๑๓ ๒.๖.๕ พระราชกฤษฎีกาต่าง ๆ ๑. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๓. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ๔. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ๕. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ๖. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๕ (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) ๒.๖.๖ ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง ๑. กรณีจังหวัดนครปฐม (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ ๒. กรณีจังหวัดขอนแก่น (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๒
๑๔ ๓. กรณีจังหวัดก าแพงเพชร (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๓ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์๒๕๖๓ ๔. กรณีจังหวัดล าปาง (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๓ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ๕. กรณีจังหวัดนครศรีธรรมราช (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๔
๑๕ ๖. กรณีจังหวัดล าปาง (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่างและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๕ (๒) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั ง (ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง) ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ๗. กรณีกรุงเทพมหานคร (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดให้มีการเลือกตั งสมาชิก สภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕ (๒) ประกาศผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ๒ ฉบับ ได้แก่ เรื่องให้มีการเลือกตั งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเรื่องให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๕ (๓) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ผลการเลือกตั ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ๓ ฉบับ คือ ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ ๘. กรณีเมืองพัทยา (๑) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภา เมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕ (๒) ประกาศผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเมืองพัทยา ๒ ฉบับ ได้แก่ เรื่องให้มี การเลือกตั งนายกเมืองพัทยา และเรื่องให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาเมืองพัทยา อ าเภอบางละมุง จังหวัด ชลบุรีประกาศ ณ วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๕ (๓) ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่องผลการเลือกตั งนายกเมืองพัทยา ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ และเรื่องผลการเลือกตั งสมาชิกสภาเมืองพัทยา ๒ ฉบับ ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ และวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
๑๖
๑๗ บทที่ ๓ วิธีพิจำรณำศึกษำ การศึกษาในครั งนี เป็นการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Methods) คือ การศึกษาเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กับผู้แทนของส่วนราชการประจ าจังหวัด ส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัด และคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง และการศึกษา เชิงปริมาณ โดยวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการท าแบบสอบถาม (Questionaire) กับกลุ่มตัวอย่างประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั งในพื นที่เขตเลือกตั ง โดยคณะกรรมาธิการได้มีค าสั่งตั งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อเป็นผู้ด าเนินการ พร้อมทั งมอบหมายให้กรรมาธิการและอนุกรรมาธิการเดินทางไปราชการเพื่อลงพื นที่เก็บรวบรวมข้อมูล รับฟัง ความคิดเห็นและสภาพปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ อันจะน าไปสู่แนวทางส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั ง ให้สุจริตและเที่ยงธรรม ตลอดทั งได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การจัดการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แทนต าแหน่งที่ว่าง ในแต่ละจังหวัด จ านวน ๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัด ก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง และนครศรีธรรมราช รวมถึงการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา นอกจากนี ได้เชิญผู้แทนจากส านักงานคณะกรรมการ การเลือกตั งในฐานะฝ่ายปฏิบัติเข้าร่วมหารือและให้ความเห็นประเด็นต่าง ๆ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี ๓.๑ คณะอนุกรรมำธิกำร ด าเนินการจัดประชุมอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณา ประกอบด้วย ๑. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม จัดการประชุมพิจารณา จ านวน ๓ ครั ง ๒.คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง จัดการประชุมพิจารณา จ านวน ๓ ครั ง ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง จัดการประชุมพิจารณา จ านวน ๒ ครั ง ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง จัดการประชุมพิจารณา จ านวน ๓ ครั ง ๕. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ จัดการประชุมพิจารณา จ านวน ๖ ครั ง ๖. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น จ านวน ๑๓ ครั ง
๑๘ ๓.๒ บุคคลที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภาและคณะอนุกรรมาธิการ ติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ได้เชิญผู้แทนของส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งมาให้ข้อมูล โดยมีรายชื่อผู้แทนส านักงานคณะกรรมการ การเลือกตั งที่มาให้ข้อมูล ดังนี ๑. พันต ารวจตรี ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั ง ๒. นายคณาธิป แสงโคตร์ รองผู้อ านวยการส านักกฎหมายและคดี ๓. นางสุธาทิพย์ ชคทานนท์ ผู้อ านวยการฝ่ายบริหารการเลือกตั ง และการออกเสียงประชามติ ๔. นายฐปนพงศ์ โตหมื่นไวย ผู้อ านวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรการเลือกตั ง ๕. นายศุภกิต เริงณรงค์ ผู้อ านวยการฝ่ายพัฒนาระบบ และเทคโนโลยีการเลือกตั ง ๖. นายสุรพงษ์ ศรีไกรวิน พนักงานสืบสวนและไต่สวนช านาญการพิเศษ ๓.๓ กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ๓.๓.๑ การลงพื นที่เก็บรวบรวมข้อมูล การเดินทางไปราชการเพื่อลงพื นที่เก็บรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และสภาพปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ พร้อมทั งรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการจัดท าแบบสอบถาม (Questionaire) กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั งในพื นที่เขตเลือกตั ง และได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั ง ดังนี ๑.คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั ง (ซ่อม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เดินทางไปราชการ ณ จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ ๒. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง เดินทางไปราชการ ณ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๒ ๓. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง เดินทางไปราชการ ณ จังหวัดก าแพงเพชร ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๔. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง เดินทางไปราชการ ณ จังหวัดล าปาง ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓
๑๙ ๕. คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษา กรณี: การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ เดินทางไปราชการ ณ จังหวัด นครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ ๑ – ๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ๖. คณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เดินทางไปราชการ ณ จังหวัดล าปาง ระหว่างวันที่ ๒๙ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ ๓.๓.๒ ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ส าหรับข้อมูลจากการลงพื นที่อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั ง แทนต าแหน่งที่ว่าง ของจังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบไปด้วยสาเหตุของการเลือกตั ง พื นที่เขตเลือกตั ง จ านวนผู้ตรวจการเลือกตั ง จ านวนผู้สมัครรับเลือกตั ง ข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั ง จ านวนผู้มีสิทธิเลือกตั ง และผู้ได้รับเลือกตั ง ดังต่อไปนี ๑. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ เนื่องจากนางจุมพิตา จันทรขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั ง เขตเลือกตั งที่ ๕ ได้มีหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๓) และตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรว่างลง จึงมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง และวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ณ วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้มีการเลือกตั งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ในวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ใดประสงค์จะสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่ง ที่ว่าง ให้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั งพร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียมในการสมัครรับเลือกตั ง ต่อผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ตั งแต่วันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงวันศุกร์ที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งก าหนด (ที่ว่าการอ าเภอสามพราน)
๒๐ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๕ คือ อ าเภอสามพราน ประกอบด้วย ต าบลที่อยู่ในพื นที่ จ านวน ๑๓ ต าบล ได้แก่ ต าบลท่าข้าม ต าบลคลองใหม่ ต าบลไร่ขิง ต าบลยายชา ต าบลอ้อมใหญ่ ต าบล บ้านใหม่ ต าบลท่าตลาด ต าบลทรงคะนอง ต าบลหอมเกร็ด ต าบลกระทุ่มล้ม ต าบลสามพราน ต าบลบางเตย และต าบลบางกระทึก (ยกเว้นต าบลตลาดจินดา ต าบลคลองจินดา และต าบลบางช้าง) จ านวนผู้มีสิทธิ เลือกตั ง จ านวน ๑๔๓,๕๔๒ คน โดยสถานที่ตั งส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๕ คือ ที่ว่าการอ าเภอสามพราน ผู้ตรวจการเลือกตั งประจ าจังหวัดนครปฐม จ านวน ๕ คน ผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๗ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง คือ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั งที่ ๕ วันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๔๓,๕๔๒ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั งมาแสดงตน จ านวน ๙๑,๐๔๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๔๓ แบ่งเป็นบัตรดีจ านวน ๘๗,๔๒๔ บัตรคิดเป็นร้อยละ ๙๖.๐๓ บัตรเสีย จ านวน ๑,๖๒๓ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๑.๗๘ บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จ านวน ๑,๙๙๖ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๒.๑๙ ๒. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีค าวินิจฉัยให้สมาชิกสภาพของนายนวัช เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั ง เขตเลือกตั งที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น สิ นสุดลง ด้วยต้อง ค าพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตและถูกคุมขังตั งแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ แต่ต าแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรให้ว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านค าวินิจฉัยคือ วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๑๓) และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรว่างลงและได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมถึงประกาศ คณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง และวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้ใดประสงค์ จะสมัครรับเลือกตั งให้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั งพร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียม ตั งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงวันจันทร์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขต เลือกตั งก าหนด (ที่ว่าการอ าเภอหนองเรือ)
๒๑ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๗ ประกอบด้วย อ าเภอหนองเรือ จ านวน ๑๐ ต าบล และอ าเภอ มัญจาคีรี จ านวน ๘ ต าบล มีผู้มีสิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๓๒,๔๒๗ คน และสถานที่ตั งของส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๗ คือ ที่ว่าการอ าเภอหนองเรือ มีผู้ตรวจการเลือกตั ง ประจ าจังหวัดขอนแก่น จ านวน ๗ คน มีผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๔ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง คือ นายสมศักดิ์ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั งที่ ๗ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๓๒,๐๖๓ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั งมาแสดงตน จ านวน ๘๑,๐๖๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๑.๓๘ บัตรดีจ านวน ๗๘,๕๖๘ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๙๖.๙๒ บัตรเสีย จ านวน ๑,๖๘๐ บัตรคิดเป็นร้อยละ ๒.๐๗ บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด ๘๑๕ บัตรคิดเป็นร้อยละ ๑.๐๑ ๓. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ เนื่องจากศ าลฎีกาได้มีค าพิพ ากษ า คดีหม ายเลขแดง อ .๘๔๘๘/๒๕๕๒ ให้พันต ารวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ จ าคุก เป็นเหตุให้ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีค าวินิจฉัย คือ วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๑๓) และตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง และได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการ เลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง และวันรับสมัคร รับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้ใดประสงค์จะสมัครรับเลือกตั งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั ง พร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียมในการสมัคร รับเลือกตั งต่อผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ตั งแต่วันพุธที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ณ สถานที่ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งก าหนด (หอประชุม อ าเภอพรานกระต่าย)
๒๒ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๒ คือ อ าเภอพรานกระต่าย อ าเภอลานกระบือ อ าเภอไทรงาม (ต าบลหนองคล้า ต าบลหนองทอง ต าบลมหาชัย ต าบลพานทอง) อ าเภอโกสัมพีนคร อ าเภอเมืองก าแพงเพชร (ต าบลสระแก้ว) มีผู้มีสิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๔๔,๘๒๑ คน และสถานที่ตั งของส านักงานคณะกรรมการ การเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๒ คือ ที่ท าการปกครองอ าเภอพรานกระต่าย มีผู้ตรวจการเลือกตั ง ประจ าจังหวัดก าแพงเพชร จ านวน ๕ คน มีผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๓ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง คือ นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ จากพรรคพลังประชารัฐ ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั งที่ ๒ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๔๔,๕๗๙ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั งมาแสดงตน จ านวน ๙๐,๐๖๐ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๒.๒๙ แบ่งเป็นบัตรดีจ านวน ๘๔,๗๗๙ บัตรคิดเป็นร้อยละ ๙๔.๑๔ บัตรเสีย จ านวน ๒,๘๐๐ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๓.๑๑ บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จ านวน ๒,๔๘๑ บัตร คิดเป็น ร้อยละ ๒.๗๕ ๔. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ เนื่องจากนายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๒) และตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง และได้มี พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่ง ที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้ใดประสงค์จะสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั งพร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียมในการสมัครรับเลือกตั ง ต่อผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ตั งแต่วันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ถึงวันอังคารที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ณ สถานที่ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งก าหนด (ศาลาประชาคมที่ว่าการอ าเภอสบปราบ)
