The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tuahuay, 2022-11-13 17:54:23

ความเหลื่อมล้ำทางสังคม REDUCED INEQUALITIES

สำนักกรรมาธิการ ๑

ความเหลื่อมล้ําทางสังคม
REDUCED INEQUALITIES

คณะกรรมาธกิ ารการอุดมศึกษา
วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม วุฒิสภา

สำ�นักกรรมาธกิ าร 1
สำ�นักงานเลขาธกิ ารวุฒิสภา



(สำเนา)

บนั ทกึ ขอ้ ความ

ส่วนราชการ คณะกรรมาธิการการอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวัตกรรม วฒุ ิสภา โทร. ๙๑๕๘

ท่ี สว ๐๐๐๙.๐๙/ (ร ๓๖) วนั ท่ี ๔ สิงหาคม ๒๕๖๕

เร่อื ง รายงานการพจิ ารณาศึกษา เรื่อง ความเหลือ่ มล้ำทางสังคม

กราบเรียน ประธานวุฒิสภา

ด้วยคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา มีหน้าท่ี

และอำนาจตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๗๘ วรรคสอง (๑๖) พิจารณา

ร่างพระราชบัญญัติ กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเร่ืองใด ๆ ที่เก่ียวกับ

การอุดมศึกษา ความเป็นอิสระทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา การบริหาร การส่งเสริม

การสนับสนุน และการพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรม

พิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ทอี่ ยู่ในหนา้ ทแี่ ละอำนาจ และอื่น ๆ ที่เก่ยี วข้อง ซึ่งปัจจุบนั คณะกรรมาธกิ ารคณะน้ี ประกอบดว้ ย

๑. พลอากาศเอก ประจนิ จน่ั ตอง ประธานคณะกรรมาธิการ

๒. พลเอก ประสาท สขุ เกษตร รองประธานคณะกรรมาธิการ คนทหี่ นึ่ง

๓. หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกลุ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง

๔. ศาสตราจารย์เกยี รตคิ ุณไกรสทิ ธิ์ ตนั ติศริ ินทร์ รองประธานคณะกรรมาธกิ าร คนท่สี าม

๕. นายธานี สโุ ชดายน เลขานกุ ารคณะกรรมาธิการ

๖. รองศาสตราจารย์ประเสรฐิ ปนิ่ ปฐมรฐั โฆษกคณะกรรมาธิการ

๗. นายชาญวทิ ย์ ผลชีวิน กรรมาธกิ าร

๘. ผชู้ ่วยศาสตราจารยเ์ ฉลิมชยั บุญยะลพี รรณ กรรมาธกิ าร

๙. รองศาสตราจารย์ พลเอก ไตรโรจน์ ครธุ เวโช กรรมาธกิ าร

๑๐. นายประดษิ ฐ์ เหลืองอรา่ ม กรรมาธกิ าร

๑๑. พลเรอื เอก พะจุณณ์ ตามประทีป กรรมาธกิ าร

๑๒. นายวีระศักดิ์ ฟตู ระกลู กรรมาธิการ

๑๓. นางศริ ินา ปวโรฬารวทิ ยา กรรมาธิการ

๑๔. รองศาสตราจารย์ศกั ด์ิไทย สรุ กิจบวร กรรมาธกิ าร

๑๕. นายสถิตย์ ลมิ่ พงศพ์ นั ธ์ุ กรรมาธิการ

๑๖. นายสมชาย เสยี งหลาย กรรมาธกิ าร

๑๗. นายสมเดช นลิ พนั ธุ์ กรรมาธกิ าร

๑๘. นายสวสั ด์ิ สมคั รพงศ์ กรรมาธิการ

๑๙. นายอภชิ าติ โตดิลกเวชช์ กรรมาธิการ

บดั น.้ี ..

-๒-

บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาและจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา
เร่ือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอรายงานผลการพิจารณาศึกษาเร่ืองดังกล่าว
ต่อวุฒสิ ภาตามข้อบงั คับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ้ ๙๘

จึงกราบเรียนมาเพ่ือโปรดทราบและนำเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการต่อที่ประชุม
วฒุ สิ ภาตอ่ ไป

(ลงชือ่ ) พลอากาศเอก ประจิน จ่ันตอง
(ประจนิ จัน่ ตอง)

ประธานคณะกรรมาธิการการอดุ มศกึ ษา
วทิ ยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วฒุ สิ ภา

สำเนาถูกต้อง

(นายพีรพล ยวงนาค)
ผบู้ ังคบั บญั ชากลุ่มงาน
ปฏิบัตหิ น้าท่ีผู้ช่วยเลขานกุ ารคณะกรรมาธิการ

สำนกั กรรมาธิการ ๑ วรวิทย์ พมิ พ์
ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการ วีณา/ศภุ โชค ทาน
โทรศัพท์ ๐ ๒๘๓๑ ๙๑๕๘-๙

รายงานการพจิ ารณาศกึ ษา

เรอื่ ง
“ความเหลื่อมลำ้ ทางสงั คม”

ของคณะอนกุ รรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ
ด้านการอุดมศกึ ษา วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม

ในคณะกรรมาธิการการอดุ มศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม
วุฒสิ ภา

สำนกั กรรมาธกิ าร ๑
สำนกั งานเลขาธิการวุฒิสภา

รายนามคณะกรรมาธกิ าร

2 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

รายนามคณะอนุกรรมาธกิ ารติดตาม เสนอแนะ
และเรง่ รดั การปฏิรปู ประเทศ ด้านการอุดมศึกษา
วทิ ยาศาสตร์ วจิ ัยและนวตั กรรม

REDUCED INEQUALITIES 3

คำ�นำ�

ที่ปรกึ ษาคณะวจิ ัยความเหล่ือมล้ําทางสังคมของไทย

สืบเนื่องจากคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ด้านการอุดมศึกษา
วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม ในคณะกรรมาธกิ ารการอดุ มศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม วฒุ สิ ภา ไดเ้ สนอ
ถึงประเด็นความเหลื่อมลํ้าทางด้านการอุดมศึกษาและความเหลื่อมล้ําของสังคมไทย ซึ่งจัดว่าเป็นมิติท่ีสำ�คัญย่ิง
ตอ่ การจดั การปญั หาในสงั คม โดยรวมถงึ ประเดน็ การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื (SDGs) ขอ้ ที่ 10 เรอื่ งความเหลอื่ มลาํ้ ทางสงั คม
ถือเป็นกรอบแนวคิดที่สำ�คัญขององค์การสหประชาชาติ (UN) กระผมได้เห็นความสำ�คัญต่อนโยบายนี้เป็นอย่างย่ิง
พร้อมกันน้ียังได้เล็งเห็นความสำ�คัญที่จะผลักดันการศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย
ให้ชัดเจนมากย่ิงขึ้น โดยหวังว่าจะนำ�ข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดการพัฒนา กระผมจึงขอเป็นส่วนหน่ึง
ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เครือข่ายข้อมูลด้านต่าง ๆ เพ่ือพลักดันให้งานวิจัยเล่มน้ีมีคุณค่าทางวิชาการและเป็น
ประโยชนโ์ ดยรวมตอ่ สังคมไทย ในการเห็นความสำ�คัญของการลดความเหล่อื มลาํ้ ในสังคมไทย
ดร.ชุมพล พรประภา

4 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

คำ�นำ�

หัวหน้าคณะวจิ ัยความเหล่ือมล้ําทางสังคมของไทย

เม่ือกล่าวถึงความสุขของมนุษยชาติ นอกจากจะต้องคำ�นึงถึงความสุขของปัจเจกบุคคลเป็นเบ้ืองต้นแล้ว
ความสขุ ในระดับครอบครัว ชุมชน สังคม ตลอดจนประเทศชาติก็เปน็ สงิ่ ที่จะต้องคำ�นึงถงึ ควบค่กู ันไปด้วยเสมอ
ความสุขของมนุษย์ แม้จะมคี วามแตกตา่ งหลากหลาย อนั เน่อื งมาจากเหตปุ ัจจยั ตา่ ง ๆ มากมาย แต่ก็มักจะ
มีความคล้ายคลึงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณความเพียงพอและคุณภาพของปัจจัยส่ี
การมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ตลอดจนการมีโอกาสในการดำ�รงชีวิต การมีสิทธิ เสรีภาพ และ
หน้าที่ ท่ีพอเหมาะพอสมลงตัวกนั พอดี ระหว่างมิตดิ า้ นส่วนตนและสว่ นรวม อย่างไรกต็ าม ความสขุ ในระดับปจั เจก
และในระดับชุมชนสังคม มักจะพบความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในประเทศที่มิได้มีการออกแบบระบบสังคมอย่าง
ชาญฉลาดไว้ เพ่ือใหม้ ีความเสมอภาค หรือใหม้ คี วามเหลอ่ื มลํา้ น้อยท่ีสุด
ประเด็นความเหลื่อมลํ้าในสังคม จึงเกิดต่อเน่ืองกันมายาวนาน อาจกล่าวได้ว่าตลอดช่วงประวัติศาสตร์
ของมนุษยชาติเลยทีเดียว ความเหล่ือมล้ําในสังคม ทำ�ให้เกิดความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง และ
พฒั นาไปถงึ ความรนุ แรง ในระดบั ชมุ ชนสงั คม จนถงึ ระดบั สงครามกลางเมอื ง และสงครามระหวา่ งประเทศ นำ�มาซงึ่
ความสูญเสยี มากมายมหาศาล
คณะอนุกรรมาธิการ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วจิ ยั และนวตั กรรม ภายใต้คณะกรรมาธกิ ารการอุดมศกึ ษา วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม วุฒิสภา ไดต้ ระหนกั ถงึ ปัญหา
เร่ืองความเหลื่อมล้ําในสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม และมี
ความเห็นว่าการทบทวนวรรณกรรม ตลอดจนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ซ่ึงอาจนำ�ไปสู่การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา
ในสังคมไดน้ ั้นมคี วามสำ�คญั และจำ�เปน็ เป็นอยา่ งมากในการพัฒนาประเทศสบื ต่อไป

REDUCED INEQUALITIES 5

คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้ริเร่ิมต้ังคณะทำ�งานวิจัย โดยการดำ�เนินการทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์
และสงั เคราะห์ เพื่อให้ไดผ้ ลงานทางวิชาการ ทจ่ี ะยังประโยชน์กบั ทุกฝา่ ยทเ่ี กี่ยวข้องตอ่ ไป
โดยได้เน้นเน้ือหาในสามมิติหลกั ได้แก่
1) ความเหลื่อมล้าํ ทางดา้ นการศึกษา ซ่งึ หมายรวมถงึ การอุดมศกึ ษา การวจิ ยั และนวตั กรรมดว้ ย
2) ความเหลือ่ มลา้ํ ทางด้านเศรษฐกิจ
3) ความเหลือ่ มลํ้าทางดา้ นสาธารณสขุ หรือสขุ ภาพ
หวังวา่ ผลงานวิชาการชน้ิ นี้ ซ่งึ เป็นระยะที่หนง่ึ และจะมรี ะยะทีส่ องตดิ ตามมาน้นั จะก่อประโยชนก์ ับสงั คม
ในภาพรวม ในมติ ิของการลดความเหลอื่ มล้าํ ทางสังคม ทำ�ให้ความสุขของมนษุ ยชาติ สามารถเกดิ ขึ้นได้จริงในอนาคต
ผศ.นพ. เฉลิมชัย บญุ ยะลีพรรณ หัวหนา้ คณะวจิ ยั

6 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

รายชอ่ื คณะวจิ ัยความเหล่ือมล้ํา
ทางสังคมของไทย

รายชอ่ื

คณะวจิ ัยความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

ทป่ี รึกษาคณะวจิ ัย
หัวหนา้ คณะวจิ ยั

8 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

สารบญั

สารบญั

ส่วนท่ี 1 มิติความเหลื่อมล้ําทางระบบการศึกษา 11

ส่วนท่ี 2 มิติความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ 67

ส่วนท่ี 3 มิติความเหลื่อมล้ําทางสุขภาพและสาธารณสุข 109
151
ส่วนท่ี 4 บทสรปุ ความเชอ่ื มโยงมิติความเหล่ือมล้ําด้านการศึกษา
ด้านเศรษฐกิจ และด้านสาธารณสุข 161

ภาคผนวก

10 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

มิติความเหลื่อมล้ําทางระบบการศึกษา

ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาในประเทศไทย
1. ความเหล่ือมลํา้ ทางการศึกษา

การศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานท่ีประชาชนในประเทศต้องสามารถเข้าถึงและได้รับอย่างเท่าเทียมและ
มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาในหลายด้าน ปัญหาหน่ึงที่สำ�คัญและได้รับ
ความสนใจอยา่ งมากทัง้ ในอดีตและปจั จบุ ันคือ การทป่ี ระชาชนวยั เรยี น ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ หรอื ได้รับการศกึ ษาอย่าง
เพียงพอและเท่าเทียมกัน ซึง่ อาจมสี าเหตุอันเนอ่ื งมาจาก ความไมพ่ รอ้ มทางด้านทรพั ยากรที่ใช้ในการจดั การเรียนรู้
ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษา หรือฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว
ของนักเรียน ซ่ึงเป็นผลให้เกิดความแตกต่างขึ้นในความรู้หรือทักษะพ้ืนฐาน ทำ�ให้ประชาชนในประเทศมีความรู้
หรอื ทกั ษะพืน้ ฐานท่ีจำ�เป็นตอ่ การดำ�รงชีวิตและการอย่รู ่วมกบั สังคมแตกต่างกัน เรยี กสภาวการณ์ดงั กล่าวว่า ความ
เหล่ือมลาํ้ ทางการศึกษา (Educational Inequality)

1.1 ความหมายของความเหล่อื มลํา้ ทางการศกึ ษา

ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาเป็นมโนทัศน์ที่สามารถกล่าวถึงได้อย่างหลากหลายโดยมีต้นกำ�เนิดจาก
การกลา่ วถึงความเหลอ่ื มลา้ํ ในดา้ นโอกาสของการเขา้ เรยี นและการได้รบั การศึกษา โดยคำ�ว่า โอกาส ในท่ีนีห้ มายถึง
จุดเร่ิมต้นที่เท่ากันแต่ไม่ใช่ผลการศึกษาท่ีเท่ากัน หรือหมายถึง ความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีเท่ากัน
โดยไมข่ ึน้ กับภูมหิ ลังต่าง ๆ ของผู้เรียนทัง้ ในด้าน เชอ้ื ชาต ิ เพศ ศาสนา หรอื ฐานะทางเศรษฐกิจ สงั คม และครอบครัว
หากปัจจัยภูมิหลังดังกล่าว ยังมีผลให้เกิดความแตกต่างต่อการเข้าถึงและผลการเรียนของนักเรียน นั่นหมายถึง
มีความไม่ยุติธรรม และเกิดความเหลื่อมลํ้าในโอกาสทางการศึกษา อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ผ่านมาจึงได้มีผู้ให้
ความหมายของความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษา โดยขยายขอบเขตความหมายของความเหล่ือมล้ําทางการศึกษา
กว้างขวางขนึ้

12 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

1.2 ประเภทของความเหลื่อมลํา้ ทางการศกึ ษา

ความเหลือ่ มลาํ้ ทางการศึกษาอาจจำ�แนกออกได้เป็น 3 ด้านใหญ่ ได้แก่ ความเหลื่อมลาํ้ ทางการศึกษา
ในด้านโอกาสทางการศึกษา ความเหล่ือมลํ้าทางการศึกษาในด้านคุณภาพทางการศึกษา และความเหลื่อมลํ้า
ทางการศึกษาในดา้ นการบรหิ ารจัดการและทรพั ยากรทางการศกึ ษา (Ferreira, & Gignoux, 2011) ซง่ึ มีรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปน้ ี
1.2.1 ความเหล่ือมล้าํ ทางการศึกษาในด้านโอกาสทางการศกึ ษา
ความเหลอ่ื มลาํ้ ในดา้ นนเ้ี ปน็ ความแตกตา่ งกนั ของโอกาสในการเขา้ ถงึ และไดร้ บั การศกึ ษาของระหวา่ ง
ประชาชน ซ่ึงมีสาเหตุมาจากภูมิหลัง และฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัวของนักเรียน และเป็นผลให้
ประชาชนหรือนักเรียนบางคนพลาดโอกาสของการได้รับการศึกษาไปอย่างไม่สมเหตุสมผล โดยถึงแม้ว่าปัจจุบัน
ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับท้ังท่ีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่มิ เติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2553
รวมทั้งแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการรับประกนั สิทธิของประชาชนในการได้รับการศกึ ษา
อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดยมีการระบุถึงหน้าท่ีของรัฐในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่ประชาชนอย่างท่ัวถึง
และมคี ุณภาพ อยา่ งไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงของประเทศยังไม่ไดส้ อดคล้องไปกับเจตนารมณ์ท่ีกำ�หนดไว้ในกฎหมาย
ข้างต้นซึ่งสะท้อนให้เห็นให้สถิติการศึกษาท่ีเก่ียวข้อง ดังน้ัน เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าถึงการศึกษาของประชาชน
ภายในประเทศ พบว่า ทผี่ า่ นมาอตั ราการเขา้ ถึงการศกึ ษาของประชาชนมแี นวโนม้ ลดลงเร่อื ย ๆ ตามระดบั การศึกษา
ที่สูงขึ้น (สำ�นักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, 2561)
เมื่อวิเคราะห์สาเหตุของการออกกลางคันของนักเรียนในแต่ละระดับช้ันโดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล
ด้านการศึกษาของสำ�นักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ปีการศึกษา 2557–2560 พบว่า สาเหตุ
สว่ นใหญข่ องการออกกลางคนั ในระดบั ประถมศกึ ษาเปน็ เพราะการยา้ ยถน่ิ ฐานหรอื อพยพตามผปู้ กครอง โดยคดิ เปน็
ร้อยละ 58.1–74.7 แต่ในระดับมัธยมศึกษาพบว่า สาเหตุของการออกกลางคันส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 75 เกิดจาก
ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและครอบครัวของนักเรียน เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาการปรับตัวเข้าสังคมของ
นักเรียน ปัญหาครอบครัว และปัญหาการมีลูกก่อนวัยอันควร เม่ือพิจารณาผลการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมพบว่า
ร้อยละ 28 ของเด็กท่ีออกกลางคันหรือพลาดโอกาสทางการศึกษายังมีความต้องการที่จะเรียนต่อ (ดำ�รง ตุ้มทอง
พัชรนิ ทร์ สิรสุนทร รตั นะ บวั สนธแ์ ละ ทวศี ักด์ิ ศิรพิ รไพบูลย์, 2557; อุมาภรณ์ภทั รวณิชยแ์ ละปัทมา อมรสิรสิ มบูรณ,์
2550) และเมื่อพิจารณาจำ�นวนปีท่ีได้รับการศึกษาของประชาชนที่มีอายุมากกว่า 15 ปีของประเทศ จำ�แนกตามเขต
ท่ีอยู่อาศัยพบว่า ในปี พ.ศ. 2561 ประชาชนที่อยู่ในเขตเทศบาลมีค่าเฉล่ียของจำ�นวนปีท่ีได้รับการศึกษา เท่ากับ
9.7 ปี ซึ่งสูงกว่าประชาชนท่ีอยู่นอกเขตเทศบาลท่ีมีค่าเฉล่ียเท่ากับ 7.6 ปี และเมื่อจำ�แนกตามภูมิภาคพบว่า
กรุงเทพมหานครเป็นภูมิภาคท่ีประชาชนมีจำ�นวนปีการศึกษาเฉล่ียสูงที่สุด (11.2 ปี) ส่วนแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัด
ทป่ี ระชาชนมจี ำ�นวนปกี ารศกึ ษาเฉลี่ยเพียง 6 ปหี รอื เทียบเทา่ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 เทา่ น้นั
จากสถิติจะเห็นว่า ปมปัญหาแรกท่ีทำ�ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาล้วนตั้งต้นมาจากความ
ยากจนทั้งสิ้นที่ทำ�ให้เยาวชนเสียโอกาส ถูกมองข้าม และไม่ได้แรงสนับสนุนในเร่ืองการศึกษาต่อ เพราะถูกมองว่า
เป็นพลเมืองตกชั้น ไม่มีส่วนในการขับเคล่ือนประเทศ แต่รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วการมอบโอกาสทางการศึกษาให้
เด็กกลุ่มเส่ียงเหล่านี้จะช่วยสร้างผลกระทบทางบวกให้แก่การพัฒนาประเทศโดยรวม อดีตรองผู้อำ�นวยการใหญ่
องคก์ ารยเู นสโก Dr. Nicholas Burnett เคยประเมินวา่ ปญั หาเด็กเยาวชนนอกระบบการศกึ ษาสรา้ งความเสยี หาย
ทางเศรษฐกิจใหแ้ กป่ ระเทศไทยมากกวา่ ปีละ 1-3 เปอร์เซน็ ต์ของ GDP

