The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sesao16, 2021-01-13 02:15:14

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

90

เปน็ ปจั จัยหน่งึ ท่ีทําให้บคุ คลเกิดแรงจงู ใจในการทาํ งาน ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์เบิร์ก
(Herbergl, 1959 : 60 – 63 อ้างใน กฤษณา ศักด์ิศรี, 2543 : 388 – 389) ที่กล่าวถึงปัจจัยที่ช่วย
จูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานทํางานได้อย่างเต็มที่ว่าประกอบด้วยปัจจัย 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยกระตุ้นและปัจจัย
คํ้าจุน ซึ่งความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นองค์ประกอบหนึ่งของปัจจัยกระตุ้นท่ีจะทําให้บุคคลเกิด
ความพึงพอใจและมีแรงจูงใจในการทํางาน ในส่วนของผลงานวิจัยน้ัน สมใจ จิตพิทักษ์ (2532) ได้
ศึกษาปัจจัยที่เก่ียวข้องกับผลิตภาพการวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พบว่า สาเหตุ
หน่ึงที่ทําให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒมีแรงจูงใจในการทําวิจัย คือ ความก้าวหน้าใน
ตําแหน่งทางวิชาการ

ลักษณะงาน ลักษณะงานเป็นปัจจัยหน่ึงท่ีเป็นส่ิงกระตุ้นให้บุคคลมีแรงจูงใจใน
การทํางานที่แตกต่างกัน ดังเช่น สมยศ นาวีการ (2533 : 221) ได้กล่าวไว้ว่า ลักษณะงานเป็น
ปจั จัยสาํ คัญปจั จัยหนึง่ ทจี่ ะทําให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการทํางาน ซ่ึงลักษณะงานที่สร้างแรงจูงใจใน
การทํางานนั้น ได้แก่ งานที่มีลักษณะท้าทาย มีความหลากหลาย มีความเป็นอิสระและมีการ
ควบคุมงานด้วยตนเอง สําราญ บุญรักษา (2539 : 12 – 13) ท่ีกล่าวถึงลักษณะงานที่ทําให้บุคคล
เกิดแรงจูงใจใสการปฏิบัติว่า เป็นงานที่มีลักษณะน่าสนใจ ไม่จําเจ ท้าทายความสามารถกระตุ้นให้
เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเป็นงานที่มีความเป็นอิสระ ซ่ึงสอดคล้องกับกิลฟอร์ด (Guiford, 1970 :
171 อ้างใน แสวง จันทร์ถนอม, 2538 : 119 – 120) ได้กล่าวถึงลักษณะของงานท่ีทําให้บุคคลเกิด
ความพึงพอใจและเกิดแรงจูงใจในการทํางานว่า เป็นงานที่มีลักษณะแปลกใหม่และมีปริมาณท่ี
พอเหมาะ ส่วนทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบิร์ก (Herbergl, 1959 : 60 – 63 อ้างใน กฤษณา
ศักด์ิศรี, 2543 : 388 – 389) ท่ีกล่าวถึง ลักษณะการปกครองบังคับบัญชาของผู้บริหารว่าเป็น
องค์ประกอบหนึ่งของปัจจัยค้ําจุนท่ีส่งผลให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการทํางาน ในส่วนของผลงานการ
วิจัยนั้น พรเพ็ญ ปฏิสัมพิทา (2532 : 50) ได้ทําการศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการทําวิจัยของอาจารย์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร โดยใช้ตัวแปรด้านสิ่งจูงใจในการทํางานตามทฤษฎีของ
เฮอร์ซเบิกร์ก พบว่า ปัจจัยดังกล่าวสามารถทํานายการกระทําหรือไม่ทําการวิจัยของอาจารย์ได้
ถูกต้องรอ้ ยละ 71.16

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยดังกล่าว สรุปได้ว่า ส่ิงจูงใจในการทํางานทั้ง
5 ด้าน ประกอบด้วย รายได้ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ลักษณะงาน เพื่อนร่วมงาน และ
ผู้บังคับบัญชา ล้วนน่าจะเป็นปัจจัยที่ทําให้ครูเกิดแรงจูงใจในการทํางานวิจัยในช้ันเรียน ซ่ึงหากมอง
ในแง่ของการทําวิจัยแล้ว เม่ือครูมีแรงจูงใจในการทํางานก็จะส่งผลให้ครูทําการวิจัยเพ่ือพัฒนาการ
เรียนการสอนเพ่มิ มากขึน้ ดว้ ย

91

แรงจูงใจในการทางานวิจัยในชน้ั เรยี น

แรงจูงใจในการทํางานวิจัยในช้ันเรียน เป็นตัวแปรด้านจิตลักษณะและเป็นแรงจูงใจทาง
สังคมอย่างหน่ึงท่ีถูกกล่าวถึงมากกว่าแรงจูงใจทางสังคมประเภทอื่น แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิน้ีเป็นจิต
ลักษณะท่เี กดิ ขึ้นจากการเรียนรู้ทางสังคมของบุคคลต้ังแต่วัยเร่ิมแรกของชีวิต กล่าวคือ เม่ือบุคคลได้
กระทาํ พฤติกรรมใดแล้วไดร้ บั ผลตอบแทนหรือได้รับความพึงพอใจ บุคคลก็จะแสงดพฤติกรรมน้ันซํ้า
อีกหรือกระทําพฤติกรรมท่ีคล้ายกับพฤติกรรมเดิมน้ัน แล้วพยายามที่จะก้าวไปสู่ความสําเร็จนั้นโดย
เขาจะต้ังเป็นมาตรฐานการกระทาํ ของเขาไว้ ถ้างานท่ีเขาคาดหวังไว้เกิดผลสําเร็จ กําลังใจจะเกิดขึ้น
และจะคาดหวงั ความสําเรจ็ ในคร้ังต่อ ๆ ไปสูงยงิ่ ข้ึน แต่ถา้ บุคคลกระทําพฤติกรรมหรืองานนั้นแล้วไม่
ประสบผลสําเร็จ หรือไม่เกิดความพึงพอใจขึ้นบ่อยคร้ัง การตั้งความคาดหวังก็จะลดต่ําลงอาจกลาง
เป็นคนที่ท้อถอย ไม่สู้ และไม่อยากที่จะทําพฤติกรรมนั้นอีก แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิของบุคคลเกิดได้จาก
การเรียนรู้ทางสังคมของบุคคล โดยท่ีการเรียนรู้ตั้งแต่เร่ิมแรกของชีวิตในช่วงท่ียังเป็นเด็กนั้นมี
ความสําคัญต่อพัฒนาการด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง (พนาลัย อยู่สําราญ, 2535 : 37) การอบรม
เล้ียงดูของบิดามารดา และสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมมีผลกระทบต่อการกระทําและ
ผลที่ไดร้ ับของบคุ คล (วชิ ยั เอยี ดบัว, 2534 : 47)

มีห์ราเบียน (Mehrabian, 1968, 454 – 455 อ้างใน สุวรรณ ภควัตชัย, 2526 :
12 – 13) ได้วิเคราะห์องค์ประกอบของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์พบว่า ลักษณะของคนท่ีมีแรงจูงใจใฝ่
สัมฤทธส์ิ ูงซึง่ แตกต่างจากคนทม่ี แี รงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธ์ติ ํา่ ในลักษณะตรงกันข้าม มีอยู่ 8 ประการ ได้แก่

1) ต้ังระดบั ความมงุ่ หวังตามความเปน็ จรงิ และเลือกงานทีต่ ้องเสี่ยงกลาง ๆ
2) มคี วามรสู้ กึ ที่ดตี อ่ ความสําเร็จมากกว่าความรสู้ ึกที่ไม่ดตี ่อความล้มเหลว
3) มคี วามเป็นอิสราไม่ตกอย่ภู ายใต้อิทธพิ ลของการถูกชักจงู ได้งา่ ย
4) มีความอดได้ รอได้ แมว้ ่าผลท่ีไดจ้ ะอยใู่ นระยะยาว
5) ชอบงานท่ตี ้องใชท้ กั ษะหรือการแข่งขัน
6) มงุ่ อนาคต คดิ ถึงอนาคตมากกว่าอดตี และปจั จบุ นั
7) ชอบกิจกรรมท่แี สดงถงึ ความสําเรจ็
8) ชอบงานทย่ี ากและท้าทายความสามารถ

เฮอร์แมนส์ (Hermans, 1970 อ้างใน รุ้งโสฬส สิทธิเวทย์, 2534 :20) ได้สร้าง
แบบสอบถามเพ่ือวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เขาได้ทําการศึกษาวิจัยเป็นเวลานานแลหลายครั้ง เพื่อให้ได้
แบบสอบถามท่ีมีความเท่ียงตรงและเช่ือถือได้ ในการสร้างแบบสอบถามของเขาน้ันได้อาศัย
หลกั เกณฑ์เก่ยี วกบั ลักษณะของผู้ท่ีมีแรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธ์ิ ซ่ึงเขาสรุปไว้ 10 ประการ ดังน้ี

92

1) มีความทะเยอทะยาน
2) มีความหวังอย่างมากว่าตนจะประสบผลสําเร็จ ถึงแม้ว่าผลจากการกระทําของตน
น้ันจะข้นึ อยู่กับโอกาส
3) มคี วามพยายามไตเ่ ต้าไปสสู่ ถานภาพทางสงั คมท่ีสงู ขึน้
4) มีความอดทนในการทาํ งานทย่ี าก ๆ ไดเ้ ป็นเวลานาน
5) เม่อื งานทีก่ าํ ลังทาํ อยูถ่ กู ขัดจงั หวะหรือรบกวนก็จะพยายามทาํ ต่อไปใหส้ าํ เร็จ
6) มีความรู้สึกว่าเวลาเป็นส่ิงที่ไม่หยุดนิ่งและส่ิงต่าง ๆ จะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว จึง
ควรรบี ทําสิ่งตา่ ง ๆ ให้ทันกบั เวลา
7) คาํ นึงถงึ เหตุการณใ์ นอนาคตมาก
8) เลือกเพือ่ นรว่ มงานท่มี ีความสามารถเป็นอนั ดบั แรก
9) ต้องการให้ตนเปน็ ท่ีรจู้ กั แก่ผ้อู ่นื โดยพยายามทาํ งานของตนให้ไดด้ ี
10) พยายามปฏบิ ตั งิ านตา่ ง ๆ ให้ดอี ยเู่ สมอ

ไวเนอร์ (Weiner, 1972 : 203 – 215 อ้างใน อัญชัญ พรสมผล, 2534 : 9) ได้สรุป
ลกั ษณะเดน่ ของผ้ทู ่มี แี รงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธิส์ งู เปรยี บเทียบกับผทู้ ีม่ ีแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิต์ ่ําไว้ ดงั นี้

1) ผูท้ มี่ ีแรงจงู ใจใฝส่ มั ฤทธ์ิสูงจะตั้งใจทํางานดีกว่า อดทนต่อความล้มเหลวสูง และชอบ
เลือกงานท่สี ลบั ซบั ซ้อนมากกวา่ ผทู้ มี่ ีแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธต์ิ ่าํ

2) ผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงชอบริเร่ิมกระทําส่ิงต่าง ๆ ด้วยความคิดของตนเอง
มากกวา่ และมีความภมู ใิ จทไี่ ด้เลอื กงานยากมากกว่าผทู้ ่ีมีแรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธต์ิ ่ํา

ดารณี วงศ์อยู่นอ้ ย (2525 : 73 – 74) ไดส้ รปุ ลกั ษณะของผู้ท่ีมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงไว้
15 ลักษณะ ได้แก่

1) กล้าเส่ยี งพอสมควร
2) มีทกั ษะในการจัดระบบงาน
3) มรี ะดบั ความทะเยอทะยานสูง
4) ตัง้ ระดบั ความหวังไว้สูง
5) อดทนทํางานทยี่ ากไดเ้ ป็นเวลานาน
6) เลง็ เหน็ การณ์ไกลและมแี ผนระยะยาว
7) เลอื กเพอ่ื นร่วมงานทมี่ คี วามสามารถเป็นอันดับแรก
8) ต้องการทราบแนช่ ดั ว่าการตดั สินใจของตนมผี ลอยา่ งไร
9) ขยันขนั แข็งในการทาํ งานที่ต้องใชส้ มองขบคิดและงานไม่ซํา้ แบบใคร
10) ชอบทํางานให้เสร็จตามความพอใจของตน ไม่ชอบให้ใครมาบงการ
11) มักเลอื กทาํ ในสิง่ ทีเ่ ป็นไปได้ และเหมาะสมกับความสามารถ

93

12) มุ่งจะกระทาํ กิจกรรมตา่ ง ๆ ใหส้ าํ เร็จมากกวา่ ทําเพอ่ื หลกี เลยี่ งความล้มเหลว
13) เม่อื งานท่ที ําอย่ถู ูกขัดจงั หวะหรอื ถูกรบกวน กจ็ ะพยายามทาํ ต่อไปให้เสรจ็
14) จะทํากจิ กรรมตา่ ง ๆ เพ่อื ให้บรรลุตามมาตรฐานของตน
15) คิดว่าทุกสิ่งจะสําเร็จลงได้ด้วยความต้ังใจจริงและการทํางานจริงของตน ไม่ใช่เกิด
จากโอกาสและไมเ่ ชอื่ ในสิง่ มหัศจรรย์

ในส่วนของผลการวิจัยนั้น สมใจ จิตพิทักษ์ (2532) ได้ทําการศึกษาปัจจัยที่เก่ียวข้อง
กับผลติ ภาพการวจิ ยั ของอาจารย์ในมหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ วโิ รฒ พบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิเป็นตัวแปร
ด้านจิตวิทยาท่ีสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลิตภาพการวิจัยได้อย่างมีนัยสําคั ญทางสถิติท่ี
ระดับ .01 เสกสรร ทองคําบรรจง (2539) ได้ทําการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทาง
พฤติกรรมศาสตร์กับการผลิตผลงานวิจัยของบุคลากรที่จบการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ปฏิบัติงาน
อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีอิทธิพลท้ังทางตรงและ
ทางอ้อม โดยผ่านความท้อถอยและความตงั้ ใจในการผลติ ผลงานวิจัย ไปยงั การผลิตผลงานวจิ ยั

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิท่ีกล่าวมาน้ัน จะ
เหน็ ได้วา่ ตวั แปรแรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธ์ิจะมีผลตอ่ การทาํ งานวิจยั ในชนั้ เรยี นของครู

