The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sesao16, 2021-01-13 02:15:14

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”

การประเมินโครงการการใช้ระบบบริหารระบบ SPDCAR ในการพัฒนาครู “หนึ่งครู หนึ่งวิจัย”
เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2563

40

นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational innovation) หมายถึง นวัตกรรมท่ีจะช่วยให้
การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น และประหยัดเวลาในการ
เรยี นการสอนไดอ้ ีกด้วย

ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา การนํานวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการ
สอน นอกจากจะส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของรายวิชาแล้ว ยังมีประโยชน์
ดงั นี้

1. ชว่ ยให้ผเู้ รียนเรียนรู้ได้เรว็ ขนึ้
2. ช่วยให้ผู้เรยี นเขา้ ใจบทเรียนเป็นรูปธรรม
3. ชว่ ยให้บรรยากาศการเรียนร้สู นุกสนาน
4. ช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ
5. ชว่ ยลดเวลาในการสอน
6. ช่วยประหยัดค่าใชจ้ า่ ย
ประเภทของนวตั กรรมทางการศกึ ษา
นวตั กรรมทางการศึกษาท่ีใช้แกป้ ัญหาหรอื พฒั นาการเรียนการสอนมีหลายประเภท ในที่นี้ขอ
นํา เสนอตัวอย่างนวัตกรรมทางการศึกษาที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวก ประหยัด สามารถจัดทําได้
ดว้ ยตนเอง และง่ายแกก่ ารนําไปใช้ มี 2 ประเภท คือ ส่ือการเรียนการสอนที่ประดิษฐ์ (Invention)
และเทคนิคการสอนกิจกรรมการพัฒนา หรอื เทคนคิ วิธสี อน (Instruction)

ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษา

ส่อื การสอน เทคนิควธิ ีการสอน

ส่อื ส่ิงพิมพ์ สื่อโสต - การสอนแบบศูนยก์ ารเรยี น
- การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมติ
- เอกสารประกอบการสอน - ภาพยนตร์ วีดทิ ัศน์ - การสอนเพื่อเสรมิ สร้างลกั ษณะนิสยั
- การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซอ่ มเสรมิ
- บทเรยี นสาํ เร็จรูป - สไลด์ แผ่นใส - การสอนแบบโครงการ
- การสอนแบบแก้ปัญหา
- ชุดการสอน/ชุดการเรยี น - คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน - ฯลฯ
- รายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ - เทปเพลง เทปเสยี ง

- รายงาลนโักคษรงณกาะรของนวัตกรรม-ทหา่นุ งจกําาลรอศงึกษาท่ดี ี

- ฯลฯ - ฯลฯ

41

1. ตรงกับความจําเป็นของสถานการณ์การจัดการศึกษา โดยมุ่งการแก้ปัญหาอย่างใดอย่าง
หน่งึ หรือหลายอย่างในระบบการศึกษา หรอื ในการจดั การเรยี นการสอน

2. มีความน่าเช่ือถือและเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงเหตุผลท่ี
สนบั สนนุ วา่ นวตั กรรมทีค่ ิดค้นมีความน่าเชอ่ื ถือน้ันตอ้ งมาจากทฤษฎีหรือผลการวจิ ัยรองรับ

3. สามารถนําไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง นวัตกรรมท่ีดีต้องมีวิธีการใช้หรือแนวปฏิบัติท่ี
สามารถนําไปใช้กับบุคลากรปกติในสถานศึกษาปฏิบัติตามได้ง่ายและสะดวกโดยไม่จําเป็นต้องจัด
ปัจจยั ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเปน็ พิเศษ และควรประหยัด

4. มีผลการพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าได้ทดลองในสถานการณ์จริงแล้วสามารถแก้ปัญหาหรือ
ปรับปรุงเพ่ิมพูนคุณภาพของการจัดการศึกษาได้เป็นที่พอใจ โดยมีหลักฐานท่ีได้จากการเก็บรวบรวม
ขอ้ มูลอยา่ งเป็นระบบและเสนอรายงานผลอยา่ งชดั เจน

กระบวนการสรา้ งนวตั กรรมทางการศึกษา
กระบวนการสรา้ งนวตั กรรมทางการศึกษามีขน้ั ตอนที่สําคัญประกอบดว้ ย

กําหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

กาํ หนดกรอบแนวคดิ ของกระบวนการเรยี นรู้

สร้างต้นแบบนวัตกรรม

หาและพสิ จู น์ประสทิ ธิภาพของนวตั กรรม

ทดลองใชน้ วตั กรรม

ผลการทดลองใช้ ปรบั ปรงุ ตน้ แบบ
ใชไ้ ด้
ใชไ้ ม่ได้
1. กาหนดจดุ ประสงคก์ ารเรียเนผรยู้ แพรน่ วตั กรรม

42

เม่ือครูผู้สอนได้วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาการ
เรยี นรู้ของผเู้ รียนแล้ว ก็ต้งั เปา้ หมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน น่ันคือ กําหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนตามเป้าหมายของหลักสูตรเป็นสําคัญ เช่น
ความสามารถด้านกระบวนการแกป้ ญั หา ความสามารถดา้ นทักษะกระบวนการพัฒนาค่านิยมเก่ียวกับ
อาชีพอสิ ระ การพัฒนาดา้ นความคิดสรา้ งสรรค์ ฯลฯ

2. กาหนดกรอบแนวคดิ ของกระบวนการเรียนรู้
เมื่อได้กําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว ครูผู้สอนควรศึกษาค้นคว้าหลักวิชาการ แนวคิด
ทฤษฎีผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนและนํามาผสมผสาน
กับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กําหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้ขึ้นเพื่อ
จัดสร้างเป็นตน้ แบบนวัตกรรมขึน้ เพอ่ื ใชแ้ กป้ ัญหาหรอื พัฒนาการเรียนร้ขู องผ้เู รยี น
3. สรา้ งต้นแบบนวัตกรรม
เมื่อตดั สินใจไดว้ ่าจะเลือกจดั ทาํ นวัตกรรมชนดิ ใดครผู ูส้ อนต้องศึกษาวิธกี ารจัดทํานวัตกรรม
ชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียด เช่น จะจัดทําบทเรียนสําเร็จรูปในรายวิชาหน่ึง ต้องศึกษาค้นคว้าวิธีการ
จัดทําบทเรียนสําเร็จรูปว่ามีวิธีการจัดทําอย่างไรจากเอกสารตําราที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทําต้นแบบ
บทเรียนสาํ เรจ็ รูปใหส้ มบรู ณ์ตามขอ้ กาํ หนดของวิธีการทําบทเรียนสําเรจ็ รูป
สําหรับเครื่องมือที่ต้องใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์หรือเคร่ืองมืออื่น ๆ ต้องมีการพัฒนา
เครื่องมือตามวิธีการทางวจิ ัยด้วย
4. หาและพสิ จู น์ประสิทธิภาพของนวตั กรรม
4.1 ขัน้ ตอนการการหาประสิทธิภาพของนวตั กรรม อย่างงา่ ย ๆ ดังน้ี

1. การหาคุณภาพของนวัตกรรมเบื้องต้น ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนใน
วิชานั้น ๆ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของเนอื้ หาและการสื่อความหมาย โดยนาํ นวตั กรรมท่ีสร้างขึ้นพร้อม
แบบประเมนิ ทม่ี แี นวทางหรอื ประเดน็ ในการพิจารณาคุณภาพให้ผูเ้ ชยี่ วชาญประเมนิ คณุ ภาพ

2. นําข้อมูลในข้อที่1 ซ่ึงเป็นข้อแนะนําของผู้เช่ียวชาญมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
หลงั จาก น้ันจงึ นาํ นวัตกรรมที่สร้างขนึ้ ไปทดลองกับผเู้ รียนกลุ่มเล็ก ๆ อาจเป็น 1 คน หรือ 3 คน หรือ
5 คน แล้วแต่ความเหมาะสม โดยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม หรือฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ แล้ว
เก็บผลระหว่างปฏิบัติกิจกรรม และผลหลังการทดลองใช้นวัตกรรม เพ่ือหาประสิทธิภาพของ
นวตั กรรมตามหลกั การต่อไป

3. นาํ ผลการทดลองใช้นวัตกรรมจากผู้เรียนกลุ่มเล็กในข้อ 2 มาปรับปรุงข้อบกพร่อง
อีกครั้งหน่ึง ก่อนนาํ ไปใช้จรงิ กบั กลุม่ ผเู้ รียนท่ีสอน หรือผเู้ รียนทตี่ อ้ งการแกป้ ัญหาการเรยี นการสอน

4.2 การพิสูจน์ประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรม
การพิสูจน์ประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยทั่วไปจะใช้ทดลองกับผู้เรียนกลุ่มหน่ึงตาม

ความเหมาะสม ซ่งึ สามารถใชว้ ิธีการหาประสิทธภิ าพไดด้ ังนี้
4.2.1. วิธีบรรยายเปรียบเทียบสภาพก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม โดยการบันทึกหรือ

เก็บข้อมูลท่ีได้จากการวัดผลผู้เรียนด้วยเคร่ืองมือต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม แล้วจึงนํา

43

ข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการบรรยายเชิงคุณภาพเพื่อแสดงให้เห็นว่าหลังการใช้นวัตกรรมแล้ว
ผูเ้ รียนมีการพฒั นาเพิ่มขึน้ เป็นท่ีน่าพอใจมากนอ้ ยเพยี งใด

4.2.2. วิธีนิยามตัวบ่งชี้ที่แสดงผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วเปรียบเทียบข้อมูลก่อนใช้และ
หลงั ใชน้ วัตกรรม เชน่ กาํ หนดผลสมั ฤทธ์ไิ ว้ รอ้ ยละ 65 แสดงว่าหลังจากการใช้นวัตกรรมแล้ว ผู้เรียน
ทุกคนท่ีเป็นกลุ่มทดลองจะต้องผ่านเกณฑ์ท่ีกําหนดไว้คือ ร้อยละ 65 จึงจะถือว่านวัตกรรมนั้นมี
ประสทิ ธิภาพ

4.2.3. วิธีคานวณหาอัตราส่วนระหว่างร้อยละของจานวนผู้เรียนท่ีสอบแบบทดสอบอิง
เกณฑ์ผ่านเกณฑ์ที่กาหนดไว้ (P1) ต่อร้อยละของคะแนนเต็มที่กาหนดเกณฑ์การผ่านไว้ (P2) เช่น
P1 : P2 = 70 : 60 หมายความว่า กําหนดเกณฑ์การผ่านไว้ต้องมีผู้เรียนร้อยละ 70 ของจํานวน
ผ้เู รียนทง้ั หมด ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จงึ จะแสดงว่านวตั กรรมนนั้ มปี ระสทิ ธภิ าพ

5. ทดลองใช้นวัตกรรม
การทดลองภาคสนามเพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ดําเนินการทดลอง ใช้
นวัตกรรมกับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง (กลุ่มที่ต้องการแก้ปัญหา) ในสภาพในชั้นเรียนจริง
วิธีดําเนินการเหมือนกับวิธีการทดลองกับกลุ่มเล็กทุกอย่างต่างกันที่จุดประสงค์ของการใ ช้นวัตกรรม
ซ่งึ การทดลองในท่ีผ่านมาถือว่าเป็นการกระทําเพ่ือหาข้อบกพร่องท่ีควรแก้ไข ผู้เรียนเปรียบเสมือนที่
ปรึกษา และนวตั กรรมที่ใช้กเ็ ป็นเพียงการยกร่าง เมื่อผ่านการทดลองกับกลุ่มเล็กแล้ว จึงจะถือว่าเป็น
บทเรียนฉบับจริง การทดลองภาคสนามก็เป็นการทดลองโดยเป็นการนําไปใช้จริง ก่อนเริ่มใช้
นวัตกรรมผสู้ อนควรแนะนําผู้เรยี นให้เข้าใจวิธีเรยี นเสียกอ่ น และใหท้ ําแบบทดสอบกอ่ นเรียน และเมื่อ
ใช้นวตั กรรมเสรจ็ แล้วกต็ ้องมีการทดสอบหลังเรยี นอกี คร้ัง
6. เผยแพรน่ วัตกรรม
เมอื่ นาํ นวัตกรรมไปขยายผลโดยใหผ้ ู้อืน่ ทดลองใชแ้ ละให้คําแนะนําในการปรับปรุงแก้ไขจน
เปน็ ทพี่ อใจแล้ว กจ็ ดั ทํานวัตกรรมนน้ั เผยแพร่เพอ่ื บริการใหใ้ ช้กนั แพร่หลายต่อไป
4. การออกแบบการทดลอง
การทดลองทําได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของนวัตกรรม จํานวนกลุ่มผู้เรียนท่ีใช้
ทดลอง และจาํ นวนครงั้ ของการวัดตัวแปรท่ีศกึ ษา แต่ละแบบมีการดําเนินการที่แตกต่างกัน ฉะน้ันครู
จะตอ้ งออกแบบการทดลองใหส้ อดคล้องกับจุดประสงค์ และสมมตุ ฐิ านการวจิ ยั
การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนเพ่ือพิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมี
ประสิทธิภาพหรือไม่ โดยนําไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมิน
นวัตกรรมนั้นสามารถแก้ปญั หาท่มี ีอยู่ หรือสามารถพฒั นาการเรียนการสอนได้ตามเป้าหมายที่กําหนด
ไว้หรอื ไม่

การออกแบบการทดลองเป็นการวางแผนกําหนดวิธีการและเทคนิคในการทดลอง ถ้ามิได้
กําหนดไว้ล่วงหน้า อาจเกิดปัญหาระหว่างดําเนินการทดลอง หรือภายหลังดําเนินการทดลองในช่วง
การวิเคราะห์และแปรผล กลา่ วคือ เริม่ ต้ังแต่การวางแผนการสรา้ งรปู แบบนวัตกรรมทีจ่ ะนํามาใช้ ควร

44

จะต้องมีความเด่นชัด ทีทฤษฎีรองรับ เพ่ือม่ันใจว่ามีโอกาสแก้ปัญหาที่มีอยู่ หรือพัฒนาการเรียนการ
สอนได้จริง ต้องกําหนดและเตรียมเคร่ืองมือท่ีใช้วัดให้เหมาะสมโดยเคร่ืองมือต้องมีคุณภาพ และ
กําหนดช่วงเวลาในการวัดว่าจะวัดเมื่อใด วัดตัวแปรใดบ้าง จะใช้ใครเป็นกลุ่มตัวอย่าง แนวทางการ
เก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีใด ในการวางแผนดังกล่าวต้องคํานึงถึงความ
ถกู ตอ้ งตามหลกั วชิ า และหลกั คุณธรรม แตถ่ า้ มิได้วางแผนอาจทําให้ได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การ
สรุปผลการทดลองผิดพลาดดว้ ย

5. การสรา้ งและพัฒนาเครอ่ื งมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
หลังจากท่ีผู้สอนได้วางแผนการวิจัย โดยกําหนด ประชากร กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ

นวัตกรรม วิธีรวบรวมข้อมูล และ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล แล้วขั้นต่อไป คือ การพัฒนาเครื่อง มือ
เพอื่ เกบ็ รวบรวมข้อมูล ผู้สอนต้องทําความเข้าใจเก่ียวกับระดับการวัดเสียก่อน จากนั้นจึงเลือกชนิด
ของเคร่ืองมือท่ีจะใช้ในการรวบรวมข้อมูล ลงมือสร้างหรือพัฒนา โดยท่ัวไปแล้ว วิธีการวัดค่าตัว
แปรอาจแบ่งได้เป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ ได้แก่ การสอบ การสอบถาม และการสงั เกต

วิธกี ารวัดคา่ ตวั แปรวิธแี รก คือ การสอบ ซึง่ เป็นการวัดทก่ี าํ หนดเงือ่ นไขหรือสถานการณ์ให้ผู้
ถกู วัดแสดงความสามารถสูงสุด (maximum performance) ของตนออกมา โดยท่ีผู้ถูกวัดรู้ตัวว่า
กําลังถูกวัด และรู้ว่าถูกวัดความสามารถในเร่ืองใด สิ่งที่ผู้ถูกวัดตอบ สามารถตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด
ตัวแปรทว่ี ดั ค่าได้ด้วยวธิ ีน้ี โดยมากจะเปน็ ตวั แปรทเ่ี กยี่ วกบั ความสามารถทางสมอง เช่น ผลสัมฤทธ์ิ
จากการฝกึ อบรม ความถนดั ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวเิ คราะห์ เปน็ ตน้

วิธีการท่ีสอง คือ การสอบถาม ซึ่งแตกต่างไปจาก “การสอบ” ตรงท่ีการสอบถามเป็น
การกําหนดเงื่อนไข หรือสถานการณ์ให้ผู้ถูกวัดแสดงคุณลักษณะเฉพาะตัว (typical
performance) หรือความเป็นจริงของตนออกมา โดยไม่มีการตัดสินว่าสิ่งที่ผู้ถูกวัดตอบหรือแสดง
ออกมานั้นถูกหรือผิด ตัวแปรท่ีวัดได้ด้วยวิธีน้ี จะเป็นตัวแปรเก่ียวกับความคิด จิตใจ เช่น ความ
สนใจ ความคิดเห็น บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นต้น เคร่ืองมือที่ใช้กับวิธีนี้เป็นพวกแบบสอบถาม
แบบสัมภาษณ์ หรือแบบบนั ทึก

วิธีการที่สาม คือ การสังเกต ซึ่งเป็นการสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของผู้ท่ีถูกวัดตาม
สภาพทเ่ี ป็นจรงิ สว่ นใหญ่การวดั ด้วยวิธีสงั เกต มกั ไม่ให้ถูกสงั เกตรู้ตัว เพราะจะทําให้เกิดพฤติกรรม
เสแสร้งได้ เช่น การสังเกตพฤติกรรมความซ่ือสัตย์ ความจริงใจ ความเสียสละ ความเป็นผู้นํา
เปน็ ตน้ บางกรณเี รากย็ อมให้ผถู้ ูกสงั เกตรู้ตวั วา่ กําลงั สงั เกต เช่น การสงั เกตการประชุมของชาวบ้าน
การทําการเกษตรตามวิธีท่ีได้รับการอบรม เป็นต้น จะเห็นได้ว่าตัวแปรที่วัดค่าได้โดยวิธีสังเกตนี้มี
ท้งั ตวั แปรทเี่ ปน็ ความสามารถทางสมอง ความคิดจิตใจ และทางทักษะต่าง ๆ เครื่องมือท่ีใช้จะเป็น
พวกแบบสังเกต แบบบันทึก เปน็ ตน้
6. การทดลอง รวบรวม วิเคราะห์ และสรปุ ผลขอ้ มูล

45

หลังจากที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยจากเครื่องมือวัดทางการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่
ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต เพ่ือนํามาวิเคราะห์
ด้วยสถิตติ า่ ง ๆ ขน้ั ตอนการวเิ คราะห์ขอ้ มูลแสดงไดด้ ังตาราง

แบบสอบถาม ข้อมลู ทม่ี ีระดับการวัด เลอื กใช้สถิตใิ นการ
แบบทดสอบ - นามบญั ญตั ิ วเิ คราะห์
แบบสัมภาษณ์ - เรียงลําดับ
แบบสงั เกต - อันตรภาค ผลการวิเคราะห์

- อัตราสว่ น

การวัด หมายถึง การกําหนดตัวเลขแทนปริมาณ คุณภาพ หรือคุณลักษณะ โดยข้อมูลที่ได้
จะแบง่ ลกั ษณะของขอ้ มูลเรียกว่า ระดับการวัด หรือ มาตรวัด ระดับมาตรวัดทางการศึกษามีลักษณะ
แตกตา่ งกนั ดงั นี้

1.มาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นระดับการวัดระดับแรก, เบื้องต้น หรือเป็น
ระดับการวัดท่ีตํ่าสุด เป็นการกําหนดตัวเลขแทนชื่อคน แทนคุณลักษณะต่าง ๆ เหตุการณ์
ตา่ ง ๆ เชน่ สถานทีท่ าํ งาน เพศชาย เพศหญิง อาชีพ สัญชาติ เปน็ ตน้
2.มาตราเรียงลาดับ (Ordinal Scale) เป็นมาตราวัดที่สูงกว่ามาตรานามบัญญัติ เป็นการ
กาํ หนดตัวเลขหรือสญั ลกั ษณ์เพื่อช้ีลําดับ หรือจัดลําดับ แต่บอกไม่ได้ว่าแต่ละอันดับท่ีเรียงไว้
นน้ั มีความแตกต่างกันปรมิ าณเทา่ ใด เชน่ การจดั ลาํ ดบั ความสวยของนางงามจากสวยที่สุดไป
หาข้เี หรท่ ีส่ ุด เปน็ ตน้
3.มาตราอันตรภาค (Interval Scale) เป็นระดับการวัดที่สูงกว่าสองมาตราที่กล่าวมา สถิติ
ทเี่ หมาะสมกับขอ้ มูลทม่ี ีการวดั ในระดบั นี้ ไดแ้ ก่

- การวดั แนวโนม้ สู่สว่ นกลาง ใช้ ค่าเฉลย่ี มัธยฐาน ฐานนิยม
- การวัดการกระจาย ใช้ คา่ ความแปรปรวน และค่าสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
- การวดั ความสัมพนั ธ์ ใช้ สหสมั พนั ธอ์ ยา่ งงา่ ยของเพียร์สัน
4.มาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นระดับการวัดที่สูงสุดและมีความสมบูรณ์มากกว่า
มาตราอันตรภาค จึงสามารถนําข้อมูลท่ีได้มาบวก ลบ คูณ หาร กันได้ สถิติและวิธีทางสถิติ
ในการทดสอบสามารถทําได้ทุกชนดิ
7. การเขยี นรายงานการวิจยั ในชน้ั เรยี น
การเขียนรายงานการวจิ ยั เป็นขัน้ สุดทา้ ยของการทาํ วิจัย เป็นการเขียนรายงานงานวิจัยตั้งแต่
เรมิ่ ตน้ วเิ คราะหแ์ ละสํารวจปัญหา การพฒั นารปู แบบการทดลองใช้รูปแบบเพื่อแก้ปัญหาจนกระท่ังถึง

46

การวเิ คราะหผ์ ล สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ การเขียนรายงานการวิจัยเป็นการเสนอสิ่งท่ีได้
ศกึ ษาค้นคว้าอยา่ งเป็นระบบให้ผู้อนื่ ทราบ

องค์ประกอบของรายงานการวิจัย (แบบเต็มรูปแบบ) ในรายงานการวิจัยมีส่วนประกอบ
สําคญั 3 สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นนํา สว่ นเนื้อเร่ือง และสว่ นอา้ งอิง ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี

1. สว่ นนา เป็นสว่ นก่อนเนอ้ื หาของการวิจยั (กอ่ นบทท่ี 1) ไมต่ ้องใสเ่ ลขหน้า
1.1 ปกนอก ประกอบด้วย ชือ่ เร่ือง ช่อื ผวู้ ิจัย ช่ือหนว่ ยงานท่ีเปน็ เจ้าของผลงานวจิ ยั
1.2 ปกใน เหมอื นปกนอกทกุ ประการ
1.3 บทคัดย่อ เป็นการสรุปย่องานวิจัยท้ังหมด (ไม่ควรเกิน 1 หน้ากระดาษ) โดยมี
หัวข้อสาํ คัญดังนี้
ก. ช่อื เร่ือง
ข. ชื่อผ้ทู ําวิจัย
ค. ปีที่ทาํ วิจัย
ง. จดุ ประสงคข์ องการวจิ ยั ขน้ั ตอนการดําเนนิ การวจิ ยั และผลการวิจยั
1.4 คาํ นํา เขียนถงึ ความเปน็ มาของการทําวจิ ยั (ไม่ใชค่ วามเป็นมาของปัญหาการวิจัย)
การขอบคุณผ้ชู ว่ ยเหลอื ในการทาํ วิจัย
1.5 สารบัญ เป็นตัวช้ีให้ผู้อ่านทราบว่า หัวข้อสําคัญต่าง ๆ อยู่ในรายงานหน้าใด
มักจะแบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ ไดแ้ ก่
ก. สารบัญเน้อื เรอ่ื ง (ต้องม)ี
ข. สารบญั ตาราง (ถา้ มีตาราง)
ค. สารบญั ภาพประกอบหรือแผนภมู ิ (ถา้ มภี าพหรอื แผนภูมิ)

2. ส่วนเนื้อเรือ่ ง ประกอบดว้ ยบทสาํ คญั บทท่ี ดังนี้
2.1 บทท่ี 1 บทนา ในบทนํามหี ัวข้อทีส่ าํ คญั ดังน้ี
- ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหาการวิจัย เป็นการกล่าวถึงสภาพการ

เรียนการสอนท่ัวไป ปัญหาการเรียนการสอนท่ัวไป แล้วโยงมาเป็นปัญหาที่จะต้องทําการวิจัย เพ่ือ
แก้ปัญหาการเรียนการสอน เปน็ การเขยี นจากสภาพกวา้ ง ๆ แลว้ สรปุ เป็นปัญหาการวิจัยท่ีเลก็