๒๓ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๔ ประกอบด้วย อ าเภอเกาะคา อ าเภอเสริมงาม อ าเภอสบปราบ อ าเภอเถิน และอ าเภอแม่พริก มีผู้มีสิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๖๒,๙๒๐ คน และสถานที่ตั งของส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๔ คือ ที่ท าการอ าเภอสบปราบ มีผู้ตรวจการเลือกตั ง ประจ าจังหวัดล าปาง จ านวน ๕ คน มีผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๕ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง คือ นายวัฒนา สิทธิวัง จากพรรค พลังประชารัฐ ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๖๒,๙๒๐ คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๑๐,๐๐๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๗.๕๒ แบ่งเป็นบัตรดีจ านวน ๑๐๓,๒๓๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๓.๘๔ บัตรเสีย จ านวน ๓,๗๔๑ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๓.๔๐ บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จ านวน ๓,๐๓๒ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๒.๗๖ ๕. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ เนื่องจากนายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ ต้องค าพิพากษาศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแต่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ว่างลง นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านค าวินิจฉัยคือ วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๔) มาตรา ๙๖ (๒) และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง และได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ณ วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งและวันรับสมัคร รับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ประกาศ ณ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้ใดประสงค์จะสมัคร รับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้ยื่น ใบสมัครรับเลือกตั งพร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียมในการสมัครรับเลือกตั งต่อผู้อ านวยการ การเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ตั งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งก าหนด (ที่ว่าการอ าเภอจุฬาภรณ์)
๒๔ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๓ ประกอบด้วย อ าเภอชะอวด อ าเภอเฉลิมพระเกียรติ อ าเภอ พระพรหม และอ าเภอจุฬาภรณ์มีผู้มีสิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๕๒,๔๒๗ คน และสถานที่ตั งของส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๓ คือ ที่ท าการอ าเภอจุฬาภรณ์ มีผู้ตรวจการเลือกตั ง ประจ าจังหวัดนครศรีธรรมราช จ านวน ๖ คน มีผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๔ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ คือ นายกองตรี อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ วันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๕๒,๐๒๐ คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๐๕,๔๖๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๙.๓๘ เป็นบัตรดีจ านวน ๑๐๑,๘๕๑ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๙๖.๕๗ บัตรเสีย จ านวน ๑,๗๕๒ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๑.๖๖ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จ านวน ๑,๘๖๕ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๑.๗๗ ๖. กรณีการเลือกตั งของจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั งได้มีค าพิพากษา คดีหมายเลขแดง ที่ ลต สส ๑/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ พิพากษาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ ใหม่ เหตุเพราะการเลือกตั งไม่สุจริต ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่างลง และได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๕ ณ วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั ง เรื่อง ก าหนดวันเลือกตั งและวันรับสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ผู้ใดประสงค์ จะสมัครรับเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ให้ยื่น ใบสมัครรับเลือกตั งพร้อมทั งเอกสารหลักฐานและค่าธรรมเนียมในการสมัครรับเลือกตั งต่อผู้อ านวยการ การเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ตั งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ ที่ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งก าหนด (ที่ว่าการอ าเภอเถิน)
๒๕ โดยพื นที่เขตเลือกตั งที่ ๔ ประกอบด้วย อ าเภอเกาะคา อ าเภอเสริมงาม อ าเภอสบปราบ อ าเภอเถิน และอ าเภอแม่พริก มีผู้มีสิทธิเลือกตั ง จ านวน ๑๖๑,๓๗๘ คน และสถานที่ตั งของส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งที่ ๔ คือ ที่ท าการอ าเภอเถิน มีผู้ตรวจการเลือกตั งประจ า จังหวัดล าปาง จ านวน ๕ คน มีผู้สมัครรับเลือกตั ง จ านวน ๓ คน ทั งนี ผู้ได้รับการเลือกตั งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง คือ นายเดชทวี ศรีวิชัย จากพรรค เสรีรวมไทย ข้อมูลสรุปการใช้สิทธิเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ วันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ผู้มีสิทธิเลือกตั งทั งหมด จ านวน ๑๖๑,๓๗๘ คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั ง จ านวน ๙๗,๔๑๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๓๖ แบ่งเป็นบัตรดี จ านวน ๘๘,๙๖๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๑.๓๓ บัตรเสีย จ านวน ๓,๘๕๘ บัตร คิดเป็นร้อยละ ๓.๙๖ บัตรไม่เลือกผู้สมัครใด จ านวน ๔,๕๘๗ บัตร คิดเป็น ร้อยละ ๔.๗๑ ๓.๓.๓ ข้อมูลจากการท าแบบสอบถาม ส าหรับข้อมูลสรุปผลจากการท าแบบสอบถาม (Questionaire) ความคิดเห็นของประชาชน ในพื นที่เขตเลือกตั ง แทนต าแหน่งที่ว่าง (การเลือกตั งซ่อม) จ านวน ๖ ครั ง ใน ๕ จังหวัด ประกอบด้วย ๑. จังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ ๒. จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ ๓. จังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ ๔. จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ ๕. จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ ๖. จังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) นอกจากนี ยังมีข้อมูลสรุปแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชน กรณีการเลือกตั ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ๓.๓.๔ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) คือ สรุปความเห็นที่ได้ จากการสัมภาษณ์และร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนของส่วนราชการประจ าจังหวัด ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัด และคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั ง ทั ง ๕ จังหวัด ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนข้อมูลจากผู้แทนของส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั ง
๒๖ ๓.๔ กำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล โดยการทบทวนแนวคิด หลักการ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้รับจากการตอบแบบสอบถาม ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรม
๒๗ บทที่ ๔ ผลกำรพิจำรณำศึกษำ คณะกรรมาธิการโดยคณะอนุกรรมาธิการติดตามการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ได้เดินทางไปราชการเพื่อลงพื นที่เก็บรวบรวมข้อมูล มีการรับฟัง ความคิดเห็นและสภาพปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับโดยตรงจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั ง เจ้าหน้าที่ หรือผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการควบคุมการเลือกตั ง โดยมีผลการพิจารณา ศึกษา ดังต่อไปนี ๔.๑ แบบสอบถำมควำมคิดเห็นของประชำชน ๔.๑.๑ กรณีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่า รับรู้ว่าจะมีการเลือกตั งซ่อมในวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ ๒. ช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบ เรียงล าดับจากมากไปหาน้อย คือโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์และช่องทางอื่น ๆ ซึ่งมีบทบาทสูงคือ จากป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ๓. ความสนใจที่จะไปใช้สิทธิ ตอบว่า สนใจที่จะไปใช้สิทธิ ๔. บัตรเลือกตั ง ตอบว่า การใช้บัตรเลือกตั งใบเดียวมีความเหมาะสม ๕. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิ ตอบว่า วันอาทิตย์ ช่วงเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา ๖. การแบ่งเขตเลือกตั ง ตอบว่า เหมาะสมและไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยเลือกตั ง ๗. เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจ ตอบว่า เลือกเพราะมีความคุ้นเคยกับผู้สมัครและถูกใจนโยบาย ๘. การมีมหรสพหรือเวทีการแสดงในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ตอบว่า ไม่ควรมี ๙. การรับรู้เรื่องการซื อสิทธิขายเสียง ตอบว่า ไม่รู้ว่ามีการซื อสิทธิขายเสียง (ประชาชนส่วนใหญ่เกรงกลัวอิทธิพล ของหัวคะแนนพรรคการเมือง)
๒๘ ๑๐. การรับรู้ถึงช่องทางและสถานที่รับแจ้งเหตุของการเลือกตั งที่ไม่สุจริต ตอบว่า ไม่รู้ และส่วนหนึ่งตอบว่า รู้แต่ไม่แจ้ง (ขออยู่เฉย ๆ) ๔.๑.๒ กรณีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่ารับรู้ว่าจะมีการเลือกตั งซ่อมในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ คิดเป็นร้อยละ ๙๙.๒ ๒. ช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั ง ตอบ เรียงล าดับจากมากไปหาน้อย คือ โทรทัศน์ รถหาเสียง เสียงตามสาย ของผู้ใหญ่บ้าน วิทยุ และโซเชียลมีเดีย คิดเป็นร้อยละ ๔๒.๖ ๓. ความสนใจที่จะไปใช้สิทธิ ตอบว่า สนใจที่จะไปใช้สิทธิ คิดเป็นร้อยละ ๙๘.๖ ๔. บัตรเลือกตั ง ตอบว่า การใช้บัตรใบเดียวมีความเหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๗๘.๑ ๕. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิ ตอบว่า วันหยุด ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๓๐ นาฬิกา คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๒ ๖. การแบ่งเขตเลือกตั ง ตอบว่า มีความเหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๖๙.๔ ๗. เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจ ตอบว่า เลือกเพราะถูกใจนโยบายของพรรคการเมือง คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๗ ๘. การมีมหรสพหรือเวทีการแสดงในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ตอบว่า ไม่ควรมีมหรสพหรือการแสดง คิดเป็นร้อยละ ๖๘.๙ ๙. ประเภทผู้สมัครที่คาดว่าจะเลือก ตอบว่า เลือกใครก็ได้ที่คิดว่าเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ คิดเป็นร้อยละ ๔๖.๙ ๑๐. การรับรู้เรื่องการซื อสิทธิขายเสียง ตอบว่า ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๘ ตอบว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๕๔.๔ ๑๑.การแจ้งข้อมูลเบาะแสกรณีพบเห็นหรือทราบว่ามีการกระท าที่ท าให้มีความไม่สุจริต ตอบว่า เลือกที่จะไม่แจ้งใคร อยู่เฉย ๆ คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๓ ๑๒. การรับรู้ถึงช่องทางและสถานที่รับแจ้งเหตุของการเลือกตั งที่ไม่สุจริต ตอบว่า ไม่ทราบว่าจะแจ้งได้ที่ใด คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๘
๒๙ ๑๓. ประเด็นอื่น ๆ มีการแสดงความคิดเห็นว่า (๑) ควรมีพรรคการเมืองมากกว่านี เพื่อให้มีตัวเลือก (๒) ผู้สมัครรับเลือกตั งควรลงพื นที่หาเสียงด้วยการเยี่ยมเยือน (๓) การหาเสียงไม่ควรมีมหรสพ เนื่องจากสิ นเปลืองงบประมาณ (๔) ไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าหากทราบการเลือกตั งที่ไม่สุจริตจะแจ้งได้ที่ใด สาระส าคัญที่ได้จากการลงพื นที่สอบถามประชาชน ดังนี - ประชาชนบางกลุ่มมองถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับในระยะสั นมากกว่าที่จะมองผลกระทบ ในระยะยาว แต่ในช่วงวัยรุ่น วัยท างานหรือคนรุ่นใหม่จะมองถึงนโยบายที่จะส่งผลต่อสังคมและตนเอง ในระยะยาวมากกว่า กล้าที่จะตัดสินใจเลือกคนใหม่ ๆ ที่มองจากนโยบายและผลประโยชน์ที่จะส่งผลให้กับ สังคมในระยะยาว รวมถึงการต่อต้านการคอร์รัปชันตั งแต่เริ่มหาเสียงด้วย - ความคิดเห็นของประชาชนที่ไม่สามารถแสดงออกได้ เนื่องจากประชาชนบางส่วน หรือส่วนมากไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่ตนควรจะได้รับ และวัตถุประสงค์ในการเลือกตั งซ่อม อย่างแท้จริง จึงท าให้ความคิดเห็นและมุมมองของประชาชนต่อทางการเมืองขึ นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล หรือเพียงการเลือกตั งตามสิทธิและหน้าที่เท่านั น -สภาพการหาเสียงในชุมชนที่มีการซื อเสียงขายสิทธิ ประชาชนบางกลุ่มมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือเลือกที่จะไม่แจ้งเหตุการกระท าทุจริตในการหาเสียง เนื่องจากมีความคิดเห็นว่าตนเป็นเพียงประชาชน เสียงข้างน้อย หรือมีความกังวลว่าจะเกิดปัญหากับตนตามมาในภายหลัง - ส่วนมากในวัยผู้สูงอายุจะเลือกลงคะแนนเพราะความคุ้นเคยหรือเคยชินต่อตัวผู้สมัคร รับเลือกตั งหรือพรรคการเมืองนั น ๆ โดยอาจจะไม่ได้มองถึงนโยบายที่จะก่อให้เกิดการพัฒนามากเท่าที่ควร - จากสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบทท าให้ทราบถึงความรู้ของประชาชนว่า มีความรู้ในเรื่องของการเลือกตั งมากน้อยเพียงใด คือ ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจระบบของการเลือกตั ง เพียงแค่ผิวเผินเท่านั น เมื่อถามเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั ง ประชาชนบางคนยังไม่เข้าใจและค่อนข้างสับสน -ส่วนใหญ่เลี่ยงการตอบค าถามในหัวข้อที่เกี่ยวกับการทุจริต โดยให้ความเห็นว่า “เราเป็นแค่ ชาวบ้าน ไม่มีอ านาจอะไร ไม่อยากเดือดร้อน” และในการเลือกตั ง ประชาชนที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุมักจะเลือก คนที่คุ้นเคยหรือเลือกผู้แทนจากพรรคการเมืองที่ชื่นชอบ ซึ่งต่างจากกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยท างานที่ส่วนใหญ่ จะเลือกผู้แทนจากนโยบาย - ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ต้องการผู้แทนที่สามารถจะเข้ามาพัฒนาชุมชนให้มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ น เน้นเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวกับการเกษตรเพราะประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม
๓๐ ความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับสภาพการหาเสียงและความใส่ใจหรือความสนใจ ในการเตรียมพร้อมของประชาชนต่อการเลือกตั ง ดังนี - ประชาชนมีความสนใจที่จะไปใช้สิทธิในการเลือกตั งทั่วไป รวมถึงการเลือกตั งซ่อมครั งนี เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง - แม้ว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารการเลือกตั งซ่อมครั งนี จากเทคโนโลยี และสื่อต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงก็ตาม แต่การประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเลือกตั ง ความหมาย ของการแบ่งเขตการเลือกตั ง และสถานที่แจ้งการกระท าที่มิชอบในการเลือกตั ง ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ จะท าให้ประชาชนค านึงถึงสิทธิและประโยชน์ส่วนตนที่ควรได้รับอย่างแท้จริงได้ -การขาดความรู้ในด้านการเข้าถึงการแจ้งเบาะแสการทุจริตในการเลือกตั งที่ประชาชนประสบ พบเจอ ประชาชนส่วนใหญ่จึงท าได้เพียงนิ่งเฉยและเลือกที่จะไม่กระท าการใด ๆ ต่อพฤติกรรมเหล่านั น - ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมือง การเลือกตั ง จึงท าให้มีความแตกต่าง ด้านแนวความคิด คือ บางกลุ่มมองถึงความส าคัญในการเลือกผู้น า แต่บางกลุ่มมองถึงจ านวนเงินที่ตนจะได้รับ จากการหาเสียงของพรรคการเมืองนั น ๆ - ประชาชนดูใส่ใจเรื่องการเลือกตั ง เพราะเป็นสิทธิของพวกเขา แม้จะเป็นเสียงเล็ก ๆ - ในการหาเสียงเลือกตั ง ประชาชนส่วนใหญ่กล่าวว่า ผู้สมัครมีการเข้ามาหาเสียงในหมู่บ้าน โดยมีป้ายโฆษณาหาเสียงและรถที่ใช้ส าหรับการหาเสียงเลือกตั งเข้ามาในหมู่บ้านของตนจ านวนมาก - เมื่อมีการถามถึงการซื อสิทธิขายเสียงนั น บางส่วนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการตอบค าถามข้อนี อาจเพราะความไม่แน่ใจว่า จะมีปัญหาตามมาหรือไม่ ดังนั น จึงสรุปความคิดเห็นของประชาชนหรือนักศักษาในพื นที่ ได้ดังนี ๑. ประชาชนมีความรู้และสามารถเข้าใจระบบการเลือกตั งได้ในระดับหนึ่ง ๒. ประชาชนค่อนข้างให้ความสนใจกับการเลือกตั งมากพอสมควร เพราะมีจุดประสงค์ คือ ต้องการได้ผู้แทนที่จะสามารถมาพัฒนาชุมชนให้ดีขึ นและต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ น ๓. การที่ประชาชนเลี่ยงตอบค าถามเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน เพียงเพราะไม่อยากให้ตนเอง หรือครอบครัวได้รับความเดือดร้อน จึงไม่กล้าพูดหรือท าอะไรเพราะประชาชนไม่มีอ านาจ ๔.การหาเสียงในต่างอ าเภอจากการลงพื นที่เก็บข้อมูลพบว่า จะมีการร้องเพลงตามตลาดนัด และแจกใบปลิว คิดว่าค่อนข้างได้ผลเพราะประชาชนให้ความสนใจมาก (ไม่ใช่ในรูปแบบมหรสพ) ๕. ยังไม่พบประเด็นที่ขัดต่อกฎหมาย นอกจากการซื อเสียงขายสิทธิซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าให้ข้อมูล
๓๑ ปัญหาอุปสรรคที่พบจากการลงพื นที่ มีดังนี ๑. ด้านการประชาสัมพันธ์: เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม - ไม่ควรมองว่าเป็นหน้าที่ของส านักงาน กกต. โดยล าพังเพียงหน่วยงานเดียว - งบประมาณไม่เพียงพอ - การขอความร่วมมือตามมติคณะรัฐมนตรีได้รับความร่วมมือบางส่วน ๒. ด้านการเสนอแนะ: ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานทุกองค์กร ทุกกระทรวงและทุกกรม - ก าหนดเป็นกฎหมายหรือระเบียบ ๔.๑.๓ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. เพศ ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๐ ๒. อายุ ตอบว่า อยู่ในช่วงอายุ ๔๑ – ๕๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๒๕.๕ ๓. ระดับการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ ตอบ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพแล้ว คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๘ ๔. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่า รับรู้ว่าจะมีการเลือกตั งซ่อมในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ คิดเป็นร้อยละ ๘๗.๗ ๕. ช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่า รับรู้จากโทรทัศน์ คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๓ ๖. ความสนใจที่จะไปใช้สิทธิ ตอบว่า สนใจที่จะไปใช้สิทธิ คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๗ ๗. บัตรเลือกตั ง ตอบว่า ใช้บัตรใบเดียว ได้ทั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ มีความเหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๐ ๘. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิ ตอบว่า วันหยุด ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา คิดเป็นร้อยละ ๗๔.๓ ๙. ความเหมาะสมของการแบ่งเขตเลือกตั งในปัจจุบัน ตอบว่า การแบ่งเขตเลือกตั งในปัจจุบันมีความเหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๗๘.๓ ๑๐. เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจเลือก ตอบว่า เลือกเพราะถูกใจนโยบายพรรค คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๕
๓๒ ๑๑. การมีหรือไม่มีมหรสพหรือเวทีการแสดงในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ตอบว่า ไม่ควรมี คิดเป็นร้อยละ ๖๘.๘ ๑๒. ประเภทผู้สมัครที่คาดว่าจะเลือก ตอบว่า เลือกคนที่ท าประโยชน์ให้กับสังคมมาก่อน ๓๔.๕ ตอบว่า เลือกใครก็ได้ที่คิดว่าเป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถคิดเป็นร้อยละ ๓๔.๓ ๑๓. การรับรู้เรื่องการซื อสิทธิขายเสียง ตอบว่า ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๘ ตอบว่า ไม่ประสงค์ตอบค าถาม คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๓ ๑๔.. การแจ้งข้อมูลเบาะแสกรณีพบเห็นหรือทราบว่ามีการกระท าที่ท าให้มีความไม่สุจริต ตอบว่า ไม่แจ้งใคร อยู่เฉย ๆ คิดเป็นร้อยละ ๗๐.๔ ๑๕. การรับรู้ถึงช่องทางและสถานที่รับแจ้งเหตุของการเลือกตั งที่ไม่สุจริต ตอบว่า ไม่ทราบว่าจะแจ้งที่ไหน คิดเป็นร้อยละ ๕๕.๙ ๔.๑.๔ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. เพศ ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๘ ๒. อายุ ตอบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง ๔๑ – ๕๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๔๐.๘ ๓. การศึกษา ตอบว่า การศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๘ ๔. อาชีพ ตอบว่า ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๖ ๕. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่า รับรู้ว่าจะมีการเลือกตั งซ่อม คิดเป็นร้อยละ ๙๘.๓ ๖. ช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั ง ตอบว่า รับรู้จากหอกระจายข่าว เสียงตามสายหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ ๓๕.๕ ๗. ความประสงค์ที่จะไปใช้สิทธิ ตอบว่า ประสงค์ไปใช้สิทธิ คิดเป็นร้อยละ ๙๘.๒ ๘.ความเหมาะสมของการใช้บัตรเลือกตั งใบเดียวได้ทั งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ตอบว่า เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๒
๓๓ ๙. ความเหมาะสมการแบ่งเขตเลือกตั ง ตอบว่า เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๑ ๑๐. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิ ตอบว่า ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๗ ๑๑. เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจเลือก ตอบว่า เลือกใครก็ได้ที่เป็นคนดีมีความสามารถ คิดเป็นร้อยละ ๔๓.๖ ๑๒. การมีหรือไม่มีมหรสพหรือเวทีการแสดงในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ตอบว่า ไม่ควรมีคิดเป็นร้อยละ ๗๒.๔ ๑๓. การแสดงมหรสพของผู้สมัครแต่ละคนในวันรับสมัคร ตอบว่า ไม่ควรมี คิดเป็นร้อยละ ๗๗.๗ ๑๔. การรับรู้เรื่องการซื อสิทธิขายเสียง ตอบว่า ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๔ ตอบว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๖๘.๖ ๑๕. การแจ้งเหตุ การเลือกตั งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตอบว่า ไม่ทราบว่าแจ้งได้ที่ไหน คิดเป็นร้อยละ ๕๑ ๑๖. การแจ้งข้อมูลหรือเบาะแส กรณีพบเห็นหรือทราบว่ามีการกระท า ที่ท าให้มีความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตอบว่า ไม่แจ้งใครและอยู่เฉย ๆ คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๖ ๔.๑.๕ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราชเขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. เพศ ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๙.๓๔ ๒. อายุ ตอบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง ๔๑ – ๕๕ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๐.๓๔ ๓. การศึกษา ตอบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับมัธยม คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๗๓ ๔. อาชีพ ตอบว่า ประกอบอาชีพค้าขายหรือธุรกิจส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ ๔๕.๘๗ ๕. การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั งซ่อม ตอบว่า รับรู้ว่าจะมีการเลือกตั งซ่อม คิดเป็นร้อยละ ๙๔.๗๘
๓๔ ๖. ช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั ง ตอบว่า รับรู้จากการประชาสัมพันธ์ของผู้สมัคร คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๕๐ ตอบว่า รับรู้จากหอกระจายข่าวหรือเสียงตามสายหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๓๖ ๗. ความประสงค์ที่จะไปใช้สิทธิ ตอบว่า ประสงค์ไปใช้สิทธิ คิดเป็นร้อยละ ๙๗.๔๕ ๘. ความเหมาะสมของการใช้บัตรเลือกตั งใบเดียวได้ทั งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ตอบว่า เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๘๑.๐๗ ๙. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิ ตอบว่า ช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา คิดเป็นร้อยละ ๖๐.๔๔ ๑๐. ความเหมาะสมการแบ่งเขตเลือกตั ง ตอบว่า เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๙๖.๖๐ ๑๑. เหตุผลที่ใช้ตัดสินใจเลือก ตอบว่า เลือกเพราะถูกใจนโยบายพรรค คิดเป็นร้อยละ ๖๕.๐๕ ๑๒. ประเภทของผู้สมัครที่จะเลือก ตอบว่า เลือกใครก็ได้ที่คิดว่าเป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถ คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๕๕ ๑๓. มหรสพหรือเวทีการแสดงในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ตอบว่า ควรมี คิดเป็นร้อยละ ๕๙.๕๙ ๑๔. การแสดงมหรสพของผู้สมัครแต่ละคนในวันรับสมัคร ตอบว่า ไม่ควรมี คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๔๐ ๑๕. การรับรู้เรื่องการซื อสิทธิขายเสียง ตอบว่า ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๙๑ ตอบว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องการซื อสิทธิขายเสียง คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๘๕ ๑๖. การรับทราบสถานที่แจ้งเหตุการเลือกตั งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตอบว่า รับทราบ คิดเป็นร้อยละ ๖๕.๒๙ ๑๗. การแจ้งข้อมูลหรือเบาะแส กรณีพบเห็นหรือทราบว่ามีการกระท าที่ท าให้ มีความไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตอบว่า ไม่แจ้งใคร อยู่เฉย ๆ คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๑๑ ๑๘. ข้อเสนอแนะ - ควรหยุดการคอร์รัปชันในการเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร - ให้เด็กรุ่นใหม่เข้าไปท างาน
๓๕ - ลดการคอร์รัปชัน - ไม่ควรซื อเสียงขายสิทธิ - ควรพิมพ์ชื่อผู้สมัครเพราะดูยากและไม่รู้ว่า จะต้องกากบาทตรงไหน - ข้อมูลในบัตรเลือกตั งควรบอกหรือระบุชื่อพรรค ชื่อผู้สมัคร หรือรูปภาพประกอบ -ควรมีรูปถ่ายเพื่อความมั่นใจในการเลือกว่าตนได้เลือกถูกต้องตรงตามที่ต้องการ - ต้องการคนที่มีภาวะความเป็นผู้น าเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง -ควรท าการเลือกตั งให้โปร่งใสและท าให้ประชาชนรู้สึกว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว ของประชาชนทุกคน ๔.๑.๖ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) ดังนี ๑. เพศ ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ ๕๙ ๒. อายุ ตอบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง ๔๑ – ๖๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๓๔ ๓. การศึกษา ตอบว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๔๑ ๔. ท่านทราบหรือไม่ว่ามีการเลือกตั ง ตอบว่า ส่วนใหญ่ทราบว่ามีการเลือกตั ง คิดเป็นร้อยละ ๘๗ ๕. การเลือกตั งที่ผ่านมาท่านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั งหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่เคยไปเลือกตั ง คิดเป็นร้อยละ ๙๗ ๖. ท่านติดตามและรับรู้ข้อมูลข่าวสารการเลือกตั งจากช่องทางใด ตอบว่า การประชาสัมพันธ์ของผู้สมัครรับเลือกตั ง คิดเป็นร้อยละ ๔๒ หนังสือพิมพ์คิดเป็นร้อยละ ๒๙ ๗. ท่านคิดว่าอายุของผู้สมัครรับเลือกตั งควรอยู่ในช่วงใด ตอบว่า ช่วงอายุ ๔๑ - ๕๐ ปีคิดเป็นร้อยละ ๓๗ อายุไม่ส าคัญ คิดเป็นร้อยละ ๓๓ ๘. ท่านคิดว่าวุฒิการศึกษาของผู้สมัครรับเลือกตั ง น่าจะอยู่ในระดับใดเป็นอย่างน้อย ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าระดับปริญญาตรีคิดเป็นร้อยละ ๔๗
๓๖ ๙. ท่านใช้เหตุผลใดตัดสินใจลงคะแนนให้ผู้รับสมัครรับเลือกตั ง ตอบว่า เพราะวิธีการท างานในอดีตของผู้สมัครรับเลือกตั ง คิดเป็นร้อยละ ๕๒ เพราะมีความสัมพันธ์กับผู้บริหารหรือผู้น าท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ ๓๐ ๑๐. ท่านคิดว่าการแบ่งเขตเลือกตั งปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าเหมาะสม คิดเป็นร้อยละ ๙๙ ๑๑. ท่านคิดว่าจะป้องกันการซื อเสียงขายสิทธิได้อย่างไร ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่รับเงินซื อเสียง คิดเป็นร้อยละ ๖๘ ๑๒. ท่านคิดว่าการจัดกิจกรรมรื่นเริงและสังสรรค์หรือมหรสพในวันสมัครรับเลือกตั ง มีผลต่อคะแนนเลือกตั งหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่ามีผล คิดเป็นร้อยละ ๕๖ ๑๓. ท่านคิดว่าการจัดมหรสพเพื่อชักจูงให้ประชาชนมาฟังนโยบายของผู้สมัครรับเลือกตั ง ในช่วงก่อนการเลือกตั งมีผลต่อคะแนนการเลือกตั งหรือไม่ ตอบว่าส่วนใหญ่คิดว่ามีผล คิดเป็นร้อยละ ๕๙ ๑๔. ท่านคิดว่าป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้สมัครรับเลือกตั งติดตามที่สาธารณะ หรือเสาไฟฟ้าเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจ าวันของท่านหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่เป็นอุปสรรค คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ๑๕. ท่านคิดว่าป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้สมัครมีผลต่อการตัดสินใจของท่านหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่มีผล คิดเป็นร้อยละ ๗๒ ๑๖.การก าหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั งติดป้ายประชาสัมพันธ์ไว้รวมกันในที่เดียวกับการติด ป้ายประชาสัมพันธ์แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีผลต่อการลงคะแนนของท่านหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่มีผล คิดเป็นร้อยละ ๖๔ ๑๗. ท่านคิดว่าช่วงเวลาใดที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิเลือกตั ง ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าช่วง ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. คิดเป็นร้อยละ ๕๗ ๑๘. การเลือกตั งครั งนี ท่านประสงค์จะไปใช้สิทธิลงคะแนนหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่ประสงค์ไปใช้สิทธิ คิดเป็นร้อยละ ๙๗ ๑๙. ท่านคิดว่าท่านสะดวกจะไปใช้สิทธิเลือกตั งแบบใด ตอบว่า เดินทางไปคูหาเลือกตั งในวันเวลาสถานที่ที่ก าหนด คิดเป็นร้อยละ ๖๗ ๒๐. ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด ๑๙ ท่านคิดว่าผู้ป่วยควรท าอย่างไร ตอบว่า ผู้ป่วยควรไปเลือกตั งแต่ต้องมีมาตรการที่ปลอดภัย คิดเป็นร้อยละ ๕๗
