ง
หลกั สตู รสถานศกึ ษา
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
พุทธศกั ราช ๒๕๖๕
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
โรงเรยี นวดั หนงั
สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษากรงุ เทพมหานคร
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
ก
ประกาศโรงเรียนวดั หนัง
เร่อื ง ให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวดั หนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
………………………………………………….
อนุสนธิตามคาสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ เร่ือง ให้ใช้มาตรฐานการเรียนรู
และตัวช้ีวัด กลุ่มสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สั่ง ณ วันท่ี ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกอบคาสั่งสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ ๓๐/๒๕๖๑ เรื่อง ให้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานการเรียนรูและตัวช้ีวัด
กลุ่มสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ส่ัง ณ วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๑ ประกอบคาส่ังสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ท่ี ๙๒๑/๒๕๖๑ เร่ือง ยกเลิกมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด
สาระที่ ๒ การออกแบบและเทคโนโลยแี ละ สาระที่ ๓ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในกลุ่มสาระ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และ
เปลี่ยนชื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่ัง ณ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ น้ันอาศัยอานาจตามความใน
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดให้สถานศึกษามีหน้าท่ีสาคัญใน
การพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนและดาเนนิ การใช้หลักสูตร การเพมิ่ พูนคุณภาพหลักสูตรด้วย
การวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรจัดทาระเบียบการวัดและประเมินผล โดยพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สภาพปัญหาในชุมชนและ
สังคม ภูมิปัญญาทองถ่ิน และความต้องการของผู้เรียน โดยทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนจึงไดพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ตามคาส่ังกระทรวงศึกษาธิการและคาสั่งสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐานเปน็ ทเี่ รยี บร้อยแลว
ท้ังนี้หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั หนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา
ข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
เมื่อวนั ที่ ๒ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ จงึ ประกาศให้ใช้หลกั สูตรสถานศึกษาต้งั แตบ่ ดั น้เี ป็นตน้ ไป
ประกาศ ณ วนั ที่ ๒ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
ลงชือ่ ลงชอื่
(นายนันทพล เสริมพล) (นางขนบภรณ์ แก้วคงคา)
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พนื้ ฐานโรงเรียนวดั หนัง ผู้อานวยการโรงเรียนวัดหนัง
ข
คานา
หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พุทธศักราช ๒๕๖๕
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ของโรงเรียน
วัดหนัง จัดทาข้ึนโดยยึดแนวทางตามสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของ
กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัดชั้นปี สาระการเรียนรู้แกนกลาง สมรรถนะ
หลัก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาวเิ คราะหเ์ พื่อจดั ทาหลักสูตรแตล่ ะระดบั ช้ัน ซึ่งประกอบดว้ ย คาอธิบาย
รายวิชา โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล เพอื่ ให้สอดคล้องตามกรอบหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ และพัฒนาผเู้ รยี นใหเ้ ตม็ ตามศักยภาพ
คณะกรรมการจัดทาหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอขอบคุณคณะ
ผ้บู รหิ าร ซึ่งไดก้ รุณาอานวยความสะดวก แนะนา ชแี้ จง ตรวจทาน แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมทัง้ คณะครู
และบุคลากรทุกคนที่มีส่วนร่วมในการจัดทาหลักสูตรฉบับน้ีให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซ่ึงจะเป็นแนวทางในการ
จัดกระบวนการเรียนรู้ใหเ้ ป็นไปตามตัวช้ีวดั และจุดมงุ่ หมายในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพต่อไป
คณะกรรมการกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนวดั หนงั
ค
สารบญั หน้า
ก
ประกาศโรงเรยี นเรือ่ งให้ใชห้ ลกั สตู ร ข
คานา ค
สารบัญ ๑
๒
สว่ นนา ................................................................................................................. ๓
วสิ ยั ทศั น์ ............................................................................................................. ๓
หลักการ ............................................................................................................... ๔
จดุ หมาย ............................................................................................................... ๕
เปา้ หมาย / จดุ เน้น .............................................................................................. ๗
สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น ................................................................................... ๘
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ .................................................................................... ๙
คา่ นยิ มหลักของคนไทย ๑๒ ประการ ................................................................... ๑๑
โครงสร้างเวลาเรยี น ............................................................................................. ๑๔
- กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี................................................. ๑๗
- สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ .......................................................................... ๒๕
- คณุ ภาพผู้เรยี น ................................................................................................
- ตัวชีว้ ัดและสาระการเรียนรู้ ............................................................................. ๙๐
คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ๙๑
- ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๑ .................................................................................... ๙๒
- ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ ................................................................................... ๙๓
- ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ................................................................................... ๙๕
- ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ ................................................................................... ๙๗
- ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๕ ...................................................................................
- ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ ................................................................................... ๙๙
โครงสรา้ งรายวิชา ๑๐๐
- ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ .................................................................................... ๑๐๑
- ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๒ ...................................................................................
- ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ ...................................................................................
ง
สารบัญ หน้า
๑๐๒
- ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ ................................................................................... ๑๐๓
- ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๕ ................................................................................... ๑๐๕
- ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ ................................................................................... ๑๐๖
- แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ ............................................................ ๑๑๙
อภธิ านศพั ท์ .......................................................................................................... ๑๒๘
บรรณานุกรม ............................................................................................................. ๑๓๐
คณะผู้จดั ทา ...............................................................................................................
๑
สว่ นท่ี ๑ ส่วนนา
๑.๑ ความนา
จากการทบทวนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นาไปสูการพัฒนา
มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรูคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์
ในกลุ่มสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ให้มีความเหมาะสม
สอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมและความรูทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีท่ีเจริญก้าวหน้าเป็นการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพ่ิมขีด ความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศ การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรูให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับ
สากล สอดคลองกับประเทศไทย ๔.๐ โลกในศตวรรษที่ ๒๑ และทัดเทียมกับนานาชาติผู้เรียนมีศักยภาพใน
การแข่งขันและดารงชีวิตอย่างสร้างสรรค์ในประชาคมโลก ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียน
จงึ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดว้ ยการวางแผนและดาเนินการใช้หลักสูตร การเพ่ิมพนู คุณภาพหลักสูตรด้วย
การวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงหลักสูตร จัดทาระเบียบการวัดและประเมินผล สอดคล องกับหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน สภาพในชุมชนและสังคม ภูมปิ ัญญาท้องถิ่นและความต้องการของผู้เรียนโดย
ทกุ ภาคส่วน
โรงเรียนวัดหนัง จึงได้ทาการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดหนัง พุทธศักราช
๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน ให้มีกระบวนการนาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ โดยมีการกาหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้ีวดั โครงสร้างเวลา
เรียน ตลอดจนเกณฑ์การวัดประเมินผลให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้
โรงเรยี นสามารถกาหนดทิศทางในการจัดทาหลกั สตู รการเรียนการสอนในแต่ละระดบั ตามความพร้อมและ
จุดเน้น โดยมีกรอบแกนกลางเป็นแนวทางท่ีชัดเจนเพ่ือตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มีความพร้อม
ในการกา้ วสสู่ งั คมคุณภาพ มคี วามรอู้ ยา่ งแทจ้ รงิ และมที กั ษะท่จี าเปน็ ในศตวรรษท่ี ๒๑
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดที่กาหนดไว้ในเอกสารนี้ ช่วยทาให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องในทุก
ระดับเห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะสามารถช่วย
ให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างม่ันใจ ทาให้
การจัดทาหลักสูตรในระดับสถานศึกษามีคุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งข้ึน อีกท้ังยังช่วยให้เกิด
ความชัดเจนเร่ืองการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา
ดังน้ันในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนกระท่ังถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพ
ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดที่กาหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน รวมทั้ง
๒
เป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับ
การศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน
การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานจะประสบความสาเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ ทุกฝ่าย
ท่ีเกี่ยวข้องท้ังระดับชาติ ชุมชน ครอบครัว และบุคคลต้องร่วมรับผิดชอบ โดยร่วมกันทางานอย่างเป็น
ระบบ และต่อเนื่อง ในการวางแผน ดาเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข
เพ่อื พฒั นาเยาวชนของชาตไิ ปสคู่ ณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู้ที่กาหนดไว้
๑.๒ วิสัยทศั น์หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวัดหนงั
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดหนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนเป็นบุคคล แห่งการเรียนรู้ และ
เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลทั้งร่างกาย มีความรู้คู่คุณธรรม มีความเป็นผู้นาของสังคมมีจิตสานึกในความ
เป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นในการปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานสามารถใช้นวัตกรรม
และเทคโนโลยีรวมทั้งเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาในการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตโดย
มุ่งเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคัญบนพน้ื ฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ
เป้าประสงค์หลักสตู ร (Corporate objective)
๑. เพือ่ ให้ผ้เู รยี นทุกคนไดร้ ับการปลกู ฝงั คุณธรรม จริยธรรม มคี ุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
มีคา่ นิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการ มกี ารพัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีทกั ษะทจี่ าเป็นในศตวรรษที่ ๒๑
มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดี นาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางการดาเนินชีวิต
เป็นผู้นาท่ีดีของสังคมและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพ่ือก ารเรียนรู้และการสื่อสาร อย่าง
หลากหลาย ผเู้ รียนมีศกั ยภาพเปน็ พลโลก (World Citizen)
๒. เพอ่ื ให้ครูและบุคลากรทกุ คนมที ักษะวชิ าชพี ในการพัฒนาการเรียนการสอนและใช้นวตั กรรม
