74 ๓) หน่วยงำนให้ค ำปรึกษำ ติดตำมและประเมินผล รายกลุ่มแปลงใหญ่ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพื่อสมาชิกแปลงใหญ่ได้มีโอกาสในการพัฒนาความสามารถในการ ประกอบการธุรกิจ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ในเชิง พาณิชย์ และเพิ่มพูนความสามารถในด้านการวิเคราะห์ความเหมาะสมของการน าเทคโนโลยีทันสมัยไปใช้ และวิเคราะห์คุ้มค่าในการลงทุน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ค าปรึกษาให้แก่กลุ่มแปลงใหญ่ได้ ๕.๖.๓ ระดับท้องถิ่นและกลุ่มแปลงใหญ่ ๑) องค์กรส่วนท้องถิ่น และชุมชนมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำ หน่วยงานที่ รับผิดชอบควรสร้างและพัฒนากลไกหรือช่องทางให้กลุ่มแปลงใหญ่สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรส่วนท้องถิ่น และชุมชนเพื่อร่วมพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้าง สนับสนุนจิตส านึก การใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความเข้มแข็งของสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ๒) กลุ่มแปลงใหญ่ หน่วยงานที่รับผิดชอบควรสนับสนุนพัฒนากลไก ให้โดยคณะกรรมการแปลงใหญ่ระดับต่าง ๆ และสมาชิกสามารถร่วมในการพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ ของตนเองได้อย่างแท้จริง ทั้งการก าหนดยุทธศาสตร์ การจัดท าแผนแม่บท การให้การสนับสนุน แก่แปลงใหญ่ระดับแปลง รวมทั้งการสร้างและเชื่อมโยงโครงข่ายการท างานของเกษตรกรสู่การเป็น กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรกรรมแปลงใหญ่ที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างส านึกแห่งการเป็นเจ้าของ (Sense of Belonging) และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานชองการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร บทสรุป การขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ให้บรรลุถึงเจตนารมณ์ เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรจากเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งมีพลังสู่การสร้างความสามารถใน การแข่งขัน นั้น การขับเคลื่อนต้องด าเนินในทุกมิติพร้อม ๆ กัน ทั้งเกษตรกรสมำชิกแปลงใหญ่ต้องมี ความเข้าใจหลักการและกระบวนการพัฒนาแปลงใหญ่อย่างแท้จริง ต้องพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้โดยไม่รอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ หน่วยงำน องค์กรที่ เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องในการติดต่อประสานงานและบูรณาการการท างาน ให้เป็นเอกภาพระดับรัฐบำลจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ให้เป็น นโยบายหลักที่ต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องระยะยาวถึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์ในทาง ปฏิบัติและประเมินความส าเร็จได้
บทพิเศษ กรณีศึกษำโครงกำรยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลำด ในด้ำนควำมเหมำะสม และควำมคุ้มค่ำทำงเศรษฐกิจของเทคโนโลยี การจัดท ารายงานฉบับนี้ อยู่ในช่วงการด าเนินโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตร สมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ภายใต้แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ตามบัญชีท้ายพระราชก าหนดให้อ านาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ ดังนั้น คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา จึงได้จัดท ากรณีศึกษาพิเศษ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ในด้านความเหมาะสม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยี ด้วยการรวบรวมข้อมูลทั้งจากเอกสารรายงาน และการลงพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ตัวอย่าง จ านวน ๔ จุด ที่มีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่แตกต่างกัน เนื้อหาประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยี(เครื่องจักร และอุปกรณ์) ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ๑. ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ๑.๑ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโครงกำรส่งเสริมกำรเกษตรแบบแปลงใหญ่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ก าหนดนโยบายส าคัญในการพัฒนาภาคเกษตร คือ รักษาเสถียรภาพ ราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ดูแลเกษตรกรที่มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ที่ดิน แหล่งเงินทุน โดยจัดท าโครงการส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่ ซึ่งเน้นการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาด น าการผลิต โดยเป็นการบริหารจัดการร่วมกันให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการด าเนินงานผลักดันให้ เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิตเพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และการใช้ เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร (Motor Pool) เพื่อลดต้นทุนเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนการจัดการด้านการตลาด ช่วยพัฒนาเกษตรกรให้มี คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามศักยภาพสู่การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรตามความต้องการ ตลาดด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนและอ านวยความสะดวก
76 อีกทั้งเป็นการเพิ่มอ านาจการต่อรองของเกษตรกรตลอดกระบวนการผลิต ตลอดโซ่อุปทาน (กรมส่งเสริมการเกษตร, ๒๕๖๔) โครงการส าคัญโครงการหนึ่ง คือ โครงการส่งเสริมการเกษตร แบบแปลงใหญ่ โดยตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2565 มีพื้นที่แปลงใหญ่รวม 6,791,317.27 ไร่ มีจ านวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 8,918 แปลง และเกษตรกรแปลงใหญ่ 525,159 ราย (ภาพที่ 5) สร้างมูลค่าเพิ่มจากการลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มผลผลิต รวม 36,108.25 ล้านบาท ในจ านวนแปลงใหญ่ทั้งหมดนี้เป็นแปลงใหญ่ข้าวสูงสุด 3,763 แปลง รองลงมาคือ แปลงใหญ่พืชไร่ จ านวน 1,288 แปลง แปลงใหญ่ไม้ยืนต้นจ านวน 1,258 แปลง แปลงใหญ่ไม้ผลจ านวน 1,038 แปลง แปลงใหญ่พืชผัก สมุนไพรจ านวน 708 แปลง แปลงใหญ่ปศุสัตว์ 455 แปลง แปลงใหญ่ประมง 182 แปลง แปลงใหญ่แมลงเศรษฐกิจจ านวน 115 แปลง แปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับจ านวน 61 แปลง แปลงใหญ่หม่อนไหมจ านวน 44 แปลง และแปลงใหญ่นาเกลือ ๖ แปลง (ตารางที่ 9) ภาพที่ 5 จ านวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 8,918 แปลง และเกษตรกรแปลงใหญ่ 525,159 ราย ที่มา: ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร - 20,000 40,000 60,000 80,000 100,000 120,000 140,000 - 500 1,000 1,500 2,000 2559 2560 2561 2562 2563 2564 2565 แปลงใหญ่ เกษตรกร (ราย)
77 ตารางที่ 9 จ านวนแปลงใหญ่ จ านวนเกษตรกร และจ านวนพื้นที่ แยกตามกลุ่มสินค้า ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2565 ที่มา: ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร กลุ่มสินค้ำ จ ำนวน แปลงใหญ่ จ ำนวนเกษตรกร (รำย) จ ำนวนพื้นที่ (ไร่) ไม้ยืนต้น 1,258 62,046 861,739.57 ไม้ผล 1,038 50,086 449,724.19 ไม้ดอกไม้ประดับ 61 2,074 12,034.70 แมลงเศรษฐกิจ 115 4,540 63,023.51 หม่อนไหม 44 3,250 11,570.96 พืชไร่ 1,288 67,541 1,127,517.49 พืชผัก สมุนไพร 708 31,511 137,855.62 ปศุสัตว์ 455 25,982 326,071.00 ประมง 182 8,224 66,477.77 นาเกลือ 6 220 7,297.25 ข้าว 3,763 269,685 3,728,005.21 รวม 8,918 525,159 6,791,317.27
78 ๑.๒ ข้อมูลทั่วไปโครงกำรยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลำด มีเป้าหมายการด าเนินงานในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ดังกล่าว และมีวัตถุประสงค์ในการด าเนินงาน 2 ประการคือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน การผลิตให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม รวมทั้งเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการร่วมกันบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ และเพื่อยกระดับการผลิตไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์และยา ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดระบุให้กลุ่ม แปลงใหญ่เสนอขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยผ่านขั้นตอนให้กลุ่มแปลงใหญ่เสนอ โครงการฯที่ปรับปรุงแล้ว ต่อคณะกรรมการบริหารโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาดระดับอ าเภอ พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเสนอคณะกรรมการบริหารโครงการ ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดระดับจังหวัด เพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยก าหนดเงื่อนไขให้ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อการรับมอบทรัพย์สินมูลค่าสูง ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์การเกษตรและปัจจัยการผลิต และบริหารจัดการทรัพย์สินในลักษณะธุรกิจ โดยที่โครงการไม่มีเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องรับผิดชอบการคืนเงิน คือเป็นโครงการอุดหนุนให้เปล่า เกษตรกรจึงไม่จ าเป็นต้องพิจารณาประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุน อัตราการให้บริการ และระยะเวลาคืนทุน ซึ่งถือว่าเป็นการให้โอกาสในการท าธุรกิจของกลุ่มแปลงใหญ่จากการลงทุน ของภาครัฐ นับว่ารัฐได้สนับสนุนต้นทุนค่าเครื่องจักรอุปกรณ์ให้กลุ่มแปลงใหญ่ไปท าธุรกิจ เพื่อหารายได้ ผลผลิตของโครงการฯ ที่ก าหนดไว้ คือ แปลงใหญ่ จ านวน 5,250 แปลง เกษตรกร 262,500 ราย พื้นที่ 5,003,250 ไร่ มีการน าเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ไปใช้ในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่องวงเงินงบประมาณ 13,904,500,000 บาท ประกอบด้วยเงิน อุดหนุน 13,878,120,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการด าเนินงานของโครงการ 26,380,000 บาท จากรายงานการประเมินผลโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาดของศูนย์ประเมินผล (ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2565) พบว่า มีโครงการ ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัด 3,379 แปลง มีกลุ่มแปลงใหญ่ ที่จัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร เครื่องจักรและอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ 3,377 แปลง ๑.๒.๑ จ ำนวนแปลงที่ได้รับอนุมัติจ าแนกเป็น ๓ แบบ คือ ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตามจังหวัด และตามรายสินค้า ได้ดังนี้ ๑) ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ พบว่า เป็นแปลงใหญ่ภายใต้ความรับผิดชอบ ของกรมส่งเสริมการเกษตร 1,065 แปลง กรมการข้าว 2,025 แปลง กรมปศุสัตว์109 แปลง กรมประมง 29 แปลงกรมหม่อนไหม 15 แปลง และการยางแห่งประเทศไทย 134 แปลง (ภาพที่ 6)
79 ๒) จ าแนกตามจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรด้านเทคโนโลยีพบว่าจังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการจัดสรรมากที่สุดถึง ๒,๑๑๑ แปลง รองลงมา คือ จังห วัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้จ านวน ๖๑๗, ๓๗๗ และ ๑๙๓ ตามล าดับ โดยจังหวัดนครราชสีมาที่ได้รับการจัดสรรสูงสุด ๓๔๓ แปลง (ภาพที่ 7 ) ๓) จ าแนกต าม ร ายสินค้ าที่ได้ รับก า ร จัดส ร รด้ านเทคโนโลยีพบ ว่ า แปลงใหญ่ด้านพืชได้รับการจัดสรรมากที่สุดถึง ๓,๑๖๔ แปลง รองลงมาคือปศุสัตว์ ประมง และหม่อนไหมจ านวน ๙๙, ๒๒ และ ๑๑ ตามล าดับ (ภาพที่ 8) ภาพที่ 6 จ านวนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดที่ได้รับ การอนุมัติ แยกตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ 0 กรมส่งเสริม กำรเกษตร 1,065 แปลง กรมกำรข้ำว 2,025 แปลง กรมปศุสัตว์ 109 แปลง กรมประมง 29 แปลง กรมหม่อนไหม 15 แปลง กำรยำงฯ 134 แปลง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมประมง
80 ภาพที่ 7 จ านวนกลุ่มแปลงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรด้านเทคโนโลยีฯ แบ่งตามจังหวัด ที่มา: วิเคราะห์จากการข้อมูลการสนับสนุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีฯ ภายใต้โครงการยกระดับ แปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ภาพที่ 8 จ านวนกลุ่มแปลงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรด้านเทคโนโลยีฯ แบ่งตามกลุ่มสินค้า ที่มา: วิเคราะห์จากข้อมูลการสนับสนุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีฯ ภายใต้โครงการยกระดับแปลง ใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด
81 ๑.๒.๒ มูลค่ำของเครื่องจักรที่ได้รับกำรอนุมัติจัดสรร งบประมาณรวม ๗.๖๗๘ ล้านบาท จ าแนกมูลค่าของเครื่องจักรเป็น ๓ แบบ คือ ตามจังหวัด ตามกลุ่มเครื่องจักรและตามชนิดเครื่องจักรหลัก ได้แก่ รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์รถเกี่ยวนวดข้าว และโดรนเกษตร ดังนี้ ๑) จ าแนกตามจังหวัด พบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมูลค่า เครื่องจักรและอุปกรณ์ สูงที่สุดถึง ๕,๑๐๑ ล้านบาท รองลงมาคือจังหวัดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มูลค่า ๑,๓๔๕ ล้านบาท, ๘๗๙ ล้านบาท และ ๓๕๓ ล้านบาท ตามล าดับ โดยจังหวัดนครราชสีมา ได้รับการจัดสรรสูงสุด ๘๓๒ ล้านบาท (ภาพที่ 9) ๒) จ าแนกตามกลุ่มเครื่องจักร พบว่า มูลค่ากลุ่มเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต สินค้าพืช มีมูลค่าสูงสุดถึง ๓,๙๐๙ ล้านบาท รองลงมาคือ เป็นปศุสัตว์ และประมง มูลค่า ๔๕ ล้านบาท และ ๕ ล้านบาท ตามล าดับ (ภาพที่ 10ก) ส่วนมูลค่ากลุ่มเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไปมีมูลค่า ๑๔๓ ล้านบาท ยานพาหนะ ๒,๙๙๔ ล้านบาท และมูลค่าเครื่องจักรหลังการเก็บเกี่ยว ๕๘๒ ล้านบาท (ภาพที่ 10ข) ๓) จ าแนกตามชนิดเครื่องจักร ๓ ชนิดหลัก ได้แก่ แทรกเตอร์โดรนเกษตร และรถเกี่ยวนวดข้าว พบว่า มูลค่าแทรกเตอร์สูงสุดถึง ๒,๓๙๑ ล้านบาท รองลงมา คือ มูลค่ารถเกี่ยวนวดข้าว ๑,๙๙๘ ล้านบาท และ มูลค่าโดรนเกษตร ๒๓๔ ล้านบาท (ภาพที่ ๑1) ภาพที่ 9 มูลค่าเครื่องจักร แบ่งตามจังหวัด ที่มา: วิเคราะห์จากข้อมูลการสนับสนุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีฯ ภายใต้โครงการยกระดับ แปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด
82 ภาพที่ 10 มูลค่าเครื่องจักร ก. แบ่งตามการใช้ผลิตแต่ละกลุ่มสินค้า ข. แบ่งตามกลุ่มเครื่องจักรและประเภทใช้งาน ที่มา: วิเคราะห์จากข้อมูลการสนับสนุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีฯ ภายใต้โครงการยกระดับแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ข ก
83 ภาพที่ ๑1 มูลค่าเครื่องจักร แบ่งตามกลุ่มเครื่องจักรบางประเภท ที่มา: วิเคราะห์จากการข้อมูลการสนับสนุนภาครัฐด้านเทคโนโลยีฯ ภายใต้ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ๒. ควำมคุ้มค่ำทำงเศรษฐกิจของเทคโนโลยี(เครื่องจักรและอุปกรณ์) ในที่นี้ การศึกษา วิเคราะห์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีในการยกระดับแปลงใหญ่ได้ วางแผนในการศึกษาและวิเคราะห์ ๒.๑ วิธีกำรศึกษำควำมคุ้มค่ำทำงเศรษฐกิจของเทคโนโลยี(เครื่องจักรและอุปกรณ์) โดยประเด็นไปที่เครื่องจักรและอุปกรณ์หลัก ๓ ชนิด คือ รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ รถเกี่ยวนวดข้าว และโดรนเกษตร ๒.๑.๑ ศึกษำด้วยวิธีกำรสัมภำษณ์เชิงลึก (In - Deep Interview) โดยการใช้ แบบสอบถาม เพื่อน ามาวิเคราะห์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยี(เครื่องจักรและอุปกรณ์) ที่กลุ่มแปลงใหญ่ มีความต้องการและได้รับการสนับสนุนตามโครงการ โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์ การลงทุนการให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร มาเป็นตัวชี้วัด ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV), อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit Cost Ratio -BCR), อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR) ร ะยะเ วล าก า รคืนทุน (Payback Period - PB) โด ยก าหนด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับร้อยละ 4.88 และจุดคุ้มทุนในการให้บริการต่อปี(Break -Even Point) อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่กลุ่มแปลงใหญ่แต่ละแห่งก าหนด
