The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2023-03-13 22:06:36

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม

กมธ.2

รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ส ำนักกรรมำธิกำร ๒ ส ำนักงำนเลขำธิกำรวุฒิสภำ


ค ำน ำ รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริต และเที่ยงธรรม จัดท าขึ้นเพื่อศึกษารวบรวมข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงมีข้อเสนอแนะ แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวได้ศึกษาทบทวนแนวคิด หลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็นสภาพปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยวิธีการจัดท าแบบสอบถาม เพื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่เขตเลือกตั้งและได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ การเลือกตั้ง เพื่อเสนอเป็นแนวทางหรือแนวนโยบาย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต และเที่ยงธรรม คณะผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานการพิจารณาศึกษาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และหน่วยงานเกี่ยวข้องในการน าไปเป็นแนวทางเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมต่อไป คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา


สารบัญ หน้า ค ำน ำ.............................................................................................................................................. ก สำรบัญ............................................................................................................................................ ค รำยนำมคณะกรรมำธิกำร................................................................................................................ จ รำยนำมคณะอนุกรรมำธิกำร............................................................................................................ ช บทสรุปผู้บริหำร............................................................................................................................... ถ รำยงำนกำรพิจำรณำศึกษำ............................................................................................................. ผ บทที่ ๑ บทน ำ...................................................................................................................................๑ ๑.๑ ควำมเป็นมำของกำรพิจำรณำศึกษำ............................................................................ ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์กำรศึกษำ.................................................................................................๓ ๑.๓ ขอบเขตกำรพิจำรณำศึกษำ.........................................................................................๓ ๑.๔ นิยำมศัพท์เฉพำะ.........................................................................................................๓ ๑.๕ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ...........................................................................................๔ บทที่ ๒ แนวคิด หลักกำร และกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................๕ ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์......................................................................................๕ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับท้องถิ่นนิยม.........................................................................................๖ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับคติเห็นแก่เครือญำติหรือกำรเล่นพรรคเล่นพวก..................................๗ ๒.๔ หลักกำรเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม............................................................................๗ ๒.๕ แนวคิดเกี่ยวกับกำรซื้อเสียงขำยสิทธิ........................................................................... ๘ ๒.๖ กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง.....................................................................................................๙ บทที่ ๓ วิธีพิจำรณำศึกษำ..............................................................................................................๑๗ ๓.๑ คณะอนุกรรมำธิกำร..................................................................................................๑๗ ๓.๒ บุคคลที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................๑๘ ๓.๓ กำรเก็บรวมรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………...๑๘ ๓.๔ กำรวิเครำะห์ข้อมูล....................................................................................................๒๖ บทที่ ๔ ผลกำรพิจำรณำศึกษำ…………………………………………………………………………………………...๒๗ ๔.๑ แบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน..................................................................๒๗ ๔.๒ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกำรจัดกำรเลือกตั้ง.……………………………………………………….........๓๙ ๔.๓ ปัญหำเกี่ยวกับกระบวนกำรเลือกตั้ง..........................................................................๔๒ ๔.๔ ปัญหำเกี่ยวกับกำรซื้อเสียงขำยสิทธิ..........................................................................๕๐


ง บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ..................................................................................................๕๓ ๕.๑ บทสรุปและข้อเสนอแนะ...........………………………………………………………………………๕๓ ๕.๒ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม..................................................................................................๕๙ ๕.๓ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสมำชิกวุฒิสภำ..........................................................๖๑ บรรณำนุกรม..................................................................................................................................๖๗ ภำคผนวก.......................................................................................................................................๗๓ ภำคผนวก ก เปรียบเทียบระหว่ำงรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย พุทธศักรำช ๒๕๖๐……….................๗๕ ภำคผนวก ข ข้อสังเกต กรณีกำรเลือกตั้งสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๕ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง (กรอบเวลำในกำรจัดกำรเลือกตั้ง)...... ๗๙ ภำคผนวก ค สรุปผลแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๕ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง........................................................................................๘๓ ภำคผนวก ง สรุปผลแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง........................................................................................๘๗ ภำคผนวก จ สรุปผลแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดก ำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง........................................................................................๙๑ ภำคผนวก ฉ สรุปผลแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดล ำปำง เขตเลือกตั้งที่ ๔ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง........................................................................................๙๕ ภำคผนวก ช สรุปผลแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำผู้แทนรำษฎรจังหวัดนครศรีธรรมรำช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนต ำแหน่งที่ว่ำง..................................................................................................๑๐๑ ภำคผนวก ซ สรุปแบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน กรณีกำรเลือกตั้ง สมำชิกสภำท้องถิ่นหรือผู้บริหำรท้องถิ่น ของกรุงเทพมหำนครและเมืองพัทยำ.................................................................๑๐๕ ภำคผนวก ฌ ฝ่ำยเลขำนุกำรประจ ำคณะกรรมำธิกำร...........................................................๑๑๑


คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ นายจเด็จ อินสว่าง นายวันชัย สอนศิริ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการ รองประธานคณะกรรมาธิการ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สาม ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี นายพลเดช ปิ่นประทีป เลขานุการคณะกรรมาธิการ โฆษกคณะกรรมาธิการ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายพิทักษ์ ไชยเจริญ พลเอก วัฒนา สรรพานิช ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ


ฉ กรรมาธิการ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายก าพล เลิศเกียรติด ารงค์ นายค านูณ สิทธิสมาน นายจรินทร์ จักกะพาก พันต ารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุชัย บุตรสาระ นายออน กาจกระโทก นางสาวอรทัย แหวนนาค ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ นายอรรถพร อัมพวา นายโสภณ โพธิสป นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ซ นายสมนาม เหล่าเกียรติ นายหมวดโท สันติ ระฆังทอง นายธนกร มณีโชติ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นายวุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุชัย บุตรสาระ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ อบสิน รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ และประธานที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์น้อมเนียน นายหมวดโท สันติ ระฆังทอง นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ญ นายธนชัย ยะเปียง นายวิทิต ปรียานุพันธ์ นายอภินันท์ จันทร์อุปละ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นายสติธร ธนานิธิโชติ รองศาสตราจารย์ศิวัช ศรีโภคางกุล อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุชัย บุตรสาระ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง คนที่สอง และประธานที่ปรึกษา นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ นายสมหมาย เอี่ยมสอาด นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร อนุกรรมาธิการและเลขานุการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ฏ -ว่าง- นายจันทร์ดี หลวงนัน นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ นายธะนะวรรษ โรจรัตน์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นายธนบูรณ์ สินมานะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายออน กาจกระโทก พลเอก วัฒนา สรรพานิช นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ คนที่หนึ่ง และประธานที่ปรึกษา นางชาลิสา ยะเปียง นายสมหมาย เอี่ยมสอาด นายสุกฤษฎิ์ แพรกรีฑาเวศน์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ฑ นายอาทิตย์ วรรณารักษ์ นายประสาส์นชัย คงอรุณ นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงศธร ค าใจหนัก นายฐิติพล ทศรฐ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายออน กาจกระโทก พลเอก วัฒนา สรรพานิช นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ คนที่หนึ่ง และประธานที่ปรึกษา นายสมหมาย เอี่ยมสอาด นางสาวสุวีรา เติมรุ่งเรืองเลิศ นายสิทธิศักดิ์ เจียวพงษ์พิพัฒน์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ณ นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ นายยงยศ แก้วเขียว นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุจารี แก้วคง นางสาวนุชนภางค์ ลิ่มดุลย์ไพบูลย์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ นายออน กาจกระโทก นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม นายสุชัย บุตรสาระ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง คนที่สอง คนที่สาม นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ พลต ารวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย พลเอก วัฒนา สรรพานิช รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ คนที่สี่ และประธานที่ปรึกษา และรองประธานที่ปรึกษา


