๑๔๗
ว ๒.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒ ,ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕
ว ๒.๓ ป.๕/๑, ป.๕/๒ ,ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕
ว ๓.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒
ว ๓.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒ ,ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕
ว ๔.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒ ,ป.๕/๓, ป.๕/๔, ป.๕/๕
รวม ๔ มาตรฐาน ๓๒ ตัวชี้วดั
๑๔๘
คาอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
ว๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๑๖๐ ช่วั โมง
ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ สารอาหาร การเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหาร
ครบถ้วนในสัดส่วนท่ีเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ ระบบย่อยอาหาร การแยกสารผสมโดยการหยิบ
ออก การร่อน การใช้แม่เหล็กดึงดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน แรงไฟฟ้าซึ่งเกิดจากวตั ถุท่ี
ผ่านการ ขัดถู การต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมและการนาไปใช้ประโยชน์ การ
ต่อหลอดไฟฟ้า แบบอนุกรมและแบบขนานและการนาไปใช้ประโยชน์ การเกิดเงามืดเงามัว ปรากฏการณ์
สรุ ิยปุ ราคา และจนั ทรุปราคา เทคโนโลยีอวกาศ กระบวนการเกิดหินอคั นี หินตะกอน และหนิ แปร และวัฏ
จักรหิน ลักษณะและสมบัติของหินและแร่ การใช้ประโยชน์ของหินและแร่ การเกิดซากดึกดาบรรพ์และ
สภาพแวดล้อม ในอดีตของซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม ผลของมรสุมต่อการเกิด
ฤดูของประเทศไทย ลักษณะและผลกระทบของน้าท่วม การกัดเซาะชายฝ่ัง ดินถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิ
การเกดิ และผลกระทบ ของปรากฏการณ์เรอื นกระจก การใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะในการอธิบายและออกแบบ
วิธีการแก้ปัญหา การ ออกแบบ การเขียนโปรแกรมและการตรวจหาข้อผิดพลาด การค้นหาข้อมูลใน
อินเทอรเ์ นต็ อย่างมี ประสิทธภิ าพ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการทางานร่วมกนั
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล สร้าง
แบบจาลอง และอธิบายผลการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ข้ัน พื้นฐานและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสารเบ้ืองต้น สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น อธิบาย
และออกแบบวธิ กี าร แก้ปัญหาโดยใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะ เขียนโปรแกรมอยา่ งงา่ ยเพ่อื แก้ปญั หาและตรวจหา
ข้อผิดพลาดของ โปรแกรม ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ทางานร่วมกนั
ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรใ์ นการดารงชวี ิต ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศร่วมกนั อยา่ งปลอดภยั เข้าใจสิทธิและหนา้ ท่ีของ
ตน เคารพในสทิ ธขิ องผ้อู ื่น มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม
มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด
ว ๑.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒ ,ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕
ว ๒.๑ ป.๖/๑
ว ๒.๒ ป.๖/๑
ว ๒.๓ ป.๖/๑, ป.๖/๒ ,ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕,ป.๖/๖, ป.๖/๗,ป.๖/๘
๑๔๙
ว ๓.๑ ป.๖/๑,ป.๖/๒
ว ๓.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒ ,ป.๖/๓, ป.๖/๔, ป.๖/๕,ป.๖/๖, ป.๖/๗,ป.๖/๘,ป.๖/๙
ว ๔.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒ ,ป.๖/๓, ป.๖/๔
รวม ๔ มาตรฐาน ๓๐ ตัวชว้ี ดั
๑๕๐
โครงสร้างรายวชิ า ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๑
รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑ เวลา ๑๒๐ ชว่ั โมง / ปี
รหสั วิชา ว๑๑๑๐๑
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ตัวชว้ี ัด จานวน นา้ หนกั คะแนน
ตวั เรา ว๑.๒ ป.๑/๑,ป.๑/๒ (ชัว่ โมง) ๑๕
๑๐
พชื และสัตวน์ ่ารู้ ว๑.๒ ป.๑/๑ ๑๖ ๑๐
๑๓
พชื และสัตว์ในบริเวณตา่ ง ๆ ว๑.๑ ป.๑/๑,ป.๑/๒ ๑๒ ๕
๗
วัสดุและลกั ษณะของวสั ดุ ว ๒.๑ ป.๑/๑, ป.๑/๒ ๑๒ ๑๐
การเกดิ เสยี ง ว ๒.๓ ป.๑/๑ ๑๕
หินในธรรมชาติ ว ๓.๒ ป.๑/๑ ๗
สารวจทอ้ งฟา้ ว ๓.๑ ป.๑/๑,ป.๑/๒ ๘
๑๐
วทิ ยาการคานวณ ว ๔.๒ ป๑/๑, ป๑/๒, ป๑/๓, ป๑/๔, ๔๐ ๓๐
รวม ป๑/๕ ๑๒๐ ๑๐๐
๑๕
๑๕๑
โครงสร้างรายวิชา ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๒
เวลา ๑๒๐ ชวั่ โมง / ปี
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๒
รหัสวิชา ว๑๒๑๐๑
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ตวั ชี้วัด จานวน(ชั่วโมง) นา้ หนักคะแนน
สง่ิ มชี ีวิตและสิ่งไม่มชี ีวติ ว ๑.๓ ป๒/๑ ๙๗
การดารงชวี ิตของพชื ว ๑.๒ ป.๒/๑,ว ๑.๒ ป.๒/๒ ๑๒ ๑๕
ศกึ ษาชวี ติ ของพชื ดอก ว ๑.๒ ป.๒/๓ ๑๖ ๑๕
สมบตั ิบางประการของวสั ดุ ว ๒.๑ ป.๒/๑,ว ๒.๑ ป.๒/๒ ๘ ๘
แสงและการมองเหน็ ว ๒.๓ ป.๒/๑,ว ๒.๓ ป.๒/๒ ๑๑ ๑๐
รู้จักดนิ ว ๓.๒ ป.๒/๒ ๑๐ ๑๐
ประโยชน์จากดนิ ว ๓.๒ ป.๒/๒ ๔๕
วิทยาการคานวณ ว ๔.๒ ป๒/๑ ,ว ๔.๒ ป๒/๒, ๔๐ ๓๐
ว ๔.๒ ป๒/๓,ว ๔.๒ ป๒/๔
รวม ๑๖ ๑๒๐ ๑๐๐
๑๕๒
โครงสรา้ งรายวชิ า ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓
เวลา ๑๒๐ ชัว่ โมง / ปี
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๓
รหัสวิชา ว๑๓๑๐๑
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ ตวั ชี้วัด จานวน(ชวั่ โมง) นา้ หนกั คะแนน
ชีวติ ของมนษุ ย์และสัตว์ ว ๑.๒ ป.๓/๑,ว ๑.๒ ป.๓/๒, ๑๕ ๑๒
ว ๑.๒ ป.๓/๓,ว ๑.๒ ป.๓/๔
๑๐ ๘
วัสดนุ ่ารู้ ว ๒.๑ ป.๓/๑,ว ๒.๑ ป.๓/๒ ๑๕ ๑๖
แรงและการเปลยี่ นแปลงการ ว ๒.๒ ป.๓/๑,ว ๒.๒ ป.๓/๑, ๑๔ ๑๒
เคลอ่ื นท่ีของวัตถุ ว ๒.๒ ป.๓/๑.ว ๒.๒ ป.๓/๑ ๑๖ ๑๕
อากาศบนโลก ว ๓.๒ ป.๓/๑,ว ๓.๒ ป.๓/๒, ๑๐ ๗
ว ๓.๒ ป.๓/๓,ว ๓.๒ ป.๓/๔
๔๐ ๓๐
พลังงานบนโลกของเรา ว ๒.๓ ป.๓/๑,ว ๒.๓ ป.๓/๒,
ว ๒.๓ ป.๓/๓ ๑๒๐ ๑๐๐
ดวงอาทติ ย์กับชีวติ ว ๓.๑ ป.๓/๑,ว ๓.๑ ป.๓/๒,
ว ๓.๑ ป.๓/๓
วทิ ยาการคานวณ ว ๔.๒ ป๓/๑, ป๓/๒, ป๓/๓,
ป๓/๔, ป๓/๕
รวม ๒๕
๑๕๓
โครงสรา้ งรายวชิ า ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๔
เวลา ๑๖๐ ช่วั โมง / ปี
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔
รหัสวิชา ว๑๔๑๐๑
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ตัวช้วี ัด จานวน(ชวั่ โมง) น้าหนกั คะแนน
๒๐ ๑๐
ความหลากหลายของสง่ิ มชี วี ิต ว ๑.๓ ป.๔/๑ ,ป.๔/๒ ,ป.๔/๓
๑๗ ๑๐
,ป.๔/๔ ๑๕ ๑๐
๑๓ ๑๐
หน้าทขี่ องสว่ น ว ๑.๒ ป.๔/๑
ต่าง ๆ ของพชื ว ๒.๒ ป.๔/๑ , ป.๔/๒ ,ป.๔/๓
แรงโนม้ ถว่ งของโลก
ตวั กลางของแสง ว ๒.๓ ป.๔/๑
วัสดุในชีวติ ประจาวัน ว ๒.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒ ๑๕ ๑๐
๑๘ ๑๐
สถานะของสสาร ว ๒.๑ ป.๔/๓, ป.๔/๔ ๑๑ ๕
๑๑ ๕
ระบบสุรยิ ะ ว ๓.๑ ป.๔/๓ ๔๐ ๓๐
การปรากฏของดวงจนั ทร์ ว ๓.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒
วทิ ยาการคานวณ ว ๔.๒ ป๔/๑, ป๔/๒, ป๔/๓,
ป๔/๔, ป๔/๕
รวม ๒๑ ๑๖๐ ๑๐๐
๑๕๔
โครงสร้างรายวชิ า ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๕
เวลา ๑๖๐ ชวั่ โมง / ปี
รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๕
รหัสวชิ า ว๑๕๑๐๑
ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ ตวั ชวี้ ัด จานวน(ชั่วโมง) น้าหนกั
คะแนน
เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ - ๓
ส่ิงมีชีวิตกบั สง่ิ แวดลอ้ ม ว ๑.๑ ป.๕/๑ ,ว ๑.๑ ป.๕/๒,ว ๑.๑ ๑๗ ๕
บทที่ ๑ ชวี ติ สมั พนั ธ์ ป.๕/๓, ๑๐
ว ๑.๑ ป.๕/๔ ๑๑
สง่ิ มชี วี ติ กับสงิ่ แวดลอ้ ม ว ๑.๓ ป.๕/๑,ว ๑.๓ ป.๕/๒ ๖
บทท่ี ๒ ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ๘
ของสิ่งมีชวี ติ ว ๒.๒ ป.๕/๑ ,ว ๒.๒ ป.๕/๒,ว ๒.๒ ๑๒ ๕
แรงในชวี ติ ประจาวัน ป.๕/๓ ๑๒ ๕
บทที่ ๑ แรงลัพธ์ ว ๒.๒ ป.๕/๔ ,ว ๒.๒ ป.๕/๕ ๗
แรงในชวี ติ ประจาวนั ๑๐
บทที่ ๒ แรงเสยี ดทาน ว ๒.๓ ป.๕/๑,ว ๒.๓ ป.๕/๒,ว ๒.๓ ป. ๕
พลังงานเสยี ง ๕/๓ ๘
บทที่ ๑ เสยี งรอบตัวเรา ว ๒.๓ ป.๕/๔,ว ๒.๓ ป.๕/๕ ๑๑ ๕
