The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sesao16, 2021-01-13 02:15:14

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

การวจิ ัยน้ไี ดร้ ับทนุ สนับสนนุ จากสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

งบประมาณแผ่นดนิ ปี พ.ศ. 2563

ใบรับรองการทาวจิ ยั
การวจิ ัยเชงิ ประเมนิ โครงการ โรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์

สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 16

ช่อื วิจัย : การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพฒั นาครู “หนง่ึ ครู หนง่ึ วิจยั ”
เพ่ือการพัฒนาการเรยี นรู้ของผเู้ รียน โรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ปีการศกึ ษา 2563

..............................................
(นางณัฐพร ผลเกล้ยี ง)

หวั หนา้ กลุ่มบรหิ ารวิชาการ โรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์

.................................................
(นางสาวบงกชรวี รตั นวงศ์)
รองผู้อานวยการฯ กลุม่ บรหิ ารวชิ าการ โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์

……………...…………………………
(นายศักดินันท์ เหมมนั )

ผอู้ านวยการโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์
1 ธนั วาคม 2563

ช่ือวิจัย การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหาร SPDCAR ในการพฒั นาครู “หน่ึงครู หน่งึ วิจยั ”
เพ่ือพัฒนาการเรียนรขู้ องผเู้ รียน โรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์
คณะผวู้ จิ ยั นายบญุ สนทิ ย่ิงกุลมงคล นายยุทธนา ชมเชย นางปยิ าภรณ์ สว่างเพชร
พ.ศ. 2563
หนว่ ยงาน โรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาเขต 16

บทคดั ย่อ

การวิจัยน้ีเป็นวิจัยเชิงประเมินโครงการมีวัตถุประสงค์เพ่ือประเมินระบบบริหาร SPDCAR ในการ
พัฒนาครู “หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ โดยใช้
วธิ กี ารวิจยั เชิงปริมาณ โดยกลุ่มประชากรเป็นครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563
จานวน 143 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้มาด้วยการสุ่มอย่างง่ายจานวน 60 คน เครื่องมือการวิจัยเป็น
แบบสอบถามประเมนิ โครงการ ขน้ั S - study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง P - Plan การ
วางแผน Do - การดาเนินการตามแผน C - Check การตรวจสอบ A - Assessmentค่าเฉลี่ยR -
Report รายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน การแปลผลโดยใช้เกณฑ์ของ
บญุ ชม ศรีสะอาด

ผลการวิจัยสรปุ ตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั โดยแยกเป็นขนั้ ตอนการดาเนินการ ดังน้ี
ข้ัน S – Study โดยมีประเด็นการประเมิน ดังนี้ ท่านเห็นความสาคัญของการทาศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องในการทาวิจัย (  = 4.44 , S.D.= 0.70) ในระดับมาก ท่านศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
กอ่ นทาวจิ ยั เสมอ (  = 4.03, S.D.=0.68) ในระดับมาก ท่านนาผลการวิจัยท่านทามาศึกษาก่อนทาวิจัยใน
ประเด็นปัญหาเดียวกัน(  = 4.02, S.D.=0.63) ในระดับมาก ท่านนาผลการวิจัยของตนเองและผู้อ่ืนมา
เปรียบเทียบความสอดคล้องกับปัญหาท่ีเกิดขึ้นในห้องเรียนเสมอ(  = 3.95, S.D. = 0.62 ) ในระดับมาก
ท่านนาผลการศึกษาครั้งที่ผ่านมาเพ่ือเป็นแนวทางในการศึกษาหรือวิจัยในประเด็นใกล้เคียงกัน (  = 4.05
,S.D. = 0.58) ในระดบั มาก และการประเมนิ ผลโดยรวมขัน้ S - Study(  =4.10, S.D.= 0.67) ในระดบั มาก
ขั้น P - Plan การวางแผน โดยมีประเด็นการประเมิน ท่านนานวัตกรรมมาประชุมวางแผนเพื่อลงสู่การ
ปฏบิ ัตเิ สมอ (  = 4.05, S.D.= 0.53) ในระดับมาก ท่านนานวตั กรรมมาช้แี จงใหส้ มาชิกทราบอยเู่ สมอ
(  = 3.86, S.D.= 0.65)ในระดับมาก ท่านมีแผนการนานวัตกรรมไปใช้อย่างเป็นระบบ(  = 3.97, S.D.
0.62)ในระดับมาก ท่านได้รับการประชุมช้ีแจงการดาเนินการการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการ
พัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนของครูและบุคลากรทางการศึกษา (  =
3.97, S.D.=0.72) ในระดบั มาก การประเมนิ ผลโดยรวมขั้น P - Plan(  = 3.96,S.D.= 0.64) ในระดับมาก

ชั้น D-Do การดาเนินการตามแผน โดยมีประเด็นการประเมิน ท่านปฏิบัติการวิจัยเป็นลาดับขั้นตอน
กาหนดปัญหา นานวัตกรรมมาแก้ปัญหา เก็บขอ้ มลู วิเคราะห์ข้อมูล รายงานผล(  = 4.14, S.D.=0.57) ใน
ระดบั มาก ท่านเหน็ ความสาคัญในการปฏบิ ตั ิการตามแผนอยา่ งย่งิ ในการปฏิบตั ิการวจิ ัยกับการเรียนการสอน
(  = 4.17, S.D.=0.67) ในระดับมาก ท่านดาเนินการนาผลการวิจัยไปปฏิบัติได้ตามแผนท่ีวางไว้ (  =
3.97, SD =0.62) ในระดับมาก ประเมินผลโดยรวมชั้น D-Do (  = 4.09, S.D.=0.63) ในระดับมาก
ข้ัน C - Check การตรวจสอบ โดยมปี ระเดน็ การประเมนิ ทา่ นไดร้ ับการติดตามจากโครงการของงานวิจัย
(  =4.14, S.D.= 0.52) ในระดับมาก ทา่ นไดร้ ับกาลงั ใจในการดาเนนิ การวิจยั จากทีมงานวิจยั หรือผ้บู รหิ าร
(  =4.08, S.D.=0.66) ในระดบั มาก ท่านได้ทากิจกรรมการแลกเปลยี่ นการเรยี นรูจ้ ากทีมงานวจิ ยั
(  =4.06, S.D.= 0.65) ในระดับมาก ท่านได้รับการสนับสนุนทางด้านความรู้/ให้คาปรึกษา/อุปกรณ์/อื่น ๆ
จากงานวิจัย (  =4.0, S.D.= 0.66)ในระดับมาก การประเมินผลโดยรวมข้ัน C - Check (  =4.08 ,S.D.=
0.62) ในระดับมาก ข้ัน A- Assessment โดยมีประเด็นการประเมิน ท่านทราบว่ามีการประเมินทุกคร้ังใน
การทากิจกรรมของงานวิจัย(  = 4.11, S.D.= 0.56) ในระดับมาก ท่านคิดว่าการประเมินในกิจกรรมของ
งานวิจัยทุกครั้งการประเมินได้ครอบคลุมทุกประเด็น (  =4.02, S.D. = 0.63) ในระดับมาก ท่านคิดว่าการ
ประเมินในกิจกรรมของงานวิจัยเกิดประโยชน์ต่องานในการพัฒนางานวิจัย(  =4.20, SD=0.66) ในระดับ
มากท่านได้ทาในเคร่ืองมือเก็บข้อมูลท่ีงานวิจัยได้เก็บข้อมูลจากกิจกรรมงานวิจัยทุกคร้ัง(  = 3.95, S.D. =
0.64) ระดบั มาก และการประเมินผลโดยรวมขนั้ A- Assessment (  =4.07,S.D. = 0.64) ในระดบั มาก
ขน้ั R - Report รายงาน โดยมปี ระเด็นการประเมิน ท่านเก็บข้อมูล นาข้อมูลวิเคราะห์และนาเสนอรายงาน
ในงานวิจัยทุกคร้ัง (  =3.83, S.D.=0.64) ในระดับมาก ท่านทารายงานการวิจัยนาเสนอผู้บริหารหรือผู้ที่
เกี่ยวข้องทุกครั้ง (  =3.83, S.D.=0.71) ในระดับมาก ท่านได้นาผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาใน
การวิจัยคร้ังต่อไปเสมอในประเด็นปัญหาเดียวกัน(  =3.86, S.D.=0.67) ในระดับมาก การประเมินผล
โดยรวมขั้น R - Report (  =3.80, S.D.=0.67) ในระดับมาก การประเมินทุกข้ันระบบบริหาร SPDCAR
โดยรวมทั้งหมด (  = 4.02, S.D.= 0.70) ในระดับมาก

ประกาศคณุ ูปการ

งานวิจัยเล่มน้ี สาเร็จได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งนายศังกร รักชูชื่น ผู้อานวยการสานักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 นายวีระศักดิ์ บุญญาพิทักษ์ นางสาวชาคริยา ชายเกลี้ยง
นางสาวกตัญชลี ทองเจือเพชร ศึกษานิเทศก์ กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการศึกษา
สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 16 นายวิรัช ทองแกมแก้ว อดีตผู้อานวยการโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ นายศักดินันท์ เหมมัน ผู้อานวยการโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
นายเจะหมัน บิลหร่อหีม นางจารึก ตรีวัย นางสาวบงกชรวี รัตนวงศ์ นางนันทวรรณ พันธ์เพชร
รองผู้อานวยการโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ คณะครูงานนิเทศการศึกษา คณะครูงานวิจัยเพ่ือ
พัฒนาคุณภาพการศึกษา กลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ท่ีได้กรุณาให้
คาปรึกษา แนะนาด้านวิชาการ ตลอดจนชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรค และข้อบกพร่องต่าง ๆ
ในระหวา่ งดาเนนิ การวจิ ัย

ข อ ข อ บ พ ร ะ คุ ณ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก า ร ศึ ก ษ า ข้ั น พ้ื น ฐ า น
กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาคัดเลือกโครงการนาผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และสนับสนุน
งบประมาณ คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัยฉบับน้ี ผู้วิจัยขอมอบเป็นกตัญญูตเวทีแด่ บิดา มารดา
ครู อาจารย์ ทกุ ทา่ นที่มีส่วนในการดาเนินการงานวิจัยของโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ตลอดจน
ผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องทุกท่านท่ีกรุณาให้ความช่วยเหลือและเป็นขวัญกาลังใจแก่ผู้วิจัย จนกระท่ังทาให้
งานวิจยั ฉบับน้สี าเร็จลลุ ่วงไปด้วยดี

บุญสนทิ ยิง่ กุลมงคล
ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการพิเศษ
หวั หนา้ งานวิจยั เพื่อพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา

กลมุ่ บริหารวชิ าการ

สารบญั

บทที่ หน้า
1 บทนา 1
ความสาคัญและความจาเป็น ……………………………………………………………………………. 1
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………………………… 5
ประโยชนค์ าดวา่ จะได้รบั จากการวจิ ัย............................................................................ 5
ขอบเขตของการวิจัย…………………………………………………………………………………………. 6
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ………………………………………………………………………………………………. 7
2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กยี่ วข้อง 8
แนวคดิ ทฤษฎีการบริหารคุณภาพ……………………………………………………………………….. 9
งานวิจัยในช้นั เรยี น……………………………………………………………………………………………. 33
คณุ ภาพงานวิจยั ในช้นั เรยี น..................……………………………………………………………….. 52
ปจั จยั ท่ีเกยี่ วผบู้ รหิ าร………………………………………………………………………………………… 62
ปัจจยั เกย่ี วกับครู………………………………………………………..…………………………………….. 87
งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง……………………………………………………………………………………………. 93
กรอบความคดิ ในการวจิ ยั
3 วิธกี ารดาเนินการ 101
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง………………………………………………………………………………… 102
เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการศกึ ษาคน้ ควา้ ……………………………………………………………………….. 102
ขน้ั ตอนการสรา้ งเคร่ืองมือ…………………………………………………………………………………. 102
วธิ ดี าเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ………………………………………………………………………….. 103
การวเิ คราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………..…………………….. 105
สถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………………………. 106
4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 106
108
สัญลักษณท์ างสถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ……………………………………………….. 108
การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู …………………………………………………………………….
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล………………………………………………………………………………….. 108

5 บทย่อ สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 109
บทคดั ย่อ…………………………………………………………………………………………………………..
จดุ ประสงคข์ องการศึกษาค้นคว้า…………………………………………………………………… 116
116
116

สารบัญ(ต่อ)

บทที่ หนา้
5 บทย่อ สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 116
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………………………………………… 116
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการเกบ็ ข้อมลู ……………………………………………………………………… 117
วธิ กี ารดาเนินเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล.............................................................................. 117
สรุปผล....................................................................................................................... .... 117
อภิปรายผล............................................................................................................. ....... 118
ขอ้ เสนอแนะ.................................................................................................................. 122
บรรณานุกรม................................................................................................................... ..... 123
ภาคผนวก...................................................................................................................... ....... 126
ภาคผนวก ก รายชือ่ ผู้เชีย่ วชาญ................................................................................. 127
ภาคผนวก ข ดัชนคี วามสอดคลอ้ งของเครอื่ งมือ......................................................... 129
ภาคผนวก ค เคร่อื งมือเก็บรวบรวมขอ้ มูล................................................................... 132
ภาคผนวก ง ภาพกจิ กรรม.......................................................................................... 135
ภาคผนวก จ ประวตั ผิ ู้วิจยั .......................................................................................... 151

สารบญั ตาราง

ตารางที่ ผลโอเนต็ ระดบั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ปีการศกึ ษา 2560-2562 หน้า
1 ผลโอเนต็ ระดับมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ปกี ารศกึ ษา 2560-2562 3
2 ผลการประเมนิ ขนั้ S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง ของ 3
3 ครูผสู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั
ผลการประเมินขั้น P- Plan การวางแผนงานของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่ 109
4 รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
ผลการประเมินขนั้ D – Do การดาเนินการตามแผน ของครผู ู้สอนโรงเรยี น 110
5 หาดใหญร่ ฐั ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย
ผลการประเมนิ ขนั้ C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่ 111
6 รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจยั
ผลการประเมินข้นั A – Assessment การประเมินผลของครูผ้สู อนโรงเรียนหาดใหญ่ 112
7 รัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย
ผลการประเมนิ ขั้น R- Report รายงานผลของครผู ู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐ 113
8 ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
ผลสรปุ การประเมนิ โครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพฒั นาครู “หนึง่ ครู หนึง่ 114
9 วจิ ยั ” เพอื่ การพฒั นาการเรียนรขู้ องผ้เู รยี น ในโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
115

สารบัญภาพ หนา้
36
ภาพที่
1 ความสัมพนั ธ์ระหว่างวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรแู้ ละการวจิ ยั
ในชน้ั เรยี น

สารบญั แผนภูมิ หนา้
11
แผนภูมทิ ่ี 18
1 วงจรการจดั การ 19
2 วงลอ้ เดมมิ่ง 22
3 กระบวนการ PDCA 22
4 การบริหารคณุ ภาพวงจรเดมมิ่ง 23
5 วงจรการบรหิ ารงาน
6 วงจรการบริหารจดั การเพอ่ื พัฒนาอยา่ งต่อเนือ่ ง

บทที่ 1

บทนา

ความสาคญั และความจาเป็น

แนวคิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 ได้พัฒนาข้ึนที่อเมริกาจากความร่วมมือร่วมใจของภาค
การศึกษา วิชาชพี ระดับประเทศภาคเอกชน สานักงานดา้ นการศกึ ษา รว่ มมอื กอ่ ต้ังเปน็ เครือข่าย องค์กรความ
ร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21th Century Skills) ทักษะท่ีได้จากการ
อภิปรายน้ี ได้ถูกนาไปเผยแพร่เพ่ือให้เยาวชนได้ตระหนักและสร้างทักษะเพ่ือการเรียนรู้เช่นเดียวกับการ
ผลักดันการปฏิรูปการเรียนรู้ ของ เซอร์เคน โรบินสันนักการศึกษาระดับโลก ที่ได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดด้าน
การศึกษาในศตวรรษที่ 21 (Changing Education Paradigms) จากการจัด การศึกษาแบบโรงงานมาเป็น
การเรียนรู้ระบบการเรยี นการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีความคิด สร้างสรรค์ทันกับบริบทโลกที่เปล่ียนแปลง
ไป สรุปทักษะเป็นอักษรย่อ คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 3R 4C ประเทศไทย ได้นาแนวคิดทักษะการ
เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยการริเร่ิมผลักดันของ ศ.นพ วิจารณ์ พานิช โดยมุ่งเน้นในการเตรียมความพร้อม
ของครูและนักเรียน ในการเปล่ียนวิธีคิด มุมมอง กระบวนการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้มีทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 คอื ทักษะการเรยี นรู้ (Learning Skill) เนน้ รูปแบบการเรียนการสอน (วิจารณ์ พานิช, 2555)
ท่ปี ระกอบดว้ ยเน้อื หาสาระวชิ า (Content)และการออกแบบกจิ กรรมทชี่ ่วยใหน้ กั ศึกษาประเมินการเรียนรู้ของ
ตนเองได้โดยสาระวิชาหลัก (Core Subjects) ซ่ึงเป็นเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ(Interdisciplinary) ทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 21 ความรู้ เก่ียวกับโลก (Global Awareness) ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ การ
เป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) ความรู้ด้านการ
เป็นพลเมืองท่ีดี ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม(Environmental Literacy) ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม คือ
ความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะการเรียนรู้ศตวรรษท่ี 21 คือ การเรียนรู้ 3R X 7C, 3R คือ
Reading คอื การอ่านออก Writing คือ ความสามารถในการเขียน Arithemetics คือ ความสามารถในการคิด
ไดแ้ ก่ ทกั ษะการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ ทักษะการแก้ปญั หา ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ทักษะ
ด้านความเข้า ใจความต่างวัฒนธรรม กระบวนทัศน์ ทักษะด้านความร่วมมือ การท างานเป็นทีม และภาวะ
ผนู้ า ทกั ษะ ด้านการส่ือสารสารสนเทศ และรูเ้ ท่าทันส่ือ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะ
อาชพี และทักษะการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 จึงเน้นที่การออกแบบรูปแบบการเรียนการ
สอนให้ มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะการเรียนรู้ และสมรรถนะที่นักเรียน สามารถฝึกฝนตนเอง การเรียนรู้ใน

ศตวรรษท่ี 21 จึงเป็นการข้ามสาระวิชา ไปสู่การเรียนรู้ ทักษะการเรียนรู้ท่ี 21 โดยครูจะต้องฝึกตนเองเป็น
โค้ช (Coach) และอานวยความสะดวก ประสานประโยชน์แก่นักเรียน (Facilitator) มาตรฐานการศึกษาใน
ศตวรรษท่ี 21 จึงมุ่งเน้นท่ีการเรียนเนื้อหาลึกซ้ึงและความเชี่ยวชาญ การมีส่วนร่วมของของนักเรียน ข้อมูล
เครื่องมือการเรียนรู้ ท่ีนักเรียนได้เรียนรู้จากผู้เช่ียวชาญ ซึ่งมีการเรียนรู้ท่ีหลากหลายรูปแบบ ครูจึงต้องมีแนว
ทางการสอนเพ่ือให้นักเรียนสามารถที่จะมีความรู้และได้ฝึกฝนตนเอง ไปด้วย รู้จุดอ่อนจุดแข็งของนักเรียน
สร้างโอกาสให้นักเรยี นเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริง รู้จักการทางาน เป็นทีม พฤติกรรมของครูและนักเรียน
ในช้ันเรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ พบว่า นักเรียนจะมีการ ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับภาพรวมบรรยากาศ
การสอนในช้ันเรียน พฤติกรรมของนักเรียนเป็นไปในทาง เดียวกันส่วนทัศนคติของนักศึกษามีท้ังด้านลบและ
บวก และลบผลการวิจัยยังพบว่าทัศนคติยังมีความ แตกต่างกันขึ้นกับเพศด้วย (Kathryn A.S Lancaster
(2001), Susan M Mcmanus & Maribeth Gettinger (1996), Surendan Er,Bengu Aksu Atac (2014),
Brady & Tsay (2012) ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 คือ (วิจารณ์ พานิช, 2555) ที่ประกอบด้วยเนื้อหา
สาระวิชา (Content) และการออกแบบกิจกรรมท่ีช่วยให้นักศึกษาประเมินการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยสาระ
วิชาหลัก (Core Subjects) ซึ่งเป็นเน้ือหาเชิงสหวิทยาการ(Interdisciplinary) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
ความรู้ เก่ียวกับโลก (Global Awareness) ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ การเป็น
ผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)ความรู้ด้านการเป็น
พลเมืองท่ีดี ความรู้ด้านส่ิงแวดล้อม(Environmental Literacy) ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม คือ
ความคดิ รเิ ริม่ สรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม

การพัฒนาในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ยังมีผลการพัฒนาไม่สอดคล้องกับการพัฒนาการเรียน
การสอนท่ีใหส้ อดคลอ้ งกบั ทกั ษะมาตรฐานการศกึ ษาในศตวรรษท่ี 21 โดยข้อมูลในคะแนนโอเน็ตนับว่าเป็นตัว
บ่งชี้หนึ่งดังข้อมูลคะแนนเฉล่ียโอเน็ต 3 ปีย้อนหลังเมื่อเทียบกับระดับประเทศ ปีการศึกษา 2561- 2562
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรียนจากการสอบ O-Net ดังน้ี

ตารางท่ี 1 ผลโอเน็ตระดบั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2560-2562

ชอื่ รายวชิ า ผลคะแนน O-NET เฉล่ีย ปีการศึกษา
2560 2561 2562
ภาษาไทย ระดับประเทศ ระดบั รร. ระดับประเทศ ระดบั รร. ระดับประเทศ ระดับ รร.
คณิตศาสตร์ 49.35 54.38 47.31 48.30 42.21 46.27
วทิ ยาศาสตร์ 24.53 22.33 30.72 25.58 25.41 22.77
อังกฤษ 29.37 28.65 30.51 28.39 29.20 28.12
สังคม 28.31 28.84 31.42 28.74 29.20 27.01
37.40 35.23 35.16 34.75 35.72 36.30

ตารางที่ 2 ผลโอเน็ตระดบั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศกึ ษา 2560-2562

ผลคะแนน O-NET เฉลย่ี ปีการศึกษา

ช่อื รายวิชา 2560 2561 2562

ระดบั ประเทศ ระดบั รร. ระดับประเทศ ระดบั รร. ระดับประเทศ ระดับ รร.

