๑
หลักการอาวุธปล่อยน าวิถี
กล่าวน าทั่วไป
การต่อสู้ของมนุษย์ด้วยกันเริ่มตั้งแต่ตัวต่อตัวขึ้นไปจนถึงฝ่ายละเป็นพัน เป็นหมื่น หรือเป็นแสน
ที่เรียกว่า การรบหรือการสงครามนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างหนึ่ง ใน
์
สมัยดึกด าบรรพมนุษย์เราเริ่มต่อสู้กัน โดยใช้อวัยวะที่มีอยู่ในตัวเอง เช่น
หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นต้น ความรุนแรงในการต่อสู้ก็ไม่รุนแรงนัก
จนกระทั่งมนุษย์ได้คิดเอาของนอกกายมาท าเป็นอาวุธประหัตประหารกัน
เริ่มต้นด้วยการใช้มีดขวาน ดาบ หอก เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างจะน่าหวาดเสียว
ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอาวุธดังกล่าวยังคงอยู่ ในก ามือของคู่ต่อสู้ การต่อสู้
ในตอนนี้คู่ต่อสู้จะอยู่ห่างกันไม่ถูกตัวกันเหมือนใช้หมัดมวย ในสมัยต่อมา
อาวุธที่ใช้ชักจะมีการขว้างปา หรือพุ่ง หรือยิงออกจากคู่ต่อสู้ เช่น เอาหิน
ขว้างกัน พุ่งดาบหรือหอกเข้าสู่คู่ต่อสู้ ใช้ธนูหรือหน้าไม้ยิงต่อสู้กัน เป็นต้น
ทั้งนี้ต่างฝ่ายต่างก็หาความได้เปรียบซึ่งกันและกัน การต่อสู้แบบนี้คู่ต่อสู้
จะต่อสู้ในระยะห่างจากกันออกไปอีก จนกระทั่งถึงยุคดินปืนได้มีการสร้าง
ปืนขึ้นใช้เป็นอาวุธ มาถึงตอนนี้การประหัตประหารกันในระหว่างมนุษย์
ด้วยกันชักจะทารุณมากขึ้นและตายเร็วยิ่งขึ้น
การต่อสู้ของมนุษย์ดังกล่าวมาแล้ว นอกจากจะต่อสู้กันตัวต่อตัวแล้ว ยังต่อสู้กันเป็นพวกเป็น
เหล่า มีผู้คนฝ่ายละมากๆ ฉะนั้นอาวุธที่มนุษย์คิดค้นขึ้นจึงจ าเป็นจะต้องมีอานุภาพ สามารถฆ่าคนได้คราว
ละมากๆ คือจะต้องท าลายข้าศึกให้หมดไปโดยเร็วที่สุดจะได้ก าชัยชนะไว้ได้ อาวุธนี้ก็เริ่มด้วยการใช้ปืนกล
ตั้งแต่ขนาดเบาไปจนถึงขนาดหนัก ลูกระเบิดมือ ลูกระเบิดยิง เป็นต้น การรบในสมัยศตวรรษที่
๒๐ นี้ ได้มีการใช้ยานพาหนะบรรทุกทั้งปืนใหญ่และปืนเล็กไปรบด้วย เช่น รถถัง เรือรบ เป็นต้น จึงมี
ความจ าเป็นจะต้องมีการท าลายวัตถุที่เป็นยานพาหนะนั้นด้วย จึงเกิดมีการสร้างปืนใหญ่ที่มีอานาจท าลาย
มากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังไม่พอ เพราะปืนใหญ่ยิงไม่ไกลเท่าที่ต้องการ จึงต้องใช้เครื่องบินน าเอาลูกระเบิดไปทิ้ง
ื่
ยังเป้าหมายที่ต้องการ เพอเป็นการต่อระยะปืนใหญ่ออกไป ตอนนี้เองจึงมีการท าลายกันอย่างมหาศาล
ั
ไม่ว่า ทหาร พลเรือน สิ่งก่อสร้าง ถนน ถูกท าลายไม่มีเว้น การพฒนาเครื่องบินก็ดียิ่งขึ้นสามารถโคจรได้
นาน บรรทุกอาวุธได้มากขึ้นและในขณะ เดียวกันลูกระเบิดก็ถูกปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และมีอานาจ
ในการระเบิดสูงขึ้นด้วยจนในที่สุดก็มาถึงระเบิดปรมาณูและลูกระเบิดไฮโดรเยนซึ่งเป็นลูกระเบิดมหา
ประลัย จนกระทั่งเกิดความกลัวกันไปทั่วโลก ประชาชนญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่รับเคราะห์กรรม ถูกลูกระเบิด
ปรมาณูท าลายในสงครามโลกครั้งที่ ๒
ตามที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้นจะเห็นได้ว่าคู่ต่อสู้จะอยู่ห่างกันออกไปเรื่อยๆ ตามชนิดและ