13REDUCED INEQUALITIES

หากมองในมิติน้ี การลดความเส่ียงเด็กออกกลางคันพร้อม ๆ กับรักษาเด็กไว้ในระบบการศึกษา
ขั้นพื้นฐานจึงไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสในอนาคตของเด็กไทย แต่ยังสร้างผลกระทบทางบวกในเชิงเศรษฐกิจและ
การพัฒนาประเทศในภาพรวมได้ในระยะยาวนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2019 อย่างศาสตราจารย์
Abhijit Banerjee และ Esther Duflo ทคี่ วา้ รางวลั จากการสรปุ บทเรยี นจากการศกึ ษาเพอื่ การพฒั นาทางเศรษฐกจิ
จากหลายประเทศทว่ั โลกมาตลอดหลายทศวรรษกไ็ ดย้ าํ้ ชดั วา่ แนวทางทดี่ ที ส่ี ดุ ในการพฒั นาประเทศ อาจไมใ่ ชก่ ารมงุ่
อัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย
ผ่านการลงทุนในการศึกษาและระบบสาธารณสุข ซึ่งจะนำ�ไปสู่การขจัดความยากจนหิวโหย เพิ่มขีดการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างย่ังยืนได้อย่างแท้จริง เพราะการศึกษาคือโอกาสท่ีเปลี่ยนชีวิต
คนเราได้ (ประสาร ไตรรตั น์วรกลุ , 2563)
โอกาสการเข้ารับการศึกษาน้ีแตกต่างกันตามภูมิสังคม คือ การกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร
มากกวา่ ภมู ภิ าคอื่น ในเขตเทศบาลสูงกว่านอกเขตเทศบาล ในพื้นทีเ่ มืองมากกว่าพนื้ ทช่ี นบท โอกาสการศกึ ษาในระดบั
มธั ยมศกึ ษามคี วามเหลอ่ื มลา้ํ มากกวา่ ระดบั ประถมศกึ ษา แมว้ า่ จะมกี ารจดั ใหโ้ รงเรยี นประถมศกึ ษาในทอ้ งถนิ่ หา่ งไกล
ใหป้ รับเปน็ โรงเรียนขยายโอกาสทใี่ หก้ ารศกึ ษาถึงชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ แล้วตง้ั แต่ พ.ศ. 2533 และได้เพิ่มจำ�นวนข้นึ
เป็นระยะ ๆ จนมากกวา่ 7,000 แห่งแลว้ กต็ าม เม่ือวิเคราะหโ์ ดยตดิ ตามกลมุ่ นกั เรียนตงั้ แตเ่ ล็กจนโต เมอ่ื เขา้ เรยี น
ในระดบั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ในปีการศึกษา 2546 อตั ราการคงอยขู่ องนกั เรยี นเหล่านเี้ มอ่ื ถงึ ปกี ารศึกษา 2552 หรอื
ช้ันมัธยมศึกษาร้อยละ 89.5 และในปีการศึกษา 2555 ซึ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ หรือ
สายอาชีวศึกษาแล้ว มีเด็กคงอยู่ในระบบร้อยละ 74.5 เป็นช่วงที่มีการตกหล่นของนักเรียนมากท่ีสุด และในปีการศึกษา
2557 มีนักเรียนกลุ่มนี้คงอยู่ในระบบการศึกษา เพียงร้อยละ 66.4 และอัตราการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ในปีการศึกษา 2558 คงเหลือเพียงร้อยละ 61.4 เท่านั้น ปัจจุบันรัฐบาลไทยใช้จ่ายงบประมาณจำ�นวนมากทุกปี
เพอื่ ลดความเหลอื่ มลา้ํ ทางการศกึ ษา ในหลายโครงการ เชน่ โครงการเงนิ อดุ หนนุ นกั เรียนยากจน โครงการตามนโยบาย
เรยี นฟรี 15 ปีอยา่ งมีคณุ ภาพ หรือโครงการกองทนุ อาหารกลางวนั ให้นักเรยี นยากจนขาดแคลน โครงการนักเรียน
พักนอน (สำ�หรับเด็กที่อยู่ห่างไกลโรงเรียนต้องอาศัยพักนอนท่ีโรงเรียน) เป็นต้น มีการจ่ายในหลายรายการ เช่น
ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าใช้จ่ายรายหัว ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน ค่าเส้ือผ้าและเคร่ืองแต่งกายนักเรียน
ค่าอาหารกลางวนั คา่ พาหนะในการเดนิ ทางมาเรยี น คา่ ปจั จยั พ้นื ฐานสำ�หรับนักเรียนยากจน และค่ากจิ กรรพฒั นา
คุณภาพผู้เรียน เป็นต้น การอุดหนุนเหล่านี้ช่วยลดปัญหาสำ�หรับเด็กที่ด้อยโอกาสลงไปได้บางส่วน แต่ก็ยังมีอีก
ไมน่ ้อยท่ียงั ไมไ่ ดร้ บั โอกาสเขา้ ศกึ ษาดว้ ยเหตตุ ่าง ๆ (คณะกรรมการอสิ ระเพอื่ การปฏริ ูปการศกึ ษา, 2562)
1.2.1.1 ปัญหาความยากจน
จากการสำ�รวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่าปี 2563 มีนักเรียนยากจน
และยากจนพิเศษกว่า 1.79 ล้านคนที่มีความเส่ียงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา ครอบครัวของนักเรียนยากจน
ดอ้ ยโอกาสมรี ายได้เฉลยี่ ตํ่าสดุ 462 บาทต่อคนตอ่ เดอื น หรือ 15 บาทตอ่ วนั นนั่ หมายความวา่ ครอบครวั ของเดก็
กลุ่มน้ีจะมีรายได้เพียงห้าพันกว่าบาทต่อปีเท่าน้ัน ส่วนรายได้เฉลี่ยสูงสุดอยู่ท่ี 2,093 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ
69 บาทต่อวนั หากนำ�เงินจำ�นวนดงั กล่าวมาคำ�นวณคา่ อาหาร ค่าเดนิ ทาง คา่ อปุ กรณก์ ารเรียน กแ็ ทบจะไมพ่ อใช้
ในแต่ละวันดว้ ยซ้าํ หลาย ๆ ครัง้ เด็กนกั เรียนในกลมุ่ ยากจนจงึ ต้องลาเรยี นบอ่ ย ๆ หรือพกั การเรียนไปเลย เพราะตอ้ ง
ไปช่วยพ่อแม่ทำ�งานเพื่อให้พอค่าใช้จ่ายในการดำ�รงชีพวันต่อวัน ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจยังทำ�ให้คนยากจน
ตอ้ งแบกรบั คา่ ใช้จา่ ยดา้ นการศกึ ษามากกว่าครอบครวั ท่รี ํ่ารวยถงึ 4 เท่า เพราะครอบครัวของเด็กยากจนตอ้ งแบกรับ
ภาระค่าใช้จ่ายสูงมากเม่ือเทียบกับครอบครัวที่มีฐานะดี กลายเป็นว่าการศึกษาท้ิงคนจน (เป็นล้านคน) ไว้ข้างหลัง

14 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

โดยการเพ่ิมภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล และความยากจนนี่แหละท่ีเป็นเหมือนปมปัญหาแรกที่ทำ�ให้ปมอ่ืน ๆ ในข้อต่อไป
ผกู ทบกนั แน่นขึน้ จนยากจะคล่คี ลาย
นอกจากการขาดเรียนนาน ๆ นักเรียนท่ียากจนเป็นพิเศษยังมีภาวะทุพโภชนาการหรือผอมต่ํากว่า
เกณฑม์ าตรฐานรว่ มด้วย ขอ้ มูลจากการสมั ภาษณค์ ุณครทู ัง้ หมด 1,337 คน ในช่วงเดอื นพฤศจิกายน 2562 พบว่า
มีเด็กนักเรียนในพื้นท่ีห่างไกลราว 44.5 เปอร์เซ็นต์ท่ีไม่ได้กินอาหารเช้า เพราะมีสาเหตุมาจากฐานะยากจน
โดยในช่วงเช้าเด็กต้องช่วยพ่อแม่ทำ�งานก่อนมาเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรกรรมและค้าขาย ทำ�ให้เด็กไม่มีเวลา
กนิ อาหารเชา้ กอ่ นเขา้ เรยี น ประกอบกบั โรงเรยี นในพนื้ ทท่ี รุ กนั ดารหลายโรงไมม่ งี บประมาณเพยี งพอจะจดั สรรขา้ วเชา้
ให้นักเรียนได้ ซึ่งปัญหานี้คุณครูเกินคร่ึงจากการสำ�รวจมองว่าจะส่งผลกระทบต่อการเรียนแน่นอน รวมถึงปัญหา
สภาพบ้านท่ที รดุ โทรมก็มผี ลต่อการศึกษา จากการสำ�รวจของคุณครใู นเครอื ขา่ ยของ กสศ. พบวา่ บา้ นของนักเรยี น
ยากจนบางหลังจะเรียกว่าบ้านก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเป็นเพียงเพิงผ้าใบหรือป้ายไวนิลโฆษณาเก่า ๆ ขึงกันแดด
กันฝนชวั่ คราว เวลาฝนตกหนกั กไ็ ม่สามารถชว่ ยคุ้มกนั คนในครอบครัวได้ หรือบางหลงั ไม่มีแม้แตฝ่ าผนงั หลังคามุงดว้ ย
หญ้าคาเกา่ ๆ เท่าน้ัน เรยี กไดว้ ่าเป็นสภาพบ้านที่ไร้ความปลอดภยั และแทบจะหาความอบอุ่นใจไม่ได้
หลายบา้ นไมม่ นี าํ้ ประปา ไมม่ ไี ฟฟา้ ใช้ หากเดก็ ๆ จะทำ�การบา้ นกต็ อ้ งจดุ เทยี น จดุ ตะเกยี ง บางครงั้
กต็ อ้ งอาศัยแสงไฟจากทอ้ งถนนหรอื ขออาศัยไฟฟ้าจากเพ่อื นบา้ น ทำ�ให้เด็กหลายคนกังวลใจ ไมม่ ีสมาธใิ นการเรยี น
หนังสือ เพราะบ้านมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อาศัยอย่างแยกกันไม่ออก เม่ือบ้านซึ่งเป็นเหมือนท่ีพักพิงของชีวิต
ไม่สามารถมอบความอบอุ่นปลอดภัย และความสะดวกในการเรียนหนงั สอื ได้ เดก็ จึงรู้สึกท้อแท้ ไม่มกี ำ�ลังใทบทวน
บทเรียน และเส่ยี งหลดุ ออกจากระบบ เพราะบา้ นไมส่ ามารถมอบความปลอดภัยท้งั ทางกายและทางใจได้
นอกจากนี้ข้อมูลจากนักโภชนาการยังระบุตรงกันว่า การท่ีเด็กไม่ได้รับประทานอาหารเช้า
จะส่งผลต่อการทำ�งานของร่างกาย โดยเฉพาะสมองท่ีจะได้รับผลกระทบไวที่สุด เด็กจะเซื่องซึม ไม่มีเรี่ยวแรง
เรียนหนังสือไม่รู้เร่ือง คิดแก้ปัญหาเกี่ยวกับบทเรียนได้ไม่คล่อง ส่วนเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการต้ังแต่อายุน้อยจะ
ส่งผลตอ่ การเจริญเติบโตไม่สมบรู ณแ์ ละเจ็บป่วยงา่ ย
ปจั จัย 4 ด้านทีท่ ำ�ให้เด็กยากจน จนจนไม่ได้เรยี นตอ่ มีดังน้ี
- ภาระพ่ึงพงิ ต้องดูแล สะทอ้ นการเลี้ยงดู และ สวัสดิภาพนกั เรียน
- สภาพการอยอู่ าศัย สะท้อนความมน่ั คงปลอดภยั ในชวี ิตและทรัพย์สิน
- ทรัพยส์ ินทถี่ ือครอง สะทอ้ นส่ิงจำ�เป็นในการดำ�รงชีวติ และเครอื่ งมอื หารายได้
- การเข้าถึงสาธารณปู โภค สะท้อนภาระคา่ ใชจ้ า่ ยและความม่ันคงในการใชช้ ีวติ
1.2.1.2 ปัญหาเก่ียวกับการเดนิ ทาง
ข้อมูลจากชมรมนักจัดการศึกษาในเขตพื้นท่ีภูเขาสูงและถ่ินทุรกันดารพบว่า มีโรงเรียนในพ้ืนท่ีสูง
ในถน่ิ ทรุ กนั ดารซงึ่ เปน็ โซนทร่ี าบสงู และบนภเู ขาทง้ั หมด 1,190 แหง่ และมโี รงเรยี นบนเกาะ 124 แหง่ ซง่ึ เดก็ นกั เรยี น
ท่ีเข้าเรียนในโรงเรียนทุรกันดารเหล่าน้ีมีความเส่ียงจะหยุดเรียนกลางคันมากกว่าเด็กในเมืองหลายเท่า เพราะเด็ก
บางคนต้องเดินเทา้ ไป-กลับโรงเรียนกวา่ 20 กโิ ลเมตร บ้างกต็ ้องเดนิ ทางขา้ มภูเขา ขา้ มหว้ ย ข้ามแม่นํ้า เพอื่ ไปเขา้ เรยี น
ให้ทันในแต่ละวัน ความยากลำ�บากข้ึนอยู่กับสภาพพื้นที่ซึ่งมีบริบทแตกต่างกัน เช่น ในช่วงหน้าฝน เด็กนักเรียน
หลายคนต้องหยุดเรียนไปโดยปริยาย เพราะสู้ลมพายุไม่ไหว และเดินทางลำ�บากเกินกว่าจะเดินลุยนํ้าท่วมเส่ียงให้
นํ้าป่าซัด ซึ่งสามารถลุกลามไปเป็นอุบัติเหตุท่ีจะส่งผลต่อชีวิตของตัวเด็กด้วยทำ�ให้ปัญหาอุปสรรคเรื่องบ้านไกล
ไร้ค่าเดินทาง และความทรหดของเส้นทางไปโรงเรียนก็ค่อย ๆ บั่นทอนกำ�ลังใจ ทำ�ให้เด็กนักเรียนจำ�นวนไม่น้อย
ขอยอมแพ้ ต้องหยุดเรียน หรือต้องออกจากระบบไป เพราะเด็กเลือกเส้นทางรับจ้างหาเล้ียงชีพ หรือทำ�ไร่ทำ�สวน
ช่วยพ่อแม่แทนทีจ่ ะกลับมาเรียนหนังสือซ่ึงตอ้ งเดนิ ทางไกลมาก

15REDUCED INEQUALITIES

อีกกลุ่มที่เป็นประเด็นน่าสนใจต้องพิจารณา คือ เด็กท่ีอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตามตามเขตก่อสร้าง
ท่ีต้องย้ายท่ีอยู่ไปเรื่อย ๆ เด็กเหล่าน้ีส่วนใหญ่จะขาดโอกาสทางการศึกษา หรือได้รับการศึกษาไม่ต่อเน่ือง เพราะพ่อแม่
ต้องย้ายท่ีอยู่ไปตามเขตก่อสร้างตามที่ได้รับมอบหมาย และมักจะเป็นการย้ายกลางเทอม ทำ�ให้มีความยากลำ�บาก
ในการเข้ารับการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง มีเพียงครูอาสาท่ีเข้าไปสอนเด็กในเขตก่อสร้าง แต่ก็ไม่เพียงพอ
กับจำ�นวนเดก็ และไม่ใชก่ ารแกป้ ัญหาท่ตี อ่ เนอ่ื งและยั่งยืน
1.2.1.3 ปญั หาเด็กกำ�พร้า
หลายคนอาจจะมองว่าปัญหาเด็กกำ�พร้าดูไม่น่าเกี่ยวกับความยากจนและปัญหาการศึกษา
ไดต้ รงไหน แตร่ ู้หรอื ไมว่ ่าประเทศไทยมีนักเรยี นยากจนดอ้ ยโอกาสท่กี ำ�พร้า ไมม่ พี ่อหรอื แม่ หรอื ไม่มีทัง้ พ่อและแม่
อยู่ที่ราว 200,000 คน แม้ปัญหาน้ีจะไม่ได้กระทบต่อการศึกษาของเด็กโดยตรง แต่ก็สร้างความกดดันไม่น้อย
เพราะการไม่มีพ่อแม่อยู่ดูแลจะทำ�ให้เด็กรู้สึกขาดความรักความอบอุ่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะเม่ือเด็กมีปัญหา
เขาจะไมม่ ที ีพ่ ่งึ ยิ่งพ่อหรอื แมท่ ี่รบั ภาระเลี้ยงดูบตุ รเพียงคนเดียว หรอื ปลอ่ ยเดก็ ให้เป็นภาระแกป่ ูย่ า่ ตายายท่ีแกเ่ ฒา่
ยิง่ ซ้าํ เตมิ ให้รสู้ ึกวา่ ชีวติ ขาดความรกั ความอบอุ่น ทา้ ยท่ีสดุ เด็กหลายคนก็ตอ้ งระหกระเหินเร่รอ่ น และหลุดออกนอก
ระบบการศึกษาในที่สดุ เน่ืองด้วยปัญหาความไม่ม่ันคงทางจติ ใจจากการกำ�พรา้ พ่อแม่
โดยสรุป กลุ่มประชาชนหลักท่ีได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ําในโอกาสทางการศึกษา ได้แก่
(1) กลุ่มเด็กเล็ก รวมถึงกลุ่มเด็กปฐมวัย ท่ีอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ต่ําท่ีสุด และขาดแคลนทุนทรัพย์
ประมาณ 849,208 คนคน
(2) เด็กจากครอบครัวยากจนอายุ 6-14 ปี ท่ีขาดแคลนทุนทรัพย์ ท่ีต้องได้รับการช่วยเหลือ
จำ�นวนประมาณ 1,719,463 คน
(3) เด็กนอกระบบการศกึ ษาท่ีขาดแคลนทนุ ทรัพย์ 6-14 ปี 639,378 คน
(4) เดก็ ที่ไม่เรียนต่อหลงั จบ ม. ต้นที่ขาดแคลนทนุ ทรัพย์ 15-17 ปี 498,161 คน
(5) เยาวชนอายุ 15 ถึง 17 ปี ทไ่ี มส่ ามารถศึกษาตอ่ ช้นั มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. หรอื กศน.
หลังสำ�เรจ็ การศึกษาภาคบังคับ อันเนือ่ งมาจากปัญหาความยากจน ประมาณ 394,082 คน
(6) แรงงานด้อยโอกาส 18 ปี ขน้ึ ไป 144,183 คน

16 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

แผนภาพแสดง กล่มุ ผดู้ ้อยโอกาสทางการศกึ ษาและขาดแคลนทุนทรพั ย์ทัว่ ประเทศ
ซึง่ เป็นกลุม่ เป้าหมายท่ีมีจำ�นวนกวา่ 4.3 ล้านคน แบง่ ออกเปน็ 7 ประเภทย่อยดังภาพ

ที่มา : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศกึ ษา, 2563
1.2.2 ความเหลือ่ มลํา้ ดา้ นคุณภาพทางการศึกษา
ความเหลื่อมล้ําในด้านคุณภาพทางการศึกษาก็เป็นอีกมิติหน่ึงของความเหล่ือมล้ําทางการศึกษาท่ีมี
ความสำ�คญั เนอื่ งจากสามารถใชส้ ะทอ้ นประสทิ ธภิ าพในการจดั การศกึ ษาทมี่ คี ณุ ภาพ อยา่ งเทา่ เทยี มใหก้ บั ประชาชน
ของรัฐ โดยไม่ขึ้นอยู่กับความแตกต่างในด้านภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว กล่าวคือนักเรียนที่อยู่ใน
ระบบการศึกษาไม่ว่าจะเรียนในโรงเรียนใดก็มีสิทธิ เท่าเทียมในการได้รับปัจจัยนำ�เข้า กระบวนการจัดการศึกษา
และมีผลผลิตจากการจัดการศึกษาท่ีมี คุณภาพในระดับมาตรฐานเดียวกัน มีโอกาสเท่าเทียมกันท่ีจะได้รับความรู้
และไดร้ บั การพฒั นาทักษะ พ้นื ฐานทีจ่ ำ�เป็นตอ่ การดำ�รงชวี ิตและอยู่รว่ มกบั สังคมอย่างครบถว้ นเพยี งพอ (Harnois,
2018; Munich, Plug, Psacharopoulos, & Schlotter, 2012; Fry, 1983; Woessmann, & Schutz, 2006;
Mckay, 2002)
1.2.2.1 ปัญหาของโรงเรียนขนาดเลก็
โรงเรียนขนาดเล็กเป็นปัญหาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้มีมาตรการในการแก้ไขมาเป็นเวลา
นับสบิ ปแี ตก่ ย็ งั คงเปน็ ปญั หาอย่ใู นปัจจุบัน แมว้ า่ พัฒนาการทางเศรษฐกจิ สังคม และการคมนาคมจะดีข้ึน และเพม่ิ
ช่องทางในการแก้ปัญหา แต่ในระยะสิบกว่าปีท่ีผ่านมา เมื่อมีสภาพการลดการเกิดและมีจำ�นวนเด็กท่ีเข้าสู่ระบบ
การศึกษาลดลง ทำ�ให้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กแก้ไขไดย้ ากยงิ่ ขนึ้
โรงเรียนขนาดเล็กเหล่าน้ีมีปัญหาทรัพยากรการเงินท่ีไม่เพียงพอและมีผลการศึกษา โดยเฉลี่ย
ยังต่ํามาก เป็นตัวฉุดค่าเฉลี่ยของชาติให้ลดลงด้วย รวมถึงปัญหาการขาดแคลนครูโดยจำ�นวนครูไม่ครบช้ันเรียน
เนอ่ื งจากสำ�นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานกำ�หนดสดั สว่ นครรู ะดบั ประถมศกึ ษา โดยครู 1 คน ตอ่ นกั เรยี น
16 คน และกำ�หนดสัดส่วนครูระดับมัธยมศึกษาโดยครู 1 คน ต่อนักเรียน 24 คน จากการกำ�หนดสัดส่วนครู
ในระดับประถมศึกษา สัดส่วนครูต่อนักเรียนจะใช้ได้ดีกับโรงเรียนขนาดกลางและโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่เมื่อเป็น

17REDUCED INEQUALITIES

โรงเรียนขนาดเล็ก ครู 1 คน ต่อนักเรียน 16 คน หากโรงเรียนแห่งหน่ึงมีนักเรียน 80 คน ก็จะมีครูได้แค่ 5 คน
แตโ่ ดยเฉลย่ี แล้วโรงเรียน 1 แหง่ จะมี 8 ห้องเรยี น (ชั้นอนบุ าล–ป. 6) ทำ�ใหเ้ กดิ ปัญหาครูไม่ครบตามจำ�นวนชนั้ เรยี น
อีกทั้ง เกณฑ์การพิจารณาผลงานของครูและการให้ความดีความชอบก็ใช้เกณฑ์กลางของทั้งระบบ จึงเป็นผลให้มี
การย้ายครูบ่อย และกระทบต่อคุณภาพการศึกษา หลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนก็ขาดความคล่องตัว
ทจี่ ะปรบั ตามสถานการณ์ หลักสตู ร 8 เน้ือหาสาระจงึ เป็นปัญหาหนักสำ�หรบั ชัน้ ประถมศกึ ษาในโรงเรยี นขนาดเล็ก
แม้ว่าการศึกษา ทางไกลผ่านดาวเทยี มไดช้ ว่ ยให้นักเรยี นได้เขา้ ถงึ ความรู้ตามลำ�ดบั ชน้ั ไปได้ แตส่ ่งิ จำ�เป็นขัน้ พ้นื ฐาน
ต่าง ๆ เช่น การมีพลังงานไฟฟ้า วัสดุครุภัณฑ์ในการสอน อุปกรณ์ที่ใช้งานได้และส่ิงแวดล้อมยังเป็นข้อขัดข้องอยู่
การบริหารจัดการเป็นปัญหาท่ีระบบการสรรหา และแต่งต้ังผู้อำ�นวยการสถานศึกษา หากได้ผู้อำ�นวยการท่ีมี
ความสามารถ ก็พอจะช่วยบรรเทาข้อขัดข้องลง แต่ส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้าง
ความสัมพันธ์กับชุมชน ซ่ึงมักเป็นชุมชนที่ประชาชนมีความยากจน (คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา,
2562)
อย่างไรก็ตาม ด้วยบริบททางการศึกษาของประเทศไทยท่ีมีการจัดการทรัพยากรทางการศึกษา
ให้กับสถานศึกษาโดยพิจารณาจากจำ�นวนผู้เรียนในสถานศึกษาเป็นสำ�คัญ จึงทำ�ให้โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียน
จำ�นวนมากจะได้รบั งบประมาณอุดหนนุ รายหัวมากกว่าโรงเรียนขนาดเลก็ ทมี่ นี ักเรียนจำ�นวนน้อย โรงเรียนขนาดใหญ่
จึงมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการศึกษาท่ีสูงและยืดหยุ่นมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลให้เกิด
ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนดังกล่าวท้ังในด้านความพร้อมของทรัพยากรบุคลากร งบประมาณ ส่ือและเทคโนโลยี
และจากสภาพท่ีโรงเรียนขนาดใหญ่มักต้ังอยู่ ในเขตเมืองส่วนโรงเรียนขนาดเล็กมักตั้งอยู่ในเขตชนบท ประกอบกับ
สภาพสังคมไทยท่ีมีปัญหา ความเหล่ือมล้ําทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเขตเมืองและเขตชนบทอยู่แล้ว
จึงทำ�ให้พบความแตกต่างของคุณภาพทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองกับโรงเรียนในเขตชนบทด้วย
ปัจจัยทั้งหมดท่ีกล่าวมาล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนและเป็นความไม่เท่าเทียมกัน ในด้าน
คุณภาพทางการศึกษาระหวา่ งโรงเรยี นดังกลา่ ว
สภาพปัญหาข้างต้นจึงทำ�ให้นักเรียนและผู้ปกครองบางพื้นท่ีในเขตชนบทท่ีเกิดความไม่มั่นใจ
ในคุณภาพโรงเรียนท่อี ยู่ใกล้บา้ น ดังน้นั ครอบครัวของนกั เรยี นท่มี ีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมท่สี งู จงึ มแี นวโนม้
ที่จะเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ท่ีต้ังอยู่ในเมือง ในขณะที่ครอบครัวของนักเรียน ท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจ
และสังคมต่ําไม่สามารถทำ�ได้ ซ่ึงทำ�ให้จำ�นวนนักเรียนของโรงเรียนในชนบทมีน้อยลง แต่จำ�นวนนักเรียนของโรงเรียน
ขนาดใหญ่ในเมืองบางโรงเรียนมีมากข้ึนจนมากเกินพอดี โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษบางโรงเรียนมีนักเรียนมากถึง
5,000 คน ท้ัง ๆ ทจี่ ำ�นวนผู้เรยี นท่เี หมาะสมควรมีไม่เกนิ 2,000 คน ซึง่ ทำ�ให้ยากต่อการบริหารจดั การและการดูแล
นักเรียนทำ�ได้ไม่ทั่วถึง และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในด้านคุณภาพการศึกษา (สำ�นักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2561)