๓๗ ๒๑. ท่านมีความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั งในเขตของท่านหรือไม่ ตอบว่าส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่น คิดเป็นร้อยละ ๙๗ ๒๒. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรหากมีการจัดเลือกตั งขั นต้นเพื่อจะได้รู้คะแนน ของผู้สมัครรับเลือกตั งแต่ละคนว่าใครจะได้รับการเลือกเป็น ส.ส. ตอบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วย คิดเป็นร้อยละ ๖๔ ๔.๑.๗ การเลือกตั งสมาชิกท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ในกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ดังนี ๑. เพศ ตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ ๕๐ และเพศหญิง ร้อยละ ๔๗ ๒. อายุ ตอบว่า ช่วงอายุ ๔๑ - ๖๐ ปี ร้อยละ ๓๐ ช่วงอายุ ๒๓ - ๔๐ ปี ร้อยละ ๒๖ ๓. การศึกษา ตอบว่า ก าลังศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ ๓๓ และระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ ๓๑ ๔. ท่านทราบหรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั ง ตอบว่า ส่วนใหญ่ทราบว่ามีเลือกตั ง ร้อยละ ๙๙ ๕. ท่านไปใช้สิทธิเลือกตั งผู้บริหารท้องถิ่นครั งแรกหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยไปเลือกตั ง ร้อยละ ๖๗ ๖. การเลือกตั งครั งนี ท่านมีความประสงค์จะไปลงคะแนนหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่ประสงค์ไปลงคะแนน ร้อยละ ๙๒ ๗. ท่านคิดว่าช่วงเวลาใดที่เหมาะสมในการไปใช้สิทธิออกเสียง ตอบว่า ส่วนใหญ่ตอบว่า ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ร้อยละ ๖๕ ๘. ท่านคิดว่าการแบ่งเขตเลือกตั งปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าเหมาะสม ร้อยละ ๙๖ ๙. ท่านใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกผู้ว่า กทม. หรือนายกเมืองพัทยา ตอบว่า ลงแบบอิสระ ร้อยละ ๔๐ สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ ๒๐ ไม่สังกัดพรรคการเมืองและถูกใจนโยบาย ร้อยละ ๑๔ ๑๐. ท่านใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่น ตอบว่า สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ ๕๐ ลงแบบอิสระ ร้อยละ ๓๒ ๑๑. ท่านทราบหรือไม่ว่าการเลือกตั งครั งนี มีการซื อเสียงขายสิทธิหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่ทราบ ร้อยละ ๗๐
๓๘ ๑๒. ท่านคิดว่าวิธีการใดจะป้องกันซื อเสียงขายสิทธิได้ ตอบว่า แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั ง ร้อยละ ๔๒ ไม่รับเงินซื อเสียง ร้อยละ ๔๐ ๑๓. ท่านคิดว่าควรมีกิจกรรมรื่นเริงและสังสรรค์หรือมหรสพในวันสมัครรับเลือกตั งหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่ควรมี ร้อยละ ๘๖ ๑๔. ท่านคิดว่าในการหาเสียง ควรมีมหรสพเพื่อชักจูงให้ประชาชนมาฟังนโยบาย ของผู้สมัครหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าไม่ควรมี ร้อยละ ๘๔ ๑๕. ท่านต้องการอายุผู้บริหารท้องถิ่นช่วงอายุเท่าใด ตอบว่า ช่วงอายุ ๔๐ - ๕๐ ปี ร้อยละ ๓๘ ช่วงอายุ ๕๑ - ๖๐ ปี ร้อยละ ๓๐ ๑๖. ท่านคิดว่าควรมีป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้สมัครติดตามทางสาธารณะ หรือเสาไฟฟ้าหรือไม่ ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าควรมี ร้อยละ ๖๕ ๑๗. ท่านมีความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั งในปัจจุบันอย่างไร ตอบว่า ส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นมาก ร้อยละ ๖๗ ๑๘. ระบบใดในการเลือกตั งที่ท่านคิดว่าควรปรับปรุงมากที่สุด ตอบว่า การคัดกรองผู้สมัคร ร้อยละ ๕๐ การลงคะแนน ร้อยละ ๒๖ ๑๙. ท่านคิดว่าท่านจะไปใช้สิทธิเลือกตั งในครั งนี อย่างไร ตอบว่า ส่วนใหญ่ไปตามวันเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั งก าหนด ร้อยละ ๙๕ ๒๐. ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด ๑๙ ท่านคิดว่าข้อปฏิบัติใดเหมาะสม ตอบว่า ผู้ป่วยควรไปเลือกตั ง โดยมีมาตรการที่เหมาะสม ร้อยละ ๗๒ ๒๑. ท่านคิดว่าป้ายโฆษณาของผู้ลงสมัครรับเลือกตั งเป็นอย่างไร ตอบว่า ส่วนใหญ่คิดว่าเหมาะสมทั งขนาดและสถานที่ติดตั ง ร้อยละ ๖๓ ๒๒. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรหากมีการจัดเลือกตั งชั นต้น (ไพรมารี่โหวต) ตอบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วย ร้อยละ ๗๘ ๒๓. ท่านติดตามข้อมูลข่าวสารการเลือกตั งจากช่องทางใดบ้าง ตอบว่า โทรทัศน์ ร้อยละ ๓๒ การประชาสัมพันธ์ของผู้สมัคร ร้อยละ ๓๐ ไลน์ ร้อยละ ๒๐ ๒๔. ในอนาคตถ้ามีการจัดการเลือกตั ง ท่านคิดว่าช่องทางใดเหมาะสมบ้าง ตอบว่า เดินทางไปเลือกตั งในวันเวลาที่ก าหนด ร้อยละ ๗๖
๓๙ ๔.๒ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกำรจัดกำรเลือกตั้ง ๔.๒.๑ กรณีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ ตั งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ ๓. คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั ง จะประกาศก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับแล้ว ๔.วันเลือกตั งตรงกับวันหยุดกลางสัปดาห์และเป็นวันหยุดราชการเพียงวันเดียวที่คณะกรรมการ การเลือกตั งสามารถก าหนดเป็นวันเลือกตั งได้(วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือวันปิยมหาราช)คือ วันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ ซึ่งโดยปกติจะก าหนดวันเลือกตั งให้ตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ เพื่อความสะดวกของประชาชน ในการออกมาใช้สิทธิเลือกตั ง ๕. หากก าหนดวันเลือกตั งเป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ (ก่อนวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒) จะเป็นการก าหนดวันเลือกตั งที่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ เนื่องจากกฎหมายได้ก าหนดระยะเวลาว่าต้องด าเนินการในส่วนอื่น ที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั งไว้อย่างชัดเจน คือ การก าหนดหน่วยเลือกตั งก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่า ๒๕ วัน (มาตรา ๓๐) และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั งก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่า ๒๕ วัน (มาตรา ๓๖) ๖. หากก าหนดวันเลือกตั งเป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ (หลังวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒) จะเป็นการก าหนดวันเลือกตั งที่เกินก าหนดเวลา ๔๕ วัน ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๗. สรุปว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ ไปจนถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมการการเลือกตั งมีเวลา ด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๒๗ วัน แต่เนื่องจากเหตุผลตามข้อ ๓ ถึงข้อ ๖ คณะกรรมการการเลือกตั ง จึงมีเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั ง นับตั งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ จ านวน ๒๖ วัน ๘. วันเลือกตั งตรงกับวันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่มิได้เป็น วันหยุดของผู้มีสิทธิเลือกตั งที่ประกอบอาชีพในส่วนของภาคเอกชน จึงท าให้มีผู้มีสิทธิเลือกตั งออกมา ใช้สิทธิค่อนข้างน้อย
๔๐ ๔.๒.๒ กรณีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ ตั งแต่วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั งที่ ๗ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ๓.คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั ง จะประกาศก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับแล้ว ๔. วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตรงกับวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันราชการ ๕. สรุปได้ว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ไปจนถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั งจ านวน ๓๔ วัน และจากเหตุผลตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๔ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั ง นับตั งแต่วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ จ านวน ๒๙ วัน ๔.๒.๓ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ นับตั งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดก าแพงเพชร เขตเลือกตั งที่ ๒ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ ๓.คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั ง จะประกาศก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับแล้ว ๔. วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ตรงกับวันศุกร์ซึ่งเป็นวันราชการ ๕. สรุปได้ว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ ไปจนถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั งจ านวน ๓๗ วัน และจากเหตุผลตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๔ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั ง นับตั งแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๓ จนถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ จ านวน ๓๒ วัน
๔๑ ๔.๒.๔ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่างดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ นับตั งแต่วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ๓.คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๓ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั งจะประกาศ ก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ ๔. หากก าหนดวันเลือกตั งเป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการ แต่จะเป็นการก าหนดวันเลือกตั งที่เกินก าหนดเวลา ๔๕ วัน ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๕. สรุปได้ว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ไปจนถึงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๓๘ วัน ๔.๒.๕ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราชเขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง ดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ นับตั งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๔ ถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั งที่ ๓ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๔ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ๓. คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๔ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั ง จะประกาศก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับแล้ว ๔. วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ตรงกับวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันราชการ ๕. สรุปได้ว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ ไปจนถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๔ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั งจ านวน ๔๑ วัน และจากเหตุผลตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๔ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั ง นับตั งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๔ จ านวน ๓๖ วัน
๔๒ ๔.๒.๖ การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) ดังนี ๑. รัฐธรรมนูญก าหนดให้ต้องด าเนินการเลือกตั งใหม่ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ นับตั งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ๒. พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดล าปาง เขตเลือกตั งที่ ๔ แทนต าแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ๒๕๖๕ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ๓.คณะกรรมการการเลือกตั งประกาศก าหนดให้มีการเลือกตั งในวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ อนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั งจะประกาศ ก าหนดวันเลือกตั งได้ต่อเมื่อประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับแล้ว ๔. วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ตรงกับวันอาทิตย์ ๕. สรุปได้ว่า หากนับจากวันที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งมีผลใช้บังคับ คือ ตั งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ไปจนถึงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั งจ านวน ๓๙ วัน และจากเหตุผลตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๔ คณะกรรมการการเลือกตั ง มีเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั ง นับตั งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕ จ านวน ๓๔ วัน ๔.๓ ปัญหำเกี่ยวกับกระบวนกำรเลือกตั้ง ๔.๓.๑ กรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั ง เมื่อมีกรณีต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง บทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้ ด าเนินการจัดให้มีเลือกตั งใหม่หรือเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่าง ในมาตรา ๑๐๕ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๒๑๓ ซึ่งก าหนดว่าในกรณีที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั งแบบแบ่งเขตเลือกตั งว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่างอันเป็นการเลือกตั งทั่วไป ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งว่างลง เว้นแต่อายุของสภาผู้แทนราษฎรจะเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๘๐ วัน ส่วนพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ก าหนดให้จัดการเลือกตั งภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ครบวาระ หรือภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่พ้นจากต าแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ เว้นแต่ในกรณีของสมาชิกสภาท้องถิ่น ถ้าวาระการด ารงต าแหน่งเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๘๐ วัน จะไม่จัดการเลือกตั งก็ได้ ๑๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๕ (๑) และมาตรา ๑๐๒.
๔๓ กรอบระยะเวลาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการก าหนดวันเลือกตั งของการเลือกตั ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนต าแหน่งที่ว่าง เช่น การเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั งที่ ๕ แทนต าแหน่งที่ว่าง ซึ่งการนับจ านวน ๔๕ วัน จะเริ่มตั งแต่วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ แต่เนื่องด้วยมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งในวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ จึงต้องนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั งทั่วไปใช้บังคับ คือ วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๒ จนถึง วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ ท าให้เหลือเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั งจริง เพียงจ านวน ๒๖ วัน เมื่อพิจารณา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ในส่วนที่เกี่ยวกับการนับเวลาตามกรอบของกฎหมาย จ านวน ๔๕ วัน อาจสรุปได้ดังนี คือ มาตรา ๑๒ ให้ก าหนดวันเลือกตั งภายใน ๕ วัน และให้ก าหนดวันรับสมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั งไม่น้อยกว่า ๕ วัน แต่ไม่เกิน ๒๕ วัน มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ให้ก าหนดหน่วยเลือกตั งก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่า ๒๕ วัน และมาตรา ๓๖ วรรคหนึ่ง ให้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั งก่อนวันเลือกตั งและแจ้งไปยังเจ้าบ้านให้ทราบ ก่อนวันเลือกตั งไม่น้อยกว่า ๒๕ วัน ดังนั น กรณีจังหวัดนครปฐมจึงสามารถก าหนดวันเลือกตั งได้เพียงวันเดียว คือ วันพุธที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๒ (ถ้าก าหนดเป็นวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมการการเลือกตั งประจ า เขตเลือกตั งจะไม่สามารถก าหนดหน่วยเลือกตั งและประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั งตามเวลาที่กฎหมาย ก าหนดได้ และหากจะก าหนดเป็นวันเสาร์ที่ ๒๖ หรือวันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ จะเป็นการก าหนด วันเลือกตั งเกินกว่า ๔๕ วัน ตามที่กฎหมายก าหนดไว้๑๔) เมื่อพิจารณาข้อมูลจากการลงพื นที่โดยสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้แทนของส่วนราชการ ประจ าจังหวัด ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัดและคณะกรรมการการเลือกตั งประจ า เขตเลือกตั ง ทั ง ๕ จังหวัด มีจ านวนวันที่ต้องด าเนินการตามกฎหมาย ดังนี ๑. จังหวัดนครปฐม มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๒๖ วัน ๒. จังหวัดขอนแก่น มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๒๙ วัน ๓. จังหวัดก าแพงเพชร มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๓๒ วัน ๔. จังหวัดล าปาง มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๓๘ วัน ๕. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๓๖ วัน ๖. จังหวัดล าปาง (การเลือกตั งซ่อม ครั งที่ ๒) มีกรอบเวลาด าเนินการจัดการเลือกตั ง จ านวน ๓๕ วัน ๑๔ ภาคผนวก ข หน้า ๖๙.