84 ๒.๑.๒ พื้นที่เป้ำหมำย เป็นแปลงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ตามโครงการฯ จ านวน ๔ จุด เป็นตัวแทนจาก ๔ จังหวัด ได้แก่ 1) แปลงใหญ่ข้าวจังหวัดเพชรบูรณ์ ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) แปลงใหญ่ข้าวจังหวัดพิจิตร อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร 3) แปลงใหญ่ข้าวจังหวัดก าแพงเพชร หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร และ 4) แปลงใหญ่อ้อยโรงงานจังหวัดนครสวรรค์ หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์จัดเก็บข้อมูลโครงสร้างต้นทุน รายรับ และข้อมูลอื่น ๆ ในแปลงใหญ่ ทั้ง 4 จังหวัดโดยใช้การสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม (ตารางที่ 10) ตารางที่ 10 เป้าหมายพื้นที่แปลงใหญ่ รวมถึงสินค้าแปลงใหญ่ และเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ใช้ในการวิเคราะห์ จังหวัด สินค้ำ เทคโนโลยี(เครื่องจักร และอุปกรณ์) จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าว รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ และรถเกี่ยวนวดข้าว จังหวัดพิจิตร ข้าว รถเกี่ยวนวดข้าว และโดรนเกษตร จังหวัดก าแพงเพชร ข้าว รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ และโดรนเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ อ้อยโรงงาน รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ และโดรนเกษตร ๒.๑.๓ กรณีศึกษำวิเครำะห์ควำมคุ้มค่ำทำงเศรษฐกิจของเทคโนโลยี(เครื่องจักร และอุปกรณ์) แบ่งเป็น 2 กรณี (Scenario) เพื่อให้เห็นภาพรวมของความคุ้มทุนของเทคโนโลยี คือ ๑) กรณีที่ 1 วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่ าการลงทุนเทคโนโลยี (เครื่องจักรอุปกรณ์)ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน (กรณีไม่คิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร) เพื่อเป้าหมายการยกระดับการใช้เทคโนโลยี ๒) กรณีที่ 2 วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี (เครื่องจักรอุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน (กรณีคิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร) เพื่อเป้าหมายความเป็น ผู้ให้บริการมืออาชีพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ๒.๑.๔ วิเครำะห์ข้อมูลทำงสถิติด้วยโปรแกรมเอ็กเซล (Microsoft Excel) และโปรแกรม R(R program)จากนั้นจึงน ามาสรุปผล และน าเสนอเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ๒.๒ ผลกำรวิเครำะห์ควำมคุ้มค่ำของเทคโนโลยีในกำรยกระดับแปลงใหญ่ จากกลุ่มตัวอย่างแปลงใหญ่ที่ได้รับอนุมัติงบประมาณจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ จ านวน ๔ จุด จาก ๔ จังหวัด ดังกล่าว สรุปได้ดังนี้
85 ๒.๒.๑ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้ำว ต ำบลนำยม อ ำเภอเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ 1,700 ไร่ ราคาซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์) 685,600 บาท ราคาซื้อรถเกี่ยวนวดข้าว 1,590,600 บาท วิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานของอายุโครงการหรืออายุการใช้งานของรถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์และรถเกี่ยวนวดข้าว 10 ปี อัตราค่าบริการรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 700 บาทต่อไร่ และรถเกี่ยวนวดข้าว 550 บาทต่อไร่ เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือ ทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดดังกล่าวแล้วข้างต้น ได้ผลดังนี้(ตารางที่ 11) ตารางที่ 11 วิเคราะห์ความคุ้มค่าการจัดซื้อเทคโนโลยีฯ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุน กรณีไม่คิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร กรณีคิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ รถเกี่ยวนวดข้าว รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ รถเกี่ยวนวดข้าว มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (บาท) 1,108,221.48 2,303,221.88 355,588.23 557,762.63 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน 1.23 1.32 1.06 1.06 อัตราผลตอบแทนภายในของ การลงทุน (ร้อยละ) 31.50% 29.06% 12.33% 9.97% ระยะเวลาการคืนทุน (ปี) 1.03 3.83 7.19 6.73 จุดคุ้มทุน (ไร่ต่อปี) 262.38 977.68 1,125 2,804 หมายเหตุไม่มีการจัดซื้อโดรนเกษตร ที่มา: ค านวณและวิเคราะห์ จากการลงพื้นที่เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ๑) กรณีที่ 1 วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 700 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 1,108,221.48 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.23 เท่าของเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทน ภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 31.50 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์แปลงใหญ่ กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ จะมีความคุ้มค่าในการลงทุน ระยะเวลาการคืนทุน (PB) 1 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 262.38 ไร่ต่อปี
86 ข. รถเกี่ยวนวดข้าว จากการวิเคราะห์พบว่า เมื่อให้บริการในอัตรา ค่าบริการ 550 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 2,303,221.88 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.32 เท่าของเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 29.06 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนรถเกี่ยวนวดข้ำว โครงการนี้แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ยังคงมีความคุ้มค่า ในการลงทุน โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 977.68 ไร่ นาน 3.83 ปี จึงจะคืนทุน (PB) ๒) กรณีที่ 2 วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ พบว่า เมื่อให้บริการในอัตรา ค่าบริการ 700 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 355,588.23 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.06 เท่าของเงินลงทุนและ อัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ ๑๒.๓๓ ซึ่งเป็น อัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หำกคิดมูลค่ำต้นทุนกำรจัดซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ของแปลงใหญ่ กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ยังคงมีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีระยะเวลา การคืนทุน (PB) 7.19 ปี และมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 1,125 ไร่ต่อปี ข. รถเกี่ยวนวดข้าว พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 550 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 557,762.63 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.06 เท่าของ เงินลงทุน และอัตราผลตอบแทน ภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 9.97 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้แสดงว่า หำกคิดมูลค่ำต้นทุนกำรจัดซื้อเครื่องเกี่ยวนวดข้ำวของแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงมีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 6.73 ปี และมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 2,804 ไร่ต่อปี โดยต้องให้บริการพื้นที่นอกกลุ่มร่วมด้วย เนื่องจากแปลงใหญ่มีพื้นที่เพียง 1,700 ไร่ ๒.๒.๒ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้ำว สหกรณ์ชำวนำวชิรบำรมีจ ำกัด อ ำเภอวชิรบำรมี จังหวัดพิจิตร พื้นที่ 2,058 ไร่ ราคาซื้อรถเกี่ยวนวดข้าว 2,550,000 บาท โดรนเกษตร 430,000 บาท ภายใต้สมมติฐานของอายุโครงการหรืออายุการใช้งานของรถเกี่ยวนวดข้าวและโดรนเกษตรคือ 10 และ 7 ปี ตามล าดับ อัตราค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าว 475 บาทต่อไร่และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่ เปรียบเทียบ ต้นทุนและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดดังกล่าวแล้วข้างต้น ได้ผล ดังนี้(ตารางที่ 12)
87 ตารางที่ 12 วิเคราะห์ความคุ้มค่าการจัดซื้อเทคโนโลยีฯ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมีจ ากัด อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุน กรณีไม่คิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร กรณีคิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร รถเกี่ยวนวดข้าว โดรนเกษตร รถเกี่ยวนวดข้าว โดรนเกษตร มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (บาท) 1,527,001.18 526,999.21 -294,211.69 54,956.77 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน 1.25 1.28 0.97 1.02 อัตราผลตอบแทนภายในของ การลงทุน (ร้อยละ) 15.86 33.12 -2.97 7.94 ระยะเวลาการคืนทุน (ปี) 2.14 1.39 10.86 4.03 จุดคุ้มทุน (ไร่ต่อปี) 405.53 514.50 3,064 1,934 หมายเหตุไม่มีการจัดซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ ที่มา: ค านวณและวิเคราะห์ จากการลงพื้นที่เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ๑) กรณีที่ 1 วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักรอุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถเกี่ยวนวดข้าว พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 475 บาท ต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 1,527,001.18 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.25 เท่าของเงินลงทุน และอัตรา ผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 15.86 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 2.14 ปีแสดงว่า หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนรถเกี่ยวนวดข้ำว พื้นที่แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าวสหกรณ์ ชาวนาวชิรบารมีจ ากัดอ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 405.53 ไร่ต่อปี เป็นระยะเวลา ๒.๑๔ ปีจึงจะมีความคุ้มค่าในการลงทุนเริ่มจะมีก าไรเมื่อมีการใช้บริการต่อไป ข. โดรนเกษตร พบว่า เมื่อให้บริการโดรนเกษตรในอัตราค่าบริการ 200 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 526,999.21 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.28 เท่าของเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตรา ร้อยละ33.12 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 1.39 ปี แสดงว่า หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนโดรนเกษตร แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมีจ ากัด อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร มีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 514.50 ไร่ต่อปีนาน ๑.๓๙ ปี จึงเริ่มจะมีก าไร
88 ๒) กรณีที่ ๒ วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักรอุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถเกี่ยวนวดข้าว พบว่า เมื่อให้บริการรถเกี่ยวนวดข้าวในอัตรา ค่าบริการ 475 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า - 294,211.69 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 0.97 เท่าของเงิน ลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตรา ร้อยละ - 2.97 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ ากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 10.86 ปี แสดงว่า หำกคิดมูลค่ำต้นทุนรถเกี่ยวนวดข้ำว โครงกำรนี้ไม่มีควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุน ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ปรากฏมูลค่ำปัจจุบันสุทธิเป็นลบ ผลตอบแทน ต่อต้นทุนต่ ากว่า 1 อัตราผลตอบแทนภายในต่ ากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลำกำรคืนทุน สูงกว่ำอำยุเครื่องจักร จึงแสดงให้เห็นว่าอัตราค่าบริการที่ก าหนดต่ าเกินความเหมาะสมที่จะสามารถ แข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ กล่าวคือ ธุรกิจขาดทุน ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จึงต้องพิจารณาปรับ อัตราค่าบริการขึ้นให้เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ ารุง และส่งผลให้เครื่องจักรถูกทิ้งไปในที่สุด ข. โดรนเกษตร พบว่า เมื่อให้บริการโดรนเกษตรในอัตราค่าบริการ 200 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 54,956.77 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุน เท่ากับ 1.02 และอัตราผลตอบแทนภายในของการลงทุน คืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 7.94 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมี ระยะเวลาการคืนทุน (PB) 4.03 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 1,934 ไร่ต่อปีแสดงว่า หำกคิดมูลค่ำต้นทุนโดรนเกษตรของแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมีจ ากัด อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร จึงจะมีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 1,934 ไร่ต่อปี นาน 4.03 ปี จึงจะเริ่มมีก าไร ๒.๒.๓ แปลงใหญ่ข้ำว หมู่ 4 ต ำบลห้วยยั้ง อ ำเภอพรำนกระต่ำย จังหวัดก ำแพงเพชร พื้นที่ 2,154 ไร่ ราคาซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 952,300 บาท ราคาซื้อโดรนเกษตร 399,000 บาทภายใต้สมมติฐานของอายุโครงการหรืออายุการใช้งานของรถแทรกเตอร์พร้อม อุปกรณ์และโดรนเกษตร คือ 10 และ 7 ปี ตามล าดับ อัตราค่าบริการรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 770 บาทต่อไร่ และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่ เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดดังกล่าวแล้วข้างต้นได้ผล ดังนี้(ตารางที่ 13)
89 ตารางที่ 13 วิเคราะห์ความคุ้มค่าการจัดซื้อเทคโนโลยีฯ แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร ควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุน กรณีไม่คิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร กรณีคิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ โดรนเกษตร รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ โดรนเกษตร มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (บาท) 1,557,030.17 602,640.57 511,620.84 164,629.09 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน 1.32 1.32 1.09 1.07 อัตราผลตอบแทนภายใน ของการลงทุน (ร้อยละ) 31.77 38.85 12.59 14.43 ระยะเวลาการคืนทุน (ปี) 1.05 1.68 5.24 2.38 จุดคุ้มทุน (ไร่ต่อปี) 179.83 538.50 1,018.39 1,856 หมายเหตุไม่มีการจัดซื้อรถเกี่ยวนวด ที่มา: ค านวณและวิเคราะห์ จากการลงพื้นที่เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ๑) กรณีที่ 1 วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. แทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์พบว่า เมื่อคิดอัตราค่าบริการ 770 บาท ต่อไร่ตามที่กลุ่มก าหนด มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 1,557,030.17 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.32 เท่าของเงิน ลงทุนและอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตรา ร้อยละ 31.77ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 1.05 ปี แสดงว่า หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่ายจังหวัดก าแพงเพชร มีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการ ไม่น้อยกว่า 179.83 ไร่ต่อปี ข. โดรนเกษตร พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 200 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 602,640.57 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.32 เท่าของเงินลงทุน และอัตรา ผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 38.85
