ต�ำนานสุนทราภรณ์ 49 ๔ พระมหากรุณาธิคุณ ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในความยิ่งใหญ่ของวงดนตรี สุนทราภรณ์ คือ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร ในเนื้อเพลง “พระเจ้าทั้งห้า” เพลงสุดท้ายในชีวิตของ ครูเอื้อที่ตั้งใจแต่งและร้องฝากไว้ กล่าวถึง “พระเจ้าองค์ที่สอง” ว่าคือ “ชาติ ศาสนา มหาทรงธรรม์ พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญ ราชันภูมิพล” หนังสือชุดตำนานสุนทราภรณ์ เล่ม ๒ ตั้งชื่อว่า“ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” เพราะครูเอื้อมีชีวิตตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาล ที่ ๖ จนถึงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งครูเอื้อมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “พระเจ้าอยู่หัว มิ่งขวัญราชันภูมิพล”
50 ต�ำนานสุนทราภรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖)
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 51 ครูเอื้อในวัยเด็กได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนพรานหลวง” ซึ่งก่อ ตั้งโดยรัชกาลที่ ๖ ได้เรียนทั้งวิชาสามัญและวิชาการดนตรี และได้ เข้ารับราชการตั้งแต่เมื่ออายุได้ ๑๔ ขวบ ในกองเครื่องสายฝรั่งหลวง กรมมหรสพ ได้รับพระราชทานยศเป็น “เด็กชา” ความผูกพันกับ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีมาแต่เยาว์วัย ที่ส�ำคัญสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงเป็นกษัตริย์นักประพันธ์และทรงเป็นกวี เพลงที่ครูเอื้อ แต่งตั้งแต่ช่วงแรกๆ ก็ได้ “พึ่งพระบารมี” จากบทประพันธ์ของรัชกาล ที่ ๖ ทั้งเพลงประเภท “ปลุกใจ” และเพลงรัก ได้แก่ “เพลงค�ำ ปฏิญาณ” ที่ขึ้นต้นว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส ...”“เพลงไทยสามัคคี” ที่ขึ้นต้นว่า “อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง ลุ่มหลง ริษยาไม่ควรที่ ...”“เพลงไทยรวมก�ำลัง” ที่ขึ้นต้นว่า “ไทยรวมก�ำลัง ตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ...”“เพลงไร้รักไร้ผล” ที่ขึ้นต้นว่า “เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ควรค�ำนึงถึงชาติศาสนา ...” “เพลงปลุก ไทย” ที่ขึ้นต้นว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ...” ส่วนเพลงรักที่หลายคนไม่รู้ว่า เนื้อร้องมาจากพระราชนิพนธ์ของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้แก่ “เพลง สาส์นรัก” ที่ขึ้นต้นว่า “ในลักษณ์นี้ว่า น่าประหลาด เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า...” ซึ่งมาจากพระราชนิพนธ์เรื่อง “ท้าวแสนปม” เนื้อความเป็นสาส์น ของนางอุษา ราชธิดาท้าวไตรตรึงษ์ ที่ตอบสาส์นบอกรักของพระชินเสน ยุพราชแห่งนครศรีวิไชย ที่ปลอมตัว
52 ต�ำนานสุนทราภรณ์ เป็น “ท้านแสนปม” และอีกเพลงคือ “เพลงยอดดวงใจ” ที่ขึ้นต้น ว่า “โอ้ว่าดวงใจอยู่ไกลลิบ เหลือจะหยิบมาชมภิรมย์สวรรค์...” ก็มา จากพระราชนิพนธ์เรื่องท้าวแสนปม เป็นบทร�ำพึงร�ำพันถึงความรัก ของนางอุษาที่มีต่อพระชินเสน ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๙ ซึ่งทรงได้รับยกย่องว่าเป็น “เอกอัครศิลปิน” ทรงเชี่ยวชาญในศิลปะหลายสาขา รวมทั้งการ ดนตรี คือ ดุริยางคศิลป์ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยและทรงมี พระมหากรุณาธิคุณต่อครูเอื้ออย่างยิ่ง ทรงเริ่มเรียนดนตรีกับครู ชาวอัลซาส ชื่อ นายเวย์เบรชต์ (Weybrecht) ตั้งแต่มีพระชนมพรรษา ๑๓ พรรษา และทรงพระราชนิพนธ์เพลงแรกคือ เพลงแสงเทียน เมื่อมีพระชนมพรรษา ๑๘ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นวงสุนทราภรณ์ ถือก�ำเนิดมาได้ ๗ ปี และเริ่มมีชื่อเสียง โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว เพลงพระราชนิพนธ์ที่ “เชื่อมโยง” ครูเอื้อโดยตรง คือ “เพลงยามเย็น” ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ม.จ.จักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์ุ นิพนธ์เนื้อร้อง แต่ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ “อ่านโน้ต ไม่คล่อง จึงต้องอาศัยนักดนตรี โดยได้ กราบบังคมทูลไว้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้า ตรงไปหานายเอื้อ สุนทรสนาน ให้เขาอ่านโน้ตให้ ข้าพเจ้าก็ได้ท�ำนอง ก่อนแต่งค�ำร้อง ... นายเอื้อว่า ‘ของท่านดีเหมือนกันแฮะ จังหวะดีมาก ท�ำนองสมัยใหม่ แต่มีเสียงแหม่งๆ สองสามเสียงพิกลอยู่’” ซึ่งเรื่อง ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ุ
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 53 “เสียงแหม่ง” นี้ ครูเอื้อกราบบังคมทูลว่า “ฟังทีแรกมันแหม่งจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ข้าพเจ้าต้องใช้หูประชาชนมาพิจารณาเพลง เพราะเคยชิน กับการเสนอเพลงต่อประชาชน ฉะนั้น ที่ว่าแหม่งส�ำหรับหูประชาชน ทั่วไปฟัง แต่ในทางวิชาการ เสียงครึ่งหนึ่งของเพลงสากลเป็นธรรมดา พ่ะย่ะค่ะ” ครูเอื้อน�ำ เพลงยามเย็น ไปให้ บิลลี่ ฟลอเรสต์ (Billy Florest) นักดนตรีฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมาได้เข้า รับราชการในกรมโฆษณาการ มีชื่อไทย ว่า คีติ คีตากร ซึ่งเป็นนักเรียบเรียง เสียงประสานที่มีฝีมือสูง ฟังดูแล้ว ชมว่า “เจ้านายแต่งเก่งมาก...” ไม่ได้ ว่าแหม่งเลย “นักดนตรีชอบมาก” และประชาชนก็ “พอใจและตื่นเต้น กันมากพ่ะย่ะค่ะ” (เล่ม ๑ น. ๖๒-๖๓) เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ทรงเสด็จไปศึกษาต่อและเสด็จนิวัต พระนครเป็นการถาวรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ครูเอื้อได้แต่งเพลงถวาย เป็นเพลงแรก คือ “เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น” โดยครูเอื้อ “น�ำเอาแนวของเสียงแตรสังข์ในพิธีพราหมณ์อันศักดิ์สิทธิ์ และ แตร Fanfare มาเป็นบทขึ้นต้นที่มีความสง่า โอ่อ่ามาก ...” (เล่ม ๓ น. ๔๘) และต่อมาก็มีเพลงต่างๆ ออกมาอีกมาก ได้แก่ “เพลง ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา” แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ เพื่อขับร้องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม “เพลงพระบารมีปกเกล้า” แต่งถวายเมื่อนิวัตพระนครจากการเสด็จพระราชด�ำเนินต่างประเทศ คีติ คีตากร
54 ต�ำนานสุนทราภรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ต่อมาคือ “เพลงร่มเกล้า” ในภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ของบริษัทละโว้ภาพยนตร์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ “เพลงเหนือเกล้า” แต่งถวายในงาน คีตมงคล พ.ศ. ๒๕๐๙ และในภายหลังวงดนตรีสุนทราภรณ์ยังได้ แต่งเพลงถวาย ได้แก่ “เพลงสยามราชันย์” น�ำเสนอในโอกาสงาน พระราชพิธีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี “เพลงนวรัช จักรีมหาราชา” แต่งถวายในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษา “เพลงถวายสัจจา” แต่งถวายในโอกาสทรงครองราชย์ ครบ ๖๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ “เพลงถวายพระพร” แต่งในโอกาส ทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นอกจากแต่งเพลงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ครูเอื้อยังแต่งเพลงถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้า ลูกเธอ และพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ แสดงถึงความ จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะ “พระเจ้าองค์ที่สอง” ของครูเอื้ออย่างแนบแน่น และครูเอื้อก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยเฉพาะจาก “พระเจ้าอยู่หัวมิ่งขวัญราชันภูมิพล” โดยเมื่อทรงเถลิงราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ได้ทรงดนตรีรวมวงกิตติมศักดิ์เป็นครั้งแรก ก็โปรดเกล้าฯ ให้ครูเอื้อร่วมวงด้วย ในการฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ เพื่อหารายได้เพื่อการกุศล ก็มีวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปร่วมแสดง เสมอ “เมื่อทรงทราบว่าครูเอื้อป่วยด้วยโรคร้าย ก็ทรงพระราชทาน พระเมตตา ทรงห่วงใยและทรงแนะน�ำในการบ�ำบัดด้วยการ ควบคุมจิตใจให้สงบ โดยอาศัยพระธรรม และแนวปฏิบัติทางจิต