18 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

แผนภาพ อตั ราสว่ นครตู อ่ นกั เรยี น 1 คน

1.2.2.2 หลักสูตรการเรยี นการสอนทีไ่ ม่ทันการเปลย่ี นแปลง
ได้มีการวิจัยและติดตามประเมินผลการศึกษาหลังจากการใช้หลักสูตรนี้ไปเป็นเวลา 6 ปี
และสรุปไว้วา่ เพือ่ แกจ้ ุดอ่อนทีห่ ลกั สตู รจากส่วนกลาง การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พ.ศ. 2544 ไม่สามารถสะท้อนสภาพ
ความตอ้ งการทแ่ี ทจ้ รงิ ของสถานศกึ ษาและทอ้ งถน่ิ และใหม้ กี ารจดั หลกั สตู รและการเรยี นรเู้ พอื่ ใหม้ ี ทกั ษะกระบวนการ
เจตคตทิ ดี่ แี ละมคี วามคดิ สรา้ งสรรคต์ อ่ วชิ าคณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มที กั ษะในการจดั การและทกั ษะ
ในการดำ�เนินชีวิต จนสามารถเผชิญปัญหาสังคมและเศรษฐกิจท่ีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ตลอดจนการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ภาษาองั กฤษ เพอ่ื ใชใ้ นการตดิ ตอ่ สอ่ื สารและการคน้ ควา้ หาความรแู้ ละเพมิ่ เตมิ
จากหลกั สตู รสว่ นกลาง ใหส้ ถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานแตล่ ะแหง่ จดั ทำ�สาระของหลกั สตู ร ในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สภาพปญั หา
ในชุมชน สังคม และภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน “หลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551” จึงเกิดขึ้น
โดยสาระสำ�คญั ยังคงมหี ลักสูตรแกนกลาง ทีม่ กี ลุ่มสาระการเรยี นรู้ 8 กลุ่มสาระเช่นเดิม ในการรบั ฟงั ความคิดเห็น
จากโรงเรยี นประถมศึกษา และผบู้ ริหารเขตพ้ืนที่การศึกษา มีไมน่ อ้ ยท่เี หน็ วา่ เนื้อหาสาระ 8 สาระ เป็นปัญหาใน
การจดั การเรยี นการสอน เพราะไมต่ รงกบั สภาพเฉพาะ ในพน้ื ทแี่ ละขาดความคลอ่ งตวั ในการปรบั เนอ้ื หา โอกาสทจี่ ะ
มีหลักสูตรสถานศึกษาท่ีแตกต่างจากหลักสูตรแกนกลางมีน้อย ทั้งการเรียนการสอนท่ีเน้นการท่องจำ� ไม่สามารถ
กระตุ้นความสนใจของนักเรยี นต่อการเรยี นรู้
พัฒนาการของการศึกษาในโลก ได้ปรับไปจากการเน้นเน้ือหาสาระและการท่องจำ�ไปหลาย
สิบปีแล้ว ยิ่งในระยะหลงั พ.ศ. 2553 ทช่ี ้ชี ัดถงึ คุณลักษณะจำ�เปน็ ของคนในครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 21 ตอ้ งเน้น สมรรถนะ
และการเรียนรู้เชิงรุกด้วยแล้ว การศึกษาไทยโดยรวมยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน แม้จะมีเจตนารมณ์ตามที่ปรากฏ
ในข้อกำ�หนดหลักสูตรการศึกษาแกนกลาง พ.ศ. 2544 แล้วก็ตาม โรงเรียนขนาดใหญ่ท่ีมีความพร้อมเพรียง
ดา้ นทรพั ยากร มโี อกาสและชอ่ งทางทจ่ี ะปรบั ใหท้ นั สมยั ไดบ้ า้ ง แตโ่ รงเรยี นขนาดเลก็ ทอ่ี ยใู่ นทอ้ งถนิ่ มขี อ้ จำ�กดั อยมู่ าก
และไมส่ ามารถปรบั ให้ทันสมยั ไดจ้ งึ เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพตํ่าและเปน็ ปัญหาความเหลื่อมลํ้า
1.2.2.3 คณุ ภาพการศึกษาตํา่ ไม่ไดม้ าตรฐานตามเกณฑ์ภายในประเทศ
มาตรฐานการศึกษาไทยบนฐาน หลักสูตรแกนกลางท่ีประกาศใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เป็น
มาตรฐานท่ีต่ํากว่ามาตรฐานสากล แม้จะแก้ไขด้วย มาตรฐาน พ.ศ. 2561 แล้วก็ยังอยู่ ในระดับตํ่า โดยหลักสูตรไทย
เน้นเนื้อหาสาระและการเรียนด้วยการท่องจำ� กระนั้นก็ตาม การประเมินผลสัมฤทธ์ิของผู้เรียนด้วยการ สอบของ

19REDUCED INEQUALITIES

สถาบนั ทดสอบแหง่ ชาตหิ รอื การสอบโอเนต็ ซง่ึ ประเมนิ ตามสงิ่ ทม่ี ใี นหลกั สตู ร ปรากฏผลวา่ นกั เรยี นสว่ นใหญส่ อบตก
โดยได้คะแนนตา่ํ กวา่ ร้อยละ 50 ในเกอื บ ทกุ วิชา ทัง้ ในระดับประถมศึกษาปีท่ี 6 มัธยมศึกษาปที ่ี 3 และมัธยมศกึ ษา
ปที ่ี 6 สภาพดังกล่าวน้คี งเดิมไมด่ ีขึ้นตลอดเวลาตดิ ต่อกนั มากว่าสิบปี


รูป แสดงผลการสอบโอเนต็ ในปี พ.ศ. 2561 เปรยี บเทยี บคะแนนระหวา่ งชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6
มัธยมศึกษาปที ่ี 3 และมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ปรากฏวา่ คะแนนได้ตา่ํ ลงในชัน้ เรียนทส่ี ูงข้ึนเป็นส่วนใหญ่

(ทีม่ า : คณะกรรมการอิสระเพ่อื การปฏิรปู การศกึ ษา, 2562)
1.2.3 ความเหลื่อมลา้ํ ทางการศึกษาในดา้ นการบรหิ ารจัดการและทรพั ยากรทางการศกึ ษา
เม่ือพิจารณาจากอตั ราส่วนนกั เรยี นตอ่ ครู พบว่า ประเทศไทยมคี รู 1 คน รับผดิ ชอบนักเรยี น ระดบั
ประถมศึกษาประมาณ 16 คน (อันดับ 36) ซงึ่ มีอันดับท่ดี ีขึ้น ขณะทอี่ ัตราสว่ นนกั เรียนตอ่ ครู 1 คน ท่สี อนระดับ
มัธยมศึกษา พบว่า ครูท่ีสอนในระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทย 1 คน รับผิดชอบนักเรียนประมาณ 24 คน
อยู่อันดับ 57 ซ่งึ มีอันดบั ดขี ึน้ กว่าปที ี่ผา่ นมา แต่มอี ันดบั เกอื บสดุ ท้ายและเปน็ ตัวฉุดรัง้ อันดบั ดา้ นการศกึ ษาของไทย
เมื่อพิจารณาแนวโน้มสัดส่วนนักเรียนต่อ ครู 1 คน ที่สอนระดับประถมศึกษาในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก
ระหว่างปี พ.ศ. 2559–2563 มแี นวโนม้ ท่ีดขี ึ้น ท้งั น้ี ประเทศส่วนใหญใ่ นกลมุ่ เอเชยี แปซฟิ ิก มีแนวโนม้ ทีด่ ีขนึ้
เม่อื เทยี บกบั ปี 2558 โดยครู 1 คนที่สอนระดับมธั ยมศกึ ษา รับภาระนักเรียน ในจำ�นวนทล่ี ดลง และน้อยกว่า 15 คน
สำ�หรบั ประเทศมาเลเซียครูทสี่ อนระดับประถมศึกษา 1 คน รับผิดชอบนกั เรยี น 12 คน (อนั ดับ 11) ซ่ึงเปน็ อันดับ
ท่ดี ที ่สี ดุ ในภมู ิภาคนี้
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาท่ีเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และมีนักเรียนน้อยกว่า
120 คน เป็นจำ�นวนมาก จะเหน็ ไดจ้ าก จำ�นวนโรงเรยี น สพฐ. ทั้งหมด 30,122 เเหง่ (ปี 2561) ซง่ึ เปน็ โรงเรียน
ขนาดเลก็ ทม่ี นี กั เรยี นนอ้ ยกวา่ 120 คน อยถู่ งึ 15,089 เเหง่ ทร่ี บั นกั เรยี นอยู่ 981,447 คน และโรงเรยี นเกอื บทง้ั หมด
สอนในระดับชั้นประถมศึกษา ทำ�ให้มีจำ�นวนครูน้อยและมีครูไม่ครบทุกสาขาวิชาจำ�เป็นต้อง ให้ครูสอนไม่ตรงกับ
สาขาวิชาเฉพาะ การขาดแคลนครูที่โรงเรียนขนาดเล็กในท้องถิ่นห่างไกลซึ่งเป็นผลมาจากรูปแบบและสัดส่วนใน
การผลติ ครทู ขี่ าดแคลนในระดบั วกิ ฤต ในขณะนจี้ งึ เปน็ ครทู ม่ี สี มรรถนะความเปน็ ครทู ส่ี ามารถปรบั ตนไปสอนวชิ าตา่ ง ๆ
ไดต้ ามความจำ�เป็น ตลอดจนมคี วามเปน็ ครูท่ีสามารถดูแลเด็กนักเรียนให้มกี ารพฒั นาได้ตามความถนัด ไม่ใชก่ ารกำ�กบั
ให้เกิดความรู้ตามหลักสูตรเนื้อหาสาระวิชาการเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาหน่ึงที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพ

20 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

การศกึ ษาของไทยในปจั จบุ นั นอกจากน้ี จากผลจากการศกึ ษาอตั ราสว่ นนกั เรยี นตอ่ ครใู นระดบั อำ�เภอ ของประเทศไทย
พบว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นท่ีที่มีสัดส่วนนักเรียนต่อครูในลำ�ดับที่ต่ํากว่าภูมิภาคอ่ืน
ของประเทศ และตาํ่ กวา่ พนื้ ทท่ี อี่ ยตู่ ามแนวตะเขบ็ ชายแดนของประเทศ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเหลอื่ มลาํ้ ในการจดั สรร
ทรัพยากรบุคคลดา้ นการศึกษาเชงิ พนื้ ที่ที่อาจสง่ ผลกระทบตอ่ การพฒั นาคณุ ภาพ การศึกษาของไทยไดเ้ ชน่ เดียวกัน
ทง้ั นป้ี ระเทศสว่ นใหญใ่ นกลมุ่ เอเซยี แปซฟิ กิ มแี นวโนม้ ทดี่ ขี นึ้ เมอื่ เทยี บกบั ปี 2558 โดยครู 1 คนทสี่ อนระดบั มธั ยมศกึ ษา
รับภาระนักเรียน ในจำ�นวนทล่ี ดลง และน้อยกวา่ 15 คน (สำ�นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา, 2563)
แผนภาพอัตราส่วนนกั เรยี นต่อ ครู 1 คนท่ีสอนระดบั ประถมศึกษา ในการจัดอันดับของต่างประเทศ ปี 2563

ทมี่ า: IMD. World Competitiveness Yearbook 2016- 2020
แผนภาพอัตราส่วนนกั เรยี นต่อ ครู 1 คนทีส่ อนระดบั มธั ยมศึกษา ในการจดั อันดบั ของตา่ งประเทศ ปี 2563

ที่มา: IMD. World Competitiveness Yearbook 2016- 2020

21REDUCED INEQUALITIES

กล่าวโดยสรปุ
ปัญหาของการจัดการเรียนการสอน สืบเนื่องจากปัญหาคุณภาพการศึกษาภายในประเทศไทยที่มี
มาตรฐานตา่ํ กวา่ เกณฑ์ ขาดความเสมอภาค และมคี ณุ ภาพตา่ํ เมอื่ เทยี บกบั มาตรฐานการศกึ ษาสากล ซง่ึ จากการศกึ ษา
สภาพของการจดั การเรียนการสอนหรือห้องเรียนของไทยในปัจจุบนั พบว่ามลี กั ษณะดังนี้
เนื้อหาสาระที่ต้องเรียนมากแต่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์ในชีวิตน้อย ส่ิงที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามหลักสูตร
ไมเ่ ชอ่ื มโยงกบั การใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ แมแ้ ตเ่ รอ่ื งพน้ื ฐาน เชน่ การดแู ลสขุ ภาพตนเอง การตดั สนิ ใจ การแกป้ ญั หาชวี ติ
ที่ผู้เรียนยังขาดอยู่มาก จนเกิดปัญหาสังคมตามมาอีกหลายเรื่อง การเรียนรู้ในห้องเรียนเป็นไปเพ่ือใช้ในการสอบ
และการศึกษาต่อ ซ่ึงเน้นความจำ�และความเข้าใจในรายละเอียดของเนื้อหาท่ีเฉพาะมากกว่าที่จะฝึกทักษะคิดและ
มมุ มองในเรือ่ งต่าง ๆ จนทำ�ใหเ้ กดิ วงจรซ้ําซากในการเรยี นร้ขู องผเู้ รียน ได้แก่ การฟัง จด ทอ่ ง สอบ และลมื ส่งผลให้
ผู้เรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์และนำ�ความรู้ไปใช้ประโยชน์หรือแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ดัง เช่น ผลการ
สอบ PISA ท่ีปรากฏ
ครูจำ�นวนไม่น้อยมีความแตกต่างกันสูงในความเชี่ยวชาญท้ังในเนื้อหาและการจัดการเรียนการสอน
รวมทง้ั ความสามารถในการจงู ใจผเู้ รยี น จากผลการทดสอบระดบั ชาติ (O-NET) แสดงใหเ้ หน็ วา่ ผเู้ รยี นในระดบั การศกึ ษา
ข้ันพ้ืนฐานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ําในทุกกลุ่มสาระ และไม่สามารถแข่งขันได้ในโลก ดังปรากฏในผลการสอบ
PISA ผลการวจิ ยั และขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษพ์ บวา่ ปญั หาเกดิ จาก กระบวนการเรยี นการสอนเปน็ เชงิ รบั (Passive Learning)
ทำ�ให้ผู้เรียนไม่สามารถสร้างปญั ญาไดด้ ้วยตนเอง
การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้
การเรยี นการสอน การวดั และประเมนิ ผลเนน้ เนอ้ื หาและความจำ� ไมส่ อดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการเรยี นรผู้ เู้ รยี น
จึงจำ�เป็นต้องไปเรียนพิเศษ เพ่ือเตรียมตัวทดสอบระดับชาติและการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป้าหมายเชิงผลสัมฤทธิ์
ของการศกึ ษาไมไ่ ดเ้ นน้ ผลสมั ฤทธทิ์ แ่ี ทจ้ รงิ ซง่ึ ไดแ้ ก่ สมรรถนะ ทกั ษะ เจตคติ และศกั ยภาพทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รยี นตามเกณฑ์
ที่กำ�หนดไว้แต่เป็นการใช้ข้อมูลการได้ผ่านการศึกษาตามระยะเวลาท่ีกำ�หนด ผู้ท่ีสอบทดสอบทางการศึกษาท่ีได้
คะแนนต่ํามาก ก็ยังได้รับการเลื่อนช้ันข้ึนไปเรียนชั้นที่สูงข้ึน มีผลทำ�ให้ผลการเรียนถดถอยลง ไม่สามารถเกิดการ
เรียนรู้ทางวิชาการที่มีความซับซ้อนย่ิงขึ้น ดังจะเห็นได้จากค่าเฉล่ียผลการสอบลดตํ่าลงเม่ืออยู่ในชั้นที่สูงข้ึน
ความเหลื่อมลํ้าในโอกาสและความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ ครูไม่สามารถ
จัดการเรียนรู้ในสภาพท่ีผู้เรียนมีความเหล่ือมล้ําท้ังทางเศรษฐกิจและสังคม หรือความแตกต่างของร่างกายและ
สตปิ ญั ญา จงึ ทำ�ใหผ้ ลสัมฤทธิ์การเรยี นรแู้ ตกตา่ งกันมาก
ระบบการศึกษาของไทยรองรับเฉพาะผู้ที่มีผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการสูง ระบบการศึกษาของไทย
จะรองรับเฉพาะผู้ท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางวิชาการสูงท่ีประสบความสำ�เร็จในการสอบ และเข้าสู่วิชาชีพชั้นสูงได้ผู้เรียน
ท่ีมีความถนัดและความสนใจในด้านอื่น ๆ ท่ีไม่ใช่วิชาการเป็นหลัก จึงไม่ได้รับความสนใจจากครูและโรงเรียน
กลายเปน็ ผู้แพ้ (Loser) ท่ถี ูกท้งิ ไม่มคี ณุ คา่ ไม่มคี วามหวงั ไมม่ อี นาคต
ผู้บริหารสถานศึกษาจำ�นวนมาก ขาดภาวะผู้นำ�ทางวิชาการ การเข้าสู่ตำ�แหน่ง ผู้บริหารสถานศึกษา
ใชก้ ารสอบกลางทเี่ นน้ ความรเู้ กย่ี วกับการบรหิ ารงานราชการเปน็ หลกั ส่วนการสอบ ด้านการบริหารการศกึ ษาและ
ความสามารถอนื่ ๆ ทจ่ี ำ�เปน็ กก็ ระทำ�ในลกั ษณะเดยี วกนั ทว่ั ประเทศ และขนึ้ ทะเบยี นไวร้ อการบรรจุ ซง่ึ อาจไมต่ รงกบั
ความต้องการหรือความสามารถเฉพาะพื้นท่ีในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารสถานศึกษาไม่มีเวลาบริหารสถานศึกษา
ได้อย่างเต็มท่ีเพราะนอกจากไม่สามารถรับผิดชอบในการปรับโรงเรียนให้มีผลสัมฤทธ์ิที่พึงประสงค์และเป็นผู้นำ�
ทางวชิ าการไดแ้ ลว้ ยงั เปน็ ฝา่ ยรบั นโยบายใหม่ ๆ มาปฏบิ ตั ิ แมว้ า่ จะไมส่ อดคลอ้ งกบั บรบิ ทโรงเรยี นในการคดิ คน้ วธิ กี าร
เป็นของตนเองได้ การพิจารณาผลงานก็ใช้ผลการสอบ O-NET ของนักเรียนในโรงเรียนซึ่งมีการใช้การติวหรือ

22 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

การสอนพิเศษเข้ามาใช้ในความเป็นจริง มีตัวอย่างผู้บริหารท่ีมีความสามารถจำ�นวนหน่ึงที่ทำ�ให้ผลการศึกษาดีข้ึน
ด้วยความสามารถในการเลี่ยงระบบที่กำ�หนดอย่างรัดกุมได้ จากสภาวการณ์ท้ังหกประการดังกล่าวข้างต้น
ทำ�ให้ผู้เรียนในระบบการศึกษาไทยมีปัญหาเป็นที่ประจักษ์ในสังคม ตั้งแต่การเป็นผู้เรียนท่ีมีผลสัมฤทธ์ิต่ํา ไม่สามารถ
คิดวิเคราะห์ ไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และแก้ปัญหาในชีวิตได้รวมท้ังการไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและ
ครอบครัวได้เม่ือสำ�เร็จการศึกษาภาคบังคับ และตกอยู่ในวังวนของปัญหาสังคม อาทิ ความรุนแรง อาชญากรรม
ยาเสพตดิ และปัญหาทางเพศ การปฏิรูปชั้นเรียน (Classroom Reform) ในครง้ั นี้ จึงต้องเปล่ยี นแปลงสภาวการณ์
ดงั กลา่ วในช้ันเรียนเพ่อื นำ�ไปสกู่ ารหลุดพน้ จากปัญหาและสรา้ งสรรคส์ งั คมไทยใหก้ า้ วหนา้ มั่นคง ม่งั ค่ัง และยง่ั ยนื
ต่อไป

2. การวัดการประเมินผลคุณภาพการศกึ ษาของนักเรียนในระดบั มัธยมศกึ ษา
PISA กบั ประเด็นความเหลอ่ื มล้ําของการศึกษา

สถานการณ์ผลสอบ PISA ของประเทศไทย

ในภาพรวม ระดับคะแนนสอบ PISA ของนกั เรยี นไทยมคี ะแนนเฉล่ียท้งั สามดา้ น (การอา่ น คณติ ศาสตร์
และวิทยาศาสตร์) ต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD เม่ือเปรียบเทียบผลการประเมิน PISA 2015 กับ
PISA 2018 พบวา่ ดา้ นคณติ ศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตรม์ คี ะแนนเพม่ิ ขนึ้ ประมาณ 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำ�ดบั
ด้านการอ่านกลับมีคะแนนลดลงอย่างมากในระดับท่ีไม่เคยเป็นมาก่อน โดยตกลงจาก 441 คะแนน ในปี 2012
มาเปน็ 393 คะแนน ในปี 2018