90 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 1.68 ปี แสดงว่า หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนโดรนเกษตร แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร จะมีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 538.50 ไร่ต่อปี ระยะเวลาให้บริการ 1.68 ปี จึงเริ่มมีก าไร ๒) กรณีที่ ๒ วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน (ตารางที่ 13) ก. รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 770 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 511,620.84 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.09 เท่าของเงินลงทุน และอัตรา ผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 12.59 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 5.24 ปี โดยมีเงื่อนไข ต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 1,018.39 ไร่ต่อปี แสดงว่า หำกคิดมูลค่ำต้นทุนกำรจัดซื้อรถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์แปลงใหญ่ข้าว หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร ยังคงมีความคุ้มค่าในการลงทุน ข. โด รนเกษต ร พบ ว ่า เมื ่อให้บ ริก า รโด รน เกษต รในอัต รา ค ่าบ ริก า ร 200 บ าทต ่อไ ร ่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิ มีมูลค่า 164,629.09 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.07 เท่าของ เงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตรา ร้อยละ 14.43 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หำกคิดมูลค่ำต้นทุนโดรนเกษตร การจัดซื้อโดรนเกษตรของแปลงใหญ่ข้ าว หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร คงมีความคุ้มค่าในการลงทุน มีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 2.38 ปี โดยมีเงื่อนไข ต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 1,856 ไร่ต่อปี ๒.๒.๔ แปลงใหญ่อ้อยโรงงำน หมู่ที่ 5 ต ำบลเขำกะลำ อ ำเภอพยุหะคีรี จังหวัด นครสวรรค์พื้นที่ 1,035 ไร่ราคาซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 1,550,000 บาท ราคาซื้อโดรนเกษตร 340,000 บาท ภายใต้สมมติฐานของอายุโครงการหรืออายุการใช้งานของรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ และโดรนเกษตรคือ 10 และ 7 ปี ตามล าดับ อัตราค่าบริการรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 1,950 บาทต่อไร่ และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่ เปรียบเทียบต้นทุนและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวชี้วัดดังกล่าวแล้วข้างต้น ได้ผลดังนี้(ตารางที่ 14 )
91 ตารางที่ 14 วิเคราะห์ความคุ้มค่าการจัดซื้อเทคโนโลยี(เครื่องจักรและอุปกรณ์) แปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุน กรณีไม่คิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร กรณีคิดมูลค่าต้นทุนเครื่องจักร รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ โดรนเกษตร รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ โดรนเกษตร มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (บาท) 7,187,207.99 141,289.69 1,290,688.88 -69,984.23 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน 2.48 1.13 1.20 0.96 อัตราผลตอบแทนภายในของ การลงทุน (ร้อยละ) 72.24 15.44 16.64 1.74 ระยะเวลาการคืนทุน (ปี) 0.62 2.89 5.92 8.59 จุดคุ้มทุน (ไร่ต่อปี) 206.97 517.50 572.42 1,640 หมายเหตุไม่มีการจัดซื้อรถเกี่ยวนวด ที่มา: ค านวณและวิเคราะห์ จากการลงพื้นที่เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ๑) กรณีที่ 1 วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักร อุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ พบว่า เมื่อให้บริการรถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์ในอัตราค่าบริการ 1,950 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุน ให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 7,187,207.99 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์ กลับคืนมา 2.48 เท่าของเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทน คืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 72.24 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 0.62 ปี แสดงว่า หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนรถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์แปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ มีความคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 206.97 ไร่ต่อปี ข. โดรนเกษตร พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 200 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า 141,289.69 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 1.13 เท่าของเงินลงทุน และอัตรา ผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 15.44 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 2.89 ปี แสดงว่า
92 หำกไม่คิดมูลค่ำต้นทุนโดรนเกษตร แปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 517.50 ไร่ต่อปีนาน ๒.๘๙ ปีจึงมีความคุ้มค่าในการลงทุน ๒) กรณีที่ ๒ วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักรอุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน ก. รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 1,950 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่าถึง 1,290,688.88 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมาถึง ๑.๒๐ เท่าของเงินลงทุน และอัตราผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตรา ร้อยละ 16.64 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 5.92 ปี แสดง ว่ า ห ำกคิดมูลค่ ำต้นทุน รถแท รกเตอ ร์พ ร้อมอุปก รณ์ แปลงใหญ่อ้อยโ รงง าน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ยังคงมีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีเงื่อนไขต้องให้บริการไม่น้อยกว่า 572.42 ไร่ต่อปี เป็นเวลานาน 5.92 ปี ข. โดรนเกษตร พบว่า เมื่อให้บริการในอัตราค่าบริการ 200 บาทต่อไร่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่า - 69,984.23 บาท ผลตอบแทนต่อต้นทุนหรือเกิดผลประโยชน์กลับคืนมา 0.96 เท่าของเงินลงทุน และอัตรา ผลตอบแทนภายในหรือโครงการให้ผลตอบแทนคืนกลับมาให้โครงการในอัตราร้อยละ 1.74 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ ากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน (PB) 8.59 ปี ซึ่งเกินกว่าอายุ ของโดรนเกษตรที่ก าหนดอายุการใช้งานไว้ ๗ ปี แสดงว่า หำกคิดมูลค่ำต้นทุนกำรจัดซื้อโดรนเกษตร ของแปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ไม่มีควำม คุ้มค่ำในกำรลงทุน ตามผลการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ทั้งมูลค่ำปัจจุบันสุทธิเป็นลบ ผลตอบแทน ต่อต้นทุนต่ ากว่า 1 อัตรา ผลตอบแทนภายในต่ ากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน สูงกว่าอายุเครื่องจักร จึงแสดงให้เห็นว่าอัตราค่าบริการที่ก าหนดต่ าเกินความเหมาะสมที่จะสามารถ แข่งขันได้ในเชิงธุรกิจ กล่าวคือ ธุรกิจขาดทุน ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ควรพิจารณาปรับอัตราค่าบริการให้เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ ารุงและส่งผลให้เครื่องจักรถูกทิ้งไปในที่สุด ๒.๓ สรุปควำมคุ้มค่ำทำงเศรษฐกิจของเทคโนโลยี จากผลการศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยี (เครื่องจักรและอุปกรณ์) โดยมุ่งประเด็นไปที่เครื่องจักรและอุปกรณ์หลัก ๓ ชนิด คือ รถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์และอุปกรณ์ รถเกี่ยวนวด และโดรนเกษตร จากกลุ่มแปลงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จ านวน ๔ จุด เป็นตัวแทนจาก๔ จังหวัด ได้แก่ 1) แปลงใหญ่ข้าวจังหวัดเพชรบูรณ์ ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 2) แปลงใหญ่ข้าวจังหวัดพิจิตร อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร 3) แปลงใหญ่ข้าว จังหวัดก าแพงเพชร หมู่ 4 ต าบลห้วยยั้ง อ าเภอพรานกระต่าย จังหวัดก าแพงเพชร และ 4) แปลงใหญ่อ้อย โรงงานจังหวัดนครสวรรค์ หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยวิธี
93 การสัมภาษณ์เชิงลึก (In - Deep Interview) โดยการใช้แบบสอบถาม เพื่อจัดเก็บข้อมูลโครงสร้าง ต้นทุน รายรับ และข้อมูลอื่น ๆ มาค านวณเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV), อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อตันทุน (Benefit Cost Ratio - BCR), อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR) ระยะเวลาการคืนทุน (Payback Period - PB) โดยก าหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับร้อยละ 4.88 และจุดคุ้มทุนในการให้บริการต่อปี (Break-even point) อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่กลุ่มแปลงใหญ่แต่ละแห่งก าหนด การวิเคราะห์ใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล (Microsoft Excel) และโปรแกรม R (R program) แบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ ๑ วิเคราะห์โดยไม่คิดมูลค่า การลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักรและอุปกรณ์) ที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐมาเป็นต้นทุน และกรณีที่ ๒ วิเคราะห์โดยคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยี(เครื่องจักรอุปกรณ์) มาเป็นต้นทุนเสมือน กลุ่มแปลงใหญ่ต้องลงทุนจัดซื้อจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์เอง เพื่อเป้าหมายการพัฒนาให้กลุ่ม แปลงใหญ่ ฯ ให้มีความสามารถ ในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้ ๒.๓.๑ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้ำว ต ำบลนำยม อ ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ พื้นที่ 1,700 ไร่ จัดซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ (รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์) และรถเกี่ยวนวดข้าว ในราคา 685,600 บาท และ 1,590,600 บาท ตามล าดับ วิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานของอายุ การใช้งานของรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์และรถเกี่ยวนวดข้าว 10 ปี อัตราค่าบริการที่กลุ่มตั้ง ส าหรับรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 700 บาทต่อไร่ และรถเกี่ยวนวดข้าว 550 บาทต่อไร่ ๑) กรณีรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ การวิเคราะห์โดยไม่น า ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์มาเป็นต้นทุนตามข้อเท็จจริงของโครงการฯ กลุ่มแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้ลงทุนเองแต่รัฐลงทุนให้ ซึ่งกลุ่มฯจะต้องใช้งาน รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้ได้อย่างน้อยปีละ 262.38 ไร่ ระยะเวลา 1.03 ปี จึงจะคืนทุน แต่หาก วิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เสมือนเป็นผู้ลงทุนซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์เอง กลุ่มแปลงใหญ่ฯ ควรตั้งเป้าหมายท้าทายให้บริห ารจัดการธุรกิจบริการให้ได้อย่างน้อยปีละ 1,125 ไร่ ต่อเนื่องเป็นเวลา 7.19 ปีจึงจะคืนทุน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการเทียบเท่าผู้ลงทุนรับจ้าง มืออาชีพทั่วไปและหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการฯ ควรใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการติดตามและประเมิน ระดับความส าเร็จของโครงการฯ อย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงินลงทุนภาครัฐ ๒) กรณีรถเกี่ยวนวดข้าว แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว ต าบลนายม อ าเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์วิเคราะห์กรณีไม่คิดมูลค่าการลงทุนเครื่องจักร กลุ่มฯ ต้องใช้งาน รถเกี่ยวนวดข้าวให้ได้ปีละ ๙๗๗.๖๘ ไร่ เป็นเวลา ๓.๘๓ ปี และกรณีคิดมูลค่าการลงทุนเครื่องจักร กลุ่มฯ ควรมีเป้าหมายท้าทายให้บริหารจัดการธุรกิจบริการให้ได้อย่างน้อยปีละ 2,804 ไร่
94 ตลอดระยะเวลา 6.73 ปี จึงจะนับได้ว่าได้ยกระดับการบริหารจัดการเทียบเท่าผู้ลงทุนรับจ้างมืออาชีพทั่วไป ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการควรใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการติดตามและประเมินระดับความส าเร็จ ของโครงการอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงินลงทุนภาครัฐ ๒.๓.๒ แปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้ำว สหกรณ์ชำวนำวชิรบำรมีจ ำกัด อ ำเภอวชิรบำรมี จังหวัดพิจิตร พื้นที่ 2,058 ไร่ จัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ ๒ ชนิด คือ รถเกี่ยวนวดข้าว และโดรนเกษตรในราคาซื้อ 2,550,000 บาท และ 430,000 บาท ตามล าดับภายใต้สมมติฐาน ของอายุการใช้งานของรถเกี่ยวนวดข้าวและโดรนเกษตร คือ 10 ปีและ 7 ปี ตามล าดับกลุ่มแปลง ใหญ่ คิดอัตราค่าบริการรถเกี่ยวนวดข้าว 475 บาทต่อไร่และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่ ผลการ วิเคราะห์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีสรุปได้ว่า ๑) กรณีรถเกี่ยวนวดข้าว กลุ่มแปลงใหญ่ได้รับการสนับสนุน แบบให้เปล่าจากรัฐโดยไม่ได้ลงทุนเอง หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ รัฐลงทุนให้ เมื่อวิเคราะห์ ทางเศรษฐศาสตร์แล้วกลุ่มแปลงใหญ่จะต้องใช้งานรถเกี่ยวนวดข้าวได้อย่างน้อยปีละ 405.53 ไร่ ตลอดระยะเวลา 2.14 ปี จึงจะคืนทุน แต่เมื่อวิเคราะห์โดยคิดเสมือนกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ต้องลงทุนซื้อ รถเกี่ยวนวดข้าวเอง ปรากฏว่าการก าหนดราคาให้บริการรถเกี่ยวนวดข้าวต่ ากว่าราคาที่จะท าให้ คุ้มค่าการลงทุน จากค่าการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แสดงมูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่าติดลบ ผลตอบแทนต่อต้นทุนต่ ากว่า 1 อัตราผลตอบแทนภายในต่ ากว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุนยาวนานกว่าอายุเครื่องจักร ซึ่งโครงการฯ ควรมีการ ค านวณและก าหนดเป้าหมายท้าทายเพื่อพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ในเชิงการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ให้ใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ได้คุ้มค่าต่อการลงทุน ๒) กรณีโดรนเกษตร ตามข้อเท็จจริงกลุ่มแปลงใหญ่กลุ่มผู้ปลูกข้าว สหกรณ์ชาวนาวชิรบารมีจ ากัด อ าเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ไม่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เอง แต่รัฐสนับสนุนให้ท าให้ระยะเวลาในการคืนทุนวิเคราะห์โดยไม่คิดต้นทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพียง 1.39 ปี โดยต้องมีการใช้งานโดรนเกษตรให้ได้อย่างน้อยปีละ 514.5 ไร่ หากวิเคราะห์เชิง เศรษฐศาสตร์เสมือนเกษตรกรลงทุนเองกลุ่มแปลงใหญ่จะต้องใช้งานโดรนเกษตรให้ได้อย่างน้อย 1,934 ไร่ต่อปีและต้องครบ 4.03 ปี จึงจะคืนทุน ซึ่งเกษตรกรควรพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายนี้ เพื่อยกระดับตนเองขึ้นสู่การแข่งขันเชิงธุรกิจที่แท้จริงจึงจะนับได้ว่าได้ยกระดับการบริหารจัดการ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการฯ ควรใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการติดตามและประเมินระดับ ความส าเร็จของโครงการอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงินลงทุนภาครัฐ ๒.๓.๓ แปลงใหญ่ข้ำว หมู่ 4 ต ำบลห้วยยั้ง อ ำเภอพรำนกระต่ำย จังหวัดก ำแพงเพชร พื้นที่ 2,154 ไร่ จัดซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์พร้อมอุปกรณ์และโดรน เกษตร ในราคา 952,300 บาท และ 399,000 บาท ตามล าดับ ภายใต้สมมติฐานของอายุการใช้งาน ของรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์และโดรนเกษตร เท่ากับ 10 ปี และ 7 ปี ตามล าดับ อัตราค่าบริการ รถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 770 บาทต่อไร่และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่สรุปได้ว่า