ภาษาไทย 48.29 49.40 54.42 56.42 55.14 58.14

คณติ ศาสตร์ 26.30 24.02 30.04 28.56 26.73 25.12

วทิ ยาศาสตร์ 32.28 31.46 36.10 36.39 30.07 29.35

อังกฤษ 30.45 29.29 29.45 28.32 33.25 33.24

จากข้อมลู คะแนนโอเน็ต 3 ปีย้อนหลังและเม่ือเทียบกับระดับประเทศแล้วพบว่า ผลการสอบโอเน็ต
บางวิชา และสว่ นใหญ่จะมีการพัฒนาท่ีลดลงและมรี ะดบั ตา่ กวา่ คะแนนเฉลีย่ ระดบั ประเทศ

การพัฒนาการเรียนการสอนที่ใหส้ อดคล้องกบั ทกั ษะมาตรฐานการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 และเข้าถึง
ผเู้ รียนในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์จะต้องอาศัยครูและบุคลากรทางการศึกษาท่ีมีความรู้ความสามารถ
และเอาปัญหาที่เกิดขน้ึ มาวเิ คราะหห์ าตน้ เหตุของปญั หา นาผลการวเิ คราะหป์ ญั หามาแก้โดยการนาผลการวิจัย
ท่ไี ดม้ นี ักวิจยั หลายท่านไดจ้ ัดทาไว้แล้วซ่ึงมีผลดีมากมาย นาผลการวิจัยเหล่าน้ีไปแก้ปัญหาเพ่ือพัฒนาผู้เรียน
ไปในทางกระบวนการวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้นและให้สอดคล้องกับการจัดการระบบบริหารคุณภาพ SPDCAR
การนาผลวิจัยในห้องเรียนท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาการการเรียนการสอนของครูซ่ึงเป็นผลงานวิชาการที่ครูได้
ดาเนินวิเคราะห์ วิจัยเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียนที่เป็นกระบวนการและได้จัดทาข้อมูลเป็นรายงานการวิจัยของครู

และบุคลากรทางการศึกษาในแตล่ ะคนนนั้ ได้นาผลงานวจิ ัยมาแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ นาส่วนดีมาปรบั ใช้เพื่อให้เกิด

ประโยชน์ในการจดั การเรยี นรู้ในห้องเรยี นของตนเองต่อไป

โครงการการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพื่อการ
พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ เป็นการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคนิคการ
สอนของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อใช้ในการแก้ปัญหานักเรียนในห้องเรียน ส่งผลให้มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนให้สูงข้ึนโดยกระบวนการ SPDCAR ดงั น้ี

ขน้ั ท่ี 1. S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ ง

คุณครูที่ร่วมทาโครงการนาผลการวิจัยไปใช้ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องโดยเฉพาะ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเพื่อให้นานวัตกรรมจากงานวิจัยมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์และ
เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละคนได้ดาเนินทีเกิดจากการเรียนการสอน หรืออีกนัยหนึ่งคือการศึกษาปัญหาที่
เกดิ ขึ้นในการจัดการเรียนการสอนทผี า่ นมาเพือ่ นาข้อมูลมาปรับใช้ในการปรบั ปรุงในภาคเรียนตอ่ ไป

ขั้นท่ี 2 P- Plan การวางแผนงาน
คุณครูเม่ือศึกษาข้อมูลท้ังข้อมูลจากปัญหาและข้อมูลจากการศึกษานวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัยมา
ประชุมวางแผนงานการดาเนินการ วางแผนการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผล พร้อมทั้งผู้รับผิดชอบโครงการช้ีแจง
ขั้นตอนการดาเนินการให้ ผบู้ รหิ ารและสมาชกิ เข้าใจผลการดาเนินการ

ข้นั ที่ 3 D – Do การดาเนนิ การตามแผน
ครูผู้ดาเนินการวิจัยที่นาผลการวิจัยมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้ดาเนินการตามกระบวนกา ร
ต่อไปนี้

-กาหนดปัญหา -นานวตั กรรมมาแกป้ ัญหา -เกบ็ ขอ้ มูล -วเิ คราะหข์ ้อมูล -รายงานผล

ข้นั ท่ี 4 C- Check การตรวจสอบ ให้
ผู้ รั บผิ ดช อ บโ คร งก า รไ ด้ด าเ นิ นก าร ตร ว จส อบ ผ ล ก าร ดา เนิ น กา ร แ ก้ ปัญ หา ที่เ กิ ดข้ึ น
กาลังใจ สนับสนุน ผวู้ ิจยั ให้บรรลเุ ป้าหมายทีว่ างไว้

ข้ันที่ 5 A – Assessment การประเมินผล
กรรมการผู้รับผิดชอบโครงการวัดประเมินผลการดาเนินการการนาผลการวิจัยไปใช้เพื่อให้เกิด
ประโยชน์ โดยเครื่องมอื ที่คณะกรรมการสร้างขึ้น

ข้ันท่ี 6 R- Report รายงานผล นาผลการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์และเขียนรายงานผลแก่ผู้เกี่ยวข้อง
ทราบ และเป็นข้อมลู ในการศกึ ษาปีการศึกษาต่อไป

ดังนั้นคณะผู้ประเมินโครงการได้ดาเนินการกิจกรรมน้ีด้วยตนเอง โครงการดาเนินการประสบ
ความสาเรจ็ จะดูผลปลายปี เพ่ือดูผลลัพธ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ในการดาเนินโครงการนี้ได้
ดาเนินการมาถึง 1 ภาคเรียน ผู้ดาเนินการเห็นความสาคัญของกระบวนการบริหารจัดการของระบบบริหาร
SPDCAR เป็นระบบท่ีโรงเรียนดาเนินการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาโรงเรียนและนาไปสู่การได้รับประกัน
คุณภาพ Obec QA ดังน้ันผ้ปู ระเมนิ จะประเมินกระบวนการ SPDCAR ในการบรหิ ารจัดการของโครงการนี้

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย

การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการประเมินโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึง
ครู หนงึ่ วิจยั ” เพ่ือการพฒั นาการเรยี นรขู้ องผู้เรียน โรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ในประเด็นตอ่ ไปน้ี

1. เพื่อประเมินข้ัน. S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวิจัย

2. เพื่อประเมินข้ัน P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ัย

3. เพ่ือประเมินข้ัน 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา
สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย

4. เพ่ือประเมินข้ัน C- Check การตรวจสอบของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ยั

5. เพื่อประเมินข้ัน A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา
สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั

6. เพื่อประเมินขั้น R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ัย

ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รบั จากการวิจัย

1. สามารถพัฒนาระบบการบริหารกระบวนการ SPDCAR ในการพฒั นาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 16

2. สามารถตรวจสอบระบบบริหารกระบวนการ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนงึ่ ครู หน่ึงวิจยั ”
การพัฒนาการเรียนรขู้ องผเู้ รียน โรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ ให้มีคณุ ภาพ

ขอบเขตของการวิจยั

1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคร้ังน้ี เป็นครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ สังกัด
สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 16 ปีการศกึ ษา 2563 จานวน 156 คน

2. กลมุ่ ตวั อย่างทใี่ ช้ในการศกึ ษาคร้ังน้ี เปน็ ครูผ้สู อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ ปีการศึกษา
2563 สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 16 ไดม้ าโดยการสุ่มอยา่ งง่าย จานวน 60 คน

3. ระบบบริหารกระบวนการSPDCAR ในการพฒั นาครู “หน่ึงครู หนึ่งวจิ ยั ” การพฒั นาการ
เรียนรู้ของผ้เู รียน โรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ซ่ึงประกอบดว้ ย

3.1 S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั
ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวิจยั

3.2 P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ัย

3.3 D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครูผูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย

3.4 C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ในกระบวนการ
ทาวจิ ัย

3.5 A – Assessment การประเมนิ ผลของครูผู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวิจัย

3.6 R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรคใ์ นกระบวนการ
ทาวจิ ัย

4. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการประเมินในคร้ังนี้ เป็นแบบประเมนิ ทผ่ี ู้วิจัยสร้างข้ึน แบบประเมินประเมินขั้น
SPDCAR

5. เกณฑก์ ารประเมินใชเ้ กณฑ์ ตดั สินโดยเกณฑข์ องเบสท์

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

1. ระบบบรหิ ารกระบวนการ SPDCAR หมายถงึ กระบวนบริหารจดั การในระบบการบริหารจัดการ
คณุ ภาพเปน็ ระบบการทางานของโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ประกอบด้วย

1.1 S – Study หมายถงึ การศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้องของครผู ู้สอนโรงเรียน
หาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย

1.2 P- Plan หมายถึง การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจยั

1.3 D – Do หมายถึง การดาเนินการตามแผนของครูผสู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชา
สรรค์ในกระบวนการทาวิจัยครูผู้ดาเนินการวิจัยท่ีนาผลการวิจัยมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้ดาเนินการ

ตามกระบวนการต่อไปนี้
- กาหนดปัญหา
- นานวตั กรรมมาแก้ปัญหา
- เกบ็ ขอ้ มูล
- วิเคราะห์ข้อมลู
- รายงานผล

1.4 C- Check หมายถึง การตรวจสอบของครูผสู้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ัย

1.5 A – Assessment หมายถึง การประเมินผลของครูผ้สู อนในโรงเรียนหาดใหญ่รฐั
ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ยั

1.6 R- Report หมายถึง รายงานผลของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ยั

2. หน่ึงครู หนึ่งวิจัย เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน หมายถึง โครงการที่งานวิจัยเพื่อพัฒนา
การศกึ ษา ของโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ ไดจ้ ัดทาขนึ้ เพ่ือพฒั นาครูในการทาวจิ ยั

3. ครูผูส้ อน หมายถงึ ครโู รงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ท่ที าหน้าท่ีการจัดการเรียนการสอน

4. แบบประเมนิ หมายถึง เคร่อื งมอื ท่ผี ู้วิจยั สรา้ งขน้ึ เพ่อื ประเมนิ โครงการการใชร้ ะบบ บรหิ ารระบบ

SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หน่ึงวิจัย” ในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐ

ประชาสรรค์ สงั กัดสานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 16

5. ผเู้ ชีย่ วชาญ หมายถึง ผูท้ ีม่ คี ณุ วฒุ ติ งั้ แต่ปริญญาตรีและมีวิทยฐานะครชู านาญการพิเศษขึน้ ไป

8

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง

ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารท่ีเป็นแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวกับ
ปัจจัยท่ีส่งผลโครงการการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่ง
วิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ เพื่อเป็นแนวทางใน
วจิ ยั เชงิ ประเมินโครงการ ตามหวั ข้อต่าง ๆ ดังน้ี

2.1 แนวคดิ ทฤษฎีการบรหิ ารคณุ ภาพ
2.1.1 การบริหารคณุ ภาพโดยใช้วงจรคณุ ภาพ

2.2 งานวจิ ัยในชน้ั เรียน
2.2.1 ความหมายของการวจิ ยั ในช้นั เรยี น
2.2.2 ความสาคญั ของการวจิ ัยในช้ันเรียน
2.2.3 ขอบเขตการทาวิจยั ในชน้ั เรียน
2.2.4 กระบวนการทางานวิจยั ในชน้ั เรยี น
2.2.5 ความรูค้ วามเข้าใจการวิจัยในช้ันเรยี น
2.2.6 รูปแบบและการพัฒนารูปแบบ

2.3 คุณภาพงานวิจัย
2.3.1 แนวคดิ เกี่ยวกบั คณุ ภาพงานวิจัยในชนั้ เรยี น
2.3.2 เกณฑก์ ารประเมินคณุ ภาพงานวจิ ยั ในช้ันเรียน

2.4 ปัจจัยทเ่ี กี่ยวผูบ้ รหิ าร
2.4.1 ภาวะผู้นาทางวิชาการ
2.4.2 การกาหนดกลยทุ ธ์/นโยบายเกีย่ วกับวจิ ยั ในช้นั เรยี น
2.4.3 การวางแผนงานวจิ ยั ในช้นั เรียน
2.4.4 การจดั บรรยากาศทเี่ อ้อื ตอ่ การวจิ ยั ในชั้นเรียน
2.4.5 การให้การสนบั สนนุ การทางานวจิ ยั ในชัน้ เรียน

2.5 ปัจจัยท่ีเกยี่ วกบั ครู
2.5.1 ความรคู้ วามเข้าใจเกย่ี งกบั การทางานวิจัยในชั้นเรยี น
2.5.2 ทักษะการทางานวจิ ัยในชนั้ เรยี น
2.5.3 ทศั นคติ ทีม่ ตี อ่ การทางานวจิ ัยในชน้ั เรียน

2.6 งานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง

9

2.7 กรอบความคิดในการวิจยั

2.1 แนวคดิ ทฤษฎกี ารบรหิ ารคณุ ภาพ

2.1.1 วงจรคุณภาพ (PDCA)

การบริหารงานอย่างมีคุณภาพหรือวงจรคุณภาพ (PDCA) จัดเป็นกิจกรรมปรับปรุงและ
พัฒนางานให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย การวางแผน การดําเนินการตามแผน การตรวจสอบ
และการปรับปรุงแก้ไข ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าหน่วยงานทางการศึกษาและนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึง
วงจรคุณภาพ (PDCA) โดยนําเสนอแยกเป็นประเด็นสําคัญ ได้แก่ ประวัติความเป็นมา หลักการของ
วงจรคุณภาพ วงจรคุณภาพกับการประยุกต์ใช้เพ่ือการศึกษา ดังน้ี

ประวัติความเป็นมา

แบงค์ (Bank อ้างถึงใน เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ, 2545, หน้า 89-91) กล่าวถึง ประวัติของ
เดมมิ่งว่าเป็นท่ีรู้จักกันแพร่หลายในหลักการบริหารท่ีเรียกว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) หรือ วงจรเดมม่ิง
ซ่ึงเป็นช่ือท่ีใช้แทนกันกับการจัดการคุณภาพ เพราะเขาเป็นคนผลักดันให้ผู้บริหารญ่ีปุ่นยอมรับแนวคิด
ในการจัดการคุณภาพ และเป็นคนแรกท่ีมองว่าการจัดการคุณภาพเป็นกิจกรรมขององค์กรท้ังหมด
ไม่ใช่แค่งานตรวจคุณภาพตามท่ีกําหนดหรือเป็นงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการประกันคุณภาพ และ
เป็นคนแรกท่ีระบุว่าคุณภาพเป็นความรับผิดชอบทางการบริหารของผู้บรหิ าร

เดมม่ิงเกิดท่ีเมืองซูส์ (Sioux) รัฐไอโอวา เม่ือวันที่ 14 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2443 เขาจบปริญญา
ตรีฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยไวโอมิง ได้ปริญญาเอกฟิสิกส์คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเยล เมื่อปี
พ.ศ. 2471 ในระหว่างปี พ.ศ. 2471-2482 เขาทาํ งานอยู่กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ต่อมาปี
พ.ศ. 2482-2488 ทํางานอยู่ที่สํานักสํามะโนประชากรอเมริกัน และโรงงานอุตสาหกรรมอาวุธของ
สหรัฐอเมริกา ในช่วงปี พ.ศ. 2489 จนกระทั่งถึงเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2536 เดมมิ่งเป็นศาสตราจารย์
ทางสถิติอยู่ท่ีมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

ช่วงต้นปี พ.ศ. 2483 เดมมิ่งได้พบกับชิวฮาร์ต (Schewhart) นักสถิติที่ห้องทดลองของ
บรษิ ทั เบลล์ เทเลโฟน ในนิวยอร์ก ต่อมาได้รับความคิดเรื่องการควบคุมทางสถิติและความแปรปรวนเชิง
สมุ่ ของกระบวนการทาํ งาน (random variation of a work process) มาจากชิวฮาร์ต ในภายหลัง
เดมมิ่งเริ่มตั้งตัวเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในการผลิต เดมมิ่งออกไปบรรยาย
เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพในโรงงานท่ัวสหรัฐอเมริกา แต่ในเวลานั้นผู้บริหารในสหรัฐอเมริกาให้ความ
สนใจเดมมิ่งไม่มาก

เดมม่ิงไปญี่ปุ่นเม่ือ พ.ศ. 2490 สืบเน่ืองมาจากหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 นายพลแม็ก อาร์เธอร์
(Mac Arthur) ผู้บัญชาการกองกําลังทหารสหรัฐอเมริกาที่ยึดครองญี่ปุ่นอยู่ได้ไล่ผู้บริหารระดับสูง
และระดับกลางของบริษัทใหญ่ ๆ ของญ่ีปุ่นออก โทษฐานที่คนเหล่านั้นเข้าไปพัวพันกับสงครามเสร็จ