ต นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร นายสมหมาย เอี่ยมสอาด อนุกรรมาธิการและเลขานุการ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ นายสิทธิศักดิ์ เจียวพงษ์พิพัฒน์ นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ อนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ


ถ บทสรุปผู้บริหาร “...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะท าให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การท าให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การท าให้ทุกคนเป็นคนดีหากแต่อยู่ที่ การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอ านา ...” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ าเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ผู้มีอ านาจปกครองบ้านเมือง” คือ “นักการเมือง” ซึ่งเป็นผู้ที่มาจากประชาชนเลือกตั้งให้เข้าไปใช้อ านาจปกครองบ้านเมือง ทั้งในระดับชาติ เช่น คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และในระดับท้องถิ่น เช่น ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหาร ส่วนต าบล ดังนั้น หากประชาชนชาวไทยได้น้อมน าพระบรมราโชวาทดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติให้เคร่งครัด โดยระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันสนับสนุนส่งเสริม ให้นักการเมืองที่เป็นคนดีได้มาปกครองบ้านเมือง และควบคุมหรือสกัดกั้นนักการเมืองที่ไม่ดีไม่ให้มีอ านาจ ประเทศไทยจึงจะเป็นปกติสุขสงบเรียบร้อยและขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนการปฏิรูปประเทศได้ ส าหรับกลไกการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้จะส าเร็จลุล่วงไปได้นั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันจากประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงหน่วยงานทั้งหลาย ของรัฐ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน ตามกฎเกณฑ์และหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อลดความขัดแย้งและมุ่งให้ประเทศมีความสงบสุขบนพื้นฐานของความรู้รัก สามัคคีปรองดอง อันจะท าให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอนจนเกิด ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ทั้งในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการปกครองที่ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนมากที่สุด รวมถึงมีการส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมทางการเมืองที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สิทธิเลือกตั้งตัวแทนของตนในระดับต่าง ๆ เพื่อให้ท าหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีระบบการเลือกตั้งแบบใหม่จากเดิมระบบการเลือกตั้ง จะใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ เปลี่ยนมาใช้แบบ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”(Mixed Member Apportionment System: MMA) ก าหนดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสัมพันธ์กับแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ระบบ คะแนนน าเสียงข้างมากของแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและน าระบบสัดส่วนมาใช้ด้วยการค านวณแบ่งสัดส่วน การได้มาซึ่งสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวผนวกกับเงื่อนไขที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑ คน


ท มีสิทธิเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนได้ ๑ คน และก าหนดให้ระบบ พรรคการเมืองมีขั้นตอน “Primary Vote” หรือการเลือกตั้งขั้นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม ก าหนดนโยบายหรือการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งให้สามารถด าเนินได้โดยอิสระ ไม่ถูกครอบง าหรือชี้น า โดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอันจะส่งผลดีต่อการสรรหาหรือคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้หลุดพ้นจากกลุ่มบุคคลที่ทรงอิทธิพลภายในพรรคการเมืองหรือนายทุนของพรรคการเมือง อย่างไรก็ดี แม้ว่ากฎหมายจะบัญญัติให้มีระบบการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีความรัดกุม หรือรอบคอบเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงเงื่อนไขแห่งการตอบแทนบุญคุณหรือระบบอุปถัมภ์ด้วยวิธีการ ซื้อเสียงขายสิทธิเมื่อห้วงเวลาแห่งการเลือกตั้งได้มาถึง ซึ่งปัจจุบันได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเลือกตั้งหรือเข้าสู่ ช่วง ๑๘๐ วัน ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงจ าเป็นต้องศึกษาเพื่อหาแนวทางส่งเสริม และการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม วัตถุประสงค์ของการพิ ารณาศึกษา เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงมีข้อเสนอแนะ แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม วิธีการและขอบเขตการพิ ารณาศึกษา เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน คือ การศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้แทนของส่วนราชการประจ าจังหวัด ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจ า จังหวัดและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจ าเขตเลือกตั้ง และการศึกษาเชิงปริมาณด้วยวิธีท าแบบสอบถาม กับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ ซึ่งได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนต าแหน่งที่ว่าง จ านวน ๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปางและจังหวัด นครศรีธรรมราชรวมถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรณีกรุงเทพมหานครและเมือง พัทยา ตลอดทั้งข้อมูลที่ได้รับจากผู้แทนของส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลการพิ ารณาศึกษา พบว่า การเลือกตั้งทุกระดับยังไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยจะมี การซื้อเสียงขายสิทธิแทบจะทุกพื้นที่และยังพบความจริงอีกประการหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน คือ ในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะมีนักการเมืองคอยแก้ปัญหาให้กับ ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นหรือชนบทและแม้ว่าจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุก็ตาม ท าให้ ประชาชนมีทัศนคติหรือความคิดที่เชื่อว่านักการเมืองคือ ผู้มีอิทธิพลและต้องตอบแทนบุญคุณอันเป็น ความจริงที่คงอยู่ ไม่เคยเปลี่ยนหรือหายไปจากวิถีชีวิตของประชาชน ดังนั้น วาทกรรมที่พูดกันว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จึงยังคงอยู่คู่สังคมไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน


ธ จากที่ได้พิจารณาศึกษา จึงขอเสนอแนวทางหรือแนวนโยบาย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง น าไปพิจารณาด าเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ดังต่อไปนี้ ๑. ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนในการร่วมสร้างความรู้ สร้างวินัยให้ประชาชน เป็น “พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย” โดยตระหนักถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมือง มีจิตส านึก รับผิดชอบต่อส่วนรวม ร่วมต่อต้านการทุจริต อันประกอบไปด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะต้องเร่งปลูกฝังและสร้างเสริมอุดมการณ์ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเยาวชนผ่านสถาบันครอบครัว หรือนักเรียนและนักศึกษาผ่านสถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปในสังคมและประเทศชาติ ๒. คณะกรรมการการเลือกตั้งและส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในระดับพื้นที่ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมแก่ประชาชน ให้ถึงระดับรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการและภาคประชาชน ผ่านโครงการหรือกิจกรรม เช่น ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) และหมู่บ้านไม่ขายเสียง เพื่อให้มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยจัดให้มีค าขวัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้ง การติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามหมู่บ้านโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องบทลงโทษและความเสียหาย จากการซื้อเสียงขายสิทธิ ตลอดจนช่องทางในการแจ้งเบาะแสหรือการให้รางวัลน าจับแก่ผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตหรือการซื้อเสียงขายสิทธิ ภายในพื้นที่ของทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ๓. การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งซ่อมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีระยะเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั้ง กรณีแทนต าแหน่งที่ว่าง เช่น ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่พ้นจากต าแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจาก ครบวาระตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ ตลอดจนด าเนินการแก้ไขเรื่องระยะเวลาส าหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ทั้งนี้ อาจจัดท าฐานข้อมูลการเลือกตั้งขนาดใหญ่ (Big Data) หรือการน าระบบ Application Program Interface (API) มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือส าหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร รับเลือกตั้ง ๔. การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยแต่งตั้งจากบุคคล ที่มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดแทนการแต่งตั้งบุคคลนอกพื้นที่ เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการท างานและท าให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการแจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูล การทุจริตการเลือกตั้ง โดยก าหนดให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา ๑๐ ปี ที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั้ง เพื่อให้มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง และประชาชนสามารถร้องเรียนการปฏิบัติ


