระดับสำกล ทั้งนี้ กำรเลือกใช้แบบจ ำลองจะต้องค ำนึงถึงบริบทของแต่พื้นที่เพื่อให้มี ควำมสอดคล้องกัน ในกำรใช้แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) นั้น เกิดขึ้นได้ยำกเนื่องจำก จะต้องลงทุนในกำรก่อสร้ำงสูง และกำรทดสอบแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ใช้ระยะเวลำที่นำน ๗.บริษัทที่จัดท้ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ ได้น ำเสนอข้อมูล ในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็นต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ กำรพยำกรณ์ไปในอนำคตในอีก ๒๕ ปี ข้ำงหน้ำ ด้วยแบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์ LITPACK ด้ำนชำยฝั่งตะวันออกและชำยฝั่งตะวันตก พบว่ำ ชำยฝั่งด้ำนตะวันออก พบว่ำ ทั้งสองกรณีไม่มีควำมแตกต่ำงกันนั่นคือ ชำยฝั่งด้ำนตะวันออก จะไม่ได้รับผลกระทบจำกกำรพัฒนำโครงกำร เนื่องจำกมีแนวหินทิ้ง(Detach Break Water) ยำวตลอดแนวอยู่แล้ว ชำยฝั่งด้ำนตะวันตก พบว่ำ มีกำรกัดเซำะและทับถมตำมสภำพธรรมชำติ เนื่องจำกอิทธิพล ของโครงสร้ำงชำยฝั่งที่มีอยู่เดิม เช่น ท่ำเรือประมงและรอดักทรำยต่ำงๆ ซึ่งแม้จะไม่มีกำรพัฒนำโครงกำร ชำยฝั่งด้ำนตะวันตกของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดในบำงพื้นที่ก็จะถูกกัดเซำะหรือทับถมอยู่แล้ว มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบ สิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะก่อสร้าง) - ติดตำมตรวจสอบกำรเปลี่ยนแปลงชำยฝั่งโดยกำรส ำรวจควำมลึกส ำรวจระดับขอบฝั่ง และจัดท ำรูปตัดหำด ส ำรวจ ๑ ครั้ง ก่อนด ำเนินกำรก่อสร้ำง มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะด้าเนินการ) -ติดตำมตรวจสอบกำรเปลี่ยนแปลงชำยฝั่ง โดยกำรส ำรวจอัตรำควำมเร็วของกระแสลม ทิศทำง ของกระแสลม ลักษณะของคลื่นในทะเล กำรเคลื่อนย้ำยของมวลทรำย กำรงอกของมวลทรำย และกำรกัดเซำะชำยฝั่ง ส ำรวจด้ำนทิศตะวันตกและตะวันออกของท่ำเรือ ปีละ ๑ ครั้ง ตลอดระยะเวลำ ด ำเนินกำร ลักษณะทางสมุทรศาสตร์ มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) หลีกเลี่ยงกำรขุดลอกและถมทะเลในช่วงที่มีคลื่นลมแรง (คลื่นสูงกว่ำ ๑.๕ เมตร) เพื่อป้องกัน คลื่นลมซึ่งเป็นต้นเหตุของกำรฟุ้งกระจำยของตะกอน


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 47 ๒) ก ำหนดให้ใช้เรือขุดแบบดูด (Cutter Suction Dredger) สูบถ่ำยดินทรำยที่ขุดได้ผ่ำนท่อ ไปยังบริเวณที่จะถมทะเลซึ่งสำมำรถลดกำรฟุ้งกระจำยของตะกอนลงได้มำก ๓) ก่อสร้ำงตำมขั้นตอนที่ก ำหนดไว้ รวมทั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ตำมที่ก ำหนด และควบคุมดูแล ให้มีกำรขนย้ำยตะกอนไปยังจุดที่ก ำหนดอย่ำงเคร่งครัด ๔) ติดตั้งม่ำนกันตะกอนโดยรอบบริเวณที่จะท ำกำรขุดลอกและบริเวณจุดปล่อยน้ ำออกจำก พื้นที่ถมทะเล เพื่อป้องกันกำรฟุ้งกระจำยของตะกอน นิเวศวิทยาทางทะเล มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ก ำหนดให้มีกำรควบคุมกำรรั่วไหลของน้ ำมันจำกเครื่องยนต์เรือ ๒) น้ ำเสียและของเสียที่เกิดขึ้นในเรือจะต้องเก็บรวบรวมขึ้นมำบ ำบัดบนฝั่ง โดยส่งไปให้ หน่วยงำนที่ได้รับอนุญำตจำกทำงรำชกำรก ำจัด ซึ่งไม่มีกำรปล่อยน้ ำเสียและของเสียลงทะเลโดยเด็ดขำด ๓) ติดตั้งม่ำนกันตะกอนโดยรอบบริเวณที่จะท ำกำรขุดลอกและบริเวณจุดปล่อยน้ ำออกจำก พื้นที่ถมทะเล เพื่อป้องกันกำรฟุ้งกระจำยของตะกอน ๔) สนับสนุนกิจกรรมในชุมชนของชำวประมงเรือเล็กพื้นบ้ำน ได้แก่ โครงกำรอบรมกำรแปรรูป สัตว์น้ ำ โครงกำรเพำะเลี้ยงปลำกำร์ตูนเชิงพำณิชย์ โครงกำรอบรบเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ตัวอย่ำงเช่น โครงกำรฟื้นฟูทรัพยำกรและระบบนิเวศทำงทะเล) โครงกำรแนะแนวกำรศึกษำ โครงกำรเปิดโลกท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุด และสอบถำมปัญหำในกำรประกอบอำชีพอยู่เสมอ การประมงและการเพาะเลี ยงสัตว์น ้า มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ประชำสัมพันธ์ให้ประชำชนโดยรอบพื้นที่โครงกำร ได้รับทรำบแผนกำรก่อสร้ำงล่วงหน้ำ ก่อนด ำเนินกำร ๒) ให้ผู้แทนชุมชนมีส่วนร่วมในกำรติดตำมตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระยะก่อสร้ำง และสรุปผลกำรติดตำมตรวจสอบให้ชุมชนได้รับทรำบ ๓) ก ำหนดให้มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียน/ตอบข้อสงสัยประชำชน ๔) ก ำหนดให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดตั้ง “กองทุนหลักประกัน ควำมเสียหำยฉุกเฉินและพัฒนำคุณภำพชีวิตของประชำชน” โดยจัดตั้งก่อนเริ่มก่อสร้ำงโครงกำร ไม่น้อยกว่ำ ๑ เดือน ๕) ก ำหนดให้มีกำรสรรหำหรือแต่งตั้งคณะกรรมกำรติดตำมตรวจสอบด้ำนสิ่งแวดล้อม และมวลชนสัมพันธ์ ๖) เพื่อสร้ำงควำมมั่นใจให้กับประชำชน ทำงโครงกำรได้เปิดให้ประชำชน/ผู้น ำชุมชนที่อยู่ใกล้โครงกำร สำมำรถขอเข้ำดูพื้นที่โครงกำรได้ ๗) จัดให้มีกำรประชำสัมพันธ์/เผยแพร่ข้อมูลกำรด ำเนินงำนโครงกำร ๘) ก ำหนดให้มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียน/ตอบข้อสงสัยประชำชน ๙) ก ำหนดให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมเป็นคณะกรรมกำรบริหำรกองทุน “กองทุนหลักประกันควำมเสียหำยฉุกเฉินและพัฒนำคุณภำพชีวิตของประชำชน”


หน้า | 48 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๑๐) ก ำหนดให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมเป็นคณะกรรมกำรติดตำม ตรวจสอบด้ำนสิ่งแวดล้อมและมวลชนสัมพันธ์ ต่อเนื่องจำกระยะก่อสร้ำง คุณภาพอากาศ มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ฉีดพรมน้ ำบนถนนในบริเวณพื้นที่ก่อสร้ำงและพื้นที่กองเก็บวัสดุ ๒) ตรวจสอบเครื่องมือเครื่องจักร และเครื่องยนต์ ให้อยู่ในสภำพดีอยู่เสมอ ๓) ดูแลบ ำรุงรักษำพื้นถนนอย่ำงสม่ ำเสมอ ๔) รถบรรทุกวัสดุต้องมีผ้ำใบคลุมระหว่ำงกำรขนส่ง และล้ำงล้อรถก่อนออกจำกพื้นที่ก่อสร้ำง ๕) ล้ำงล้อรถบรรทุกก่อนออกจำกพื้นที่ก่อสร้ำงและแหล่งวัสดุทุกครั้งเพื่อป้องกันเศษดิน หิน ทรำย ติดล้อรถไปตกบนทำงหลวง และลดกำรฟุ้งกระจำยของฝุ่นละออง ๖) รถยนต์ที่ใช้บรรทุกวัสดุหรือคนงำน ต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่จอดรอ ๗) ก ำหนดให้คนงำนก่อสร้ำงที่ปฏิบัติงำนในบริเวณพื้นที่มีฝุ่นละอองจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ ป้องกันฝุ่นละอองตำมประเภทฝุ่นละอองนั้น ๆ คุณภาพน ้า มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ต้องมีบ่อพักน้ ำเสียจำกห้องน้ ำห้องส้วมที่รองรับน้ ำทิ้งได้อย่ำงน้อย ๓ วันก่อนระบำยออกสู่ ภำยนอก ๒) ติดตั้งม่ำนกันตะกอนโดยรอบบริเวณที่จะท ำกำรขุดลอกและบริเวณจุดปล่อยน้ ำออกจำก พื้นที่ถมทะเล เพื่อป้องกันกำรฟุ้งกระจำยของตะกอน ๓) หยุดกิจกรรมกำรขุดลอกกรณีที่มีกำรรั่วไหลของตะกอนออกจำกท่อหรือเรือขุด ๔) ในกำรขุดลอกและถมทะเล ต้องควบคุมปริมำณสำรแขวนลอยในน้ ำทะเลไม่ให้เกินค่ำมำตรฐำน คุณภำพน้ ำทะเล ๕) ตรวจสอบท่อสูบตะกอนให้อยู่ในสภำพใช้งำนได้ดีอยู่เสมอ ป้องกันกำรแตกร้ำวของท่อ และป้องกันกำรรั่วไหลของตะกอนออกสู่ทะเล มาตรทางเสียง มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) จัดวำงเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีเสียงดังให้อยู่ห่ำงจำกชุมชนให้มำกที่สุด ๒) วำงแผนกำรท ำงำนให้เหมำะสม โดยหลีกเลี่ยงกำรใช้งำนเครื่องจักร เครื่องยนต์ที่มีเสียงดัง พร้อม ๆ กัน ๓) ก ำหนดให้คนงำนก่อสร้ำงที่จะต้องไปปฏิบัติงำนในบริเวณพื้นที่ที่มีเสียงดังเกินเกณฑ์ มำตรฐำน จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรำย เครื่องอุดหู หรือเครื่องครอบหู ๔) ประชำสัมพันธ์ให้ประชำชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับทรำบขั้นตอนกำรก่อสร้ำงตลอดช่วง กำรก่อสร้ำงโครงกำรรวมทั้งติดตั้งป้ำยประกำศแจ้งเวลำกำรท ำงำน พร้อมหมำยเลขโทรศัพท์ติดต่อ ในกรณีที่มีปัญหำเกิดขึ้น ๕) รับฟังควำมคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับระดับเสียงที่รบกวนประชำชนและหำแนวทำงแก้ไขต่อไป


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 49 การคมนาคมขนส่ง มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ตรวจสอบพนักงำนขับรถบรรทุกก่อนปฏิบัติหน้ำที่ หำกอยู่ในอำกำรมึนเมำ ให้พนักงำนขับรถ หยุดปฏิบัติหน้ำที่โดยทันที ๒) หลีกเลี่ยงกำรขนส่งวัสดุก่อสร้ำงบนเส้นทำงที่ต้องผ่ำนพื้นที่ชุมชนหนำแน่น ๓) จ ำกัดควำมเร็วของรถบรรทุกไม่เกิน ๖๐ กม./ชม. หรือตำมที่กฎหมำยก ำหนด ๔) กรณีเกิดควำมเสียหำยกับสภำพถนน ให้ผู้รับเหมำประสำนงำนกับหน่วยงำนผู้รับผิดชอบ ในกำรซ่อมแซมและแก้ไขทันที มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะด้าเนินการ) ๑) จัดบริกำรรถรับส่งเจ้ำหน้ำที่เพื่อช่วยลดจ ำนวนรถยนต์ในสภำพกำรจรำจร ๒) จ ำกัดควำมเร็วของรถที่เข้ำออกโครงกำรทุกชนิดตำมที่กฎหมำยก ำหนด ๓) ควบคุมรถและยำนพำหนะของโครงกำรให้ปฏิบัติตำมกฎจรำจรอย่ำงเคร่งครัด มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะก่อสร้าง) - บันทึกปริมำณจรำจรที่เข้ำออกพื้นที่ บริเวณทำงเข้ำออกพื้นที่โครงกำรทุกวันตลอดระยะเวลำ กำรก่อสร้ำง การใช้น ้า มำตรกำรป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้ำง) ๑) ให้ใช้คอนกรีตผสมเสร็จจำกภำยนอกโครงกำรเป็นหลัก หลีกเลี่ยงกำรผสมคอนกรีตภำยใน พื้นที่โครงกำร ๒) รณรงค์ปลูกจิตส ำนึกให้คนงำนก่อสร้ำงใช้น้ ำอย่ำงประหยัด ๓) ให้ผู้รับเหมำก่อสร้ำงเปิดใช้มำตรวัดน้ ำชั่วครำว เพื่อติดตำมและควบคุมกำรใช้น้ ำในระหว่ำง กำรก่อสร้ำง ๔) หำกพบกำรรั่วซึมในระบบท่อจ่ำยและอุปกรณ์ ให้ผู้รับเหมำก่อสร้ำงหรือผู้เกี่ยวข้อง ด ำเนินกำรแก้ไขโดยเร่งด่วน ๕) ให้ผู้รับเหมำก่อสร้ำงจัดเตรียมถังพักน้ ำ/ถังส ำรองน้ ำประปำให้เพียงพอต่อกำรใช้น้ ำ อย่ำงน้อย ๓ วัน การระบายน ้าและการป้องกันน ้าท่วม มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ห้ำมผู้รับเหมำก่อสร้ำง/คนงำนทิ้งขยะมูลฝอย เศษวัสดุก่อสร้ำง ลงในระบบระบำยน้ ำ ของโครงกำรโดยเด็ดขำด รวมถึงห้ำมกองวัสดุหรือเครื่องจักรอุปกรณ์ปิดทับระบบระบำยน้ ำของโครงกำร ๒) หำกมีกองวัสดุก่อสร้ำง เช่น กองหิน/ทรำย จะต้องไม่กองใกล้แนวระบบระบำยน้ ำ ของโครงกำร เพื่อลดกำรถูกชะล้ำงลงสู่ระบบระบำยน้ ำของโครงกำร มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะก่อสร้าง) ตรวจสอบสภำพโครงสร้ำง และกำรอุดตันของระบบระบำยน้ ำภำยในพื้นที่โครงกำร รวมถึง สภำพปัญหำกำรระบำยน้ ำและกำรท่วมขังภำยในพื้นที่ บริเวณพื้นที่ก่อสร้ำงจุดเชื่อมต่อท่อระบำยน้ ำ ปีละ ๒ ครั้ง ตลอดระยะเวลำก่อสร้ำง