๔๔ จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่ากรอบเวลาส าหรับด าเนินการจัดการเลือกตั งของทุกจังหวัด มีจ านวนไม่ถึง ๔๕ วัน (จ านวน ๒๖ – ๓๘ วัน เท่านั น) ซึ่งกรอบเวลาตามกฎหมายดังกล่าวถือได้ว่า เป็นข้อจ ากัดในการท างานของเจ้าหน้าที่ส าหรับจัดการเลือกตั งเป็นอย่างมาก สรุปได้ว่ากรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ คือ เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ นสุดลงให้มีการเลือกตั งภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎร สิ นอายุนั น เพียงพอแก่การเตรียมการเลือกตั งเพราะรู้วันสิ นอายุของสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า แต่กรณี ที่ก าหนดว่า “เมื่อต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ...ให้มีการเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่าง และให้น าความในมาตรา ๑๐๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม” มีความเห็นว่า กรอบระยะเวลาในการจัดการ เลือกตั งคือ ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ต าแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง มาใช้บังคับโดยอนุโลมกับกรณี มีเหตุอื่นใดอาจไม่เพียงพอแก่การจัดการเลือกตั งเพราะไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า “เหตุอื่นใด” เช่นว่านั น จะเกิดขึ นเมื่อใด จึงส่งผลให้เกิดปัญหาขึ น เช่น กรณีการเลือกตั งซ่อมของจังหวัดนครปฐมที่จ าเป็นต้อง ก าหนดวันเลือกตั งไม่ตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์เป็นต้น นอกจากนี หากพิจารณาตามพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง จะเห็นว่า ได้ก าหนดให้ด าเนินการให้มีการเลือกตั งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใหม่หรือเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่าง ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่พ้น จากต าแหน่งเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ โดยมิได้ก าหนดระยะเวลาให้จัดการเลือกตั งภายใน ๔๕ วัน เหมือนกรณีพ้นจากต าแหน่งเพราะเหตุครบวาระที่สามารถรู้ก าหนดวันครบวาระที่ชัดเจน จึงจะเป็นการ ก าหนดกรอบระยะเวลาที่มีความเหมาะสมและสามารถจัดการเลือกตั งซ่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๔.๓.๒ ช่วงเวลาในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม ได้ก าหนดช่วงเวลาออกเสียงลงคะแนน ไว้ในมาตรา ๖๒ คือ ให้เปิดการลงคะแนนเลือกตั งตั งแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ช่วงเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว จะท าให้ภายหลังปิดหีบลงคะแนนแล้วจะมีเวลาในการบริหารจัดการ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั ง การนับคะแนน การตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ และการจัดเก็บทั งหมด โดยเฉพาะการขนส่ง หีบบัตรลงคะแนน เพื่อน าไปเก็บไว้ยังจุดที่กฎหมายก าหนดไม่เกิดความยุ่งยากจนเกินไป รวมถึงการเดินทาง ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการประจ าหน่วยเลือกตั งไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเนื่องจากเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ไม่ต้องเดินทางในช่วงที่มืดค่ าจนเกินไป
๔๕ แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๖ ได้ก าหนดให้เปิดการออกเสียงลงคะแนนตั งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา อันเป็นเวลาใกล้มืดค่ า อาจท าให้มีความยากล าบากในการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ เช่น การนับคะแนน เรื่องแสงสว่าง การขนส่งหีบบัตรไม่มีความปลอดภัยหรืออาจเกิดกรณีบัตรเลือกตั งสูญหาย หรือความปลอดภัย ในการเดินทางของคณะกรรมการประจ าหน่วยเลือกตั ง เป็นต้น ในประเด็นดังกล่าว ได้มีข้อมูลจากการลงพื นที่ท าแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชน โดยเสียงส่วนใหญ่ของผู้มีสิทธิเลือกตั งคิดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมส าหรับการลงคะแนนเสียงเลือกตั ง สรุปผลแยกตามจังหวัด ได้ดังนี ๑. จังหวัดนครปฐม คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา ๒. จังหวัดขอนแก่น คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๓๐ นาฬิกา ๓. จังหวัดก าแพงเพชร คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา ๔. จังหวัดล าปาง คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๕.๐๐ นาฬิกา ๕. จังหวัดนครศรีธรรมราช คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา ๖. จังหวัดล าปาง (ครั งที่ ๒) คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา ๗. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา คิดว่าช่วงเวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา สรุปได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการลงคะแนนเสียงเลือกตั ง คือ ตั งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ นาฬิกา จึงไม่มีปัญหาเรื่องเวลาออกเสียงลงคะแนน แต่เมื่อพิจารณา ข้อมูลจากการลงพื นที่และสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้แทนของส่วนราชการประจ าจังหวัด ส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัด และคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งทั ง ๕ จังหวัด จะพบว่า ในทางปฏิบัติเป็นอุปสรรคส าหรับเจ้าหน้าที่ในการจัดการเลือกตั ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื นที่ที่มีการสัญจรล าบาก เช่น พื นที่ทุรกันดาร พื นที่ห่างไกลที่มีภูมิประเทศ เป็นภูเขา หรือเรื่องแสงสว่างในการนับคะแนนเลือกตั ง เป็นต้น ดังนั น คณะกรรมการการเลือกตั งหรือส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งควรด าเนินการ โดยเบื องต้นต้องท าความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั งหรือก าหนดมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การพัฒนาเครื่องช่วยนับคะแนนเลือกตั งมาใช้ในหน่วยเลือกตั ง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายเปิดช่อง ให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีอื่นได้อยู่แล้ว๑๕ ๑๕ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๔ หรือพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๗๖.
๔๖ ๔.๓.๓ ผู้ตรวจการเลือกตั ง๑๖ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ก าหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัด ซึ่งแต่งตั งจากผู้มีความเป็นกลาง ทางการเมืองมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยมีหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ แต่ปัญหาที่ผ่านมา คือ คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัดส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่นักการเมืองให้การสนับสนุนอยู่เบื องหลัง อันเป็นสาเหตุส าคัญประการหนึ่งที่ท าให้ขาดความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่และเกิดการสร้างอิทธิพล ในพื นที่ ปัจจุบันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ได้ก าหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั ง (แทนที่คณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัด) เพื่อท าหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ด าเนินการเลือกตั งและกระท าความผิดกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั งและพรรคการเมือง โดยการคัดเลือกจากบุคคล ซึ่งมีภูมิล าเนาในแต่ละจังหวัด จังหวัดละไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๘ คน และเมื่อมีกรณีที่ผู้ตรวจการเลือกตั งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ มาตรา ๓๐ วรรคสาม ก าหนดให้แต่งตั งผู้ตรวจการเลือกตั ง โดยวิธีการจับสลากจากบุคคลที่มีภูมิล าเนา อยู่ในจังหวัดจ านวน ๒ คน ที่จังหวัดได้ขึ นบัญชีไว้และจากบุคคลที่มิได้มีภูมิล าเนาในจังหวัดตามจ านวน ที่ก าหนดส าหรับจังหวัดนั น จึงมีข้อสังเกต ดังนี ๑. ผู้ตรวจการเลือกตั งจ านวน ๓ คน ไม่ใช่คนในพื นที่ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่เป็นที่รู้จัก ของคนในพื นที่ ท าให้การท างานด้านการข่าวได้รับข้อเท็จจริงมากเพราะไม่มีส่วนได้เสียหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับผลประโยชน์ในพื นที่แต่อาจไม่ทราบเรื่องหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับพื นที่ที่ตนต้องปฏิบัติหน้าที่ ๒. ผู้ตรวจการเลือกตั งมีโอกาสที่จะสร้างอิทธิพลในพื นที่ได้น้อย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ตรวจการเลือกตั งใช้การจับสลาก ซึ่งไม่มีความแน่นอนว่าจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื นที่เดิมหรือไม่ แต่ผู้ตรวจการเลือกตั งอาจมีส่วนช่วยเหลือในด้านการบริหารจัดการเรื่องการเลือกตั งได้น้อย เนื่องจาก เป็นคนนอกพื นที่และไม่มีความคุ้นเคยกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื นที่ ๓. ผู้ตรวจการเลือกตั งมีกรอบระยะเวลาในการท าหน้าที่ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั ง ประกาศก าหนดซึ่งจะส่งผลให้การท างานระหว่างผู้ตรวจการเลือกตั งกับส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั ง ประจ าจังหวัดซึ่งเป็นราชการฝ่ายประจ ามีความขัดแย้งกันน้อยลง ๑๖ ตารางเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐, (ภาคผนวก ก. หน้า ๖๗).
๔๗ แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่ได้จากการลงพื นที่เพื่อเก็บข้อมูลการเลือกตั งในพื นที่ต่าง ๆ พบว่า ผู้ตรวจการเลือกตั งทั งหมด ๕ คน จะมีจ านวน ๓ คน ซึ่งไม่ใช่คนในพื นที่จึงไม่ทราบเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ในพื นที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ และงานด้านการข่าวอาจไม่ได้รับความร่วมมือหรือข้อเท็จจริงเพราะไม่เป็นที่รู้จัก ของคนในพื นที่ดังนั น ผู้ตรวจการเลือกตั งที่มีองค์ประกอบของผู้มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดอื่นมากกว่าจังหวัด ที่จะปฏิบัติหน้าที่นั น จะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั งมีความเป็นกลางแต่การปฏิบัติหน้าที่ จะมีส่วนช่วยเหลือในด้านการบริหารจัดการการเลือกตั งได้น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ต้องใช้จ่าย รวมถึงหน้าที่และอ านาจของส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งประจ าจังหวัดซึ่งเป็นฝ่ายประจ าไม่เป็นอิสระ จากผู้ตรวจการเลือกตั ง อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการท างานได้ ด้วยเหตุนี ผู้ตรวจการเลือกตั งจึงไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามวัตถุประสงค์และอาจเป็น อุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้จึงเห็นว่า ควรพิจารณาปรับปรุงโครงสร้าง อ านาจและหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั ง เช่น การแต่งตั งผู้ตรวจการเลือกตั งจากคนที่อยู่ในพื นที่ที่ปฏิบัติ หน้าที่ทั งหมด และผู้ตรวจการเลือกตั งจะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ก่อนการแต่งตั ง รวมถึงการก าหนดหน้าที่และอ านาจเพิ่มเติมจากภารกิจด้านจัดการเลือกตั งหรือในห้วงเวลา ที่ไม่มีการเลือกตั ง เช่น งานด้านการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยร่วมกับศูนย์ส่งเสริมพัฒนา ประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) หรือหมู่บ้านไม่ขายเสียง เป็นต้น ทั งนี อาจพิจารณาเพิ่มจ านวนเจ้าหน้าที่ต ารวจ ชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั ง ๔.๓.๔ การประชาสัมพันธ์ ปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์และรณรงค์เกี่ยวกับการเลือกตั ง พบว่า การประชาสัมพันธ์ ในหลายพื นที่ยังขาดประสิทธิภาพ โดยประชาชนยังไม่ทราบว่าตนจะไปแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั งได้ ณ ที่ใด หรือประชาชนทราบแล้วแต่ขาดความเชื่อมั่นในการรักษาความลับหรือการปกปิดข้อมูลของตน หรือขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขององค์กรอิสระ ตลอดจนไม่ทราบว่ามีการให้เงินรางวัล น าจับแก่ผู้แจ้งเบาะแส อีกทั งยังขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เช่น การรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั ง เรื่องบทลงโทษและผลกระทบของการซื อเสียงขายสิทธิเป็นต้น ซึ่งเรื่องนี ไม่ควรมองว่าเป็นหน้าที่ ของคณะกรรมการการเลือกตั งหรือส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งเพียงหน่วยงานเดียว แต่ควรให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั งระดับชาติหรือการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ก าลังจะมีขึ นในปี ๒๕๖๖ เพื่อกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานในทุกพื นที่ได้มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านการไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรมเป็นผู้แทนของตนเพื่อไปท าหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป
๔๘ ๔.๓.๕ พรรคการเมือง ข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื นที่โดยวิธีตอบแบบสอบถามและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก พบว่า พรรคการเมืองมีผลต่อการหาเสียงของผู้สมัครให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ เช่น ค่าใช้จ่าย ในการหาเสียง การติดป้ายหาเสียงเลือกตั ง รวมทั งการจัดเวทีปราศรัยของผู้สมัครรับเลือกตั ง ซึ่งกิจกรรม ทั งหลายของพรรคการเมืองต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้โดยมีข้อสังเกตเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั ง ของพรรคการเมือง คือ กรณีพรรคการเมืองได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั งในการเลือกตั งทั่วไป แต่ไม่ส่งผู้สมัคร ในการเลือกตั งซ่อม ซึ่งการส่งผู้สมัครในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการฮั วกันทางการเมืองเพราะการเลือกตั งซ่อม จะไม่น าผลคะแนนมารวมเพื่อค านวณหาจ านวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ส าหรับการเลือกตั งระดับประเทศที่ก าลังจะมีขึ นจะเห็นได้ว่า ทิศทางการน าเสนอนโยบาย ของแต่ละพรรคการเมืองจะมีลักษณะเป็นการสานงานเก่าตามนโยบายเดิม หรือการเสนอนโยบายใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงการเสนอนโยบายประชานิยม ซึ่งที่ผ่านมามักจะไม่สามารถด าเนินการได้ ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการน าเสนอนโยบายของพรรคการเมืองที่เป็นเพียงการโฆษณา ชวนเชื่อเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาลงคะแนนให้ตนเฉพาะช่วงที่มีการเลือกตั งแล้วจบไปเท่านั น หรือที่เรียกกันว่า “นโยบายขายฝัน” เนื่องจากยังไม่มีมาตรการลงโทษหรือความรับผิดชอบอย่างใด ๆ ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ นอกจากนี การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ ก าหนดว่า หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ้นจาก การเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองตามมติของพรรคการเมือง ถ้ามิได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่น ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติให้ถือว่าสิ นสุดสมาชิกภาพ ท าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาศัยมาตราดังกล่าวในการย้ายพรรคการเมืองแทนการลาออกจากพรรคการเมืองที่มีผลให้สมาชิกภาพ สิ นสุดลงทันที จนเกิดการย้ายเข้าหรือย้ายออกจากพรรคการเมืองบ่อยครั งซึ่งมีผลต่อระบบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกลไกส าคัญพื นฐานของระบอบประชาธิปไตยเกิดความอ่อนแอและไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็น สถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งในอนาคตได้ ๔.๓.๖ การตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ ได้ก าหนดให้ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าเขตเลือกตั งตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ของผู้สมัครให้ถูกต้องครบถ้วน รวมถึงให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน ๗ วันนับแต่วันปิดรับสมัคร ซึ่งมีระยะเวลาเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๒ คือ ให้ผู้อ านวยการการเลือกตั งประจ าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบความถูกต้อง ของการสมัครและตรวจสอบสิทธิสมัครรับเลือกตั ง รวมถึงให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน ๗ วัน นับแต่ วันปิดรับสมัคร
