จากสถาบันผู้ผลิตครูอาชีวะ โดยยังได้รับทุนอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำาคัญประการหน่ึง คือ ความมั่นคง
ในอาชพี โดยหากภาครฐั จดั สรรอตั ราบรรจคุ รูอาชวี ะจากนักเรยี น นกั ศึกษาทนุ เหล่านี้ย่อมสง่ ผลให้ผู้เรยี น
มคี วามตงั้ ใจในการศกึ ษาเลา่ เรยี น ทง้ั นหี้ ลกั สตู รการศกึ ษาเตรยี มครอู าชวี ะควรไดร้ บั ความรว่ มมอื กบั สถาบนั
ผผู้ ลติ ผใู้ ชแ้ ละผทู้ รงคณุ วฒุ โิ ดยใชม้ หาวทิ ยาลยั สถาบนั ผผู้ ลติ ซงึ่ มอี ยทู่ กุ ภมู ภิ าคเปน็ แมข่ า่ ยรว่ มกบั วทิ ยาลยั
เทคนิคในพ้ืนท่ี
เสน้ ทางครอู าชวี ะยงั คงไดร้ บั การสง่ เสรมิ และพฒั นาตอ่ เนอื่ ง กระบวนการอกี กระบวนการ-
หน่ึงท่ีสำาคัญ คือ การสอบเลื่อนวิทยฐานะในฐานะครูอาชีวะท่ีสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะที่ทำาให้
ผู้เรียนสามารถนำาไปใช้ได้จริง การใช้ได้จริงจากข้อคิดเห็นดังกล่าวครูอาชีวะจึงควรมีเส้นทางส่งเสริม
วิทยฐานะ เริ่มต้ังแต่การกำาหนดบริบทครูอาชีวะให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยกำาหนดใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพครดู า้ นอาชวี ะ (ใบ กค.อ.) ท้งั น้กี ระบวนการสง่ เสริมคา่ ตอบแทนวิทยฐานะ ต้องเนน้ ทกั ษะการสอน
(Skill) มากกวา่ ความร ู้ (Knowledge) ความชาำ นาญ ความเชย่ี วชาญพเิ ศษดา้ นครอู าชวี ะจะไมเ่ สรจ็ สมบรู ณ์
หากครูเหล่าน้ันไม่แสดงออกมาให้เป็นท่ีประจักษ์และฝกฝนอย่างต่อเน่ือง ค่าตอบแทนวิทยฐานะจะต้อง
มีการติดตาม ประเมินผลอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำาให้ครูอาชีวะเกิดการกระตุ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
(เบื้องตน้ จะกำาหนดตดิ ตามผลทกุ ๓ ป)ี
อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวอาจเป็นความยากลำาบากท่ีจะมอบให้หน่วยงานใด
หน่วยงานหนึ่งรับเป็นผู้ดำาเนินการประเมิน ดังนั้นแนวทางท่ีคณะทำางานได้ขอเรียนนำาเสนอ คือ การดึง
ภาคเอกชน (นิติบุคคล) รวมถึงภาครัฐจัดต้ังเป็น “สถาบันผู้ประเมินครูอาชีวะ” โดยยึดแนวหลักเกณฑ์
คล้ายคลึงกับโรงเรียนสอนขับรถของกรมการขนส่งทางบก สำาหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ ข้อบังคับ รวมถึง
บทลงโทษสามารถดาำ เนนิ การโดยคณะทำางาน (คณะกรรมการ) ทีร่ วมภาคส่วนที่เก่ียวขอ้ งรว่ มมือกนั
แผนภาพท่ี ๒๐ เสนทางการผลติ ครูอาชวี ะ เสน้ ทางการผลิตครอู าชีวะ
นกั เรยี น ปวช. ป 2-3
ใบ กค.อ. ถาวร
กระบวนการคัดเลอื กเนน้ เจตคติ ใบ กค.อ. 1 + 5,600
ใบ กค.อ. 2 + 9,900
นกั เรยี นทุนเตรยี มครอู าชีวะ ใบ กค.อ. 3 + 13,000
กระบวนการประเ ิมน เน้น ัทกษะการสอน (Skill)
รบั ตรงผา่ นสถาบนั ผู้ผลติ
นักศกึ ษาทุนครอู าชีวะ สอบผา่ น สอบผ่าน สอบผา่ น สอบผา่ น
3 ป +2 ป +3 ป +4 ป
จัดสรรอัตราบรรจุ
ครอู าชวี ะ ใบ กค.อ.ช่วั คราว ทำาหน้าทปี่ ฏิบัติการสอน
๑๑๔
นอกจากท่ีกล่าวมาแล้ว กระบวนการผลิตครูท่ีมีคุณภาพจำาเป็นต้องมีการกำาหนด
ให้เกิดผลนั้น คือ หลักสูตรจากผลการศึกษาปัญหา พบว่า หลักสูตรการผลิตครูมุ่งเน้นการเรียนการสอน
ทไ่ี มไ่ ดน้ าำ ไปใชจ้ รงิ สง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นในสง่ิ ทไ่ี มต่ อ้ งการ รปู แบบทค่ี ณะทาำ งานดา้ นการผลติ ครอู าชวี ศกึ ษา
เหน็ วา่ เหมาะสาำ หรบั การผลติ ครอู าชวี ะ คอื หลกั สตู ร ๔ ป ี แยกยอ่ ยเปน็ เรยี นทฤษฎ ี + ภาคปฏบิ ตั ใิ นสถาบนั
การศึกษา ๒ ปี จากนน้ั นำาความรู้ไปทาำ งานจรงิ ๖ เดอื น ในสถานประกอบการอตุ สาหกรรม เมอ่ื ผา่ นแลว้
นำาไปฝกทักษะการสอนจริงในสถานศึกษาอีก ๖ เดือน เมื่อผ่านการทำางานจริงผู้เรียนจะนำาเสนอ
โครงงาน (Project) ในปที ่ี ๔ พรอ้ มทงั้ ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ ในบางวชิ าทจ่ี ะตอ้ งไปประสบกบั วถิ ชี วี ติ การทาำ งานจรงิ
เรียนรู้ ปรับตัวให้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือก่อนท่ีผู้เรียนจะก้าวสู่โลกของการทำางานจริง
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในยคุ สมยั ทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ดงั นน้ั จงึ พอสรปุ กรอบระยะเวลาของการเรยี น
ในหลกั สูตรผลิตครอู าชีวะเป็น ๒ + ๑ / ๒ + ๑ / ๒ + ๑ = ๔ ปี จากทกี่ ล่าวมา สรปุ ดังแผนภาพ ดงั น้ ี
แผนภาพที่ ๒๑ แนวทางการดาํ เนนิ งาน
แนวทางการดาำ เนนิ งาน
คณะกรรมการ พจิ ารณาทุน หลักสตู รผลิตครอู าชีวะ
• สถาบนั ผู้ผลิตครอู าชีวะ สังเคราะห์อตั รากาำ ลัง 2 + ½ + ½ + 1
• สถานศึกษาอาชีวะ
• สถานประกอบการ (ผู้ใช้) ทีส่ อดคลอ้ งกบั Upskill, Reskill, New Skill
• ผทู้ รงคุณวฒุ ิ ความต้องการ ความคิดเชิงระบบ
ในอนาคต การเรยี นรู้ตลอดชวี ิต
สถาบนั ผูป้ ระเมนิ หลกั สตู ร
สมรรถนะครูอาชีวะ เตรยี มครูอาชวี ะ
(นิตบิ ุคคล) รฐั /เอกชน เนน้ เจตคติความเป็นครู
คณุ ภาพ ทันสมัย พฒั นายัง่ ยนื
๗) สรุปสภาพและตวั แปรทเ่ี กีย่ วขอ งกับการผลติ และการพฒั นาครู
จากรายงานการพิจารณาศึกษาข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง ระบบการผลิตและ
พฒั นาครขู องคณะกรรมาธกิ ารการศกึ ษาและการกฬี า สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาต ิ (สนช.) พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๒
ระบุว่าต้ังแต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาของ
ประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน ได้มีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษาหลายด้าน รวมท้ังความพยายาม
ในการปฏิรูปครู ได้แก่ (๑) ระบบการผลิตครู (Teacher Training System) (๒) ระบบการออก
๑๑๕
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (Teacher Licensing System) (๓) ระบบการพัฒนาครูประจำาการ
(Teachers Professional Development System) และ (๔) ระบบการใชค้ ร ู ซึ่งเก่ยี วขอ้ งกบั การบรรจุ
แต่งต้ัง และการย้ายครู แต่กระน้ันรายงานของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติ
แหง่ ชาต ิ (สนช.) ไดช้ ี้ว่า ในปจั จุบันยงั พบปญั หาทีส่ าำ คัญ ดังนี้
(๑) รปู แบบการผลิตครู
รปู แบบการผลติ ครมู หี ลายรปู แบบ รปู แบบการผลติ ครทู ม่ี คี วามหลากหลาย
และไม่เทา่ เทยี มกนั รปู แบบการผลติ ครมู ีทั้งหลักสตู ร ๔ ปี และหลักสูตร ๕ ป ี โดยหลกั สตู รผลติ คร ู ๔ ปี
ผู้ท่ีจบหลักสตู รดงั กลา่ วสามารถสอบบรรจเุ ป็นครูได ้ แล้วจงึ ไปอบรมเพอื่ รับใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพครู
ในภายหลัง สำาหรับหลักสูตรผลิตครู ๕ ปี ผู้ท่ีจบหลักสูตรน้ีจะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทันที
ความแตกตา่ งกันของทงั้ สองหลักสูตรทาำ ใหเ้ กิดความเหลื่อมลา้ำ ของผู้เขา้ รับการศึกษา
(๒) ผลการผลติ ครู
การผลติ ครไู มส่ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ สถาบนั ผลติ ครปู ระสบภาวะวกิ ฤต
สำาคัญ ไดแ้ ก่ จำานวนบณั ฑติ ใหม่ไม่สอดคลอ้ งกบั ความต้องการท่ีแท้จรงิ คอื มบี ณั ฑติ ใหมร่ ะดับปรญิ ญาตรี
มากกว่าความต้องการในภาพรวม แต่ไม่เพียงพอกับสาขาวิชาท่ีขาดแคลน ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหา
การขาดแคลนครูเฉพาะวิชาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาใน
ชนบท การผลิตครูยังเน้นการเตรียมครูให้ไปสอนในโรงเรียนท่ีมีความพร้อม ไม่ได้เตรียมครูให้ยอมรับกับ
สภาพจริงในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนที่ขาดความพร้อม ส่งผลให้บัณฑิตครูท่ีเข้าไปสอนในโรงเรียน
ไม่สามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงทำาให้เกิดความท้อแท้ หมดกำาลังใจและไม่อยากเป็นครู
ปรากฏการณด์ งั กลา่ วสะทอ้ นผลจากการผลติ ครทู แ่ี ยกขาดจากสภาพจรงิ ของระบบโรงเรยี น ทาำ ใหบ้ ณั ฑติ ครู
ขาดมุมมองเกี่ยวกับปัญหาทางการศึกษาและขาดความตระหนักในการแก้ไขปัญหา ซ่ึงเป็นความรับผิดชอบ
ในวิชาชีพครู
(๓) ระบบการผลติ ครขู องครู
ขาดระบบการผลิตครูของครู (Teachers of Teachers) แต่เดิม
ประเทศไทยมีระบบฝกหัดครูเพ่ือปอนครูเข้าสู่ระบบโรงเรียน ได้แก่ วิทยาลัยครู และวิทยาลัยเทคนิค
ท่ีกระจายอยู่ท่ัวประเทศ และมีระบบฝกหัดครูของครูเพื่อปอนอาจารย์ให้กับวิทยาลัยครูและวิทยาลัย
เทคนคิ ไดแ้ ก ่ วทิ ยาลยั วชิ าการศกึ ษา ๘ แหง่ และคณะครศุ าสตร ์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั รวมทงั้ สถาบนั
เทคโนโลยีพระจอมเกล้า ๓ แหง่ ที่ผลติ ครขู องครูช่างให้กับวทิ ยาลัยเทคนิคตา่ ง ๆ
โดยระบบฝก หดั ครแู ละครชู า่ งไดอ้ อกแบบใหผ้ ทู้ จี่ บวทิ ยาลยั ครหู รอื วทิ ยาลยั
เทคนิคสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
ตอ่ มาเมื่อมีการยกระดับวิทยาลยั ครเู ป็นสถาบันราชภฏั และเป็นมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ และวทิ ยาลยั เทคนิค
กเ็ ปลยี่ นเปน็ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล ในปจั จบุ นั ไดป้ รบั เปลยี่ นบทบาทมาทาำ หนา้ ทผ่ี ลติ ครปู รญิ ญา
เหมือนกับวิทยาลัยวิชาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลก็ผลิตครูช่างปริญญาเหมือนกับคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
๑๑๖
ทงั้ ๓ แหง่ ทำาให้สถาบันที่ทำาหน้าทผ่ี ลิตครขู องคร ู หรอื ครขู องครูช่างหายไปจากระบบ และในปจั จบุ นั เกดิ
ปรากฏการณ์ท่ีคนไม่ได้รับการบ่มเพาะการเป็นครูของครู หรือขาดประสบการณ์ภาคปฏิบัติในการเป็น
ครูในโรงเรียนหรือวิทยาลัยอาชีวศึกษา ซ่ึงต่างเข้ามาทำาหน้าที่ในคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์
เปน็ จำานวนมาก
(๔) การคดั กรองครู
การคดั กรอง พบวา่ ๑) ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี คร ู ไมม่ กี ารจาำ แนกระดบั
หรือประเภทการศึกษา และสาขาวิชาเอกท่ีแสดงคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพของผู้รับ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เน่ืองจากหน่วยงานผู้ใช้ครูมีข้อจำากัดด้านการใช้ครูผู้สอน ท่ีจำาเป็นต้อง
รับผิดชอบในการสอนหลายสาขาวิชาในสถานศึกษาที่มีครูไม่เพียงพอ รวมถึงความหลากหลาย
ในการกาำ หนดชอื่ สาขาวิชาเอกในหลกั สูตรปรญิ ญาทางการศกึ ษาของสถาบนั อุดมศึกษา ทาำ ใหต้ ้องตีความ
หรือจัดกลุ่มวิชาเอกของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ของผู้ท่ีมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษา
ในสาขาวิชาเอกต่าง ๆ กับกลุ่มวิชาในหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน และหลักสูตรการอาชีวศึกษา
(สายอาชพี ) ซงึ่ เปน็ กลมุ่ วชิ าทผ่ี ปู้ ระกอบวชิ าชพี จะตอ้ งปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษาจรงิ ๒) ขอ้ เทจ็ จรงิ คอื
สอศ. ต้องการผู้ท่ีมีความรู้ ความชำานาญในอาชีพ หรือเรียนจบวิชาชีพสายตรงมาเป็นครู ไม่จำาเป็นต้อง
จบคณะครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ ดังนั้น สอศ. จึงเสนอความเห็นมาอย่างต่อเนื่องว่า ผู้ที่จะมาเป็น
ครูอาชีวศึกษาไม่ควรต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ยังบังคับให้ สอศ. ต้องปฏบิ ตั ติ าม
(๕) การออกใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพครู
ปัญหาเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หลังจากท่ีมีการ
เปล่ียนรูปแบบการผลิตครูคร้ังใหญ่ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตครูในหลักสูตร ๔ ปี
มาเป็น ๕ ปี และมีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูโดยใช้ระบบการรับรองหลักสูตร ต่อมาเม่ือ
มีสภาวะขาดแคลนครูทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จึงได้มีรูปแบบการออกใบอนุญาตประกอบ
วิชาชพี ครูใหก้ บั ผ้ทู จี่ บหลกั สตู รวิทยาศาสตรบัณฑิต ๔ ปี และศึกษาต่อในหลักสตู รประกาศนียบตั รบณั ฑิต
อีก ๑ ปี และต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตร ๔ + ๒ โดยได้รับวุฒิปริญญาโทและได้รับใบอนุญาต
ประกอบวชิ าชพี คร ู ในขณะที่หลักสตู ร ๕ ปี ต้องเรยี นตอ่ อกี ๒ ปจี ึงจะได้รบั วุฒปิ ริญญาโท ทำาให้เกิดความ
เหลอื่ มลำา้ ในโอกาสทางการศกึ ษาต่อ
(๖) ระบบการใชค รู
ระบบการใช้ครูซ่ึงเกี่ยวข้องกับการบรรจุ แต่งต้ัง และการย้ายครู หลักการ
บรรจุ แต่งตั้ง และการย้ายครูของประเทศไทยควรได้รับการทบทวนใหม่ ปัจจุบันการบรรจุ แต่งต้ัง
ยึดหลักการกระจายอำานาจท่ีทำาโดยแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา หรือเปลี่ยนมาเป็นจังหวัด ปัจจุบันมีปัญหา
เร่ืองความเหลื่อมลำ้าเพราะข้อสอบของแต่ละเขตพ้ืนท่ีการศึกษาไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ควรจะ
มีหน่วยงานกลางท่ีทำาหน้าที่สอบแข่งขันเพ่ือบรรจุครูตามความต้องการของจังหวัด โดยจังหวัดอาจจะมี
ส่วนร่วมในการสัมภาษณ์หลักการเร่ืองการให้สิทธิกับครูหรือบุคลากรทางการศึกษาในการย้ายควรได้รับ
๑๑๗
การทบทวน เพราะครูท่ีได้รับการบรรจุในโรงเรียนที่ดีแล้ว เช่น โรงเรียนในเมืองไม่มีความประสงค์ที่จะ
ขอย้าย ทำาให้คนท่ีบรรจุภายหลังที่ต้องการย้ายไม่มีโอกาส ส่งผลให้เกิดการวิ่งเต้นขอย้ายดังที่เป็นมา
โดยตลอด ดงั นน้ั จงึ ควรกาำ หนดคณะกรรมการเฉพาะเพอื่ ทาำ หนา้ ทดี่ แู ลการยา้ ยครทู งั้ ประเทศรว่ มกบั จงั หวดั
และมีระเบียบกาำ หนดจาำ นวนปขี องการปฏบิ ัติงานเพอื่ ประกอบการโยกย้ายไวอ้ ย่างชัดเจน
ความเหน็ เก่ียวกบั ปญั หาการใชค้ รู พบว่า (๑) เงือ่ นไขปัจจบุ นั ผทู้ ีจ่ ะเปน็ ครู
ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