หน้า | 50 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา การใช้ไฟฟ้า มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) รณรงค์ให้คนงำนมีกำรใช้ไฟฟ้ำอย่ำงประหยัด ๒) ติดตั้งอุปกรณ์และกำรจ่ำยไฟฟ้ำให้ถูกต้องตำมมำตรฐำน ๓) กำรด ำเนินงำนด้ำนระบบไฟฟ้ำและระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเป็นไปตำมแบบ ขออนุญำตที่โครงกำรก ำหนด และผู้ด ำเนินกำรก่อสร้ำงต้องได้รับควำมเห็นชอบจำกวิศวกรควบคุม ของโครงกำรทุกขั้นตอน ๔) จัดให้มีหม้อแปลงไฟฟ้ำภำยในโครงกำรส ำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ก่อสร้ำงเพื่อป้องกัน ไฟฟ้ำกระชำกหรือกระตุกกับชุมชน การจัดการขยะมูลฝอย มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ให้ผู้รับเหมำจัดหำภำชนะรองรับขยะมูลฝอยในพื้นที่ก่อสร้ำง และบริเวณที่พักคนงำน ให้เพียงพอ ๒) ต้องจัดให้มีเจ้ำหน้ำที่รวบรวมขยะมูลฝอยไปไว้ที่ห้องพักมูลฝอยและรวบรวมเศษวัสดุก่อสร้ำง ไปยังพื้นที่รวบรวมเศษวัสดุก่อสร้ำง ๓) ต้องมีห้องพักขยะมูลฝอยที่รองรับขยะมูลฝอยได้อย่ำงน้อย ๓ วัน โดยแยกเป็น ๔ ประเภท ๔) ควบคุมและจัดเก็บรวบรวมของเสียที่เกิดจำกกำรก่อสร้ำงท่ำเรือ หำกพบกำรตกหล่น ให้เก็บรวบรวมให้กับเทศบำลเมืองมำบตำพุดหรือบริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญำตตำมกฎหมำยน ำไปก ำจัด มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะก่อสร้าง) - บันทึกประเภทและปริมำณขยะมูลฝอยในแต่ละเดือน บริเวณพื้นที่ก่อสร้ำง และพื้นที่บ้ำนพักคนงำน เดือนละ ๒ ครั้ง ตลอดระยะก่อสร้ำง การจัดการน ้าเสีย มาตรการป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้าง) ๑) ห้ำมก่อสร้ำงบ้ำนพักคนงำนภำยในพื้นที่โครงกำร ๒) ต้องมีบ่อพักน้ ำทิ้งจำกห้องน้ ำห้องส้วมที่รองรับน้ ำทิ้งได้อย่ำงน้อย ๓ วัน ก่อนระบำยออกสู่ภำยนอก ๓) ในกรณีที่มีน้ ำเสียปนเปื้อนน้ ำมัน และน้ ำอับเฉำจำกเรือ ให้เรือแต่ละล ำท ำกำรสูบน้ ำเสีย ปนเปื้อนน้ ำมันและน้ ำอับเฉำจำกเรือที่เกิดขึ้นเก็บรวบรวมไว้ แล้วติดต่อหน่วยงำนที่ได้รับอนุญำตตำมกฎหมำย มำรับไปก ำจัดและห้ำมปล่อยลงทะเลโดยเด็ดขำด ๔) ติดตำมตรวจสอบคุณภำพน้ ำทิ้งในบ่อพักน้ ำทิ้งเดือนละ ๑ ครั้ง ตลอดระยะก่อสร้ำง ๕) กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยต้องเตรียมควำมพร้อมของเรือที่ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือ และอุปกรณ์ก ำจัดครำบน้ ำมัน มาตรการติดตามตรวจสอบ (ระยะก่อสร้าง) ๑) คุณภำพน้ ำทิ้งจะตรวจวัดที่บ่อพักน้ ำทิ้ง ๑ จุด บริเวณพื้นที่บ้ำนพักคนงำนก่อสร้ำงตรวจวัด เดือนละ ๑ ครั้ง ตลอดระยะเวลำก่อสร้ำง


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 51 ๒) น้ ำเสียปนเปื้อนน้ ำมันและน้ ำอับเฉำจำกเรือ โดยบันทึกปริมำณน้ ำเสียปนเปื้อนน้ ำมัน และน้ ำอับเฉำจำกเรือที่ใช้ก่อสร้ำงโครงกำรที่ส่งให้หน่วยงำนที่ได้รับอนุญำตตำมกฎหมำยน ำไปก ำจัด ตลอดระยะเวลำก่อสร้ำง เศรษฐกิจและสังคม มำตรกำรป้องกันและแก้ไข (ระยะก่อสร้ำง) ๑) ก ำหนดให้ผู้รับเหมำก่อสร้ำงปฏิบัติตำมมำตรกำรป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้ำนต่ำง ๆ อย่ำงเคร่งครัด ๒) ก ำหนดให้มีศูนย์รับเรื่องร้องเรียน/ตอบข้อสงสัยประชำชน ๓) ก ำหนดให้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดตั้ง “กองทุนหลักประกัน ควำมเสียหำยฉุกเฉินและพัฒนำคุณภำพชีวิตของประชำชน” โดยจัดตั้งก่อนเริ่มก่อสร้ำงโครงกำร ไม่น้อยกว่ำ ๑ เดือน ๘. ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางทะเล รองคณบดีฝ่ายวิจัย และบริการวิชาการ คณะพาณิชยนาวีนานาชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็นต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ กำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดใช้แบบจ ำลอง ทำงคณิตศำสตร์ (LITPACK) ในกำรวิเครำะห์ เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในเวลำนั้นแต่ยังมีข้อจ ำกัด ค่อนข้ำงมำก เช่น กำรประเมินผลกระทบทำงสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำงทะเล โดยใช้แบบจ ำลองทำง คณิตศำสตร์ (LITPACK) จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อชำยหำดต้องเป็นเส้นตรง ชำยฝั่งต้องเป็นทรำยเท่ำนั้น แต่หำกเป็นป่ำชำยเลนหรือมีลักษณะของชำยฝั่งผิดไปจำกแนวเส้นตรง กำรใช้แบบจ ำลองทำง คณิตศำสตร์ (LITPACK) จะให้ผลกำรค ำนวณผิดพลำด ดังนั้นกำรใช้แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) จึงเป็นทำงเลือกที่จะท ำให้ได้ผลกำรวิเครำะห์ที่ถูกต้องและแม่นย ำ แต่ด้วยปัญหำ ในกำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ต้องใช้งบประมำณสูง ดังนั้น กำรใช้แบบจ ำลอง ทำงกำยภำพ (Physical model) จึงเหมำะกับโครงกำรขนำดใหญ่ ที่ใช้งบประมำณในกำรด ำเนินกำรสูง ข้อมูลรำยละเอียดเกี่ยวกับกำรใช้แบบจ ำลองกำยภำพ (Physical model) ในกำรวิเครำะห์ผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมจำกกำรก่อสร้ำงเขื่อนกันคลื่น ท่ำเทียบเรือและกำรถมทะเล แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ แบบจ ำลอง ๑ มิติ แบบจ ำลอง ๒ มิติ และแบบจ ำลอง ๓ มิติ ซึ่งแบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์แต่ละประเภทไม่สำมำรถตัดสินได้ว่ำ แบบจ ำลองประเภทไหนดีที่สุด โดยจะต้องดูควำมเหมำะสมของข้อมูลเป็นหลัก ตัวแปรที่ใช้ในกำรค ำนวณ กระแสคลื่นโดยใช้ควำมเร็วลมเป็นข้อมูลตั้งต้นในกำรค ำนวณคลื่น มำเป็นตัวแปรในกำรค ำนวณ แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์(LITPACK) แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) มีข้อเสียในกำรย่อส่วนในกำรท ำแบบจ ำลอง จะไม่สำมำรถย่อส่วนในแนวดิ่งได้ สำเหตุที่แนวดิ่งมีควำมส ำคัญ เช่น กรณีกำรเคลื่อนที่ของคลื่นจะมี กำรหมุนตัวของมวลน้ ำ ในแนวระนำบควำมกว้ำงและควำมยำวสำมำรถย่อส่วนได้ แต่ย่อส่วนในแนวตั้ง หรือแนวดิ่งจะไม่สำมำรถท ำได้ กำรท ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) มีไว้วิเครำะห์ ผลกระทบในแนวระนำบและจ ำลองกำรออกแบบโครงสร้ำง หำกด ำเนินกำรท ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ


หน้า | 52 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา (Physical model) เพื่อใช้กับโครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดจะต้องใช้เครื่องสร้ำงคลื่น ในแนวเฉียงเพื่อทดสอบกำรไหลของตะกอน ซึ่งมีรำคำสูงประมำณ ๒๕ ล้ำนบำท กำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่น ใต้น้ ำ (submerged breakwater) เป็นกำรลดผลกระทบของคลื่นที่เข้ำมำในแนวตั้งฉำกกับชำยหำด หลักกำรท ำงำนของกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่นใต้น้ ำจะเป็นกำรท ำให้คลื่นมีกำรแตกตัวก่อนที่จะเข้ำปะทะชำยฝั่ง ซึ่งสำมำรถลดทอนควำมแรงของคลื่นได้ประมำณร้อยละ ๕๐ทั้งนี้ ปัญหำกำรกัดเซำะที่ชำดหำดบริเวณ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดไม่ได้เกิดจำกคลื่นที่เข้ำมำปะทะในแนวตั้งฉำกกับหำด แต่เกิดจำก กำรก่อสร้ำงท่ำเรือกีดขวำงกำรไหลของตะกอนทรำยกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่นที่หำดแสงจันทร์จะเกิดกำรสะสม ของตะกอนทรำยที่เป็นลักษณะสันดอนเชื่อมเกำะ (Tombolo) กรณีกำรกัดเซำะชำยฝั่งที่อ ำเภอหัวไทร อ ำเภอระโนด จะเป็นลักษณะกำรกัดเซำะของคลื่น ในแนวตั้งฉำกกับชำยฝั่งในฤดูมรสุม วิธีกำรแก้ไขปัญหำคือกำรท ำเขื่อนกันคลื่นนอกชำยฝั่ง (Offshore Breakwater) หรือเขื่อนกันคลื่นใต้น้ ำ (submerged breakwater) จะแตกต่ำงจำกกำรกัดเซำะที่หำดแสงจันทร์ กำรแก้ไขปัญหำจึงต้องค ำนึงถึงที่มำของเหตุที่ท ำให้เกิดกำรกัดเซำะ ส ำหรับในกรณีท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ซึ่งสร้ำงเสร็จแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แต่ก่อให้เกิดผลกระทบกำรกัดเซำะชำยฝั่งบริเวณหำดแสงจันทร์ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออก ของโครงกำรนั้น แนวทำงแก้ไขฟื้นฟูสภำพชำยหำดให้กลับคืนมำให้ได้มำกที่สุดอีกวิธีหนึ่งคือ กำรดูดทรำย จำกฝั่งด้ำนตะวันตกของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดที่มีกำรตกตะกอนของทรำยค่อนข้ำงมำกไปเติม ยังชำยหำดฝั่งตะวันออกของท่ำเรือ โดยไม่ต้องท ำกำรดูดทรำยมำถมเกลี่ยบนชำยหำดใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ควรใช้วิธีพ่นทรำยนอกชำยฝั่งไปกับกระแสคลื่นตำมธรรมชำติ ให้กระแสคลื่นพัดพำเม็ดทรำยไปเติม ตลอดแนวชำยหำดและปรับสภำพชำยหำดด้วยตัวเองตำมธรรมชำติ โดยจะต้องค ำนวณให้ได้ว่ำ ในแต่ละปีจะต้องดูดทรำยจำกฝั่งตะวันตกไปพ่นเติมชำยหำดฝั่งตะวันออก (หำดแสงจันทร์) เป็นปริมำณเท่ำใด เพื่อเป็นกำรปรับสมดุลของชำยหำดทั้งฝั่งตะวันตกที่มีกำรตกตะกอนและฝั่งตะวันออกที่มีกำรกัดเซำะ ส ำหรับกำรก่อสร้ำงเขื่อนหินทิ้งกันคลื่นที่หำดแสงจันทร์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หำกกล่ำวตำม หลักวิศวกรรมเป็นกำรด ำเนินกำรก่อสร้ำงที่ป้องกันกำรกัดเซำะที่ถูกต้อง แต่หำกพิจำรณำเกี่ยวกับ ภำพลักษณ์จะไม่สำมำรถระบุได้ เนื่องจำกควำมชอบของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน โดยบำงบุคคล อำจมองว่ำเป็นกำรท ำลำยทัศนียภำพทำงธรรมชำติแต่บำงคนอำจมองว่ำเป็นสิ่งที่สวยงำมแปลกตำ ประกอบกับในกำรก่อสร้ำงดังกล่ำวสำมำรถกักเก็บตะกอนทรำยได้จริงแต่จะต้องใช้ระยะเวลำที่ยำวนำน กว่ำที่ทรำยจะเติมเต็มทั้งชำยหำด ซึ่งปัจจุบันบริเวณชำยหำดแสงจันทร์ระยะเวลำที่ได้ก็สร้ำงเสร็จ มีทรำยเข้ำมำเติมจนเต็มได้เพียง ๒ ช่องเท่ำนั้น ดังนั้น ในอนำคตหำกมีแนวคิดต้องกำรให้มีกำรรื้อถอน เขื่อนกันคลื่นที่หำดแสงจันทร์ ก็จะสำมำรถทดลองโดยกำรน ำทรำยมำเติมลงที่ชำยหำดแล้วสังเกตกำรณ์ เปลี่ยนแปลง เพื่อน ำมำเป็นข้อมูลอ้ำงอิงก่อนกำรรื้อถอนได้ ๙. ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้น ำเสนอข้อมูลในภำพรวมและแสดงควำมคิดเห็นต่อคณะผู้ศึกษำ ดังนี้ ในกำรพิจำรณำกำรประเมินผลกระทบทำงด้ำนสิ่งแวดล้อม ปัญหำหลักของกำรส ำนักงำน นโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับกำรพิจำรณำรำยงำนผลกระทบทำงด้ำน สิ่งแวดล้อม คือ ขำดผู้เชี่ยวชำญในกำรวิเครำะห์ว่ำรำยงำนนั้น ๆ มีควำมถูกต้องหรือไม่ จึงท ำให้ ขำดควำมน่ำเชื่อถือ เพื่อให้เห็นภำพกำรท ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ให้ชัดเจน


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 53 โดยมีตัวอย่ำงกำรท ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) คือ โครงกำรน ำน้ ำจำกปำกแม่น้ ำเลย มำใช้เติมในแม่น้ ำมูลเพื่อใช้ในกำรเกษตรในจังหวัดทำงภำคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่แนวเส้นทำงกำรผันน้ ำ มำใช้จะมีแนวเขำกันอยู่ เพื่อที่จะน ำน้ ำมำได้ต้องท ำกำรเจำะท่อส่งน้ ำผ่ำนอุโมงค์ และได้ท ำกำรศึกษำ โดยใช้แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์ (Mathematical Model) และเพื่อให้ผลกำรศึกษำมีควำมถูกต้อง และแม่นย ำจึงได้น ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ทั้งนี้ ได้มีกำรว่ำจ้ำงมหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ ท ำกำรศึกษำ โดยกำรสร้ำงอุโมงค์น้ ำจ ำลองยำวประมำณ ๓ กิโลเมตรซึ่งจ ำลองจำกระยะทำงจริง ๘๐ กิโลเมตร ด ำเนินกำรก่อสร้ำงตำมแบบที่ได้มีกำรศึกษำจำกแบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์ (Mathematical Model) จำกผลกำรทดลองปริมำณน้ ำสำมำรถผ่ำนมำเต็มท่อเป็นระยะทำง ๓ ส่วน ๔ ของควำมยำวท่อ ระยะท่อหลังจำกนั้นปริมำณน้ ำที่ผ่ำนท่อออกมำได้เพียงครึ่งท่อเท่ำนั้น แสดงให้เห็นว่ำ กำรค ำนวณโดยใช้แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์(Mathematical Model) เกิดข้อผิดพลำดขึ้น จนในที่สุด ได้หำวิธีกำรที่ถูกต้องจำกกำรท ำแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) กำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) เพื่อใช้ในกำรประเมินผลกระทบ ทำงด้ำนสิ่งแวดล้อมของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ จะเป็นกำรลงทุนที่สูงมำก จึงไม่มีบริษัทที่ปรึกษำที่รับท ำรำยงำนผลกระทบทำงด้ำนสิ่งแวดล้อมท ำรำยงำนผลกระทบทำงด้ำน สิ่งแวดล้อมโดยใช้แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) เนื่องจำกติดปัญหำเรื่องผลกระทบ ทำงด้ำนสิ่งแวดล้อมที่เกิดจำกกำรด ำเนินก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด จำกกำรตรวจสอบ กำรเปลี่ยนแปลงกำรกัดเซำะชำยฝั่งพบว่ำชำยหำดฝั่งตะวันตกของท่ำเรือมีลักษณะของทรำยเม็ด ค่อนข้ำงใหญ่กว่ำฝั่งตะวันออก ลักษณะของชำยหำดเข้ำสู่สภำวะที่สมดุลแล้ว ส่วนชำยหำดด้ำนซ้ำย ของท่ำเรือที่มีกำรกัดเซำะค่อนข้ำงรุนแรง ภำยหลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ด ำเนินกำรก่อสร้ำง เขื่อนกันคลื่นท ำให้ลดปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งลงได้ คณะกรรมาธิการการคมนาคมลงส้ารวจพื นที่ ณ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง คณะผู้ศึกษำได้เดินทำงไปส ำรวจพื้นที่ ณ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด จังหวัดระยอง ในวันที่ ๓๐ กรกฎำคม ๒๕๖๓ ที่ผ่ำนมำ เพื่อศึกษำ รวบรวมข้อมูล และสังเกตกำรณ์เกี่ยวกับลักษณะทำง กำยภำพ โครงสร้ำงพื้นฐำน ตลอดจนสภำพปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งในพื้นที่ใกล้เคียง ภาพที่ ๒๓ การเดินทางลงไปส้ารวจพื นที่โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด


หน้า | 54 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๓.๓ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล กำรศึกษำครั้งนี้ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) และข้อมูล ทุติยภูมิ (Secondary data) โดยมีรำยละเอียด ดังนี้ ๓.๓.๑ กำรเก็บข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ท ำกำรศึกษำโดยกำรสัมภำษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) ผู้เชี่ยวชำญ ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง (Key Informants) รวมทั้ง กำรลงส ำรวจพื้นที่โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้จำกกำร สังเกตกำรณ์ กำรบรรยำยสรุปและจำกกำรตอบข้อซักถำมเชิงลึกจำกหน่วยงำน ผู้ปฏิบัติงำน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ๓.๓.๒ กำรเก็บข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ในงำนศึกษำครั้งนี้ คณะผู้ศึกษำท ำกำรเก็บ รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิอันประกอบด้วยรำยงำนผลกำรศึกษำ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงกำรพัฒนำ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำตำพุด ๓.๔ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้ศึกษำได้ท ำกำรสร้ำงแบบสัมภำษณ์แบบเจำะลึก และเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ กำรบันทึกลงสมุดโน้ต เป็นอุปกรณ์หลักในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่ำงกำรสัมภำษณ์ หลังจำกขั้นตอน กำรสัมภำษณ์แล้ว ได้บันทึกเพื่อวิเครำะห์และสรุปผลกำรศึกษำตำมขั้นตอนดังนี้ ๓.๔.๑ น ำข้อมูลที่ได้มำจดบันทึกมำแบ่งแยกระหว่ำงส่วนที่เป็นข้อมูลกับส่วนที่เป็นควำมคิดเห็น ของผู้ศึกษำ โดยกำรบรรยำยรำยละเอียดของเหตุกำรณ์หรือปรำกฏกำรณ์ตำมที่เก็บรวบรวมไว้เสียก่อน หลังจำกนั้นจึงใส่ควำมเห็น กำรตีควำม กำรสรุปหรือกำรโยงเข้ำสู่กรอบควำมคิดทฤษฎีแล้วอธิบำย ตำมวัตถุประสงค์แต่ละข้อต่อไป ๓.๔.๒ วิเครำะห์ข้อมูลเชิงคุณภำพ ในกำรวิเครำะห์ข้อมูลที่ได้จำกกำรทบทวนวรรณกรรม ตลอดจนกำรวิเครำะห์ข้อมูลที่ได้จำกกำรสัมภำษณ์นั้น ผู้ศึกษำจะใช้วิธีกำรวิเครำะห์เชิงเนื้อหำ (Content Analysis) โดยกำรรวบรวมและตีควำมสร้ำงข้อสรุปจำกปรำกฏกำรณ์เฉพำะที่ได้จำก กำรสัมภำษณ์ และข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จำกกำรศึกษำเอกสำร


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 55 ภาพที่ ๒๔ แผนภาพแสดงขั นตอนกระบวนการศึกษา ขั นตอนการศึกษา วิธีด้าเนินการศึกษา ผลลัพธ์ ขั นตอนที่ ๑ การศึกษาสถานะการด้าเนิน โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ขั นตอนที่ ๒ การศึกษาผลกระทบต่ออาณาเขต ทางทะเลไทย ๑. ศึ กษ า ข้ อ มู ล ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ โ ค ร ง ก า ร พั ฒ น า ท่ า เ รื อ อุตส าหก รรมม าบตาพุด (๑) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเขตทาง ทะเล (๒) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การถมทะเลและสิ่งแวดล้อมทาง ทะเล (๓) กรณีศึกษาและงาน วิ ช า ก า ร ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ก าร เปลี่ยนแปลงเส้นเขตทะเลและ สิ่งแวดล้อมทางทะเล (๔) ค้า วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ ขอบเขตความหมายของหนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญ ๒. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรง คุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ๓. ลงส้ารวจพื นที่โครงการพัฒนา ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการ สังเกตการณ์ การบรรยายสรุป และ จากการตอบข้อซักถามเชิงลึกจาก หน่วยงาน ผู้ปฏิบัติงานและผู้ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนา ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด รับทราบสถานะการด้าเนิน โครงการพัฒนาท่าเรือ อุตสาหกรรมมาบตาพุด รับทราบผลผลกระทบต่อ การกัดเซาะชายฝั่งทะเล และแนวทางการแก้ไขปัญหา ที่มาบตาพุด รายงานการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการถมทะเล ตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ขั นตอนที่ ๔ การศึกษาผลกระทบต่อการกัด เซาะชายฝั่งทะเลและแนวทาง แก้ไข ปัญหา รับทราบผลกระทบต่อ อาณาเขตทางทะเลของไทย ขั นตอนที่ ๓ การศึกษาความเป็นหนังสือสัญญา ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ รับทราบความเป็นหนังสือ สัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา จักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 57 บทที่ ๔ ผลการพิจารณาศึกษา รำยงำนกำรพิจำรณำศึกษำผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ประกอบด้วยกำรศึกษำ ๔ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ ศึกษำสถำนกำรณ์ด ำเนินโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ส่วนที่ ๒ ศึกษำผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทย ส่วนที่ ๓ ศึกษำควำมเป็นหนังสือสัญญำ ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทยตำมกฎหมำยรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มำตรำ ๑๗๘ และส่วนที่ ๔ ศึกษำผลกระทบต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเลและแนวทำงแก้ปัญหำโดยกำรศึกษำทั้ง ๔ ส่วนนี้ จ ำเป็นที่จะต้องท ำกำรพิจำรณำศึกษำไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้สำมำรถได้ผลกำรพิจำรณำศึกษำครบถ้วน ทั้ง ๔ ส่วน ตลอดจนได้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อกำรด ำเนินโครงกำรหรือกิจกรรมต่ำง ๆ ทั้งส ำหรับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดและโครงกำรอื่น ๆ ที่จะด ำเนินกำรในลักษณะเดียวกัน โดยผลกำรพิจำรณำศึกษำในแต่ละส่วนสำมำรถสรุปรำยละเอียดได้ดังต่อไปนี้ ๔.๑ สถานะการด้าเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดนั้น มีกำรด ำเนินกำรไปแล้ว ๒ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ส่วนระยะที่ ๓ นั้น เป็นกำรถมทะเลและก่อสร้ำงต่อขยำยจำกระยะที่ ๑ ฝั่งตะวันตก โดยกำรก่อสร้ำงทั้ง ๓ ระยะเป็นกำรด ำเนินกำรตำมแผนงำนตำมที่กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ประกำศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น จึงเป็นกำรด ำเนินงำนก่อสร้ำงตำมแผนงำนเดิมโดยโครงกำร พัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ มีเนื้อที่ประมำณ ๑,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่กักเก็บ ตะกอน ๔๕๐ ไร่ พื้นที่ท่ำเทียบเรือสินค้ำเหลว ๒๐๐ ไร่ พื้นที่ท่ำเทียบเรือก๊ำซ ๒๐๐ ไร่ พื้นที่ประกอบธุรกิจ ๑๕๐ ไร่ และจัดท ำเขื่อนกันคลื่นที่มีควำมยำว ๕,๔๑๐ เมตร โครงกำรมีมูลค่ำรวม ๕๕,๔๐๐ ล้ำนบำท ซึ่งปัจจุบันได้มีกำรลงนำมในสัญญำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับอนุญำตให้ปลูกสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำจำกกรมเจ้ำท่ำ ตำมพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พุทธศักรำช ๒๔๕๖ เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนมิถุนำยน ๒๕๖๓ รายละเอียดตามภาคผนวก จ โดยโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ จะถมทะเลสร้ำงท่ำเรือและพื้นที่รองรับ อุตสำหกรรมก๊ำซธรรมชำติและปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นจำกระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ในปัจจุบันจำกกำรสอบถำม ข้อมูลและลงพื้นที่ดูงำนที่ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด จังหวัดระยอง ค้นพบว่ำ ลักษณะทำงกำยภำพ ของท่ำเรือที่ถมยื่นออกไปในทะเลนั้น ปลำยสุดของโครงสร้ำงแต่ละระยะจะยื่นออกไปในทะเลห่ำงจำก เส้นแนวชำยฝั่งเป็นระยะทำงที่แตกต่ำงกันไป ดังนี้ โครงกำรระยะที่ ๑ ถมทะเลเป็นพื้นที่ ๑,๔๐๐ ไร่ ส่วนปลำยสุดของเขื่อนท่ำเรืออยู่ห่ำงจำก เส้นแนวชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๒,๙๘๓ เมตร โครงกำรระยะที่ ๒ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของโครงกำรระยะที่ ๑ ถมทะเลเป็นพื้นที่ขนำดใหญ่ ๑,๔๗๐ ไร่ โดยส่วนปลำยสุดของเขื่อนท่ำเรืออยู่ห่ำงจำกเส้นแนวชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๓,๔๒๒ เมตร โครงกำรระยะที่ ๓ ซึ่งอยู่ระหว่ำงด ำเนินกำรและจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๘ นั้น จะมีโครงสร้ำงเชื่อมต่อกับ โครงกำรระยะที่ ๑ โดยจะมีกำรถมทะเลเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งส่วนปลำยสุดของเขื่อนท่ำเรือระยะที่ ๓ เมื่อสร้ำงแล้วเสร็จ จะอยู่ห่ำงจำกเส้นแนวชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๔,๗๖๗ เมตร


หน้า | 58 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๒๕ ระยะห่างฝั่งของเขตท่าเรือมาบตาพุด ที่มา : การท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 59 เนื่องด้วยชำยฝั่งทะเลจังหวัดระยอง ไม่อยู่ในพื้นที่ประกำศเส้นฐำนตรงใด ๆ ดังนั้น ตำมกฎหมำยทะเล หรือ UNCLOS 1982 แล้ว เส้นแนวน้ ำลดตลอดฝั่งหรือแนวชำยฝั่งทะเล จึงเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่จะใช้วัดควำมกว้ำงทะเลอำณำเขต และตำมกฎหมำยทะเลนี้เช่นกันในข้อ ๑๑ ท่ำเรือ ก ำหนดว่ำสิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุดของเขตท่ำให้ถือเป็นส่วนของฝั่งทะเลซึ่งเป็นเส้นฐำนปกติที่ใช้ วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตด้วย ในกรณีของท่ำเรือมำบตำพุดก็คือ ระยะปลำยสุดของท่ำเรือ ที่ก่อสร้ำงยื่นไปในทะเล (ระยะที่ ๑ = ๒,๙๘๓ เมตร, ระยะที่ ๒ = ๓,๔๒๒ เมตร, ระยะที่ ๓ = ๔,๗๖๗ เมตร) ดังนั้นกำรถมทะเลเพื่อสร้ำงท่ำเรือและสิ่งก่อสร้ำงต่ำง ๆ ยื่นออกไปไกลเช่นนี้ จะส่งผลกระทบที่ส ำคัญ ทั้งต่อเส้นเขตแดนทำงทะเลซึ่งจะวัดควำมกว้ำงนับจำกเส้นฐำนปกติและกำรเปลี่ยนแปลงทิศทำง กระแสน้ ำก่อให้เกิดปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งในพื้นที่ใกล้เคียง ๔.๒ ผลกระทบต่ออาณาเขตทางทะเลของไทย เนื่องจำกท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดมีต ำบลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยอง ซึ่งโดยลักษณะทำงภูมิศำสตร์ของชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกในพื้นที่ จังหวัดระยองมีลักษณะเป็นทะเล เปิดคือเป็นชำยฝั่งทะเลที่เปิดออกสู่อ่ำวไทย และเมื่อพิจำรณำถึงเขตทำงทะเลประเภทต่ำง ๆ ตำมที่ก ำหนดไว้ในอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งไทยก็เข้ำเป็นภำคีอนุสัญญำนี้ด้วยแล้ว ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกส่วนนี้ไม่ได้อยู่ในเขตอ่ำวไทยตอนใน ซึ่งไทยประกำศเมื่อปี ๒๕๐๒ เป็นอ่ำวประวัติศำสตร์ และไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนที่ไทยประกำศเป็นเส้นฐำนตรง และน่ำนน้ ำภำยในตำมที่ประเทศไทยได้ประกำศไว้แล้วจ ำนวน ๔ พื้นที่ด้วยกัน ด้วยลักษณะเช่นนี้ท ำให้ชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยองซึ่งเป็นที่ตั้งของท่ำเรือมำบตำพุดทั้งหมด ถือเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตซึ่งไทยประกำศก ำหนด ควำมกว้ำงไว้ ๑๒ ไมล์ทะเล (ประมำณ ๒๒.๒ กิโลเมตร) ตำมกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ นอกจำกนั้นแล้วตำมกฎหมำยทะเลข้อ ๑๑ ในเรื่องของท่ำเรือก ำหนดไว้ว่ำ “เพื่อควำมมุ่งประสงค์ ในกำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้างถาวรตอนนอกสุดของเขตท่าเรือซึ่งประกอบ เป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบการท่านั น ให้ถือว่าประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเลสิ่งติดตั้งนอกฝั่ง และเกำะเทียมมิให้ถือว่ำเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำ” ดังนั้นตำมกฎหมำยทะเลแล้ว สิ่งก่อสร้ำงถำวร ตอนนอกสุดของเขตท่ำเรือมำบตำพุดซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำเรือมำบตำพุด จะถือเป็นส่วนของฝั่งทะเลซึ่งจะเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเล อำณำเขตของไทยด้วย ดังนั้น กำรที่ในปัจจุบันพื้นที่ของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๒ มีกำรถมทะเลรวม ๒,๘๗๐ ไร่ สิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำยื่นจำกชำยฝั่ง เป็นระยะทำง ๓,๔๒๒ เมตรนั้น กรมอุทกศำสตร์กองทัพเรือได้ตรวจสอบตำมหลักกฎหมำยระหว่ำงประเทศ และหลักเทคนิคกำรท ำแผนที่ทำงทะเลแล้วพบว่ำจะท ำให้ทะเลอำณำเขตของไทย มีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ๑๒ ตำรำงกิโลเมตร ตามภาพที่ ๒๖