๔๙ ส าหรับระยะเวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั ง ตามกฎหมายทั ง ๒ ฉบับ ในทางปฏิบัติพบว่า มีปัญหาเกิดขึ นภายหลังการประกาศผลผู้ชนะการเลือกตั ง คือ บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอันเนื่องมาจากกระบวนการตรวจสอบที่ ค่อนข้างจ ากัดเมื่อเทียบกับจ านวนผู้ลงสมัครที่มีจ านวนมาก จึงต้องพิจารณาขยายระยะเวลาในกระบวนการ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์มากกว่านี ทั งนี อาจจัดท าระบบ ฐานข้อมูลผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั งไว้ล่วงหน้า หรือการก าหนดให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั งจะต้องผ่าน การอบรมหลักสูตรเฉพาะของสถาบันการศึกษาทางการเมืองตามร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ.ศ. .... หรือสถาบันอื่น เช่น หลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ๔.๓.๗ ประเด็นอื่น ๆ ๑. เรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดเลือกตั งกรณีสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นลาออก จากต าแหน่งเพื่อลงสมัครรับเลือกตั งเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือก านันซึ่งต้องจัดให้มีการเลือกตั งซ่อม ส่งผลให้รัฐ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการเลือกตั งใหม่โดยไม่จ าเป็น รวมถึงกรณีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลาออก จากต าแหน่งด้วย เนื่องจากปัจจุบันอายุของสภาผู้แทนราษฎรเหลืออยู่ไม่ถึง ๑๘๐ วัน หากต าแหน่งว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญก าหนดว่าไม่ต้องด าเนินการ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั งซ่อม ส่งผลให้ประชาชนเสียประโยชน์ที่ต้องขาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งลาออก ก่อนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั น จะเห็นได้ว่าการลาออกดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ของผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมืองจนส่งผลให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จ าเป็น จึงเห็นควรก าหนดมาตรการ ให้บุคคลที่ลาออกในกรณีดังกล่าวต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส าหรับจัดการเลือกตั งซ่อม ทั งนี อาจก าหนด ระยะเวลาซึ่งบุคคลที่ลาออกนั นจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไว้ด้วยตามความเหมาะสม ๒. เรื่องการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภากรณีที่มีองค์ประชุมไม่ครบหรือที่เรียกว่า “สภาล่ม” นับตั งแต่ปี ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ได้เกิดเหตุการณ์สภาล่มหรือการที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจ านวนสมาชิกทั งหมดจนเป็นเหตุให้ การประชุมสภาต้องสิ นสุดลงอย่างน้อย จ านวน ๒๗ ครั ง ประกอบด้วย ปี ๒๕๖๒ จ านวน ๓ ครั ง ปี ๒๕๖๓ จ านวน ๑ ครั ง ปี ๒๕๖๔ จ านวน ๙ ครั ง และปี ๒๕๖๕ จ านวน ๑๔ ครั ง โดยแบ่งรูปแบบสภาล่มได้๒ รูปแบบ คือ ผลการลงมติแสดงตนของสมาชิกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา ท าการปิดประชุมเพราะเห็นว่าจ านวนสมาชิกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จึงต้องพิจารณาหาแนวทางหรือมาตรการลงโทษ ในกรณีดังกล่าวเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสภาล่มในอนาคต ทั งนี อาจเริ่มต้นจากการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้นักการเมืองทุกระดับได้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติ
๕๐ ๔.๔ ปัญหำเกี่ยวกับกำรซื้อเสียงขำยสิทธิ ข้อมูลจากการส ารวจความคิดเห็นของประชาชนโดยใช้วิธีการตอบแบบสอบถามทั ง ๕ จังหวัด คือ จังหวัดนครปฐม จังหวัดขอนแก่น จังหวัดก าแพงเพชร จังหวัดล าปาง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตลอดจนกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา พบว่ามีปัญหาการซื อเสียงขายสิทธิในพื นที่แต่ประชาชน ไม่ทราบว่าจะไปแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ใด หรือทราบแต่ไม่กล้าที่จะแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระท า ความผิดเลือกตั ง เนื่องจากส่วนหนึ่งขาดความเชื่อมั่นในการรักษาความลับหรือการปกปิดข้อมูลของผู้แจ้ง หรือขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขององค์กรอิสระ และอีกส่วนหนึ่งเกิดความเกรงกลัวว่า นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลจะท าให้ตนหรือครอบครัวได้รับความเดือดร้อนหรือเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ประชาชนในพื นที่จึงเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อการกระท าความผิดดังกล่าว โดยมิได้มองว่า การเมินเฉยของตนนั น ถือได้ว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดการทุจริตการเลือกตั งในประเทศ ประกอบกับ ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยสอบถามประชาชนส่วนใหญ่จะรับรู้กันว่า “ยังมีการซื อเสียงขายสิทธิในพื นที่” แต่เป็นการรับรู้แบบไม่มีพยานหลักฐาน ดังนั น ประชาชนจึงไม่กล้าตอบแบบสอบถาม ไม่กล้ายืนยันว่า ในเขตเลือกตั งของตนมีการซื อเสียงขายสิทธิและไม่ยืนยันว่าไม่มีการซื อเสียงขายสิทธิด้วยเช่นกัน โดยจะเลี่ยงตอบว่า “ไม่ทราบ” ไว้ก่อน จึงมีเหตุผลไม่กี่ประการที่เสมือนเป็นข้ออ้างซึ่งท าให้การซื อเสียง ขายสิทธิยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในชนบท อาทิ เหตุผลด้านความยากจน ด้านเศรษฐกิจ เรื่องความไม่รู้เท่าทัน นักการเมือง รวมถึงเหตุผลด้านการอุปถัมภ์และความช่วยเหลือ จนกลายเป็นที่มาของวาทกรรมว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” ในบรรดาเหตุผลที่ได้ยกตัวอย่างมานี มีสองเหตุผลที่เป็นเหตุผลส าคัญที่สุดที่มีความเชื่อมโยง และสัมพันธ์กันประหนึ่งว่าเป็นเหตุผลเดียวกัน คือ ความยากจนและการอุปถัมภ์ซึ่งสร้างความปลอดภัย และเป็นหลักประกันทางสังคมในสภาวะที่ประชาชนในชนบทต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยงภัยในการด ารงชีวิต แม้ว่าปัจจุบันสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากขึ นตามการเปลี่ยนแปลงของโลกแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ ทัศนคติความคิดที่เชื่อว่า “นักการเมืองเป็นผู้มีอิทธิพลและการตอบแทนบุญคุณ” เพราะนักการเมือง เป็นผู้ที่ท าให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไข แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า หรือที่ปลายเหตุก็ตาม แต่ช่วยให้ประชาชนพอจะมีทางออกและเป็นการรับรองในระดับหนึ่งว่าจะไม่ถูกคุกคาม จนกลายเป็นบุญคุณที่ต้องตอบแทน หากไม่เช่นนั นจะไม่มีความปลอดภัย ดังนั น การตอบแทนบุญคุณและความกลัวจึงเป็นส่วนส าคัญที่ท าให้ปัญหาการซื อเสียงขายสิทธิยังมีอยู่ หากแต่รูปแบบการซื อเสียงขายสิทธิอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงได้มี ข้อเสนอให้ภาครัฐก าหนดค่าพาหนะส าหรับให้ประชาชนเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั ง โดยในเบื องต้นก าหนดไว้ คนละ ๕๐๐ บาท ซึ่งจะใช้งบประมาณสองหมื่นล้านบาท ส าหรับจ านวนผู้มีสิทธิเลือกตั งประมาณสี่สิบล้านคน โดยช่วงแรกยังมีความจ าเป็นต้องใช้เงินจากรัฐบาลและค่อยพัฒนาไปสู่การจัดตั งกองทุน เช่น กองทุน เพื่อการพัฒนาการเลือกตั งซึ่งมีรายได้จากการกระท าผิดกฎหมายเลือกตั งของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เป็นต้น
๕๑ ทั งนี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและจูงใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั ง ทั งยังสอดคล้องกับหลักความกตัญญู รู้คุณ รู้จักตอบแทนบุญคุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมของคนดี กล่าวคือ เมื่อประชาชนได้รับเงินหลวงหรือเงินจาก ภาครัฐในการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั งแล้ว จะต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินแทนที่จะตอบแทนบุญคุณ นักการเมืองที่จ่ายเงินซื อเสียงเหมือนที่ผ่านมาและแม้ว่าจะมีผู้สมัครรายใดจ่ายเงินซื อเสียงเพิ่มเติมในจ านวน ที่มากกว่าภาครัฐ เช่น ๑,๐๐๐ บาท หรือมากกว่านั น ประชาชนก็ยังต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยการ ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนประชาชนในการ บริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป นอกจากนี สาเหตุของปัญหาเกี่ยวกับการซื อเสียงขายสิทธิอีกประการหนึ่งคือ กฎหมายเกี่ยวกับ การเลือกตั งที่ก าหนดว่าหากมีกรณีซื อเสียงขายสิทธิเกิดขึ นไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั ง๑๗ หรือผู้มีสิทธิ ลงคะแนนเลือกตั ง๑๘ ต่างก็มีความผิดกฎหมายด้วยกันทั งคู่ (แม้ว่าจะมีกฎหมาย๑๙ ที่ก าหนดให้สามารถ กันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระท าความผิดรายใดไว้เป็นพยานก็ตาม) จึงส่งผลให้ ประชาชนเกิดความเชื่อที่ว่าตนเป็นผู้กระท าความผิด ไม่กล้าไปให้ข้อมูลหรือชี เบาะแสการกระท าความผิด และทั งสองฝ่ายจึงเกิดการสมยอมกันและช่วยกันปกปิดการกระท าความผิด ท าให้ไม่สามารถหาบุคคล หรือพยานหลักฐานมายืนยันผู้กระท าความผิดได้ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงในการสอบถามประชาชนในเขตพื นที่ เลือกตั งว่า “มีการซื อเสียงขายสิทธิกันแน่นอนแต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดรับเงิน” อาจเป็นเพราะผู้ใดที่รับเงิน กฎหมายก าหนดให้ผู้นั นเป็นผู้กระท าความผิด และหากมีผู้ใดออกมายืนยันหรือชี ตัวผู้กระท าความผิด ก็เกรงกลัวว่าตนหรือครอบครัวอาจถูกท าร้ายหรือท าอันตรายได้ ด้วยเหตุนี ในการเลือกตั งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งคณะกรรมการ การเลือกตั งต้องด าเนินการจัดให้มีการเลือกตั งใหม่ โดยไม่สามารถน าตัวผู้กระท าผิดกฎหมายมาลงโทษ และไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั งครั งที่มีการกระท าความผิด ดังนั น ปัญหาดังกล่าวนี ท าให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลส าหรับจัดการเลือกตั งซ่อมโดยสูญเปล่า ตลอดทั งประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั งจะต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อมาลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน จนก่อให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายและเสื่อมศรัทธาต่อระบบการ เลือกตั งในระยะยาวตลอดจนส่งผลให้มาตรการทางกฎหมายว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองพยานและการให้รางวัล แก่ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ชี เบาะแสการกระท าทุจริตหรือผิดกฎหมายเลือกตั ง ยังไม่สามารถน าไปสู่การปฏิบัติ อย่างมีประสิทธิภาพได้ ๑๗ มาตรา ๗๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๘ มาตรา ๑๐๑ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๙ มาตรา ๑๖๗ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑
๕๒ อย่างไรก็ตาม บริบททางสังคมของประชาชนในประเทศไทยยังยึดติดกับระบบอุปถัมภ์ซึ่งถือเป็น รากเหง้าของสังคมไทยที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมและประเพณีแบบท้องถิ่นนิยม โดยการช่วยเหลือสนับสนุน การเลือกตั งระดับท้องถิ่น การเลือกตั งของก านัน ผู้ใหญ่บ้าน และการเมืองระดับชาติผ่านระบบหัวคะแนน หรือปัญหาการวางตัวเป็นกลางของผู้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั ง ปัญหาความยากจน ปัญหาเรื่องการศึกษา จิตส านึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมหรือการต่อต้านการทุจริต รวมถึงการเล่นพรรคเล่น พวก เหตุทั งหลายนี ล้วนแต่เป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้ปัญหาการซื อเสียงขายสิทธิยังคงอยู่ในสังคมตลอดมา ดังนั น จึงเกิดกรณีที่เป็นปัญหาและพบได้บ่อยครั ง คือ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั งกระท าการ สอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ผลปรากฏว่าไม่พบตัวผู้กระท าการซื อสิทธิขายเสียงและไม่อาจ ด าเนินการทางกฎหมายกับผู้กระท าความผิดกฎหมายเลือกตั งได้ซึ่งตรงข้ามกับข้อเท็จจริงที่ได้รับข้อมูล จากการสอบถามประชาชนโดยทั่วไปในพื นที่ที่ทราบกันดีว่ายังมีการซื อเสียงขายสิทธิเพียงแต่ไม่มีบุคคลใด กล้าแสดงตนกับเจ้าหน้าที่อีกทั งยังมีกรณีที่ได้ยื่นค าร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแต่ประชาชน ผู้เป็นพยานไม่ยอมให้ความร่วมมือไปให้การในคดีเลือกตั ง อาจเพราะพยานถูกข่มขู่ว่าตนหรือครอบครัว จะได้รับอันตรายโดยผู้มีอิทธิพลจนพยานเกิดความเกรงกลัว หรือการเสนอให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่น แก่พยานท าให้มีผลต่อกระบวนการด าเนินคดีเพื่อเอาผู้กระท าความผิดมาลงโทษ จึงต้องพิจารณาหาแนวทาง ส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรมต่อไป