น หน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งได้ รวมถึงการก าหนดหน้าที่อื่นในห้วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง คือ การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยร่วมกับศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) หรือหมู่บ้านไม่ขายเสียง ทั้งนี้ อาจเพิ่มจ านวนเจ้าหน้าที่ต ารวจชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติ หน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ๕. การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการก าหนดให้ผู้ขายสิทธิ (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รับเงินซื้อเสียง) ไม่ถือว่า เป็นผู้กระท าความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้สมัครที่จะซื้อเสียงเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าซื้อเสียง เหมือนที่ผ่านมาและท าให้ประชาชนที่จ าเป็นต้องรับเงินซื้อเสียง กล้าออกมาให้ข้อมูลหรือเป็นพยานชี้ตัว ผู้กระท าความผิด อันจะช่วยให้น าตัวผู้กระท าความผิดมาลงโทษได้ อีกทั้งยังท าให้มาตรการคุ้มครองพยาน และมาตรการให้รางวัลน าจับแก่ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ชี้เบาะแสการกระท าผิดกฎหมายเลือกตั้งสามารถน ามาใช้ ในทางปฏิบัติได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ ภาคประชาสังคมเพื่อป้องกันการซื้อเสียงขายสิทธิได้ในระยะยาวและยังช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณอีกด้วย ๖. ให้ภาครัฐก าหนดให้มีค่าพาหนะส าหรับประชาชนผู้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยในเบื้องต้น ก าหนดให้คนละ ๕๐๐ บาท จะใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณสองหมื่นล้านบาท ส าหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประมาณสี่สิบล้านคน เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และยังช่วยให้ ประชาชนเกิดแนวคิดที่จะตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน คือ เมื่อประชาชนได้รับเงินหลวงหรือเงินจากภาครัฐ ในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วจะต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินแทนการตอบแทนนักการเมืองแบบที่ผ่านมา โดยการใช้สิทธิเลือกผู้สมัครที่เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นตัวแทนของตน ๗. การแก้ไขกฎหมายหรือก าหนดมาตรการส าหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ลาออกเพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นก านันหรือผู้ใหญ่บ้านจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส าหรับจัดการเลือกตั้งแทนต าแหน่งที่ว่างซึ่งตนลาออก ทั้งนี้ อาจก าหนดระยะเวลาซึ่งผู้นั้นต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายในกรณีดังกล่าวไว้ด้วยตามความเหมาะสม ๘. การแก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงลงคะแนนได้ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้ มีระยะเวลาที่เหมาะสมส าหรับให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งและให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจ า หน่วยเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อาจพัฒนาเครื่องช่วยลงคะแนนมาใช้ในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถกระท าได้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเวลาส าหรับการนับ คะแนนเสียงเลือกตั้งโดยใช้เจ้าหน้าที่เหมือนที่ผ่านมา ๙. ควรเร่งด าเนินการให้มีการก าหนดมาตรการหรือบทลงโทษให้มีความชัดเจนกรณีพรรคการเมือง ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้เพื่อให้การเสนอนโยบายมีความรอบคอบและสามารถน าไป


บ ด าเนินการเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างแท้จริง รวมถึงการก าหนดเงื่อนไข ในการย้ายพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ๑๐. ควรก าหนดให้มีมาตรการลงโทษ กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาละเลย ต่อหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมสภาต่าง ๆ เพื่อให้มีกรอบการท างานที่ชัดเจนและก่อให้เกิด ประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนได้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้จัดสรรไว้ส าหรับผู้ด ารงต าแหน่ง ดังกล่าว นอกจากข้อเสนอแนะตามประเด็นปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว ยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ซึ่งเห็นว่ามีความส าคัญและควรให้คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส านักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันและด าเนินการเพื่อเป็นการส่งเสริมและการพัฒนา การเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ดังนี้ ๑. รัฐบาลควรประกาศให้การส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมเชิญชวนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและคุณธรรมร่วมกับ คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ถูกต้องภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. การผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ.ศ. ....” ให้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษา ทางการเมืองและส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนหรือผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง โดยมีหลักสูตรเฉพาะ ของสถาบัน และน าไปสู่การก าหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมให้ผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นผู้ที่ผ่าน การอบรมหลักสูตรเฉพาะ เช่น หลักสูตรของสถาบันตามกฎหมายดังกล่าวหรือหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ๓. การแก้ไขระบบการเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต เลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดล าดับที่ ๑ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ชนะการเลือกตั้ง) เว้นแต่ ในเขตเลือกตั้งที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดล าดับรองลงไป เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียงตามล าดับคะแนนไปจนกว่าจะครบตามจ านวนที่ก าหนด ส่วนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง (ผู้แพ้เลือกตั้ง) ที่ได้คะแนนสูงสุดในบรรดาผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเรียงตามล าดับไปจนครบตามจ านวนที่ก าหนด เพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อมาจากผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้คะแนนเสียงจากประชาชน สูงสุดตามล าดับ ----------------------------------------------


รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ---------------------------------------------- ด้วยในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๗ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภา ตามข้อบังคับ การประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม ของประชาชน วุฒิสภา เป็นคณะกรรมาธิการสามัญประจ าวุฒิสภาคณะหนึ่ง มีหน้าที่และอ านาจ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมืองและการด าเนินการอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมีส่วนร่วมของประชาชนในการก าหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ด าเนินการพิจารณาศึกษารายงานดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาต่อวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๙๘ ดังนี้ ๑. การด าเนินงาน ๑.๑ คณะกรรมาธิการคณะนี้ ประกอบด้วย ๑.๑.๑ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๒ นายจเด็จ อินสว่าง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๑.๑.๓ นายวันชัย สอนศิริ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๑.๑.๔ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๑.๑.๕ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี เลขานุการคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๖ นายพลเดช ปิ่นประทีป โฆษกคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๗ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๘ นายพิทักษ์ ไชยเจริญ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๙ พลเอก วัฒนา สรรพานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ๑.๑.๑๐ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ๑.๑.๑๑ นายก าพล เลิศเกียรติด ารงค์ ๑.๑.๑๒ นายค านูณ สิทธิสมาน