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 55 ตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งช่วยให้ยังมีชีวิตยืนยาวต่อมา เกินความคาดหมายของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเวลาแรมปี” “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ครูเอื้อและ คณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทบนพระต�ำหนัก รับสั่งให้ครูเอื้อนั่งเก้าอี้ เสมอพระเก้าอี้ที่พระองค์ท่านประทับ ขณะที่รับสั่งเกี่ยวกับเรื่อง พระธรรมและการปฏิบัติจิตให้สงบด้วยวิถีทางแห่งพระพุทธศาสนา เป็นวาระสุดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้ครูเอื้อได้ยังชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ เพื่อนร่วมอาชีพและบรรดาศิษย์ทั้งหลายอีกต่อไป แล้วพระราชทาน เหรียญหลวงปู่แหวน มี พระนามาภิไธย ภ.ป.ร. อยู่ด้านหลัง แด่ครูเอื้อ สุนทรสนาน ทั้งนี้เป็น การเฝ้าวาระสุดท้ายใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ของครูเอื้อ สุนทรสนาน” (เล่ม ๑ น. ๖๕) ครูเอื้อร้อง “เพลงพรานทะเล” เป็นเพลงสุดท้ายในชีวิต เพื่อกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่พระต�ำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปลายเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ก่อนจากโลกนี้ไป เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ครูเอื้อ ได้เข้าเฝ้าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต
56 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ครูเอื้อ - คุณอาภรณ์ สุนทรสนาน (อายุวัฒนะของครูเอื้อ) และบุตรสาว 56 ต�ำนานสุนทราภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 57 ๕ อายุวัฒนะ อีกปัจจัยหนึ่งที่ท�ำให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ยิ่งใหญ่ และยืนยงอยู่มายาวนานจนบัดนี้ คือ ความมีอายุยืนยาว พอสมควรของครูเอื้อ ครูเอื้อ สุนทรสนาน เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ และจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ สิริรวมอายุได้ ๗๑ ปี ๒ เดือน ๑๑ วัน โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒ ครูเอื้อ จึงมีเวลาฟูมฟัก พัฒนา และประคับประคองวงดนตรีของตน อยู่ได้อย่างยาวนานถึง ๔๑ ปีเศษ ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้ วงดนตรีมีความมั่นคง เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ และยืนยง
58 ต�ำนานสุนทราภรณ์ โดย ครูเอื้อสร้างและ พัฒนาวงดนตรีอย่างเป็น ระบบ เพราะนอกจากวง ดนตรีแล้ว ครูเอื้อยังก่อตั้ง โรงเรียนสุนทราภรณ์การ ดนตรี เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๒ หลังจากวง ดนตรีสุนทราภรณ์เกิดและ เติบโตมาอย่างเข้มแข็งจน มีอายุเกือบครบ ๓๐ ปี เวลานั้นวงดนตรีสุนทราภรณ์ มีพรั่งพร้อมทั้งผู้ประพันธ์ ท�ำนอง ค�ำร้อง เพลง นักดนตรี นักร้อง ที่ครูเอื้อสร้างและพัฒนามากับมือ อย่างพรั่งพร้อม ซึ่งไม่เพียงให้ความบันเทิงแก่ประชาชนคนไทยโดย ได้รับความรักความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศแล้ว ยังมี “องค์ ความรู้” (Body of knowledge) ที่ “ครบเครื่อง” “บริบูรณ์” พร้อม ที่จะถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไป นับเป็น “แบบอย่าง” ที่ดีของการสร้างและสืบทอด “ศาสตร์ และศิลป์” ทุกแขนง ไม่เฉพาะเพียงด้านการดนตรีเท่านั้น ในทางการแพทย์มีกรณีที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ คือ กรณีของ “เมโยคลินิก” ของพี่น้อง “เมโย” ที่เริ่มต้นจากการสร้างโรงพยาบาล ให้บริการทางการแพทย์ที่ดีแก่ประชาชน โดยไม่เพียงการใช้ “ศาสตร์ และศิลป์” หรือความรู้ที่มีอยู่เดิมๆ ในการดูแลรักษาคนไข้เท่านั้น แต่ยังมีการ “วิจัยและพัฒนา” (Research and Development) โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรี
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 59 วิธีการรักษาคนไข้ให้มีประสิทธิผลและคุณภาพดียิ่งขึ้น จนถึงจุดหนึ่ง ก็มีความรู้สึกว่า ไม่ควรจะเก็บความรู้ไว้ในวงแคบๆ เท่านั้น จึงเริ่มต้น “การฝึกอบรม” (Training) แก่ “แพทย์ทั่วไป” เพื่อฝึกให้เป็น “แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ” เมื่อมีประสบการณ์ทั้งด้าน “เวชปฏิบัติ” (Medical practice) ที่ดี และการสอนแบบ “ฝึกอบรม” (Training) จนมั่นใจถึงขีด และมี “องค์ความรู้” มากพอจึงเปิดโรงเรียนแพทย์ เพื่อ “สอน” (Teach) นักเรียนให้เป็น “แพทย์” ค�ำว่า “องค์ความรู้” นั้น มักใช้กันพร�่ำเพรื่อ เรียกความรู้เป็น “ชิ้นๆ” (piecemeal) ว่าเป็น “องค์ความรู้” (Body of knowledge) แท้จริงแล้ว “องค์ความรู้” หมายถึง “ชุดที่สมบูรณ์ชุดหนึ่งของกรอบ ความคิด นิยามศัพท์ และกิจกรรมต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวิชาชีพ โรงเรียนแพทย์เมโย
60 ต�ำนานสุนทราภรณ์ แขนงหนึ่ง ตามที่นิยามโดยสมาคมวิชาชีพหรือสมาคมของผู้ทรง ความรู้ที่เกี่ยวข้อง” (A body of knowledge is the complete set of concepts, terms, and activities that make up a professional domain, as defined by the relevant learned society or professional association.) โรงเรียนสุนทราภรณ์การดนตรีถือก�ำเนิดขึ้นด้วยลักษณะ เช่นว่านี้ และค�้ำจุนซึ่งกันและกันกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ให้ เข้มแข็ง มั่นคง ยืนยาว นอกจากโรงเรียนแล้ว ครูเอื้อยังได้ ร่วมก่อตั้ง “ชมรมดนตรี” กับบุคคลส�ำคัญ เช่น ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์, หลวงสุขุมนัยประดิษฐ, นายชมพู อรรถจินดา, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูสง่า อารัมภีร ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น “สมาคมดนตรี แห่งประเทศไทย” และพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งครูเอื้อได้ด�ำรงต�ำแหน่งนายกสมาคมใน ช่วงหนึ่งด้วย (เล่ม ๑ น. ๔๙๙) แท้จริงแล้ว ครูเอื้อมีชีวิตที่ยากล�ำบากและตรากตร�ำท�ำงาน หนักในวัยเด็กและวัยหนุ่ม โดยเป็นเด็กบ้านนอกจากอัมพวา บางครั้งถึงขั้น “อดมื้อกินมื้อ” เล่ากันว่าบางครั้งถึงขั้นต้องไปเก็บ มะขามจากสนามหลวงมาประทังหิว ท�ำให้สมัยหนุ่มผอมมาก และ “ท้องไส้” ก็ไม่ใคร่ปกติ ท้องเสียง่าย นอกจากนั้นยังสูบบุหรี่