แต่ในสภาพความเป็นจริง คุรุสภาจำาเป็นต้องอนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเข้า
ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ตามคำาร้องขอของหน่วยงานผู้ใช้ครู
ทมี่ เี หตผุ ลความจาำ เปน็ สง่ ผลใหม้ ผี ปู้ ระกอบวชิ าชพี ครทู ยี่ งั ไมม่ มี าตรฐานวชิ าชพี สามารถประกอบวชิ าชพี ได ้
๒ ป ี โดยกาำ หนดเงอ่ื นไขเวลาในการพฒั นาตนเองใหม้ คี ณุ สมบตั ใิ หค้ รบตามมาตรฐานวชิ าชพี ภายในระยะเวลา
ที่กำาหนด (๒) การสรรหาบคุ คลเขา้ รับราชการครูโดยวธิ ีการสอบแข่งขันในปัจจุบัน ครูอาชีวศกึ ษา สายงาน
ชา่ งอากาศยาน หรอื สายงานทอี่ ยใู่ นอตุ สาหกรรมเปา หมาย ๑๐ อตุ สาหกรรม ทง้ั ทเี่ ปน็ อตุ สาหกรรมเดมิ ทม่ี ี
ศักยภาพในการต่อยอด (First S-Curve) และอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) มีบุคคลท่ีสำาเร็จ
การศกึ ษาในสาขาวชิ าเอกดงั กลา่ วนอ้ ยมาก และเปน็ อปุ สรรคในการสรรหาขา้ ราชการครมู าจดั การเรยี นการ-
สอนได้ทันเวลา เพราะมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานตำาแหน่งครูกำาหนดให้บุคคลท่ีจะเข้ามาสู่วิชาชีพครู
จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาและบรรจุ แต่งต้ังยังเป็น
การปดิ กั้นบคุ คลทมี่ ีความรู้ ความเชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบข้าราชการคร ู ถึงแมจ้ ะมีการแกป้ ัญหาโดยการออก
ใบอนญุ าตใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทส่ี อนขนึ้ มาทดแทน แตก่ ย็ งั สรา้ งความยงุ่ ยากใหก้ บั บคุ คลนน้ั จะตอ้ งพฒั นาตนเอง
เพอื่ ใหไ้ ดใ้ บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี คร ู จงึ จะเขา้ สตู่ าำ แหนง่ ครไู ด ้ ๓) หนว่ ยงานผใู้ ชค้ ร ู ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา
และผบู้ รหิ ารการศกึ ษา กาำ หนดมาตรฐานตาำ แหนง่ ในตาำ แหนง่ ทพี่ ระราชบญั ญตั สิ ภาครฯู ไมไ่ ดก้ าำ หนดใหเ้ ปน็
วิชาชีพควบคมุ วา่ จะต้องมีใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี คร ู สง่ ผลให้ผตู้ อ้ งการเขา้ สู่ตาำ แหนง่ น้นั ๆ จะต้องทำา
คณุ สมบตั ขิ องตนเองใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานวชิ าชพี ทคี่ รุ สุ ภากาำ หนด เพอื่ ขอรบั ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี คร ู
จึงเกิดปัญหาในการทำาคุณสมบัติของผู้ดำารงตำาแหน่งที่ไม่ใช่วิชาชีพทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติ
สภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ไมส่ ามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้
(๗) ระบบการพฒั นาครู
ระบบการพัฒนาครูไม่มีความเชื่อมโยงกับระบบการผลิตครู การผลิตและ
การพัฒนาครูประจำาการยังไม่มีระบบเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะไม่มีความชัดเจนเรื่องระบบการพัฒนา
ครใู หม ่ (Beginner Teachers) เพราะไมม่ กี ารฝก อบรมกอ่ นเขา้ ประจาำ การ (Induction Training) ทาำ ใหก้ าร
เขา้ สวู่ ชิ าชพี ครขู าดการใหค้ าำ ปรกึ ษาและการแนะนาำ จากครทู มี่ ปี ระสบการณ ์ (Coaching and Mentoring)
นอกจากน้ี ยังไม่มีกฎหมายให้มีการฝกอบรมเพื่อต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นระยะ ๆ เช่น ๕ ปี
๑๐ ป ี หรอื ๒๐ ปี และระบบการผลิตครูยงั ขาดการเช่อื มโยงด้านการใช้ประโยชน์จากภาคปฏิบตั ิ
ความเห็นเกีย่ วกบั ปญั หาการพฒั นาคร ู พบว่า (๑) การพฒั นาขา้ ราชการคร ู
ในประเด็นการพัฒนาตนเอง กำาหนดให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าท่ีส่งเสริม สนับสนุนให้ครูไปศึกษา อบรม
๑๑๘
ดูงาน พฒั นาตนเอง ซง่ึ หมายถงึ การ Upskill, Reskill ขา้ ราชการครใู หม้ คี วามรู้ ทักษะที่ทันสมัยอยูเ่ สมอ
แต่ในข้อเท็จจริงมีผู้บังคับบัญชาน้อยมากท่ีให้ความสนใจในเรื่องน้ี ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้ครู
ไปพัฒนาตนตามท่ีครูต้องการ ซ่ึงไม่เกิดผลต่อการขับเคล่ือนการสร้างประชาชนให้มีความรู้ มีอาชีพ
ทส่ี อดคล้องกับแผนพฒั นากำาลงั คนในประเทศ (๒) มหี น่วยงานทดี่ าำ เนนิ งานสง่ เสริมและพฒั นาผูป้ ระกอบ
วิชาชีพทางการศึกษาหลายหน่วยงาน ได้แก่ คุรุสภา ก.ค.ศ. สคช. และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ใช้ผู้
ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (มาตรฐานตำาแหน่ง และการเล่ือนวิทยฐานะ) ทั้งในกระทรวงศึกษาธิการ
และต่างกระทรวง ซ่ึงมีอิสระในการดาำ เนนิ งานตามบทบาทหนา้ ทขี่ องหนว่ ยงาน โดยไมม่ หี น่วยงานกลาง
ในการกาำ หนดทศิ ทางการพฒั นาของผปู้ ระกอบวชิ าชพี สง่ ผลใหก้ ารพฒั นาผปู้ ระกอบวชิ าชพี อาจไมเ่ ปน็ ไป
ในทิศทางเดียวกนั อย่างเปน็ เอกภาพ ๓) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษามีต้นทนุ ของสถานศึกษา
เอกชนสูง การบริหารงบประมาณในสถานศึกษาไม่ยืดหยุ่น ไม่มีงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาทางวิชาการ
ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนไม่เหมือนสถานศึกษารัฐบาล เกิดความไม่เสมอภาค
และเท่าเทยี มกัน เชน่ ครูในสถานศกึ ษารัฐบาลมีงบประมาณสนับสนนุ การฝกอบรม แตค่ รูในสถานศกึ ษา
เอกชนไม่มีงบประมาณสนับสนุน ครูในสถานศึกษารัฐบาลมีวิทยฐานะ มีเงินประจำาตำาแหน่ง แต่ครูใน
สถานศึกษาเอกชนไม่มีวทิ ยฐานะ และไม่มีเงินประจำาตำาแหน่ง
๔.๑.๒ การพฒั นาครู
สถานการณป์ จั จบุ นั ในการพฒั นาครไู ทยสามารถสรปุ เปน็ สภาพการดาำ เนนิ งานในปจั จบุ นั
และปญั หาเชงิ ระบบในการพฒั นาครู ดังน้ี
๑) สภาพการดาำ เนนิ งานในปจั จบุ นั พบวา่ การพฒั นาครสู งั กดั สาำ นกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ให้ใชแ้ นวทางการปฏิรปู ครคู รบวงจรเช่ือมโยงการพฒั นาครู
กับวิทยฐานะ โดยวดั จากช่ัวโมงการสอน โดยจดั งบพัฒนาครูเป็นระบบคูปองมูลค่า ๑๐,๐๐๐ บาทตอ่ คน
ต่อปี เพ่ือเชื่อมโยงกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการอบรม “ชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ” (Professional Learning Community) โดยครูสามารถเลือกหลักสูตร
การอบรมเพ่ือพัฒนาตนเองและนำาความรู้ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงจะเช่ือมโยงกับหลักเกณฑ์
การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำาหนดให้ครูต้องเข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาตนเอง
ไม่น้อยกว่า ๑๒-๒๐ ชั่วโมงต่อปี โดยคุรุสภาได้กำาหนดให้มีสถาบันคุรุพัฒนา ทำาหน้าท่ีรับรองหลักสูตร
พฒั นาครทู เ่ี สนอโดยหน่วยงานหรอื สถาบนั ท้งั ภาครฐั และเอกชน เพ่ือนาำ ไปสู่การพัฒนาครสู งั กดั สำานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน (สำานักงานเลขาธิการสภา
การศกึ ษา. ๒๕๖๑ : ๗๐-๗๑)
นอกจากน้ียังมีการพัฒนาในรูปแบบการอบรมและการพัฒนาครูจากหลาย ๆ
หน่วยงาน ส่วนใหญ่จัดอบรมนอกสถานท่ี ที่รัฐมีบทบาทอย่างมากในการจัดหาผู้จัดการอบรมและจัดทำา
เกณฑ์รับรองหลักสูตร หลักสูตรการอบรมอาจจัดขึ้นตามความต้องการของผู้จัด ทำาให้หลักสูตรการฝก
อบรมครูไมส่ อดคลอ้ งกับปญั หาทค่ี รแู ละโรงเรยี นเผชญิ ไมก่ ระจายโอกาสให้ครูอย่างทั่วถงึ มีความซาำ้ ซอ้ น
ในการอบรม หลักสูตรการพัฒนาส่วนใหญ่เป็นการฝกอบรมระยะสั้น ผลการพัฒนาอาจไม่สามารถ
๑๑๙
ปรับเปล่ียนพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูได้ การอบรมส่วนใหญ่เป็นการฟังบรรยายมากกว่า
การฝกปฏิบัติ รวมทั้งยังขาดระบบการติดตามและสนับสนุนให้มีการนำาความรู้ไปใช้ จึงทำาให้การอบรม
สนิ้ สดุ เพยี งขน้ั ตอนการสรา้ งและถา่ ยทอดความร ู้ แตไ่ ปไมถ่ งึ ขนั้ ตอนการนาำ ความรไู้ ปปฏบิ ตั กิ ารฝก ปฏบิ ตั แิ ละ
การทบทวนและแลกเปลี่ยนเพือ่ แกไ้ ขปญั หาจากการปฏบิ ตั ิ อีกทงั้ ผลการประเมินคณุ ภาพครูและโรงเรยี น
ไม่ได้ถูกนำามาใช้ในการประเมินคุณภาพของการฝกอบรมครู (สำานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
๒๕๖๑ : ๗๐-๗๑; สำานกั งานเลขาธิการวฒุ สิ ภา ปฏบิ ัตหิ น้าทส่ี าำ นักงานเลขาธกิ ารสภานิตบิ ัญญตั แิ ห่งชาติ.
๒๕๖๐ : ๔; กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ, ๒๕๖๐ : ๕๐; สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI).
๒๕๕๗ : ๑๗)
๒) ปัญหาเชิงระบบในการพัฒนาครู จำาแนกเป็นปัจจัยปอน (Input) กระบวนการ
(Process) และผลผลติ (Product) ดังน ้ี (สาำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. ๒๕๖๑ : ๗๐-๗๑; สำานักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา. ๒๕๖๒ : ๕๒; สำานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าท่ีสำานักงานเลขาธิการ
สภานติ บิ ัญญัตแิ ห่งชาต.ิ ๒๕๖๐ : ๔; กวนิ ทรเ์ กียรติ นนธ์พละ. ๒๕๖๐ : ๕๐; สถาบนั วจิ ยั เพอ่ื การพฒั นา
ประเทศไทย (TDRI). ๒๕๕๗ : ๑๗)
๒.๑) ปัจจยั ปอ น (Input) ไดแ้ ก่ ปญั หาระบบการผลิตครู การคัดเลอื กครู ดังนี้
- ระบบการผลติ ยังขาดการเชอ่ื มโยงการใช้ประโยชนจ์ ากการปฏิบตั ิ
- กระบวนการผลิตและจ้างครูของประเทศไทยไม่ได้คัดและส่งเสริมคนเก่ง
ทส่ี ุดมาเป็นครู
- การให้ผลตอบแทนและความท้าทายความก้าวหน้าในการทำางานใน
อาชีพครปู ัจจบุ ันอยใู่ นระดับตา่ำ กว่าภาคธรุ กิจเอกชน ไม่จูงใจให้คนเก่ง ๆ เขา้ มาเปน็ ครู
- ปญั หาดา้ นคณุ ภาพของผทู้ จ่ี ะเขา้ สวู่ ชิ าชพี คร ู พบวา่ คณุ ภาพ ประสทิ ธภิ าพ
ของผู้บริหาร ครู อาจารย์ ผู้บริหารการศึกษา (รวมทั้งผู้บริหารประเทศระดับสูง) ครูอาจารย์ส่วนใหญ่
ไม่ไดร้ กั การอ่าน การค้นควา้ การพัฒนาตนเอง
๒.๒) กระบวนการ (Process) เปน็ ปัญหาเกี่ยวกบั การดำาเนินงานพัฒนาคร ู ดงั นี้
- ระบบการพัฒนาครูไม่มีความเชื่อมโยงกับระบบการผลิตครู โดยเฉพาะ
ไม่มีความชัดเจนเรื่องระบบการพัฒนาครูใหม่ (Beginner Teachers) เพราะไม่มีการฝกอบรมก่อนเข้า
ประจำาการ (Induction Training) ทำาให้การเข้าสู่วิชาชีพครูขาดการให้คำาปรึกษาและการแนะนำาจากครู
ที่มีประสบการณ์ (Coaching and Mentoring)
- ความซาำ้ ซอ้ นดา้ นการวางแผนและพฒั นาคร ู ขาดการประสานงานและเกบ็
ขอ้ มูลทเี่ ปน็ ระบบ ทาำ ใหห้ ลักสตู รการพัฒนาครเู กิดความซำา้ ซอ้ นและส้นิ เปลืองงบประมาณ
- ไมก่ ระจายโอกาสใหค้ รอู ยา่ งทวั่ ถงึ มคี วามซาำ้ ซอ้ นในการอบรม ครบู างคน
ได้รบั การอบรมจากหลายหน่วยงานในแต่ละป ี ขณะทีค่ รบู างคนอาจไม่มโี อกาสเลย
- หลกั สตู รการพฒั นาสว่ นใหญเ่ ปน็ การฝก อบรมระยะสน้ั ผลการพฒั นาอาจ
ไม่สามารถปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมการจัดการเรยี นการสอนของครไู ด้
๑๒๐
- หลกั สูตรการอบรมอาจจดั ข้ึนตามความต้องการของผจู้ ดั ไมส่ อดคลอ้ งกบั
ความตอ้ งการทแี่ ทจ้ รงิ ของครู
- ระบบการพัฒนาครูประจำาการไม่เอ้ือต่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้
เชงิ วชิ าชพี (Professional Learning Community: PLC) ปัจจุบันแต่ละโรงเรยี นไม่มกี ารกำาหนดสัดส่วน
จำานวนครูที่ผสมผสานจำานวนปีประสบการณ์ว่า ควรมีครูใหม่ ครูที่มีประสบการณ์ระยะกลาง และครูที่มี
ความเชยี่ วชาญ หรือเตรียมครเู พือ่ เป็นผบู้ ริหารสถานศกึ ษาจาำ นวนเทา่ ไร เพ่ือจะได้เออื้ ต่อการสร้างชุมชน
แหง่ การเรียนรเู้ ชิงวิชาชพี ในโรงเรียนและจัดระบบการนเิ ทศในโรงเรยี นไดอ้ ยา่ งต่อเนือ่ งและเปน็ ระบบ
- ไม่มีกฎหมายให้มีการฝกอบรมเพ่ือต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็น
ระยะ ๆ
- การอบรมและการพัฒนาครูจากหลาย ๆ หน่วยงาน ส่วนใหญ่จัดอบรม
นอกสถานท ่ี เชน่ โรงแรมต่าง ๆ ทำาให้ครตู อ้ งละทิง้ ชัว่ โมงการสอน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผเู้ รยี นเปน็ การ
อบรมท่ีดึงครูออกจากห้องเรียนทำาให้ครูละท้ิงเด็กและการสอน นอกจากน้ีการจัดทำาผลงานเพื่อเลื่อน
วิทยฐานะครูมกั ละทง้ิ หอ้ งเรียนไปทาำ ผลงาน
- ระบบการบริหารแบบราชการรวมศูนย์ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพและไม่ได้
ปรบั ขนึ้ เงนิ เดอื นตามผลการทาำ งานของครแู ตล่ ะคนอยา่ งเปน็ ธรรม ทาำ ใหค้ รไู มม่ แี รงจงู ใจทจี่ ะพฒั นาตนเอง
ทำางานใหด้ ขี ึน้ และอุทศิ ตนมากขึน้
๒.๓) ผลผลิต (Product) เป็นปัญหาด้านการวัดผลที่เกิดจากการพัฒนาครู
รวมถงึ การดำาเนินการหลังพัฒนาคร ู ดังน้ี
- การพฒั นาครขู าดการตดิ ตามและประเมนิ ผลทช่ี ดั เจน จงึ ไมส่ ามารถทราบ
ได้ว่าครไู ด้นำาไปประยุกต์ใช้ และเป็นประโยชน์ตอ่ การจัดการเรยี นการสอนหรอื ไม่
- การพัฒนาครูยังขาดระบบติดตามและสนับสนุนให้มีการนำาความรู้ไปใช้
จึงทำาให้การอบรมสิ้นสุดเพียงข้ันตอนการสร้างและถ่ายทอดความรู้ แต่ไปไม่ถึงข้ันตอนการนำาความรู้
ไปปฏิบตั ิ การฝกปฏิบตั ิ และการทบทวนและแลกเปล่ยี นเพอื่ แกไ้ ขปัญหาจากการปฏิบัติ
- ผลการประเมินคุณภาพครูและโรงเรียนไม่ได้ถูกนำามาใช้ในการประเมิน
คุณภาพของการฝกอบรมครู
๔.๑.๓ กรอบมาตรฐานคุณวฒุ วิ ิชาชีพครตู ามหลกั ธรรมาภิบาล
กรอบมาตรฐานคณุ วฒุ วิ ชิ าชพี ครตู ามหลกั ธรรมาภบิ าล พบวา่ มสี ภาพปญั หาและอปุ สรรค
ไดแ้ ก ่ ๑) วตั ถปุ ระสงคใ์ นการกาำ หนดมาตรฐานทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั วชิ าชพี คร ู อาจารย ์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา
มคี วามหลากหลาย ตามบทบาท อาำ นาจหนา้ ทข่ี องหนว่ ยงานทม่ี หี นา้ ทกี่ าำ หนดมาตรฐานนน้ั ๆ มหี นว่ ยงาน
ท่ีดำาเนินงานกำาหนดรายละเอียดท่ีเกี่ยวข้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
หลายหน่วยงาน เช่น คุรุสภากำาหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และ