เทคโนโลยที ีท่ ันสมัยยกระดบั การจัดการเรียนการสอนให้มีคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา
๓. เพอื่ ใหก้ ารใชง้ บประมาณและทรพั ยากรของทุกหนว่ ยงานเป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ลสงู สดุ
วสิ ยั ทศั น์โรงเรยี น
องค์กรแห่งการเรยี นรู้ เชดิ ชูคุณธรรม วถิ พี ุทธชั้นนา นอ้ มนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สู่สงั คมการมสี ว่ นร่วม และอนุรกั ษส์ งิ่ แวดล้อม
๓
หลกั การ
หลักสูตรโรงเรียนวัดหนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีหลกั การทส่ี าคญั ดงั นี้
๑. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ
๒. เป็นหลักสูตรที่มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนานักเรียนให้
มคี ุณภาพตามมาตรฐานการศึกษามคี วามรู้ ทักษะ สมรรถนะสาคญั คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๓. เป็นหลักสูตรท่ีมุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นผู้นาทางการศึกษา
มีความสามารถในการสื่อสารได้อย่างน้อย ๒ ภาษา การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และรู้เท่าทันการใช้
เทคโนโลยี
๔. เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นที่สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
มีจิตสานึกในความเป็นไทย มีใจรักษ์ส่ิงแวดล้อม และน้อมนาการดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง
๕. เป็นหลักสูตรท่ีครอบคลุมหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบาย
ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๑๐ และยึดม่ันในการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ
จุดหมาย
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดหนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถใน
การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ส่ือสารได้อย่างน้อย ๒ ภาษา รู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี มีจิตสานึกใน
ความเป็นไทย ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้าน
การศึกษาของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี ๑๐ จึงได้กาหนดเปน็ จดุ หมายเพ่ือใหเ้ กดิ กบั ผู้เรียน
เมอื่ จบการศึกษาขน้ั พ้ืนฐานดงั น้ี
๑. มีคุณธรรม จริยธรรม มีค่านิยมอันพึงประสงค์ และมีค่านิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการ
เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ
ดาเนนิ ชีวติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๒. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสารอย่างน้อย ๒ ภาษา การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา
การใชเ้ ทคโนโลยี มที กั ษะท่จี าเป็นในศตวรรษท่ี ๒๑
๓. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ที่ดี มีสุขนสิ ยั ท่ีดแี ละรักการออกกาลงั กาย
๔
๔. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดม่ันในวิถีชีวิต และยึดมั่น
ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ
๕. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม
มีจติ สาธารณะทม่ี ุ่งทาประโยชนแ์ ละสรา้ งสง่ิ ที่ดงี ามในสังคม และอยู่รว่ มกนั ในสังคมอยา่ งมีความสขุ
เป้าหมาย / จดุ เนน้
ดา้ นปริมาณ
มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน ท้ัง ๘ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้
๑) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ร้อยละ ๗๐
๒) กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ รอ้ ยละ ๗๐
๓) กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ร้อยละ ๗๐
๔) กลุ่มสาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ร้อยละ ๗๐
๕) กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ุขศกึ ษาและพลศกึ ษา รอ้ ยละ ๗๐
๖) กลุ่มสาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ รอ้ ยละ ๗๐
๗) กลมุ่ สาระการเรยี นร้กู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ร้อยละ ๗๐
๘) กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ) ร้อยละ ๗๐
ดา้ นคุณภาพผู้เรียน
๑. เป็นคนดี มีคุณธรรม หมายถึง มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ และมีคา่ นยิ มหลกั ของคนไทย ๑๒ ประการ
๒. มีความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน หมายถึง มีความสามารถในการสือ่ สาร
การสื่อสารอย่างน้อย ๒ ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ในระดับดี มีความสามารถใน
การคิดท่ีระบุไว้ในสมรรถนะที่สาคัญ ได้แก่ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา
คดิ อยา่ งเป็นระบบ และคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
๓. รู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี หมายถึง ความสามารถในการรู้จักเลือกและใช้เทคโนโลยีต่างๆ
ไปใช้ในชีวิตประจาวันเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การทางาน อย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง
เหมาะสม มคี ุณธรรม และมีจิตสานึก
๔. มีจิตสานึกในความเป็นไทย หมายถึง ดารงไว้ซ่ึงการปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่ีปฏิบัติสืบต่อกันมา มีมารยาทท่ีดี
ต่อสังคม
๕
๕. ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ประพฤติปฏิบัติตนตามแนวคิดปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง โดยยดึ หลัก ๓ หว่ ง การรูจ้ กั พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมคิ ้มุ กนั ในตวั เอง ๒ เงื่อนไข
คือ ความรู้ และมคี ณุ ธรรม
๑.๓ สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน หมายถึง ความสามารถที่ต้องการเห็น หรือต้องการให้ผู้เรียน
แสดงออกอย่างชัดเจนอย่างเหมาะสมกับวัยตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน ซ่ึงระบุไว้
ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ จานวน ๕ ประการ ไดแ้ ก่
๑. ความสามารถในการส่ือสาร หมายถึง ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ
ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อ
การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมท้งั การเจรจาตอ่ รองเพื่อขจดั และลดปญั หาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลอื ก
รับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการส่ือสารที่มี
ประสทิ ธิภาพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่มี ีต่อตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคิด หมายถึง รู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างสร้างสรรค์
คดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และคิดเป็นระบบเพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรอื สารสนเทศ เพ่อื การตัดสินใจ
เกย่ี วกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา หมายถึง เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรู้มาใช้ในการป้องกัน และแกไ้ ขปัญหาได้อย่าง
ถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ รวมทั้งตัดสินใจที่มี
ประสทิ ธิภาพ โดยคานงึ ถึงผลกระทบที่เกดิ ขึ้นต่อตนเอง สงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต หมายถึง ใช้กระบวนการต่าง ๆ ในการดาเนิน
ชีวิตประจาวัน เรียนรู้ด้วยตนเอง ต่อเน่ือง ทางานและอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริม
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล จัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม รู้จักปรับตัว ให้
ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมสภาพแวดล้อม และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบ
ตอ่ ตนเองและผอู้ ื่น
๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี หมายถึง รู้จักเลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ทักษะ
กระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสารการทางาน
การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสมและมคี ุณธรรม
๖
เป้าหมายคณุ ภาพผู้เรยี นด้านสมรรถนะสาคัญ
หลักสูตรโรงเรียนวดั หนังได้ยึดกรอบหลักสูตรระดับท้องถ่ิน ความต้องการของชุมชนและบริบท
ของโรงเรียนโดยจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความสามารถครบทั้ง ๕ สมรรถนะ แต่เน้นทักษะการอ่าน
การเขียน การคดิ วเิ คราะห์ และการใชเ้ ทคโนโลยีให้เขม้ ขน้ มากข้ึนดงั นี้
๑. ความสามารถในการสอ่ื สาร
๑.๑ จบชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ เขยี นจดหมายถงึ เพือ่ นหรือครู เขียนเร่ืองส้ันๆ บรรยาย
ความร้สู ึก อ่านเรื่องสัน้ ๆ รายงานข่าวหรอื เหตุการณ์ที่เกิดขน้ึ ในชวี ิตประจาวนั ได้
๑.๒ จบช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๖ ใหเ้ หตุผลการเลือกบคุ คลในวรรณคดี หรือสังคมทีต่ น
ยดึ ถอื เป็นแบบอยา่ ง รายงานขา่ วหรอื เหตุการณท์ ่ีเปน็ แนวทางปฏบิ ัตทิ ่ดี ตี ่อตนเอง กรอกแบบฟอร์ม
ที่เกยี่ วข้องในชวี ิตประจาวนั ได้อย่างน้อย ๒ แบบ เลือกรับหรือไม่รับขอ้ มลู ข่าวสารดว้ ยหลักเหตุผล
และความถูกต้อง
๒. ความสามารถในการคดิ
๒.๑ จบชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓ สามารถประเมินผลงานและวิจารณ์ผลงานของตนเอง
คดิ สรา้ งสรรคก์ ารทางานไดต้ ามความสามารถ
๒.๒ จบชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ ออกแบบผลงานหรือกจิ กรรมได้สอดคลอ้ งกบั สภาพจริง
กาหนดเกณฑ์การประเมินผลงานของตนเองและผู้อนื่ สรุปองค์ความรู้ท่ีได้จากการปฏบิ ตั ิงานได้
๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
๓.๑ จบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ สามารถเข้าใจความเปลย่ี นแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ
ในสังคมใชค้ วามรู้หรือประสบการณใ์ นการป้องกันร้ายทีจ่ ะเกดิ ข้ึนกับตนเอง
๓.๒ จบชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ ตัดสินใจเลอื กปฏบิ ตั ิหรอื ไม่ ปฏิบตั กิ จิ กรรมไดอ้ ย่างถูกต้อง
เหมาะสมบนพนื้ ฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๔.๑ จบช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๓ สามารถนาเสนอแนวปฏบิ ตั งิ านหรือกิจกรรมทีเ่ ป็นประโยชน์
ต่อตนเอง และครอบครวั ดาเนนิ ชีวติ อยูร่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ
๔.๒ จบชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖ จัดการปญั หาและความขดั แย้งอยา่ งเหมาะสม
ใหข้ อ้ เสนอแนะเพื่อนในการอยูร่ ว่ มกนั อย่างสันติ
๕. ความสามารถใช้เทคโนโลยี
๕.๑ จบชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓ สามารถใช้คอมพวิ เตอรโ์ ปรแกรมวาดภาพและโปรแกรม
พิมพ์งานได้
๗
๕.๒ จบชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ มที กั ษะกระบวนการเทคโนโลยี ใชค้ อมพวิ เตอร์พมิ พง์ าน
นาเสนองาน และการคานวณ รูจ้ ักสบื คน้ ขอ้ มลู โดยใชอ้ ินเตอร์เน็ตและใช้เทคโนโลยใี นการเรียนหรือ
การทางานอยา่ งน้อย ๒ ประเภท
๑.๔ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง คุณภาพท่ีต้องการให้เกิดในตัวผู้เรียน เพื่อให้สามารถ
อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่างมีสันติ และมีความสุขในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก คุณภาพผู้เรียน
ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้ยึดตามกรอบของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ หลักสูตรโรงเรียนวัดหนังมีจุดเน้นของโรงเรียนด้านการเป็นคนดี คือ ปฏิบัติตนตามหลักธรรม
ทางศาสนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ทห่ี ลักสตู รโรงเรยี นวัดหนังยดึ เป็นแนวทางปฏิบัติทง้ั ๘ ประการคอื
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ : หมายถึงตระหนักและเห็นตามสาคัญของคุณค่าในการปฏิบัติท่ี
แสดงถงึ เอกลักษณข์ องความเป็นชาติ
๒. ซื่อสัตย์ สุจริต : แสดงออกและเห็นคุณค่าของการปฏิบัติท่ีจะนาไปสู่การพัฒนาจิตใจ
หรือคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ในการอยรู่ ว่ มกัน อยา่ งสงบสขุ บนพ้ืนฐานแห่งความเปน็ จรงิ
๓. มีวินัย : รู้จักควบคุมตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างต่อเน่ือง สม่าเสมอ เพื่อนาไปสู่
การดาเนนิ ชีวติ ประจาวันอยา่ งมแี บบแผนและมคี ณุ ภาพชีวติ ในอนาคต
๔. ใฝ่เรียนรู้ : ชื่นชมในการแสวงหาความรู้เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพ ชีวิตได้สอดคล้อง
กบั สภาพจรงิ
๕. อยู่อย่างพอเพียง : สามารถนาแนวพระราชดาริหรือหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งมาใช้
ในการดาเนนิ ชวี ติ ประจาวนั ได้เหมาะสมและสอดคล้องกบั ศักยภาพตนเอง ชมุ ชนและท้องถน่ิ
๖. มุ่งมั่นในการทางาน : รู้จักวางแผนและเลอื กแนวปฏบิ ัติที่จะนาไปสจู่ ุดมุ่งหมายในการเรียนรู้
และการทางานตามหนา้ ที่ ซ่ึงจะส่งผลดตี ่อการพัฒนาอาชีพ
๗. รักความเป็นไทย : ตระหนักในหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองดีที่มีต่อ
ประเทศชาติ สืบทอดเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นไทยเพ่ือนาไปสู่ความสงบเรียบร้อยและดารงไว้ซึ่ง
ความมอี ารยะของชาติ
๘. มีจิตสาธารณะ : สมัครใจและมีจิตสานึกต่อคนส่วนใหญ่ในการช่วยเหลือผู้อ่ืนที่เดือดร้อน
หรือขาดโอกาส รวมท้ังตระหนักและเห็นคุณค่าของการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์
สว่ นตน
๘
ค่านิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการ
๑. มคี วามรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์
๒. ซอื่ สัตย์ เสยี สละ อดทน มอี ุดมการณใ์ นส่งิ ทด่ี งี ามเพ่ือสว่ นรวม
๓. กตัญญตู อ่ พอ่ แม่ ผปู้ กครอง ครูบาอาจารย์
๔. ใฝห่ าความรู้ หมนั่ ศึกษาเลา่ เรียน ท้ังทางตรงและทางออ้ ม
๕. รักษาวฒั นธรรมประเพณไี ทยอนั งดงาม
๖. มีศลี ธรรม รักษาความสตั ย์ หวังดีต่อผอู้ ื่น เผอื่ แผแ่ ละแบ่งปนั
๗. เขา้ ใจเรยี นร้กู ารเป็นประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุขทถี่ ูกตอ้ ง
๘. มีระเบียบวนิ ัย เคารพกฎหมาย ผนู้ อ้ ยรจู้ ักการเคารพผ้ใู หญ่
๙. มีสติรู้ตวั รู้คดิ รู้ทา รู้ปฏิบัตติ ามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๑๐. รู้จักดารงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) รู้จักอดออมไว้ใช้เม่ือยามจาเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่าย
จาหน่ายและพร้อมทีจ่ ะขยายกิจการเมื่อมคี วามพร้อม เมื่อมภี ูมคิ ุ้มกนั ที่ดี
๑๑. มีความเข้มแข็งท้ังร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออานาจฝ่ายต่า หรือกิเลสมีความละอาย
เกรงกลัวตอ่ บาปตามหลักของศาสนา
๑๒. คานึงถงึ ผลประโยชนข์ องส่วนรวมและของชาติ มากกวา่ ผลประโยชนข์ องตนเอง
๙
สว่ นท่ี ๒ โครงสร้างหลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั หนัง พุทธศักราช ๒๕๖๕