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 61 และไป๊ป์ ซึ่งท�ำให้บั้นปลายชีวิตต้องจากโลกนี้ไปด้วยมะเร็งปอด ตลอดชีวิตนักดนตรีที่ “รับราชการ” ตั้งแต่อายุได้เพียง ๑๔ ขวบ จนเกษียณอายุ ครูเอื้อต้องแบกรับทั้ง “งานหลวง” และ “งานราษฎร์” กลางวันท�ำราชการ ตกเย็น-ค�่ำ ต้องไปทั้งเล่นดนตรี ร้องเพลง และ เมื่อตั้งวงดนตรีตอนอายุได้ ๒๙ ขวบ ก็ต้องคุมวงดนตรีซึ่งมีผู้คนอีก นับสิบชีวิตให้ต้องดูแล ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ต้องทั้งหลบระเบิด และอดหลับอดนอนเพื่อแต่งเพลงปลุกใจให้ “ทันใจ” ผู้น�ำ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วย ชีวิตของครูเอื้อจึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งของคติของ ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่บอกว่า “ชีวิตที่ล�ำบาก คือชีวิต ที่เจริญ” รวมทั้งทฤษฎีของ นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ นายแพทย์ ชาวญี่ปุ่นที่เขียนหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง ชื่อ “ยิ่งหิว ยิ่งอายุยืน” และ คติที่ว่า “กินน้อยอยู่นาน” ชีวิตนักดนตรีที่ต้องทนหิวนั้น มิใช่เกิดกับคนทั่วไปเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ก็ทรงพระราชนิพนธ์ เพลงเพลงหนึ่งที่สะท้อนความหิวของนักดนตรี คือ เพลง H.M. Blues ที่คนจ�ำนวนมากเข้าใจผิดว่า คือ His Majesty Blues (ความเศร้าของฝ่าพระบาท) ความจริงคือ Hungry Men Blues (ความเศร้าของคนหิว) เบื้องหลังความมีอายุยืนยาวของครูเอื้อประการหนึ่ง คือ เมื่อ ได้แต่งงานกับ คุณอาภรณ์ กรรณสูต เมื่ออายุได้ ๓๓ ปี คุณอาภรณ์ เป็นศรีภริยาที่ท�ำหน้าที่แม่ศรีเรือน ท�ำหน้าที่ “แม่บ้าน แม่เรือน” อย่างแท้จริง คอยดูแลด้านอาหารการกิน ตามปกติเมื่อไปท�ำงานที่
62 ต�ำนานสุนทราภรณ์ กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งสมัยก่อนอยู่ ตรงหัวถนนราชด�ำเนินกลาง ใกล้บ้าน ปกติทุกวันจะต้องกลับไปกินข้าว กลางวันที่บ้าน โดยคุณอาภรณ์ดูแล ทั้งนักร้อง นักดนตรี ทุกคน ที่ไปเป็น แขกประจ�ำที่บ้านด้วย การที่นักดนตรี นักร้องของ วงสุนทราภรณ์ได้กินข้าวด้วยกัน โดยมีคุณอาภรณ์เป็น “แม่บ้าน” คอยดูแล เป็นปัจจัยส�ำคัญประการ หนึ่งที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างดี กรมประชาสัมพันธ์ ถนนราชด�ำเนิน คุณอาภรณ์ สุนทรสนาน ที่ เปรียบเสมือนอายุวัฒนะที่คอย ดูแลครูเอื้อ และนักร้อง นักดนตรี วงสุนทราภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 63 ในกองทัพ หน่วยงานที่เราเรียกว่า “กองร้อย” นั้น ภาษา อังกฤษเรียกว่า company ที่เรามักใช้เรียก “บริษัท” ธุรกิจนั่นแหละ ค�ำนี้รากศัพท์มาจากค�ำว่า com+pan ซึ่งแปลว่า “ร่วม-กระทะ” หรือ การ “กินข้าวหม้อเดียวกัน” นั่นเอง นัยยะส�ำคัญ คือ การหล่อหลอม ให้มีความรักใคร่สามัคคีกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะต้องเสี่ยงเป็น เสี่ยงตายร่วมกัน นอกจากดูแลเรื่องอาหารการกินแล้ว คุณอาภรณ์ยังดูแลเรื่อง “ธุรกิจ” ต่างๆ เช่น เมื่อห้างแผ่นเสียงตกลงท�ำแผ่นเสียงจ�ำนวนเท่าใด ก็จะต้องไปนับจ�ำนวน และเซ็นชื่อก�ำกับไว้ทุกแผ่น ป้องกันการโกง เมื่อมีการรับเงิน จ่ายเงินให้แก่ผู้ใด คุณอาภรณ์จะลงบัญชีอย่าง ละเอียดป้องกันปัญหามิให้เกิดขึ้น โดยมีการ “เก็บออม” และ “ลงทุน” เช่น ซื้อที่ดินไว้ เป็นต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งและส่วนส�ำคัญที่ท�ำให้วงดนตรีสุนทราภรณ์ ยิ่งใหญ่ มั่นคง และยืนยงมายาวนาน
64 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ดุริยกวีสี่แผ่นดิน 64 ต�ำนานสุนทราภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 65 ๖ ดุริยกวีสี่แผ่นดิน หนังสือชุด “๘๒ ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้” เล่ม ๒ ชื่อว่า “เอื้อ สุนทรสนาน ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” เป็นภาค ขยายความเรื่องราวของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ต่อจากเล่ม แรก ที่ตั้งชื่อว่า “พระเจ้าทั้งห้า ต�ำนานความเป็นมาของ สุนทราภรณ์” ชื่อหนังสือเล่มนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ คำว่า “ดุริยกวี” และคำว่า “สี่แผ่นดิน” คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียกนักแต่งเพลงว่า “คีตกวี” เพราะศิลปะการดนตรีมักเรียกว่า “คีตกรรม” ความจริงนักแต่งเพลงจะมี ๒ ประเภท คือ ผู้แต่งท�ำนอง เพลง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Composer และ ผู้แต่งค�ำร้อง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lyricist
66 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ค�ำว่า Composer เป็นค�ำนาม ค�ำกริยาคือ Compose พจนานุกรม Merriam Webster ให้ความหมายค�ำ compose ว่า to formulate and write (a piece of music) แปลว่า “สร้าง หรือเขียนดนตรี” ส่วน Lyricist นั้น พจนานุกรมฉบับเดียวกันให้ ความหมายหนึ่งของ Lyric ว่า “the words of a song”คือ “ค�ำร้อง ของเพลง” และ Lyricist คือ “a writer of lyrics” คือ “ผู้เขียน ค�ำร้องของเพลง” นั่นเอง ครูเอื้อเป็นทั้งนักแต่งท�ำนองเพลง นักร้อง และนักดนตรี โดย เล่นดนตรีได้หลายชนิด แต่ที่โดดเด่นจนเป็นสัญลักษณ์คือ ไวโอลิน และในความเป็นศิลปินทั้ง ๓ ประเภทนั้น งานที่ครูเอื้อสร้างสรรค์ไว้ มากที่สุดและโดดเด่นที่สุด คือการแต่งท�ำนองเพลง มิใช่นักแต่งค�ำร้อง ของเพลง ครูเอื้อจึงเป็น Composer มิใช่ Lyricist ขณะที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เป็นศิลปินเพลงในฐานะ Lyricist ค�ำสองค�ำนี้ พจนานุกรม Oxford River Books English-Thai Dictionary(พจนานุกรมออกซฟอร์ด-ริเวอร์ บุ๊คส์ อังกฤษ-ไทย) แปล ค�ำ Composer ว่า “นักประพันธ์เพลง ; นักประพันธ์บทกวี” ส่วน Lyricist ให้ความหมายว่า “ผู้แต่งเนื้อเพลง, กวีที่เขียนงานประเภท ระบายอารมณ์” ค�ำถามต่อไปคือ สองค�ำนี้ควร “บัญญัติศัพท์” ภาษาไทยว่า อย่างไร ระหว่าง “คีตกวี” กับ “ดุริยกวี” ค�ำ “คีตะ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้ความหมายสั้นๆ ว่า “เพลงขับ, การขับร้อง” ส่วน “ดุริยะ” ให้ความหมายว่า “เครื่องดีดสีตีเป่า” และ “ดุริยางคศาสตร์” ให้
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 67 ความหมายว่า “วิชาว่าด้วยการบรรเลงเครื่องดุริยางค์ รวมถึงวิชา ว่าด้วยทฤษฎีและการปฏิบัติด้านดนตรี” จึงชัดเจนว่า ส�ำหรับการดนตรีนั้น นักแต่งท�ำนองหรือ Composer ที่มีฝีมือสูงเข้าขั้นกวี ควรเรียกว่า “ดุริยกวี” ส่วนนักแต่ง ค�ำร้อง หรือ Lyricist ที่ฝีมือเข้าขั้นกวี ควรเรียกว่า “คีตกวี” ดังบทกวี “คีตาญชลี” ของ ท่าน รพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งเป็นบทร�ำพึงร�ำพัน ของผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้นพูดกับพระผู้เป็นเจ้าของตนในภาษาอังกฤษ คือ Gitanjali มาจากค�ำว่า “คีตะ” สนธิกับค�ำว่า “อัญชลี” หมายความว่า การอัญชลี คือการไหว้ หรือการกราบไหว้บูชาด้วยบทเพลง จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ คุณไพบูลย์ ส�ำราญภูติ ผู้ใช้นามปากกา “คีตา พญาไท” ยกย่องครูเอื้อเป็น “ดุริยกวี” มิใช่ “คีตกวี” ส่วนค�ำว่า “สี่แผ่นดิน” เป็นประเด็น ของข้อเท็จจริง ที่ครูเอื้อมีชีวิตอยู่ภายใต้ ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ๔ พระองค์ คือ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ถึง รัชกาลที่ ๙ คล้ายคลึงกับ “แม่พลอย” ใน นวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่เกิดในรัชกาล ที่ ๕ และจากโลกนี้ไปในวันที่รัชกาลที่ ๘ สวรรคต คีตาญชลี โดย รพินทรนาถ ฐากูร สี่แผ่นดิน โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