10

แล้วก็หนุนคนรุ่นใหม่ข้ึนมาบริหารแทน นายพลแม็ก อาร์เธอร์ ได้ขอความช่วยเหลือทางวิชาการมายัง
สหรัฐอเมริกา เริ่มจากการขอให้สหรัฐอเมริกาช่วยส่งคนไปทําสํามะโนประช ากรที่ญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกาจงึ ได้สง่ เดมม่ิงไป ตอนน้ันเดมม่งิ เร่ิมประสบความสําเร็จมาบ้างแล้วจากการใช้วิธีการสุ่ม
ตัวอย่าง (sampling methods) และเทคนิคการควบคุมทางสถิติเพื่อเพิ่มผลผลิตอุตสาหกรรมใน
สหรฐั อเมริกา เดมม่ิงจงึ นําเทคนคิ การควบคมุ ทางสถติ ิมาเผยแพรท่ ีญ่ ป่ี ุ่นด้วย

ในเวลา 3 ปตี อ่ มา สหภาพนักวทิ ยาศาสตรแ์ ละวศิ วกรญ่ีปุ่นได้เข้ามาให้ความสนับสนุนเดมมิ่งใน
การเผยแพร่ความคิดเร่ืองคุณภาพและการเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิต จนกระท่ังเดมม่ิงสามารถตั้ง
กลุ่มผู้บริหารหลัก เพื่อกระจายความคิดออกไปสู่ผู้บริหารอื่น ๆ ใน พ.ศ. 2493 มีผู้บริหารมาเข้าร่วมถึง
400 กว่าคน ผู้บริหารที่อยู่ในกลุ่มน้ีล้วนแต่เป็นผู้นําในบริษัทสําคัญ ๆ เช่น โซนี นิสสัน มิซูบิชิและโต
โยต้า สาเหตุท่ีทําให้เดมมิ่งประสบความสําเร็จก็เนื่องมาจากคนญ่ีปุ่นได้สนใจการควบคุมคุณภาพด้วย
วิธีการทางสถิติมาก่อน แต่ยังขาดทฤษฎี ทฤษฎีการควบคุมทางสถิติของเดมมิ่งทําให้คนญี่ปุ่นเข้าใจ
สามารถนาํ ไปประยกุ ตใ์ ชก้ ับการปฏบิ ัตงิ านได้ คนญี่ปนุ่ จงึ ยอมรบั แนวทางของเดมมิ่ง นับว่าเดมมิ่งได้มี
ส่วนช่วยพัฒนาอุตสหกรรมญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ต่อมาในภายหลังญ่ีปุ่นจึงต้ังรางวัลเดมมิ่ง
(Deming Prize or Deming Award) ให้กับบริษัทที่มีผลงานดีเด่นในด้านคุณภาพมาตั้งแต่ พ.ศ.
2494 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2523 โทรทัศน์เอ็นบีซีจึงนําเอาผลงานของเดมมิ่งกลับไปเผยแพร่ใน
สหรัฐอเมริกา ยกย่องให้เดมมิ่งเป็น “บิดาแห่งคล่ืนลูกที่สามของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (father of
the third wave of the industrial revolution)” ช่ือเสียงของเดมม่ิงจึงเป็นท่ีรู้จักกันท่ัว
สหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ในสหรัฐอเมริกามีการตั้งกลุ่มศึกษาและดําเนินตามทฤษฎีของเดมมิ่งเป็น
จํานวนมาก นอกเหนือจากนั้นยังมีกลุ่มทํานองเดียวกันในอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และนิวซีแลนด์ หลัง
เดมม่ิงเกษียณอายุก็ได้ไปบรรยายในระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งและได้รับ
แตง่ ตัง้ ให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เม่ือปี พ.ศ. 2518 เดมม่ิงได้เขียนหนังสือ
บทความ และจัดสัมมนาเรื่องคุณภาพเอาไว้เป็นจาํ นวนมาก

หลักการของวงจรคุณภาพ (PDCA)

การบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDAC) ตามแนวคิดของเดมม่ิง ปัจจุบันจัดเป็นกระบวนการ
สากลที่ทุกคนทราบกันดี และถือเป็นเคร่ืองมือการบริหารที่จัดเป็นแกนร่วมของการบริหารที่หลากหลาย
บนพื้นฐานเดียวกัน ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดของเดมมิ่งและนักการศึกษาทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศท่ไี ดก้ ล่าวถึงวงจรคุณภาพ (PDCA) ไว้ ดังนี้

เดมมิ่ง (Deming in Mycoted, 2004) กล่าวว่า การจัดการอย่างมีคุณภาพเป็น
กระบวนการท่ีดําเนินการต่อเนื่องเพ่ือให้เกิดผลผลิตและบริการท่ีมีคุณภาพขึ้น โดยหลักการท่ีเรียกว่า
วงจรคุณภาพ (PDCA) หรือวงจรเดมม่ิง ซ่ึงประกอบด้วย 4 ข้ันตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน
การตรวจสอบ และการปรับปรงุ แกไ้ ข ดังนี้

11

Plan คือ กําหนดสาเหตุของปัญหา จากนั้นวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือทดสอบ
เพ่ือการปรับปรุงให้ดีข้ึน

Do คอื การปฏบิ ัตติ ามแผนหรือทดลองปฏิบตั ิเปน็ การนําร่องในส่วนยอ่ ย
Check คือ ตรวจสอบเพ่ือทราบว่าบรรลุผลตามแผนหรือหากมีสิ่งใดท่ีทําผิดพลาดหรือได้เรียนรู้
อะไรมาแล้วบ้าง
Act คือ ยอมรับการเปล่ียนแปลง หากบรรลุผลเป็นท่ีน่าพอใจหรือหากผลการปฏิบัติไม่เป็นไป
ตามแผน ให้ทําซํ้าวงจรโดยใช้การเรยี นรู้จากการกระทาํ ในวงจรทีไ่ ดป้ ฏิบัตไิ ปแลว้
แม้ว่าวงจรคุณภาพจะเป็นกระบวนการท่ีต่อเน่ืองแต่สามารถเร่ิมต้นจากขั้นตอนใดก็ได้ขึ้นอยู่
กับปัญหาและขั้นตอนการทํางานหรือจะเร่ิมจากการตรวจสอบสภาพความต้องการเปรียบ เทียบกับ
สภาพที่เป็นจริงจะทําให้ได้ข้อสรุปว่าจะต้องดําเนินการอย่างไรในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการ
ปรับเปลย่ี นไปตามเป้าหมายทว่ี างไว้

ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ (2545, หน้า 53-54) กล่าวว่า วงจรคุณภาพ (PDCA : plan do
check act) คือ องค์ประกอบหลักของวงจรการจัดการ ดังแผนภูมิที่ 2.1

แผนภูมิที่ 1 วงจรการจัดการ

AP หมุนใหเ้ รว็ หมุนให้ถูกต้อง
CD

(ปรทิ รรศน์ พันธุบรรยงก.์ 2545, หน้า 53)

คําว่า หมุนให้เร็ว หมุนให้ถูกต้อง ท่ีอยู่ทางด้านขวาของวงจรการจัดการน้ัน คือ การหมุนวงจร
อยา่ งถกู ต้องตามขัน้ ตอน 1 รอบ จะส่งผลให้เกิดการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาได้ 1 ระดับ การหมุนให้เร็ว
จะทําให้เกิดการปรับปรุงอย่างรวดเร็ว

P (Plan) คอื จะเร่ิมนับจากการแสวงหาจุดท่ีเป็นปัญหา ระหว่างระดับความแตกต่างจุดที่มุ่งหวัง
และสภาพท่ีเป็นจริง เมื่อจับจุดที่เป็นปัญหาได้แล้ว จัดทําแผนมาตรการในการแก้ไข แล้วจึงเข้าสู่ขั้น D
หรือ do ต่อไป

D (Do) คือ การปฏิบัติตามแผนมาตรการแก้ไขแผนใหม่ล่าสุด เพราะแผนคือสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไข
ได้อยู่เสมอ ต้องแน่ใจว่าแผนที่จะลงมือปฏิบัติน้ันเป็นแผนท่ีใหม่ล่าสุดจริงๆ

C (Check) คือ การเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์กับค่าเป้าหมายเสมอ
A (Act) คือ การปฏิบัติหลังการตรวจสอบ ซึ่งเป็นไปได้หลายประการ ดังน้ี

12

1. ในกรณีที่ผลลัพธ์ต่ํากว่าเป้าหมายจะต้องมีการทบทวนแผนของมาตรการแก้ไขแล้วดู
ว่าสิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่นั้นมีสิ่งใดที่ปฏิบัติได้ทันทีให้ลงมือปฏิบัติเลย ส่วนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ทันที
ให้สะท้อนสู่แผนการแก้ไขปัญหารอบต่อไป

2. ในกรณีท่ีผลลัพธ์ดีกว่าเป้าหมาย จะต้องมีการทบทวนการกําหนดเป้าหมายว่าตํ่าเกินไป
หรือไม่ ควรมีการปรับเป้าหมายให้ดีกว่าเดิมหรือไม่ ผลลัพธ์เหนือกว่าความคาดหมายโดยปัจจัย
ภายนอกอ่ืน ๆ หรือไม่

3. ในกรณีที่ผลลัพธ์ได้ตรงตามเป้าหมายให้ทบทวนดูว่าได้มีการปฏิบัติตามแผน
มาตรการแก้ไขครบถ้วนหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าแผนน้ีถูกต้องและควรกําหนดเป็นวิธีการปฏิบัติงานมาตรฐาน
เพื่อรักษาให้ผลลัพธ์คงอยู่ในระดับท่ีต้องการต่อไป

ฮิโตชิ (Hitoshi, 2540, หน้า 57-64) กล่าวถึง การบริหารงานด้วยระบบวงจรคุณภาพ
จัดเป็นกิจกรรมการปรับปรุงและการควบคุมท่ีประกอบด้วย การวางแผน การนําไปปฏิบัติ การตรวจสอบ
และการปฏิบัติการแก้ไข โดยการวางแผน การนําแผนที่วางไว้มาปฏิบัติ ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้
และถ้าผลลัพธ์ไม่ได้ตามท่ีคาดหมายไว้ จะมีการทบทวนแผนการเร่ิมต้นใหม่อีกครั้งหน่ึง ดังน้ัน การ
ควบคุมและการปรับปรุงสามารถอธิบายได้อีกแบบหนึ่งก็คือ การทําการวางแผน การกระทํา การ
ตรวจสอบ และการแก้ไขซํา้ อีก การทําตามวงจรคุณภาพอย่างตั้งใจและถูกต้องจะช่วยให้เกิดความ
เชื่อมั่นในการทํางาน เมื่อวงจรคุณภาพหมุนซ้ําจะทําให้เกิดการปรับปรุงและระดับของผลลัพธ์สูงขึ้น
เร่ือย ๆ และงานส่วนใหญ่จะกระทําซ้ําในสิ่งที่เคยทํามาก่อน ถึงแม้ว่างานนั้นจะดูเหมือนว่าเป็นงาน
ใหม่ทั้งหมดก็ยังคงมีส่วนประกอบหลายส่วนที่เหมือนหรือคล้ายกับสิ่งที่เคยทาํ มาก่อน การปรับปรุง
คุณภาพส่วนใหญ่จะเป็นการพิจารณาวิธีการของงานที่กระทําซํ้าอย่างระมัดระวังและเป็นระบบ
ตรวจสอบผลลัพธ์ท่ีได้ ตลอดจนมีการแก้ไขความไร้ประสิทธิภาพที่ค้นพบ ดังนี้

1. การวางแผน (Plan)
ในบรรดาส่วนประกอบทั้งสี่ส่วนของวงจรคุณภาพนั้น ควรพิจารณาการวางแผนเป็น

ส่วนทส่ี าํ คัญท่ีสุด แต่ทงั้ น้ีมิได้หมายความว่าส่วนอ่ืนไม่มีความสําคัญ เพียงแต่ว่าส่วนการวางแผนจะ
เป็นส่วนที่ทําให้ส่วนอ่ืนสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิผล ถ้าแผนการไม่เหมาะสมจะมีผลทําให้ส่วน
อื่นไร้ประสิทธิผลตามไปด้วย แต่ถ้ามีการเริ่มต้นวางแผนที่ดี จะทําให้มีการแก้ไขน้อยและกิจกรรมจะมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น

ระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการวางแผน ในการปรับปรุงเป็นการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่
ต้องการให้เป็นกับสิ่งที่เป็นอยู่จริง และกิจกรรมการปรับปรุงที่มีประสิทธิผลจําเป็นต้องมีมุมมองที่
แม่นยําในท้งั สองส่ิง เปรียบเสมอื นการสร้างบ้านบนพื้นทราย ไม่ว่าจะออกความพยายามเพียงใดก็ตามถ้า
ภาพในมุมมองของสถานการณ์ท่ีต้องการและสถานการณ์จริงไม่ชัดแล้ว ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์กลับมา ดังนั้น
จึงควรจะสร้างวิธีปฏิบัติเก่ียวกับการวางแผนประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์และการจําแนก
ปัญหา การตั้งเป้าหมาย เข้าใจถึงข้อจํากัดและขอบเขต รวมถึงการนํามาพิจารณา มองถึงวิธีการ
ปรบั ปรุงทเ่ี ป็นไปได้ ตดั สนิ ใจถงึ แผนปฏิบตั ิการ กาํ หนดวธิ ีสาํ หรบั ตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ทไี่ ด้

13

การพัฒนาแผน โดยปกติปัญหาที่ถูกนํามาแก้ไขเพ่ือปรับปรุงนั้นจะประกอบด้วยสาเหตุ
หลายประการ ในการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ผู้นําขององค์กรต้องทําการจัดทําและพัฒนา
แผนการปรับปรุง และการพัฒนาแผนประกอบด้วย การกําหนดกิจกรรมพ้ืนฐานท่ีต้องการปรับปรุง
อย่างชดั เจน แยกกิจกรรมออกตามโครงสร้างองค์กร กระจายส่วนย่อยของกิจกรรมพื้นฐานไปตามฝ่ายต่าง
ๆ ในองค์กร กําหนดวิธีการประเมินความสําเร็จในการบรรลุวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน
บุคคลที่มีตําแหน่งสูงสุดในองค์กรควรเป็นผู้ตัดสินใจในการมอบหมายงานและวิธีการประเมินผลโดย
ผ่านการพบปะสนทนากับแต่ละฝ่ายในองค์กร

ในทํานองเดียวกัน หัวหน้าฝ่ายงานแต่ละฝ่ายต้องออกแบบและพัฒนาแผนเพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ท่ีได้รับมอบหมาย โดยแผนการจะได้รับการกระจายออกเป็นลําดับลงมาทั่วท้ังองค์กร
ด้วยวิธีน้ี และจะถูกพัฒนาอย่างเหมาะสมในแต่ละระดับในโครงสร้างองค์กรจนกระทั่งถึงระดับท่ีไม่
จําเปน็ ตอ้ งกระจายลงอีกต่อไป ขัน้ ตอนสุดทา้ ยคือการตดั สินใจของบคุ ลากรที่ตอ้ งทาํ งาน ทรัพยากรที่
ตอ้ งการ และตารางเวลาทีต่ ้องปฏบิ ตั ติ าม และทําแผนการพัฒนาให้อยู่ในรูปของเอกสารท้ังหมดอย่าง
ละเอยี ด ท้ังนี้ เพอ่ื ใหม้ ่ันใจว่าจะมีการส่อื สารแผนการได้อย่างแมน่ ยําท่สี ุด

ขณะท่ีสร้างแผนการควรมีความระมัดระวังในแนวทางที่มีส่วนช่ วยในการสร้างแผนการ
อย่างถูกต้อง ประกอบด้วย ขณะท่ีสร้างแผนการจะต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อจํากัดด้านทรัพยากร
และเวลาที่มี รวมทั้งต้องหาวิธีการทั้งหมดที่เป็นไปได้ภายใต้ข้อจํากัดเหล่านี้ อาจมีการผ่อนปรน
ข้อจาํ กัดเหลา่ น้ีบ้าง หลงั จากมีการพิจารณาข้อเสนอแนะทั้งหมดแล้ว ต้องทําการเลือกวิธีการที่ดีที่สุด
เป็นแผนการปฏิบัติ ต้องมีการพัฒนาระเบียบวิธีการในการตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์เพ่ือดูว่า
แผนการมีประสิทธิผลและมีการกระทาํ ตามแผนและประสานกันกับแผนการเริ่มแรกหรือไม่ ต้องมี
การรวบรวมสารสนเทศอย่างสม่ําเสมอและจัดอย่างเป็นระบบตลอด จนมีการนํามาใช้งานอย่าง
เต็มที่ในการวางแผนงาน ต้องมีการพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องกระทํากับส่ิงท่ีน่ากระทํา ทรัพยากรมีอยู่อย่าง
จํากัด และเป็นไปไมไ่ ดท้ ี่จะทาํ ทุกส่ิงทกุ อย่างในเวลาเดียวกัน ต้องพยุงความสมดุลระหว่างเป้าหมายกับ
ทรัพยากร การต้ังเป้าหมายท่ีสูงเกินไปเป็นการสวนทางกับการเพ่ิมผลผลิต จะต้องมีการสร้างระบบ
สารสนเทศท่ีมีประสิทธิผลเพ่ือส่ือสารเป้าหมายของแผนการไปสู่ทุกส่วนขององค์กร ทรัพยากร
ทางด้านวัสดุอาจมีจํากัดแต่ความสามารถของมนุษย์มีไม่จํากัด ดังน้ัน จึงมีทางเป็นไปได้เสมอในการ
ปรับปรงุ ซ่ึงจาํ เป็นตอ้ งมกี ารพัฒนาความสามารถของมนุษย์อย่างสมํา่ เสมอ

2. การลงมอื ปฏิบัติ (Do)
เพื่อให้ม่ันใจว่ามีการนําแผนการมาปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจําเป็นต้องมีข้ันตอนในการสร้าง

ความม่ันใจว่าฝ่ายท่ีรับผิดชอบในการนําแผนการไปปฏิบัติได้รับทราบถึงความสําคัญและความจําเป็นใน
แผนการนั้น ๆ การสร้างความมั่นใจว่ามีการติดต่อสื่อสารไปยังฝ่ายท่ีมีหน้าท่ีในการปฏิบัติอย่าง
เหมาะสม การจัดให้มีการศึกษาและการอบรมที่ต้องการเพื่อการนําแผนการนั้น ๆ มาปฏิบัติ และ
การจัดหาทรัพยากรที่จาํ เปน็ ในเวลาทจ่ี าํ เป็น

3. การตรวจสอบ (Check)

14

เมื่อทําการตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามแผน ต้องมีการประเมินการ
ปฏิบัติตามแผนหรอื ไม่ และตวั แผนการเองมคี วามเหมาะสมหรือไม่

การที่ไม่ประสบความสําเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็นเพราะไม่ปฏิบัติตามแผนการ
ความไมเ่ หมาะสมของแผนการ หรือจากท้ังสองประการรวมกัน เป็นเรื่องท่ีจําเป็นต้องหาว่าสาเหตุมา
จากประการไหน เนื่องจากการปฏิบัติการแก้ไขจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าความล้มเหลวมา
จากแผนการไม่เหมาะสม อาจเป็นผลมาจากสาเหตุความผิดพลาดในการทําความเข้าใจกับ
สถานการณ์ท่ีเป็นอยู่ การเลือกเทคนิคที่ใช้ผิด เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอและมีความรู้ใน
ขั้นตอนการวางแผนไม่เพียงพอ การประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตามแผนผิดพลาด หรือ
ประเมนิ ความสามารถของบุคลากรทตี่ ้องนําแผนมาใชผ้ ดิ พลาด

ถ้าความล้มเหลวมาจากการไม่ปฏิบัติตามแผน อาจเป็นผลมาจากสาเหตุขาดความตระหนัก
ถึงความจําเป็นในการปรับปรุง การติดต่อสื่อสารท่ีไม่เหมาะสมและมีความเข้าใจในแผนไม่เพียงพอ
การใหก้ ารศึกษาและการฝกึ อบรมไม่เพียงพอ ปญั หาเกีย่ วกบั ตัวผู้นําและการประสานงานระหว่างการ
ปฏิบัติ หรือการประเมินทรัพยากรทต่ี ้องใช้น้อยเกินไป