หน้า | 60 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๒๖ ผลกระทบของโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ต่ออาณาเขตทางทะเล ที่มา : กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ส ำหรับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ซึ่งอยู่ระหว่ำงด ำเนินโครงกำร และจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๘ จะมีพื้นที่ถมทะเลเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ โดยสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำ เมื่อแล้วเสร็จจะยื่นจำกชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๔,๗๖๗ เมตรนั้น กรมอุทกศำสตร์กองทัพเรือได้ตรวจสอบ แล้วพบว่ำจะท ำให้ทะเลอำณำเขตของไทยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งหมดแล้วเป็น ๒๘ ตำรำงกิโลเมตร ตามภาพที่ ๒๗ และเส้นแนวทะเลอำณำเขตรวมทั้งเขตต่อเนื่อง ๑๒ ไมล์ทะเลจำกเส้นแนวทะเลอำณำ เขตจะขยำยออกเช่นกันตำมขนำดของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น แต่กำรเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลอำณำเขตของไทย ครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะและไหล่ทวีปของไทยที่อยู่ประชิดกับประเทศอื่น เนื่องจำกอิทธิพลจำกเกำะเสม็ดและเกำะจวงที่ขนำบอยู่ รวมถึง ทิศทำงของ Coastal Front ชำยฝั่ง ทะเลภำคตะวันออกซึ่งหันเปิดทิศทำงไปทำงภำคใต้ของประเทศไทย ดังนั้น ในกรณีของเขตเศรษฐกิจ จ ำเพำะและไหล่ทวีปของไทยจึงไม่เป็นประเด็นปัญหำที่จะน ำไปสู่ควำมขัดแย้งระหว่ำงไทยกับประเทศ เพื่อนบ้ำนอื่นที่มีเขตทำงทะเลประชิดติดกัน


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 61 ภาพที่ ๒๗ การเปลี่ยนแปลงพื นที่ทะเลอาณาเขตและเส้นแนวทะเลของไทยจากผลกระทบของ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ต่ออาณาเขตทางทะเล ที่มา : กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ อย่ำงไรก็ตำม กำรเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลอำณำเขตของไทยอีก ๒๘ ตำรำงกิโลเมตรนี้ หมำยถึง อ ำนำจอธิปไตยของไทย สิทธิต่ำงๆของไทยในฐำนะรัฐชำยฝั่งที่พึงมีในทะเลอำณำเขตก็จะเพิ่มขึ้นอีก ๒๘ ตำรำงกิโลเมตรด้วย พื้นที่ส่วนนี้เดิมจะเป็นเขตต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะที่รัฐชำยฝั่งอื่น มีสิทธิเสรีภำพในกำรใช้พื้นที่ด้วยตำมที่กฎหมำยทะเลหรือ UNCLOS 1982 ข้อ ๕๘ ก ำหนดไว้เช่น เสรีภำพในกำรเดินเรือและกำรบินผ่ำน กำรวำงสำยเคเบิลและท่อใต้ทะเล และกำรใช้ทะเลในทำงอื่น ที่ชอบด้วยกฎหมำยระหว่ำงประเทศ แต่เมื่อถูกปรับเปลี่ยนสถำนะมำเป็นทะเลอำณำเขตของไทย สิทธิ เสรีภำพของรัฐอื่นในกำรใช้พื้นที่ส่วนนี้ดังกล่ำวจะถูกจ ำกัดลงด้วย ซึ่งอำจเป็นประเด็นขัดแย้ง กับกลุ่มผู้แสวงประโยชน์และกลุ่มผู้เสียประโยชน์เช่นกลุ่มแนวคิดตั้งนิคมบ้ำนลอยน้ ำหรือ Seasteading


หน้า | 62 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๒๘ บ้านลอยน ้า (Seasteading) ที่มา : ศูนย์อ้านวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขต ๓ ซึ่งเคยเข้ำก่อปัญหำกรณีสร้ำงบ้ำนลอยน้ ำบริเวณชำยขอบทะเลอำณำเขตนอกชำยฝั่งภูเก็ตเมื่อช่วงเดือน เมษำยน ๒๕๖๒ แต่ต้องถูกรื้อถอนและถูกด ำเนินคดีในที่สุด รายละเอียดตามภาคผนวก ฉ หน่วยงำน และผู้ที่เกี่ยวข้องมำให้ควำมเห็นเกี่ยวกับเขตทำงทะเลและกำรวิเครำะห์สิ่งแวดล้อมทำงทะเล ของโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ พบว่ำผลกระทบจำกกำรก่อสร้ำงโครงกำร พัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ระยะที่ ๓ ต่อเส้นเขตแดนทำงทะเล กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง กับท่ำเรือต่ำง ๆ ในทะเลเป็นไปตำมอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (UNCLOS) ในข้อ ๑๑ บัญญัติว่ำ “เพื่อควำมมุ่งประสงค์กำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้ำงถำวรนอกสุดของเขตท่ำ ซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำนั้นให้ถือว่ำ ประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเล สิ่งติดตั้งนอกฝั่งและเกำะเทียมให้ถือเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตของท่ำ” โดยสรุปคือท่ำเรือสำมำรถสร้ำงเป็นส่วนหนึ่งของเส้นฐำนได้เช่นเดียวกับแนวน้ ำลดต่ ำสุดบนแผนที่ หนังสือเทคนิคเกี่ยวกับกฎหมำยของทะเล (technical state on the law of the sea) ในข้อ ๔.๕.๑ ระบุไว้ว่ำ “สิ่งก่อสร้ำงถำวร เช่น ท่ำเรือ เขื่อนกันคลื่น หรือเขื่อนป้องกันร่องน้ ำต่ำง ๆ รวมถึง เขื่อนป้องกันตลิ่งที่อยู่เหนือระดับน้ ำลงต่ ำสุด แต่ไม่รวมถึงแนวท่อน้ ำทิ้งให้ถือเป็นสิ่งก่อสร้ำงชำยฝั่ง สำมำรถก ำหนดเป็นเส้นฐำนในกำรก ำหนดเขตทำงทะเลได้”


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 63 ๔.๓ ความเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ส ำหรับประเด็นที่ว่ำหนังสือสัญญำที่กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสำหกิจ ได้ลงนำมกับบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จ ำกัดเมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ เพื่อร่วมลงทุน โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ซึ่งจะมีกำรถมทะเลอันจะมีผลให้เกิด กำรเปลี่ยนแปลงต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทยด้วยนั้น จะถือว่ำหนังสือสัญญำดังกล่ำวเป็นหนังสือ สัญญำตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มำตรำ ๑๗๘ หรือไม่นั้น เนื่องจำกในมำตรำ ๑๗๘ วรรคสองก ำหนดว่ำหนังสือสัญญำใดมีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทย ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำก่อนได้ข้อสรุปว่ำ หนังสือสัญญำตำมควำมหมำยของรัฐธรรมนูญ มำตรำนี้ จะต้องมีองค์ประกอบส ำคัญประกำรหนึ่งคือ คู่สัญญำต้องเป็นรัฐต่อรัฐด้วยกัน แต่กรณีนี้ เป็นกำรกระท ำโดยรัฐวิสำหกิจซึ่งเป็นหน่วยงำนรัฐของไทยฝ่ำยเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญำ ดังนั้น หนังสือสัญญำดังกล่ำวจึงไม่เข้ำลักษณะเงื่อนไขตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๗๘ ที่จะต้องขอควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ ก ำหนดให้พระมหำกษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระรำชอ ำนำจ ในกำรท ำหนังสือสัญญำสันติภำพสัญญำสงบศึกและสัญญำอื่นกับนำนำประเทศหรือกับองค์กำรระหว่ำงประเทศ หนังสือสัญญำใดมีบทเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอำณำเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอ ำนำจตำมหนังสือสัญญำหรือตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศหรือจะต้อง ออกพระรำชบัญญัติเพื่อให้กำรเป็นไปตำมหนังสือสัญญำ และหนังสือสัญญำอื่นที่อำจมีผลกระทบต่อ ควำมมั่นคง ทำงเศรษฐกิจ สังคม หรือกำรค้ำหรือกำรลงทุนของประเทศอย่ำงกว้ำงขวำง ต้องได้รับ ควำมเห็นชอบของรัฐสภำ ซึ่งองค์ประกอบที่ชี้ชัดว่ำกำรกระท ำใดที่เข้ำข่ำยต้องได้รับควำมเห็นชอบ จำกรัฐสภำ ประกอบด้วย (๑) เป็นกำรกระท ำของรัฐต่อรัฐ (๒) เป็นลำยลักษณ์อักษร (๓) เพื่อประโยชน์แห่งรัฐอันอำจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภำพรวม หำกเทียบเคียงกรณีกำรก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดเป็นกำรกระท ำฝ่ำยเดียวของรัฐ และคู่กรณีไม่ใช่รัฐ จึงไม่ต้องได้รับกำรรับรองจำกรัฐสภำ ประเด็นกำรขอควำมเห็นชอบกำรจัดท ำโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด และกำรท ำกิจกรรมต่ำง ๆ ทำงทะเล จำกรัฐสภำก่อนหรือไม่นั้น บทบัญญัติมำตรำ ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ แห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ ก ำหนดให้หนังสือสัญญำใดมีบทเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอำณำเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอ ำนำจตำมหนังสือหรือ ตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศหรือจะต้องออกพระรำชบัญญัติเพื่อให้กำรเป็นไปตำมหนังสือสัญญำ และหนังสือสัญญำอื่นที่อำจมีผลกระทบต่อควำมมั่นคงทำงเศรษฐกิจ สังคม หรือกำรค้ำหรือกำรลงทุน ของประเทศอย่ำงกว้ำงขวำงต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ แต่เนื่องจำกค ำว่ำ หนังสือสัญญำ จะต้องมีองค์ประกอบส ำคัญประกำรหนึ่งคือ คู่สัญญำต้องเป็นรัฐ แต่กรณีนี้เป็นกำรกระท ำฝ่ำยเดียว ของไทย จึงไม่เข้ำเงื่อนไขตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๗๘ ที่จะต้อง ขอควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ


หน้า | 64 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ๔.๔ ผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและแนวทางแก้ปัญหา จำกสภำพของหำดแสงจันทร์ ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของท่ำเรือมำบตำพุด ถูกกัดเซำะตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เมื่อโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๑ แล้วเสร็จโดยสร้ำงท่ำเรือและเขื่อนยื่นออกมำ ในทะเลห่ำงชำยฝั่งกว่ำ ๒,๙๘๓ เมตร และกำรกัดเซำะยิ่งรุนแรงขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อโครงกำร ระยะที่ ๒ แล้วเสร็จท ำให้โครงสร้ำงท่ำเรือและเขื่อนที่สร้ำงยื่นออกมำในทะเลห่ำงชำยฝั่งทั้งสิ้นกว่ำ ๓,๔๒๒ เมตร ซึ่งสิ่งก่อสร้ำงทั้งหมดที่ยื่นออกมำในทะเลนี้จะขวำงทิศทำงกระแสน้ ำโดยเฉพำะอย่ำงยิ่ง ในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีอิทธิพลมำกที่สุดในพื้นที่ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออก ท ำให้เกิด กำรกัดเซำะชำยฝั่งส่วนที่อยู่ฝั่งตะวันออกของท่ำเรือมำบตำพุดอย่ำงรุนแรง ในขณะที่ชำยฝั่งส่วนที่อยู่ ฝั่งตะวันตกจะมีกำรตกตะกอนทรำยค่อนข้ำงมำก หน่วยงำนรัฐโดยกรมเจ้ำท่ำแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งหำดแสงจันทร์นี้ ด้วยกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่น นอกฝั่งเพื่อลดควำมรุนแรงของคลื่น โดยสร้ำงเขื่อนหินทิ้งเป็นช่วง ๆ ตลอดแนวชำยหำด เริ่มด ำเนินกำร ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ผ่ำนมำจนถึงปัจจุบันกว่ำ ๒๐ ปี ปรำกฏว่ำหำดแสงจันทร์ที่เดิมเคยเป็นชำยหำดยำว เรียบต่อเนื่องไปตำมธรรมชำติ ต้องมีสภำพที่ผิดธรรมชำติคือกลำยเป็นชำยหำดเว้ำแหว่งเป็นช่วง ๆ ตำมเขื่อนกันคลื่นนอกชำยฝั่งที่สร้ำงเป็นช่วง ๆ จำกกำรศึกษำพบว่ำกำรแก้ปัญหำกัดเซำะชำยฝั่งด้วยกำรสร้ำงเขื่อนนอกฝั่งเป็นช่วง ๆ เช่นนี้ เป็นกำรแก้ที่ปลำยเหตุ เพรำะต้นเหตุเกิดจำกกำรที่เม็ดทรำยซึ่งเดิมเคยถูกพัดไปเติมเกลี่ยตลอดแนว ชำยหำดบริเวณนี้ในแต่ละปี จะถูกโครงสร้ำงของท่ำเรือมำบตำพุดซึ่งวำงตัวในแนวทิศเหนือ – ใต้ขวำงกั้นไว้ ท ำให้ฝั่งตะวันตกเกิดทรำยกำรทับถมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จำกอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่ฝั่งตะวันออกเช่นหำดแสงจันทร์ เม็ดทรำยที่หำดจะถูกกัดเซำะหำยไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยไม่มีเม็ดทรำยใหม่ไปเติม ข้อเสนอทำงแก้คือ ควรแก้ปัญหำที่ต้นเหตุด้วยกำรดูดทรำยที่สะสมงอกทับถม ด้ำนฝั่งตะวันตกของท่ำเรือในแต่ละปี ไปพ่นเติมปรับสมดุลชำยหำดฝั่งตะวันออกคือ หำดแสงจันทร์ โดยอำจใช้วิธีพ่นทรำยเติมในน้ ำทะเลก่อนถึงชำยหำดเพื่อให้กระแสคลื่นพัดเม็ดทรำยไปเกลี่ยเติม ปรับสมดุลชำยหำดในลักษณะคล้ำยธรรมชำติตลอดแนวชำยหำด โดยจะต้องมีกำรค ำนวณปริมำณของทรำย ที่จะเคลื่อนย้ำยให้สอดคล้องและสมดุลใกล้เคียงปริมำณกำรสะสมตำมธรรมชำติมำกที่สุด อย่ำงไรก็ตำม ในกำรประเมินผลด ำเนินงำนเพื่อแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งเพื่อให้ได้ ผลกำรประเมินที่ใกล้เคียงสภำพตำมธรรมชำติจริงมำกที่สุดนั้น นอกจำกวิธีกำรและเครื่องมือในกำรประเมิน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจำกกระแสน้ ำหรือคลื่นในทะเลด้วยวิธีกำรค ำนวณทำงคณิตศำสตร์ และสร้ำงแบบจ ำลองเสมือนจริงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Numerical / Mathematical Model) เช่นที่ด ำเนินกำรอยู่แล้วกับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดแล้ว ในหลำยประเทศ ที่มีโครงกำรถมทะเลขนำดใหญ่จะใช้วิธีสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) รายละเอียด ตามข้อ ๒.๕ เพื่อประเมินผลกระทบต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในแบบโครงสร้ำงจ ำลองเสมือนธรรมชำติจริง ควบคู่ไปด้วย แต่ประเทศไทยยังมีขีดควำมสำมำรถที่จ ำกัดในเรื่องนี้มำกยังขำดหน่วยงำนและเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัยในด้ำนนี้