68 ต�ำนานสุนทราภรณ์ แต่มีประเด็นที่ “ดูเผินๆ” อาจมีข้อสงสัย เพราะครูเอื้อเกิดเมื่อ วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ และถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๒๔ อยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ชัดเจน แต่ครูเอื้อเกิดเมื่อ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ อาจมีค�ำถาม ว่าเป็นรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ หรือที่ ๖ เพราะรัชกาลที่ ๕ สวรรคต เมื่อ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ค�ำตอบคือ เมื่อปีที่ครูเอื้อเกิดใน พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้น วันขึ้นปี ใหม่คือวันที่ ๑ เมษายน ฉะนั้น วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงเป็นช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๕๓ มิใช่ต้นปี เมื่อรัชกาลที่ ๕ สวรรคต ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ นับเป็นเดือนที่ ๗ ของ พ.ศ. ๒๔๕๓ เพราะนับต้นปีตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน เมื่อครูเอื้อเกิดในวัน ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงเป็นช่วงเวลาที่รัชกาลที่ ๕ สวรรคต ไปแล้ว ๒ เดือนกับ ๒๙ วัน ครูเอื้อจึงเกิดเมื่อ “ต้นรัชกาลที่ ๖” การที่ตั้งสมญานามครูเอื้อว่า “ดุริยกวีสี่แผ่นดิน” จึงถูกต้องแล้ว คนรุ่นเราอาจเกิดความสับสน เพราะการนับวันตั้งต้นปีใหม่ เป็นวันที่ ๑ มกราคม ตามสากลนิยมเริ่มในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงจบที่เดือนธันวาคม นับรวมจากเดือนแรกคือเดือนเมษายน ฉะนั้น พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงมีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น ทั้งนี้ตาม “พระราชบัญญัติ ปีประดิทิน พุทธศักราช ๒๔๘๓” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๗ หน้า ๔๑๙-๔๒๒ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยมาตรา ๔ วรรคสอง บัญญัติว่า
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 69 “ปีซึ่งเรียกว่า ปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ให้สิ้นสุดลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ที่จะถึงนี้ และปีซึ่งเรียกว่า ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ ให้เริ่มแต่วันที่ ๑ มกราคม ต่อไป” เรื่องราวของครูเอื้อและวงดนตรีสุนทราภรณ์เป็น “ประวัติ- ศาสตร์ระยะใกล้” ซึ่งหลายเรื่องมีลักษณะเป็น “ต�ำนาน” หรือ “เรื่องเล่า” จึงน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่คุณไพบูลย์ได้ใช้ความวิริยะ อุตสาหะ และความอดทนอย่างสูงในการเขียน “ภาคต่อ” จนเป็น หนังสือหนาถึง ๔๖๘ หน้า โดยหนังสือเล่มนี้ “น่าจะมีความถูกต้อง สมบูรณ์ครบถ้วนมากกว่าที่เป็นมา” เพราะคุณไพบูลย์ “ได้รับ ความกรุณาจากท่านที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับครูเพลงแต่ละคน ช่วยตรวจทานเรื่องราวให้เป็นกรณีพิเศษ ... เช่น คุณประสานจิตต์ วาทยะกร กันตังกุล ทายาทพระเจนดุริยางค์, คุณอติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ ทายาทครูเอื้อสุนทรสนาน, คุณสินี ช่วงสุวนิช ทายาทของหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์, คุณวันเพ็ญ บุญทรง ทายาท ของครูเวส สุนทรจามร, รองศาสตราจารย์ นภาภรณ์ อัจฉริยะกุล ทายาทของครูแก้ว อัจฉริยะกุล, คุณอุษา พุกกะเวส ภริยาของ คุณสุรัฐ พุกกะเวส ฯลฯ” (น. ๔๖๗-๔๖๘) จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
70 ต�ำนาานสุนทราาภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 71 ๗ เพลงดี ปี เอื้อ สุนทรสนาน วงดนตรีสุนทราภรณ์ สร้างสรรค์เพลงไว้มากมาย ราว ๒ พันเพลง ซึ่งจำนวนมากอยู่ในความรักและความนิยม ของประชาชนอย่างกว้างขวาง และมีคนจำนวนไม่น้อย นอกจากชอบฟังแล้ว ยังอยากรู้เรื่องราวความเป็นมาหรือ ภูมิหลัง เบื้องหลังของเพลง ทั้งเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟัง เพลงและเพื่อการสนทนากันในหมู่แฟนเพลงหรือใน ครอบครัว จึงแม้จะมีการรวบรวม ศึกษา ค้นคว้า จนออกมา เป็นหนังสือ ๒ เล่ม เนื้อหารวมกันถึง ๑,๑๖๐ หน้าแล้ว ก็ยัง มีเรื่องราวมากมายให้สืบค้นและนำมาเสนอต่อทั้ง แฟนเพลง สุนทราภรณ์และผู้สนใจทั่วไป หนังสือชุด “๘๒ ปี สุนทราภรณ์ ฝากไว้” จึงมีเล่ม ๓ ในชื่อ “๑๐๐ เพลงดี ๑๐๐ ปี เอื้อ สุนทรสนาน”
72 ต�ำนานสุนทราภรณ์ หนังสือเล่มนี้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ห้องพุทธคยา ชั้น ๒๒ อาคารอัมรินทร์พลาซ่า เป็นการโหมโรงก่อนวันเกิดครบ ๑๐๐ ปี ครูเอื้อ ในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นปีมหามงคลของครูเอื้อด้วย เพราะได้รับยกย่องเป็น บุคคลส�ำคัญของโลกจากองค์การยูเนสโก และมูลนิธิสุนทราภรณ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยหนังสือ “๑๐๐ เพลงดี ๑๐๐ ปี เอื้อ สุนทรสนาน” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนั้น หนังสือเล่มนี้ แต่แรก คุณไพบูลย์ ใช้นามปากกา ศรี อยุธยา เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ และเว็บไซต์ผู้จัดการ ออนไลน์มาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ “โดยคัดเลือกเพลงที่ เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบัน การศึกษา ๘ แห่ง คือ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตร เชียงใหม่ ๔ เหล่าทัพ และเพลงอมตะที่เป็นผลงานของครูเอื้อ สุนทรสนาน ในการประพันธ์ ท�ำนอง และการขับร้องในนามของสุนทราภรณ์ แฟนเพลงสุนทราภรณ์จากเว็บไซต์บ้านคนรักสุนทราภรณ์ โหวตมาเป็นหลัก รวมทั้งสิ้น ๑๐๐ เพลง แถมเพลงพิเศษอีก ๖ เพลง รวมทั้งสิ้นเป็น ๑๐๖ เพลง ...” (น. ๓๕๐) แสดงว่าเพลงดี “ในดวงใจ” ของแฟนเพลงสุนทราภรณ์มี มากกว่า ๑๐๐ เพลง จึงแม้ความตั้งใจของคุณไพบูลย์จะต้องการ คัดสรรเพลงเพียง ๑๐๐ เพลง เพื่อให้ตรงกับวโรกาส ๑๐๐ ปี ชาตกาล ครูเอื้อ แต่ก็ต้องยอมรับทั้ง ๑๐๖ เพลง โดยคงชื่อ “๑๐๐ เพลงดี ๑๐๐ ปี สุนทราภรณ์” เอาไว้ ก็เหมือนกับนวนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนรางวัลโนเบล คือ “หนึ่งร้อยปี
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 73 แห่งความโดดเดี่ยว” (One Hundred Years of Solitude) นั้นแท้จริงเวลา ในเหตุการณ์ของนวนิยายเรื่องนี้เกิน ๑๐๐ ปีไปมาก แต่หนังสือก็ยังคงชื่อ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เอาไว้ เพราะตัวเลขที่ถูกต้องแม่นย�ำ แม้จะ ส�ำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่ในทาง วรรณกรรมนั้นตัวเลขประมาณการ ก็ยอมรับได้ คุณไพบูลย์ได้ “เปิดใจ” ไว้ในตอนท้ายเล่มของหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิสุนทราภรณ์ ในการประชุมตอนต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นผู้เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ของวงสุนทราภรณ์เพื่อร่วมฉลองในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล ของครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งก�ำลังมีการเสนอให้ได้รับยกย่องเป็นบุคคล ส�ำคัญดีเด่นของโลกจากองค์การยูเนสโก ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ แสดงว่า หนังสือเล่มนี้มีเวลาเตรียมการราว ๒ ปี ความเป็น “มืออาชีพ” ของคุณไพบูลย์ จึงได้เสนอแนวคิดหลัก คือ Theme หรือ “อรรถบท” โดยตั้งชื่อเพื่อให้สอดคล้องกับ ๑๐๐ ปี ชาตกาลครูเอื้อว่า “๑๐๐ เพลงดี ๑๐๐ ปี เอื้อ สุนทรสนาน” โดย ตั้งกรอบ (Framework) ไว้ใน “เบื้องต้น” ว่า (๑) เป็นผลงานเพลงที่เกี่ยวข้องกับประวัติของวงดนตรีสุนทราภรณ์ เช่น เพลงประจ�ำวง