4. การปฏิบตั กิ ารแกไ้ ข (Act)
ขณะเม่ือทาํ การปฏิบัติการแก้ไขมีความจําเป็นอย่างย่ิงที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง

การกําจัดปรากฏการณ์หรืออาการของปัญหาและการกําจัดสาเหตุ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า มีงาน
จํานวนมากมายที่ทําเป็นประจําในงานชนิดนี้ การกําจัดแค่อาการไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ เป็น
เพียงแค่การเล่ือนการแก้ปัญหาออกไปเท่าน้ัน ดังน้ัน ถ้าความล้มเหลวมาจากการวางแผนที่ไม่
เหมาะสม การทบทวนแผนการเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของ
กระบวนการวางแผนโดยการหาปัจจัยท่ีไม่เหมาะสม สาเหตุของการวางแผน และทําการปฏิบัติการแก้ไข
ความก้าวหน้าของการปรับปรุงจะเกิดข้ึนได้โดยการกําจัดสาเหตุมิใช่กําจัดอาการ และเมื่อไม่สามารถ
บรรลุถึงเป้าท่ีวางไว้ ควรมีการวิเคราะห์หาเหตุและมีการทบทวนแผนการ ดังเช่นที่กล่าวมาในหัวข้อ
การตรวจสอบ สาเหตุอาจมาจากตัวแผนการทไี่ ม่เหมาะสมหรือมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อทําการ
ปรับปรุง ต้องมีการชี้บ่งสาเหตุแห่งความล้มเหลวอย่างถูกต้องและมีการเปล่ียนแปลงแผนเพ่ือให้
สามารถดําเนินกิจกรรมไปได้อย่างมีประสิทธิผลเพ่ิมข้ึน ควรมีการวางแผนการปรับปรุงคุณภาพเป็นราย
ปีและมีการทบทวนทุกปี เพ่ือให้มั่นใจว่าแผนการดังกล่าวมีความไวว้ างใจและเหมาะสม

โทซาวะ (Tozava, 2544, หน้า 117-122) กล่าวว่า วงจรคุณภาพ คือ กระบวนการทํางานที่
เปรียบกับวงล้อท่ีเต็มไปด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การดําเนินตามแผน การตรวจสอบ
การปรบั ปรงุ แก้ไข เมือ่ วงล้อหมุนไป 1 รอบ จะทําให้งานบรรลุผลตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ และหาก
การดําเนินงานนั้นเกิดการสะดุด แสดงว่ามีบางขั้นตอนหายไป เช่น ส่วนของการวางแผนหายไป
เรียกว่า ประเภทไม่มีแผนการ ถ้าในส่วนของการตรวจสอบหรือปรับปรุงแก้ไขหายไป จะเรียกว่า
พวกทาํ แลว้ ทิ้ง ซึ่งในกระบวนการทํางานของวงจรคุณภาพนนั้ ประกอบดว้ ย

1. การวางแผน (Plan)

15

การวางแผน คือ การตั้งเป้าหมาย วางวัตถุประสงค์ เพราะการควบคุมดูแล คือ กระบวนการ
ที่จําเป็นเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย ดังนั้น หากไม่มีวัตถุประสงค์เสียแล้ว ไม่ว่าจะป่าวร้องว่าต้อง
ควบคุมวงจรคุณภาพ ก็ไม่รู้ว่าทําไปเพ่ืออะไร หรือจะเร่ิมอย่างไร

เมื่อต้ังเป้าหมายเสร็จแล้ว ก็ต้องมากําหนดแผนการว่าอะไรจะต้องทําเมื่อไร เป็นตารางเทียบ
ระหว่างงานกับเวลาที่หลายคนนึกภาพกันออก แต่จริงๆ แล้วการวางแผนไม่ใช่จบแค่นั้น การวางแผน
ต้องครอบคลุมว่า ใครจะทํา ทําอะไร ต้องให้เสร็จเม่ือไร จะทําอย่างไร อะไรต่าง ๆ ที่ครอบคลุมถึงการ
แบ่งหน้าที่ วิธีการ และอ่ืน ๆ ให้ครบถ้วนด้วย

2. ลองทาํ (Do)
การลองทํา คือ ก่อนจะลงมือทําได้นั้น แท้จริงแล้วต้องเตรียมวัตถุดิบ เตรียมขั้นตอนต่าง ๆ

เสียก่อน หากจะลงมือทําเรื่องใหม่ ๆ ก็ต้องเตรียมไปรับการฝึกหรืออบรมเสียก่อน ข้ันตอนการเตรียม
เหล่านี้รวมอยู่ในการลองทํานี้ด้วย ซึ่งต้องมีการตระเตรียมเสียก่อนให้พร้อม จึงจะสามารถลองทํา
ตามแผนได้

3. ตรวจสอบ (Check)
การตรวจสอบ คือ การพิจารณาว่า ผลจากการลองทําน้ัน ก่อให้เกิดส่ิงท่ีวางแผนว่าจะ

ได้รับหรือไม่ ดงั น้ัน หากการวางแผนไมม่ ีการกําหนดวา่ จะต้องได้อะไรเมื่อไร ตัวเลขของอะไรท่ีควรจะ
ยึดเป็นเป้าหมายไวเ้ สียตั้งแต่ต้นก็จะไม่มีอะไรมาเป็นตัวเทียบได้ว่าผลจากการลองทําน้ันได้ตามจริง ตาม
แผนหรือไม่ จะได้กเ็ พียงแต่ว่ามันก็เปน็ ไปตามแผนหรือไม่คอ่ ยจะได้ผลสกั เท่าไร

4. ปรบั ใช้ (Act)
จากผลของการตรวจสอบ ก็ไม่ควรวางใจในทันทีหากผลที่ได้เป็นไปตามแผน เพราะอาจ

บงั เอิญดีครั้งนเี้ พยี งครง้ั เดียว พอทําครง้ั ต่อ ๆ ไปอาจใชไ้ มไ่ ดก้ ไ็ ด้ หากไม่มีการนํากระบวนการท่ีได้ลอง
ทําไปมากําหนดให้เป็นรูปแบบใหม่ของการทํางานปัจจุบัน หากผลของการตรวจสอบพบว่าส่ิงท่ีลองทํา
ไปไมก่ ่อให้เกิดผลท่ีต้งั ไว้ตามแผน ก็ตอ้ งปรับเปลี่ยนกระบวนการที่คิดไว้ แลว้ ลองทําใหม่

นอกจากการเปล่ียนแปลงกระบวนการของการลองทําแล้ว การพิจารณาว่าทําไม
กระบวนการเดิมจึงไม่ได้ผลตามแผน การหาสาเหตุท่ีแท้จริงเพ่ือหากระบวนการแก้ปัญหาจนถึงรากก็
เปน็ สิ่งสําคัญมาก เพราะจะนําเน่ืองไปถึงการวางแผนใหม่ แล้วลองทําใหม่ ลองตรวจสอบดูใหม่ หรือ
วงจรคุณภาพรอบใหม่ เพอ่ื หาเปา้ หมายและกระบวนการอันถูกต้องแทจ้ รงิ

อนึ่ง เรามักจะพูดถึงวงจรแห่งการควบคุมดูแลกันว่า PDCA จนบางครั้งเราไปนึกเอาเองว่า
วงจรน้ีต้องเร่ิมจาก P เสมอไป จริง ๆ แล้วนั้นไม่จําเป็น วงจรแห่งการควบคุมดูแลนั้นเป็นวงกลม ที่
ไม่มีต้นไม่มีปลาย จึงบอกไม่ถูกว่าอะไรเป็นข้ันตอนแรก และอะไรเป็นข้ันตอนสุดท้าย อย่างเช่น การ
วางแผนจะทําอะไรบางอย่าง บางครั้งต้องมีการตรวจสอบ การวิเคราะห์และการปรับกระบวนการ
เสียก่อนแล้วจึงจะวางแผนและลงมือทําได้ ดังนั้น ในบางเรื่องวงจรนี้ก็อาจเร่ิมจาก CAPDCA อย่างน้ีก็
เปน็ ได้

16

วิฑูรย์ สิมะโชคดี (2545, หน้า 43-47) กล่าวถึง วงจรคุณภาพ (PDCA) เป็นกิจกรรมท่ีจะ
นําไปสู่การปรับปรุงงานและการควบคุมอย่างเป็นระบบอันประกอบด้วย การวางแผน (Plan) การนํา
แผนไปปฏิบัติ (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act) กล่าวคือ จะเริ่มจากการ
วางแผน การนําแผนท่ีวางไว้มาปฏิบัติ การตรวจสอบผลลัพธ์ท่ีได้ และหากไม่ได้ผลลัพธ์ตามท่ี
คาดหมายไว้ จะต้องทําการทบทวนแผนการโดยเรม่ิ ต้นใหม่อีกครั้งหน่ึงและทําตามวงจรคุณภาพซํ้าอีก เมื่อ
วงจรคุณภาพหมุนซ้ําไปเรื่อย ๆ จะทําให้เกิดการปรับปรุงงานและทําให้ระดับผลลัพธ์สูงขึ้นเรื่อย ๆ ดังน้ัน
การกระทําตามวงจรคุณภาพ จึงเท่ากับการสร้างคุณภาพที่น่าเชื่อถือมากข้ึนโดยจุดเริ่มต้นของวงจร
คณุ ภาพอยู่ทีก่ ารพยายามตอบคําถามให้ไดว้ า่ ทําอย่างไรจึงจะดขี น้ึ

ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan)
ในบรรดาองค์ประกอบท้ัง 4 ประการของวงจรคุณภาพนั้น ต้องถือว่าการวางแผนเป็นเร่ืองท่ี
สําคัญที่สุด การวางแผนจะเป็นเร่ืองท่ีทําให้กิจกรรมอื่น ๆ ที่ตามมาสามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิผล
เพราะถ้าแผนการไม่เหมาะสมแล้ว จะมีผลทําให้กิจกรรมอ่ืนไร้ประสิทธิผลตามไปด้วย แต่ถ้ามีการเริ่มต้น
วางแผนท่ีดี จะทําให้มีการแก้ไขน้อย และกิจกรรมจะมีประสิทธิภาพมากข้ึน

ข้ันตอนท่ี 2 การนาํ แผนไปปฏิบัติให้เกิดผล (Do)
เพอื่ ให้มน่ั ใจว่ามีการนําแผนการไปปฏิบัติอย่างถูกต้องนั้น เราจะต้องสร้างความมั่นใจว่าฝ่าย
ทร่ี บั ผดิ ชอบในการนาํ แผนไปปฏบิ ตั ิได้รับทราบถึงความสําคัญและความจําเป็นในแผนการนั้น ๆ มีการ
ติดต่อสื่อสารไปยังฝ่ายท่ีมีหน้าท่ีในการปฏิบัติอย่างเหมาะสม มีการจัดให้มีการศึกษาและการอบรม
ท่ีต้องการเพ่ือการนําแผนการน้ัน ๆ มาปฏิบัติ และมีการจัดหาทรัพยากรที่จําเป็นในเวลาที่จําเป็น
ด้วย

ขั้นตอนท่ี 3 การตรวจสอบ (Check)
การตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามแผน ควรจะต้องมีการประเมินใน 2
ประการ คือ มีการปฏิบัติตามแผนหรือไม่ หรือตัวแผนการเองมีความเหมาะสมหรือไม่
การที่ไม่ประสบความสําเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เป็นเพราะไม่ปฏิบัติตามแผนการ หรือ
ความไม่เหมาะสมของแผนการ หรือจากทั้งสองประการรวมกัน เราจําเป็นต้องหาว่าสาเหตุมาจาก
ประการไหน ทัง้ น้ี เน่ืองจากการนําไปปฏิบัตกิ ารปรับปรงุ แกไ้ ขจะแตกต่างกันอย่างสนิ้ เชงิ
ถา้ ความลม้ เหลวมาจากแผนการทจ่ี ัดทําขึ้นไม่เหมาะสม อาจเป็นผลมาจากสาเหตดุ งั ต่อไปนี้
1. ความผิดพลาดในการทําความเข้าใจกับสถานการณ์ท่ีเป็นอยู่
2. เลือกเทคนิคท่ีใช้ผิดเนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอและมีความรู้ในขั้นตอนการ
วางแผนไม่เพียงพอ
3. ประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตามแผนผิดพลาด
4. ประเมินความสามารถของบุคลากรที่ต้องนาํ แผนมาใช้ผิดพลาด
ถ้าความล้มเหลวมาจากการไม่ปฏิบัติตามแผน อาจเป็นผลมาจากสาเหตุต่อไปน้ี
1. ขาดความตระหนักถึงความจําเป็นในการปรับปรุง

17

2. การติดต่อส่ือสารที่ไม่เหมาะสมและมีความเข้าใจในแผนไม่เพียงพอ
3. การให้การศึกษาและการฝึกอบรมไม่เพียงพอ
4. ปัญหาเกี่ยวกับตัวผู้นําและการประสานงานระหว่างการปฏิบัติ
5. ประเมินทรัพยากรท่ีต้องใช้น้อยเกินไป

ขน้ั ตอนท่ี 4 ปฏบิ ัติการปรบั ปรุงแกไ้ ข (Act)
ถ้าความล้มเหลวมาจากการวางแผนท่ีไม่เหมาะสม การทบทวนแผนการเท่าน้ันไม่เพียงพอต่อ
การแก้ปัญหา ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการวางแผนโดยการหาปัจจัยที่ไม่เหมาะสม
สาเหตุของการวางแผน และทําการปฏิบัติการแก้ไข ความก้าวหน้าของการปรับปรุงจะเกิดข้ึนได้โดย
การกําจดั สาเหตุ และข้ันตอนทส่ี ําคัญ กค็ อื การทบทวนแผนการทต่ี อ้ งมกี ารชบ้ี ่งถึงสาเหตุแห่งความล้มเหลว
อย่างถูกต้องและมีการเปลี่ยนแปลงแผนเพ่ือให้สามารถดําเนินกิจกรรมไปได้อย่างมีประสิทธิผลเพ่ิมขึ้น
ควรมีการวางแผนการปรบั ปรงุ คณุ ภาพเป็นรายปี และมีการทบทวนทุกปีเพื่อให้ม่ันใจว่าแผนการดังกล่าวมี
ความเช่ือถือได้และเหมาะสม การนําวงจรคุณภาพไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเน่ืองในทุกระดับของ
องค์กร จะทําให้เราสามารถปรับปรุงและเพ่ิมคุณภาพงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลลัพธ์ที่
ชดั เจน เมอื่ ปญั หาเดิมหมดไปเราก็สามารถแก้ปญั หาใหม่ ๆ ได้ด้วยวงจรคุณภาพต่อไป

เมลนิค และเดนซเลอร์ (Melnyk & Denzler อ้างถึงใน เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ. 2545, หน้า 98-
99) กล่าวถึงแนวคิดของเดมมิ่ง ว่าผู้บริหารระดับสูงต้องมีบทบาทหลายด้าน และการจัดการ
คุณภาพท่ีประสบความสําเร็จนั้นต้องอาศัยหลักการที่เรียกว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) แบ่งออกเป็น 4
ขัน้ ตอน ได้แก่

ข้ันตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) หมายถึง วางแผนโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่หรืออาจเก็บรวบรวม
ข้ึนมาใหม่ นอกน้ันอาจทดสอบเพ่ือเป็นการนําร่องก่อนก็ได้

ขั้นตอนที่ 2 การทํา (Do) หรือลงมือทํา หมายถึง ลงมือเอาแผนไปทํา ซ่ึงอาจทําในขอบข่าย
เล็ก ๆ เพ่ือทดลองดูก่อน

ข้ันตอนท่ี 3 การตรวจสอบ (Check) หมายถึง การตรวจสอบ หรือสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามี
การเปล่ียนแปลงมากน้อยเพียงใดและเป็นไปในทางใด

ขั้นตอนที่ 4 การแก้ไข (Act) หรือลงมือแก้ไข (corrective action) หมายถึง หลังจากที่ได้
ศึกษาผลลัพธ์ดูแล้ว อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการหรือมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็ต้องดําเนินการแก้ไข
ตามที่จําเป็น หลังจากนั้นสรุปเป็นบทเรียนและพยากรณ์เพื่อเป็นพ้ืนฐานในการคิดหาวิธีการใหม่ ๆ
ต่อไป การลงมือปฏิบัติดังกล่าวนี้แสดงได้ ดังแผนภูมิที่ 2.2

แผนภูมิท่ี 2 วงล้อเดมม่ิง

AP

CD

18

การปรบั ปรุงไม่มีวันส้ินสุด

(Melnyk & Denzler อ้างถึงใน เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ. 2545, หน้า 99)

การทําตามวงจรคณุ ภาพต้องทาํ ซํา้ ไปเร่อื ย ๆ เพ่ือสรุปเป็นบทเรียนอยู่ตลอด ยิ่งกว่านั้นต้องเข้าใจ
ด้วยวา่ การจดั การคุณภาพไมใ่ ช่สงครามที่ผู้บริหารจะรบชนะดว้ ยตัวคนเดียว การจัดการคุณภาพจะประสบ
ความสําเร็จได้ ต้องเป็นการกระทําท่ัวท้ังองค์กร เพราะการจัดการคุณภาพเป็นปรัชญาสําหรับองค์กรและ
คนทุกคนในนน้ั

สมศักด์ิ สินธุระเวชญ์ (2542, หน้า 188-190) กล่าวถึง จุดหมายท่ีแท้ของวงจรคุณภาพ (PDCA)
ว่าเป็นกิจกรรมพื้นฐานในการบริหารคุณภาพนั่นมิใช้เพียงแค่การปรับแก้ผลลัพธ์ท่ีเบี่ยนเบนออกไปจาก
เกณฑ์มาตรฐานให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ท่ีต้องการเท่าน้ัน แต่เพ่ือก่อให้เกิดการปรับปรุงในแต่ละรอบ
ของ PDCA อยา่ งตอ่ เน่อื งเป็นระบบและมกี ารวางแผน PDCA ทมี่ ว้ นไต่สูงขน้ึ เรอื่ ย ๆ

วงจรควบคุมคณุ ภาพ PDCA มีภารกจิ หลัก 4 ขัน้ ตอน
ขน้ั ที่ 1 การวางแผน (Plan-P)
ขั้นท่ี 2 การดาํ เนนิ ตามแผน (Do-D)
ขน้ั ที่ 3 การตรวจสอบ (Check-C)
ข้ันท่ี 4 การแก้ไขปญั หา (Act-A)

แผนภมู ิท่ี 3 กระบวนการ PDCA กาํ หนดปัญหา
วางแผน วิเคราะหป์ ัญหา

อะไร

19

ทําไม หาสาเหตุ

อย่างไร วางแผนรว่ มกนั

ปฏบิ ตั ิ นาํ ไปปฏบิ ตั ิ

ตรวจสอบ ยืนยนั ผลลพั ธ์

แก้ไข ทาํ มาตรฐาน

(สมศักด์ิ สนิ ธรุ ะเวชญ์. 2542, หน้า 188)

ข้ันตอนท่ี 1 การวางแผน (Plan) การวางแผนงานจะช่วยพัฒนาความคิดต่าง ๆ เพ่ือนําไปสู่
รูปแบบที่เป็นจริงขึ้นมาในรายละเอียดให้พร้อมในการเริ่มต้นลงมือปฏิบัติ แผนที่ดีควรมีลักษณะ 5
ประการ ซ่งึ สรุปได้ ดงั นี้

1. อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง (realistic)
2. สามารถเข้าใจได้ (understandable)
3. สามารถวัดได้ (measurable)
4. สามารถปฏิบัติได้ (behavioral)
5. สามารถบรรลุผลสําเร็จได้ (achievable)
วางแผนท่ีดีควรมีองค์ประกอบ ดังนี้
1. กําหนดขอบเขตปัญหาให้ชัดเจน
2. กาํ หนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
3. กําหนดวิธีการที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจนและถูกต้องแม่นยํา
ท่ีสุดเท่าท่ีเป็นไปได้