95 ๑) กรณีรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ กรณีไม่ได้ลงทุนเอง กลุ่มแปลงใหญ่จะต้องใช้งานรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้ได้179.83 ไร่ต่อปี ในระยะเวลา 1.05 ปี จึงจะคืนทุน และจากการวิเคราะห์กรณีเสมือนกลุ่มแปลงใหญ่ ต้องเป็นผู้ลงทุน จัดซื้อจัดหารถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์เอง กลุ่มแปลงใหญ่จะต้องใช้งานรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ ให้ได้อย่างน้อย 1,018.39 ไร่ต่อปีตลอดระยะเวลา 5.24 ปี จึงจะคืนทุนเพื่อยกระดับการบริหาร จัดการแบบมืออาชีพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้กลุ่มแปลงใหญ่ ควรมีเป้าหมายท้าทายในการใช้งาน และบริการรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้ได้อย่างน้อย 1,018.39 ไร่ต่อปีต่อเนื่องเป็นเวลา 5.24 ปี โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ควรใช้เกณฑ์ดังกล่าวในการติดตามและประเมินระดับความส าเร็จ ของโครงการฯ อย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงินลงทุนภาครัฐ ๒) กรณีโดรนเกษตร ผลการวิเคราะห์ปรากฏในลักษณะเดียวกัน คือ กลุ่มแปลงใหญ่ฯ ควรใช้งานโดรนเกษตรให้ได้อย่างน้อย ๕๓๘.๕๐ ไร่ต่อปีเป็นเวลา ๑.๖๘ ปี ส าหรับ กรณีไม่คิดมูลค่าการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ แต่กรณีคิดมูลค่าการลงทุนเทคโนโลยีเสมือนกลุ่ม แปลงใหญ่จัดซื้อจัดหาโดรนเกษตรเอง ควรมีเป้าหมายท้าทายให้บริหารจัดการให้ใช้โดรนเกษตรให้ได้ อย่างน้อย 1,856 ไร่ต่อปีเป็นเวลา ๒.๓๘ ปีซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการควรใช้เกณฑ์ดังกล่าว ในการติดตามและประเมินระดับความส าเร็จของโครงการอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงินลงทุน ภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรเป็นมืออาชีพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ๒.๒.๔ แปลงใหญ่อ้อยโรงงำน หมู่ที่ 5 ต ำบลเขำกะลำ อ ำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์พื้นที่ 1,035 ไร่ ราคาซื้อรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์พร้อมอุปกรณ์ 1,550,000 บาท ราคาซื้อโดรนเกษตร 340,000 บาท ภายใต้สมมติฐานของอายุโครงการหรืออายุการใช้งานของรถแทรกเตอร์ พร้อมอุปกรณ์และโดรนเกษตรคือ 10 และ 7 ปี ตามล าดับ อัตราค่าบริการรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ 1,950 บาทต่อไร่ และโดรนเกษตร 200 บาทต่อไร่ ตามที่กลุ่มแปลงใหญ่ก าหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เท่ากับร้อยละ 4.88 ๑)กรณีรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ ตามข้อเท็จจริงของโครงการนี้ แปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ได้ลงทุนเอง แต่รัฐลงทุนให้ ผลการวิเคราะห์ พบว่า กลุ่มแปลงใหญ่จะต้องใช้งานรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ให้ได้ 206.97 ไร่ต่อปีระยะเวลา 0.62 ปี จึงสามารถคืนทุนได้ ส่วนการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เสมือน กลุ่มแปลงใหญ่เป็นผู้ลงทุนเอง กลุ่มแปลงใหญ่จะต้องท างานให้ได้572.42 ไร่ต่อปีระยะเวลา 5.92 ปี จึงจะคืนทุน ดังนั้น หากกลุ่มแปลงใหญ่ต้องการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการเชิงธุรกิจแบบมืออาชีพ ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ควรก าหนดเป้าหมายท้าทายให้ใช้งานรถแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ไม่ต่ ากว่า 572.42 ไร่ต่อปีเป็นเวลาต่อเนื่อง 5.92 ปีและหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ควรใช้เกณฑ์ ดังกล่าวในการติดตามและประเมินระดับความส าเร็จของโครงการอย่างจริงจังเพื่อความยั่งยืนของเงิน ลงทุนภาครัฐ ๒) กรณีโดรนเกษตร ผลการวิเคราะห์กรณีไม่คิดมูลค่าการลงทุน เครื่องจักรของแปลงใหญ่อ้อยโรงงาน หมู่ที่ 5 ต าบลเขากะลา อ าเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ การใช้งานโดรนเกษตรให้ได้๕๑๗.๕ ไร่ต่อปีเป็นเวลา 2.๘๙ ปี ส่วนการวิเคราะห์กรณีคิดต้นทุน
96 โดยเสมือนให้กลุ่มแปลงใหญ่ลงทุนจัดซื้อจัดหาโดรนเกษตรเอง พบว่าแปลงใหญ่ฯ ก าหนดราคา การให้บริการต่ ากว่าราคาที่จะท าให้คุ้มค่าการลงทุน ดังแสดงจากค่าการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ปรากฏว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิหรือเงินที่จัดสรรให้ลงทุนให้ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่าติดลบ ผลตอบแทน ต่อต้นทุนต่ ากว่า 1 อัตราผลตอบแทนภายในต่ ากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และมีระยะเวลาการคืนทุน สูงกว่าอายุเครื่องจักร สรุป จากการวิเคราะห์ด้านความเหมาะสม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ของเทคโนโลยีที่กลุ่มแปลงใหญ่ขอรับการสนับสนุนและได้รับการอนุมัติให้จัดซื้อจัดหาตามโครงการ ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด พบว่า โดยรวมเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นประเภทที่ใช้อยู่โดยปกติทั่วไป จัดเป็นเทคโนโลยีในกลุ่มที่ช่วยเพิ่มอัตรำกำรท ำงำน ยังไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่ยกระดับเทคโนโลยีในกลุ่มเครื่องจักรแม่นย ำและเครื่องจักรอัตโนมัติ และที่ส ำคัญขำดกำรวิเครำะห์ควำมเหมำะสม และควำมคุ้มค่ำกำรลงทุนด้ำนเทคโนโลยีที่ถูกต้อง ตำมหลักกำรทำงเศรษฐศำสตร์ ๓. ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ จากการศึกษาข้อมูล การสุ่มพื้นที่แปลงใหญ่เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก และผลการ วิเคราะห์ในประเด็นความคุ้มค่าของเทคโนโลยีในการยกระดับแปลงใหญ่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พิจารณา แล้วจึงมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เพื่อการติดตามประเมินผลโครงการดังกล่าว และ/หรือ การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง และพัฒนาการจัดท าแผนงาน/โครงการใด ๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต ให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ก่อให้เกิดการพัฒนา สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ และภาคการเกษตรโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ ๓.๑ ข้อสังเกต คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา มีประเด็น ข้อสังเกตหลัก ๔ ประเด็น คือ ๑) ประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักการวิเคราะห์ ทางเศรษฐศาสตร์๒) ประเด็นความความเหมาะสมของเทคโนโลยี ๓) ประเด็นทักษะในการเขียน ข้อเสนอโครงการ และ ๔) ประเด็นขาดการก าหนดแผนการติดตามประเมินผลเชิงประสิทธิผล ของผลการใช้งาน ให้บริการ และความคุ้มค่าจากการลงทุน ๓.๑.๑ ประเด็นควำมคุ้มค่ำในกำรลงทุนที่ถูกต้องตำมหลักกำรวิเครำะห์ ทำงเศรษฐศำสตร์ โดยโครงการของกลุ่มแปลงใหญ่ที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ภายใต้โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ระบุให้กลุ่มแปลงใหญ่ เสนอขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยผ่านขั้นตอนให้กลุ่มแปลงใหญ่เสนอโครงการ มาตามขั้นตอนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก าหนด โดยก าหนดเงื่อนไขให้ต้องจดทะเบียน เป็นนิติบุคคลเพื่อการรับมอบทรัพย์สินมูลค่าสูงและบริหารจัดการทรัพย์สินในลักษณะธุรกิจ เป็นการให้โอกาสในการท าธุรกิจของกลุ่มแปลงใหญ่จากการลงทุนของภาครัฐ แต่เนื่องจากโครงการ ไม่มีเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องรับผิดชอบการคืนเงิน จึงถือเป็นโครงการอุดหนุนให้เปล่า การพิจารณา
97 ประเด็นความเหมาะสมของเทคโนโลยี(เครื่องมือและอุปกรณ์) การก าหนดอัตราการให้บริการ และระยะเวลาคืนทุน ยังขาดความคุ้มค่าในการลงทุนที่ถูกต้องตามหลักการวิเคราะห์ ทางเศรษฐศาสตร์ ๓.๑.๒ ประเด็นควำมควำมเหมำะสมของเทคโนโลยีในประเด็น “ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่” จาการศึกษารายการเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ขอรับ การสนับสนุน พบว่า โดยรวมเป็นเครื่องจักรประเภทที่ใช้อยู่โดยปกติทั่วไป เช่น รถแทรกเตอร์พร้อม อุปกรณ์เตรียมดินปลูกและใส่ปุ๋ย เครื่องอัดฟาง เครื่องเก็บเกี่ยว (ส่วนใหญ่เป็นรถเกี่ยวนวดข้าว) เครื่องคัด และท าความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมถึงปัจจัยการผลิต มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นเครื่องจักรอุปกรณ์ ทันสมัย เช่น รถแทรกเตอร์ที่มีระบบติดตามหาต าแหน่ง (Global Positioning System - GPS) แต่จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการพบว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีหน้าที่ส าคัญส าหรับการติดตาม ของบริษัทผู้ผลิต และจ าหน่ายเพื่อให้บริการหลังการขาย เช่น ต าแหน่งที่ตั้งและการเคลื่อนย้าย ของเครื่องจักร และชั่วโมงการท างานซึ่งแสดงถึงการครบก าหนดการเปลี่ยนถ่ายน้ ามันเครื่อง และหรืออะไหล่สิ้นเปลืองต่าง ๆ มิใช่ระบบการควบคุมการท างานอัตโนมัติของเกษตรกร (Smart Controlling System) ที่เป็นอุปกรณ์เกษตรแม่นย า ส่วนในกรณีที่เป็นเครื่องจักรสมัยใหม่ เช่น โดรนเกษตร ซึ่งก าลังเป็นที่นิยม ของเกษตรกรในการฉีดพ่นสารก าจัดศัตรูพืชและวัชพืชหรือการหว่านโปรยนั้น นับว่ามีการเลือกขอรับ การสนับสนุนมาเป็นจ านวนมาก อาจเห็นว่าให้ความสะดวก ทันสมัย ลดแรงงานและลดความเสี่ยง ของผู้ฉีดพ่นสารเคมี แต่ผลปรากฏว่ายังไม่พบรายงานการใช้งานและให้บริการโดยกลุ่มแปลงใหญ่ ทั้งนี้ โดรน เกษตรเป็นอากาศยานที่ต้องได้รับการฝึกฝนการบังคับให้บินขึ้นลงและฉีดพ่นอย่างปลอดภัย ทั้งตัวเครื่องและบุคคลที่สาม ต้องผ่านการทดสอบใบอนุญาตควบคุมเครื่องจากส านักงานการบินพลเรือน แห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มีกฎการบินควบคุม รวมถึงเกษตรกรควรได้รับการแนะน า ถ่ายทอดการผสมสารเคมีและใช้งานตามหลักวิชาการที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยและชีวิตของผู้ฉีด และผู้อื่น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีกฎระเบียบด้านการฉีดพ่นสารเคมีด้วยโดรนเกษตรมารองรับ ความเสี่ยงต่อ การรับผิดชอบความเสียหายของเครื่องเมื่อเกิดอุบัติเหตุตกหรือชนความปลอดภัยด้านการโปรย สารเคมีซึ่งสามารถฟุ้งกระจายไปสร้างความเสียหายแก่คน สัตว์และพืชรายอื่น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี ข้อก าหนดค าแนะน าที่เหมาะสมให้เกษตรกรและหรือผู้รับจ้างได้ใช้เป็นมาตรฐาน ทั้งนี้ พบว่าไม่มี การเลือกรับการสนับสนุนเครื่องจักรเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิต กล่าวโดยสรุป ในประเด็นของความเหมาะสมของเทคโนโลยี(เครื่องมือ อุปกรณ์และปัจจัยการผลิต) ที่สนับสนุนนั้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีในกลุ่มที่ช่วยเพิ่มอัตรา การท างาน ทั้งกลุ่มแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ เครื่องเกี่ยวนวด และโดรนเกษตร ซึ่งยังมิได้เป็น เครื่องจักรที่ยกระดับเทคโนโลยีในกลุ่มเครื่องจักรแม่นย าและเครื่องจักรอัตโนมัติ ซึ่งหน่วยงาน ที่รับผิดชอบควรสนับสนุนให้ค าแนะน าและความช่วยเหลือ ๓.๑.๓ ประเด็นทักษะในกำรเขียนข้อเสนอโครงกำร ด้วยบทบาท การเป็นผู้ผลิตของเกษตรกรจึงยังขาดทักษะและความช านาญ ในกระบวนการคิดวิเคราะห์โครงการ ที่เสนอให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้กล่าวคือ การเขียนข้อเสนอโครงการในแง่ของโครงการยกระดับ
98 แปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดนี้ ควรมีประเด็นวิเคราะห์ความต้องการของตลาด แผนการผลิต (ปริมาณและคุณภาพ) ที่สอดรับกับความต้องการของตลาด ความพร้อมของเครื่องจักร อุปกรณ์ของสมาชิกที่มีอยู่เดิมและความจ าเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มเติม ซึ่งในชั้นนี้ควรต้อง พัฒนาให้มีแผนแม่บทในการพัฒนาด้านต่างๆของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่เพื่อรองรับนโยบายการ พัฒนาเชิงรุก ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีที่จ าเป็นและระบบการผลิตเชิงเทคนิค ด้านกฎระเบียบการใช้ เครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจการบริหารการเงินการบัญชี และการวิเคราะห์ ตลาด ซึ่งจะเป็นเช่นที่กล่าวได้ กลุ่มแปลงใหญ่จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนแม่บทในการพัฒนา ด้านต่างๆของกลุ่มเพื่อรองรับนโยบายการพัฒนาเชิงรุกดังกล่าวได้ทันท่วงที ๓.๑.๔ ประเด็นขำดกำรก ำหนดแผนกำรติดตำมประเมินผลเชิง ประสิทธิผล จากผลการใช้งาน ให้บริการ และความคุ้มค่าจากการลงทุน ตามวัตถุประสงค์ ทั้ง 2 ประการของโครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงควรต้องมีระบบการติดตาม ประเมินผล และช่วยยกระดับการให้บริการให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในทางเทคนิคและเชิงธุรกิจ อย่างน้อยเพื่อใช้ เป็นฐานในการท าก าไรจากการบริหารเครื่องจักรอุปกรณ์ชุดนี้เพื่อใช้เป็นทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นต่อไป ๓.๒ ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาวิเคราะห์ คณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ วุฒิสภา มีประเด็นข้อเสนอแนะ ๔ ข้อ คือ ๑) เพิ่มการวิเคราะห์ความเหมาะสม และความคุ้มค่าด้านการใช้เทคโนโลยี ๒) สร้างเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการและการใช้ เทคโนโลยีและ ๓) สร้างทักษะด้านการบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยีและ ๔) พัฒนาปรับปรุงระบบ การเกษตรแปลงใหญ่ และแนวทางการพัฒนาเพื่อกลุ่มแปลงใหญ่น าไปพัฒนาจัดท าเป็นแผนแม่บทของกลุ่ม ๓.๒.๑ เพิ่มกำรวิเครำะห์ควำมเหมำะสมและควำมคุ้มค่ำด้ำนกำรใช้ เทคโนโลยี การพิจารณาอนุมัติสนับสนุนงบประมาณของรัฐ ควรพิจารณาวิเคราะห์ทั้งด้านความเหมาะสม และความคุ้มค่าในด้านเทคโนโลยี โดยด าเนินการร่วมกับกระบวนการเสนอความต้องการเทคโนโลยี ของกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนและความคุ้มค่าของงบประมาณ ภาครัฐ โดยก าหนดให้มีขั้นตอนการวิเคราะห์ค่าความคุ้มทุนของการลงทุนก่อนการก าหนดอัตรา ค่าบริการในเชิงเศรษฐศาสตร์และเชิงธุรกิจ กรณีไม่คิดค่าการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้นทุนมาเป็นฐานการก าหนดเป้าหมายการท างานเบื้องต้น ทั้งในด้านอัตราการให้บริการ ผลตอบแทนการลงทุน ฯลฯ ที่เหมาะสมและก าหนดเป้าหมายท้าทายในการด าเนินงานในเชิงธุรกิจ โดยใช้ค่าการวิเคราะห์กรณีคิดการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์เป็นต้นทุน เพื่อเป็นฐานน าไปสู่ การยกระดับการให้บริการเทคโนโลยีแบบมืออาชีพที่ยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้โครงการให้กลุ่มแปลง ใหญ่สามารถให้บริการเทคโนโลยีได้ทั้งในกลุ่มแปลงใหญ่และนอกกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า เนื่องจากขนาดพื้นที่การให้บริการภายในกลุ่มแปลงใหญ่อาจมีขนาดไม่พอที่จะก่อให้เกิดความคุ้มทุน อนึ่ง กลุ่มแปลงใหญ่ต้องมีความสามารถในการน าเทคโนโลยีไปให้บริการนอกกลุ่มแปลงใหญ่บางกลุ่ม อาจเผชิญปัญหาในการให้บริการนอกพื้นที่กลุ่มแปลงใหญ่ หากไม่มีความช านาญในการให้บริการ เหมือนผู้ให้บริการเอกชน ซึ่งภาครัฐควรเตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มแปลงใหญ่ในประเด็นนี้ด้วย