ว ๒.๑ ป.๕/๑,ว ๒.๑ ป.๕/๒ ๗
การเปลย่ี นแปลง ๗
บทที่ ๑ การเปลีย่ นแปลงทาง ว ๒.๑ ป.๕/๓ ๕
กายภาพ
การเปลีย่ นแปลง ว ๒.๑ ป.๕/๔
บทท่ี ๒ การเปล่ยี นแปลงทางเคมี
การเปลยี่ นแปลง ว ๓.๒ ป.๕/๑
บทท่ี ๓ การเปลี่ยนแปลง ว ๓.๒ ป.๕/๒
ทีผ่ นั กลบั ไดแ้ ละผันกลบั ไม่ได้
แหลง่ น้าและลมฟ้าอากาศ
บทท่ี ๑ แหลง่ นา้ เพื่อชีวิต
๑๕๕
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ตัวชี้วดั จานวน(ช่วั โมง) นา้ หนัก
คะแนน
แหล่งน้าและลมฟ้าอากาศ ว ๓.๒ ป.๕/๓,ว ๓.๒ ป.๕/๔มว ๓.๒ ๑๒
๙ ๕
บทที่ ๒ ปรากฏการณ์ลมฟ้า ป.๕/๕ ๔๐ ๕
๑๖๐ ๓๐
อากาศ
๑๐๐
ดาวบนทอ้ งฟ้า ว ๓.๑ ป.๕/๑
บทท่ี ๑ ทอ้ งฟา้ และกลุม่ ดาวฤกษ์ ว ๓.๑ ป.๕/๒
วทิ ยาการคานวณ ว ๔.๒ ป๔/๑, ป๔/๒,ป๔/๓, ป๔/๔,
ป๔/๕
รวม ๓๒
๑๕๖
โครงสร้างรายวิชา ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖
เวลา ๑๖๐ ชว่ั โมง / ปี
รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๖
รหัสวชิ า ว๑๖๑๐๑
ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ตัวช้ีวดั จานวน(ช่ัวโมง) น้าหนกั คะแนน
การสบื เสาะหาความร้ทู าง - ๓๕
วทิ ยาศาสตร์
ร่างกายของเรา ว ๑.๒ ป.๖/๑,ว ๑.๒ ป.๖/๒,ว ๑.๒ ป.๖/๓, ๒๖ ๑๐
ว ๑.๒ ป.๖/๔,ว ๑.๒ ป.๖/๕
แรงไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า ว ๒.๒ ป.๖/๑,ว ๒.๓ ป.๖/๑,ว ๒.๓ ป.๖/๒, ๒๕ ๑๕
ว ๒.๓ ป.๖/๓,ว ๒.๓ ป.๖/๔,ว ๒.๓ ป.๖/๕,
ว ๒.๓ ป.๖/๖
แสงและเงา ว ๒.๓ ป.๖/๗,ว ๒.๓ ป.๖/๘ ๑๐ ๕
สารรอบตัวเรา ว ๒.๑ ป.๖/๑ ๗ ๕
หนิ และซากดกึ ดาบรรพ์ ว ๓.๒ ป.๖/๑,ว ๓.๒ ป.๖/๒,ว ๓.๒ ป.๖/๓ ๑๘ ๘
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ว ๓.๒ ป.๖/๔,ว ๓.๒ ป.๖/๕ ,ว ๓.๒ ป.๖/๖ ๑๙ ๑๒
และธรณพี บิ ัตภิ ัย ว ๓.๒ ป.๖/๗ ,ว ๓.๒ ป.๖/๘,ว ๓.๒ ป.๖/๙
ดาราศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ว ๓.๑ ป.๖/๑,ว ๓.๑ ป.๖/๒ ๑๒ ๑๐
อวกาศ ว ๔.๒ ป๖/๑, ป๖/๒, ป๖/๓, ป๖/๔ ๔๐ ๓๐
วทิ ยาการคานวณ
รวม ๓๐ ๑๖๐ ๑๐๐
๑๕๗
แนวทางการวัดและการประเมนิ ผลกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีกระบวนการทางานอย่างเป็นระบบที่
ประกอบด้วย การกาหนดจดุ มุง่ หมายและวธิ ีการวัดผลประเมนิ ผล การสรา้ งเครอื่ งมอื และการดาเนินการ
ตามที่วางแผนไว้ ขน้ั ตอนที่เปน็ ไปได้ในการวดั ผลประเมนิ ผล แสดงได้ดงั แผนภูมิต่อไปน้ี
กาหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้
ความรู้ กระบวนการ เจตคติ โอกาส
ความคดิ เรียนรู้ การเรียนรู้
กาหนดวิธีการวดั ผลประเมินผล
ประเมนิ จากแบบทดสอบ ประเมนิ ตามสภาพจรงิ
ผลท่ไี ด้จากการประเมินนามาตดั สนิ ระดบั คุณภาพ
โดยใช้เกณฑ์ท่ีกาหนดเพ่ือสรุปความก้าวหน้า
และผลสมั ฤทธขิ์ องการเรียนรู้
การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีข้ันตอนท่ีเร่ิมจากการกาหนดจุดมุ่งหมายด้าน
ต่าง ๆ ซ่ึงอาจประกอบด้วย ความรู้ความคิด การะบวนการเรียนรู้ เจตคติและโอกาสในการเรียนรู้
ต่อจากนั้นจึงกาหนดวิธีการวัดผลประเมินผลท่ีหลากหลายท้ังการประเมิ นจากการทดสอบด้วยข้อสอบ
และการประเมินตามสภาพจริงจากการปฏิบัติงาน และผลงานของผู้เรียน ทั้งนี้จะต้องกาหนดเกณฑ์ที่
สามารถนาไปใชป้ ระเมินไดอ้ ย่างเทย่ี งตรง การวัดผลประเมินผลการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรใ์ นปจั จุบนั เปน็ การ
ประเมนิ ตามสภาพจริงมากกว่าการประเมินจากการทดสอบด้วยขอ้ สอบ เนื่องจากการประเมนิ ตามสภาพ
จรงิ ช่วยสะท้อนถึงสมรรถภาพของผูเ้ รียนไดค้ รอบคลมุ ทกุ ดา้ น
๑๕๘
การประเมินตามสภาพจริง เป็นการประเมินจากการลงมือปฏิบัติจริงของผเู้ รียน และเชื่อมโยง
การเรียนรู้กับชีวิตและสังคม ซึ่งผู้เรียนได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ กระบวนการคิด และ
ความร้สู กึ การประเมินตามสภาพจริงจะเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้มีสว่ นรว่ มประเมินผลงานของตนเอง และ
ใชว้ ิธกี ารประเมนิ อยา่ งหลากหลายตามสถานการณท์ เ่ี ปน็ จริง โดยกระทาอย่างต่อเนอ่ื ง
การประเมนิ ตามสภาพจริงมลี ักษณะดังน้ี
๑. เนน้ การพัฒนาและการประเมนิ ตนเอง
๒. ใหค้ วามสาคญั กับการพัฒนาจดุ เดน่ ของผูเ้ รยี น
๓. เนน้ การวัดพฤติกรรมของผ้เู รยี นท่แี สดงออกเปน็ สาคญั
๔. เนน้ คุณภาพของผลงานท่ีไดจ้ ากการบูรณาการความร้แู ละทักษะ
๕. มกี ารเกบ็ ข้อมลู อย่างต่อเนื่องตามบรบิ ทของผเู้ รียนท้ังที่บา้ น สถานศึกษาและชุมชน
๖. สนบั สนุนการมีสว่ นร่วมและมีความรบั ผิดชอบรว่ มกัน มีการชื่นชมตอ่ การปฏบิ ัตงิ านและ
ผลงาน สง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นเรียนรอู้ ย่างมีความสุข
๗. กระทาไปพรอ้ มกบั การเรียนรู้ของผเู้ รยี น ตามสภาวการณ์ที่เกิดขึน้ เพื่อสรา้ งความเช่ือมโยง
การเรยี นรู้สูช่ ีวติ จรงิ
๘. เนน้ การวดั ความสามารถในการคิดระดบั สงู โดยใช้ขอ้ มูลทีเ่ ชื่อถอื ไดใ้ นการสังเคราะห์
อธิบาย ตงั้ สมมตฐิ าน สรปุ และแปลผล
การประเมนิ สมรรถภาพของผู้เรียน เป็นการประเมินท่จี ะต้องกระทาอยา่ งหลายวิธกี าร เพือ่ ให้
ได้ผลการประเมินครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความคิด กระบวนการเรียนรู้ เจตคติและโอกาสการเรียนรู้
ผู้เรียนจะได้ทากิจกรรมการเรียนรู้และแสดงออกตามความสนใจ ความถนัดและความชอบ การประเมิน
สมรรถภาพของผู้เรียนจะมีการทดสอบด้วยข้อสอบอยู่เป็นส่วนหน่ึง โดยส่วนใหญ่เป็นการประเมินจาก
พฤติกรรมทกุ ด้านของผูเ้ รียน แสดงได้ดังแผนภมู ิตอ่ ไปน้ี
การประเมินสมรรถภาพของผู้เรยี น
ประเมินการเรียนรูแ้ บบร่วมมอื ประเมนิ ตนเอง (รู้อะไร ทาไม่จงึ รู้
ประเมินความคดิ สร้างสรรค์ การประเมินแบบเดมิ ประเมินทกั ษะปฏิบตั ิการ
ประเมินทักษะและการนาไปใช้ ใช้การทดสอบด้วยขอ้ สอบ
ประเมินจากสภาพจรงิ
ของชวี ิตและสังคม
ประเมินการสารวจตรวจสอบ วดั ความรู้ความเขา้ ใจ วัดทกั ษะกระบวนการ ประเมินการประยกุ ต์ที่
ประเมนิ ทกั ษะการส่อื สาร วดั การแกป้ ัญหา การคดิ เหมาะสมกบั ความสามารถ
ประเมินความรอบรูห้ รือพหปุ ัญญา ประเมนิ พัฒนาการทางรา่ งกาย
ประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
๑๕๙
การประเมนิ สมรรถภาพทีแ่ สดงในแผนภมู ิเปน็ การประเมินในหลายแนวทาง เพื่อให้ไดข้ ้อสนเทศ
เกีย่ วกบั ผเู้ รยี นมากทส่ี ดุ สะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการ การแก้ปญั หา ความคดิ
ระดับสงู คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ความรอบร้หู รอื พหปุ ัญญา รวมท้ังพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ
การประเมินสมรรถภาพของผู้เรียนต้องมีการวางแผน เตรียมการ และใช้การประเมินในรูปแบบ
ทีไ่ มเ่ ปน็ ทางการ ภารกจิ ทสี่ าคัญทีต่ ้องเตรยี มการวางแผนให้รอบคอบ ได้แก่
(๑) วิธีการวัดผลประเมินผล ประกอบด้วย กิจกรรมของผู้เรียนเป็นส่วนสาคัญ กิจกรรมควรมี
อย่างหลากหลายเพ่ือให้ผู้เรียนได้เลือกตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจ และนามาทดแทน
กันได้ เน่ืองจากการประเมินด้วยวิธีเดยี วจะไม่สามารถประเมินผลสมรรถภาพของผู้เรียนได้ครอบคลุมทกุ
ดา้ น
(๒) เกณฑ์การประเมินผลและแบบบันทึก ต้องสร้างข้ึนให้สอดคล้องกับวิธีการประเมิน เกณฑ์
การประเมินที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผลการประเมินเป็นท่ีเช่ือถือ โดยเกณฑ์การประเมินผลและแบบ
บันทึกมีลักษณะท่ีชัดเจน ใช้สะดวก รวบรวมข้อมูลได้อย่างครอบคลุมตามจุดประสงค์ และสื่อ
ความหมายให้ผู้อน่ื ได้รบั รู้และเข้าใจตรงกัน
(๓) การแปลความหมายผลการประเมิน ต้องมีแนวทางหรือเกณฑ์ท่ีใช้ในการลงสรุปข้อมูล เพื่อ
จาแนกคณุ ภาพของงานหรอื ความสามารถของบุคคลตามผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวัง
เป้าหมายและแนวปฏิบตั ิของการวดั ผลประเมนิ ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
การประเมินสมรรถภาพของผู้เรียนมีเป้าหมายและแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับการจัดเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์ โดยเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ครอบคลุมท้ังความรู้ความคิด
กระบวนการเรียนรู้ด้านการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การนาความรู้ไปใช้ รวมท้ัง
คุณลักษณะดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ รายละเอียดของเป้าหมายและแนวปฏิบัติ มดี งั ตอ่ ไปนี้
เป้าหมายการวดั ผลประเมนิ ผลการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
วิธีการประเมินอย่างหลากหลายท้ังการทดสอบข้อสอบ และการประเมินจากการทากิจกรรม
ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงสมรรถภาพของผู้เรียนน้ัน มีเป้าหมายสาคัญที่ต้องการวัดผลประเมินผล จาแนกได้
เปน็ ๓ ด้าน ดังนี้
๑. ความร้คู วามคิด
ความรู้ความคิด หมายถึง ความรอบรู้ในหลักการ ทฤษฏี ข้อเท็จจริง เนื้อหาหรือ
แนวคิดหลกั ซึ่งสามารถประเมินไดจ้ ากพฤตกิ รรมการแสดงออกของผ้เู รยี น ดงั นี้
๑๖๐
ความรูค้ วามคิด พฤติกรรมการแสดงออก
๑.ความรู้ความจา ๑. รขู้ ้อเทจ็ จรงิ จาไดห้ รือระลึกถึงขอ้ มูลหรือขอ้ สนเทศ
๒.ความเข้าใจ ๒. มีความเข้าใจและสามารถอธิบายได้
๓.การนาไปใช้ ๓. การนาความรไู้ ปใชก้ บั สถานการณ์ทีเ่ กดิ ขนึ้ จริง
๔.วิเคราะห์ ๔. แยกแนวคิดหลกั ที่ซบั ซอ้ นออกเป็นส่วน ๆ ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย
๕.สังเคราะห์ ๕. รวบรวมความร้แู ละข้อเทจ็ จรงิ เพอ่ื สรา้ งองค์ความรใู้ หม่
๖.ประเมนิ ค่า ๖. ตัดสนิ ใจเลือก
การประเมนิ โดยการทดสอบด้วยข้อสอบไมส่ ามารถวดั ผลประเมนิ ผลความรู้ความคดิ ในสว่ นของ
การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินคา่ ได้มากเพียงพอทจี่ ะสง่ เสรมิ ผเู้ รียนให้พัฒนาความคิดระดับสูง
จงึ ตอ้ งประเมินการแสดงออกของผู้เรยี นจากการลงมือปฏบิ ัติจริงให้มากยิ่งข้นึ
๒. กระบวนการเรียนรู้
ความสามารถด้านกระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วย ทักษะกระบวนการ กระบวน
การคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ความรู้ การลงมือปฏิบัติจริงท่ีแสดงออกถึง
ทักษะเชาวน์ปัญญาและทักษะปฏิบัติ การประเมินในส่วนของทักษะปฏิบัติ ใช้วิธีการสังเกตจาก
พฤตกิ รรมการแสดงออกของผูเ้ รยี นทม่ี ีการพัฒนาอยา่ งเป็นขั้นตอน ดงั น้ี
ความร้คู วามคดิ พฤตกิ รรมการแสดงออก
๑. การรับรู้ ๑. ใช้ประสาทสมั ผสั เพ่ือรบั รเู้ รื่องราวต่าง ๆ
๒. เตรียมความพร้อม ๒. มคี วามพร้อมทีจ่ ะลงมือปฏิบัติ มกี ารวางแผนการปฏิบัติ
๓. การตอบสนอง ๓. ลงมือปฏิบัติตามคาแนะนาหรือตามแผนท่วี างไว้
๔. การฝึกฝน ๔. ฝกึ ฝนทักษะเพ่อื เพม่ิ ความชานาญ
๕. ปฏิบัตจิ นทาได้ ๕. ฝกึ ฝนจนทาไดเ้ องโดยอตั โนมัติ
๖. การเชอ่ื มโยงทกั ษะ ๖. ประยุกต์หรอื ใช้ทกั ษะทฝี่ ึกฝนไว้ให้สัมพนั ธ์กับทกั ษะอื่น
หรือใช้ร่วมกบั ทกั ษะอื่น
กระบวนการเรียนรู้ในส่วนของแนวการเรียนรู้ครอบคลุมการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา
การสื่อสาร และการนาความรู้ไปใช้ สามารถประเมินได้จากพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน
ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑๖๑
กระบวนการเรียนรู้ พฤตกิ รรมการแสดงออก
๑. การสบื เสาะหาความรู้ มีการเรียนรู้ท่ีเปน็ ระบบ ประกอบดว้ ย
วิทยาศาสตร์
- ความสนใจในเรอื่ งท่ศี ึกษา
๒. การแก้ปญั หา - การสารวจและค้นหา
- การอธิบายและลงข้อสรปุ
๓. การสือ่ สาร - การขยายความรู้
- การประเมนิ
๔. การนาความรไู้ ปใช้ มีการใช้กระบวนการแกป้ ัญหา ประกอบด้วย
- การทาความเขา้ ใจกับปญั หา
- การวางแผนแก้ปญั หา
- การลงมอื แก้ปัญหาและประเมนิ ผลการแก้ปญั หา
- การตรวจสอบการแกป้ ัญหาและนาวธิ กี ารแกป้ ัญหาไปใช้
กับปญั หาอนื่
มกี ารส่ือสารความรหู้ รือแนวคิดหลักทางวิทยาศาสตร์ หรือความ
คิดเห็น แสดงออกด้วยการ
- ใหค้ วามคดิ เหน็ หรอื แลกเปลยี่ นความรู้
- พดู หรือเขียนในรูปแบบท่ีเหมาะสม ชัดเจน และมีเหตุผล
- อธิบายหรือเขียนสรุปเรื่องราวการสบื คน้ ข้อมลู จากแหลง่
การเรยี นร้ตู า่ ง ๆ
- นาเสนอผลงานดว้ ยการบันทึก จดั แสดงผลงานหรือสาธติ
- สอ่ื สารด้วยเทคโนโลยสี ารสนเทศ
มกี ารนาความร้ไู ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ตอ่ สังคมการดารงชีวิต
และตระหนักในความสมั พนั ธ์ของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แสดงออกด้วยการ
- ค้นควา้ หาความร้ทู างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- ใช้เทคโนโลยชี ว่ ยออกแบบสิ่งประดษิ ฐ์ อุปกรณ์ และวิธกี าร
แก้ปัญหา
- รวบรวมข้อมลู จากแหลง่ ข้อมลู ทางเทคโนโลยี เลอื กใช้
เทคโนโลยไี ด้อย่างมีวิจารณญาณ
๑๖๒
กระบวนการเรียนรูด้ ังกล่าวนี้ สามารถตรวจสอบ ติดตาม และประเมนิ ได้จากการปฏบิ ัติงาน
และผลงานของผเู้ รยี น การทากิจกรรมทาให้ผูเ้ รียนมโี อกาสแสดงความสามารถด้านทักษะเชาวน์ปัญญา
ทกั ษะปฏบิ ตั ิ กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา การนาความรูไ้ ปใช้ รวมทงั้ ความสามารถ
ด้านการส่อื สาร ซง่ึ เปน็ ทักษะในการดาเนนิ ชวี ติ และทักษะทางสงั คม
๓. เจตคติ
เจตคติ เป็นจิตสานึกของบุคคลที่ก่อให้เกิดลักษณะนิสัยหรือความรู้สึกทางจิตใจ การเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ของผู้เรียนควรไดร้ บั การประเมนิ เจตคติ ๒ ส่วน คอื เจตคติทางวิทยาศาสตรแ์ ละเจตคติต่อ
วิทยาศาสตร์ ด้วยการสังเกตพฤติกรรมหรือคุณลักษณะของผู้เรียนที่ใช้ระยะเวลานานพอสมควร และมี
การประเมินอย่างสม่าเสมอ โดยท่ัวไปพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนด้านเจตคติมีการพัฒนาอย่าง
เป็นข้ันตอน ดังนี้
เจตคติ พฤติกรรมการแสดงออก
๑. การรับรู้ ๑. สนใจและรบั ร้ขู อ้ สนเทศหรือสงิ่ เรา้ ดว้ ยความต้งั ใจ
๒. ตอบสนอง ๒. ตอบสนองต่อข้อสนเทศหรอื ส่ิงเร้าอยา่ งกระตอื รือรน้
๓. เห็นคณุ ค่า ๓. แสดงความรู้สึกชื่นชอบ และมีความเชื่อเก่ียวกับคุณค่าของเร่ืองที่
เรยี นรู้
๔. จดั ระบบ ๔. จัดระบบ จัดลาดับ เปรยี บเทยี บ และบรู ณาการเจตคติกับคุณค่า
๕. สร้างคุณลักษณะ เพอ่ื นาไปใชห้ รอื ปฏิบตั ไิ ด้
๕. เลือกปฏบิ ตั หิ รอื ไม่ปฏิบัติในสง่ิ ต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
เจตคติทางวิทยาศาสตร์เป็นคุณลักษณะหรอื ลักษณะนิสยั ของผ้เู รียน ที่เกิดข้ึนจากการศึกษาหา
ความรู้หรือการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เปน็ ความรสู้ ึกของ
ผู้เรียนท่ีมีต่อการทากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ความพอใจ ศรัทธา และซาบซึ้ง
เห็นคุณค่าและประโยชน์ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมทางวิทยาศาสตร์ คุณลักษณะชี้บ่ง
จิตวิทยาศาสตร์ ท้ังด้านเจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยคุณลักษณะ
ต่อไป
๑. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เป็นลักษณะนิสัยของผู้เรียนท่ีคาดหวังจะได้รับการพัฒนาใน
ตัวผูเ้ รยี น โดยผา่ นกระบวนการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ คณุ ลกั ษณะของเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ประกอบด้วย
(๑) ความสนใจ ใฝ่รู้หรอื ความอยากร้อู ยากเห็น
(๒) ความมงุ่ ม่นั อดทน รอบคอบ
(๓) ความซอื่ สัตย์
๑๖๓
(๔) ความประหยัด
(๕) ความใจกวา้ ง ร่วมแสดงความคิดเห็นและรบั ฟงั ความคดิ ของผู้อื่น
(๖) ความมเี หตุมผี ล
(๗) การทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื อย่างสรา้ งสรรค์
๒. เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้สึกท่ีผู้เรียนมีต่อการทากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ดว้ ยกิจกรรทีห่ ลากหลาย คุณลกั ษณะของเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
(๑) พอใจในประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ ่ีเก่ยี วกับวทิ ยาศาสตร์
(๒) ศรัทธาและซาบซ้ึงในผลงานทางวิทยาศาสตร์
(๓) เห็นคุณคา่ และประโยชน์ของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(๔) ตระหนักในคุณและโทษของการใช้เทคโนโลยี
(๕) เรยี นหรือเขา้ ร่วมกิจกรรมทางวทิ ยาศาสตรอ์ ย่างสนกุ สนาน
(๖) เลอื กใช้วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ในการคิดและปฏบิ ตั ิ
(๗) ตั้งใจเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์
(๘) ใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งมคี ณุ ธรรม