2.6 งานวิจัยที่เก่ียวขอ้ ง

2.6.1 งานวิจยั ภายในประเทศ

อํานวย แย้มสอาด (2539, หน้า 155) ได้ศึกษาเก่ียวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหาร
โรงเรียนประถมศึกษาเอกชน เขตการศึกษา 7 ผลการวิจัย พบว่า ด้านหลักสูตรและการนํา
หลักสูตรไปใช้ ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ใช้วิธีดําเนินการส่งครูเข้ารับการอบรมวิธีการใช้
หลักสูตร สําหรับการติดตามประเมินการใช้หลักสูตร ผู้บริหารจะใช้วิธีการไต่ถามปัญหาการเรียน
การสอนที่ครูประสบและช่วยแก้ปัญหา แต่บางครั้งการได้ถามปัญหาก็ไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริง จึง
จําเปน็ ตอ้ งหาวิธีการสนับสนุน คือ การศึกษาจากผลสัมฤทธ์ิในการเรียนของนักเรียน

จิตรา กาญจนวิบูลย์ (2539, หน้า 186) ได้ศึกษาการศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการใน
โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ผลการวิจัย พบว่า งาน
การเรียนการสอน คือ สถานศึกษา เครื่องมือเครื่องใช้ และห้องพิเศษ ไม่เพียงพอต่อการสนับสนุน
กิจกรรมการเรียนการสอน สาเหตุเนื่องจาก งบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ แนวทางแก้ไข
คือ หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนเพ่ิมข้ึน และงานวัดผลและประเมินผล คือ
เอกสาร วสั ดอุ ุปกรณ์ และเคร่ืองมือที่จําเป็นต่อการใช้วดั ผลและประเมินผลไม่เพียงพอ สาเหตุเนื่องจาก

94

งบประมาณท่ีได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ แนวทางแก้ไข คือ หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดสรรงบประมาณ
ให้โรงเรียนเพ่มิ ขนึ้

ปรุงสุคนธ์ พลเสน (2541, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาทักษะการนิเทศการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน
ประถมศึกษาศึกษาที่มีการนิเทศภายในดีเด่น สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี
พบว่า ปัญหาเกี่ยวกับการดําเนินการนิเทศภายในสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารที่ทําหน้าที่นิเทศขาด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษา ขาดการวางแผนในการดําเนินการนิเทศการกําหนด
นโยบายนิเทศไม่ชัดเจน ขาดความตอ่ เนื่อง

เสริมศักด์ิ ปัญญาใส (2542, หน้า 98) ได้ศึกษาการปฏิบัติงานตามกระบวนการวางแผน
บริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการประถมศึกษา อําเภอกุมภวาปี จังหวัด
อดุ รธานี พบว่า การปฏิบัติงานตามกระบวนการวางแผนบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา
ประกอบด้วย ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ด้านการวางแผน ด้านการดําเนินงานตามแผน และด้าน
การตดิ ตามและประเมินผล โรงเรยี นที่มีขนาดแตกตา่ งกนั ผบู้ ริหารจะมกี ารปฏิบัติงานแตกตา่ งกัน

พินิจ ภาคภูมิ (2545, หน้า 91-92) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้วงจรคุณภาพในมาตรฐานด้าน
กระบวนการของการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการ
ประถมศึกษาจังหวดั กาญจนบรุ ี ผลการวจิ ัยพบว่า

1. ระดับการใช้วงจรคุณภาพในมาตรฐานด้านกระบวนการของการประกันคุณภาพการศึกษา
ของผบู้ รหิ ารโรงเรยี นประถมศึกษามกี ารใช้อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับตามค่าเฉล่ียจากค่ามากไปหาค่า
นอ้ ยได้ ดังน้ี ขน้ั ตอนการวางแผน ข้ันตอนการปฏิบัติตามแผน ข้ันตอนการปรับปรุงแก้ไข และขั้นตอนการ
ตรวจสอบ

2. ระดับการใช้วงจรคุณภาพในมาตรฐานด้านกระบวนการของการประกันคุณภาพศึกษา
ของผูบ้ รหิ ารโรงเรียนประถมศกึ ษาท่มี ขี นาดตา่ งกันมีระดับการใช้วงจรคุณภาพไมแ่ ตกตา่ งกนั

3. ระดับการใช้วงจรคุณภาพในมาตรฐานด้านกระบวนการของการประกันคุณภาพ
การศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาจาํ แนกตามข้ันตอนของวงจรคุณภาพแตกต่างกัน

พัฒนะ เส็งเรียบ (2545, หน้า 124) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดําเนิน งาน
วิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสาํ นักงานการประถมศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร พบว่า งาน
ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากแต่อยู่ในระดับตํ่าสุดของผลการวิจัย ทั้งนี้
เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงในการดําเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษาถึงแม้สถานศึกษา จะได้
กาํ หนดนโยบายและมาตรการด้านการนิเทศไวใ้ นแผนปฏิบัติการของสถานศึกษาอีกทั้งหน่วยงานเบื้องบน
จะไดเ้ รง่ รดั ใหส้ ถานศึกษาจดั การนเิ ทศภายในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพแต่ในทางปฏิบัติจริงครูไม่เห็น
ความสําคัญของการนิเทศมากนัก และที่สําคัญผู้บริหารไม่ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

อธิป อังคสุทธิพงษ์ (2545, หน้า 115) ได้ศึกษาสมรรถภาพทางการนิเทศของผู้บริหารโรงเรียน
ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการประถมศึกษา

95

จังหวัดเพชรบุรี พบว่า สมรรถภาพด้านการมอบหมายงานบุคลากรส่งผลต่อการปฏิบัติงานวิชาการ
ทงั้ นี้ อาจเป็นเพราะผ้บู ริหารสถานศกึ ษาใหค้ วามสําคัญ กระจายความรับผิดชอบและมอบหมายหน้าที่ให้
ผรู้ ่วมงานได้ปฏิบัติลดภาระของผู้บริหารจะได้มีเวลาปฏิบัติงานสําคัญและท่ีมีความจําเป็น นอกจากน้ันยัง
เป็นการสร้างขวัญและกําลังใจเปิดโอกาสให้บุคลากรฝึกฝนเรียนรู้งาน ดังน้ัน ผู้บริหารสถานศึกษาจึง
จําเป็นต้องมีการวางแผนในการมอบหมายงานดําเนินงานตามข้ันตอนติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ผู้บริหารต้องระลึกอยู่เสมอว่าการมอบหมายงานให้ครูในสถานศึกษารับผิดชอบ เพื่อต้องการ
ให้มีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น เรียนรู้งานน้ันเพ่ือไม่ให้เกิดความผิดพลาด ซ่ึงผู้บริหารจะต้องรับผิดชอบ
โดยตรง และจะเห็นได้ว่าการมอบหมายงานเป็นสมรรถภาพสําคัญและจําเป็นท่ีผู้บริหารจะต้องมี
เพ่ือใหค้ รูเกดิ ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน เกิดประสบความสําเร็จบรรลุตามเป้าหมายจากเหตุผลดังกล่าว
จึงทาํ ให้สมรรถภาพด้านการมอบหมายงานบุคลากรส่งผลต่อการปฏิบัติงานวิชาการ

สมสุข วงศ์สกุล (2545, หน้า 80-81) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารคุณภาพงานวิชาการ
ด้วยวัฏจักรเดมมิ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 ผลการวิจัย พบว่า สภาพการบริหารคุณภาพงานวิชาการ
ด้วยวัฏจักรเดมมิ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรม
สามญั ศึกษา เขตการศกึ ษา 5 อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้นด้านการประกันคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับ
มาก โรงเรียนขนาดใหญ่กับขนาดกลางมีสภาพการบริหารคุณภาพงานวิชาการด้านการประกัน
คุณภาพการศึกษาในโรงเรียนแตกต่างกัน ผูบ้ ริหารและครูผู้สอนมีความเห็นเก่ียวกับการบริหารคุณภาพ
งานวิชาการด้วยวัฏจักรเดมมิ่งแตกต่างกัน ผู้บริหารและครูผู้สอนส่วนใหญ่ได้เสนอแนวทางพัฒนาการ
บริหารคุณภาพงานวิชาการด้วยวัฏจักรเดมมิ่งท้ัง 4 ด้าน โดยให้มีการจัดสัมมนาอบรมให้ความรู้เก่ียวกับ
การจดั กระบวนการเรียนรทู้ เ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สําคญั แก่บคุ ลากรอยา่ งต่อเนอื่ ง และให้มีการนิเทศ ศึกษาดู
งานโรงเรียนทเี่ ปน็ แกนนาํ

ประยูร ชินสุวรรณ (2546, หน้า 138-141) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาบทบาทการนิเทศงาน
วิชาการภายในโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัด
สุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนมีบทบาทการนิเทศงานวิชาการภายในโรงเรียนโดย
ภาพรวม 6 งาน เรียงลําดับการปฏิบัติจากมากไปหาน้อย ดังนี้ งานวัดผลและประเมินผล งานด้าน
หลักสูตรและการนําหลักสูตรไปใช้ งานการเรียนการสอน งานนิเทศภายใน งานห้องสมุด และงานส่ือ
การเรยี นการสอน

บทบาทการนิเทศงานวิชาการภายในโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามความ
คดิ เหน็ ของผูบ้ ริหารกบั ครูผสู้ อน มีความแตกตา่ งกนั ทุกงาน อยา่ งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ .05

ปัญหาท่ีพบมากที่สุดและแนวทางการแก้ไขปัญหาแต่ละด้านมีดังนี้ ปัญหางานด้านหลักสูตร
และการนาํ หลักสูตรไปใช้ ผู้บรหิ ารและครูผูส้ อนขาดความรคู้ วามเข้าใจหลักสูตรหลักสูตรท้องถ่ินและการ
นาํ หลกั สูตรไปใช้ ควรแก้ไขปญั หาโดยจดั อบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและให้ศึกษาเอกสาร ปัญหางานการ
เรียนการสอน ครูใช้วิธีสอนแบบเดิมมากกว่าใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง ควรแก้ไขปัญหาโดยจัดอบรมสัมมนา

96

เชิงปฏิบัติการเก่ียวกับวิธีสอนท่ีใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง ปัญหางานนิเทศภายใน ผู้บริหารและครูผู้สอนมี
เวลาน้อย ทํางานหลายด้าน ครูไม่เพียงพอ ควรแก้ไขปัญหาโดยจัดปฏิทินตารางเวลาทํางาน จัดลําดับ
ความสาํ คญั ของงาน ปญั หางานวดั ผลและประเมินผล ไมม่ ีข้อสอบที่ได้มาตรฐานใช้ ขาดการวิเคราะห์หา
คณุ ภาพข้อสอบ ควรแกไ้ ขปัญหาโดยใช้ข้อสอบกลางรว่ มกัน วิเคราะหข์ อ้ สอบท่ีสรา้ งขึ้นเอง

พัชรี โต๊ะเฮง (2546, หน้า 50) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการบริหารงานวิชาการ
ของผู้บริหารกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสํานักงานการ
ประถมศึกษาอาํ เภอชะอํา จังหวัดเพชรบุรี ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมการบริหารงานวิชาการของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ด้านงานหลักสูตรและการนําหลักสูตรไปใช้อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการ
ส่งเสริมการจัดประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเก่ียวกับหลักสูตร ติดตาม กํากับให้ครูในสถานศึกษาใช้
หลักสูตรได้ตรงจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

เลิศณรงค์ พูนเกิดมะเริง (2546, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเก่ียวกับการศึกษากระบวนการ
บริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนในโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรยี น สังกดั สาํ นกั งานการประถมศกึ ษาจงั หวดั นครราชสีมา ผลการวจิ ัย พบวา่

การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ ผู้บริหารโรงเรียนใช้วิธีการประชุมคณะกรรมการ
สถานศกึ ษา ชมุ ชน ผ้ปู กครอง รวมทั้งขอ้ มูลที่โรงเรียนจัดหา และให้ครูประจําช้ันเป็นผู้จัดเก็บจากแบบสํารวจ
และแบบสอบถาม เพ่ือนํามาวิเคราะห์และใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นตอนนี้ พบว่า มีปัญหา
คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และผู้ปกครองไม่กล้าแสดงความคิดเห็นและไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง ซ่ึง
แกไ้ ขโดยการสร้างความคุ้นเคยและกระตุ้นให้แสดงความคิดเหน็ ต่อโรงเรยี น

การวางแผน โรงเรียนสร้างวิสัยทัศน์โดยวิธีการประชุมเพ่ือระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
เพื่อกาํ หนดความตอ้ งการของโรงเรียน การจัดทําแผนปฏิบัติการประจําปี โรงเรียนจัดทําโดยการประชุมคณะครู
ศึกษาผลการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา และมอบหมายให้ครูเขียนโครงการนําเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร
โรงเรียน แผนปฏิบัติการประจําปีทุกโรงเรียนสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของสํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ กําหนดแผนงานวิชาการในลักษณะโรงเรียนเล็กในโรงเรียนใหญ่ กระจายอํานาจการ
บริหารให้สายชั้น แต่บางโรงเรียนผู้บริหารควบคุมอย่างใกล้ชิด สนับสนุนด้านงบประมาณโดยระดม
ทรัพยากรทางการบริหารในรูปแบบการจัดงานหารายได้ การขอรับบริจาค การประสานขอความร่วมมือ
จากหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และการสร้างข้อตกลงร่วมกันในชุมชน พบว่า มีปัญหา
การจัดทําโครงการมากเกินไป ซ่ึงแก้ไขโดยการปรับปรุงโครงการท่ีมีลักษณะคล้ายกันรวมอยู่ด้วยกัน
และพบว่า ผู้ปกครองไม่มีเวลาออกมาร่วมประชุม รวมท้ังขาดครูท่ีมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ซ่ึงแก้ไข
โดยการกระตุ้นและใช้คําถามนํา การเชญิ ประชุมในเวลาเย็นหลังเลิกงาน และแต่งต้ังคณะกรรมการวิเคราะห์
ขอ้ มลู ของโรงเรยี น

การดําเนนิ การตามแผน จดั บุคลากรเขา้ ปฏิบัติงานตามความสามารถ โดยคณะครรู ว่ มกันพจิ ารณา
มอบหมายงาน ขณะท่ีบางโรงเรียนให้เสนอความต้องการ และผู้บริหารเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง นิเทศ
กาํ กบั และตดิ ตามการปฏิบัติงาน โดยวธิ กี ารพัฒนาองคก์ ารสรา้ งทมี งานให้เข็มแข็ง เน้นการทํางานเป็นทีม

97

และการกระจายอํานาจใหท้ ุกฝา่ ยมีสว่ นร่วมในการบริหาร พบปัญหาครูย้ายบ่อยเสียเวลาสอนงานใหม่ ซ่ึง
แก้ไขโดยการให้ทํางานเป็นทีม และปัญหาขาดครูที่มีความสามารถเฉพาะทาง ซ่ึงแก้ไขโดยการจัดส่งเข้า
รับการอบรม

การประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยให้จัดทํารายงานเสนอคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา
หรือที่ประชุมเพ่ือพิจารณาร่วมกัน เป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วม มีการประเมินเป็นระยะด้วยแบบ
รายงานทีผ่ บู้ รหิ ารจัดทําให้ และให้แต่ละคนสรุปรูปแบบการปฏิบัติงานที่ตนชํานาญมากที่สุดเพ่ือเป็น
ต้นแบบของสถานศึกษา การรายงานผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษาในลักษณะการมอบหมายให้ครู
รายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อรวบรวมนําเสนอต่อต้นสังกัด รายงาน
ผู้ปกครองด้วยการประชุมชี้แจง และจัดทําเอกสารเผยแพร่พบปัญหาการนําผลการประเมินมาใช้วางแผน
พัฒนาสถานศึกษายังน้อย ขาดครูที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งแก้ไขโดยการแต่งตั้ง
คณะกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลและนาํ ผลไปใช้วางแผนพัฒนาสถานศึกษา ส่วนปัญหาผู้ปกครองไม่มี
เวลารว่ มรบั ฟงั รายงานผลการดําเนินงานของสถานศึกษาและไม่ถนัดในการอ่านเอกสารรายงาน ซึ่งแก้ไข
โดยการนัดประชมุ ในเวลาเยน็ หลังเสร็จจากงานและสรปุ รายงานอยา่ งง่ายพอเข้าใจ

วัลภา ภูรปิ ญั ญา (2546, บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ ึกษาการทาํ วิจัยในช้นั เรียนของครูและกระบวนการบริหาร
ของผู้บริหารเพ่ือส่งเสริมการทําวิจัยในชั้นเรียน โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สังกัดกรุงเทพมหานคร
ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารมีบทบาทต่อการส่งเสริมการทําวิจัยในชั้นเรียนในด้านนโยบายและ
แผนปฏิบัติงาน การนิเทศติดตาม การแลกเปล่ียนความคิดเห็นเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ การจัด
ให้ครูเข้ารับการอบรม และการพิจารณาความดคี วามชอบแก่ครู

บาํ รุง มีสุข (2546, หน้า 83-85) ได้ศึกษาความต้องการพัฒนางานวิชาการของโรงเรียน
ประถมศกึ ษา สงั กดั สาํ นกั งานการประถมศกึ ษาจงั หวัดสพุ รรณบุรี พบว่า สภาพการดําเนินงานวิชาการของ
โรงเรยี นประถมศกึ ษาในภาพรวม สภาพการดาํ เนินงานทีป่ ฏิบัตจิ ริงอยใู่ นระดับปานกลาง เมอ่ื พิจารณาเป็น
รายด้าน งานการเรยี นการสอน งานด้านหลักสูตรและการนําหลักสูตรไปใช้ งานวัดผลและประเมินผล งาน
ประชุมอบรมทางวิชาการ สภาพการดําเนินงานอยู่ในระดับมากตามลําดับ ส่วนความต้องการพัฒนางาน
วชิ าการของโรงเรียนประถมศึกษา โดยรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก

สวาท นาคเสน (2546, หน้า 311-312) ได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการดําเนินงาน
การประกันคุณภาพการศึกษาด้านกระบวนของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดเลย
ผลการวจิ ยั พบวา่ การเปรียบเทียบสภาพการดําเนนิ งาน และปญั หาการดําเนินงานการประกันคุณภาพ
การศกึ ษาดา้ นกระบวนการ มาตรฐานที่ 1 มีการบริหารและการจัดการอย่างเป็นระบบ พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่
มีสภาพการดําเนินงานมากกว่าโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดกลางมีสภาพการดําเนินงาน
มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนปัญหาในการดําเนินงานโรงเรียนขนาดใหญ่มีปัญหาในการดําเนินงาน
น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดกลางมีปัญหาในการดําเนินงานน้อยกว่าโรงเรียน
ขนาดเล็ก และข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาในการดําเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาด้าน
กระบวนการ มาตรฐานที่ 1 มกี ารบริหารและการจัดการอย่างเปน็ ระบบ พบว่า ระบบการตดิ ตาม ตรวจสอบ

98

ทบทวน และนิเทศให้มีคณะกรรมการดําเนินการและจัดทํารายงานเผยแพร่แก่หน่วยงานที่เก่ียวข้อง
เพือ่ นําไปเป็นข้อมูลในการปรบั ปรงุ พัฒนาคุณภาพต่อไป

ภริ มย์ ขําดี (2547, หน้า 87) ได้ศึกษาเก่ียวกับการดําเนินงานตามมาตรฐานการบริหาร
โรงเรียนด้วยวงจรเดมมิ่งของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุพรรณบุรี พบว่า
ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษาขนาดเล็กและขนาดกลางมีการดําเนินงานตามมาตรฐานการบริหารโรงเรียนด้วยวงจร
เดมมิ่งแตกต่างกัน ท้ังนี้ อาจเนื่องมาจากการวางแผนเป็นการช่วยพัฒนาความคิดต่าง ๆ เพื่อนําไปสู่
รูปแบบการทํางานที่เป็นจริงพร้อมในการเริ่มต้นลงมือปฏิบัติ โดยการกําหนดขอบเขตของปัญหาให้
ชัดเจน กําหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย กําหนดวิธีการที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ และเป้าหมายให้
ชัดเจนและถูกต้องแม่นยําท่สี ุดเท่าทเ่ี ป็นไปได้ และนําผลการวางแผนกําหนดทางเลือกไปปฏิบัติตามแผน
ที่กําหนดไว้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์ ประสบการณ์และ
ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการตามข้ันตอนอย่างเป็นระบบ
งานวิจัยท่ีเก่ยี วขอ้ ง

บุญมี ปะวะพะ (2541) ได้ศึกษา บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีผล
ต่อการส่งเสริมการวิจัยในช้ันเรียน สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดหนองบัวลําพู พบว่า
ผู้บริหารโรงเรยี นส่งเสริมใหค้ รูทําวิจัยในช้ันเรียนในระดับปานกลาง แต่ส่งเสริมให้ครูมีตําแหน่งหน้าท่ี
ก้าวหนา้ อยู่ในระดบั มาก

อนันท์ ยิ่งนอก (2544) ได้ศึกษาเร่ือง การปฏิบัติงานของผู้บริหารโรงเรียนต่อการ
ส่งเสริมการวิจัยในช้ันเรียน สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ระดับการ
ปฏิบตั ิงานของผูบ้ รหิ ารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพรวม และ
รายดา้ นทุกด้านอย่ใู นระดบั ปานกลาง ความคดิ เหน็ ระหวา่ งผบู้ รหิ ารโรงเรยี นกับครผู ู้สอนเกี่ยวกับการ
ส่งเสริมการวจิ ัยในชั้นเรยี นมคี วามแตกตา่ งกันอยา่ งมนี ัยสาํ คญั ทางสถิติท่ีระดับ .05

ความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ในการ
ส่งเสริมการทํางานวิจัยในชั้นเรียนด้าน ทรัพยากรและแหล่งทุนในการวิจัย โรงเรียนขนาดกลางและ
ขนาดใหญ่ แตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 สว่ นด้านอืน่ ไม่แตกต่างกัน ความคิดเห็น
ระหวา่ งครูผสู้ อน โรงเรยี นขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เกย่ี วกบั การส่งเสริมการทํางานวิจัยในช้ัน
เรยี น ด้านการกาํ หนดนโยบายในการทาํ งานวิจยั ในชนั้ เรียน การกําหนดแผนในการทําวิจัยในชั้นเรียน
ทรัพยากรและแหล่งทุนในการวิจัยในช้ันเรียน และท่ีปรึกษาในการทําวิจัยในช้ันเรียน โรงเรียนขนาด
ใหญก่ ับโรงเรยี นขนาดเลก็ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โรงเรียนขนาดใหญ่และ
โรงเรียนขนาดกลาง มีความคิดเห็นในการปฏิบัติของผู้บริหาร ด้านกําหยดนโยบายในการทํางานวิจัย
ในชน้ั เรียน การกาํ หนดแผนในการทํางานวิจัย ทรัพยากรและแหล่งทุนในการทําวิจัยในช้ันเรียน และ
ท่ปี รกึ ษาในการทาํ งานวจิ ยั ในชนั้ เรียน แตกตา่ งกนั อย่างมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05

99

2.6.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ

ทรูบิทซ์ (Traubitz, 1998) ได้ทําการศึกษาวิจัยเร่ือง “ภาคเรียนสําหรับการวิจัยในช้ัน
เรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษที่สร้างข้ึนใหม่ด้วยเทคโนโลยี” จากการศึกษาครูได้อธิบาย
ประสบการณ์เก่ียวกับ การดําเนินการทําวิจัยในช้ันเรียนเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีในการสอนใน
ช้ันเรียน และด้วยความช่วยเหลือของนักเรียน ครูสามารถสร้างสรรค์ข้ันตอนการสอนท่ีให้ประโยชน์
มากทส่ี ดุ ในการใชเ้ ทคโนโลยใี นการสอนภาษาอังกฤษ

โคเซนดอร์เฟอร์ (Kochendorfer, 1994) ได้ทําการศึกษาวิจัยเรื่อง “ครูชีววิทยาใน
ฐานะผ้วู ิจยั ” พบวา่ เทคนคิ การวิจยั แบบเกา่ ยากสาํ หรบั ครูสอนชีววิทยาที่จะประยุกตร์ ูปแบบการสอน
เพราะวา่ ขาดจดุ ประสงค์และสิ่งแวดล้อมท่ีถูกควบคุมอย่างไรก็ตามเทคนิคของการวิจัยในชันเรียน ซึ่ง
เกยี่ วขอ้ งกบั การพสิ จู นต์ วั เองถึงความต้องการของครู และการวางแผนท่ีแยบยลสามารถแก้ปัญหาต่าง
ๆ ไดย้ กตัวอยา่ ง เชน่ หอ้ งปฏบิ ัติการได้สนองตอบความต้องการของเด็กและสามารถปรับปรุงรูปแบบ
การสอนของครู วิธีการเหล่าน้ีเป็นงานท่ีดีท่ีสุดด้วยการอภิปรายในกลุ่มของครูและความไว้วางใจ
ความถกู ต้อง ตอ้ งได้รบั การพจิ ารณาโดยข้ึนกับสามัญสาํ นึก

เคนเน็ท (Kenneth, 1992) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาครูนักวิจัยในโรงเรียนมัธยมศึกษา
ตอนปลายของรัฐเพนชิลวาเนียตอนเหนือ พบว่า มีบทสรุปเก่ียวกับการวิจัยของครูทั้งหมด 6 ข้อใหญ่
ๆ แตข่ อ้ สรุปท่ี 3 ถึง 6 สะท้อนถึงความคิดของผู้เข้าร่วมในประเด็นการวิจัยของถึงขั้นตอนการพัฒนา
บุคลากร โดยข้อสรุปที่ 3 คือ การสนับสนุนและให้ความร่วมมือจากฝ่ายบริหารที่มีความสําคัญอย่าง
ย่ิงต่อความพยายามทําวิจัยของครู ข้อสรุปที่ 4 คือ การพิจารณาความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมว่าด้วย
การวิจัยในฐานะที่เป็นเครื่องมือพัฒนาวิชาชีพท่ีได้ผล ข้อสรุปที่ 5 อธิบายอุปสรรคเด่น ๆ 2 ต่อ
งานวิจัยของครู คอื เวลา และทัศนคติ โดยสรุปท่ี 6 คือ การส่งเสริมงานวิจัยของครูในโรงเรียนของรัฐ
เพนซิลวาเพ่ือพัฒนาบุคลากรเป็นส่ิงที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ดีต้องทําด้วยความสมัครใจ ทําเป็นระบบ
และรว่ มมอื รว่ มใจกนั

สงิ่ ท่ีได้เพ่ิมเติมจากงานวัยน้ี คือ การอธิบายขั้นตอนการพัฒนาบุคลากร ซ่ึงรูปแบบผสมผสาน
ทฤษฎีและการปฏิบัติเพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจในปรากฏการณ์ของขนั้ เรียน ทําให้ครูไม่เพียงแต่ได้เปรียบ
การสอนด้วยการสอบถาม ซึ่งใช้ห้องเรียนเป็นหลักเท่านั้น แต่ยังมีส่วนให้เกิดประโยชน์ต่อวงการเพ่ิม
การศึกษาท่ีดีกว่า

วอร์เรน (Warren อ้างถึงใน วีระวัฒน์ งอยผาลา, 2543 หน้า 67) ได้ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะ
และพฤติกรรมของครูใหญ่ในการทํางาน พบว่า คณะครูควรมีส่วนร่วมในการวางแผน และเสนอ
วธิ ีการเพอ่ื สง่ เสริมครูประจาํ การ พรอ้ มทงั้ การกาํ หนดโครงการควรให้เหมาะสมกับความต้องการที่จะ
นาํ ไปใชจ้ รงิ

ออสมัน (Osman อ้างถึงใน สมสุข วงศ์สกุล, 2545, หน้า 50) ได้ศึกษาเกี่ยวกับบทบาท
ทางวิชาการของผู้บรหิ ารในรัฐซาบาห์ มาเลเซยี ผลการวจิ ัย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริหารมีหน้าท่ีหลัก คือ
การประเมินโครงการของสถานศึกษา สนับสนุนให้ผู้ร่วมงานมีการศึกษาเพ่ือเพิ่มประสบการณ์

100

กําหนดเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างชัดเจน ควบคุมโครงการและกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งหมดของ
สถานศกึ ษาและการสอนในระดบั ช้นั มคี วามร้แู ละเขา้ ใจกฎข้อบังคับในการเรยี นรายวชิ าต่าง ๆ

อิลลีน (Eileen in Birmingham, 1983, p. 289) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ระบบ
คุณภาพกับวิธีการของสถานศึกษาท้องถิ่นในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ผลการวิจัย พบว่า คณะกรรมการ
การศึกษาส่วนท้องถิ่นให้การยอมรับวิธีการแก้ไขปัญหาบนพ้ืนฐานอย่างเป็นระบบว่าประกอบด้วย การ
นําเสนอและการสนับสนุนการจัดการ การจัดโครงสร้างองค์กรท่ีเป็นวงจร การควบคุมเคร่ืองมือ การ
ฝึกอบรม และการประเมินผล ซง่ึ ได้มาจากการมสี ว่ นร่วมของประชาชนและการใชป้ ระโยชน์ในอนาคต