แผนภาพแสดง ผลการสอบ PISA ป 2000 – ป 2018

(ที่มา : สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (PISA Thailand), 2563).
OECD ไดป้ ระเมนิ ผลสมั ฤทธด์ิ า้ นการศกึ ษาของเดก็ อายุ 15 ปี โดยสำ�รวจ ความรดู้ า้ นคณติ ศาสตร์ การอา่ น
และวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำ�วันของประชาชนท่ัวไป IMD ได้จัดอันดับผลการทดสอบ PISA
ประจำ� ปี 2563 โดยใชผ้ ลประเมนิ ของโครงการ PISA 2018 (ปี 2561) พบว่า ทั้งอันดับและคะแนนดา้ นคณติ ศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และการอ่านของประเทศไทยได้อนั ดบั 50 มอี นั ดบั ดีกวา่ ประเทศอนิ โดนีเซีย (อันดบั 57) และฟลิ ิปปนิ ส์
(อนั ดับ 58) ขณะทจ่ี นี ไดอ้ ันดบั 1 รองลงมา ไดแ้ ก่ สงิ คโปร์ ไดอ้ นั ดับ 2 ฮอ่ งกงอนั ดบั 3 ตามลำ�ดับ (สำ�นักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา, 2563)

23REDUCED INEQUALITIES

ตารางผลการทดสอบ PISA 2018

ทีม่ า : (สำ�นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, 2563)
ขอ้ สังเกตสำ�คญั จากการประเมนิ PISA ท่ีผา่ นมา
1. ระบบการศึกษาไทยมีส่วนหนึ่งที่มีคุณภาพและสามารถพัฒนานักเรียนให้มีความสามารถในระดับ
สงู ได้ หากระดับนโยบายสามารถสรา้ งความเท่าเทียมกันทางการศึกษาไดส้ ำ�เรจ็ โดยขยายระบบการศึกษาทมี่ คี ณุ ภาพ
ไปให้ทั่วถงึ ประเทศไทยก็จะสามารถยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนกั เรียนใหท้ ดั เทยี มกบั นานาชาติได้
2. ความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีความสัมพันธ์กับความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่แนวโน้ม
คะแนนการอ่านของไทยยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ระบบการศึกษาไทยจึงต้องยกระดับความสามารถด้านการอ่าน
ของนักเรียนอย่างเร่งด่วน
ที่ผ่านมาประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศท่ีมีความเหล่ือมล้ําทางเศรษฐกิจสูงแห่งหนึ่งในโลกและมี
การอภิปรายถงึ เรอ่ื งของความเหล่ือมล้าํ ทางสังคมหรอื การศึกษาในแง่มุมตา่ ง ๆ (Credit Suisse: 2018, Jenmana
2018, ผาสุก พงษไ์ พจิตรและคณะ 2560) แต่อย่างไรก็ตาม ยังไมเ่ คยไดม้ ีการวิเคราะหถ์ ึงประเดน็ ความเหลื่อมล้ํา
ทางการศึกษาของไทยในระดับนานาชาติมากนัก ผลการวิเคราะห์ของ PISA ทำ�ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า
ความเหล่ือมลํ้าทางการศึกษา ทั้งในด้านผลสัมฤทธ์ิการเข้าถึงการศึกษาท่ีมีคุณภาพต่างกันระหว่างผู้มีฐานะแตกต่างกัน
ความเหลือ่ มลาํ้ ของทรพั ยากรในโรงเรียนของประเทศไทยจงึ อยใู่ นสถานการณ์ท่มี ีความเหลื่อมลํ้าสงู มากเช่นกัน

2.1 ความเหลื่อมลาํ้ ของผลสัมฤทธิ์และเศรษฐานะของนักเรยี น

สำ�หรับ PISA มีการสรา้ งดัชนรี ะดบั เศรษฐานะ (Index of economic, social and cultural status)
ของนักเรียนโดยนำ�มาจากระดับการศึกษา ระดับอาชีพของพ่อแม่ ระดับทรัพยากรท้ังการด้านการศึกษาและด้านอื่น ๆ
โดยพบว่า ระดับเศรษฐานะของนักเรียนมีผลในทางเดียวกับผลการสอบค่อนข้างมาก นักเรียนไทยที่อยู่ในกลุ่ม
เศรษฐานะสูงมีระดับคะแนนสูงกว่านักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐานะตํ่า ตามลำ�ดับ ท้ังด้านการอ่าน คณิตศาสตร์

24 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

และวทิ ยาศาสตร์ เมอื่ เปรยี บเทยี บระหวา่ งประเทศกจ็ ะเหน็ แนวโนม้ ลกั ษณะนเี้ ชน่ กนั แตท่ น่ี า่ สนใจคอื ในกรณขี องไทย
หากแบ่งนักเรียนเป็น 5 กลุ่มเศรษฐานะ (quintiles) แม้เด็กท่ีมาจากกลุ่มเศรษฐานะสูงสุด (กลุ่ม 20% บนสุด)
ของประเทศ ยังทำ�คะแนนในส่วนการอ่านได้ตํ่ากว่านักเรียนที่มาจากกลุ่มเศรษฐานะต่ําสุด (กลุ่ม 20% ล่างสุด)
ของหลาย ๆ ประเทศ เชน่ ฟนิ แลนด์ เอสโตเนยี เกาหลี ญปี่ นุ่ ฮอ่ งกง สหรฐั อเมรกิ า ซง่ึ อาจจะบง่ ชวี้ า่ ระดบั มาตรฐาน
คณุ ภาพของการเรียนรู้ของนักเรยี นไทยอาจจะมปี ญั หาในทกุ ๆ กลุ่มประชากรนกั เรยี น
ความเหลอื่ มลาํ้ ในการเขา้ ถึงการศึกษาทม่ี คี ณุ ภาพของนักเรียนไทย
PISA มีการจดั ทำ�ดชั นีท่ี เรยี กว่า ดัชนกี ารหลอมรวมกนั ในสังคม (index of social inclusion) ซง่ึ วัด
จากการกระจายตัวของเศรษฐานะอันแตกต่างกันของนกั เรียนท้ังในโรงเรียนเดยี วกันและระหว่างโรงเรียน และดัชนี
การแบ่งแยกของนักเรียนเศรษฐานะสูง (segregation index of advantaged students) ซึ่งวัดการแบ่งแยก
ของนักเรียนกลุ่มเศรษฐานะสูงออกจากนักเรียนในกลุ่มอื่น ๆ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่านักเรียนไทยมีการแบ่งแยก
กนั เรยี นในโรงเรยี นตามระดบั เศรษฐานะทค่ี อ่ นขา้ งชดั เมอื่ เทยี บกบั หลาย ๆ ประเทศ กลา่ วคอื นกั เรยี นทม่ี เี ศรษฐานะดี
กับนักเรียนกลุ่มด้อยโอกาส มีสัดส่วนของการเรียนร่วมกันในโรงเรียนเดียวกันท่ีต่ํา ในขณะท่ีนักเรียนที่มีเศรษฐานะสูง
มผี ลคะแนนสอบทดี่ ี มกั จะกระจกุ ตวั กนั อยใู่ นโรงเรยี นจำ�นวนไมก่ แ่ี หง่ ซง่ึ เปน็ ขว้ั ตรงขา้ มกบั ประเทศทม่ี กี ารหลอมรวม
ตัวกันในสังคมสูงและมีการแบ่งแยกของนักเรียนตามเศรษฐานะในโรงเรียนต่าง ๆ ในระดับตํ่า เช่น กลุ่มประเทศ
แถบแสกนดเิ นเวียร์ อาทิ นอร์เวย์ สวีเดน ฟนิ แลนด์ เดนมารก์ ไอซ์แลนด์ หรอื นิวซแี ลนด์ หรือกลุ่มประเทศเอเชีย
ตะวันออก เช่น ญปี่ ุน่ เกาหลีใต้ กม็ ดี ชั นีการหลอมรวมตวั กันสงู หรอื แมแ้ ตเ่ พือ่ นบา้ นของไทย เชน่ บรูไน สิงคโปร์
มาเลเซีย ฟิลปิ ปินส์ กม็ ดี ชั นเี หลา่ นี้ทดี่ ีกวา่ ไทยมาก
สิ่งท่ีน่าเป็นห่วงในอนาคตคือ ประเทศท่ีมีลักษณะการแบ่งแยกทางการศึกษาเช่นน้ีทำ�ให้นักเรียน
กลุ่มด้อยโอกาสหรือโรงเรียนท่ีอยู่ในกลุ่มล่าง ๆ ทางเศรษฐานะได้รับผลกระทบเชิงลบ เช่น ทำ�ให้เด็กด้อยโอกาส
ขาดตน้ แบบทด่ี ใี นการเรียนทมี่ าจากเดก็ ในกลุ่มอืน่ ๆ อันเป็นผลจากประเภทของกลมุ่ เพอ่ื น (peer effect) (Hanushek
et al., 2013; Lavy et al., 2012; Sacerdote, 2011; Mendolia et al., 2018) ทำ�ใหค้ รทู เี่ กง่ มคี วามตอ้ งการไปสอน
ในโรงเรียนที่มีเด็กกลุ่มด้อยโอกาสมีน้อยลง เพราะโดยทั่วไปหากเลือกได้ครูมักพอใจท่ีจะสอนเด็กที่มีความพร้อม
มากกว่า (Pop-Eleches & Urquiola, 2013) รวมไปท้ังอาจจะนำ�ไปสู่ความไม่เข้าใจกันระหว่างกลุ่มคนในสังคม
ที่มีพ้ืนฐานของเศรษฐานะ ค่านิยม ความคิดที่แตกต่างกัน อันจะนำ�มาสู่ความแตกแยกภายในสังคมได้ หากมี
การแบง่ แยกระหว่างโรงเรยี นทสี่ ูง
ความเหล่ือมล้ําแบบข้ามเวลาของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไทย เด็กด้อยโอกาสถูกทิ้งห่างข้ึนเรื่อย ๆ
หากพิจารณาการเปล่ียนแปลงในระยะยาวของไทยต้งั แตร่ อบปี 2009 ถึง 2018 พบวา่ สดั สว่ นของนกั เรยี นไทยท่มี ี
คะแนนการอ่านในระดับตํ่ากว่ามาตรฐาน (ต่ํากว่าระดับ 2) เพิ่มข้ึนจาก 42.8% เป็น 59.5% ในขณะที่สัดส่วน
ของนักเรียนกลุ่มคะแนนสูงกว่ามาตรฐาน (ระดับ 5 และ 6) เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 0.18% เป็น 0.29%
แสดงให้เห็นวา่ ในชว่ งทศวรรษท่ีผ่านมา จำ�นวนนกั เรยี นไทยในกลุ่มที่มีความฉลาดรู้ด้านการอ่านไมถ่ งึ คา่ มาตรฐาน
เพ่ิมสูงขึ้นมาก ในขณะท่ีนักเรียนกลุ่มที่มีศักยภาพในด้านการอ่านสูง มีสัดส่วนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง บ่งบอกว่า
กลุ่มเด็กท่ีดอ้ ยโอกาสในสงั คมไทยมแี นวโน้มที่จะถกู ท้ิงหา่ งทางการเรียนรอู้ อกไปมากขนึ้ เรอื่ ย ๆ
ประเด็นขอ้ ค้นพบใหม่จาก PISA ครัง้ นี้คือ ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ทีแ่ สดงใหเ้ หน็ วา่ ประเทศไทยมผี ลสัมฤทธิ์
โดยรวมท่ีลดลงและมีสถานการณ์ของความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาภายในประเทศท่ีรุนแรงข้ึน โดยสถานการณ์
ของผลสมั ฤทธท์ิ ตี่ กตาํ่ เกดิ กบั ประชากรของนกั เรยี นในทกุ กลมุ่ ตงั้ แตก่ ลมุ่ ทม่ี เี ศรษฐานะสงู สดุ ไปจนถงึ ตา่ํ สดุ อนั อาจจะ
สะท้อนถึงภาพรวมของคุณภาพการศึกษาไทยในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากน้ัน สถานการณ์ในด้าน
ความเหลอ่ื มลา้ํ ของการศกึ ษาไทยมแี นวโน้มท่ีรนุ แรงขึน้ นักเรียนมีการแบง่ แยกของโรงเรยี นตามเศรษฐานะท่ีสงู ข้นึ

25REDUCED INEQUALITIES

นักเรียนที่มีระดับเศรษฐานะดี มีแนวโน้มของการกระจุกตัวอยู่ในสถานศึกษาเพียงไม่ก่ีแห่ง ในระดับเดียวกับ
กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ในขณะท่ีนักเรียนกลุ่มยากจนซ่ึงเป็นส่วนใหญ่ของประเทศต้องเรียนในโรงเรียน
ท่ีขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษาทั้งด้านบุคลากรและวัสดุอุปกรณ์อย่างรุนแรง สมควรท่ีภาครัฐจะได้ทบทวน
ในเรอ่ื งของนโยบายทางการศกึ ษา เชน่ ระบบการจดั สรรงบประมาณ การจดั สรรบคุ ลากร การกระจายตวั ของนกั เรยี น
เพ่อื ลดความเหล่ือมลา้ํ และเพ่มิ ความเสมอภาคทางการศกึ ษาให้มากขึน้

3. ความเหลือ่ มลํา้ ในระบบการศกึ ษาในระดับอุดมศกึ ษา

สถาบันอดุ มศึกษาไทยบนเวทโี ลก

การนำ�สถาบนั อุดมศกึ ษาไทยเข้าสกู่ ารจัดอนั ดับ World Class University เพอ่ื แสดงถึงศกั ยภาพของ
การบริการจัดการสถาบันอุดมศึกษาตามมาตรฐานคุณภาพที่นานาชาติยอมรับ ซึ่งการจัดอันดับ (ranking) หรือ
การให้คะแนน (rating) หลักสูตรหรือสถานศึกษานั้น มีขึ้นเพ่ือเป็นเครื่องมือในการช้ีให้เห็นถึงจุดเด่นจุดด้อยของ
สถานศกึ ษาในดา้ นต่าง ๆ เช่น คณุ ภาพการศกึ ษา คณุ ภาพงานวจิ ัย การยอมรบั ของผจู้ ้างงาน งบประมาณการศึกษา
เปน็ ต้น จากผลการจดั อนั ดับโลกจากทง้ั 2 องค์กร พบวา่ มหาวิทยาลยั ไทยยงั ไมต่ ิดอยู่ใน 200 อนั ดับโดย Times
Higher Education Supplement และการจดั อันดับของ THE World University Ranking 2018-2020 พบวา่
มสี ถาบันอดุ มศกึ ษาของไทย 16 แห่ง ได้รับการจัดอนั ดับ และมสี ถาบันอุดมศึกษา 3 แห่ง ท่ไี ดร้ ับการจดั อนั ดบั ตํ่ากวา่
1,000 อันดับ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามลำ�ดับ
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในเอเชีย แม้กระท่ังอาเซียนแล้ว พบว่า มหาวิทยาลัยไทยยังคงอยู่ในลําดับที่ห่าง
จากประเทศอืน่ คอ่ นขา้ งไกล

26 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

ภาพแสดงค่าคะแนนรวมสถาบนั อดุ มศึกษาไทยใน THE World University Ranking 2018-2020

ท่ีมา : (สำ�นักงานปลัดกระทรวงการอดุ มศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วิจยั และนวัตกรรม
สำ�นักนโยบายและแผนการอดุ มศกึ ษา, 2564)

สถาบันอุดมศกึ ษาไทยกา้ วไมท่ นั การเปลยี่ นแปลงโลก

สถาบันอดุ มศึกษาไทยกา้ วไมท่ ันการเปลีย่ นแปลงในโลก ในรายงานการศึกษา ความสามารถในการแขง่ ขนั
ของชาตโิ ดย World Economic Forum ไดแ้ จกแจงปจั จยั ทม่ี สี ว่ นในการกำ�หนด ความสามารถในการแขง่ ขนั ของชาติ
ไว้ซึง่ หลายปัจจยั เป็นหน้าท่ีของสถาบนั อุดมศึกษาในประเทศ ไดแ้ ก่
1 ) คณุ ภาพของการใหก้ ารศกึ ษาและฝกึ อบรมระดบั อดุ มศกึ ษา ทต่ี อ้ งสามารถสรา้ งทรพั ยากรบคุ คลทไ่ี ดร้ บั
การศกึ ษาดีจำ�นวนมากพอ
2) ความพรอ้ มทางเทคโนโลยที ส่ี ามารถ บกุ เบกิ ความรู้ขัน้ แนวหนา้
3) นวตั กรรมท่ีนำ�ไปสู่ผลติ ผล หรอื กระบวนการทแ่ี หลมคม

27REDUCED INEQUALITIES

ปัจจัยเหล่านี้มหาวิทยาลัยไทยยังพัฒนาไปได้น้อย จากรายงานของ OECD เกี่ยวกับพัฒนาการของ
มหาวทิ ยาลยั ตา่ ง ๆ ในภูมิภาคอาเซยี น ซ่งึ ได้แสดงว่า ผลงานจากประเทศมาเลเซียอยใู่ นระดบั ต่ํากว่าประเทศไทย
มาตลอด จนถงึ ปี 2008 จงึ ไดเ้ ทา่ กนั และหลงั จากนน้ั ประเทศมาเลเซยี ไดเ้ พมิ่ ขนึ้ อยา่ งรวดเรว็ นำ�หนา้ ประเทศไทยไป
เห็นได้ว่า แม้ว่ามหาวิทยาลัยของไทยได้ให้ความสำ�คัญกับหน้าที่การวิจัยมานานนับสิบปีและได้ใช้ผลงานวิจัย
เปน็ องคป์ ระกอบสำ�คญั ในการเลอ่ื นตำ�แหนง่ ทางวชิ าการแลว้ แตผ่ ลงานทไี่ ดต้ พี มิ พใ์ นระดบั นานาชาตแิ ละมคี ณุ ภาพดี
จนเปน็ ทีอ่ า้ งองิ ยงั มอี ย่างจำ�กัด (คณะกรรมการอสิ ระเพอื่ การปฏิรปู การศึกษา, 2562)

ความเหล่ือมลํา้ ในระดับอดุ มศึกษา

3.1 การสอบเขา้ มหาวทิ ยาลัย

ข้อดีของระบบ TCAS
1. เพม่ิ โอกาสความเทา่ เทยี มในการเขา้ มหาวิทยาลัย
2. จดั ระเบียบการสมคั รให้ผูส้ มคั รยื่นคะแนนได้ทัง้ หมด 5 รอบ โดยมีข้อเปลยี่ นแปลงท่ีสำ�คญั คือ
2.1 เพมิ่ รอบ Portfolio ทำ�ใหผ้ ู้สมคั รมีโอกาสสมคั รหลายรอบมากข้นึ
2.2 ลดปญั หาความไดเ้ ปรียบ-เสยี เปรียบระหวา่ งเด็กรวย-จน จากการสอบตรง
3. ลดปญั หาการกนั สทิ ธ์คิ นอน่ื “จา่ ยเงินก๊ักท่ีเรยี น”
ขอ้ สงั เกตของระบบ TCAS
1. ความไดเ้ ปรยี บ-เสียเปรยี บของเด็กรวย-จนยังอยู่
ยังคงมีข้อสังเกตต่อระบบการสอบเข้า TCAS จะช่วยลดความเหลื่อมล้ําของโอกาสทางการศึกษา
ได้จรงิ หรอื ไม่ จากข้อสงั เกตอาจจะกล่าวได้วา่ จำ�นวนเงนิ ทีใ่ ชส้ มคั รสอบ Tcas ไม่ใช่เงินจำ�นวนน้อย ๆ เมือ่ เทียบกับ
อัตรารายได้ของกลมุ่ คนจนท่ีสุดซง่ึ มีรายไดต้ ่อเดอื นเพยี ง 2,754 บาท (สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาต,ิ
2563) โดยเฉพาะค่าสมัครในรอบรับตรงพร้อมกัน หรือรอบท่ี 3 หากผู้สมัครต้องการเพ่ิมโอกาสในการสอบติด
โดยการสมัครหลายรอบ ยื่นสมัครหลายโครงการในแต่ละรอบและสอบหลายวิชามากขึ้น ผู้สมัครก็จะต้องเสียค่า
ใช้จ่ายสูงขึน้ ตามไปดว้ ย
2. รอบ Portfolio เพ่มิ โอกาสให้ใคร ?
การกำ�หนดคุณสมบัติผู้สมัครรอบ Portfolio ในลักษณะน้ี ถือเป็นการปิดโอกาสเด็กที่ฐานะไม่ดีนัก
พร้อมกับสรา้ งความไดเ้ ปรียบใหเ้ ด็กฐานะดี เพราะค่าสมคั รสอบ IELTS และ TOEFL แตล่ ะคร้ังนน้ั สงู กว่า 5,000 บาท
ไม่นับค่าเรียนกวดวิชาสำ�หรับทำ�ข้อสอบเหล่านี้โดยเฉพาะ ดังน้ัน สำ�หรับบางโครงการ ต่อให้เด็กมีความสามารถ
ดา้ นภาษาองั กฤษมากแค่ไหน หากไมม่ ีทนุ สอบ IELTS หรือ TOEFL กไ็ มส่ ามารถย่ืนสมัครรอบ Portfolio ได้
เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนเช่ือว่าเป็นบทเรียนสำ�คัญอีกครั้งของระบบการศึกษาไทย การปฏิสัมพันธ์กับ
สาธารณะ (public engagement) หรือ การส่ือสารกับสาธารณะ (public communication) คือหัวใจสำ�คัญ
ของทุกนโยบาย ดังน้ัน ตอนสร้างระบบต้องให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่นเดียวกับ สมพงษ์ จิตระดับ
(2564) อาจารย์ประจำ�คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ทฉ่ี ายภาพ ระบบ TCAS อยา่ งนา่ สนใจวา่ มีขอ้ เสยี
มากกว่าข้อดี หากมองในมุมของมหาวิทยาลัยจะถือว่าได้ประโยชน์จากการสอบคร้ังน้ีมาก เพราะปัญหาขณะน้ี
คือ จำ�นวนเด็กลดลง การสอบที่มีถึง 5 รอบ จะเป็นการกรองเด็กนักเรียนให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้จำ�นวนท่ี
ต้องการ รวมไปถึงเรื่องรายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ “ผลกระทบที่เกิดข้ึนกับสังคม มหาวิทยาลัยเอกชนหรือ
มหาวิทยาลัยราชภฏั ต้องรับรู้ร่วมกนั เพราะโจทยป์ ัญหาเร่อื ง TCAS ไม่ใชโ่ จทยข์ องกลุ่มใดกลุ่มหนึง่ แตเ่ ปน็ ปัญหา
ของส่วนรว่ มท่ีจะตอ้ งชว่ ยกันวิจารณ์ หรือเสนอแนะและชว่ ยกันแกไ้ ข”