- วัตถปุ ระสงค์การวิจัย เป็นการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าเราต้องการจะทําวิจัย
เพือ่ ตอบคําถามใด วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั จะตอ้ งสอดรบั กบั ปัญหาการวิจัยและหัวเร่ือง

- ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ เป็นการเขียนให้ทราบว่าการวิจัยน้ีมีประโยชน์ต่อ
ใคร อยา่ งไร

- นิยามศพั ท์ เปน็ การใหค้ วามหมายของตวั แปรต่าง ๆ ทใี่ ชใ้ นการวิจัย โดยเขียน
ให้เป็นนยิ ามเชิงพฤติกรรม ซ่งึ มตี ัวช้วี ดั เพ่ือประโยชนใ์ นการวัดตวั แปรน้ัน

- ขอบเขตของการวิจัย เป็นการบอกให้ทราบว่า การวิจัยน้ีมีขอบเขตของ
ประชากรเพียงใดหรือ เป็นการศึกษาเฉพาะรายกรณีเนื้อหาวิชามีมากน้อยเพียงใดระยะเวลานาน
เพียงใดในการศึกษาทดลอง

47

- ข้อจํากัดของการวิจัย เป็นการบอกให้ทราบว่าการวิจัยนี้มีตัวแปรใดท่ีผู้วิจัย
ควบคุม และจัดกระทาํ ไม่ได้ เช่น “ในการวิจัยนี้ไม่สามารถจะสุ่มแยกนักเรียนออกจากห้องเรียนมา
เข้ากลุ่มทดลองได้ เพราะต้องทาํ การทดลองตามตารางเรียนปกติ จึงจาํ เป็นต้องสุ่มเป็นหอ้ งเรยี น”

- สมมติฐานการวิจัย เป็นการคาดเดาคําตอบปัญหาการวิจัยท่ีผู้วิจัยได้ศึกษามา
อยา่ งรอบคอบจากเอกสารเกย่ี วข้อง

2.2 บทท่ี 2 ช่ือบทว่า วรรณคดีท่ีเก่ียวข้อง หรือ เอกสารและงานวิจัยที่
เก่ียวข้อง หรือ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เป็นการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และ
งานวิจัยอ่ืนที่เก่ียวข้องกับปัญหาการวิจัย การค้นคว้าเอกสารเป็นการแสดงถึงศักยภาพทางวิชาการ
ของผู้วิจัย ผู้เขียนต้องจัดหัวข้อให้เก่ียวเน่ืองกัน แล้วสรุปในทุกหัวข้อ ทุกประเด็น เพ่ือเขียนกรอบ
ความคิดในการวิจัย หลักการและแนวทางของนวัตกรรมท่ีใช้แก้ปัญหาหรือทดลอง นอกจากนี้ยัง
สามารถสรุปเลือกตัวแปรต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิจัยได้อย่างเป็นวิชาการ สามารถนิยามตัวแปรและการ
วดั ตวั แปรได้และทส่ี าํ คญั ท่ีสดุ สามารถตง้ั สมมตฐิ านการวจิ ัยไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

2.3 บทที่ 3 วธิ ีการดาเนนิ การวจิ ัย ควรประกอบดว้ ย
- ประชากร เป็นการบอกว่าประชากรท่ีศึกษาคือคนกลุ่มใด เช่น นักเรียนช้ัน
ปวช. 3 แผนกวิชาช่างยนต์ในวิทยาลัยเทคนิคตรัง หรือ นักศึกษาช้ัน ปวส. 2/1 แผนกวิชาช่าง
โยธาวิทยาลยั เทคนคิ หว้ ยแกว้
- กล่มุ ตัวอยา่ ง เปน็ การเขียนเพื่อจะบอกว่า กลุ่มตัวอย่างมีจํานวนเท่าใด ได้มา
จากประชากรกลุม่ ใด
- เคร่ืองมือวัดตัวแปร หรือเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ผู้เขียนต้องเขียนบอกให้
ชดั เจนว่า เครอื่ งมือมกี ี่ชดุ อะไรบ้าง มกี ารตรวจสอบคณุ ภาพเคร่ืองมอื อย่างไร
- การเก็บรวบรวมข้อมูล (หรือวิธีการทดลองในกรณีทําการวิจัยเชิงทดลอง) ให้
เขียนบอกใหช้ ดั เจนว่ามวี ธิ ีการเก็บขอ้ มลู อยา่ งไร หรอื มีวิธกี ารทดลองและวัดผลอยา่ งไร
- การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการเขียนเพ่ือบอกให้ทราบว่าในการวิเคราะห์ข้อมูล
หรือทดสอบสมมตฐิ านใชส้ ถติ ใิ ด
2.4 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
ปริมาณ
2.5 บทที่ 5 บทสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เป็นการเขียนสรุปรวม
การวจิ ยั ตง้ั แตบ่ ทท่ี 1 ถึง 4 มาไวด้ ว้ ยกนั ประกอบด้วยหวั ข้อตอ่ ไปน้ี
- ความนํา เป็นการเขียนปัญหาการวิจัยอย่างย่อ วัตถุประสงค์การวิจัย
วิธีดําเนินการวิจัยอย่างย่อ เขียนเป็นข้อความต่อเน่ืองกันได้ไม่จําเป็นต้องแยกเป็นหัวข้อ เป็นการ
เกริ่นนาํ กอ่ นข้นึ หัวข้อกไ็ ด้
- ผลการวจิ ยั และขอ้ สรุป เป็นการเขยี นผลการวิจยั ตามจุดมุ่งหมายทีละข้อ (ไม่
ตอ้ งมตี าราง) โดยนําผลจากบทท่ี 4 มาสรุปรวม

48

- อภิปรายผลการวิจัยการอภิปรายผลเป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบว่าผลการวิจัย
สอดคล้องกบั ผลการวจิ ัยของใคร สอดคล้องกับทฤษฎใี ด ขัดแย้งกับผลการวิจัยของใคร หรือขัดแย้ง
กับทฤษฎีใด ผ้วู ิจยั สามารถสอดแทรกความคดิ ของตนเองเขา้ ไปได้อยา่ งเต็มที่ในการอภปิ รายผล

- ข้อเสนอแนะ เป็นการเขียนแนะนําผอู้ ่านใหท้ ราบวา่ จากผลการวิจัยนี้สามารถ
นาํ ผลไปประยกุ ตใ์ ชภ้ าคปฏบิ ตั ิอย่างไร และสามารถจะวิจัยตอ่ ในประเดน็ ใดไดม้ าก

3. ส่วนอ้างอิง เป็นการแสดงให้ทราบว่าผู้วิจัยได้ค้นคว้าหามวลความรู้ เพ่ือการทําการวิจัย
ครงั้ น้ีมากนอ้ ยเพยี งใด การอา้ งอิงอาจประกอบดว้ ย

3.1 การอ้างอิงในเนื้อเรื่อง เป็นการแสดงให้ผู้อ่านทราบว่าแนวคิด หรือทฤษฎี หรือ
งานวิจยั ท่ผี ้วู จิ ัยศกึ ษามาน้นั เป็นของใคร พิมพ์ปีใด อย่หู น้าใด หรืออ้างแบบใช้เชิงอรรถ

3.2 บรรณานกุ รม เปน็ การเขยี นวา่ หนงั สอื อ้างอิงมอี ะไรบ้าง เม่ืออ้างในเนื้อเรื่องแล้ว ต้อง
มกี ารอา้ งอิงในบรรณานุกรมดว้ ยทกุ เล่ม มวี ธิ ีการเขียนดังน้ี (เขยี นเรยี งตามลาํ ดบั อกั ษรของช่ือผู้แตง่ )

3.3 ภาคผนวก เป็นการนํารายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่จําเป็นต้องใส่ในเนื้อหามารวมไว้ เพ่ือ
อ้างองิ รายละเอยี ด เชน่

ภาคผนวก ก. ตารางวเิ คราะห์เพมิ่ เติม
ข. ตวั อยา่ งเครื่องมือ
ค. รายชอื่ ผเู้ ช่ยี วชาญ หรอื กลุ่มตัวอยา่ ง

8. การนาผลการวจิ ยั ไปใช้
ครูผ้สู อนสามารถนาํ ผลการวจิ ัยในชั้นเรียนไปใชด้ งั น้ี
1. นาไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรงุ การเรียนการสอนในหอ้ งเรียน
- ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง เช่น การใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริมแบบ

ต่างๆ ทคี่ รูคิดค้นขึน้ มาแล้วนาํ ไปสอนซ่อมเสริมผเู้ รยี นท่เี รียนช้า
- ใช้เป็นข้อมูลในการปรบั ปรุงการเรยี นการสอน
- ใช้ในการพฒั นาหลักสตู ร

2. นาไปใช้เป็นขอ้ มูลพน้ื ฐานในการพฒั นาการเรยี นการสอน
- เผยแพร่เพื่อให้บุคคลอ่ืน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนําไปใช้ประโยชน์

ในการอ้างอิง
- เผยแพร่แก่บุคคลอื่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพ่ือให้เกิดแนวทางในการศึกษา

ค้นหาความรใู้ หม่ที่ลึกซึง้ และมีประโยชนต์ ่อไป
3. นาไปใช้ในการพฒั นาวชิ าชพี
การวิจัยในชั้นเรียน นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว ยัง

เป็นการพัฒนาวิชาชีพของครูอีกด้วย คือ เม่ือครูทําการวิจัยในชั้นเรียน ทําให้เป็นการเสริมสร้าง
ความรทู้ างวชิ าการของตนเอง ทาํ ให้ครมู นี วตั กรรม ท่ีมีคุณภาพ ซง่ึ ทําใหเ้ กิดมาตรฐานในการเรียนการ
สอนตามระบบการประกนั คุณภาพการศึกษา ตอ่ ไป.

2.2.6 รปู แบบและการพัฒนารูปแบบความหมายของรูปแบบ

49

รูปแบบ (Model) เป็นคําที่ใช้สื่อเพื่อความหมายหลายอย่าง โดยทั่วไปจะหมายถึงส่ิงหรือ
วิธีดําเนินการท่ีเป็นต้นแบบอย่างใดอย่างหน่ึง ตามพจนานุกรม Contemporary English ของ
Longman ได้ให้ความหมายไว้ ซง่ึ สรุปได้ 3 ลกั ษณะใหญ่ ๆ คอื

1. รูปแบบ หมายถึง แบบจําลองซ่งึ เปน็ ส่งิ ยอ่ ส่วนจากของจริง
2. รปู แบบ หมายถึง คนหรือสิ่งของท่ีสามารถนาํ มาใชเ้ ป็นแบบอย่างการดําเนินงานได้
3. รูปแบบ หมายถึง แบบหรอื ร่นุ ของผลติ ภัณฑต์ ่าง ๆ เชน่ เคร่อื งคอมพวิ เตอร์รนุ่ 486X

สไตน์เนอร์ (Styner) อ้างถึงใน กู๊ด (Good) ได้ให้ความหมายของรูปแบบว่า หมายถึง
ส่งิ ของสงิ่ หนง่ึ ที่คลา้ ยคลึงกับสงิ่ ของอกี สิง่ หน่งึ และจาํ แนกเปน็ 2 ลักษณะ คอื

1. รูปแบบทางกายภาพ (Physical models ) แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื
1.1 รูปแบบของสิ่งใดสิง่ หน่งึ ( model for) หมายถึง แบบจําลองท่ีออกแบบมาจากของ
จรงิ
1.2 รปู แบบเพอื่ ส่งิ ใดสิ่งหน่ึง ( model for) หมายถึง แบบจําลองสร้างและออกแบบไว้

เพอ่ื ใชเ้ ป็นต้นแบบของสิ่งใดสิง่ หนึ่ง
2. รูปแบบเชงิ แนวความคิด (Conceptual models) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คอื
2.1 โมเดลเชิงแนวความคิดของสิ่งใดสิ่งหน่ึง (Conceptual model -of) คือรูปแบบที่

สรา้ งข้ึนโดยจาํ ลองมาจากทฤษฎี ท่ีมีอยแู่ ล้ว
2.1 โมเดลเชิงแนวความคิดเพื่อสร้างส่ิงใดส่ิงหนึ่ง (Conceptual model -for) คือ

รปู แบบทส่ี รา้ งขึ้นเพอ่ื อธิบายตวั สาระของทฤษฎี
ความเข้าในเกี่ยวกับรูปแบบ คําว่า รูปแบบ หรือ Model เป็นคําท่ีใช้สื่อความหมายหลาย

อย่าง ส่ิงหรือวธิ ดี าํ เนนิ งานท่เี ป็นรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รูปแบบจําลองสิ่งก่อสร้าง รูปแบบใน
การพัฒนาชนบท รูปแบบในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกต้ังเป็นผู้แทนราษฎร เป็นต้น
พจนานกุ รมได้ใหค้ วามหมายไว้ 5 ความหมาย แต่ทส่ี รุปได้คอื 1)

จากความหมายของรูปแบบท้ังหมดที่ กูด (Good,1973) รวบรวมเอาไว้สรุปได้ว่า รูปแบบมี
สองลกั ษณะ คือ รปู แบบทเี่ ปน็ รูปแบบจาํ ลองของสิ่งที่เป็นรูปธรรม และรูปแบบท่ีเป็นแบบจําลองของ
นามธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความหมายท่ี โทชิ และ คาร์รอล Tosi and Carroll (1982,p,163)
กล่าวถงึ รูปแบบนามธรรม ของจริงหรือภาพจําลองของสภาพการณ์อย่างใดอย่างหน่ึง ซึ่งอาจจะมีต้ัง
ตารูปแบบอย่างง่าย ไปจนถึงรูปแบบที่ท่ีมีความซับซ้อนมาก ๆ และมีท้ังรูปแบบเชิงกายภาพ
(Physical Model) ที่เป็นแบบจําลองของวัตถุ เช่นแบบจําลองหอสมุดแห่งชาติ แบบจําลอง
เคร่ืองบินขบั ไล่ เอฟ 16 เป็นตน้

50

1. ประเภทของรปู แบบ
นักวิชาการได้แบ่งประเภทของรูปแบบไว้หลายลกั ษณะซึ่งแตกตา่ งกนั เชน่

คีเวส (Keeves,1988,pp.561-565 cited in Sallis,2002) ไดแ้ บ่งประเภทรูปแบบทางการศึกษาและ
สงั คมไว้ 4 ประเภท คือ

1. รูปแบบเชิงอุปมา (Analogue Model) เปน็ รูปแบบท่ีใช้การอุปมาอุปมยั
เทียบเคยี งปรากฏการณ์ซงึ่ เป็นรปู ธรรม เพอื่ สรา้ งความเขา้ ใจในปรากฏการณท์ ี่เป็นนามธรรม เชน่
รูปแบบในการทาํ นายจาํ นวนนักเรียนทีจ่ ะเข้าสรู่ ะบบโรงเรียน ซ่ึงอนมุ านแนวคิดมาจากการเปดิ นา้ํ
เขา้ และปล่อยนาํ้ ออกจากถัง นักเรยี นเข้าสรู่ ะบบเปรยี บเทียบไดก้ บั นา้ํ ทเ่ี ปดิ ออกจากถัง ดังนนั้
นกั เรยี นท่ีคงอย่ใู นระบบจงึ เท่ากบั นกั เรียนทเ่ี ขา้ ระบบ ลบด้วยนักเรยี นท่ีออกจากระบบ

2. รปู แบบเชงิ ภาษา (Semantic Model) เปน็ รปู แบบทใ่ี ช้ภาษาเปน็ การสอื่ ใน
การบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ์ดว้ ยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพื่อใหเ้ หน็ โครงสร้างทาง
ความคดิ องค์ประกอบ และความสมั พันธข์ ององคป์ ระกอบของปรากฏการณน์ น้ั ๆ

3. รูปแบบเชงิ คณิตศาสตร์ (Mathematical Model) เปน็ รปู แบบท่ใี ชส้ มการ
ทางคณิตศาสตรเ์ ป็นส่ือการแสดงความสมั พนั ธ์ของตวั แปรต่าง ๆ รูปแบบประเภทน้นี ยิ มใช้กันท้ังใน
สาขาจติ วิทยาและศึกษาศาสตร์ รวมท้ังการบริหารการศกึ ษาดว้ ย

4. รปู แบบเชงิ เหตผุ ล (Causal Model) เปน็ รปู แบบทพ่ี ัฒนามาจากเทคนิคที่
เรียกว่า Path Analysis และหลกั การสร้าง Semantic Model โดยการนําเอาตวั แปรตา่ ง ๆ มา
สัมพนั ธ์ระหว่างสภาพทางเศรษฐกจิ สังคมของบิดามารดา สภาพแวดลอ้ มทางการศกึ ษาทบ่ี า้ น และ
ระดบั สติปญั ญาของเดก็ เปน็ ตน้

Joyce and Well (1985) ได้ศกึ ษาและจดั ประเภทของรูปแบบตามแนวคิด หลกั การหรือ
ทฤษฎซี ่ึงเป็นพื้นฐานในการพัฒนารปู แบบน้ัน ๆ และได้แบ่งกล่มุ รปู แบบการสอนเอาไว้ 4 รปู แบบ คือ

1. Information-Processing Model เป็นรปู แบบการสอนท่ยี ึดหลัก
ความสามารถในกระบวนการประมวลขอ้ มลู ของผเู้ รียน และแนวทางในการปรบั ปรงุ วิธีการจดั การกับ
ขอ้ มลู ให้มีประสิทธภิ าพยง่ิ ข้นึ

2. Personal Model เป็นรูปแบบการสอนที่จดั ไว้ในกล่มุ น้ี ใหค้ วามสาํ คญั กบั
ปัจเจกบุคคลและการพฒั นาบุคคลเฉพาะราย โดยมุ่งเนน้ กระบวนการท่แี ตล่ ะบุคคลจัดระบบและ
ปฏบิ ตั ิต่อสรรพสิง่ (Reality) ท้ังหลาย

3. Social Interaction Model เป็นรปู แบบท่ีให้ความสาํ คัญ กบั ความสมั พันธ์
ระหว่าง บุคคลและบุคคลต่อสงั คม

51

4. Behavior Model เป็นกลมุ่ ของรูปแบบการสอนทใี่ ช้องค์ความรู้ด้าน
พฤติกรรมศาสตรเ์ ป็นหลักในการพฒั นารูปแบบ จุดเนน้ สําคัญ คอื การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมที่
สงั เกตได้ของผู้เรยี นมากกว่าการพัฒนาโครงสร้างทางจติ วทิ ยา และพฤตกิ รรมท่ไี ม่สามารถสงั เกตได้
จากลักษณะการแบ่งประเภทของรปู แบบของนักวชิ าการท่ีกล่าวมาแลว้ ได้แบง่ ประเภทของรปู แบบ
ตามแนวคิดทีบ่ อกให้ทราบถึงลกั ษณะการเขยี นรปู แบบ ส่วน รูปแบบอื่นเปน็ การแบง่ สว่ นตาม
แนวความคดิ พ้ืนฐานในรูปการบรรยาย อธิบายปรากฏการณเ์ ปน็ หลกั

2. องคป์ ระกอบของรปู แบบ
จากการศึกษารปู แบบจากเอกสารทเี่ กยี่ วข้องต่าง ๆ พบวา่ ไมป่ รากฏ

หลักเกณฑ์ทม่ี นั ตายตวั วา่ ในรปู แบบจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง ส่วนใหญจ่ ะขนึ้ อยู่กบั
ลกั ษณะของเรือ่ งท่ีศึกษา ความสนใจในการศกึ ษา องคป์ ระกอบรปู แบบในการศกึ ษา และทาํ ความ
เข้าใจเกี่ยวกับการจัดองค์การและการบรหิ ารจดั การ (The Model of Organization and
Management) ตามแนวคดิ ของบราวน์และโมเบรกิ์ ( Brown and Moberg) ไดส้ งั เคราะหร์ ูปแบบ
ขน้ึ มาจากแนวคดิ เชิงระบบ (Systems Approach) กับหลกั การบริหารตามสถานการณ์
(Contingency Approach ) และองคป์ ระกอบตามรูปแบบของ Brown and Moberg (n.d. )
ประกอบดว้ ย

1. สภาพแวดลอ้ ม (Environment)
2. เทคโนโลยี (Technology)
3. โครงสรา้ ง (Structure)
4. กระบวนการจดั การ (Management Process) และการตัดสนิ ใจสงั่ การ
(Decision Making)

สาํ หรบั องค์ประกอบของรูปแบบของการบริหารการศกึ ษาเทา่ ท่พี บจาก
การศกึ ษาเอกสารทีเ่ กีย่ วข้องพบว่าส่วนใหญ่จะกลา่ วถึง การจัดองค์การบรหิ ารหรอื โครงสรา้ งระบบ
บรหิ าร และแนวทางในการดําเนินงานในภาระหน้าที่ (Function) ที่สาํ คัญ ๆ ในการบรหิ ารงานของ
องค์การน้นั ๆ เช่น การบรหิ ารบุคลากร การบรหิ ารงานการเงนิ การบรหิ ารงานวชิ าการ เปน็ ตน้

สรปุ ไดว้ า่ ในการกําหนดองค์ประกอบของรปู แบบว่าจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
จาํ นวนเทา่ ใด มีโครงสรา้ งและความสมั พันธ์เป็นอยา่ งไร ข้ึนอยู่กับปรากฏการณ์ท่ีเรากําลังศกึ ษา หรือ
จะออกแบบแนวคิด ทฤษฎี และหลักการพ้นื ฐานในการกาํ หนดรปู แบบแตล่ ะรปู แบบนนั้ ๆ เปน็ หลัก

4. การพัฒนารปู แบบ
คีเวส ( Keeves 1988, p.560 cite in Sails,2002) ไดก้ ลา่ วถงึ หลักการเพอ่ื กํากบั การสรา้ ง
รปู แบบไว้ 4 ประการ คอื

52

1.รูปแบบควรประกอบขึ้นด้วยความสมั พันธ์อย่างมโี ครงสร้าง(ของตัวแปร) มากกวา่
ความสมั พันธเ์ ชิงเสน้ ตรงแบบธรรมดา มีความเชอ่ื มโยงแบบเสน้ ตรงแบบธรรมดาทวั่ ไปก็มี
ประโยชนโ์ ดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในการศกึ ษาวิจยั ในชว่ งต้นของการพฒั นารูปแบบ

2.รูปแบบควรใชเ้ ปน็ แนวทางในการพยากรณท์ ี่จะเกดิ ข้ึนจากรปู แบบไดส้ ามารถ
ตรวจสอบได้โดยการสังเกต และหาข้อสนบั สนุนด้วยข้อมลู เชิงประจกั ษ์

3.รปู แบบควรระบุหรือชี้ใหเ้ ห็นถงึ กลไกเชงิ เหตุผลของเรือ่ ท่ีศกึ ษา นอกจากรปู แบบ
จะเปน็ เครื่องมือในการพยากรณ์ได้ ควรใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์

4.นอกจากคณุ สมบตั ติ า่ ง ๆ ท่ีกลา่ วมาแลว้ รปู แบบควรเปน็ เคร่ืองมือในการสร้าง
มโนทศั นใ์ หม่ และการสร้างความสมั พนั ธ์ของตัวแปรในลักษณะใหม่
จากการศึกษาการพฒั นารูปแบบพบว่า การพฒั นารูปแบบอาจมีขนั้ ตอนในการดําเนินงาน
แตกตา่ งกันออกไป แตโ่ ดยทั่วไปแล้วอาจจะแบ่งออกเป็นตอน ๆ คอื การสรา้ งรูปแบบ (Construct)
และการหาความตรง (Validity) ของรปู แบบ Willer (1985,p.83) สว่ นรายละเอยี ดในแต่ละขันตอน
วา่ มีการดาํ เนินการอย่างไรนน้ั ข้ึนอย่กู ับลกั ษณะ และกรอบแนวคิดซง่ึ เป็นพ้ืนฐานในการพฒั นารปู แบบ
นนั้
สรุปไดว้ า่ การสรา้ งรปู แบบ (Model) นั้นไมม่ ีข้อกําหนดที่ตายตัวแน่นอนวา่ ต้องทําอะไรบ้าง
แต่โดยทวั่ ไปจะเริ่มตน้ จากการศึกษาองค์ความรู้ (Intensive Knowledge )เก่ียวกับเร่อื งท่ีจะสร้าง
รปู แบบให้ชัดเจน จากนน้ั คน้ หาสมมุตฐานและหลกั การของรปู แบบท่ีจะพัฒนาแล้วสรา้ งรูปแบบตาม
หลกั ท่ีกาํ หนดขน้ึ แล้วนํารูปแบบท่ีสร้างขึน้ ไปตรวจสอบหาคณุ ภาพของรูปแบบต่อไป

สรุปไดว้ ่า รูปแบบการพัฒนางานวจิ ยั ในชัน้ เรยี น เป็นรูปแบบจากความหมายของรูปแบบ
การนําเสนอโครงสรา้ งเชงิ ระบบเก่ียวกับข้นั ตอนการพัฒนางานวิจยั ในชัน้ เรียน ทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะห์
ปจั จัยท่ีเกี่ยวกบั ผู้บริหารและปัจจัยทเี่ ก่ียวกบั ครูที่ส่งผลตอ่ การพฒั นาคุณภาพงานวจิ ยั ในชัน้ เรียน