74 ต�ำนานสุนทราภรณ์ (๒) เป็นผลงานที่เทิดทูนสถาบันชาติให้เกิดความรักชาติ เช่น เพลงปลุกใจต่างๆ (๓) เป็นผลงานที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ บรมราชจักรี- วงศ์ทุกพระองค์ (๔) เป็นผลงานเกี่ยวกับสถาบันการศึกษา โดยคัดเลือกมา เพียง ๘ สถาบันเท่านั้น (๕) เป็นผลงานเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรง เช่น เพลงที่สุนทราภรณ์เป็นผู้ขับร้องทั้งเพลงเดี่ยวและเพลงหมู่ (๖) เป็นผลงานเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนานแต่งท�ำนองร่วมกับ ครูเพลงท่าน อื่นๆ เช่น ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูเอิบ ประไพเพลงผสม, ครูสุรัฐ พุกกะเวส, ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์, ครูศรีสวัสดิ์ พิจิตรวรการ, ครูธาตรี, ครูสมศักดิ์ เทพานนท์, ครูพรพิรุณ และครูเพลงท่านอื่นๆ โดยที่เนื้อหาของ ๑๐๖ เพลง ที่น�ำมาเสนอ เดิมตีพิมพ์เผยแพร่ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ที่ก�ำหนดความยาว “เพียง ๑ หน้า กระดาษเท่านั้น ... จึงต้องศึกษา ค้นคว้า เรื่องราวต่างๆ ของครูเพลง บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ โดยแทรกความคิดเห็นบางประการ ตามความเหมาะสม โดยพยายามที่จะรักษาแนวเขียนตามที่ก�ำหนด เอาไว้แต่เดิม” (น. ๓๖๐) เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้แม้จะมีส่วนที่ซ�้ำกับในเล่ม ๑ และ เล่ม ๒ อยู่ส่วนหนึ่ง แต่ก็มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่ารู้ และผู้เขียนได้น�ำมาเสนอ อย่างน่าอ่าน น่าติดตามตลอดทั้งเล่ม เช่น เพลงคิดถึง ซึ่งจัดเป็น “เพลงที่สุนทราภรณ์ขับร้องได้ไพเราะที่สุด” เชิด ทรงศรี ผู้อ�ำนวย การสร้างภาพยนตร์ชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย เขียนถึงภูมิหลังของ เพลงนี้ว่า
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 75 “ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เขียนขึ้น เพื่อถ่ายทอดความในใจที่ตนเองมีต่อ ‘คุณน้อง’ สาวที่ตนเองหมายปองอยู่ และได้รับแรงเชียร์จาก ครูเอื้อ สุนทรสนาน เพื่อนซี้ที่รู้ใจมากกว่าใครๆ แต่เธอต้องไปแต่งงาน มีครอบครัว กับชายอื่นตามความประสงค์ของ ผู้ใหญ่ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล จึงเขียนบอกเอาไว้ด้วยว่า ‘ผู้แต่งขออุทิศให้แก่ใครคนหนึ่ง ซึ่งนับวันจะห่างจากกันไปทุกที’ จน ชื่อคุณน้องกลายเป็น ขนิษฐา ตัวเอกในบทละครโทรทัศน์เรื่อง ‘คิดถึง’ ที่ครูแก้ว อัจฉริยะกุล แต่งขึ้นในเวลาต่อมา จะเห็นได้ว่า ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ใช้ค�ำว่า ‘คิดถึง’ ซ�้ำกันอยู่ถึง ๑๑ ค�ำ เพื่อตอกย�้ำ และสื่อความในใจให้สาวที่ตนหมายปองอย่างลงตัว ... ความไพเราะและการสื่อความในใจจากเพลง ‘คิดถึง’ นี้ เป็นเหตุให้ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ต้องแต่งเพลงใหม่อีกเพลงหนึ่ง คือ เพลง ลืมเสียเถิดอย่าคิดถึง ขับร้องโดย รวงทอง ทองลั่นธม ... ตามค�ำขอร้องของคุณน้อง ... ซึ่งโทรศัพท์บอกกับครูแก้วว่า ‘ได้ฟัง เพลง ‘คิดถึง’ ทีไร อดร้องไห้ไม่ได้ ท�ำไมต้องแต่งเพลงนี้ ‘ลืมเสียเถิด อย่าคิดถึง’ ดีกว่า จึงเป็นที่มาของเพลงลืมเสียเถิดอย่างคิดถึง” (น. ๒๒๓-๒๒๔) อีกเรื่อง เช่น เรื่องเมืองสามพราน หนังสือเล่มนี้เสนอว่า “ตาม ประวัติในต�ำนานที่เล่าขานกันมาว่าอ�ำเภอสามพรานนี้แต่เดิมเป็น เชิด ทรงศรี
76 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ครอบครัวครูเอื้อ คุณอาภรณ์ สุนทรสนาน 76 ต�ำนานสุนทราภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 77 ป่ารกชัฏ เป็นที่อาศัยของเหล่าสัตว์ป่านานาชนิด รวมทั้งโขลงช้าง ขนาดใหญ่ที่ชอบเข้ามาเหยียบย�่ำหากินในบริเวณนี้ จนกลายเป็นชื่อ ของต�ำบลบางช้างในปัจจุบัน หัวหน้าโขลงช้างนี้ เมื่อเวลาตกมัน จะมีความดุร้ายมาก และน�ำโขลงช้างเข้ามาท�ำลายพืชผลและ ท�ำร้ายชาวบ้าน แต่ชาวบ้านก็ไม่สามารถปราบมันได้ จึงต้องอาศัย ฝีมือของ นายพราน ๓ นาย ที่ข้ามมาตรง คลองปากลัด หรือ วัดท่าข้าม ในปัจจุบัน ช่วยเหลือ บริเวณที่นายพรานทั้งสามปราบ โขลงช้างได้ จึงได้ชื่อว่า สามพราน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา” หนังสือเล่มนี้น�ำเสนอ “ที่สุด” ของเพลงสุนทราภรณ์ไว้หลาย “ที่สุด” โดยเพลงที่ คุณอาภรณ์ กรรณสูต หญิงที่ครูเอื้อ “หมายปอง” ประทับใจมากที่สุดคือ เพลงยอดดวงใจ ที่ขึ้นต้นว่า “ดวงใจคนดี ที่แสนห่วง โศกรุมเร้าทรวงหน่วงเหนี่ยว...” ซึ่งเป็นเพลงที่ “ชนะใจ” คุณอาภรณ์ในที่สุด และได้แต่งงานกันใน ๔ ปีต่อมา
78 ต�ำนาานสุนทราาภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 79 ๘ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล การที่เพลงแต่ละเพลงจะไปถึงหูผู้ฟังได้นั้น จะต้องมี ผู้สร้างและผู้นำเสนอรวม ๕ ส่วนด้วยกัน คือ ผู้แต่งท�ำนอง (Composer) ผู้ประพันธ์ค�ำร้อง (Lyricist) ผู้เรียบเรียง เสียงประสาน (Arranger) นักดนตรี (Musician) และ นักร้อง (Singer) เพลงสุนทราภรณ์มีครูเอื้อเป็นผู้แต่งทำนองหลัก และ ผู้ประพันธ์คำร้องคนสำคัญคือ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ซึ่งมี ผลงานมากมายนับพันเพลง และแทบทุกเพลงเป็นผลงาน ที่งดงาม ประณีต ลงตัว และได้รับความนิยมยกย่องจาก ทั้งในวงการดนตรีและประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ผลงาน และเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงของครูแก้วจึงมีมากมาย และ “คีตา พญาไท” ผู้เขียนหนังสือชุด “๘๒ ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้” ได้นำมาเขียนไว้เป็น เล่มที่ ๔ ในชุดนี้ ซึ่งเป็น เล่มที่ใหญ่ที่สุดเล่มหนึ่ง
80 ต�ำนานสุนทราภรณ์ มีความยาวเฉพาะส่วนเนื้อหาถึง ๘๑๔ หน้า กับส่วนค�ำน�ำและ ค�ำนิยม อีก ๕๒ หน้า มีเนื้อเพลงจ�ำนวนมาก และเรื่องราวภูมิหลัง อันน่าสนใจของเพลงและผู้เกี่ยวข้องมากมาย เต็มอิ่ม ผู้เขียน คือ “คีตา พญาไท” ตั้งสมญานามของครูแก้วว่า “อัจฉริยะคีตกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” เพราะในบรรดานักประพันธ์ เนื้อร้องเพลงของไทย คงไม่มีใครมีผลงานมากเท่า ได้รับการยอมรับ และความนิยมอย่างกว้างขวางมากมายเท่าครูแก้ว โดยผลงานเพลง ของครูแก้วจ�ำนวนมาก ผู้เขียนได้น�ำมาวิเคราะห์ทั้งความและค�ำที่ งดงาม ลงตัว เข้าขั้นเป็น “บทกวี” ซึ่ง “คีตะ” คือ “เพลงขับ” ตาม ความหมายในพจนานุกรม ครูแก้วจึงเป็น “คีตกวี” (ในขณะที่ครูเอื้อ เป็น “ดุริยกวี”) และผลงานมากมายของครูแก้วแสดง “อัจฉริยภาพ” ของครูแก้ว สมนาม “อัจฉริยะกุล” ครูแก้วจึงเป็นคีตกวีอัจฉริยะ และ ผู้เขียนผูกค�ำในสมญานามที่ตั้งให้ว่า “อัจฉริยะคีตกวี” ซึ่งคล้ายคลึง กับนามสกุล “อัจฉริยะกุล” ของครูแก้ว ซึ่งยังคง สระ “ะ” เอาไว้ ส่วนค�ำขยายความว่า “แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” นั้น นัยหนึ่งบ่งบอก ว่าในยุคกรุงรัตนโกสินทร์คงจะไม่มีใครที่มีผลงานยิ่งใหญ่เทียมเท่า ครูแก้วอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งบ่งบอกว่าครูแก้วมีชีวิตและสร้าง ผลงานในยุครัตนโกสินทร์ เหมือนครูเอื้อเป็น “ดุริยกวี” ในยุคสมัย ครอบคลุม ๔ รัชกาล ความจริงแล้ว ผลงานของครูแก้วมากทั้งปริมาณและสูงด้วย คุณภาพและคุณค่า จะหา “คีตกร” ผู้ใดในแผ่นดินสยามเทียมเท่า มิได้ ไม่เพียงในยุคกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 81 ครูแก้ว เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ จึงเป็น รุ่นน้องครูเอื้อราว ๔ ปีเศษ บิดาเป็น ชาวกรีก ชื่อ คอนสแตนติน ปาปายาโนปูโลส ต่อมามีชื่อไทยคือ นายใหญ่ อัจฉริยะกุล แม่เป็นคนไทยชื่อ นาง ล้วน เหรียญสุวรรณ บิดาครูแก้วเป็น คริสต์ แต่ครูแก้วศรัทธาในพระพุทธศาสนา และบิดายอมให้บวช (เล่ม ๔ น. ๔, ๗๗๖) โดยบวชที่วัดมหาธาตุ โดยพื้นฐานครูแก้วเป็นคนกรุงเทพฯ บิดาเป็นคหบดี เปิดห้าง ขายบุหรี่และซิการ์กลิ่นรสต่างๆ อยู่ที่ถนนเจริญกรุง ก่อนจะย้ายไป สร้างตึกใหม่ที่ถนนสี่พระยา ขยายกิจการเปิดโรงงานขนาดใหญ่ บิดามีโอกาสใกล้ชิดกับเจ้านาย เช่น สมเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทางด้านการศึกษา เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนครูสว่าง ในซอยสว่าง ถนนสี่พระยา แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเยนเฮส์ เมมโมเรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนของมิชชันนารี ต่อที่โรงเรียนเซนต์ปีเตอร์ ของชาวอังกฤษ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จนจบชั้นมัธยม ๘ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ครูแก้วแสดงแววอัจฉริยะ ตั้งแต่เมื่อเรียนหนังสือที่โรงเรียน กรุงเทพคริสเตียน สอบภาษาอังกฤษได้คะแนนถึง ๙๙% ทางด้าน ภาษาไทยก็เก่งถึงขั้นแต่งกลอน จนครูยอมรับต่อหน้านักเรียนในชั้น ว่า “มันแน่” เรื่องเพลงก็สามารถร้องเพลงจากละครเรื่อง จันทร์ เจ้าขา ของ พรานบูรพ์ ทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปดูละครในโรงเลย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล
82 ต�ำนานสุนทราภรณ์ และยังแต่งเพลงได้ตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม รวมทั้งแต่งเรื่องสั้นส่งไปลง หนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ ของ เทพ มหาปารยะ (ชื่อเรื่อง “นาถจ๋า”) ครูแก้วอยากเป็นนักเรียนนายเรือ แต่ไม่ผ่านการตรวจโรค เพราะสายตาไม่ดี จึงคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่บิดาป่วยหนัก จึงเข้าไปเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง พร้อมกับเริ่มท�ำงานที่กรมไปรษณีย์โทรเลข ขณะเดียวกันก็เริ่มแต่งเพลง และร่วมคณะละครวิทยุ ครูแก้วร่วมแต่งเพลงกับ ครูเวส สุนทรจามร โดยครูแก้วแต่ง ค�ำร้อง ครูเวสแต่งท�ำนอง มีผลงานร่วมกันหลายร้อยเพลง ซึ่งกลาย เป็นเพลง “ดัง” และเพลง “อมตะ” จ�ำนวนมาก เช่น เพลงพรหม ลิขิต เพลงฟ้าคลุ้มฝน เพลงริมฝั่งน�้ำ เพลงอาลัยลา เพลงค�ำหอม เพลงดอกไม้ใกล้มือ เพลงหงส์เหิน ฯลฯ ต่อมาครูแก้วยังแต่งเพลงร่วมกับ หลวงสุขุมนัยประดิษฐ สร้างเพลง “อมตะ” หลายเพลง เช่น เพลงคะนึงครวญ เพลง ไม่อยากจากเธอ เพลงเมื่อไรจะให้พบ “ครูเพลง” อีกท่านหนึ่งที่ ครูแก้วร่วมแต่งเพลงด้วย คือ ครูนารถ ถาวรบุตร ซึ่งมีเพลง “อมตะ” หลายเพลง เช่น เพลงมาร์ชกองทัพบก เพลงมาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ส่วนเพลง “หวาน” เช่น เพลงอาลัยรัก เพลงลุ่มเจ้าพระยา ครูแก้วแต่งเพลงร่วมกับครูเพลงอีกหลายท่าน เช่น ครูสริ ยงยุทธ ครูสุรัฐ พุกกะเวส ครูสมพงษ์ ทิพยกะลิน ครูธนิต ผลประเสริฐ ครูสมศักดิ์ เทพานนท์ และที่แต่งร่วมกันมากที่สุดก็คือกับ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ทั้งเพลงใน “แนวสุนทราภรณ์” และ “เพลงไทยลูกกรุง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผลงานในยุคต้นๆ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒”
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 83 โดยทั้งสองท่านร่วมกันแต่งเพลงในช่วงต้นๆ ราว พ.ศ. ๒๔๘๓ เรื่อยมา จนครูแก้วลาออกจากวงดนตรีสุนทราภรณ์ไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ (เล่ม ๔ น. ๑๓๑-๑๓๒) เพลงที่ครูแก้วกับครูเอื้อร่วมกันแต่ง มีความ “ลงตัว” และ “งดงาม” เป็นที่ชื่นชมของประชาชนมากที่สุด จน สุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ ที่ร่วมงานกับครูเอื้อทั้งโดยตนเองและคู่ชีวิต คือ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี สรุปค�ำยกย่องไว้อย่างกระชับว่า เพลงที่ถูกใจ ประชาชนมากที่สุดคือ เพลง “ท�ำนอง-เอื้อ เนื้อ-แก้ว” ครูแก้วกับครูเอื้อร่วมกันรังสรรค์เพลงหลากหลายประเภท เริ่มตั้งแต่เพลงปลุกใจตามนโยบายของผู้น�ำประเทศในช่วง สงครามโลกครั้งที่ ๒ เช่น เพลงบ้านเกิดเมืองนอน, เพลงไทยต้องท�ำ, เพลงไทยวิวัฒน์, เพลงสดุดีบรรพไทย, เพลงสร้างไทย; เพลงสดุดี ครูเอื้อ สุนทรสนาน กับ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล
84 ต�ำนานสุนทราภรณ์ เทิดทูนสถาบันพระบรมมหากษัตริย์ เช่น เพลงฑีกายุโก โหตุ มหาราชา, เพลงราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น, เพลงนเรศวรมหาราช; เพลงสอนเด็ก เช่น เพลงหนูเล็ก, เพลงลูกแก้วสกุลไทย; เพลงประจ�ำสถาบันการ ศึกษาต่างๆ; เพลงเกี่ยวกับจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น เพลง กรุงเทพราตรี, เพลงเจ้าพระยา, เพลงผาเงอบ (เขียนตามชื่อเพลง สมัยนั้น), เพลงภูกระดึง, เพลงหาดสงขลา; เพลงที่เกี่ยวกับคติธรรม ที่สะท้อนชีวิตในสังคม เช่น เพลงคนเหมือนกัน, เพลงจังหวะชีวิต, เพลงจันทน์กะพ้อร่วง ฯลฯ น่าเสียดายที่ครูแก้ว มีอายุไม่ยืนยาว ครูแก้วจากโลกนี้ไปเมื่อ วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ สิริรวมอายุได้ ๖๖ ปี ๔ เดือน ๒๓ วัน โดยเสียชีวิตที่โรงพยาบาลบ�ำราศนราดูร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญ เรื่องโรคติดเชื้อ ขณะที่ครูแก้วป่วยและจากไปด้วยโรคไม่ติดเชื้อ โดยช่วงท้ายของชีวิตมีความทุกข์ทรมานอยู่มาก ครูแก้ว อัจฉริยะกุล
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 85 ครูเอื้อเขียนถึงครูแก้วว่า “เราแต่งเพลงด้วยกัน ส่งวิทยุ ด้วยกัน (ยังไม่มีโทรทัศน์) ผมแสดงหน้าเวที แสดงตามงาน โรงภาพยนตร์ ครูแก้วอยู่หลังเวที หลังฉาก ผมพากย์หนัง ครูแก้ว ก็เขียนบทให้ผมพากย์ ครูแก้วเป็นเพื่อนที่ใจกว้าง รักเกียรติ มิตรภาพมาก่อนเงินตรา ผมท�ำงานกับครูแก้ว สบายใจ ได้ผลดีมา ตลอดรอดฝั่ง แล้วผมจะลืมวันเวลาที่ผมได้ท�ำงานร่วมกับครูแก้ว ได้อย่างไร ครูแก้ววางตัวเป็นแก้วประดับวงดนตรีสุนทราภรณ์ จริงๆ”
86 ต�ำนาานสุนทราาภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 87 ๙ ครูสุรัฐ พุกกะเวส หนังสือชุด ๘๒ ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้ เล่มที่ ๕ เป็นเรื่องของ สุรัฐ พุกกะเวส ซึ่ง “คีตา พญาไท” ผู้เขียนตั้งฉายาไว้เป็นชื่อรองของหนังสือว่า “ยอดขุนพล เพลงสุนทราภรณ์” ฉายาดังกล่าวนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในบรรดา “คีตกวี” ผู้รจนาบทเพลง (Lyricist) ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล นับว่าโดดเด่นที่สุด เพราะเป็น “มือชั้น ครู” ที่มีผลงานขั้น “เลอเลิศ” ที่ “อยู่ในหัวใจ” คนไทยจำนวน มากมายแล้ว สุรัฐ พุกกะเวส ซึ่งเป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง ก็มี ผลงานที่เป็นที่ยอมรับอย่างสูงจำนวนมาก นับเข้าขั้นเป็น “ยอดขุนพล” คนหนึ่งของสุนทราภรณ์
88 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ประกาศนียบัตรส�ำคัญที่รับรองความเป็นเลิศในการแต่ง เนื้อเพลงของสุรัฐ พุกกะเวส คือ การได้รับความไว้วางใจให้แต่ง “เพลงพระเจ้าทั้งห้า” ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายในชีวิตของครูเอื้อ โดยคุณสุรัฐ สามารถ “ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความในใจของ ครูเอื้อ สุนทรสนาน ที่มีต่อวงการเพลงไว้อย่างไพเราะ มีความ หมายที่กินใจ” (เล่ม ๕ น. ๑๑๑) นับว่า “ถอดหัวใจ” ของครูเอื้อ ออกมาได้อย่างแท้จริง โดยเนื้อเพลงมีความงาม เปี่ยมด้วยสาระ ส�ำคัญที่ครบถ้วน ชัดเจน (clear) กระชับ (concise) และง่ายแก่ การเข้าถึงและเข้าใจ (simplicity) และครูสุรัฐได้เป็น ๑ ใน ๑๗ คน ที่ครูเอื้อน�ำเข้าเฝ้าพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งเป็นวันครบรอบ ๓๐ ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน เหรียญรูปเสมามีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. โดยนักประพันธ์เพลง ๕ คนที่ได้รับพระราชทานเหรียญดังกล่าว คือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, ครูเวส สุนทรจามร, ครูสุรัฐ พุกกะเวส และ ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ นอกจากเพลงพระเจ้าทั้งห้าแล้ว ยังมีอีกหลายเพลงที่ครูสุรัฐ “ถอดหัวใจ” ครูเอื้อแต่งเป็นเพลงที่โดดเด่นและครองใจผู้คนมากมาย เช่น “เพลงศึกในอก” ที่ขึ้นต้นว่า “เมื่อยามรักเลือนไกล สุดใคร่ หาใดแทน ศึกอื่นหมื่นแสน หรือจักแม้นศึกหัวใจ ความกลัดกลุ้ม รุ่มร้อน จะกินหรือนอนร้องไห้ ร้อนแทบจักขาดใจ สุดเปรียบอันใด กลั้นไว้เต็มทน...”