ฝ ๑.๑.๑๓ นายจรินทร์ จักกะพาก ๑.๑.๑๔ พันต ารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ๑.๑.๑๕ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ๑.๑.๑๖ นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม ๑.๑.๑๗ นายสุชัย บุตรสาระ ๑.๑.๑๘ นายออน กาจกระโทก ๑.๒ คณะกรรมาธิการได้มีมติแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๗ วรรคสี่ คือ นางสาวอรทัย แหวนนาค ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม ของประชาชน ส านักงานเลขาธิการวุฒิสภา ๑.๓ คณะกรรมาธิการได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อท าหน้าที่พิจารณาศึกษารวบรวม ข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อันจะน าไปสู่แนวทางในการพัฒนาการเมือง และหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมาธิการ มอบหมาย โดยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๕/๒๕๖๒ วันจันทร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตาม การเลือกตั้ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม ก าหนดให้มีระยะเวลาการท างาน นับแต่วันที่ ประธานคณะกรรมาธิการลงนามในค าสั่งถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวและมีการขยายเวลา ๑ ครั้ง เป็นเวลา ๖๐ วัน ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม ของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๒ วันอังคารที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้มีระยะเวลาการท างานภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ประธานคณะกรรมาธิการลงนามในค าสั่ง ในคราวประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๓/๒๕๖๓ วันจันทร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรณี: การเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้มีระยะเวลาการท างาน ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ประธานคณะกรรมาธิการลงนามในค าสั่ง ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ วันศุกร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง และในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔


พ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ทั้งนี้ ตามข้อบังคับการประชุม วุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๙ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการทั้งห้าคณะดังกล่าว มีสถานภาพความคงอยู่ ตามกรอบเวลาที่ได้มีค าสั่งตั้งและเป็นการตั้งครั้งละ ๑ คณะ (คณะละ ๑ จังหวัด) นอกจากนี้ ในที่ประชุม วุฒิสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจ าปีครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้มีมติ ตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการงดใช้ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๘๙ วรรคหนึ่ง เป็นการชั่วคราวเฉพาะกรณี ให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มเติมอีก ๑ คณะ ด้วยเหตุนี้ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๕ วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งรายนามของคณะอนุกรรมาธิการ จ านวน ๖ คณะ ได้แก่ ๑.๓.๑ คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครปฐม ประกอบด้วย (๑) นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๓) นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการ (๔) นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๕) นายอรรถพร อัมพวา (๖) นายโสภณ โพธิสป (๗) นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร (๘) นายสมนาม เหล่าเกียรติ (๙) นายหมวดโท สันติ ระฆังทอง (๑๐) นายธนกร มณีโชติ (๑๑) นายวุฒิชัย อารักษ์โพชฌงค์ (๑๒) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน ๑.๓.๒ คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย (๑) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ


ฟ (๓) นายสุชัย บุตรสาระ อนุกรรมาธิการและประธาน ที่ปรึกษา (๔) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ อบสิน อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๕) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน (๖) นายหมวดโท สันติ ระฆังทอง (๗) นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร (๘) นายธนชัย ยะเปียง (๙) นายวิทิต ปรียานุพันธ์ (๑๐) นายอภินันท์ จันทร์อุปละ (๑๑) นายสติธร ธนานิธิโชติ (๑๒) รองศาสตราจารย์ศิวัช ศรีโภคางกุล ๑.๓.๓ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย (๑) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง (๓) นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง (๔) นายสุชัย บุตรสาระ อนุกรรมาธิการและประธาน ที่ปรึกษา (๕) นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๖) นายสมหมาย เอี่ยมสอาด (๗) นางสาวกุฎารัศมิ์ กุลฉัตร (๘) นายจันทร์ดี หลวงนัน (๙) นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ (๑๐) นายธะนะวรรษ โรจรัตน์ (๑๑) นายธนบูรณ์ สินมานะ (๑๒) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน


ภ ๑.๓.๔ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั้งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย (๑) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) นายออน กาจกระโทก รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๓) พลเอก วัฒนา สรรพานิช อนุกรรมาธิการและประธาน ที่ปรึกษา (๔) นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๕) นางชาลิสา ยะเปียง (๖) นายสมหมาย เอี่ยมสอาด (๗) นายสุกฤษฎิ์ แพรกรีฑาเวศน์ (๘) นายอาทิตย์ วรรณารักษ์ (๙) นายประสาส์นชัย คงอรุณ (๑๐) นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ (๑๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงศธร ค าใจหนัก (๑๒) นายฐิติพล ทศรฐ ๑.๓.๕ คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ประกอบด้วย (๑) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) พลเอก วัฒนา สรรพานิช อนุกรรมาธิการและประธาน ที่ปรึกษา (๓) พลต ารวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย อนุกรรมาธิการและรองประธาน ที่ปรึกษา (๔) นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๕) นายสมหมาย เอี่ยมสะอาด (๖) นางสาวสุวีรา เติมรุ่งเรืองเลิศ (๗) นายสิทธิศักดิ์ เจียวพงษ์พิพัฒน์ (๘) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ (๙) นายยงยศ แก้วเขียว (๑๐) นายศรัณยพงษ์ วงษ์นาคพงษ์ (๑๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุจารี แก้วคง (๑๒) นางสาวนุชนภางค์ ลิ่มดุลย์ไพบูลย์


ม ๑.๓.๖ คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบด้วย (๑) ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (๒) นายออน กาจกระโทก รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง (๓) นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง (๔) นายสุชัย บุตรสาระ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สาม (๕) นางสาววิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สี่ (๖) พลต ารวจโท ตรีทศ รณฤทธิวิชัย อนุกรรมาธิการและประธาน ที่ปรึกษา (๗) พลเอก วัฒนา สรรพานิช อนุกรรมาธิการและรองประธาน ที่ปรึกษา (๘) นางสาวทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ อนุกรรมาธิการและเลขานุการ (๙) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร (๑๐) นายสมหมาย เอี่ยมสอาด (๑๑) นายสิทธิศักดิ์ เจียวพงษ์พิพัฒน์ (๑๒) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ๒. วิธีพิจารณาศึกษา ๒.๑ วิธีพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปรากฏรายละเอียดในบทที่ ๓ วิธีพิจารณาศึกษา ๒.๒ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้มีการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรายงาน ดังนี้ ๒.๒.๑ การประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๒๐/๒๕๖๕ วันอังคารที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๕ ๒.๒.๒ การประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๒๒/๒๕๖๕ วันอังคารที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ ๒.๒.๓ การประชุมคณะกรรมาธิการ ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๕ วันอังคารที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕


ย ๓. ผลการพิจารณาศึกษา คณะกรรมาธิการขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนา การเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม” ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ด าเนินการศึกษา โดยคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการด้วยความละเอียดรอบคอบแล้ว และได้มีมติให้ความเห็นชอบ กับรายงานดังกล่าว โดยถือเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการจึงขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ โดยมีรายละเอียดตามรายงานท้ายนี้เพื่อให้วุฒิสภาได้พิจารณา หากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยกับผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอได้โปรดแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั้ง ส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาและด าเนินการตามแต่จะเห็นสมควร ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป ว่าที่ร้อยตรี (วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี) เลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา


๑ บทที่ ๑ บทน ำ ๑.๑ ควำมเป็นมำของกำรพิจำรณำศึกษำ เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ประกาศใช้บังคับ ย่อมหมายถึง การเริ่มต้นของกลไกแห่งรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งได้บัญญัติวาระส าคัญให้ด าเนินการ ปฏิรูปประเทศ โดยมีเป้าหมายอันเป็นหัวใจหลักของการปฏิรูป คือ การสร้างความสามัคคีประเทศชาติ มีความสงบเรียบร้อย สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรมและมีโอกาสเท่าเทียมเพื่อขจัดความเหลื่อมล า พร้อมทั ง ให้ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ทั งยังมีแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง (ฉบับปรับปรุง) มีเป้าหมายประการส าคัญคือการธ ารงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความมั่นคง ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ บ้านเมือง และประชาชน น าไปสู่การก าหนดประเด็นปฏิรูปประเทศที่ส าคัญ คือ การเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อการปฏิรูปประเทศได้ผู้แทนทางการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรมจริยธรรม นับตั งแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับภายใต้รัฐธรรมนูญนี ได้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในระบบจัดสรรปันส่วนผสมเกิดขึ นครั งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ และการเลือกตั ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนต าแหน่งที่ว่างหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “การเลือกตั งซ่อม” ครั งแรกเกิดขึ น เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ โดยเป็นการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนต าแหน่งที่ว่าง ของจังหวัดนครปฐม ต่อมาได้มีการเลือกตั งซ่อมของจังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามล าดับ จนกระทั่งปัจจุบันได้เข้าสู่ช่วง ๑๘๐ วัน ก่อนวันครบอายุสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่และอ านาจ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ กระท ากิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมืองและการด าเนินการอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การมีส่วนร่วมของประชาชนในการก าหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม และการเมือง พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่อยู่ในหน้าที่และอ านาจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความส าคัญกับการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะตระหนักดีว่าหัวใจส าคัญของความส าเร็จในการปฏิรูปประเทศ คือความเป็นไปแห่งวิถีทางการเมือง ที่สุจริตโปร่งใส โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยวุฒิสภา


๒ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐๑ ให้บรรลุเป้าหมายจ าเป็นต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั ง รับฟังความคิดเห็นและสภาพปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อน ามาวิเคราะห์หาแนวทางส่งเสริมและการพัฒนา การเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีความเหมาะสมกับสังคมไทยต่อไป ดังนั น คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา จึงได้มีมติ แต่งตั งคณะอนุกรรมาธิการขึ น เพื่อท าหน้าที่พิจารณาศึกษารวบรวมข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรคเกี่ยวกับการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั ง อันจะน าไปสู่แนวทาง ส่งเสริมและพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรม และหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมาธิการมอบหมาย ซึ่งประกอบด้วยคณะอนุกรรมาธิการทั งหมด จ านวน ๖ คณะ ดังต่อไปนี ๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม๒ ๒.คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง๓ ๓.คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี:การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง๔ ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง๕ ๕. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔๖ ๖. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น๗ ๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๐ ๒ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๑๔/๒๕๖๒ ๓ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๓๒/๒๕๖๒ ๔ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๖/๒๕๖๓ ๕ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๑๕/๒๕๖๓ ๖ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๑/๒๕๖๔ ๗ ค าสั่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ค าสั่งที่ ๒๗/๒๕๖๕


๓ ๑.๒ วัตถุประสงค์กำรศึกษำ ในการพิจารณาศึกษาครั งนี คณะกรรมาธิการได้ตั งวัตถุประสงค์ไว้ดังนี ๑. เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการเลือกตั งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค จากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั ง ๒. เพื่อเสนอแนะแนวทางส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้สุจริตและเที่ยงธรรม ๑.๓ ขอบเขตกำรพิจำรณำศึกษำ การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการครั งนี เป็นการศึกษาเชิงผสานวิธี (Mixed Methods) คือ การศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative Method) โดยวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการท าแบบสอบถาม กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั งในพื นที่เขตเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้แทนของส่วนราชการ เช่น ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัดคณะกรรมการการเลือกตั ง ประจ าเขตเลือกตั ง ทั ง ๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนความเห็นจากผู้แทนของส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั ง ๑.๔ นิยำมศัพท์เฉพำะ การพิจารณาศึกษาครั งนี คณะกรรมาธิการได้ก าหนดนิยามศัพท์ ดังนี “การเลือกตั ง” หมายถึง การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น “การเลือกตั งซ่อม” หมายถึง การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนต าแหน่งที่ว่าง ภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมถึงการเลือกตั งใหม่หรือการเลือกตั ง แทนต าแหน่งที่ว่าง ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ “การเลือกตั งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม” หมายถึง ปรากฏการณ์และบริบทที่เกิดขึ นในช่วงเวลา ที่มีการเลือกตั งครั งต่าง ๆ จากการมีพฤติกรรมการทุจริตหรือส่อไปในทางทุจริตการเลือกตั งของนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน โดยมีความเกี่ยวข้องกับการใช้เงินแลกเปลี่ยนกับการลงคะแนน เสียงเลือกตั ง หรือการเสนอสิ่งตอบแทนในรูปผลประโยชน์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ หรืออาจเป็นการสัญญา ว่าจะให้ทรัพย์สินสิ่งตอบแทนแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั งเพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนแก่ผู้สมัคร รับเลือกตั งคนใดหรือพรรคการเมืองใดในเขตเลือกตั งนั น ซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๔ ๑.๕ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑. ได้รับข้อมูลปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการเลือกตั ง ตลอดจนปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ๒. มีข้อเสนอเป็นแนวทางส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรมส าหรับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนแนวทางปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั ง เพื่อให้มี การเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม


๕ บทที่ ๒ แนวคิด หลักกำร และกฎหมำยที่เกี่ยวข้อง รายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริต และเที่ยงธรรม ด าเนินการศึกษาโดยแบ่งเนื อหาออกเป็นการศึกษาจากแนวคิด หลักการ และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียดในแต่ละหัวข้อ ดังต่อไปนี ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ (Patron - Client System) เป็นรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน ในสังคม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากความสัมพันธ์ตามสายงานบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการ ตามหน่วยงานต่าง ๆ ที่เห็นกันอยู่ในสังคมสมัยใหม่ ระบบอุปถัมภ์เป็นกรณีของความสัมพันธ์คู่ที่เป็นกลไก ของความสัมพันธ์ในลักษณะที่บุคคลหนึ่งมีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจในระดับสูงเป็น “ผู้อุปถัมภ์” จะใช้อิทธิพลและทรัพยากรของตนในการช่วยปกป้องคุ้มครองหรือให้ประโยชน์หรือทั งปกป้องคุ้มครอง และให้ประโยชน์แก่บุคคลที่มีสถานภาพต่ ากว่า คือ “ผู้รับอุปถัมภ์” ซึ่งเป็นผู้จะต้องตอบแทนผู้อุปถัมภ์ โดยให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนให้บริการแก่ผู้อุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์อย่างไม่เป็นทางการ และพบว่ายังมีอยู่มากในสังคม ทุกระดับชั น ซึ่งได้มีการพัฒนาสืบเนื่องตลอดมาโดยมีปัจจัยที่มีอิทธิพลท าให้เกิดความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ คือ ค่านิยมของสังคมไทยในเรื่อง “การให้” ก่อน เพื่อหวังจะได้รับความช่วยเหลือและความคุ้มครอง เป็นการตอบแทนในภายหลัง อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ส่วนตัวเชิงแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ระหว่างคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่างกัน โดยคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูงกว่าคือผู้อุปถัมภ์๘ (Patron) จะใช้อิทธิพลและสิ่งที่ตนมีอยู่คุ้มครองหรือให้ผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั งสองอย่างแก่ผู้รับอุปถัมภ์ (Client) ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ ากว่า โดยผู้รับอุปถัมภ์ จะตอบแทนด้วยการให้ความจงรักภักดี แรงงาน การรับใช้ การรับเอาวัตถุหรือบริการ โดยไม่สามารถ ตอบแทนคืนได้ทั งหมดและจะสร้างหนี สินทางใจที่ผูกพันผู้นั นเข้ากับผู้อุปถัมภ์จนก่อให้เกิดความสัมพันธ์ แบบเฉพาะบุคคลคือ ตัวต่อตัวในลักษณะที่รู้สึกเป็นหนี บุญคุณ เกิดมิติทางอารมณ์ที่ผู้รับมีหนี สินทางวัตถุ หรือทางใจได้สะสมเอาไว้และจะต้องชดใช้คืนอย่างไม่มีวันจบสิ น ดังนั น สังคมสมัยใหม่จึงมีความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ด ารงคงอยู่ เพราะความยืดหยุ่นและการปรับตัว ให้เข้ากับลักษณะทางสังคมในแต่ละช่วงของยุคสมัย ท าให้ระบบอุปถัมภ์สามารถยืนยงซ่อนเร้นอยู่ภายใน สังคมสมัยใหม่ตลอดมาจนถึงทุกวันนี ๘ สุจิต บุญบงการ, (๒๕๔๕), ระบบอุปถัมภ์, (พิมพ์ครั งที่ ๓), กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


๖ ๒.๒ แนวคิดเกี่ยวกับท้องถิ่นนิยม แนวคิดเรื่อง “ท้องถิ่นนิยม” (Localism) เป็นแนวคิดทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา๙ หมายถึง พันธะผูกพันทางอารมณ์ที่มนุษย์ทั งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับกลุ่มมีต่อถิ่นที่อยู่อาศัย ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี สัญลักษณ์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ของตนเอง ซึ่งหาใช่มีความหมาย เพียงหน่วยในการตั งถิ่นฐานตามเขตการปกครองเท่านั น ความเป็นท้องถิ่นนิยมเป็นการปลุกเร้าโดยนักการเมืองหรือพรรคการเมืองให้ประชาชนในพื นที่ เกิดความรู้สึกร่วมของความเป็นท้องถิ่นเดียวกันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มการเมือง ซึ่งมิใช่ สร้างขึ นเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นนั น หรืออาจเกิดประโยชน์แต่มีลักษณะเป็นเพียง ผลพลอยได้แบบผิวเผินแค่เปลือกนอก การปลุกเร้าหรือการสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนในทางการเมือง จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื นที่ตามค่านิยม ความคิด ความเชื่อทางการเมือง ดังนั น พรรคการเมือง แต่ละพรรคย่อมต้องมีวิธีในการสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนที่แตกต่างกัน ความเป็นท้องถิ่นนิยมนั นมีได้หลายมิติ ทั งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรมทางการเมือง และมิติด้านประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส าคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณสมบัติส่วนบุคคล ของผู้สมัคร นโยบายและการสร้างฐานคะแนนเสียง เพราะการเป็นท้องถิ่นนิยมเป็นการแสดงถึงความผูกพัน ความเป็นพวกพ้องเดียวกัน ความเป็นท้องถิ่นหรือภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตวิทยาของบุคคล ในระดับสูงมากผ่านกระบวนการสั่งสมทางสังคม อาทิ ลูกได้รับมาจากบิดามารดา เช่น การรับรู้และเข้าใจ การปฏิบัติของบิดามารดา การเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ความรู้สึก ทัศนคติ และค่านิยม เป็นต้น นอกจากนี การเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่มีการปลูกฝังค่านิยมให้ฝังรากลึกผ่านทางจิตวิทยาแล้วนั น การสั่งสมทางความคิดและความเชื่อจะส่งผลต่อพฤติกรรมในสังคม รวมทั งด้านการเมืองด้วย ดังนั น ความเป็นท้องถิ่นนิยมจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั งและความผูกพันกับพรรคการเมือง ของคนในแต่ละท้องถิ่น ๙ บุญยิ่ง ประทุม, (๒๕๕๑), ท้องถิ่นนิยม: ในบริบทสังคมไทย ๒๕๕๑, กรุงเทพฯ: ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.


๗ ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกับคติเห็นแก่เครือญำติหรือกำรเล่นพรรคเล่นพวก แนวคิดคติเห็นแก่เครือญาติหรือการเล่นพรรคเล่นพวก๑๐ (Nepotism) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ ที่ให้สิทธิพิเศษบางประการกับสมาชิกในครอบครัวหรือเครือญาติของผู้ที่มีอ านาจตัดสินใจในองค์กร รวมถึงการเกื อหนุนกันทางทรัพยากรและเงินทุนด้วย ซึ่งคติเห็นแก่เครือญาติหรือการเล่นพรรคเล่นพวก มักจะถูกกล่าวถึงในทางการเมืองเมื่อมีเครือญาติของนักการเมืองที่มีอ านาจเข้ารับต าแหน่งโดยไม่มีคุณสมบัติ เพียงพอ ทั งนี คติเห็นแก่เครือญาติทางการเมืองจะท าให้เกิดความช่วยเหลือรูปแบบพิเศษทางการเมือง ของกลุ่มเครือญาติกันในองค์กรภาครัฐ และมีการปฏิบัติของผู้มีอ านาจที่เป็นการเอื อหรือเปิดโอกาสให้ เครือญาติได้รับสิทธิพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงาน ซึ่งตรงกับส านวนไทยที่ว่า “เลือกที่รัก มักที่ชัง” ๒.๔ หลักกำรเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม๑๑ การเลือกตั งต้องเสรี (Free) และเป็นธรรม (Fair) เป็นหลักการประกาศเลือกตั งที่ส าคัญและได้รับ การยอมรับกันในระดับสากล ซึ่งได้รับการประกาศและรับรองโดยสหภาพรัฐสภา (Inter Parliamentary) เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๙๔ ณ กรุงปารีส โดยมีการให้นิยามของ “การเลือกตั งที่เสรีและเป็นธรรม” ไว้ดังนี “หลักการเลือกตั งที่เสรี” คือ การที่พลเมืองซึ่งมีสิทธิเลือกตั งสามารถแสดงเจตจ านงหรือความต้องการ ทางการเมืองได้อย่างแท้จริง มีอิสระในการตัดสินใจที่จะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตัวแทน หรือพรรคการเมืองที่ชื่นชอบ โดยไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวหรือถูกบังคับและการลงคะแนนจะต้องเป็นความลับ “การเลือกตั งที่เป็นธรรม” คือ การเลือกตั งที่พรรคการเมืองและผู้น าทางการเมืองต่าง ๆ ต้องมี โอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการแข่งขันหาเสียง เพื่อที่จะดึงคะแนนและความนิยมจากประชาชนมาให้ได้ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั งต้องมีโอกาสเข้าถึงกระบวนการการเลือกตั ง และทุกคะแนนเสียงต้องตั งอยู่บนพื นฐาน ของความเท่าเทียม มีการจัดการเลือกตั งอย่างต่อเนื่องตามกรอบระยะเวลาที่ก าหนดไว้ชัดเจน นอกจากนี ต้องมีมาตรการที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าการเลือกตั งด าเนินไปอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยการยอมรับ ให้หน่วยงานที่เป็นอิสระ ภาคประชาสังคม หรืออาจมีองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมในการสังเกตการณ์ การเลือกตั งได้ อันเป็นหลักการปกติทั่วไป ๑๐ ต่อสกุล พุทธพักตร์ และสุวิชา เป้าอารีย์, (๒๕๖๔), ระบบอุปถัมภ์ในคติเห็นแก่เครือญาติ กับการด าเนินงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ในอ าเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา, วารสารการเมืองการปกครอง, ๑๑(๑), น. ๒๕–๒๖. ๑๑ ช านาญ จันทร์เรือง, (๒๕๖๑), การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม, สืบค้นจาก http://www.public-law.net/ publaw/view.aspx?id=2047.