99 ๓.๒.๒ สร้ำงเสริมทักษะด้ำนกำรบริหำรจัดกำรและกำรใช้เทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มแปลงใหญ่ที่ภาครัฐสนับสนุน งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ และกลุ่มแปลงใหญ่ที่ลงทุนจัดซื้อเอง ควรมีการวางแผนการบริหารจัดการและการใช้เทคโนโลยีแต่ละประเภทภายในกลุ่มแปลงใหญ่ ที่ชัดเจน รวมทั้งศึกษาและวางแผนการให้บริการภายนอกกลุ่มแปลงใหญ่ร่วมด้วย ภาครัฐ ควรสนับสนุนให้กลุ่มแปลงใหญ่มีการยกระดับการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ เทียบเท่าหรือสูงกว่าเอกชนที่รับจ้างบริการในพื้นที่โดยการสร้างหลักสูตรการพัฒนาความเชี่ยวชาญ ในการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากกลุ่มแปลงใหญ่สามารถบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ และให้บริการเทคโนโลยีในกลุ่มแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถลดต้นทุนการผลิต ด้านต้นทุนผันแปร ต้นทุนแรงงานที่เป็นค่าใช้จ่ายหลักในการลงทุนด้านการผลิตได้อย่างมีนัยส าคัญ จะส่งผลต่อเนื่องถึงผลก าไรที่เพิ่มขึ้น และอีกประการหนึ่งยังเป็นการสร้างความคุ้นเคย และความพร้อมในการปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคตด้วย นอกเหนือจากผลทางตรงจากรายได้ในการบริการเครื่องจักร ครุภัณฑ์จะมีผลตอบแทนจ านวนมากเข้ากลุ่มแปลงใหญ่ และไม่ต้องรอคอยเครื่องจักรจากผู้บริการ ภายนอกกลุ่มแปลงใหญ่ ท าให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ และมีการยอมรับเทคโนโลยีมากขึ้น ผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้น หากการด าเนินงานของกลุ่ม แปลงใหญ่ที่มีการวางแผนการใช้เทคโนโลยี ในกลุ่มแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ จะสร้างความ ตระหนักให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรตามระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่เพิ่มมากขึ้น ๓.๒.๓ เพิ่มระบบกำรติดตำมประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิผล จำกกำรลงทุนภำครัฐ ที่สะท้อนเป้าหมายการพัฒนาหลัก 5 ด้านของแปลงใหญ่และของโครงการ ยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ควรต้องมีระบบ การติดตามประเมินผลและช่วยยกระดับการให้บริการให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงธุรกิจ อย่างน้อยเพื่อใช้เป็นฐานในการท าก าไรจากการบริหารเครื่องจักรอุปกรณ์ชุดนี้เพื่อใช้เป็นทุน ในเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นต่อไป ๓.๒.๔ พัฒนำปรับปรุงระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ รวมทั้งแนวทาง การพัฒนาเพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่แต่ละกลุ่มสามารถน าไปจัดท าเป็นแผนแม่บทของกลุ่มแปลงใหญ่ได้ ซึ่งมีจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับการพัฒนาด้านต่างๆของกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชิงรุก ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีที่จ าเป็นและระบบการผลิตเชิงเทคนิค ด้านกฎระเบียบการใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ ใหม่ ๆ ด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจการบริหารการเงินการบัญชี และการวิเคราะห์ตลาด ซึ่งอย่างน้อยควรมีประเด็นวิเคราะห์ความต้องการของตลาด แผนการผลิต (ปริมาณและคุณภาพ) ที่สอดรับกับความต้องการของตลาด ความพร้อมของเครื่องจักรอุปกรณ์ของสมาชิกที่มีอยู่เดิม และความจ าเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มเติม นอกจาก ด าเนินการให้มีแผนแม่บทกลุ่ม แปลงใหญ่แต่ละกลุ่มแล้ว ต้องเร่งรัดด าเนินการและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการทบทวน ปรับปรุง ให้ทันสมัยและใช้การได้ตลอดเวลา
ภำคผนวก
ภำคผนวกที่ ๑ แนวคิดกำรพัฒนำเศรษฐกิจแบบองค์รวม การขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ในมิติของการพัฒนาสินค้าไปสู่เป้าหมาย การสร้างความสามารถในการแข่งขันบนฐานเศรษฐกิจแบบองค์รวม (Bio - Circular - Green Economy Model - BCG) แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี ให้ความส าคัญกับการสร้างรายได้ จากภาคเศรษฐกิจการเกษตร โดยการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้และนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ในโลกอนาคต ในบทนี้จะกล่าวถึง ๑) แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม และ ๒) การสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้และนวัตกรรม ๕ ด้านคือ เกษตรอัตลักษณ์ เกษตรชีวภาพเกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป และเกษตรอัจฉริยะ แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมนี้เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ ๓ ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อมๆ กัน โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเติบโตเชิงคุณภาพ สร้างความสมดุลของ เศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า (value-based economy) การเติบโตที่เน้นการมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) และสังคมที่มีการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากร (circular society) ครอบคลุม ห่วงโซ่คุณค่าของ 4อุตสาหกรรมหลัก คือ (1) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (2) สุขภาพ และการแพทย์ (3) พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และ (4) การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ๑.๑ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบองค์รวมให้ประสบผลส าเร็จต้องเป็นการด าเนินการ ร่วมกันในลักษณะของจตุรภาคี (quadruple helix) ระหว่างภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน สังคม สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งเครือข่ายองค์กรต่างประเทศ เพื่อเลือกรับองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพื่อพัฒนาต่อยอดและปรับใช้ให้เหมาะสม กับบริบทของประเทศไทย ประกอบด้วยองค์ประกอบส าคัญ 2 ส่วน คือ 4 การขับเคลื่อน และ 4 การส่งเสริม (4 Drive X 4 Enablers) ดังนี้ ๑.๑.๑ องค์ประกอบ 4 การขับเคลื่อน ประกอบด้วย ๑) การพัฒนา 4 สาขายุทธศาสตร์คือ ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเกษตร และอาหาร ยุทธศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ ยุทธศาสตร์พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) การเตรียมก าลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในการพัฒนา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบองค์รวม 3) การพัฒนาเชิงพื้นที่ในรูปของระเบียงเศรษฐกิจทั้ง 4 ภูมิภาค 4) การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า ๑.๑.๒ องค์ประกอบการส่งเสริม ประกอบด้วย 1) กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2) โครงสร้างพื้นฐานส าคัญและสิ่งอ านวยความสะดวก 3) การยกระดับความสามารถของก าลังคน และ 4) การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ
104 ๑.๒ ช่วงเวลาของการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมเป็นการมอง ทั้งระบบแบบองค์รวม ดังนั้นการก าหนดแผนการด าเนินงานจึงครอบคลุมการขับเคลื่อนทั้งจตุรภาคี ซึ่งกรณีการสร้างมูลค่าเพิ่ม สามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลา คือ ๑.๒.๑ ระยะเร่งด่วน 6-12 เดือน ในรูปแบบของ quick win สามารถท าได้ โดยขยายผลเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการการเกษตรออกสู่ตลาด เช่น ขยายผลชุดตรวจสอบโรคพืช และ/หรือโรคสัตว์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงสารชีวภัณฑ์ (bioagent) เพื่อก าจัดศัตรูพืช ๑.๒.๒ ระยะสั้น 1-3 ปี ในลักษณะของการเพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ มาตรฐานสากล ต้องเน้นการพัฒนาและขยายเทคโนโลยีระบบการบริหารจัดการการเกษตรออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จักรกลการเกษตรมาตรฐานส่งออก พืชเศรษฐกิจใหม่มูลค่าสูงตรงตามความต้องการของตลาด ชุมชนต้นแบบเกษตรอัจฉริยะด้านการผลิตพืชและสัตว์น้ า แหล่งโปรตีนชนิดใหม่จากพืชและแมลง การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์นม สารท าหมันสัตว์จากธรรมชาติ และสร้างธุรกิจเกิดใหม่ (Start Up) ด้านบริการเกษตรอัจฉริยะ ๑.๒.๓ ระยะปานกลาง 3-5 ปี ในรูปแบบของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เป้าหมายและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นระยะของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการเป้าหมาย และอุตสาหกรรมใหม่ มุ่งพัฒนาวัคซีนสัตว์เศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากพืชสมุนไพร เช่น เวชส าอาง พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ชนิดใหม่ที่ตรงตามความต้องการของตลาด ตอบสนองต่อการพัฒนา ที่ยั่งยืน อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง บริหารจัดการเชื้อพันธุกรรม พัฒนาบุคลากรด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช และพัฒนาวิธีการตรวจโรคพืชอย่างรวดเร็ว ๑.๒.๔ ระยะยาว 5 - 10 ปี เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเกษตรทั้งระบบ โครงสร้างเกษตรทั้งระบบถูกปรับเปลี่ยน โดยจะเกิดการเกษตรในแนวตั้ง (Vertical Farming) ระบบเกษตรอัจฉริยะที่ให้ผลผลิตสูง มีความปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ๑.๓ โครงการริเริ่มที่ส าคัญของภาคการเกษตร ตัวอย่างโครงการหรืองานเพื่อการพัฒนา เศรษฐกิจแบบองค์รวม อาทิ การพัฒนาระบบปฏิบัติการเกษตรกรปราดเปรื่อง (Platform Smart Farm) พร้อมกลไกสนับสนุนวิสาหกิจหรือเกษตรกรปราดเปรื่องที่ต้องการทดลองใช้ระบบปฏิบัติการนี้ เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ าและการอุดหนุนทุนวิจัยให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการถอดแบบเพื่อปรับปรุง เทคโนโลยีทางการเกษตรขั้นสูงจากต่างประเทศ รวมถึงสิทธิประโยชน์ส าหรับอุตสาหกรรมผลิต หรือธุรกิจบริการภาคการเกษตรที่ลงทุนในประเทศ การปรับเพิ่มบทบาทของหน่วยงานให้ค าปรึกษา เพื่อให้บริหารชุมชน ลักษณะเดียวกับการให้ค าปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมการขยาย ผลการใช้โปรแกรม Agri-Map เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตร ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และประสิทธิภาพการผลิต โดยท างานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดและพัฒนาศูนย์ทดสอบเครื่องจักรกลการเกษตรให้สามารถรับรองมาตรฐานสากลได้ ๑ .๔ กา รขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุผลส าเร็จ ต้องก ารการพัฒน าผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการการพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรภาคการเกษตรและที่เกี่ยวข้อง และการวิจัย และพัฒนาเป็นสิ่งจ าเป็นที่ต้องด าเนินการ ดังนี้
105 ๑.๔.๑ การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ส าหรับการด าเนินการ ตามรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ด้านการเกษตร แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะ ๖ - ๑๒ เดือน พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง(Smart Farmer) วิสาหกิจเกษตรที่เข้มแข็งและวิสาหกิจเพื่อสังคม ระยะ 1 - 3 ปี พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง บริษัทที่ปรึกษาหรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีเกษตร ภัณฑารักษ์อาชีพ และนักปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ นักเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ระยะ 3 - 5 ปี พัฒนาธุรกิจเกิดใหม่ (Start Up) เทคโนโลยีเกษตรขั้นสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกษตรขั้นสูง และระยะ 5 - 10 ปีพัฒนาธุรกิจเกิดใหม่ เทคโนโลยีเกษตรขั้นสูงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกษตร ขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ๑.๔.๒ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรภาคการเกษตรและที่เกี่ยวข้องในระยะเร่งด่วน (๖ - ๑๒ เดือน หรือ Quick Win) ต้องเป็นในลักษณะหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non - Degree) ในลักษณะหลักสูตรระยะสั้นส าหรับเกษตรกรและศูนย์เรียนรู้เกษตรอัจฉริยะให้เกษตรกรสามารถ เข้าถึงองค์ความรู้ได้ และระยะยาวต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาในระบบทางด้านการเกษตร และเศรษฐศาสตร์การเกษตรโดยเน้น เรื่อง ระบบเกษตรอัจฉริยะและการค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนเงินให้นักวิจัยในระดับต่าง ๆ ที่ท างานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์ หรือสนับสนุนการพัฒนา เกษตรกรปราดเปรื่องร่วมกับภาคอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพในลักษณะของการสร้างสถานที่เป็น แหล่งเรียนรู้(Maker Space) หรือแหล่งบ่มเพาะ (Incubator) ให้นักศึกษา นักวิจัยและผู้สนใจทั่วไป ที่มีความสนใจในด้านเดียวกันเข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือท าโครงการ่วมกัน ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมส าหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับรวมทั้งการพัฒนา ทักษะและเพิ่มทักษะนักเทคโนโลยี เช่น การสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านบูรณาการระบบอัตโนมัติ (System Integrator - SI) ด้านการเกษตร เนื่องจากการน าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี ขั้นสูงมาใช้ในทางปฏิบัติจ าเป็นจะต้องมีผู้ท าหน้าที่ในการศึกษาขั้นตอนการใช้งานเลือกอุปกรณ์หลัก ออกแบบและผลิตอุปกรณ์เสริม เขียนโปรแกรมและจัดขั้นตอนการท างานของเครื่องมือและอุปกรณ์ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านั้นให้ใช้งานได้จนส าเร็จลุล่วง เป็นต้น ๑.๔.๓ การวิจัยและพัฒนา ในระยะเร่งด่วน (๖ - ๑๒ เดือน) โดยงานวิจัย ควรเน้นหนักงานวิจัยเชิงระบบเพื่อปฏิรูปภาคการเกษตร การศึกษาตลาด การบริหารจัดการฟาร์ม การยืดอายุผลผลิต การพัฒนาชุดตรวจสอบ การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นต้นในระดับ มาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตสินค้า (Good Manufacturing Practice - GMP) และการพัฒนาปัจจัยการผลิตชีวภาพในเชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานเมื่อเข้าสู่ระยะ 1 - 3 ปี การวิจัยและพัฒนาขั้นสูงและเกษตรแม่นย า ได้แก่ พัฒนาการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ จุลินทรีย์ ตามความต้องการของตลาด การศึกษาสรีรวิทยาและการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแบบจ าลองการเติบโตของพืชเศรษฐกิจและแมลงศัตรูพืชที่ส าคัญ (Crop & Insect Growth Model) การรวบรวมและการวิเคราะห์ผลจากแปลงเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย การพัฒนาเทคโนโลยีติดตามสภาวะในแปลง (Data Collection and Monitoring) รวมถึงเครือข่าย รวมของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกันและเทคโนโลยีที่อ านวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ กับระบบคลาวด์ ตลอดจนระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันเอง หรือ "อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง" (Internet of Things - IoT)
106 และมาตรฐานการเชื่อมต่อ (Interface) และการท างานร่วมกัน (Interoperation) ของระบบ ส าหรับเกษตรอัจฉริยะ และในระยะ 3 - 5 ปี ต้องพัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะให้ถึงขั้นการใช้ข้อมูล เพื่อสามารถควบคุมเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้อย่างแม่นย า โดยมีการจัดการข้อมูล (Data Storages and Integration, and Processing) ระบบการแปรผลข้อมูล (Task Advisory) เช่น ก า รแสดงผลใน รู ปแผนที่ (Prescription map) ก า ร ค า ด ก า รณ์ ห รื อ พ ย า ก รณ์ ผ ล ผ ลิ ต (Yield Forecasting) การเตือนการณ์ด้านความเสี่ยงล่วงหน้า (Early Warning System) รวมถึง การควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตรอัตโนมัติ (Automation and Machine Control) เช่น เทคโนโลยีส าหรับฟาร์มอัจฉริยะ (Variable Rate Technology - VRT) การใช้ระบบน าทางด้วย ดาวเทียมกับรถแทรกเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในภาคการเกษตร GNSS (Global Navigation Satellite System)/GPS (Global Positioning System) Tractor Guidance เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ระยะ 5 - 10 ปี แนวโน้มการวิจัยและพัฒนาจะออกมาในรูปแบบของเกษตรอัจฉริยะรูปแบบใหม่ (Disruptive Technology)ด้านการเกษตร ซึ่งเริ่มมีให้เห็นแล้วในลักษณะของการผลิตเนื้อภายใต้ห้องทดลอง โดยไม่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์แต่อย่างใด ๑.๕ การส่งเสริมให้การพัฒนาการเกษตรตามรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ทางด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน ต้องอ านวยความสะดวกในการขออนุญาตผลิตและขึ้นทะเบียน ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เกิดจากเทคโนโลยีชีวภาพ การอนุญาตและขึ้นทะเบียนอาหาร อาหารสัตว์และยาจากสมุนไพรหรือจากพืชที่ไม่เคยน ามาบริโภคมาก่อนการก าหนดการผลิตพืชดัดแปรพันธุกรรม ในระบบปิด เช่น พืชที่ผลิตวัคซีนที่กินได้ (edible vaccine) ไม้ดอก ไม้ประดับ เป็นต้น การก าหนด แนวทางหรือมาตรฐานของอุปกรณ์"อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง" (Internet of Things - IoT) ภาคการเกษตร ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานส าคัญและสิ่งอ านวยความสะดวกต้องพัฒนาศูนย์บริการทดสอบมาตรฐาน ปัจจัยการผลิตและสินค้าเกษตรในระดับสากลแบบครบวงจร เครือข่ายธนาคารเชื้อพันธุกรรม เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ที่มีการให้บริการที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล โครงสร้างพื้นฐาน ด้านการศึกษาประเมินลักษณะและสรีระวิทยาที่รวดเร็วและแม่นย า (Plant Phenomics) รวมถึงการพัฒนาศูนย์ทดสอบและรับรองด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพ การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในระบบเกษตรอัจฉริยะและเครื่องจักรกลการเกษตร ตลอดจนการสร้าง เครือข่ายในระดับโลกเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างใกล้ชิด ๑.๖ แนวทางการน าหลักคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ในภาคการเกษตร สู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยนายยุคล ลิ้มแหลมทอง (2564) ได้เสนอแนวทางโดยสรุป ดังนี้ ๑.๖.๑ หลักการ ประกอบด้วย ๑) การน าองค์ความรู้และนวัตกรรม BCG ลงไปใช้ในการพัฒนาทรัพยากร และสินค้า ตลอดห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน เพื่อความยั่งยืนของภาคการเกษตร ๒) บูรณาการแนวคิดและการด าเนินงานของทุกภาคส่วน เกษตรกร ผู้ประกอบการ เอกชน ส่วนราชการ สถาบันการศึกษา ผู้บริโภค ๓) หาช่องว่างของการพัฒนา เพื่อการศึกษาวิจัย สร้างนวัตกรรม เพิ่มมูลค่า ของสินค้าเกษตร รวมถึงรูปแบบและความต้องการของตลาด