(๙) ใชค้ วามรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยโี ดยใครค่ รวญ ไตร่ตรองถึงผลดีและผลเสยี
คุณลักษณะต่าง ๆ ตามที่กล่าวน้ีสังเกตได้จากพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน ซ่ึงสามารถใช้
เป็นตัวชี้บ่งเพื่อการประเมินผลจิตวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนจากการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (มีตัวอย่างการ
ประเมินเจตคติในภาคผนวกของเอกสารนี้) ผู้สอนต้องสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนอย่างใกล้ชิดและ
สม่าเสมอ บันทึกพฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียนอย่างตอ่ เน่ือง และนาไปใช้เพื่อปรับปรุงการจดั การ
เรียนการสอน โดยใช้ผลการประเมินของผู้สอนและผู้เรียนมาพิจารณาถึงความสอดคล้อง ความ
สมเหตุสมผลก่อนจะนาผลทไ่ี ด้ไปใชล้ งสรุปเป็นข้อมลู การพัฒนาด้านเจตคติ เพื่อใชเ้ ป็นองคป์ ระกอบส่วน
หนึ่งในการตัดสนิ ผลสัมฤทธ์ิรายภาค รายปีหรอื ชว่ งชั้น
ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล เพ่ือให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน โดยคานึงถึงหลักจิตวิทยา ทฤษฏีการเรียนรู้ พัฒนาการทางสติปัญญาและ
รา่ งกาย ความแตกต่างของบุคคล รวมท้งั การสร้างโอกาสการเรียนรู้แกผ่ เู้ รียนอยา่ งทัว่ ถึง
แนวปฏบิ ัติในการวัดผลประเมนิ ผลการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
การวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ใช้แนวทางการประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ ด้วยการ
ประเมินอยา่ งหลากหลายใหไ้ ด้ข้อมูลท่ีครบถ้วน โดยกาหนดวตั ถปุ ระสงคส์ าคัญประกอบด้วย
๑. วินิจฉัยผู้เรียนเกี่ยวกับความรู้ความคิด กระบวนการเรียนรู้ด้านการสืบเสาะหาความรู้ การ
แก้ปัญหา การส่ือสาร การนาความรู้ไปใช้ การใช้เทคโนโลยี รวมท้ังคุณลักษณะของผู้เรียนด้านจิต
๑๖๔
วทิ ยาศาสตร์ และโอกาสของการเรียนรู้ เพอ่ื นาผลการประเมินที่ไดไ้ ปเปน็ แนวทางพัฒนาผู้เรยี นอย่างเต็ม
ตามศกั ยภาพ
๒. ตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ ของสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยา
ศาสตร์ เพือ่ ใชผ้ ลการตรวจสอบชีบ้ ง่ คุณภาพของการจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์
๓. รวบรวมข้อมูลและจัดระบบสารสนเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เพื่อมี
ข้อสนเทศที่สมบูรณ์ทันต่อการนาไปใช้พัฒนาผู้เรียน และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
และเป็นแนวทางกาหนดนโยบายการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ได้มาตรฐานที่สูงย่ิงข้ึน
อย่างตอ่ เน่ือง และมคี วามเท่ากนั กับนานาประเทศ
การประเมินการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว เป็นการประเมิน
สมรรถภาพของผู้เรียน ที่จะต้องมีเคร่ืองมือการประเมินผลท่ีมีประสิทธิภาพทั้งวิธีการประเมินกิจกรรม
เกณฑ์การประเมิน และแบบประเมินเป็นส่วนหน่ึงของเคร่ืองมือการประเมินท่ีผู้สอนต้องให้ความสาคัญ
และกาหนดสาระสาคัญของการประเมินไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน
การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
เกณฑ์การประเมินสาหรับประเมินผลการเรียนรู้ ตามเป้าหมายท้ังด้านความรู้ความคิด
กระบวนการเรยี นรู้ และเจตคติ แบ่งออกได้เป็น ๒ แบบ ดงั นี้
๑. เกณฑ์รวม เป็นเกณฑ์การประเมินท่ีสร้างขึ้นเพ่ือใช้ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบ
ภาพรวม และสรปุ ผลหรอื รายงานผลสว่ นท่เี ป็นประเดน็ สาคัญ
๒. เกณฑ์ย่อย เป็นเกณฑ์ท่ีใช้ประเมินผลการเรียนรู้แบบแยกองค์ประกอบย่อย โดยต้องวินจิ ฉยั
การเรยี นรขู้ องผ้เู รียนอย่างละเอียดและประเมนิ อยา่ งสม่าเสมอ เพื่อให้ไดแ้ นวทางการปรับปรุงหรือพัฒนา
ผ้เู รยี นในระหวา่ งการเรยี นรู้อยา่ งตอ่ เนื่อง
การประเมินตามสภาพจรงิ อาจใชแ้ บบเกณฑร์ วมหรือเกณฑ์ย่อย หรือเกณฑท์ ง้ั สองแบบขึน้ อยู่กับ
จุดประสงค์ของการประเมินและลักษณะของกิจกรรม การประเมินผลการทากิจกรรมเดียวกันด้วยการใช้
ท้ังเกณฑ์รวมและเกณฑ์ย่อยอาจได้ผลท่ีไม่สอดคล้องกัน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากความแตกต่างของ
สิ่งแวดล้อมหรือสภาพการณ์ต่าง ๆ และบริบทของผู้เรียนรวมท้ังเกณฑ์การประเมินท่ีสร้างข้ึน หลักฐาน
และร่องรอยจากการปฏิบัติงานของผู้เรียนหรือผลงานท่ีเก็บในแฟ้มสะสมงานช่วยทาให้สรุปผลการ
ประเมนิ ได้
การสรา้ งเกณฑก์ ารประเมินมีขนั้ ตอนการดาเนินงาน ดงั นี้
(๑) กาหนดจุดประสงค์ จุดประสงค์การประเมินต้องกาหนดอย่างชัดเจน และเหมาะสมกับ
วิธีการประเมนิ ทั้งสว่ นของปญั หา เน้ือหาสาระ กจิ กรรม และระดบั ของผู้เรียน
(๒) กาหนดรายการประเมิน รายการประเมินได้จากการขยายจุดประสงค์ให้มีรายละเอียด
ครอบคลุมอย่างเพียงพอที่บอกความรู้ความคิด และความสามารถอย่างแท้จิรงตามผลการเรียนรู้ที่
๑๖๕
คาดหวัง โดยกาหนดรายการประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นสาคัญ ๆ หรืออาจวิเคราะห์แยกเป็น
องคป์ ระกอบย่อย ๆ แลว้ จงึ กาหนดรายการประเมินตามองคป์ ระกอบยอ่ ยนัน้
(๓) กาหนดเกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินท่ีใช้เป็นบรรทัดฐานสาหรับประเมินผลงานมี
ท้ังเกณฑ์ด้านปริมาณหรือจานวนของผลงาน และด้านคุณภาพของผลงาน การกาหนดเกณฑ์คุณภา พ
จาเป็นต้องกาหนดพฤติกรรมชี้บ่งที่สามารถสังเกตหรือวัดได้ด้วยการอธิบายลักษณะของผลงานในระดับ
คุณภาพตา่ ง ๆ อยา่ งชดั เจน การอธิบายระดบั คณุ ภาพควรเปน็ ไปในเชิงบวก คานงึ ถงึ ศักยภาพของผู้เรียน
ความเป็นปรนยั และความยตุ ิธรรม
การประเมินสมรรถภาพเป็นการตัดสินคุณค่าจากข้อมูลท่ีรวบรวมได้จากการสังเกต สัมภาษณ์
บันทึกพฤติกรรมการแสดงออกขณะทากิจกรรมที่สะท้อนสมรรถภาพทุกด้านของผู้เรียน โดยเป็นบันทึก
ของผู้สอนและบันทึกของผู้เรียนท่ีประเมินตนเอง บันทึกส่ิงต่าง ๆ เก็บไว้เป็นระยะ ๆ อย่างเป็นระบบ
แล้วนามาจัดกระทาให้มีความหมายต่อไป นอกจากน้ีข้อมูลการปฏิบัติงานและผลงานของผู้เรียนอาจได้
จากการใช้แบบสารวจ และแบบสอบถามที่สร้างข้ึน แบบบันทึกผลที่ใช้รวบรวมข้อมูลโดยท่ัวไปมี ๒
ลักษณะ
๑. แบบสารวจรายการ เป็นแบบบันทึกผลการสารวจท่ีมีรายการสารวจหรือตรวจสอบการ
ปฏิบัติงาน ผลงาน หรอื พฤตกิ รรมที่แสดงออกของผู้เรียน บนั ทึกดว้ ยทางเลือก ๒ ทาง เช่น ปฏิบตั ิ /
ไม่ได้ปฏิบัติ ถูกต้อง / ไม่ถูกต้อง ผ่านเกณฑ์ / ไม่ผ่านเกณฑ์ ท้ังน้ีจะต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ผู้ประเมิน
ทาการสารวจและตัดสินผลได้อยา่ งถูกต้อง แบบบันทึกลักษณะนี้เหมาะที่จะใชต้ ิดตามการปฏิบัติงานเพอ่ื
สนบั สนุนและส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นพฒั นาการเรยี นรู้บรรลตุ ามจดุ ประสงค์
๒. แบบมาตรระดับหรือมาตราส่วนประมาณค่า เป็นแบบบันทึกผลการประเมินที่มีหัวข้อการ
ประเมินท้ังการปฏิบัติงานและผลงาน โดยมีพฤติกรรมช้ีบ่งให้สังเกตได้ บันทึกระดับคุณภาพตั้งแต่ ๒
ระดับขึ้นไป ด้วยเกณฑ์บอกถึงปริมาณและคุณภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลจากแบบประเมินลักษณะนี้เป็น
ขอ้ สนเทศแสดงถงึ ความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์
จากแบบบันทึกผลการประเมินที่มีข้อมูลปริมาณมาก และครอบคลุมสมรรถภาพของผู้เรียนทุก
ด้าน นามาจัดกระทาแล้วจึงแปลความหมาย ลงข้อสรุป จัดเป็นข้อสนเทศผลการเรียนรขู้ องผู้เรียน เพื่อ
ใชป้ ระโยชนต์ ามบทบาทหน้าที่การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของผเู้ กีย่ วข้องทุกฝ่าย การประเมิน
สมรรถภาพของผู้เรียนและการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินเป็นภารกิจของผู้สอนท่ีต้องกระทาอยา่ ง
ตอ่ เนื่องตลอดเวลา แนวปฏิบัติท่ีเปน็ ไปได้ในการประเมนิ มีดงั น้ี
(๑) การประเมินโดยผู้สอน เป็นการประเมินผลการเรยี นรู้ของผู้เรียน ท่ีผู้สอนเป็นผู้ดาเนินงาน
เร่ิมต้ังแต่กาหนดจุดประสงค์ สร้างเครื่องมือวัด กาหนดเกณฑ์การประเมิน การให้คะแนน และตัดสิน
ผลการเรยี นรู้
๑๖๖
(๒) การประเมินโดยผู้สอนและผู้เรียน เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ที่ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกัน
กาหนดจุดประสงค์ วิธีการประเมิน เกณฑ์การประเมินและผเู้ รียนได้รว่ มประเมินตนเองด้วย โดยผู้สอน
คอยดแู ล อานวยความสะดวกและให้คาปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพ่อื ให้ผ้เู รียนปฏิบตั ิงานและพัฒนางานตาม
ผลการเรยี นรู้ที่คาดหวงั
(๓) การประเมินผลโดยผู้เรียน เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนดาเนินการด้วยตนเอง
ผู้เรียนมีโอกาสและมีอิสระทากิจกรรมอย่างหลากหลายตามความสามารถ ความสนใจ ความถนัด
ประเมินผลงานของตนเอง นาความรู้ไปใช้ และจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบในแฟ้มสะสมงาน ผู้เรียน
ใช้ความรคู้ วามคิดระดับสูง ลงมือปฏบิ ตั ิและเรยี นร้ไู ปตามธรรมชาตแิ ละศักยภาพ
การประเมินท้ัง ๓ แนวทาง ดาเนินการอยู่ในกระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ตามปกติ
สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน โดยใช้ลักษณะของกิจกรรมท่ีปฏบิ ัตเิ กณฑ์ คือ (๑) การทดสอบดว้ ย
ขอ้ สอบ และ (๒) การประเมินจากการปฏิบตั ิงานและผลงานของผู้เรียน
๑๖๗
แนวทางการวัดและประเมินผลกลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นวัดหนงั
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
๑. หลกั การวัดและประเมินผล
๑.๑ เป็นการวดั และประเมินผลการเรียนร้ทู ่ยี ึดมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ดั เป็นหลกั
๑.๒ เปน็ การประเมนิ ให้ครอบคลุมทัง้ ด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ ทกั ษะและ
กระบวนการ และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑.๓ การวัดและประเมินผลต้องเปน็ ส่วนหน่งึ ของการจดั การเรียนการสอน และจะตอ้ งวดั และ
ประเมินผลด้วยวธิ ีการวัดและใช้เคร่ืองมือทห่ี ลากหลาย โดยเน้นการวดั และประเมินผล
จากสภาพจรงิ และดา้ นความสามารถ
๑.๔ เปน็ การวดั และประเมนิ ผลทค่ี รผู ูส้ อนนักเรยี น ผู้ปกครอง และบคุ คลที่เก่ยี วขอ้ งรับรู้
หลักการ เกณฑ์การประเมิน และมสี ่วนรว่ มในการประเมิน
๑.๕ ผู้เรียนต้องผา่ นการประเมนิ ทุกตัวชีว้ ัด และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นตามเกณฑท์ ี่โรงเรียน
กาหนด จงึ จะผา่ นการประเมินปลายปี
๒. แนวทางการวัดและประเมนิ ผล
๒.๑ การวดั และประเมินผลระหว่างเรียนเปน็ การวัดและประเมินผลทุกหน่วยการเรยี นรู้ เพ่อื
ประเมินผลการเรยี นรขู้ องผ้เู รียนหลงั จากจบหน่วยการเรียนรู้
๒.๒ การวัดและประเมินผลปลายภาคเรียน เป็นการวัดโดยเลอื กตวั ชวี้ ดั ท่สี าคญั มาเปน็ หลัก
ในการจดั ทาเครื่องมือและประเมินผล
๓. เกณฑ์ / คะแนนในการวดั และประเมนิ ผล
๓.๑ การประเมนิ ผลตวั ชี้วัดในแต่ละข้อ ผูเ้ รยี นจะต้องได้รับผลการประเมนิ ไม่ตา่ กว่าร้อยละ
๕๐ จงึ จะถอื วา่ ผา่ น
๓.๒ กาหนดคะแนนการวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่ละภาคเรียนเป็น ๑๐๐
คะแนนเตม็ โดยแยกเป็น
- คะแนนระหว่างเรยี น ๘๐ คะแนน
- คะแนนปลายภาคเรยี น ๒๐ คะแนน
๓.๓ กาหนดสัดสว่ นการวดั และประเมนิ ผลดา้ นความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะ
อนั พึงประสงคด์ ังน้ี
- คะแนนระหวา่ งเรียน ๘๐ คะแนน
- คะแนนปลายภาคเรียน ๒๐ คะแนน
๑๖๘
๓.๔ ใหน้ าผลการวดั และประเมนิ ผลปลายภาคเรียนท่ี ๑ และ ๒ มารวมกันแล้วหารเฉล่ยี
ใหเ้ ป็นคะแนนเตม็ ๑๐๐ คะแนน จากน้นั ตัดสินเปน็ ผลการประเมินปลายปี โดยให้
ระดับผลการเรยี นตามเกณฑ์ดงั นี้
คะแนนจากการวัดผล ระดับผลการเรียน ความหมาย
๘๐ – ๑๐๐ ๔ ผลการเรยี นดเี ยีย่ ม
๗๕ – ๗๙ ๓.๕ ผลการเรยี นดมี าก
๗๐ – ๗๔ ๓ ผลการเรียนดี
๖๕ – ๖๙ ๒.๕ ผลการเรยี นคอ่ นขา้ งดี
๖๐ – ๖๔ ๒ ผลการเรยี นนา่ พอใจ
๕๕ – ๕๙ ๑.๕ ผลการเรยี นพอใช้
๕๐ - ๕๔ ๑ ผลการเรียนผา่ นเกณฑข์ ้นั ต่า
ตา่ กวา่ ๕๐ ๐ ผลการเรียนไม่ผ่านการประเมิน
๔. การตัดสินผลการเรียน
เกณฑ์การตดั สินผลการวัดและประเมนิ ผลการเรยี น ผ้เู รียนทถ่ี อื ว่าผ่านการประเมนิ รายปี
จะต้องได้รับผลการประเมนิ ดังนี้
๔.๑ ต้องผ่านการประเมินผลตัวช้ีวดั ทกุ ข้อ
๔.๒ ตอ้ งได้รบั ผลการประเมินผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนต้งั แต่ระดับ ๑ ขน้ึ ไป
๔.๓ ผู้เรยี นทีไ่ มผ่ ่านเกณฑ์การประเมนิ ในข้อใดข้อหนึ่ง จะต้องซอ่ มเสริมและดาเนนิ การวัดและ
ประเมินผลตามเกณฑท์ ี่กาหนด
๔.๔ ผูเ้ รยี นทีไ่ ม่ผ่านการซอ่ มเสรมิ ตอ้ งเรยี นซ้า
๕. การซอ่ มเสริม
การซอ่ มเสรมิ เป็นหนา้ ท่ีของครูผู้สอนหรือครผู สู้ อนรว่ มกบั ผปู้ กครอง ดาเนินการรว่ มกนั
ซ่อมเสริม อาจทาไดห้ ลายประการ เช่น
๕.๑ ให้ศกึ ษาค้นควา้ และเขยี นรายงาน
๕.๒ ให้ฝกึ ปฏิบัติกิจกรรมซา้
๑๖๙
๖. แนวทางการวัดละประเมินผลระหว่างเรียน
๖.๑ ดาเนินการวัดและประเมินโดยใชต้ วั ชี้วดั เปน็ หลัก และต้องวดั ทุกข้อ
๖.๒ การวัดผลตัวชี้วัดแต่ละข้อต้องวัดทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติ ยกเว้น
สาระการเรยี นร้บู างสาระท่ีมเี น้ือหาหรือมีลักษณะพิเศษในการเฉพาะอาจวัดเพียง ๒ ด้าน หรอื ๑ ด้านก็ได้
๖.๓ การวัดและประเมินผลแต่ละด้านจะวัดจากการทาแบบฝึกหัด แบบทดสอบ แบบสังเกต
พฤตกิ รรม แบบประเมนิ เจตคติ โครงงาน ช้ินงาน การปฏิบัตจิ ริง การทางานกลุม่ การนาเสนอผลงาน
แฟ้มสะสมงาน และอื่นๆ ตามความเหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ลักษณะของเนื้อหาสาระ
การเรยี นรู้ และเป้าหมายของการวดั และประเมินผล
๖.๔ ผลงาน ชิ้นงาน โครงงาน การปฏิบัติจริง แฟ้มสะสมงาน ฯลฯ สามารถวัดได้ทั้งด้าน
ความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติ ท้ังน้ีจะตอ้ งกาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ คะแนน
การประเมนิ แต่ละดา้ นให้เหมาะสมกบั ลักษณะของงานช้นิ น้ันๆ
๖.๕ นาผลการวัดและประเมินผลแตล่ ะด้านมารวมกันแล้วเฉลีย่ ให้ได้ความถีท่ ่ีกาหนด คือ ด้าน
ความรู้ ๔๐ คะแนน ทกั ษะกระบวนการ ๓๐ คะแนน เจตคติ ๑๐ คะแนน รวมทั้งส้นิ ๘๐
คะแนน
๖.๖ นาคะแนนท่ีประเมินระหว่างเรียนไปรวมกับคะแนนประเมินปลายภาคเรียน เพื่อนาไปให้
ระดบั ผลการเรยี นตามข้อ ๓.๔
๑๗๐
อภธิ านศพั ท์
กาหนดปญั หา (Define problem)
ระบคุ าถาม ประเดน็ หรอื สถานการณ์ ที่เปน็ ข้อสงสัยเพอ่ื นาไปสู่การแกป้ ัญหา หรืออภิปราย
รว่ มกัน
แกป้ ัญหา (Solve problem)
หาคาตอบของปญั หาที่ยังไม่รู้วิธีการมาก่อน ทง้ั ปญั หาทีเ่ ก่ียวข้องกับวทิ ยาศาสตรโ์ ดยตรง และ
ปญั หาในชวี ิตประจาวนั โดยใชเ้ ทคนคิ และ วิธีการต่าง ๆ
เขียนแผนผัง/ วาดภาพ (Construct diagram/ illustrate)
นาเสนอข้อมลู หรือผลการสารวจตรวจสอบด้วย แผนผงั กราฟ หรือภาพวาด
คาดคะเน (Predict)
คาดการณผ์ ลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศยั ข้อมูลที่สังเกตได้ และประสบการณ์ทีม่ ี
คานวณ (Calculate)
หาผลลพั ธ์จากข้อมูลโดยใชห้ ลักการ ทฤษฎี หรอื วธิ ีการทางคณติ ศาสตร์
จาแนก (Classify)
จัดกลมุ่ ของสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยลกั ษณะท่ี เหมือนกนั เปน็ เกณฑ์
ตั้งคาถาม (Ask question)
พดู หรอื เขยี นประโยค หรือวลเี พอ่ื ให้ไดม้ าซึ่ง การคน้ หาคาตอบทีต่ ้องการ
ทดลอง (Conduct/ experiment)
ปฏิบัตกิ ารเพ่ือหาคาตอบของคาถาม หรือปัญหา ในการทดลอง โดยตั้งสมมติฐานเพื่อเป็นแนวทาง
ในการกาหนดตวั แปรและวางแผนดาเนินการ เพ่ือตรวจสอบสมมติฐาน
นาเสนอ (Present)
แสดงขอ้ มลู เรื่องราว หรอื ความคิด เพื่อใหผ้ ู้อื่น รับรหู้ รือพจิ ารณา
บรรยาย (Describe)
ใหร้ ายละเอยี ดของเหตกุ ารณ์หรอื ปรากฏการณท์ ี่ เกิดข้นึ ให้ผ้อู ่นื ไดร้ ับรู้ดว้ ยการบอกหรือเขยี น
บอก (Tell)
ให้ขอ้ มลู ข้อเท็จจรงิ แกผ่ ู้อ่ืนดว้ ยการพูด หรอื เขียน
บนั ทกึ (Record)
เขียนข้อมลู ท่ไี ด้จากการสงั เกต เพื่อช่วยจา หรือ เพื่อเปน็ หลักฐาน
เปรยี บเทยี บ (Compare)
บอกความเหมือน และ/หรือ ความแตกตา่ งของ สงิ่ ทเี่ ทียบเคียงกัน
๑๗๑
แปลความหมาย (Interpret)
แสดงความหมายของข้อมลู จากหลกั ฐานท่ปี รากฎ เพื่อลงข้อสรปุ
ยกตัวอยา่ ง (Give examples)
ให้ข้อมลู เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ เพ่ือแสดง ความเข้าใจในส่งิ ท่ีได้เรยี นรู้