บคุ ลากรทางการศกึ ษาอน่ื ทกี่ าำ หนดในกฎกระทรวง ไดแ้ ก ่ ศกึ ษานเิ ทศก ์ เพอื่ ใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ในการคดั กรอง
บุคคลเข้าสู่วิชาชีพ โดยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งดำาเนินการตามพระราชบัญญัติสภาครู
๑๒๑
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ สคช. กำาหนดมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพ เพ่ือใช้เป็น
เกณฑ์ในการเทียบเคียงคุณวุฒิ และ ก.ค.ศ. และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ใช้ครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา ทัง้ ในกระทรวงศึกษาธิการ และตา่ งกระทรวง มีอสิ ระในการกำาหนดมาตรฐานตำาแหนง่ และ
เกณฑก์ ารเลอ่ื นวทิ ยฐานะ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ในการสรรหา คดั เลอื ก และบรรจแุ ตง่ ตง้ั บคุ คลเขา้ สตู่ าำ แหนง่
และใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะในตำาแหน่ง ดังน้ัน ด้วยบริบทความหลากหลายใน
หน่วยงาน และวัตถุประสงค์ในการกำาหนดมาตรฐานดังกล่าว ส่งผลให้การบังคับใช้มาตรฐานต่าง ๆ
มีความหลากหลาย และไม่สามารถเช่ือมโยงกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ เน่ืองจาก
แตล่ ะหนว่ ยงานตา่ งมีบทบาท อำานาจหน้าที่ในเรือ่ งนั้น ๆ ตามทกี่ ฎหมายทเ่ี กย่ี วข้องกำาหนด
๑) มาตรฐานวชิ าชพี ครู
มาตรฐานวชิ าชพี คร ู พบวา่ ๑) มาตรฐานวชิ าชพี ครทู ค่ี รุ สุ ภากาำ หนด เปน็ มาตรฐาน-
กลางขัน้ ต่าำ ของผมู้ ใี บอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทปี่ ระสงคจ์ ะประกอบวิชาชีพครใู นสถานศึกษาทกุ สงั กัด
ท่ีอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติสภาครูฯ จึงไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้ครูที่มีมาตรฐานสูงกว่า
มาตรฐานวิชาชีพครูท่ีคุรุสภากำาหนด โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพครูในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานสายอาชีพ
(การอาชีวศึกษา) ท่ีไม่ได้ครูท่ีมีคุณภาพตามความต้องการ ๒) สอศ. ต้องการครูท่ีมีความเช่ียวชาญ
ในอาชีพหรือครูที่ผ่านประสบการณ์ในสถานประกอบการ คือ ต้องผ่านการปฏิบัติงานจริง เพราะจะ
ส่งผลสาำ คัญให้การถ่ายทอดองค์ความรตู้ ่าง ๆ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสามารถดำาเนนิ การไดอ้ ยา่ ง
เปน็ รปู ธรรม และมขี นั้ ตอนทชี่ ดั เจน ครอู าชวี ศกึ ษาจะตอ้ งมคี วามเชยี่ วชาญทง้ั ในภาคทฤษฎแี ละภาคปฏบิ ตั ิ
ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะทีแ่ ตกต่างจากครูระดบั การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
๒) คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของผูประกอบวิชาชีพครูตามหลัก
ธรรมาภบิ าล
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครตู ามหลกั ธรรมาภบิ าล
พบวา่ มสี ภาพปญั หาและอปุ สรรค คอื ๑) ความผดิ พลาดของระบบการคดั เลอื กและพฒั นาคร ู คอื ไมส่ ามารถ
คดั เลอื กคนดแี ละคนเกง่ เขา้ มาในการประกอบวชิ าชพี ครไู ด ้ บางรายไมไ่ ดอ้ ยากเปน็ ครดู ว้ ยจติ วญิ ญาณความ
เปน็ คร ู ครบู างกลมุ่ มองอาชพี ครเู ปน็ เพยี งแคผ่ สู้ อนหนงั สอื ไมไ่ ดส้ อนคน ยงั ไมไ่ ดป้ ลกู ฝงั แนวคดิ ในการสอนวา่
“เด็กเกิดมาล้วนมีคุณค่า” ๒) โครงสร้างอำานาจหน้าที่ในการบริหารที่ไม่เหมาะสม คือ คณะกรรมการ
สถานศึกษาเป็นเพียงตรายางในการมอบอำานาจให้อำานาจผู้บริหารสถานศึกษา โครงสร้างการบริหารเป็น
แบบพรี ะมดิ สะทอ้ นถึงความแตกต่างกันมาก เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ และการรบั ฟงั ความคดิ เหน็
ของผู้ใต้บังคับบัญชา นอกจากน้ีครูยังมีจริตอำานาจนิยมท่ีนำามาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน
๓) ค่านิยมของนักเรียนรุ่นใหม่แตกต่างจากครูและผู้ปกครองรุ่นเก่า คือ ไม่สามารถปรับเข้าหากันได้
เกิดความคิดเห็นหรือทัศนคติไม่ตรงกัน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรม
๔) การกาำ กบั ตดิ ตามการปฏบิ ตั กิ ารสอน การกระทาำ ผดิ ทางวนิ ยั ในสถานศกึ ษา และการเพกิ ถอนใบอนญุ าต
ประกอบวิชาชีพครู ปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่ทำาหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนปฏิบัติการสอนแทนครูประจำา ผู้ช่วยสอน
บางรายอาจละเลยจรรยาบรรณวิชาชีพครู ขาดความตระหนักในภาระรับผิดชอบ (Accountability)
๑๒๒
มีการกระทำาผิดทางวินัยบ่อยคร้ัง สืบเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัวและครอบครัว นอกจากนี้การพิจารณา
สอบสวนงานวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความล่าช้า เน่ืองจากผู้สอบสวน
ส่วนใหญ่เป็นผบู้ ริหารซง่ึ มีภารกิจมาก งานวนิ ัยสามารถดาำ เนินการสอบสวนงานวนิ ัยไดป้ ระมาณ ๒๐ ราย
ต่อเดือนเท่าน้ัน ตลอดจนเมื่อมีคดีความเกิดขึ้นส่วนใหญ่อะลุ่มอล่วยโดยการโยกย้าย ไม่ได้มีการเพิกถอน
ใบประกอบวชิ าชพี ครมู ากนกั ๕) แนวทางการสอนคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาทไ่ี มถ่ งึ แกน่ คอื การสอน
คุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาระดับต่าง ๆ ยังเน้นการท่องจำาหลักธรรม ยังไม่สามารถสอนให้ถึงแก่น
ของธรรม มีการลงโทษด้วยความรุนแรง และการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่ยังไม่นำาไปสู่การประยุกต์ใช้ในการ
ดำาเนินชีวิตของผู้เรียนจนเกิดเป็นวิถีชีวิต ๖) การผลิตครูในสถาบันการผลิตครูยังขาดการให้คุณค่าด้าน
คุณธรรม จริยธรรม คือ สัดส่วนการให้คะแนนในสถาบันการผลิตครูยังคงให้น้ำาหนักหรือสัดส่วนคะแนน
ด้านความสามารถด้านวิชาการมากเกินไป ละเลยการส่งเสริมกิจกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม และ
จรรยาบรรณของผปู้ ระกอบวิชาชีพครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา
๓) กฎหมาย ระเบยี บ ขอ บังคบั และหลกั เกณฑท ีเ่ กีย่ วของ
กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับครู อาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศกึ ษา พบว่ามีสภาพปญั หาและอุปสรรค ไดแ้ ก่ ๑) กฎหมายท่เี ก่ยี วกบั คร ู อาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศกึ ษามจี าำ นวนมาก จึงทำาให้เกิดปัญหาในการนาำ ไปบงั คับใชใ้ นการผลติ การคัดกรอง การ
พัฒนา ค่าตอบแทน การบรหิ ารงานบุคคล รวมถงึ ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณใหเ้ ป็นไปใน
ทิศทางเดียวกัน และ ๒) กฎหมายในส่วนของการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ยังไม่ครอบคลุมถึง
สถาบนั การศกึ ษาเอกชนบางประเภท สถาบนั กวดวชิ า ครตู าำ รวจ/ทหารตระเวนชายแดนหรอื พน้ื ทหี่ า่ งไกล
และอน่ื ๆ เพราะอยูใ่ นขอ้ ยกเวน้ ในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ครู
ปัจจุบันมีกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
ซง่ึ มีผลต่อการผลิตและการพฒั นาคร ู รวมท้งั การบรหิ ารงานบุคคลของครู เช่น
(๑) รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐
หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๘ ให้ดำาเนินการปฏิรูปประเทศ
ในสว่ นทเ่ี ก่ยี วกับครแู ละอาจารยน์ ัน้ ให้มกี ลไกและระบบการผลิต คดั กรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชพี
ครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับ
ค่าตอบแทนท่เี หมาะสมกบั ความสามารถและประสิทธภิ าพในการสอน รวมทงั้ มกี ลไกสร้างระบบคณุ ธรรม
ในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชพี ครู
(๒) พระราชบัญญตั ิ
มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติท่ีเกี่ยวข้องกับครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขท่ีมีผลต่อการผลิตและการพัฒนาครู รวมทั้งการ
บริหารงานบุคคลของครู เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ พระราชบัญญัติสภาครู
และบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบญั ญัตจิ ดั ตง้ั สถาบันอดุ มศกึ ษาต่าง ๆ ฯลฯ
๑๒๓
(๓) กฎหมายลาํ ดับรองจากพระราชบญั ญตั ิ
มีกฎหมายระดับรองจากพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับครู อาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขที่มีผลต่อการผลิต
และการพัฒนาครู รวมท้ังการบริหารงานบุคคลของครู เช่น พระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือน
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ กฎกระทรวงการประกอบวิชาชีพควบคุม พ.ศ. ๒๕๔๙
ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู
พ.ศ. ๒๕๖๓ ฯลฯ
๔.๒ แนวทาง กลไก และระบบการผลติ และการพฒั นาครู
จากผลการศึกษาดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการผลิตและการ
พัฒนาครู พิจารณาศึกษาและนาำ เสนอแนวทาง กลไกและระบบการผลิตและการพัฒนาคร ู ดังน้ี
๔.๒.๑ การผลติ ครูแบบพลกิ โฉม
การผลิตครูแบบพลิกโฉม เป็นรูปแบบการผลิตครูที่พิจารณาถึงผลการพัฒนาการเรียนรู้
การเจริญเติบโตของร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมอย่างสมวัย ด้วยความปรารถนาให้ผู้เรียนเป็น
Smart Learners มีทักษะอย่างมืออาชีพ มีความสามารถในการร่วมสร้างนวัตกรรม เป็นพลเมืองท่ีมี
คณุ ภาพและมคี ณุ คา่ ของประเทศ นาำ พาประเทศไทยใหข้ า้ มพน้ ปญั หาตา่ ง ๆ ลดความเหลอื่ มลา้ำ และสามารถ
อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข แนวคิดการผลิตครูแบบพลิกโฉมท่ีนำาเสนอน้ีผ่านกระบวนการ
ศึกษา คน้ คว้า วจิ ยั อย่างละเอยี ดรอบคอบ นาำ เสนอโมเดล “ครูชนะ” จาำ นวน ๕ โมเดล ประกอบด้วย
๑) โมเดล “ครชู นะ-ปฐมวยั ”
“ครูปฐมวัย” เป็นตัวจักรสำาคัญในการดูแล พัฒนาและจัดการศึกษาสำาหรับ
เด็กปฐมวัยให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพ่ือให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน สมวัย และได้รับ
การศึกษาที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ ปลูกฝังคุณลักษณะ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีด้วยการ
ปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอยา่ ง โดยใหค้ วามสาำ คญั กบั การพัฒนาเด็กในชว่ ง ๑,๐๐๐ วนั แรก การผลติ ครูปฐมวัย
มงุ่ เน้นการเตรียมความพรอ้ ม และการเสรมิ สร้างการพฒั นาการที่สมวยั มีทศั นคติทถี่ กู ต้องในการดแู ลเด็ก
หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องร่วมจัดทำาฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อจะได้ทราบความต้องการครูปฐมวัยท่ี
แทจ้ รงิ และรว่ มออกแบบระบบผลติ ครปู ฐมวยั ระบบผสม (ระบบปดิ ๗๐ : ระบบเปดิ ๓๐) โดยใชก้ ลไกการ
มสี ว่ นรว่ มและสนบั สนนุ ของครอบครวั พจิ ารณาการออกใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ครปู ฐมวยั โดยพฒั นาจาก
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านครูปฐมวัย มีกระบวนการพัฒนาครูเป็นวงรอบ ๕ ปี เน้นพัฒนาเพ่ือเพ่ิมศักยภาพ
การจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้เด็กปฐมวัย (เพื่อต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ) เพ่ือให้เด็กปฐมวัยเป็น
รากฐานพลเมืองท่ีเข้มแข็ง จึงเสนอรูปแบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัยและผู้ดูแลเด็กปฐมวัย สรุปได้
ดังแผนภาพที ่ ๒๒
๑๒๔
แผนภาพที่ ๒๒ โมเดล “ครชู นะ-ปฐมวยั ” กลุ่มเปาหมาย
ครปู ฐมวยั
ครชู นะ-ปฐมวัย ผู้ดูแลเด็กปฐมวยั
เด็ก 0-6 ขวบ คมู่ ือพอ่ แม่/ครอบครัว รากฐาน
จาำ นวน 5 ล้านคน พลเมอื ง
โมเดลผลติ และพฒั นา ที่เขม้ แขง็
อย่กู ับครอบครัว หนว่ ยนโยบาย ครูและผดู้ ูแลเด็กปฐมวัย ร่างกาย
2.2 ลา้ นคน กระทรวงศึกษาธิการ/ จติ ใจ
กระทรวงการอุดมศึกษา ฯ โมเดลผลติ และพัฒนา Pre-School Teacher
อยกู่ บั สถานศึกษา จดั ทาำ ฐานขอ้ มูลดิจิทัล/ ครแู ละผูด้ แู ลเด็กปฐมวยั Excellence Center (PTEC) วินัย
2.8 ลา้ นคน ออกแบบระบบผลิตครูปฐมวัย โดยสถาบนั อดุ มศึกษา/ อารมณ์
ระบบผสม (ระบบปดิ 70% สงั คม
ขาดการเตรียมความพร้อม สถานศึกษา สตปิ ญ ญา
และเสริมสร้างพฒั นาการ ระบบเปดิ 30%) สมวัย
องค์กรวชิ าชีพ ปรญิ ญา อน-ุ ประกาศ- พฒั นาเป็นวงรอบ 5 ปี
ท่สี มวยั ทศั นคตทิ ่ีผดิ ตรี ปรญิ ญา นียบัตร เนน้ พฒั นาเพอ่ื เพ่ิมศกั ยภาพ
ในการดูแลเด็ก ออกใบอนญุ าต/ต่อใบอนุญาต การจดั ประสบการณ์เรยี นร้ใู ห้
วิชาชีพครูปฐมวยั โดยพัฒนา เดก็ ปฐมวยั (เพ่อื ต่อใบอนุญาต
จากศูนย์ความเปน็ เลศิ ประกอบวชิ าชพี )
ด้านครปู ฐมวัย
๒) โมเดล “ครูชนะ-การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน”
ครรู ะดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน มงุ่ พฒั นาสมรรถนะการสรา้ งนวตั กรรมในวชิ าชพี ครู
ด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะกับการศึกษายุค ๔.๐ ให้ผู้เรียนเรียนรู้แบบสร้างความรู้ด้วยการคิด
ขนั้ สงู เชงิ ระบบ ลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ ผลติ และพฒั นานวตั กรรม ใชเ้ ทคนคิ วธิ สี อนทห่ี ลากหลายตรงตามความถนดั
ความสนใจของผเู้ รยี นรายบคุ คลและเรยี นรรู้ ว่ มกนั ควรมกี ารคดั สรรบคุ คลทเี่ หมาะสมเขา้ มาเปน็ คร ู มใี จรกั
ในวชิ าชพี มจี ติ วญิ ญาณความเปน็ คร ู ควรพจิ ารณาผลติ ครตู ามความตอ้ งการของประเทศ มคี วามเหมาะสม
ท้ังในเชิงปริมาณและคุณภาพ ลดการบรรยายในช้ันเรียน เน้นการแลกเปล่ียนเรียนรู้ใช้กระบวนการกลุ่ม