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
กลมุ่ สาระการเรียนร/ู้ เวลาเรียน
กิจกรรม ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ๑๖๐
๑๖๐
ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐
๘๐
คณติ ศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐
๔๐
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๔๐
๔๐
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๔๐
๑๒๐
- ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม ๘๔๐
- หน้าทพี่ ลเมือง วฒั นธรรมและการดาเนินชีวติ ๘๐
๔๐
ในครอบครวั ๑๒๐
- เศรษฐศาสตร์ ๔๐
- ภมู ิศาสตร์ ๔๐
๓๐
- ประวตั ิศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๑๐
๑๒๐
สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๑๒๐
ศลิ ปะ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
การงานอาชีพ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
ภาษาองั กฤษ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐
รายวชิ าที่สถานศึกษาจัดเพม่ิ เตมิ
ตามความพร้อมและจดุ เนน้
การส่อื สารภาษาองั กฤษ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐
ภาษาจีน ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
รวมเวลาเรยี น (เพิม่ เติม) ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
กิจกรรมพัฒนาผ้เู รยี น
กิจกรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
กิจกรรมนกั เรียน
- ลูกเสอื เนตรนารี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐
- ชมรม ชมุ นมุ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐
กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐
รวมเวลากจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
กิจกรรมเพ่ิมเวลารู้ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
รวมเวลาเรยี นท้ังสิ้น ๑,๒๐๐ ชว่ั โมง
๑๐
หมายเหตุ
๑. การจดั การเรยี นการสอนหน้าท่ีพลเมอื งเพอ่ื ส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ และเยาวชนเป็นพลเมืองดีตาม
ระบอบประชาธิปไตย มีความปรองดองสมานฉันท์ เพ่ือสันติสุขในสังคมไทย โรงเรียนมีการจัดแบบ
บูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
๒. การจดั การเรยี นการสอนหลักสตู รตา้ นทจุ ริตศึกษา โรงเรียนมีการจัดแบบบรู ณาการทุกกลุ่ม
สาระการเรยี นรู้
๑๑
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ทาไมตอ้ งเรยี นวิทยาศาสตร์
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับ
ปรบั ปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ นไี้ ด้กาหนดสาระ
การเรียนรู้ออกเป็น ๘ สาระ ได้แก่ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระ
ท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระท่ี ๔ ชีววิทยา สาระท่ี ๕ เคมี สาระที่ ๖ ฟิสิกส์ สาระที่ ๗ โลก
ดาราศาสตร์ และอวกาศ และสาระท่ี ๘ เทคโนโลยี ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา
การจัดการเรียนการสอนและการวัดและประเมินผล การเรียนรู้น้ันมีความสาคัญอย่างย่ิงในการ
วางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นให้มี ความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี ๑ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ได้กาหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถ
นาความรู้นี้ไปใช้ในการดารงชีวิต หรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลาดับความ
ยากง่าย ของเนื้อหาทั้ง ๘ สาระในแต่ละระดับชนั้ ให้มีการเชอื่ มโยงความรกู้ ับกระบวนการเรียนรู้ และการ
จัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิด
วิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ สาคัญท้ังทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ใน
การค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบ
สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ สถาบันส่งเสริมการสอน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสาคัญของการจดั การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ท่ีมุ่งหวัง
ให้เกิดผลสัมฤทธติ์ ่อผู้เรียนมากทส่ี ดุ จงึ ไดจ้ ัดทาตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการ
พัฒนา หนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชวี้ ดั
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ที่จดั ทาขึน้ นไ้ี ด้ปรับปรงุ เพื่อให้มี
ความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในสาระการเรยี นรู้ เดียวกันและระหวา่ งสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการเช่ือมโยงเน้ือหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์กับ
คณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความ
เจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี สรุปเปน็ แผนภาพได้ดงั นี้
สาระท่ี ๒ ๑๒
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
- มาตรฐาน ว ๒.๑-ว ๒.๓ สาระที่ ๓
วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
สาระที่ ๑ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ - มาตรฐาน ว ๓.๑-ว ๓.๒
วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์
- มาตรฐาน ว ๑.๑-ว ๑.๓ และเทคโนโลยี
สาระที่ ๔
เทคโนโลยี
- มาตรฐาน ว ๔.๑-ว ๔.๒
วทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ เติม สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟสิ กิ ส์
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
๑๓
เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สารวจ
ตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนาผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิด
และทฤษฎี ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง
มากท่สี ุด นัน่ คอื ให้ได้ท้ังกระบวนการและองค์ความรู้ ตงั้ แตว่ ยั เริ่มแรกก่อนเข้าเรยี น เมื่ออยใู่ นสถานศึกษา
และเมื่อออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชพี แลว้
การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นสถานศกึ ษามีเป้าหมายสาคัญดงั น้ี
๑. เพ่ือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีทเ่ี ป็นพื้นฐานในวทิ ยาศาสตร์
๒. เพื่อใหเ้ ข้าใจขอบเขต ธรรมชาตแิ ละข้อจากดั ของวทิ ยาศาสตร์
๓. เพ่ือใหม้ ที ักษะที่สาคัญในการศกึ ษาค้นคว้าและคิดคน้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๔. เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการ
ทกั ษะในการส่อื สาร และความสามารถในการตัดสินใจ
๕. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ
สภาพแวดล้อมในเชงิ ท่ีมีอทิ ธพิ ลและผลกระทบซึง่ กันและกนั
๖. เพ่ือนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคม
และการดารงชีวติ
๗. เพ่ือให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์
เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ เช่ือมโยง
ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบ
เสาะหาความรู้และแกป้ ัญหาท่ีหลากหลาย ใหผ้ ู้เรียนมีส่วนรว่ มในการเรียนรู้ ทกุ ขั้นตอน มกี ารทากิจกรรม
ดว้ ยการลงมอื ปฏิบัตจิ รงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับช้นั โดยกาหนดสาระสาคญั ดงั นี้
✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ชีวิตในส่ิงแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การ
ดารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และ
วิวฒั นาการของสง่ิ มีชีวติ
✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ
เคลื่อนที่ พลังงาน และคลนื่
๑๔
✧ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายใน
ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลม
ฟา้ อากาศ และผลต่อส่งิ มชี วี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม
✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิต ในสังคมท่ีมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และส่งิ แวดล้อม
● วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา เป็นข้ันตอน
และเปน็ ระบบ ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรดู้ า้ นวิทยาการคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสอ่ื สาร ใน
การแก้ปญั หาทพ่ี บในชีวิตจริงได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต กับส่ิงมีชีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและ
ผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาสิ่งแวดลอ้ ม รวมทงั้ นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวติ หน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า และออกจาก
เซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่
ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชท่ี
ทางานสัมพันธ์กนั รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทาง
ชีวภาพและวิวฒั นาการของสิ่งมชี วี ิต รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการ
เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิรยิ าเคมี
๑๕
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะ การ
เคลอ่ื นทแี่ บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุรวมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ติ ประจาวนั ธรรมชาติของ คลื่น ปรากฏการณ์
ท่ีเก่ยี วขอ้ งกับเสยี ง แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้ัง นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซดี าว
ฤกษ์และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และ
การประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง ภายใน
โลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ
ภมู อิ ากาศโลก รวมท้ังผลต่อสงิ่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง
วิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสม โดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และ
สง่ิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ข้ันตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แกป้ ญั หาได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
๑๖
วิสยั ทศั น์กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วสิ ยั ทศั น์
“ยกระดับคุณภาพ สู่มาตรฐานการศึกษาช้ันนาและสู่สากล มีศักยภาพในการแข่งขัน
ยึดหลักการบรหิ ารจัดการแบบมีสว่ นรว่ ม ภายในปีการศึกษา ๒๕๖๔”
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี
คุณภาพตามมาตรฐานท่ีกาหนด ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงปร ะสงค์
ดงั นี้
สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐานมุ่งใหผ้ ู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสาคัญ ๕ ประการ ดงั น้ี
๑. ความสามารถในการสือ่ สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคดิ ความรูค้ วามเข้าใจ ความรูส้ ึก และทัศนะของตนเองเพือ่ แลกเปลยี่ นขอ้ มูลข่าวสาร
และประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพฒั นาตนเองและสังคม รวมท้ังการเจรจาตอ่ รองเพื่อขจดั
และลดปญั หาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรบั หรือไม่รับขอ้ มลู ข่าวสารดว้ ยหลักเหตผุ ลและความถกู ต้อง
ตลอดจนการเลือกใช้วธิ กี ารส่ือสารทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีมีต่อตนเองและสังคม
๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพือ่ การตัดสนิ ใจเก่ียวกบั ตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ท่ีเผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสมั พนั ธ์และการเปล่ยี นแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรู้มาใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสทิ ธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง
สังคมและส่ิงแวดลอ้ ม
๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ ไปใชใ้ นการ
ดาเนนิ ชวี ติ ประจาวัน การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนร้อู ยา่ งตอ่ เน่ือง การทางาน และการอยู่ร่วมกันใน
สังคมดว้ ยการสร้างเสริมความสมั พนั ธ์อันดีระหวา่ งบุคคล การจดั การปญั หาและความขดั แยง้ ตา่ ง ๆ อยา่ ง
เหมาะสม การปรบั ตวั ใหท้ ันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ มและการรู้จักหลกี เล่ียง
พฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์ที่สง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้อนื่
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี ้านต่าง ๆ
และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรยี นรู้ การส่อื สาร การ
ทางาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม
๑๗
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือให้
สามารถอยรู่ ่วมกับผอู้ ืน่ ในสังคมไดอ้ ย่างมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซือ่ สัตยส์ ุจรติ
๓. มีวินยั
๔. ใฝเ่ รยี นรู้
๕. อย่อู ยา่ งพอเพียง
๖. มุง่ มั่นในการทางาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มีจิตสาธารณะ
คณุ ภาพผู้เรยี น
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
❖ เข้าใจลกั ษณะที่ปรากฏ ชนดิ และสมบตั บิ างประการของวสั ดุท่ีใชท้ าวตั ถุ และการเปล่ียนแปลง
ของวสั ดรุ อบตัว
❖ เข้าใจการดึง การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงท่ีมีต่อการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ของ
วตั ถุ พลังงานไฟฟ้า และการผลติ ไฟฟา้ การเกิดเสียง แสงและการมองเห็น
❖ เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์ขึ้นและตกของ
ดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืน การกาหนดทิศ ลักษณะของหิน การจาแนกชนิดดินและการใช้
ประโยชน์ ลกั ษณะและความสาคญั ของอากาศ การเกดิ ลม ประโยชน์และโทษของลม
❖ ต้งั คาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับส่ิงทีจ่ ะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตามความสนใจสังเกต
สารวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมืออย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บนั ทึก และอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบด้วย
การเขยี นหรอื วาดภาพ และสอื่ สารสงิ่ ทเ่ี รียนรู้ด้วยการเลา่ เร่อื ง หรือด้วยการแสดงท่าทางเพื่อใหผ้ ้อู ืน่ เข้าใจ
❖ แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ข้ันตอนการแก้ปัญหา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสอ่ื สารเบ้ืองต้น รกั ษาขอ้ มลู สว่ นตวั
❖ แสดงความกระตือรือร้น สนใจทจ่ี ะเรียนรู้ มคี วามคดิ สร้างสรรค์เกยี่ วกับเรื่องทจ่ี ะศึกษาตามท่ี