107 ๑.๖.๒ เป้าหมาย 1) ด้านเศรษฐกิจ 3 สูง (ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง รายได้สูง) 2) ด้านทรัพยากรธรรมชาติมีคุณภาพไม่เสื่อมโทรมส่งต่อได้ 3) ด้านสังคม คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนดีขึ้น กินอิ่ม (มีกิน มีใช้ เศรษฐกิจพอเพียง) นอนอุ่น (มีที่ท ากิน ไม่มีหนี้ มีความรู้) อยู่เย็น (สิ่งแวดล้อมดี ไม่มีมลภาวะ) เป็นสุข (ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เกื้อกูลมีน้ าใจ รักษาวัฒนธรรม) ๑.๖.๓ การด าเนินการ 1) สร้างคลังข้อมูลในพื้นที่ เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการ ได้แก่ แหล่งน้ า ที่ใช้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และอื่น ๆ ชนิดและคุณสมบัติของดินที่ใช้ ในการเกษตรแต่ละชนิด การจัดการน้ า ดิน ขยะ ของเสีย ของเหลือใช้ต่าง ๆ สภาพแวดล้อม ในการผลิตภาคการเกษตร ได้แก่ ฤดูกาล อุณหภูมิ ปริมาณน้ าฝน ความถี่ของน้ าท่วม ฝนแล้ง ปฏิทิน การเกษตรของสินค้าหลัก สินค้ารอง ปริมาณผลผลิต ข้อมูลพื้นฐานภาคการเกษตร ได้แก่ จ านวนเกษตรกรพื้นที่เกษตรกรรม โรงงานรวบรวม แปรรูป อุตสาหกรรม เกษตร อาหาร และอื่น ๆ ระบบการตลาดของสินค้าแต่ละชนิด ระบบมาตรฐานสินค้า ได้แก่ จ านวนและปริมาณที่ได้มาตรฐาน หน่วยตรวจสอบ และรับรองมาตรฐานระบบการขนส่งเคลื่อนย้ายสินค้า ตามรายชนิดสินค้าผลผลิต แหล่งองค์ความรู้ ได้แก่ ศูนย์วิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และถ่ายทอดความรู้องค์ความรู้ที่พร้อมถ่ายทอด และปรับปรุง ๒) พัฒนาโปรแกรม การบริหารจัดการข้อมูล ให้สามารถใช้วางแผนการจัดการ ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภคเพื่อประเมินความเสี่ยง จัดการความเสี่ยง ปรับปรุงข้อมูล การใช้ข้อมูล ฯลฯ รวมถึงการจัดระดับข้อมูลเพื่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ 3) คัดเลือกสินค้าเกษตรในพื้นที่ที่เป็นสินค้าหลักหรือสินค้าที่มีศักยภาพ พัฒนาให้เกิดผลทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีข้อมูลตลอด Supply Chain อาจวิเคราะห์ตามแนว Canvas Business Model ๑.๖.4 น าแผนเทคโนโลยีไปด าเนินการในสินค้าและพื้นที่เป้าหมาย ๑) ด้านการจัดการการผลิต เช่น พันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ การป้องกัน ควบคุม ก าจัดโรคระบาด การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ระบบการให้น้ า การปรับปรุงดิน การใช้สารชีวภัณฑ์ สารเคมี การพัฒนาคุณภาพ การพัฒนาระบบการขนส่งเคลื่อนย้ายสินค้า การแปรรูป การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ การตลาด และอื่น ๆ ๒) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ เพิ่มรายได้ รักษาและยืดอายุทรัพยากร การจัดการขยะ การไม่เพิ่มมลภาวะ การใช้ระบบดิจิทัล เพื่อการผลิต ที่แม่นย า การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มมูลค่า การสร้างคุณค่า การตลาด การสร้าง Brand การก ากับดูแลมาตรฐาน ฯลฯ ๓) ด้านการพัฒนาคุณภาพหรือสร้างคุณค่าให้สินค้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
108 ๑.๖.5 ก าหนดหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หลังจากน าเทคโนโลยี BCG เสริมในระบบแล้ว เกิดผลด้านเศรษฐกิจ (Yield คุณภาพ รายได้และการลงทุน) ด้านทรัพยากร (คุณภาพน้ า ดิน การใช้ปุ๋ย มลภาวะ การจัดการขยะ และความสูญเสียในทุกขั้นตอนของระบบ การผลิต) ด้านสังคม (ครอบครัวอบอุ่นจากการท าการเกษตรได้ตลอดปีเกิดกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง ประชากรไม่ทิ้งถิ่น) ซึ่งสามารถก าหนดเป็น Milestone หรือ Digital เพื่อการติดตาม ประเมินผล เป็นระยะ (PDCA) ๑.๖.๖ ผู้รับผิดชอบ คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และคณะกรรมการประกอบด้วย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัด ทั้งเกษตร พาณิชย์ อุตสาหกรรม สาธารณสุข แรงงาน เอกชน เกษตรกร สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ผู้บริโภค ธกส. โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัด หรือปลัดจังหวัด ท าหน้าที่เลขานุการ คณะกรรมการมีหน้าที่ ท าแผนและด าเนินการพัฒนาสินค้าเกษตร ด้วยเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา เศรษฐกิจองค์รวม ๑.๖.๗ การจัดท างบประมาณ ให้คณะกรรมการจัดท าแผนพัฒนาสินค้าเกษตร และทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณด าเนินการ ซึ่งอาจมีแหล่งเงินทุนจากรัฐบาล ภาคเอกชน หรือแหล่งทุนอื่น เสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมผ่าน คณะอนุกรรมการเพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ด้านเกษตร ๑.๖.๘ การสนับสนุน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค องค์ความรู้ เทคโนโลยี เพื่อให้เกิดความส าเร็จตามเป้าหมาย ๑.๖.๙ การประสานงาน ส านักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คณะอนุกรรมการ เพื่อการขับเคลื่อน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมด้านการเกษตร
ภำคผนวกที่ ๒ กำรสร้ำงมูลค่ำของสินค้ำเกษตรจำกฐำนควำมรู้และนวัตกรรม ในที่นี้ การสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้และนวัตกรรมจะกล่าวถึง ลักษณะสินค้า ๕ ด้าน คือ เกษตรอัตลักษณ์ เกษตรชีวภาพ เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป และเกษตร อัจฉริยะ รายละเอียด ดังนี้ ๒.๑ เกษตรอัตลักษณ์ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเกษตร ก าหนดให้มีการพัฒนา “เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น” ด้วยการต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นโดยมีเป้าหมายและตัวชี้วัด คือ อัตราการขยายตัวของมูลค่าสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ในทุก ๆ ช่วงระยะเวลา ๕ ปี เริ่มจาก พ.ศ. 2561 - 2565 มูลค่าสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ พ.ศ. 2566 - 2570 มูลค่าสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 พ.ศ. 2571 - 257๕ มูลค่าสินค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และ พ.ศ. 2576 - 2580 มูลค่าสินค้า เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ ๖ ส าหรับสินค้าที่อยู่ในกลุ่มสินค้า “เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น” นั้น ครอบคลุม สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีลักษณะสินค้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะพื้นที่สินค้า จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย สินค้าศิลปาชีพ สินค้าหนึ่งต าบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product - OTOP) สินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications - GI) ๒.๑.๑ แนวทำงกำรพัฒนำ ประกอบด้วย ๑) ส่งเสริมให้มีกำรประยุกต์ใช้โดยน าภูมิปัญญามาใช้ร่วมกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตสินค้า และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้มีสินค้าออกสู่ตลาดอย่างสม่ าเสมอ ตลอดทั้งปี ๒) พัฒนำคุณภำพสินค้ำให้ได้มำตรฐำน เพื่อให้ได้ตามความต้องการ ของตลาดและผู้บริโภค รวมทั้งระบบรับรองความปลอดภัยในระดับต่าง ๆ ๓) พัฒนำและยกระดับควำมสำมำรถของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรอัตลักษณ์เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ๔) สร้ำงอัตลักษณ์ หรือน ำเสนอเรื่องรำว(Story)แหล่งก าเนิด ที่มาของสินค้า ๕) ใช้ประโยชน์จำกสินค้ำเกษตรอัตลักษณ์ในพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ ธุรกิจและภาคการผลิตอื่น เช่น การท่องเที่ยว และการบริการ เป็นต้น ๖) ส่งเสริมกำรบริโภคสินค้ำเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ทั้งในระดับประเทศ และเพื่อการส่งออก
110 ๒.๑.๒ ลักษณะ องค์ประกอบ กำรสร้ำงมูลค่ำด้วยเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น จากแนวทางการพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ สามารถน ามาใช้กับการพัฒนาสินค้าที่ได้จากการผลิตทางการเกษตรในระบบแปลงใหญ่เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่ม โดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ ๑) ภูมิปัญญำคือความรู้ ความคิด ความเชื่อ ความสามารถที่เป็นผลมาจาก การใช้สติปัญญาและการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒน าและถ่ ายทอดสืบต่อกันมาเพื่อใช้แก้ปัญห าและพัฒน าชีวิตของคนไทยให้สมดุล กับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัยภูมิปัญญาจึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภูมิปัญญามีขอบข่ายกว้างขวาง โดยสารานุกรมไทยส าหรับเยาวชน ฉบับกาญจนาภิเษก (เล่มที่ 23) แบ่งภูมิปัญญาไทยออกเป็น 10 สาขา ได้แก่ สาขาเกษตรกรรม สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขากองทุน และธุรกิจชุมชน สาขาสวัสดิการ สาขาศิลปกรรม สาขาการจัดการองค์กร สาขาภาษา และวรรณกรรม สาขาการแพทย์แผนไทย และสาขาศาสนาและประเพณีทั้งนี้ภูมิปัญญาเหล่านี้ สามารถที่จะน ามาพัฒนาเพื่อผลิตสินค้าที่โดดเด่น และมีอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ ๒) นวัตกรรม (Innovation) คือ สิ่งที่เกิดจากการคิดค้นหรือประดิษฐ์ ขึ้นใหม่ หรือถูกท าให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้แก่ เทคโนโลยี ความคิด สิ่งประดิษฐ์ และผลิตภัณฑ์ เป็นต้น โดยไม่จ าเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่อย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่อาจมาจากการดัดแปลงหรือต่อยอด มาจากสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยการสร้างหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นซึ่งการพัฒนาการผลิตในระบบแปลงใหญ่ ให้ก้าวหน้าจ าเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาช่วย ๓) เทคโนโลยี เป็นสิ่งที่มนุษย์น าความรู้จากธรรมชาติ และความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาคิดค้น และดัดแปลงธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการด ารงชีวิต ในระยะแรก เทคโนโลยีที่น ามาใช้เป็นระดับพื้นฐาน เช่น การเพาะปลูก การชลประทาน การก่อสร้าง การท าเครื่องมือ เครื่องใช้ การท าเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เป็นต้น ส่วนที่เป็นข้อแตกต่าง ของเทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์ คือ เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทาง วิทยาศาสตร์เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวโลก มีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใด การใช้เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยน าเทคโนโลยีมาใช้ ในการผลิตท าให้ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น ประหยัดแรงงาน ลดต้นทุนและรักษาสภาพแวดล้อม ส าหรับการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาด้านการเกษตร ส่วนใหญ่เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตและเพื่อปรับปรุงพันธุ์
111 ๔) ระบบรับรองควำมปลอดภัย และคุณภำพมำตรฐำน ระบบรับรอง ความปลอดภัย และการรับรองคุณภาพมาตรฐานต่าง ๆ มีความส าคัญต่อการผลิตสินค้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหาร และวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเชิงการค้า สินค้าที่มีการรับรองความปลอดภัยหรือรับรองคุณภาพมาตรฐานจะสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับผู้บริโภคและสร้างมูลค่าให้กับผู้ผลิต ระบบรับรองความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งการผลิตในระบบแปลงใหญ่ จ าเป็นต้องให้ความส าคัญกับมาตรฐาน ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มาตรฐาน การปฏิบัติที่ดีในการผลิตสินค้าและมาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม ในการผลิตอาหาร เครื่องหมาย อย. การสร้างเรื่องราวของสินค้า สินค้าศิลปาชีพ สินค้าหนึ่งต าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รายละเอียดดังนี้ (๑) มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices - GAP) คือ แนวทางในการท าการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัย ตามมาตรฐานที่ก าหนด โดยขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและบริโภค ปราศจาก การปนเปื้อนของสารเคมีไม่ท าให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน การผลิตตามมาตรฐาน จี เอ พี จะก่อให้เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิต สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุ หีบห่อ และการขนส่งผลผลิต ส าหรับการผลิตสินค้าเกษตร 3 ประเภท ได้แก่ พืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ า สามารถขอรับรองมาตรฐาน จี เอ พี ได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จ ากัด (๒) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ (Organic Framing) เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพ เน้นการใช้วัสดุจากธรรมชาติ (ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ สารธรรมชาติ จุลินทรีย์) หลีกเลี่ยงการใช้ วัตถุดิบที่ได้จากการสังเคราะห์ (สารเคมี ปุ๋ยเคมี) และไม่ใช้พืช หรือสัตว์ที่ได้จากการดัดแปรง พันธุกรรม (Genetically Modified Organism - GMO) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูป ด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์และคุณภาพที่ส าคัญของผลิตภัณฑ์ ในทุกขั้นตอน
112 การขอรับรองมาตรฐานและการใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ สามารถขอได้กับหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เช่น เครื่องหมาย Organic Thailand ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครื่องหมาย มกท. ของส านักงานมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ เครื่องหมาย USDA ORGANIC ของสหรัฐอเมริกา เครื่องหมาย JAS ของญี่ปุ่น เครื่องหมาย EU Regulation ของสหภาพยุโรป เครื่องหมาย IFOAM ของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์ นานาชาติเป็นต้น (๓) มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตสินค้า(Good Manufacturing Practice - GMP) และมาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร (Hazard Analysis and Critical Control Points - HACCP) ก. มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตสินค้า หมายถึงหลักเกณฑ์ วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารเป็นเกณฑ์หรือข้อก าหนดขั้นพื้นฐานที่จ าเป็นในการผลิตและควบคุม เพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตาม และท าให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัยเป็นระบบประกันคุณภำพ ที่อาศัยหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งมีการปฏิบัติและพิสูจน์แล้วจากกลุ่มนักวิชาการ ด้านอาหารทั่วโลกว่าสามารถท าให้อาหารเกิดความปลอดภัย ดังนั้น หากปฏิบัติตามแนวทาง ที่ก าหนดได้ทั้งหมดก็จะท าให้อาหารมีคุณภาพ มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานเป็นที่เชื่อถือยอมรับ จากผู้บริโภค ข. มาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุมในการผลิต หมายถึง การวิเคราะห์อันตราย จุดวิกฤติที่ต้องควบคุมเป็นแนวคิดเกี่ยวกับ มาตรการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนในกระบวนการผลิต มีการด าเนินงานเชิง วิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนสารเคมีหรือสิ่งสกปรกใด ๆ ระบบ HACCP ยึดหลักเกณฑ์ตามโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) โดยจะเน้น การควบคุมพนักงานและเทคนิคการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องที่จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและลดความเสี่ยง ในการปนเปื้อนต่าง ๆ เป็นจุดส าคัญของการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตสินค้าและมาตรฐานระบบ การวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหารมักจะใช้คู่กัน โดยสามารถ ขอรับรองมาตรฐานทั้ง ๒ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรได้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน เช่น บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จ ากัด เป็นต้น