เพื่อให้ได้ครูการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีสุขภาพดีทั้งทางกายและจิตใจ เป็น “ครูเพื่อศิษย์” เป็นผู้อำานวย
ความสะดวกในการเรียนรู้ (Learning Facilitator) มีแนวคิดการสอนแบบ “สอนน้อย เรียนมาก” เป็น
ผู้อำานวยความสะดวก (Facilitator) เป็นผู้แนะแนวทาง และเป็นผู้ร่วมเรียนรู้/ร่วมศึกษา (Co-Learner/
Co-Investigator) โดยมแี นวทางการผลติ ครูการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน ดังแผนภาพท ี่ ๒๓
๑๒๕
แผนภาพที่ ๒๓ โมเดล “ครูชนะ-การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน”
ครูชนะ-การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
กลมุ เปา หมาย
จดุ เดน ของโมเดล
Language skills 1. ปรมิ าณของครตู ามความตอ งการของผใู ชแ ละครคู ณุ ภาพ
Sexual Literacy
6. กลไกกำกบั 1. เปาหมาย 2. มาตรฐานสถาบนั การผลติ ครู
คณุ ภาพ
การผลติ ครู
2. สถาบันผลิต 3. ระบบปด รอ ยละ 50 ระบบเปด รอ ยละ 50
ระบบ
ผลิตครู5. การบรหิ าร
ระบบผลติ ครู 4. การจดั สรรงบประมาณใหร ะบบปด 100%
4. การจดั สรร 3. รปู แบบ 5. มเี ครอื ขา ยบรหิ ารระบบระดบั ประเทศ/ภมู ภิ าค
งบประมาณ การผลติ
6. กำกบั คณุ ภาพการผลติ ครโู ดยครุ สุ ภาและเครอื ขา ยผลติ ครู
๓) โมเดล “ครูชนะ-การศึกษาพเิ ศษ”
ครูการศึกษาพิเศษ เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะความเชี่ยวชาญในสมรรถนะหลักที่
สนใจในการสอนเด็กท่ีมีความต้องการพิเศษ โดยปรับลดรายวิชากลางหรือศึกษาท่ัวไปและเพ่ิมวิชาทาง
การศึกษาพิเศษเฉพาะทางให้มีความเข้มข้น ให้ครูการศึกษาพิเศษสามารถลงฝกปฏิบัติกับเด็ก
ทมี่ คี วามตอ้ งการพเิ ศษในลกั ษณะตา่ ง ๆ ใหไ้ ดผ้ ลมากขนึ้ พจิ ารณาจดั ตงั้ กรรมการนโยบายระดบั ชาตวิ า่ ดว้ ย
การผลติ ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษ ผลติ ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในระบบปดิ โดยความรว่ มมอื กบั ผใู้ ชบ้ ณั ฑติ โดยการมี
สว่ นรว่ มจากผเู้ กย่ี วขอ้ งทกุ ฝา ยทงั้ ในระดบั กระทรวง สถาบนั การผลติ ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษ และมหาวทิ ยาลยั
ปลดล็อกเง่ือนไขให้อาจารย์ ป.บัณฑิต การศึกษาพิเศษ เป็นชุดเดียวกับอาจารย์หลักสูตรปริญญาตรี
ปริญญาโท การศึกษาพิเศษ มีการจัดสรรระบบทุน เปาหมายคือเพื่อให้ได้ครูการศึกษาพิเศษท่ีเพียงพอ
ต่อจำานวนนักเรียน และครูร่วมพัฒนาเด็กพิเศษ ให้สามารถแสดงออกถึงศักยภาพและอัจฉริยภาพของ
ตนเอง รวมท้ังเรียนรู้ท่ีจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยมีแนวทางการผลิตครูการศึกษาพิเศษ
ดงั แผนภาพท่ี ๒๔
๑๒๖
แผนภาพท่ี ๒๔ โมเดล “ครูชนะ-การศกึ ษาพิเศษ”
ครชู นะ-การศึกษาพิเศษ
กการระอทุดรมวศงึกษาฯ
ปลดลอ็ ก/เพิม่ ทักษะเฉพาะ
ผลิตครกู ารศกึ ษาพิเศษในระบบปด
ปลดล็อกเง่ือนไข
มกี ารจดั สรรระบบทุน
๔) โมเดล “ครูชนะ-อาชวี ศึกษา”
ครูระดับอาชีวศึกษา ควรพัฒนาสมรรถนะการสร้างประสบการณ์นวัตกรรม
เทคโนโลยีในงานอาชีพตามประเภทการศึกษา จากความร่วมมือแบบพหุภาคีให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้เรียน
เติมเต็มด้วยสมรรถนะทางวิชาชีพครูที่ส่งเสริมผู้เรียนได้เรียนรู้เอง จากการปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการคิด
ข้ันสูงเชิงระบบ ผลิตผลงานสร้างสรรค์และแนวคิดเชิงนวัตกรรม ปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทาง
เทคโนโลย ี ปลกู ฝงั จรรยาบรรณ คา่ นยิ มทด่ี ใี นวชิ าชพี มงุ่ เนน้ ผลติ ครอู าชวี ศกึ ษาทส่ี อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ
ของประเทศ มีการคัดเลือกนักเรียน/นักศึกษาที่มีเจตคติท่ีตรงกับบริบทของครูแต่ละประเภทอย่างเป็น
รูปธรรม ควรสนับสนุนทุนการศึกษา มีการจัดสรรอัตรากำาลังเพ่ือบรรจุรองรับนักศึกษาหลังจบการศึกษา
ครูอาชีวะต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูควบคู่กับทักษะวิชาชีพ มีสมรรถนะสูง มีความเช่ียวชาญในการ
จัดการเรียนการสอนท้ังในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สามารถเชื่อมโยงภาคทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติได้อย่าง
เปน็ รปู ธรรม และควรมใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ครดู า้ นอาชวี ะ โดยเฉพาะแนวทางการผลติ ครอู าชวี ศกึ ษา
ทเี่ สนอดังแผนภาพที่ ๒๕
๑๒๗
แผนภาพที่ ๒๕ โมเดล “ครชู นะ-อาชวี ศึกษา”
ครชู นะ-อาชีวศกึ ษา
หลกั สตู รผลติ ครอู าชีวะ หลกั สตู รเตรยี มครูอาชวี ะ
[ 2 + ½ + ½ + 1] พิจารณาทุน
สถาบนั ผู้ประเมิน
สงั เคราะห์อตั รากาำ ลงั
สมรรถนะครอู าชวี ะ
๕) โมเดล “ครูชนะ-อดุ มศกึ ษา”
ครูระดับอุดมศึกษา เน้นการพัฒนาครูของครูด้วยวิธีการที่หลากหลาย ยืดหยุ่น
ด้วยกระบวนการสะท้อนคิด (Refl ection) ท้ังในรูปแบบ Online, Onsite, Hybrid และการเรียนรู้
แบบกำากับตนเอง (Self-Directed) และภายในสถานศึกษา ในรูปแบบของชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC)
ซงึ่ รูปแบบการผลติ ครขู องครแู บบพลิกโฉม ควรพัฒนาให้ครอบคลมุ ใน ๓ มติ ิ คอื ๑) การเสรมิ สร้างทักษะ
(Upskill/Reskills) ดา้ นวชิ าเอก ดา้ นเครอ่ื งมอื สนบั สนนุ การเรยี นร ู้ ดา้ นกระบวนการจัดการเรียนการสอน
และดา้ นจิตวญิ ญาณความเปน็ ครู ๒) ดา้ นทกั ษะใหม ่ (New Skills) ในด้าน New Paradigm และ Growth
Mindset และ ๓) ดา้ นทกั ษะในอนาคต (Future Skills) อนั ประกอบไปดว้ ย Life Designers, Innovators
และ Leaders มีความเชี่ยวชาญในนวัตกรรมด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน สร้างคนรุ่นใหม่ท่ีตอบโจทย์
โลกอนาคตภายใตก้ ารมสี ว่ นรว่ มแบบ “เบญจภาคกี ารผลติ ครขู องคร”ู โดยมแี นวทางการผลติ ครอู ดุ มศกึ ษา
ดังแผนภาพที ่ ๒๖
๑๒๘
แผนภาพท่ี ๒๖ โมเดล “ครูชนะ-อดุ มศึกษา”
ครชู นะ-อดุ มศึกษา
ทัง้ อาจารยทีจ่ บครูและไมจ บครู
ไมเ กนิ 5 ป
ICT
PaNraedwigm
Innovators LPelaandneersr
๔.๒.๒ การพฒั นาครู
ครูและอาจารย์เป็นบุคลากรด้านการศึกษาที่สำาคัญต่อการขับเคล่ือนต้นแบบการผลิต
และถ่ายทอดความรู้ทางการศกึ ษาใหแ้ ก่นกั เรียน นสิ ติ นกั ศกึ ษา ซึ่งการผลติ และการพัฒนาครใู นทกุ ระดับ
และทุกสถาบันการศึกษาควรมีมาตรฐานเดียวกันเพ่ือแก้ไขปัญหาความเหล่ือมลำ้าทางการศึกษา รวมท้ัง
การทบทวนแก้ไขการกำาหนดมาตรฐานของวิชาชีพครูให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง
ในปัจจุบัน โดยควรมีการสำารวจอัตราปริมาณความต้องการครูในทุกระดับ การปรับหลักสูตรการผลิตครู
ใหเ้ กดิ ความเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานวชิ าชพี คร ู รวมถงึ ปจั จยั ดา้ นอน่ื ๆ ทชี่ ว่ ยสรา้ งครใู หม้ มี าตรฐาน
ได้รับการยอมรับ อีกทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต การยอมรับทางสังคมของผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพครู
ใหม้ คี ณุ ภาพเทยี บเทา่ กบั ใบประกอบวชิ าชพี สาขาวชิ าชพี อนื่ และการปรบั ปรงุ เพอื่ ยกระดบั มหาวทิ ยาลยั ได้
สามารถผลติ บคุ ลากรครทู ่ีมคี ุณภาพมากย่ิงขึ้น
ท้ังน้ีวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทย ๔.๐ ท่ีขับเคล่ือนประเทศด้วยนวัตกรรมตาม
นโยบายของรัฐบาลน้ัน ได้มุ่งยกระดับความสามารถของคนไทยให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้กับ
นานาประเทศ “ครู” จึงถือเป็นบุคคลสำาคัญที่จะสามารถยกระดับคุณภาพของคนไทยได้ โดยการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียนให้มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ สร้างนวัตกรรมเพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลงท่ีจะเกิดขึ้น
ในอนาคต การผลิตและการพัฒนาครูในประเทศไทยมีการเปล่ียนแปลงและมีวิวัฒนาการมาโดยตลอด
แต่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศไทยได้มีแผนการปฏิรูปประเทศ
๑๒๙
ดา้ นการศกึ ษาทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ในเรอื่ งท ี่ ๔ การปฏริ ปู กลไกและระบบการผลติ คดั กรอง
และพฒั นาผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครแู ละอาจารยน์ น้ั ไดแ้ บ่งออกเปน็ ๕ ประเดน็ หลัก คือ
ประเด็นปฏิรูปท่ี ๔.๑ การผลิตครูและคัดกรองครู เพ่ือให้ได้ครูท่ีมีคุณภาพตรงกับ
ความต้องการของประเทศ และมีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีเปาหมายรวมที่ ๑ มีแผนการผลิต
และพัฒนาครูตามความต้องการของประเทศ (Demand-Side-Financing) เปาหมายรวมที่ ๒ ได้ครู
สมรรถนะสูงและตรงตามความต้องการของประเทศที่จบการศึกษาจากสถาบันที่ใช้หลักสูตรท่ีพัฒนาครู
สู่สมรรถนะท่ีทำาให้นิสิต นักศึกษาครูมีความศรัทธาต่อวิชาชีพครู มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้
ความสามารถอย่างแทจ้ รงิ ได้รับประสบการณ์ดา้ นวชิ าชพี ครูและการนเิ ทศท่มี ปี ระสทิ ธิภาพอย่างต่อเนอ่ื ง
ตลอดหลักสูตร
ประเด็นปฏิรูปท่ี ๔.๒ การพัฒนาวิชาชีพครู โดยมีเปาหมายรวม คือ ครู บุคลากรทาง
การศึกษา มีการพัฒนาความรู้และทักษะ และสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าท่ีของตนอย่างต่อเน่ือง
เพ่ือความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ด้วยระบบและวิธีการท่ีหลากหลายและเหมาะสมในการพัฒนาแต่ละกลุ่ม
โดยคำานึงถึงการปฏิบัติงานในพ้ืนท่ีห่างไกล เส่ียงภัย ยากลำาบาก และทุรกันดาร ให้ได้รับความสะดวก
ในการพัฒนา
ประเด็นปฏิรูปท่ี ๔.๓ เส้นทางวิชาชีพครู เพ่ือให้ครูมีความก้าวหน้า ได้รับค่าตอบแทน
และสวสั ดิการทีเ่ หมาะสม มเี ปา หมายรวม คอื ครู บคุ ลากรทางการศึกษามีความกา้ วหน้าในการประกอบ
อาชีพ ไดร้ ับค่าตอบแทนทเ่ี หมาะสมกบั ความสามารถ ประสทิ ธิภาพในการสอน และผลลัพธ์ในการพัฒนา
ผู้เรียน โดยใหค้ าำ นงึ ถงึ ผู้ปฏบิ ัตงิ านในพืน้ ท่หี า่ งไกล เส่ยี งภัย ยากลาำ บาก และทรุ กันดาร
ประเด็นปฏิรูปที่ ๔.๔ การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา เพ่ือยกระดับคุณภาพการจัด
การศึกษาในสถานศกึ ษา
ประเดน็ ปฏริ ปู ท ่ี ๔.๕ องคก์ รวชิ าชพี คร ู และปรบั ปรงุ กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ้ ง โดยมเี ปา หมาย
รวม ให้คุรุสภาเป็นองค์กรวิชาชีพครูที่มีหน้าท่ีกำาหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
ควบคุมความประพฤติและการดำาเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมท้ังส่งเสริม สนับสนุน
ยกย่อง และผดงุ เกยี รติผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา
ท้ังน้จี ากการศกึ ษาพบว่าคณุ ภาพและเปา หมายการพฒั นาครูท่คี วรจะเป็น ดงั น ี้ ครูตอ้ ง
มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรักและเมตตาต่อศิษย์ มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ
มีความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี มีความรู้รอบด้านและมีความมุ่งมั่นในอาชีพครู มีความรู้ด้านวิชาการท่ี
หลากหลาย มีความสามารถด้านทักษะการสอน สามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ สามารถ
วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล และส่งเสริมความสามารถพิเศษ มีวินัยในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์
สามารถจดั บรรยากาศสรา้ งความรว่ มมอื ในการเรยี นรรู้ ว่ มกนั กบั ผเู้ รยี น สามารถใชเ้ ทคโนโลยใี นการเรยี นรู้
อย่างมีประสิทธิภาพ ครูมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปล่ียนแปลง สามารถให้คำาปรึกษา
แก่ผู้เรียน การเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ กลั่นกรองความรู้อย่าง
๑๓๐
มวี จิ ารณญาณ สามารถเชอ่ื มโยงผเู้ รยี นกบั สถานการณแ์ ละชมุ ชนไดเ้ ปน็ อยา่ งด ี เปดิ ใจกวา้ งพรอ้ มทจี่ ะพฒั นา
และเรียนรู้ส่ิงใหม่ มีจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา มีจิตวิทยาให้คำาปรึกษาและพัฒนาผู้เรียน
มีทักษะในการวัดและประเมิน พร้อมทั้งการวิจัย เพื่อพัฒนาเป็นฐานในการพัฒนา สามารถออกแบบ
การเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ได้หลากหลาย ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียนรายบุคคล
มีจิตสาธารณะ สามารถบริหารจัดการการเงินท่ีดี และมีทักษะในการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
มีความมงุ่ ม่นั มสี มาธิในการจัดการเรียนการสอน
รวมทั้งพบแนวทางการพัฒนาครูที่จำาเป็น ๒ ด้าน คือ ด้านนโยบายและยุทธศาสตร์
การพัฒนาครู และระบบและกลไกการพัฒนาครู มีรายละเอียด ดงั นี้
๑) ดานนโยบายและยทุ ธศาสตรก ารพฒั นาครู
แนวทางการดำาเนินงานพัฒนาครูด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาครู
มีรายละเอียด ดังนี้ การมีผู้รับผิดชอบหลักในการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับความต้องการ
จำาเป็นของผู้เรียนแต่ละประเภท การกำาหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดคุณภาพครู และการพัฒนาสมรรถนะ
ความเชยี่ วชาญตามสาขาวชิ า และความตอ้ งการจาำ เปน็ ในการจดั การเรยี นการสอน เชน่ ครปู ฐมวยั ครภู าษา-
ต่างประเทศ ครูอาชีวศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ ครูการศึกษาผู้ใหญ่ สำาหรับการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั การจดั สรรงบประมาณใหเ้ พยี งพอและตรงตอ่ ความตอ้ งการจาำ เปน็ ในการพฒั นาคร ู
การพัฒนาหน่วยผลิต หน่วยพัฒนาให้มีคุณภาพ และเช่ือมโยงการปฏิบัติงานเข้ากับผู้เรียน ครู ห้องเรียน