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 89 และจบลงว่า “เฝ้าห่วงรักลวงเลือน เด่นเดือนนั้นเตือนตา จะคอยอยู่ชั่วฟ้า เฝ้าใฝ่หาคู่ชื่น ได้แต่หวนอาลัย รักก็ไม่เยือนคืน โศกจนเหลือทนกลืน ทุกค�่ำทุกคืน คอยคู่ชื่นคืนมา” เพลงนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง พยายาม “แยก” ให้ คนที่ครูเอื้อหมายปองไปอยู่ต่างจังหวัดห่างไกล ครูสุรัฐจึงถอดหัวใจ ครูเอื้อแต่งเป็นเพลง และครูเอื้อก็ถอดหัวใจแต่งท�ำนองและขับร้อง เอง ส่วนเพลงที่ครูสุรัฐถอดหัวใจตนเองแต่งเนื้อร้อง และครูเอื้อก็ “รู้ใจ” แต่งท�ำนองและร้องเพลงนี้เอง คือ เพลงอุษาสวาท ที่ขึ้นต้นว่า “ยามอุษาฟ้ากระจ่าง ทั่วนภางค์สว่างแล้ว ตื่นนิทราเสียเถิด น้องแก้ว สว่างแล้วนะแก้วตา ....” เนื้อเพลงเป็นการปลุกหญิง คนรักให้ตื่นขึ้นยามเช้าตรู่ เมื่อแสงเงิน แสงทองเริ่มจับขอบฟ้า (พจนานุกรมฯ ให้ความหมายของค�ำอุษาว่า “แสงเงิน แสงทอง, เช้าตรู่, รุ่งเช้า”) แต่เบื้องหลัง เพลงนี้ ครูสุรัฐให้สัมภาษณ์ไว้เองว่า “... เพลงนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ มันก็หนีไม่พ้นความรักหรอก คือ ผม เกิดมีความรัก คุณอุษา บุญยรักษ์ ช่วงนั้นผมเลิกกับภรรยาเก่า เพราะไม่ ค่อยมีเวลาให้เขา คุณอุษาอายุน้อย กว่าผมมาก เพิ่งจบพาณิชย์มา ก็มาของานผมท�ำ เมื่อรับเข้าท�ำงาน คุณอุษา บุญยรักษ์
90 ต�ำนานสุนทราภรณ์ แล้ว ก็เห็นว่าคุณอุษามีความสามารถสูงมาก ท�ำงานได้เท่ากับคน สองคน ก็เกิดชอบพอกัน แต่กว่าจะลงเอยได้ก็นานมาก เพราะเขายัง เป็นเด็กสาว ผมอายุมากแล้ว เขาก็เลยทดสอบใจเรา...” ตอนนั้นครูสุรัฐมีอายุได้ ๓๗ ปี เดิมชื่อ “สุรัสน์” เกิดที่ พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตอนเรียนธรรมศาสตร์ได้สมัคร เข้าไปเป็นนักศึกษาวิชาดุริยางค์ของมหาวิทยาลัย จึงได้เรียนดนตรี กับครูส�ำเภา (เปียโน), ครูพร้อม (ทรัมเป็ต), ครูเล็ก (คลาริเน็ต), ครูสาโรจน์ รุ่งเรือง (แซ็กโซโฟน) และพระเจนดุริยางค์ วงดนตรี ดังกล่าวเป็นวงใหญ่ มีเครื่องดนตรีกว่า ๘๐ ชิ้น ครูสุรัฐได้รับคัดเลือก ให้มีหน้าที่เป่าแตรเดี่ยว เชิญธงชาติสู่ยอดเสาทุกเช้า เวลา ๘.๐๐ น. เป็นประจ�ำทุกวัน ครูสุรัฐเป็นแฟนเพลงของวงดนตรี “กรมโฆษณาการ” ที่ครูเอื้อ เป็นนายวง โดยตั้งวงมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ แล้ว ครูสุรัฐเล่าว่า “คืนไหนก็ตาม พอเพลงใหม่จากวงดนตรีนี้ถูกกระจายเสียงออก อากาศ รุ่งเช้าพวกเราเป็นต้องร้องกันได้ทุกคน เพราะเราจดค�ำร้อง ด้วยชวเลขของพิทแมน ที่เราศึกษากันอยู่ แล้วก็มาต่อท�ำนองกัน ตามโน้ตที่เราเรียนกันอยู่ทุกวัน” เมื่อเรียนจบธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ก็สอบเข้าท�ำงาน ที่ “องค์การโรงแรมและภาพยนตร์” ของส�ำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์ “ด้วยวิชาชวเลข พิมพ์ดีด ซึ่งข้าพเจ้าคะแนนอันดับ หนึ่งเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัย ท�ำให้ต�ำแหน่งประจ�ำแผนกของ ข้าพเจ้าพุ่งปรี๊ดปร๊าดราวกับจรวด” จนได้ต�ำแหน่งเลขานุการองค์การ โรงแรมและภาพยนตร์ ซึ่งผู้อ�ำนวยการขณะนั้น คือ พล.ต.อ.เผ่า
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 91 ศรียานนท์ โดยที่ท�ำงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ อยู่ที่โรงแรม รัตนโกสินทร์ ท�ำให้คุณสุรัฐได้มาใกล้ชิดกับวงดนตรีกรมโฆษณาการ ของครูเอื้อ เพราะ “ผู้น�ำ” ประเทศขณะนั้น มีบัญชาให้วงดนตรี กรมโฆษณาการแต่งเพลงปลุกขวัญประชาชน จึงต้องไปกินนอนอยู่ที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งคุณสุรัฐถูกมอบหมายให้ “ดูแล” ครูเอื้อ และ คณะ ทั้งที่พักและอาหาร ด้วยความรักในดนตรีอยู่แล้ว ท�ำให้ครูสุรัฐได้ฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ของครูเอื้อ เพราะตอนนั้นครูเอื้อมีแต่ “ลูกน้อง” ยังไม่มีลูกศิษย์ ส่วน ครูเวส สุนทรจามร มีลูกศิษย์อยู่แล้วหลายคน เช่น วินัย จุลละบุษปะ, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, ธนิต ผลประเสริฐ, ครูสุรัฐ ก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย ส�ำหรับ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ครูสุรัฐก็ขอ ฝากตัวเป็น “ศิษย์คนแรก” ด้วยเช่นกัน ครูสุรัฐยังเล่าว่า “ข้าพเจ้าได้เปรียบครูแก้ว ที่อ่านโน้ตคล่อง เพียงครูส่งโน้ตมาแผ่นหนึ่งก็เอากลับไปนอนฝันใส่ค�ำร้อง ตั้งชื่อเสร็จ ได้แล้วก็ส่งไป บางเพลงครูก็แก้ บางเพลงก็ผ่านไปเรียบร้อย” เมื่อวงดนตรีกรมโฆษณาการไปแสดงที่โรงภาพยนตร์โอเดียน ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ครูสุรัฐเป็นคนเสนอทางออกให้ตั้งชื่อ วง “สุนทราภรณ์” ขึ้น เพื่อมิให้เป็นวงกรมโฆษณาการ ซึ่งเป็นของ ราชการ ชื่อ วงสุนทราภรณ์ จึงถือก�ำเนิดและเติบโตเรื่อยมา เรื่องราวรายละเอียดของทั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ และครูสุรัฐ พุกกะเวส มีมากมาย ล้วนน่าอ่าน หนังสือเล่มนี้หนารวมแล้ว ๔๘๐ หน้า ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน
92 ต�ำนาานสุนทราาภรณ์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 93 ๑๐ ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ หนังสือชุด ๘๒ ปี สุนทราภรณ์ อนุสรณ์ฝากไว้เล่มที่ ๖ เป็นเรื่องราวของ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ พี่สาวคนโตของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้คือ “คีตา พญาไท” (นามปากกา ของคุณไพบูลย์ สำราญภูติ) ได้ตั้งฉายา ชอุ่ม ปัญจพรรค์ โดยตั้งเป็นชื่อรองของหนังสือเล่มนี้ว่า “คีตกวีผู้สร้างสรรค์ บทเพลงหวาน อันแสนไพเราะ” ซึ่งเป็นสมญานามที่เหมาะสม เพราะชอุ่ม ปัญจพรรค์ แต่งเนื้อร้องของเพลงหวานๆ ไว้ไม่น้อย และหลายเพลงได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น “เพลงถึงเธอ” ซึ่งขึ้นต้นว่า “จ�ำเรียงถ้อย ร้อยค�ำ ท�ำเป็นเพลง ให้วังเวง เสนาะจิต คิดถวิล ...” เป็นเพลงสั้นๆ ด้วยคำกลอนเพียง ๒ บท แต่งทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน ขับร้องโดย รวงทอง ทองลั่นธม เป็นเพลงที่ไพเราะ หวานซึ้ง ตรึงใจผู้คนมายาวนาน โดยเฉพาะถ้าเปิดตอนดึกๆ