ฟอร์ด (Ford อ้างถึงใน ภิรมย์ ขําดี, 2545, หน้า 57) ได้ศึกษาเรื่อง การนําระบบการ
จัดการสร้างคุณภาพทั้งองค์กรไปใช้ในโรงเรียนในเขตเท็กซัส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับต่อประสิทธิผลของระบบการจัดการสร้างคุณภาพทั้งองค์กรที่มี
ต่อการนําไปใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนของผู้บริหารและครูผู้สอนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ
ผลกระทบของระบบการใชว้ ธิ ีการศึกษาแบบกรณีศึกษาในหลายพื้นท่ี ผลการศึกษาพบว่าผู้ปฏิบัติงาน
ในโรงเรียนมีความตระหนักในหลักการและความคิดรวบยอดของระบบการจัดการสร้าง คุณภาพท้ัง
องค์กรอยู่ในระดับสูง ในเรื่องของความร่วมมือช่วยเหลือกันอยู่ในระดับตํ่า ส่วนทัศนคติ ความเชื่อของ
ผู้บริหารและครูผู้สอนเป็นตัวกาํ หนดความก้าวหน้าของหลักการและความคิดรวบยอดของระบบการ
จัดการสรา้ งคุณภาพท้ังองค์กร และเมื่อมีการนํามาใช้เป็นแนวทางท่ีจะกระตุ้นให้เกิดภาวะการตัดสินใจ
และกิจกรรมการแกป้ ญั หาการพัฒนาปรบั ปรงุ อยา่ งต่อเน่ืองจะสามารถเกิดขน้ึ ได้

แม็กโดแนลด์ (MacDonald อ้างถึงใน สุชาติ พลศักดิ์, 2548, หน้า 86-87) ได้ศึกษาศักยภาพ
ของการวิจัยเชิงปฏิบัติการทั้งสถานศึกษา เพื่อทําหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมการปรับปรุงสถานศึกษา
พบว่า ครูให้การสนับสนุนปรัชญาและกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในสถานศึกษา แต่จะต้องมีการ
กล่ันกรองก่อนเพื่อให้ม่ันใจได้ว่าสมาชิกคณะครูทุกคนมีความเข้าใจท่ีชัดเจนเก่ียวกับส่ิงที่นํามาตั้งเป็น
เงื่อนไข

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรปุ ไดว้ ่า ผบู้ รหิ ารเป็นผ้บู ังคับบัญชาสูงสุดของสถานศึกษา มีอํานาจใน
การตัดสินใจและปฏิบัติงานให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา และงานวิชาการถือว่า เป็น
ภารกิจท่ีสําคัญสูงสุดของสถานศึกษาและเป็นเรื่องท้าทายสําหรับผู้บริหารสถานศึกษาในการท่ีจะ
บริหารงานให้มีคุณภาพ ซึ่งการบริหารงานอย่างมีคุณภาพตามแนวคิดของเดมมิ่ง เช่ือว่าหากจัดการศึกษา
อย่างมีระบบและขั้นตอนแล้วย่อมส่งผลต่อคุณภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจท่ี
จะศึกษาการใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้น ฐาน ช่วงช้ัน
ที่ 1-2 ตามทัศนะของครูวิชาการ สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษากาญจนบุรี เพื่อที่จะนําผลที่ได้มา
เป็ นแนวทางปรั บปรุ งแก้ ไขและพั ฒนาการบริ หารงานวิ ชาการของผู้ บ ร ิห า ร ส ถ า น ศ ึก ษ า ใ ห ้มี
ประสิทธิภาพสูงสุด อันจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาต่อไป

จากการศึกษาเอกสาร แนวคดิ ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องท่ีจะส่งผลต่อคุณภาพการ
ทาํ งานวิจยั ใน ชั้นเรียนของครูขนึ้ อยกู่ ับปจั จัยท่ีเกี่ยวข้อง 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยเกี่ยวกับผู้บริหาร และ

101

ปัจจยั เก่ยี วกบั ครู ในปจั จัยที่เก่ียวกับผู้บริหารประกอบดว้ ย ความรูค้ วามเข้าใจเกีย่ วกับการทําวิจัยใน
ช้ันเรียน การกําหนดกลยุทธ์ / นโยบายการทําวิจัยในชั้นเรียน การวางแผนงานการทําวิจัยในช้ัน
เรียน การสร้างทีมพ่ีเล้ียงในการทําวิจัย การสนับสนุนความรู้ในการวิจัย วัสดุอุปกรณ์ และ
งบประมาณเกี่ยวกับการทําวิจัยในชั้นเรียน การกํากับนิเทศติดตาม การประเมินผลงานและการ
เผยแพร่งานวิจัย และการสร้างแรงจูงใจ และปัจจัยเกี่ยวกับครูประกอบด้วย ความรู้ในระเบียบ
วธิ กี ารวิจัย ทัศนคตเิ ก่ยี วกับการทําวจิ ยั ในชั้นเรียน ทักษะการทาํ งานวจิ ัยในชน้ั เรียน และแรงจูงใจใน
การทํางานวิจัย ในช้ันเรียน เพื่อได้สารสนเทศเก่ียวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถภาพการวิจัย
ปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู และเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียน และผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องในการจัด
การศกึ ษาไดท้ ราบปจั จยั สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหค้ รูทาํ งานวจิ ัยในชน้ั เรียนอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

2.7 กรอบความคดิ ในการวจิ ยั
กรอบความคิดโครงการการใชร้ ะบบบริหารSPDCAR ในการพฒั นาครู “หนึง่ ครู หนึ่งวจิ ัย”
เพื่อพฒั นาการเรียนรู้ของผู้เรียน

การจดั การเรียนรู้ของครผู ู้สอน

ผเู้ รยี น

ผลสมั ฤทธิข์ องผเู้ รยี น

กระบวนการวจิ ัย

บทท่ี 3

วธิ กี ารดาเนินการ

การวิจัยเชิงประเมินโครงการโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู
“หนึ่งครู หน่ึงวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ปีการศกึ ษา 2563 ซึ่งได้เสนอตามลาดับตอ่ ไปน้ี

1. ประชากร
2. กลมุ่ ตัวอยา่ ง
3. เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการศกึ ษาค้นควา้
4. ขั้นตอนการสร้างเครือ่ งมือ
5. วิธดี าเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
6. วิธีการศึกษาค้นควา้
7. สถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู

ประชากร

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในรายงานครั้งนี้ เป็นครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ-
ประชาสรรค์ สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 16 ปีการศึกษา 2563 จานวน 156 คน

กลมุ่ ตวั อยา่ ง

กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้รายงานในคร้ังน้ีครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ตาบลควนลัง
อาเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 16 ได้มาโดยการสุ่ม
แบบอยา่ งง่าย จานวน 60 คน

เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการศึกษาคน้ ควา้

เคร่อื งมอื ทใี่ ชเ้ กบ็ รวบรวมข้อมลู ประกอบด้วย
แบบประเมินท่ีผู้วิจัยได้สร้างขึ้นซึ่งประเมินกระบวนการ SPDCAR ของโครงการใช้ระบบ
บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู ”หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ในโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ โดยสรา้ งเครือ่ งมอื ประเมิน แตล่ ะขน้ั ดงั น้ี

1. S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วข้องของครผู ้สู อนโรงเรียน
หาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย

103

2. P- Plan การวางแผนงานของครูผสู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจยั

3. D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครูผ้สู อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชา
สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย 0

4. C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย

5. A – Assessment การประเมนิ ผลของครผู ู้สอนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชา
สรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ยั

6. R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวิจยั

ข้ันตอนการสร้างเครอื่ งมอื

ข้นั ตอนในการสร้างเครอื่ งมอื ในสรา้ งเครอื่ งมือในรายงานประกอบดว้ ยเคร่ืองมือ ตอ่ ไปนี้

เคร่ืองมือแบบประเมินการดาเนินการโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการ
พัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา
สรรค์

การดาเนินการสร้างแบบประเมินและการหาคุณภาพของแบบประเมิน ได้ดาเนินการตาม
ข้นั ตอนไดด้ ังน้ี

1. กาหนดจุดม่งุ หมายในการสรา้ งแบบประเมิน
1.1 เพอ่ื ประเมินขนั้ . S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง ของ

ครูผสู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
1.2 เพื่อประเมินขนั้ P- Plan การวางแผนงานของครผู ูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐ

ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
1.3 เพ่อื ประเมนิ ขัน้ 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรียน

หาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
1.4 เพื่อประเมินขั้น C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั

ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย
1.5 เพือ่ ประเมนิ ข้นั A – Assessment การประเมินผลของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่

104

รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย
1.6 เพ่อื ประเมนิ ขน้ั R- Report รายงานผลของครูผูส้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชา

สรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย
2. ศึกษาหลกั การและทฤษฎีการสร้างแบบประเมนิ
3. กาหนดรูปแบบของแบบประเมนิ โครงการใชร้ ะบบ บรหิ ารระบบ SPDCAR ในการพฒั นา

ครู “หน่ึงครู หน่ึงวจิ ยั ” เพ่ือการพฒั นาการเรียนรขู้ องผ้เู รียน ในโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์
โดยสรา้ งแบบประเมิน แบบมาตราสว่ นประมาณคา่

แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนในโครงการ โดยกาหนดคะแนนเป็นมาตราส่วน
ประมาณค่าโดยแบง่ ออกเป็น 5 ชว่ ง คะแนน ดงั น้ี

มากท่ีสุด ให้น้าหนัก 5 คะแนน
มาก ให้น้าหนกั 4 คะแนน
ปานกลาง ให้นา้ หนกั 3 คะแนน
น้อย ให้น้าหนัก 2 คะแนน
น้อยท่ีสุด ใหน้ ้าหนัก 1 คะแนน

4. สร้างให้ครอบคลุมพฤติกรรมกระบวนการSPDCAR ใหส้ อดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์
4.1 ประเมินข้ัน. S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง ของ

ครูผ้สู อนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั จานวน 5 ขอ้
4.2 ประเมินข้ัน P- Plan การวางแผนงานของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐ

ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั จานวน 4 ขอ้
4.3 ประเมนิ ขน้ั 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครผู ู้สอนโรงเรยี น

หาดใหญ่รัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย จานวน 3 ข้อ
4.4 ประเมินข้ัน C- Check การตรวจสอบของครผู ้สู อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั

ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวน 4 ข้อ
4.5 ประเมินข้นั A – Assessment การประเมนิ ผลของครูผู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่

รัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวิจยั จานวน 4 ขอ้
4.6 ประเมินขน้ั R- Report รายงานผลของครูผูส้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา

สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั จานวน 3 ข้อ

105

5. นาแบบประเมินหาคุณภาพขั้นต้นโดยให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหา
โดยการหาค่าดัชนีความสอกดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยให้ผู้เช่ียวชาญ
จานวน 5 คน โดยการคานวณโดยใชส้ ตู รดังน้ี

IOC =  R (กองวิจัยทางการศกึ ษา 2545 : 82)

N

IOC = ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
R = คะแนนของผเู้ ช่ยี วชาญ
 R = ผลรวมของคะแนนผู้เช่ยี วชาญแต่ละคน
N = จานวนผเู้ ช่ียวชาญ
การคานวณคะแนนของผเู้ ช่ียวชาญอาจเปน็ +1 หรอื 0 หรอื -1 ดงั นี้
+1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบขอ้ นั้นวดั จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมทีร่ ะบุไว้จรงิ
0 คอื ไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ สอบข้อน้ันวดั จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมท่รี ะบุไว้
-1 คือ แนใ่ จว่าขอ้ สอบขอ้ นั้นไม่ได้วัดจุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมทร่ี ะบุไว้จริง
ค่าดชั นีความสอดคล้องทยี่ อมรับได้มีคา่ ต้ังแต่ .05 ขน้ึ ไป
6. การหาคุณภาพของแบบประเมิน หาค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมิน/แบบสอบถาม
ทง้ั ฉบบั โดยวิธี  -cofficient โดยใช้สูตรของ ครอนบคั แบบประเมินพฤตกิ รรมในการดาเนนิ
โครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู ”หนึ่งครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการ
เรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ได้ค่าความเชื่อม่ัน 0.94 0.84 0.95
0.91 0.85 0.91 ตามลาดบั
7. นาไปทดสอบกับกลมุ่ ตัวอย่าง

วิธีดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

1. กาหนดวตั ถุประสงค์การศึกษาคน้ คว้า
2. สร้างเครือ่ งมือในการเก็บขอ้ มูล
3. ให้ผเู้ ชยี วชาญตรวจสอบความสอดคล้องด้านเน้ือหา
4. นาแบบทดสอบเกบ็ ข้อมูลกับกลุม่ ตวั อย่าง
5. นาข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าสถติ พิ น้ื ฐาน
6. อภิปรายผลและสรุปผลการประเมินโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการ
พัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ-
ประชาสรรค์ ของครูผ้สู อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

106

7. จดั ทาเป็นรายงานเสนอผ้เู ก่ยี วขอ้ ง

การวิเคราะหข์ ้อมูล

ผ้ศู กึ ษาใช้สถติ ิพน้ื ฐานในการศกึ ษาได้แก่ค่า
1. คา่ เฉลี่ย(  )
2. ร้อยละ
3. คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน
แบบสอบถามความคิดเห็น ครูต่อการจัดกิจกรรมอบรมวิจัยในช้ันเรียน กิจกรรมหน่ึงครูหน่ึง
วิจัย ไดก้ าหนดคะแนนเปน็ มาตราสว่ นประมาณค่าโดยแบ่งออกเป็น 5 ช่วง คะแนน ดังน้ี

มากท่สี ุด ใหน้ ้าหนัก 5 คะแนน
มาก ใหน้ ้าหนัก 4 คะแนน
ปานกลาง ใหน้ ้าหนกั 3 คะแนน
นอ้ ย ให้น้าหนกั 2 คะแนน
นอ้ ยทสี่ ดุ ให้น้าหนกั 1 คะแนน
ข้อมูลจากแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าทาการตรวจให้คะแนนแล้วหา
ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D) การแปลความหมายของค่าเฉล่ียโดยใช้เกณฑ์ของ
บุญชม ศรีสะอาด (2535 : 163) ดังนี้
4.51 -5.00 หมายถงึ มากทีส่ ุด
3.51-4.50 หมายถึง มาก
2.51-3.50 หมายถึง ปานกลาง
1.51-2.50 หมายถงึ นอ้ ย
1.00-1.50 หมายถึง นอ้ ยท่สี ดุ

สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู

1. ค่าสถิติพ้นื ฐาน ไดแ้ ก่
1.1 ค่าเฉล่ีย

สตู ร  =   (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ 2528 : 59)