และโรงเรยี นอยา่ งจรงิ จงั ตอ่ เนอ่ื ง การยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ ของคร ู เพอื่ สรา้ งแรงจงู ใจและกาำ ลงั ใจใหค้ นมา
เป็นครู พฒั นาครทู ง้ั ของรัฐและเอกชนให้เทา่ เทยี มกนั
๒) ดานระบบและกลไกการพัฒนาครู
ด้านระบบและกลไกการพัฒนาครูมีรายละเอียด ดังนี้ การจัดทำามาตรฐานและ
ตัวชี้วัดครูในแต่ละระดับให้ทันสมัยตามการเปล่ียนแปลงของโลก หน่วยงานต้นสังกัด และผู้บริหาร
โรงเรยี นใหค้ วามสำาคัญ ออกแบบหลักสูตรใหม้ คี วามหลากหลาย ทา้ ทาย โดยการพฒั นาครแู บบบรู ณาการ
และจดั พฒั นาครตู ามความเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาำ เปน็ ในการพฒั นาคร ู การพฒั นาโดยใช้
แพลตฟอร์มโดยกระทรวงศึกษาธิการ การปรับเกณฑ์การบริหารงานบุคคลให้สอดคล้อง มีประโยชน์
และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเองและพัฒนาสถานศึกษา พัฒนาครูตามความสนใจ และความ
ต้องการจำาเป็นของตนเองและผู้เรียน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนา จัดระบบการพัฒนาก่อนการ
บรรจแุ ตง่ ตงั้ ระหวา่ งรบั ราชการ มกี ารพฒั นา ทบทวน การคงวทิ ยฐานะ และปรบั ปรงุ การบรหิ ารงานบคุ คล
ท่ีสอดคล้องเชื่อมโยงกับผลการพัฒนาครู จัดสรรทุนและงบประมาณให้เพียงพอเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
ลดภาระงานอ่ืนท่ีไม่จำาเป็นสำาหรับการเรียนการสอนของครู การสร้างเครือข่ายการพัฒนาครูระหว่าง
หน่วยผลิต หน่วยพัฒนา โรงเรียน ครูและผู้เรียน โดยเน้นการพัฒนาเชิงปฏิบัติการ มีกระบวนการนิเทศ
ติดตามอย่างต่อเน่ือง ใช้กระบวนการพัฒนาแบบเครือข่ายแนวราบ ใช้กระบวนการชุมชนแห่งการ
เรยี นร้ทู างวชิ าชพี และจดั เวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้เพ่ือพฒั นาครู
๑๓๑
ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ ว การผลติ และการพฒั นาครจู งึ เปน็ สงิ่ จาำ เปน็ อยา่ งเรง่ ดว่ นในสงั คม
ปัจจุบันท่ีต้องเร่งดำาเนินการหาแนวทางท่ีชัดเจน เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐาน
การศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเร่ืองการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาครูยุคใหม่
เพอื่ พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาและพฒั นาผเู้ รยี นใหส้ ามารถคดิ สรา้ งสรรค ์ สรา้ งนวตั กรรมใหม ่ กา้ วทนั ตอ่ การ
เปลีย่ นแปลงของโลกในอนาคต
๔.๒.๓ กรอบมาตรฐานคุณวฒุ ิวิชาชีพครูตามหลกั ธรรมาภบิ าล
๑) ดา นกรอบ เกณฑ มาตรฐานวิชาชพี ครแู ละคุณวฒุ วิ ิชาชพี ครู
จากการพิจารณาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกรอบ เกณฑ์ มาตรฐานวิชาชีพครู
และคณุ วฒุ วิ ชิ าชพี ครใู นการผลติ การคดั กรอง การใช ้ และการพฒั นาคร ู อาจารย ์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา
พรอ้ มทง้ั ศกึ ษาสภาพปญั หาและอุปสรรค และแนวทางการแก้ไขแล้ว สรุปได้ดังนี้
(๑) ขอ มลู เกยี่ วกบั มาตรฐานวชิ าชพี มาตรฐานคณุ วฒุ ใิ นการผลติ การคดั กรอง
การใช และการพฒั นาครู อาจารย และบคุ ลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย
๑.๑) กลไกและระบบเกยี่ วกบั วิชาชีพครู
๑.๑.๑) การผลิต
๑.๑.๒) การคัดกรอง
๑.๑.๓) การใช้
๑.๑.๔) การพฒั นา
๑.๒) ครู อาจารย ์ และบุคลากรทางการศึกษา
๑.๒.๑) วิชาชพี ทางการศึกษา (คร ู อาจารย ์ บคุ ลากรทางการศึกษา
(ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ผ้บู รหิ ารการศึกษา และศึกษานเิ ทศก์))
๑.๒.๒) ประเภทการศึกษา (สายสามญั สายอาชีวศกึ ษา การศกึ ษา
พเิ ศษ การศึกษาเฉพาะทาง และการศึกษานอกระบบฯ)
๑.๒.๓) ระดับการศึกษา (ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา/
อาชวี ศกึ ษา (ปวช. ปวส.) อดุ มศึกษา)
๑.๓) มาตรฐานที่เกยี่ วกับวชิ าชพี ครู
๑.๓.๑) มาตรฐานวิชาชีพครู (ตามพระราชบัญญัติสภาครูและ
บคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖)
(๑) มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วชิ าชพี
(๒) มาตรฐานการปฏิบัติงาน
(๓) มาตรฐานการปฏิบัตติ น
๑๓๒
๑.๓.๒) มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (ตามประกาศกระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร)
(๑) ระดับคุณวฒุ ิ
(๒) คุณภาพบัณฑติ
(๓) ช่ือปรญิ ญา จาำ นวนหน่วยกติ ฯลฯ
๑.๓.๓) มาตรฐานอาชพี และคณุ วฒุ วิ ชิ าชพี (สถาบนั คณุ วฒุ วิ ชิ าชพี )
(๑) มาตรฐานอาชพี
(๒) คณุ วุฒวิ ิชาชีพ
๑.๔) มาตรฐานกำาหนดตำาแหน่ง (พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖)
๑.๔.๑) กล่มุ มีใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี
(๑) ครู
(๒) ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
(๓) ผูบ้ ริหารการศึกษา
(๔) ศกึ ษานิเทศก์
๑.๔.๒) กลุม่ ไมม่ ีใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี
(๑) กลุม่ ท่วั ไป
(๒) กลมุ่ วชิ าการ
(๓) กลมุ่ อาำ นวยการ
๑.๕) กรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications
Framework)
๑.๕.๑) คุณวุฒิการศึกษา (Educational Qualif ic ation)
๑.๕.๒) มาตรฐานอาชพี (Occupational Standard)
ท้ังนี้ สาระที่สำาคัญเกี่ยวกับกรอบ เกณฑ์ มาตรฐานวิชาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพครู
ประกอบดว้ ย พระราชบญั ญตั ิสภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ทกี่ ลา่ วถงึ ครูและบุคลากร
ทางการศึกษา คุรุสภา มาตรฐานวิชาชีพ การผลิต การคัดกรอง การใช้ และการพัฒนาครูและบุคลากร
ทางการศกึ ษา นอกจากนยี้ งั มสี าระเกย่ี วกบั กรอบคณุ วฒุ แิ หง่ ชาต ิ (National Qualif ic ations Framework:
NQF) การกาำ หนดมาตรฐานตาำ แหนง่ และมาตรฐานวทิ ยฐานะของขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี และมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ
มาตรฐานกำาหนดตำาแหน่งและมาตรฐานตำาแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากร
๑๓๓
ทางการศึกษากรุงเทพมหานคร และการกำาหนดประเภทข้าราชการหรือพนักงาน ครูและบุคลากรทาง
การศึกษาท้องถ่ิน โดยทำาการศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลสภาพปัญหาและอุปสรรค และแนวทาง
การแก้ไขเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานคุณวุฒิในการผลิต การคัดกรอง การใช้ และการพัฒนาครู
อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับจากหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง จำานวน ๙ หน่วยงาน ได้แก่ ๑)
คุรุสภา : สภาวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษา ๒) สำานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)
๓) สำานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ๔) สำานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน (สช.) ๕) สาำ นกั งานคณะกรรมการข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ๖) สาำ นกั งาน
ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ๗) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
(องคก์ ารมหาชน) (สคช.) ๘) สำานกั การศกึ ษา กรุงเทพมหานคร และ ๙) กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถนิ่
(สถ.)
๒) สภาพปญหาและอปุ สรรค
(๑) วัตถุประสงค์ในการกำาหนดมาตรฐานที่เก่ียวข้องกับวิชาชีพครู อาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษามีความหลากหลายตามบทบาทอำานาจหน้าที่ของหน่วยงานท่ีมีหน้าที่กำาหนด
มาตรฐานน้ัน ๆ มีหน่วยงานท่ีดำาเนินงานกำาหนดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานวิชาชีพครู อาจารย์
และบุคลากรทางการศกึ ษาหลายหนว่ ยงาน ได้แก่
(๑.๑) คุรุสภา กำาหนดมาตรฐานวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร
การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอ่ืนท่ีกำาหนดในกฎกระทรวง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ เพ่ือใช้เป็น
เคร่ืองมือในการคัดกรองบุคคลเข้าสู่วิชาชีพ โดยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซ่ึงดำาเนินการตาม
พระราชบัญญตั สิ ภาครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖
(๑.๒) สคช. กำาหนดมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์
ในการเทียบเคยี งคณุ วุฒิ
(๑.๓) ก.ค.ศ. และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ใช้ครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา ท้ังในกระทรวงศึกษาธิการและต่างกระทรวง มีอิสระในการกำาหนดมาตรฐานตำาแหน่ง
และเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการสรรหา คัดเลือก และบรรจุแต่งต้ังบุคคลเข้าสู่
ตำาแหน่ง และใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินเพื่อเล่ือนวิทยฐานะในตำาแหน่ง ดังนั้น ด้วยบริบทความ
หลากหลายในหนว่ ยงานและวตั ถปุ ระสงคใ์ นการกาำ หนดมาตรฐานดงั กลา่ ว สง่ ผลใหก้ ารบงั คบั ใชม้ าตรฐาน
ต่าง ๆ มคี วามหลากหลาย และไมส่ ามารถเชื่อมโยงกันระหวา่ งหน่วยงานตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ ์ เน่ืองจาก
แตล่ ะหน่วยงานต่างมบี ทบาทอำานาจหน้าที่ในเร่ืองน้ัน ๆ ตามท่ีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกาำ หนด
(๒) มาตรฐานวชิ าชีพครู
(๒.๑) มาตรฐานวิชาชีพครูที่คุรุสภากำาหนด เป็นมาตรฐานกลางข้ันต่ำาของ
ผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ประสงค์จะประกอบวิชาชีพครูในสถานศึกษาทุกสังกัดท่ีอยู่ในบังคับ
ของพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้
๑๓๔
ครูที่มีมาตรฐานสูงกว่ามาตรฐานวิชาชีพครูที่คุรุสภากำาหนด โดยเฉพาะกลุ่มวิชาชีพครูในระดับการศึกษา
ขัน้ พื้นฐานสายอาชีพ (การอาชวี ศึกษา) ทไ่ี ม่ไดค้ รูที่มีคุณภาพตามความตอ้ งการ
(๒.๒) สอศ. ตอ้ งการครทู ม่ี คี วามเชยี่ วชาญในอาชพี หรอื ครทู ผ่ี า่ นประสบการณ์
ในสถานประกอบการ คือ ต้องผ่านการปฏิบัติงานจริง เพราะจะส่งผลสำาคัญให้การถ่ายทอดองค์ความรู้
ต่าง ๆ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าสามารถดำาเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีขั้นตอนท่ีชัดเจน
ครอู าชีวศกึ ษาจะตอ้ งมคี วามเชย่ี วชาญทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏบิ ตั ไิ ปพร้อมกัน ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะเฉพาะ
ทีแ่ ตกต่างจากครูระดบั การศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน
(๓) การผลติ ครู
(๓.๑) ปัจจุบันการผลิตและการบรรจุครูอาชีวศึกษา แม้ส่วนใหญ่เป็น
ผู้จบการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. แล้วเข้าสู่การศึกษาในระดับปริญญาตรี ๔ ปี
หรือ ๕ ปี แต่ไม่มีประสบการณ์การทำางานในสถานประกอบการ ทำาให้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการ
และบรรยากาศของการทาำ งานทเ่ี พยี งพอ นอกจากน ี้ ครุ สุ ภายงั ใชม้ าตรฐานวชิ าชพี เดยี วกนั สาำ หรบั ครทู ส่ี อน
ข้นั พื้นฐานและครอู าชีวศกึ ษา จงึ ทำาใหไ้ ม่ได้ครูอาชวี ศกึ ษาที่มีคุณสมบัติตา่ ง ๆ ตามที่ต้องการ
(๓.๒) สถาบันอุดมศึกษาท่ีจัดการศึกษาในหลักสูตรปริญญาหรือ
ประกาศนียบัตรทางการศึกษามีเอกสิทธิ์ในการจัดการศึกษา หากสภาสถาบันได้อนุมัติหลักสูตรแล้ว
ดังนั้น จึงมีสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามเกณฑ์การรับรองปริญญาหรือ
ประกาศนยี บตั รทางการศกึ ษาทคี่ รุ สุ ภากาำ หนด ซงึ่ จะตอ้ งผา่ นการรบั ทราบจาก สกอ. ดว้ ย สง่ ผลใหผ้ สู้ าำ เรจ็
การศึกษาไม่สามารถใช้คุณวุฒิการศึกษาดังกล่าวในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
ท่ีเก่ยี วข้องได้
(๓.๓) ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาเสนอหลักสูตรเพื่อให้ สป.อว. พิจารณา
ทั้งหลักสูตรครู ๔ ปี และหลักสูตรครู ๕ ปี ประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการพิจารณาส่วนใหญ่จะเป็น
เรอ่ื งคณุ วฒุ ขิ องอาจารยผ์ รู้ บั ผดิ ชอบหลกั สตู รและอาจารยป์ ระจาำ หลกั สตู รทไี่ มต่ รงหรอื สมั พนั ธก์ บั สาขาวชิ า
ในหลกั สตู ร หลายหลกั สตู รทไ่ี มม่ อี าจารยท์ มี่ คี ณุ วฒุ ทิ างดา้ นการศกึ ษาเลย ผลงานทางวชิ าการของอาจารย์
ไม่ตรงหรือไม่สัมพันธ์กับสาขาวิชา และจำานวนนักศึกษาท่ีรับมีจำานวนมากเกินไปเมื่อเทียบกับสัดส่วน
อาจารย์
(๓.๔) ในประเด็นเก่ียวกับการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาจำานวนไม่
นอ้ ยกว่า ๑ ปี หรือ ๑๒ หนว่ ยกิต หลกั สูตรคร ู ๕ ปี จะไม่ค่อยมปี ัญหาเรือ่ งน ้ี คือสว่ นใหญ่จะให้นกั ศึกษา
ไปปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษาตอนปที ่ี ๔ หรอื ๕ ซง่ึ กไ็ ดศ้ กึ ษารายวชิ าจนมคี วามร ู้ ความสามารถเพยี งพอ
ทจี่ ะไปปฏบิ ตั กิ ารสอนได ้ การพจิ ารณาของ สป.อว. ในประเดน็ นจ้ี งึ ไมม่ ขี อ้ ทกั ทว้ งใด ๆ แตส่ าำ หรบั หลกั สตู ร
ครู ๔ ปี จะมีข้อสังเกตของ สป.อว. ว่าให้จัดการศึกษาให้เป็นไปตามข้อบังคับของคุรุสภา เนื่องจาก
หลักสูตรครู ๔ ปี มีจำานวนมากที่นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาต้ังแต่ชั้นปีท่ี ๑ หรือชั้นปีท่ี ๒
ซึ่งนักศึกษายังไม่มีความรู้เพียงพอท่ีจะไปปฏิบัติการสอน และมีหลักสูตรอีกไม่น้อยที่ปฏิบัติการสอน
๑๓๕
ในสถานศกึ ษาเพียง ๑ ภาคการศกึ ษาหรือ ๖ หน่วยกิต จงึ อาจจะมปี ระเด็นปญั หาเกีย่ วกบั การพิจารณาว่า
สอดคลอ้ งหรอื เปน็ ไปตามขอ้ บงั คบั ครุ สุ ภาหรอื ไม่
(๓.๕) ปัจจุบันมีการเปล่ียนแปลงหลักสูตรท่ีมีความแตกต่างจากอดีตมาก