113 (๔) เครื่องหมาย อย. คือ เครื่องหมายที่ไว้ใช้เพื่อแสดงหรือบ่งบอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้รับการรับรองว่ามีคุณภาพ และผ่านการตรวจสอบจากส านักงานคณะกรรมการ อาหารและยาแล้วว่าปลอดภัย ซึ่งเครื่องหมายดังกล่าวจะท าให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า สินค้าที่ซื้อมานั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เครื่องหมาย อย. มีส่วนส าคัญส าหรับผู้ประกอบการเอง หากสินค้าที่ผลิตมีเครื่องหมาย อย. รับรอง จะท าให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นน่าเชื่อถือได้รับความไว้วางใจ จากผู้บริโภคมากขึ้น สามารถสร้างฐานลูกค้าและผลก าไรตามมาได้ ทั้งนี้เครื่องหมาย อย. นอกจาก จะใช้กับอาหารและยาแล้วยังสามารถใช้ได้กับอาหารควบคุม เครื่องมือแพทย์ เครื่องส าอาง และวัตถุ อันตรายซึ่งการขอรับรองและขอใช้เครื่องหมาย อย. ได้จากส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (๕) การสร้างเรื่องราวของสินค้า (brand story) คือ การน าเสนอ คุณค่าหรือเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้มีการผลิตสินค้านั้น ๆ ขึ้นมา โดยให้เรื่องราวเป็นตัว เชื่อมโยงกับผู้คนให้เกิดความสนใจและชื่นชอบในสินค้านั้นอันน าไปสู่การสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้ ทั้งนี้ การสร้างเรื่องราวของสินค้า เช่น บอกเล่าความหมายหรือความส าคัญของสินค้านั้นคืออะไร อธิบายว่าสินค้านั้นมุ่งมั่นตั้งใจจะแก้ปัญหา หรือมีประโยชน์กับคนกลุ่มไหน และสินค้านั้นส่งผล กระทบต่อความรู้สึกของผู้คนอย่างไร เป็นต้น โดยสื่อความอย่างชัดเจนตรงประเด็น ไม่ซับซ้อน หากกลุ่มแปลงใหญ่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์จากแปลงใหญ่ ควรเริ่มต้น จากการน าเสนอเรื่องราวของสินค้านั้นให้น่าสนใจ ดึงความโดดเด่นของสินค้าออกมาให้ได้ (๖) สินค้าศิลปาชีพ “ศิลปาชีพ” หมายถึง การส่งเสริมให้คนไทย ในภูมิภาคต่างๆ ผลิตงานด้านศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลัก งานศิลปาชีพอยู่ภายใต้การด าเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพนอกจากจะเป็น การเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรและราษฎรผู้มีรายได้น้อยแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยและพัฒนาคุณภาพของฝีมือให้ดียิ่งขึ้นจนสามารถผลิตสินค้าให้เป็น ที่ต้องการของตลาด รวมทั้งสร้างสรรค์งานฝีมือชั้นเยี่ยมไว้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติด้วย การผลิตที่มีคุณภาพ มีรูปแบบที่สร้างสรรค์ สวยงาม ประณีตสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าศิลปาชีพ ได้ไม่ยากนัก (๗) สินค้าหนึ่งต าบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product - OTOP) หรือเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นแนวคิดที่รัฐบาลต้องการให้แต่ละหมู่บ้านมีผลิตภัณฑ์หลัก เป็นของตัวเอง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบหรือทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาท าการพัฒนา จนกลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชน แต่จากการที่หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปส่งเสริม ให้ชาวบ้านผลิตนั้นมักจะเป็นสินค้าที่มีรูปลักษณ์หน้าตาที่เหมือน ๆ กันกับต าบลอื่นในจังหวัดเดียวกัน หรือซ้ าประเภทกับภูมิภาคอื่น ไม่มีความโดดเด่น ขายไม่ได้ราคาเพราะมีการแข่งขันกันสูง จึงเป็นที่มา ของการจัดล าดับชั้นหรือการให้ดาวสินค้า OTOP โดยมีคณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศเป็นผู้ให้คะแนนโดยพิจารณาจาก “คุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์” เป็นส าคัญ
114 ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเข้าคัดสรรต้องได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทอาห ารและเครื่องดื่มต้องผ่ านมาตรฐ านหรืออยู่ ในกระบวนการพัฒนาเพื่อให้ได้มาตรฐานโดยก าหนดคะแนนรวมไว้ 100 คะแนน มีหลักเกณฑ์ การพิจารณาแบ่งเป็นด้านการผลิตและความเข้มแข็งของชุมชน 40 คะแนน ด้านตัวผลิตภัณฑ์ 30 คะแนน และด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 30 คะแนน ซึ่งจะน ามาก าหนดระดับสินค้าออกเป็น 5 ระดับ ตามค่าคะแนน ดังนี้ ระดับ 5 ดาว ต้องได้ 90 คะแนนขึ้นไป เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐานหรือมีศักยภาพในการส่งออก ระดับ 4 ดาว ได้คะแนน 89 - 90 คะแนน เป็นสินค้าที่มี ศักยภาพเป็นที่ยอมรับระดับประเทศและสามารถพัฒนาสู่สากลได้ ระดับ 3 ด า ว ได้คะแนน 70 - 79 คะแนน เป็นสินค้ า ระดับกลางที่สามารถพัฒนาสู่ระดับ 4 ดาวได้ ระดับ 2 ดาว ได้คะแนน 60 - 69 คะแนน เป็นสินค้าที่สามารถ พัฒนาสู่ระดับ 3 ดาว ได้ และมีการประเมินศักยภาพเป็นระยะ ระดับ 1 ดาว ได้คะแนนต่ ากว่า 60 คะแนน เป็นสินค้าที่ไม่สามารถ พัฒนาสู่ระดับ 2 ดาวได้ เนื่องจากมีจุดอ่อนมาก และยากต่อการพัฒนา สินค้าที่ผลิตในระบบแปลงใหญ่ สามารถพัฒนาเป็นสินค้า OTOP ในระดับ 3- 5 ดาว เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ถ้าสินค้านั้นมีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยม ของผู้บริโภค (๘) สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า จี ไอ (Geographical Indications - GI) เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัย ส าคัญสองประการ คือ ธรรมชาติและมนุษย์ กล่าวคือ ชุมชนได้อาศัยลักษณะเฉพาะที่มีอยู่ในแหล่ง ภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศหรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการ ผลิตสินค้าในท้องถิ่นของตนขึ้นมา ท าให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว คุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพ ชื่อเสียงหรือคุณลักษณะเฉพาะอื่น ๆ ที่มาจากแหล่ง ภูมิศาสตร์นั้น ๆ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟเขาทะลุ ส้มโอนครชัยศรี กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนหลงลับแล เนื้อโคขุนโพนยางค า ปลาสลิดบางบ่อ ร่มบ่อสร้าง ชามไก่ล าปาง ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าหม้อห้อมแพร่ ครกหินอ่างศิลา ไวน์เขาใหญ่ เป็นต้น สินค้าที่ผลิตในระบบแปลงใหญ่ถ้ามีคุณสมบัติ ครบตามเงื่อนไขของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้าง มูลค่าเพิ่มได้โดยผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีเขตรับผิดชอบ ครอบคลุมบริเวณแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้านั้น หรือบุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลซึ่ง ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และมีถิ่นที่อยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ ของสินค้า หรือกลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
115 ๒.๑.๓ แนวทำงกำรวำงแผนพัฒนำเพื่อกำรพัฒนำเกษตรอัตลักษณ์ เพื่อเป็น ตัวอย่างในการวางแผนการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มส าหรับผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์เกษตร อัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ผลิตในระบบเกษตรกรรมแปลงใหญ่ในที่นี้ จึงขอเสนอแนวทางการวางแผน เพื่อการพัฒนาคุณลักษณะและคุณสมบัติการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้ และนวัตกรรมด้านเกษตรอัตลักษณ์ของแปลงใหญ่ระดับต่าง ๆ ไว้ดังนี้(ตารางผนวกที่ 1) ๑) แปลงใหญ่ระดับพื้นฐำน มีเป้าหมายลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต การเริ่มต้นรวมกลุ่มกันผลิตอาจมุ่งเน้นไปในการใช้ภูมิปัญญา ผสมผสานกับเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมในการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานอย่างน้อยไม่ต่ ากว่าร้อยละ 65 ของผลผลิตรวมทั้งหมด พร้อมทั้งการปฏิบัติในไร่นาตามแนวทางซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ( GAP หรือ เกษตรอินทรีย์) ซึ่งสามารถขอรับรองมาตรฐานการผลิตให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ของจ านวนสมาชิก ๒) แปลงใหญ่ระดับก้ำวหน้ำ เป้าหมายธุรกิจเกษตรครบวงจร ควรมี การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาร่วมกับเทคโนโลยี เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ และนวัตกรรม ด้านการเกษตรสมัยใหม่ เช่น แอพพลิเคชัน ระบบการบริหารจัดการฟาร์ม ระบบการเตือนภัย ระบบการอารักขาพืช ฯลฯ ส าหรับการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่มมากขึ้นเป็น ร้อยละ 66 - 80 ของผลผลิตรวม พร้อมทั้งมีการพัฒนาการปฏิบัติในไร่นาเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐาน การผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 - 70 ของจ านวนสมาชิก ๓) แปลงใหญ่ระดับพัฒนำ มีการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการ ผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่มมากขึ้นเป็นร้อยละ 81 – 90 ของผลผลิตรวมทั้งหมด ขณะเดียวกันต้องมีการปฏิบัติเพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 - 90 ของจ านวนสมาชิก เมื่อมีผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายของกลุ่มควรมุ่งไปที่ การเพิ่มมูลค่าของผลผลิตด้วยการสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้า โดยการน าเสนอเรื่องราวของสินค้า ให้น่าสนใจไม่เหมือนกับสินค้าชนิดเดียวกันที่มีอยู่ในตลาด มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นที่สะดุดตา และถ้าเป็นไปได้อาจตั้งเป้าหมายพัฒนาให้เป็นสินค้า OTOP ในระดับ 3 - 4 ดาว ๔) แปลงใหญ่ระดับแข่งขัน มีเป้าหมายธุรกิจเกษตรเพื่อการส่งออก ควรมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่มมากขึ้นไม่ต่ ากว่า ร้อยละ 90 ของผลผลิตรวมทั้งหมด และปฏิบัติเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 91 - 100 พร้อมกับตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้นด้วยการพัฒนา ให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ถ้าแหล่งผลิตนั้นมีลักษณะเฉพาะที่ส่งผลต่อลักษณะ และคุณภาพของผลผลิตที่โดดเด่นไม่เหมือนแหล่งผลิตอื่น ๆ หรืออาจจะพัฒนาให้เป็นสินค้า เกรดพรีเมี่ยมหรือสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาวที่มีศักยภาพในการส่งออกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถ เชื่อมโยงผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานของกลุ่มกับภาคธุรกิจอื่น เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
ตารางผนวกที่ 1 แนวทางการวางแผนเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะด้านเกษตรอัตลักษณ์ของแปลงใหญ่ระดับต่าง ๆ แปลงใหญ่ระดับพื้นฐำน แปลงใหญ่ระดับพัฒนำ เป้ำหมำย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป้ำหมำย ธุรกิจต้นน้ ำ 1. ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ใช้ภูมิปัญญา และเทคโนโลยีในการผลิต ๒. ผลผลิตได้คุณภาพมาตรฐาน อย่างน้อยไม่ต่ ากว่าร้อยละ 65 ของผลผลิตรวมทั้งหมด ๓. ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต ในระดับสากล ( GAP หรือ เกษตร อินทรีย์) ซึ่งสามารถขอรับรองมาตรฐาน การผลิตให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ของ จ านวนสมาชิก 1. ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา ร่วมกับ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในการผลิต (เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มี มาตรฐานเดียวกัน 2. เป็นสินค้า OTOP ระดับต้น ๓. ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่ม มากขึ้นเป็นร้อยละ 66 - 80 ของผลผลิตรวมทั้งหมด ๔. ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต ในระดับสากล ( GAP หรือ เกษตร อินทรีย์) ซึ่งสามารถขอรับรองมาตรฐาน การผลิตให้ได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51-70 ของจ านวนสมาชิก
ะและคุณสมบัติการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้และนวัตกรรม แปลงใหญ่ระดับก้ำวหน้ำ แปลงใหญ่ระดับแข่งขัน เป้ำหมำย ธุรกิจเกษตรครบวงจร เป้ำหมำย เครือข่ำยธุรกิจเพื่อกำรส่งออก 1. สร้างเรื่องราว (Story) สร้างความ น่าจดจ า น่าเชื่อถือ ๒. สร้างความโดดเด่นในตัวผลผลิต ไม่ให้เหมือนที่อื่น (Branding) ๓. พัฒนาบรรจุภัณฑ์/รูปแบบผลิตภัณฑ์ ให้ทันกับยุคสมัย ๔. เป็นสินค้า OTOP ระดับ 3 - 4 ดาว ๕. ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานเพิ่ม มากขึ้นเป็นร้อยละ 81 - 90 ของ ผลผลิตรวมทั้งหมด ๖. ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 71 - 90 ของจ านวน สมาชิก 1. ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI 2. สินค้าเกรดพรีเมี่ยม หรือสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว 3. เชื่อมโยงสินค้าไปสู่ภาคการผลิต/ บริการอื่น เช่น การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม 4. บรรจุภัณฑ์/รูปแบบผลิตภัณฑ์โดดเด่น มีเอกลักษณ์ ๕. ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานไม่ต่ ากว่า ร้อยละ 90 ของผลผลิตรวมทั้งหมด ๖. ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ +1-๑๐0 ของจ านวนสมาชิก 116
117 ๒.๒ เกษตรชีวภำพ แผนแม่บทด้านการเกษตร ประเด็นย่อย “เกษตรชีวภาพ” ได้สนับสนุน การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทางการเกษตร เพื่อน าไปสู่การผลิตและขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้และประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี ที่ค านึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อการแปรรูปสินค้าจากความหลากหลายชีวภาพ ส่งเสริมและสนับสนุน การผลิต การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานเกษตรกรรมและฐานทรัพยากรชีวภาพรวมถึง พัฒนาเชื่อมโยงไปสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และใช้ฐานการท าเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อใช้ประโยชน์ และต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ตามความเหมาะสม และส่งเสริมให้มีการน าวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพ โดยในแผนย่อยเกษตรชีวภาพ เน้นการพัฒนา และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเกษตรชีวภาพที่ครอบคลุมการท าการเกษตรที่อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติเกษตรชีวภาพ ปลอดสารพิษ และค านึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุชนรุ่นหลังและผลิต อาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความหลากหลาย ทางชีวภาพในการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยกระบวนการทางชีวภาพ เพื่อน าไปสู่ผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าสูง ๒.๒.๑ เป้ำหมำยกำรพัฒนำเกษตรชีวภำพ ประกอบด้วย 1) สินค้ำเกษตรชีวภำพมีมูลค่ำเพิ่มขึ้น โดยวัดจากอัตราการขยายตัว ของมูลค่าของสินค้าเกษตรชีวภาพเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 2) กำรจัดตั้งวิสำหกิจกำรเกษตรจำกฐำนชีวภำพและภูมิปัญญำ ท้องถิ่น มีเป้าหมายจัดตั้งทุกต าบลโดยวัดจากจ านวนวิสาหกิจการเกษตรขนาดกลางและเล็ก ๒.๒.๒ ผลิตภัณฑ์จำกฐำนชีวภำพ โดยได้ก าหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ดังนี้ ๑) สนับสนุนกำรใช้ประโยชน์ เพื่อน าไปสู่การผลิตและขยายผล สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต และผลิตภัณฑ์จากการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว และเชื้อจุลินทรีย์ ๒) ส่งเสริมและสนับสนุนกำรผลิต กำรแปรรูป และกำรพัฒนำสินค้ำ เกษตรและผลิตภัณฑ์มีการยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจการเกษตรขนาดกลาง และเล็กจากฐานเกษตรกรรม และฐานทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนมีการใช้ฐานจากการท าเกษตรกรรม ยั่งยืน ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ค านึงถึงระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อใช้ประโยชน์และต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรชีวภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการน าวัตถุดิบเหลือทิ้ง ทางการเกษตรมาใช้ในอุตสาหกรรมและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓) ส่งเสริมกำรปลูกพืชสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ในแต่ละท้องถิ่น จะมีพืชสมุนไพรประจ าถิ่น การส่งเสริมให้ปลูกสมุนไพรตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมในที่นี้ มุ่งเน้นการแปรรูปเพื่อป้อนในตลาดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สินค้าประเภทโภชนาเภสัช ผลิตภัณฑ์ประเภทเวชส าอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องส าอาง รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