N

เม่อื  แทน คะแนนเฉลย่ี

เม่อื   แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด

107

N แทนจานวนขอ้ มลู
1.2 คา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สูตร SD = N2  2 (ลว้ น สายยศและองั คณา สายยศ. 2528

NN 1

: 59)

เม่อื SD แทนความเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

X แทน คะแนนในแตล่ ะคนในกลมุ่ ตวั อย่าง

  แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมด
2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละคนยกกาลงั สอง

N แทน จานวนคนในกลมุ่ ตัวอย่าง

2. สถิตทิ ีใ่ ช้ในการหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือ

ห า ค่ า ค ว า ม เ ชื่ อ มั่ น ข อ ง แ บ บ ป ร ะ เ มิ น / แ บ บ ส อ บ ถ า ม โ ด ย ใ ช้ สั ม ป ร ะ สิ ท ธิ แ อ ล ฟ า

ของครอนบัค (Cronbach alpha coefficient)สูตรการคานวณดังน้ี

n 2 
 si 
= 1  st 2  (ล้วน สายยศและองั คณา สายยศ. 2528 : 187)
n 1 

 แทน ความเชอื่ ม่นั

n แทน จานวนขอ้ ของขอ้ ทดสอบ

Si2 แทน ความแปรปรวนของข้อสอบแต่ละข้อ
St2 แทน ความแปรปรวนของขอ้ สอบทัง้ ชดุ

3. เกณฑก์ ารตดั ผลและแปลผลของเครอ่ื งมือประเมิน
เครื่องมือประเมินโครงการกระบวนการSPDCAR ข้อมูลจากแบบสอบถาม/ประเมิน

เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่าทาการตรวจให้คะแนนแล้วหาค่าเฉล่ีย (  ) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D) การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยโดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด.
2535:163)

4.51 -5.00 หมายถึง มากทสี่ ดุ
3.51-4.50 หมายถึง มาก
2.51-3.50 หมายถงึ ปานกลาง
1.51-2.50 หมายถงึ นอ้ ย
1.00-1.50 หมายถึง น้อยท่สี ุด

108

บทที่ 4

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

การวิจัยเชิงประเมินครั้งน้ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินกระบวนการSPDCAR ในโครงการการใช้ระบบ
บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ใน

โรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ สังกดั สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 16 ซ่ึงผู้วิจัย
ได้เสนอการวิเคราะห์ข้อมลู ตามลาดบั ดงั น้ี

1. สญั ลักษณท์ างสถติ ทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
2. การเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

สัญลักษณ์ทางสถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล

การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาคร้ังนี้ ผู้วิจัยกาหนดสัญลักษณ์ท่ีใช้ในการเสนอผลการ
วิเคราะหข์ ้อมูล มีดังนี้

 แทน คา่ เฉลี่ยของคะแนน
SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
N แทน ประชากร

การเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล

ผวู้ จิ ัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตามลาดบั หัวขอ้ ดงั ต่อไปนี้
1. ผลการประเมินขนั้ S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง ของครผู ้สู อนโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย
2. ผลการประเมินขน้ั P- Plan การวางแผนงานของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ยั
3. ผลการประเมินขน้ั 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ-
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจยั
4. ผลการประเมินข้ัน C- Check การตรวจสอบของครผู ูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ยั
5. ผลการประเมินขั้น A – Assessment การประเมินผลของครูผสู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั -
ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ยั
6. ผลการประเมินขั้น R- Report รายงานผลของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ใน

109

กระบวนการทาวิจยั
7. ผลสรุปการประเมินโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพฒั นาครู “หน่ึงครู หน่งึ วจิ ยั ” เพ่ือการ

พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ โดยสรุปแต่ละขั้น

ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

การนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลได้นาเสนอเป็นลาดบั ดังน้ี
1. ผลการประเมินขนั้ S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กีย่ วขอ้ ง ของครผู สู้ อน
โรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวิจัย ผู้วจิ ัยไดเ้ ก็บข้อมูลครูผู้สอนที่ได้ทาวิจัยในโครงการ
การใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวจิ ัย” เพือ่ การพฒั นาการเรียนรู้ของผเู้ รยี น ใน
โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการวเิ คราะห์ ดงั นี้

ตารางที่ 3 ผลการประเมนิ ข้ัน S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง ของครผู สู้ อน
โรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย

รายการการประเมนิ N SD  แปลผล
1. ท่านเหน็ ความสาคัญของการทาศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งใน 60 0.70 4.44 มาก

การทาวจิ ยั 60 0.68 4.03 มาก
2. ท่านศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้องก่อนทาวจิ ัยเสมอ 60 0.63 4.02 มาก
3. ท่านนาผลการวจิ ัยท่านทามาศึกษาก่อนทาวจิ ยั ในประเด็นปญั หาเดียวกัน 60 0.62 3.95 มาก
4. ท่านนาผลการวิจัยของตนเองและผู้อน่ื มาเปรยี บเทยี บความสอดคล้องกับ
60 0.58 4.05 มาก
ปญั หาที่เกิดข้นึ ในห้องเรียนเสมอ
5. ทา่ นนาผลการศึกษาครัง้ ที่ผา่ นมาเพ่ือเปน็ แนวทางในการศกึ ษาหรือวิจยั ใน 60 0.67 4.10 มาก

ประเดน็ ใกล้เคียงกนั
เฉลย่ี รวมขน้ั S – Study

จากตารางที่ 3 พบว่าผลการประเมินข้ัน S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ของ
ครูผู้สอน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน มี
ประเด็นประเมินในขั้นนี้มีค่าเฉลี่ย 3.95 ถึง 4.44 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 ถึง 0.70 มีประเด็นการ
ประเมินมีค่าน้อยท่ีสุดคือ ท่านนาผลการวิจัยของตนเองและผู้อ่ืนมาเปรียบเทียบความสอดคล้องกับปัญหาท่ี
เกิดข้ึนในห้องเรียนเสมอ มีค่าเฉล่ีย 3.95 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 อยู่ในเกณฑ์คุณภาพระดับมาก
ประเด็นการประเมินมีค่าเฉล่ียมากที่สุดคือ ท่านเห็นความสาคัญของการทาศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่

110

เก่ียวข้องในการทาวิจัย มีค่า 4.44 และ ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.70 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก
และ ค่าสรปุ ประเมินโดยรวมขั้น S – Study มคี า่ เฉลีย่ 4.10 มคี า่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 อยู่ในเกณฑ์
คณุ ภาพระดับมาก

2. ผลการประเมนิ ขั้น P- Plan การวางแผนงานของครูผูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวิจยั ผู้วจิ ยั ไดเ้ กบ็ ข้อมูลครูผู้สอนที่ได้ทาวจิ ัยในโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพัฒนาครู
”หน่งึ ครู หน่ึงวิจัย” เพือ่ การพัฒนาการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น ในโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ ผลการ
วเิ คราะห์ ดงั น้ี

ตารางที่ 4 ผลการประเมินขั้น P- Plan การวางแผนงานของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย

รายการการประเมิน N SD  แปลผล
1. ทา่ นนานวัตกรรมมาประชุมวางแผนเพื่อลงส่กู ารปฏบิ ตั เิ สมอ 60 0.53 4.05 มาก
2 ท่านนานวตั กรรมมาชีแ้ จงให้สมาชกิ ทราบอยู่เสมอ 60 0.65 3.56 มาก
3. ทา่ นมีแผนการนานวตั กรรมไปใช้อย่างเป็นระบบ 60 0.62 3.97 มาก
4. ทา่ นได้รับการประชุมชี้แจงการดาเนนิ การการใช้ระบบ บรหิ ารระบบ 60 0.72 3.97 มาก

SPDCAR ในการพฒั นาครู “หนึ่งครู หนง่ึ วจิ ัย” เพือ่ การพัฒนาการเรียน 60 0.64 3.96 มาก
การสอนของครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
เฉล่ียรวมขั้น ขน้ั P- Plan

จากตารางที่ 4 พบว่าผลการประเมินขั้น P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน มีประเด็นการประเมินในขั้นนี้มี
ค่าเฉลี่ย 3.56 ถึง 4.05 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 ถึง 0.72 มีประเด็นในการประเมินมีค่าเฉล่ียน้อยที่สุด
คือ ประเด็นการประเมิน ท่านนานวัตกรรมมาชี้แจงให้สมาชิกทราบอยู่เสมอ มีค่าเฉล่ีย 3.56 ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 0.65 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินท่ีมีมากที่สุดคือ ท่านนา
นวัตกรรมมาประชุมวางแผนเพื่อลงสู่การปฏิบัติเสมอ มีค่าเฉลี่ย 4.05 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 ซึ่งอยู่ใน
เกณฑ์การประเมินระดับมาก และการประเมินขั้นขั้น P- Plan เฉล่ียโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.96 ค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน 0.64 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก

111

3. ผลการประเมนิ ข้นั D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐ-
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย ผ้วู จิ ยั ได้เกบ็ ข้อมูลครผู สู้ อนท่ีไดท้ าวจิ ัยในโครงการการใช้ระบบSPDCAR
ในการพฒั นาครู “หน่งึ ครู หนง่ึ วิจัย” เพ่อื การพัฒนาการเรียนรูข้ องผูเ้ รียน ในโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชา
สรรค์ ผลการวเิ คราะห์ ดงั นี้

ตารางท่ี 5 ผลการประเมินขั้น D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครผู ้สู อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา

สรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย

รายการการประเมิน N SD  แปลผล
1. ทา่ นปฏิบตั กิ ารวิจัยเปน็ ลาดับขนั้ ตอน กาหนดปัญหา นานวตั กรรมมา 60 0.57 4.14 มาก

แกป้ ัญหา เก็บข้อมลู วิเคราะหข์ ้อมูล รายงานผล

2. ท่านเหน็ ความสาคญั ในการปฏบิ ตั กิ ารตามแผนอยา่ งยิ่งในการปฏิบตั ิการ 60 0.67 4.17 มาก

วิจัยกับการเรยี นการสอน

3. ทา่ นดาเนินการนาผลการวิจยั ไปปฏิบัตไิ ดต้ ามแผนที่วางไว้ 60 0.62 3.97 มาก

เฉลย่ี รวมข้ัน D – Do 60 0.63 4.09 มาก

จากตารางท่ี 5 พบว่า ผลการประเมนิ ข้ัน 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย จานวนกลมุ่ ตวั อยา่ งจานวน 60 คน มีประเด็นประเมินในข้ัน
นี้มีค่าเฉล่ีย 3.97 ถึง 4.17 มีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.57 ถึง 0.67 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ
ทา่ นดาเนนิ การนาผลการวิจัยไปปฏิบัติได้ตามแผนที่วางไว้ มีค่าเฉล่ีย 3.97 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ซ่ึงอยู่
ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินท่ีมีมากท่ีสุดคือ ท่านเห็นความสาคัญในการ
ปฏบิ ตั กิ ารตามแผนอย่างยิ่งในการปฏิบตั ิการวิจัยกับการเรยี นการสอน มีค่าเฉล่ีย 4.17 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
0.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมนิ ระดับมาก และการประเมินขั้นขั้น D – Do เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.09 ค่า
เบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.63 ซง่ึ อยใู่ นเกณฑก์ ารประเมินระดับมาก

4. ผลการประเมินขน้ั C- Check การตรวจสอบของครูผู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ยั ผวู้ ิจยั ได้เกบ็ ข้อมลู ครูผ้สู อนที่ได้ทาวิจยั ในโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพฒั นา
ครู “หนึ่งครู หน่งึ วิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรยี นรขู้ องผูเ้ รียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการ
วิเคราะห์ ดังนี้

112

ตารางที่ 6 ผลการประเมนิ ขั้น C- Check การตรวจสอบของครผู ้สู อนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ยั

รายการการประเมนิ N SD  แปลผล
1. ท่านได้รับการติดตามจากโครงการของงานวจิ ยั 60 0.52 4.14 มาก
2. ทา่ นได้รับกาลังใจในการดาเนนิ การวิจัย จากทมี งานวจิ ัยหรือผ้บู ริหาร 60 0.66 4.08 มาก
3. ทา่ นไดท้ ากิจกรรมการแลกเปล่ยี นการเรียนรู้จากทมี งานวิจัย 60 0.65 4.06 มาก
4. ท่านได้รบั การสนับสนุนทางดา้ นความรู้ / ให้คาปรึกษา /อปุ กรณ์/อนื่ ๆ 60 0.66 4.00 มาก

จากงานวิจัย 60 0.62 4.08 มาก
เฉลยี่ รวมขัน้ C- Check

จากตารางท่ี 6 พบว่าผลการประเมินขั้น C- Check การตรวจสอบของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่
รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจยั จานวนกลุ่มตัวอยา่ งจานวน 60 คน ประเด็นประเมินในขั้นน้ีมีค่าเฉลี่ย
4.00 ถึง 4.14 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 ถงึ 0.66 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ ท่านได้รับการ
สนับสนุนทางด้านความรู้ / ให้คาปรึกษา /อุปกรณ์/อ่ืนๆ จากงานวิจัย มีค่าเฉลี่ย 4.00 ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน 0.66 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากท่ีสุดคือ ท่านได้รับ
การติดตามจากโครงการของงานวิจัย มีค่าเฉลี่ย 4.14 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.52 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมินระดับมาก และการประเมินข้ัน C- Check เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.08 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
0.62 ซึง่ อยใู่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ระดบั มาก

5. ผลการประเมินข้ัน A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ-
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลครูผู้สอนท่ีได้ทาวิจัยในโครงการการใช้ระบบSPDCAR
ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ-
ประชาสรรค์ ผลการวิเคราะห์ ดังนี้

113

ตารางที่ 7 ผลการประเมินข้ัน A – Assessment การประเมนิ ผลของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐ-
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย

รายการการประเมนิ N SD  แปลผล
1. ท่านทราบวา่ มกี ารประเมินทกุ ครั้งในการทากิจกรรมของงานวิจยั 60 0.56 4.11 มาก
2. ท่านคดิ ว่าการประเมนิ ในกิจกรรมของงานวจิ ยั ทุกครั้งการประเมินได้ 60 0.63 4.02 มาก

ครอบคลมุ ทุกประเด็น 60 0.66 4.02 มาก
3. ท่านคิดว่าการประเมินในกิจกรรมของงานวจิ ยั เกดิ ประโยชนต์ อ่ งานในการ
60 0.64 3.95 มาก
พัฒนางานวิจยั
4. ท่านไดท้ าในเคร่ืองมือเก็บขอ้ มลู ท่ีงานวิจยั ได้เก็บข้อมูลจากกจิ กรรม 60 0.64 4.07 มาก