2.3 คุณภาพงานวจิ ัยในช้นั เรยี น

พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวก 4 แนว
การจัดการศึกษา ถือว่าผู้เรียนสําคัญท่ีสุด มาตรา 24 และมาตรา 30 กล่าวว่าการจัดกระบวนการ
เรียนรู้กําหนดใหส้ ถานศึกษาตอ้ งสนบั สนนุ ใหผ้ ้สู อนสามารถจัดบรรยากาศ ใช้สอื่ ใชก้ ารวจิ ยั เป็นส่วน
หนึ่งของการส่งเสริมพัฒนาการเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ผู้ทํางานเกี่ยวข้องกับ
สถานศกึ ษาสามารถนําผลการวจิ ยั มาใช้เพ่อื นาํ ไปสกู่ ารปฏิรูปสถานศึกษา

53

งานวิจัยท่ีมีคุณภาพจะเป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตั้งแต่การ
กาํ หนดนโยบายการศึกษาระดบั ชาติไปจนถึงระดับการจดั การเรียนรู้ในสถานศึกษา เป็นความจริงท่ีว่า
การจัดทํา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพ่ิมเติมฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้อาศัย
งานวิจัยท่ีเช่ือถือได้จํานวนมาก เป็นแหล่งข้อมูลและอ้างอิง นับได้ว่าในระดับนโยบาย มีการใช้
งานวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง สําหรับงานการนิเทศการศึกษาจึงควรที่จะได้พิจารณานํา
ผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงให้มากข้ึน ดังนั้น จึงควรศึกษาค้นคว้าถึงกระบวนการนํา
ผลการวจิ ัยทเ่ี ช่ือถือได้ มาเปน็ เครือ่ งมือในการพฒั นาการศกึ ษาให้ปรากฏชัดเจนตอ่ ไป

กลวิธีวเิ คราะหง์ านวจิ ัย/เลือกงานวจิ ยั ท่มี คี ณุ ภาพ

งานวิจัยหลากหลายท่ีมีอยู่ในโลก มีทั้งงานวิจัยที่มีประโยชน์ น่าเชื่อถือ และงานวิจัยท่ีมีข้อ
อ่อนของวิธี วิทยา (Methodology) ในการวิจัย ดังน้ัน กลวิธีวิเคราะห์งานวิจัยเพื่อเลือกใช้ผลวิจัยที่
เช่ือถือได้ จึงมหี ลกั การคอื

1. โจทย์/คําถาม/ปัญหาการวิจัย (Research Question) ชัด ตามวงจรชีวิต (Life Cycle)
ของปรากฏการณ์น้นั ๆ

2. วัตถปุ ระสงคส์ อดคลอ้ งกบั ปัญหาการวิจยั
3. แนวคิดทฤษฎีท่ีใช้ ทําให้สามารถกําหนดขอบเขตของปัญหาวิจัยได้ชัดข้ึน ช่วยให้เกิด
แนวคิดในการกาํ หนดวิธวี ิจยั
สร้างเคร่ืองมอื สุ่มตัวอยา่ ง วเิ คราะห์ข้อมลู และแปลผลวิจยั ชดั ข้ึน
4. วิธีดําเนินการและเครื่องมอื ท่ใี ช้ ชว่ ยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมลู ได้ถกู ต้อง น่าเชอื่ ถอื
5. การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถติ ทิ ่ีใช้ ช่วยให้การวิจยั บรรลุผลสําเรจ็ ตามความม่งุ หมาย
6. การตีความและข้อเสนอแนะตรงตามผลทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั

แนวทางการนาผลการวจิ ัยไปใช้

ผลการวจิ ัย ไมว่ า่ จะเปน็ ในรปู ของขอ้ ความรู้ใหม่ ส่ิงประดิษฐ์ หรือนวัตกรรม การยืนยันทฤษฎี
ข้อความจรงิ แนวทาง การพัฒนาปรบั ปรงุ งานหรือการตอบปญั หาข้อสงสัย จะเปน็ ขอ้ มูลหรือความคิด
ทีท่ รงคุณคา่ เป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อผทู้ เ่ี ราตอ้ งการพฒั นา และเปน็ เครื่องมือท่ีใช้แสวงหายุทธศาสตร์
ท่เี หมาะสมสาํ หรบั การพฒั นา ถ้าเป็นงานวจิ ัยในช้ันเรียน ผลการวิจัย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
ตอ่ ผเู้ รยี นดงั น้ันการนําผลการวิจยั ไปใช้เพ่ือพฒั นากล่มุ เปา้ ใหบ้ รรลุตามวตั ถุประสงค์จึงเป็นสิ่งที่ผู้นิเทศ
จะตอ้ งตระหนักถึงความสาํ คญั และดาํ เนินการอยา่ งจรงิ จงั เพื่อใหเ้ กดิ ผลในการปฏบิ ัตโิ ดยเรว็

สําหรับแนวทางการนําผลการวิจัยไปใช้ในท่ีนี้ขอมุ่งเน้นไปที่การวิจัยในช้ันเรียน ซ่ึงเป็น
เป้าหมายรว่ มกนั ทงั้ ผู้บริหารการศกึ ษา ผูส้ อนและผู้นิเทศ ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนซึ่ง
มีหลากหลายแนวทาง ได้แก่

54

1. การนาผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน ซ่ึงสามารถใช้ได้ใน
ลกั ษณะดงั นี้

1.1 ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง เช่น ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตํ่า ครูผู้สอน
นําไปใช้ในการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือใช้ผลการประเมินเป็น
ขอ้ มูลย้อนกลบั ในการพัฒนาคณุ ภาพการจัดการเรียนการสอนได้

1.2 ใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการบริหารจัดการเพ่ือสนับสนุนการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างราบร่ืน
และมีประสทิ ธิผลย่ิงขึ้น

2. การนาผลการวิจัยไปใช้เป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
พัฒนาการเรียนการสอนโดย

2.1 นําไปใช้แก้ปัญหาหรือนาํ ไปใชป้ ระโยชน์เชงิ วชิ าการทเี่ ปน็ ความรูใ้ หม่ นําไปอ้างอิงหรือ
นําไปสอนนักเรยี น เพ่อื ความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการ

2.2 นําไปใช้เป็นข้อมูลพ้ืนฐานสําหรับการศึกษาต่อไปเพื่อให้ได้ความรู้ที่ลึกซ้ึงเป็ น
ประโยชนย์ ่งิ ขน้ึ

3. การนาผลการวจิ ยั ไปใช้เปน็ ผลงานทางวชิ าการ

ผลการวจิ ยั นอกจากจะเป็นประโยชน์ในด้านการปรับปรุงและพัฒนางานหรือการจัดการเรียน
การสอนแล้ว ยังเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาวิชาชีพอีกด้วย โดยผู้วิจัยสามารถนําผลการวิจัยไปใช้
เป็นผลงานวิชาการเพื่อขอเลื่อนวทิ ยฐานะ หรอื ปรบั ตําแหน่งให้สงู ขน้ึ ได้

กระบวนการนาผลวจิ ยั ไปใชอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

การนําผลวจิ ยั มาใชป้ ระโยชนใ์ นการปฏริ ปู การศึกษาทั้งการบริหารการศึกษา การจัดการเรียน
การสอนและการนเิ ทศการศึกษา จงึ ควรดาํ เนนิ การตามขน้ั ตอน ดงั น้ี

1. กําหนดวิสัยทัศน์ / ภาพอนาคต (Vision) ประกาศนโยบายชัด ให้ใช้การวิจัย/ผลวิจัยเป็น
สว่ นหนง่ึ ของ กระบวนการทํางานตาม พ.ร.บ. การศึกษา พ.ศ. 2542 ท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.
2545

2. พัฒนาวิธีคิด วิธีทํางานเชิงระบบ ทําใหท้ กุ คนไดร้ บั ความรู้ ความเขา้ ใจและเห็นประโยชน์
3. สร้างเง่ือนไขท่ีทําให้เกิดการวิจัยและใช้ผลวิจัยในการทํางานโดยมีการประชุมร่วมคิด ร่วม
ปฏิบตั แิ ละประเมนิ เปน็ ระยะๆ
4. ให้การสนับสนุนทรัพยากร เงิน วัสดุ ข้อมูล จัดห้องสมุด ศูนย์วิชาการ ไปศึกษาดูงาน ให้
เสนอและเผยแพร่ผลงานใหก้ ําลงั ใจ
5. การประเมนิ เพ่อื สร้างสรรค์พัฒนา

55

สรุปไกว้ ่า คุณภาพในการวจิ ยั ในชั้นเรยี น หมายถงึ คุณค่าของงานวิจัยท่ีมีประโยชน์ น่าเช่ือถือ
และวิธีการวิจัยจุดดีของงานวิจัยในชั้นเรียน ตามข้อพิจารณา ได้แก่ ความสอดคล้อง ชัดเจน ถูกต้อง
เหมาะสม ของงานวิจยั ในชั้นเรยี นกับกระบวนการวจิ ัยในชนั้ เรียน

เกณฑ์การประเมนิ คุณภาพงานวิจัยในชั้นเรียน

ผวู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษากระบวนการวิจัยในชั้นเรียนตามขั้นตอน และทําตัวชี้วัดให้การประเมินผลงาน

การวิจยั ในชน้ั เรยี นในแตล่ ะระดับไวท้ ุกประเด็น

การประเมนิ งานวิจัยในชั้นเรยี น

รายการประเมนิ ระดับคุณภาพ
43210

1. คุณภาพของผลงาน ( 36 )

1.1 ชื่อเรื่องมีความครอบคลมุ

1.2 ปญั หาและสาเหตขุ องการวิจยั มคี วามชดั เจน

1.3 วตั ถุประสงค์ของการวิจัยมีความสอดคลอ้ งกับ

ชื่อเร่ืองและปญั หาวจิ ัย

1.4 วิธีดาํ เนนิ การวิจยั มคี วามชัดเจน

1.5 เครอื่ งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัยมีความเหมาะสม

1.6 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูลมีความเหมาะสม

1.7 การวิเคราะห์ข้อมูลมคี วามถูกตอ้ งเหมาะสม

1.8 การสรปุ ผลการวจิ ยั สอดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย

1.9 การนาํ เสนอรายงานการวิจยั มคี วามชัดเจน

2. การนาเสนอผลงาน รูปเล่ม การพมิ พ์ ( 10 )

รวม

ผลการประเมนิ

เกณฑ์การแปลผลคะแนน

39 – 46 คะแนน หมายถึง ผลงานอยูใ่ นระดบั ยอดเย่ยี ม

32–38 คะแนน หมายถึง ผลงานอยู่ในระดับ ดีเด่น

25–31 คะแนน หมายถงึ ผลงานอยใู่ นระดบั ดี

18–24 คะแนน หมายถึง ผลงานอยใู่ นระดบั ชมเชย

56

เกณฑ์การประเมนิ คณุ ภาพงานวิจัยในช้นั เรยี น

1. ชื่อเรื่องมคี วามครอบคลมุ
4 หมายถึง ชอ่ื เรอื่ งระบุถึงปัญหาการวิจัย วิธีการ/นวัตกรรมและกลมุ่ เปา้ หมาย
3 หมายถึง ชอื่ เรอ่ื งระบุถงึ ปัญหาการวิจยั วิธกี าร/นวัตกรรม แต่ไม่ระบุกลุ่มเป้าหมาย หรือ
ระบไุ มช่ ัดเจน
2 หมายถงึ ชื่อเร่ืองระบุถึงปัญหาการวิจัย แต่ขาดความชัดเจนเก่ียวกับวิธีการ/นวัตกรรม
และกลุ่มเปา้ หมาย
1 หมายถงึ ชอ่ื เรื่องระบถุ งึ ปัญหาการวิจัย แตไ่ มร่ ะบุวธิ กี าร/นวัตกรรมและกลมุ่ เป้าหมาย
0 หมายถงึ ชอ่ื เรือ่ งไม่ระบถุ งึ ปญั หาการวจิ ัย วธิ กี าร/นวตั กรรมและกลมุ่ เปา้ หมาย

2 ปัญหาและสาเหตุของการวิจัยมีความชัดเจน
4 หมายถึง ระบุถึงลักษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาและความจําเป็นที่จะต้องแก้ไข
หรอื พัฒนาอย่างชัดเจน
3 หมายถึง ระบถุ งึ ลักษณะท่ีเป็นปัญหา สาเหตุของปัญหา หรือความจําเป็นท่ีจะต้องแก้ไข
หรอื พฒั นาอยา่ งชดั เจน
2 หมายถึง ระบุถึงลักษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาและความจําเป็นที่จะต้องแก้ไข
หรอื พฒั นาแต่ไมช่ ัดเจน
1 หมายถงึ ระบุถึงลกั ษณะที่เป็นปัญหา สาเหตุของปัญหา หรือความจําเป็นที่จะต้องแก้ไข
หรอื พฒั นาแตไ่ ม่ชัดเจน
0 หมายถงึ ไม่ระบุถึงลักษณะท่ีเป็นปัญหา สาเหตุของปัญหาและความจําเป็นท่ีจะต้อง
แกไ้ ขหรอื พฒั นาอยา่ งชดั เจน

3. วตั ถุประสงคข์ องการวิจัยมีความสอดคล้องกบั ช่ือเร่ืองและปัญหาวิจัย
4 หมายถงึ วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อมีความสอดคล้องกับช่ือเรื่อง ปัญหาวิจัย ระบุ
วิธีการ/นวัตกรรมที่ศกึ ษาและเขยี นลําดับขัน้ ตอนอย่างชัดเจน
3 หมายถงึ วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อมีความสอดคล้องกับช่ือเรื่อง ปัญหาวิจัย ระบุ
วิธีการ/นวตั กรรมทีศ่ ึกษาอยา่ งชดั เจนแตเ่ ขยี นไมเ่ ปน็ ลําดับข้ันตอน
2 หมายถงึ วัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกข้อมีความสอดคล้องกับชื่อเรื่อง ปัญหาวิจัย หรือ
ระบวุ ิธีการ/นวัตกรรมที่ศกึ ษาอย่างชดั เจนแตแ่ ละเขียนไมเ่ ป็นลาํ ดับขั้นตอน
1 หมายถึง วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั บางขอ้ ไมส่ อดคล้องกับชอื่ เร่ือง ปัญหาวิจยั
0 หมายถึง วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั ทุกข้อไม่สอดคล้องกบั ชือ่ เร่ือง ปญั หาวิจัย

57

4. วธิ ดี าเนินการวิจัยมีความชัดเจน
4 หมายถึง ระบุกลุ่มเป้าหมาย วิธีการ/นวัตกรรม ข้ันตอนการวิจัย เคร่ืองมือการวิจัย การ
เก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ครบถ้วน อธิบายวิธีดําเนินการวิจัย
ตามลําดบั ขั้นตอนและรายละเอยี ดของแตล่ ะหัวขอ้ ชัดเจน
3 หมายถงึ ระบุกลุ่มเป้าหมาย วิธีการ/นวัตกรรม ขั้นตอนการวิจัย เครื่องมือการวิจัย การ
เกบ็ รวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ครบถว้ น อธิบายวิธีดําเนินการวิจัย
ตามลาํ ดบั ขัน้ ตอน แตม่ รี ายละเอียด 2 หวั ข้อไม่ชดั เจน
2 หมายถึง ระบุกลุ่มเป้าหมาย วิธีการ/นวัตกรรม ข้ันตอนการวิจัย เครื่องมือการวิจัย การ
เก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ ข้อมูล ครบถ้วน อธิบายวิธีดําเนินการ
วิจยั ตามลําดบั ขน้ั ตอนแตม่ รี ายละเอยี ดมากกวา่ 3 หัวขอ้ ไม่ชดั เจน
1 หมายถงึ หวั ข้อไมค่ รบถว้ น อธิบายวิธีดําเนินการวิจัยตามลําดับข้ันตอนแต่มีรายละเอียด
มากกว่า 3 หวั ขอ้ ไมช่ ดั เจน
0 หมายถึง หัวข้อไม่ครบถ้วน ไม่อธิบายวิธีดําเนินการวิจัยตามลําดับขั้นตอนและ
รายละเอยี ดมากกว่า 3 หัวข้อไมช่ ัดเจน

5. เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัยมีความเหมาะสม
4 หมายถึง เครื่องมือมีความเหมาะสมกับวิธีการ/นวัตกรรม ระดับความรู้ อายุของผู้ให้
ขอ้ มลู และมกี ารตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
3 หมายถงึ เครื่องมือมีความเหมาะสมกับวิธีการ/นวัตกรรม มีการตรวจสอบคุณภาพ
เครือ่ งมอื แต่ไมเ่ หมาะกบั ระดับความรู้ อายุ ของผู้ให้ข้อมลู
2 หมายถงึ เครื่องมือมีความเหมาะสมกับวิธีการ/นวัตกรรม ระดับความรู้ อายุของผู้ให้
ข้อมูล แต่ไมม่ ีการตรวจสอบคุณภาพของ ผใู้ ห้ข้อมูล
1 หมายถึง เครื่องมือมีความเหมาะสมกับวิธีการ/นวัตกรรม แต่ไม่เหมาะสมกับระดับ
ความรู้ อายุของผใู้ ห้ขอ้ มลู และไม่มกี ารตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือ
0 หมายถงึ เครื่องมือไม่เหมาะสมกับวิธีการ/นวัตกรรม ระดับความรู้ อายุของผู้ให้ข้อมูล
และไมม่ กี ารตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมือ

58

6. วิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูลมคี วามเหมาะสม
4 หมายถึง ระบวุ ิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เหมาะสมกบั กลมุ่ เป้าหมาย ระยะเวลา/ช่วงเวลา
เก็บจากแหล่งข้อมลู ครบถว้ น อธบิ าย ขน้ั ตอนอย่างละเอียด
3 หมายถึง ระบุวิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู เหมาะสมกับกลมุ่ เป้าหมาย ระยะเวลา/ช่วงเวลา
เกบ็ จากแหลง่ ขอ้ มลู ครบถ้วน แตอ่ ธิบาย ข้นั ตอนไมช่ ัดเจน
2 หมายถึง ระบวุ ิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล เหมาะสมกับกล่มุ เปา้ หมาย ระยะเวลา/ช่วงเวลา
เก็บจากแหล่งขอ้ มูลไม่ครบถ้วน อธบิ าย ข้นั ตอนไมช่ ัดเจน
1 หมายถึง ระบุวิธกี ารเก็บรวบรวมขอ้ มลู เหมาะสมกับกลุ่มเปา้ หมาย ระยะเวลา/ช่วงเวลา
ไม่เหมาะสม เกบ็ จากแหลง่ ข้อมลู ไมค่ รบถว้ น อธบิ ายขน้ั ตอนไม่ชดั เจน
0 หมายถงึ ระบุวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย/ ไม่ระบุวิธีการ
เกบ็ รวบรวมข้อมลู

7. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู มีความถกู ตอ้ งเหมาะสม
4 หมายถงึ การวิเคราะห์ข้อมูลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เหมาะสมกับลักษณะ
ข้อมูล อธิบายข้ันตอนอย่างละเอียด และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างผล
การวเิ คราะหจ์ ากหลายแหลง่ ข้อมลู
3 หมายถงึ การวิเคราะห์ข้อมูลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เหมาะสมกับลักษณะ
ข้อมูล อธบิ ายข้ันตอนอย่างละเอียด แต่ไม่พิจารณาความสอดคล้องระหว่างผล
การวิเคราะห์จากหลายแหลง่ ข้อมูล
2 หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย เหมาะสมกับลักษณะ
ข้อมูล อธิบายข้ันตอนไม่ชัดเจน และไม่พิจารณาความสอดคล้องระหว่างผล
การวเิ คราะหจ์ ากหลายแหลง่ ข้อมูล
1 หมายถึง การวิเคราะห์ข้อมูลสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย แต่ไม่เหมาะสมกับ
ลักษณะข้อมูล อธิบายข้ันตอนไม่ชัดเจน และไม่พิจารณาความสอดคล้อง
ระหวา่ งผลการวเิ คราะห์จากหลายแหล่งขอ้ มลู
0 หมายถงึ การวิเคราะห์ข้อมูลไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย/รายละเอียดไม่
เหมาะสม

59

8. การสรปุ ผลการวจิ ยั สอดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
4 หมายถึง ขอ้ สรปุ ถูกต้องตามหลกั ฐานข้อมลู สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย นําเสนอ
อย่างเปน็ ระบบ เขา้ ใจงา่ ย
3 หมายถึง ข้อสรุปถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย แต่
นาํ เสนอในบางประเด็นไมช่ ัดเจน
2 หมายถึง ขอ้ สรุปถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยบางส่วน
นําเสนอในบางประเดน็ ไม่ชัดเจน
1 หมายถงึ ข้อสรุปถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย
นาํ เสนอไมช่ ดั เจน
0 หมายถงึ ข้อสรุปไม่ถูกต้องตามหลักฐานข้อมูล ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย/
รายละเอยี ดไม่เหมาะสม

9. การนาเสนอรายงานการวจิ ยั ไมช่ ัดเจน
4 หมายถงึ นําเสนอรายงานการวิจัยครบทุกหัวข้อ (1. ปัญหาและสาเหตุของการวิจัย 2.
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3. วิธีดําเนินการวิจัย-กลุ่มเป้าหมาย-วิธีการ/
นวัตกรรม-ข้ันตอนการดําเนินการ-เครื่องมือในการวิจัย-วิธีการเก็บรวบรวม
ข้อมูล-วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 4. สรุปผลการวิจัย) การเขียนเชื่อมโยง
สมเหตุสมผล ใช้ภาษาถูกต้องกระชบั มคี วามประณีตใน การพิมพ/์ เขยี น
3 หมายถึง นําเสนอรายงานการวิจัยครบทุกหัวข้อ การเขียนเชื่อมโยง สมเหตุสมผล มี
ข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาและการพิมพ/์ เขียน
2 หมายถงึ นําเสนอรายงานการวิจัยครบทุกหัวข้อ แต่บางหัวข้อขาดความเชื่อมโยง และมี
ขอ้ ผดิ พลาดในการใชภ้ าษาและการพมิ พ์/ เขยี น
1 หมายถึง นําเสนอรายงานการวิจัยครบทุกหัวข้อ แต่ทุกหัวข้อขาดความเช่ือมโยง และมี
ขอ้ ผดิ พลาดในการใชภ้ าษาและการพมิ พ/์ เขยี น
0 หมายถึง นําเสนอรายงานการวิจัยไม่ครบทุกหัวข้อ ขาดความเช่ือมโยง และมีข้อผิดพลาด
ในการใช้ภาษาและการพมิ พ์/เขยี น

แบบประเมินสื่อ/นวตั กรรม/เทคโนโลยีการเรียนการสอน 60

รายการประเมิน หมายถึง ระดับคณุ ภาพ
หมายถงึ 3 21
1. คณุ ภาพของผลงาน ( 30 คะแนน ) หมายถงึ
1. ดา้ นความเปน็ นวัตกรรม หมายถึง ผลงานอยใู่ นระดับ ยอดเย่ียม
2. ด้านกระบวนการพฒั นา ผลงานอยใู่ นระดบั ดีเดน่
ผลงานอยู่ในระดับ ดี
2.1 วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของการพัฒนา ผลงานอย่ใู นระดับ ชมเชย
2.2 การใชห้ ลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีในการพัฒนา
2.3 การออกแบบ
2.4 กระบวนการพฒั นา
3. ดา้ นคณุ ค่าและประโยชน์ของนวตั กรรม
3.1 การแก้ปัญหาหรอื การพัฒนาผูเ้ รียน
3.2 การใชท้ รพั ยากรในการพฒั นานวตั กรรม
3.3 การส่งใหเ้ กิดกระบวนการแสวงหาความรู้
3.4 ความสําเรจ็ ของการพฒั นานวตั กรรม
3.5 การนาํ ไปใช้
2. การนาเสนอ ( 10 คะแนน )

รวม
ผลการประเมิน

เกณฑก์ ารแปลผลคะแนน
35 – 40 คะแนน
30–34 คะแนน
25–29 คะแนน
20–24 คะแนน

61

เกณฑก์ ารประเมนิ คณุ ภาพสือ่ นวตั กรรม เทคโนโลยีทางการศกึ ษา
1. ความเปน็ นวตั กรรม
ระดับ 3 เป็นผลงาน วธิ ีการกระบวนการใหม่ หรือองคค์ วามรูใ้ หม่ทีไ่ ม่เคยมหี รอื ปรากฏมากอ่ น
ระดบั 2 เปน็ ผลงาน วิธกี ารหรือกระบวนการท่ีมอี ยู่แล้ว แต่นํามาปรบั ปรุงหรอื พฒั นา และไดผ้ ลดี
ระดบั 1 เป็นผลงาน วิธีการหรือกระบวนการที่มีอยู่แล้ว แต่นํามาปรับปรุงหรือพัฒนา บางส่วน