ข้นั ตอนท่ี 2 ปฏบิ ัติ (Do) ประกอบด้วยการทาํ งาน 3 ระยะ
1. การวางแผนกาํ หนดการ

1.1 การแยกกิจกรรมตา่ ง ๆ ทต่ี ้องการกระทาํ
1.2 กาํ หนดเวลาท่คี าดว่าตอ้ งใช้ในกจิ กรรมแตล่ ะอยา่ ง
1.3 การจัดสรรทรพั ยากรตา่ ง ๆ

20

2. การจัดการแบบแมทริกซ์ (matrix management) การจัดการแบบนี้สามารถช่วยดึง
เอา ผู้เชยี่ วชาญหลายแขนงจากแหลง่ ตา่ ง ๆ มาได้ และเป็นวิธชี ่วยประสานระหวา่ งฝ่ายต่าง ๆ

3. การพัฒนาขีดความสามารถในการทาํ งานของผู้ร่วมงาน
3.1 ให้ผู้ร่วมงานเข้าใจถึงงานทั้งหมดและทราบเหตุผลที่ต้องกระทํา
3.2 ให้ผู้ร่วมงานพร้อมในการใช้ดุลพินิจท่ีเหมาะสม
3.3 พัฒนาจิตใจให้รักการร่วมมือ

ข้ันตอนท่ี 3 การตรวจสอบ (Check) การตรวจสอบทําให้รับรู้สภาพการณ์ของงานที่เป็นอยู่
เปรียบเทียบกับสิ่งที่วางแผน ซง่ึ มกี ระบวนการ ดงั นี้

1. กาํ หนดวัตถุประสงคข์ องการตรวจสอบ
2. รวบรวมข้อมลู
3. การทํางานเป็นตอน ๆ เพื่อแสดงจํานวน และคุณภาพของผลงานที่ได้รับในแต่ละข้ันตอน
เปรยี บเทยี บกับทไ่ี ดว้ างแผนไว้
4. การรายงานจะเสนอผลการประเมนิ รวมท้ังมาตรการปอ้ งกนั ความผิดพลาดหรอื ความล้มเหลว

4.1 รายงานเป็นทางการอย่างสมบูรณ์
4.2 รายงานแบบอย่างไม่เป็นทางการ

ขนั้ ตอนที่ 4 การแกไ้ ขปญั หา (Act) ผลของการตรวจสอบหากพบว่าเกิดข้อบกพร่องข้ึนทําให้งานที่
ได้ไม่ตรงตามเป้าหมายหรือผลงานไม่ได้มาตรฐาน ให้ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามลักษณะปัญหาที่
คน้ พบ

1. ถา้ ผลงานเบ่ยี งเบนไปจากเปา้ หมายต้องแกไ้ ขทต่ี ้นเหตุ
2. ถ้าพบความผิดปกติใด ๆ ให้สอบสวนค้นหาสาเหตุแล้วทําการป้องกัน เพื่อมิให้ความผิดปกติ
นน้ั เกิดขน้ึ ซาํ้ อีก
ในการแกไ้ ขปญั หาเพื่อใหผ้ ลงานได้มาตรฐานอาจใช้มาตรการดังต่อไปน้ี
1. การย้าํ นโยบาย
2. การปรับปรงุ ระบบหรือวธิ กี ารทํางาน
3. การประชุมเก่ียวกับกระบวนการทํางาน

จากหลักการวงจรคุณภาพท่ีกล่าวข้างต้นพอสรุปได้ว่า วงจรคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย
การวางแผน (Plan) การดําเนินตามแผน (Do) การตรวจสอบ (Check) และการปรับปรุงแก้ไข (Act)
โดยการวางแผน การลงมือปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ และหากไม่ได้ผลลัพธ์ตามท่ี
คาดหมายไว้ จะต้องทําการทบทวนแผนการโดยเริ่มต้นใหม่และทําตามวงจรคุณภาพซ้ําอีก เม่ือวงจรคุณภาพ
หมุนซํ้าไปเร่ือย ๆ จะทําให้เกิดการปรับปรุงงานและระดับผลลัพธ์ที่สูงข้ึนเร่ือย ๆ ซ่ึงหลักการดังกล่าว
หากนํามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาจะช่วยพัฒนาบุคลากรและผู้เรียนให้มี
คุณภาพ

21

วงจรคุณภาพกับการประยุกต์ใช้เพ่ือบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา

ในช่วงของการปฏิรูปการศึกษา นวัตกรรมในการบริหารงานเพื่อก้าวไปสู่ความสําเร็จเรื่อง
ห นึ ่ง ที ่มีก า ร นํ า เ ส น อ ม า ใ ช ้ใ น ก า ร ป ฏ ิบ ัต ิ ง า น ใ ห ้บ ร ร ล ุเ ป ้า ห ม า ย อ ย ่า ง ม ีป ร ะ ส ิท ธ ิภ า พ แ ล ะ มี
ประสิทธิผลเป็นอย่างยิ่งก็คือกระบวนการบริหารงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA) เนื่องจากวงจร
คุณภาพเป็นท้ังปรัชญา นวัตกรรมและเป็นต้นธารภูมิปัญญา หรือเป็นศาสตร์ใหญ่ของ วงจรการ
บรหิ ารในปัจจุบัน ท้ังน้ี เพราะเคร่ืองมือการบริหารท่ีมีนับร้อย พัน หรือหม่ืนรูปแบบนั้นล้วนแต่มีแกน
ร่วมที่สําคัญบนพื้นฐานเดียวกัน นั้นคือ วงจรคุณภาพ (PDCA) (ถวัลย์ มาศจรัส, 2546, หน้า 16)
ทั้งน้ี ผู้วิจัยจึงศึกษาค้นคว้าหน่วยงานทางการศึกษาและนักการศึกษาที่ได้กล่าวถึงการนําวงจร
คุณภาพ (PDCA) มาประยุกต์ใช้เพ่ือบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาไว้ ดังน้ี

กระทรวงศึกษาธิการ (2539, หน้า 2-4) กล่าวว่า การจัดการศึกษา ไม่ว่าในระบบใหญ่
ของประเทศหรือในระดับย่อยลงมา คุณภาพการศึกษาจะเกิดหรือมีขึ้นได้ ต้องอาศัยการบริหาร
จัดการที่ดี เพื่อนําไปสู่ผลผลิตหรือผลงานที่ตรงตามข้อกําหนด ความต้องการหรือความพึงพอใจ
ความประทับใจ ความมั่นใจของผู้รับบริการทางการศึกษา เช่น ในการจัดการศึกษาระดับสถานศึกษา
ย่อมมีจุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะต่าง ๆ ครบถ้วนตามความคาดหวังของหลักสูตร
แต่ละระดับการศกึ ษา สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการและความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้ปกครองและสังคม ซ่ึง
การดําเนินการหรือจัดการเพื่อให้ได้ผลดังกล่าว เป็นเรื่องของการบริหารระบบการทํางานที่เกี่ยวข้องกับ
การนําปัจจัยป้อนผ่านกระบวนการแล้วได้ผลผลิต ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายในและ
ภายนอก จึงเรียกได้ว่านี่คือการบริหารระบบคุณภาพ

การบริหารระบบคุณภาพขององค์กรทางการศึกษาท่ีได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอ มา
โดยอาศัยแนวคิดและหลักการของการพัฒนาองค์กรโดยท่ัวไป เช่น แนวคิดการบริหารคุณภาพหรือ
วงจรคุณภาพ (PDCA) ที่เน้นข้ันตอนการทาํ งาน 4 ข้ันตอนหลัก ได้แก่

ขั้นท่ี 1 การวางแผน (Plan–P)
ข้ันท่ี 2 การปฏิบัติตามแผน (Do–D)
ขั้นที่ 3 การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน (Check–C)
ขั้นที่ 4 การแก้ไขปัญหา (Act–A)
ซึ่งขั้นตอนทั้ง 4 นั้น ต้องปฏิบัติต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด เป็นเหมือนวงจรที่มีลักษณะ ดัง
แผนภูมิท่ี 2.4

แผนภมู ทิ ี่ 4 การบริหารคุณภาพวงจรเดมมง่ิ

AP AP
CD CD

22

(กรมวิชาการ. 2540, หนา้ 3)

P = กําหนดแผน A = หากบรรลุแผนให้รักษามาตรฐานไว้
D = ทําตามแผนท่ีกาํ หนด P = วางแผนใหม่ ต้ังเป้าหมายให้สูงขึ้น
C = ตรวจสอบผลกับแผน D = ทําตามแผนที่กาํ หนด
A = หากไม่บรรลุแผนให้หา C = ตรวจสอบผลกับแผน
A = หากไม่บรรลุแผนให้วางแผนแก้ไขใหม่
สาเหตุและวางแผนแก้ไขใหม่

การบริหารระบบคุณภาพตามแนวคดิ ข้างต้น คอื การทํางานท่ีเป็นระบบ มีเป้าหมายชัดเจน มี
การดําเนินการหรือปฏิบัติงาน มีการตรวจสอบประเมินผล เป็นวงจรต่อเน่ืองเพื่อให้บรรลุผลสําเร็จที่
คาดหวงั และเพอ่ื แสวงหาสภาพที่ดกี วา่ ในการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาสามารถอาศัย
แนวคิดการบริหารระบบคุณภาพมาประสมประสานและเลือกสรรกระบวนการ วิธีการหรือกิจกรรม
ท่ีเหมาะสมกับนโยบายและเป้าหมายของการจัดการศึกษาของชาติ และความเหมาะสมกับ
สถานศึกษา ตลอดจนสภาพและความต้องการของสังคม

สมคิด พรมจุย้ และสุพกั ตร์ พิบูลย์ (2544, หน้า 7-8) กล่าวว่า การบริหารงานเป็นกระบวนการ
ดําเนินงานให้สถานศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการประกอบด้วยการดําเนินงาน 4 ข้ันตอน คือ
การวางแผน (plan) การลงมือปฏิบัติ (do or implementation) และการตรวจสอบผล
ปฏิบัติงานหรอื ประเมนิ (check or evaluation) และการปรับปรงุ แกไ้ ขการทํางาน (act or adjust)
เรยี กย่อ ๆ วา่ วงจรการบรหิ ารงานแบบวงจรคณุ ภาพ (PDCA) ดังแผนภูมทิ ่ี 2.5

แผนภมู ทิ ่ี 5 วงจรการบริหารงาน

การวางแผน
(plan)

ปรับปรุงแก้ไขการทาํ งาน การลงมอื ปฏบิ ัตงิ าน
(act or adjust) (do or implementation)

การตรวจสอบ / ประเมนิ ผล

(check or evaluation)

(สมคิด พรมจุ้ย และสุพักตร์ พิบูลย์. 2544, หน้า 7)

23

จากแผนภูมิดังกล่าว แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของวงจรการดําเนินงานว่าเริ่มจากการ
วางแผนเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ จากนั้นจึงนําแผนไปปฏิบัติใน
ระหว่างท่ีปฏิบัติตามแผนจําเป็นต้องมีการตรวจสอบ ประเมินผลอยู่ตลอดเวลาว่าได้ผลตามวัตถุประสงค์
และเป้าหมายที่กาํ หนดไว้หรือไม่ มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง หากพบปัญหาควรปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การ
ดําเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กําหนดไว้ จะเห็นได้ว่าการบริหารงานที่เป็นระบบ การ
ประเมินผลภายในจะเป็นส่วนหน่ึงของการบริหารงาน ซ่ึงการประเมินผลการดําเนินงานเข้ามามีส่วนช่วย
ในการทําให้ผปู้ ฏิบตั งิ านไดท้ ราบผลการดําเนนิ งาน จุดเด่น จุดด้อย ของการปฏิบัติงานรวมทั้งปัญหาและ
อุปสรรคในการดําเนินงาน ดังนั้น ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องมีความจําเป็นในการท่ีจะต้องมีความรู้และ
ความสามารถในการประเมินผลการปฏิบัติของตนเองเพื่อนําข้อมูลมาใช้ใน การปรับปรุงและพัฒนา
งานให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น

กรมวิชาการ (2545 ก, หน้า 20-21) กล่าวว่า วงจรคุณภาพเป็นกระบวนการหน่ึงซึ่งนิยมนํามาใช้
ในการบริหารจัดการสถานศึกษาที่แสดงการทาํ งานที่สมบูรณ์เป็นระบบ ดังแผนภูมิท่ี 2.6

แผนภูมิท่ี 6 วงจรการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

act pla การปรบั ปรุงพัฒนา

A Pn

C D

che d
ck o

มาตรฐาน

(กรมวชิ าการ. 2545 ก, หน้า 20)

การดําเนินการโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA : plan do check act) เริ่มจากกําหนดเป้าหมายหรือ
มาตรฐานของสถานศึกษา แล้ววางแผน (P) เพอ่ื นําไปสู่เป้าหมายท่ีกําหนด จากน้ันจึงดําเนินการตามแผน (D)
ในขณะท่ีดําเนินการก็ทําการตรวจสอบ (C) ว่าดําเนินการไปแล้วนําไปสู่เป้าหมายหรือไม่เพียงใด แล้วนําผล

24

การตรวจสอบมาใช้แก้ไข ปรับปรุง (A) แล้ววางแผนให้การดําเนินงานในข้อต่อไปดีขึ้น ซ่ึงการดําเนินการ
ดังกล่าวจะต้องทําให้เป็นวงจรตลอดเวลา

จาํ รัส นองมาก (2545, หน้า 115-127) กล่าวถึง การนําวงจรคุณภาพ (PDCA) มาใช้ในสถานศึกษา
ด้านประกันคุณภาพในแต่ละข้ันตอน ดังนี้

1. การวางแผนเพอื่ เตรยี มการปฏิบัติ (Plan-P)
การวางแผนหรือการจัดทําแผนเป็นการเตรียมการอย่างฉลาดรอบคอบในการปฏิบัติงาน

เป็นการเตรียมการในเร่ืองท่ีเกี่ยวข้องกับคน เกี่ยวข้องกับงาน และเก่ียวข้องกับทรัพยากรต่าง ๆ ของ
หน่วยงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งผู้ปฏิบัติงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานใหญ่หรืองานเล็กมากน้อยแค่ไหน
ตอ้ งอาศัยการวางแผนหรอื การเตรียมการเพื่ออนาคต เพ่ือช่วยให้สามารถทํางานได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน
การวางแผนปฏิบัติงานจึงเป็นการกําหนดรายละเอียด เพ่ือการทํางานในอนาคตของสถานศึกษาโดยรวม
และระบบการวางแผนในการทํางานจะก่อใหเ้ กิดประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

1.1 การทาํ งานมจี ุดหมาย เพราะไดเ้ ตรียมการแก้ปญั หาล่วงหน้าไว้แลว้
1.2 สามารถตรวจวัดความสาํ เร็จ และประเมินผลการดําเนินงานได้เป็นระยะ ๆ และ
หากพบปัญหาหรืออุปสรรคก็สามารถปรับแก้ได้ทันท่วงที
1.3 ใช้ทรัพยากรได้อย่างประหยดั และคุ้มคา่
1.4 ทําใหเ้ กดิ การประสานงานภายในหน่วยงาน
1.5 ชว่ ยผูบ้ รหิ ารในการตัดสินใจ และทาํ ใหเ้ กิดการกระจายอํานาจรับผิดชอบ

2. การปฏบิ ตั ติ ามแผน (Do-D)
การปฏิบัติตามแผนเป็นการบริหารแผน แผนงาน หรือโครงการของแต่ละคนตามลักษณะ

งานท่ีรบั ผิดชอบ บุคลากรในหน่วยงานต่างปฏิบัติภารกิจตามท่ีได้เตรียมการ หรือวางแผนล่วงหน้าไว้
แล้วในงานของตนเองที่ต่างก็มุ่งเพื่อพัฒนาให้ดีข้ึนอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายบริหารสถานศึกษาจะทําหน้าที่
ส่งเสริมสนับสนุน และอํานวยความสะดวก รวมท้ังการกํากับติดตามเพื่อให้บุคลากรฝ่ายปฏิบัติท้ังที่
รับผิดชอบงานเฉพาะตัวหรืองานเป็นกลุ่มได้ปฏิบัติงานโดยราบร่ืนมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน หาก
จําเป็นต้องมีผู้นิเทศ แนะนํา เพื่อให้การดําเนินงานประสบผลสําเร็จดียิ่งขึ้น ก็เป็นหน้าที่ ที่
ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องคอยสอดส่อง ดูแล และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา

จุดบกพร่องของการดาํ เนินงานของสถานศึกษาในข้ันตอนนี้ คือ เมื่อได้มีการวางแผนการ
ดําเนินงานไว้แล้ว ไม่ว่าจะเปน็ ไปในรูปของแผน แผนงาน หรือโครงการต่าง ๆ ท่ีจัดเป็นรูปเล่มสวยหรู
แต่ไม่ได้นําไปปฏิบัติอย่างจริงจังสมกับท่ีได้ทุ่มเททรัพยากรอย่างมากมายเพ่ือการนี้ บางแห่งวางแผนไว้
อย่าง แต่ปฏิบัติจริงเป็นอีกอย่าง หรือบางแห่งมีการนําไปใช้เหมือนกัน แต่เป็นไป ในลักษณะต่าง
คนต่างทาํ ขาดการกาํ กบั ติดตาม หรือประสานงานการทํางานให้ไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าท่ีควร

ในการปฏิบัตติ ามแผน ถ้าเป็นสถานศึกษาท่ีมีปริมาณงานมาก มีบุคลากรมาก จําเป็นจะต้องมี
ระบบงานทต่ี รวจสอบได้วา่ ในหว้ งเวลาหน่ึง ๆ ใครกําลังทําโครงการอะไรอยู่ และในขณะเดียวกัน จะต้องมี

25

การนิเทศเพื่อช่วยเหลือแนะนําในการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ การดําเนินงานใน
เรื่องไหน ขั้นตอนใดยังล่าช้าหรือทําไม่ถูกต้องก็สามารถช่วยเหลือในการปรับปรุง แก้ไข หรือปรับเปลี่ยน
วิธกี ารทํางานไดท้ นั ทว่ งที

3. การตรวจสอบและประเมินผล (Check-C)
การตรวจสอบและประเมินผล เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการปฏิบัติในกระบวนการ

ประกันคุณภาพการศึกษา เพ่ือให้ทราบว่าการดําเนินงานประสบผลสําเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์
และเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขวิธีการทํางานหรือ
ปรบั เปลย่ี นวัตถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายของงานทก่ี ําลังปฏิบัติอยู่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับทรัพยากรที่
มีอยูใ่ นหนว่ ยงาน

การตรวจสอบและประเมินผล เป็นการหาข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุง
พัฒนางาน กิจกรรมนี้จึงถือเป็นพ้ืนฐานของการพัฒนางาน ถ้าทํางานโดยไม่มุ่งหวังที่จะทําให้ดีขึ้น
ต่อไปก็คงไม่ต้องตรวจสอบและประเมินผลให้เสียเวลา แต่ในวัฏจักรของการทํางานเราต้องการ
ปรับเปลี่ยนและพัฒนาให้งานดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องใช้ผลจากการตรวจสอบและประเมินเป็นข้อมูล
เพอ่ื ประโยชน์ในการดําเนินงานต่อ ๆ ไป ซ่ึงในการดําเนินงานในการตรวจสอบและประเมินผลมีกิจกรรมท่ี
ควรปฏบิ ตั มิ ี 4 ขนั้ ตอน คือ