118 ๔) ใช้เกษตรชีวภำพเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมกำรตลำด โดยเน้นการสร้าง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากเกษตรชีวภาพตลอดจนประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรไทย โดยใช้โอกาสจากความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพ และการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ๒.๒.๓ โครงกำรเกษตรชีวภำพ งบประมำณรำยจ่ำยประจ ำปี พ.ศ. 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ด าเนินการขับเคลื่อนแผนแม่บทย่อยเกษตรชีวภาพ ภายใต้แผนแม่บท ประเด็นการเกษตร งบประมาณรายจ่ายประจ าปี พ.ศ. 2566 ซึ่งแผนแม่บทย่อยแผนแม่บทย่อยเกษตร ชีวภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเกษตรชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในการผลิตและแปรรูปสินค้า เกษตร ประกอบด้วย 3 โครงการ (ภาพผนวกที่ 1) ได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตร ชีวภาพ (สมุนไพร แมลงเศรษฐกิจ) 2) โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ 3) โครงการส่งเสริมการจัดตั้งและบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ๒.๒.๔ แนวทำงกำรวำงแผนพัฒนำเพื่อกำรพัฒนำเกษตรชีวภำพ เพื่อเป็น ตัวอย่างในการวางแผนการพัฒนาเกษตรชีวภาพ ในที่นี้ จึงขอเสนอแนวทางการวางแผน เพื่อการพัฒนาคุณลักษณะและคุณสมบัติการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้ และนวัตกรรมด้านเกษตรชีวภาพของแปลงใหญ่ระดับต่างๆ ไว้ดังนี้(ตารางผนวกที่ 2) ๑) แปลงใหญ่ระดับพื้นฐำน มีเป้าหมายลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ควรเริ่มจากการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ ในท้องถิ่นทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อผลิตสินค้าและแปรรูปเบื้องต้นจากทรัพยากรชีวภาพ ๒) แปลงใหญ่ระดับก้ำวหน้ำ เป้าหมายธุรกิจเกษตรครบวงจร ควรมี การอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และขยายเพิ่มปริมาณทรัพยากรชีวภาพ ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ในท้องถิ่นเพื่อผลิตสินค้าจากทรัพยากรชีวภาพและเพิ่มมูลค่า โดยใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ทันสมัยและการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังคงรักษาสภาพต้นเดิมของวัตถุดิบจากทรัพยากร ชีวภาพ รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์แบบทั่วไป
119 ภาพผนวกที่ 1 โครงการภายใต้แผนแม่บทประเด็นการเกษตร งบประมาณรายจ่ายประจ าปี พ.ศ. 2566 ๓) แปลงใหญ่ระดับพัฒนำ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและต่อยอด งานวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากทรัพยากรชีวภาพ การสร้างความน่าเชื่อถือและน่าจดจ า ของตัวสินค้า (Branding) จากคุณค่าเฉพาะของทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ สามารถเก็บรักษาความคงทนของคุณสมบัติเฉพาะเฉพาะของทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ และมีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา ๔) แปลงใหญ่ระดับแข่งขัน มีเป้าหมายธุรกิจเกษตรเพื่อการส่งออก ควรมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและต่อยอดงานวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยี การแปรรูปชั้นสูง หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดส าคัญจากทรัพยากรชีวภาพ สร้างเอกลักษณ์จากคุณค่า เฉพาะของทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ ที่แหล่งอื่นไม่มีและใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงในการเก็บรักษา ความคงทนของคุณสมบัติเฉพาะเฉพาะของทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ และมีเอกลักษณ์ของตัวสินค้า
ตารางผนวกที่ 2 แนวทางการวางแผนเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะแลด้านเกษตรชีวภาพของแปลงใหญ่ระดับต่าง ๆ แปลงใหญ่ระดับพื้นฐาน แปลงใหญ่ระดับพัฒนา เป้าหมาย ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เป้าหมาย ธุรกิจต้นน้ า 1. อนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ ในท้องถิ่นทั้ง พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และ เชื้อจุลินทรีย์ ๒. ผลิตสินค้าและแปรรูปเบื้องต้นจาก ทรัพยากรชีวภาพ 1. อนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และขยายเพิ่ม ปริมาณทรัพยากรชีวภาพ ที่มีค่าทาง เศรษฐกิจในท้องถิ่นเพื่อ ๒. ผลิตสินค้าจากทรัพยากรชีวภาพและเพิ่ม มูลค่า โดยใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ทันสมัยและการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังคงรักษาสภาพต้นเดิมของวัตถุดิบจาก ทรัพยากรชีวภาพ ๓. ใช้บรรจุภัณฑ์แบบทั่วไป
ละคุณสมบัติการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรจากฐานความรู้และนวัตกรรม แปลงใหญ่ระดับก้าวหน้า แปลงใหญ่ระดับแข่งขัน เป้าหมาย ธุรกิจเกษตรครบวงจร เป้าหมายเครือข่ายธุรกิจเพื่อการส่งออก 1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและต่อยอด งานวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากทรัพยากร ชีวภาพ 2. การสร้างความน่าเชื่อถือและน่าจดจ า ของตัว สินค้า (branding) จากคุณค่าเฉพาะของ ทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ ๓. ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาความคงทน ของคุณสมบัติเฉพาะเฉพาะของทรัพยากรชีวภาพ ชนิดนั้นๆ และมีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา 1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและต่อยอด งานวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยี การแปรรูปชั้นสูง หรือผลิตภัณฑ์สารสกัดส าคัญ จากทรัพยากรชีวภาพ 2. สร้างเอกลักษณ์จากคุณค่าเฉพาะของ ทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ ที่แหล่งอื่นไม่มี ๓. ใช้บรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงในการเก็บรักษา ความคงทนขอคุณสมบัติเฉพาะเฉพาะของ ทรัพยากรชีวภาพชนิดนั้น ๆ และมีเอกลักษณ์ ของตัวสินค้า 120
121 ๒.๓ เกษตรปลอดภัย ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการผลักดันให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร แนวทางหนึ่งที่ได้ด าเนินการมาโดยตลอด ได้แก่ การใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการเข้าท าลายของศัตรูธรรมชาติ ต่อมาสังคมตระหนักถึงความปลอดภัย ด้านสุขภาพอนามัยและการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระแสสังคมด้านรักสุขภาพที่ผู้บริโภค ให้ความส าคัญกับความปลอดภัยของอาหาร และกระแสความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการค้าระหว่าง ประเทศ ท าให้การผลิตสินค้าเกษตรต้องมีการปรับตัวให้เข้าสู่ระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการผลิตและผลผลิตที่ปลอดภัยมากขึ้น มีการน าระบบการรับรอง ความปลอดภัยในระดับต่าง ๆ มาใช้ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจึงส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้ คุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงอาหารอย่างทั่วถึงและปลอดภัย สร้างความตระหนักรู้ของผู้ผลิตและผู้บริโภคถึงความส าคัญของเกษตรปลอดภัย และส่งเสริม ด้านการขยายตลาดบริโภคสินค้าเกษตรปลอดภัย รวมทั้งสนับสนุนการท าเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับ อินทรีย์วิถีชาวบ้าน เพื่อต่อยอดสู่เกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่เกษตรกรการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่ปลอดภัย คือ การใช้ สารเคมีป้องกันก าจัดศัตรูทั้งพืชและสัตว์ ในกระบวนการผลิต ความปลอดภัยนี้รวมการปนเปื้อน จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและท าให้เกิดโรคในกระบวนผลิตผลทางการเกษตรและการขนส่งด้วย ซึ่งพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และทักษะในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ขาดทัศนคติที่ดีในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และขาดแรงจูงใจราคาที่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญ ตลอดจนขาดความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค ท าให้ตลาดสินค้า เกษตรปลอดภัยในประเทศไทยมีจ ากัด ๒.๓.๑ ข้อก ำหนดเกษตรปลอดภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนา และก าหนดมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (good agricultural practices - GAP) ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีแนวทางในการผลิตทางการเกษตรทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง เกษตรกรยังคงสามารถ ใช้สารเคมีเพื่อการจัดการศัตรูพืช ศัตรูสัตว์ ใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตได้การดูแลสุขภาพสัตว์ รวมถึงสถานที่ เลี้ยงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า โดยต้องใช้ในปริมาณที่ถูกต้องและท าตามค าแนะน า เพื่อคุณภาพผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ต้องไม่มีสารตกค้าง หรือมีอยู่ในระดับที่มาตรฐานก าหนดว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
122 ๑) กำรปฏิบัติทำงกำรเกษตรที่ดีด้ำนพืช หมายถึง แนวทางในการท า การเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยตามมาตรฐานที่ก าหนด โดยขบวนการผลิต จะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีไม่ท าให้เกิดมลพิษต่อ สิ่งแวดล้อมมีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน การผลิตตามมาตรฐาน การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีก่อให้เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ก าหนดการท าเกษตรปลอดภัยด้านพืชมี 8 ประการ ดังนี้ (๑) น้ า น้ าที่ใช้ในกระบวนการผลิตต้องมาจากแหล่งที่ไม่มีสภาพแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่อผลผลิต (2) พื้นที่ปลูก ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนวัตถุ หรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อผลผลิต (3) วัตถุอันตรายทางการเกษตร จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ในสถานที่เก็บ ที่มิดชิดและใช้ตามค าแนะน าของกรมวิชาการเกษตร (4) การจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว มีแผนควบคุมการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพ โดยใช้หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (5) การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวผลผลิต ที่มีอายุเหมาะสม ผลผลิตมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และข้อตกลงของประเทศคู่ค้า (๖) การพักผลิตผล การขนย้ายในแปลงปลูกและการเก็บรักษาผลผลิต มีการจัดการด้านสุขลักษณะเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่มีผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค (7) สุขลักษณะส่วนบุคคล ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในสุขลักษณะส่วนบุคคล เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกสุขลักษณะ (8) การบันทึกข้อมูลและการตามสอบ มีการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงาน การใช้สารเคมี ข้อมูลผู้รับซื้อและปริมาณผลผลิต เพื่อประโยชน์ต่อการตามสอบ ๒) กำรปฏิบัติทำงกำรเกษตรที่ดีด้ำนปศุสัตว์หมายความว่า วิธีปฏิบัติว่าด้วย องค์ประกอบของสถานประกอบการ การจัดการอาหารสัตว์ การจัดการทรัพยากรน้ า ที่ใช้ เลี้ยงสัตว์ การจัดการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การจัดการสุขภาพสัตว์การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการ ด้านสวัสดิภาพสัตว์ และระบบการบันทึกข้อมูลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ และปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามประเภทสัตว์ชนิดต่าง ๆ ตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานสินค้า เกษตรและอาหารแห่งชาติ และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
123 ๓) กำรปฏิบัติทำงกำรเกษตรที่ดีด้ำนประมง หมายถึง การปฏิบัติ ทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าที่ดีกระบวนการผลิตต้องปลอดภัยกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค มีการจัดการ สุขอนามัยของฟาร์มที่ดีและผลิตผลจากการเพาะเลี้ยงมีคุณภาพดี และมีความปลอดภัย เพื่อให้ได้ ผลผลิตสัตว์น้ าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย ตามหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กรมประมง และ/หรือ มกอช. ก าหนด ๒.๓.๒ แผนกำรพัฒนำเกษตรปลอดภัย การด าเนินการขับเคลื่อนในระดับ นโยบาย แผนแม่บทด้านการเกษตร ในประเด็นเกษตรปลอดภัย ได้ก าหนดแนวทางการพัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ที่มีคุณภาพ และความปลอดภัย ไว้ดังนี้ ๑) สนับสนุนกำรบริหำรจัดกำรฐำนทรัพยำกรทำงเกษตรและระบบกำร ผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งจากการลด ละ เลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ตลอดจนส่งเสริม การผลิตในระบบ เกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เกษตร ทฤษฎีใหม่ และวนเกษตร เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี อันตรายในสินค้าเกษตรและอาหาร และสร้างความปลอดภัยและมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน ๒) พัฒนำระบบคุณภำพมำตรฐำนควำมปลอดภัยและระบบกำรตรวจ รับรองคุณภำพ จากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือในระดับต่างๆ รวมถึงการพัฒนาคุณค่าทางโภชนาการ ของสินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้เป็นที่ยอมรับกับความ ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๓) ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ประกอบกำร ให้สามารถผลิต สินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งมาตรฐานที่เป็นขั้นพื้นฐานตาม หลักการปฏิบัติที่ดีทาง การเกษตร และพัฒนาต่อยอดไปจนถึงมาตรฐานขั้นสูง เช่น มาตรฐานเกษตร อินทรีย์ เป็นต้น ตลอดจน ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาสินค้า พร้อมทั้งดูแลการผลิตอาหารภายใต้ มาตรฐานความปลอดภัย และการคุ้มครอง ผู้บริโภคและการค้าระดับสากล ๔) สร้ำงควำมตระหนักรู้ของผู้ผลิตและผู้บริโภค เน้นความส าคัญของ ความปลอดภัย เพื่อสุขภาวะและโภชนาการที่เหมาะสม และการส่งเสริมด้านการขยายตลาดการ บริโภคสินค้าเกษตรและ อาหารปลอดภัย ๕) สนับสนุนกำรท ำเกษตรอินทรีย์วิถีชำวบ้ำน เพื่อต่อยอดสู่เกษตร อินทรีย์เชิงพาณิชย์ควบคู่กับการขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