และไดผ้ ลดี
2. ดา้ นกระบวนการพฒั นา

2.1 วตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมายของการพัฒนา
ระดับ 3 วัตถุประสงค์และเป้าหมาย สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ มีความเป็นไป

ไดแ้ ละสามารถวดั ได้
ระดบั 2 วตั ถุประสงค์และเป้าหมาย สอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาและความต้องการ และสามารถวัด

ได้
ระดบั 1 วัตถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมาย สอดคลอ้ งกบั สภาพปญั หาและความต้องการ

2.2 การใชห้ ลักการ แนวคิด ทฤษฎีในการพฒั นา
ระดบั 3 มีการสังเคราะห์ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี มาประยุกต์ใช้ได้สอดคล้องกับสภาพปัญหา

หรือความตอ้ งการพฒั นา
ระดบั 2 ใช้หลักการ แนวคิด ทฤษฎีถูกต้อง ตามหลักวิชา และสอดคล้องกับสภาพปัญหาหรือ

ความตอ้ งการพฒั นา
ระดับ 1 ใชห้ ลักการ แนวคิด ทฤษฎี แตไ่ มส่ อดคลอ้ ง

2.3 การออกแบบ
ระดบั 3 มกี ารออกแบบการพฒั นานวัตกรรมทสี่ อดคลอ้ งกบั สภาพปญั หาหรือความต้องการ บริบท

หลักการ แนวคิดทฤษฎี ครอบคลมุ กระบวนการพัฒนา และมคี วามเปน็ ไปได้
ระดบั 2 มีการออกแบบการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาหรือความต้องการ

หรอื บรบิ ท หรือหลกั การ หรอื แนวคิด ทฤษฎีครอบคลุมกระบวนการพัฒนา และมีความ
เป็นไปได้
ระดับ 1 มีการออกแบบการพัฒนานวตั กรรมสอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาหรือความต้องการหรือ
บริบทหรือหลักการหรือแนวคิดทฤษฎีบางส่วนครอบคลุม กระบวนการพัฒนาแต่เป็นไป
ได้ยาก
2.4 กระบวนการพัฒนา
ระดบั 3 ดําเนินการพัฒนานวัตกรรมตามที่ออกแบบไว้ครบทุกขั้นตอนและ/หรือมีการปรับปรุง
พัฒนาอยา่ งตอ่ เนื่อง
ระดับ 2 ดาํ เนนิ การพฒั นานวัตกรรมตามที่ออกแบบไว้ แต่ไมค่ รบทกุ ข้นั ตอน
ระดบั 1 กระบวนการพัฒนานวัตกรรมไมเ่ ปน็ ไปตามที่ออกแบบไว้

62

3. ดา้ นคณุ ค่าและประโยชนข์ องนวตั กรรม
3.1 การแกป้ ญั หาหรอื การพฒั นาผเู้ รียน

ระดับ 3 แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เกิดประโยชน์อย่าง
กว้างขวาง

ระดับ 2 แก้ปญั หาหรือพัฒนาผเู้ รยี นได้ตรงตามวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย
ระดับ 1 แก้ปัญหาหรือพัฒนาผเู้ รยี นได้ แต่ไม่ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์และเปา้ หมาย
3.2 การใช้ทรพั ยากรในการพัฒนานวัตกรรม
ระดบั 3 ประยุกตใ์ ชท้ รัพยากรท่ีมีอย่ใู นการพฒั นานวัตกรรมได้เหมาะสม คุ้มค่า และสอดคล้องกับ

บรบิ ทของโรงเรียน
ระดับ 2 ใช้ทรัพยากรในการพัฒนานวัตกรรมได้เหมาะสม คุ้มค่า และสอดคล้องกับบริบทของ

โรงเรยี น
ระดบั 1 ใช้ทรพั ยากรในการพัฒนานวัตกรรมไม่คุ้มค่า
3.3 การสง่ เสริมให้เกดิ กระบวนการแสวงหาความรู้
ระดบั 3 นวัตกรรม/กระบวนการพัฒนานวัตกรรมส่งเสริม กระตุ้น ให้ผู้พัฒนา/ผู้เก่ียวข้องศึกษา

คน้ ควา้ และแสวงหาความรู้ เพ่ิมเติมจนสามารถสรา้ งนวตั กรรมใหมไ่ ด้
ระดับ 2 นวัตกรรม/กระบวนการพัฒนานวัตกรรมส่งเสริม กระตุ้น ให้ผู้พัฒนา/ผู้เก่ียวข้องศึกษา

ค้นควา้ และแสวงหาความรู้ เพมิ่ เติม
ระดับ 1 นวตั กรรม/กระบวนการพัฒนากอ่ ให้เกิดการศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ เพ่ิมเติมเฉพาะ

ผพู้ ัฒนา
3.4 ความสาเรจ็ ของการพัฒนานวัตกรรม
ระดับ 3 การพัฒนานวตั กรรมได้ดําเนนิ การเสร็จสน้ิ มกี ารเผยแพรแ่ ละสรา้ งเครือข่าย
ระดบั 2 การพฒั นานวัตกรรมดาํ เนนิ การเสร็จส้นิ มีการเผยแพร่
ระดบั 1 การพัฒนานวัตกรรมดาํ เนนิ การเสร็จสิน้
3.5 การนาไปใช้
ระดบั 3 มีขน้ั ตอนการนําไปใชไ้ มซ่ ับซ้อน สามารถนาํ ไปใชไ้ ด้ดี
ระดับ 2 มีข้ันตอนการนําไปใชไ้ ม่ซบั ซอ้ นแตม่ เี งอื่ นไข และข้อจาํ กดั
ระดับ 1 มีข้นั ตอนการนาํ ไปใช้ซับซอ้ น มีเง่ือนไข และมขี ้อจาํ กดั

2.4 ปัจจัยทเี่ กี่ยวกับผู้บริหาร
ในยุคปฏิรูปการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นบุคคลสําคัญ ท่ีนําโรงเรียนให้บรรลุ

ความสําเร็จตามภารกิจ และบทบาทหน้าท่ีของโรงเรียน การเป็นผู้บริหารที่จะเป็นผู้นํา ในการ
บรหิ ารงานให้สําเร็จได้น้ัน จะต้องอาศัยความรู้ความสามารถ และคุณลักษณะที่เอ้ือโดยเฉพาะ อาศัย

63

กระบวนการบริหารที่เน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรและทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท้ังองค์การที่
เกี่ยวข้องภายในและภายนอกสถานศึกษา การบริหารโดยองค์คณะบุคคล การบริหารงานตาม
แนวทางการกระจายอํานาจ ที่เน้นประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามกฎหมายการศึกษา ได้
กําหนดบทบาทหน้าที่ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ในการให้บริการและการจัด
การศกึ ษา เพ่อื ใหป้ ระสบความสาํ เรจ็ ตามแนวทางที่พงึ ประสงค์ดังน้ี

1. การเปลีย่ นแปลงในดา้ นเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปล่ียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ทําให้มีความสลับซับซ้อนยุ่งยากในการปฏิบัติ จําเป็นต้องอาศัยผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ความรู้
ความสามารถ และมีคุณธรรมในการบริหารจัดการ จึงจะทําให้องค์การ ประสบความสําเร็จตาม
เป้าหมายทีต่ ั้งไว้

2. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2)
พุทธศักราช 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารการศึกษาได้กําหนดเกี่ยวกับ 1) จุดมุ่งหมาย
ของการศึกษา 2) หลักการ 3) สิทธิและหน้าท่ีทางการศึกษา 4) ระบบการจัดหรือรูปแบบการจัด
การศกึ ษา 5) แนวการจัดการศกึ ษา 6) การบรหิ ารและการจดั การศึกษา 7) มาตรฐานและการประกัน
คุณภาพการศึกษา 8) การจัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 9) การจัดระบบ
ทรัพยากรและการลงทุนเพ่ือการศึกษา 10) การส่งเสริมเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา เป็นการปฏิรูป
การศึกษาทั้งระบบตามแนวปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสําเร็จ ต้องอาศัยองค์การในการปฏิบัติ น่ัน
คือสถานศึกษา เป็นหน้าท่ีของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาท่ีต้องมีความรู้ความเข้าใจ
และความสามารถในการดําเนินการให้เป็นไปตามแนวทางในการจัดการศึกษาได้ประสบความสําเร็จ
นอกจากน้ี สํานักงานปฏิรูปการศึกษา ได้กําหนดให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง คือวิชาชีพท่ีมีการ
ควบคุมคุณภาพและมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ มีมาตรการดังนี้ 1) องค์การท่ีทําหน้าที่กํากับ
ดูแลผ้ทู อ่ี ยู่ในวชิ าชพี ได้แก่ สภาครูและบคุ ลากรทางการศึกษา 2) มีการควบคุม โดยการออกและเพิก
ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 3) มีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ซึ่งได้แก่ สถานบันพัฒนาครูและ
บุคลากรทางการศึกษา เพ่ือพัฒนาและฝึกอบรม 4) มีการประเมินท้ังภายในและภายนอก โดยสํานัก
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาจึงเป็นบุคคลท่ีมีความสําคัญที่
จะต้องเป็นผู้นําในการปฏิรูปการศึกษา รวมท้ังเป็น ผู้นําทางวิชาการ สามารถประสานความร่วมมือ
ของครู ผู้มีส่วนได้เสีย และผู้ที่เก่ียวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมโดยระดมทรัพยากร เพื่อใช้ในการบริหาร
อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาชาติ ท่ีสามารถวัดได้จาก 1)
ความสําเร็จในการปฏิบัติงานโดยบรรลุวัตถุประสงค์ของโรงเรียนและที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ และประสทิ ธภิ าพในการบริหารจัดการ 2) วัดจากความสามารถในการบริหารโดย
ใช้การวางแผน และการนําแผนไปใช้ในการปฏิบัติจริง มีการตรวจสอบการบริหารจัดการ การปรับ
เป้าหมายการทํางานให้ดีขึ้นตลอดเวลา ทั้งน้ีต้องอาศัย วิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ท่ีปรับเปลี่ยนสภาพ
วกิ ฤติใหเ้ ป็นโอกาสเสมอ และเมือ่ วิเคราะหโ์ ดยรวมตามความแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พบว่า ผู้บริหารต้องมีความรู้ความสามารถเร่ือง 1) ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามท่ีกําหนดได้
ครบถ้วน 2) ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็นสําคัญ 3) สามารถจัดการศึกษาได้ทั้ง 3

64

รูปแบบ 4) ใหค้ วามสาํ คญั ของการพัฒนาบุคลากร 5) จดั ระบบการประกันคุณภาพภายใน 6) ส่งเสริม
การใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อการบริหารจดั การ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2)
พุทธศักราช 2545 หมวด 4 แนวการจดั การศึกษา ถือวา่ ผู้เรียนสําคัญที่สุด มาตรา 24 และมาตรา 30
กล่าวว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้กําหนดให้สถานศึกษาต้องสนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัด
บรรยากาศ ใช้สอื่ ใชก้ ารวจิ ยั เป็นส่วนหนึง่ ของการสง่ เสริมพัฒนาการเพื่อใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้และ
มีความรอบรู้ ผู้ทํางานเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาสามารถนําผลการวิจัยมาใช้เพ่ือนําไปสู่การปฏิรูป
สถานศกึ ษา

งานวิจัยที่มีคุณภาพจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตั้งแต่การ
กําหนดนโยบายการศึกษาระดับชาตไิ ปจนถงึ ระดบั การจดั การเรียนรู้ในสถานศึกษา เป็นความจริงท่ีว่า
การจัดทํา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 ได้อาศัย
งานวิจัยที่เช่ือถือได้จํานวนมาก เป็นแหล่งข้อมูลและอ้างอิง นับได้ว่าในระดับนโยบาย มีการใช้
งานวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง สําหรับงานการนิเทศการศึกษาจึงควรที่จะได้พิจารณานํา
ผลการวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงให้มากข้ึน ดังนั้น จึงควรศึกษาค้นคว้าถึงกระบวนการนํา
ผลการวจิ ัยทเ่ี ช่ือถอื ได้ มาเปน็ เครื่องมอื ในการพฒั นาการศกึ ษาให้ปรากฏชดั เจนต่อไป

การบริหารสถานศึกษาตามบทบาทหน้าทข่ี องผู้บริหารตอ้ งใช้ แนวคิดทฤษฎี มาประยุกต์ใช้ใน
การบริหารจัดการภารกิจของโรงเรียน ผู้บริหารต้องให้ความสําคัญในหน้าท่ีการบริหารจัดการให้ครู
ปฏิบัตหิ น้าทโี่ ดยการใชก้ ระบวนการจัดการเรียนการสอนตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้และยึดผู้เรียนเป็น
สําคัญ ซ่ึงผู้บริหารต้องให้ความสําคัญในการบริหารงานด้านวิชาการเป็นงานหลัก ดังน้ันคุณลักษณะ
สําคัญของผู้บริหาร จําเป็นต้อง มีความมีภาวะผู้นําทางวิชาการ ซ่ึงต้องมีความรอบรู้ ในการบริหาร
องค์การให้มีคุณภาพ ตามวรจรคุณภาพ ได้แก่ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การกํากับติดตาม
ตรวจสอบ และ การปรบั ปรงุ แก้ไข

2.4.1 ภาวะผ้นู าทางวชิ าการของผบู้ ริหาร
ผู้นาํ คือ ผ้ทู ่จี ะนาํ พาองค์การไปสคู่ วามสําเรจ็ หรือลม้ เหลวก็ไดใ้ นโรงเรยี น
ประถมศกึ ษากเ็ ชน่ เดียวกนั โรงเรยี นจะประสบผลสําเร็จในการบริหารจัดการได้อยา่ งมีประสทิ ธผิ ล
หรอื ไมน่ ้ัน ภาวะผู้นําทางวชิ าการนบั วา่ เปน็ ตัวแปรทไี่ ด้รบั ความสนใจอยา่ งยิ่ง
ดี บีวอยส์ (De Bevoise :1989) ความเป็นผู้นําทางวิชาการ หมายถึง การ
กระทําตา่ ง ๆ ของผบู้ ริหารในการสง่ เสรมิ ความก้าวหน้าด้านการเรียนการสอน
คาร์เตอร์ และ คลอทส์ (Carter and Klotz :1990) หมายถึง การท่ีผู้บริหารให้
ความสําคัญกับงานด้านวิชาการ และครูที่ยึดการพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน ซ่ึงผู้บริหารยึดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของผูเ้ รียนเป็นหลักในการพัฒนา และส่งเสรมิ ให้บคุ ลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนา
หลักสูตร
ไคเซอร์ (Kaiser :2000) ผู้นําทางวิชาการ เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎี
ปรัชญาของหลักสูตรต่าง ๆที่ใช้ในโรงเรียน ความรู้ความเข้าใจในวิธีการสอน สนับสนุนให้ครูใช้

65

นวัตกรรมการสอน เป็นแบบอย่างท่ีดีในเชิงวิชาการ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ท่ียึดผู้เรียนเป็นสําคัญ
นิเทศและกํากบั ตดิ ตามการเรียนการสอนใหเ้ ป็นไปตามแผนการสอนทีก่ าํ หนด

สรปุ ได้วา่ ความเป็นผู้นําทางวิชาการ หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารโรงเรียน
ในการนําความรู้ ทักษะ ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดําเนินงานและพัฒนา
งานวิชาการให้ให้บรรลุเป้าหมายที่ต้ังไว้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ ได้แก่ การวางแผน ลงมือปฏิบัติตาม
แผน การกํากับติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน และการปรับปรุงแก้ไขงานด้านวิชาการ โดยเน้น
ไปที่การทาํ งานวิจัยในช้นั เรยี น

สาคัญของภาวะผ้นู าทางวชิ าการ
เสรมิ ศกั ด์ิ วศิ าลาภรณ์ (2536: 10) กล่าวว่าภาวะผู้นํา (Leadership) เป็นการใช้อิทธิพลของ
บุคคลหรือตําแหน่งให้ผู้อ่ืนยินยอมปฏิบัติตามเพ่ือที่จะนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายของกลุ่มตามท่ี
กําหนดไว้ หรืออาจสรุปได้ว่า ภาวะผู้นําคือรูปแบบของอิทธิพล ระหว่างบุคคล(Interpersonal
influence) โดยอธิบายว่า การเป็นผู้นํานั้นเกิดจากความสัมพันธ์ของอํานาจ 3 ประการ คือ พลัง
อาํ นาจ อทิ ธพิ ล และอาํ นาจหน้าท่ี การเปน็ ผูน้ าํ น้นั จะเกิดขน้ึ ตอ่ เม่ือสมาชกิ ยอมรบั ในอาํ นาจ
ฮิล (บุญเรือง ศรีเหรัญ. 2542 : อ้างอิงจาก Hill.1996 -A) กล่าวว่า ความสําคัญของความ
เป็นผู้นําทางวิชาการ กับกระบว นการเรียน การสอนมีความสําคัญยิ่ งเพราะว่าความเป็นผู้นําของ
ผู้บริหารโรงเรียน มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเรียนรู้ของนักเรียน ทําให้ความเป็นผู้นําทาง
วชิ าการเป็นลกั ษณะหนึ่งทก่ี ารวจิ ัยเก่ยี วกับประสิทธผิ ลของการศึกษาจะต้องคํานึงถึงเสมอ โดยเฉพาะ
ในการวิจัยเชิงปริมาณท่ีต้องการศึกษาคุณลักษณะของโรงเรี ยนท่ีทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
นักเรยี น
ดวงสมร กล่ินเจริญ (2545: 54) ที่กล่าวถึงความสําคัญของภาวะผู้นําทางวิชาการว่ามี
ความสาํ คญั เพราะผบู้ รหิ ารทีม่ คี วามสามารถในการนําความรู้ ทักษะและเทคนิควิธีการต่าง ๆ มาใช้ใน
การจัดการศกึ ษา ยอ่ มก่อให้เกิดประสทิ ธผิ ลแกน่ กั เรยี นและโรงเรียน
ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงสรุปว่า ภาวะผู้นําทางวิชาการ หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารโรงเรียน
ในการนําความรู้ แนวคิด วิธีการ ตลอดจนเทคโนโลยี ๆ ท่ีมีประสิทธิภาพ มาใช้ในการบริหารจัดการ
ให้เกิดประโยชน์กับคณะครูและนักเรียน เช่น การนําผลการวิจัยมาพัฒนาการเรียนการสอน การ
สง่ เสริมกิจกรรมทางวิชาการ
เนื่องจากโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน ผู้บริหารโรงเรียนจึงจําเป็นต้องเป็น
ผู้นําทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการหลักสูตร โปรแกรมการเรียนการสอนการร่วมกับ
สมาคมวิชาชีพ ความรอบรู้ทันต่อเหตุการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลงไป และการมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษา
(รจุ ิร์ ภู่สาระ และจนั ทรานี สงวนนาม. 2545: 30) สอดคลอ้ งกบั แนวคิดท่ีว่าผู้บริหารโรงเรียนได้ช่ือว่า
เป็นผู้นาํ ทางวิชาการ เป็นผู้รบั ผดิ ชอบในกจิ การตา่ ง ๆ ของโรงเรียน เพ่อื ให้บรรลเุ ปา้ หมายที่วางไว้ คือ
เปล่ียนแปลงหรือพัฒนาพฤติกรรมของเด็กให้มีประสิทธิภาพตามท่ีสังคมต้องการ (สุวิทย์ บุญช่วย.
2534: 76-77,82) การท่ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนใดต่ําอาจจะมาจากตัวแปรหลาย ๆ

66

ประการแต่ตัวแปรที่สําคัญที่สุดคือตัวของผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบกิจการทั้ง
ปวงภายในโรงเรียน นักวิชาการการบริหารการศึกษาส่วนใหญ่ยอมรับว่างานวิชาการในโรงเรียนเป็น
งานหลักและเป็นหวั ใจสาํ คัญ ซงึ่ วัดได้จากผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน

ลีไวน์ และออนสไตน์, ออนสไตน์ , วนิ เตอร์ และ สวนี ยี ์ (Lunenberg; & Ornstein. 1996 :
322-323 ; citing Levine; & Ornstein. 1989 : 81 - 94 ; Ornstein. 1990 : 28 - 30 ; Winter; &
Sweeney. 1994 : 65 - 69) กลา่ วถงึ คุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรยี นท่มี ีประสิทธิผล ซงึ่ มาจากผล
การวจิ ยั มากมาย ตั้งแต่ ค.ศ. 1980 - 1990 ท่อี ธิบายตรงกนั ว่าผู้บรหิ ารทีม่ ภี าวะผนู้ ําทางวิชาการที่
เขม้ แข็งจะพยายามดาํ เนนิ การต่อไปนี้

1. การสร้างความคาดหวงั ใหน้ กั เรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนสูง แม้ว่าโรงเรียนนนั้ จะ
อยใู่ นถนิ่ ท่นี กั เรยี นมีสถานะทางเศรษฐกจิ และสงั คมต่ํา

2. มกี ารออกแบบหลกั สตู รทีด่ ี
3. มกี ารออกแบบโปรแกรมการเรยี นการสอนท่ีดี
4. มกี ารนยิ ามเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และมาตรฐานที่ตอ้ งการอยา่ งชัดเจน
5. ใหเ้ วลากบั การเรยี นรขู้ องนักเรยี นสงู สดุ
6. เนน้ เรือ่ งการอา่ นกับทกั ษะทางคณติ ศาสตร์
7. มีโปรแกรมการพฒั นาทีมงานทีด่ ี
8. เนน้ การจดั ระเบียบท้งั ในห้องเรยี นและโรงเรียน เพ่ือใหเ้ อือ้ ตอ่ การเรียนการสอน
9. มีวิธีการตรวจสอบความกา้ วหน้าของนักเรยี น
10. มีการส่งเสริมและใหร้ างวัลแกค่ รูและนกั เรียน
11. เนน้ การมสี ่วนรว่ มของครแู ละผูป้ กครองนกั เรียน
12. สรา้ งบรรยากาศของโรงเรยี นใหเ้ ป็นไปในทางบวก
ทรสั ตี (Trusty :1986)นักวชิ าการแหง่ ภาควิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเทนเนสซ่ี
สหรฐั อเมริกา ได้กลา่ วถึงหนา้ ที่ของผูบ้ ริหารโรงเรยี นในฐานะผูน้ าํ ทางวชิ าการไว้ 17 ประการ
1. การส่งเสริมใหค้ รูไดพ้ ัฒนาเปา้ หมายและวตั ถปุ ระสงคท์ างวชิ าการของสถานศึกษา
2. สง่ เสรมิ ใหค้ รูได้นาํ เอาเปา้ หมายและวัตถุประสงค์ของโรงเรียนไปปฏบิ ตั ิ
3. สรา้ งความเชื่อม่นั ว่ากจิ กรรมของโรงเรยี นและของห้องเรยี นสอดคล้องกับวตั ถุประสงค์
ของโรงเรียน
4. สร้างความเชอ่ื ม่ันว่าโครงการทางวิชาการของโรงเรียนเป็นผลมาจากการวิจยั และ
การปฏิบตั ทิ างการศกึ ษา
5. มีการวางแผนรว่ มกันกบั คณะครเู ก่ียวกับโครงการต่าง ๆ ทางวิชาการเพอ่ื ใหบ้ รรลุ
ความตอ้ งการของนักเรียน
6. สง่ เสริมใหค้ รนู ําโครงการทางวิชาการไปปฏิบัติ
7. ปฏบิ ตั ิงานร่วมกบั คณะครใู นการประเมนิ ผลโครงการทางวชิ าการของโรงเรยี น
8. ตดิ ตอ่ สอื่ สารกบั คณะครูและนักเรียนดว้ ยความคาดหวังท่ีสูงในดา้ นมาตรฐานวชิ าการ