แต่บุคลากรทางการศึกษาท่ีมีอยู่นั้นถูกผลิตขึ้นมาเพ่ือรองรับหลักสูตรเดิม รวมถึงสถาบันต่าง ๆ ท่ีผลิตครู
ก็ยงั ไม่มีการเปลีย่ นแปลงเพ่อื ให้สอดคล้องกบั บรบิ ทหลักสตู รใหม ่ ๆ
(๔) การคัดกรอง
(๔.๑) ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไม่มีการจำาแนกระดับหรือประเภท
การศึกษา และสาขาวิชาเอกท่ีแสดงคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพของผู้รับใบอนุญาต
เนื่องจากหน่วยงานผู้ใช้ครูมีข้อจำากัดด้านการใช้ครูผู้สอนท่ีจำาเป็นต้องรับผิดชอบสอนหลายสาขาวิชา
ในสถานศกึ ษาทม่ี คี รไู มเ่ พยี งพอ รวมถงึ ความหลากหลายในการกาำ หนดชอื่ สาขาวชิ าเอกในหลกั สตู รปรญิ ญา
ทางการศกึ ษาของสถาบนั อดุ มศกึ ษา ทาำ ใหต้ อ้ งตคี วามหรอื จดั กลมุ่ วชิ าเอกของผขู้ อรบั ใบอนญุ าตประกอบ
วิชาชีพครูของผู้มีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาในสาขาวิชาเอกต่าง ๆ กับกลุ่มวิชาในหลักสูตรการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน และหลักสูตรการอาชีวศึกษา (สายอาชีพ) ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาท่ีผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องปฏิบัติ
การสอนในสถานศึกษาจริง
(๔.๒) ข้อเท็จจริง สอศ. ต้องการผู้ท่ีมีความรู้ ความชำานาญในอาชีพ หรือ
เรียนจบวิชาชีพสายตรงมาเป็นครู ไม่จำาเป็นต้องจบคณะศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์ ดังน้ัน สอศ. จึง
เสนอความเห็นมาอย่างต่อเนื่องว่าผู้ที่จะมาเป็นครูอาชีวศึกษาไม่ควรต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู แต่
พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มผี ลบงั คบั ใหค้ รอู าชวี ศกึ ษา สงั กดั สาำ นกั งาน
คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา (สอศ.) ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
(๕) การใช้
(๕.๑) เงื่อนไขปัจจุบัน ผู้ที่จะเป็นครูต้องมีใบประกอบวิชาชีพตาม
พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ แตใ่ นสภาพความเปน็ จรงิ ครุ สุ ภาจาำ เปน็ ตอ้ ง
อนุญาตใหบ้ คุ คลทไ่ี มม่ ใี บอนุญาตประกอบวชิ าชีพครเู ขา้ ปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศึกษา โดยไมม่ ีใบอนญุ าต
ประกอบวชิ าชพี ตามคาำ รอ้ งขอของหนว่ ยงานผใู้ ชค้ รทู มี่ เี หตผุ ลความจาำ เปน็ สง่ ผลใหม้ ผี ปู้ ระกอบวชิ าชพี ครู
ท่ียังไม่มีมาตรฐานวิชาชีพสามารถประกอบวิชาชีพได้ภายใน ๒ ปี โดยในเง่ือนเวลาดังกล่าว ผู้ได้รับ
อนญุ าตใหป้ ระกอบวชิ าชพี ครโู ดยไมม่ ใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี จะตอ้ งพฒั นาตนเองใหม้ คี ณุ สมบตั ใิ หค้ รบ
ตามมาตรฐานวชิ าชพี ภายในระยะเวลาทกี่ ำาหนด
(๕.๒) การสรรหาบุคคลเข้ารับราชการครูโดยวิธีการสอบแข่งขันในปัจจุบัน
ครอู าชวี ศกึ ษา สายงานชา่ งอากาศยาน หรอื สายงานท่อี ยู่ในอุตสาหกรรมเปา หมาย ๑๐ อตุ สาหกรรม ทง้ั ที่
เปน็ อตุ สาหกรรมเดมิ ทมี่ ศี กั ยภาพในการตอ่ ยอด (First S-Curve) และอตุ สาหกรรมอนาคต (New S-Curve)
มีบุคคลท่ีสำาเร็จการศึกษาในสาขาวิชาเอกดังกล่าวน้อยมาก และเป็นอุปสรรคในการสรรหาข้าราชการ
ครูมาจัดการเรียนการสอนได้ทันเวลา เพราะมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานตำาแหน่งครูกำาหนดให้บุคคล
๑๓๖
ที่เข้ามาสู่วิชาชีพครูจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนจึงจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาและบรรจุ
แตง่ ตง้ั และยงั เปน็ การปดิ กนั้ บคุ คลทม่ี คี วามร ู้ ความเชย่ี วชาญเขา้ สรู่ ะบบขา้ ราชการครถู งึ แมจ้ ะมกี ารแกป้ ญั หา
โดยการออกใบอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าท่ีสอนขึ้นมาทดแทน แต่ก็ยังสร้างความยุ่งยากให้กับบุคคลนั้น
จะตอ้ งพัฒนาตนเองเพ่ือใหไ้ ดใ้ บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ครูจงึ จะเข้าสูต่ ำาแหนง่ ครไู ด้
(๕.๓) หน่วยงานผู้ใช้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
กำาหนดมาตรฐานตำาแหน่งในตำาแหน่งที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
ไมไ่ ด้กำาหนดใหเ้ ป็นวชิ าชพี ควบคุมวา่ จะต้องมใี บอนุญาตประกอบวิชาชีพ ส่งผลใหผ้ ู้ตอ้ งการเข้าสตู่ ำาแหน่ง
นนั้ ๆ จะตอ้ งทาำ คณุ สมบตั ขิ องตนเองใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานวชิ าชพี ทคี่ รุ สุ ภากาำ หนด เพอ่ื ขอรบั ใบอนญุ าต
ประกอบวิชาชีพ จึงเกิดปัญหาในการทำาคุณสมบัติของผู้ดำารงตำาแหน่งท่ีไม่ใช่วิชาชีพทางการศึกษาตาม
พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบ
วิชาชพี ได้
(๖) การพัฒนา
(๖.๑) การพัฒนาข้าราชการครู ในประเด็นการพัฒนาตนเอง กำาหนดให้
ผบู้ งั คบั บญั ชามหี นา้ ทส่ี ง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหค้ รไู ปศกึ ษา อบรม ดงู าน พฒั นาตนเอง ซงึ่ หมายถงึ การ Upskill,
Reskill ข้าราชการครูให้มีความรู้ทักษะท่ีทันสมัยอยู่เสมอ แต่ในข้อเท็จจริงมีผู้บังคับบัญชาน้อยมาก
ท่ีให้ความสนใจในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้ครูไปพัฒนาตนตามที่ครูต้องการ ซึ่งไม่เกิดผลต่อ
การขบั เคล่อื นการสรา้ งประชาชนใหม้ คี วามร ู้ มอี าชพี ที่สอดคล้องกบั แผนพฒั นากาำ ลังคนในประเทศ
(๖.๒) มีหน่วยงานที่ดำาเนินงานส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทาง
การศึกษาหลายหน่วยงาน ได้แก ่ ครุ สุ ภา ก.ค.ศ. สคช. และหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ของผใู้ ชผ้ ูป้ ระกอบวชิ าชีพ
ทางการศึกษา (มาตรฐานตำาแหน่งและการเล่ือนวิทยฐานะ) ท้ังในกระทรวงศึกษาธิการและต่างกระทรวง
ซง่ึ มอี สิ ระในการดาำ เนนิ งานตามบทบาทหนา้ ทข่ี องหนว่ ยงาน โดยไมม่ หี นว่ ยงานกลางในการกาำ หนดทศิ ทาง
การพัฒนาของผู้ประกอบวิชาชีพ ส่งผลให้การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
อยา่ งเปน็ เอกภาพ
(๖.๓) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษามีต้นทุนของสถานศึกษา
เอกชนสูง การบริหารงบประมาณในสถานศึกษาไม่ยืดหยุ่น ไม่มีงบประมาณสนับสนุน การพัฒนาทาง
วิชาการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนไม่เหมือนสถานศึกษารัฐบาล เกิดความ
ไมเ่ สมอภาคและไม่เท่าเทียมกัน เช่น ครูในสถานศึกษารัฐบาลมีงบประมาณสนบั สนนุ การฝก อบรม แต่ครู
ในสถานศกึ ษาเอกชนไมม่ งี บประมาณสนบั สนนุ ครใู นสถานศกึ ษารฐั บาลมวี ทิ ยฐานะ มเี งนิ ประจาำ ตาำ แหนง่
แตค่ รใู นสถานศึกษาเอกชนไมม่ วี ทิ ยฐานะและไมม่ เี งนิ ประจำาตำาแหนง่
๓) แนวทางการแกไข
๓.๑) วตั ถปุ ระสงคใ์ นการกาำ หนดมาตรฐานทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั วชิ าชพี คร ู อาจารย ์
และบุคลากรทางการศึกษามีความหลากหลายตามบทบาทอำานาจหน้าที่ของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำาหนด
๑๓๗
มาตรฐานน้ัน ๆ จึงต้องสร้างการรับรู้และความเข้าใจเก่ียวกับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับวิชาชีพครู
อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาท่ีกำาหนดขึ้นตามบทบาทอำานาจหน้าที่ของหน่วยงานทางการศึกษา
ต่าง ๆ ที่กฎหมายให้อำานาจดำาเนนิ การ เพ่ือให้การใช้มาตรฐานนั้น ๆ สอดคล้องตรงกบั วตั ถปุ ระสงคใ์ นการ
กาำ หนดมาตรฐาน ไมเ่ กิดความสับสน
๓.๒) มาตรฐานวิชาชพี คร ู
๓.๒.๑) หนว่ ยงานทางการศึกษา ได้แก่ ครุ ุสภา สกศ. สคช. (อาชีพ
ครูฝกในสถานประกอบการ) ก.ค.ศ. และหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ใช้ครู ทั้งในกระทรวงศึกษาธิการ
และตา่ งกระทรวง (มาตรฐานตาำ แหน่งและการเลือ่ นวิทยฐานะ) รวมทงั้ สถานศึกษาเฉพาะทางและสถาบนั
ผลิตครูวิชาชีพด้านต่าง ๆ เช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป ควรเช่ือมโยงการใช้มาตรฐานต่าง ๆ ท่ีแต่ละ
หน่วยงานกำาหนดตามอาำ นาจหนา้ ที่ของตนเข้าด้วยกนั อย่างเป็นเอกภาพและไม่ซำา้ ซ้อน
๓.๒.๒) มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาท้ัง ๔ กลุ่มวิชาชีพ ได้แก่
วชิ าชพี คร ู ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ผบู้ รหิ ารการศกึ ษา และศกึ ษานเิ ทศกท์ ค่ี รุ สุ ภากาำ หนด เปน็ มาตรฐานกลาง
ขั้นต่ำาของผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หากหน่วยงานผู้ใช้ ผู้ประกอบวิชาชีพใด ๆ มีความต้องการ
เฉพาะเพิ่มเติม เพ่ือให้ได้บุคคลท่ีมีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของหน่วยงาน หน่วยงานนั้น ๆ
สามารถกำาหนดรายละเอียดเพ่ิมเติมในมาตรฐานตำาแหน่งในกลุ่มวิชาชีพนั้น ๆ เพ่ือใช้ในการคัดกรอง
และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในสังกัดของหน่วยงานนั้น ๆ ได้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย
เกีย่ วกับมาตรฐานตาำ แหนง่ เพ่ิมเตมิ ได้
๓.๓) การผลติ ครู
๓.๓.๑) ควรมีกฎหมายกำาหนดโทษ หรือกำาหนดความรับผิดชอบ
ของสถาบันอุดมศึกษาที่มีต่อผู้เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรท่ีจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามเกณฑ์การรับรอง
ปรญิ ญา หรือประกาศนียบตั รทางการศึกษาของคุรุสภา และการรับทราบจาก สกอ. เพอื่ คุ้มครองผูส้ าำ เรจ็
การศึกษาในหลักสูตรที่ไม่สามารถใช้คุณวุฒิการศึกษาดังกล่าวในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ทางการศกึ ษาที่เกีย่ วข้องได้ และปองกนั ไม่ใหเ้ กิดความเดือดรอ้ นกบั ผูส้ ำาเร็จการศกึ ษาดงั กล่าว
๓.๓.๒) ใหส้ ถาบนั การศกึ ษาทกุ ประเภทปรบั หลกั สตู รใหม้ หี ลกั สตู ร
สำาหรับผลิตครูร่วมด้วย อาทิ สถาบันด้านอาชีวศึกษา ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการกีฬา ด้านการแพทย์
ฯลฯ ทั้งภาครฐั และเอกชน
๓.๓.๓) สถาบันอุดมศึกษาควรจัดการศึกษาหลักสูตรครูให้มีความ
ถูกต้องครบถ้วน ท้ังตามเกณฑ์และมาตรฐานคุณวุฒิของ สป.อว. และตามระเบียบ กฎเกณฑ์ของคุรุสภา
ซ่ึงก็ยอมรับว่าสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งที่จัดการศึกษาหลักสูตรครู ๔ ปี สามารถที่จะจัดให้นักศึกษา
ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษาครบ ๑ ปกี ารศกึ ษา หรอื ๑๒ หนว่ ยกติ และไปปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา
ในชั้นปที ่ ี ๔ ซ่งึ ไดศ้ ึกษารายวิชาจนมีความร้ ู ความสามารถเพียงพอทีจ่ ะไปปฏิบัตกิ ารสอนได้
๓.๓.๔) ควรมกี ารทบทวนเกณฑม์ าตรฐานหลกั สตู รระดบั ปรญิ ญาตร ี
๑๓๘
สาขาครุศาสตรแ์ ละสาขาศกึ ษาศาสตร์ (มคอ.๑) ทัง้ คร ู ๔ ป ี และครู ๕ ปี เนอื่ งจากท่ผี า่ นมาพบปญั หามาก
๓.๔) การคดั กรอง
๓.๔.๑) ให้มีกระบวนการคัดกรองคนดี คนเก่งมาเป็นครู โดยอาจ
คัดเลือกจากผู้จบการศึกษาด้วยค่า GPA สูง กำาหนดให้ทุนการศึกษา โดยมีข้อกำาหนดในสัญญาให้
ทนุ การศึกษาวา่ ต้องเข้ารบั ราชการเปน็ ครูในสถานศกึ ษาทอ่ี ยูใ่ กล้ภมู ิลาำ เนา เพือ่ ลดปัญหาคา่ ใช้จา่ ยสว่ นตัว
และค่าใชจ้ ่ายของทางราชการในการสร้างบา้ นพัก
๓.๔.๒) หน่วยงานผู้ใช้ครูควรมีความชัดเจนเก่ียวกับความต้องการ
ใช้ครูในสาขาวิชาต่าง ๆ และสื่อสารข้อมูลไปยังสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตวิชาชีพครูให้ตรงกับ
ความต้องการท้ังในเชิงปริมาณและคณุ ภาพ
๓.๔.๓) ต้องจัดกระบวนการสอบท่ีเป็นมาตรฐานอย่างจริงจัง เพ่ือ
คดั แยกผทู้ ่สี อบไม่ผ่านออกจากระบบ เพ่อื กระตุน้ สถาบนั ผลิตครูให้ผลติ ครทู ม่ี ีคุณภาพไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง
๓.๕) การใช้
๓.๕.๑) การสรรหาบุคคลเข้ารับราชการในวุฒิทางการศึกษาท่ี
ขาดแคลน ก.ค.ศ. ครุ ุสภา และหนว่ ยงานที่เกีย่ วขอ้ ง ได้รว่ มกนั กาำ หนดสาขาวิชาท่ขี าดแคลน เพอื่ ให้บุคคล
ทวั่ ไปสามารถเข้ามาสอบแขง่ ขนั เป็นข้าราชการครไู ด ้ เพื่อเปน็ แนวทางในการแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหน้า
๓.๕.๒) ก.ค.ศ. กำาหนดให้ส่วนราชการจัดสรรอัตราไปกำาหนดเป็น
นักเรียนทุนตามสาขาวิชาเอกท่ีต้องไม่เกินร้อยละ ๒๕ เพื่อให้ส่วนราชการท่ีใช้ครูได้สรรหาจากผู้เรียน
ในสถาบันผลิตครูต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๘ ตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรมกบั ส่วนราชการ
๓.๕.๓) หน่วยงานผู้ใช้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหาร
การศึกษา กำาหนดมาตรฐานตำาแหน่งในตำาแหน่งที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๖ ไม่ได้กำาหนดให้เป็นวิชาชีพควบคุมว่าจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้สามารถเข้าสู่
ตาำ แหนง่ โดยไมย่ ดึ โยงกบั การมใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา เพอ่ื ใหผ้ ดู้ าำ รงตาำ แหนง่ ทไี่ มใ่ ชว่ ชิ าชพี
ทางการศกึ ษาตามพระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ สามารถเขา้ สตู่ าำ แหนง่ ได้
โดยไมต่ อ้ งมใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ตามพระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖
๓.๕.๔) ควรมีการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับครูอย่าง
เป็นระบบ
๓.๕.๕) ให้มีการฝกอบรมผู้ท่ีได้รับการบรรจุตามข้อ ๓.๕.๑-๓.๕.๒
ให้มีความรู้ ความสามารถในการสอนตามมาตรฐาน เพ่ือให้มีคุณธรรม จริยธรรม และคุณสมบัติของครู
วชิ าชีพอย่างครบถ้วน
๑๓๙
๓.๖) การพัฒนา
๓.๖.๑) หนว่ ยงานทด่ี าำ เนนิ งานสง่ เสรมิ และพฒั นาผปู้ ระกอบวชิ าชพี