28 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

3.2 กบั ดัก 4 “ไม่” ของมหาวทิ ยาลยั ไทย

ปจั จบุ นั มหาวทิ ยาลยั ไทย ตดิ อยใู่ น 4 กบั ดกั ใหญ่ โดยเขาใชค้ ำ�วา่ university myopia ซง่ึ myopia แปลวา่
สายตาสนั้ นั่นคอื
1. มหาวิทยาลยั “ไมต่ ้องดนิ้ รน” เพราะติดอยใู่ นคอมฟอรท์ โซนมานานแล้ว โดยก่อนหนา้ น้ีมีข้อเขยี น
ของอาจารย์จรัส สุวรรณเวลา น่าสนใจมากกล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยผูกขาด ได้รับการปกป้องมากเกินไป ไม่ต้อง
รับผิดชอบในคุณภาพของบัณฑิต ไม่ต้องมาน่ังคิดว่าล้มละลายหรือไม่ ขณะท่ีมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น
อเมริกา ปิดไปแลว้ 500 แห่ง
2. “ไมส่ ามารถสรา้ งความแตกตา่ ง” ทกุ มหาวทิ ยาลยั อยากจะเปน็ comprehensive university ทกุ คน
อยากจะเบง่ ให้ตวั เองใหญ่ขึน้ ทง้ั ท่ีไม่มีความแตกตา่ งอะไรเลย
3. การผลติ “ไมส่ อดรบั กบั ความตอ้ งการทแ่ี ทจ้ รงิ ของประเทศ” สงั คมไทยชม่ื ชมดกี รปี รญิ ญา มากกวา่
การนำ�ความรู้ไปใชง้ าน
4. “ไม่ตอบโจทย์โลกในศตวรรษท่ี 21” โลกมันเปล่ียนไปแล้ว แต่มหาวิทยาลัยไทยไม่เปล่ียน มีแต่
ขยายมากขน้ึ แถมผลติ บณั ฑติ ออกมาไมต่ อบโจทย์ ซึง่ ในอนาคตไมม่ ีใครเรียนแบบน้ีอีกแล้ว ไม่มใี ครยอมเรยี น 4 ปี
เขาอยากเรยี นตอ่ เมื่อเขาต้องการ

3.3 ประเดน็ ความเหลอ่ื มลาํ้ การวจิ ยั และนวัตกรรม

3.3.1 การจัดสรรงบประมาณอดุ หนนุ สถาบันอดุ มศกึ ษา
สถาบันอุดมศึกษายึดติดกับการสนับสนุนจากภาครัฐ ท้ังทางกลไกงบประมาณและการบริหารจัดการ
แบบภาครัฐ ส่งผลให้การพัฒนาประสิทธิภาพเชิงบริหารมีลักษณะอ่อนแอปรับตัวล่าช้า และทำ�ให้การผลิตบัณฑิต
ไมต่ อบสนองความตอ้ งการกำ�ลังคนในสาขาวิชาทีข่ าดแคลนหรอื เป็นความต้องการในการพฒั นาประเทศ
3.3.2 การมสี ่วนร่วมรบั ผิดชอบคา่ ใชจ้ า่ ยของผเู้ รยี น
จากการทีม่ หาวิทยาลัยหลาย ๆ แหง่ มีความเป็นอสิ ระและตอ้ งพึง่ พาตัวเองมากขึน้ รบั เงนิ อดุ หนุน
จากรฐั นอ้ ยลง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยตอ้ งหารายไดด้ ้วยตนเองด้วยวิธีการตา่ ง ๆ เชน่ การขน้ึ คา่ เล่าเรียนใหเ้ พิ่มสงู ขึ้น
“เงิน” จึงเป็นปัจจัยอย่างหน่ึงต่อความอยู่รอดของระบบการศึกษา ทั้งฝ่ังผู้เรียนและฝ่ังสถาบันการศึกษา กองทุน
เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จึงเป็นเคร่ืองมือทางการคลังอย่างหน่ึงที่จะลดความเหล่ือมลํ้าของประชาชน
โดยผ่านทางการให้เงินกู้ยืมเพ่ือเพ่ิมโอกาสให้คนไม่มีเงินสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น และเข้าถึงการศึกษา
อย่างเท่าเทียม เป็นการเอาเงินภาษีมาลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างบัณฑิตคนหน่ึงให้เป็นทรัพยากรของประเทศชาติ
ในอนาคต
3.3.3 นักวจิ ยั
นักวจิ ยั และผลงานวิจยั ยังกระจกุ ตัวอีกท้ังปัญหาความสมดลุ ระหวา่ งภาระงานวิจัยกบั ภาระงานสอน
ของอาจารย์ ทำ�ใหก้ ารผลติ ผลงานวจิ ยั หรือพฒั นาผลงานวิจยั น้นั ได้ไมเ่ ต็มประสทิ ธภิ าพ
ดังนน้ั จะเหน็ ไดว้ า่ ปจั จัยหน่งึ ท่สี ำ�คัญ คอื การพฒั นาบคุ ลากรดา้ นการวจิ ัย และอาจารยใ์ นสถาบนั
อุดมศึกษาเพ่ือให้สามารถพัฒนาผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และได้รับการยอมรับเพิ่มข้ึน รวมทั้งการปรับสัดส่วนของ
บุคลากรสายวิชาการต่อสายสนับสนุนในสถาบันอุดมศึกษา ให้มีความเหมาะสมท่ีจะส่งผลให้สัดส่วนของงานวิจัย
ตอ่ บคุ ลากรในสถาบนั อดุ มศกึ ษาสงู ขนึ้ เพอ่ื เปน็ กลไกหนง่ึ ในการขบั เคลอ่ื นสถาบนั อดุ มศกึ ษาไปสกู่ ารจดั อนั ดบั ทด่ี ขี นึ้
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

29REDUCED INEQUALITIES

แผนภาพแสดง เป้าหมายนักวิจยั ในระยะ 20 ปี ของ สวนช.

ท่ีมา : สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแหง่ ชาติจงึ มีการกำ�หนดเปา้ หมายนักวจิ ยั ในระยะเวลา 20 ปี
3.3.4 ประสิทธภิ าพในการจัดการศกึ ษา
สถาบนั อุดมศกึ ษาเป็น Key Drivers ท่ีสำ�คัญของระบบวิจยั ของประเทศไทย การจดั อนั ดับโดย
THE World University Ranking 2018-2020 พบว่า มสี ถาบนั อดุ มศึกษาของไทย 16 แหง่ ได้รบั การจดั อนั ดับ
และมีสถาบนั อุดมศึกษา 3 แห่ง ท่ีได้รับการจดั อนั ดับตํ่ากว่า 1,000 อันดบั
ดังนั้น การจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมท้ังของสถาบันอุดมศึกษา
ให้เป็นท่ียอมรับบนเวทีวิชาการทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก จำ�เป็นจะต้องสร้างผลงานวิจัยและองค์ความรู้ท่ีมี
คณุ ภาพ สามารถใชใ้ นการอ้างองิ และนำ�ไปจดสทิ ธบิ ตั ร จนไปสูก่ ารสรา้ งนวตั กรรมสร้างมูลค่าเพิม่ ได้อย่างแท้จริง

ทิศทางการสนับสนนุ การวจิ ยั และพฒั นานวตั กรรม

ที่มา : (รัฐมนตรวี า การกระทรวงการอดุ มศกึ ษา วทิ ยาศาสตร วจิ ยั และนวัตกรรม)

30 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

3.4 ตวั อย่างการพัฒนาการวิจัยในมหาวทิ ยาลัยเอกชน

หนึ่งในบทบาทสำ�คัญของสถาบันอุดมศึกษา คือ การค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่ผ่านการวิจัย นำ�ผล
ไปใช้เพ่ือให้เกิดประโยชน์แก่วงการวิชาการ ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบัน สถาบันอุดมศึกษา
จำ�นวนมาก โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ สถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชน มจี ำ�นวนผลงานวจิ ยั คอ่ นขา้ งนอ้ ย เนอ่ื งมาจากขาดนโยบาย
การสนับสนุนงานวิจัยในสถาบนั ท่ชี ัดเจน จำ�นวนนักวิจยั ท่ีมีคุณภาพค่อนข้างนอ้ ย งบประมาณสนบั สนุนไม่เพยี งพอ
และทส่ี ำ�คญั คือ ทรัพยากรส่งเสรมิ การวิจัย (สนิ ธะวา คามดษิ ฐ,์ ม.ป.ป.)
- แนวคิดการบริหารงานวิจัยแบบจัดการคิด “ต้นนํ้า – กลางนํ้า – ปลายนํ้า” (สุวรีย์ ยอดฉิม และ
รจนา จันทราสา, 2557)
ต้นนาํ้ คอื การพฒั นานกั วจิ ัยต้งั แตเ่ รม่ิ แรก เพอ่ื เสรมิ ทักษะการทำ�วิจยั โดยจัดการ อบรมสัมมนาให้กับ
นกั วจิ ยั เชญิ ผทู้ รงคณุ วฒุ จิ ากภายนอก ซง่ึ อาจเปน็ นกั วจิ ยั ทมี่ ชี อ่ื เสยี ง เปน็ ทยี่ อมรบั ในระดบั ชาตแิ ละระดบั นานาชาติ
มาอบรมใหค้ วามรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาโครงการวจิ ยั และชดุ โครงการวจิ ัยกบั นักวิจยั ของสถาบนั อดุ มศึกษา
เอกชน
กลางนํ้า คือ การติดตามดูแลนักวิจัยในช่วงระหว่างดำ�เนินการวิจัย เพื่อให้ทราบปัญหาและอุปสรรค
จากการดำ�เนินการวิจัย และรว่ มกนั หาแนวทางแกไ้ ข โดยการนำ�ข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชนจ์ ากผูท้ รงคุณวุฒเิ พือ่
เป็นแนวทางใหก้ ับนักวิจยั อกี ทั้งใชเ้ ป็นแนวทางการดำ�เนนิ การวจิ ัยตอ่ ไป
ปลายนํ้า คือ สนับสนุนให้นักวิจัยนำ�เอาผลงานวิจัยที่ค้นคว้าได้ไปเผยแพร่หรือใชประโยชน์ให้คุ้มค่า
กับงบประมาณการวิจัยที่ใช้ไป เป็นต้นว่า เผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านการจัดเวทีวิชาการ หรือการจัดการอบรมการ
จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการเชิญนักวิจัยมืออาชีพมาให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์การ
เขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารระดับชาติและระดับนานาชาติ เป็นต้น แนวทางการบริหาร
งานวจิ ยั ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาเอกชนจากการศกึ ษาแนวทางการบรหิ ารงานวจิ ยั ในสถาบนั อดุ มศกึ ษาของรฐั และเอกชน
พบว่า แนวทางการบริหารงานวิจัยที่ดีนั้น เร่ิมต้นจากหน่วยงานต้องกำ�หนดนโยบายการบริหารงานวิจัยที่ชัดเจน
เหมาะสม และเป็นไปได้ การวางแผนงานที่สอดคล้องกับนโยบายและง่ายในการนำ�ไปปฏิบัติ กำ�หนดและแต่งต้ัง
บคุ ลากรการวจิ ยั ทมี่ คี วามสามารถในการทำ�วจิ ยั เปน็ หนง่ึ ในแนวทางสำ�คญั ในการบรหิ ารงานวจิ ยั ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ
นอกจากนั้น การกำ�หนดงบประมาณงานวิจัยท่ียืดหยุ่นได้ตามงวดงานวิจัยท่ีแตกต่างกันในแต่ละงาน และการส่งเสริม
ทรัพยากรการวิจัยท่ีช่วยอำ�นวยความสะดวกในการทำ�งานวิจัย เป็นหัวใจที่สำ�คัญในการบริหารงานวิจัยในสถาบัน
อุดมศึกษาเอกชน ย่ิงไปกว่าน้ัน ทีมงานบริหารงานวิจัยที่มีความรู้ความเข้าใจในการทำ�วิจัย ประโยชน์ที่จะได้รับ
จากผลงานวจิ ยั รกั ในงาน รสู้ กึ ถงึ ความเปน็ เจา้ ของ รบั ผดิ ชอบการบรหิ ารงานวจิ ยั ใหค้ ลอ่ งตวั และสามารถขบั เคลอ่ื น
นโยบายสู่การปฏบิ ตั ิไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม มีส่วนสำ�คัญในการบริหารงานวจิ ยั ในสถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน ให้ประสบ
ความสำ�เรจ็ ได้ ประเดน็ ทา้ ทายสนู่ โยบายการบรหิ ารงานวจิ ยั วา่ การวจิ ยั มจี ำ�กดั บณั ฑติ ยงั มคี ณุ ภาพตาํ่ และมชี อ่ งวา่ ง
ระหวา่ งประชากรทศ่ี กึ ษาในระดับอดุ มศกึ ษา สง่ ผลสบื เนอ่ื งถงึ การยกระดับนโยบายการบรหิ ารการวิจยั ท่สี อดคล้อง
กบั ความตอ้ งการของภาคเศรษฐกจิ คอื เพมิ่ การมคี วามเปน็ อสิ ระและการมคี วามรบั ผดิ ชอบทส่ี มบรู ณ์ เพม่ิ เงนิ สนบั สนนุ
การวจิ ยั พรอ้ มกบั กำ�หนดเปา้ หมาย R&D และเพมิ่ ความเทา่ เทยี มกนั ระหวา่ งประชากร สง่ เสรมิ ความเชอ่ื มโยง ระหวา่ ง
สถาบนั อดุ มศกึ ษาและภาคอตุ สาหกรรม รวมทงั้ สง่ เสรมิ การเรยี นระยะไกลสำ�หรบั ผใู้ หญแ่ ละเพมิ่ การอดุ มศกึ ษาเอกชน



31REDUCED INEQUALITIES

4. การบริหารจดั การในระบบการศึกษา

การบรหิ ารงานในระบบการศึกษาเป็นระบบราชการที่ยงั บริหารในลักษณะด้งั เดมิ
ใชก้ ารสง่ั การในรูปแบบอำ�นาจจากบนลงล่าง ผรู้ บั คำ�ส่งั ต้องปฏบิ ัติตาม พรอ้ มทั้งรายงานผลการปฏิบตั ิ

เป็นลายลักษณ์อักษร ทำ�ให้มีงานเอกสารจำ�นวนมาก เป็นภาระที่ทำ�ให้โรงเรียนต้องใช้งานครูไปในกิจการท่ีไม่ใช่
การสอนไปมาก การประเมินผลก็มักดูจากรายงานท่ีส่งจากหน่วยล่างข้ึนไป จึงมักไม่ได้ความจริง และไม่นำ�ไปสู่
การแก้ไขในส่วนที่จำ�เป็น ทั้งโครงการต่าง ๆ มักไม่มีการประเมินโครงการอย่างแท้จริง เมื่อเปลี่ยนนโยบายหรือ
เสร็จสิ้นโครงการ งานก็หยุดหรือระงับไป โดยไม่เกิดบทเรียนท่ีจะช่วยในการบริหารจัดการต่อไป การดำ�เนินงาน
ของระบบการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระบบ มีการส่ังการโดยละเอียด รวมท้ังวิธีปฏิบัติท่ีกำ�หนดไป
จากส่วนกลางให้หน่วยปฏิบัติซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศต้องทำ�ตาม ตัวอย่างเช่น การกำ�หนดหลักสูตรที่อยู่บนฐาน
เน้ือหาสาระซ่ึงปรากฏในตำ�ราเรียนสำ�หรับแต่ละชั้นปีการศึกษา ท้ังมีคำ�แนะนำ�สำ�หรับครูผู้สอนท่ีกำ�หนดเวลา
จำ�นวนช่ัวโมงในการสอนแต่ละตอน การกำ�หนดเกณฑ์คุณภาพอาหารกลางวัน โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้น
ดแู ลเปน็ การเฉพาะ รวมทงั้ กรณที ม่ี คี ำ�สง่ั ใหเ้ พมิ่ รายวชิ าขน้ึ หรอื การเพมิ่ เวลาเรยี น จำ�นวนชวั่ โมงตอ่ สปั ดาหใ์ นบางวชิ า
เปน็ ต้น (คณะกรรมการอสิ ระเพอ่ื การปฏิรปู การศกึ ษา, 2562)

ระบบการบรหิ ารการศกึ ษาเปน็ การบริหารในลักษณะเหมือนกนั ทวั่ ทั้งประเทศ
อนั ทำ�ใหง้ า่ ยในการสงั่ การ แตโ่ ดยทสี่ ภาพการศกึ ษาในทตี่ า่ ง ๆ มคี วามแตกตา่ งหลากหลาย มสี ภาพพน้ื ท่ี

ท่ีแตกตา่ ง มสี ภาพประชาชนท่แี ตกต่าง มสี ภาพเป้าหมายของการศกึ ษาทีแ่ ตกต่าง แตว่ ธิ กี ารทจี่ ะจดั การเป็นวธิ ีการ
อนั เดยี วเหมือนกันทง้ั ประเทศ วธิ ีการนี้เป็นผลใหเ้ กดิ การปฏิบัติท่ไี ม่เหมาะสมกับสภาพส่ิงแวดลอ้ ม ทรัพยากร และ
บรบิ ทของพนื้ ทท่ี แี่ ตกตา่ งกนั ทงั้ อาจไมต่ รงกบั ความประสงคห์ รอื ความถนดั ในแตล่ ะพน้ื ที่ สำ�หรบั หนว่ ยงานขนาดใหญ่
ที่มีความสามารถสูงที่จะปรับตัวอาจสามารถปรับตัวและกระทำ�ตามได้ แต่หน่วยงานหรือโรงเรียนขนาดเล็กท่ีมี
ความสามารถจำ�กัดก็ไม่สามารถทำ�ให้บรรลุผลได้อาจต้องละท้ิงงานเดิมที่กระทำ�และได้ผลอยู่ เพ่ือสนองการสั่งการ
ที่ต้องส่งรายงานการปฏิบัติหรือมีการตรวจตราตามหลัง สภาพดังกล่าวนี้มีผลให้การศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก
ด้อยคณุ ภาพลง (คณะกรรมการอสิ ระเพ่อื การปฏริ ปู การศกึ ษา, 2562)
เจตนารมณท์ จี่ ะใหเ้ กดิ ความคลอ่ งตวั ในการจดั การศกึ ษาทแ่ี ตกตา่ งกนั ไดต้ ามความหลากหลาย แตกตา่ ง
ของพน้ื ทโ่ี ดยกำ�หนดใหแ้ ตล่ ะโรงเรยี นจดั ทำ�หลกั สตู รสถานศกึ ษาของตนเองจงึ เกดิ ขนึ้ ไมไ่ ดจ้ รงิ ตอ้ งอาศยั ขอ้ กำ�หนด
แกนกลางอย่างเคร่งครัด การวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยด้านการศึกษากว่า 7410 เรื่องในระยะเวลา 23 ปี
ตง้ั แต่ พ.ศ. 2535-2558 บ่งชีว้ ่า ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาไทยคือ ปญั หาการบริหารการศึกษา ซงึ่ ไดแ้ ก่
การกระจายอำ�นาจการบริหาร การศึกษาไปยังสถานศึกษาตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่เพียงพอ ซ่ึงการบริหารหลักสูตร
ของสถานศึกษายังอิงส่วนกลางที่ถูกควบคุมจากส่วนกลางเป็นหลัก และไม่มีความยืดหยุ่นสำ�หรับปรับให้เหมาะสมกับ
ท้องถิ่น เช่น หลักสูตรแกนกลางบังคับให้โรงเรียนเน้นสอนภาษาไทยภาคกลาง แต่ในบางพ้ืนที่ท่ีมีผู้ใช้ภาษาอ่ืน
เป็นภาษาแม่ท่ีใช้ในชีวิตประจำ�วัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่เพื่อจัดการปัญหาเฉพาะ
ทสี่ ง่ ผลกระทบอยา่ งมากในระยะยาว เชน่ การขยายตวั และตงั้ หนว่ ยงานใหม่ ใ่ นสว่ นกลาง การขยายตวั ของหนว่ ยงาน
ภายใต้การดูแลของเขตพื้นท่ีการศึกษา การแบ่งส่วนราชการแยกการกำ�กับดูแลระหว่างระดับประถมศึกษาและ
ระดับมธั ยมศกึ ษาออกจากกันอย่างเด็ดขาด เป็นต้น ภาระงาน อำ�นาจ และงบประมาณของส่วนกลางและเขตพ้นื ที่
การศกึ ษาจงึ มากขน้ึ สภาพการบรหิ ารทเี่ นน้ ความเหมอื นจงึ มากขนึ้ การกระจายอำ�นาจไปสสู่ ถานศกึ ษาจงึ ไมเ่ กดิ ขนึ้
อย่างจริงจัง