94 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเพลงนี้จากความทรงจ�ำ ของหลายคนซึ่งแตกต่างกัน ล้วนน่าสนใจ โดยผู้เขียนเล่าว่า เพลงนี้ “เดิมทีนั้น ตั้งใจจะให้นักร้องฝ่ายชายเป็นผู้ขับร้อง แต่กลับกลายมา เป็นนักร้องฝ่ายหญิงเป็นผู้ขับร้องแทน และได้รับความนิยมอย่าง กว้างขวาง จนกลายเป็นเพลงอมตะ ที่ฟังได้ไม่รู้จักเบื่อ เพราะมีความ ไพเราะมีความหมายที่สอดคล้องต้องกัน และให้อารมณ์ในการฟัง มาก ไม่แพ้เพลงอมตะอื่นๆ เลย” ซึ่งตรงกับข้อความในเว็บไซต์ บ้านคนรักสุนทราภรณ์ เขียนไว้ว่า “... ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เล่าไว้ใน รายการศุกร์กันเถอะเรา ที่ช่อง ๕ ว่า ครูเอื้อท่านแต่งเพลงนี้ให้ท่านขับร้อง แต่ในวันบันทึกเสียง คุณชายถนัดศรี ท่านร้องหลายครั้ง จนเสียงแหบก็ยัง ไม่ถูกใจ จนใกล้เวลาต้องคืนห้อง บันทึกเสียง จึงให้คุณรวงทองมาร้อง คุณรวงทองท่านร้องครั้งเดียวใช้ได้เลย ...” ซึ่งมีผู้ใช้นามว่า “คุณโย่ง” เขียนต่อว่า “คุณพี่รวงทองเคยเล่าต่อให้ฟังว่า เหตุที่นักร้องชาย ท่านนั้น ... ร้องไม่ได้ดีเท่าที่ควร เพราะว่าเมื่อคืนก่อน ‘หนัก’ ไปหน่อย ท่านครูเอื้อฉุนขาด สั่งให้นักดนตรีดึงโน้ตให้สูงขึ้นไปอีก เสียงคุณพี่ รวงทองจึงสูง ใสกังวาน มากครับ” (เล่ม ๖ น. ๑๔๖ - ๑๔๙) หากพิจารณาเนื้อร้อง แม้ผู้แต่งคือ ครูชอุ่ม จะเป็นผู้หญิง แต่เนื้อความจะเป็นของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ครูชอุ่มเขียน เพลงส�ำหรับผู้ชายไว้จ�ำนวนมาก เช่น “เพลงจูบพี่ไม่มีพิษ” ครูชอุ่ม ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 95 ก็เขียนเล่าไว้ในหนังสือ “คอนเสริต์ ๘๒ ปี ชอุ่ม ปัญจพรรค์” ว่า “เพลงนี้ชอุ่ม แต่งเป็นค�ำกลอนให้ครูเอื้อไว้เป็นสิบๆ ปีแล้ว เพิ่งมาใส่ ท�ำนองเพลงเกือบสุดท้าย เมื่อใกล้จากกัน เป็นเพลงที่ผู้ชายว่าผู้หญิง หลายใจ หลายรัก ... เวลาแต่งเพลงชอุ่มมักสมมุติตนเองว่าเป็นผู้ชาย ทุกที ...” (น. ๑๔๔) อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับ เพลงถึงเธอ นี้ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ น่าจะจ�ำ ผิด เมื่อเขียนเล่าไว้ในหนังสือ “รวมเพลงรวงทอง : รวงทอง ทองลั่นธม ครึ่งศตรวรรษ” ว่า “พี่อุ่มแต่งให้น้องเล็กของพี่ ... โดย เฉพาะ เพราะค�ำร้องเป็นความรู้สึกในใจของพี่ ที่มีต่อเพื่อนๆ คนรู้จัก ชอบพอ แฟนหนังสือ และแฟนเพลงทั้งหลาย ...” “น้องเล็ก” ในที่นี้คือ รวงทอง ทองลั่นธม ซึ่งนับถือครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ เป็นพี่ ชื่อเดิมคือ “ก้อนทอง” ชื่อเล่น “เล็ก” ครูชอุ่มคงจ�ำสับสนกับ อีกเพลงหนึ่งซึ่งแต่งให้ “น้องเล็ก” เป็นการเฉพาะ และท�ำให้ “น้องเล็ก” “แจ้งเกิด” ในวงการเพลงฉับพลัน ทันที คือ “เพลงรักบังใบ” ที่ขึ้นต้น ว่า “กามเทพหลอกลวง เสียบศร ปักทรวง ให้ห่วงหา ให้รัก แล้วใยมา ลิดรักรา แรมไกล...” ซึ่งเพลงนี้ครูเอื้อ เขียนไว้ ในหนังสือ “รวมเพลงรวงทอง : รวงทอง ทองลั่นธม ครึ่งศตรวรรษ” ว่า “รวงทองเป็นศิษย์ของผมคนหนึ่งในจ�ำนวน หลายๆ คน ที่ผมภาคภูมิใจมาก ... ตลอดเวลาที่อยู่ในความรับผิดชอบ คุณรวงทอง ทองลั่นธม
96 ต�ำนานสุนทราภรณ์ ของผม ตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ได้เริ่มต้นฝึกหัดร้องเพลงอยู่กับวงสุนทราภรณ์เพียง ๒ ปี ได้ร้องเพลงแรกชื่อรักบังใบ จากค�ำร้องของชอุ่ม ปัญจพรรค์ ร้องส่งวิทยุกระจายเสียง เมื่อสิ้นเสียงเพลงของเธอ บรรดา แฟนเพลงในกรมประชาสัมพันธ์ถึงกับวิ่งกันเกรียวกราวมาขอดูตัว ผู้ร้อง ตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่และผู้อุปการะวงดนตรีได้ให้ความสนใจ โทรศัพท์มาไต่ถามและขอฟังเพลงนี้อีกหลายครั้ง ในรายการเดียวกัน” รวงทอง ทองลั่นธม พบ ครูชอุ่ม ปัญจพรรค์ ครั้งแรกในบ้าน ครูเอื้อ เมื่อพ่อแม่พามาฝากตัวอยู่ในวงสุนทราภรณ์ รวงทองอายุน้อย กว่าครูชอุ่มเกือบ ๑๖ ปี เพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ “พี่อุ่ม” เมื่อมีโอกาส ขอตาม พูลศรี เจริญพงศ์ ไปเที่ยวบางแสน โดยต้องอ้อนวอนขอ อนุญาตอยู่นาน ทีแรกยายจะไม่ให้ไปเพราะต้องไป “ค้างคืน” ด้วย รวงทองเล่าไว้ในหนังสือ “อนุทิน ชีวิตและเพลงของข้าพเจ้า รวงทอง ทองลั่นธม”ว่า “ที่ชายหาดบางแสนนี้เอง ดิฉันได้พูดคุยกับ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ เป็นเวลานาน เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเวลาที่ดนตรี บรรเลงอยู่ ดิฉันปูเสื่อที่นั่งเล่นอยู่ริมทะเล พี่ชอุ่มก็ร่วมไปเที่ยวในคณะ ด้วย เพราะพี่ชอุ่มกับครอบครัวคุณเอื้อ คุ้นเคยกันมาก มีเวลาก็มา นั่งพักคุยกัน พี่ชอุ่มสัญญาว่าจะแต่งเพลงให้ดิฉันร้องที่นี้เอง ... วันแห่งสัญญาก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ... วันนี้คงจะเป็นวันดีมีโชค มาอ�ำนวย เธอจึงน�ำเนื้อเพลงมามอบให้คุณเอื้อและบอกว่า แต่งให้ ดิฉันร้อง ดิฉันอ่านดูแล้วรู้สึกเศร้ามาก ท�ำนองก็แสนเยือกเย็น เป็นเพลงไทยเดิมชื่อเพลง ‘บังใบ’ ” ชอุ่ม ปัญจพรรค์ เล่าไว้ในหนังสือ “คอนเสิร์ต ๘๒ ปี ชอุ่ม ปัญจพรรค์” ว่า “เพลงรักบังใบ แต่งท่ามกลางแดดเปรี้ยงที่บ่อ เลี้ยงปลาที่อ้อมน้อย ขณะที่นั่งอยู่ใต้กะแอ (ไม้ปักมีแผงเล็กๆ บังแดด)
ต�ำนานสุนทราภรณ์ 97 ฮัมท�ำนองเพลงบังใบที่เคยร้องได้อยู่แล้ว แล้วใส่เนื้อร้องลงไปเป็น วรรคๆ ตอนนั้น รวงทอง ทองลั่นธม ก�ำลังจะร้องเพลงเวทีเป็น ครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง เลยพยายามใส่เนื้อเพลงให้เป็นพิเศษ คิดหาค�ำตอนท้ายๆ เพลงให้ซาบซึ้งใจคนฟัง ก็คิดไม่ออก จนเห็นตะวัน ตกดิน เกิดความเศร้า พลันค�ำว่า ‘น�้ำตาตกตามตะวัน’ ก็แวบขึ้นมา ทันที และเป็นค�ำที่พอใจมาก ...” (เล่ม ๖ หน้า ๑๕๘) วรรคท้ายๆ ของเพลงนี้จึงจบลงที่ “น�้ำตาตกตามตะวัน นึกแล้ว หวั่น พรั่นใจ อกเอ๋ย ท�ำฉันใด เล่าเอย ; คู่ชื่นเคยเชย รักร้างเลย แรมรา ยิ่งพาให้หนาวไฉน ; ปองรักอย่างบัวบังใบ ต้องช�้ำหัวใจเรื่อยมา” ต�ำนานเพลงนี้ จึงต่างกันตามความทรงจ�ำในวัยชราของ หลายๆ คน ครูชอุ่มเขียนว่า “อาเอื้อให้พี่แต่งเพลงบังใบให้ “ไอ้ก้อน” ร้อง พี่ก็เอาไปแต่งที่สวนอ้อมน้อยของอาเอื้อ” “ไอ้ก้อน” คือชื่อเล่นที่คนในบ้านครูเอื้อเรียก “รวงทอง” ซึ่งชื่อเดิมคือ “ก้อนทอง”ส่วนรวงทองเล่าว่าเพลงนี้ครูชอุ่ม “น�ำเนื้อเพลง มามอบให้คุณเอื้อ และบอกว่าแต่งให้ดิฉันร้อง” ครูชอุ่มเล่าว่าแต่งเพลงนี้เพราะตอนนั้น “รวงทอง ทองลั่นธม ก�ำลังจะร้องเพลงเวทีเป็นครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง” แต่ครูเอื้อบอก ว่าเพลงนี้รวงทอง “ร้องส่งวิทยุกระจายเสียง ...” ที่กรมประชาสัมพันธ์ ข้อมูลเช่นนี้ในทางวิชาการให้ “ตรวจสอบสามเส้า” (Triangulation) ก็จะกลายเป็นเรื่องเคร่งเครียด แต่จะเป็นเรื่องสนุก เมื่อเป็น “ต�ำนาน”
98 ต�ำนานสุนทราภรณ์ “พี่นี้มีน้อง หนึ่งในดวงใจเท่านั้น หญิงอื่นหมื่นพัน จะมาเทียมทันที่ไหน แต่รักของพี่ซ่อนอยู่ กลางใจ ข้างใน หนึ่งในดวงใจ คือเธอ คนเดียวแท้เทียว” 98 ต�ำนานสุนทราภรณ์