ระบุ (Identify) ชี้บอกสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยใช้ข้อมลู ประกอบอย่างเพียงพอ
เลือกใช้ (Select)
พิจารณาและตดั สินใจนาวัสดุ สิ่งของ อุปกรณ์ หรือวิธีการมาใชไ้ ด้อย่างเหมาะสม
วดั (Measure)
หาขนดหรือปรมิ าณของสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยใช้เคร่อื งมือ ทเ่ี หมาะสม
วิเคราะห์ (Analyze)
แยกแยะ จัดระบบ เปรยี บเทียบ จัดลาดบั จัดจาแนก หรือเช่อื มโยงข้อมูล
สร้างแบบจาลอง (Construct model)
นาเสนอแนวคิดหรือเหตุการณ์ในรูปของ แผนภาพ ชนิ้ งาน สมการ ขอ้ ความ คาพูด และ/หรือใช้
แบบจาลองเพ่อื อธบิ ายความคดิ วตั ถุ หรือ เหตุการณ์ตา่ ง ๆ
สังเกต (Observe)
หาขอ้ มลู ดว้ ยการใช้ประสาทสัมผัสท้งั หา้ ที่เหมาะสม ตามข้อเท็จจริงทป่ี รากฏ โดยไม่ใช้
ประสบการณ์เดิมของผสู้ ังเกต
สารวจ (Explore)
หาขอ้ มลู เกยี่ วกบั สิง่ ต่าง ๆ โดยใชว้ ิธีการและ เทคนิคทเี่ หมาะสมเพ่ือนาข้อมูลมาใชต้ าม
วตั ถุประสงค์ทก่ี าหนดไว้
สบื คน้ ข้อมูล (Search)
หาข้อมูล หรอื ข้อสนเทศท่ีมีผู้รวบรวมไว้แล้วจาก แหลง่ ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์
สอ่ื สาร (Communicate)
นาเสนอและแลกเปล่ียนความคดิ ข้อมูล หรือผล จากการสารวจตรวจสอบดว้ ยวิธที ี่เหมาะสม
อธิบาย (Explain)
กลา่ วถงึ เร่อื งราวตา่ ง ๆ อย่างมเี หตุผล และมี ข้อมลู หรอื ประจกั ษ์พยานอ้างอิง
อภปิ ราย (Discuss)
แสดงความคิดเห็นต่อประเด็น หรือคาถามอยา่ ง มเี หตผุ ลโดยอาศยั ความรูแ้ ละประสบการณข์ อง
ผอู้ ภปิ รายและข้อมลู ประกอบ
๑๗๒
ออกแบบการทดลอง (Design experiment)
กาหนดและวางแผนวธิ ีการทดลองให้สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานและตวั แปรตา่ ง ๆ รวมท้งั การ
บนั ทกึ ข้อมลู
ศัพทท์ ี่เกี่ยวข้องกบั ตัวชี้วดั สาระเทคโนโลยี
การใช้ลขิ สทิ ธ์ิของผู้อนื่ โดยชอบธรรม (Fair use)
การนาสอื่ หรอื ขอ้ มลู ท่เี ป็นลขิ สทิ ธข์ิ องผอู้ ืน่ ไปใช้โดยชอบดว้ ยกฎหมาย ภายใตเ้ งอื่ นไขบาง
ประการ เช่น
๑) นาไปใชใ้ นการศกึ ษา หรือการค้า
๒) งานนนั้ เปน็ งานวิชาการ หรือบันเทงิ
๓) คัดลอกเพียงสว่ นนอ้ ย หรือคดั ลอกจานวนมาก
๔) ทาให้เจ้าของเสยี ผลประโยชนท์ างการเงิน มากน้อยเพยี งใด
การตรวจและแกไ้ ขข้อผดิ พลาด (Debugging)
กระบวนการในการค้นหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม เพื่อแก้ไขใหท้ างานไดถ้ กู ต้อง
การประมวลผลข้อมูล (Data processing)
การดาเนนิ การตา่ ง ๆ กบั ข้อมูลเพอ่ื ให้ได้ผลลพั ธท์ ี่มีความหมาย และมีประโยชนต์ ่อการนาไปใช้
งานมากยิง่ ขน้ึ
การวบรวมข้อมลู (Data collection)
กระบวนกรในการรวบรวมข้อมลู ทเ่ี กี่ยวข้องจากแหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ
ข้อมูลปฐมภมู ิ (Primary data)
ขอ้ มลู ท่ีรวบรวมโดยตรงจากแหล่งขอ้ มูลขนั้ ตน้ โดยอาจใช้วิธกี ารสังเกต การทดลอง การสารวจ
การสัมภาษณ์
เทคโนโลยี (Technology)
ส่งิ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ ง หรือพัฒนาขึ้น ซ่งึ อาจเป็นได้ทั้งชนิ้ งาน หรือวธิ ีการ เพื่อใช้แก้ปัญหา สนองความ
ตอ้ งการ หรอื เพิ่มความสามารถในการทางานของมนษุ ย์
แนวคดิ เชงิ คานวณ (Computational thinking)
กระบวนการในการแก้ปญั หา การคดิ วเิ คราะหอ์ ย่างมีเหตุผลเป็นขั้นตอน เพื่อหาวิธกี ารแก้ปัญหา
ในรปู แบบทีส่ ามารถนาไปประมวลผลได้
แนวคิดเชิงนามธรรม (Abstraction)
การพจิ ารณารายละเอียดท่ีสาคัญของปญั หา แยกแยะสาระสาคญั ออกจากส่วนทไ่ี ม่สาคัญ
๑๗๓
ระบบทางเทคโนโลยี (Technological system)
กลุม่ ของสว่ นต่าง ๆ ต้ังแตส่ องส่วนขึ้นไปประกอบเขา้ ด้วยกันและทางานรว่ มกนั เพ่ือใหบ้ รรลุ
วัตถุประสงค์ โดยในการทางานของระบบทางเทคโนโลยีจะประกอบไปด้วย ตวั ปอ้ น (input) กระบวนการ
(process) และผลผลิต (output) ท่ีสมั พันธ์กนั นอกจากนี้ระบบทางเทคโนโลยีอาจมีข้อมลู ย้อนกลับ
(feedback) เพื่อใช้ปรบั ปรุง การทางานได้ตามวัตถปุ ระสงค์
เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ (Logical reasoning)
การใช้เหตผุ ล กฎ กฎเกณฑ์ หรือเงือ่ นไข ท่เี กี่ยวข้อง เพ่ือแก้ปัญหาได้ครอบคลมุ ทกุ กรณี
เหตผุ ลวิบัติ (Logical fallacy)
การใชเ้ หตผุ ลท่ีผดิ พลาด ไมอ่ ยบู่ นพื้นฐานของความจริง ไม่มนี ้าหนักสมเหตสุ มผล มาสนับสนนุ
หรอื ช้ีนาขอ้ สรุปท่ีผิดให้ดูน่าเชอ่ื ถอื
อตั ลกั ษณ์ (Identity)
ลกั ษณะเฉพาะ หรือข้อมูลสาคญั ทบี่ ่งบอกถึงความเปน็ ตัวตนของบุคคลหรอื สิ่งใดสิ่งหนง่ึ เชน่ ชอ่ื
บญั ชผี ูใ้ ช้ ใบหน้า ลายน้ิวมอื
อลั กอริทึม (Algorithm)
ขน้ั ตอนในการแกป้ ัญหา หรือการทางาน โดยมีลาดบั ของคาส่ังหรือวิธีการทช่ี ัดเจน ทีค่ อมพวิ เตอร์
สามารถปฏิบัติตามได้
แอพพลเิ คชนั (Software application)
ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ ท่ีทางานบนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรอื อปุ กรณ์เทคโนโลยอี นื่ ๆ
๑๗๔
อภธิ านศพั ท์
ศพั ทท์ ่ีเกี่ยวข้องกับตัวช้ีวัดกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
ที่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๑ กาหนดปัญหา define problem ระบุคาถาม ประเด็นหรือ สถานการณ์ท่ีเป็น
ข้อสงสัย เพ่ือนาไปสู่การแก้ปัญหาหรือ
อภปิ รายร่วมกนั
๒ แก้ปญั หา solve problem หาคาตอบของปัญหาที่ยังไม่รู้ วิธีการมาก่อน
ทั้งปัญหาท่ี เก่ียวข้องกับวิทยาศาสตร์
โดยตรงและปัญหาในชีวิต ประจาวันโดยใช้
เทคนคิ และ วธิ กี ารต่าง ๆ
๓ เขยี นแผนผงั /วาดภาพ construct diagram/ นาเสนอข้อมูลหรือผลการสารวจ ตรวจสอบ
illustrate ด้วยแผนผงั กราฟ หรือภาพวาด
๔ คาดคะเน predict คาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดย
อาศยั ขอ้ มูลที่สงั เกตได้ และประสบการณท์ ีม่ ี
๕ คานวณ calculate หาผลลัพธ์จากข้อมูล โดยใช้ หลักการ ทฤษฎี
หรือวิธีการทาง คณติ ศาสตร์
๖ จาแนก classify จัดกลุ่มของสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัย ลักษณะที่
เหมือนกันเป็นเกณฑ์
๗ ตง้ั คาถาม ask question พดู หรือเขยี นประโยค หรอื วลี เพือ่ ให้ได้มาซึ่ง
การคน้ หา คาตอบทีต่ อ้ งการ
๘ ทดลอง conduct/experiment ปฏิบัติการเพื่อหาคาตอบ ของคาถาม หรือ
ปัญหาในการ ทดลอง โดยตั้งสมมติฐานเพ่ือ
เป็นแนวทางในการกาหนด ตัวแปรและ
วางแผนดาเนนิ การ เพอ่ื ตรวจสอบสมมติฐาน
๙ นาเสนอ present แสดงข้อมูล เรื่องราว หรือ ความคิด เพ่ือให้
ผู้อืน่ รับรู้ หรอื พิจารณา
๑๐ บรรยาย describe ใ ห้ ร า ย ล ะ เ อี ย ด ข อ ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ ห รื อ
ปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ข้นึ ให้ ผอู้ ืน่ ได้รบั ร้ดู ว้ ยการ
บอก หรือเขียน
๑๗๕
ที่ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย
๑๑ บอก Tell ให้ขอ้ มูล ขอ้ เทจ็ จรงิ แกผ่ ู้อ่ืน ด้วยการพูด
๑๒ บันทึก Record หรือเขียน
๑๓ เปรยี บเทียบ Compare เขียนข้อมลู ท่ไี ด้จากการสังเกต เพ่ือชว่ ยจา
๑๔ แปลความหมาย Interpret หรอื เพื่อเป็นหลักฐาน
๑๕ ยกตัวอยา่ ง give examples บอกความเหมือน และ/หรือ ความแตกต่าง
๑๖ ระบุ identify ของสิ่งท่ี เทยี บเคียงกนั
๑๗ เลอื กใช้ select แสดงความหมายของข้อมลู จากหลักฐานที่
๑๘ วดั measure ปรากฏ เพอ่ื ลงขอ้ สรุป
๑๙ วเิ คราะห์ analyze ใหข้ ้อมูลเหตุการณ์หรือสถานการณ์ เพื่อแสดง
๒๐ สรา้ งแบบจาลอง construct model ความเข้าใจในสงิ่ ท่ีได้ เรยี นรู้
ช้ีบอกสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยใชข้ ้อมูล ประกอบอยา่ ง
๒๑ สงั เกต Observe เพยี งพอ
พิจารณา และตัดสินใจนาวัสดุ สิ่งของ
๒๒ สารวจ explore อุปกรณห์ รือวธิ ีการ มาใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสม
หาขนาด หรือปริมาณ ของ สิ่งต่าง ๆ โดยใช้
เครอื่ งมือ ท่เี หมาะสม
แยกแยะ จัดระบบ เปรียบเทียบ จัดลาดับ
จดั จาแนก หรือ เชื่อมโยงข้อมลู
นาเสนอแนวคิด หรือเหตุการณ์ ในรูปของ
แผนภาพ ช้ินงาน สมการ ข้อความ คาพูด
และ/ หรือใช้แบบจาลองเพ่ืออธิบาย ความคิด
วตั ถุ หรือเหตกุ ารณ์ ต่าง ๆ
หาข้อมูลด้วยการใช้ประสาท สัมผัสท้ังห้า