67

9. ใหก้ ารสนบั สนนุ ในการจัดกิจกรรมทางสังคมของนกั เรยี น
10. ให้การสนบั สนนุ ในการจดั กิจกรรมเพ่ือเสริมสร้างเชาวนป์ ัญญาของนักเรียน
11. มีการจดั สรรเวลาเพ่ืองานวชิ าการรว่ มกับคณะครไู ว้อย่างชัดเจน
12. ให้ความร่วมมอื กับนกั เรียนในการกาํ หนดระเบียบเพ่ือแกป้ ญั หาดา้ นวินยั ของนักเรยี น
13. รว่ มมือกับนกั เรยี นให้มกี ารนําระเบยี บกฎเกณฑ์ที่สร้างข้ึนมาแก้ไขปัญหาวนิ ยั
นักเรยี น
14. รว่ มมือกับคณะครูใหม้ กี ารนําระเบียบกฎเกณฑ์ทส่ี รา้ งขน้ึ มาแก้ไขปัญหานกั เรียน
15. มกี ารปฐมนิเทศคณะครูเกีย่ วกับโครงการของโรงเรยี น
16. มกี ารประเมนิ ผลการปฏิบัตงิ านของคณะครูอยา่ งยตุ ิธรรม
17. การช่วยเหลอื ครูในการพฒั นาระบบงาน เพอื่ ให้มีความกา้ วหนา้ ทางวชิ าชีพ
งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วกับภาวะผูน้ าทางวิชาการ
ลูเนนเบิร์ก และ ออนสไตน์ (Lunenberg; & Ornstein. 2004: 318) ทําการศึกษาโรงเรียน
ประถมศึกษาท่ีประสบความสําเร็จจํานวน 149 โรง ในรัฐแมสซาชูเซท โดยคัดเลือกจากโรงเรียนท่ีมี
ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นําที่เข้มแข็ง และเป็นโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์สูง โดยพบว่า 75เปอร์เซ็นต์ของ
ผู้บรหิ ารอธบิ ายว่าตนเองเป็นผู้ท่ีมีภาวะผู้นําทางวิชาการสูงกล่าวคือเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมการอุทิศเวลา
เพื่อพัฒนาทรัพยากรให้เอื้อต่อการบริหารจัดการหลักสูตรของโรงเรียน และมีการปรับปรุงการเรียน
การสอนอยอู่ ย่างสมาํ่ เสมอ
หยาง (Yang. 1997) ท่ีศึกษาพฤติกรรมผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา
ในไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าครูรับรู้ว่าผู้บริหารมีพฤติกรรมผู้นําทางวิชาการอยู่ใน
ระดับสูง ในด้านการส่งเสริมอบรมครู การส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ และ การให้เวลากับงานทาง
วิชาการ ปัญหาทางพฤติกรรมผนู้ าํ ทางวชิ าการของผบู้ ริหารคอื ไมม่ ีเวลา ขาดความรู้ทางวิชาการ ขาด
คณะทํางานทางวชิ าการ งบประมาณมีไม่เพยี งพอ และการประเมินครใู หญย่ ังไม่สมบรู ณ์
จันทรานี สงวนนาม (2545: 121) กล่าวอีกว่าในระบบการบริหารการศึกษาไทย รวมท้ัง
ผลการวจิ ยั ในประเทศสนบั สนุนแนวคิดท่ีว่า การเป็นผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนเป็นปัจจัย
สาํ คญั อนั ดับแรก ทส่ี ง่ ผลต่อประสทิ ธผิ ลของโรงเรียน
บัญชา แสนทวี (2539: 183) ศึกษารูปแบบเชิงเหตุผลของตัวแปรท่ีส่งผลต่อประสิทธิภาพ
ของครูผู้สอนในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กระดับก่อนประถมศึกษา พบว่า ความเป็นผู้นําทาง
วิชาการของผู้บริหารโรงเรียนส่งผลทางตรงและทางอ้อมต่อประสิทธิภาพของครูผู้สอนในการจัด
ประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน คล้ายคลึงกับผลการวิจัยของ กมลวรรณ ชัยวานิชศิริ (2536: 288) ที่
พบว่าพฤติกรรมผู้นําทางวิชาการเป็นตัวแปรท่ีมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของโรงเรียน และ
สามารถใช้พยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนในภาพรวมได้ค่อนข้างสูง โดยตัวพยากรณ์ประสิทธิผล
โรงเรียนเอกชนที่ดีท่ีสุดคือ พฤติกรรมผู้นําทางวิชาการ และยังพบว่าพฤติกรรมผู้นําทางวิชาการ เป็น
ตัวพยากรณ์ท่ีดีที่สุดในโรงเรียนเอกชนท่ีอยู่ในภาคเหนือ และยังเป็นตัวทํานายท่ีดีต่อประสิทธิผลของ
โรงเรียนทมี่ ีขนาดเล็ก

68

ชิดชนก เชิงเชาว์ , อําภา บุญช่วย และทวี ทองคํา (2541: 151) ศึกษาพบว่าการบริหาร
โรงเรียน และการจัดการเรียนการสอนของครูมีความสัมพันธ์กัน โดยที่การบริหารโรงเรียนและการ
จัดการเรียนการสอนของครูส่งผลโดยอ้อม (Indirect Effect) ต่อประสิทธิผลของโรงเรียน พฤติกรรม
ภาวะผู้นําทางวิชาการ จะมีผลต่อความแปรปรวนต่อคุณภาพงานวิจัยในโรงเรียนซ่ึงน่าจะอธิบาย ถึง
ปัจจยั ผู้บรหิ ารท่ีส่งผลตอ่ งานวจิ ัยในชน้ั เรยี นของครู
3.2 บทบาทของผู้บริหารสถานศกึ ษากับการวิจยั ในชน้ั เรยี น

ธีระ รุญเจริญ (2546) กล่าวถึงผู้บริหารโรงเรียน และบุคลากรอื่นจําต้องให้ความสนใจ และ
พัฒนาศักยภาพของตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการวิจัยผู้บริหารโรงเรียน ซ่ึง
เป็นผู้นําที่มคี วามสําคญั ตอ่ โรงเรียนอยา่ งมาก ตอ้ งมบี ทบาทเก่ยี วกับการวิจยั ในชน้ั เรียน ดงั น้ี

3.2.1 ฐานะผนู้ ําทางการวิจัยในชัน้ เรียน
1) สร้างบรรยากาศการวจิ ัย โดย
1.1 กาํ หนดการวิจัยในชนั้ เรียนเป็นนโยบายสําคญั ของโรงเรียน
1.2 จัดนิทรรศการและเผยแพร่งานวจิ ัยในชน้ั เรียน
2) จัดใหม้ ีหนว่ ยงานและคณะกรรมการวจิ ัยระดับโรงเรยี น
3) จัดหาทุนสนบั สนุนการวิจัยในช้นั เรยี น
4.) จัดการฝึกอบรมเร่อื งการวจิ ัยในชน้ั เรียนแก่ครู
5) สง่ บคุ ลากรไปเข้าอบรมศึกษาดงู าน เกีย่ วกับการวิจยั ในชั้นเรียน
6) จัดทาํ งานวิจยั ในชัน้ เรยี น หรอื เขา้ ร่วมเปน็ ผู้วจิ ยั ในโครงการวจิ ัยตา่ ง ๆ
7) จัดรางวลั ในรูปแบบต่าง ๆ ใหแ้ กค่ รูท่ที ํางานวิจยั ในชั้นเรียนทมี่ คี ุณภาพ
3.2.2 ฐานะนักวจิ ยั
1) พัฒนาศักยภาพตนเองในการวิจัย โดยการศึกษาต่อระดับสูงข้ึน หรือเข้าร่วม

ฝึกอบรมเกย่ี วกบั การวจิ ยั อย่างตอ่ เนอ่ื ง
2) เปน็ หวั หน้าโครงการวิจัยเกี่ยวกบั การบริหารและการจัดการศึกษา อย่างน้อยเป็น

ผู้ร่วมวจิ ยั
3) เสนอผลงานการวจิ ัยทงั้ ทางด้านเอกสารและการนําเสนอผลการวิจัยในท่ีประชุม

งานวิจยั

มนัส ไชยศักด์ิ (2544) การท่ีครูทํางานวิจัยในชั้นเรียนไม่ได้ ผู้บริหารโรงเรียนควร
แก้ปัญหาโดยการสง่ เสริมใหค้ รูทํางานวิจัยในช้นั เรยี น ซึง่ เปน็ การใช้เวลาและความพยายามมาก เสนอ
ใหด้ าํ เนินการดงั นี้

1) คน้ หาปญั หาทแ่ี ทจ้ รงิ
1.1 ครไู ม่มคี วามร้เู ร่ืองวิจัยในชน้ั เรียน
1.2 ครูไม่เหน็ คณุ ค่าของการวจิ ัยในชัน้ เรียน
1.3 ครูเหน็ ว่างานวจิ ยั ในชน้ั เรยี นเปน็ เรอื่ งยาก

69

1.4 ขาดผู้ใหค้ าํ แนะนาํ ในการทํางานวิจัยในชั้นเรยี น
1.5 ขาดเอกสารใหค้ รดู เู ป็นแบบอยา่ ง
1.6 ครูไม่มีเวลาท่ีจะทาํ งานวิจัยในชน้ั เรียน
2) การแกป้ ัญหา
2.1 ปญั หาครไู มม่ คี วามรู้ในการทําวิจัยในช้ันเรียน ผู้บริหารควรวางแผนในการ
แก้ไขโดยการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ครูในโรงเรียน โดยเชิญวิทยากรจากมหาวิทยาลัย หรือ
ศกึ ษานิเทศก์ทีม่ คี วามรู้และความชํานาญ
2.2 ปัญหาครูไม่เห็นคุณค่าของการวิจัย ผู้บริหารควรประชุมชี้แจงให้ครูทุกคน
เหน็ ความสําคัญในการวจิ ยั ในชน้ั เรยี น และเป็นผลที่ได้รับความรจู้ ากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวิจัย
ในช้ันเรียน ประกอบกับเป็นการพัฒนางานของครูผู้สอนท่ีแสดงถึงการพัฒนาตนเอง จะสามารถ
พฒั นาเป็นผลงานทางวชิ าการเพ่ือเล่ือนตําแหน่งเล่ือนวิทยะฐานะ ซึ่งเป็นศักยภาพและความก้าวหน้า
ในหน้าท่กี ารงานทางราชการท่ที ําให้เหน็ คุณคา่ ของการทาํ วิจัยในชั้นเรยี น
2.3 ปัญหาครูเห็นว่าการวิจัยในชั้นเรียนเป็นเร่ืองยาก ปัญหาน้ีเป็นปัญหาท่ี
เกิดข้ึนเน่ืองจากครูส่วนใหญ่ไม่เคยทํางานวิจัยในชั้นเรียนมาก่อน และท่ีสําคัญไม่เคยเห็นแบบอย่าง
รายงานการวิจัยในช้ันเรียน และคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ เป็นการยากท่ีจะเข้าใจซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของ
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นท่ตี ้องทําความเข้ใจกับครูอย่างหนัก จัดระบบตามขั้นตอน เสริมกําลังใจ ให้แรงจูงใจ
อยากเปน็ การลองผิดลองถกู แต่ไดข้ ้อมลู และความถูกตอ้ งน่าเชือ่ ถอื
2.4 ปัญหาไมม่ ผี แู้ นะนําใหค้ ําปรึกษาในการทําวิจัยในช้ันเรียน ผู้บริหารต้องเป็น
แกนนําให้ครูไดม้ ีการทํางานเป็นทีม หรือการทํางานวิจัยร่วมกัน หากมีครูที่จบปริญญาโทก็ให้เข้าร่วม
เป็นแกนนําในการทํางานวิจัยของโรงเรียนได้
2.5 ปัญหาครูไม่มเี อกสารงานวิจัยเปน็ แบบอยา่ ง ผบู้ รหิ ารควรจัดนาํ ครูไปแหล่ง
ค้นคว้า ศึกษางานวิจัยท่ีกลุ่มสาระท่ีตนเองถนัด อาจศึกษาจากวารสาร เอกสารการวิจัย ผลงานทาง
วิชาการเพ่ือขอเลื่อนวิทยะฐานะ จนได้รูปแบบท่ีตนเองต้องการ ศึกษาจนได้แนวทางในการเขียน
งานวิจยั ในชั้นเรียน ทาํ ให้การทาํ งานวจิ ัยในชัน้ เรยี นไดร้ วดเรว็ ขน้ึ
2.6 ปัญหาที่ครไู มม่ ีเวลาที่จะทาํ งานวจิ ัยในชัน้ เรียน ผู้บริหารอาจต้องใช้เทคนิค
วิธกี ารทําใหค้ รูมเี วลา หรอื ชว่ั โมงการทําวจิ ัยในช้นั เรียน ผู้บรหิ ารโรงเรยี นอาจสามารถแกป้ ญั หา โดยมี
ข้นั ตอน ดังน้ี

1) ข้ันเตรียมการ มีการประชุมชี้แจงให้ครูเรื่อการทําวิจัยในชั้นเรียน
ประสานงานกับวิทยากรเพอ่ื ใหค้ วามรู้ พรอ้ มท้ังเตรียมเอกสารและวสั ดอุ ุปกรณ์

2) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการทําวิจัยในชั้นเรียน โดยมีเป้าหมาย
เพื่อให้ครูทราบวิธีการทําวิจัยในชั้นเรียนและเห็นคุณค่าความสําคัญของวิจัยในชั้นเรียนที่มีต่อการ
แก้ปญั หาและพฒั นาการเรียนการสอน นอกจากจะเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนแล้ว ยังเกิดประโยชน์กับ
ครูผ้ทู ําวิจัยในช้ันเรียนอย่างย่ิง

70

3) การสร้างครูผู้นําทางการวิจัย เม่ือครูได้รับการอบรมความรู้เร่ืองการ
วิจัยในชั้นเรียนแล้ว เป็นเรื่องยากสําหรับครูท่ียังไม่เคยทําวิจัยในช้ันเรียน เป็นเร่ืองยากท่ีจะสามารถ
ทําวิจัยในช้ันเรียนให้ออกมาเป็นรูปธรรม ผู้บริหารโรงเรียนควรสร้างครูผู้นําในการทําวิจัยในชั้นเรียน
ประมาณ 5- 10 คน แตถ่ า้ เป็นโรงเรยี นขนาดเลก็ หรือขนาดกลาง ก็ไม่จาํ เปน็ ครผู ู้นําทางการวจิ ยั

4) การทําวิจัยร่วม ทุกสัปดาห์หรือทุกสองสัปดาห์ จัดให้ครูผู้นําทางการ
วิจัยประชุมเชิงปฏิบัติการทําวิจัยร่วมกัน โดยมีรองฝ่ายวิชาการ หรือหัวหน้างานวิชาการเป็นผู้
ประสานงานหรือถ้าผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้คอยประสานงานด้วยตนเอง จะเป็นการดีทําให้ครูมีขวัญ
กาํ ลงั ใจในการทําวจิ ัยในช้ันเรียน การดาํ เนินการควรทําตามขนั้ ตอน ดงั นี้

4.1 วิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนร่วมกัน และแยกเฉพาะปัญหาของ
แตล่ ะคน พร้อมกับกาํ หนดวัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั

4.2 ศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง และตัวอย่างงานวิจัยในชั้นเรียน ซึ่งจะ
ช่วยให้ครูได้รแู้ ละเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาท่ีได้จากข้อ 4.1 และได้แนวทางในการดําเนินการวิจัย
ต่อไป

4.3 เขียนโครงร่างงานวิจัย หรือแผนปฏิบัติการวิจัยซ่ึงครูจะได้มีแบบแผน
ในการทาํ งานวิจัยอยา่ งเป็นระบบ

4.4 สร้างนวตกรรมที่จะใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอน
ปญั หาท่ไี ดจ้ ากข้อ 4.1 และหาประสทิ ธภิ าพของนวตกรรม

4.5 ออกแบบการทดลอง ซึ่งเป็นการกําหนดรูปแบบเพ่ือพิสูจน์ว่านวตกรรมที่
สร้างขึ้นมามีคุณภาพหรือไม่ ในเบื้องต้นควรใช้รูปแบบง่าย ๆ และเช่ือมั่นได้ คือกลุ่มตัวอย่างเดียวมี
การวดั ผล 2 ครง้ั คือก่อนและหลังการทดลอง

4.6 การสร้างเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูล พร้อมกับนําไปทดลองเพ่ือหาคุณภาพ
ของเครือ่ งมอื

4.7 ทดลองใชน้ วตกรรม และเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4.8 วเิ คราะหข์ ้อมูลรว่ มกนั โดยมคี รหู มวดคณิตศาสตรใ์ หค้ วามช่วยเหลือ
4.9 สรุปผลการวิจยั และเขียนรายงานการวจิ ยั
5) ขยายผล การขยายผลน้ันผู้บริหารโรงเรียนควรจัดให้ครูผู้ทําวิจัยในชั้นเรียนไป
แล้ว หรือครูผู้นําการวิจัยเป็นแกนนําในหมวดต่าง ๆ หรือ ประเภทต่าง ๆ และดําเนินตามข้ันตอนข้อ
4 จะทําให้มีครูในโรงเรียนทาํ งานวจิ ัยในชัน้ เรยี นเพม่ิ มากข้ึนเร่อื ย ๆ จนทาํ ครบทกุ คน
บญั ชา อง๋ึ สกลุ (2539)กล่าวถึงการบริหารเพ่ือการส่งเสริมให้ครูปฏิบัติการวิจัยในช้ัน
เรยี นอยา่ งมกี าํ ลงั ใจและความสามารถทํางานวิจัยอยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ
ทีม่ ีอยู่ในหน่วยงาน ซ่ึงมปี จั จยั สาํ คัญ 5 องค์ประกอบคือ
1) การส่งเสริมความสําเร็จของงานวิจัยในช้ันเรียน ในการบริหารที่นําไปสู่
ความสําเรจ็ ข้ึน

71

อยู่ที่ความต้องการของผู้บริหารท่ีเป็นผู้กําหนดนโยบาย หรือมีคําส่ังให้ชัดเจน มีการจัดบุคลากร
งบประมาณ และวัสดสุ ่งเสรมิ การวิจัยที่เหมาะสม คอื

1.1 ผู้บริหารต้องคํานึงถึงหลักในการจูงใจ ได้แก่ การสร้างให้ลูกน้อง หรือ
ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรู้สึกว่างานท่ีปฏิบัติอยู่นั้นน่าสนใจ ท้าทายความสามารถ และอยากที่จะ
ทํางานเพ่ิมขึ้น ผู้ใต้บังคับบัญชารู้หรือไม่ว่าผู้บริหารคาดหวังอะไรจากเขาในการปฏิบัติงาน และเขา
ต้องทําอย่างไร เพือ่ ให้ถงึ มาตรฐานขององคก์ ารท่ีกําหนดไว้

1.2 ผู้บริหารต้องมีสภาพความสําเร็จของงานตลอดแนว มีการสนองความ
ตอ้ งการทห่ี ลากหลายของคนในองค์การ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติงานท่ีสําคัญ คือ การจัดให้มีการประชุม
สังเคราะห์นโยบายร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติ การร่วมกันตรวจความสอดคล้องความสมบูรณ์ของสภาพ
ความสําเร็จในทุก ๆ ระดับของงานต้ังแต่ปัจจัยการดําเนินงาน ผลผลิต ไปจนถึงผลกระทบ การ
ประเมนิ จุดดอ้ ยจดุ เด่นขององคก์ าร มีการตกลงร่วมกันว่าจะร่วมกันพัฒนางานของแต่ละบุคคล ถือว่า
เป็นสญั ญาทีท่ ุกคนตอ้ งรักษาคํามน่ั สัญญา และกลุ่มต้องช่วยกันติดตามตรวจสอบ ช่วยเหลือ ให้แต่ละ
บคุ คล หรอื แตล่ ะกล่มุ งานบรรลุเป้าหมายตามพนั ธสัญญาท่กี ําหนดไว้

1.3 ผู้บริหารต้องมีการเยี่ยมเยียนไต่ถามและให้กําลังใจตลอดเสนอนวัตกรรม
ใหม่ ๆ ให้ผ้ปู ฏบิ ัติเปน็ ระยะ ๆ

2) การให้การยอมรับนับถือครูผู้ทําการวิจัยในชั้นเรียน เป็นการให้ผู้ปฏิบัติงานมี
ความรับผิดชอบ และมีความสามารถในการทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การยอมรับนับถือเป็น
ปจั จัยจงู ใจทก่ี ระต้นุ ให้เกดิ พลงั ท่จี ะทาํ งาน ทําใหเ้ กิดความรู้สกึ ว่า

2.1 งานเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ไม่น่าเบ่ือหน่าย เป็นสิ่งท้าทาย และต้องใช้ความ
พยายามอยา่ งเตม็ ที่

2.2 มอี ิสรภาพท่ีจะทํางานตามท่ีได้รับมอบหมาย และสามารถใช้ความคิดริเริ่ม
ของตนได้อยา่ งเต็มท่ี

2.3 มีส่วนร่วมในการทํางานท่ีประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ และ
เป้าหมายของกลมุ่ งาน หรือหนว่ ยงาน

2.4 ได้รับการยอมรับนับถืออย่างจริงจังในผลสําเร็จของงานที่ทํา โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ จากผ้บู ังคบั บญั ชา

2.5 การทํางานนั้น ทําให้เกิดการพัฒนาตนเอง ได้มีความรู้ ทักษะ
ความสามารถ ประสบการณ์ที่เพ่ิมขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บริหารจะต้องทําให้ทุกคนในหน่วยงานมีความรู้สึกว่า
ตนเป็นที่ได้รับการยอมรับนับถือ เมื่อได้รับการสนับสนุนในความสําคัญแล้ว เช่ือว่าจะใช้
ความสามารถปฏบิ ตั งิ านได้อยา่ งเต็มความสามารถ

3) การให้ความสําคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยถือว่าเป็นเคร่ืองมือในการ
พัฒนากระบวนการเรียนการสอน การนําการวิจัยเข้าไปใช้ในการเรียนการสอนและผู้เรีย นมี
ความสําเร็จได้ตามเป้าหมายของโรงเรียน และนําผลงานการวิจัยไปใช้ได้ทันเวลาและถูกต้องกับเวลา

72

สภาพปัญหาและความเป็นจริง มีผลต่อการพัฒนาวิชาชีพควบคู่กันไป ซ่ึงจําเป็นต้องส่งเสริมปรับปรุง
ดา้ นวชิ าชีพครู และครทู ุกคนจะตอ้ งศึกษาและลงมือปฏิบตั ิใหเ้ ปน็ รปู ธรรม

4) การมีความรับผิดชอบต่อครูท่ีทํางานวิจัยในชั้นเรียน ความรับผิดชอบมี
ความสําคัญต่อการบริหารงานวิจัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบเป็นภาระผูกพันที่
ทาํ ให้ปฏบิ ัตงิ านท่ีได้รับมอบหมายอย่างเต็มใจ และเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องรายงาน พร้อมที่จะ
ได้รับการตรวจสอบได้ ผู้บริหารมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ครูได้ใช้เทคนิควิธีสอนท่ีหลากหลาย มีการ
สาธิตวิธีสอนแบบต่าง ๆ อภิปรายปัญหาปรับปรุงการสอนในที่ประชุม จัดโครงการนิเทศภายในเพื่อ
เย่ียมชั้นเรียน สังเกตการสอน จัดวิทยากรมาช่วยในการประชุมปฏิบัติการ เรื่องเกี่ยวกับปัญหาการ
สอน การประเมินผลและติดตามผล การประชุมปรึกษา ปฐมนิเทศเพื่อช่วยเหลือครูใหม่ หาวิธี
วจิ ารณ์งานของครูเพื่อไมใ่ ห้เสียกาํ ลังใจ ใหค้ รูมีเวลาวา่ งพอทจ่ี ะเขา้ ประชุมอภปิ รายปัญหาการสอน มี
ส่วนร่วมในการเลือกส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆจัดอบรมเพิ่มเติม ส่งเสริมให้อ่านหนังสือ บทความ เพื่อ
ปรับปรงุ เทคนิคการสอน

5) การส่งเสริมความก้าวหน้าในตําแหน่งการงานของครูผู้ทํางานวิจัยในชั้นเรียน
การวิจัยในโรงเรียนเป็นความก้าวหน้าของข้าราชการท่ีผู้บริหารให้การบําเหน็จความชอบท่ีได้รับ
เน่ืองจากเป็นแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ให้ได้รับความก้าวหน้าในหน้าท่ี ได้รับความพึงพอใจด้าน
ค่าตอบแทน ความมั่นคง ความเข้าใจอันดีกันระหว่างผู้ร่วมงาน การให้บําเหน็จรางวัล จะเป็น
แรงจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ร่วมงานเกิดความกระตือรือร้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยัน
ขนั แข็งมคี วามมน่ั ใจ มขี วญั กําลงั ใจที่ดี

กรมวชิ าการ (2544) กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหารโรงเรียนเก่ียวกับการพัฒนาบุคล
กรด้านการวิจยั ในช้นั เรียน ประกอบดว้ ยกัน 4 ด้านคอื

1) การส่งเสริมให้เกิดความสําเร็จของงานวิจัยในชั้นเรียน โดยมีแนวทางปฏิบัติคือ
การจัดสรรงบประมาณ อุปกรณ์ มุมค้นคว้างานวิจัยหรือรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ จัดงานเพ่ือรับรู้
ปัญหาข้อบกพร่องจดุ ดอ้ ยจดุ เด่นจนได้จุดที่จะพัฒนาปรับปรงุ ครใู นการทําวจิ ยั

2) การให้ความยอมรับนับถือครูผู้ทํางานวิจัยในช้ันเรียน โดย การยกย่องชมเชย
ใหเ้ กียรติ แลกเปล่ียนความคิดเห็น ยอมรับฟังความคิดเห็น การให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทําวิจัยของ
สถานศึกษา และเผยแพรผ่ ลงานครู

3) การมีความรับผิดชอบต่อครูผู้ทําวิจัย โดยมีการยั่วยุ ส่งเสริมให้ศึกษาหาความรู้
ใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้ศึกษาจากแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ จัดให้มีการอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถ และ
ประสบการณ์ของครอู ย่างตอ่ เนอื่ ง