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 65 ดังนั้น ด้วยข้อจ ำกัดนี้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยและส ำนักงำนท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด อำจใช้วิธีจ้ำงหน่วยงำนจำกต่ำงประเทศที่มีขีดควำมสำมำรถด้ำนนี้ ในกำรสร้ำงแบบจ ำลอง ทำงกำยภำพ (Physical model) ของชำยฝั่งในพื้นที่นี้ เพื่อประเมินผลกระทบแต่ละห้วงเวลำและทดสอบ แนวทำงแก้ไขด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ นอกเหนือจำกเดิมที่ท ำเพียงแบบจ ำลองคณิตศำสตร์ (Mathematical model) เพื่อประเมินผลกำรด ำเนินกำรแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเลอันเนื่องจำกกำรสร้ำงท่ำเรือ อุตสำหกรรมมำบตำพุดอย่ำงต่อเนื่องและปรับปรุงวิธีกำรแก้ปัญหำให้เหมำะสมสอดคล้องตลอดเวลำ ทั้งนี้ ก็เพื่อคืนสภำพหำดแสงจันทร์ที่ปัจจุบันอยู่ในสภำพเว้ำแหว่งเป็นช่วง ๆ ให้กลับมำเป็นชำยหำดทรำย ที่ยำวรำบเรียบต่อเนื่องสวยงำมตำมธรรมชำติเหมือนที่เคยเป็นในอดีตหรือใกล้เคียงสภำพเดิมในอดีต ให้มำกที่สุด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 67 บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ รำยงำนกำรพิจำรณำศึกษำผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดในครั้งนี้ คณะผู้ศึกษำขอสรุปผลกำรพิจำรณำศึกษำและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ ๕.๑ สรุปผลการพิจารณาศึกษา โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดในปัจจุบันมีกำรด ำเนินกำรเสร็จไปแล้ว ๒ ระยะ คือระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ โดยโครงกำรระยะที่ ๑ เป็นกำรก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือส ำหรับสินค้ำเหลว ๑ ท่ำ และท่ำเทียบเรือส ำหรับสินค้ำทั่วไป ๒ ท่ำ มีกำรถมทะเลเป็นพื้นที่ ๑,๔๐๐ ไร่ กำรก่อสร้ำงแล้วเสร็จ เมื่อเดือนกุมภำพันธ์ ๒๕๓๕ โครงกำรระยะที่ ๒ เป็นกำรขุดลอกร่องน้ ำทำงเดินเรือ และพื้นที่กลับเรือ ให้เหมำะสมกับขนำดของเรือ เพื่อเพิ่มควำมปลอดภัยกำรเดินเรือในร่องน้ ำ น ำวัสดุที่ขุดได้ไปถมให้เกิดพื้นที่ ในกำรประกอบอุตสำหกรรมประมำณ ๑,๔๗๐ ไร่ โครงกำรแล้วเสร็จเมื่อเมษำยน ๒๕๔๒ รวมพื้นที่ ถมทะเลทั้ง ๒ โครงกำร ๒,๘๗๐ไร่ สิ่งก่อสร้ำงมีระยะทำงยื่นจำกชำยฝั่ง ๓,๔๒๒ เมตร ส ำหรับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ขณะนี้อยู่ระหว่ำงด ำเนินกำร เป็นไปตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลำคม ๒๕๖๑ ซึ่งอนุมัติหลักกำรของโครงกำรเพื่อสร้ำงท่ำเรือ และพื้นที่อุตสำหกรรมรองรับกำรขนถ่ำยก๊ำซธรรมชำติและวัตถุดิบเหลวส ำหรับกลุ่มอุตสำหกรรมปิโตรเคมี และต่อมำเมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำรลงทุนโครงกำรขยำยพื้นที่ นิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุดและได้มีกำรลงนำมสัญญำร่วมลงทุนระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรม กับบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอลจ ำกัด เพื่อด ำเนินกำรตำมโครงกำรระยะที่ ๓ แล้ว คำดว่ำ จะเปิดให้บริกำรได้ในปี ๒๕๖๘ โดยโครงกำรระยะที่ ๓ จะมีพื้นที่ถมทะเลเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ ท ำให้พื้นที่ถมทะเลทั้ง ๓ โครงกำรรวมเป็น ๓,๘๗๐ ไร่ โดยปลำยสุดของสิ่งก่อสร้ำงของท่ำเรือมำบตำพุด ระยะที่ ๓ จะมีระยะทำงยื่นไปในทะเลห่ำงชำยฝั่งถึง ๔,๗๖๗ เมตร ด้วยลักษณะทำงกำยภำพของท่ำเรือที่มีกำรถมทะเลยื่นห่ำงชำยฝั่งเป็นระยะทำงไกลเช่นนี้ จะส่งผลกระทบส ำคัญ ๒ ประกำร ๕.๑.๑ ผลกระทบต่ออาณาเขตทางทะเลของไทย เนื่องจำกท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด มีต ำบลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ริมชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยอง ซึ่งโดยลักษณะทำงภูมิศำสตร์ของชำยฝั่งทะเล ภำคตะวันออกในพื้นที่จังหวัดระยองนั้น มีลักษณะเป็นทะเลเปิดคือเป็นชำยฝั่งทะเลที่เปิดออกสู่อ่ำวไทย และเมื่อพิจำรณำถึงเขตทำงทะเลประเภทต่ำง ๆ ตำมที่ก ำหนดไว้ในอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วย กฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งไทยก็เข้ำเป็นภำคีอนุสัญญำนี้ด้วยแล้ว ชำยฝั่งทะเล ภำคตะวันออกส่วนนี้ ไม่ได้อยู่ในเขตอ่ำวไทยตอนในซึ่งไทยประกำศเมื่อปี ๒๕๐๒ เป็นอ่ำวประวัติศำสตร์ และไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนที่ไทยประกำศเป็นเส้นฐำนตรงและน่ำนน้ ำภำยในตำมที่ประเทศไทย ได้ประกำศไว้แล้วจ ำนวน ๔ พื้นที่ด้วยกัน ด้วยลักษณะเช่นนี้ท ำให้ชำยฝั่งทะเลของจังหวัดระยองซึ่งเป็นที่ตั้งของท่ำเรือมำบตำพุดทั้งหมด ถือเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตซึ่งไทยประกำศก ำหนด ควำมกว้ำงไว้ ๑๒ ไมล์ทะเล (ประมำณ ๒๒.๒ กิโลเมตร) ตำมกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕


หน้า | 68 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นอกจำกนั้นแล้วตำมกฎหมำยทะเลข้อ ๑๑ ในเรื่องของท่ำเรือก ำหนดไว้ว่ำ “เพื่อควำมมุ่งประสงค์ กำรก ำหนดขอบเขตของทะเลอำณำเขต สิ่งก่อสร้างถาวรตอนนอกสุดของเขตท่าซึ่งประกอบเป็นส่วน อันแยกออกมิได้ของระบบการท่านั นให้ถือว่าประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเลสิ่งติดตั้งนอกฝั่งและเกำะเทียม มิให้ถือเป็นสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตของท่ำ” ดังนั้นตำมกฎหมำยทะเลแล้ว สิ่งก่อสร้ำงถำวรตอนนอกสุด ของเขตท่ำเรือมำบตำพุดซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบกำรท่ำเรือมำบตำพุด จะถือเป็นส่วนของ ฝั่งทะเลซึ่งจะเป็นเส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ที่ใช้วัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตของไทยด้วย ดังนั้น กำรที่ในปัจจุบันพื้นที่ของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ซึ่งแล้วเสร็จ เมื่อปี ๒๕๔๒ มีกำรถมทะเลรวม ๒,๘๗๐ไร่ สิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำยื่นจำกชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๓,๔๒๒ เมตรนั้น กรมอุทกศำสตร์กองทัพเรือได้ตรวจสอบตำมหลักกฎหมำยระหว่ำงประเทศ และหลักเทคนิคกำรท ำแผนที่ทำงทะเลแล้วพบว่ำจะท ำให้ทะเลอำณำเขตของไทยมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ๑๒ ตำรำงกิโลเมตร ตามภาพที่ ๒๖ และส ำหรับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ซึ่งอยู่ระหว่ำงด ำเนินโครงกำรและจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๘ จะมีพื้นที่ถมทะเลเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ ไร่ โดยสิ่งก่อสร้ำงถำวรของเขตท่ำเมื่อแล้วเสร็จ จะยื่นจำกชำยฝั่งเป็นระยะทำง ๔,๗๖๗ เมตรนั้น กรมอุทกศำสตร์กองทัพเรือได้ตรวจสอบแล้วพบว่ำจะท ำให้ทะเลอำณำเขตของไทยมีพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยรวมทั้งหมดแล้วเป็น ๒๘ ตำรำงกิโลเมตร ตามภาพที่ ๒๗ และเส้นแนวทะเลอำณำเขตรวมทั้ง เขตต่อเนื่อง ๑๒ ไมล์ทะเลจำกเส้นแนวทะเลอำณำเขตจะขยำยออกเช่นกันตำมขนำดของพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น แต่กำรเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลอำณำเขตของไทยครั้งนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะ และไหล่ทวีปของไทยที่อยู่ประชิดกับประเทศอื่นเนื่องจำกอิทธิพลจำกเกำะเสม็ดและเกำะจวงที่ขนำบอยู่ รวมถึงทิศทำงของ Coastal Front ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออกซึ่งหันเปิดทิศทำงไปทำงภำคใต้ ของประเทศไทย ดังนั้นในกรณีของเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะและไหล่ทวีปของไทยจึงไม่เป็นประเด็นปัญหำ ที่จะน ำไปสู่ควำมขัดแย้งระหว่ำงไทยกับประเทศเพื่อนบ้ำนอื่นที่มีเขตทำงทะเลประชิดติดกัน อย่ำงไรก็ตำม กำรเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลอำณำเขตของไทยอีก ๒๘ ตำรำงกิโลเมตรนี้ หมำยถึงอ ำนำจอธิปไตยของไทย สิทธิต่ำง ๆ ของไทยในฐำนะรัฐชำยฝั่งที่พึงมีในทะเลอำณำเขตก็จะเพิ่มขึ้นอีก ๒๘ ตำรำงกิโลเมตรด้วย พื้นที่ส่วนนี้เดิมจะเป็นเขตต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจ ำเพำะที่รัฐชำยฝั่งอื่นมีสิทธิเสรีภำพในกำรใช้พื้นที่ ด้วยตำมที่กฎหมำยทะเลหรือ UNCLOS 1982 ข้อ ๕๘ ก ำหนดไว้เช่น เสรีภำพในกำรเดินเรือและกำรบินผ่ำน กำรวำงสำยเคเบิลและท่อใต้ทะเล และกำรใช้ทะเลในทำงอื่นที่ชอบด้วยกฎหมำยระหว่ำงประเทศ แต่เมื่อถูกปรับเปลี่ยนสถำนะมำเป็นทะเลอำณำเขตของไทย สิทธิเสรีภำพของรัฐอื่นในกำรใช้พื้นที่ส่วนนี้ ดังกล่ำวจะถูกจ ำกัดลงด้วย ซึ่งอำจเป็นประเด็นขัดแย้งกับกลุ่มผู้แสวงประโยชน์และกลุ่มผู้เสียประโยชน์ เช่นกลุ่มแนวคิดตั้งนิคมบ้ำนลอยน้ ำหรือ Seasteading ซึ่งเคยเข้ำก่อปัญหำกรณีสร้ำงบ้ำนลอยน้ ำ บริเวณชำยขอบทะเลอำณำเขตนอกชำยฝั่งภูเก็ตเมื่อช่วงเดือนเมษำยน ๒๕๖๒ แต่ต้องถูกรื้อถอน และถูกด ำเนินคดีในที่สุด ส ำหรับประเด็นที่ว่ำหนังสือสัญญำที่กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐวิสำหกิจ ได้ลงนำมกับบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จ ำกัด เมื่อวันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ เพื่อร่วมลงทุน โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ซึ่งจะมีกำรถมทะเลอันจะมีผลให้เกิด กำรเปลี่ยนแปลงต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทยด้วยนั้น จะถือว่ำหนังสือสัญญำดังกล่ำวเป็นหนังสือสัญญำ ตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มำตรำ ๑๗๘ วรรคสองที่ก ำหนดว่ำ


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 69 หนังสือสัญญำใดมีบทเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงอำณำเขตไทย ต้องได้รับควำมเห็นชอบของรัฐสภำ หรือไม่นั้น ได้ข้อสรุปว่ำหนังสือสัญญำตำมควำมหมำยของรัฐธรรมนูญมำตรำนี้จะต้องมีองค์ประกอบ ส ำคัญประกำรหนึ่งคือ คู่สัญญำต้องเป็นรัฐต่อรัฐด้วยกัน แต่กรณีนี้เป็นกำรกระท ำโดยรัฐวิสำหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงำนรัฐของไทยฝ่ำยเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญำ ดังนั้นหนังสือสัญญำดังกล่ำว จึงไม่เข้ำลักษณะเงื่อนไขตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๗๘ ที่จะต้อง ขอควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ กล่ำวโดยสรุปคือ กำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดส่งผลกระทบ ต่ออำณำเขตทำงทะเลของไทยในลักษณะท ำให้พื้นที่ทะเลอำณำเขตเพิ่มขึ้นถือว่ำเป็นกำรเปลี่ยนแปลง อำณำเขตของประเทศ โดยโครงกำร ระยะที่ ๑ และ ๒ ซึ่งเป็นสถำนภำพในปัจจุบันนั้น พื้นที่ทะเลอำณำเขต เพิ่มขึ้น ๑๒ ตำรำงกิโลเมตร และส ำหรับโครงกำรระยะที่ ๓ เมื่อแล้วเสร็จ พื้นที่ทะเลอำณำเขต จะเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งหมดแล้วเป็น ๒๘ ตำรำงกิโลเมตร ซึ่งอำจกระทบสิทธิเสรีภำพของรัฐอื่นในกำรใช้ พื้นที่ทะเลส่วนนี้ แต่อย่ำงไรก็ตำมไม่มีผลกระทบต่อขอบเขตของพื้นที่เขตเศรษฐกิจจ ำเพำะและไหล่ทวีป ของไทยที่ประกำศอยู่เดิมและอยู่ประชิดกับประเทศอื่น ในส่วนของหนังสือสัญญำร่วมลงทุนระหว่ำง กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยกับบริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล เพื่อด ำเนิน โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ นั้น เนื่องจำกเป็นกำรกระท ำโดยหน่วยงำนรัฐ ของไทยฝ่ำยเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญำ ดังนั้นหนังสือสัญญำดังกล่ำวจึงไม่เข้ำลักษณะเงื่อนไข ตำมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย มำตรำ ๑๗๘ ที่จะต้องขอควำมเห็นชอบจำกรัฐสภำ ๕.๑.๒ ผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งทะเล จำกสภำพของหำดแสงจันทร์ ซึ่งอยู่ฝั่ง ตะวันออกของท่ำเรือมำบตำพุด ถูกกัดเซำะตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เมื่อโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดระยะที่ ๑ แล้วเสร็จโดยสร้ำงท่ำเรือและเขื่อนยื่นออกมำในทะเลห่ำงชำยฝั่งกว่ำ ๓ กิโลเมตร และกำรกัดเซำะยิ่งรุนแรงขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เมื่อโครงกำรระยะที่ ๒ แล้วเสร็จท ำให้โครงสร้ำงท่ำเรือ และเขื่อนที่สร้ำงยื่นออกมำในทะเลห่ำงชำยฝั่งทั้งสิ้นกว่ำ ๓,๔๒๒ เมตร ซึ่งสิ่งก่อสร้ำงทั้งหมด ที่ยื่นออกมำในทะเลนี้ จะขวำงทิศทำงกระแสน้ ำโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งมีอิทธิพลมำกที่สุดในพื้นที่ชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออก จึงท ำให้เกิดกำรกัดเซำะชำยฝั่งส่วนที่อยู่ ฝั่งตะวันออกของท่ำเรือมำบตำพุดอย่ำงรุนแรง ในขณะที่ชำยฝั่งส่วนที่อยู่ฝั่งตะวันตกจะมีกำรตกตะกอน ทรำยค่อนข้ำงมำก ตามที่แสดงไว้ในภาพที่ ๗ หน่วยงำนรัฐโดยกรมเจ้ำท่ำแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่ง หำดแสงจันทร์นี้ ด้วยกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งเพื่อลดควำมรุนแรงของคลื่น โดยสร้ำงเขื่อนหินทิ้ง เป็นช่วง ๆ ตลอดแนวชำยหำด เริ่มด ำเนินกำรตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ผ่ำนมำจนถึงปัจจุบันกว่ำ ๒๐ ปี ปรำกฏว่ำ หำดแสงจันทร์ที่เดิมเคยเป็นชำยหำดยำวเรียบต่อเนื่องไปตำมธรรมชำติ ต้องมีสภำพที่ผิดธรรมชำติ คือกลำยเป็นชำยหำดเว้ำแหว่งเป็นช่วง ๆ ตำมเขื่อนหินทิ้งที่สร้ำงเป็นช่วง ๆ