ท่ีเหมาะสมตาม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยไม่
ใช้ ประสบการณเ์ ดมิ ของผูส้ ังเกต
หาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ โดยใช้วีธีการและ
เทคนิคที่ เหมาะสม เพื่อนาข้อมูลมาใช้ ตาม
วัตถุประสงคท์ ่ีกาหนดไว้
๑๗๖
ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๒๓ สบื ค้นข้อมลู search หาข้อมูล หรือข้อสนเทศที่มี ผรู้ วบรวมไวแ้ ลว้
๒๔ ส่ือสาร communicate จากแหล่งตา่ ง ๆ มาใชป้ ระโยชน์
นาเสนอ และแลกเปลีย่ น ความคิด ข้อมูล
๒๕ อธิบาย explain หรอื ผลจากการ สารวจตรวจสอบ ดว้ ยวธิ ี
๒๖ อภิปราย discuss ท่เี หมาะสม
กล่าวถึงเร่อื งราวตา่ ง ๆ อย่างมี เหตผุ ล และมี
๒๗ ออกแบบการทดลอง design experiment ข้อมลู หรอื ประจักษพ์ ยานอ้างอิง
แสดงความคดิ เหน็ ต่อประเด็น หรือคาถาม
อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรูแ้ ละ
ประสบการณ์ ของผู้อภิปรายและข้อมูล
ประกอบ
กาหนด และวางแผนวิธกี าร ทดลองให้
สอดคล้องกับ สมมตฐิ านและตัวแปรตา่ ง ๆ
รวมทัง้ การบันทึกข้อมลู
ศัพทท์ ีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับตัวชวี้ ัดสาระเทคโนโลยี
ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย
การนาสื่อ หรือข้อมูลท่ีเป็น ลขิ สิทธข์ิ อง
๑ การใชล้ ขิ สทิ ธิข์ อง fair use ผูอ้ นื่ ไปใชโ้ ดยชอบ ดว้ ยกฎหมาย ภายใต้
เง่อื นไข บางประการ เชน่ ๑) นาไปใชใ้ น
ผอู้ ื่น โดยชอบธรรม การศกึ ษา หรอื การคา้ ๒) งานนน้ั เปน็
งานวิชาการ หรือ บันเทิง ๓) คดั ลอก
๒ การตรวจและแกไ้ ข debugging เพยี งสว่ นนอ้ ย หรอื คดั ลอกจานวนมาก
ข้อผดิ พลาด ๔) ทาใหเ้ จ้าของเสยี ผลประโยชน์ ทาง
การเงนิ มากน้อยเพยี งใด
กระบวนการในการค้นหา ขอ้ ผิดพลาดของ
โปรแกรม เพื่อแก้ไขให้ทางานไดถ้ ูกตอ้ ง
๑๗๗
ศัพท์ทเ่ี กี่ยวข้องกับตัวชีว้ ดั สาระเทคโนโลยี
ที่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
การดาเนนิ การต่าง ๆ กบั ข้อมูล เพอ่ื ให้ได้
๓ การประมวลผลข้อมลู data processing ผลลัพธท์ ี่มคี วามหมาย และมีประโยชนต์ อ่ การ
นา ไปใชง้ านมากย่งิ ขึน้
๔ การรวบรวมขอ้ มูล data collection กระบวนการในการรวบรวม ข้อมลู ท่ีเก่ยี วข้อง
๕ ข้อมูลปฐมภมู ิ primary data จากแหล่ง ข้อมูลตา่ ง ๆ
ขอ้ มูลทร่ี วบรวมโดยตรง จากแหลง่ ข้อมลู ขั้นตน้
๖ เทคโนโลยี technology โดยอาจ ใช้วิธีการสงั เกต การทดลอง การ
สารวจ การสัมภาษณ์
๗ แนวคิดเชิงคานวณ computational สิ่งทม่ี นุษย์สรา้ งหรือพัฒนาขึ้น ซ่ึงอาจเปน็ ได้ทัง้
thinking ชิน้ งาน หรือ วิธกี าร เพ่อื ใชแ้ กป้ ญั หาสนอง
ความต้องการ หรอื เพิม่ ความสามารถในการ
๘ แนวคดิ เชงิ นามธรรม abstraction การ ทางาน ของมนุษย์
กระบวนการในการแก้ปญั หา การคิดวิเคราะห์
๙ ระบบทางเทคโนโลยี technological อย่างมเี หตผุ ล เปน็ ข้นั ตอน เพ่อื หาวธิ ีการ
system แกป้ ัญหาในรปู แบบที่สามารถ นาไป
ประมวลผลได้
๑๐ เหตุผลเชิงตรรกะ logical reasoning พิจารณารายละเอยี ดที่สาคญั ของปญั หา
แยกแยะสาระสาคัญ ออกจากสว่ นทไ่ี มส่ าคัญ
กลุ่มของส่วนต่าง ๆ ต้งั แต่ สองส่วนขึ้นไป
ประกอบเข้า ดว้ ยกัน และทางานร่วมกนั
เพอ่ื ให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์ โดยในการทางาน
ของระบบ ทางเทคโนโลยจี ะประกอบไปดว้ ย
ตัวปอ้ น (input) กระบวนการ (process) และ
ผลผลิต (output) ทีส่ ัมพันธก์ ัน นอกจากนี้
ระบบทางเทคโนโลยี อาจมีข้อมูลย้อนกลับ
(feedback) เพือ่ ใชป้ รับปรุง การทางานไดต้ าม
วตั ถปุ ระสงค์
การใช้เหตผุ ล กฎ กฎเกณฑ์ หรือเง่ือนไขที่
เกยี่ วข้อง เพือ่ แก้ปญั หาได้ครอบคลมุ ทุกกรณี
๑๗๘
ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๑๑ เหตผุ ลวิบัติ logical fallacy การใช้เหตุผลทีผ่ ดิ พลาดไม่อยู่บน พื้นฐานของ
ความจริง ไม่มีน้าหนกั สมเหตสุ มผลมา
๑๒ อัตลกั ษณ์ Identity สนบั สนุน หรือ ช้ีนาข้อสรุปท่ีผดิ ให้ดนู า่ เชื่อถือ
ลักษณะเฉพาะหรือข้อมลู สาคัญ ทบี่ ง่ บอกถึง
๑๓ อัลกอริทึม algorithm ความเป็นตวั ตนของ บคุ คลหรอื ส่ิงใดสง่ิ หนึง่
เชน่ ชื่อบัญชผี ใู้ ชใ้ บหนา้ ลายนวิ้ มอื
๑๔ แอปพลิเคชัน software ขน้ั ตอนในการแก้ปัญหาหรือ การทางาน โดยมี
application ลาดบั ของ คาสัง่ หรอื วธิ กี ารที่ชดั เจน ที่
คอมพวิ เตอร์สามารถปฏบิ ตั ิ ตามได้
ซอฟต์แวรป์ ระยุกตท์ ี่ทางาน บนคอมพวิ เตอร์
สมาร์ตโฟน แทบ็ เลต็ หรอื อุปกรณ์เทคโนโลยี
อ่นื ๆ
๑๗๙
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (๒๕๕๑). หลักสตู รการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ .
กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพรา้ ว.
สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (๒๕๖๐). ตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลมุ่
สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาข้นั
พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.
สภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาต.ิ (๒๕๔๙). แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๐.
สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (๒๕๔๗). ข้อเสนอยทุ ธศาสตร์การปฏิรปู การศึกษา.
กรงุ เทพฯ: เซน็ จรู ี่.
สานกั นายกรัฐมนตรี, สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. (๒๕๔๒). พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรบั สง่ สินคา้ และพสั ดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
สานกั ผตู้ รวจราชการและติดตามประเมินผล. (๒๕๔๘). การตดิ ตามปญั หาอุปสรรคการใช้หลกั สูตร
การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔. บนั ทกึ ที่ ศธ ๐๒๐๗/ ๒๖๙๒ ลงวนั ที่ ๑๙ กนั ยายน
๒๕๔๘.
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๖๐). เอกสารประกอบการประชุมปฏบิ ัติการพฒั นาบคุ ลากรหลกั เพอ่ื
สรา้ งความเข้าใจ. ๒๗-๒๘ ตลุ าคม ๒๕๔๖ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ. (เอกสารอัดสาเนา).
สานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๖ ก.). สรปุ ผลการประชมุ วิเคราะห์หลกั สูตรการศึกษา
ขน้ั พื้นฐาน. ๒๗-๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรือ่ ง การนามาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชีว้ ัดกล่มุ สาระการ
เรียนรู้คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และสาระภมู ิศาสตร์ ฯ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ไปสู่การปฏิบัติ ๑๔-๑๖ มีนาคม
๒๕๖๑ ณ โรงแรมจอมเทียนปาล์มบชี พัทยา จังหวดั ชลบรุ .ี
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๔๖ ข.). สรุปความเหน็ จากการประชุมเสวนาหลักสตู ร
การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ๕ จดุ . พฤศจิกายน ๒๕๔๖ (เอกสารอัดสาเนา).
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๔๘ ก). รายงานการวจิ ัย การใช้หลักสตู รการศึกษา
ขั้นพื้นฐานตามทศั นะของผู้สอน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับสง่ สินคา้ และพัสดภุ ณั ฑ์
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๘ ข.). รายงานการวิจยั โครงการวจิ ยั เชิงทดลอง
กระบวนการสร้างหลกั สตู รสถานศึกษาแบบองิ มาตรฐาน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับสง่
สนิ คา้ และพสั ดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
๑๘๐
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๖๐). ตวั ช้ีวัดและสารการเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) . กรุงเทพ ฯ : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตร
แหง่ ประเทศไทย จากัด.
สุวมิ ล ว่องวาณชิ และ นงลกั ษณ์ วริ ัชชัย. (๒๕๔๗). การประเมนิ ผลการปฏิรปู การเรยี นรู้ ตาม
พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ พหุกรณศี กึ ษา. เอกสารการประชุมทาง
วชิ าการการวิจัยเกี่ยวกบั การปฏิรปู การเรียนรู้ โดยสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวง
ศึกษาธิการ วนั ที่ ๑๙- ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗.