๘ ๒.๕ แนวคิดเกี่ยวกับกำรซื้อเสียงขำยสิทธิ “การซื อเสียงขายสิทธิ” หมายถึง พฤติกรรมการทุจริตเลือกตั งโดยใช้เงินแลกเปลี่ยนกับการลงคะแนน เสียงเลือก หรือการเสนอสิ่งตอบแทนในรูปของผลประโยชน์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ หรืออาจเป็นการสัญญา ว่าจะให้ทรัพย์สินสิ่งตอบแทนแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั ง เพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นการลงคะแนนแก่ผู้สมัคร รับเลือกตั งคนใดหรือพรรคการเมืองใดในเขตเลือกตั งนั น ๑๒ โดยการซื อเสียงขายสิทธิได้ปรากฏขึ น ตั งแต่มีการเลือกตั งในช่วงปลายปีพ.ศ. ๒๔๗๐ และเริ่มมีการใช้กันอย่างทั่วถึง นับตั งแต่เริ่มมีประชาธิปไตย ครึ่งใบ ในช่วงต้น พ.ศ. ๒๕๒๐ ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยส าคัญในการซื อเสียงขายสิทธิคือขนาดพื นที่เขตเลือกตั ง โดยเขตเลือกตั งขนาดใหญ่จะส่งผลให้ ผู้สมัครมีความจ าเป็นต้องหาผู้ช่วยหาเสียงในพื นที่ ซึ่งคนที่จะช่วยเหลือผู้สมัครได้ดีที่สุด คือ ผู้ที่มีอิทธิพล ในท้องถิ่นที่มีความผูกพันกับชาวบ้าน เคยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านหรือเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่มีอิทธิพลต่อการด ารงชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่นนั น ท าให้เกิดกรณีที่มี “หัวคะแนน” เป็นผู้มีอิทธิพล ในระดับหมู่บ้านและมีความผูกพันใกล้ชิดกับชาวบ้านอย่างมากเช่น ผู้ใหญ่บ้าน ก านัน หรือหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ อีกทั งยังอาจมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อไปยังผู้มีอิทธิพลในระดับอ าเภอหรือระดับจังหวัดนั นด้วย ส าหรับการแจกเงินซื อเสียงของผู้สมัครนั นจะมีการส่งเงินไปเป็นทอด ๆ จากผู้มีอิทธิพลระดับจังหวัด หรืออ าเภอ ผ่านหัวคะแนนในระดับหมู่บ้านไปยังชาวบ้านที่จะใช้สิทธิเลือกตั งในที่สุด ซึ่งแบ่งได้เป็น ๓ ฝ่าย คือ ประชาชน ผู้สมัครรับเลือกตั ง และตัวแทนของทางราชการ ดังนี ๑. ประชาชนจะเกี่ยวข้องกับการซื อเสียงขายสิทธิเพราะประชาชนที่อาศัยในชนบทหรือพื นที่ ที่ห่างไกลความเจริญ มักจะขาดแคลนสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา โรงเรียน โรงพยาบาล หรือบางแห่ง ขาดแคลนแม้แต่ปัจจัยที่จ าเป็นในการด ารงชีวิต เมื่อมีการเลือกตั งประชาชนจึงเลือกผู้สมัครที่ให้ผลตอบแทน แก่ตนหรือชุมชนมากที่สุด ๒. ผู้สมัครรับเลือกตั งจะมีแรงจูงใจ กล่าวคือ ต าแหน่งที่ตนได้รับภายหลังการเลือกตั ง ซึ่งสามารถ น าผลประโยชน์ทั งทางตรงและทางอ้อมมาให้อย่างมหาศาล เกิดค่านิยมที่ยอมรับผู้สมัครที่ใช้เงินซื อเสียง หรือยอมรับการได้รับผลตอบแทน จนกลายเป็นประเพณีนิยม เมื่อมีผู้สมัครที่ไม่ยอมแจกเงินหรือไม่ให้ ผลประโยชน์จึงถูกประชาชนมองว่าเป็นคนแล้งน าใจ ๓. ตัวแทนของทางราชการ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ก านัน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือนักการเมืองท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชการที่มีหน้าที่และอ านาจสามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั งได้นับเป็นกลุ่มบุคคล ๑๒ บุญถม อุตเสนา, (๒๕๓๙), การซื้อขายเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ในเขตอ าเภอจตุรพัตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด, (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม), น. ๓๕.


๙ ที่มักจะได้รับผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจากผู้สมัครนอกเหนือจากเงินค่าตอบแทน รวมถึงการเอื อ ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน นอกจากนี ยังมีปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดการซื อเสียงขายสิทธิ คือ เรื่องรายได้และการศึกษา เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยเป็นประชากรกลุ่มที่ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้จึงต้องรับเงินด้วยความจ าเป็นเพื่อใช้ ในการด ารงชีวิตต่างกับผู้มีรายได้มากจะมีเสรีภาพทางการเงินมากกว่า รวมถึงเรื่องการศึกษาและการขาด โอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลาย ๆ ด้าน จนส่งผลต่อความคิดในการต่อต้านการทุจริตท าให้ ผู้มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มที่จะต่อต้านการรับเงินซื อเสียงมากกว่าผู้ที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่า ดังนั น ผู้มีรายได้น้อยและได้รับการศึกษาน้อย จึงมักจะยอมรับเงินซื อเสียง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการซื อเสียง ก็ตาม ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงและมีการศึกษาสูงจะแสดงออกให้เห็นถึงการปฏิเสธการรับเงินซื อเสียง ๒.๖ กฎหมำยที่เกี่ยวข้อง ๒.๖.๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๖ “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี ในวันเลือกตั ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ เลือกตั ง ฯลฯ ฯลฯ (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั งไม่ว่าคดีนั นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๙๘ “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ ฯลฯ (๔) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั งตามมาตรา ๙๖ (๑) (๒) หรือ (๔) ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๑๐๑ “สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ นสุดลง เมื่อ ฯลฯ ฯลฯ (๒) ตาย (๓) ลาออก ฯลฯ ฯลฯ (๖) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙๘ ฯลฯ ฯลฯ