หน้า | 70 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ภาพที่ ๒๙ การสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งหาดแสงจันทร์ ที่มา : https://blog.traveloka.com/th/local-attraction/rayong-must-see จำกกำรศึกษำพบว่ำกำรแก้ปัญหำกัดเซำะชำยฝั่งด้วยกำรสร้ำงเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งเป็นช่วง ๆ เช่นนี้เป็นกำรแก้ที่ปลำยเหตุ เพรำะต้นเหตุเกิดจำกกำรที่เม็ดทรำยซึ่งเดิมเคยถูกพัดไปเติมเกลี่ยตลอดแนว ชำยหำดบริเวณนี้ในแต่ละปีจะถูกโครงสร้ำงของท่ำเรือมำบตำพุดซึ่งวำงตัวในแนวทิศเหนือ - ใต้ขวำงกั้นไว้ ท ำให้ฝั่งตะวันตกเกิดทรำยกำรทับถมพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จำกอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่ฝั่งตะวันออกเช่นหำดแสงจันทร์ เม็ดทรำยที่หำดจะถูกกัดเซำะหำยไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยไม่มี เม็ดทรำยใหม่ไปเติม ข้อเสนอทำงแก้คือ ควรแก้ปัญหำที่ต้นเหตุด้วยกำรดูดทรำยที่สะสมงอกทับถม ด้ำนฝั่งตะวันตกของท่ำเรือในแต่ละปี ไปพ่นเติมปรับสมดุลชำยหำดฝั่งตะวันออกคือ หำดแสงจันทร์ โดยอำจใช้วิธีพ่นทรำยเติมในน้ ำทะเลก่อนถึงชำยหำดเพื่อให้กระแสคลื่นพัดเม็ดทรำยไปเกลี่ยเติม ปรับสมดุลชำยหำดในลักษณะคล้ำยธรรมชำติตลอดแนวชำยหำด โดยจะต้องมีกำรค ำนวณปริมำณ ของทรำยที่จะเคลื่อนย้ำยให้สอดคล้องและสมดุลใกล้เคียงปริมำณกำรสะสมตำมธรรมชำติมำกที่สุด อย่ำงไรก็ตำม ในกำรประเมินผลด ำเนินงำนเพื่อแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งเพื่อให้ได้ผลกำรประเมิน ที่ใกล้เคียงสภำพตำมธรรมชำติจริงมำกที่สุดนั้น นอกจำกวิธีกำรและเครื่องมือในกำรประเมินผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจำกกระแสน้ ำหรือคลื่นในทะเลด้วยวิธีกำรค ำนวณทำงคณิตศำสตร์และสร้ำง แบบจ ำลองเสมือนจริงด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Numerical / Mathematical Model) เช่นที่ด ำเนินกำรอยู่แล้ว กับโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดแล้ว ซึ่งในด้ำนวิศวกรรมชำยฝั่งนั้นได้ทรำบอยู่แล้วว่ำ แบบจ ำลองเสมือนจริงด้วยระบบคอมพิวเตอร์นั้นมีข้อจ ำกัดหลำยด้ำน ไม่ว่ำจะเป็นกำรค ำนวณด้วย กำรใช้สมกำร ซึ่งสมกำรดังกล่ำวมีกำรตัดตัวแปรหลำยตัวออกและมีสมมติฐำนหลำยอย่ำงที่ขัดแย้ง กับธรรมชำติ (Simplified equation) ในหลำยประเทศที่มีโครงกำรถมทะเลขนำดใหญ่จะใช้วิธีสร้ำง แบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) เพื่อประเมินผลกระทบต่ำง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในแบบโครงสร้ำง จ ำลองเสมือนธรรมชำติจริงควบคู่ไปด้วยแต่ประเทศไทยยังมีขีดควำมสำมำรถที่จ ำกัดในเรื่องนี้มำก ยังขำดหน่วยงำนและเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยในด้ำนนี้


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 71 ดังนั้น ด้วยข้อจ ำกัดนี้กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยและส ำนักงำนท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด อำจใช้วิธีจ้ำงหน่วยงำนจำกต่ำงประเทศสถำบันกำรศึกษำของไทยที่มีขีดควำมด้ำนนี้ ในกำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) ของชำยฝั่งในพื้นที่นี้ เพื่อประเมินผลกระทบ แต่ละห้วงเวลำและทดสอบแนวทำงแก้ไขด้วยวิธีกำรต่ำง ๆ นอกเหนือจำกเดิมที่ท ำเพียงแบบจ ำลอง คณิตศำสตร์ (Mathematical model) เพื่อประเมินผลกำรด ำเนินกำรแก้ปัญหำกำรกัดเซำะชำยฝั่งทะเล อันเนื่องจำกกำรสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดอย่ำงต่อเนื่องและปรับปรุงวิธีกำรแก้ปัญหำ ให้เหมำะสมสอดคล้องตลอดเวลำทั้งนี้ก็เพื่อคืนสภำพหำดแสงจันทร์ที่ปัจจุบันอยู่ในสภำพเว้ำแหว่ง เป็นช่วง ๆ ให้กลับมำเป็นชำยหำดทรำยที่ยำวรำบเรียบต่อเนื่องสวยงำมตำมธรรมชำติเหมือนที่เคยเป็น ในอดีตหรือใกล้เคียงสภำพเดิมในอดีตให้มำกที่สุด ๕.๒ ข้อเสนอแนะ คณะผู้ศึกษำมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ ๕.๒.๑ การแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบต่ออาณาเขตทางทะเล (๑) เพื่อให้เกิดควำมปลอดภัยในกำรเดินเรือในกรณีกำรเพิ่มขึ้นของพื้นที่ชำยฝั่ง อันเนื่องจำกกำรถมทะเลเพื่อก่อสร้ำงท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ กรมเจ้ำท่ำและกรมอุทกศำสตร์ ควรด ำเนินกำรเร่งออกประกำศในส่วนที่รับผิดชอบให้ทันสมัยและเป็นไปตำมข้อก ำหนดของอนุสัญญำ ระหว่ำงประเทศว่ำควำมปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ.๑๙๗๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม International Convention for the Safety of Life at Sea, 1974 as amended (SOLAS 1974) รวมทั้ง ให้กรมเจ้ำท่ำ ในฐำนะผู้ออกหนังสืออนุญำตสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำแจ้งกำรอนุญำตถมทะเลให้กรมอุทกศำสตร์เพื่อเปลี่ยนแปลง แผนที่เดินเรือให้ทันสมัย และออกประกำศชำวเรือให้ทรำบถึงกำรแก้ไขแผนที่ดังกล่ำว ตลอดจนค ำเตือน ตำมมำตรฐำนควำมปลอดภัยในกำรเดินเรือ (๒) ในกำรออกใบอนุญำตก่อสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำ ส ำหรับโครงกำรขนำดใหญ่ที่ต้องมี กำรถมทะเล กรมเจ้ำท่ำควรต้องก ำหนดให้เจ้ำของโครงกำรหรือผู้ขอใบอนุญำตต้องแสดงผลกำรศึกษำ ผลกระทบต่ออำณำเขตทำงทะเลหรือเส้นขอบเขตของเขตทำงทะเลเขตต่ำง ๆ ที่อำจเกิดขึ้นจำกกำรถมทะเล ดังกล่ำวประกอบกำรขอใบอนุญำตเพื่อให้เป็นตำมกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตำม ควำมในมำตรำ ๑๑๗ วรรคสองแห่งพระรำชบัญญัติกำรเดินเรือในน่ำนน้ ำไทย พระพุทธศักรำช ๒๔๕๖ ที่ก ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีกำรในกำรอนุญำตให้ก่อสร้ำงสิ่งล่วงล้ ำล ำน้ ำ รายละเอียดตามภาคผนวก จ ทั้งนี้ เพื่อให้ครอบคลุมกรณีสิ่งก่อสร้ำงที่ต้องมีกำรถมทะเลในพื้นที่ชำยฝั่งที่มีลักษณะทำงภูมิศำสตร์ ที่ใช้เส้นฐำนปกติ (Normal baseline) ในกำรวัดควำมกว้ำงของทะเลอำณำเขตและเขตทำงทะเล เขตต่ำง ๆ ตำมที่ก ำหนดไว้ในอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) หรือจะมีสิ่งก่อสร้ำงที่โดยลักษณะอำจกระทบกับอำณำเขตทำงทะเลของประเทศซึ่งต้องก ำหนดให้ มีกำรศึกษำผลกระทบต่ำง ๆ อย่ำงรอบคอบก่อนด้วย (๓) ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งก ำกับดูแล โครงสร้ำงพื้นฐำนขนำดใหญ่ใน ๓ จังหวัดของพื้นที่ภำคตะวันออกเช่นโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดระยะที่ ๓ โครงกำรพัฒนำท่ำเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ เป็นต้น ซึ่งโครงกำรขนำดใหญ่เหล่ำนี้ จะมีกำรถมทะเลเพื่อสร้ำงท่ำเรือและสิ่งก่อสร้ำงต่ำง ๆ ล่วงล้ ำพื้นที่ทำงทะเลเป็นพื้นที่ขนำดใหญ่


หน้า | 72 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ดังนั้น สกพอ.ควรตระหนักถึงควำมส ำคัญของผลกระทบจำกกำรถมทะเลในบำงพื้นที่ที่จะมีต่ออำณำเขต ทำงทะเลของประเทศและจะต้องติดตำมก ำกับดูแลกำรศึกษำและประเมินผลกระทบต่ำง ๆ ในเรื่องนี้ ของหน่วยงำนเจ้ำของโครงกำรอย่ำงจริงจังและให้ชัดเจนในทุกขั้นตอนกำรขออนุญำตจำกหน่วยงำน ที่เกี่ยวข้องด้วย ๕.๒.๒ การแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งทะเล (๑) กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยโดยส ำนักงำนท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ควรแก้ปัญหำสภำพหำดแสงจันทร์ที่มีลักษณะผิดธรรมชำติเป็นชำยหำดเว้ำแหว่งเป็นช่วง ๆ ให้คืนสภำพ ใกล้เคียงลักษณะเดิมที่เป็นชำยหำดยำวเรียบต่อเนื่องไปตำมธรรมชำติ ด้วยกำรดูดทรำยที่สะสมงอกทับถม ด้ำนฝั่งตะวันตกของท่ำเรือในแต่ละปี ไปพ่นเติมปรับสมดุลชำยหำดฝั่งตะวันออกคือหำดแสงจันทร์ โดยอำจใช้วิธีพ่นทรำยเติมในน้ ำทะเลก่อนถึงชำยหำดเพื่อให้กระแสคลื่นพัดเม็ดทรำยไปเกลี่ยเติมปรับสมดุล ชำยหำดในลักษณะคล้ำยธรรมชำติตลอดแนวชำยหำด โดยจะต้องมีกำรค ำนวณปริมำณของทรำย ที่จะเคลื่อนย้ำยให้สอดคล้องและสมดุลใกล้เคียงปริมำณกำรสะสมตำมธรรมชำติมำกที่สุด (๒) เนื่องด้วยในประเทศไทยยังขำดหน่วยงำนและเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีขีดควำมสำมำรถ สร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) เพื่อใช้งำนด้ำนอุทกวิทยำ ด้ำนสมุทรศำสตร์ และวิศวกรรมชำยฝั่ง (Coastal engineering) และประเมินผลกระทบต่อสิ่งต่ำง ๆ จำกกำรเคลื่อนตัว ของน้ ำและตะกอนชำยฝั่งที่เกิดขึ้นจริงในแบบโครงสร้ำงจ ำลอง ควบคู่ไปกับวิธีกำรค ำนวณ ทำงคณิตศำสตร์และสร้ำงแบบจ ำลองเสมือนจริงในจอภำพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Numerical / Mathematical Model) ซึ่งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จะใช้ในกำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพนี้ มีกำรออกแบบมำโดยเฉพำะและมีรำคำสูง ดังนั้นส ำนักนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติ และสิ่งแวดล้อม และกรมทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝั่ง ควรเป็นหน่วยงำนหลักที่จะผลักดันขับเคลื่อน ให้เกิดขีดควำมสำมำรถนี้ขึ้นในประเทศไทย โดยหำกสร้ำงขีดควำมสำมำรถนี้ให้เกิดขึ้นในสถำนศึกษำ ของรัฐที่มีกำรเรียนกำรสอนวิชำด้ำนวิศวกรรมชำยฝั่ง (Coastal engineering) และมีบุคลำกรเฉพำะ ด้ำนวิศวกรรมชำยฝั่งที่มีประสบกำรณ์ในกำรออกแบบโครงสร้ำงป้องกันชำยฝั่งให้มีอำคำรสถำนที่ เครื่องมืออุปกรณ์ต่ำงๆที่จะสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพของสถำนที่ต่ำง ๆ ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ ทั้งในด้ำนกำรศึกษำและสำมำรถรับงำนสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพส ำหรับโครงกำรต่ำง ๆ ทั้งของรัฐ และเอกชนได้ (๓) กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อม ควรออกระเบียบให้คณะกรรมกำร ผู้ช ำนำญกำรเพื่อพิจำรณำรำยงำนกำรวิเครำะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะต้องพิจำรณำติดตำมกำรจัดท ำ รำยงำนกำรวิเครำะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส ำหรับโครงกำรก่อสร้ำงขนำดใหญ่ที่มีกำรถมทะเล โดยก ำหนดให้ต้องมีกำรสร้ำงแบบจ ำลองทำงกำยภำพ (Physical model) เพิ่มเติมร่วมกับกำรจัดท ำ แบบจ ำลองทำงคณิตศำสตร์และสร้ำงแบบจ ำลองเสมือนจริงในจอภำพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Numerical / Mathematical Model) ในขั้นตอนที่เหมำะสม เพื่อให้กำรวิเครำะห์ผลกระทบต่ำง ๆ มีควำมแม่นย ำชัดเจนมำกยิ่งขึ้น นอกจำกนั้น ในกำรแต่งตั้งคณะกรรมกำรผู้ช ำนำญกำรเพื่อพิจำรณำ รำยงำนกำรวิเครำะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ควรต้องมีผู้แทนจำกหน่วยงำนที่ดูแลรับผิดชอบกิจกำร ทำงทะเล ให้ครบถ้วนทุกสำขำทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในกรณีที่มีควำมจ ำเป็น เช่น กรมเจ้ำท่ำ กรมทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝั่งหรือศูนย์อ ำนวยกำรรักษำผลประโยชน์ของชำติทำงทะเล (ศรชล.) ฯลฯ