ทางการศกึ ษา ไดแ้ ก ่ ครุ สุ ภา ก.ค.ศ. สคช. และหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ของผใู้ ชผ้ ปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา
(มาตรฐานตาำ แหนง่ และการเลอื่ นวทิ ยฐานะ) ทง้ั ในกระทรวงศกึ ษาธกิ ารและตา่ งกระทรวง ควรยดึ มาตรฐาน
วิชาชีพทางการศึกษา เป็นแกนหลักพ้ืนฐานในการกำาหนดประเด็นการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศึกษาในสงั กัด ซึ่งสามารถกาำ หนดรายละเอยี ดการพัฒนาเพิม่ เติมจากมาตรฐานวิชาชพี ทค่ี รุ ุสภากาำ หนดได้
ตามความตอ้ งการพิเศษของหน่วยงานผู้ใช้คร ู ซ่ึงในเร่อื งดังกลา่ วไมจ่ าำ เปน็ ต้องแกไ้ ขปรบั ปรุงกฎหมายหรอื
ออกกฎหมายใด ๆ เพ่ิมเตมิ
๓.๖.๒) ให้ สอศ. จัดทำาแผนพัฒนาครู โดยมีกรอบการดำาเนินการ
คือ (๑) นำาทักษะด้านต่าง ๆ ที่กำาหนดไว้ในมาตรฐานวิชาชีพครูอาชีวศึกษามาเป็นเปาหมายของแผนฯ
(๒) ให้มีการประเมินผลการอบรมที่เหมาะสม และมกี ารประเมนิ ทักษะอาชพี ของครวู ิชาชีพตามมาตรฐาน
อาชีพของสถาบนั คุณวุฒวิ ชิ าชีพ (องค์การมหาชน) และ (๓) จัดให้มีกระบวนการตดิ ตามวา่ ครูไดน้ ำาความรู้
ท่ไี ด้รบั จากการอบรมตามแผนทีก่ ลา่ วถงึ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการจดั การศกึ ษาอยา่ งไร
๓.๖.๓) ให้มีการพัฒนาครูประจำาการโดยส่งครูไปฝกงานกับ
สถานประกอบการทีม่ คี วามสอดคล้องกบั สาขาทส่ี อนเปน็ ระยะเวลาสะสมไม่นอ้ ยกว่า ๔ เดือน ระยะเวลา
๕ ปี เพือ่ ใหค้ รูอาชวี ศึกษาได้ฝกประสบการณจ์ ริง
๓.๖.๔) จัดทำาแผนพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำาลังคน
ในประเทศ เนื่องจากวิธีการที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาครูที่ไม่มีทิศทาง ทำาให้ไม่เกิดประโยชน์และเป็นการ
สญู เสยี ทง้ั งบประมาณและเวลาในการจดั การศกึ ษา โดยกาำ หนดใหค้ รมู กี ารพฒั นาตนเองตามความตอ้ งการ
ของตนเองและสถานศกึ ษา และกาำ หนดใหม้ กี ารทาำ แผนการพฒั นาครรู ายบคุ คล (ID Plan) ของครแู ตล่ ะคน
เสนอให้ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นชอบก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนา รวมถึงการพัฒนาครูกลุ่มสาระ
การเรยี นรตู้ า่ ง ๆ ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจในการเปลย่ี นแปลงตา่ ง ๆ ทงั้ ดา้ นหลกั สตู ร ดา้ นความรคู้ วามเขา้ ใจ
เพือ่ ให้สามารถสอนนักเรียนเป็นไปในทิศทางของการเปลยี่ นแปลงน้ัน ๆ
๒) ดานคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของผูประกอบวิชาชีพครูตาม
หลกั ธรรมาภิบาล
จากการพิจารณาศึกษาข้อมูลเก่ียวกับคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของ
ผู้ประกอบวิชาชีพครูตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมท้ังศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรค และแนวทางการ
แก้ไขแล้ว สรปุ ไดด้ งั นี้
(๑) ขอ้ มลู เกยี่ วกบั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครู
ตามหลักธรรมาภบิ าล มขี อ้ มลู ที่เกย่ี วข้อง ประกอบด้วย
(๑.๑) วนิ ยั ขา้ ราชการคร ู พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากร
ทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗
๑๔๐
(๑.๒) ขอ้ บังคับครุ ุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวชิ าชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖
(๑.๓) มาตรฐานจริยธรรมของข้าราชการตามพระราชบัญญัติมาตรฐาน
ทางจรยิ ธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
(๑.๔) หลกั ธรรมาภบิ าลตามพระราชกฤษฎกี าวา่ ดว้ ยการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื ง
ท่ีด ี พ.ศ. ๒๕๔๖
(๒) สภาพปญั หาและอปุ สรรค พบว่า
(๒.๑) ความผิดพลาดของระบบการคัดเลือกและพัฒนาครู คือ ทำาให้
การคัดเลือกครูไม่ได้เน้นสรรหาคนดีและคนเก่งเข้ามาประกอบวิชาชีพครู บางรายไม่ได้เข้ามาเป็นครู
ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ครูบางกลุ่มมองอาชีพครูเป็นเพียงแค่สอนหนังสือ ไม่ใช่การสอนคน และ
ยงั ไม่ได้รับการปลกู ฝงั แนวคิดในการสอนว่า “เดก็ เกดิ มาล้วนมีคณุ ค่า”
(๒.๒) โครงสรา้ งอาำ นาจหนา้ ทใ่ี นการบรหิ ารทไี่ มเ่ หมาะสม คอื คณะกรรมการ-
สถานศึกษาเป็นเพียงตรายางในการมอบอำานาจให้อำานาจผู้บริหารสถานศึกษา โครงสร้างการบริหารเป็น
แบบพีระมดิ สะทอ้ นถึงความแตกต่างกนั มาก เกิดปญั หาในการบรหิ ารจดั การ และการรบั ฟงั ความคิดเหน็
ของผใู้ ตบ้ ังคบั บญั ชา นอกจากนค้ี รยู งั มจี รติ อำานาจนยิ มท่นี าำ มาใชใ้ นการจัดการเรียนร้ใู นห้องเรียน
(๒.๓) ค่านิยมของนักเรียนรุ่นใหม่แตกต่างจากครูและผู้ปกครองรุ่นเก่า คือ
ไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ เกิดความคิดเห็นหรือทัศนคติไม่ตรงกัน เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาค่านิยม
คณุ ธรรม และจริยธรรม
(๒.๔) การกำากับติดตามการปฏิบัติการสอน การกระทำาผิดทางวินัยใน
สถานศกึ ษา และการเพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี คร ู ปจั จบุ นั พบวา่ มผี ทู้ ท่ี าำ หนา้ ทเี่ ปน็ ผชู้ ว่ ยสอนปฏบิ ตั ิ
การสอนแทนครูประจำา ผู้ช่วยสอนบางรายอาจละเลยจรรยาบรรณวิชาชีพครู ขาดความตระหนัก
ในภาระรับผิดชอบ (Accountability) มีการกระทำาผิดทางวินัยบ่อยครั้ง สืบเน่ืองมาจากปัญหาส่วนตัว
และครอบครัว นอกจากน้ี การพิจารณาสอบสวนงานวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มีความล่าช้า เน่ืองจากผู้สอบสวนส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารซ่ึงมีภารกิจมาก งานวินัยสามารถดำาเนินการ
สอบสวนงานวนิ ยั ไดป้ ระมาณ ๒๐ รายตอ่ เดอื นเทา่ นน้ั ตลอดจนเมอ่ื มคี ดคี วามเกดิ ขนึ้ สว่ นใหญอ่ ะลมุ่ อลว่ ย
โดยการโยกยา้ ย ไม่ได้มกี ารเพิกถอนใบประกอบวชิ าชพี มากนัก
(๒.๕) แนวทางการสอนคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาที่ไม่ถึงแก่น
คอื การสอนคณุ ธรรม จรยิ ธรรมในสถานศกึ ษาระดบั ตา่ ง ๆ ยงั เนน้ การทอ่ งจาำ หลกั ธรรม ยงั ไมส่ ามารถสอน
ให้ถึงแก่นของธรรม ทำาให้ยังมีครูบางคนใช้วิธีการลงโทษด้วยความรุนแรง และการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่
ยงั ไม่นำาไปสู่การประยุกต์ใช้ในการดำาเนนิ ชวี ติ ของผเู้ รยี นจนเกิดเป็นวิถีชีวิต
(๒.๖) การผลิตครูในสถาบันการผลิตครูยังขาดการให้คุณค่าด้านคุณธรรม
และจริยธรรม คือ สัดส่วนการให้คะแนนในสถาบันการผลิตครูยังคงให้นำ้าหนักหรือสัดส่วนคะแนนด้าน
๑๔๑
ความสามารถดา้ นวชิ าการมากเกนิ ไป ละเลยการสง่ เสรมิ กจิ กรรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณ
ของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
(๓) แนวทางการแกไ้ ข
(๓.๑) ปฏิรูประบบการผลิตและพฒั นาครู โดย
(๓.๑.๑) การผลิตครู กระบวนการผลิตครูควรให้น้ำาหนักคะแนน
ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักศึกษาครู มีการสอดแทรกการสอน
คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในทกุ สาขาวชิ า การปลกู ฝงั ใหค้ รมู คี วามตระหนกั ในภาระรบั ผดิ ชอบ (Accountability)
ควรใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้านมาใช้ในการสอนนักศึกษาครูมากขึ้น เพ่ือฝกทักษะที่หลากหลาย
และกระบวนการทำางานด้วยความรับผิดชอบ นอกจากน้ีในการจัดการเรียนรู้ควรเป็นมากกว่า Learning
by Doing ควรเป็น Learning by Feeling บทบาทครคู วรเปน็ ผ้อู ำานวยความสะดวก (Facilitator) ในการ
เรยี นรแู้ ละสง่ เสริมคณุ ธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชพี ครู
(๓.๑.๒) การพฒั นาคร ู สถานศกึ ษาควรสรา้ งระบบดแู ลชว่ ยเหลอื คร ู
ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาควรรจู้ กั ครเู ปน็ รายบคุ คล สรา้ งครใู หอ้ ยใู่ นหวั ใจของเดก็ มกี ารมอบรางวลั ครดู ใี นดวงใจ
หรือ Popular Vote ปลูกฝังความตระหนักในการลดความรุนแรงในชั้นเรียน โดยเฉพาะการกลั่นแกล้ง
ลอ้ เลียน การคกุ คามให้อบั อายหรอื หวาดกลัว ดังทเ่ี รียกกันวา่ Bully นอกจากนค้ี วรเพมิ่ มาตรฐานในการ
เพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ครอู ยา่ งจรงิ จงั กลา่ วคอื เมอื่ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี คร ู อาจารย ์ และบคุ ลากร
ทางการศึกษาได้กระทำาผิดหรือละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพครูควรเร่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ทนั ที ไม่ควรอะลมุ่ อล่วย
(๓.๒) เปลยี่ นการสอนทอ่ งจาำ คณุ ธรรมเปน็ การสอดแทรกคณุ ธรรมการสอน
ทอ่ งจาำ บทสวดหรือจาำ หลักธรรมตา่ ง ๆ ไดเ้ ป็นเพียงกระพ ้ี ควรสอนใหถ้ ึงแกน่ ของคณุ ธรรม โดยสอดแทรก
ในรายวชิ าต่าง ๆ จนเกดิ เป็นวถิ ีชวี ติ
(๓.๓) สร้างพฤตินิเวศให้ผู้เรียนมีพฤตินิสัยท่ีดี คือ ควรสร้างระบบนิเวศ
ในสถานศึกษาที่แวดล้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีบุคคลและส่ิงแวดล้อมที่ช่วยในการสร้างความ
ประพฤติทดี่ จี นเกิดเปน็ คุณลักษณะนิสัยทีด่ งี าม
(๓.๔) แปรรูปคุณธรรมให้เป็นวิถีชีวิต คือ มีการปลูกฝังและจัดกิจกรรม
ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา โดยจัดกิจกรรมให้เข้าถึงวิถีการดำาเนินชีวิตครู เช่น กิจกรรม Passport ความดี กิจกรรม
จิตอาสา กจิ กรรมครบู นดอย เปน็ ตน้
(๓.๕) ปรบั ปรงุ ระบบแพค้ ดั ออก สง่ เสรมิ คนดมี ากกวา่ คนเกง่ ทข่ี าดคณุ ธรรม
คอื ปจั จบุ ันระบบการศกึ ษาในระดบั ตา่ ง ๆ ให้คณุ คา่ กับคนเก่ง แตล่ ะเลยคนด ี ฉะนัน้ อาจปรับปรุงระบบ
แพ้คัดออก ส่งเสริมคนดีมากกว่า เช่น สถาบันอุดมศึกษาอาจปรับระบบการให้เกียรตินิยม นักศึกษาท่ี
ทาำ ความด ี ดงั น ี้ เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั ๑ สาำ หรบั นกั ศกึ ษาทมี่ คี วามประพฤตดิ แี ละเรยี นเกง่ เกยี รตนิ ยิ มอนั ดบั ๒
๑๔๒
สาำ หรับนักศกึ ษาทม่ี คี วามประพฤตดิ ี เกียรตินยิ มอนั ดับ ๓ สาำ หรับนกั ศกึ ษาทเี่ รียนเกง่
(๓.๖) สง่ เสรมิ ผอู้ าำ นวยการสถานศกึ ษาใหม้ ภี าวะผนู้ าำ เชงิ จรยิ ธรรม คอื ผบู้ รหิ าร
สถานศึกษามีบทบาทสำาคัญในการเป็นผู้นำาและแบบอย่างในด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
ของผู้ประกอบวชิ าชีพครู รวมทง้ั ช่วยเปลีย่ นลักษณะนิสยั ท่ีไมพ่ งึ ประสงค์ของครไู ด้
๔.๓ ความเหน็ และขอ เสนอเชงิ นโยบายเกย่ี วกบั แนวทางการผลติ และการพฒั นาครู
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพครูตามหลักธรรมาภิบาล
ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการผลติ และการพัฒนาครู วุฒิสภา ได้จัดสัมมนาเรือ่ ง
“วิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย : “คร?ู ” คอื ทางออกของประเทศ” เมือ่ วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓
ณ ห้องภาณุมาศ ชนั้ ๑๐ โรงแรมรอยลั ริเวอร ์ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพอ่ื แลกเปลีย่ นประสบการณแ์ ละรบั ฟัง
ขอ้ คดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะจากผมู้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งเกยี่ วกบั สภาพปญั หาและอปุ สรรคทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั กฎหมาย
กฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั หลกั เกณฑ ์ มาตรฐานวชิ าชพี คร ู คณุ วฒุ วิ ชิ าชพี คร ู คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณ
ของผู้ประกอบวิชาชีพครู รวมทั้งข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และแนวทางการนำาสู่การปฏิบัติ
ซงึ่ ผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาประกอบดว้ ย คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามญั พจิ ารณาศกึ ษาแนวทางการผลติ และการพฒั นา
ครู วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรอบมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพครูตามหลักธรรมาภิบาล
คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเก่ียวกับการผลิตครู คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทาง
การพัฒนาครู คณะทำางานด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เก่ียวข้องกับครู อาจารย์
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา คณะทาำ งานพจิ ารณากรอบ เกณฑ์ มาตรฐานวิชาชพี ครแู ละคุณวฒุ วิ ชิ าชีพครู
คณะทำางานด้านคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครูตามหลักธรรมาภิบาล
ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ข้าราชการและพนักงานราชการ สำานักงานเลขาธิการ
วฒุ สิ ภา และประชาชนผูส้ นใจ การสมั มนาครัง้ นี้ไดม้ ีการปาฐกถาพิเศษ โดยนายตวง อันทะไชย ประธาน
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการผลิตและพัฒนาครู วุฒิสภา และการนำาเสนอ เร่ือง
การพฒั นาวิชาชพี คร ู อาจารย ์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา เพื่อยกระดับคณุ ภาพครูฯ ในประเด็นดังนี้
๑. กฎหมาย ระเบยี บ ขอ้ บังคบั และหลกั เกณฑท์ ่ีเกีย่ วขอ้ ง
๒. กรอบ เกณฑ ์ มาตรฐานวิชาชีพครแู ละคณุ วฒุ วิ ชิ าชพี คร ู
๓. คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณของผปู้ ระกอบวชิ าชพี ครู
จากน้ันเป็นการแลกเปล่ียนและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุม สรุป
เป็นขอ้ เสนอแนะจากการสมั มนา ไดด้ ังนี้
๔.๓.๑ ด้านกฎหมาย
๑) ควรเรง่ รดั ผลกั ดนั การแกไ้ ขกฎหมาย พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาต ิ พ.ศ. ๒๕๔๒