32 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

ประสบการณ์ของการบริหารจดั การในระบบการศึกษาของตา่ งประเทศ

การศึกษาระบบบริหารภาครัฐด้านทรัพยากรเพื่อการศึกษาของประเทศมาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน
และฟินแลนด์ พบว่า การกระจายอำ�นาจระบบการบริหารการศึกษา ประเทศฟินแลนด์มีการกระจายอำ�นาจการศึกษา
มากทส่ี ดุ จากสว่ นกลางไปสรู่ ะดบั เทศบาล ซง่ึ เทศบาลกระจายอานาจสโู่ รงเรยี น โดยใหอ้ สิ ระในการจดั ตามแผนพฒั นา
และวสิ ยั ทศั นข์ องโรงเรยี น ประเทศไตห้ วนั เรมิ่ ดำ�เนนิ การกระจายอำ�นาจทางการศกึ ษาเปน็ 2 ระดบั คอื ระดบั มณฑล
และเทศบาลเมอื ง และระดบั เมอื ง หมบู่ า้ น ตำ�บล ทงั้ 2 ระดบั โดยมคี ณะกรรมการการศกึ ษาภาคบงั คบั ในแตล่ ะระดบั
กำ�กบั ดูแลการศกึ ษาในพ้นื ท่ี รบั ผิดชอบสง่ เสรมิ และติดตามการศึกษาของเยาวชนในพ้ืนท่ี
ประเทศมาเลเซียมีแผนกระจายอำ�นาจในปี ค.ศ. 2025 ปัจจุบนั อำ�นาจบริหารจัดการหลายเร่อื งยงั รวมศนู ย์
ท่ีรัฐบาลกลาง แต่มีความต้องการกระจายอำ�นาจไปยังระดับท้องถิ่น (ระดับรัฐ อำ�เภอ) และระดับโรงเรียน เช่น
การให้โรงเรียนเป็นศูนย์รับผิดชอบท่ีเรียกว่า Responsibility Centre or Pusat Tanggungjawab (PTj)
โดยรัฐบาลเลือกโรงเรียนรัฐจำ�นวนหนึ่งให้ผู้บริหารโรงเรียนมีอิสระและอำ�นาจการตัดสินใจการบริหารการเงิน
สำ�หรับประเทศเวียดนามจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์โดยรัฐบาลกลาง (กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม)
และหน่วยงานท้องถ่นิ (จงั หวดั อำ�เภอ หมบู่ ้าน) รับผิดชอบการจดั การศึกษาและงบประมาณ
การใชง้ บประมาณเพอ่ื การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานของฟนิ แลนด์ ไตห้ วนั เวยี ดนาม และมาเลเซยี คดิ เปน็ รอ้ ยละ
5.8, 5.05, 5 และ 3.8 ของจีดีพี ตามลำ�ดับ แหล่งเงินงบประมาณเพ่ือการศึกษาส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลกลาง
มงี บประมาณของรฐั บาลทอ้ งถน่ิ ในสดั สว่ นทไ่ี มส่ งู นกั งบประมาณของรฐั สว่ นใหญใ่ ชจ้ า่ ยเปน็ งบบคุ ลากรงบคา่ ใชจ้ า่ ย
ดำ�เนนิ งานยงั มสี ัดส่วนทีค่ อ่ นข้างต่าํ นอกจากนี้ ยงั มเี งนิ จากแหลง่ ภายนอก เช่น ค่าเลา่ เรยี น เงนิ บริจาคจากบคุ คล
องค์กร และภาคเอกชน ซึง่ มสี ัดส่วนตาํ่
นอกจากนี้ รฐั บาลของทงั้ 4 ประเทศ มกี ลไกทางการเงินตา่ ง ๆ เพอื่ ปรบั ปรงุ คณุ ภาพโรงเรียน สร้าง
ความเสมอภาคทางการศกึ ษา ปรับระบบฐานข้อมูลเพือ่ การตดั สนิ ใจ และการริเร่ิมนวตั กรรมดา้ นการบรหิ ารภาครฐั
ดา้ นการศกึ ษา เชน่ ใหร้ างวลั โรงเรยี นทผี่ ลการดำ�เนนิ งานเปน็ เลศิ (High Performing Schools: HPS) โรงเรยี นชนั้ นำ�
ด้านนวัตกรรมหรือเป็นเลิศเฉพาะด้าน (Cluster Schools) เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
โครงการ Trust School Programme ทเี่ ปน็ โรงเรยี นรฐั และรฐั รบั ผดิ ชอบจดั สรรงบประมาณและครผู สู้ อน สว่ นภาค
เอกชนใหบ้ รกิ ารทางการศึกษา พัฒนาหอ้ งเรยี น และกระบวนการเรยี นการสอน เปน็ ตน้

5. ภาพรวมสมรรถนะการศกึ ษาไทย ในเวทสี ากล ปี 2562 (IMD 2019)

ความสามารถในการแขง่ ขันด้านการศกึ ษาของประเทศไทย ในปี 2562 IMD ได้จัดอนั ดับความสามารถ
ในการแขง่ ขนั ดา้ นการศกึ ษา ซงึ่ เปน็ 1 ใน 5 ของปจั จยั ยอ่ ยในปจั จยั หลกั ดา้ นโครงสรา้ งพน้ื ฐาน ประเทศไทยมอี นั ดบั
ด้านการศึกษาอยใู่ นอันดับ 56 มีอนั ดบั เทา่ เดมิ เมือ่ เปรียบเทียบกบั ปี 2561 เม่ือพจิ ารณาผลการจดั อันดบั ความสามารถ
ในการแข่งขันด้านการศึกษา ตามกรอบการประเมินของ IMD จำ�นวน 19 ตัวช้ีวัดของประเทศไทยในปี 2562
เปรียบเทียบกับปี 2561 เม่ือพิจารณาพบว่า อันดับตัวชี้วัดด้านการศึกษาจำ�แนกตามวัตถุประสงค์โดยรวมของ
การปฏิรูปการศึกษาตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาโดยมีรายละเอียดดังน้ี ด้านการยกระดับคุณภาพ
การศึกษา พิจารณาจากตัวชวี้ ดั ต่าง ๆ ของ IMD จำ�นวน 6 ตวั ช้ีวดั พบวา่ ตวั ชี้วัดที่มีอนั ดบั ดีขนึ้ มเี พียง 1 ตัวช้วี ดั
ไดแ้ ก่
1. อตั ราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คน ทีส่ อนระดับมธั ยมศกึ ษาเท่ากับ 26.63:1 (อนั ดบั 60) สำ�หรับตวั ช้ีวัด
ทมี่ ีอันดบั เท่าเดมิ 5 ตัวชีว้ ดั ไดแ้ ก่

33REDUCED INEQUALITIES

1.1 อัตราส่วนนกั เรียนตอ่ ครู 1 คน ทสี่ อนระดบั ประถมศึกษาเทา่ กบั 16.70:1 (อันดบั 40)
1.2 ผลการประเมินผลสัมฤทธ์ิ ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนท่ีมีอายุ 15 ปี
(ผลการทดสอบ PISA) (อนั ดบั 49)
1.3 อตั ราการไมร่ ูห้ นงั สอื ของประชากรอายุ 15 ปี รอ้ ยละ 7.1 (อนั ดับ 59)
1.4 ผลสัมฤทธิข์ องการอุดมศึกษา พบว่า มผี ูจ้ บการศกึ ษาระดบั อุดมศึกษารอ้ ยละ 33.2 (อันดับ 41)
1.5 ความสามารถในการใช้ภาษาองั กฤษ (TOEFL) ร้อยละ 78 (อันดับ 59)

ด้านการลดความเหลือ่ มลา้ํ ทางการศึกษา
พิจารณาจากตวั ชว้ี ดั ตา่ ง ๆ ของ IMD จำ�นวน 2 ตัวชว้ี ัด พบว่า ตวั ชว้ี ดั มอี นั ดับลดลงท้งั 2 ตัวชวี้ ดั ได้แก่
1. อตั ราการ เขา้ เรยี นระดบั มัธยมศึกษาของประเทศไทยมีอนั ดับลดลงจากอันดบั 55 (รอ้ ยละ 77.3)
ในปี 2561 มาเปน็ อันดบั 56 (รอ้ ยละ 77.3) ในปี 2562 ซึ่งต่ํากวา่ ประเทศส่วนใหญ่ ในกลุ่มเอเชียแปซิฟกิ ท่ีมอี ัตรา
การเขา้ เรยี นระดบั มัธยมศกึ ษาร้อยละ 90 ข้นึ ไป
2. รอ้ ยละของผหู้ ญงิ ทจี่ บการศึกษาระดับปริญญาตรขี น้ึ ไป พบวา่ ประเทศไทยมีผู้หญิงท่จี บการศกึ ษา
ระดบั ปริญญาตรีขนึ้ ไป ลดลงถึง 21 อันดบั จากอันดับ 23 (ร้อยละ 60.9) ในปี 2558 เปน็ อันดับ 45 (ร้อยละ 23.6)
ในปี 2562
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหล่ือมลํ้าของไทยเม่ือพิจารณาจากอัตรา
การเข้าเรียน จากตัวชวี้ ดั จากการประเมนิ ของ IMD ปี 2019 และ WEF (ปี 2017-2018) น้ัน มีแนวโนม้ ที่ดใี นบางประเด็น
แตย่ งั ไมด่ มี ากนกั เมอ่ื เทยี บกบั ประเทศทมี่ อี นั ดบั การจดั การศกึ ษาทดี่ ที สี่ ดุ ในภมู ภิ าคนี้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การจดั การศกึ ษา
ของประเทศไทยยังสร้างโอกาสทางการศึกษาได้ไม่ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมายมากนัก และมีความเหลื่อมล้ําเชิงพื้นท่ี
ซง่ึ จะพบปัญหาที่แตกตา่ งกัน

กลา่ วโดยสรุป
สมรรถนะการศึกษาของไทยในเวทีสากลยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีมากนัก ทั้งด้านคุณภาพการศึกษาที่ยังคง
มีคุณภาพการศึกษาต่ําและมีความเหล่ือมลํ้าทางการศึกษาสูง ประกอบกับสมรรถนะและคุณลักษณะของผู้เรียน
ของไทยยังมีศักยภาพท่ีไม่สอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเพ่ือสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศ และเม่ือเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มเอเซียแปซิฟิกพบว่า ตัวชี้วัดด้านการศึกษาส่วนใหญ่
ของประเทศไทยมีแนวโน้มของอันดับและคะแนนที่ลดลง ดังน้ัน ประเทศไทยจึงถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มระดับล่าง
ที่มอี ันดบั ไมเ่ กินครึ่งจากประเทศทเ่ี ขา้ รบั การประเมินทัง้ หมด

6. นโยบายทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการศึกษา

นโยบายท่ีเกี่ยวข้องกับการศึกษา การพัฒนาของประเทศไทยในปัจจุบัน มีการเชื่อมโยงแผนการพัฒนา
เป้าหมายและนโยบายอย่างเป็นกระบวนการท้ังประเทศ นับต้ังแต่เป้าหมายการพัฒนาท่ีย่ังยืน (Sustainable
Development Goals: SDGs) ซ่ึงเป็นพันธะสัญญาทางการเมืองเพ่ือให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในปี 2573
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งเป็นแผนแม่บทหลักของการพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) โดย สศช. รวมถึง การปรบั โครงสร้างประเทศเพื่อให้เขา้ สกู่ ารเปน็
ประเทศไทย 4.0 และประเดน็ การปฏิรปู ประเทศตามวสิ ัยทัศนข์ องรฐั บาลท่ีจะพาประเทศไปสู่ “ความมั่นคง ม่งั คัง่
และยั่งยนื ” ทัง้ น้ี ในแต่ละแผนการพัฒนามีรายละเอียด ดังน้ี

34 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

6.1 เปา้ หมายการพฒั นาทย่ี ่งั ยนื (Sustainable Development Goals: SDGs)

ประเทศไทยได้ร่วมลงนามกับภาคีสมาชิกในการรับรอง SDGs เพ่ือเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ
ให้สอดคล้องกบั การพฒั นาของโลก ระหวา่ งปี 2016-2030 โดยมที ัง้ หมด 17 เป้าหมาย ซึ่งสามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 5 กลุม่
เปา้ หมายหลัก ๆ ไดแ้ ก่ กล่มุ เป้าหมายด้านสังคม (people) กลุ่มเปา้ หมายดา้ นเศรษฐกจิ (prosperity) กลุ่มเป้าหมาย
ด้านส่งิ แวดล้อม (planet) กล่มุ เปา้ หมายดา้ นสนั ติภาพ สถาบันท่ีเข้มแขง็ และความยตุ ธิ รรม (peace) และกลุ่มเปา้ หมาย
ดา้ นหนุ้ ส่วนการพัฒนา (partnership) โดยเปา้ หมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การศึกษา คอื
เป้าหมายท่ี 1: ขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพ้นื ท่ี
เป้าหมายที่ 4: สร้างหลักประกันว่า ทุกคนมีการศึกษาท่ีมีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมและ
สนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชวี ติ
เปา้ หมายท่ี 10: ลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ (มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,
2559)

6.2 กฎหมายท่เี กี่ยวข้องกับการศึกษา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตาม “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560”

มาตรา 54 ได้ระบุเก่ียวกับหน้าท่ีของรัฐในจัดการให้ประชาชนมีสิทธิในการศึกษาอย่างทั่วถึง ดังน้ี “รัฐต้อง
ดำ�เนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ
โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำ�เนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความ
ถนัดของตน ให้จัดตั้งกองทุนเพ่ือใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหล่ือมล้ําในการศึกษา
และเพอื่ เสรมิ สรา้ งและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพคร”ู พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไข
เพมิ่ เติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 10 ระบวุ ่า “การจัดการศึกษา ต้องจัดใหบ้ ุคคล
มสี ิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรบั การศึกษาข้นั พืน้ ฐานไมน่ ้อยกว่าสิบสองปที รี่ ัฐตอ้ งจัดใหอ้ ย่างท่วั ถึงและมีคุณภาพ
โดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย”
หมวด 16 การปฏริ ูปประเทศ
มาตรา 257
1. ประเทศชาตมิ คี วามสงบเรยี บรอ้ ย มคี วามสามคั คปี รองดอง มกี ารพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื ตามหลกั ปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง และมคี วามสมดุลระหวา่ งการพฒั นาดา้ นวตั ถุกับการพฒั นาดา้ นจิตใจ
2. สงั คมมคี วามสงบสขุ เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกนั เพ่ือขจัดความเหลอื่ มล้ํา
3. ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครอง
ในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
มาตรา 258
จ. ด้านการศึกษา
1. ให้สามารถเริ่มดำ�เนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามมาตรา 54
วรรคสอง เพ่ือให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้สมกับวัยโดยไม่เก็บ
คา่ ใช้จ่าย
2. ใหด้ ำ�เนินการตรากฎหมายเพอ่ื จัดตั้งกองทนุ ตามมาตรา 54 วรรคหก ให้แล้วเสร็จภายในหน่งึ ปี
นบั แต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนญู นี้

35REDUCED INEQUALITIES

3. ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มี
จิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนท่ีเหมาะสมกับความสามารถ
และประสทิ ธภิ าพในการสอน รวมท้ังมกี ลไกสร้างระบบคณุ ธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวชิ าชพี ครู
4. ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและ
ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โดยสอดคล้องกันท้ังในระดับชาติและ
ระดบั พ้ืนท่ี
นอกจากนี้ จากทปี่ ระเทศไทยเคยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี คสช. ไดย้ กระดบั จากการเปน็ โครงการ
ตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลให้เป็นหน้าที่ของรัฐและมาตรการตามกฎหมาย เพ่ือเป็นหลักประกันความย่ังยืนมั่นคง
และเพื่อให้สามารถจัดงบประมาณสนับสนุนได้อย่างต่อเนื่อง และได้อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา 44 ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับช่ัวคราว) พุทธศักราช 2557 ออกคำ�ส่ังที่ 28/2559 เรื่องจัดการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับก่อนประถมการศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษา จนถึง
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 หรือระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี โดยไมไ่ ด้กำ�หนดตามช่วงอายุ (ราชกิจจานเุ บกษา, 2559)

6.3 ยทุ ธศาสตรช์ าติ

ยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) สำ�หรบั แนวยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี มเี ปา้ หมายเพอื่ พฒั นาคนไทย
ให้มคี วามสุข มกี ารพัฒนาคณุ ภาพชีวิต สร้างรายไดร้ ะดับสูง โดยมีกรอบแนวทางสำ�คญั ๆ ทง้ั หมด 6 ด้าน คอื
1. ด้านความมั่นคง
2. ดา้ นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
3. ด้านการพฒั นาและเสริมสรา้ งศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
4. ด้านการสรา้ งโอกาสและความเสมอภาคทางสงั คม
5. ด้านการสร้างการเตบิ โตบนคณุ ภาพชวี ติ ที่เปน็ มิตรตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม
6. ดา้ นการปรับสมดลุ และพัฒนาระบบบรหิ ารจัดการภาครัฐ
ซง่ึ จากท้ัง 6 ดา้ นที่กล่าวมา กรอบแนวทางท่ีเกีย่ วขอ้ งกับการศกึ ษาน้ี ได้แก่
ยุทธศาสตรท์ ี่ 2 ดา้ นการสรา้ งขดี ความสามารถในการแข่งขนั
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมีการยกระดับการศึกษา
และการเรยี นรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและท่วั ถึง และมกี ารสร้างความมนั่ คงและการลดความเหล่ือมลํ้าทางเศรษฐกจิ
และสังคม ในกรอบด้านการสร้างโอกาสทีเ่ สมอภาคและเท่าเทียมกนั ในสังคม
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 4 การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเทา่ เทียมทางการศึกษา มเี ปา้ หมาย ดังน้ี
ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาท่ีมีคุณภาพ มีตัวช้ีวัดที่สำ�คัญ เช่น ดัชนีความ
เสมอภาคของอัตราการเข้าเรียนระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานตามฐานะทางเศรษฐกิจและพ้ืนท่ีลดลง ความแตกต่าง
ระหว่างคะแนนเฉล่ียผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนระหว่างพื้นท่ี/ภาค
การศึกษาในวชิ าคณติ ศาสตร์และภาษาองั กฤษลดลง เปน็ ตน้
การเพ่มิ โอกาสทางการศึกษาผา่ นเทคโนโลยดี ิจิทัลเพือ่ การศกึ ษาสำ�หรับคนทกุ ช่วงวัย มตี วั ชวี้ ดั ท่สี ำ�คญั
เช่น มีระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาท่ีทันสมัย สนองตอบความต้องการของผู้เรียนและผู้ใช้บริการ
อยา่ งทัว่ ถึงและมปี ระสทิ ธิภาพ และสถานศึกษาทุกแห่งมีอินเทอรเ์ นต็ ความเร็วสงู และมคี ุณภาพ เปน็ ตน้

36 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

6.3.1 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ
6.3.1.1 ศักยภาพคนตลอดชว่ งชีวติ
ทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต มุ่งเน้นการเสริมสร้างสภาพแวดล้อม
ตงั้ แตร่ ะดับครอบครวั ชมุ ชน และประเทศให้เอือ้ ตอ่ การพฒั นาศกั ยภาพคนไทยตลอดช่วงชีวติ เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ทรพั ยากร
มนุษย์ที่สามารถพัฒนาตนและเป็นกำ�ลังสำ�คัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม การพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย
ต้ังแต่ช่วงการต้ังครรภ์ปฐมวัย วัยรุ่น วัยเรียน วัยแรงงาน และวัยผู้สูงอายุ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ
มีทักษะความรู้เป็นคนดีมีวินัย เรียนรู้ได้ด้วยตนเองในทุกช่วงวัย มีความรอบรู้ทางการเงิน มีความสามารถในการ
วางแผนชีวิตและการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย และความสามารถในการดำ�รงชีวิตอย่างมีคุณค่า
และเป็นกำ�ลงั สำ�คญั ในการพัฒนาประเทศ
6.3.1.2 การพัฒนาการเรยี นรู้
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ ได้กำ�หนดประเด็นยุทธศาสตร์
ท่ีเน้นท้ังการแก้ไขปญั หาในปจั จุบัน และการเสรมิ สรา้ งและยกระดับการพฒั นาการศกึ ษาและการเรยี นรทู้ ้งั การศกึ ษา
ในระบบ นอกระบบ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการพัฒนาระบบการเรียนรู้ท่ีตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
ในศตวรรษที่ 21 มีการออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ การเปล่ียนบทบาทครู การเพ่ิมประสิทธิภาพระบบบริหาร
จัดการศึกษา และการพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้สามารถกำ�กับการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม
กับตนเองได้อย่างต่อเน่ืองแม้จะออกจากระบบการศึกษาแล้วก็ตาม ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาคนไทยตามพหุปัญญา
ให้เต็มตามศักยภาพ การสร้างเสริมศักยภาพผู้มีความสามารถพิเศษให้สามารถต่อยอดการประกอบอาชีพได้อย่างม่ันคง
รวมถึงการพัฒนากลไกการทำ�งานในลักษณะการรวมตัวของกลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษในหลากสาขาวิชา ในการรวม
นักวิจัยและนักเทคโนโลยีช้ันแนวหน้าเพ่ือพัฒนาต่อยอดงานวิจัยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพ่ือตอบโจทย์การพัฒนา
ประเทศ และเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพและความเขม้ แขง็ ของประเทศ
6.3.1.3 การวิจัยและพฒั นานวัตกรรม
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เร่ืองการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยกำ�หนดเป้าหมาย
ให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพ้ืนฐานทางเทคโนโลยี และด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ทางวิทยาศาสตร์ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น และมีมูลค่าการลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม
ในประเทศเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ือง รวมทั้งกำ�หนดตัวช้ีวัดผลการดำ�เนินงานท่ีสำ�คัญ อาทิ การจัดอันดับโดยสถาบัน
การจัดการนานาชาติ และร้อยละของมูลค่าการลงทุนวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ทั้งน้ี เพ่ือให้การดำ�เนินการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
กลุ่มต่าง ๆ ในประเทศ ยกระดับภาคการผลิตและการบริการ การแก้ไขปัญหาของสังคม การพัฒนาการบริหาร
จัดการภาครัฐ รวมท้ังการรักษาและฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนมุ่งเน้น
การบูรณาการหน่วยงานด้านการวิจัย และพัฒนานวัตกรรม การบริหารจัดการงานวิจัย และการสร้างองค์ความรู้
พ้ืนฐานต่าง ๆ ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
6.3.2 แผนการปฏิรปู ประเทศด้านการศกึ ษา
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลตามยุทธศาสตร์ชาติ
กำ�หนดไว้โดยให้ความสำ�คัญกับการศึกษาอันเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้วิเคราะห์สภาพปัญหา
และความทา้ ทายของระบบการศกึ ษาไทย ประกอบกบั ข้อเสนอเพ่อื การปฏริ ูปการศึกษาของหนว่ ยต่าง ๆ กำ�หนดเป็น
แผนงานเพอื่ การปฏริ ปู 7 เรอ่ื ง จำ�แนกเป็น 29 ประเดน็ ดงั น ้ี