งานวิจยั ทกุ คร้ัง
เฉลีย่ รวมข้ัน A – Assessment

จากตารางที่ 7 พบว่าผลการประเมินขั้น A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน ประเด็นประเมินในขั้นน้ี
มีค่าเฉล่ีย 3.95 ถึง 4.11 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ถึง 0.66 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ
ท่านได้ทาในเคร่ืองมือเก็บข้อมูลท่ีงานวิจัยได้เก็บข้อมูลจากกิจกรรมงานวิจัยทุกครั้ง มีค่าเฉลี่ย 3.95 ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากท่ีสุดคือ
ท่านทราบวา่ มีการประเมินทกุ ครง้ั ในการทากิจกรรมของงานวจิ ัย มีค่าเฉล่ีย 4.11 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.56
ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก และการประเมินขั้น A – Assessment เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.07
ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.64 ซง่ึ อยใู่ นเกณฑ์การประเมินระดบั มาก

6. ผลการประเมินขั้น R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ในกระบวนการทาวจิ ัย ผู้วิจยั ได้เก็บข้อมูลครูผ้สู อนทีไ่ ดท้ าวจิ ยั ในโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนา
ครู “หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการ
วิเคราะห์ ดงั น้ี

114

ตารางท่ี 8 ผลการประเมนิ ข้ัน R- Report รายงานผลของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ในกระบวนการทาวจิ ยั

รายการการประเมิน N SD  แปลผล

1. ทา่ นเกบ็ ข้อมูล นาข้อมูลวเิ คราะห์และนาเสนอรายงานในงานวิจยั ทุกครั้ง 60 0.64 3.83 มาก

2. ท่านทารายงานการวิจัยนาเสนอผบู้ รหิ ารหรือผู้ทเี่ กยี่ วขอ้ งทุกคร้ัง 60 0.71 3.83 มาก

3. ท่านได้นาผลการวิจัยไปใช้เปน็ ขอ้ มูลในการศึกษาในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไปเสมอ 60 0.67 3.86 มาก

ในประเดน็ ปญั หาเดียวกัน

เฉลยี่ รวมข้นั R- Report 60 0.67 3.80 มาก

จากตารางท่ี 8 พบว่าผลการประเมินขั้น R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน ประเด็นประเมินในข้ันนี้มีค่าเฉล่ีย
3.83 ถึง 4.02 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ถงึ 0.71 มปี ระเด็นการประเมินมคี ่านอ้ ยท่ีสุดคือ ท่านทารายงาน
การวิจัยนาเสนอผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคร้ัง ค่าเฉล่ีย 3.83 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.71 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์
การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากท่ีสุดคือ ท่านได้นาผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลใน
การศึกษาในการวิจัยครั้งต่อไปเสมอในประเด็นปัญหาเดียวกัน มีค่าเฉลี่ย 3.86 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.67
ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก และการประเมินข้ัน R- Report เฉล่ียโดยรวมค่าเฉล่ีย 3.80 ค่า
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.67 ซ่งึ อยู่ในเกณฑ์การประเมินระดบั มาก

7. ผลสรุปการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หน่ึงวิจัย” เพื่อ
การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ โดยสรุปแต่ละข้ันผลการวิเคราะห์
ดังนี้

115

ตารางที่ 9 ผลสรุปการประเมนิ โครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนง่ึ วจิ ัย” เพอื่
การพฒั นาการเรียนรู้ของผ้เู รยี น ในโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการวิเคราะห์ ดังน้ี

รายการการประเมนิ N SD  แปลผล
1. การประเมนิ ขน้ั S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง 60 0.67 4.10 มาก

ของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ยั

2. การประเมนิ ขนั้ P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่ 60 0.64 3.96 มาก

รัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย

3. การประเมนิ ขน้ั D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครผู ู้สอนโรงเรยี น 60 0.63 4.09 มาก

หาดใหญ่รัฐประชา สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ยั

4. การประเมนิ ข้นั C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่ 60 0.62 4.08 มาก

รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย

5. การประเมนิ ขั้น A – Assessment การประเมนิ ผลของครผู ู้สอนโรงเรยี น 60 0.64 4.07 มาก

หาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย

6. การประเมนิ ขั้น R- Report รายงานผลของครูผ้สู อนโรงเรยี นหาดใหญ่ 60 0.67 3.84 มาก

รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจยั

เฉลี่ยกระบวนการSPDCAR 60 0.70 4.02 มาก

จากตารางท่ี 9 พบวา่ ผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู ”หน่ึงครู หน่ึง
วจิ ยั ” เพอื่ การพฒั นาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน
60 คน โดยผลการประเมินในแต่ละข้ันน้ีมีค่าเฉลี่ย 3.80 ถึง 4.10 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ถึง 0.70
มผี ลการประเมนิ กระบวนท่ีมผี ลประเมินค่าน้อยที่สุดคือ การประเมินข้ัน R- Report รายงานผลของครูผู้สอน
โรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย มคี า่ เฉลี่ย 3.84 มีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 ซ่ึงอยู่
ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากที่สุดคือ การประเมินขั้น S –
Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ัย ค่าเฉล่ีย 4.10 ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก และ
การประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู ”หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้
ของผเู้ รยี น ในโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ เฉลย่ี โดยรวมค่าเฉลย่ี 4.02 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.70 ซึ่ง
อยใู่ นเกณฑก์ ารประเมินระดบั มาก

116

บทท่ี 5

บทยอ่ สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

บทยอ่

จดุ ประสงคใ์ นการศึกษาของการศึกษาค้นควา้

การวิจัยในคร้ังนี้เป็นการประเมินโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่ง
ครู หน่ึงวจิ ัย” เพอื่ การพัฒนาการเรยี นรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

1. เพอ่ื ประเมนิ ขนั้ . S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง ของครูผสู้ อนโรงเรียน
หาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย

2. เพอ่ื ประเมนิ ข้นั P- Plan การวางแผนงานของครผู ูส้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจยั

3. เพื่อประเมนิ ขั้น 3 D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครผู ู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา
สรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย

4. เพ่อื ประเมนิ ขัน้ C- Check การตรวจสอบของครูผ้สู อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวิจัย

5. เพอื่ ประเมนิ ขน้ั A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประชา
สรรคใ์ นกระบวนการทาวิจยั

6. เพื่อประเมินขนั้ R- Report รายงานผลของครูผูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ยั

ประชากร

ประชากรท่ีใชใ้ นการศึกษาค้นคว้าครัง้ น้ี เปน็ ครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ สงั กัด
สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศกึ ษา16 ปกี ารศึกษา 2563 จานวน 156 คน

กลมุ่ ตวั อยา่ ง

กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการศกึ ษาคร้ังน้ี เป็นครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปกี ารศกึ ษา
2563 สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 16 ได้มาโดยการสุ่มอยา่ งง่าย จานวน 60 คน

117

เคร่ืองมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู

เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัยในครั้งน้ี เป็นเคร่ืองมือประเมนิ โครงการการใช้ระบบบริหารกระบวนการ
SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนงึ่ ครู หน่ึงวิจัย” การพฒั นาการเรียนรู้ของผูเ้ รยี น โรงเรียนหาดใหญ่-
รัฐประชาสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยการประเมนิ แตล่ ะขัน้ ดังนี้

1. S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้องของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั
ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย

2. P- Plan การวางแผนงานของครูผสู้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ในกระบวนการ
ทาวิจยั

3. D – Do การดาเนินการตามแผน ของครผู สู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั ประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ยั

4. C- Check การตรวจสอบของครูผูส้ อนโรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรคใ์ นกระบวนการ
ทาวิจยั

5. A – Assessment การประเมินผลของครูผูส้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ น
กระบวนการทาวจิ ยั

6. R- Report รายงานผลของครูผสู้ อนโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการ

วิธีดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. กาหนดวัตถุประสงค์การศึกษาคน้ ควา้
2. สรา้ งเครือ่ งมือในการเกบ็ ข้อมลู
3. ให้ผู้เชยี วชาญตรวจสอบความสอดคล้องด้านเนื้อหา
4. นาแบบทดสอบเกบ็ ข้อมลู กบั กล่มุ ตัวอยา่ ง
5. นาข้อมูลมาวิเคราะหห์ าค่าสถติ ิพื้นฐาน
6. อภิปรายผลและสรุปผลการประเมินโครงการใช้ระบบ บริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู
“หนึ่งครู หนึ่งวจิ ัย” เพอื่ การพฒั นาการเรยี นรขู้ องผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ของครูผู้สอน
โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปกี ารศกึ ษา 2563
7. จัดทาเป็นรายงานเสนอผูเ้ ก่ยี วขอ้ ง

สรุปผล

ผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพื่อการ
พฒั นาการเรียนร้ขู องผู้เรียน ในโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ โดยสรปุ แตข่ ั้น ดังต่อไปน้ี

118

ผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หน่ึงวิจัย” เพ่ือการ
พฒั นาการเรียนรขู้ องผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ จานวนกลมุ่ ตัวอยา่ งจานวน 60 คน โดยผล
การประเมินในแต่ละข้ันนี้มีค่าเฉลี่ย 3.80 ถึง 4.10 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ถึง 0.70 มีผลการประเมิน
กระบวนที่มีผลประเมินการข้ัน S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัยมีค่าเฉลี่ย 4.10 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์
การประเมนิ ระดับมาก การประเมนิ ข้ัน P- Plan การวางแผนงานของครผู ู้สอนโรงเรยี นหาดใหญ่
รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัยมีค่าเฉล่ีย 3.96 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมินระดับมาก การประเมินข้ัน D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐ
ประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัยมีค่าเฉล่ีย 4.09 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.63 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมิน
ระดับมาก การประเมินข้ัน C- Check การตรวจสอบของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย มีค่าเฉล่ีย 4.08 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.62 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก
การประเมินข้ัน A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย มีค่าเฉลี่ย 4.07 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก
การประเมินข้ัน R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย
มีค่าเฉลี่ย 3.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.67 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก สรุปผลการประเมิน
กระบวนที่มผี ลประเมนิ ค่าน้อยท่ีสุดคอื การประเมนิ ข้ัน R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่
รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มี
มากท่ีสุดคือ การประเมินข้ัน S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย ซึ่งอย่ใู นเกณฑ์การประเมนิ ระดับมากเช่นกัน และ การประเมิน
โครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู ”หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของ
ผูเ้ รยี น ในโรงเรยี นหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉล่ีย 4.02 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.70 ซ่ึงอยู่
ในเกณฑ์การประเมนิ ระดับมาก

อภปิ รายผล

ผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการ
พฒั นาการเรียนรู้ของผู้เรยี น ในโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ โดยอภิปรายแตข่ ้นั ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ผลการประเมินขั้น S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง ของครูผ้สู อนโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลครูผู้สอนที่ได้ทาวิจัยในโครงการการใช้
ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู ”หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียน
หาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ ผลการวเิ คราะห์ ดังนี้

119

พบว่าผลการประเมินขั้น S – Study การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ของครูผู้สอน
โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน มีประเด็น
ประเมินในขั้นนี้มีค่าเฉล่ีย 3.95 ถึง 4.44 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.58 ถึง 0.70 มีประเด็นการประเมินมีค่า
น้อยที่สุดคือ ท่านนาผลการวิจัยของตนเองและผู้อ่ืนมาเปรียบเทียบความสอดคล้องกับปัญหาท่ีเกิดขึ้นใน
ห้องเรียนเสมอ มีค่าเฉล่ีย 3.95 มีค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.62 อยู่ในเกณฑ์คุณภาพระดับมาก ประเด็น
การประเมินมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุดคือ ท่านเห็นความสาคัญของการทาศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องใน
การทาวิจัย มีคา่ 4.44 และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก และค่าสรุป
ประเมินโดยรวมขั้น S – Study มีค่าเฉล่ีย 4.10 มีค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 อยู่ในเกณฑ์คุณภาพ
ระดบั มาก

2. ผลการประเมินขั้น P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ในกระบวนการทาวจิ ยั ผูว้ ิจัยไดเ้ กบ็ ขอ้ มูลครูผ้สู อนท่ไี ด้ทาวจิ ยั ในโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนา
ครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการ
วเิ คราะห์ ดงั น้ี

พบว่าผลการประเมินข้ัน P- Plan การวางแผนงานของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ในกระบวนการทาวจิ ัย จานวนกลมุ่ ตัวอย่างจานวน 60 คน มีประเดน็ การประเมนิ ในข้นั นี้มีค่าเฉลี่ย 3.56 ถึง
4.05 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 ถึง 0.72 มีประเด็นในการประเมินมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ประเด็นการ
ประเมิน ทา่ นนานวตั กรรมมาชแี้ จงให้สมาชิกทราบอยู่เสมอ มีค่าเฉลี่ย 3.56 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65 ซึ่ง
อยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินท่ีมีมากท่ีสุดคือ ท่านนานวัตกรรมมาประชุม
วางแผนเพ่ือลงสู่การปฏิบัติเสมอ มีค่าเฉล่ีย 4.05 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.53 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมิน
ระดับมาก และการประเมินขั้นข้ัน P- Plan เฉล่ียโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.96 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.64 ซึ่งอยู่
ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก

3. ผลการประเมินขัน้ D – Do การดาเนนิ การตามแผน ของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั
ประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวิจัย ผวู้ ิจัยได้เกบ็ ข้อมลู ครูผสู้ อนที่ได้ทาวิจยั ในโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR
ในการพฒั นาครู “หนงึ่ ครู หนงึ่ วจิ ยั ” เพื่อการพฒั นาการเรยี นรู้ของผู้เรยี น ในโรงเรยี นหาดใหญ่รฐั
ประชาสรรค์ ผลการวเิ คราะห์ ดังนี้

พบว่า ผลการประเมินข้ัน 3 D – Do การดาเนินการตามแผน ของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่
รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน มีประเด็นประเมินในข้ันน้ีมี
คา่ เฉลยี่ 3.97 ถึง 4.17 มีค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.57 ถึง 0.67 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ ท่าน
ดาเนินการนาผลการวิจัยไปปฏิบัติได้ตามแผนที่วางไว้ มีค่าเฉลี่ย 3.97 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.62 ซ่ึงอยู่ใน

120

เกณฑ์การประเมนิ ระดับมาก สว่ นประเด็นการประเมินท่ีมีมากที่สุดคือ ท่านเห็นความสาคัญในการปฏิบัติการ
ตามแผนอย่างยิ่งในการปฏิบัติการวิจัยกับการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ย 4.17 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 ซ่ึง
อยใู่ นเกณฑ์การประเมนิ ระดบั มาก และการประเมินขนั้ ขน้ั D – Do เฉลยี่ โดยรวมคา่ เฉล่ีย 4.09 ค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน 0.63 ซง่ึ อยใู่ นเกณฑ์การประเมนิ ระดับมาก