๕๓ บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ การเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ถือเป็นสิ่งส าคัญและจ าเป็นเสมือนหนึ่งตะแกรงที่ร่อนเอา เฉพาะผู้แทนที่ดี มีคุณภาพและคุณธรรม เข้ามาบริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในชาติ หากตะแกรงร่อนนี ยังมีรอยขาดที่ใดที่หนึ่ง การเลือกตั งย่อมได้แต่ผู้แทนที่แสวงหาอ านาจและผลประโยชน์ ส่วนตนหรือพวกพ้อง และปล่อยให้คนส่วนใหญ่ในประเทศต้องทนอยู่กับความทุกข์ยากอย่างไม่มีที่สิ นสุด ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีความตอนหนึ่งว่า “...การท าให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย...อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง...” ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผู้มีอ านาจปกครองบ้านเมืองคือ “นักการเมือง” ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน โดยนักการเมืองระดับชาติ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และนักการเมืองระดับท้องถิ่น ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ดังนั น หากปวงชนชาวไทย ได้น้อมน าพระบรมราโชวาทดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ประชาชนทุกคนจะต้องร่วมกันส่งเสริมให้นักการเมืองที่เป็นคนดีเข้ามาปกครองบ้านเมืองและควบคุม สกัดกั น นักการเมืองที่ไม่ดีไม่ให้มีอ านาจ บ้านเมืองจึงจะเป็นปกติสุขเรียบร้อยได้ ๕.๑ บทสรุปและข้อเสนอแนะ จากการพิจารณาศึกษาข้อมูลได้สรุปประเด็นปัญหาและเสนอแนวทางหรือนโยบาย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ให้คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั ง ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั ง และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยแยกพิจารณาเป็นประเด็นปัญหาต่าง ๆ รวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาและด าเนินการ ให้มีการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ดังต่อไปนี ๑. ปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจทางการเมืองและการเลือกตั งของประชาชน เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อถือและศรัทธาต่อผู้น าชุมชน ยึดติดกับระบบอุปถัมภ์ภายในท้องถิ่น ต้องการช่วยเหลือพวกพ้องหรือเอื อประโยชน์ให้แก่ตนเอง มีการช่วยเหลือและตอบแทนบุญคุณกับผู้มีอิทธิพล ตลอดจนกระแสสังคมได้ชี น าไปในทางที่เอื อต่อการกระท าที่ส่งผลให้เกิดการเลือกตั งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มากขึ น รวมถึงประชาชนบางกลุ่มได้รับการศึกษาน้อย ขาดโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงขาดจิตส านึก รับผิดชอบต่อบ้านเมืองหรือการต่อต้านการทุจริต จนไม่ได้ค านึงถึงผลเสียหรือผลกระทบที่อาจเกิดจาก การซื อเสียงขายสิทธิและยอมรับเงินหรือประโยชน์จากนักการเมือง พร้อมกับตอบแทนบุณคุณด้วยการเลือก ผู้สมัครที่ทุจริตเข้ามาเป็นผู้แทนของตนในที่สุด ดังนั น การตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั งของประชาชน จึงขาดความเป็นอิสระและถูกชี น าได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาการใช้เงินซื อเสียงกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั ง จนกลายเป็นวาทกรรมที่พูดกันทั่วไปว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” ตั งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
๕๔ ข้อเสนอแนะ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนในการร่วมสร้างความรู้สร้างวินัย ให้ประชาชนเป็น “พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย” โดยตระหนักถึงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ ของพลเมือง มีจิตส านึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม ร่วมต่อต้านการทุจริตอันประกอบไปด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะต้องเร่งปลูกฝังและสร้างอุดมการณ์ ตั งแต่ยังเป็นเด็กและเยาวชนผ่านสถาบันครอบครัว หรือนักเรียนและนักศึกษาผ่านสถาบันการศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปในสังคมและประเทศชาติ ๒. ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั ง เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการควบคุม การเลือกตั งยังมีความไม่เป็นกลาง การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เคร่งครัดและเป็นธรรม เช่น การใช้ระบบ หัวคะแนน ได้แก่ ผู้น าชุมชน ซึ่งอาจรวมถึงก านัน ผู้ใหญ่บ้าน ด าเนินการเพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั ง หรืออาจช่วยเหลือในการจ่ายเงินซื อเสียงให้กับประชาชนในพื นที่ อีกทั งการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ เกี่ยวกับการเลือกตั งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีประสิทธิภาพ ท าให้ประชาชนยังไม่ทราบว่าตนจะไป แจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกตั งได้ ณ ที่ใด หรืออาจทราบแล้วแต่ยังขาดความเชื่อมั่นในการรักษาความลับ หรือการปกปิดข้อมูลของตน รวมถึงขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขององค์กรอิสระ และไม่ทราบว่า มีการให้รางวัลน าจับแก่ผู้แจ้งเบาะแส รวมถึงการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั งหรือบทลงโทษและผลกระทบจากการซื อเสียงขายสิทธิ ซึ่งเรื่องนี ไม่ควรมองว่าเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั งหรือส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งเพียงหน่วยงานเดียว แต่ควรให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วมประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้มีการไปใช้สิทธิเลือกตั ง โดยเฉพาะในการเลือกตั งระดับชาติหรือการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะก าลังจะมีขึ นในปี ๒๕๖๖ ข้อเสนอแนะ คณะกรรมการการเลือกตั งและส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งต้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างเข้มงวดและปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในระดับพื นที่ พร้อมกับเร่งให้ความรู้เรื่องการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรมแก่ประชาชน ให้ถึงระดับรากหญ้าอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการและภาคประชาชน ผ่านโครงการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) และหมู่บ้านไม่ขายเสียง เพื่อให้ มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยจัดให้มีค าขวัญเกี่ยวกับการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั งการติดตั ง ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามหมู่บ้านโดยมีเนื อหาเกี่ยวกับเรื่องบทลงโทษและความเสียหายจากการซื อเสียง ขายสิทธิตลอดจนช่องทางในการแจ้งเบาะแสหรือการให้รางวัลน าจับแก่ผู้แจ้งเบาะแสหรือผู้ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการทุจริตหรือการซื อเสียงขายสิทธิภายในพื นที่ของทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
๕๕ ๓. ปัญหาเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาในการจัดการเลือกตั ง ตามรัฐธรรมนูญก าหนดให้จัดการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีแทนต าแหน่งที่ว่าง ภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ นอายุซึ่งถือว่าเป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอ แก่การจัดการเลือกตั ง เพราะรู้ก าหนดวันสิ นอายุของสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้า คือ สภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันจะครบวาระ ๔ ปี ในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ ฉะนั น การจัดการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั งถัดไป จึงคาดหมายได้ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั งในวันอาทิตย์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เป็นต้น แต่เมื่อน ามาใช้ บังคับโดยอนุโลมกับกรณีต าแหน่งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร อาจมีระยะเวลาไม่เพียงพอแก่การจัดการเลือกตั ง เนื่องจากไม่สามารถทราบล่วงหน้าหรือคาดหมายได้ว่า จะเกิด “เหตุอื่นใด” เช่นว่านั น ขึ นเมื่อใด และที่ผ่านพบว่า เหลือระยะเวลาจัดการเลือกตั งตามกฎหมายจริง เพียง ๒๖ - ๓๘ วัน เท่านั น ส่งผลให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติดังเช่นกรณีการเลือกตั งซ่อมของจังหวัดนครปฐม ที่มีความจ าเป็นต้องก าหนดวันเลือกตั งไม่ตรงกับวันเสาร์หรือวันอาทิตย์รวมถึงเรื่องระยะเวลาตรวจสอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั งที่พบว่า มีกรณีที่ประกาศผลผู้ชนะเลือกตั งแล้ว ปรากฏว่าผู้ที่ชนะเลือกตั งดังกล่าวขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในภายหลัง เนื่องจากกฎหมาย ก าหนดให้ประกาศรายชื่อผู้สมัครภายใน ๗ วัน นับแต่วันปิดรับสมัคร ท าให้กระบวนการตรวจสอบดังกล่าว มีระยะเวลาค่อนข้างจ ากัด เมื่อเทียบกับจ านวนผู้ลงสมัครที่มีจ านวนมาก ข้อเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาจัดการเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีแทนต าแหน่งที่ว่าง ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีระยะเวลา ด าเนินการจัดการเลือกตั งซ่อม เช่น การขยายระยะเวลาเป็น “ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่พ้นจากต าแหน่ง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ”ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ ตลอดจนแก้ไขระยะเวลาส าหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ทั งนี อาจจัดท าฐานข้อมูลการเลือกตั งขนาดใหญ่ (Big Data) หรือการน าระบบ Application Program Interface (API) มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือส าหรับตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร รับเลือกตั งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ น ๔. ปัญหาเกี่ยวกับผู้ตรวจการเลือกตั ง เนื่องจากกฎหมายก าหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั ง จ านวน ๕ - ๘ คน โดยแต่งตั งจากบุคคล ที่มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดจ านวน ๒ คน และบุคคลที่มิได้มีภูมิล าเนาในจังหวัดที่จะปฏิบัติหน้าที่ในจ านวน ที่มากกว่า จนก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติคือไม่ทราบข้อมูลหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับพื นที่ที่ตนปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ได้รับความร่วมมือในด้านการข่าวและท าหน้าที่ช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการการเลือกตั งได้น้อย ส่งผลให้ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ตรวจการเลือกตั งไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามวัตถุประสงค์หรือขาดผลสัมฤทธิ์ อันเป็นการสิ นเปลืองงบประมาณ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้
๕๖ ข้อเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั งผู้ตรวจการเลือกตั ง โดยก าหนดให้ แต่งตั งจากบุคคลที่มีภูมิล าเนาอยู่ในจังหวัดที่จะปฏิบัติหน้าที่ทั งหมด แทนการแต่งตั งบุคคลจากนอกพื นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท างานและท าให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการแจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูล การทุจริตการเลือกตั ง และผู้ตรวจการเลือกตั งต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ก่อนการแต่งตั ง เพื่อให้มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง และประชาชนสามารถร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ตรวจการเลือกตั งได้รวมถึงการก าหนดหน้าที่อื่นในห้วงที่ไม่มีการเลือกตั ง คือ การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือการเลือกตั งที่สุจริต และเที่ยงธรรม โดยร่วมกับศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) หรือหมู่บ้านไม่ขายเสียง ทั งนี อาจเพิ่มจ านวนเจ้าหน้าที่ต ารวจชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั ง ๕. ปัญหาเกี่ยวกับการก าหนดให้ผู้ขายสิทธิเป็นผู้กระท าความผิดกฎหมายเลือกตั ง เนื่องจากกฎหมายก าหนดว่าหากมีกรณีซื อเสียงขายสิทธิเกิดขึ น ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั ง หรือผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั งต่างก็มีความผิดกฎหมายด้วยกันทั งคู่ ท าให้ต่างฝ่ายต่างสมยอมและช่วยกัน ปกปิดการกระท าความผิด ท าให้ไม่สามารถหาบุคคลหรือพยานหลักฐานมายืนยันผู้กระท าความผิดได้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้สอบถามประชาชนในเขตพื นที่เลือกตั งว่ามีการซื อเสียงขายสิทธิกันแน่นอน แต่ไม่มีผู้ใดรับเงิน เพราะผู้รับเงินจะกลายเป็นผู้กระท าความผิดไปด้วย และหากใครออกมายืนยันหรือชี ตัว ผู้กระท าความผิดก็เกรงกลัวว่าตนหรือครอบครัวอาจเกิดอันตรายได้การเลือกตั งที่ผ่านมาจึงมักเกิดกรณี ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการเลือกตั งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั ง ต้องด าเนินการจัดให้มีการเลือกตั งใหม่ โดยไม่พบผู้กระท าผิดกฎหมายเลือกตั ง ท าให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณ มหาศาลส าหรับจัดการเลือกตั งซ่อมโดยสูญเปล่า ทั งยังท าให้ประชาชนต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย เพื่อเดินทางมาลงคะแนนเลือกตั ง จนประชาชนอาจเกิดความเบื่อหน่ายและเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการ เลือกตั งในระยะยาว นอกจากนี ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองพยานและมาตรการ ให้รางวัลแก่ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ชี เบาะแส เนื่องจากประชาชนมีความเข้าใจและมีแนวคิดว่า “ทั งผู้ให้และผู้รับ” ล้วนเป็นผู้กระท าความผิดกฎหมายเลือกตั งด้วยกันทั งคู่ (แม้ว่าจะมีกฎหมายเรื่องการกันไว้เป็นพยานก็ตาม) ข้อเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายให้ผู้ขายสิทธิ (ผู้มีสิทธิเลือกตั งที่รับเงินซื อเสียง) ไม่ถือว่าเป็นผู้กระท า ความผิดกฎหมายเลือกตั ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้สมัครเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าซื อเสียงเหมือนที่ผ่านมาและท าให้ ประชาชนที่จ าเป็นต้องรับเงินซื อเสียงกล้าออกมาให้ข้อมูลหรือเป็นพยานชี ตัวผู้กระท าความผิดอันจะช่วยให้ สามารถน าตัวผู้กระท าความผิดมาลงโทษได้ อีกทั งยังช่วยให้มาตรการคุ้มครองพยาน และมาตรการ ให้รางวัลน าจับแก่ผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ชี เบาะแสการกระท าผิดกฎหมายเลือกตั งสามารถน ามาใช้ในทางปฏิบัติได้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ นในพื นที่ อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคประชาสังคม เพื่อป้องกันการซื อเสียงขายสิทธิได้ในระยะยาวและยังท าให้เกิดการประหยัดงบประมาณได้อีกทางหนึ่งด้วย