37REDUCED INEQUALITIES

เร่ืองท่ี 1 : การปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมของประเทศ โดยพระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแหง่ ชาติฉบับใหม่ และกฎหมายลำ�ดับรอง มีประเด็นปฏิรปู 5 ประเด็น ได้แก่
1. การมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และมีการทบทวน จัดทำ� แก้ไข และปรับปรุงกฎหมาย
ที่เกย่ี วขอ้ ง
2. การสรา้ งความร่วมมือระหวา่ งรัฐ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ และเอกชน เพอื่ การจัดการศกึ ษา
3. การขับเคล่ือนการจัดการศึกษาเพ่ือการพัฒนาตนเองและการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
รองรับการพฒั นา ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต
4. การทบทวนและปรับปรงุ แผนการศึกษาแห่งชาติ
5. การจดั ตงั้ สำ�นักงานคณะกรรมการนโยบายการศกึ ษาแหง่ ชาติ
เร่ืองท่ี 2 : การปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน มีประเด็นปฏิรูป 2 ประเด็น ได้แก่
1. การพัฒนาระบบการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาร่างกาย
จิตใจ วนิ ยั อารมณ์สงั คมและสตปิ ญั ญาใหส้ มกบั วัย
2. การสอ่ื สารสงั คมเพ่อื สรา้ งความเข้าใจในการพฒั นาเด็กปฐมวัย
เร่ืองท่ี 3 : การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษา มีประเด็นปฏิรูป 3 ประเด็น ได้แก่
1. การดำ�เนนิ การเพ่ือลดความเหลอื่ มล้ําทางการศึกษา
2. การจัดการศึกษาสำ�หรับบุคคลพิการ บุคคลท่ีมีความสามารถพิเศษ และบุคคลที่มีความต้องการ
ดูแลเปน็ พิเศษ
3. การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในพ้ืนที่ห่างไกล หรือในสถานท่ีศึกษาท่ีต้องมีการยกระดับ
คณุ ภาพ อยา่ งเรง่ ดว่ น
เรอื่ งที่ 4 : การปฏิรูปกลไกและระบบการผลิต คดั กรอง และพฒั นาผู้ประกอบวิชาชพี ครูและ
อาจารย์ มีประเดน็ ปฏริ ูป 5 ประเด็น ได้แก่
1. การผลิตครูและคัดกรองครูเพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของประเทศและ
มจี ติ วิญญาณของความเป็นครู
2. การพัฒนาวชิ าชีพครู
3. เสน้ ทางวชิ าชพี ครูเพอ่ื ใหค้ รมู คี วามกา้ วหน้า ได้รบั คา่ ตอบแทนและสวสั ดกิ ารที่เหมาะสม
4. การพฒั นาผู้บริหารสถานศึกษา เพ่ือยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในสถานศกึ ษา
5. องค์กรวิชาชีพครูและการปรับปรงุ กฎหมายท่เี กีย่ วข้อง
เร่ืองที่ 5 : การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองการเปล่ียนแปลงในศตวรรษ
ที่ 21 ประกอบดว้ ยประเดน็ ปฏริ ปู 8 ประเดน็ ไดแ้ ก ่
1. การปรบั หลกั สูตร พร้อมกระบวนการจัดการเรียนการสอน และการประเมนิ เพื่อพัฒนา
การเรียนรเู้ ป็นหลกั สูตรฐานสมรรถนะ
2. การจัดการศึกษาเพอ่ื เสรมิ สรา้ งคุณธรรมและจรยิ ธรรม
3. การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาระดบั ชาตแิ ละระบบคัดเลอื กเข้าศกึ ษาตอ่
4. การพัฒนาคุณภาพระบบการศึกษา
5. ระบบความปลอดภัยและระบบสวัสดกิ ารของผเู้ รยี น
6. การปฏริ ูปอาชวี ศกึ ษา เพ่อื สรา้ งขดี ความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ

38 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

7. การปฏริ ปู อดุ มศกึ ษาเพือ่ ยกระดบั คณุ ภาพ เพมิ่ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ประสทิ ธิภาพ
และธรรมาภบิ าลของระบบอุดมศึกษา
8. การจัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ (National Institute of Curriculum and
Learning)
เร่ืองที่ 6 : การปรับโครงสร้างของหน่วยงานในระบบการศึกษาเพื่อบรรลุเป้าหมายในการปรับปรุง
การจัดการเรียนการสอน และยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา ประกอบด้วยประเด็นปฏิรูป 3 ประเด็น
ไดแ้ ก่
1. สถานศึกษามคี วามเป็นอิสระในการบริหารและจัดการศกึ ษา
2. พ้นื ท่นี วัตกรรมศกึ ษา
3. การปรบั ปรงุ โครงสรา้ งของกระทรวงศกึ ษาธิการ
เรื่องที่ 7 : การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้โดยการพลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล (Digitalization
for Educational and Learning Reform) ประกอบดว้ ยประเดน็ ปฏริ ปู 3 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1. การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (Digital
Learning Reform : National Digital Learning Platform (NDLP))
2. ระบบข้อมูลสารสนเทศเพอ่ื การศกึ ษา (big data for education)
3. การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) ในด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล (digital
literacy) ความฉลาดร้สู ารสนเทศ (information literacy) ความฉลาดร้สู ่ือ (media literacy) เพอื่ การรวู้ ิธกี ารเรียนรู้
(learning how to learn) ในการเรียนรู้ตลอดชีวติ ตลอดจนการมีพฤติกรรมที่สะท้อนการรกู้ ตกิ ามารยาท
และจรยิ ธรรมเก่ยี วกบั การใช้สอื่ และการสื่อสารบนอนิ เทอร์เนต็
6.3.3 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564)
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 12 จดั ทำ�อย่างตอ่ เนื่องจากฉบบั ท่ี 9-11 ทพ่ี ยายาม
จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างม่ันคง ท่ามกลางกระแสโลกที่เปล่ียนแปลง
โดยไดน้ ้อมนำ�หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชแ้ ผนพฒั นาฯ ฉบบั นี้ มีท้งั หมด 10 ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่
1. การเสริมสร้างและพัฒนาศกั ยภาพทนุ มนุษย์
2. การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลือ่ มลํ้าในสงั คม
3. การสรา้ งความเขม้ แขง็ ทางเศรษฐกิจและแข่งขนั ได้อยา่ งยงั่ ยนื
4. การเตบิ โตทเี่ ปน็ มิตรกบั สง่ิ แวดล้อมเพอื่ การพัฒนาอยา่ งย่งั ยนื
5. การเสรมิ สรา้ งความมน่ั คงแหง่ ชาตเิ พือ่ การพฒั นาประเทศสู่ความมัง่ คงั่ และยัง่ ยนื
6. การบรหิ ารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤตมิ ชิ อบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย
7. การพฒั นาโครงสร้างพ้นื ฐานและระบบโลจิสตกิ ส์
8. การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วจิ ยั และนวัตกรรม
9. การพฒั นาภาค เมอื ง และพืน้ ที่เศรษฐกจิ
10. ความร่วมมือระหว่างประเทศเพอ่ื การพัฒนา
จากแผนฯ ท้งั 10 ด้าน จะเห็นได้ว่า การจะลดความเหล่อื มลํ้าในสังคม และการเพ่มิ คุณภาพการศึกษาน้นั
แผนยทุ ธศาสตรท์ ่ีเก่ยี วข้องหลกั ๆ คอื การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และการสรา้ งความเป็นธรรม
และลดความเหลื่อมล้ําในสังคม โดยมีเป้าหมายเพ่ือวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ และมีความม่ันคง

39REDUCED INEQUALITIES

ทางเศรษฐกิจและสังคม สำ�หรับแนวทางท่ีได้วางไว้ คือ มกี ารเพิม่ โอกาสใหก้ บั กลมุ่ ประชากรร้อยละ 40 ท่มี รี ายได้
ต่าํ สุด ใหส้ ามารถเขา้ ถงึ การบริการของรัฐไดอ้ ย่างทว่ั ถงึ ไดแ้ ก่ การบรกิ ารด้านสาธารณสุข และการเข้าถงึ การศึกษา
ทีม่ คี ณุ ภาพ
6.3.4 นโยบายและยทุ ธศาสตรก์ ารอดุ มศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม พ.ศ. 2563-2570
กระทรวงการอุดมศึกษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม ได้จดั ทำ�นโยบายและยทุ ธศาสตรก์ ารอดุ มศกึ ษา
วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวดั กรรม พ.ศ. 2563-2570 ขนึ้ ใหม้ ีความสอดคล้องกบั ยุทธศาสตรช์ าติ มุ่งเน้นการพฒั นา
นโยบายสำ�หรับทุกกลุ่มท้ังเชิงพ้ืนที่และระดับประเทศ และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงท่ีมีข้อมูลสนับสนุน (Evidence-
based Policy) โดยกำ�หนดเป้าหมายหลักและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Objective) รวมถึงประเด็นสำ�คัญ
(Key Issues) ในการพฒั นาอุดมศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม ที่ยดึ หลักเน้นความตอ้ งการของผ้ใู ชป้ ระโยชน์
เป็นสำ�คัญ (Demand-driven) เพื่อเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ของประเทศ โดยกำ�หนดวสิ ัยทัศน์ ดงั นี้

วสิ ยั ทัศน์ อววน
“เตรียมคนไทยแหง่ ศตวรรษที่ 21 พฒั นาเศรษฐกจิ ท่ีกระจายโอกาส
อย่างทว่ั ถึง สังคมทม่ี ัน่ คง และสง่ิ แวดล้อมท่ียั่งยนื โดยสร้างความเขม้ แขง็
ทางนวตั กรรมระดับแนวหน้าในสากล นำ�พาประเทศไทยสู่ประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ ”
หน่วยงานทุกภาคส่วนและทุกระดับในระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึง
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำ�เป็นต้องมีบทบาทร่วมกันต่อการขับเคล่ือนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้บรรลุผลในปี พ.ศ. 2570
โดยใช้กลไกด้านการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในลักษณะแพลตฟอร์ม (platform)
ความร่วมมือ ประกอบด้วย 4 แพลตฟอร์ม 16 โปรแกรม พร้อมทั้งกำ�หนดเป้าหมายและผลสัมฤทธ์ิท่ีสำ�คัญ
(Objectives and Key Results : OKRs) เพอ่ื แปลงลงสแู่ นวทางระดบั ต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นระบบและเปน็ รปู ธรรม
6.3.5 ร่าง พระราชบัญญตั ิสง่ เสริมการใช้ประโยชนผ์ ลงานวิจยั และนวัตกรรม
ประเทศไทยมกี ารลงทนุ วจิ ัยและพฒั นาปลี ะประมาณ 114,000 ลา้ นบาท (ปี 2559) คิดเป็นร้อยละ
0.78 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในจำ�นวนน้ีลงทุนโดยภาครัฐร้อยละ 27 หรือคิดเป็นจำ�นวนเงิน
ประมาณ 30,600 ล้านบาท ท่ีผ่านมาการลงทุนโดยภาครัฐยังไม่สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมท่ีสามารถนำ�ไปใช้
ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ซ่ึงมีสาเหตุมาจากหลายประการต้ังแต่การขาดความเช่ือมโยงท่ีมีประสิทธิภาพระหว่าง
ภาครฐั เอกชนและมหาวทิ ยาลยั การลงทนุ วจิ ัยท่กี ระจัดกระจายเป็นโครงการขนาดเล็กในหลายหน่วยงาน การขาด
โครงสร้างพ้ืนฐานที่สำ�คัญ รวมไปถึงการขาดแคลนบุคลากรระดับนักวิจัยและผู้เช่ียวชาญประสบการณ์สูง และ
การขาดแคลนความรู้ระดับต่าง ๆ ท่ีจำ�เป็นสำ�หรับการยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังมีสาเหตุสำ�คัญอีกประการหน่ึงที่ทำ�ให้ไม่สามารถนำ�ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้เท่าท่ีควร
คือ ผทู้ ำ�วิจยั อันไดแ้ ก่ หน่วยงานวจิ ยั และนักวจิ ัย ขาดแรงจงู ใจในการนำ�ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และขาดกฎหมาย
และระเบยี บทเี่ อ้ือต่อการสรา้ งผลงานวิจัยและการนำ�ผลงานวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์

40 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเม่ือวันที่ 4 กันยายน 2561 อนุมัติและรับทราบหลักการร่างพระราชบัญญัติ
ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตามท่ีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ซึ่งมีหลักการสำ�คัญ
เพ่ือขจัดอุปสรรคในการนำ�ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยการมอบสิทธิความเป็นเจ้าของ
ในผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการสนับสนุนทุนจากหน่วยงานให้ทุนของรัฐ ให้แก่ผู้รับทุนซ่ึงส่วนใหญ่
ได้แก่ สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เมื่อมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเป็นเจ้าของผลงานวิจัยจะสามารถถ่ายทอด
เทคโนโลยดี ว้ ยการทำ�สญั ญาอนญุ าตใหใ้ ชส้ ทิ ธไิ ปยงั ภาคเอกชนเพอื่ นำ�ไปผลติ เปน็ สนิ คา้ บรกิ าร และออกขายในตลาด
ต่อไปได้อย่างคล่องตัว โดยมีนักวิจัยในสังกัดสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยซ่ึงเป็นผู้ทำ�วิจัยทำ�หน้าท่ีถ่ายทอดเทคโนโลยี
และองค์ความรู้ไปยังภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้รับเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นได้โดยตรง และไม่ติดกับกฎระเบียบของ
หน่วยงานให้ทุนในเร่ืองสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม นอกจากน้ี มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
จะได้รับรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ และจะต้องจัดสรรรายได้ให้กับนักวิจัยในสัดส่วนท่ีเหมาะสม เมื่อนักวิจัย
ได้รับส่วนแบ่งรายได้ก็จะเกิดแรงจูงใจในการสร้างผลงานวิจัยท่ีมีคุณภาพตรงกับความต้องการของภาคการผลิต
และบรกิ าร ยิ่งไปกว่านน้ั หากนกั วจิ ยั จะนำ�เอาผลงานวจิ ยั นัน้ ไปตอ่ ยอดและทำ�ธรุ กจิ เองโดยตัง้ เป็นบริษทั กส็ ามารถ
ทำ�ได้ หรือหากผู้ประกอบการ Startup สนใจทำ�ธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมน้ันก็สามารถทำ�ได้รวดเร็ว
และทันต่อการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี
ในประเทศท่ีมีความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละนวัตกรรมหลายประเทศ เช่น สหรฐั อเมริกา
ญีป่ ุ่น เกาหลี และอนิ เดีย ไดม้ ีการประกาศใชเ้ ป็นเวลานานแลว้ ในสหรฐั อเมริกาประกาศใชก้ ฎหมายฉบบั นีม้ าเกอื บ
40 ปแี ลว้ (ในปี ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523) ซึ่งสง่ ผลใหก้ ารลงทนุ ดา้ นการวิจยั และพัฒนาของทง้ั ภาครัฐและเอกชน
เพ่ิมมากข้ึน เกิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 13,600 ฉบับ มหาวิทยาลัยย่ืนจดสิทธิบัตรประมาณ 3,000 ฉบับต่อปี
และเกิดบริษัทตั้งใหม่ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย 5,000 บริษัท รวมถึงมีการจ้างงานจาก
เทคโนโลยที ี่เกิดจากมหาวทิ ยาลัยมากกวา่ 250,000 อตั รา ปจั จยั เหลา่ น้ี ส่งผลให้สหรัฐอเมริกามีฐานความสามารถ
ทางเทคโนโลยีในอันดับต้น ๆ ของโลก จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมมีผลต่อการพัฒนาของประเทศ
โดยรวม รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคและขจัดปัญหาความเหลือมล้ําโดยเฉพาะประเด็นเร่ือง
ความเปน็ เจา้ ของงานวจิ ัยและนวตั กรรม และความเป็นเจา้ ของทรัพย์สินทางปัญญารปู แบบต่าง ๆ อกี ด้วย
6.3.5.1 ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม จะช่วย
สนับสนุนให้เกิดระบบนวัตกรรมท่ีสมบูรณ์ โดยผลกระทบสำ�คัญที่อาจเกิดขึ้นโดยตรงต่อระบบวิจัยและนวัตกรรม
มดี ังน้ี
1. เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม ทำ�ให้โอกาสเกิดการถ่ายทอด
เทคโนโลยไี ปยังภาคเอกชนเพ่ือการใช้ประโยชนเ์ ชงิ พาณิชยแ์ ละสาธารณประโยชน์เพิ่มมากขึน้
2. สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้รับทุนในการสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการ
ของตลาด
3. ส่งเสริมให้เกิดบริษัทธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยและมี
นกั วจิ ยั เขา้ ร่วม (Spin-off) จำ�นวนมากขนึ้
4. กระตุ้นให้หน่วยงานผู้รับทุนสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการผลงานวิจัยและ
นวตั กรรม ทำ�ใหร้ ะบบวจิ ยั และนวตั กรรมของประเทศเขม้ แขง็ มากยิง่ ขึน้
5. เกดิ ธรุ กิจจัดต้งั ใหม่ Startup ท่ีขบั เคล่ือนธรุ กิจนวัตกรรมมากขึน้ ในระบบวจิ ัยและนวตั กรรม
มีสนิ ค้าและบริการที่มีมูลค่าเพ่ิมสูง นำ�ไปสู่การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ ของประเทศไดอ้ ย่างมีนยั ยะสำ�คัญ และมรี ายได้

41REDUCED INEQUALITIES

กลบั คนื สูร่ ัฐในรูปภาษี คา่ ธรรมเนยี มและค่าบริการต่าง ๆ มากขน้ึ ซ่งึ สามารถนำ�กลบั มาสนบั สนนุ ด้านการวจิ ัยและ
พัฒนาใหแ้ กป่ ระเทศตอ่ ไปได้อีก
6. สามารถพิสูจน์ได้ว่าการลงทุนด้านการวิจัยที่รัฐได้ให้งบประมาณสนับสนุนไปนั้นคุ้มค่าและ
ไม่สูญเปล่าสามารถสร้างให้เกิดรายได้แก่ประชาชนคนไทย สร้างให้เกิดวัฒนธรรมการแข่งขันกันด้วยความรู้และ
เทคโนโลยี เกดิ เปน็ สงั คมทข่ี บั เคลอื่ นด้วยนวตั กรรมทแี่ ท้จรงิ
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้ระบบนวัตกรรมของประเทศสมบูรณ์มากย่ิงข้ึนไปอีกน้ัน เม่ือมีกฎหมาย
ฉบับน้ีแล้ว จะต้องมีการเร่งสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม
สามารถบริหารจัดการนวัตกรรมได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ ช่วยสนับสนุนการทำ�งานทั้งของภาคการวิจัยและ
ภาคอุตสาหกรรมให้ได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยอย่างเต็มที่ สามารถนำ�รายได้กลับเข้าสู่ประชาคมวิจัยได้ ขณะเดียวกัน
ก็ช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม บริษัทเอกชนให้นำ�เอาผลงานวิจัยไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็น
หน้าท่ขี องรัฐบาลทจี่ ะให้การสนบั สนนุ โดยร่วมกับภาคเอกชน จัดโปรแกรมสรา้ งนักถา่ ยทอดเทคโนโลยี นักบรหิ าร
จดั การนวัตกรรมทีม่ ีประสิทธภิ าพ ส่งเสรมิ ให้การนำ�ผลงานวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ไปได้อย่างครบวงจรยง่ิ ข้นึ

6.4 หลักการและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ในอดีตผลงานวิจัยฯ ที่เกิดจากการสนับสนุนทุนจากรัฐอยู่ท่ีผู้ให้ทุนซ่ึงไม่ถูกนำ�ไปใช้ประโยชน์เพราะมีกฎ
ระบียบภายในหน่วยงานที่ทำ�ให้ไม่สามารถโอนหรือทำ�สัญญาอนุญาตใช้สิทธิไปยังผู้รับทุนได้ กฎหมายฉบับน้ี
ตอ้ งการปลดล็อกให้ผู้รบั ทุนได้เปน็ เจ้าของผลงานวจิ ัยเพื่อแก้ปญั หาต่าง ๆ เช่น ผลงานวจิ ยั ทเ่ี กิดจากการสนบั สนุน
ทุนจากรฐั “ขน้ึ ห้งิ ” การให้ผู้รับทุนซ่ึงส่วนใหญเ่ ปน็ มหาวทิ ยาลยั และหนว่ ยงานวิจยั ใชผ้ ลงานวจิ ยั ได้คลอ่ งตัวมากขึน้
(ทำ�สัญญาโอน หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิไปยังผู้ผลิต ผู้วิจัยต่อยอด ได้โดยไม่ติดระเบียบหน่วยงานรัฐและการให้หน่วยงาน
ให้ทุนของรัฐ มีนโยบายและเแนวปฏิบัติเร่ืองความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยฯ ในทิศทางเดียวกัน ซ่ึงจะส่งผลให้เกิด
การสร้าง “แรงจูงใจ” ให้แก่ นักวิจัย สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย โดยการให้สิทธิความเป็นเจ้าของแก่ผู้รับทุน
และก่อใหม้ กี ารแบ่งรายได้เม่อื ผลงานวจิ ัยถูกนำ�ไปใชป้ ระโยชน์

7. ความเหลอื่ มลาํ้ ดา้ นการศกึ ษาและแนวทางแกไ้ ขความเหลอื่ มลาํ้ ในตา่ งประเทศ

7.1 ความเหล่ือมลํ้าดา้ นการศกึ ษาในประเทศสหรฐั อเมริกา

นักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนรัฐจัดอยู่ในกลุ่มนักเรียนยากจน (Suits 2015) และในรัฐที่มีประชากร
อาศยั อยู่มากทสี่ ุดหา้ รฐั (ไดแ้ ก่ แคลิฟอร์เนียเทก็ ซัสฟลอริดาอิลลินอยส์และนิวยอรก์ ) นกั เรยี นกวา่ 48 เปอรเ์ ซ็นต์
ในโรงเรยี นรฐั เปน็ เดก็ ดอ้ ยโอกาส (Suits, 2015) ในปี 2016 นกั เรยี น 2 ใน 3 ของเดก็ ทตี่ อ้ งออกจากโรงเรยี นกลางคนั
เป็นเด็กท่ีครอบครัวมีฐานะยากจนและสถิติท่ัวประเทศชี้ว่าอัตราการสำ�เร็จการศึกษาระหว่างเด็กทั่วไปกับเด็กด้อยโอกาส
มีช่องวา่ งห่างกนั ตง้ั แต่ 3 จนถึง 24 เปอร์เซ็นตถ์ ึงแมว้ ่ารัฐต่าง ๆ ทั่วประเทศจะพยายามลดชอ่ งว่างทางการศกึ ษา
แต่รฐั จำ�นวน 1 ใน 3 ไมป่ ระสบความสำ�เรจ็ ทำ�ใหช้ อ่ งว่างยงั คงถ่างกว้างขึ้นเรอื่ ย ๆ (DePaoli, Bridgeland, Atwell,
& Balfanz, 2018)