4) ส่งเสริมความก้าวหน้าในตําแหน่งของครูผู้ท่ีทํางานวิจัย ดูแลเอาใจใส่ให้
คําแนะนํา จัดบรรยากาศในโรงเรียนให้มีความอิสระ กล้าคิด กล้าค้นคว้า แก้ปัญหา อันเป็น
ความก้าวหน้าในอาชีพครู และการให้โอกาสครูท่ีมีผลงานวิจัยในชั้นเรียนมีโอกาสก้าวหน้าในการ
ทาํ งาน และนําผลงานมาเปน็ ส่วนหนงึ่ ในการเลื่อนขน้ั หรอื ตําแหน่งท่ีสูงข้นึ

73

2.4.2 การนิเทศภายใน

การนิเทศ กํากับ ติดตามงานวิจัยในชั้นเรียน โดยใช้รูปแบบการนิเทศภายในดําเนินการโดย
ผู้บริหารและผู้ที่รับมอบหมายเพื่อพัฒนาการสอนของครู ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและงานวิจัยที่
เกี่ยวกับงานนิเทศภายใน โดยนําเสนอแยกเป็นประเด็นสําคัญ ได้แก่ ความหมายของการนิเทศ
ภายใน ขอบข่ายงานนิเทศภายใน และบทบาทของผู้บริหารกับงานนิเทศภายใน

ความหมายของการนิเทศภายใน

งานนิเทศภายในเกี่ยวข้องกับครูผู้สอนที่หลากหลาย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดของ
หนว่ ยงานทางการศกึ ษาและนักการศึกษา ซึ่งใหแ้ นวคิดเก่ยี วกบั ความหมายงานนิเทศภายในไว้ ดงั นี้

รัชนีย์ พรรฒพานชิ (2532, หน้า 2) ได้ให้ความหมายว่า การนิเทศภายใน หมายถึง การนิเทศ
แกผ่ ้ใู ตบ้ ังคบั บญั ชาเก่ยี วกับงานทุกงาน ผู้ช่วยผู้บริหาร หวั หน้าภาควิชา หัวหนา้ ฝ่าย หวั หนา้ แผนก ให้
การนิเทศเกี่ยวกับงานภายในฝ่าย หรือแผนกของตน หรือกลุ่มคนที่ได้รับมอบหมายหรือร่วมกลุ่ม
กันเอง ทําให้การนิเทศเกี่ยวกับงานของตน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและ
ประสิทธผิ ลของการปฏบิ ัตงิ าน

กระทรวงศึกษาธิการ (2533, หน้า 15) ได้ให้ความหมายว่า การนิเทศภายในสถานศึกษา
เป็นการนิเทศที่ดําเนินการภายในสถานศึกษา ซึ่งมีผู้บริหารและบุคลากรภายในสถานศึกษาร่วมมือกัน
เพื่อปรับปรุงงานด้านต่าง ๆ เป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน อันจะ
นาํ มาซ่ึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน

นิพนธ์ ภูริฉาย (2535, หน้า 7) ได้ให้ความหมาย การนิเทศภายใน หมายถึง การจัด
บุคลากรในสถานศึกษาเพ่ือให้เกิดความร่วมมือหรือประสานงานกันของบุคลากรท่ีเก่ียวข้องกับ
การศึกษา โดยเฉพาะบุคลากรในสถานศึกษาในอันที่จะพัฒนาหรือปรับปรุงคุณภาพการจัด
การศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กระบวนการปฏิบัติงานที่ผู้บริหารและครู
อาจารย์ในสถานศกึ ษาร่วมมอื กนั จัดขึน้ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือปรับปรุงงานต่าง ๆ ในสถานศึกษาเพื่อ
เพ่ิมประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา

ววิ ฒั น์ ต้จู ํานงค์ (2542, หน้า 52) ได้ให้ความหมาย การนิเทศภายในสถานศึกษา หมายถึง
กระบวนการในการปฏิบัติงานร่วมกันของผู้บริหาร และบุคลากรในสถานศึกษา เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพใน
การจัดการเรียนการสอน อันจะนํามาซึ่งสัมฤทธ์ิผลทางการเรียนของนักเรียนให้ก้าวหน้าทันยุคสังคม
ข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวการพัฒนาตนเอง พึ่งตนเองของสถานศึกษานั้น
บุคลากรในสถานศึกษาจะต้องต่ืนตัว ปรับปรุงตนเองให้พัฒนาโดยใช้หลักการนิเทศพึ่งตนเองโดย
บุคลากรภายในสถานศึกษาเป็นหลัก

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545 ก, หน้า 123) กล่าวว่า
การนิเทศภายในสถานศึกษา เป็นกระบวนการที่ผู้นิเทศในสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหาร
ผู้ช่วยผู้บริหาร ครูวิชาการ และครูอาจารย์ที่ผู้บริหารมอบหมายดําเนินการโดยใช้ภาวะผู้นําทํา

74

ให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ประสานงานและใช้ศักยภาพการทํางานอย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลต่อ การ
พัฒนางานของสถานศึกษานัน้ ๆ โดยส่วนรวมให้เป็นไปตามมาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานการศึกษา

สุรศักด์ิ ปาเฮ (2545, หน้า 26) ได้ให้ความหมาย การนิเทศภายในสถานศึกษา หมายถึง
การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับครูในสถานศึกษา ในการที่จะปรับปรุงแก้ไขพัฒนาการ
ทํางานของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน

จากความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศภายใน สรุปได้ว่า การนิเทศภายใน
หมายถึงวิธีการกํากับติตามการโดยผู้บริหารหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายเพื่อร่วมมือในการ
ปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพของ
ผู้เรียนโดยการวิจัยในชั้นเรียน ตามขั้นตอนวงจรคุณภาพ ประกอบด้วย การวางแผน การ
ดําเนินการตามแผน การตรวจสอบ และการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้การวิจัยในชั้นเรียนเป็นไปอย่างมี
คุณภาพ

ขอบข่ายงานนิเทศภายในน้ันมีหลากหลาย ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดของหน่วยงาน
ทางการศึกษาและนกั การศึกษา ซงึ่ ให้แนวคดิ เกยี่ วกับขอบขา่ ยงานนิเทศภายในไว้ ดังน้ี

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 ก, หน้า 9-10) กล่าวถึง ขอบข่าย
งานนิเทศภายใน ดังนี้

1. ศึกษาความรู้เก่ียวกับการนิเทศภายใน
2. วางแผนการนิเทศ
3. จัดระบบงานการนิเทศภายในสถานศึกษา
4. จัดบุคลากรในการดาํ เนินการนิเทศ
5. จัดให้มีเอกสาร ประกอบการนิเทศ
6. ดาํ เนินการนิเทศภายใน
7. นําผลท่ีได้จากการนิเทศมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน
8. ช่วยเหลือและกํากับติดตามบุคลากรที่ทําการนิเทศ

สุรศักด์ิ ปาเฮ (2545, หน้า 28-29) กล่าวว่า การนิเทศภายในเป็นรูปแบบการทํางานเป็น
คณะผู้บริหารสถานศึกษาจัดเป็นบุคคลสําคัญที่สุดต่อผลสําเร็จของการนิเทศภายใน โดยมีขั้นตอน
ของกระบวนการนเิ ทศภายใน ดงั นี้

1. ข้ันเตรยี มการ
ผู้บริหารแต่งต้ังคณะทาํ งานนิเทศภายใน เพื่อร่วมศึกษา วิเคราะห์รายละเอียดต่าง ๆ

ที่เป็นยุทธศาสตร์สําคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ ประสานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง หรือผู้มีส่วนร่วม
เพื่อกําหนดยุทธศาสตร์การทํางานร่วมกัน จัดเตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือสําหรับ
การนเิ ทศ และสรา้ งความรู้ ความเข้าใจใหค้ รอู าจารย์และทกุ ฝ่ายที่เก่ยี วข้อง

75

2. ข้นั ดาํ เนนิ การนิเทศภายใน
การดาํ เนินการนิเทศภายในอาจกําหนดได้ใน 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ดังนี้
2.1 การนเิ ทศภายในเปน็ กลุ่ม สามารถดําเนินการได้หลายวิธี เช่น การประชุมชี้แจงให้

ทราบถึงความเคลอ่ื นไหวของการปฏิรปู การศกึ ษา การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคนวัตกรรม
การสอนใหม่ ๆ การจัดอบรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ก้าวหน้า การร่วมสัมมนาลักษณะสมาคมเครือข่าย
วิชาชีพ การเยี่ยมสถานศึกษาและครูต้นแบบแห่งอื่น ๆ ฯลฯ

2.2 การนิเทศเป็นรายบุคคล สามารถทําได้หลายวิธีเช่นเดียวกัน เช่น การตรวจบันทึก
การสอน เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสอนทุกคร้ัง การเย่ียมช้ันเรียน สร้างขวัญกําลังใจแก่ผู้สอนใน
สถานศึกษา การสังเกตการสอน การให้คาํ ปรึกษา ฯลฯ

3. ขัน้ ประเมินผลและสรุปผล
เป็นการประเมินและสรุปผลการดําเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษา จากการดําเนินงาน

ตามยุทธศาสตร์ท่ีกําหนดไว้ตามกรอบการปฏิรูปการเรียนรู้ท่ีครูอาจารย์นําไปจัดประสบการณ์หรือ
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ การประเมินผลอาจทําได้หลายวิธี เช่น การประเมินโครงการ
การวิเคราะห์ การวิจัย ฯลฯ เพื่อนาํ ผลสรุปที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนางานการนิเทศภายในต่อไป

จากขอบข่ายการนิเทศภายในที่กล่าวแล้วข้างต้น ถือเป็นภารกิจที่ผู้บริหารสถานศึกษา
จะต้องดาํ เนินการนเิ ทศ กาํ กับ ติดตามการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนเพื่อปรับปรุงพัฒนาการเรียน
การสอน

บทบาทของผู้บรหิ ารกับการนิเทศภายใน

บทบาทของผบู้ ริหารกบั การนเิ ทศภายในนั้นมีหลากหลาย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิดของ
หน่วยงานทางการศึกษาและนักการศึกษา ซึ่งให้แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารกับการนิเทศ
ภายในไว้ ดังน้ี

สํานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 ก, หน้า 41) กล่าวถึง บทบาท
ของผู้บริหารกับการนิเทศภายใน ดังน้ี

1. ศึกษาและทําความเข้าใจถึงหลักการและวิธีการปฏิบัติในการนิเทศภายในให้ชัดเจน
เพ่ือให้เกดิ ความมนั่ ใจในการดําเนินการ

2. สรา้ งความเข้าใจรว่ มกันระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครู เพ่ือการยอมรับซึ่งกัน
และกัน

3. แต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศภายใน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นประธาน ผู้ช่วย
ฝ่ายวชิ าการ หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้าสายชน้ั และคณะครูที่มคี วามเหมาะสมร่วมเปน็ กรรมการ

4. ใหค้ ณะกรรมการมีหนา้ ท่วี างแผนเพ่อื ดําเนินการนเิ ทศภายในตามกระบวนการ คือ
4.1 การศกึ ษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ

76

4.2 การวางแผน
4.3 การสร้างเคร่ืองมือ
4.4 การปฏิบัติการนเิ ทศ
4.5 การประเมนิ ผลการนิเทศ
5. จัดใหม้ ีเครอื่ งมือ วสั ดุ เอกสาร ท่ีจาํ เปน็ สาํ หรบั การนิเทศให้พร้อมท่ีจะใช้อย่างเพียงพอ
6. ดาํ เนนิ การนเิ ทศตามแผนและโครงการที่กําหนด โดยจัดทาํ ปฏทิ ินปฏบิ ัตงิ านให้ชัดเจน
7. เลอื กใช้กจิ กรรมการนเิ ทศทเ่ี หมาะสมและสอดคล้องกบั วตั ถุประสงคข์ องการนเิ ทศ
8. เย่ียมชั้นเรียน สังเกตการสอน เพื่อทราบปัญหาและพฤติกรรมการเรียนการสอนของ
ครูและผู้เรยี น โดยมแี บบบันทึกการสังเกตการสอน
9. จัดให้มีการประเมินผลการนิเทศภายใน เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของครูและ
พฒั นาการเรียนการสอน
10. จัดทําแฟ้มข้อมูลเพื่อรวบรวมผลการนิเทศและเอกสารที่เก่ียวข้องกับการนิเทศ

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 ข, หน้า 21) กล่าวถึงบทบาท
ของผู้บรหิ ารกับการนิเทศการศกึ ษาไว้ ดังน้ี

1. ผู้บริหารต้องเป็นผู้ที่ให้ความรู้ความเข้าใจกับครูภายในสถานศึกษาเกี่ยวกับทักษะ
ทางสังคมให้ครูตระหนักถึงความสําคัญจําเป็น และให้แนวทางแก่ครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนทจ่ี ะพฒั นาทักษะทางสงั คม

2. ผู้บริหารต้องเป็นผู้ประสานงานในด้านต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาการจัดการเรียน
การสอนทกั ษะทางสังคม เชน่ ประสานงานวทิ ยากร ประสานแหลง่ ความรู้ วทิ ยากรต่าง ๆ

3. ผบู้ ริหารตอ้ งเป็นผใู้ ห้การสนบั สนนุ ส่งเสริม ใหค้ รูพัฒนาผ้เู รยี นเกิดทักษะทางสงั คม
4. ผูบ้ รหิ ารต้องใหค้ าํ แนะนํา คําปรกึ ษาแกค่ รูเมอื่ ครตู ้องการ
5. ผ้บู รหิ ารตอ้ งร่วมประชมุ วางแผนกับคณะครทู จี่ ะรว่ มกนั พฒั นาผู้เรียน
6. ผู้บริหารต้องดําเนินการนิเทศภายใน เกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนทักษะ
ทางสังคม ด้วยเทคนิควิธีการตา่ ง ๆ
7. ผู้บริหารต้องติดตาม ประเมินผล การดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความสมบูรณ์
ถูกต้องและมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเพื่อให้ประสบผลอย่างดี

จันทรานี สงวนนาม (2545, หน้า 154) กล่าวว่า กิจกรรมการนิเทศภายในสถานศึกษาท่ี
ผู้บริหารสามารถดําเนินการได้มีหลายอย่าง การท่ีจะนําวิธีการใดมาใช้ควรคํานึงถึงสภาพปัจจุบัน
ปญั หา และความตอ้ งการของสถานศึกษาแต่ละแห่ง เช่น การประชุม อบรม ปฐมนิเทศ การสังเกตการสอน
ในช้ันเรียน การศึกษาเอกสารทางวิชาการ ตํารา การให้คําปรึกษาหารือเป็นกลุ่มและเป็นรายบุคคล
การสนทนาทางวิชาการ การสาธิตการสอน การพาไปศึกษานอกสถานท่ี การสัมมนา การจัดนิทรรศการ
การเยี่ยมชั้นเรียน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ฯลฯ ทั้งนี้ ประโยชน์ของการนิเทศภายในจะทําให้ครู

77

สามารถสอนได้ตรงตามเป้าหมาย เพราะผู้บริหารซึ่งเป็นผู้นิเทศจะช่วยเหลือครูในการตรวจสอบ
และเสนอแนะทางในการแก้ปัญหา มิให้การแก้ปัญหาและอุปสรรคการสอนเกิดความล่าช้าโดยไม่จําเป็น
ผู้บริหารที่เป็นผู้นําทางวิชาการและทําหน้าที่นิเทศภายใน จะทําให้ความเคล่ือนไหวทางวิชาการของ
สถานศึกษาเป็นไปอย่างมีระบบและต่อเน่ืองตลอดเวลาทําให้บุคลากรในสถานศึกษามองเห็น
ความสาํ คญั ของงานวิชาการ และปฏิบัติงานโดยเน้นคุณภาพของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสําคัญในการบริหาร
สถานศึกษา และการนิเทศภายในจะช่วยให้สถานศึกษาสามารถแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้น อันมีผลกระทบต่อ
คณุ ภาพของการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ

จากบทบาทของผู้บริหารกับงานนิเทศภายในท่ีกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผู้บริหารมีบทบาท
และหน้าทใี่ นการบรหิ ารงานนเิ ทศภายในตามหลักการบรหิ ารที่คล้ายคลึง โดยอาจมีระบบและขั้นตอนใน
รายละเอียดการบริหารงานแตกต่างกันบ้างตามสภาพและขนาดของสถานศึกษา เช่น ศึกษาทํา
ความเข้าใจถึงหลักการและวิธีการปฏิบัติในการนิเทศเพื่อให้เกิดความม่ันใจในการดําเนินการวางแผนเพื่อ
ดาํ เนนิ การนิเทศภายในตามกระบวนการ ประกอบด้วย การศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ การ
วางแผน การสร้างเคร่ืองมือ การปฏิบัติการนิเทศ การประเมินผลการนิเทศ แต่งต้ังคณะกรรมการนิเทศ
ภายใน จัดให้มีเครื่องมือ วัสดุ เอกสาร ท่ีจําเป็นสําหรับการนิเทศให้พร้อมท่ีจะใช้อย่างเพียงพอ
ดําเนินการนิเทศตามแผนและโครงการที่กําหนด ติดตาม ประเมินผลการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆ
เพื่อความสมบูรณ์ ถูกต้องและมีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเพื่อให้ประสบผลอย่างดี และจัดทํา
แฟ้มข้อมูลเพ่ือรวบรวมผลการนิเทศและเอกสารที่เก่ียวข้องกับการนิเทศ

2.4.3 ความรู้ความเข้าใจเกย่ี วกับการทาวิจัยในชั้นเรยี น

การดําเนินการวิจัยในแต่ละขั้นตอนจําเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากร
หลาย ๆ ฝ่าย การทําวิจัยของครูก็เช่นเดียวกัน หากในการดําเนินการวิจัยได้รับการสนับสนุนจาก
ผบู้ รหิ ารและเพอ่ื นรว่ มงานแล้วจะทาํ ใหค้ รสู ามารถทํางานวจิ ยั ใหส้ าํ เร็จลุล่วงด้วยดีได้ ดังท่ี ธํารง ชูทัพ
และคณะ (2531 : 121) ได้เสนอวิธีเพิ่มแรงจูงใจในการทําวิจัยเพ่ือพัฒนาการศึกษาว่า ผู้บริหารควร
ส่งเสริมใหม้ กี ารทําวิจัยอย่างจริงใจโดยการให้กําลังใจสนับสนุนงบประมาณ อํานวยความสะดวกด้าน
การวิชาการและสิ่งอาํ นวยความสะดวกที่มีในโรงเรียน มีการใช้และส่งเสริมให้ใช้ผลการวิจัยที่ควรทํา
อย่างจริงจังและต่อเน่ือง อันเป็นการเสริมแรงจูงใจทางอ้อมให้ครูเห็นความสําคัญของการวิจัยและมี
แรงจูงใจที่จะทําเองในที่สุด เช่นเดียวกับสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2537 : 113 –
114) ท่ไี ด้ทําการศึกษาสภาพการวิจัยทางการศึกษาในประเทศไทย ได้ผลสรุปว่า ปัจจัยที่ส่งเสริมให้
มกี ารทําวิจยั นั้นขนึ้ อยกู่ ับผบู้ รหิ ารของหนว่ ยงานใหค้ วามสนใจและการสนับสนุนทั้งด้านทุนและข้อมูล
พ้นื ฐานทที่ ันสมยั ซึง่ สอดคล้องกับ ไพโรจน์ แสงจันทร์ (2527) ที่ได้ทําการวิจัยเร่ือง สภาพการทํา
วัยและความต้องการในการทําวิจัยของอาจารย์วิทยาลัยครูกลุ่มภาคกลาง พบว่า องค์ประกอบใน
การทํางานวิจัยที่อาจารย์มีความต้องการเร่งด่วน คือ การส่งเสริมสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา
เชน่ เดียวกับ เวเน่ (Wayne, 1982 อ้างใน สัมมนา รธนิชย์, 2536 : 38) ที่กล่าวว่า วิธีการเพิ่มผลิต

78

ภาพการวิจัยทีส่ ําคัญคือการท่ีผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ส่วนสํานักงานคณะกรรมการการ
ประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2530 : 57 – 64 อ้างใน พีรวัฒน์ วงษ์พรม, 2533 : 29 – 31) ได้จัดสัมมนา
ศึกษานิเทศก์ท่ัวประเทศในโครงการการวิจัยและทดลองหารูปแบบเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ได้
สรปุ ปัญหาในการดาํ เนนิ โครงการวจิ ัยในหนว่ ยงานของจงั หวดั ว่าเกิดจากการไม่ได้รับความร่วมมือจาก
ผรู้ ่วมงานในหน่วยงาน ขาดการสนับสนุนด้านขอ้ มลู

จากการศกึ ษางานเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การ
สนบั สนุนจากหน่วยงานเป็นปัจจัยหน่ึงที่ส่งผลให้ครูมีแรงจูงใจและมีความพร้อมท่ีจะทําวิจัยให้สําเร็จ
ได้ ดังนน้ั การสนับสุนนจากหน่วยงานจงึ นา่ จะส่งผลตอ่ ปริมาณผลงานวจิ ยั ของครดู ้วย

เงินทุนในการทําวิจัย ในการทําวิจัยน้ันนอกจากจะมีปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว
มาแล้วเงินทุนนับเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมีความสําคัญต่อการผลิตงานวิจัย ดังเช่น พจน์ สะเพียรชัย
(2524 : 62 – 63) ได้กล่าวถึงปัจจัยท่ีกําหนดลักษณะการวิจัยโดยท่ัว ๆ ไปไว้ 3 ประการ และปัจจัย
ดา้ นแหลง่ ให้ทนุ สนับสนนุ การวิจยั เป็นปัจจัยหนง่ึ ทถ่ี ูกกําหนดไว้ด้วย จุมพล สวัสดิยากร (2529 : 16
– 25) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบการวิจัย 2 ประการ คือ ส่วนประกอบการวิจัยและส่วนสนับสนุน
การวิจัยซึ่งในส่วนประกอบการวิจัยน้ันได้รวมไปถึงค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนในการวิจัยด้วย มธุรส
รุจิรวัฒน์ (2532 : 94) ได้ให้ความเห็นว่า การวิจัยท่ีดีนั้นจะต้องอาศัยทุนสนับสนุนที่เพียงพอเป็น
องค์ประกอบปัจจัยหนึ่ง ในส่วนของงานวิจัยนั้น สุธีระ ทานตวนิช (2519 : 81 – 86) ได้ศึกษา
บทบาททางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน พบว่า อาจารย์ส่วนมาก
ไม่ไดท้ ําวิจยั ซึง่ อุปสรรคของการทําวิจยั ปจั จัยหนึ่งคอื ขาดการสนับสนุนด้านการเงิน สมใจ จิตพิทักษ์
(2532 : 178) ได้ศึกษาถึงสาเหตุท่ีอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไม่อยากทําวิจัยหรือไม่ทํา
วิจยั ท้งั ที่มีความรู้ความสามารถที่จะทําน้ันพบว่า สาเหตุมาจากการขาดการสนับสนุนด้านเงินทุนและ
งบประมาณเป็นสาเหตุหน่ึง เช่นเดียวกับ ธํารง ชูทัพ และคณะ (2531 : 121) ท่ีได้เสนอวิธีเพ่ิม
แรงจูงใจในการทําวิจัยเพ่ือพัฒนาการศึกษาว่า การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัยเป็นวิธีหนึ่งที่
ช่วยใหค้ รหู รือบุคลากรทางการศึกษามีแรงจูงใจในการทําวิจัยมากขึน้

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยข้างต้นสรุปได้ว่า เงินทุนหรืองบประมาณเป็น
ปัจจัยหนึ่งที่ทําให้ครูเกิดแรงจูงใจในการทํางานรวมทั้งงานวิจัยซึ่งเป็นงานหนึ่งท่ีครูต้องทําเพื่อ
พัฒนาการเรยี นการสอนจงึ น่าจะส่งผลใหค้ รมู ปี รมิ าณผลงานวจิ ัยมากข้ึนด้วย

2.4.4 การกาหนดกลยุทธ์ / นโยบายการทาวิจยั ในช้ันเรียน
กระบวนการในการจัดการเชิงกลยุทธ์ระดับสถานศึกษา จะมีองค์ประกอบหลักในระดับ
สถานศึกษาที่สาํ คญั 3 ประการ ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
1. การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) หรือการจัดวางกลยุทธ์ (Strategy
Formulation) ในท่ีนเี้ ป็นการดาํ เนินการระดับสถานศกึ ษา มีกระบวนการดําเนินงาน 3 ขัน้ ตอน ดงั นี้

79

1.1 การศึกษาสถานภาพของสถานศึกษา เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยท่ีมีผลกระทบต่อ
สถานศึกษาทัง้ ในเชิงบวกและเชงิ ลบ ซ่ึงแยกปัจจัยทีว่ เิ คราะห์ออกเป็น การวเิ คราะหผ์ ู้มีส่วนได้ส่วนเสียและ
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมท่ีเป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน หรือเรียกอีกอย่างว่า
สภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน ซ่ึงการวิเคราะห์ดังกล่าวจะทําให้ทราบถึงบริบท
ของสถานศกึ ษาดงั คาํ ถามที่วา่ ปัจจบุ ันสถานศกึ ษาเราอยู่ ณ จดุ ใด (Where are we now?)