1. การระบุสภาพความสําเร็จของงานในช่วงเวลาที่จะตรวจสอบ โดยปกติแล้วในการ
ปฏิบัติงานเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จะมีข้อมูลท่ีบอกให้เรารู้ว่างานนั้นมีวัตถุประสงค์
และเปา้ หมายอะไรบา้ ง มากน้อยแคไ่ หน ภายในระยะเวลาตามทีว่ างแผนไว้ ในการระบุความสาํ เร็จของงานใน
ข้ันตอนน้ีก็ต้องดูช่วงเวลาที่จะทําการตรวจสอบ

2. การตรวจสอบวัดผลการดําเนินงาน เป็นการตรวจวัดผลการปฏิบัติงานจริง ๆ ณ วันท่ี
ทําการตรวจสอบว่าสําเร็จมากน้อยแค่ไหน ในการตรวจวัดก็อาศัยเครื่องมือและวิธีการในการตรวจวัดที่
แตกต่างกัน เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใชแ้ บบสอบถาม การทดสอบเป็นลายลักษณ์อักษร การดู
ผลการปฏิบัติงานจริง เป็นต้น

3. การประเมินผลการดําเนินงาน เป็นการเปรียบเทียบ เพื่อตีค่าการดําเนินงานว่าดี
มีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด โดยการเปรียบเทียบผลจากการวัด (measurement) กับเกณฑ์
(criteria) ก็คือหลักของการประเมิน (evaluation) โดยทั่วไป การประเมินกรณีน้ีอาจกล่าวได้ว่าสภาพ
ความสําเร็จของงานถือเป็นเกณฑ์ ผลการดําเนินงานถือเป็นการวัด ดังน้ัน เมื่อจะทําการประเมินเร่ืองใดก็
ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบท้ังสองอย่างของการประเมิน คือ เกณฑ์ และผลจากการตรวจวัด ถ้า
องคป์ ระกอบทั้งสองอย่างไม่ครบถ้วนก็ไมส่ ามารถจะประเมนิ ได้

4. การเสนอแนะ เปน็ การเสนอข้อคิดเหน็ ของผตู้ รวจสอบและประเมินจากผลการประเมิน
ในข้อ 3 เพื่อให้ผู้เก่ียวข้องได้ปรับปรุงแก้ไข ทาํ ให้การดําเนินงานในเรื่องนั้นเป็นผลดีมีประสิทธิภาพ
ยง่ิ ขนึ้ กลา่ วคอื ถา้ ผลการประเมนิ ว่าดี มีความเหมาะสมอยู่แล้ว ก็อาจจะยกย่องชมเชย หรือให้กําลังใจ
ผู้ปฏิบตั ิหรอื ปรับเปา้ หมายการดําเนินงานให้สงู ขน้ึ ใหย้ ากขนึ้ ถา้ ผลการประเมินยังไม่ดี ยังไม่เหมาะสม ก็

26

อาจจะเสนอแนะให้ปรบั เปล่ียนวิธีการทํางาน เพิ่มคน เพิ่มอุปกรณ์ หรือแนะนําวิธีปฏิบัติท่ีคิดว่าเหมาะสม
ซึ่งข้อมูลจากการช้ีแนะของผู้ประเมิน จะเป็นประโยชน์สําหรับผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติเพ่ือปรับปรุง
พฒั นางานตอ่ ไป

4. การปรับปรงุ แกไ้ ขการปฏิบตั ิงาน (Act-A)
การปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงาน เป็นการปรับแก้ตามผลการตรวจสอบ และประเมินใน

ขั้นตอนก่อนหน้าน้ี ถ้าผลการประเมินพบว่างานยังไม่สําเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ก็จะต้องเร่งรัด
ปรบั เปล่ยี นวิธีการทาํ งาน หรอื ใช้เวลาในการทํางานให้มากข้ึน เพ่ือจะสามารถทํางานท่ีคาดหวังไว้แล้วให้
สําเร็จ แต่ถ้าผลการประเมินพบว่างานสําเร็จตามเป้าหมายแล้ว ในการดําเนินงานต่อไป ก็จะได้
ปรับเปลี่ยนต้ังเป้าหมายให้สูงข้ึน จะได้เป็นการท้าทายผู้ปฏิบัติ จึงเห็นได้ว่าการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
สามารถทําได้ตลอดเวลา ไม่ว่างานท่ีทํามาแล้วประสบผลสําเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ผลจากการปฏิบัติใน
ลกั ษณะนี้ก็จะเกดิ ผลดีต่อสถานศกึ ษา ทาํ ให้สถานศึกษาได้เปลยี่ นแปลงพฒั นาไปในทางที่ดี ที่พึงประสงค์มาก
ยิ่งข้ึนอยตู่ ลอดเวลา

ปญั หาท่พี บเห็นอยู่ในสถานศึกษาขณะน้ีก็คือ ไม่ได้มีการปรับปรุงการดําเนินงานจากผลของ
การตรวจสอบกนั อย่างจรงิ จัง หลายเร่ืองที่ได้มีการประเมินผลการดําเนินงานพบข้อบกพร่องเรียบร้อย
แล้วแต่ก็ยังทําใหม่อยู่เช่นเดิม ผู้มีอํานาจท่ีพอจะผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไขก็ไม่เห็น ความสําคัญ
ของข้อเทจ็ จริงท่ีไดจ้ ากการประเมิน หรือเมื่อมีการโยกย้ายเปล่ียนแปลงตําแหน่งผู้บริหาร การดําเนินงาน
ของสถานศึกษาก็มีการกําหนดงานใหม่ บางเรื่องก็แตกต่างไปจากท่ีเคยปฏิบัติเดิม กระบวนการที่จะ
ปรบั ปรุงแกไ้ ขข้อบกพร่องของการปฏิบัตงิ านใหเ้ กิดความต่อเนื่องจึงไม่ประสบผลสาํ เร็จ

สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ (2545 ข, หน้า 12-49) กล่าววา่ กระบวนการบริหารงาน
อย่างมีคุณภาพหรือวงจรคุณภาพ (PDCA) กับระบบการประกันคุณภาพภายในจัดเป็นเรื่องเดียวท่ี
ผบู้ รหิ ารทราบกนั ดีอยแู่ ล้วไม่ใช่เร่ืองใหม่ หรือแปลกแยกจากการทํางานตามปกติของสถานศึกษา แต่
จะเป็นระบบท่ีผสมผสานอยู่ในกระบวนการบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ เกิดขึ้นใน
ชีวิตประจําวันนั้นเอง

การบริหารงานให้ประสบความสําเร็จนั้น ผู้บริหารจะต้องมีความตระหนักเข้ามามีส่วน
ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมคิดร่วมทาํ รวมทั้งจะต้องมีการทํางานเป็นทีม และในการดําเนินการควร
มีการเตรียมการเพ่ือสร้างความพร้อมให้แก่บุคลากรและจัดให้มีกลไกในการดําเนินงาน หลังจากนั้น
บุคลากรทุกคนในสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติ ร่วมกันตรวจสอบ
และร่วมกันปรับปรุง โดยมีข้ันตอนการดําเนินงานทั้งหมด

ขั้นตอนตามแนวทางการดําเนินงาน ดังนี้ ท่ีมา (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาต,ิ 2545, หนา้ 13)

1. การเตรียมการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารและการจัดการเรียนการสอน ซึ่ง
ควรมีการเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ โดยการเตรียมการที่มีความสาํ คัญมากที่สุด คือ

1.1 การเตรยี มความพร้อมของบุคลากร โดยสร้างความตระหนัก และพฒั นาความรู้ ทักษะ

27

1.2 การแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทํางาน เพื่อร่วมมือกับผู้บริหารสถานศึกษา
ในการประสาน กระตุ้น กํากับ ดูแลให้บุคลากรภายในสถานศึกษา และบุคลากรภายนอกที่เกี่ยวข้อง
เข้ามาร่วมกันดาํ เนินการ

2. การดําเนินการ ประกอบด้วยขนั้ ตอนหลัก 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การดําเนินตามแผน
การตรวจสอบประเมินผล และการพัฒนาปรับปรุง ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องดําเนินการร่วมกันในทุกข้ันตอน
โดยมีรายละเอียดแต่ละข้ันตอน ดังนี้

2.1 การวางแผน (P)
การวางแผนเป็นการคิดเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อจะทํางานให้สําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

ในการวางแผนจะต้องมีการกําหนดเป้าหมาย แนวทางการดําเนินงาน ผู้รับผิดชอบงาน ระยะเวลา
และทรัพยากรที่จะต้องใช้ เพื่อทํางานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ต้องการ และควรวางแผนการ
ประเมินผลไปพร้อมกันด้วยเพื่อใช้กํากับตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนเพียงใด โดยมี
การต้ังเป้าหมายว่าจะประเมินเร่ืองใด ใช้วิธีการ รูปแบบอย่างไรในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
แผนการประเมินผลที่ดีควรสอดคล้องเป็นส่วนหนึ่งของการทํางานตามปกติใน ชีวิตประจําวันของ
ผู้บริหาร ครูและผู้เรียน ซ่ึงมีข้ันตอนการวางแผน ดังนี้

2.1.1 การกําหนดเป้าหมาย
การวางแผนควรจะเริ่มจากการกําหนดเป้าหมาย ที่แสดงถึงคุณลักษณะหรือ

คุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา ซึ่งควรระบุให้ชัดเจนในธรรมนูญสถานศึกษาและ ใช้
เป็นหลักหรือทิศทางในการดําเนินงานของสถานศึกษา หลังจากน้ันก็จัดทําแผนพัฒนาสถานศึกษาและ
แผนปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือมาตรฐานการศึกษา ซ่ึงควรครอบคลุมคุณลักษณะหรือ
คุณสมบัติของผู้เรียนที่พึงประสงค์ การบริหารจัดการ หลักสูตรและการเรียนการสอน ทรัพยากร
สภาพแวดล้อม การประเมินผล การกาํ กับตรวจสอบ และการรายงาน

2.1.2 การจัดอันดับความสาํ คัญของเป้าหมาย
การจัดอันดับความสําคัญของเป้าหมายจะช่วยให้การวางแผนมีประสิทธิภาพ

มากข้ึน เพราะสถานศึกษาจะได้ทราบว่าเป้าหมายต่าง ๆ ที่ต้องการนั้น เป้าหมายใดสําคัญมากน้อย
กว่ากันเพียงใด เพ่ือกําหนดกิจกรรม บุคลากร ทรัพยากร และช่วงระยะเวลาท่ีจะดําเนินการในการพัฒนา
เป้าหมายน้ัน ๆ ให้เหมาะสม

2.1.3 กําหนดแนวทางการดําเนินงานหรือวิธีปฏิบัติงาน
การกําหนดแนวทางหรือวิธีปฏิบัติงาน คือการนําเป้าหมายที่มีลักษณะเป็น

ความคิดเชิงนามธรรม มาทําให้เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ โดยคิดโครงการหรือกิจกรรมที่จะทํา ให้
บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ รวมทั้งกาํ หนดตัวช้ีวัดความสําเร็จหรือตัวบ่งชี้ให้มีความชัดเจนด้วย

2.1.4 การกาํ หนดระยะเวลา
ในการทําแผนควรมีการกําหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสําหรับการดําเนินงาน

ของโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในแผนด้วยการกําหนดระยะเวลาจะช่วยให้การทํางานมีประสิทธิภาพ
เพราะผู้ปฏิบัติจะได้ทราบว่างานใดควรจะต้องดําเนินการให้เสร็จเมื่อไร ต้องเร่งดําเนินการก่อน

28

หรืออาจรอได้ และยังเป็นประโยชนต์ อ่ ผู้บริหาร หรือผู้ท่ีทําหน้าท่ีกํากับดูแล จะได้ติดตามงานได้ว่า มี
ความก้าวหน้าตามแผนเพียงใด

2.1.5 การกําหนดงบประมาณ
ควรคิดงบประมาณที่จะต้องใช้ในการจัดซ้ือวัสดุ อุปกรณ์ รวมท้ังค่าตอบแทน

และคา่ ใชจ้ ่ายอื่น ๆ ทีจ่ าํ เป็นในการดาํ เนินโครงการหรือกจิ กรรมต่าง ๆ ตามแผนอย่างรอบคอบและให้
เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด โดยคํานึงถึงความพอเพียงและความเหมาะสมระหว่างรายรับ
รายจา่ ย เพื่อใหส้ ามารถดําเนินงานไดบ้ รรลตุ ามเป้าหมาย โดยมกี ารใช้งบประมาณอยา่ งคุ้มค่า

2.1.6 การกาํ หนดผู้รับผิดชอบ
การกําหนดผู้รับผิดชอบที่เหมาะสมในการดําเนินการแต่ละข้ันตอนหรือในกิจกรรม

และโครงการต่าง ๆ เปน็ ปจั จยั สําคญั ที่จะช่วยใหแ้ ผนดังกล่าวสามารถดําเนินการให้บรรลุเป้าหมายได้
อยา่ งมีประสิทธิภาพ จึงควรกาํ หนดไว้ในแผนใหช้ ัดเจนว่าเรื่องใดจะเปน็ หนา้ ทค่ี วามรบั ผิดชอบใครบา้ ง

2.2 การปฏิบัติตามแผน (D)
เมื่อสถานศึกษาได้วางแผนการปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว บุคคลก็ร่วมกันดําเนินการ

ตามแผนท่ีจัดทําไว้ โดยในระหว่างการดําเนินงานต้องมีการเรียนรู้เพ่ิมเติมตลอดเวลา และควรมุ่งเน้น
ประโยชน์ท่ีจะเกิดข้ึนกับผู้เรียนเป็นสําคัญ นอกจากน้ีผู้บริหารสถานศึกษาควรจะ

2.2.1 ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรทุกคนทาํ งานอย่างมีความสุข
2.2.2 จัดสิ่งอํานวยความสะดวก สนับสนุนทรัพยากรเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2.3 กํากับ ติดตาม (monitoring) ทั้งระดับรายบุคคล รายกลุ่ม รายหมวด ฝ่าย เพ่ือ
กระตุ้นและส่งเสริมให้มีการดําเนินงานตามแผน
2.2.4 ให้การนิเทศ

ในระหว่างปฏิบัติงานผู้บริหารต้องกํากับและติดตามว่าเป็นไปตามเป้าหมาย
หรือแผนท่ีกําหนดไว้ หรือมีปัญหาหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามแผนหรือมีปัญหาจะได้ให้การนิเทศเพื่อ
ปรบั ปรุงแกไ้ ข ผู้บริหารควรให้การนิเทศเพ่ือให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังใน
เรอื่ งการจดั การเรยี นการสอน การประเมินตนเอง และทกั ษะในด้านต่าง ๆ โดยผู้บริหารอาจให้การนิเทศ
เอง หรือเชญิ วทิ ยากรท่มี ีความร้คู วามเชีย่ วชาญแตล่ ะด้านมาทาํ งานนเิ ทศ หรือส่งบคุ ลากรไปฝึกอบรม

2.3 การตรวจสอบประเมินผล (C)
การประเมินผล เป็นกลไกสําคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา เพราะจะทําให้ได้

ข้อมูลย้อนกลับ ท่ีจะสะท้อนให้เห็นถึงการดําเนินงานที่ผ่านมาว่าบรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้เพียงใด
ต้องปรับปรุงแก้ไขในเร่ืองใดบ้าง ผู้บริหารและครูที่เข้าใจระบบการประกันคุณภาพอย่างถูกต้อง จะ
ตระหนักถึงความสําคัญของการประเมินผล ไม่กลัวการประเมินผล โดยเฉพาะการประเมินตนเองซ่ึง
เป็นการประเมินท่ีมุ่งเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่การตัดสินถูก-ผิด ไม่ใช่การประเมินเพื่อประเมินและไม่ใช่
เร่ืองที่ทํายาก ไม่ต้องคิดเครื่องมือหรือแบบประเมินมากมาย แต่เป็นการประเมินในงานที่ทําอยู่เป็น
ประจําเครื่องมือที่ใช้อาจเป็นส่ิงที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่ และในระหว่างที่สถานศึกษา

29

ดําเนินการตามแผนปฏบิ ัติการควรมกี ารตรวจสอบประเมินผลเป็นระยะ ๆ เพ่ือพิจารณาว่า การดําเนินการ
เป็นไปในทิศทางที่จะนําไปสู่ความสําเร็จตามเป้าหมายหรือมาตรฐาน และตัวบ่งช้ีท่ีกําหนดในแผนพัฒนา
และแผนปฏิบัติการหรือไม่ เพียงใด มีจุดอ่อน จุดแข็งประการใด มีส่วนใดที่จะต้องปรับปรุงเพื่อให้
บรรลเุ ปา้ หมายหรือมาตรฐานและตัวบ่งช้ีที่กําหนดมากที่สุด และเมื่อสิ้นภาคเรียนหรือสิ้นปีการศึกษาก็
จะต้องมีการประเมินสรุปรวม เพ่ือนําผลมาพิจารณาแก้ไข ปรบั ปรุงการดาํ เนนิ การในระยะต่อไป

2.3.1 การวางกรอบการประเมิน
คณะกรรมการควรประชุมร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในการวางกรอบการประเมิน

เพื่อกําหนดแนวทางในการประเมินว่าจะประเมินอะไร ใครเป็นผู้ประเมิน และมีรูปแบบในการประเมิน
เป็นอย่างไร กรอบการประเมินควรจะต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายคุณภาพหรือมาตรฐานการศึกษา ท่ี
ระบุในแผนพัฒนาและแผนปฏิบัติการ เพื่อกําหนดว่าควรจะประเมินอะไร เรื่องใด มีอะไรเป็นตัว
บ่งช้ีความสาํ เร็จของการดาํ เนินงานตามเป้าหมาย ต่อจากนั้นจึงพิจารณาต่อไปว่าตัวบ่งช้ีนั้นจะต้อง
ใชข้ ้อมลู อะไร แลว้ สาํ รวจดูว่าสถานศึกษามขี อ้ มูลนนั้ แลว้ หรือยัง จะนาํ มาใช้ได้หรือไม่ ถ้ามีข้อมูลอยู่แล้วก็
ไม่ต้องเก็บข้อมูลใหม่ ถ้ายังไม่มีข้อมูลหรือมีแต่เป็นข้อมูลท่ีล้าสมัย ก็ต้องเก็บใหม่ โดยพิจารณาว่าข้อมูล
ท่ตี อ้ งการนัน้ จะใช้เครื่องมือชนิดใด จะเก็บข้อมูลจากใคร จะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร รวมท้ังกําหนดเกณฑ์
การประเมิน ช่วงเวลาและผู้รับผิดชอบในการประเมินเพื่อสะดวกในการกํากับ ติดตามงานของ
คณะกรรมการและผู้บรหิ าร

2.3.2 การจดั หา/จดั ทาํ เคร่อื งมือ
คณะกรรมการควรประชุมร่วมกับผู้เก่ียวข้อง เพ่ือกําหนดเคร่ืองมือที่จะใช้ใน

การเก็บรวบรวมข้อมูลว่า จะใช้เครื่องมือชนิดใด หลังจากน้ันก็จะหา/จัดทําเคร่ืองมือ การประเมินผล
ภายในอาจใช้เครื่องมือได้หลากหลาย การกําหนดเคร่ืองมือที่จะใช้ต้องให้เหมาะสมกับลักษณะของตัว
บ่งช้ีที่จะวัด เครื่องมือที่กําหนดสําหรับใช้ในการเก็บข้อมูลนั้น ไม่จําเป็นต้องจัดทําใหม่ท้ังหมด ให้
สํารวจดูว่ามีเครื่องมือดังกล่าวแล้วหรือยัง ถ้ามีอยู่แล้วและเป็นเคร่ืองมือที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถ
นาํ ไปใช้ได้เลย แตถ่ ้ายังไม่ได้มาตรฐานก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงให้มีคุณภาพ โดยการนําไปทดลองและ
ปรับปรุงก่อนนําไปใช้จริง ในกรณีท่ีสถานศึกษาสํารวจแล้วพบว่ายังไม่มีเครื่องมือ จําเป็นต้องสร้าง
เครื่องมือใหม่ แล้วจึงนําเครื่องมือที่สร้างข้ึนไปทดลองใช้แล้วนําผลมาปรับปรุงก่อนใช้จริง การสร้าง
และปรับปรุงเคร่ืองมือ จะต้องคํานึงถึงความสามารถในการวัดได้ตรงกับส่ิงท่ีต้องการวัด โดยอาจนํา
เคร่ืองมือไปทดลองใช้ แล้วนําผลท่ีได้มาวิเคราะห์ว่าได้ผลตรงกับความเป็นจริงตามการสังเกตของครู
หรอื ไม่