4. ผลการประเมนิ ข้ัน C- Check การตรวจสอบของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรค์ใน

กระบวนการทาวจิ ัย ผู้วิจยั ไดเ้ ก็บข้อมลู ครผู ูส้ อนท่ีได้ทาวิจัยในโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพัฒนา
ครู “หนึง่ ครู หนง่ึ วิจยั ” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผูเ้ รียน ในโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ ผลการ
วิเคราะห์ ดังน้ี

พบวา่ ผลการประเมนิ ขน้ั C- Check การตรวจสอบของครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวิจัย จานวนกลมุ่ ตวั อย่างจานวน 60 คน ประเด็นประเมินในขั้นนี้มีค่าเฉล่ีย 4.00 ถึง 4.14 มี
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 ถึง 0.66 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ ท่านได้รับการสนับสนุน
ทางดา้ นความร้/ู ให้คาปรกึ ษา/อุปกรณ์/อื่น ๆ จากงานวิจัย มีค่าเฉล่ีย 4.00 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.66 ซึ่ง
อยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากที่สุดคือ ท่านได้รับการติดตามจาก
โครงการของงานวิจัย มีค่าเฉลี่ย 4.14 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.52 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก
และการประเมนิ ขั้น C- Check เฉล่ยี โดยรวมค่าเฉลยี่ 4.08 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.62 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมนิ ระดับมาก

5. ผลการประเมนิ ข้นั A – Assessment การประเมินผลของครผู ้สู อนโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชา
สรรคใ์ นกระบวนการทาวิจัย ผวู้ ิจัยไดเ้ กบ็ ข้อมลู ครผู ้สู อนทไ่ี ดท้ าวจิ ยั ในโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการ
พฒั นาครู ”หนง่ึ ครู หนง่ึ วจิ ยั ” เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผเู้ รยี น ในโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรค์ ผล
การวเิ คราะห์ ดงั น้ี

พบว่าผลการประเมินขั้น A – Assessment การประเมินผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชา
สรรค์ในกระบวนการทาวจิ ัย จานวนกลุม่ ตวั อย่างจานวน 60 คน ประเด็นประเมินในขั้นน้ีมีค่าเฉล่ีย 3.95 ถึง
4.11 มคี า่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.56 ถึง 0.66 มีประเด็นการประเมินมีค่าน้อยที่สุดคือ ท่านได้ทาในเครื่องมือ
เก็บขอ้ มูลทีง่ านวิจัยได้เกบ็ ข้อมูลจากกจิ กรรมงานวจิ ยั ทกุ ครง้ั มคี ่าเฉลยี่ 3.95 ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.64 ซ่ึง
อยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินที่มีมากที่สุดคือ ท่านทราบว่ามีการประเมินทุก
ครัง้ ในการทากจิ กรรมของงานวิจยั มีค่าเฉล่ีย 4.11 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมิน
ระดับมาก และการประเมินขั้น A – Assessment เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉล่ีย 4.07 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
0.64 ซึง่ อยูใ่ นเกณฑ์การประเมนิ ระดบั มาก

121

6. ผลการประเมินขั้น R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ในกระบวนการทาวจิ ยั ผูว้ ิจัยได้เกบ็ ข้อมูลครผู ้สู อนทไี่ ดท้ าวิจัยในโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนา
ครู “หน่ึงครู หน่ึงวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการ
วเิ คราะห์ ดังนี้

พบว่าผลการประเมินข้ัน R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ใน
กระบวนการทาวจิ ัย จานวนกลมุ่ ตวั อย่างจานวน 60 คน ประเดน็ ประเมนิ ในข้ันนี้มคี ่าเฉล่ีย 3.83 ถึง 4.02 มี
ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.64 ถึง 0.71 มปี ระเดน็ การประเมนิ มีค่าน้อยทีส่ ุดคือ ท่านทารายงานการวิจัยนาเสนอ
ผบู้ ริหารหรอื ผู้ทเี่ กี่ยวข้องทกุ ครัง้ ค่าเฉลย่ี 3.83 คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.71 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับ
มาก ส่วนประเด็นการประเมินท่ีมีมากท่ีสุดคือ ท่านได้นาผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาในการวิจัย
ครั้งต่อไปเสมอในประเด็นปัญหาเดียวกัน มีค่าเฉลี่ย 3.86 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.67 ซ่ึงอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมินระดับมาก และการประเมินข้ัน R- Report เฉล่ียโดยรวมค่าเฉล่ีย 3.80 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
0.67 ซ่ึงอยู่ในเกณฑก์ ารประเมนิ ระดบั มาก

7. ผลสรุปการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือ
การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ โดยสรุปแต่ละขั้นผลการวิเคราะห์
ดงั น้ี

พบว่าผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หน่ึงครู หนึ่งวิจัย” เพื่อการ
พฒั นาการเรยี นร้ขู องผู้เรียน ในโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ จานวนกลุ่มตัวอย่างจานวน 60 คน โดย
ผลการประเมินในแต่ละข้ันน้ีมีค่าเฉล่ีย 3.80 ถึง 4.10 มีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.62 ถึง 0.70 มีผลการ
ประเมนิ กระบวนทม่ี ีผลประเมนิ ค่าน้อยที่สุดคือ การประเมินข้ัน R- Report รายงานผลของครูผู้สอนโรงเรียน
หาดใหญร่ ัฐประชาสรรคใ์ นกระบวนการทาวจิ ัย มีคา่ เฉลย่ี 3.84 มีคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์
การประเมินระดับมาก ส่วนประเด็นการประเมินท่ีมีมากที่สุดคือ การประเมินข้ัน S – Study การศึกษา
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของครูผู้สอนโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ในกระบวนการทาวิจัย ค่าเฉลี่ย
4.10 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การประเมินระดับมาก และการประเมินโครงการการใช้
ระบบSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย” เพ่ือการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ในโรงเรียน
หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ เฉลี่ยโดยรวมค่าเฉลี่ย 4.02 ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.70 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์การ
ประเมินระดบั มาก

122

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1.1 การนาผลการประเมนิ โครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพฒั นาครู “หน่ึงครู หนง่ึ

วจิ ยั ” เพื่อการพัฒนาการเรียนรูข้ องผ้เู รียนในโรงเรยี นหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ผลการประเมนิ เฉพาะ
ครผู สู้ อนโรงเรียนหาดใหญ่รฐั ประชาสรรคเ์ ท่านน้ั

1.2 การนาผลการประเมินโครงการการใชร้ ะบบSPDCAR ในการพฒั นาครู “หน่ึงครู หนึ่ง
วิจยั ” เพื่อการพัฒนาการเรยี นรขู้ องผู้เรียนในโรงเรียนหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ เปน็ การประเมินโดยใช้
เครือ่ งมือประเมนิ แบบประมาณคา่ ในข้ัน SPDCAR เทา่ น้นั

1.3 การนาผลการประเมินโครงการการใช้ระบบSPDCAR ในการพฒั นาครู “หนึ่งครู หน่ึง
วจิ ยั ” เพ่อื การพัฒนาการเรียนรขู้ องผ้เู รยี นในโรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์ การใช้ระบบSPDCAR เป็น
ระบบบรหิ ารคุณภาพตามแบบนวตั กรรมของโรงเรียนหาดใหญร่ ฐั ประชาสรรคเ์ ทา่ น้ัน

2. ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยในครงั้ ต่อไป
2.1 ควรมกี ารประเมินรปู แบบการประเมนิ โครงการอยา่ งอื่นเชน่ การประเมนิ ปัจจัยนาเขา้

และผลลพั ธ์ทเ่ี กิดข้ึนเพิ่มเตมิ
2.2 ควรมีการสรา้ งเคร่ืองมอื ทห่ี ลากหลายมากกวา่ นี้ เพื่อประเมนิ ได้ข้อมูลท่ีแท้จรงิ มากท่ีสดุ

123

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2544ข) แนวทางการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพภายในสถานศึกษา (เล่ม 5). กรงุ เทพฯ :
โรงพิมพ์คุรสุ ภา.

เกษม วัฒนชยั . (2543). ระบบมาตรฐานและการประกนั คณุ ภาพทีด่ ี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ รุ ุสภา.
เกียรตศิ กั ด์ิ ทันจนั ทร์. (2543). การศึกษาการดาเนนิ การประกนั คุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสงั กัด

สานักงานการประถมศกึ ษาจังหวัดกาแพงเพชร. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สถาบนั ราชภฏั กาแพงเพชร.
คณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน, สานกั งาน. (2553). คูม่ ือเส้นทางครูมืออาชพี สาหรบั ครูผู้ชว่ ย. กรงุ เทพฯ :

ชมุ ชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
. (2553). ค่มู อื การประเมินสมรรถนะครู. กรุงเทพฯ : มปพ.
. (2554). ค่มู ือการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศกึ ษาโครงการพฒั นาครทู ัง้ ระบบ ปีงบประมาณ
2554. กรงุ เทพฯ : ภาคพิมพ์.
ฆนทั ธาตุทอง. (2551). การออกแบบการสอนย้อนกลับ(Backward Design). นครปฐม : เพชรเกษมการพิมพ.์
ชนินทร์ แสงแก้ว. (2546). จาก http://blog.spu.ac.th/kovit/2008/02/09/entry-1. สืบคน้ วันที่ 11 มิถนุ ายน
2550.
ณรงวทิ ย์ แสนทอง. (2547). มาร้จู ัก COMPETENCY กันเถอะ. กรุงเทพฯ : เอชอาร์ เซน็ เตอร.์
ณัฐวี อตุ กฤษฏ์ (2555). กระบวนการ PDCA ในการพฒั นาการทางาน. จากhttp:// /kmit/ knowledge-
Detail. สบื คน้ วนั ท่ี 24 กมุ ภาพันธ์ 2558.
ดวงกมล บริบรู ณพ์ านิช. (2540). การศกึ ษาความต้องการและการได้รับการตอบสนองความตอ้ งการเกย่ี วกับ
การนเิ ทศงานวชิ าการของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สงั กดั สานักงานการประถมศึกษา
จงั หวดั เขตการศึกษา 1. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต ชลบุรี : มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
ดวงกมล สินเพ็ง. (2551). การพฒั นาผู้เรยี นสสู่ ังคมแห่งการเรยี นรูเ้ นน้ ผู้เรียนเป็นศนู ยก์ ลาง. กรงุ เทพฯ :
จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
เทวนิ ทร์ ประสิทธิ์เสริฐ. (2552). หลักการทางานตามวงจรเดมม่งิ (The Deming Cycle). จาก http://
www.cgpcenter.com/genneralknowledges/pdca/pdca.html. สบื ค้นวันท่ี 24 กุมภาพันธ์ 2558.
เท้ือน ทองแก้ว. (2549). สมรรถนะ (Competency) : หลักการและแนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั
ราชภัฏสวนดสุ ิต.
นรนิ ทร์ เนาวประทปี . (2540). ความหมายของวงจรคุณภาพ PDCA. จาก http:// http://blog.spu.
ac.th/kovit/ 2008/02/09/entry-1. สบื คน้ วันที่ 11 มิถุนายน 2550.
บุญชม ศรสี ะอาด. (2540). การวิจัยเบือ้ งตน้ . (พมิ พ์คร้ังท่ี 2). กรุงเทพมหานคร : สวุ ิริยาสาสน์ การพมิ พ.์
ประเสรฐิ อัครประถมพงศ์. 7 ข้ันตอนในการปรับปรงุ คุณภาพ. จากhttp:// www.ismed.or.th. สืบคน้ วันท่ี
11 มิถนุ ายน 2550.

124

บรรณานุกรม (ตอ่ )

ปรยี า บญุ สร้าง. (2547). การประเมินการประกนั คณุ ภาพภายในโรงเรียนท่าใหญว่ ิทยา อาเภอหาดใหญ่
จงั หวัดสงขลา สังกดั สานักงานบริหารการศึกษาเอกชน สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาสงขลา เขต 2.
วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม., มหาวิทยาลัยทกั ษิณ.

พชิ ญณ์ ฏั ฐา งามมีศรี. (2552). การประเมนิ โครงการพฒั นาความปลอดภยั ทางด้านอาหารในโรงเรยี นของ
สานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์ปรญิ ญานพิ นธว์ ิทยาศาสตร
มหาบัณฑติ (สาขาวิทยาการประเมนิ ) คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.

มณี ครไชยศร.ี (2550). การจัดกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ตามหลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน โรงเรยี นมงฟอร์ต
วิทยาลัย จังหวดั เชียงใหม่. การค้นคว้าแบบอิสระปริญญา.

วรรณา วรรณมาศ. (2547). การประเมนิ การประกนั คณุ ภาพภายในโรงเรยี นหนองเจ อาเภอบางขนั จังหวดั
นครศรีธรรมราช. วทิ ยานพิ นธ์. กศ.ม., มหาวทิ ยาลยั ทกั ษิณ.

วนั ทยา วงศศ์ ลิ ปะภริ มย์ และคณะ. (2545). การประกันคณุ ภาพการศึกษา ชุดฝึกอบรมผูบ้ ริหาร : ประมวล
สาระบทที่ 4. กรุงเทพฯ : ภาคพิมพ์.

วินัย เดชรัตนสวุ รรณ์. (2545). การประกนั คุณภาพการศกึ ษาโรงเรียนสงั กัดเทศบาล เขตการศกึ ษา 5.
วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม., สถาบันราชภฏั กาญจนบรุ .ี

วริ ชั ทองแย้ม. (2544). วิเคราะห์ผลการประเมินคณุ ภาพภายนอกตามรายมาตรฐานสถานศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน
จังหวัดพิจติ ร ปี พ.ศ. 2545 – 2546. การศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเอง. กศ.ม., มหาวิทยาลัยนเรศวร.