42 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

7.1.1 แนวทางการแก้ปญั หาความเหลอ่ื มลํา้ ทางการศึกษาในสหรัฐอเมรกิ า
7.1.1.1 มาตรฐานการศึกษาใหม่-ซัมมติ โมเดล
“ซัมมิต” เครือโรงเรียนท่ีจุดประกายความหวังและความร่วมมือของนักการศึกษาท่ัวอเมริกา
จากหนังสอื Prepared: เปิดนวัตกรรม “ซมั มติ ” โรงเรยี นเตรียมคน พร้อมสู้อนาคต
“ซัมมิต” ประกอบด้วยโรงเรียน 11 แห่งซ่ึงกระจายตัวในรัฐแคลิฟอร์เนียและวอชิงตัน
พรอ้ มชือ่ เสยี งและความสำ�เรจ็ อนั ยากปฏิเสธ คือการผลักดันนกั เรียนกว่าร้อยละ 99 ให้เข้ามหาวทิ ยาลยั ตลอดจน
สำ�เร็จการศึกษามากกว่าค่าเฉล่ียประเทศถึงสองเท่า นักเรียนของซัมมิตไม่ใช่นักเรียนหัวกะทิผู้ผ่านการคัดเลือก
เข้าโรงเรียนด้วยแบบทดสอบสุดหิน พวกเขาเป็นเพียงเด็ก ๆ ท่ีมีทักษะและบุคลิกภาพแตกต่างกัน หลักสูตรและ
แนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีซัมมิตจึงดึงดูดความสนใจของเหล่านักการศึกษา นำ�ไปสู่โครงการแลกเปล่ียนเรียนรู้
หรอื ซมั มิตเลริ ์นนง่ิ (Summit Learning) ทป่ี ัจจบุ ันมโี รงเรยี นนบั รอ้ ยแหง่ เขา้ ร่วม โดยไดแอน ทาเวนเนอร์ ผ้กู อ่ ตั้ง
ซมั มิต จากจดุ เร่มิ ต้นถึงความสำ�เรจ็ ในปจั จบุ ัน เพ่อื พาเดก็ ทุกคนกา้ วไปสูค่ วามสำ�เรจ็ ในระดับมหาวิทยาลยั เติบใหญ่
บนเส้นทางอาชพี การงาน และวางรากฐานสชู่ ีวิตท่เี ตมิ เต็ม โดยเชือ่ ในการเรยี นรู้ผา่ นการจัดทำ�โครงงาน เพราะผล
การวิจัยทางการศึกษาต่างช้ีว่า หลังการจัดทำ�โครงงาน นักเรียนจะจดจำ�เน้ือหาท่ีเรียนรู้ได้นานขึ้น มีความเข้าใจลึกซึ้ง
ยิ่งข้ึน นกั เรยี นที่เรียนร้ผู ่านการจัดทำ�โครงงานยังแกไ้ ขปญั หาในชวี ิตประจำ�วันได้ดกี ว่า มีทกั ษะการคิดเชิงวิพากษ์
ใสใ่ จประเดน็ สงั คมและเหน็ อกเหน็ ใจผอู้ น่ื มากกวา่ พวกเขาเขา้ เรยี นสมาํ่ เสมอและใสใ่ จการเรยี นรขู้ องตนมากกวา่ ดว้ ย
7.1.1.2 TEACH FOR AMERICA
แก้ปัญหาความเหล่ือมล้ําโดยการเพ่ิมครูที่มีคุณภาพกระจายสู่ทุกภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหา
ความยากจนโครงการ 2 ปี มกี ารฝกึ อบรมกอ่ นสอนจรงิ และเปน็ การพฒั นาอาชพี ระหวา่ งสอนจรงิ เศรษฐกจิ ทางบา้ น
ของเดก็ จะบ่งบอกผลด้านการศกึ ษาของเด็กในสหรัฐอเมรกิ า หากเป็นเดก็ ทอ่ี ยใู่ น 20% ท่ีมีฐานะยากจนตาํ่ กว่าเส้น
มาตรฐาน จะมีโอกาสเพียง 10% ท่จี ะเรียนสงู ถงึ ระดับปริญญา ส่วนเดก็ ทีอ่ ยู่ในขา่ ยฐานะดี จะมโี อกาส 80% ทีจ่ ะเรยี นต่อ
ระดับปริญญา เด็กที่จำ�เป็นต้องมีปริญญาคือกลุ่มท่ีมีฐานะยากจนมาก ๆ เพราะเป็นหนทางที่จะได้หลุดออกมา
วงจรแห่งความยากจน

7.2 ความเหล่อื มล้ําด้านการศกึ ษาในประเทศจีน

ปญั หาความเหล่ือมลํา้ ทยี่ งั เกดิ ขน้ึ ในประเทศจนี ปญั หาเด็กนกั เรยี นในชนบทอกี เปน็ จำ�นวนมาก ยังขาด
โอกาสทางการศกึ ษา ขณะทเ่ี ดก็ นกั เรยี นทเี่ รยี นจบชน้ั มธั ยมปลายในเซย่ี งไฮก้ วา่ รอ้ ยละ 84 เขา้ เรยี นตอ่ ในมหาวทิ ยาลยั
แตเ่ ดก็ ในชนบทไมถ่ งึ รอ้ ยละ 5 ทจ่ี ะไดร้ บั โอกาสนน้ั ซา้ํ รา้ ยยงั มเี ดก็ ชนบทในพนื้ ทหี่ า่ งไกลไมถ่ งึ รอ้ ยละ 40 ทไ่ี ดเ้ รยี นตอ่
ในระดบั มธั ยมปลาย
7.2.1 แนวทางในการแกไ้ ขปญั หาความเหลอ่ื มลํา้ ในประเทศจนี
7.2.1.1 แนวทางแรก – สรา้ งโครงการโรงเรยี นคณุ ภาพดี
ทกุ โรงเรยี นในเซยี่ งไฮต้ อ้ งมคี ณุ ภาพ เดก็ ทกุ คนตอ้ งเกง่ และครทู กุ คนตอ้ งเปน็ ครทู ด่ี ี โดยในระยะแรก
ส่วนกลางจะระบุโรงเรียนที่มีปัญหา จากน้ันจึงได้มีการจัดสรรงบประมาณ บุคลากรครู และจัดทำ�โครงการเพ่ือนำ�ไป
พัฒนาโรงเรียนเหล่าน้ัน แต่โครงการนี้ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาในองค์รวมเท่าใดนัก ระยะหลังจึงดำ�เนินโครงการ
โดยให้ทุกโรงเรยี นเสนอปญั หาทีต่ นพบดว้ ยตนเอง และรฐั บาลจะจดั สง่ ทีมงานเขา้ ไปชว่ ยเหลืออย่างตรงจุด

43REDUCED INEQUALITIES

7.2.1.2 แนวทางทีส่ อง – โครงการจับค่โู รงเรยี นทเ่ี ขม้ แข็งกบั โรงเรียนทอ่ี ่อนแอ
โรงเรยี นที่อยู่ใจกลางเมอื งในเซ่ียงไฮจ้ ะมีคุณภาพสงู สว่ นโรงเรียนท่อี ยู่หา่ งไกล เชน่ บรเิ วณชนบทจะมี
คุณภาพต่ํา แนวทางก็คือ จับคู่ระหว่างโรงเรียนท่ีมีคุณภาพสูงและโรงเรียนคุณภาพตํ่า เพื่อให้โรงเรียนที่เข้มแข็ง
ชว่ ยเหลอื โรงเรยี นทอี่ อ่ นแอทงั้ ดา้ นการบรหิ าร ทรพั ยากร บคุ ลากร ฯลฯ รฐั บาลจะใหง้ บประมาณสำ�หรบั ดำ�เนนิ โครงการ
และส่งคณะทำ�งานเข้าไปประเมินผลการพัฒนา หากไม่ได้ผลก็จะเปลี่ยนให้โรงเรียนท่ีเข้มแข็งแห่งอื่นเข้าช่วยเหลือต่อไป
7.2.1.3 แนวทางท่ีสาม – โครงการประเมนิ ดชั นสี ีเขยี ว
ในอดีต การศึกษาของจีนเน้นไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยและการประกอบอาชีพที่ดี แต่ปัจจุบัน
การศกึ ษาของจนี หนั มาเน้นที่ “ความสุข” ในปจั จบุ นั ของนกั เรยี นเป็นหลัก โดยได้กำ�หนดดัชนีชีว้ ดั 10 ประการทีค่ รอบคลมุ
ปจั จยั แหง่ ความสขุ ในการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นทง้ั หมด หากนกั เรยี นมผี ลการเรยี นดแี ตไ่ มม่ คี วามสขุ ในการเรยี น กถ็ อื วา่
ไมผ่ า่ นการประเมิน
ในขณะท่ีมองย้อนกลับมาท่ีประเทศไทย จะพบว่าแนวทางการแก้ปัญหาในประเทศไทยเรายังคง
แกป้ ญั หาเปน็ จดุ ๆ เมอื่ เดก็ เรยี นหนกั กล็ ดจำ�นวนชวั่ โมงลง เมอื่ การบา้ นเดก็ มากขนึ้ กใ็ หค้ รลู ดการบา้ นลง เมอ่ื ขอ้ สอบ
โอเนต็ ยากกส็ งั่ แกข้ อ้ สอบกนั ไป ฯลฯ ซง่ึ ทผ่ี า่ นมา ผนู้ ำ�และผบู้ รหิ ารในประเทสไทยไมเ่ คยสามารถแกป้ ญั หาทรี่ ะบบได้
แตย่ ังคงเลือกแกป้ ญั หาเป็นส่วน ๆ และข้นึ อยกู่ ับนโยบายของผบู้ รหิ ารท่ีเปล่ียนแปลงบ่อยมาก

บทเรียนสำ�หรบั ประเทศไทย

ระบบการศึกษาในประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ําของคุณภาพทางการศึกษาเช่นเดียวกันกับ
นครเซยี่ งไฮแ้ ละอกี หลายประเทศทวั่ โลก โดยเฉพาะปญั หาคณุ ภาพครแู ละคณุ ภาพของโรงเรยี น อยา่ งไรกด็ ี การแกป้ ญั หา
ของไทยแตกต่างจากเซี่ยงไฮ้ตรงที่การพัฒนาคุณภาพครูของไทยเน้นให้ครูแต่ละคนทำ�ผลงานเป็นเอกสารวิจัย
แต่เซ่ียงไฮ้เน้นการพัฒนาท่ีคุณภาพการสอนของครู และเน้นการทำ�งานเป็นทีมในด้านการพัฒนาครู การทำ�วิจัย
และการพัฒนาหลักสูตร
ส่วนปัญหาความเหล่ือมลํ้าด้านคุณภาพการศึกษานั้น เป็นปัญหาท่ีประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญมากขึ้น
เนอ่ื งจากการเพม่ิ ขนึ้ ของประชากรลดลงทำ�ใหเ้ ดก็ เกดิ นอ้ ยลง สง่ ผลทำ�ใหโ้ รงเรยี นแตล่ ะแหง่ มจี ำ�นวนนกั เรยี นนอ้ ยลง
โรงเรียนขนาดเล็กท่ีอยู่ห่างไกลจะเผชิญปัญหาความไม่เพียงพอของทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงส่งผล
ทำ�ให้คุณภาพการเรียนการสอนย่ิงแย่ลงเม่ือเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ถึงแม้ว่า ยุทธศาสตร์การลดความ
เหลื่อมล้ําของเซ่ียงไฮ้เป็นมาตรการท่ีดี แต่กระนั้นการจัดการปัญหาความเหลื่อมลํ้าของจีนอาจเป็นไปได้ง่ายกว่า
ประเทศไทย เนอื่ งจากระบอบการปกครองของจนี ไมไ่ ดม้ กี ารเปลยี่ นแปลงพรรคการเมอื งทำ�ใหน้ โยบายมคี วามตอ่ เนอื่ ง
รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนมากข้ึน เช่น หากจำ�เป็นต้องยุบโรงเรียนบางแห่ง รัฐบาลต้อง
จดั ใหม้ รี ถรบั สง่ นกั เรยี นหรอื คา่ ใชจ้ า่ ยในการเดนิ ทางแกน่ กั เรยี นทต่ี อ้ งเดนิ ทางไกลขนึ้ หรอื ในโรงเรยี นทอี่ ยหู่ า่ งไกลมาก
จำ�เป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอสำ�หรับการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
หรือให้สามารถการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ส่วนการจับคู่โรงเรียนเพ่ือให้
โรงเรียนใหญ่มีส่วนพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กนั้น จะต้องมีการออกแบบระบบจูงใจและวัดผลเพื่อให้ครูและบุคลากร
ในโรงเรยี นขนาดใหญ่ยินดเี ข้ามาช่วยเหลือโรงเรยี นขนาดเลก็

44 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย

8. ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาในต่างประเทศและแนวทางการแก้ไข

ความเหล่ือมลํ้าทางการศึกษาในต่างประเทศนั้นมีความน่าสนใจเรื่องลักษณะร่วมบางประการของประเทศ
ทม่ี รี ะบบการศกึ ษาทดี่ ี โดยจากการทบทวนวรรณกรรมพบวา่ ระบบการศกึ ษาทด่ี ที ส่ี ดุ ในโลก 5 ระบบคอื ออสเตรเลยี
แคนาดา ฟินแลนด ์ เซี่ยงไฮ ้ และ สิงคโปร์ เนน้ ท่กี ารพัฒนาครู

8.1 สรุปลักษณะรว่ มของ 5 ระบบการศกึ ษาคุณภาพสูง

8.1.1 การยกฐานะวิชาชพี ทางการศึกษาทั้งด้านระดับปรญิ ญาและค่าตอบแทน
8.1.2 การสรรหาบคุ คลเขา้ สูว่ ิชาชีพเข้มงวดใชเ้ กณฑห์ ลากหลายการแขง่ ขันสงู เพราะมแี รงดึงดดู สงู
8.1.3 การอดุ หนุนงบประมาณเพอื่ การฝึกหัดครูและการเรยี นรู้ทางวิชาชีพในหลายประเทศ นกั ศกึ ษา
ครไู ด้ทนุ เรียน
8.1.4 มาตรฐานวิชาชีพที่กำ�หนดทิศทางการจัดการเรียนรู้กำ�หนดมาตรฐานสูงท้ังด้านบุคลิกภาพ
สมรรถนะและจริยธรรมความเป็นครูรวมท้งั ความรู้ดา้ นเน้ือหาวชิ าท่ีสอน
8.1.5 ทศิ ทางการฝกึ หัดและครทู ย่ี ดึ โยงกบั หลกั สูตรการศึกษา เน้ือหา และสนับสนนุ การฝกึ ประสบการณ์
วิชาชีพครูการฝกึ หดั และ mentoring นักศกึ ษาครู เป็นสว่ นหนึ่งของระบบการศึกษา กลา่ วอีกนยั หนึ่ง สถาบนั ผลิตครู
กับโรงเรยี นรว่ มมือกันฝึกหัดและ mentor นกั ศกึ ษาครู
8.1.6. วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพแห่งความร่วมมือการทำ�หน้าท่ีครูเป็นภารกิจที่ซับซ้อน และต้องมี
การเรียนรู้และปรบั ตัวสูง จึงต้องทำ�งานและเรยี นรเู้ ป็นทีมในโรงเรยี น (PLC – Professional Learning Community)
และเปน็ เครอื ขา่ ยนอกโรงเรียน (PLN – Professional Learning Network)
8.1.7 การพัฒนาครูอย่างต่อเน่ืองท่ีเรียกว่าการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซ่ึงจะต้องดำ�เนินการไปตลอดชีวิต
การเป็นครูและเป็นกิจกรรมที่ครูและผู้บริหารการศึกษาร่วมกันดำ�เนินการส่วนหนึ่งผ่านการวิจัย (ท่ีอาจเรียกว่า
R2R – Routine to Research) 55 รวมท้ังใช้การประเมินการปฏบิ ตั งิ านเป็นกลไกเสรมิ
8.1.8 โอกาสเปน็ ผูน้ ำ�ทางการศึกษา ระบบการศกึ ษาคณุ ภาพสูงดึงดดู คนดีมคี วามสามารถ เขา้ มาฝกึ
และทำ�งาน แล้วส่งเสริมให้มีการเรียนรู้และก้าวหน้าผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น และส่งเสริมอย่างต่อเน่ืองผ่านกลไก
ดงั ต่อไปน ้ี
8.1.8.1 เอื้อใหค้ รไู ด้รับผดิ ชอบงานใหม่ ๆ ตามความสนใจและความถนดั
8.1.8.2 มแี นวปฏบิ ตั ิใหส้ ามารถคน้ พบผู้มีคณุ สมบตั เิ หมาะสมทจ่ี ะเป็นผนู้ ำ�
8.1.8.3 มีระบบประเมนิ ที่ชว่ ยเฟน้ หาทกั ษะและผลสมั ฤทธิ์
8.1.8.4 มตี ำ�แหนง่ ผนู้ ำ�ทง้ั สายบรหิ ารและสายครผู นู้ ำ�ดา้ นจดั การเรยี นรู้ และครชู ำ�นาญการ
ทีเ่ ตบิ โตไดเ้ ทียบเทา่ ศาสตราจารยใ์ นมหาวทิ ยาลยั

8.2 แนวทางการเขา้ สูว่ ชิ าชพี ของครทู ค่ี ล้ายกัน

8.2.1 การคดั เลอื กครทู เี่ ขม้ งวด การใชเ้ กณฑก์ ารคดั เลอื กทห่ี ลากหลายและครอบคลมุ เชน่ สหรฐั อเมรกิ า
ฟนิ แลนด์ และสงิ คโปร์ คดั เลอื กนกั เรยี นท่ีมีความสามารถทางวชิ าการสงู ที่สดุ รอ้ ยละ 30 แรกเทา่ นั้น หนงั สอื รบั รอง
ผลการศึกษาและผลคะแนน การสัมภาษณ์ การสาธิตการปฏบิ ัติงานตลอดจนหลักฐานอนื่ ๆ
8.2.2 ทกุ ระบบการศกึ ษาใหค้ ่าตอบแทนครูเปน็ จำ�นวนสสู ีกับบัณฑติ สาขาวชิ าอ่นื ๆ
8.2.3 หลักสูตรครูมีพ้ืนฐานจากองค์ความรู้ทางวิชาการ ศาสตร์การจัดการเรียนรู้ รวมถึงมาตรฐาน
วิชาชพี ครูทกุ คนจะมคี วามรูพ้ ื้นฐานในวิชานัน้ ๆ และศาสตร์การจัดการเรยี นรทู้ ี่เขม้ แขง็

45REDUCED INEQUALITIES

8.2.4 หลักสูตรครทู ี่มีรากฐานจากงานวจิ ัยและเตรียมครใู ห้พร้อมต่อการดำ�เนนิ งานวจิ ัย
8.2.5 การฝกึ หดั ครู การฝกึ ประสบการณว์ ชิ าชพี ครทู มี่ กี ารแนะแนวครอู ยา่ งเขม้ ขน้ ครจู ะเรยี นรเู้ กยี่ วกบั
การปฏบิ ตั กิ ารสอนไดด้ ที สี่ ดุ เมอื่ พวกเขา้ อยใู่ นหอ้ งเรยี นจรงิ และทำ�งานรว่ มกบั ครพู เี่ ลย้ี งมากประสบการณผ์ ใู้ หแ้ นวทาง
และฝกึ หดั พวกเขาระหว่างการพัฒนาการปฏบิ ตั ิการสอน
8.2.6 การแนะแนวล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา การสรรหา การฝึกหัด และการแนะแนว
ในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา เป็นต้นนั้น มีเป้าหมายเพื่อรับประกันว่าครู
จะพร้อมตอ่ การสอนนับแตจ่ ุดเริม่ ต้น

8.3 การสรรหาและพัฒนาครู

กลยุทธ์ท่ีระบบการศึกษาอันทรงประสิทธิภาพเลือกใช้เพื่อรับรองว่านักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงครู
ผเู้ ปยี่ มคณุ ภาพคอื การคดั เลอื กครอู ยา่ งพถิ พี ถิ นั และฝกึ ฝนพวกเขาอยา่ งถกู ตอ้ งตงั้ แตแ่ รกเรมิ่ แนวปฏบิ ตั สิ ามประการ
ได้แก่ กระตุ้นให้ผู้มีความสามารถสูงสนใจวิชาชีพทางการศึกษาและตรวจสอบผู้สมัครอย่างพิถีพิถัน เพ่ือเฟ้นหาผู้ที่มี
ความมุ่งม่ันมากที่สุดและมีความสามารถจะประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ฝึกหัดว่าท่ีครูเหล่าน้ันอย่างเหมาะสม
และสนบั สนนุ พัฒนาการการจดั การเรยี นรขู้ องพวกเขาต้งั แต่ระยะแรกในวิชาชีพ
8.3.1 แคนาดา
ในรัฐแอลเบอร์ตา อาชีพครูเป็นหน่ึงในอาชีพท่ีได้รับเงินเดือนสูงที่สุดในรัฐ ครูท่ีเริ่มต้นอาชีพจะได้
รับเงินเดือน 58000 ดอลลาร์แคนาดา ในปี 2012 และครูท่ีมีประสบการณ์ 10 ปี สามารถได้รับเงินเดือนสูงถึง
92000 ดอลลารแ์ คนาดา รว่ มกบั สวัสดิการจำ�นวนมาก ครใู นรัฐออนแทรโิ อ ทม่ี ปี ระสบการณ์ 5 ปี ขน้ึ ไป ได้รับสูงถงึ
66893 ดอลลารแ์ คนาดา
8.3.2 ออสเตรเลยี
ในออสเตรเลีย ในปี 2012 พบว่า บัณฑิตผ้สู ำ�เร็จการศึกษาและเข้าประกอบอาชพี ครูได้รับเงนิ เดือนสงู
เปน็ ลำ�ดับท่ี 7 จาก 27 อาชพี ที่สำ�เร็จการศกึ ษาระดบั เดียวกนั
รัฐนิวเซาธ์เวลส์เพิ่มเงินเดือนแก่ครูผู้มีศักยภาพซ่ึงบรรลุมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาระดับสูง
เกือบเท่ากับ 60,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียในปี 2012 ส่งผลให้ผู้บรรลุมาตรฐานวิชาชีพระดับสูงได้รับค่าตอบแทน
มากกว่า 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย
8.3.3 สิงคโปร์
ครูจะได้รับเงินเดือนเต็มจำ�นวนต้ังแต่เริ่มฝึกอบรมก่อนประกอบวิชาชีพสำ�หรับผู้เปลี่ยนอาชีพ
เป็นครจู ะไดร้ บั คา่ ตอบแทนเริ่มต้นใกลเ้ คยี งกับค่าตอบแทนในอาชีพเดิม
8.3.4 จนี
จีนกำ�หนดให้ทุกเขตการปกครองให้ค่าตอบแทนเฉลี่ยแก่ครูสูงกว่าเงินเดือนของเจ้าหน้าท่ีรัฐ
ในเขตการปกครองเดียวกัน รฐั บาลจนี ก็ได้ลงทุนอย่างมหาศาลเพอื่ เพิม่ เงินเดอื นและสวสั ดิการอ่ืน ๆ แก่ครเู หลา่ นั้น
8.3.5 ฟนิ แลนด์
ฟินแลนด์เพ่ิงเพ่ิมเติมแนวทางในระบบการให้ค่าตอบแทนแก่ครู โดยอนุญาตให้บริหารโรงเรียน
ใหค้ า่ ตอบแทนพิเศษเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ หรอื เพิม่ เงนิ เดอื นแกผ่ ทู้ ม่ี ผี ลงานโดดเดน่ เป็นพเิ ศษ โดยกระทรวงศึกษาธกิ ารอุดหนุน
ค่าเล่าเรียนท้ังหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือนสำ�หรับนิสิตนักศึกษาและสำ�หรับเรียนหลักสูตรครูระดับปริญญาโท
และเนื่องจากเงินอุดหนุนดังกล่าวจะต้องชำ�ระคืนหากไม่สำ�เร็จการศึกษา หรือออกจากวิชาชีพกลางคัน จึงเป็น
แรงผลกั ดันอันทรงพลังใหน้ ิสิต นกั ศกึ ษาม่งุ มั่นศกึ ษาเล่าเรียนอย่างจริงจงั

46 ความเหลื่อมล้ําทางสังคมของไทย


Click to View FlipBook Version