2.3.3 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

30

ในการเก็บข้อมลู นน้ั หากข้อมูลใดมอี ยแู่ ล้วในสถานศึกษาไม่ควรจัดเก็บใหม่ ให้
นําขอ้ มลู ทีม่ ีอย่แู ลว้ มาประมวลผล วิเคราะห์ แลว้ นาํ ไปใช้ไดเ้ ลย หรอื จัดเก็บข้อมลู ใหส้ อดคล้องกับการ
ทาํ งานปกตขิ องสถานศกึ ษาให้มากท่สี ดุ

2.3.4 การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูลของสถานศึกษาน้ัน ผู้รับผิดชอบควรร่วมมือกันพิจารณา

กรอบการวิเคราะห์ว่าข้อมูลแต่ละประเด็นจะวิเคราะห์ในระดับใด ระดับบุคคล ระดับห้องเรียน หรือ
ระดบั ภาพรวมของสถานศึกษา ใครเปน็ ผูว้ ิเคราะห์ วิเคราะห์ในช่วงเวลาใดเพื่อจะไดน้ ําผลมาใช้

2.3.5 การแปลความหมาย
ข้อมูลทไี่ ด้จากการวิเคราะห์จะนํามาใช้ประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อสถานศึกษาได้แปล

ความหมายของข้อมูล โดยมีการเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กําหนด และก่อนที่คณะกรรมการจะแปล
ความหมายผลการประเมิน จะต้องกําหนดเกณฑ์ในการตัดสิน โดยคณะกรรมการจะต้องร่วมกัน
กําหนดให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของสถานศึกษา ด้วยการพิจารณาข้อมูลผลการดําเนินการที่ผ่านมา
ของสถานศึกษา ประกอบกับเกณฑ์ของที่อื่นว่าเป็นอย่างไร เพื่อกําหนดเกณฑ์ในการตัดสิน และเน่ืองจาก
การประเมินตนเองเป็นการประเมินเพ่ือพัฒนา ดังนั้น เกณฑ์การประเมินควรจะดูพัฒนาการของ
สถานศกึ ษาด้วยในชว่ งแรกอาจจะกาํ หนดเกณฑ์ที่คิดว่าสถานศึกษาทําได้ไปก่อนเพื่อให้มีกําลังใจในการ
ทํางานแล้วค่อย ๆ ปรับให้สูงข้ึน เม่ือสถานศึกษาได้กําหนดเกณฑ์การตัดสินผลการประเมินแล้ว
สถานศึกษากส็ ามารถแปลงความหมายของข้อมูลได้ว่าเรอ่ื งใดมผี ลการประเมนิ เปน็ อย่างไร

2.3.6 การตรวจสอบและปรับปรงุ คุณภาพการประเมิน
เมื่อสถานศึกษาได้ดําเนินการประเมินตามแผนที่กําหนดไว้แล้ว ก็จะต้องมี

การตรวจสอบกระบวนการและผลการประเมินว่า มีความเหมาะสม ถูกต้องและน่าเชื่อถือเพียงใด
ซึ่งผู้เกี่ยวข้องควรมีการประชุมร่วมกันเป็นระยะ ๆ โดยผู้บริหารควรมีการติดตามตรวจสอบใน
ระหว่างการนเิ ทศ และประชุมร่วมกับคณะกรรมการเพอ่ื ใหค้ ําปรึกษาแนะนําในการปรับปรุงและพัฒนา
กระบวนการประเมินคุณภาพใหม้ ีประสิทธิภาพ มคี วามถกู ตอ้ งและเช่ือถือได้

2.4 การนาํ ผลการประเมินมาปรับปรงุ งาน (A)
เม่ือบุคลากรแต่ละคน แต่ละฝ่ายมีการประเมินผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ส่งผลให้กับ

คณะกรรมการที่รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องรวบรวมผลการประเมินมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ แปลผลในภาพรวม
ท้ังหมด แล้วนําเสนอผลการประเมินต่อผู้เก่ียวข้อง เช่น ครูประจําชั้น ครูประจําวิชา หัวหน้าหมวด
ผู้บริหาร เพ่ือนําผลไปใช้ในการพัฒนางานของตนเองต่อไป สาํ หรับการเผยแพร่ผลการประเมิน อาจ
ใช้วิธีจัดประชุมครูภายในสถานศึกษา จัดบอร์ด หรือจัดทํารายงานผลการประเมินฉบับย่อแจก
บุคลากร และผลการประเมินสามารถนําไปใชเ้ ปน็ ข้อมลู ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานของผู้บริหารและ
บุคลากร และใช้ในการวางแผนต่อไป รวมท้ังจัดทําเป็นข้อมูลสารสนเทศเพ่ือใช้ประกอบการตดั สนิ ใจ
ในเรือ่ งต่าง ๆ ได้

2.4.1 การปรับปรงุ การปฏบิ ัตงิ านของผูบ้ ริหารและบุคลากร

31

ในระหว่างการดําเนินงานและมีการตรวจสอบประเมินผลท้ังในระดับรายบุคคล
หรือระดับชั้น/หมวดวิชา ผู้บริหารและบุคลากรสามารถนําผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงการทํางาน
ของตนเองและปรับปรุงแผนการดําเนินงานได้เลย เพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปตามแผนและเป้าหมายท่ี
กําหนดไว้

2.4.2 การวางแผนในระยะต่อไป
การนําผลการประเมินไปใช้จัดทําแผนในภาคเรียนหรือปีการศึกษาต่อไป ควร

มกี ารวเิ คราะหจ์ ดุ เด่น และจุดท่ีต้องปรับปรุงของสถานศึกษา หาสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไข โดย
ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อนําไปพัฒนาปรับปรุงการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ต่อไป และวิธีการวิเคราะห์จุดเด่นและจุดท่ีต้องปรับปรุงสามารถทําได้ง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบผลการ
ปฏิบัติงานกับเป้าหมายที่กําหนดไว้ ผลต่างที่เกิดขึ้นจะสะท้อนส่ิงท่ีต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุง เม่ือ
ทราบจุดที่ต้องปรับปรุงของสถานศึกษาแล้ว จะต้องนํามาร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุเพ่ือป้องกันและ
ปรบั ปรงุ แกไ้ ข หลังจากนน้ั จงึ ระดมความคดิ จากบุคลากรที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา และผล
การประเมินอาจชี้จุดท่ีสถานศึกษาต้องทําการปรับปรุงหลายประการ ซึ่งสถานศึกษาไม่สามารถแก้ไข
ปัญหาเหล่านั้นได้พร้อมกัน ต้องกําหนดลําดับความสําคัญว่าปัญหาอะไรจําเป็นต้องพัฒนาก่อน
เพื่อนํามาวางแผนปรับปรุงแก้ไขแผนปฏิบัติงาน และจัดทําโครงการหรือกิจกรรมในภาคเรียนหรือปี
การศกึ ษาต่อไป

2.4.3 การจัดทาํ ข้อมูลสารสนเทศ
ถ้าสถานศึกษานําข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาพัฒนาเป็นข้อมูลสารสนเทศท่ี

สามารถใช้ได้สะดวก รวดเร็ว และเป็นปัจจุบัน ก็จะเป็นประโยชน์ในการบริหารงาน และประกอบการ
ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งเมื่อหน่วยงานภายนอกเข้ามาประเมิน สถานศึกษาก็พร้อมที่จะ
นําเสนอข้อมูลและสารสนเทศที่ผู้ประเมินต้องการได้ง่ายข้ึนในทุก ๆ ด้าน และการดําเนินงานประเมินผล
ของสถานศึกษาไม่ได้ส้ินสุดเพียงแค่ทําการประเมินตนเองเพียงคร้ังเดียวแล้วหยุดเลย แต่ต้องทํา
ตลอดเวลา ผลการประเมินที่จัดทําเสร็จแล้วถือเป็นข้อมูลท่ีแสดงถึงสภาพการดําเนินงานในขณะนั้นซึ่ง
ต้องมีการตรวจสอบใหม่ว่าการดําเนินงานในช่วงต่อไปสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการ
พัฒนาของสถานศึกษาอย่างไร การพัฒนาปรับปรุงตนเองจึงต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีท่ี
สิ้นสุด

สาํ นักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (2546, หน้า 51-55) กล่าวว่า
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้พัฒนามาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินคุณภาพภายนอก และเป็นแนวทางให้หน่วยงานและสถานศึกษามุ่ง
พัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วาง
ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการ ให้มีมาตรฐานการศึกษาท้ังหมด 27 มาตรฐาน 91 ตัวบ่งชี้ แบ่ง
ออกเปน็ 3 ด้าน คือ ดา้ นผู้เรยี น มี 12 มาตรฐาน 38 ตวั บ่งช้ี ดา้ นกระบวนการ มี 6 มาตรฐาน 29 ตัว

32

บ่งช้ี และด้านปัจจัย มี 9 มาตรฐาน 24 ตัวบ่งช้ี และในมาตรฐานด้านกระบวนการ มาตรฐานที่ 13
กําหนดไว้อย่างชัดเจนให้สถานศึกษามีการจัดองค์กร/โครงสร้างและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ
ครบวงจร ให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา อันประกอบด้วย การจัดองค์กร/โครงสร้างการบริหารชัดเจน
มีปรัชญา แผนพัฒนา/ธรรมนูญสถานศึกษา แผนการดําเนินงานของสถานศึกษา และตัวช้ีวัดความสําเร็จ
มีการปฏิบัติตามแผน การส่งเสริมการทํางานเป็นทีม การนิเทศ ติดตาม ประเมินผลเปรียบเทียบกับ
เป้าหมายอย่างต่อเน่ือง มีระบบข้อมูลสารสนเทศครบถ้วน ถูกต้อง ตรงกับความต้องการและทันต่อการ
ใช้งาน การบันทึกและรายงานผลการประเมิน และการนําข้อมูลและผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจ
และปรบั ปรงุ งาน

จากวงจรคุณภาพกับการประยุกต์ใช้เพ่ือบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีกล่าวมา
ข้างต้นสรุปได้ว่า การบริหารงานโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) เป็นการทํางานท่ีเป็นระบบ มีเป้าหมาย
ชัดเจน มีการดําเนินตามแผน มีการตรวจสอบประเมินผล และมีการปรับปรุงแก้ไข เป็นวงจรต่อเนื่อง
เพ่ือให้บรรลุผลสําเร็จที่คาดหวังและเพ่ือแสวงหาสภาพที่ดีกว่า และในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ของสถานศึกษาได้นําแนวคิดการบริหารอย่างมีคุณภาพมาประสมประสานและเลือกสรร
กระบวนการ ขั้นตอน วิธีการหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับนโยบายและเป้าหมายของการจัด
การศึกษาของชาติ และเหมาะสมกับสถานศึกษา ตลอดจนสภาพและความต้องการของสังคม ดังนั้น
ผู้วิจัยจึงนําหลักการบริหารงานอย่างมีคุณภาพในการประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพเพื่อบริหารงาน
สถานศึกษากับกระบวนการประกันคุณภาพภายในมากําหนดเป็นขอบข่ายและขั้นตอนการบริหารงาน
วิชาการของผู้บริหารตามวงจรคุณภาพ (PDCA) ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การวางแผน (Plan) ได้แก่
การเตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อจะทํางานให้สําเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกําหนดเป้าหมาย จัดทําแผน
ตามเป้าหมาย แนวทางการดาํ เนินงาน ระยะเวลา งบประมาณ ผู้รับผิดชอบ และการประเมินผล ข้ันตอนท่ี
2 การดําเนนิ ตามแผน (Do) ไดแ้ ก่ การดําเนินงานต่อเนอ่ื งจากการวางแผน โดยมีการอบรม ประชุมชี้แจง
มอบหมายผู้รับผิดชอบ และให้การสนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร บุคลากร และดําเนินการนิเทศ
แนะนํา กํากับ ติดตาม เพื่อให้งานเป็นไปตามแผนท่ีกําหนด ขั้นตอนท่ี 3 การตรวจสอบ (Check) ได้แก่
การประเมินผลการปฏิบัติตามแผน โดยจัดให้มีการประเมินผลตามแผนที่กําหนด วิเคราะห์ปัญหาและ
สาเหตุท่ีเกี่ยวข้องจากการเปรียบเทียบระหว่างเป้าหมายกับการดําเนินตามแผน เพ่ือจะทราบว่าต้อง
ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ข้ันตอนที่ 4 การปรับปรุงแก้ไข (Act) ได้แก่ การนําผลการวิเคราะห์ปัญหาและ
สาเหตุที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงแก้ไข และหากผลการดําเนินงานยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็ต้อง
ปรับเปล่ียนวิธีการดําเนินงานใหม่ให้เหมาะสมในการวางแผนระยะต่อไป แต่ถ้าผลการประเมินพบว่างาน
สาํ เรจ็ ตามเป้าหมายแลว้ ในการวางแผนครงั้ ตอ่ ไปต้องปรบั เปล่ียนเป้าหมายให้สูงข้ึนเพื่อให้เกิดการพัฒนา
และจัดทํารายงานไวเ้ ป็นหลักฐาน

2.2 งานวจิ ัยในช้ันเรยี น
2.2.1 ความหมายของการวิจยั ในชัน้ เรยี น

33

การวิจัยในช้ันเรียนเกี่ยวข้องกับครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม
กับผู้เรียนที่หลากหลาย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดของหน่วยงานทางการศึกษาและนักการ
ศึกษา ซึ่งให้แนวคิดเกีย่ วกบั ความหมายวจิ ยั ในชัน้ เรยี นไว้ ดงั นี้

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2544, หน้า 6) ให้ความหมายไว้ว่า
การวิจัยในช้ันเรียน หมายถึง การวิจัยที่ทําโดยครูในชั้นเรียน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาท่ี
เกิดข้ึนในช้นั เรยี น มกี ารดําเนินการท่ีมแี ผนชัดเจน กระทําอย่างรวดเร็ว สามารถนําผลมาใช้ได้ทันที ใน
ระหว่างการทําวิจัยจะมีการสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่าง ๆ ซึ่งผลที่ได้นั้นจะนํามา
ปรับปรุงการเรียนการสอน โดยมีจุดเน้นที่เป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนมากที่สุด กระบวนการทํา
วิจัยในชน้ั เรียนจะมีการทาํ อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้ผลตามเป้าหมายท่ีต้องการ

อัจฉรา สระวาสี (2540) และประวิต เอราวรรณ์ (2542) ได้ให้ความหมายสอดคล้องกันว่า
การวิจัยท่ีผู้ปฏิบัติมุ่งศึกษาทําความเข้าใจในงานหรือกิจกรรมในหน้าท่ีเพ่ือค้นหาวิธีแก้ไข ปรับปรุง
พฒั นางานหรอื กจิ กรรมน้ัน สว่ นการวจิ ัยปฏิบตั ิการในช้ันเรียนเป็นการศึกษาค้นคว้าของครู จัดว่าเป็น
ผู้ปฏิบัติงานในชั้นเรียน เพื่อแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมการเรียนหรือกิจกรรมนักเรียน และคิด
วเิ คราะห์เพื่อพัฒนานวตั กรรมการเรยี นการสอน

พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544, หน้า 24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง
การวิจัยปฏิบัติการที่ครูได้แสวงหาวิธีการหรือนวัตกรรมทางเลือกในการแก้ปัญหาหรือ พัฒนาการ
เรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

ครรุ กั ษ์ ภิรมยร์ กั ษ์ (2544, หน้า 4) กล่าวว่า การวิจัยในชั้นเรียนเป็นบทบาทของครูในการ
แสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในบริบทของชั้นเรียน โดยทําพร้อม ๆ กันไปกับการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติด้วยกระบวนการที่เรียบง่ายและเชื่อถือได้ เพ่ือนํามาใช้ในการ
พฒั นาการเรียนให้มปี ระสิทธภิ าพและเกดิ ประโยชน์สงู สดุ ตอ่ ผ้เู รียน

ศิริพงษ์ เศาภายน (2546, หน้า 95) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การวิจัยในช้ันเรียน หมายถึง
การสืบเสาะหาความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ท่ีจะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนให้มีประสิทธิภาพ
ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาในบริบทของชั้นเรีย นที่แคบกว่าการวินิจฉัยปัญหา ทาง
การศึกษาท่ัว ๆ ไป รวมทั้งการแก้ปัญหาที่จะต้องกระทาํ เฉพาะภายในบริบทที่จาํ กัด

ชยั พจน์ รักงาม (2547, หน้า 1) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การวิจัยในชั้นเรียน คือ การพัฒนา
นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนในช้ันเรียน ซ่ึงจากการสํารวจ พบว่า สาเหตุของปัญหา
การเรยี นการสอนมาจากนักเรียน วิธกี ารสอน ส่ือการสอน และสภาพแวดล้อม การวิจัยในชั้นเรียนจึง
เปน็ วิธหี นง่ึ ทคี่ รสู ามารถดําเนนิ การแก้ไขปญั หาดว้ ยตนเองอย่างเป็นระบบ

สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2524:5) ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัยเป็น
กระบวนการพจิ ารณาโดยการวิเคราะห์ข้อมูลตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวกบั ปญั หานั้น เพื่อตคี วามและหาข้อสรุปใน
ปญั หานั้นอย่างมรี ะบบ

สุวิมล ว่องวาณิช (2547, หน้า 21) ได้ให้ความหมายไว้ว่า วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คือ
การวิจัยท่ีทําโดยครูผู้สอนในชั้นเรียน เพ่ือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน และนําผลมาใช้ในการปรับปรุง

34

การเรียนการสอนหรือส่งเสริมพฒั นาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ
ผู้เรียน เป็นการวิจัยที่ต้องทําอย่างรวดเร็ว นําผลไปใช้ทันที และสะท้อนข้อมูลเกี่ยวกับ การ
ปฏบิ ัติงานต่าง ๆ ในชีวติ ประจําวันของตนเองให้ทั้งตนเองและกลุ่มเพื่อนร่วมงานในสถานศึกษาได้มีโอกาส
วิพากษ์ อภิปราย แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ในแนวทางท่ีได้ปฏิบัติและผลท่ีเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทั้งของครู
และผเู้ รยี น

จากความหมายและแนวคิดที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า การวิจัยในชั้นเรียน หมายถึง
การวจิ ยั ที่ทําโดยครูผสู้ อนท่มี ีจุดประสงคเ์ พอ่ื แก้ปญั หาทเ่ี กดิ ข้ึนกับผู้เรียนในชั้นเรียนอย่างมีระบบและ
ขั้นตอนเพ่ือนาํ ผลการวิจัยมาปรับปรุงแก้ไขการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามท่ีกําหนดไว้

2.2.3 ขอบเขตการทําวิจยั ในชัน้ เรยี น
การวิจัยในช้ันเรียน คือ กิจกรรมท่ีเกิดข้ึนระหว่างครูและนักเรียน และบทบาทครู