กาหนดใหห้ รือตามความสนใจ มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคดิ เห็น และยอมรบั ฟังความคดิ เห็นผอู้ ่ืน
❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานท่ีได้รับมอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ ประหยัด
ซือ่ สตั ย์ จนงานลลุ ว่ งเป็นผลสาเร็จ และทางานรว่ มกับผอู้ น่ื อยา่ งมคี วามสุข
❖ ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต
ศึกษาหาความรู้เพ่ิมเตมิ ทาโครงงานหรอื ชิน้ งานตามทก่ี าหนดให้หรอื ตามความสนใจ
๑๘
จบชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖
❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของส่ิงมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ
สิ่งมีชีวิตในแหล่งท่ีอยู่ การทาหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของ
มนษุ ย์
❖ เข้าใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสาร
การละลาย การเปล่ียนแปลงทางเคมี การเปล่ียนแปลงท่ีผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ และการแยกสาร
อย่างงา่ ย
❖ เข้าใจลกั ษณะของแรงโน้มถว่ งของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟา้ และผลของแรงต่างๆ
ผลท่ีเกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุ ความดัน หลักการท่ีมีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้น
ของเสียง และแสง
❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปล่ียนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และ
ดาวฤกษ์ การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนท่ีดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์
ของเทคโนโลยีอวกาศ
❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง หยาด
น้าฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิดซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลม
บก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของ
ปรากฏการณ์เรอื นกระจก
❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเช่ือถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผล
เชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทางานร่วมกัน เข้าใจสิทธิและ
หน้าท่ีของตน เคารพสิทธขิ องผอู้ ่นื
❖ ตั้งคาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งท่ีจะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานท่ีสอดคล้องกับคาถามหรือปัญหาที่จะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมข้อมลู ท้ังเชงิ ปรมิ าณและคุณภาพ
❖ วิเคราะหข์ อ้ มูล ลงความเห็น และสรปุ ความสมั พนั ธข์ องข้อมลู ที่มาจากการสารวจตรวจสอบใน
รปู แบบทเ่ี หมาะสม เพอ่ื ส่ือสารความรจู้ ากผลการสารวจตรวจสอบไดอ้ ยา่ งมเี หตุผลและหลักฐานอ้างองิ
❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คดิ เหน็ ผู้อืน่
❖ แสดงความรบั ผิดชอบด้วยการทางานที่ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งมงุ่ มนั่ รอบคอบ ประหยดั ซอ่ื สัตย์
จนงานลลุ ่วงเป็นผลสาเร็จ และทางานร่วมกับผอู้ ืน่ อย่างสรา้ งสรรค์
๑๙
❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใชค้ วามรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความชน่ื ชม ยกยอ่ ง และเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผู้คิดคน้ และศกึ ษาหา
ความรูเ้ พิ่มเติม ทาโครงงานหรอื ชนิ้ งานตามที่กาหนดให้หรือตามความสนใจ
❖ แสดงถึงคว ามซาบซึ้ง ห่ว งใย แสดงพฤติกรรมเก่ียว กับการใช้ การดูแลรักษา
ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อมอยา่ งรู้คณุ ค่า
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual) ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้
ท่นี าวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรม์ าแกป้ ัญหา ใชใ้ นการศกึ ษาค้นคว้า สบื เสาะหาความรู้ และแกป้ ญั หาต่าง ๆ ทกั ษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น ๑๓ ทักษะ ทักษะที่ ๑-๘ เป็นทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐาน และทักษะที่ ๙-๑๓ เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหรือขั้นผสมหรือ
ขน้ั บูรณาการ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ้ัง ๑๓ ทักษะ มีดังน้ี
๑. การสังเกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหน่ึงหรือหลายอย่างรวมกัน
ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน ผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพ่ือค้นห้าข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียด
ของส่ิงน้ัน โดยไม่ใส่ความเห็นของผู้สังเกตลงไป ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตประกอบด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ
ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลที่เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้จากวัตถุหรือเหตุการณ์น้ัน
ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ีประกอบด้วยการชี้บ่งและการบรรยายสมบัติของวัตถุได้โดยการกะ
ประมาณและการบรรยายการเปลยี่ นแปลงของสิ่งที่สังเกตได้
๒. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพ่ิมความคิดเห็นให้กับข้อมูลท่ีได้จากการ
สังเกตอย่างมเี หตผุ ล โดยอาศัยความรู้และประสบการณเ์ ดิมมาช่วย ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ี
คือ การอธบิ ายหรือสรุป โดยเพม่ิ ความคิดเห็นให้กบั ข้อมูลโดยใช้ความรูห้ รือประสบการณ์เดิมมาช่วย
๓. การจาแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงลาดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่ใน
ปรากฏการณ์โดยมีเกณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใด
อย่างหน่ึงก็ได้ ความสามารถท่ีแสดงว่าเกิดทักษะน้ีแล้ว ได้แก่ การแบ่งพวกของส่ิงต่าง ๆ จากเกณฑ์ท่ีผู้อ่ืน
กาหนดให้ได้ นอกจากน้ันสามารถเรียงลาดับส่ิงของด้วยเกณฑ์ของตัวเองพร้อมกับบอกได้ว่าผู้อ่ืนแบ่งพวกของ
สงิ่ ของนั้นโดยใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์
๔. การวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมือและการใช้เคร่ืองมือนั้นทาการวัดหาปริมาณ
ของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขท่ีแน่นอนได้อยา่ งเหมาะสมกับสิ่งที่วัด แสดงวธิ ใี ช้เคร่ืองมืออย่างถูกต้อง พร้อม
ท้งั บอกเหตุผลในการเลือกใชเ้ ครื่องมือ รวมทั้งระบหุ นว่ ยของตัวเลขที่ได้จากการวดั ได้
๕. การใช้ตัวเลข (Using Numbers) หมายถึง การนับจานวนของวัตถุและการนาตัวเลขที่แสดง
จานวนท่ีนับได้มาคิดคานวณโดยการบวก ลบ คณู หาร หรือการหาค่าเฉล่ีย ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิด
ทักษะนี้ ได้แก่ การนับจานวนสิ่งของได้ถูกต้อง เช่น ใช้ตัวเลขแทนจานวนการนับได้ ตัดสินได้ว่าวัตถุ ในแต่ละ
๒๐
กลุ่มมีจานวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน เป็นต้น การคานวณ เช่น บอกวิธีคานวณ คิดคานวณ และแสดงวิธี
คานวณได้อย่างถูกต้อง และประการสุดท้ายคือ การหาค่าเฉลี่ย เช่น การบอกและแสดงวิธีการหาค่าเฉลี่ยได้
ถกู ต้อง
๖. การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Using Space/Time
Relationships)
สเปสของวัตถุ หมายถึง ท่ีว่างที่วัตถุน้ันครองท่ีอยู่ ซึ่งมีรูปร่างลักษะเช่นเดียวกับวัตถุนั้นโดยท่ัวไป
แล้วสเปสของวตั ถุจะมี ๓ มติ ิ คอื ความกวา้ ง ความยาว และความสูง
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง ๓ มิติ กับ ๒ มิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างตาแหน่งที่ของวัตถุหน่ึงกับอีกวัตถุหน่ึง ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหา
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส ได้แก่ การช้ีบ่งรูป ๒ มิติ และ ๓ มิติได้ สามารถวาดภาพ ๒ มิติ จากวัตถุ
หรอื จากภาพ ๓ มิติ ได้
ความสมั พันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ ความสมั พนั ธ์ระหว่างการเปลี่ยนตาแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับ
เวลา หรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุท่ีเปลี่ยนไปกับเวลาความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการ
หาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ การบอกตาแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอ่ืน
เป็นเกณฑ์ บอกความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งการเปลีย่ นตาแหนง่ เปลยี่ นขนาด หรือปริมาณของวัตถุกับเวลาได้
๗. การสื่อความหมายข้อมูล (Communicating) หมายถึง การนาขอ้ มลู ท่ีไดจ้ าการสังเกต การวัด การ
ทดลอง และจากแหล่งอ่ืน ๆ มาจัดกระทาเสียใหม่โดยการหาความถ่ี เรียงลาดับ จัดแยกประเภท หรือ
คานวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อ่ืนเข้าใจความหมายได้ดีข้ึน โดยอาจเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ
ไดอะแกรม กราฟ สมการ การเขียนบรรยาย เป็นต้น ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะน้ีแล้ว คือการ
เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจดีข้ึน โดยจะต้องรู้จักเลือกรูปแบบที่ใช้ในการเสนอข้อมูลได้อย่าง
เหมาะสม บอกเหตุผลในการเสนอข้อมูลในการเลือกแบบแสนอข้อมูลนั้น การเสนอข้อมูลอาจกระทาได้หลาย
แบบดงั ทีก่ ล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะการเสนอข้อมลู ในรปู ของตาราง การบรรจุข้อมลู ให้อยู่ในรูปของตารางปกติจะ
ใสค่ า่ ของตวั แปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไว้ทางขวามือของตารางโดยเขียนค่าของ
ตวั แปรอสิ ระไวใ้ หเ้ รียงลาดับจากค่าน้อยไปหาค่ามาก หรอื จากคา่ มากไปหาค่าน้อย
๘. การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนคาตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัย
ปรากฏการณ์ท่ีเกิดซ้า หลักการ กฎ หรือ ทฤษฏีท่ีมีอยู่แล้วในเร่ืองน้ันมาช่วยสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูล
เก่ียวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งทาได้สองแบบ คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของ
ขอ้ มูลทมี่ อี ยู่ กับการพยากรณ์นอกขอบของข้อมูลทมี่ ีอยู่ เช่น การพยากรณ์ผลของข้อมูลเชิงปริมาณ เปน็ ต้น
๙. การช้ีบ่งและการควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การชี้บ่งตัว
แปรตน้ ตวั แปรตาม และตัวแปรทีต่ ้องควบคุมให้คงท่ีในสมมุตฐิ าน หนง่ึ ๆ
ตัวแปรต้น หมายถึง ส่ิงทเ่ี ปน็ สาเหตทุ ีท่ าใหเ้ กิดผลต่าง ๆ หรือส่ิงทเ่ี ราต้องการทดลองดวู ่าเป็นสาเหตุ
ท่ีกอ่ ใหเ้ กิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่
๒๑
ตัวแปรตาม หมายถึง สิ่งท่ีเป็นผลเน่ืองมาจากตัวแปรต้น เมื่อตัวแปรต้นหรือส่ิงท่ีเป็นสาเหตุ
เปล่ยี นไป ตัวแปรตามหรือส่งิ ท่ีเป็นผลจะแปรตามไปด้วย
ตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ หมายถึง สิ่งอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่จะทาให้ผลการทดลอง
คลาดเคล่อื น ถ้าหากวา่ ไม่มีการควบคุมให้เหมือนกัน
๑๐. การต้ังสมมุติฐาน (Formulating Hypotheses) หมายถึง การคิดหาคาตอบล่วงหน้าก่อนทา
การทดลอง โดยอาศัยการสังเกต อาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมเป็นพ้ืนฐาน คาตอบท่ีคิดล่วงหน้าน้ี ยังไม่
ทราบ หรือยังไม่เป็นทางการ กฎหรือทฤษฏีมาก่อน สมมุติฐาน คือคาตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามีกล่าวไว้เป็น
ขอ้ ความท่ีบอกความสัมพันธร์ ะหว่างตัวแปรต้นกับตวั แปรตามสมมุติฐานที่ตั้งข้ึนอาจถูกหรือผิดก็ได้ซึ่งทราบได้
ภายหลังการทดลองหาคาตอบเพื่อสนับสนุนสมมุติฐานหรือคัดค้านสมมุติฐานท่ีต้ังไว้ สิ่งท่ีควรคานึงถึงในการ
ตั้งสมมุติฐาน คือ การบอกช่ือตัวแปรต้นซึ่งอาจมีผลต่อตัวแปรตามและในการตั้งสมมุติฐานต้องทราบตัวแปร
จากปัญหาและสภาพแวดล้อมของตัวแปรน้ัน สมมุติฐานที่ต้ังขึ้นสามารถบอกให้ทราบถึงการออกแบบการ
ทดลอง ซึ่งต้องทราบว่าตัวแปรไหนเป็นตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม และตัวแปรทตี่ ้องควบคุมให้คงท่ี
๑๑. การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร (Defining Variables Operationally) หมายถึง
การกาหนดความหมายและขอบเขตของค่าต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมุติฐานที่ต้องการทดลองและบอกวิธีวัดตัวแปรที่
เกย่ี วกับการทดลองน้ัน
๑๒. การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคาตอบจากสมมุติฐาน
ท่ตี ัง้ ไว้ ในการทดลองจะประกอบไปด้วยกิจกรรม ๓ ขน้ั คือ
๑๒.๑ ออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดสอบจริง
๑๒.๒ ปฏิบัติการทดลอง หมายถึง การลงมือปฏิบัติจริงและให้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสม
๑๒.๓ การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจ
เป็นผลจากการสังเกต การวัด และอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง การบันทึกผลการทดลอง อาจอยู่ใน
รูปตารางหรือการเขียนกราฟ ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงค่าของตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระบนแกนนอนและค่าของ
ตัวแปรบนแกนต้ัง โดยเฉพาะในแต่ละแกนต้องใช้สเกลท่ีเหมาะสม พรอ้ มทงั้ แสดงให้เห็นถึงตาแหน่งของค่าของ
ตัวแปรทงั้ สองบนกราฟดว้ ย
ในการทดลองแตล่ ะคร้ังจาเป็นอาศัยการวิเคราะห์ตัวแปรต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วข้อง คอื สามารถท่ีจะบอกชนิด
ของตัวแปรในการทดลองว่า ตัวแปรน้ันเป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม หรือตัวแปรที่ต้องควบคุม ในการทดลอง
หนึ่ง ๆต้องมีตัวแปรตัวหน่ึงเท่าน้ันท่ีมีผลต่อการทดลอง และเพ่ือให้แน่ใจว่าผลท่ีได้เกิดจากตัวแปรน้ันจริง ๆ
จาเป็นตอ้ งควบคุมตัวแปรอื่นไม่ให้มผี ลต่อการทดลอง ซงึ่ เรียกตัวแปรน้ีวา่ ตวั แปรท่ีต้องควบคุมให้คงท่ี
๑๓.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conlusion) การ
ตีความหมายข้อมลู หมายถึง การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมลู ทมี่ ีอยู่ การตีความหมายข้อมูล ใน
บางคร้ังอาจต้องใช้ทักษะอ่นื ๆ ด้วย เช่น การสังเกต การคานวณ เป็นตน้ และการลงข้อสรุป หมายถึง การสรุป
๒๒
ความสัมพันธ์ของข้อมูลท้ังหมด ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือบอกความสัมพันธ์
ของข้อมูลได้ เช่น การอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรบนกราฟ ถ้ากราฟเป็นเส้นตรงก็สามารถอธิบายได้
ว่าเกิดอะไรข้ึนกับตัวแปรตามขณะที่ตัวแปรอิสระเปลี่ยนแปลงหรือถ้าลากกราฟเป็นเส้นโค้งให้อธิบาย
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรก่อนท่ีกราฟเส้นโค้งจะเปลี่ยนทิศทางและอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร
หลังจากทกี่ ราฟเส้นโค้งเปลย่ี นทิศทางแล้ว.