1.2 การกําหนดทิศทางของสถานศึกษา เป็นการกําหนดทิศทาง การพัฒนาของ
สถานศึกษา ประกอบด้วย การกําหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์หลัก ซ่ึงการกําหนดทิศทาง
ของสถานศึกษาเปรียบเสมือนการตอบคําถามท่ีสําคัญที่สุดและเป็นคําถามที่ถูกถามมากที่สุด คือ
สถานศึกษาของเราต้องการไปสจู่ ดุ ไหน (Where do we want to go?)

1.3 การกําหนดกลยุทธ์ เป็นการนําข้อมูลและปัจจัยท่ีได้จากการวิเคราะห์สถานภาพ
และการกาํ หนดทิศทางของสถานศกึ ษา จัดทําเปน็ กลยทุ ธใ์ นระดับต่าง ๆ รวมท้ังประเมินและคัดเลือก
ว่ากลยุทธ์ใดที่มีความเหมาะสมกับสถานศึกษามากที่สุด กําหนดเป็นประเด็นกลยุทธ์ เป้าประสงค์
ตัวชี้วัด เป้าหมายกลยุทธ์ ซึ่งเปรียบเสมือนการตอบคําถามท่ีว่า เราจะไปสู่จุดหมายท่ีต้องการได้
อยา่ งไร (How do we get there?)

2. การนํากลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ (Strategic Implementation) เป็นขั้นตอนที่มีความสําคัญ
เป็นอย่างมากในกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเม่ือสถานศึกษาได้วิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ กําหนด
ทิศทางการพัฒนา และจัดทํากลยุทธ์แล้ว ต้องนํากลยุทธ์ที่ได้วางแผนไว้มาดําเนินการประยุกต์เพ่ือ
ปฏิบัติให้เกิดผลผลิตและผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ ในการบริหารเชิงกลยุทธ์หากขาดข้ันตอนนี้
สง่ิ ทไ่ี ด้วางแผนไว้จะไม่เกิดผลจริง และหากวิเคราะห์หรือวางกลยุทธ์ไว้ดีเพียงใด ถ้าการปฏิบัติตามกล
ยุทธ์ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่ิงที่มุ่งหวังก็ไม่สัมฤทธ์ิผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังน้ันการนํากล
ยทุ ธ์ไปสูก่ ารปฏิบตั ิเปรียบเสมือนการตอบคําถามท่ีว่า เราจะต้องทําหรือเปล่ียนแปลงอะไรบ้างเพื่อไป
ถึงจุดนัน้ (What do we have to do or change?)

3. การควบคุมและประเมินผลกลยุทธ์ (Strategic Control and Evaluation) เป็น
ข้ันตอนสุดท้ายของกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ การติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้า
ปัญหา อปุ สรรค ตลอดจนความสําเร็จ และความลม้ เหลวของโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ท่ีประกอบขึ้น
เป็นกลยุทธ์ของสถานศึกษา โดยเฉพาะการติดตามประเมินผลให้เป็นไปตามตัวช้ีวัดความสําเร็จท่ีได้
กําหนดไว้ จะตอบคําถามท่วี า่ เราจะวดั ความก้าวหนา้ และรู้วา่ เราได้ไปถงึ ทีห่ มายได้อย่างไร

กลยทุ ธ์ (Strategy) เปน็ คําทม่ี ีความหมายกว้างและมักจะใช้ในความหมายที่แตกต่างกันไป
ตามวัตถุประสงค์และบทบาทหน้าท่ีของหน่วยงาน การที่จะวางแผนกลยุทธ์ได้เหมาะสมจําเป็นนั้นต้อง
เข้าใจความหมายของคําว่าการวางแผนกลยุทธ์ให้ชัดเจน ซึ่งได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมายต่าง ๆ
กนั ดงั นี้

การวางแผนกลยุทธ์ เป็นกระบวนการกําหนดเป้าหมายระยะยาวของหน่วยงาน ( Long Range
Goals) การเลอื กวิถที าง (Means) เพอื่ ใหบ้ รรลุจุดหมายนั้น ซ่ึงการวางแผนกลยุทธ์ เป็นกระบวนการ
ท่มี ีองคป์ ระกอบดังน้ี

80

1. วเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อม
2. ระบธุ รรมชาตขิ องหนว่ ยงาน
3. กาํ หนดจดุ หมาย
4. จําแนก ประเมนิ และเลือกแนวการปฏบิ ัติสาํ หรบั หน่วยงาน
การวางแผนกลยุทธ์เป็นแผนของผู้บริหารระดับสูง มีขอบเขตเวลาระยะยาวที่เช่ือมโยงกับ
แผนปฏิบัติการซ่ึงเป็นแผนของผู้บริหารหรือแผนงานระดับล่างที่มีขอบเขตระยะเวลาส้ันกว่า แผน
กลยุทธ์โดยท่ัวไปแล้วจําแนกเป็นแผนระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น โดยมีทรัพยากรและ
เทคโนโลยีกบั กจิ กรรมท่กี ําหนดไวอ้ ย่างเฉพาะเจาะจง
สรุปได้ว่า การวางแผนกลยุทธ์ เป็นกระบวนการจัดการเกี่ยวกับภาพหรือทัศนะท่ีเกี่ยวข้องกับ
สภาพแวดล้อมทใ่ี ห้ความสําคัญกับการมองไปสู่อนาคตภายใต้การพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการใช้
ความสามารถของสถานศกึ ษาเพ่ือระดมทรัพยากรมาใช้ และการพจิ ารณาถึงทางเลือกตา่ ง ๆ อยา่ งรอบคอบ
และชัดเจนว่าจะสามารถนําสถานศึกษาไปสู่ภารกิจและเป้าหมายท่ีวางไว้ นอกจากนั้นการวางแผน
กลยุทธย์ ังเกีย่ วขอ้ งกบั การวเิ คราะหท์ กุ ปจั จัยทีค่ าดว่าจะก่อให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงในอนาคตและจะมี
ผลกระทบต่อสถานศึกษา ท้ังในแงโ่ อกาสและอุปสรรคเพ่อื จะบอกถึงทิศทางที่สถานศึกษากําหนดขึน้
ลกั ษณะพน้ื ฐานของแผนกลยทุ ธ์
1. การวางแผนกลยทุ ธ์ เปน็ ระบบการวางแผนของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมิใช่เป็นการจัดทํา
แผนดําเนินงานหรือโครงการต่าง ๆ โดยตรง แต่เป็นแนวคิดท่ีพิจารณาแผนการดําเนินงานของ
หน่วยงานท้ังหมด รวมทั้งการจัดลําดับก่อนหลังของการปฏิบัติ พิจารณาจัดสรรทรัพยากร ตลอดถึง
การพิจารณาผลกระทบที่จะมีต่อนโยบายและวัตถุประสงค์ในปัจจุบันประกอบกันไปกับการท่ีจะต้อง
พิจารณาปรับปรุงหรือเปล่ียนแปลงวัตถุประสงค์และนโยบายนั้น ๆ ที่จะยึดถือปฏิบัติสําหรับ
หน่วยงานในระยะยาวการวางแผนกลยุทธ์มีลักษณะโดยทั่วไปคือ 1) เป็นแผนระยะกลาง (Medium-
Range Plan) แบบหน่ึงท่ีครอบคลุมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดของหน่วยงาน อันหมายถึงแผนงานที่
กําหนดทิศทางและแนวทางสําหรับแผนงานและโครงการในระยะส้ันอย่างครบถ้วนท้ังหมด 2) เป็น
แผนงานตามหน้าที่ (Functional Plans) และโครงการ (Projects) ต่าง ๆ เอามารวมไว้ด้วยกัน ใน
ทิศทางเดยี วกนั เพือ่ ลดความเสยี่ งทจ่ี ะเกดิ ขึน้ กับหนว่ ยงาน 3) เปน็ แผนทมี่ ีความคิดเหน็ และเป็นท่ียอมรับ
ร่วมกันท้ังหน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานพร้อมเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นข้อจํากัด และอยู่ในฐานะท่ี
พรอ้ มจะทาํ ประโยชนจ์ ากโอกาสภายนอกทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต
สรุปได้ว่าในการวางแผนกลยุทธ์น้ันสถานศึกษาจะต้องมีกระบวนการดําเนินงาน 3
ขั้นตอน ไดแ้ ก่
1. การศึกษาสถานภาพของหน่วยงาน
2. การกําหนดทิศทางของหนว่ ยงาน
3. การกําหนดกลยทุ ธ์

81

2.4.5 การวางแผนงานการทาวิจัยในชัน้ เรยี น

เนื่องจากการวิจัยในช้ันเรียนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ครูใช้กระบวนการวิจัยในการ
แก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน จุดเน้นของการวิจัยในชั้นเรียนจึงอยู่ท่ีขั้นตอนการทําวิจัยที่จะแก้ปัญหา
หรือพัฒนาผู้เรียน ซ่ึงได้แก่การศึกษาถึงปัญหาและจุดท่ีต้องการพัฒนา ศึกษาถึงสาเหตุของปัญหา
ศึกษานวตั กรรมหรือวธิ กี ารแก้ปัญหาสร้างและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ นํานวัตกรรมการเรียนรู้ไป
ใช้แก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือปัญหาการสอนของครู ประมวลผลการแก้ปัญหา สรุปผลการ
ทดลองละเขียนรายงานเพอ่ื เผยแพร่

การวิจัยในชั้นเรียนเริ่มขึ้นที่การพบปัญหาจากข้ันการตรวจสอบของวงจรการพัฒนา
คุณภาพการจัดการเรียนรู้ ซึงครูจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียนและปัญหาท่ีเกิดขึ้นจากขั้นการ
ตรวจสอบนั้น ในกรณีทีค่ รูมขี ้อมูลของผเู้ รียนเกีย่ วกับปัญหาท่ีตรวจพบอย่างเพียงพอและมีแนวทางว่า
ควรทาํ การปรบั ปรุงไขอย่างไร ก็สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ทันทีโดยไม่ต้องทําการวิจัย แต่ถ้าหากว่าครู
ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอและยังไม่มีแนวทางท่ีจะแก้ไขปรับปรุง ก็จําเป็นต้องใช้กระบวนการวิจัยในชั้น
เรียนมาช่วยโดยการค้นหาข้อมูลอันเป็นสาเหตุของปัญหาและแนวทางแก้ไข และทําการวิจัยให้เป็น
ส่วนหนึ่งของการทํางานปกติ โดยครูอาจเร่ิมต้นด้วยงานวิจัยขนาดเล็กท่ีมุ่งแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง
เพอื่ ให้สามารถควบคุมกระบวนการวิจยั ให้อยู่ในวิสยั ที่ครสู ามารถดาํ เนินการได้

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการนํารูปแบบกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and
Development) มาแก้ปัญหาของผู้เรียน โดยพัฒนากระบวนการเกรียนรู้หรือนวัตกรรมที่เหมาะสม
กับผู้เรยี น ดังกรณตี ัวอย่างต่อไปน้ี

ในกรณีเม่ือครู พบว่า ผู้เรียนในห้องเรียนมีปัญหาด้านการเรียนรู้ในกลุ่มประสบการณ์หรือ
วชิ าใด วิชาหนง่ึ เฉพาะด้าน เช่น ทําโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ไม่ได้หรืออ่านคําท่ีมีตัวสะกดบางมาตรา
ไม่ได้ ครูอาจคิดนวัตกรรมเพ่ือแก้ปัญหาของผู้เรียนเป็นรายคน รายกลุ่มย่อย นําไปทดลองใช้หรือให้
ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น แล้วนํามาแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียน และสามารถ
แก้ปัญหาได้ การวจิ ัยแบบนีจ้ งึ เป็นการวจิ ัยจากปัญหาในช้ันเรยี นและแก้ปญั หาทนั ที่ทค่ี รพู บปัญหา

ในกรณีท่ีครูพบว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านพฤติกรรมเป็นรายคน รายกลุ่ม หรือท้ังชั้น ครูอาจ
ศึกษาผู้เรียนเป็นรายกรณี ซ่ึงอาจจะเป็นรายคน รายกลุ่ม รายช้ัน แล้วแก้ปัญหาให้ผู้เรียนจนเกิด
พฤติกรรมใหม่ทีพ่ งึ ประสงค์ทีค่ งทน ถือวา่ ครไู ด้ทําวจิ ยั เพอื่ แก้ปัญหาดา้ นพฤติกรรมของผเู้ รียนแลว้

ข้ันตอนการทําวจิ ยั ในช้ันเรยี น สามารถดาํ เนินการดงั ตอ่ ไปน้ี

1. วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดข้ึนในช้ันเรียน การวิเคราะห์สภาพปัญหาในช้ันเรียนเป็น
ขนั้ ตอนสําคัญท่ีครตู อ้ งสํารวจวา่ มอี ะไรเกดิ ขน้ึ สง่ิ นน้ั เปน็ ปญั หาหรือไม่ และหากสภาพท่ีเกิดข้ึนแสดง

82

ถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขหลายประการ ครูก็ต้องจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังของปัญหาเหล่านั้น โดย
พิจารณาจากความรนุ แรงของปัญหาวา่ ปัญหาใดควรได้รับการแก้ไขก่อน

ปัญหาท่ีจะนํามาทําการวิจัยในชั้นเรียน ควรมีความหมายและเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้
อยู่ในวิสยั ที่ครูจะเป็นผดู้ าํ เนนิ การหาคําตอบไดส้ อดคล้องกับความสนใจและความถนดั ของครผู วู้ จิ ยั

2. วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เม่ือเลือกปัญหาได้แล้วต้องวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา
เพ่ือจะได้แก้ปัญหาได้ตรงเหตุ ปัญหาจึงจะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงได้ สาเหตุของปัญหาอาจเกิดจาก
พฤติกรรมการสอน การใช้ส่ือหรือการวัดผลของครู ทัศนคติ พ้ืนฐานภูมิหลัง นิสัยหรือพฤติกรรมของ
ผู้เรียน ระดับความยากหรือปริมาณของเนื้อหาวิชา หรือบรรยากาศการเรียนรู้ท่ีไม่เอื้ออํานวย เช่น
หอ้ งเรียนคบั แคบ รอ้ น แสงสว่างไมพ่ อ แหล่งเรยี นรสู้ าํ หรบั ศกึ ษาค้นคว้าไม่เพยี งพอ เปน็ ต้น

ในกรณีที่พบว่าสาเหตุของปัญหามีหลายสาเหตุ อาจเลือกสาเหตุที่มีความสําคัญซึ่งเป็น
สาเหตุต้นตอของสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งถ้าแก้สาเหตุต้นตอได้ จะทําให้สาเหตุอื่นถูกกําจัดไปด้วย และนํา
สาเหตุทเี่ หลอื มาวิจัยต่อได้ตามชว่ งเวลาต่าง ๆ ทาํ ให้เกดิ การทาํ วิจยั ในชน้ั เรียนอยา่ งตอ่ เน่อื ง

3. ศกึ ษา หาวิธีการในการแก้ปัญหา เมื่อครูได้วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของปัญหาแล้ว
เพ่ือที่จะให้ได้แนวทางในการแกป้ ญั หา ครูตอ้ งศกึ ษาเอกสารที่เกยี่ วขอ้ ง

4. พัฒนานวัตกรรมหรือวิธีการแก้ปัญหา จากการศึกษาในขั้นที่ 3 ครูจะได้ทางเลือกใน
การแกป้ ัญหาที่เป็นไปได้ ซ่ึงครูต้องศึกษาและออกแบบหรือพัฒนานวัตกรรม วิธีการ หรือส่ือช่วยการ
เรยี นรู้ทีจ่ ะใชใ้ นการแกป้ ญั หา (เช่น เดก็ วยั รุ่นบางกลุ่ม หรือบางคน มองภาษาไทยเร่ืองการแต่งกลอน
ว่าเปน็ เร่อื งที่ครํ่าครึ ล้าสมัย ทําให้ไม่สนใจเรียน เป็นเหตุให้ไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ใน
เรื่องการแต่งกลอนได้ดีเท่าที่ควร ครูจึงศึกษาว่ามีวิธีการหรือสื่อที่ทันสมัยใดท่ีจะนํามาใช้ดึงดูดความ
สนใจของผ้เู รยี นในเร่ืองการแตง่ กลอนได้ แลว้ ครูก็พบสือ่ ทีน่ ่าสนใจชนดิ หนง่ึ คือ บทเรยี นคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน (CAI) ซึ่งเป็นสื่อทันสมัยท่ีคูคิดว่าน่าจะนํามาใช้ในการเปล่ียนทัศนคติของผู้เรียนเป็น
รายบคุ คลได้ ครจู งึ ลงมือศึกษาหลกั การ การออกแบบการเรยี นการสอน และเทคนิคทางคอมพิวเตอร์
ทจ่ี ะนํามาสร้างบทเรยี น แล้วลงมือพัฒนาบทเรยี นตามที่ออกแบบไว้ ) แลว้ ดําเนินการหาคุณภาพจาก
ผู้รู้หรือผู้เช่ียวชาญในเร่ืองน้ัน ๆ โดยนํานวัตกรรม วิธีการหรือส่ือต้นแบบที่พัฒนาข้ึนไปให้เพ่ือนครู
ศึกษานิเทศก์ หรือนักวิชาการที่เก่ียวข้องกับเรื่องท่ีศึกษา ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม และใช้
ขอ้ เสนอแนะ แลว้ นํามาปรบั ปรุงแกไ้ ข เตรียมนําไปใช้กบั ผูเ้ รยี นของตน

5. นํานวัตกรรมหรือวิธกี ารแก้ปัญหาไปใช้ ครนู าํ นวตั กรรม วิธกี ารหรอื สือ่ ท่สี รา้ งข้ึนในข้ัน
ที่ 4 ไปใชก้ บั ผูเ้ รยี นของตน โดยระบุขั้นตอนการดําเนินการอย่างชัดเจน แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น
สังเกตและบนั ทกึ พฤตกิ รรมเบื้องต้นของผู้เรียนกอ่ นใช้ เม่ือใช้เสร็จแล้วสังเกตและบันทึกพฤติกรรมอีก
ระยะหนึ่งเพื่อนําข้อมูลมาวิเคราะห์หาความเปล่ียนแปลงของผลที่เกิดข้ึน โดยครูผู้วิจัยต้องสร้าง

83

เครื่องมือหรือกําหนดวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เช่น ใช้แบบสังเกตพฤติกรรม แบบประเมิน
การปฏิบัติงาน แบบทดสอบ เป็นตน้ รวมทั้งแนวทางการวิเคราะหข์ อ้ มูล

6. ตรวจสอบและสรุปผล เมื่อรวบรวมข้อมูลได้แล้ว นําข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยอาจใช้การ
แจงนับหรือเลือกใช้สถิติที่เหมาะสม แล้วสรุปและอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูล หากยังไม่สามารถ
แก้ปัญหาได้ตามท่ตี อ้ งการ กจ็ ะต้องทําการปรับปรุงแก้ไข โดยย้อนกลับไปตรวจสอบในขั้นต่าง ๆ แล้ว
นํากิจกรรมหรือส่ือท่ีปรับปรุงแล้วไปใช้อีก จนกระทั้งสามารถแก้ปัญหาได้ตามท่ีต้องการ เขียนบน
สรุปผลการดําเนินงานต้ังแต่ชั้นที่ 1 ถึงข้ันที่ 5 ผลการวิจัยที่ได้ก็จะเป็นผลการแก้ไขปรับปรุงในวงจร
การพฒั นาคณุ ภาพการจัดการเรยี นรู้

2.4.6 การสรา้ งทมี พี่เลย้ี งในการทาวิจัย หมายถึง บคุ ลากรที่เกย่ี วข้องกับการทําวิจัยใน
ช้ันเรียน ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ท่ีให้การสนับสนุนและร่วมมือในการ
วจิ ยั ในช้ันเรียน ดา้ นการเพม่ิ พูนพื้นฐานความรู้ การค้นควา้ การแกป้ ญั หาในกระบวนการทํางานวิจัย
ในช้ันเรยี น

2.4.7 การสนับสนุนความรู้ในการวิจัย หมายถึง การสนับสนุนบรรยากาศในการ
ทํางานวิจัยในช้ันเรียน มุมเอกสาร งานวิจัยในช้ันเรียน ท่ีเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการทํางาน
วิจัยในชั้นเรียน

2.4.8 วัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณเก่ียวกับการทาวิจัยในช้ันเรียน หมายถึง
งบประมาณท่ีใช้ในการวิจัย แหล่งทุนสนับสนุน การจัดสรรงบประมาณ การจัดงบประมาณประจําปี
สาํ หรบั การวิจัย และงบประมาณสว่ นตัวของผวู้ จิ ยั

2.4.9 การเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั วจิ ัยในช้นั เรยี น

เน่ืองจากการทํางานวิจัยในช้ันเรียนเป็นกระบวนการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน
ของผู้เป็นการสร้างความรใู้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลายของครู
โดยท่ีครูแต่ละคน และผู้เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะแตกต่างกัน ผลการแก้ปัญหาของ
ครู ความรู้ท่ีครูพบจากการทําวิจัยในช้ันเรียน หรือแม้แต่นวัตกรรมที่ครูใช้และได้จากการวิจัยในชั้น
เรียนต่างก็เป็นประโยชน์สําหรับครูในกลุ่มอ่ืนท่ีพบผู้เรียนท่ีมีปัญหาเดียวกันหรือต้องการพัฒนาจะได้
เลอื กไปใช้กบั ผเู้ รยี นของตนเอง ครูไม่จําเป็นต้องหาวิธีการแก้ปัญหาของตนเองใหม่ทุกครั้ง การศึกษา
การเผยแพร่หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัยในช้ันเรียนซ่ึงกันและกัน จะทําให้ครูมีมุมมองในการ
ทํางานและการแก้ปัญหาในช้ันเรียนท่ีหลากหลายจากประสบการณ์ของความเป็นครูท่ีส่ังสมกันมา มี
ความมั่นใจที่จะคิดริเริ่มแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางของตนเองเพ่ิมข้ัน มีความภูมิใจใน
วิชาชพี ความเปน็ ครูของตนเองมากขึ้น และทีส่ ําคัญ คือ ครจู ะมีผลงานการสร้างความรู้ด้วยตนเองมาก
ข้ึน และมีฐานะของการเป็นครูท่ีใช้ความรู้ที่ตนเองสร้างขึ้นร่วมกัน มาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ใน

84

ห้องเรียนของแต่ละคนมากกว่าการนําความรู้ที่ลอกแบบหรือจํามาจากนักวิชาการหรือผู้ที่ไม่มี
ประสบการณ์การเป็นครูมาใช้สอน หรือการนํานวัตกรรมต่างประเทศมาใช้โดยไม่คํานึงถึงบริบทของ
สงั คมและวฒั นธรรมไทย

การเผยแพรผ่ ลงานวจิ ยั วจิ ยั ในช้ันเรียน

การเผยแพร่งานวิจัยในช้ันเรียนของครูสามารถทําได้หลายลักษณะ ซึ่งในที่น้ี ขอ
จําแนกเปน็ 2 ส่วน คอื สว่ นของครูที่ทาํ วจิ ยั ในชั้นเรียนและสว่ นของหนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ ง

1. ส่วนของครูที่ทํางานวิจัยในชั้นเรียน ครูที่ทํางานวิจัยในช้ันเรียนสามารถ
เผยแพร่งานวจิ ัยของตนเองไดห้ ลายทาง เชน่

1.1 การเผยแพร่โดยใช้เอกสาร สิ่งพิมพ์ เช่น การส่งรายงานการวิจัยในชั้น
เรยี นของตนเองให้ผทู้ ี่สนใจแก้ปัญหาการจดั การเรียนรู้ หรือการปรับพฤติกรรมของผ้เู รียนร่วมกนั

1.2 เขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนใหม่ให้เป็นรูปแบบของบทความหรือ
เรื่องเล่าหรือการเล่าประสบการณ์ เพื่อส่งไปเผยแพร่ทางวารสาร ทางรายการวิทยุหรือโทรทัศน์เพื่อ
การศกึ ษา หรอื คอลัมน์ท่เี กยี่ วกับงานทางการศกึ ษาหรือทางวิชาการตา่ ง ๆ

1.3 การสร้างเครือข่ายเพื่อนครูนักวิจัยในชั้นเรียน เพ่ือช่วยเหลือ
แลกเปลย่ี นความรแู้ ละประสบการณใ์ นการวจิ ัยในชั้นเรียนร่วมกัน

2. ส่วนที่เป็นหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น หน่วยงานต้นสังกัดระดับโรงเรียน กลุ่ม
โรงเรียน อําเภอ จังหวัด กรม กระทรวง สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ รวมท้ังหน่วยงานภาคเอกชน เช่น
องคก์ รพฒั นาเอกชนท่ีสนใจการพฒั นาการศึกษา ชมรมที่เก่ียวข้องกับการศึกษา ควรให้การสนับสนุน
การวิจัยในชั้นเรียนของครู โดยการจดั เวทีให้ครไู ด้เผยแพรง่ านวิจัยในชั้นเรียนของตนเองโดยการจัดให้
มกี จิ กรรมต่าง ๆ เชน่