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 73 เข้ำมำเป็นคณะกรรมกำรผู้ช ำนำญกำรเพื่อพิจำรณำรำยงำนกำรวิเครำะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ โครงกำรนั้นด้วยเพื่อให้กำรพิจำรณำมีควำมละเอียดรอบคอบมำกยิ่งขึ้น นอกจำกนี้ กระทรวง ทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมควรก ำหนดให้นิติบุคคลที่จัดท ำรำยงำนกำรประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและรำยงำนดังกล่ำวได้รับควำมเห็นชอบ ในโครงกำรเขื่อนกันคลื่น/โครงกำรถมทะเล /โครงกำรท่ำเทียบเรือ จะต้องมีประสบกำรณ์เคยจัดท ำรำยงำนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้ำนโครงกำรเขื่อนกันคลื่น/โครงกำรถมทะเล/โครงกำรท่ำเทียบเรือ และได้รับควำมเห็นชอบ จำกส ำนักงำนนโยบำยและแผนทรัพยำกรธรรมชำติและสิ่งแวดล้อมมำไม่น้อยกว่ำ ๕ โครงกำร (๔) ส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งก ำกับดูแลโครงสร้ำงพื้นฐำนขนำดใหญ่ใน ๓ จังหวัดของพื้นที่ภำคตะวันออกรวมถึงโครงกำรพัฒนำ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ด้วย ควรเป็นหน่วยรับผิดชอบก ำกับดูแลกำรปฏิบัติและ กำรด ำเนินกำรต่ำง ๆ ตำมข้อเสนอแนะข้ำงต้นเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหำผลกระทบของกำรถมทะเล ตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดที่มีต่อกำรกัดเซำะชำยฝั่งบริเวณโดยรอบท่ำเรือ มำบตำพุดให้บังเกิดผลส ำเร็จตำมข้อเสนอแนะต่อไป จำกที่ได้รำยงำนกำรพิจำรณำศึกษำผลกระทบจำกกำรถมทะเลตำมโครงกำรพัฒนำ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด รวมทั้งข้อเสนอแนะต่ำงๆตำมที่กล่ำวมำทั้งหมดนี้ คณะผู้ศึกษำ มีข้อสังเกตว่ำกำรด ำเนินกิจกรรมต่ำงๆทำงทะเลของหน่วยงำนหรือองค์กรต่ำง ๆ ของไทยนั้น ควรให้ควำมส ำคัญและพิจำรณำด ำเนินกำรให้สอดคล้องกับอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ซึ่งไทยได้ให้สัตยำบันเข้ำเป็นภำคีแล้ว ทั้งนี้เพรำะหลำยกิจกรรมทำงทะเล ของโครงกำรพัฒนำต่ำง ๆ นั้น ใช้เงินลงทุนมหำศำล หำกกำรพิจำรณำเพื่ออนุมัติอนุญำตหรือตกลงใจ ไม่รอบคอบรัดกุม ครบถ้วนทุกแง่มุมต่ำง ๆของกฎหมำยรวมถึงกฎหมำยระหว่ำงประเทศด้วย อำจท ำให้ เกิดข้อขัดแย้งทั้งภำยในประเทศและกับต่ำงประเทศได้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อกำรด ำเนินโครงกำรพัฒนำต่ำง ๆ รวมถึง หน่วยงำนเจ้ำของโครงกำรและหน่วยงำนรัฐควรให้ควำมส ำคัญในกำรน ำวิธีกำรหรือเทคโนโลยี กำรศึกษำที่ทันสมัยมำใช้หรือพัฒนำสร้ำงเสริมให้เกิดขึ้นเพื่อใช้ประเมินผลกระทบหรือแก้ไขป้องกัน ผลกระทบในเรื่องต่ำง ๆ ของกำรด ำเนินกิจกรรมทำงทะเล ซึ่งด้วยข้อเสนอแนะต่ำง ๆ ข้ำงต้น หำกรัฐบำลและหน่วยงำนที่เกี่ยวข้องได้น ำไปปฏิบัติอย่ำงจริงจังแล้ว คณะผู้ศึกษำมีควำมมั่นใจว่ำจะท ำ ให้โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้ำงพื้นฐำนหลักที่ส ำคัญของเขต พัฒนำพิเศษภำคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor (EEC) สำมำรถด ำเนินไปได้ด้วย ควำมรำบรื่นและเป็นก ำลังส ำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ไปสู่ควำมมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 75 บรรณานุกรม เอกสารต่างประเทศ Leendert Dorst, Alex Oude Elferink, Thijs Ligteringen. (๒๐๑๒) . Recent Changes in the Dutch Baseline: The inseparable Connection of Human Activities and Natural Process. International Law Association, Baselines Under the International Law of the Sea; Conference Report Sofia ๒๐๑๒. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย. โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ สืบค้นจำก https://www.ieat.go.th/investment/map-ta-phut-industrial-port/map-taphut-industrial-port-3 กำรถมทะเลขยำยท่ำเรือมำร์ทลักทู (Maasvlakte2) หำดทรำย Zandmotor สืบค้นจำก Recent Changes in the Dutch Baseline: The inseparable Connection of Human Activities and Natural Process 2012 ผังเขตทำงทะเลตำมอนุสัญญำสหประชำชำติว่ำด้วยกฎหมำยทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ สืบค้นจำก http://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id ๔๗&Itemid=๑๕๓&lang=th#internalwater กำรประกำศไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชำ สืบค้นจำก https://www.un.org/Depts/los/LEGISLATIONANDTREATIES/PDFFILES/ KHM_1982_Decree.pdf กำรประกำศไหล่ทวีปของประเทศมำเลเซีย สืบค้นจำกhttps://www.researchgate.net/figure/West-Malaysias-EEZ-and-CSAdapted -from-Haller-Trost-1998_fig1_237373426 เขตทำงทะเลของไทย สืบค้นจำก http://mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=47:2 0100322175825&catid=8&lang=th&Itemid=153 ประกำศเขตทำงทะเลของไทยและประเทศเพื่อนบ้ำนที่ได้ก่อให้เกิดพื้นที่อ้ำงสิทธิทับซ้อน สืบค้นจำก Victor Prescolt and clve Schofeld พื้นที่พัฒนำร่วมระหว่ำงไทยกับมำเลเซีย สืบค้นจำกhttp://planinter.customs.go.th/cont_strc_simple.php?lang=th&top_menu =&current_id=14232832404e505e4e ย่อค ำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่ ๑๑/๒๕๔๒ สืบค้นจำกhttp://appthca.krisdika.go.th/Naturesig/CheckSig?whichLaw=jud&year=2542 &lawPath=cc_23226


หน้า | 76 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา สรุปค ำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่๓๓/๒๕๔๓ สืบค้นจำกhttp://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/file_import/ center-law33_43.pdf ค ำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ วันที่ ๘ กรกฎำคม พ.ศ. ๒๕๕๑ สืบค้นจำกhttps://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/ewt_dl_link.php?nid=2311 เอกสารอื่น ๆ กรมอุทกศำสตร์ กองทัพเรือ. (มิถุนำยน ๒๕๖๓). เอกสำรประกอบค ำบรรยำยเรื่องผลกระทบ ของโครงกำรพัฒนำท่ำเรือมำบตำพุดต่อกำรเปลี่ยนเส้นเขตแดนทำงทะเลของไทย. กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย. (ตุลำคม ๒๕๖๒). เอกสำรประกอบค ำบรรยำยเรื่อง โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓. กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย. (กรกฎำคม ๒๕๖๓). เอกสำรประกอบค ำบรรยำยเรื่อง โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓. กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย, “รำยงำนกำรประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมส ำหรับ โครงกำรกิจกำรหรือกำรด ำเนินกำรที่อำจมีผลกระทบต่อทรัพยำกรธรรมชำติ คุณภำพสิ่งแวดล้อม สุขภำพ อนำมัย คุณภำพชีวิต ของประชำชนในชุมชนอย่ำงรุนแรง โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุด ระยะที่ ๓”, ๒๕๖๒. ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร. (๒๕๖๐). รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย (พิมพ์ครั้ง ที่ ๑) กรุงเทพฯ: ส ำนักงำนเลขำธิกำรสภำผู้แทนรำษฎร.


ภาคผนวก ก ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 79 ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุด ต ำบลมำบตำพุด อ ำเภอเมือง จังหวัดระยอง จัดตั้งขึ้นตำมนโยบำยรัฐบำลตั้งแต่ต้นปี ๒๕๒๔ ภำยใต้โครงกำรพัฒนำพื้นที่ บริเวณชำยฝั่งทะเลภำคตะวันออก (Eastern Seaboard Development Program : ESB) โดยก ำหนด แนวทำงพัฒนำพื้นที่เป้ำหมำยที่มำบตำพุด จังหวัดระยอง และแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลำง กำรพัฒนำเศรษฐกิจของประเทศแห่งใหม่ ในส่วนของโครงกำรท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดแบ่งกำรพัฒนำ ออกเป็น ๓ ระยะ ดังนี้ ภาพแสดงโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดระยะต่าง ๆ ระยะที่ ๑ เป็นไปตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๑ ด ำเนินกำรถมที่ในทะเลได้ พื้นที่เพื่อกำรอุตสำหกรรมจ ำนวน ๑,๔๐๐ ไร่ เพื่อก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือส ำหรับสินค้ำเหลว ๑ ท่ำ และท่ำ เทียบเรือส ำหรับสินค้ำทั่วไป ๒ ท่ำ กำรก่อสร้ำงแล้วเสร็จตำมก ำหนดเมื่อ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๕ มีพิธีเปิดใช้งำน อย่ำงเป็นทำงกำรเมื่อ ๒๘ กันยำยน ๒๕๓๖ ระยะที่ ๒ เป็นไปตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๒๙ ธันวำคม ๒๕๓๕ ด ำเนินกำรขุดลอกร่องน้ ำ ทำงเดินเรือ และพื้นที่กลับเรือให้เหมำะสมกับขนำดของเรือ เพื่อเพิ่มควำมปลอดภัยกำรเดินเรือในร่องน้ ำ น ำวัสดุที่ขุดได้ไปถมให้เกิดพื้นที่ในกำรประกอบอุตสำหกรรมประมำณ ๑,๔๗๐ ไร่ โครงกำรแล้วเสร็จ เมื่อเดือนเมษำยน ๒๕๔๒ ระยะที่ ๓ เป็นไปตำมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๓๐ ตุลำคม ๒๕๖๑ ซึ่งอนุมัติหลักกำรโครงกำร พัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ซึ่งจะถมทะเลสร้ำงท่ำเรือและพื้นที่อุตสำหกรรมเพิ่มขึ้น


หน้า | 80 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา อีก ๑,๐๐๐ ไร่ เพื่อรองรับกำรขนถ่ำยก๊ำซธรรมชำติและวัตถุดิบเหลวส ำหรับกลุ่มอุตสำหกรรมปิโตรเคมี และต่อมำเมื่อ ๑ ตุลำคม ๒๕๖๒ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำรลงทุนโครงกำรขยำยพื้นที่นิคม อุตสำหกรรมมำบตำพุดและได้มีกำรลงนำมสัญญำร่วมลงทุนระหว่ำงกำรนิคมอุตสำหกรรมกับบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอลจ ำกัด เพื่อด ำเนินกำรตำมโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดระยะที่ ๓ ต่อไป คำดว่ำจะเปิดให้บริกำรได้ในปี ๒๕๖๘ ปัจจุบันโครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดระยะที่ ๓ ถือเป็นหนึ่งในโครงกำร โครงสร้ำงพื้นฐำนหลักที่ส ำคัญของเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก ตำม พ.ร.บ.เขตพัฒนำพิเศษ ภำคตะวันออก พ.ศ.๒๕๖๑ ซึ่งเป็นกำรพัฒนำพื้นที่ในเขต ๓ จังหวัดคือฉะเชิงเทรำ ชลบุรีและระยอง ต่อเนื่องมำจำกระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภำคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ภำยใต้ กำรก ำกับดูแลระดับนโยบำยโดยคณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒน ำพิเศษภำคตะวันออก ซึ่งนำยกรัฐมนตรีเป็นประธำนกรรมกำรฯ และมีส ำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยเขตพัฒนำพิเศษ ภำคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งเป็นหน่วยธุรกำรของคณะกรรมกำรและท ำหน้ำที่ก ำกับ ติดตำม และรำยงำนควำมคืบหน้ำกำรพัฒนำของ EEC ต่อคณะกรรมกำรฯ โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๑ และ ๒ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๑ และ ๒ ได้เปิดท ำกำรแล้วโดยมีท่ำเทียบเรือจ ำนวน ๓ ท่ำเทียบเรือ แบ่งออกเป็นท่ำเรียบเรือส ำหรับของเหลว ๑ ท่ำ และท่ำเทียบเรือส ำหรับสินค้ำทั่วไป ๒ ท่ำ และท่ำเรือเฉพำะกิจส่วนโครงกำรขยำยพื้นที่นิคมอุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ มีท่ำเรือ ๒ ประเภท ได้แก่ ท่ำเรือสำธำรณะ และท่ำเรือเฉพำะกิจที่มีผู้ประกอบกำร จ ำนวน ๙ รำย โดยท่ำเรืออุตสำหกรรม มำบตำพุดจะก ำกับดูแลโดยกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้สังกัดกับกำรท่ำเรือ แห่งประเทศไทย โดยที่ท่ำเทียบเรือในท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดบริหำรจัดกำรโดยบริษัท ที่ได้รับสัมปทำน ดังนี้ ๑) บริษัท ไทยพรอสเพอริตี้เทอร์มินัล จ ำกัด (TPT) ขนำดควำมจุท่ำ ๒๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ผลิตภัณฑ์จำกเหล็ก เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนอะไหล่ ฯลฯ ๒) บริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จ ำกัด (TTT) ขนำดควำมจุท่ำ ๘๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำ สินค้ำประเภท เคมีภัณฑ์ ๓) สถำนีอุตสำหกรรมมำบตำพุด (MIT) ขนำดควำมจุท่ำ ๖๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำ ประเภท ผลิตภัณฑ์เหล็กและสินค้ำทั่วไป ๔) บมจ. เอ็นเอฟซี (NFC) ขนำดควำมจุท่ำ ๖๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ปุ๋ย กรดซัลฟูริก และแอมโมเนีย ๕) บริษัท พีทีทีโกลบอลเคมิคอล จ ำกัด (มหำชน) (PTTGC)ขนำดควำมจุท่ำ ๘๕,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและน้ ำมัน ๖) บมจ. สตำร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง (SPRC) ขนำดควำมจุท่ำ ๘๕,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำ สินค้ำประเภท ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและน้ ำมัน ๗) บริษัท โกลว์เอสพีพี ๓ จ ำกัด (โกลว์เอสพีพี ๓) ขนำดควำมจุท่ำ ๖๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ถ่ำนหิน ๘) บริษัท มำบตำพุดแทงค์เทอร์มินัล จ ำกัด (MTT) ขนำดควำมจุท่ำ ๑๐๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 81 ๙) บริษัท ระยองเทอร์มินัล จ ำกัด (RTC) ขนำดควำมจุท่ำ ๕๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำ ประเภท เคมีภัณฑ์ ๑๐) บริษัท พีทีทีแทงค์เทอร์มินัล จ ำกัด (ปตท. ถัง) ขนำดควำมจุท่ำ ๖๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท กรดก ำมะถัน แอมโมเนีย และโพรพิลีน ๑๑) บริษัท บีแอลซีพีเพำเวอร์ จ ำกัด (BLCP) ขนำดควำมจุท่ำ ๑๗๐,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำ สินค้ำประเภท ถ่ำนหิน ๑๒) บริษัท พีทีทีแอลเอ็นจี จ ำกัด (PTT LNG) ขนำดควำมจุท่ำ ๒๖๔,๐๐๐ เดทเวทตัน น ำเข้ำสินค้ำประเภท ก๊ำซธรรมชำติเหลว ส ำหรับกำรด ำเนินงำนของท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดในปัจจุบันมีท่ำเทียบเรือให้บริกำร จ ำนวน ๑๒ รำย แบ่งเป็นท่ำเทียบเรือสำธำรณะ (Public Berths) จ ำนวน ๓ รำย และท่ำเทียบเรือ เฉพำะกิจ (Dedicated Berths) จ ำนวน ๙ รำย มีปริมำณเรือผ่ำนท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดจ ำนวน ๔,๒๕๘ ล ำ ปริมำณสินค้ำผ่ำนท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ณ วันที่ ๒๓ กรกฎำคม ๒๕๖๓ อยู่ที่ ๔๑,๙๗๗,๗๗๘ ตัน และจำกสถำนกำรณ์กำรแพร่ระบำดของเชื้อไวรัสโควิค ๑๙ เป็นผลให้ปริมำณ สินค้ำผ่ำนท่ำลดลงประมำณร้อยละ ๖.๘ ภาพแสดงข้อมูลประมาณการสินค้า ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ข้อบังคับว่ำด้วยกำรรักษำควำมปลอดภัยของเรือและท่ำเรือระหว่ำงประเทศ (INTERNATIONAL SHIP AND PORT FACILITY SECURITY CODE : ISPS CODE) ท่ำเทียบเรือทุกแห่งจะต้องท ำโดยมีกำรแต่งตั้ง เจ้ำหน้ำที่ดูแลควำมปลอดภัยประจ ำท่ำเทียบเรือทุกแห่ง ด้านการควบคุมการจราจรทางน ้า (Vessel Traffic Monitoring System : VTMS) ติดตั้ง บนชั้น ๑๕ ของอำคำรศูนย์ประสำนและอ ำนวยควำมสะดวกในกำรเดินเรือท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด


หน้า | 82 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย นอกจำกด้ำนกำรควบคุมกำรจรำจรทำงน้ ำ แล้ว กำรนิคมอุตสำหกรรมได้จัดเรือตรวจกำรณ์เฝ้ำระวังโดยรอบทั้งกลำงวันและกลำงคืนหำกพบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทที่เป็นต้นเหตุจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดในกำรปรับปรุงแก้ไข ด้านมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์มีกำรปล่อยพันธุ์สัตว์น้ ำ กำรฝึกอบรมนักสืบชำยฝั่ง และยุวประมง นอกจำกนั้น ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด มีระบบบริหำรจัดกำรควบคุมกำรจรำจรทำงน้ ำ โดยใช้ระบบ VesselTraffic Monitoring System (VTMS)ซึ่งเป็นไปตำมมำตรฐำนสำกลของกำรให้บริกำร จรำจรทำงน้ ำ ซึ่งเป็นระบบเฝ้ำสังเกตกำรณ์กำรเคลื่อนที่ของเรือในทะเล โดยใช้หลักกำรท ำงำน จำกอุปกรณ์เซนเซอร์ต่ำงๆ เช่น เรดำร์ AIS (ระบบแสดงตนโดยอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์ส ำคัญในกำรบริหำร จัดกำรทำงน้ ำ) กล้องโทรทัศน์วงจรปิด อุปกรณ์ตรวจวัดทำงอุตุนิยมวิทยำ และอุปกรณ์ตรวจจับ อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยระบบดังกล่ำวสำมำรถติดตำมกำรเคลื่อนที่ของเรือได้ตลอดเวลำ ท ำให้สำมำรถ ควบคุมกำรจรำจรทำงน้ ำในพื้นที่ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพและปลอดภัย ภาพแสดงศูนย์ควบคุมการจราจรทางน ้า VTMS ของท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 83 ภาพแสดงผังโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ มีพื้นที่รวม ๑,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็น ๑) พื้นที่กักเก็บตะกอน ๔๕๐ ไร่ ๒) พื้นที่ท่ำเทียบเรือของเหลว ๒๐๐ ไร่ ควำมยำวหน้ำท่ำ ๘๐๐ เมตร ๓) พื้นที่ท่ำเทียบเรือก๊ำซ ๒๐๐ ไร่ ควำมยำวหน้ำท่ำ ๑,๔๐๐ เมตร ๔) พื้นที่ประกอบธุรกิจ ๑๕๐ ไร่ ๕) เขื่อนกันคลื่นมีควำมยำว ๕,๔๑๐ เมตร มูลค่ำโครงกำรรวม ๕๕,๔๐๐ ล้ำนบำท มีกำรลงนำม ในสัญญำแล้ว โดยแบ่งกำรลงทุนเป็น ๒ ช่วง ช่วงที่ ๑ กำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนในส่วนของกำรถมทะเลและขุดลอก ร่องน้ ำ มูลค่ำกำรลงทุน ๑๒,๙๐๐ ล้ำนบำท โดยมีบริษัทเอกชนเข้ำมำร่วมทุน กำรก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือ ก๊ำซธรรมชำติบริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนมูลค่ำ ๓๕,๐๐๐ ล้ำนบำท ช่วงที่ ๒ กำรก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือสินค้ำเหลว บริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนมูลค่ำ ๔,๓๐๐ ล้ำนบำท และกำรก่อสร้ำงคลังสินค้ำหรือกิจกำรที่เกี่ยวข้องบริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนมูลค่ำ ๓,๒๐๐ ล้ำนบำท มีพื้นที่รวมทั้งโครงกำรประมำณ ๑,๐๐๐ ไร่ ได้มีกำรถมทะเลเพื่อให้ได้พื้นที่หลังท่ำ ๕๕๐ ไร่ และพื้นที่ ส ำหรับกักเก็บตะกอน ๔๕๐ ไร่ ประมำณรำคำค่ำก่อสร้ำงในส่วนของโครงสร้ำงพื้นฐำน (Infrastructure) จ ำนวน ๑๒,๙๐๐ ล้ำนบำท และค่ำก่อสร้ำงในส่วนของท่ำเรือ (Superstructure) ส ำหรับกำรประกอบธุรกิจ อยู่ระหว่ำง ๔๒,๕๐๐ – ๖๘,๐๐ ล้ำนบำท (ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจที่เอกชนลงทุน) หลังจำกมีกำรก่อสร้ำงเสร็จแล้วกำรนิคมอุตสำหกรรมแห่งประเทศไทยจะมีพื้นที่ในกำรพัฒนำ ทั้งหมด ๓ แปลง แปลงที่ ๑ พื้นที่ ๒๐๐ ไร่ จะให้บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จ ำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่ำงบริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จ ำกัด (มหำชน) และบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จ ำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูลโครงกำรดังกล่ำว โดยเป็นสัญญำร่วมทุนในรูปแบบ Public


หน้า | 84 คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา Private Partnership (PPP) NET Cost หรือร่วมทุนระหว่ำงรัฐและเอกชน โดยให้เอกชนได้รับสิทธิ ในกำรประกอบกิจกำรบนพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ และจัดสรรผลตอบแทนบำงส่วนให้แก่ภำครัฐตำมข้อตกลง เพื่อกำรพัฒนำเป็นท่ำเรือก๊ำซธรรมชำติเหลว หรือ LNG (Liquefied Natural Gas) พื้นที่แปลงที่ ๒ ประมำณ ๒๐๐ ไร่ จะพัฒนำเป็นท่ำเรือสินค้ำเหลว และพื้นที่แปลงที่ ๓ อีกจ ำนวน ๑๕๐ ไร่ จะพัฒนำ เป็นคลังสินค้ำและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับก๊ำซธรรมชำติ แบ่งกำรพัฒนำโครงกำรออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงที่ ๑ กำรลงทุนพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำน (Infrastructure) ได้แก่ งำนขุดลอกและถมทะเล งำนระบบสำธำรณูปโภค งำนอุปกรณ์เดินเรือ และกำรพัฒนำท่ำเรือก๊ำซบนพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ ช่วงที่ ๒ กำรลงทุนก่อสร้ำงท่ำเทียบเรือ ติดตั้งอุปกรณ์ และกำรบริหำรจัดกำรท่ำเรือของเหลวบนพื้นที่ ๒๐๐ ไร่ และพื้นที่ ๑๕๐ ไร่ ส ำหรับธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ เมื่อด ำเนินกำรแล้วเสร็จจะรองรับสินค้ำกลุ่มน้ ำมัน, ก๊ำซธรรมชำติเหลวและสินค้ำเหลวคำดว่ำจะสำมำรถ ขนถ่ำยผ่ำนท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ ได้รวมประมำณ ๑๕ ล้ำนตันต่อปีในอีก ๓๐ ปี ข้ำงหน้ำ ซึ่ง กนอ.ได้ท ำกำรพัฒนำท่ำเรือดังกล่ำวมำแล้วรวม ๒ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ ก่อสร้ำงแล้วเสร็จ ใน พ.ศ. ๒๕๓๕ และระยะที่ ๒ ก่อสร้ำงแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ตำมล ำดับ ในส่วนของกำรพัฒนำ ท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ได้ก ำหนดรูปแบบในกำรพัฒนำท่ำเรือเพื่อรองรับกับอุตสำหกรรม ขนำดใหญ่ เช่น อุตสำหกรรมปิโตรเคมี อุตสำหกรรมเหล็กครบวงจร อุตสำหกรรมปุ๋ยเคมี และอุตสำหกรรมโซดำแอช เป็นต้น เนื่องจำกสถำนกำรณ์ทำงเศรษฐกิจของประเทศไทยได้มีกำรเปลี่ยนแปลง ไปอย่ำงรวดเร็ว กนอ. ได้จัดให้มีกำรศึกษำทบทวนแผนแม่บทกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๙ ทั้งนี้ เพื่อก ำหนดแนวทำงในกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุดในระยะต่ำง ๆ ให้เหมำะสม และสอดคล้องกับสภำพของตลำด เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และควำมปลอดภัย จึงมีควำมจ ำเป็นต้องเตรียมกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ เพื่อรองรับกำรขยำยตัว ของภำคส่วนต่ำง ๆ เพื่อสถำนกำรณ์ควำมมั่นคงด้ำนพลังงำนของประเทศ และเพื่อเพิ่มศักยภำพ ในกำรแข่งขันของประเทศในเวทีนำนำชำติ โครงกำรพัฒนำท่ำเรืออุตสำหกรรมมำบตำพุด ระยะที่ ๓ นับเป็น ๑ ใน ๕ โครงกำรที่รัฐบำล ให้ควำมส ำคัญและก ำหนดให้เป็นโครงกำรเร่งด่วนในกำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนเพื่อตอบสนอง และสอดคล้องกับแผนกำรพัฒนำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภำคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ที่มีพื้นที่ครอบคลุม ๓ จังหวัด ในภำคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรำ ชลบุรี ระยอง และเขตจังหวัดอื่น ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้อง ภำยใต้กำรก ำกับดูแลระดับนโยบำยโดยคณะกรรมกำรนโยบำย เขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออกซึ่งมีนำยกรัฐมนตรีเป็นประธำนกรรมกำร และมีส ำนักงำนคณะกรรมกำร นโยบำยเขตพัฒนำพิเศษภำคตะวันออก (สกพอ.) ก ำกับดูแลระดับกำรปฏิบัติและรำยงำนควำมคืบหน้ำ ต่อคณะกรรมกำรฯ โดยมีเป้ำหมำยในกำรพัฒนำท่ำเทียบเรือเพื่อขนถ่ำยสินค้ำเหลวและก๊ำซธรรมชำติ ซึ่งจะมีบทบำทส ำคัญในกำรน ำเข้ำพลังงำน ทั้งนี้ กนอ. เปิดโอกำสในกำรส่งเสริมและสนับสนุน ให้ภำคเอกชนได้มีส่วนร่วมในกำรลงทุนและขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเป็นกำรลดภำระด้ำนงบประมำณ และกำรบริหำรจัดกำรของภำครัฐในระยะยำว รวมถึงส่งเสริมให้ภำคเอกชนน ำควำมเชี่ยวชำญ ในด้ำนนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่ำง ๆ เข้ำมำช่วยให้กำรด ำเนินงำนเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยด ำเนินกำรให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร เงื่อนไข และกระบวนกำร กำรร่วมลงทุนกับเอกชน ตำมที่คณะกรรมกำรนโยบำยกำรพัฒนำเศรษฐกิจพิเศษภำคตะวันออกเป็นผู้ก ำหนด


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 85 ภาคผนวก ข การประกาศอ่าวประวัติศาสตร์ เส้นฐานตรงและน่านน ้าภายในของประเทศไทย


คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา หน้า | 87 การประกาศอ่าวประวัติศาสตร์ เส้นฐานตรงและน่านน ้าภายในของประเทศไทย การประกาศอ่าวประวัติศาสตร์วันที่ ๒๒ กันยำยน ๒๕๐๒ เป็นกำรประกำศอ่ำวประวัติศำสตร์ ด้วยกำรลำกเส้นฐำนตรงปิดปำกอ่ำวตอนบนหรือที่เรียกว่ำ อ่ำวตอนในเหนือเส้นฐำนตรงไปถึงฝั่งด้ำนเหนือ และอ่ำวประวัติศำสตร์ของประเทศซึ่งมีสถำนะทำงกฎหมำยเป็นน่ำนน้ ำภำยใน ได้แก่พื้นที่บริเวณ อ่ำวไทยรูปตัว ก. ได้แก่ บริเวณที่ ๑ ได้แก่ พื้นที่บริเวณแหลมลิง ถึงหลักเขตแดนไทย - เขมร บริเวณที่ ๒ ได้แก่ พื้นที่บริเวณตั้งแต่แหลมใหญ่ ถึงแหลมหน้ำถ้ ำ บริเวณที่ ๓ ได้แก่ พื้นที่บริเวณตั้งแต่เกำะภูเก็ต ถึงพรมแดนไทย - มำเลเซีย เชื่อมเส้นฐำนตรง และน่ำนน้ ำภำยในของประเทศไทย บริเวณที่ ๔ ได้แก่ พื้นที่บริเวณตั้งแต่เกำะกงออก ถึงพรมแดนไทย - มำเลเซีย ประกาศส้านักนายกรัฐมนตรีเรื่องเส้นฐำนตรงและน่ำนน้ ำภำยในของประเทศไทย ประกำศเส้นฐำนตรงมีทั้งสิ้นรวม ๓ ครั้ง การประกาศเส้นฐานตรง ครั งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๑๓ เป็นการประกาศเส้นฐานตรงคลุม ๓ บริเวณ คือ บริเวณที่ ๑ จำกแหลมลิง จังหวัดจันทบุรี โอบรอบนอกหมู่เกำะช้ำง เกำะกูด และเข้ำบรรจบ ชำยฝั่งที่หลักเขตแดนไทย - กัมพูชำ ที่ ๗๓ ที่แหลมสำรพัดพิษ จังหวัดตรำด บริเวณที่ ๒ จำกแหลมใหญ่ จังหวัดสุรำษฎร์ธำนี โอบรอบนอกผ่ำนหมู่เกำะต่ำงๆ เกำะสมุย เกำะพงัน แล้วโอบรอบนอกเกำะต่ำง ๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไปด้ำนนอกสุด จนเข้ำบรรจบฝั่งที่แหลมหน้ำถ้ ำ จังหวัดชุมพร บริเวณที่ ๓ อยู่ทำงด้ำนทะเลอันดำมัน โดยเริ่มต้นจำกตอนใต้เกำะภูเก็ต โอบรอบเกำะต่ำง ๆ ที่ใกล้ฝั่งลงไปจนเข้ำบรรจบฝั่งที่หลักเขตแดนไทย - มำเลเซีย ที่ ๑ ที่ผำขำว จังหวัดสตูล การประกาศเส้นฐานตรง ครั งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ เป็นการประกาศเส้นฐานตรงบริเวณที่ ๔ บริเวณที่ ๑ ด้ำนอ่ำวไทย โดยเริ่มจำกเกำะกงออก (ซึ่งเป็นเกำะหนึ่งอยู่ทำงตอนใต้เกำะสมุย และเป็นจุดฐำนจุดหนึ่งของระบอบเส้นฐำนตรง บริเวณที่ ๒ ผ่ำนเกำะกระ เกำะโลซิน และเข้ำบรรจบฝั่งที่จะเขตแดนไทย - มำเลเซีย ณ ปำกน้ ำโกลก จังหวัดนรำธิวำส ครั งที่ ๓ ซึ่งเป็นกำรประกำศแก้ชื่อและค่ำพิกัดของเส้นฐำนตรงบริเวณที่ ๓ ล ำดับที่ ๕ , ๑๒ และ ๒๒ ตำมล ำดับ เมื่อวันที่ ๒ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๖


Click to View FlipBook Version