คือ การจดั ประสบการณ์การเรียนรตู้ ามหลักสตู รใหก้ บั นกั เรยี นทงั้ ช้นั การสอนในชั้นเรียนไม่ใช่การ
บอกหนงั สือ หรอื การบอกให้จดหนงั สืออย่างเดียว การสอนในช้ันเรียนครูจะต้องจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้ให้กับนักเรียนทั้งช้ันซึ่งมีความสามารถพื้นฐานแตกต่างกันออกไป ทําให้บางครั้งเกิดปัญหากับ
ผู้สอนท่ีต้องจัดกิจกรรมหลากหลายสนองตอบต่อผู้เรียนแต่ละคน การสอนควบคู่กับการสังเกต เก็บ
รวบรวมข้อมูลนักเรียนในชัน้ มาวเิ คราะห์ ศึกษาสภาพ จงึ เป็นส่งิ จาํ เป็นตอ้ งดําเนินการตลอดเวลา การ
วิจัยในช้ันเรยี นจะเกดิ ขึน้ หลังจากครสู รุปไดว้ า่ ปญั หาคอื อะไร เกดิ ท่ีไหนและมีแนวทางจะแก้ปัญหานั้น
ไดอ้ ยา่ งไร กลา่ วคอื ครูคิดหาวิธีการแก้ปัญหาแล้วได้นําไปทดลองใชจ้ นได้ผลแล้วพัฒนาเป็นนวัตกรรม
สามารถนําไปเผยแพรไ่ ด้ต่อไป การวิจยั ในชั้นเรียนควรมีลักษณะ คอื

1. เปน็ การวจิ ัยจากปัญหาที่เกดิ ขึ้นในชั้นเรยี นเกี่ยวกับการเรียนการสอน
2. ทําการวิจัยเพือ่ นําผลวิจัยไปพฒั นาการเรียนการสอน
3. ทําการวิจัยควบคู่กับการเรียนการสอน คือ สอนไปวิจัยไป แล้วนําผลการวิจัยไปใช้
แกป้ ัญหาในช้ันเรียน และทาํ การเผยแพร่ให้เกดิ ประโยชน์ต่อผอู้ ่ืน
หลกั การ
การวิจัยปฏิบตั กิ ารในชน้ั เรยี น เป็นกระบวนการแก้ปัญหา และพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดย
มเี ป้าหมายท่สี ําคญั คอื การพฒั นาผูเ้ รียนให้เปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้ มีจิตใจท่ีดีงาม และดํารงชีวิตอยู่
ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เป็นกระบวนการแก้ปัญหาแบบส่วนร่วมระหว่างผู้สอนกับ
ผู้เรียนอย่างแท้จริงที่ตอบสนองการเรียนรู้ท่ีเป็นธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเป็น
ระบบ
การวิจัยปฏิบัติการในช้ันเรียน มุ่งแก้ปัญหาท่ีเป็นปัญหาที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ในชนั้ เรยี นเป็นครงั้ ๆ ไป เป็นการวจิ ยั ปญั หาของผู้เรยี นในช้ันเรียนของตนเอง เพื่อแก้ปัญหาการเรียน
การสอนเฉพาะชั้นเรยี นนัน้ ๆ

35

เป้าหมายท่ีสําคัญของการวิจัยปฏิบัติการในช้ันเรียน คือ การวิจัยเพื่อสร้างและพัฒนางาน
พฒั นาคน และพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยที างการศกึ ษา และองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เป็น
ประโยชน์ตอ่ การพฒั นากระบวนการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องและเหมาะสมกับความเปล่ียนแปลงของสังคม
โลกทั้งในปจั จบุ ันและอนาคตตอ่ ไป

การวิจัยในชั้นเรียนแตกต่างจากการวิจัยในโรงเรียน คือ กลุ่มตัวอย่างและเป้าหมายของการ
วจิ ยั ในชั้นเรยี นจะใชก้ ลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ใช้ศึกษาในห้องเรียนใดห้องเรียนหน่ึงและมีเป้าหมาย คือ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน เพราะเชื่อว่า ถ้าครูใช้กิจกรรมการสอนท่ีดีและเหมาะสมกับ
ผเู้ รยี น ย่อมมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและบรรลเุ ป้าหมายทางการพัฒนานักเรยี น

การวิจัยในช้ันเรียน เป็นการวิจัยโดยครูผู้สอนในห้องเรียนกับนักเรียนเพื่อแก้ปัญหาหรือ
พฒั นาการเรยี นการสอนในวชิ าทีค่ รูรับผดิ ชอบ

ขอบเขตการวจิ ยั ในชน้ั เรียนนั้นจะให้ความสําคัญกับการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมเพ่ือแก้ปัญหา
หรือพฒั นาการเรยี นการสอนอย่างเหมาะสม

วงจรการพฒั นาคุณภาพการจัดการเรียนรู้

36

การวางแผน

การแก้ไข การปฏิบัติ
ปรับปรุง

การตรวจสอบ

สบื ค้นวิธแี กป้ ัญหาด้วยการวจิ ัย

ศกึ ษาปัญหา

นาํ ขอ้ คน้ พบจากการวจิ ยั สกู่ ารปฏบิ ัติ ตรวจสอบผล หาสาเหตุ

ทดลองใช้ หาวธิ แี ก้ปัญหา

พัฒนานวตั กรรม/
วิธกี ารแกป้ ญั หา

วงจรการวิจยั ในชัน้ เรียน

ภาพที่ 1 ความสมั พนั ธ์ระหว่างวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และการวจิ ยั ในชัน้ เรยี น

2.2.4 กระบวนการทาํ งานวจิ ยั ในช้นั เรยี น

การทําวิจัยของครูเป็นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาในช้ันเรียนโดยครูเป็นผู้เรียนรู้และวิเคราะห์
วิจารณ์ผลท่ีได้จากการปฏิบัติจะทําให้ได้รูปแบบการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนให้
เหมาะสมกับสภาพการณ์ของช้ันเรียนและระบบของโรงเรียนของตนได้อย่างแท้จริงนักการศึกษา
หลายท่านได้แนะนําขั้นตอนของการทําวิจัยในโรงเรียน โดยคํานึงถึงลักษณะการปฏิบัติงานและ
ข้อจาํ กดั ของครผู ปู้ ฏบิ ัติหน้าทีส่ อนไวด้ งั นี้

สุวัฒนา สุวรรณเขตนิยม (2537 : 8 – 11) ได้แนะนํากระบวนการของการวัยใน
โรงเรียนในลักษณะเป็นกระบวนการพัฒนางานว่าในกระบวนการของการพัฒนางานน้ันมีข้ันตอน 4
ขน้ั ตอน กลา่ วคอื

37

ขนั้ ท่ี 1 การกาํ หนดเป้าหมายของการพัฒนาท่ีต้องการใหช้ ัดเจน
ขั้นท่ี 2 การประเมินสภาวะเริ่มต้นเพ่ือดุลภาพหรือสภาวะในปัจจุบันนี้ว่ามีลักษณะ
อย่างไรและแตกตา่ งจากสภาวะเปา้ หมายทีต่ ้องการในลักษณะใด
ขั้นท่ี 3 การวางกระบวนการและการดําเนินการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขไปเร่ือย ๆ
โดยมขี นั้ ตอนย่อย คอื

1) การพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการเปล่ียนแปลงจากสภาวะเร่ิมต้นไปสู่สภาวะ
เป้าหมาย

2) การประเมินทางเลือกต่าง ๆ เพื่อตัดสินใจทางเลือกที่ดีท่ีสุดและเหมาะสมท่ีสุด
ในการพัฒนา

3) การดาํ เนินการพัฒนาตามแผนของทางเลอื กทเี่ ลอื กไว้
4) การตดิ ตามกํากับและประเมินการดําเนินงาน เพื่อให้รู้ว่าการพัฒนากําลังเป็นไป
ในทิศทางและลักษณะที่ต้องการใช่หรือไม่และเพ่ือให้รู้ว่าจะต้องปรับเปล่ียนอะไรอีก เพ่ือให้ไปสู่
เป้าหมายที่ต้องกาอย่างมปี ระสิทธภิ าพย่ิงข้นึ ผลจากข้ันนีจ้ ะทําใหไ้ ด้แผนดาํ เนนิ การในระยะต่อไป
5) การดําเนนิ การพฒั นาตามแผนฉบบั ท่ปี รบั ปรงุ
6) ติดตามกํากบั และประเมินการทาํ งานตามแผนฉบบั ปรบั ปรุง
ข้ันท่ี 4 การประเมินผลรวมสรุปว่าได้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนามากน้อยเพียงใด
เม่ือนํากระบวนการพัฒนาดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับโปรแกรมการวิจัยในช้ันเรียนแล้ว รูปแบบของ
การวิจัยในช้ันเรียนเพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา
ผู้เรียนในด้านใดด้านหนึ่งภายใต้บริบทหน่ึงน่าจะเป็นโปรแกรมการวิจัยท่ีมีระยะของการทําวิจัยอย่าง
น้อย 3 ระยะ ดงั นี้
ระยะแรก เป็นการวิจัยเพ่ือวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหาของการเรียนและ
การจดั การเรยี นการสอน
ระยะท่ีสอง เป็นการวิจัยเพื่อทดลองวิธีการพัฒนาหรือนวัตกรรมทางการเรียนและ
การสอน
ระยะท่ีสาม เป็นระยะที่ครูนักวิจัยต้องการพิสูจน์ความจริงท่ีถูกต้องมากยิ่งขึ้น
เก่ียวกับผลหรอื วธิ กี ารหรือนวตั กรรมที่พัฒนาขึ้นมาตอ่ การเรียนของนักเรียน ในขั้นนี้ครูจะทําการวิจัย
เชิงทดลองโดยจะมีกลุ่มควบคุมและมีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนต่าง ๆ ให้มากข้ึนเพื่อให้ผลการ
พิสจู นม์ ีความตรงภายในและความตรงภายนอกย่ิงขึน้ ควรทําการทดลองในหลายบรบิ ท

นอกจากน้ี อุทุมพร จามรมาน (2537 : 40 – 49) ยังได้กล่าวถึงข้ันตอนการวิจัยของ
ครูไวใ้ นลักษณะของแนวปฏิบัตภิ ายใตข้ ้อจาํ กดั ของครูในโรงเรียนว่าประกอบด้วย 10 ขน้ึ ตอน คอื

ขั้นท่ี 1 การระบุข้อสงสัย ข้อขัดข้อง ปัญหาท่ีเกิดจากนักเรียน กระบวนการเรียน ครู
กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรยี น นอกห้องเรียน

38

ข้ันที่ 2 การระบุปัญหาข้อสงสัยที่กระชับ มีขนาดเล็กและสามารถทําได้ ในขั้นน้ีครู
ตดั สินใจเลือกเรือ่ งที่สามารถทาํ ไดห้ รือเลอื กนกั เรียนทม่ี ปี ญั หาท่ีต้องแก้ไขกอ่ นนนั้ คือครูจัดลําดับความ
จาํ เป็นและความสําคัญของเร่ืองท่ีตนสามารถทําได้ภายใตเ้ วลา แรงงาน และสติปญั ญาของตน

ขั้นที่ 3 การแสวงหาคาํ ตอบ ความชว่ งเหลือ แหล่งความรู้ในเบ้ืองต้น เม่ือครูกําหนด
ประเด็นปัญหาท่ีตนสามารถทําได้แล้ว ครูใช้การปรึกษา การอ่าน การถามคนอ่ืน การแสวงหา
แหล่งท่ีครูจะไปหาคําตอบ เช่น ศึกษานิเทศก์ ครูอ่ืน ผู้บริหาร นักวิชาการ หนังสือ ห้องสมุด
บคุ คลทว่ั ไป รายงานต่าง ๆ ฯลฯ ทต่ี นอาจได้รับแนวทางเพอ่ื นาํ ไปสู่ตําตอบและการปฏบิ ตั ิต่อไป

ขั้นที่ 4 การกําหนดข้ันตอนการปฏิบัติ เมื่อได้แนวทางท่ีพอจะเห็นทางในการปฏิบัติ
แล้ว ครรู ะบขุ ั้นตอนการปฏบิ ัติว่าจะทาํ อะไร เม่อื ไร อย่างไร กบั ใคร

ข้ันที่ 5 การปฏิบัติ ครูดําเนินงานไปพร้อมกับงานประจําของตนเป็นการสร้างระบบ
ภายในบทบาทหน้าท่ีของตน (Built – in) เป็นการดําเนินงานที่แฝงอยู่ในบทบาทหน้าท่ีหลักซ่ึงการ
ปฏบิ ัตนิ ี้ ได้แก่ การสงั เกตเพ่ิม การให้ความสนใจเพ่ิม การพูดคุยเพ่ิม การจดบันทึกผลการให้เวลา
เพ่ิมนอกเหนอื จากงานประจาํ การจดบนั ทึกเป็นระยะจะช่วยให้ครูไม่ลืมสิ่งที่ทําไปแล้ว การจดบันทึก
ส่ิงที่อยากทาํ ได้ทํา วิธีทํา และผลทุกคร้ังอย่างส้ัน ๆ จะช่วยให้ครู่เขียนรายงานได้ชัดเจนและเป็น
ระบบ

ขั้นที่ 6 การอ่านส่ิงที่บันทึกและสังเกตเพ่ิมเติม ครูอ่านส่ิงท่ีบันทึกไว้เป็นระยะ ๆ
ขมวดหรือสรุปเป็นตอน ๆ ถึงส่ิงที่ทําไปแล้วและผลท่ีเกิดข้ึน แล้วหาวิธีทําต่อ เปรียบเทียบผลท่ีได้ใน
อดีตกับผลที่เพ่ิงได้รับว่าเหมือนกันหรือต่างกัน เปรียบเทียบวิธีไว้เป็นระยะ ๆ ว่าวิธีใดให้ผลมากกว่า
โดยเขยี นรายงานสรุปเปน็ ระยะ ๆ

ขน้ั ท่ี 7 การสรุปเป็นช่วง เมื่อดําเนินการไประยะหน่ึง ครูประมวลผลว่า ปัญหาที่สงสัย
ได้รับการแก้ไขบ้างหรือยัง ยังคงมีปัญหา ข้อสงสัยใดค้างอยู่ ถ้าข้อสงสัยหรือปัญหาของเด็กคนนี้หมด
ไป ขอ้ สงสยั หรอื ปัญหานีย้ งั คงเกิดกับนกั เรยี นคนอ่นื หรือไม่ ระดับมากนอ้ ยเพียงใด ครูก็ขยายวงไปยัง
เดก็ คนอื่นในปญั หาหรอื ข้อสงสยั เดมิ

ขั้นที่ 8 การสรุปผล เมื่อขยายวงไปยังเด็กคนอื่นจนครบถ้วน ครูสามารถเขียนสรุปผล
ต้งั แตข่ ้ันที่ 1 – 7 ได้ ซงึ่ เปน็ รายงานการวจิ ยั ของครู (Action Research)

ข้ันท่ี 9 การเริ่มต้นกับเร่ืองใหม่ท่ีเก่ียวข้อง เม่ือครูขมวดข้อสงสัยและผลที่ได้ทําไปแล้ว
ในประเด็นดังกล่าวกบั เดก็ หลายคนแล้ว ครูสามารถสรุปผลในประเด็นดังกล่าวได้ และถ้าครูมองเห็น
ปัญหาหรือประเด็นที่เกี่ยวข้อง ครูก็อาจเพิ่มประเด็กศึกษาต่อซ่ึงจะเป็นการเพ่ิมเรื่องที่ทําให้กว้างขึ้น
ได้

ขั้นท่ี 10 การสรุปองค์ความรู้ ถ้าครูทําขั้นท่ี 9 ต่อไปเรื่อย ๆ ยิ่งประเด็นต่าง ๆ ที่
เกี่ยวขอ้ งกเ็ ทา่ กับครูขยายข้อสงสัยและได้รับคําตอบที่กว้างและลึกมากพอจนทําให้ครูสรุปองค์ความรู้
ไดว้ ่าในเรื่องท่ีศึกษานน้ั มีปัจจยั ที่เกย่ี วขอ้ งคอื อะไรบา้ งและในประเดน็ ดงั กลา่ วใชไ้ ด้ผลกับเด็กกรณีใด

ในการเขียนรายงานการวิจยั ในชัน้ เรียน มีขั้นตอนในการเขียน 8 ข้นั ตอน
1. ข้นั วเิ คราะห์ปัญหาการเรียนการสอน

39

2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี งานวิจยั ท่เี กยี่ วขอ้ ง
3. การพฒั นานวตกรรมทางการศึกษา
4. การออกแบบการทดลอง
5. การสร้างและการพฒั นาเครื่องมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู
6. การทดลอง รวบรวม วเิ คราะห์ และสรุปผลขอ้ มูล
7. การเขียนรายงานการวจิ ยั ในชน้ั เรียน
8. การนําผลการวิจยั ไปใช้
1. การวเิ คราะหป์ ัญหาการเรยี นการสอน
ความหมายของปญั หา
ปญั หา คือความแตกต่างระหว่างส่ิงท่ีคาดหวังหรือผลที่ต้องการให้เกิด กับส่ิงที่เป็นจริงหรือ
ผล ทเ่ี กดิ ขึ้นจรงิ หรือกลา่ วได้วา่ สภาพที่เกดิ ขน้ึ จริงไมต่ รงกับสภาพที่ต้องการให้เกิด ซ่ึงเป็นสิ่งจําเป็น
ทจี่ ะต้องได้รบั การแก้ไข ปรบั ปรงุ ต่อไป
ทม่ี าของปญั หาการวิจัยในชนั้ เรียน
การวจิ ัยในชน้ั เรียน มาจากสภาพการปฏบิ ัติงานของครูผ้สู อน เช่น สภาพการจดั การเรียนการ
สอน การใชส้ ่ือประกอบการเรียนการสอน วิธีสอนท่ใี ชใ้ นวิชาต่าง ๆ หรือพฤติกรรมของนักเรียนที่เป็น
ปัญหาการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน นอกจากนี้อาจมาจาก ผลสัมฤทธ์ิตามจุดประสงค์ในรายวิชา
หรือจากบนั ทกึ หลังการสอน หรือมาจากการประเมนิ ตามเกณฑ์มาตรฐานของสถานศึกษา ซึ่งโดยสรุป
ไดว้ ่า หากตราบใดที่ครผู ู้สอนยังไมห่ ยุดดาํ เนินการจัดกระบวนการเรียนการสอน จะมีประเด็นปัญหาที่
ให้ครูดําเนนิ การวจิ ยั ในช้ันเรยี นอย่างไม่มที ีส่ ิ้นสดุ

2. การศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี งานวิจัย ท่ีเกี่ยวข้อง
เม่ือกําหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยแล้ว ต้องศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่

จะทําการวิจัย เพื่อให้การวิจัยมีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีที่เก่ียวข้อง เป็นการยืนยันความต่อเน่ืองทาง
วิชาการ จากการศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎีทาํ ใหไ้ ดเ้ ทคนิคในการแก้ปัญหาท่ีสอดคล้องกับหลักการ โดยนํา
ทฤษฎี หรืองานวิจัยท่ีมีผู้ศึกษาไว้แล้วมาประกอบหรืออ้างอิง จะทําให้แนวคิดของครูผู้ทําการวิจัย
น่าเชือ่ ถือย่ิงขึน้
3. การพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษา

นวัตกรรมเป็นรูปแบบหรือวิธีการแก้ปัญหาของครูท่ีสร้างข้ึนมา หรือนํานวัตกรรมมา
ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาท่ีต้องการแก้ไข ซ่ึงทําให้ได้นวัตกรรมท่ีคาดว่ามีคุณภาพ
เหมาะสมทีจ่ ะนําไปแก้ปญั หา

นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง แนวความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่
ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมท่ีมีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดี
ย่ิงข้ึน เม่ือนํานวัตกรรมนั้นมาใช้จะช่วยให้การทํางานน้ันได้ผลดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง
กวา่ เดมิ ทง้ั ยงั ชว่ ยประหยัดเวลาและแรงงานดว้ ย


Click to View FlipBook Version