๒๓
จติ วิทยาศาสตร์
คุณลักษณะด้านจิตวิทยาศาสตร์ ลกั ษณะชี้บง่ /พฤตกิ รรม
๑.เห็นคุณคา่ ทางวิทยาศาสตร์ ๑.๑ นยิ มยกย่องกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๑.๒ นิยมยกยอ่ งความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์
๑.๓ เพม่ิ พนู ความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
๑.๔ ตระหนกั ความสาคญั ของวทิ ยาศาสตร์ ในการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ
๒.คุณลักษณะทางวทิ ยาศาสตร์ ๒.๑.๑ การยอมรบั ขอ้ สรปุ ที่มีเหตผุ ล
๒.๑ ความมีเหตุผล ๒.๑.๒ มคี วามเช่อื วา่ สงิ่ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ต้องมีสาเหตุ
๒.๑.๓ นิยมยกย่องบุคคลท่ีมีความคิดอย่างมเี หตผุ ล
๒.๒ ความอยากรอู้ ยากเห็น ๒.๑.๔ เหน็ คุณค่าในการสืบหาความจริงก่อนทจี่ ะยอมรบั
หรือปฏิบตั ติ าม
๒.๒.๑ ชอื่ ว่าวธิ ีการทดลองค้นคว้าจะทาให้คน้ พบวธิ กี าร
แกป้ ญั หาได้
๒.๒.๒ พอใจใฝห่ าความรทู้ างวิทยาศาสตร์เพ่ิมเตมิ
๒.๒.๓ ชอบทดลองคน้ ควา้
๒.๓ ความใจกว้าง ๒.๓.๑ ตระหนกั ถึงความสาคัญของความมีเหตผุ ลของ
ผอู้ ื่น
๒.๓.๒ ยอมรับฟังความคิดเหน็ และคาวิจารณ์ของผอู้ น่ื
๒.๔ ความมรี ะเบยี บในการทางาน ๒.๔.๑ ตระหนกั ถึงการระวังรักษาความปลอดภัยของ
ตนเองและเพ่ือนในขณะทดลองวิทยาศาสตร์
๒.๔.๒ เห็นคณุ ค่าของการระวงั รักษาเครื่องมือท่ีใช้มิให้
แตกหกั เสียหาย ในขณะทดลองวทิ ยาศาสตร์
๒๔
จิตวทิ ยาศาสตร์
คณุ ลกั ษณะดา้ นจิตพิสยั ลกั ษณะชบ้ี ่ง/พฤติกรรม
๒.๕ การมีคา่ นิยมต่อความเสยี สละ ๒.๕.๑ ตระหนักถงึ การทางานให้สาเร็จลุล่วงตามเปา้ หมาย
โดยไม่คานึงถึงผลตอบแทน
๒.๕.๒ เตม็ ใจที่จะอทุ ิศตนเพ่ือการสรา้ งผลงานทาง
วิทยาศาสตร์
๒.๖ การมีคา่ นิยมต่อความซอ่ื สัตย์ ๒.๖.๑ เห็นคณุ ค่าตอ่ การเสนอผลงานตามความเป็นจริงท่ี
ทดลองได้
๒.๖.๒ ตาหนิบคุ คลท่นี าผลงานผู้อื่นมาเสนอเป็นผลงาน
ของตนเอง
๒.๗ การมคี ่านิยมต่อการประหยดั ๒.๗.๑ ยนิ ดีที่จะรกั ษาซอ่ มแซมสิง่ ทช่ี ารุดให้ใช้การได้
๒.๗.๒ เหน็ คณุ ค่าของการใชว้ สั ดอุ ุปกรณ์อย่างประหยดั
๒.๗.๓ เห็นคณุ ค่าของวัสดทุ ี่เหลือใช้
๒๕
ตวั ชว้ี ดั ชนั้ ปี
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต
กับสิ่งมีชีวิต และ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
การ เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข ปัญหา
ส่ิงแวดลอ้ มรวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ป. ๑ ตัวชวี้ ดั ช้นั ปี ป. ๓
๑. ระบชุ ือ่ พืชและสัตว์ท่ี ป. ๒ -
อาศัยอยบู่ ริเวณต่าง ๆ
จากข้อมูลท่รี วบรวมได้
๒. บอกสภาพแวดล้อม ที่
เหมาะสมกบั การ
ดารงชวี ติ ของ สตั วใ์ น
บรเิ วณทอ่ี าศัยอยู่
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. บรรยายโครงสรา้ ง และลักษณะของ
สง่ิ มีชีวติ ท่เี หมาะสมกับการดารงชวี ิตซึ่ง
เป็นผลมาจากการปรับตวั ของส่งิ มชี ีวิตใน
แต่ละแหลง่ ท่ีอยู่
๒. อธบิ าย ความสมั พนั ธ์ระหว่างสง่ิ มีชวี ิต
กบั สง่ิ มชี ีวิต และ ความสัมพันธ์ ระหว่าง
สิง่ มชี ีวติ กับสิ่งไม่มีชีวติ เพอื่ ประโยชน์ตอ่
การดารงชีวิต
๓. เขียนโซอ่ าหารและระบบุ ทบาทหนา้ ท่ี
ของสิง่ มีชีวิตทีเ่ ป็น ผ้ผู ลิตและผบู้ รโิ ภคใน
โซอ่ าหาร
๔. ตระหนกั ในคุณคา่ ของส่งิ แวดล้อมทม่ี ี
ต่อการดารงชวี ิต ของส่ิงมชี ีวิตโดยมสี ว่ น
รว่ มในการดูแลรกั ษาส่ิงแวดล้อม
๒๖
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลล์ ความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพนั ธ์ของโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพชื ท่ที างานสัมพันธ์กนั รวมท้งั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวชีว้ ดั ชน้ั ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑. ระบุชอ่ื บรรยาย ๑. ระบุว่าพชื ต้องการแสงและน้า ๑. บรรยายสงิ่ ที่ จาเปน็ ตอ่ การ
ลักษณะและบอก หนา้ ที่ เพือ่ การเจรญิ เตบิ โต โดยใชข้ ้อมูลจาก ดารงชีวิตและการเจรญิ เติบโต
ของสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย หลกั ฐานเชิง ประจกั ษ์ ของมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ โดยใช้ขอ้ มลู
มนษุ ย์ สัตว์ และพืช รวมท้งั ๒. ตระหนักถงึ ความจาเปน็ ทพี่ ืชต้อง ทรี่ วบรวมได้
บรรยายการทาหน้าท่ี ไดร้ ับนา้ และแสงเพื่อ การเจริญเตบิ โต ๒. ตระหนักถึง ประโยชน์ของ
ร่วมกันของ สว่ นตา่ ง ๆ ของ โดยดูแลพชื ให้ไดร้ ับส่งิ ดงั กลา่ วอย่าง อาหาร นา้ และ อากาศ โดยการ
รา่ งกายมนุษยใ์ น การทา เหมาะสม ดูแลตนเองและ สัตวใ์ หไ้ ด้รับ สิ่ง
กิจกรรม ต่าง ๆ จากข้อมลู ๓. สรา้ งแบบจาลองทบ่ี รรยายวฎั จกั ร เหล่านอี้ ย่าง เหมาะสม
ท่รี วบรวมได้ ชีวติ ของพืชดอก ๓. สรา้ งแบบจาลองท่ี
๓. ตระหนักถงึ บรรยายวัฏจกั ร ชวี ติ ของสัตวแ์ ละ
ความสาคญั ของส่วนตา่ ง ๆ เปรียบเทียบ วัฏจกั รชีวติ ของ
ของรา่ งกายตนเอง โดยการ สตั ว์บางชนดิ
ดูแล ส่วนต่างๆ อยา่ ง ๔. ตระหนักถึงคุณคา่ ของชีวิต
ถกู ต้อง ให้ปลอดภัยและ สตั ว์ โดยไม่ทาให้วัฏจกั รชวี ิตของ
รกั ษาความ สะอาดอยู่เสมอ สัตว์เปล่ียนแปลง
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. บรรยายหน้าท่ี ของราก ๑. ระบุสารอาหารและบอก
ลาต้น ใบและดอกของพืช ประโยชนข์ อง สารอาหารแต่ละ
ดอกโดยใชข้ ้อมูลทร่ี วบรวม ประเภทจากอาหารทีต่ นเอง
ได้ รบั ประทาน
๒. บอกแนวทางในการเลอื ก
รับประทาน อาหารใหไ้ ด้
สารอาหารครบถว้ นในสดั สว่ นที่
๒๗
ตัวช้ีวดั ชนั้ ปี
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
เหมาะสมกับเพศและวยั รวมทง้ั ความ
ปลอดภยั ตอ่ สุขภาพ
๓. ตระหนักถงึ ความสาคัญของ
สารอาหาร โดยการเลอื กรบั ประทาน
อาหารท่มี ีสารอาหาร ครบถ้วนใน
สัดสว่ นที่เหมาะสมกับเพศ และวัย
รวมทงั้ ปลอดภยั ต่อสุขภาพ
๔. สรา้ งแบบจาลอง ระบบย่อยอาหาร
และบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบ
ย่อยอาหาร รวมทั้ง อธิบายการย่อย
อาหารและการ ดูดซึมสารอาหาร
๕. ตระหนกั ถงึ ความสาคัญของระบบ
ย่อยอาหาร โดยการบอก แนวทางใน
การดแู ลรักษาอวัยวะในระบบยอ่ ย
อาหารให้ทางานเปน็ ปกติ
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ีผลต่อสิ่งมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ัฒนาการ
ของสิ่งมีชีวิต รวมทงั้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชวี้ ดั ชั้นปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
- ๑. เปรยี บเทยี บ ลกั ษณะของสงิ่ มีชวี ติ
และสิง่ ไมม่ ีชีวติ จากข้อมูลทรี่ วบรวมได้
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. จาแนกส่งิ มีชวี ติ โดยใชค้ วามเหมอื น ๑. อธบิ ายลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมท่มี ีการ -
และความแตกตา่ งของลกั ษณะของ ถ่ายทอดจากพ่อแม่สลู่ กู ของพืช สตั ว์
ส่ิงมชี ีวิต ออกเปน็ กลุ่มพชื กลุ่มสัตว์ และ และมนุษย์
กลมุ่ ที่ไมใ่ ชพ่ ืชและสัตว์ ๒. แสดงความอยากรู้อยากเห็นโดยการ
ตัวช้ีวัดช้ันปี ๒๘
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๒. จาแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและพชื ไม่มี ถามคาถามเกี่ยวกบั ลกั ษณะที่คล้ายคลึง
ดอก โดยใชก้ ารมดี อกเปน็ เกณฑ์ โดยใช้ กันของตนเองกับพ่อแม่
ข้อมูลทรี่ วบรวมได้
๓. จาแนกสัตว์ออกเปน็ สัตว์มกี ระดูกสัน
หลงั และสัตว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั โดยใช้
การมกี ระดกู สนั หลงั เปน็ เกณฑ์ โดยใช้
ขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้
๔. บรรยายลกั ษณะ เฉพาะท่ีสังเกตได้
ของสตั ว์มีกระดูกสนั หลังในกลุ่มปลา กลุ่ม
สัตวส์ ะเทินน้าสะเทินบก กลมุ่
สัตวเ์ ล้อื ยคลาน กล่มุ นก และกลมุ่ สัตว์
เลีย้ งลกู ด้วยน้านม และยกตัวอย่าง
ส่ิงมีชีวติ ในแต่ละกลุ่ม
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยึดเหน่ยี วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
ตัวชี้วัดชนั้ ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑. อธิบายสมบัตทิ ส่ี งั เกตได้ของ ๑. เปรยี บเทยี บสมบัตกิ ารดูดซบั นา้ ๑. อธบิ ายว่าวตั ถุประกอบข้ึนจาก
วัสดทุ ่ใี ช้ทาวตั ถซุ ึ่งทาจากวัสดุ ของวัสดุโดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ ช้ินส่วน ย่อย ๆ ซ่งึ สามารถแยก
ชนิดเดียวหรอื หลายชนิด และระบุการนาสมบตั ิการดดู ซับน้า ออกจากกนั ได้และประกอบกัน
ประกอบกนั โดยใชห้ ลักฐานเชิง ของวัสดไุ ปประยุกต์ใช้ในการทาวัตถุ เปน็ วัตถชุ นิ้ ใหมไ่ ด้ โดยใช้หลกั ฐาน
ประจักษ์ ในชวี ติ ประจาวนั เชงิ ประจักษ์
๒. ระบุชนิดของวัสดแุ ละจัดกลมุ่ ๒. อธิบายสมบัติท่ีสงั เกตไดข้ องวัสดุ ๒. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลงของ
วัสดุตามสมบตั ทิ สี่ ังเกตได้ ทเ่ี กดิ จากการนาวัสดมุ าผสมกัน โดย วสั ดุเมือ่ ทาใหร้ ้อนขนึ้ หรือทาให้
ใช้หลักฐานเชงิ ประจักษ์
๒๙
ป. ๔ ตวั ชี้วดั ช้ันปี เย็นลง โดยใช้หลกั ฐานเชงิ
๑. เปรยี บเทยี บสมบตั ทิ าง ๓. เปรยี บเทียบสมบัติทส่ี ังเกตได้ ประจักษ์
กายภาพ ด้านความแข็ง สภาพ ของวัสดุเพื่อนามาทาเปน็ วตั ถุในการ
ยดื หยนุ่ การนาความร้อน และ ใช้งานตามวัตถปุ ระสงค์ และอธิบาย ป. ๖
การนาไฟฟ้าของวัสดุโดยใช้ การนาวสั ดุท่ีใช้แล้วกลบั มาใช้ใหม่ ๑. อธบิ ายและเปรยี บเทียบการ
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์จากการ โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์ แยกสารผสมโดยการหยิบออก
ทดลองและระบุการนาสมบัติ ๔. ตระหนกั ถึงประโยชน์ของการนา การรอ่ น การใช้แม่เหลก็ ดึงดดู
เรื่องความแขง็ สภาพยืดหยุ่น วสั ดุท่ีใชแ้ ล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยการ การรนิ ออก การกรอง และการ
การนาความร้อน และการนา นาวสั ดุท่ใี ช้แลว้ กลับมาใชใ้ หม่ ตกตะกอน โดยใชห้ ลกั ฐานเชิง
ไฟฟา้ ของวัสดไุ ปใชใ้ น ประจักษ์ รวมทั้งระบุวิธแี ก้ปัญหา
ชวี ิตประจาวัน ผา่ นกระบวนการ ป. ๕ ในชวี ติ ประจาวันเก่ียวกบั การแยก