๑๐ (๑๓) ต้องค าพิพากษาถึงที่สุดให้จ าคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอ การลงโทษในความผิดอันได้กระท าโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท” มาตรา ๑๐๒ วรรคหนึ่ง “เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ นสุดลงพระมหากษัตริย์ จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั งทั่วไป ภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ นอายุ” มาตรา ๑๐๕ วรรคหนึ่ง “เมื่อต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ด าเนินการ ดังต่อไปนี (๑) ในกรณีที่เป็นต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั ง ให้ด าเนินการ ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ นแทนต าแหน่งที่ว่าง เว้นแต่อายุ ของสภาผู้แทนราษฎรเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และให้น าความในมาตรา ๑๐๒ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ฯลฯ ฯลฯ” ๒.๖.๒ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๒ “ภายในห้าวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งทั่วไปใช้บังคับ ให้คณะกรรมการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการเลือกตั ง ดังต่อไปนี (๑) ก าหนดวันเลือกตั ง (๒) ก าหนดวันรับสมัครรับเลือกตั งแบบแบ่งเขตเลือกตั ง โดยเริ่มรับสมัครไม่เกินยี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งทั่วไปใช้บังคับ และต้องก าหนดวันรับสมัครไม่น้อยกว่าห้าวัน ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง “ก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าวัน ให้คณะกรรมการการเลือกตั ง ประจ าเขตเลือกตั งก าหนดหน่วยเลือกตั งที่จะพึงมีในแต่ละเขตเลือกตั ง และที่เลือกตั งของแต่ละหน่วย เลือกตั งตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง “เมื่อมีการประกาศก าหนดวันเลือกตั งครั งใดแล้ว ให้คณะกรรมการ การเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย จัดท าบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั ง ของแต่ละหน่วยเลือกตั งและปิดประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั ง หรือสถานที่ ที่ประชาชนสะดวกในการตรวจสอบก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน กับให้แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั ง ในทะเบียนบ้านไปยังเจ้าบ้านให้ทราบก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ทั งนี ตามที่คณะกรรมการก าหนด”


๑๑ มาตรา ๔๖ “ให้เป็นหน้าที่ของผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่จะต้อง ตรวจสอบการสมัครของผู้สมัครว่าได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนให้คืนเอกสารและหลักฐานทั งหมดให้ผู้สมัครนั น ในกรณีที่ผู้สมัครได้ส่งเอกสารและหลักฐานตามมาตรา ๔๕ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งออกหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั งให้แก่ผู้สมัครนั น เรียงตามล าดับการยื่นสมัคร และให้ท าส าเนาคู่ฉบับไว้เป็นหลักฐานและให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน เจ็ดวัน นับแต่วันปิดรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ที่เลือกตั งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั งหรือสถานที่ อื่นที่เห็นสมควร ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๗๓ “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระท าการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไป ลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี (๑) จัดท า ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ อื่นใดอันอาจค านวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๑๐๑ “ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั งผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดส าหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน” มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง “ในการสืบสวนหรือไต่สวน หากปรากฏว่าการให้ถ้อยค าหรือแจ้ง เบาะแสหรือข้อมูลของบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี รายใดจะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์การกระท าความผิดของผู้กระท าความผิดคนอื่น ที่เป็นตัวการส าคัญ และสามารถที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระท าความผิดของผู้กระท า ความผิดนั น คณะกรรมการจะกันบุคคลนั นไว้เป็นพยานโดยไม่ด าเนินคดีก็ได้” ๒.๖.๓ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง “ในการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภา แต่ละครั ง ให้คณะกรรมการจัดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั งซึ่งคณะกรรมการแต่งตั งขึ น เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ในแต่ละจังหวัดในระหว่างเวลาที่มีการด าเนินการเลือกตั ง เพื่อท าหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่ด าเนินการเลือกตั ง และการกระท าความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั งและพรรคการเมืองหรือการกระท าใด ที่จะเป็นเหตุท าให้การเลือกตั งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แล้วรายงานให้คณะกรรมการหรือกรรมการทราบเพื่อด าเนินการตามหน้าที่และอ านาจต่อไป ในกรณีที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้ผู้ตรวจการเลือกตั งมีอ านาจแจ้งเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ถ้าไม่มี


๑๒ การด าเนินการแก้ไขให้ถูกต้องให้รายงานให้คณะกรรมการหรือกรรมการทราบโดยเร็ว ในการนี ให้ส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัดมีหน้าที่สนับสนุนและอ านวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ของผู้ตรวจการเลือกตั งด้วย” มาตรา ๒๙ “ให้คณะกรรมการด าเนินการคัดเลือกบุคคลซึ่งมีภูมิล าเนาในแต่ละจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินแปดคน เพื่อแต่งตั งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั งตามจ านวนที่เพียงพอ แก่การปฏิบัติหน้าที่ครบทุกจังหวัด โดยจัดท าเป็นบัญชีรายชื่อขึ นไว้ บัญชีรายชื่อดังกล่าวให้ใช้ได้เป็นเวลา ตามที่คณะกรรมการก าหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปี ฯลฯ ฯลฯ ผู้ตรวจการเลือกตั งต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีต าแหน่งหรือเงินเดือนประจ า พนักงานหรือลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐ หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐ ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ในเวลาห้าปีที่ผ่านมาก่อนการแต่งตั ง เป็นบุคคลซึ่งเชื่อได้ว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีความประพฤติเสื่อมเสีย และต้องมีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการก าหนดและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่ก าหนดไว้ส าหรับผู้สมัคร รับเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั งต้องไม่เป็นผู้มีบุพการี คู่สมรส หรือบุตรเป็นหรือสมัครรับเลือกตั ง หรือรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฯลฯ ฯลฯ” มาตรา ๓๐ วรรคสาม “การแต่งตั งผู้ตรวจการเลือกตั งประจ าจังหวัดแต่ละจังหวัด ตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั งจากบุคคลซึ่งกรรมการที่คณะกรรมการมอบหมาย จับสลากจาก (๑) รายชื่อตามบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ที่มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดที่จะแต่งตั ง จ านวนสองคน (๒) รายชื่อตามบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ที่มิได้มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัด ที่จะแต่งตั งให้ครบตามจ านวนที่ก าหนดส าหรับจังหวัดนั น” ๒.๖.๔ พระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง “ให้จัดการเลือกตั งภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นด ารงต าแหน่งครบวาระ หรือภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากต าแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ เว้นแต่ในกรณีของสมาชิก สภาท้องถิ่นถ้าวาระการด ารงต าแหน่งเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่จัดการเลือกตั งก็ได้” มาตรา ๕๒ วรรคสาม “ให้ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบความถูกต้องของการสมัครของผู้สมัครตามวรรคสองและตรวจสอบว่าผู้นั นมีสิทธิสมัครรับเลือกตั ง หรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องและผู้นั นมีสิทธิสมัครรับเลือกตั ง ให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายในเจ็ดวัน นับแต่ วันปิดรับสมัครไว้โดยเปิดเผย ณ ที่เลือกตั ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั ง หรือสถานที่อื่นที่เห็นสมควร”


Click to View FlipBook Version