๕๗ ๖. ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจหรือปากท้องของประชาชน เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคติดเชื อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID -19) ท าให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยหรือไม่เพียงพอต่อการด ารงชีวิต จ าเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายและสละเวลาท ามาหากินเพื่อเดินทางไปลงคะแนนเลือกตั ง จึงจ าเป็นต้องรับเงิน ซื อเสียงจากนักการเมือง จึงเป็นส่วนส าคัญที่ท าให้เกิดการขายสิทธิเลือกตั งได้ง่ายกว่าประชาชนที่มีฐานะ ทางการเงินที่ดีในขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งไม่ได้ให้ความส าคัญและไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั ง ข้อเสนอแนะ ให้ภาครัฐก าหนดให้มีค่าพาหนะส าหรับประชาชนผู้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั ง โดยในเบื องต้นก าหนดให้คนละ ๕๐๐ บาท จะใช้งบประมาณทั งสิ นประมาณสองหมื่นล้านบาท ส าหรับจ านวน ผู้มีสิทธิเลือกตั งประมาณสี่สิบล้านคน เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั ง และยังช่วยให้ประชาชนเกิดแนวคิดที่จะตอบแทนบุญคุณของแผ่นดิน คือ เมื่อประชาชนได้รับเงินหลวง หรือเงินจากภาครัฐเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั งแล้วต้องตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินแทนการตอบแทนนักการเมือง แบบที่ผ่านมา โดยการใช้สิทธิเลือกผู้สมัครที่เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นตัวแทนของตน ๗. ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั งใหม่หรือการเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่าง เนื่องจากมีกรณีที่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากต าแหน่งเพราะลาออก จากต าแหน่งเพื่อลงสมัครรับเลือกตั งเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือก านัน ท าให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการเลือกตั งใหม่ โดยไม่จ าเป็น รวมถึงกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลาออกจากต าแหน่งซึ่งปัจจุบันอายุของสภาผู้แทนราษฎร เหลืออยู่ไม่ถึง ๑๘๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญก าหนดว่าไม่ต้องด าเนินการจัดให้มีการเลือกตั งซ่อม ประชาชน จึงต้องเสียประโยชน์จากการขาดผู้แทนราษฎรซึ่งได้ลาออกก่อนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร ข้อเสนอแนะ การแก้ไขกฎหมายหรือก าหนดมาตรการส าหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ลาออกเพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั งเป็นก านันหรือผู้ใหญ่บ้านจะต้อง รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส าหรับจัดการเลือกตั งแทนต าแหน่งที่ว่างซึ่งตนลาออก ทั งนี อาจก าหนดระยะเวลา ซึ่งผู้นั นจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกรณีดังกล่าวไว้ด้วยตามความเหมาะสม ๘. ปัญหาเกี่ยวกับช่วงเวลาในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั ง เนื่องจากกฎหมายเปิดให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั งได้ตั งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ นาฬิกา ส าหรับ ประชาชนไม่ถือว่าเป็นปัญหาอุปสรรคแต่ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั งนับเป็น อุปสรรคส าคัญ เช่น การนับคะแนน การเคลื่อนย้ายหีบบัตร และการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื นที่ที่มีการสัญจรล าบาก เช่น พื นที่ทุรกันดาร พื นที่ห่างไกลที่มีภูมิประเทศ เป็นภูเขา เป็นต้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเลือกตั ง หากจะต้องขยายออกไป อาจมีความเสี่ยงต่อการท าให้การเลือกตั งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หรือกระทบ ต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย
๕๘ ข้อเสนอแนะ แก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงลงคะแนนได้ตั งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้มีระยะเวลาที่เหมาะสมส าหรับให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั งและให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ประจ าหน่วยเลือกตั งมีประสิทธิภาพมากขึ น นอกจากนี อาจพัฒนาเครื่องช่วยลงคะแนนมาใช้ในหน่วยเลือกตั ง ซึ่งกฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถกระท าได้เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเวลาส าหรับการนับ คะแนนเสียงเลือกตั งโดยใช้เจ้าหน้าที่เหมือนที่ผ่านมา ๙. ปัญหาเกี่ยวกับพรรคการเมือง เนื่องจากปัจจุบันไม่มีกลไกทางกฎหมายที่ก าหนดความรับผิดชอบในการประกาศนโยบาย และไม่สามารถปฏิบัติได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ซึ่งเกิดขึ นบ่อยครั งส่งผลให้มีการเสนอนโยบายที่เป็นเพียง การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมาลงคะแนนเสียงให้ตนเฉพาะช่วงที่มีการเลือกตั งเท่านั น หรือที่เรียกว่า “นโยบายขายฝัน” เนื่องจากไม่มีมาตรการลงโทษหรือความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ต้องกลัวว่าตนจะถูกลงโทษหรือต้องรับผิดชอบกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ นอกจากนี ยังมีปัญหาเรื่องการย้ายพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ แทนการลาออกจากพรรคการเมืองที่มีผลให้สมาชิกภาพสิ นสุดลงทันที จนเกิดการย้ายเข้า -ออก จากพรรคบ่อยครั ง ซึ่งมีผลต่อระบบพรรคการเมืองที่เป็นกลไกส าคัญพื นฐานของระบอบประชาธิปไตย เกิดความอ่อนแอและไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งในอนาคตได้ ข้อเสนอแนะ ควรเร่งด าเนินการให้มีการก าหนดมาตรการหรือก าหนดสภาพบังคับ ให้มีบทลงโทษที่มีความชัดเจน กรณีพรรคการเมืองไม่ด าเนินการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ เพื่อให้การเสนอนโยบายมีความรอบคอบและสามารถน าไปด าเนินการเพื่อสร้างป ระโยชน์ ให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างแท้จริง รวมถึงการก าหนดเงื่อนไขในการย้ายพรรคการเมือง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ น ๑๐. ปัญหาในการปฏิบัตหน้าที่เกี่ยวกับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา เนื่องจากการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาตั งแต่ปี ๒๕๖๒ จนถึงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ เหตุการณ์สภาล่มหรือการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ของจ านวนสมาชิกทั งหมดจนเป็นเหตุให้การประชุมสภาต้องสิ นสุดลง ได้เกิดขึ นมาแล้วอย่างน้อย ๒๗ ครั ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี ๒๕๖๕ มีสภาล่มหรือองค์ประชุมไม่ครบมากถึง ๑๔ ครั ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหา ในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา หรือน ากระบวนการท าหน้าที่ในสภา มาใช้ต่อรองในทางการเมืองซึ่งมีหลาย ๆ ครั งที่อยู่ในห้องประชุมแต่ไม่แสดงตนหรือไม่ลงคะแนนท าให้ องค์ประชุมไม่ครบ ที่มีผลกระทบต่อกระบวนการนิติบัญญัติและมีแนวโน้มว่า สภาจะล่มมากขึ น ในปี ๒๕๖๖ ท าให้รัฐไม่อาจตรากฎหมายเพื่ อแก้ปัญห าให้ กับประชาชนหรือประเทศชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกลไกที่ก าหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
๕๙ ข้อเสนอแนะ ควรก าหนดให้มีมาตรการการนับคะแนนผู้อยู่ในห้องประชุมทั งหมดให้รวม เป็นองค์ประชุมด้วย หรือมีมาตรการลงโทษทางวินัย กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา ละเลยต่อหน้าที่ อันมีผลให้ไม่ครบองค์ประชุมดังกล่าว ๕.๒ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่มีความส าคัญ ดังนี ๑. รัฐบาลควรประกาศให้การส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริตและเที่ยงธรรมเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมเชิญชวนให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและคุณธรรมร่วมกับ คณะกรรมการการเลือกตั งหรือส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีวัฒนธรรม ทางการเมืองที่ถูกต้องภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. การสร้างกระบวนการให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เริ่มต้นกับเด็ก เยาวชน และคนรุ่นปัจจุบัน ให้เข้าใจการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการผลักดัน “ร่างพระราชบัญญัติการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ.ศ. ....” ให้มีผลบังคับใช้เพื่อให้มีการจัดตั งสถาบันการศึกษา ทางการเมืองและส่งเสริมความรู้ให้ประชาชนหรือผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง โดยให้มีหลักสูตรการเรียนรู้ ในสถานศึกษา ในโรงเรียนต่าง ๆ และระดับอุดมศึกษา รวมทั ง ก าหนดให้มีหลักสูตรเฉพาะของสถาบัน และน าไปสู่การก าหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมให้ผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั งต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรม หลักสูตรเฉพาะ เช่น หลักสูตรของสถาบันดังกล่าวหรือหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ๓. การแก้ไขระบบการเลือกตั งหรือการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เช่น ให้ผู้สมัคร รับเลือกตั งสม าชิกสภ าผู้แทน ราษฎ รแบบ แบ่งเขตเลือกตั งที่ได้ค ะแนน สูงสุดล าดับที่ ๑ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ชนะการเลือกตั ง) เว้นแต่ในเขตเลือกตั งที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มากกว่า ๑ คน ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดล าดับรองลงไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรียงตามล าดับ คะแนนไปจนกว่าจะครบตามจ านวนที่ก าหนด ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้ผู้สมัคร รับเลือกตั งแบบแบ่งเขตเลือกตั งที่ไม่ได้รับการเลือกตั ง (ผู้แพ้เลือกตั ง) ที่ได้คะแนนสูงสุดในบรรดาผู้สมัคร ที่ไม่ได้รับเลือกตั งได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเรียงตามล าดับไปจนครบ ตามจ านวนที่ก าหนด เพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั งแบบแบ่งเขตเลือกตั งและแบบบัญชีรายชื่อ มาจากผู้สมัครรับเลือกตั งซึ่งได้คะแนนเสียงจากประชาชนสูงสุดเรียงตามล าดับ
๖๐ ในการนี คณะกรรมาธิการได้พิจารณารายงานฉบับนี เรียบร้อยแล้วและหากมีมติเห็นชอบ ขอให้วุฒิสภา ได้โปรดแจ้งรายงานฉบับนี ไปยังคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการการเลือกตั ง ส านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั ง พรรคการเมืองต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันพระปกเกล้า และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณา และด าเนินการตามแต่จะเห็นสมควรต่อไป ทั งนี เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป
๖๑ ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของสมำชิกวุฒิสภำ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ได้เสนอรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ในการประชุมวุฒิสภา ครั งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจ าปีครั งที่สอง) วันจันทร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๖ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั งให้สุจริต และ เที่ยงธรรม โดยคณะกรรมาธิการได้รับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไว้เป็นของคณะกรรมาธิการ โดยมีรายละเอียดดังนี นำยกิตติศักดิ์ รัตนวรำหะ สมำชิกวุฒิสภำ: ประเด็นการท าการเลือกตั งสุจริตและเที่ยงธรรม ต้องแก้ไขที่ตัวบุคคลที่จะมาท าหน้าที่ทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นประเด็นที่นักการเมืองท้องถิ่นได้ฝากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจะมีการแก้ไขในอนาคต ๓ ประเด็น คือ ๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ คือ การแก้ไขประเด็น นายกรัฐมนตรี จะด ารงต าแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ๒. นักการเมืองท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนต าบล ซึ่งมีวาระ การด ารงต าแหน่ง ๔ ปี และสามารถด ารงต าแหน่งติดต่อกันเกิน ๒ วาระไม่ได้ เห็นสมควรแก้ไข โดยไม่มีก ารก าหนด วาระก ารด ารงต าแหน่ง ห ากบุคคลที่ได้ รับ ก ารเลือกตั งนั นเป็นคน ดี และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และเมื่อบุคคลนั นได้ท าหน้าที่ในการพัฒนาท้องถิ่นของตน ๓. กรณีการก าหนดให้ก านัน ผู้ใหญ่บ้าน มีวาระการด ารงต าแหน่ง อายุ ๖๐ ปี หากบุคคลที่ด ารงต าแหน่งดังกล่าว เป็นผู้มีสติปัญญา มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนา หมู่บ้านและสุขภาพแข็งแรง เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ควรที่จะสามารถต่ออายุการด ารงต าแหน่งได้ นำยรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล สมำชิกวุฒิสภำ: การเลือกตั งล่วงหน้า กฎหมายว่าด้วย การเลือกตั งได้ก าหนดว่า ในการเลือกตั งทั่วไป ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ แบ่งได้ ๒ กรณี คือ กรณีที่หนึ่ง การเลือกตั้งในประเทศ กรณีดังกล่าวนี อาจถูกตั งข้อครหาในเรื่อง การเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั ง การจัดส่งบัตรไปยังเขตที่ผู้มีสิทธิเลือกตั งนั นมีสิทธิอยู่ ซึ่งต้องหาวิธีการในการแก้ไขเพื่อรักษาความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือ กรณีที่สอง การเลือกตั งนอกราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ส านักงานคณะกรรมการ การเลือกตั ง ได้ก าหนดเวลาการจัดลงคะแนนเสียงเลือกตั งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ ๔ – ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๒ กระทรวงการต่างประเทศได้สรุปผลการด าเนินการจัดการเลือกตั ง นอกราชอาณาจักร ดังนี
๖๒ ๑. สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่ง จ านวน ๙๔ แห่ง ใน ๖๗ ประเทศ ได้จัดการเลือกตั งนอกราชอาณาจักร โดยมีจ านวนผู้ลงทะเบียนขอให้สิทธิเลือกตั งทั งสิ น ๑๑๙,๒๓๒ ราย และมีจ านวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั ง ๑๐๑,๐๐๓ ราย คิดเป็นร้อยละ ๘๔.๗๑ ๒. สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่มีจ านวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั งสูงที่สุด ๕ ล าดับ ได้แก่ (๑) สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ๑๐,๒๕๖ คน และมีผู้ใช้สิทธิ ๘,๙๑๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๖.๙๒ (๒) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ๗,๙๒๖ คน และมีผู้ใช้สิทธิ ๗,๒๑๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๑ (๓) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ๖,๐๔๘ คน และมีผู้ใช้สิทธิ ๕,๔๕๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๐.๒๖ (๔) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ๕,๙๒๗ คน และมี ผู้ใช้สิทธิ ๕,๐๔๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๕.๐๗ (๕) สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ๕,๖๖๘ คน และมีผู้ใช้สิทธิ ๕,๐๔๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๘.๙๗ จากสถิติดังกล่าวพบว่า ประชาชนผู้อาศัยอยู่นอกราชอาณาจักรมีความตื่นตัวและให้ความสนใจ ต่อการเลือกตั งเป็นอันมาก แต่พบปัญหาความล่าช้าในการส่งหีบคะแนนมายังประเทศไทย จึงควรที่จะต้องให้ความสนใจก าหนดกระบวนการในเรื่องความปลอดภัยต่อกรณีดังกล่าว เพื่อมิให้ คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั งนอกราชอาณาจักรต้องสูญเปล่า และเพื่อให้พรรคการเมืองที่ได้รับ การเลือกตั งได้รับสิทธิประโยชน์ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั ง นำยปำนเทพ กล้ำณรงค์รำญ สมำชิกวุฒิสภำ: คณะกรรมการการเลือกตั งควรมีนโยบาย ด าเนินการให้ชัดเจนใน ๒ ประเด็น คือ ๑. การหาเสียงเลือกตั งโดยใช้นโยบายประชานิยม ใน ปั จ จุบั น พ บ ว่ า พ ร รค ก า รเมื องมี ก า รห าเสี ยงโด ยใช้ น โยบ ายป ร ะ ช านิ ย ม เช่น การเพิ่มค่าแรงจากวันละ ๓๐๐ บาท เป็นวันละ ๖๐๐ บาท หรือเบี ยผู้สูงอายุ จาก ๗๐๐ บาท เป็น ๓,๐๐๐ บาท เป็นต้น ซึ่งการหาเสียงดังกล่าวมิได้มีรายละเอียดหรือวิธีการเพื่อให้การด าเนินการ ดังกล่าวสามารถด าเนินการได้จริง ประกอบกับไม่มีการก าหนดรายละเอียดหรือที่มาของการใช้ งบประมาณแต่อย่างใด กรณีดังกล่าว ส านักงานคณะกรรมการการเลือกตั งมีกฎหมายหรือระเบียบ ก าหนดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่อย่างไร