วีระพล บดรี ฐั . (2550, หนา้ 9-16). จากhttp:// share.psu.ac.th. สืบค้นวนั ท่ี 11 มิถนุ ายน 2550.
สมศกั ด์ิ มณีวงษ์ และคณะ. (2541). ศึกษาผลการดาเนนิ งานตามนโยบายการประกันโอกาสการประกันคณุ ภาพ

และการประเมนิ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของสานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ. การศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง. มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.
สมศกั ดิ์ สนิ ธุรเวชญ์. (2542). มุ่งสู่คณุ ภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : วัฒนาพานชิ .
สมหวัง วทิ ยาปัญญานนท.์ (2546). การใชว้ งจรบรหิ ารเดมมิ่งในชีวติ ทกุ ขณะจิต. จาก http:// www.
cgpcenter.com/genneralknowledges/pdca/pdca.html. สืบคน้ วนั ท่ี 11 มถิ ุนายน 2550.
สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน). จาก http:// www.onesqa.or.th.
สืบค้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2550.
สคุ นธ์ สากลวารี. (2544). สภาพและปัญหาการดาเนินการประกนั คณุ ภาพการศึกษาตามมาตรฐานของ
โรงเรยี นประถมศกึ ษา สงั กัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานพิ นธ์. ศศ.ม., มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
สุรศักด์ิ ปาเฮ. (2553). การพฒั นาครทู งั้ ระบบตามยุทธศาสตรก์ ารปฏริ ปู การศึกษาทศวรรษท่ีสอง
(พ.ศ. 2552 – 2561) วนั ที่ 28 – 29 ธันวาคม 2553 ณ โรงแรมนครแพร่ทาวเวอรจ์ ังหวัดแพร่. แพร่ :
สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2.

125

บรรณานุกรม (ตอ่ )

เสถยี ร ประกอบจันทร.์ (2551). การนาเสนอข้อมูลสารทนเทศเพือ่ การประกันคุณภาพการศกึ ษาด้านผูเ้ รียน
ของสถานศกึ ษาขนาดเล็ก สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์ปรญิ ญา
ครศุ าสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธาน.ี

อภชิ าต เอยี่ มสะอาด. (2550). การศึกษาสภาพ ปัญหา และแนวทางการพัฒนางานวิจัยในชัน้ เรียนของครู
สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาศรสี ะเกษ เขต 1. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑติ .
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.

อรุณี อ่อนสวัสดิ์. (2545). รายงานผลการวิจัยการพัฒนาระบบการประเมนิ ผลภายในสถานศกึ ษากรณีตัวอย่าง
สถานนี าร่องภาคเหนือ จงั หวัดพิษณุโลก. จากhttp:// www.onesqa.or.th. สืบค้นวนั ที่ 5 ตลุ าคม
2550.

เอกสทิ ธิ์ ชนนิ ทรภูม.ิ (2554). สมรรถนะครูกบั การประกันคณุ ภาพภายในของโรงเรยี นสาธติ ในจงั หวดั นครปฐม.
วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑติ (สาขาการบรหิ ารการศึกษา) คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.

151

ภาคผนวก

151

ภาคผนวก ก
รายชอื่ ผเู้ ช่ยี วชาญ

151

1. นายวีระศักดิ์ พัทบุรี รายชือ่ ผูเ้ ช่ียวชาญ
2. นางวรทั ยา สุวฒั นะ
3. นายธรี ะพนั ธ์ จุลแกว้ ตาแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ครูชานาญการพิเศษ
4. นางลดาวัลย์ มะเดอ่ื กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
5. นางสาวบงกชรวี รัตนวงศ์ การศกึ ษาสงู สดุ ปริญญาเอก
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การศกึ ษาสูงสดุ ปรญิ ญาตรี
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การศึกษาสูงสุด ปรญิ ญาโท
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการพเิ ศษ
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
การศึกษาสงู สุด ปริญญาตรี
ตาแหน่งรองผู้อานวยการโรงเรียน
วิทยฐานะ ชานาญการพิเศษ
การศึกษาสงู สุด ปริญญาโท

151

ภาคผนวก ข
ดชั นคี วามสอดคล้องของเครือ่ งมอื

ดัชนคี วามสอดคล้องของเคร่ืองมอื 151

รายการประเมิน คา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ ง
1 2 3 4 5 เฉล่ีย
S – Study การศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง
1. ทา่ นเห็นความสาคัญของการทาศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องในการทาวิจยั +1 +1 +1 +1 +1 1.00
2. ทา่ นศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกอ่ นทาวจิ ัยเสมอ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
3. ท่านนาผลการวิจัยทที่ า่ นทามาศึกษาก่อนทาวจิ ยั ในประเดน็ ปัญหาเดียวกัน +1 +1 +1 +1 +1 1.00
4. ท่านนาผลการวจิ ัยของตนเองและผู้อื่นมาเปรยี บเทยี บความสอดคล้องกับปญั หาที่ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
เกิดข้ึนในห้องเรยี นเสมอ
5. ท่านนาผลการศกึ ษาคร้งั ท่ีผา่ นมาเพื่อเปน็ แนวทางในการศึกษาหรือวิจยั ในประเด็น +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใกล้เคียงกนั
P- Plan การวางแผนงาน +1 +1 +1 +1 +1 1.00
1. ทา่ นนานวตั กรรมมาประชุมวางแผนเพ่ือลงสกู่ ารปฏิบัติเสมอ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
2 ทา่ นนานวัตกรรมมาชแี้ จงให้สมาชิกทราบอยู่เสมอ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
3.ทา่ นมีแผนการนานวัตกรรมไปใชอ้ ยา่ งเป็นระบบ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
4. ทา่ นไดร้ ับการประชุมชี้แจงการดาเนนิ การการใช้ระบบบรหิ าร SPDCAR ใน
การพฒั นาครู “หนึ่งครู หน่ึงวจิ ัย” เพือ่ การพฒั นาการเรยี นการสอนของครแู ละ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
บคุ ลากรทางการศึกษา
+1 +1 +1 +1 +1 1.00
D – Do การดาเนนิ การตามแผน
1. ท่านปฏบิ ัตกิ ารวิจัยเปน็ ลาดบั ข้ันตอน กาหนดปัญหา นานวตั กรรมมาแก้ปญั หา +1 +1 +1 +1 +1 1.00
เกบ็ ข้อมลู วเิ คราะห์ข้อมลู รายงานผล
2. ท่านเหน็ ความสาคัญในการปฏิบัติการตามแผนอย่างย่ิงในการปฏิบัตกิ ารวจิ ัยกบั +1 +1 +1 +1 +1 1.00
การเรยี นการสอน +1 +1 +1 +1 +1 1.00
3. ท่านดาเนินการนาผลการวิจยั ไปปฏบิ ตั ไิ ด้ตามแผนท่วี างไว้ +1 +1 +1 +1 +1 1.00
0 +1 +1 +1 +1 0.8
C- Check การตรวจสอบ
1. ท่านได้รับการติดตามจากโครงการของงานวิจยั
2. ทา่ นไดร้ ับกาลังใจในการดาเนินการวิจยั จากทีมงานวิจัยหรือผู้บรหิ าร
3. ทา่ นไดท้ ากิจกรรมการแลกเปลี่ยนการเรียนรจู้ ากทมี งานวิจัย
4. ท่านไดร้ ับการสนับสนุนทางด้านความร/ู้ ให้คาปรกึ ษา/อุปกรณ/์ อน่ื ๆ จาก
งานวจิ ยั

รายการประเมนิ 151

A – Assessment การประเมินผล คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง
1. ทา่ นทราบวา่ มีการประเมินทุกครั้งในการทากิจกรรมของงานวิจยั 1 2 3 4 5 เฉล่ีย
2. ทา่ นคิดว่าการประเมนิ ในกิจกรรมของงานวจิ ัยทุกคร้ังการประเมินไดค้ รอบคลมุ
ทกุ ประเดน็ 0 +1 +1 +1 +1 0.8
3. ท่านคดิ ว่าการประเมินในกิจกรรมของงานวจิ ัยเกิดประโยชนต์ ่องานในการพัฒนา +1 +1 +1 +1 +1 1.00
งานวจิ ยั
4. ทา่ นได้ทาในเครื่องมือเก็บขอ้ มลู ที่งานวจิ ัยไดเ้ กบ็ ข้อมลู จากกิจกรรมงานวจิ ยั ทกุ ครั้ง 0 +1 +1 +1 +1 0.8

R- Report รายงานผล 0 +1 +1 +1 +1 0.8
1. ทา่ นเก็บข้อมลู นาข้อมูลวิเคราะห์และนาเสนอรายงานในงานวิจยั ทุกครง้ั
2. ทา่ นทารายงานการวจิ ัยนาเสนอผบู้ ริหารหรือผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งทกุ คร้ัง 0 +1 +1 +1 +1 0.8
3. ท่านได้นาผลการวจิ ัยไปใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการศึกษาในการวิจัยครั้งต่อไปเสมอใน 0 +1 +1 +1 +1 0.8
ประเด็นปญั หาเดยี วกัน 0 +1 +1 +1 +1 0.8

151

ภาคผนวก จ
เครื่องมือเก็บรวบรวมขอ้ มลู

151

โครงการการใช้ระบบบรหิ าร SPDCAR ในการพฒั นาครู “หนง่ึ ครู หน่ึงวิจัย”

เพอ่ื การพฒั นาการเรียนการสอนของครูและบคุ ลากรทางการศึกษา

คาช้ีแจง ใหท้ ่านประเมนิ โครงการการใชร้ ะบบบรหิ ารSPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึง่ ครู หน่งึ วิจยั ” เพอ่ื

การพฒั นาการเรียนการสอนของครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาได้ดาเนนิ การโดยงานวิจัย ซ่งึ การประเมนิ

แตล่ ะประเดน็ มรี ะดับคะแนนดังน้ี

การดาเนินการระดับมากที่สดุ 5

การดาเนินการระดบั ระดบั มาก 4

การดาเนนิ การระดบั ปานกลาง 3

การดาเนินการระดบั น้อย 2

การดาเนินการระดับน้อยมาก 1

รายการประเมิน ระดบั การดาเนินการ

54321

S – Study การศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง

1. ทา่ นเห็นความสาคญั ของการทาศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องในการทาวจิ ยั

2. ทา่ นศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวข้องกอ่ นทาวิจัยเสมอ

3. ท่านนาผลการวจิ ัยทที่ ่านทามาศกึ ษาก่อนทาวจิ ยั ในประเด็นปญั หาเดียวกนั

4. ทา่ นนาผลการวจิ ยั ของตนเองและผู้อื่นมาเปรยี บเทยี บความสอดคล้องกับปญั หาที่

เกิดข้ึนในห้องเรียนเสมอ

5. ทา่ นนาผลการศกึ ษาครัง้ ท่ีผ่านมาเพ่ือเปน็ แนวทางในการศึกษาหรือวิจยั ในประเดน็

ใกลเ้ คยี งกนั

P- Plan การวางแผนงาน
1. ทา่ นนานวัตกรรมมาประชุมวางแผนเพื่อลงสู่การปฏบิ ตั ิเสมอ

2 ทา่ นนานวตั กรรมมาช้ีแจงให้สมาชกิ ทราบอยู่เสมอ

3.ทา่ นมแี ผนการนานวัตกรรมไปใชอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ

4. ท่านไดร้ บั การประชมุ ช้ีแจงการดาเนินการการใช้ระบบบริหาร SPDCAR ใน

การพฒั นาครู “หนึ่งครู หน่ึงวจิ ัย” เพ่อื การพัฒนาการเรียนการสอนของครแู ละ

บุคลากรทางการศึกษา

151

รายการประเมนิ ระดับการดาเนนิ การ
54321
D – Do การดาเนนิ การตามแผน
1. ท่านปฏบิ ัตกิ ารวิจัยเปน็ ลาดับขนั้ ตอน กาหนดปญั หา นานวัตกรรมมาแกป้ ัญหา

เกบ็ ข้อมลู วเิ คราะห์ข้อมลู รายงานผล

2. ท่านเห็นความสาคัญในการปฏบิ ตั กิ ารตามแผนอยา่ งย่ิงในการปฏิบัติการวจิ ยั กบั

การเรียนการสอน

3. ทา่ นดาเนินการนาผลการวิจัยไปปฏบิ ตั ิไดต้ ามแผนทีว่ างไว้

C- Check การตรวจสอบ

1. ท่านได้รบั การติดตามจากโครงการของงานวิจยั

2. ท่านไดร้ บั กาลังใจในการดาเนนิ การวิจัย จากทมี งานวิจยั หรอื ผ้บู รหิ าร

3. ท่านได้ทากจิ กรรมการแลกเปล่ยี นการเรยี นรู้จากทีมงานวจิ ัย

4. ทา่ นได้รับการสนบั สนุนทางด้านความรู้/ให้คาปรึกษา/อุปกรณ์/อน่ื ๆ จาก

งานวจิ ยั

A – Assessment การประเมนิ ผล
1. ท่านทราบว่ามีการประเมนิ ทุกคร้งั ในการทากิจกรรมของงานวิจัย

2. ท่านคดิ วา่ การประเมินในกิจกรรมของงานวจิ ยั ทุกคร้งั การประเมินไดค้ รอบคลมุ ทุก

ประเดน็

3. ท่านคิดวา่ การประเมินในกิจกรรมของงานวจิ ัยเกิดประโยชน์ต่องานในการพัฒนา

งานวจิ ยั

4. ทา่ นไดท้ าในเคร่ืองมือเกบ็ ขอ้ มลู ท่ีงานวิจัยไดเ้ ก็บข้อมลู จากกิจกรรมงานวิจยั ทุกครง้ั

R- Report รายงานผล

1. ท่านเก็บข้อมลู นาข้อมูลวิเคราะห์และนาเสนอรายงานในงานวิจยั ทกุ คร้ัง

2. ท่านทารายงานการวิจยั นาเสนอผู้บริหารหรอื ผทู้ ่เี กีย่ วขอ้ งทกุ คร้ัง

3. ทา่ นได้นาผลการวจิ ัยไปใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการศึกษาในการวิจัยคร้งั ตอ่ ไปเสมอใน

ประเดน็ ปัญหาเดยี วกนั

ความคดิ เหน็ เพม่ิ เติม
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ขอขอบคณุ เปน็ อยา่ งสูง งานวิจัยเพอ่ื พัฒนาคุณภาพการศกึ ษา โรงเรยี นหาดใหญร่ ัฐประชาสรรค์

151

ภาคผนวก ง
ภาพกจิ กรรม

ก า ร แ ล ก เ ป ลี ย น เ ร ีย น รู ้
กั บ ค ณ ะ ค รู แ ล ะ บุ ค ล า ก ร ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า

กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ
และงานแนะแนว

ก า ร แ ล ก เ ป ลี ย น เ รี ย น รู้

กับคณะครูและบุคลากรทางการศึ กษา

ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี
วันที 12 ตุลาคม 2563

ก า ร แ ล ก เ ป ลี ย น เ รี ย น รู้

กับคณะครูและบุคลากรทางการศึ กษา

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึ กษา ศาสนา และวัฒนธรรม

วันที 8 ตุลาคม 2563

ก า ร แ ล ก เ ป ลี ย น เ รี ย น รู้

กับคณะครูและบุคลากรทางการศึ กษา

ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ ภ า ษ า ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ
วันที 9 ตุลาคม 2563

05 / 2562


Click to View FlipBook Version