ออกแบบช้นิ งาน ๒. แลกเปลี่ยน ๑. อธิบายการเปลยี่ นสถานะ ของ สาร
ความคิดกบั ผอู้ น่ื โดยการอภิปราย สสารเม่ือทาใหส้ สารร้อนขนึ้ หรือเยน็
เกยี่ วกบั สมบตั ทิ างกายภาพของ ลง โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
วสั ดุอยา่ งมเี หตุผลจากการ ๒. อธบิ ายการละลายของสารในนา้
ทดลอง โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
๓. เปรยี บเทียบสมบตั ขิ องสสาร ๓. วเิ คราะหก์ ารเปล่ียนแปลงของ
ท้งั ๓ สถานะ จากข้อมูลทไี่ ด้จาก สารเมื่อเกิดการเปลีย่ นแปลงทางเคมี
การสงั เกตมวล การตอ้ งการที่อยู่ โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์
รปู รา่ งและปรมิ าตรของสสาร ๔. วิเคราะหแ์ ละระบุการ
๔. ใช้เครอื่ งมือเพื่อวดั มวล และ เปลีย่ นแปลงทผ่ี นั กลบั ได้และการ
ปรมิ าตรของสสารท้ัง ๓ สถานะ เปล่ยี นแปลงทผี่ ันกลับไม่ได้
๓๐
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวนั ผลของแรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ ลักษณะการ
เคล่อื นทีแ่ บบ ตา่ งๆ ของวตั ถุ รวมทงั้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตัวช้วี ดั ช้นั ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
- - ๑. ระบุผลของแรงท่ีมตี ่อการเปลี่ยนแปลง
การเคลือ่ นทข่ี องวตั ถจุ ากหลกั ฐานเชิง
ประจกั ษ์
๒. เปรยี บเทียบและยกตัวอย่างแรงสมั ผัส
และแรงไมส่ ัมผัสท่ีมผี ลต่อการเคล่อื นที่
ของวตั ถโุ ดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
๓. จาแนกวัตถโุ ดยใชก้ ารดึงดูดกบั
แม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลกั ฐานเชงิ
ประจกั ษ์
๔. ระบขุ วั้ แมเ่ หล็กและพยากรณผ์ ลที่
เกดิ ขน้ึ ระหวา่ งขวั้ แม่เหล็กเม่ือนามาเขา้
ใกล้กนั จากหลักฐานเชงิ ประจักษ์
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. ระบุผลของแรงโน้มถ่วงทม่ี ีต่อ ๑. อธบิ ายวธิ ีการหาแรงลพั ธ์ ๑. อธิบายการเกดิ และผลของแรงไฟฟา้
วัตถุจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ของแรงหลายแรงในแนว ซ่งึ เกิดจากวัตถทุ ่ีผา่ นการ ขัดถูโดยใช้
๒. ใชเ้ ครือ่ งช่งั สปรงิ ในการวดั เดยี วกนั ทก่ี ระทาต่อวตั ถุใน หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์
นา้ หนักของวัตถุ กรณีทว่ี ตั ถุอยู่น่งิ จากหลักฐาน
๓. บรรยายมวลของวตั ถุทีม่ ีผล เชิงประจกั ษ์
ต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลอื่ นที่ ๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงท่ี
ของวัตถจุ ากหลักฐานเชงิ กระทาต่อวัตถุที่อยู่ในแนว
ประจกั ษ์ เดยี วกนั และแรงลัพธท์ ี่กระทา
ต่อวตั ถุ
๓. ใชเ้ ครอื่ งชัง่ สปรงิ ในการวดั
แรงทกี่ ระทาต่อวัตถุ
๓๑
ตัวชี้วัดชัน้ ปี
๔. ระบผุ ลของแรงเสียดทานที่
มตี อ่ การเปลีย่ นแปลงการ
เคลือ่ นท่ีของวัตถุจากหลักฐาน
เชิงประจักษ์
๕. เขยี นแผนภาพแสดงแรง
เสียดทานและแรงท่ีอยใู่ นแนว
เดียวกนั ทกี่ ระทาต่อวัตถุ
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน ปฏิสัมพนั ธ์
ระหว่างสสาร และพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจาวัน ธรรมชาติของคลนื่ ปรากฏการณ์ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั เสียง
แสง และคลน่ื แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้ีวดั ชนั้ ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑. บรรยายการเกิดเสยี งและทิศ ๑. บรรยายแนวการเคลอื่ นท่ี ๑. ยกตวั อย่างการเปลยี่ นพลังงานหนึง่ ไป
ทางการเคลื่อนที่ของเสยี งจาก ของแสงจากแหลง่ กาเนิดแสง เปน็ อกี พลังงานหน่งึ จากหลกั ฐานเชิง
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ และอธบิ ายการมองเห็นวัตถุ ประจกั ษ์
จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ๒. บรรยายการทางานของเครอื่ งกาเนิด
๒. ตระหนักในคณุ คา่ ของ ไฟฟ้าและระบุแหล่งพลงั งานในการผลติ
ความรขู้ องการมองเห็นโดย ไฟฟ้าจากข้อมูลท่รี วบรวมได้
เสนอแนะแนวทางการปอ้ งกัน ๓. ตระหนักในประโยชน์และโทษของ
อันตรายจากการมองวัตถุทีอ่ ยู่ ไฟฟา้ โดยนาเสนอวธิ ีการใช้ไฟฟ้าอย่าง
ในบริเวณทมี่ ีแสงสว่างไม่ ประหยดั และปลอดภยั
เหมาะสม
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. จาแนกวัตถุเปน็ ตัวกลาง ๑. อธิบายการได้ยินเสยี งผ่าน ๑. ระบสุ ่วนประกอบและบรรยายหนา้ ท่ี
โปรง่ ใส ตัวกลางโปร่งแสง และ ตัวกลางจากหลกั ฐานเชิง ของแต่ละสว่ นประกอบของวงจรไฟฟา้
วตั ถทุ ึบแสง จากลักษณะการ ประจกั ษ์ อยา่ งงา่ ยจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
มองเห็นสิ่งตา่ ง ๆ ผ่านวัตถุนั้น ๒. ระบุตัวแปร ทดลองและ ๒. เขียนแผนภาพและต่อวงจรไฟฟา้ อย่าง
เปน็ เกณฑ์โดยใช้หลักฐานเชงิ อธิบายลกั ษณะและการเกดิ งา่ ย
ประจกั ษ์ เสยี งสูง เสียงต่า
๓๒
ตวั ชี้วัดช้ันปี ๓. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย
๓. ออกแบบการทดลองและ วธิ ีท่เี หมาะสมในการอธบิ ายวิธีการและผล
อธบิ ายลักษณะและการเกดิ ของการตอ่ เซลล์ไฟฟา้ แบบอนกุ รม
เสยี งดงั เสยี งค่อย ๔. ตระหนักถึงประโยชนข์ องความรู้ของ
๔. วดั ระดบั เสียงโดยใช้ การตอ่ เซลล์ไฟฟา้ แบบอนุกรมโดยบอก
เครื่องมือวัดระดับเสยี ง ประโยชน์และการประยกุ ต์ใชใ้ น
๕. ตระหนกั ในคุณค่าของ ชวี ติ ประจาวัน
ความรเู้ รอื่ งระดับเสยี งโดย ๕. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย
เสนอแนะแนวทางในการ วิธที ี่เหมาะสมในการอธบิ ายการต่อหลอด
หลีกเลยี่ งและลดมลพษิ ทาง ไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนาน
เสยี ง ๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรขู้ อง
การต่อหลอดไฟฟ้า แบบอนุกรมและ
แบบขนาน โดยบอกประโยชน์ ข้อจากัด
และการประยกุ ต์ใช้ในชีวิตประจาวนั
๗. อธิบายการเกิด เงามืดเงามวั จาก
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
๘. เขียนแผนภาพรังสขี องแสงแสดงการ
เกิด เงามดื เงามวั
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และ ระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยี อวกาศ
ตัวชีว้ ัดช้นั ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑.ระบุดาวท่ปี รากฏบนท้องฟ้า ๑. อธิบายแบบรูป เส้นทางการ
ในเวลากลางวัน และกลางคืน ขึ้น และตกของ ดวงอาทติ ยโ์ ดย
จากข้อมูลท่ีรวบรวมได้ ใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์
๒. อธบิ ายสาเหตทุ ีม่ องไม่เหน็ ๒. อธบิ ายสาเหตุการเกดิ
ดาวสว่ นใหญใ่ นเวลากลางวัน ปรากฏการณ์ การขนึ้ และตก
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ของดวงอาทติ ย์ การเกิด
๓๓
ตัวช้ีวดั ช้นั ปี
กลางวัน กลางคืน และการ
กาหนดทศิ โดยใช้ แบบจาลอง
๓. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของ
ดวงอาทติ ย์ โดย บรรยาย
ประโยชนข์ องดวงอาทิตยต์ ่อ
ส่ิงมชี ีวติ
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. อธิบายแบบรูป เสน้ ทางการ ๑. เปรยี บเทียบความแตกต่าง ๑. สร้างแบบจาลองทอี่ ธิบาย
ข้ึน และตกของ ดวงจันทร์ โดย ของดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์ การเกิดและเปรยี บเทยี บ
ใช้ หลกั ฐานเชิง ประจักษ์ จากแบบจาลอง ปรากฏการณ์ สุรยิ ปุ ราคาและ
๒. สร้างแบบจาลองท่ี อธบิ าย ๒. ใช้แผนทด่ี าวระบุตาแหนง่ จนั ทรุปราคา
แบบรปู การเปลี่ยนแปลง และเส้นทาง การขนึ้ และตกของ ๒. อธบิ าย พัฒนาการ ของ
รปู รา่ งปรากฏของดวงจนั ทร์ กลุ่มดาวฤกษบ์ นท้องฟ้า และ เทคโนโลยี อวกาศ และ
และพยากรณร์ ูปรา่ งปรากฏของ อธบิ าย แบบรูปเสน้ ทางการข้ึน ยกตัวอยา่ งการนาเทคโนโลยี
ดวงจันทร์ และตกของกล่มุ ดาวฤกษบ์ น อวกาศมาใชป้ ระโยชนใ์ น
๓. สรา้ งแบบจาลอง แสดง ทอ้ งฟา้ ในรอบปี ชวี ติ ประจาวนั จากขอ้ มูลที่
องคป์ ระกอบ ของระบบสรุ ิยะ รวบรวมได้
และอธบิ าย เปรยี บเทยี บคาบ
การโคจรของ ดาวเคราะห์
ตา่ ง ๆ จากแบบจาลอง
๓๔
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก
และบนผวิ โลก ธรณพี ิบัตภิ ัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา้ อากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้ง ผลตอ่ สิง่ มีชวี ิต
และสิง่ แวดล้อม
ตัวช้ีวดั ชน้ั ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑. อธบิ ายลักษณะภายนอกของ ๑. ระบสุ ว่ นประกอบของดิน ๑. ระบสุ ว่ นประกอบของ
หินจากลักษณะเฉพาะตวั ท่ี และจาแนกชนดิ ของดนิ โดยใช้ อากาศ บรรยายความสาคัญ
สังเกตได้ ลักษณะเนือ้ ดนิ และการจับตัว ของอากาศ และผลกระทบของ
เปน็ เกณฑ์ มลพิษทางอากาศ ต่อสงิ่ มชี ีวิต
๒. อธิบายการใช้ประโยชนจ์ าก จากข้อมูลที่รวบรวมได้
ดนิ จากข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ ๒. ตระหนกั ถึงความสาคญั ของ
อากาศ โดยนาเสนอแนว
ทางการปฏิบตั ติ นในการลดการ
เกิดมลพิษทางอากาศ
๓. อธิบายการเกดิ ลมจาก
หลกั ฐานเชิงประจักษ์
๔. บรรยายประโยชนแ์ ละโทษ
ของลมจากข้อมูลท่รี วบรวมได้
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
- ๑. เปรยี บเทียบปริมาณนา้ ใน ๑. เปรยี บเทียบกระบวนการ
แต่ละแหล่งและระบุปริมาณน้า เกดิ หินอัคนี หนิ ตะกอน และ
ทีม่ นษุ ย์สามารถนามาใช้ หินแปร และอธิบาย วฏั จักรหิน
ประโยชนไ์ ด้ จากข้อมูลที่ จากแบบจาลอง
รวบรวมได้ ๒. บรรยายและยก ตัวอยา่ งการ
ใช้ประโยชนข์ องหินและแร่ใน
๒. ตระหนกั ถึงคุณค่าของนา้ ชีวติ ประจาวนั จากข้อมลู ที่
โดยนาเสนอแนวทาง การใช้น้า รวบรวมได้
อยา่ งประหยดั และการอนรุ ักษ์ ๓. สรา้ งแบบจาลองที่อธบิ าย
น้า การเกิดซากดึกดาบรรพ์และ
๓๕
ตวั ชว้ี ัดชั้นปี คาดคะเนสภาพแวดลอ้ มในอดตี
๓. สรา้ งแบบจาลองทอี่ ธิบาย ของซากดึกดาบรรพ์
การหมุนเวยี นของนา้ ในวฏั จกั ร ๔. เปรยี บเทียบการเกดิ ลมบก
น้า ลมทะเล และมรสมุ รวมทัง้
๔. เปรียบเทียบกระบวนการ อธบิ ายผลทมี่ ตี ่อส่งิ มีชีวิตและ
เกิดเมฆ หมอก นา้ ค้าง และ ส่ิงแวดล้อมจากแบบจาลอง
นา้ ค้างแข็ง จากแบบจาลอง ๕. อธบิ ายผลของมรสมุ ต่อการ