เพ่อื ใหก้ ฎหมายฉบบั อืน่ ๆ ทีเ่ กยี่ วข้องได้รบั การแกไ้ ขปรบั ปรงุ ใหเ้ หมาะสม
๑๔๓
๒) ควรเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
เพื่อปรับปรุงสาระที่เก่ียวกับคุรุสภาในประเด็นการกำากับมาตรฐานวิชาชีพครู โดยแยกคณะกรรมการ
วินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ออกมาจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เพื่อให้ทำางานได้รวดเร็ว
และเข้มแขง็
๓) ควรเร่งแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ ในประเดน็ อาำ นาจของเขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษากบั ศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั และในประเดน็ การดาำ เนนิ การ
ทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยควรมีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
เช่นเดยี วกับระบบของขา้ ราชการพลเรอื น
๔) ควรพจิ ารณาเรอ่ื งการนำากฎหมาย กฎ ระเบยี บเขา้ มาควบคมุ การผลติ ครู เพ่อื ใหม้ ี
คณุ ภาพ เนื่องจากอาจดูยอ้ นแย้งกับการพฒั นาครูท่ีตอ้ งสรา้ งความเปน็ อสิ ระให้ครู
๔.๓.๒ ด้านมาตรฐานวชิ าชีพและมาตรฐานคุณวุฒวิ ชิ าชพี ครู
๑) ควรมกี ารกาำ หนดใหค้ รทู ุกประเภท ทกุ ระดบั เปน็ วชิ าชพี ควบคมุ
๒) ควรมีการพิจารณาเรื่องการกำากับควบคุมมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภาในด้าน
คุณธรรม จริยธรรมใหม่ เนื่องจากเดิมมีการกำาหนดเร่ืองมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรมไว้ แต่ปัจจุบัน
นาำ ไปแฝงไวใ้ นมาตรฐานการปฏบิ ตั งิ าน ทาำ ใหง้ านดา้ นการสง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมถกู ลดความสาำ คญั ลง
๓) ควรมีการดำาเนินการเรื่องการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอย่างจริงจัง
เหมาะสม และพิจารณาว่าจะบังคับใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูครอบคลุมถึงการศึกษาในระดับใด
เพ่อื ใหเ้ กดิ ความชัดเจนมากข้ึน
๔) ควรกำาหนดให้ผู้ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพคือครูเท่านั้น ส่วนตำาแหน่ง
อ่ืน ๆ โดยเฉพาะผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา ไม่จำาเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
เช่นเดียวกับศึกษานิเทศก์ เพราะตำาแหน่งดังกล่าวไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นตำาแหน่งหน้าที่ทางการบริหาร
และไม่จำาเป็นต้องมีวิทยฐานะ เพราะการบริหารไม่ได้แสดงถึงความสามารถทางวิชาการท่ีจะนำาไปสู่
วทิ ยฐานะ
๕) ควรมีการจัดระบบค่าตอบแทนครูท่ีมีความเหมาะสมกว่าท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน
สามารถใหค้ รูดาำ รงชพี ไดอ้ ยา่ งมน่ั คง เพื่อใหไ้ ดค้ นทมี่ ีความร้ ู ความสามารถเขา้ มาเปน็ ครู
๖) ควรมีการกำากบั ตดิ ตาม ประเมินผลการดาำ เนินงานให้เปน็ ไปตามกรอบมาตรฐาน
วชิ าชพี และมาตรฐานคุณวุฒวิ ิชาชพี ครอู ย่างตอ่ เน่อื งเปน็ ระยะ
๔.๓.๓ ด้านการผลติ การคดั กรอง การใช้ และการพัฒนาครู
๑) การผลิต
๑.๑) ให้มีคณะกรรมการนโยบายการผลิตครูที่เป็นองค์กรกลางในการศึกษา
ปริมาณความต้องการใช้ครู การคาดการณ์จำานวนครู และการจัดสรรจำานวนการผลิตครูในแต่ละประเภท
๑๔๔
ซึง่ ต้องสามารถควบคมุ จาำ นวนการผลติ และอตั ราการบรรจุคร ู เพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกับความตอ้ งการการใช้ครู
๑.๒) ควรสร้างสถาบันผลติ ครูแห่งชาต ิ (National Institute of Education:
NIE) เพื่อกำากับทิศทางนโยบายและต้นแบบการผลิตครูท่ีสอดคล้องกับสังคมในศตวรรษที่ ๒๑ ท่ีผลิตครู
ต้นแบบตาม NIE ของประเทศสงิ คโปร์
๑.๓) ควรมีโรงเรียนฝกหัดครูท่ีดีในประเทศ อาจารย์ผู้สอนมีความเข้าใจ
การศกึ ษาไทยทแ่ี ทจ้ ริง มคี วามเข้าใจความเป็นครู มีศรทั ธาในวชิ าชพี มคี วามร้ทู ั้งเนอ้ื หา วธิ กี ารสอน และ
บริบทของโรงเรียน เปน็ ต้นแบบของการจัดการเรียนการสอนและการวดั และประเมนิ ผล
๑.๔) ควรมีเจ้าภาพรับผิดชอบหน่วยงานผลิตครูซึ่งมีกระจัดกระจายอยู่
หลากหลายหน่วยงาน เช่น ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดหน่วยงาน
ระดบั สาำ นกั งานเพอ่ื วเิ คราะหม์ าตรฐานและประสานงานใหร้ ะบบการผลติ ครสู ามารถกาำ กบั ไดท้ ง้ั เชงิ ปรมิ าณ
และคณุ ภาพ และจดั ทาำ ระบบ Big Data ของประเทศในการผลติ และพฒั นาครู เป็นตน้
๑.๕) ควรตั้งเปาหมาย กำาหนดวิธีการ กระบวนการผลิตครูให้ชัดเจน และ
ต้องผลิตครูท่ีมีความเฉพาะตามลักษณะและประเภทของงานที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมท้ัง
ควรทบทวนบทบาทหน้าทขี่ องหน่วยงานตา่ ง ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง เพ่อื ลดความซำา้ ซอ้ น
๑.๖) ควรปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ เพ่ือให้ผู้เรียน
สามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองจากวิธีการที่หลากหลาย และสร้างหลักสูตรที่ตระหนักถึงความเป็น
พลเมืองของสังคมและโลก (Civic and Global Citizenship) เพ่ือให้รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง
และเป็น Role Model ให้กับนักเรยี น นักศึกษา
๑.๗) ควรปรบั หลกั สตู รครศุ าสตรอ์ ตุ สาหกรรมใหม้ วี ชิ าชพี ในสถานประกอบการ
เพิ่มเติม ในลักษณะพหุภาคีระหว่าง (๑) สถาบันผลิตครู (๒) สถานประกอบอาชีพ และ (๓) วิทยาลัย
อาชวี ศึกษา
๑.๘) ควรเปิดโอกาสให้คนท่ีรักการเป็นครูแต่ไม่จบครูมาเป็นครูได้ โดยเรียน
Postgraduate Diploma in Education เหมือนรปู แบบทมี่ ีใชใ้ นประเทศอังกฤษ เพ่อื ให้คนเกง่ และอยาก
เปน็ ครมู าอย่ใู นระบบ
๑.๙) ควรกำาหนดบทบาทการพิจารณาอนุมัติหลักสูตรการผลิตครู ระหว่าง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคุรุสภาให้ชัดเจน เด็ดขาด สามารถ
ตรวจสอบในระหวา่ งการผลิต การควบคมุ มาตรฐานการผลติ ครูของสถาบนั ผลติ ครู
๑.๑๐) ควรสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่จะมาเป็นครู โดยปลูกฝังจิตวิญญาณ
ความเป็นครูให้รู้จักใช้เหตุผลเชิงคุณธรรม มีความภูมิใจ มีพฤติกรรมที่เหมาะสม มีความรักและศรัทธา
ในวิชาชีพครู เกิดความตระหนักในความเป็นครูมืออาชีพ ได้เรียนวิชาครูอย่างลุ่มลึก มีวิถีความพอเพียง
บม่ เพาะใหม้ ีความรกั ชาต ิ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ มจี ิตสำานึกของการรักบา้ นเกิด
๑.๑๑) ควรมีหอพักให้นักศึกษาได้พักในสถาบันการผลิตครู มิใช่การเรียนแบบ
ไปเช้ากลับเยน็ เพ่อื บ่มเพาะปลกู จิตสำานึกความเปน็ ครู
๑๔๕
๑.๑๒) มีระบบการกำากับ ติดตาม ควบคุมคุณภาพ ท้ังด้านการผลิตและ
คัดกรอง และมีการกำากับและควบคุมมาตรฐานคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาท้ังของรัฐและเอกชน
มใิ ห้ดาำ เนนิ การรับนกั ศึกษาเข้าเรยี นกอ่ นไดร้ บั อนุมตั ิให้เปิดหลักสตู รในทกุ ระดบั
๑.๑๓) สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการผลิตครู เพ่ือให้เกิดการ
เชือ่ มโยงการทำางานทงั้ ระบบ ทั้งชุมชน โรงเรียน และผมู้ ีสว่ นได้สว่ นเสีย
๒) การคัดกรอง
๒.๑) ควรจูงใจให้คนที่เรียนเก่งในแต่ละศาสตร์ของสาขาวิชาเข้ามาเป็นครู
และมีหน่วยงานพฒั นาการสอนให้แกค่ นเหล่าน้ี
๒.๒) ควรหาวธิ กี ารคดั เลอื ก คดั สรรคนทม่ี คี ณุ ภาพ เกง่ ด ี มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม
เขา้ มาเปน็ คร ู โดยทาำ ใหเ้ หน็ วา่ วชิ าชพี ครเู ปน็ วชิ าชพี ชนั้ สงู เปน็ วชิ าชพี ทม่ี คี ณุ คา่ และสรา้ งประโยชนใ์ หส้ งั คม
๓) การใช
๓.๑) ต้องควบคุมคุณภาพครูโดยหน่วยงานผู้ใช้ครู ให้ครูใช้หลักสูตรในการ
นำาพาไปสู่การสร้างสมรรถนะในตนเอง ตอบโจทย์สมรรถนะในศตวรรษที่ ๒๑ อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนอย่างสันติ
เปน็ พลเมืองไทยและพลเมอื งโลกท่ีดี
๓.๒) ควรมองครูในมิติท่ีหลากหลาย โดยเฉพาะครูที่จะจัดการศึกษาสำาหรับ
คนวัยทำางานและคนวัยสูงอายุ เพื่อที่จะเชื่อมต่อให้เกิดวงจร “การศึกษาตลอดชีวิต” ได้อย่างจริงจัง
เนอ่ื งจากในอนาคตการศกึ ษาจะครอบคลมุ ทกุ ชว่ งวยั ตง้ั แตเ่ ดก็ ปฐมวยั วยั เรยี นตอนตน้ วยั เรยี นอดุ มศกึ ษา
วัยทำางาน และวยั สูงอายุ
๓.๓) ควรปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการ ซ่ึงต้องให้สถานศึกษามีอิสระ
ในการบรหิ ารวชิ าการ บุคคล งบประมาณ และการบริหารทัว่ ไป
๔) การพฒั นา
๔.๑) ควรพัฒนาครูก่อนเข้าทำางานโดยเฉพาะครูที่จะบรรจุครั้งแรก โดยให้
ศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั รบั ผดิ ชอบการฝก อบรมกอ่ นการปฏบิ ตั จิ รงิ และจดั ใหม้ รี ะบบ Coaching ในชว่ งทดลอง
ปฏิบัติงานก่อนการประเมินตามระบบปกติ และในระหว่างการปฏิบัติงานควรเพ่ิมบทบาทของสถาบัน
ครุ พุ ฒั นาในการควบคมุ มาตรฐานกลางของหลกั สตู รการพฒั นาครรู ะหวา่ งปฏบิ ตั งิ าน และควรเพม่ิ บทบาท
ของหน่วยงานต้นสังกัดในการพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนา
อย่างเพียงพอ รวมท้ังเปดิ โอกาสให้มีหลักสูตรออนไลนท์ ค่ี รูสามารถเลอื กเรยี นร้เู พ่ือพัฒนาตนเอง
๔.๒) ควรใหค้ วามสาำ คญั กบั ระบบ PLC (Professional Learning Community)
ใหค้ รทู กุ ประเภทต้องสร้างชุมชนการเรียนร้ขู องตนเองขน้ึ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง
๔.๓) ควรมกี ารจดั ทาำ แผนยทุ ธศาสตรก์ ารวจิ ยั ของชาตแิ บบตอ่ เนอื่ ง ๑๐-๒๐ ป ี
เนอื่ งจากรฐั บาลมงี บประมาณเพอื่ การลงทนุ ดา้ นการศกึ ษาจาำ นวนมาก แตง่ บประมาณดา้ นการวจิ ยั เกยี่ วกบั
๑๔๖
การพฒั นาครูและคุณภาพการศึกษายังไมต่ อ่ เนอื่ ง
๔.๓.๔) ดา นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาล
๑) ควรมีการบูรณาการเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นส่วนหน่ึง
ในเกณฑ์การจบการศึกษาของนักศกึ ษาครู
๒) ควรใช้เกณฑ์คุณธรรม จริยธรรม แบบหลักฐานเชิงประจักษ์
(Evidence Based) ในการประเมินวทิ ยฐานะ
๓) ควรเพ่ิมประสิทธิภาพในการกำากับธรรมาภิบาลของ คุรุสภา
และ ก.ค.ศ. ให้ครูท่ีกระทำาความผิดได้รับการลงโทษอย่างเหมาะสม มีการสอบสวนครูท่ีกระทำาความผิด
จริยธรรมให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วัน โดยเฉพาะการกระทำาผิดร้ายแรง โดยควรให้ออกจากราชการ
ไว้ก่อน และตอ้ งมกี ารยกเลกิ การใหค้ วามชว่ ยเหลือกันโดยใช้อาำ นาจอิทธิพลอปุ ถัมภ์
๔) ควรมีการเผยแพร่กรณีศึกษาการกระทำาผิดวินัย และจรรยาบรรณ
วิชาชีพครูในเว็บไซต์ของคุรุสภา และของหน่วยงานใช้ครู เพื่อให้ครูรับทราบและเห็นความเป็นตัวอย่าง
ท่ไี ม่ดี
๕) ควรมีการตรวจสอบพฤติกรรมและคุณวุฒิของผู้ประกอบวิชาชีพ
โดยการสมุ่ ตรวจทั่วประเทศเป็นระยะ เพ่อื เปน็ การกาำ กบั มาตรฐานตามจรรยาบรรณวิชาชพี ครู
๖) ควรมีการขึ้นบัญชีเฝาระวังสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
ที่เคยมีปัญหาในการดำาเนินการจัดการศึกษา และขาดธรรมาภิบาลในการจัดการศึกษา เพื่อสอดส่อง
ปอ งกันมใิ ห้เกดิ การกระทาำ ผิดซ้าำ ซาก
๗) ควรมีการส่งเสริม ยกย่อง ให้รางวัลครูต้นแบบด้านคุณธรรม
จริยธรรม เพือ่ สรา้ งความตระหนักรู ้ และใหค้ วามสาำ คัญกบั วิชาชีพครู
๘) ควรสร้างคุณธรรม จริยธรรมความเป็นครูให้เกิดขึ้นในวิชาชีพครู
ผา่ นงานวจิ ัยและพัฒนา เพอื่ ใหเ้ กิดความตอ่ เน่อื งและย่ังยืน
๑๔๗
บทที่
๕ บทสรุปและขอเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลรายงานการพิจารณาศึกษา
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการผลิตและการพัฒนาครู วุฒิสภาได้พิจารณา
ศึกษาภายใต้กรอบความคิดในการพิจารณาศึกษาแนวทางการผลิตและการพัฒนาครู และสรุปความเห็น
และข้อเสนอเชิงนโยบายเก่ียวกับแนวทางการผลิตและการพัฒนาครู ซ่ึงสามารถสรุปสาระสำาคัญของ
กรอบความคิดในการจัดทำาข้อเสนอเชิงนโยบายท่ีเป็นจุดเน้นและต้องดำาเนินการเร่งด่วน (ภายใน ๑ ปี)
เพ่ือแก้ปัญหา และดำาเนินงานให้สอดคล้องกับความเปล่ียนแปลงและตอบสนองการพัฒนาประเทศ
โดยจำาแนกเป็น ๖ ด้านเพื่อให้ครอบคลุมตัวแปรและองค์ประกอบท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการผลิตครู
ดา้ นการพฒั นาคร ู ดา้ นมาตรฐานการผลติ ครแู ละการพฒั นาคร ู ดา้ นการคดั กรองคร ู ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
และจรรยาบรรณของครูตามหลักธรรมาภิบาล ซ่ึงสรุปประเด็นได้ตามแผนภาพท่ี ๒๗ และมีสาระสำาคัญ
ดงั ต่อไปน ี้
๕.๑.๑ ดา้ นการผลติ ครู
๑) เปา หมายการผลติ ครู
๑.๑) เรง่ ปรบั ปรงุ แผนแมบ่ ทการผลติ ภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าต ิ และควรดาำ เนนิ การ
ตามแผนการปฏบิ ตั ดิ งั กลา่ วทนั ที
๑.๒) กำาหนดเปาหมายการผลิตครูให้ตรงกับความต้องการใช้ครูของหน่วยงาน
ผู้ใช้ครูในแต่ละระดับแต่ละประเภทการศึกษา ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตามมาตรฐานคุณวุฒิ
และมาตรฐานวิชาชีพทคี่ ณะกรรมการระดบั ชาติกาำ หนดหรอื ให้ความเห็นชอบ
๑.๓) วางแผนการผลิตครูทั้งระยะสั้นและระยะยาวเสนอต่อคณะกรรมการ
ระดับชาติให้ตรงตามสภาพบริบทท่ีเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อการจัดการศึกษาในทุกระดับและประเภท
การศกึ ษา
๒) กลไกและหนว ยงานท่ีรับผิดชอบการผลติ ครู
๒.๑) การดำาเนินการผลิตและพัฒนาครูโดยความร่วมมือกันอย่างกลมกลืน
ของสถาบันผลิต (อว. เอกชน ท้งั ในประเทศและตา่ งประเทศ) ตั้งแต่การกำาหนดความต้องการคร ู การคดั
คนเข้าสู่ระบบ การกำาหนดหลักสูตร มาตรฐานคุณวุฒิ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตลอดจนการคัดกรอง
การใช้คน การพฒั นาสมรรถนะและคุณธรรม จริยธรรมของครู
๑๔๘