๑๘๑
คาส่งั โรงเรยี นวดั หนัง
ท่ี ๒๓ / ๒๕๖๕
เร่ือง แต่งตงั้ คณะกรรมการประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู รสถานศกึ ษา พุทธศักราช ๒๕๖๔
และคณะกรรมการปรับปรุงหลักสตู รสถานศกึ ษาระดบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน การศกึ ษาพิเศษ และระดับปฐมวัย
พุทธศกั ราช ๒๕๖๕
*********************************************
ตามที่โรงเรียนวัดหนังได้ใช้หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาพิเศษ
พุทธศักราช ๒๕๖๔ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และหลักสูตร
หลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๔) ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช ๒๕๖๐ สู่การปฏิบัติในโรงเรียนและห้องเรียนน้ัน โรงเรียนได้มีการดาเนินการประเมินผล
การใชห้ ลกั สูตรดงั กลา่ ว ซึง่ จากผลการประเมนิ ฯ โรงเรยี นเห็นควรให้มี การปรับปรุงหลกั สตู ร เพือ่ ให้ตรง
กับความต้องการของผู้เรียน สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน และนโยบายหน่วยงานต้นสังกัด อาศัย
ระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษา
ข้นั พน้ื ฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๕ จงึ แต่งตัง้ คณะกรรมการดาเนนิ การ ดงั น้ี
๑. คณะกรรมการอานวยการ
๑. นางขนบภรณ์ แกว้ คงคา ผู้อานวยการโรงเรยี น ประธานกรรมการ
๒. นางสาวสวุ รรณา อ่อนแก้ว รองผอู้ านวยการโรงเรยี น รองประธานกรรมการ
๓. นางสาวธาดาทิพย์ รกั ทอง ครู คศ.๒ (หัวหนา้ งานบุคคล) กรรมการ
๔. นางสาวทพิ วรรณ หลงุ่ ต้ี ครู คศ.๑ (หวั หน้างานงบประมาณ)กรรมการ
๕. นายวสษิ ฐ์ น้อยอุดม ครู คศ.๑ (หัวหนา้ งานทั่วไป) กรรมการ
๖. นางสาวสารภี ชนู กุ ลู พงษ์ ครู คศ.๓ (หวั หน้างานวชิ าการ) กรรมการและเลขานุการ
หน้าท่ี วางแผนการแต่งตง้ั คณะกรรมการ ใหค้ าปรึกษา อานวยความสะดวก และให้บริการตา่ ง ๆ
๒. คณะกรรมการปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศึกษา
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
๑. นางสาวอริยา วัฒนกา้ นตง ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๒. นางขวัญตา กาญจนปัญญาคมครู คศ.๑ กรรมการ
๓. นางสาวมนพร เอ่ยี มสอาด ครผู ชู้ ว่ ย กรรมการ
๔. นางสาวสุวนันท์ สทุ ธสิ า ครผู ู้ชว่ ย กรรมการ
๕. นางสาวกาญจนา พลคา ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
/กลุ่มสาระการเรียนรู้ …
๑๘๒
กลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์
๖. นายกวคี ม รัตนบุรม ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๗. นางสาวนดิ ารตั น์ สมธรรม ครผู ้ชู ว่ ย กรรมการ
๘. นางสาวกมลดา นอ้ ยพลี ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
๙. นางสาวทิพวรรณ หล่งุ ตี้ ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๑๐. นางสาวสารภี ชูนกุ ลู พงษ์ ครู คศ.๓ กรรมการ
๑๑. นางสาวอรณชิ า นันทพฤทธ์ิ ครู คศ.๑ กรรมการ
๑๒. นายอธธิ นทศั น์ อาจะ พนกั งานราชการ กรรมการ
๑๓. นางนนั ทพร แก้วกัญญาติ ครู คศ.๒ กรรมการและเลขานุการ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
๑๔. นางสาวธาดาทพิ ย์ รกั ทอง ครู คศ.๒ ประธานกรรมการ
๑๕. นายวสิษฐ์ น้อยอุดม ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา
๑๖. นายอนชุ ิต แวน่ จันลา ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
กลุ่มสาระการเรยี นรูศ้ ลิ ปะ
๑๗. นางสาวรนิ ทรน์ ภา ตลาดเงนิ ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๑๘. นายกฤษฎา วฒั นศิลป์ ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ
๑๙. นางบุญย่ิง พรมจารยี ์ ครู คศ.๒ ประธานกรรมการ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ
๒๐. นางสาววลั ภา จานงค์ไว ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๒๑. นายณฐั ชนน มานะกจิ ครูอตั ราจ้าง กรรมการ
๒๒. Mister Robrert E. Bot ครูอตั ราจ้าง กรรมการ
๒๓. วา่ ท่รี .ต.หญงิ แพรวนภา บญุ รอดคุ้ม ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
หน้าที่ ๑. จดั ทาเอกสารการประกอบหลกั สตู ร โดยมีสว่ นประกอบตา่ ง ๆ ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธสักราช ๒๕๕๑
๒. จัดทาหน่วยการเรยี นรู้โดยให้สอดคลอ้ งกับหลกั สูตรสถานศึกษา
๓. จัดทาคาอธิบายรายวิชา / โครงการจัดการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรยี นรู้
๔. รวบรวมเอกสารท่ีทาเสร็จส่งฝา่ ยวิชาการเพ่อื ตรวจแกไ้ ขและจดั ทารปู เล่ม
๕. ตดิ ตามการใช้หลักสตู รของกลุ่มสาระการเรียนรตู้ า่ ง ๆ ท่ีรบั ผิดชอบ
/๓. คณะกรรมการปรบั ปรุง ...
๑๘๓
๖. หนา้ ทีอ่ ื่นๆ ตามท่ีได้รบั มอบหมาย
๓. คณะกรรมการปรับปรงุ หลักสตู รกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น
๑. นางบุญยิง่ พรมจารยี ์ ครู คศ.๒ ประธานกรรมการ
กรรมการ
๒. นางสาวสารภี ชูนุกลู พงษ์ ครู คศ.๓ กรรมการ
กรรมการ
๓. นางสาวธาดาทพิ ย์ รักทอง ครู คศ.๒ กรรมการ
กรรมการ
๔. นางสาวรนิ ทรน์ ภา ตลาดเงิน ครู คศ.๑ กรรมการ
กรรมการ
๕. นางสาวอรณชิ า นันทพฤทธ์ิ ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
๖. นายกวคี ม รตั นบุรม ครู คศ.๑
๗. นางสาวกมลดา นอ้ ยพลี ครู คศ.๑
๘. นางสาวกาญจนา พลคา ครู คศ.๑
๙. นางสาวสุวนนั ท์ สทุ ธสิ า ครผู ู้ชว่ ย
หนา้ ที่ ๑. จดั ทาเอกสารประกอบหลักสูตรกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน
๒. วางแผนการจดั กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนตามแนวหลกั สูตรสถานศกึ ษา
๒. ออกแบบเอกสารประเมินการรว่ มกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
๓. จดั ทาคูม่ อื การจัดกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียนตามหลักสตู รสถานศึกษา
๔. ดาเนินการจัดกิจกรรมให้เปน็ ไปดว้ ยความเรยี บร้อย
๕. หน้าทอี่ ่นื ๆ ตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
๔. คณะกรรมการปรบั ปรงุ รายวชิ าเพิ่มเตมิ
๑. นางสาววัลภา จานงคไ์ ว ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๒. นายวสษิ ฐ์ น้อยอุดม ครู คศ.๑ กรรมการ
๓. นายณัฐชนนท์ มานะกิจ ครอู ัตราจา้ ง กรรมการ
๔. Mister Robrert E. Bot ครอู ัตราจา้ ง กรรมการ
๕. วา่ ที่ร.ต.หญิงแพรวนภา บญุ รอดคุ้ม ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
หน้าท่ี ๑. จัดทาเอกสารการประกอบหลกั สตู รรายวิชาเพิ่มเติมภาษาองั กฤษเพื่อการสื่อสาร
และรายวชิ าภาษาจนี โดยมสี ่วนประกอบต่าง ๆ ตามหลกั สูตรสถานศึกษา
๒. จดั ทาหน่วยการเรียนรู้/ผลการเรียนรู้
๓. จัดทาคาอธิบายรายวิชา / โครงการจดั การเรียนรู้ และแผนการจัดการเรยี นรู้
๔. รวบรวมเอกสารทที่ าเสร็จสง่ ฝ่ายวชิ าการเพ่ือตรวจแกไ้ ขและจดั ทารูปเล่ม
๕. ติดตามการใช้หลักสตู รรายวชิ าเพม่ิ เติม
๖. หน้าที่อ่นื ๆ ตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
/๕. คณะกรรมการปรับปรุง...
๑๘๔
๕. คณะกรรมการปรบั ปรุงหลักสตู รการศึกษาพเิ ศษ
๑. นางสาวพทุ ธรัตน์ เขียมสันเทียะ ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๒. นางสาวณฐมน โกบตุ ร ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
หน้าที่ ๑. จดั ทาเอกสารประกอบหลกั สูตร โดยมีส่วนประกอบตา่ งๆ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๒. จัดทาหน่วยการเรียนรโู้ ดยให้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา
๓. จัดทาคาอธบิ ายรายวิชา/โครงการจัดการเรียนรู้ และการการจัดการเรยี นรู้
๔. รวมรวมเอกสารทีท่ าเสรจ็ ส่งฝา่ ยวิชาการเพ่อื ตรวจแก้ไขและจดั ทารูปเล่ม
๕. หน้าท่อี นื่ ๆ ตามที่ได้รบั มอบหมาย
๖. คณะกรรมการปรับปรุงหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย
๑. นางสาวอังศนา เหล็กสงู เนิน ครู คศ.๑ ประธานกรรมการ
๒. นางสาวนพรตั น์ อดุ มสุข ครู คศ.๒ กรรมการ
๓. นางสาวดุษณี เนตรทิพย์ ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
หน้าท่ี ๑. ดาเนนิ การปรับปรุงหลกั สูตรสถานศกึ ษาการศึกษาปฐมวยั โรงเรยี นวัดหนงั (ฉบับปรบั ปรงุ
พ.ศ. ๒๕๖๕) ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐
๒. จัดทาเอกสารการประกอบหลักสูตร โดยมีส่วนรว่ มประกอบต่างๆ ตามหลกั สตู รสถานศึกษา
การศึกษาปฐมวยั
๓. จัดทาหนว่ ยการเรียนรโู้ ดยให้สอดคล้องกบั หลักสตู รสถานศกึ ษาการศึกษาปฐมวยั
๔. รวบรวมเอกสารที่ทาเสรจ็ สง่ ฝา่ ยวชิ าการเพอื่ ตรวจแก้ไขและจัดทารปู เล่ม
๕. หน้าที่อ่ืนๆตามท่ีไดร้ ับมอบหมาย
๗. คณะกรรมการประเมนิ ผลการใชห้ ลักสตู ร
๑. นางสาวสารภี ชูนกุ ลู พงษ์ ครู คศ.๓ ประธานกรรมการ
๒. นางสาวธาดาทพิ ย์ รกั ทอง ครู คศ.๒ กรรมการ
๓. นางบุญยิ่ง พรมจารีย์ ครู คศ.๒ กรรมการ
๔. นางสาวรนิ ทรน์ ภา ตลาดเงิน ครู คศ.๑ กรรมการ
๕. นางสาวทิพวรรณ หลุ่งต้ี ครู คศ.๑ กรรมการ
๖. นางสาวอรยิ า วฒั นกา้ นตง ครู คศ.๑ กรรมการ
๗. นางสาววลั ภา จานงไว ครู คศ.๑ กรรมการ
๘. นายกวีคม รตั นบุรม ครู คศ.๑ กรรมการ
๙. นายอนุชิต แว่นจันลา ครู คศ.๑ กรรมการ
๑๐. นางสาวองั ศนา เหล็กสูงเนิน ครู คศ.๑ กรรมการ
/๑๑. นางสาวพุทธรตั น์ ...
๑๘๕
๑๑. นางสาวพุทธรัตน์ เขยี มสนั เทยี ะ ครู คศ.๑ กรรมการ
๑๒. นางสาวกมลดา นอ้ ยพลี ครู คศ.๑ กรรมการและเลขานุการ
หน้าท่ี ๑. ติดตามประเมนิ ผลการใช้หลักสูตรเปน็ ระยะ และเม่ือส้นิ สดุ การใช้หลกั สตู ร
๒. สรุปรายงานผู้บรหิ ารเพอื่ ปรบั ปรงุ พัฒนาหลกั สตู รสถานศึกษาต่อไป
๓. หนา้ ทีอ่ น่ื ๆ ตามท่ีได้รับมอบหมาย
ให้คณะกรรมการทุกฝ่ายรว่ มกันปฏบิ ัติหนา้ ทเ่ี พ่อื ให้บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ของสถานศึกษา
พัฒนาผู้เรียนใหเ้ ป็นไปตามหลักการ และจดุ มงุ่ หมายของหลกั สตู รสถานศึกษา สรุป รายงานผลตามควรแก่
ระยะเวลาในแตล่ ะภารกิจของการบรหิ ารงานหลกั สูตรและงานวิชาการสถานศึกษา
ทั้งนี้ ต้ังแต่บัดนีเ้ ป็นตน้ ไป
สัง่ ณ วนั ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๕
(นางขนบภรณ์ แกว้ คงคา)
ผู้อานวยการโรงเรยี นวดั หนงั
๑๘๖