2.1 การเสวนาเชิงวชิ าการกลุ่มเล็กในพื้นที่เพื่อให้ครูนําผลงานการวิจัยในช้ัน
เรยี นของตนเองมาแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ประสบการณก์ ารทํางานและการทาํ วิจยั ในชนั้ เรยี นร่วมกนั

2.2 จัดประชุมเชิงวิชาการเพ่ือการนําเสนอผลงานการวิจัยในช้ันเรียน เป็น
เร่อื งเฉพาะด้าน หรอื เปน็ ระดับชน้ั หรอื นาํ เสนอรวมกนั ทงั้ หมด การนาํ เสนอเฉพาะดา้ น เชน่

2.2.1 ด้านการศึกษาผเู้ รียนเปน็ รายกรณีและการปรับปรุงแก้ไข
2.2.2 ดา้ นการพฒั นาการเรียนรู้กลุ่มวิชาต่าง ๆ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์
ศิลปะ สุขศึกษาและพลศึกษา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพ และ
เทคโนโลยี ภาษาตา่ งประเทศ เปน็ ตน้
2.2.3 การนําเสนอเป็นระดับชั้น เช่น ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา
ระดับมัธยมศกึ ษา ระดับอาชีวศึกษา

85

2.3 การจัดตั้งศูนย์หรือสถาบันการพัฒนาการทําวิจัยในช้ันเรียนเพ่ือเป็น
ศนู ยก์ ลางการพฒั นางานวิจยั ในช้นั เรียนของครู และเปน็ แหลง่ เผยแพร่งานวิจัยในชั้นเรียนของครู โดย
ครูท่ีทําผลงานการวิจัยสามารถส่งงานมาเผยแพร่ในศูนย์หรือสถาบันแห่งน้ี ในขณะเดียวกันครูที่
ต้องการศึกษางานวิจัยในชั้นเรียนก็สามารถมาศึกษาที่ศูนย์หรือสถาบันแห่งนี้ได้ โดยอาจจัดทําเป็น
ศูนย์หรือสถาบนั ในระดบั กลุม่ โรงเรยี น อําเภอ จงั หวดั หรือระดับชาตกิ ็ได้

2.4.10 การสร้างแรงจูงใจ
แนวคิดเกย่ี วกับความพึงพอใจ
แนวคิดเก่ียวกับความพึงพอใจได้รับความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากถึง
ความสําคัญต่อระบบการบริหารในตอนกลางศตวรรษท่ี 20 ซึ่งอยู่ในยุคของการบริหารเชิงมนุษย์สัมพันธ์
(Human Relations Approach) การบริหารในยุคดังกล่าวเน้นลักษณะเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ความตอ้ งการของบุคคล (Human Need)
ความหมายของความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจหรือความพอใจท่ีนิยมใช้โดยทั่วไปน้ัน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Satisfaction
ความพงึ พอใจเปน็ สภาวะทางอารมณ์หรือความรู้สึกทางอารมณ์ของบุคคลที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม
ของงานในด้านความพอใจว่าชอบมากหรือน้อยเพียงใด และความพึงพอใจเป็นปัจจัยที่สําคัญประการ
หนึ่งท่ีมีผลต่อความสําเร็จของงานบรรลุเป้าหมายท่ีวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นผลจากการได้รับ
การตอบสนองต่อแรงจูงใจ หรือความต้องการของบุคคลในแนวทางที่เขาประสงค์ ได้มีผู้ให้
ความหมายของความพึงพอใจแตกต่างกนั ในบางประเดน็ ดงั สรปุ ได้ตอ่ ไปนี้
บัณฑิต แท่นพิทักษ์ (2540 : 32) กล่าวว่า ความพึงพอใจในงาน หมายถึง ความรู้สึกของ
ปจั เจกบคุ คลที่มีต่องานของตน ซึ่งเกดิ จากการประเมินงานหรือประสบการณ์ในการทํางานของบุคคล
นั้น และมักเกี่ยวข้องกับคุณค่าและความคาดหวังของแต่ละบุคคลว่าจะพึงพอใจในงานเพียงใด
อย่างไรกต็ ามระดบั ความคาดหวังของบุคคลก็แปรเปลย่ี นอยูเ่ สมอ
Beact (1965 : 379) กล่าวว่า ความพึงพอใจร่วมกันของคนทํางานแต่ละคนท่ีได้รับผล
จากงานของเขา จากเพ่ือนร่วมงาน จากผู้บังคับบัญชา จากหน่วยงานและสิ่งแวดล้อม ซ่ึงส่ิงต่างๆ
เหล่าน้ีจะมีส่วนสัมพันธ์กับบุคลิกลักษณะของความปลอดภัย ความพึงพอใจและความสุขกายสบายใจ
ของผปู้ ฏบิ ัติงาน
Woleman (1973 : 384) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกมีความสุขเมื่อ
ไดร้ ับความสาํ เร็จตามความมุ่งหมาย ความตอ้ งการ หรอื แรงจูงใจ
จากความหมายของความพึงพอใจที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพ
ความรู้สึกหรือทัศนคติในทางท่ีดีของบุคคลที่มีต่อการให้บริการด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการที่ผู้ใช้
ได้เปรียบความคาดหวังของตนกับการได้รับบริการความพึงพอใจน้ี อาจเกิดจากการได้รับบริการ
ตามท่ีคาดหวัง มากกว่าท่ีคาดหวังหรือน้อยกว่าท่ีคาดหวังและอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับ
ระยะเวลาหรือสภาพแวดลอ้ ม

86

จากความหมายของความพึงพอใจ มีทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับความพึงพอใจทั้งส่วนที่เป็น
พฤติกรรมการกระทํา จิตใจ มีอยู่มากมายเช่น ทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg ทฤษฎีการจูงใจ
ของ Maslow ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของ McGregor ทฤษฎี Z ทฤษฎีE.R.G ของAlderfer และทฤษฎี
การจงู ใจในผลสัมฤทธ์ิ ของ McClelland เป็นต้น

ทฤษฎีการจูงใจของ Herzberg (Herzberg’s The Motivator Dissatisfaction
Theory)

Herzberg (1959 : 113-115) ได้ศึกษาเก่ียวกับเจตคติต่อการทํางานของวิศวกรและนักบัญชี
แลว้ สรุปไดว้ า่ คนทปี่ ฏบิ ตั งิ านได้ผลดีมปี ระสทิ ธภิ าพไดน้ น้ั ย่อมขึ้นอยู่กบั ความพงึ พอใจของผู้ปฏิบัติงาน
ซ่ึง Herzberg ได้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนในการทํางาน คือ ความต้องการประการแรกเป็น
ความต้องการหลีกเล่ียงความไม่พึงพอใจสภาพแวดล้อมของงาน เรียกว่า ปัจจัยคํ้าจุน ความต้องการ
ประการที่สอง เป็นความต้องการที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องใช้ความสามารถของเขาแสวงหาความก้าวหน้า
เรยี กวา่ ปจั จัยเกอ้ื หนุน ซ่ึงปัจจยั เหล่าน้สี ามารถจาํ แนกองค์ประกอบไว้ ดังนี้

1. ปัจจัยเกื้อหนุน เป็นปัจจัยที่ทําให้เกิดความพึงพอใจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
แรงจูงใจภายในท่เี กิดจากงานที่ทํา ได้แก่

1.1 ความสําเร็จในการงาน หมายถึง ความรู้สึกพึงพอใจ และปลาบปลื้มใน
ผลสําเร็จของงานเม่ือเขาได้ทํางานหรือสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นผลสําเร็จ ปัจจัยนี้นับว่าเป็น
ปัจจัยท่ีมคี วามสําคัญท่สี ุด

1.2 การยกย่องนบั ถือ หมายถงึ การไดร้ ับการยกยอ่ ง
1.3 ลักษณะของงาน หมายถึง ลักษณะงานท่ีน่าสนใจและท้าทายความสามารถ
งานทตี่ ้องใช้ความคดิ ประดิษฐค์ ิดคน้ หาสิ่งใหม่ๆ แบบใหม่ๆ ทําให้ผปู้ ฏบิ ตั ิงานเกดิ ความพึงพอใจ
1.4 ความรับผิดชอบ หมายถึง การท่ีผู้บังคับบัญชาให้โอกาสแก่ผู้ทํางานได้
รับผดิ ชอบตอ่ การทํางานของตนอย่างเตม็ ท่ี โดยไม่จําเปน็ ต้องตรวจสอบหรอื ควบคมุ มากจนเกินไป
1.5 ความกา้ วหน้า หมายถงึ การไดร้ บั เล่ือนเงนิ เดือนหรือตําแหน่งให้สูงข้ึนรวมถึง
โอกาสที่จะได้เพิม่ พูนความรู้ ความสามารถในการทํางานเพือ่ เจรญิ ก้าวหน้าในการทํางาน
ปัจจัยเกื้อหนุนนี้ Herzberg เชื่อว่าเป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์ทํางานหนักขึ้น
กําหนดให้บคุ คลมที ่าทแ่ี ละความร้สู ึกต่องานท่ีทํา ปัจจัยนท้ี าํ ใหบ้ คุ คลเกดิ ความพงึ พอใจ
2. ปัจจัยค้ําจุน ปัจจัยนี้เป็นสิ่งท่ีทําให้เกิดความไม่พึงพอใจ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ
สง่ิ แวดลอ้ มภายนอก เปน็ แรงจูงใจภายนอกท่เี กดิ จากสภาวการณท์ ํางาน ไดแ้ ก่
2.1 นโยบายและการบริหาร หมายถึง การทํางานซ้ําซ้อนกัน การแก่งแย่งอํานาจ
และการดาํ เนนิ การทขี่ าดความเป็นธรรม ตลอดจนการบริหารงานท่ีไรป้ ระสทิ ธภิ าพ
2.2 วิธีการบังคับบัญชา หมายถึง ผู้บังคับบัญชาขาดความรู้ความสามารถในการ
ปกครอง มอี คติ ไมย่ ตุ ิธรรม รวมท้งั ไมส่ ามารถเป็นผู้นําทางวชิ าการและเทคโนโลยใี ด
2.3 สัมพันธภาพกบั ผู้บงั คบั บญั ชา หมายถึง ผู้บังคับบัญชาไม่มีมนุษยสัมพันธ์ วาง
ตนสูงและไม่ให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกบั ผู้รว่ มงาน

87

2.4 สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน หมายถึง การที่ต่างคนต่างทํางานโดยไม่คํานึงถึง
มิตรภาพ มกี ารแขง่ ขนั ชิงดีชิงเดน่ และเอาตัวรอดโดยการทับถมผ้อู ืน่

2.5 สภาพการทํางาน หมายถึง สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในการทํางานไม่เหมาะสม เช่น
สถานที่ตงั้ หนว่ ยงานไม่ดี ไม่มอี ปุ กรณ์อาํ นวยความสะดวกในการทํางาน ปริมาณงานมมี ากหรือนอ้ ยเกินไป

2.6 รายได้ หมายถึง เงินเดือนท่ีได้รับอยู่ปัจจุบันรวมท้ังค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ
เดนิ ทาง ค่าชว่ ยเหลือบุตร ค่ารกั ษาพยาบาล ค่าเบ้ียกันดาร เงินตอบแทนประเภทอ่ืนๆ ทีพ่ งึ จะไดร้ บั ตามสิทธิ

จากท่ีกล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า ผู้บริหารของหน่วยงานใดประสงค์จะทําให้หน่วยงานน้ัน
เป็นท่ีดึงดูดใจให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถอยากเข้ามาร่วมทํางาน จําเป็นต้องเสริมสร้างให้มีปัจจัยค้ําจุน
อย่างเพียงพอ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดหาให้มีปัจจัยเก้ือหนุนข้ึน เพ่ือทําให้ผู้ร่วมงานเกิดความรู้สึก
พึงพอใจในหน้าท่ีการงาน อันจะมีส่วนช่วยใหเ้ ขาทํางานและมีความขยันขันแข็งในการทํางานย่งิ ขน้ึ

2.5 ปจั จยั เกีย่ วกับครู

2.5.1 ความรใู้ นระเบียบวธิ ีการวจิ ยั

ความรู้เกีย่ วกบั การวิจัย ความรู้ความสามารถและทักษะในการวิจัยน้ันนับว่าเป็น
ปจั จัยสําคญั ย่งิ ปัจจยั หนึ่งต่อการทําวจิ ยั ของครู ซ่งึ นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นและอธิบายถึง
ปัจจัยด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการวิจัยท่ีมีผลต่อปริมาณงานวิจัย อาทิ สุภางค์ จันทวานิช
(2528 : 47 – 49) ได้กล่าวว่าบรรยากาศที่เก้ือกูลให้การวิจัยลุล่วงไปด้วยดีนั้น นักวิจัยจะต้องมีความ
รอบรู้ มีความสามารถเก่ียวกับการวิจัย มธุรส รุจิรวัฒน์ (2532 : 94) ให้ความเห็นว่าการวิจัยท่ีจะ
ได้ผลดีนั้นจะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งความรู้ความสามารถในการวิจัยนับเป็น ปัจจัยหน่ึงด้วย
อสัมภินพงษ์ ฉัตราคม (2529 : 82 – 87) ได้สอบถามถึงสาเหตุสําคัญท่ีบุคลากรมหาวิทยาลัย
รามคําแหงไม่ทําการวิจัย พบว่า มีสาเหตุมาจากการขาดความรู้เก่ียวกับการวิจัย ส่วน สุธีระ
ทานตวนิช (2519 : 81 – 86) ได้ศึกษาบทบาททางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทร
วิโรฒ บางแสน พบว่า อาจารย์ส่วนมากไม่ได้ทําวิจัย มีเพียงร้อยละ 12.83 เท่าน้ัน ที่ทําวิจัย ซึ่ง
ปัจจัยท่ีเป็นอุปสรรคของการทําวิจัยปัจจัยหน่ึงก็คือการขาดความรู้และทักษะในการทําวิจัย ส่วน
อํานวย ถาวร (2526 : 59 – 60) ได้ศึกษาปัญหาและความต้องการด้านการวิจัยของอาจารย์
วทิ ยาลัยครูภาคกลาง ไดผ้ ลสรปุ คลา้ ยกับผลการวิจยั ของ มานดิ า เพชรรัตน์ (2529 : 90 – 92) ท่ีได้
ศึกษาเรื่องเดียวกันนี้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยในภาคใต้ พบว่า อาจารย์มีปัญหาในการทําวิจัยด้าน
ความรู้เกีย่ วกับการวิจยั

จากการประมวลเอกสารและวานวิจัยดังกล่าวข้างข้น สรุปได้ว่า ความรู้ความสามารถ
เกี่ยวกับการวิจัยเป็นปัจจัยหนึ่งของปัจจัยพ้ืนฐานในการทําวิจัยท่ีส่งผลต่อการทําวิจัยในชั้นเรียนของ
ครู

88

2.5.2 ทศั นคติเกีย่ วกับการทาวิจัยในช้ันเรยี น

ทัศนคตเิ ป็นสิ่งท่ีเกิดจากการเรียนรู้ในการท่ีจะตอบสนองในลักษณะที่ชอบหรือไม่
ชอบส่ิงใดส่ิงหนึ่ง การชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจสิ่งใดส่ิงหน่ึงอาจก่อให้เกิดความพร้อมท่ีจะ
กระทําพฤติกรรมนั้น หากมองในแง่ของการทําวิจัยของครูประถมศึกษาก็เช่นเดียวกัน ทัศนคติเป็น
ปจั จยั หน่งึ ทีเ่ ปน็ ตวั กําหนดใหค้ รูทาํ หรอื ไมท่ ําวิจัยไดเ้ ชน่ กัน

ทฤษฎีเกี่ยวกับทัศนคติที่ได้รับการยอมรับมากท่ีสุดทฤษฎีหน่ึงในปัจจุบัน คือ
ทฤษฎีการกระทําด้วยเหตุผลของฟิชบายน์และไอเซ้น (Fishbein & Ajzen’s Theory of
Reasoned Action) ที่ว่า พฤติกรรมส่วนมากอยู่ภายใต้การควบคุมของเจตนาของบุคคล เจตนาเชิง
พฤติกรรมของบคุ คลเป็นตวั กําหนดท่ีใกล้ชิดกับการกระทํา เจตนาเชิงพฤติกรมนี้ขึ้นอยู่กับตัวกําหนด
อีก 2 ตวั คอื ทศั นคติตอ่ พฤติกรรม ซ่ึงได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับผลของการกระทําและการประเมินผล
ของการกระทําและปทัสถานทางสังคม ซึ่งได้แก่ ความเชื่อเก่ียวกับทัศนะของกลุ่มอ้างอิง ต่อการ
กระทําของตนและแรงจูงใจทจ่ี ะคลอ้ ยตามกลุ่มอ้างอิง (Vielle. 1981 : 313 อ้างใน สมใจ จิตพิทักษ์,
2532 : 41) ทัศนคติเป็นปัจจัยทางจิต ลักษณะท่ีสําคัญและได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวกําหนด
พฤติกรรมมนุษย์ที่สําคัญอย่างหน่ึง ซึ่งทัศนคติสามารถเป็นตัวกําหนดพฤติกรรมได้แม่นยําหว่าจิต
ลักษณะอื่น ๆ เพียงแค่รู้ว่าเขามีทัศนคติอย่างไรก็จะสามารถสรุปพฤติกรรมต่าง ๆ ของเขาได้ (ดวง
เดือน พนั ธุมนาวิน, 2529 : 159) ทศั นคตทิ าํ ใหเ้ ราสามารถพจิ ารณาตัดสินสาเหตุของพฤติกรรมของ
บุคคลท่ีมีต่อบุคคลอื่นหรือสิ่งอ่ืน ๆ ได้และยังช่วยให้อธิบายถึงความคงเส้นคงวาในพฤติกรรมของ
บุคคลได้ (Oscamp, 1977 อ้างใน ถวิล ธาราโภชน์, 2532 : 47) โดยที่แนวโน้มในการแสดงออก
ของบคุ คลจะเป็นอยา่ งไรนน้ั ขึ้นอยกู่ บั ทศั นคติของคนนน้ั ๆ (ธีรศกั ดิ์ กาํ บรรณารกั ษ,์ 2532 : 2)

สําหรับความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับการวิจัยนั้น ได้มีนักวิชาการกล่าวถึง
ดังเช่น จรัส สุวรรณเวลา และคณะ (2534 : 62) กล่าวว่า ปัญหาท่ีสําคัญประการหน่ึงท่ีสร้าง
อุปสรรคต่อการพัฒนางานวิจัย ก็คือ เจตคติของผู้ทําการวิจัย พีรวัฒน์ วงษ์พรม (2533 : 42) ได้
เสนอแนะว่า การสร้างแรงจูงใจในการทํางานวิจัยให้เกิดขึ้นได้กับบุคลากรในหน่วยงานเป็นปัจจัยที่
สําคัญอีกประการหน่ึงในการกระตุ้นให้ครูผู้ทําวิจัยได้ทําวิจัยในหน่วยงานและได้แบ่งแรงจูงใจในการ
ทําวิจัยออกเป็น 2 ประเภท คือ แรงจูงใจภายใน อันได้แก่ การสร้างทัศนคติท่ีดีต่อการทําวิจัยซ่ึงถือ
เป็นองค์ประกอบที่สําคัญ และแรงจูงใจภายนอก ได้แก่ สิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ รวมทั้ง
ผลตอบแทนท่ีชว่ ยให้เกิดความภาคภูมิใจ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามแรงจูงใจภายใน อันได้แก่ ทัศนคติ
ท่ีดีต่อการทําวิจัยนั้นเป็นแรงจูงใจที่ให้ประสิทธิผลย่ังยืน ส่วนแรงจูงใจภายนอกเป็นเพียงการทํางาน
เพื่อรางวัลหรือผลตอบแทนที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น การส่งเสริมการทําวิจัยจึงควรเร่ิมและเน้นท่ีแรงจูงใจ
ภายในดงั กลา่ ว ซงึ่ กค็ ือ ทศั นคติต่อการทําวิจัยนั่นเอง (พัวทยา สายหู, 2522 : 2 อ้างใน วันทนา ชู
ชว่ ย, 2533 : 20) และจากการศึกษาของ สมใจ จิตพทิ ักษ์ (2532) และ อมรา นาวารวงศ์ (2538)

89

ท่ีได้ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลิตภาพการวิจัย ได้ผลสรุปที่สอดคล้องกัน คือ ทัศนคติต่อการผลิต
งานวิจยั มคี วามสมั พนั ธก์ ับผลติ ภาพการวิจยั

จากเหตุผลและการศึกษาดังกล่าว สรุปได้ว่า ครูที่มีทัศนคติท่ีดีต่อการทําวิจัย
มองเห็นความสําคัญและประโยชน์ของการวิจัยจะมีความพร้อมในการทําวิจัยมากกว่าครูท่ีมีทัศนคติ
ไม่ดีต่อการทําวิจัย ดังน้ัน ทัศนคติต่อการทําวิจัยจึงน่าจะเป็นปัจจัยหน่ึงที่มีผลต่อการทําวิจัยของครู
ประถมศกึ ษาปัจจัยหนงึ่ ด้วย

2.5.3 ทกั ษะการทางานวิจัยในช้ันเรียน เป็น ความสามารถของผู้วิจัยในการดําเนินการ
วิจัย การวางแผน การสร้างเครื่องมือการวิจัย การตรวจสอบเอกสาร การวิเคราะห์สภาพปัญหา การ
วิเคราะหข์ อมลู รวมถงึ การเขียนรายงานการวจิ ยั

2.5.4 แรงจูงใจในการทางานวจิ ัยในช้ันเรยี น

การจูงใจมีลักษณะเป็นนามธรรม เป็นวิธีการท่ีจะชักนําพฤติกรรมของบุคคลให้
ประพฤตปิ ฏบิ ัติตามวัตถุประสงค์ พฤตกิ รรมของบุคคลจะเกดิ ข้ึนได้ต้องมีแรงจูงใจ ด้วยเหตุน้ีการจูงใจ
จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าหรือสิ่งจูงใจ จึงกล่าวได้ว่าการจูงใจ หมายถึง ความพยายามท่ีจะชัก
จงู ใหบ้ ุคคลแสดงออกหรือปฏิบัตติ ่อส่งิ จงู ใจ ซ่ึงมไี ด้ท้ังภายในและภายนอกตัวบุคคลในการทําวิจัยครั้ง
น้ีผู้วิจัยได้เลือกทําการศึกษาเก่ียวกับส่ิงจูงใจภายนอกตัวบุคคล 5 ปัจจัย ได้แก่ รายได้
ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ลักษณะงาน เพ่ือนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชา ซึ่งผู้วิจัยจะขอ
กล่าวถึงรายละเอยี ดของแตล่ ะปัจจยั ดงั น้ี

รายได้ รายได้นบั ว่าเปน็ สง่ิ จูงใจภายนอกท่เี ป็นส่ิงกระตุ้นให้บุคคลเกิดแรงจูงใจใน
การทํางานปัจจัยหน่ึง ดังเช่น ศรีรัช เกตุเมือง (2536 : 17) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจใน
การทํางานวา่ เงนิ เดือนและความม่ันคงของเงินเดือนเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีทําให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการ
ทาํ งาน สรุ ัชต์ มหัทธนทวี (2538 : 23) ได้กลา่ วว่า เงินเป็นส่ิงจูงใจท่ีเป็นวัตถุและเป็นเครื่องกระตุ้น
ให้บุคคลเกิดแรงจูงใจในการทํางานปัจจัยหน่ึง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์เบิร์ก
(Herberg, 1959 : 60 – 63) อา้ งใน กฤษณา ศักดศ์ิ รี, 2543 : 388 – 389) ท่ีกล่าวถึงปัจจัยที่ช่วย
จูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานทํางานได้อย่างเต็มที่ประกอบด้วยปัจจัย 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยกระตุ้นและปัจจัย
คํ้าจุน ซ่ึงเงินเดือนและค่าจ้างเป็นองค์ประกอบหนึ่งของปัจจัยคํ้าจุนท่ีจะทําให้บุคคลเกิดแรงจูงใจใน
การทํางาน

ความก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน ความก้าวหน้าในหน้าท่ีการงานเป็นปัจจัยสําคัญ
ปจั จัยหนง่ึ ทจ่ี ะทําให้บคุ คลเกิดแรงจงู ใจในการทํางาน ดังเช่น สมยศ นาวีการ (2533 : 221) ได้กล่าว
ว่า การเล่ือนตําแหน่งมีผลต่อแรงจูงใจในการทํางาน ทําให้บุคคลมีความรับผิดชอบและได้รับผลตาม
แทนท่สี ูงขึ้น เชน่ เดียวกับ ศรีรชั เกตเุ มอื ง (2536 : 17) ท่ีกล่าวว่า โอกาสก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน


Click to View FlipBook Version