๕. เปรียบเทียบกระบวนการ เกดิ ฤดูของประเทศไทย จาก
เกดิ ฝน หิมะ และลกู เห็บ จาก ขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้
ขอ้ มูลทีร่ วบรวมได้ ๖. บรรยายลกั ษณะและ
ผลกระทบของน้าท่วม การกัด
เซาะชายฝง่ั ดนิ ถล่ม แผน่ ดินไหว
สนึ ามิ
๗. ตระหนักถึงผลกระทบของ
ภยั ธรรมชาติและธรณพี บิ ัตภิ ัย
โดยนาเสนอแนวทางในการเฝ้า
ระวังและปฏบิ ตั ิตนให้ปลอดภัย
จากภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัติ
ภัยทอ่ี าจเกดิ ในท้องถน่ิ
๘. สร้างแบบจาลองท่ีอธบิ าย
การเกดิ ปรากฏการณ์เรอื น
กระจกและผลของปรากฏการณ์
เรอื นกระจกต่อส่ิงมีชีวิต
๙. ตระหนักถึงผลกระทบของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจกโดย
นาเสนอแนวทาง การปฏบิ ตั ติ น
เพ่อื ลดกจิ กรรมที่ก่อใหเ้ กิดแก๊ส
เรอื นกระจก
๓๖
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใช้ ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืนๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ
พัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ิต สงั คม และสิง่ แวดล้อม
ตวั ชี้วดั ชน้ั ปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
---
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
---
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชิงคานวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวติ จรงิ อย่างเป็นข้ันตอนและ
เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ รเู้ ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
ตัวชี้วัดชั้นปี
ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓
๑. แก้ปญั หาอย่างงา่ ย โดยใช้ ๑. แสดงลาดับขั้นตอนการ ๑. แสดงอัลกอริทึมในการทา
การลองผดิ ลองถกู การ ทางานหรือการแกป้ ัญหาอยา่ ง งานหรอื การแกป้ ัญหาอยา่ งง่าย
เปรยี บเทียบ งา่ ยโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือ โดยใชภ้ าพ สญั ลักษณ์ หรือ
๒. แสดงลาดบั ขัน้ ตอนการ ขอ้ ความ ขอ้ ความ
ทางานหรือการแก้ปญั หาอยา่ ง ๒. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย ๒. เขยี นโปรแกรมอย่างง่าย
ง่าย โดยใชภ้ าพ สญั ลักษณ์ โดยใชซ้ อฟต์แวรห์ รือส่ือ และ โดยใช้ซอฟต์แวรห์ รือสอ่ื และ
หรือข้อความ ตรวจหาขอ้ ผิดพลาดของ ตรวจหาข้อผิดพลาดของ
๓. เขยี นโปรแกรมอยา่ งงา่ ย โปรแกรม โปรแกรม
โดยใช้ซอฟตแ์ วร์ หรอื สื่อ ๓. ใช้เทคโนโลยีในการสรา้ ง จัด ๓. ใช้อินเทอร์เน็ตคน้ หาความรู้
๔. ใชเ้ ทคโนโลยีในการสร้าง หมวดหมู่ ค้นหา จดั เกบ็ ๔. รวบรวม ประมวลผล และ
จดั เกบ็ เรียกใช้ข้อมลู ตาม เรยี กใช้ขอ้ มูลตามวตั ถุประสงค์ นาเสนอข้อมูล โดยใชซ้ อฟต์แวร์
วตั ถปุ ระสงค์ ๔. ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ตามวัตถุประสงค์
อยา่ ง ปลอดภยั ปฏบิ ัติ ตาม
ขอ้ ตกลงใน การใช้คอมพิวเตอร์
๓๗
ตัวชี้วดั ช้ันปี
๕. ใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศ ร่วมกนั ดแู ลรักษา อุปกรณ์ ๕. ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
อยา่ ง ปลอดภยั ปฏบิ ตั ติ าม เบื้องต้น ใช้งานอยา่ ง เหมาะสม อยา่ งปลอดภยั ปฏบิ ตั ติ าม
ข้อตกลงในการใชค้ อมพวิ เตอร์ ขอ้ ตกลงในการใช้อนิ เทอรเ์ น็ต
ร่วมกนั ดูแลรักษาอุปกรณ์
เบอ้ื งตน้ ใช้งานอยา่ งเหมาะสม
ป. ๔ ป. ๕ ป. ๖
๑. ใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะในการ ๑. ใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกะในการ ๑. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการ
แก้ปญั หา การอธบิ ายการ แกป้ ญั หา การอธิบาย การงาน อธิบายและ ออกแบบวธิ ีการ
ทางาน การคาดการณผ์ ลลัพธ์ การคาดการณ์ผลลัพธจ์ าก แก้ปญั หาท่ีพบใน
จากปัญหาอย่างงา่ ย ปัญหาอยา่ งง่าย ชวี ิตประจาวัน
๒. ออกแบบ และเขียน ๒. ออกแบบและเขียน ๒. ออกแบบและเขยี นโปรแกรม
โปรแกรมอยา่ งงา่ ย โดยใช้ โปรแกรมทีม่ ีการใช้เหตุผลเชงิ อย่างงา่ ยเพื่อแกป้ ัญหาในชวี ติ
ซอฟต์แวร์หรอื ส่ือ และตรวจหา ตรรกะอยา่ งง่าย ตรวจหา ประจาวนั ตรวจหาข้อผิดพลาด
ข้อผิดพลาดและแก้ไข ๓. ใช้ ข้อผดิ พลาดและแก้ไข ของ โปรแกรมและแก้ไข
อนิ เทอรเ์ นต็ คน้ หาความรู้ และ ๓. ใชอ้ ินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูล ๓. ใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ ในการค้นหา
ประเมนิ ความนา่ เช่ือถือของ ติดตอ่ สื่อสาร และทางาน ขอ้ มูลอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
ข้อมูล รว่ มกัน ประเมนิ ความนา่ เช่ือถอื ๔. ใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศ
๔. รวบรวม ประเมนิ นาเสนอ ของข้อมลู ทางานรว่ มกันอย่างปลอดภยั
ขอ้ มลู และสารสนเทศ โดยใช้ ๔. รวบรวม ประเมนิ นาเสนอ เข้าใจสทิ ธิและหนา้ ทข่ี องตน
ซอฟต์แวรท์ ่หี ลากหลาย เพ่ือ ข้อมลู และสารสนเทศ ตาม เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้ง
แกป้ ญั หาในชวี ิตประจาวัน วตั ถุประสงคโ์ ดยใช้ซอฟต์แวร์ ผ้เู กย่ี วข้องเม่ือพบข้อมูลหรือ
๕. ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ หรือบริการบนอินเทอรเ์ นต็ ที่ บคุ คลท่ีไมเ่ หมาะสม
อยา่ ง ปลอดภัย เขา้ ใจ สิทธิและ หลากหลาย เพื่อ แก้ปัญหาใน
หน้าท่ี ของตน เคารพใน สิทธิ ชีวิตประจาวัน
ของผู้อื่น แจ้งผู้เกยี่ วข้องเม่ือพบ ๕. ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
ขอ้ มูลหรือบุคคลที่ ไมเ่ หมาะสม อยา่ ง ปลอดภัย มีมารยาท
เขา้ ใจสิทธิและหน้าที่ของตน
เคารพในสิทธิ ของผู้อืน่ แจง้
ผู้เกยี่ วขอ้ ง เมื่อพบข้อมลู หรอื
บุคคล ทไ่ี มเ่ หมาะสม
๓๘
ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา
สิง่ แวดล้อมรวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
-บริเวณต่าง ๆ ในท้องถ่ิน เช่น สนามหญ้า ใต้ต้นไม้
ว ๑.๑ ป ๑/๑ ๑. ระบุชอื่ พชื และสัตวท์ ี่อาศยั สวนหย่อม แหล่งน้า อาจพบพืชและสัตว์หลายชนิด
อาศัยอยู่
อย่บู ริเวณตา่ ง ๆ จากข้อมลู ท่ี -บริเวณท่ีแตกต่างกันอาจพบพืชและสัตว์แตกต่างกัน
เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละบริเวณจะมี ความ
รวบรวมได้ เหมาะสมตอ่ การดารงชีวติ ของพชื และสตั ว์ ทอี่ าศยั อยู่ใน
แต่ละบริเวณ เช่น สระน้า มีน้าเป็นที่อยู่ อาศัยของหอย
ว ๑.๑ ป ๑/๒ ๒. บอกสภาพแวดลอ้ มท่ี ปลา สาหร่าย เป็นท่ีหลบภัยและมี แหล่งอาหารของ
เหมาะสมกบั การดารงชวี ิตของ หอยและปลา บรเิ วณต้นมะม่วงมี ตน้ มะม่วงเปน็ แหล่งท่ี
สตั วใ์ นบริเวณท่ีอาศัยอยู่ อยู่ และมีอาหารสาหรับกระรอกและมด
- ถ้าสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พืชและสัตว์อาศัยอยู่มี
การเปล่ียนแปลง จะมีผลต่อการดารงชีวิตของพืชและ
สัตว์
๙๐
สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารผ่านเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กันรวมท้ังนาความรู้ไป
ใช้ประโยชน์
รหสั ตัวชี้วดั ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ว ๑.๒ ป ๑/๑
๑. ระบชุ ่อื บรรยายลกั ษณะ - มนุษย์มีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและหน้าท่ีแตกต่างกัน
และบอกหนา้ ที่ของสว่ นต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมในการดารงชีวิต เช่น ตามีหน้าท่ี ไว้
ของรา่ งกายมนุษย์ สัตว์ และ มองดู โดยมีหนังตาและขนตาเพ่ือป้องกันอันตรายให้กับ
พืช รวมทงั้ บรรยายการทา ตา หูมีหน้าท่ีรับฟังเสียง โดยมีใบหูและรูหู เพื่อเป็น
หนา้ ทรี่ ่วมกัน ของส่วนต่าง ๆ ทางผ่านของเสียง ปากมีหน้าที่พูด กินอาหาร มีช่องปา
ของรา่ งกายมนุษย์ในการทา และมีริมฝีปากบนล่าง แขนและมือมีหน้าที่ยก หยิบ จับ
กิจกรรมต่าง ๆ จากข้อมลู ท่ี มีท่อนแขนและน้ิวมือที่ขยับได้ สมอง มีหน้าท่ีควบคุม
รวบรวมได้ การทางานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นก้อนอยู่ใน
กะโหลกศีรษะ โดยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะทาหน้าที่
รว่ มกันในการทากิจกรรม ในชีวติ ประจาวัน
- สัตว์มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะ
และหน้าที่แตกตา่ งกนั เพ่ือใหเ้ หมาะสม ในการดารงชีวติ
เช่น ปลามีครีบเป็นแผ่น ส่วนกบ เต่า แมว มีขา ๔ ขา
และมเี ท้า สาหรบั ใช้ในการเคลอ่ื นท่ี
- พืชมีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกัน
เพื่อให้เหมาะสมในการดารงชีวิตโดยทั่วไป รากมี
ลักษณะเรียวยาว และแตกแขนงเป็นรากเล็ก ๆ ทา
หน้าที่ดูดน้า ลาต้นมีลักษณะเป็นทรงกระบอกตั้งตรง
และมีก่ิงก้าน ทาหน้าที่ชูก่ิงก้าน ใบ และดอก ใบมี
ลักษณะเป็นแผ่นแบน ทาหน้าท่ีสร้างอาหาร นอกจากนี้
พืชหลายชนิดอาจมีดอกท่ีมีสี รูปร่างต่าง ๆ ทาหน้าท่ี
สืบพันธ์ุ รวมทั้งมีผลท่ีมีเปลือก มีเนื้อห่อหุ้มเมล็ด และมี
เมลด็ ซง่ึ สามารถงอกเป็นตน้ ใหม่ได้
๙๑
รหัสตวั ชี้วดั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ว ๑.๒ ป๑/๒ ๒. ตระหนักถงึ ความสาคญั - มนุษย์ใชส้ ่วนตา่ ง ๆ ของรา่ งกายในการทากจิ กรรมต่าง
ของสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกาย ๆ เพื่อการดารงชีวิต มนุษย์จึงควรใช้ส่วนต่าง ๆของ
ตนเอง โดยการดูแลสว่ นตา่ ง ร่างกายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษา ความสะอาด
ๆ อยู่เสมอ เช่น ใช้ตามองตัวหนังสือในท่ี ๆ มีแสงสว่าง
อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัย เพียงพอ ดูแลตาให้ปลอดภัยจากอันตราย และรักษา
และรกั ษา ความสะอาดอยู่ ความสะอาดตาอยู่เสมอ
เสมอ
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม สาร
พันธกุ รรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมผี ลตอ่ ส่ิงมชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ัฒนาการ
ของสง่ิ มีชีวิต รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
รหัสตัวช้ีวัด ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
-- -
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหวา่ งสมบัติของสสารกับ
โครงสรา้ งและแรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
รหัสตวั ชี้วัด ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ว ๒.๑ ป ๑/๑ ๑. อธบิ ายสมบัตทิ สี่ งั เกตไดข้ อง -วัสดุทใ่ี ช้ทาวัตถุทเ่ี ป็นของเล่น ของใช้ มหี ลายชนิด
วัสดุทีใ่ ช้ทาวัตถซุ ่ึงทาจากวัสดุ เช่น ผา้ แก้ว พลาสติก ยาง ไม้ อิฐ หิน กระดาษ โลหะ
ว ๒.๑ ป ๑/๒ ชนดิ เดียว หรือหลายชนิด วัสดุแตล่ ะชนิดมีสมบัติทีส่ งั เกตไดต้ า่ ง ๆ เชน่ สี นุม่
ประกอบกนั โดยใชห้ ลักฐานเชิง แขง็ ขรขุ ระ เรยี บ ใส ขนุ่ ยดื หดได้ บดิ งอได้
ประจกั ษ์ - สมบัติทีส่ ังเกตไดข้ องวสั ดุแตช่ นดิ อาจเหมือนกนั ซึ่ง
๒. ระบชุ นิดของวสั ดแุ ละจดั สามารถนามาใชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการจดั กลุม่ วัสดุได้
กลมุ่ วัสดตุ ามสมบัติที่สงั เกตได้ วสั ดบุ างอยา่ งสามารถนามาประกอบกนั เพอื่ ทาเป็น
วตั ถตุ า่ ง ๆ เช่น ผา้ และกระดุม ใชท้ าเสือ้ ไมแ้ ละโลหะ
ใชท้ ากระทะ
๙๒
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคล่ือนที่แบบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
- - -
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒. ๓ เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสมั พนั ธ์
ระหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ติ ประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั เสยี ง
แสง และคล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
รหัสตวั ชี้วดั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ว ๒.๓ ป ๑/๑ ๑. บรรยายการเกิดเสียงและ -เสียงเกิดจากการสน่ั ของวัตถุ วัตถทุ ี่ทาใหเ้ กดิ เสียง
ทศิ ทาง การเคลื่อนทีข่ องเสียง เปน็ แหลง่ กาเนดิ เสยี งซ่ึงมีทั้งแหลง่ กาเนิดเสียงตาม
จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ ธรรมชาตแิ ละแหล่งกาเนิดเสยี งท่ีมนุษย์สร้างขึ้น เสียง
เคลือ่ นท่ีออกจากแหลง่ กาเนดิ เสียงทุกทิศทาง
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิตและการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ
รหัสตัวชี้วัด ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ว ๓.๑ ป ๑/๑ ๑. ระบุดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้า - บนทอ้ งฟ้ามดี วงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ซ่งึ ใน
ในเวลากลางวนั และกลางคืน เวลากลางวนั จะมองเหน็ ดวงอาทิตยแ์ ละอาจมองเห็น
ว ๓.๑ ป ๑/๒ จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ ดวงจันทร์บางเวลาในบางวนั แตไ่ ม่สามารถมองเห็น
๒. อธบิ ายสาเหตุทมี่ องไม่เห็น ดาว
ดาวสว่ นใหญ่ ในเวลากลางวัน -ในเวลากลางวนั มองไม่เหน็ ดาวสว่ นใหญเ่ นือ่ งจาก
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ แสงอาทิตยส์ ว่างกวา่ จึงกลบแสงของดาว ส่วนในเวลา
กลางคนื จะมองเหน็ ดาวและมองเหน็ ดวงจันทร์ เกือบ
ทุกคนื
๙๓
สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลกรวมทั้งผลต่อ
สงิ่ มชี วี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม
รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ว ๓.๒ ป ๑/๑ ๑. อธบิ ายลักษณะภายนอกของ -หินทอี่ ยใู่ นธรรมชาติมีลักษณะภายนอกเฉพาตัว ที่
หิน จากลักษณะเฉพาะตวั ท่ี สังเกตได้ เชน่ สี ลวดลาย น้าหนกั ความแข็ง และเน้ือ
สงั เกตได้ หิน
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเรว็ ใช้ความรู้และทักษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแกป้ ญั หา หรอื พฒั นา
งานอยา่ งมคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใช้
เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม
รหสั ตัวชี้วัด ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
-- -
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเปน็ ข้ันตอนและ
เป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ รเู้ ทา่ ทนั และมีจริยธรรม
รหัสตวั ชี้วดั ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ว ๔.๒ ป ๑/๑ ๑. แก้ปญั หาอยา่ งงา่ ยโดยใช้ - การแกป้ ัญหาให้ประสบความสาเร็จทาได้โดยใช้
การลองผิดลองถูก การ ขั้นตอนการแก้ปัญหา
เปรยี บเทยี บ - ปัญหาอย่างง่าย เชน่ เกมเขาวงกต เกมหาจดุ แตกต่าง
ของภาพการจดั หนงั สือใส่กระเป๋า
ว ๔.๒ ป ๑/๒ ๒. แสดงลาดบั ขน้ั ตอนการ - การแสดงข้ันตอนการแกป้ ัญหาทาได้โดยการเขยี น
ทางาน หรือ การแก้ปญั หา บอกเลา่ วาดภาพ หรือใชส้ ญั ลกั ษณ์
อยา่ งง่ายโดยใช้ภาพ - ปัญหาอย่างงา่ ย เชน่ เกมเขาวงกต เกมหาจุดแตกต่าง
สญั ลกั ษณ์ หรอื ขอ้ ความ ของภาพ การจดั หนังสือใส่กระเป๋า
ว ๔.๒ ป ๑/๓ ๓. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย - การเขียนโปรแกรมเป็นการสรา้ งลาดบั ของคาสั่ง ให้
โดยใช้ซอฟตแ์ วรห์ รือสื่อ คอมพวิ เตอร์ทางาน
๙๔
รหสั ตัวชี้วัด ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ว ๔.๒ ป ๑/๔ - ตวั อยา่ งโปรแกรม เชน่ เขียนโปรแกรมส่ังให้ ตัวละคร
๔.ใชเ้ ทคโนโลยใี นการสรา้ ง ย้ายตาแหน่ง ย่อขยายขนาด เปล่ยี นรปู ร่าง
ว ๔.๒ ป ๑/๕ จัดเกบ็ เรียกใช้ข้อมูลตาม - ซอฟต์แวร์ หรอื สื่อทีใ่ ชใ้ นการเขียนโปรแกรม เช่น ใช้
วัตถุประสงค์ บัตรคาสั่งแสดงการเขียนโปรแกรม, Code.org
- การใชง้ านอุปกรณเ์ ทคโนโลยีเบอ้ื งตน้ เชน่ การใชเ้ มาส์
๕. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คียบ์ อรด์ จอสัมผัส การเปิด-ปิด อุปกรณ์เทคโนโลยี
อย่างปลอดภัย ปฏบิ ัติตาม -การใชง้ านซอฟต์แวร์เบ้ืองต้น เชน่ การเข้าและออกจาก
ขอ้ ตกลงในการใช้ โปรแกรม การสร้างไฟล์ การจดั เกบ็ การเรียกใชไ้ ฟล์ ทา
คอมพิวเตอรร์ ว่ มกนั ดแู ล ได้ในโปรแกรม เช่น โปรแกรมประมวลคา โปรแกรม
รกั ษาอปุ กรณ์เบื้องต้น ใชง้ าน กราฟิก โปรแกรมนาเสนอ
อยา่ งเหมาะสม -การสรา้ งและจัดเก็บไฟล์อย่างเปน็ ระบบจะทาให้
เรยี กใช้ ค้นหาข้อมลู ไดง้ า่ ยและรวดเร็ว
- การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย เชน่ ร้จู ัก
ขอ้ มลู ส่วนตัว อนั ตรายจากการเผยแพรข่ ้อมลู สว่ นตัว
และไมบ่ อกข้อมลู ส่วนตวั กับบุคคลอ่นื ยกเวน้ ผู้ปกครอง
หรอื ครู แจง้ ผู้เกย่ี วข้องเม่ือต้องการ ความชว่ ยเหลือ
เกย่ี วกับการใช้งาน
- ข้อปฏบิ ัตใิ นการใช้งานและการดแู ลรกั ษาอปุ กรณ์ เช่น
ไม่ขดี เขียนบนอปุ กรณ์ ทาความสะอาด ใชอ้ ปุ กรณ์อย่าง
ถูกวิธี
- การใชง้ านอย่างเหมาะสม เช่น จดั ท่านัง่ ให้ถูกต้อง การ
พักสายตาเม่ือใชอ้ ุปกรณเ์ ป็นเวลานาน ระมดั ระวัง
อุบตั เิ หตจุ ากการใช้งาน
๙๕
ตัวชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๒
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสิ่งไม่มีชวี ิตกบั สิ่งมีชีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิ เวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา
สง่ิ แวดลอ้ มรวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
รหัสตัวช้ีวดั ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
-- -
สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารผ่านเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กันรวมท้ังนา
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
รหสั ตัวช้ีวดั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ว ๑.๒ ป ๒/๑ ๑. ระบุวา่ พชื ตอ้ งการแสง - พชื ตอ้ งการน้า แสง เพ่ือการเจรญิ เติบโต
และนา้ เพื่อการเจริญ เตบิ โต
โดยใช้ขอ้ มลู จากหลักฐาน
เชงิ ประจักษ์
ว ๑.๒ ป ๒/๒ ๒. ตระหนกั ถงึ ความจาเป็น
ท่ีพืชต้องไดร้ บั นา้ และแสง
เพ่อื การเจรญิ เติบโต โดย
ดแู ลพืชให้ได้ รบั สงิ่ ดังกล่าว
อย่างเหมาะสม
ว ๑.๒ ป ๒/๓ ๓. สรา้ งแบบจาลองท่ี - พชื ดอกเมื่อเจริญเติบโตและมดี อก ดอกจะมี การ
บรรยายวัฏจักรชีวิตของพืช สบื พันธุ์เปล่ียนแปลงไปเปน็ ผล ภายในผลมเี มล็ด เม่ือ
ดอก เมล็ดงอก ต้นอ่อนท่ีอยูภ่ ายในเมลด็ จะเจรญิ เตบิ โตเป็น
พชื ต้นใหม่ พืชตน้ ใหมจ่ ะเจริญเตบิ โต ออกดอกเพ่อื
๙๖
รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
สืบพันธมุ์ ีผลตอ่ ไปได้อกี หมนุ เวยี นต่อเน่ืองเป็นวัฏจกั รชีวติ
ของพชื ดอก
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่มี ีผลต่อสง่ิ มีชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการ
ของสิง่ มชี วี ติ รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ว ๑.๓ ป ๒/๑ ๑. เปรยี บเทยี บลักษณะของ - สิ่งท่อี ยรู่ อบตัวเรามีทง้ั ทเี่ ปน็ สงิ่ มีชีวติ และสิ่งไม่มีชีวติ
ส่ิงมชี วี ติ และส่งิ ไม่มีชวี ติ ส่งิ มชี ีวิตต้องการอาหาร มีการหายใจ เจรญิ เตบิ โต
จากข้อมลู ท่รี วบรวมได้ ขับถ่าย เคลื่อนไหว ตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ และสบื พันธ์ุได้
ลูกทม่ี ีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกับพ่อแม่ ส่วนสงิ่ ไม่มีชีวติ จะไม่
มลี ักษณะดังกล่าว
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
รหสั ตวั ช้ีวดั ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ว ๒.๑ ป ๒/๑ ๑. เปรียบเทียบสมบัตกิ าร - วสั ดุแต่ละชนิดมีสมบัติการดูดซบั น้าแตกตา่ งกนั จึง
ดูดซบั น้าของวัสดโุ ดยใช้ นาไปทาวัตถุเพื่อใชป้ ระโยชน์ได้แตกตา่ งกัน เชน่ ใช้ผา้ ที่
ว ๒.๑ ป ๒/๒ หลกั ฐานเชิงประจักษ์ และ ดูดซับน้าได้มากทาผ้าเช็ดตวั ใชพ้ ลาสตกิ ซ่ึงไม่ดูดซับน้า
ระบุการนาสมบัติการดดู ซับ ทาร่ม
นา้ ของวัสดไุ ปประยุกตใ์ ชใ้ น
การทาวัตถใุ นชีวติ ประจาวนั - วสั ดบุ างอยา่ งสามาถนามาผสมกนั ซึ่งทาใหไ้ ด้สมบัติที่
๒. อธบิ ายสมบัตทิ ่ีสงั เกตได้ เหมาะสมเพ่อื นาไปใช้ประโยชนต์ ามต้องการ เช่น แป้ง
ของวัสดทุ เ่ี กิดจากการนา ผสมน้าตาลและน้ากะทิ ใช้ทาขนมไทย ปนู ปลาสเตอร์
วัสดมุ าผสมกนั โดยใช้ ผสมเยื่อกระดาษใช้ทากระปกุ ออมสิน ปนู ผสมหนิ ทราย
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ และน้าใชท้ าคอนกรีต