ี
สมรรถภาพของอาวุธนั้น จนในปัจจุบันนี้การรบกันไม่จ าเป็นจะต้องเห็นตัวกันแล้วแต่ก่อนนี้เพยงข้าม
ประเทศ เดี๋ยวนี้เป็นข้ามทวีปไป และในที่สุดก็จะเป็นระยะรอบโลกในยุคดาวเทียมเนื่องจากการสงคราม
๒
้
ต้องการความรวดเร็ว คือท าลายข้าศึกให้รวดเร็วจนข้าศึกตั้งตัวไม่ได้และจะประสบความพายแพไปในที่สุด
่
ฉะนั้นการใช้เครื่องบินอาจจะช้าไปและไม่สะดวกบางประการ จึงได้มีการพฒนาอาวุธใหม่ขึ้น คือ อาวุธ
ั
จรวด หรืออาวุธปล่อยน าวิถี ดังที่เราทราบกันอยู่ในปัจจุบันซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้แทนปืนใหญ่นั่นเองแต่แทนที่
จะมีล ากล้องและมีดินขับดันกระสุนออกไปเหมือนปืนใหญ่ มันจะขับเคลื่อนด้วยแรงขับในตัวของมันเอง
ซึ่งจะได้มีการศึกษากันต่อไปตามล าดับ
อย่างไรก็ตามอาวุธต่างๆ ที่มนุษย์เราคิดขึ้นใช้ตั้งแต่หมัดมวย ปืน จนกระทั่งถึงจรวด หรืออาวุธ
ปล่อยน าวิถี ก็ยังใช้ควบคู่กันไปอยู่ตามความจ าเป็น ตามความต้องการ ตามความเหมาะสม ตามความ
ั
สะดวก และตามก าลังเงินที่จะสนับสนุน อาวุธเหล่านั้นก็ยังคงมีการพฒนาของมันเองอยู่เหมือนกัน
เพื่อให้มีสมรรถภาพตามลักษณะการใช้ของมันอยู่เสมอ
ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้วกว่าจะมาถึงยุคอาวุธปล่อยน าวิถีในปัจจุบัน จะเห็นว่าบรรดาอาวุธ
ื่
ทั้งหลาย ที่มนุษย์คิดค้นพฒนามาใช้เพอรบ “ฆ่า” กันนั้น แต่เดิมแรกเริ่มก็เป็นอาวุธระยะสั้น ส าหรับสู้รบ
ั
ื่
ั
กันในระยะประชิดตัว ต่อมาเพอให้การมีชีวิตรอด มีโอกาสและเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นจึงต้องพฒนาอาวุธห่าง
ิ่
ตัวใช้ต่อตีข้าศึกในระยะไกล อาวุธจึงเป็นระยะยาวเพมขึ้นเรื่อยๆ และจากการวิวัฒนาการด้านอาวุธที่
พัฒนามาตลอด อันเนื่องมากจากมนุษย์ต้องการหาหนทางให้เหนือชั้นกว่าผู้อน อาวุธจึงถูกคิดค้นพฒนา
ื่
ั
ต่อไปตามแนวความคิดหลากหลาย ท าให้เกิดอาวุธใหม่แปลก ๆ จนกระทั่งใช้วิชาการและเทคโนโลยีเข้า
ประยุกต์ กับกรรมวิธีการน าวิถี เพอน าทางให้อาวุธนั้นพงมุ่งสู่เป้าหมายแน่นอน แม่นย าและในที่สุด
ื่
ุ่
เป้าหมายและข้าศึกจะต้องถูกท าลายลงตามความประสงค์ของผู้ใช้อาวุธที่ต้องการ
ประวัติความเป็นมาของอาวุธปล่อยน าวิถี
๓๙๓ ปี ก่อนคริสต์ศักราช
อาไชตัส (Archytas) ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ นักการทหาร และนักการเมือง ชาวกรีก ได้
ิ
ี
สร้างยานบินขึ้นหลายแบบ แบบที่มีชื่อที่สุดได้แก่ “นกพราบ” รายละเอยดเกี่ยวกับการสร้าง และเครื่อง
ให้ก าลังไม่มีผู้ใดทราบและปรากฏแน่ชัด
ศตวรรษที่ ๑
ฮีโร่ (Hero) ชาวกรีก แห่งเมืองอเล็กแซนเดรีย ได้สร้างเครื่องยนต์ไอน้ าเครื่องแรกได้ส าเร็จและ
หลายศตวรรษต่อมา เซอร์ ไอแซก นิวตัน ได้อธิบายว่า เครื่องยนต์ไอน้ านี้ใช้หลักการจรวด คือเครื่องนี้จะ
มีรูปร่างเป็นหม้อโลหะกลมกลวง มีท่อสองท่ออยู่บนพื้นผิวและมีทิศทางตรงข้ามกัน ตัวหม้อโลหะตั้งอยู่บน
แกนกลวงซึ่งตั้งอยู่บนถังน้ า เมื่อใส่ไฟเผาถังน้ าไอน้ าที่เกิดขึ้นจะผ่านแกนกลวง เข้าไปในหม้อโลหะแล้วพน
่
ออกทางท่อทั้งสอง ท าให้หม้อโลหะหมุนอย่างเร็ว เครื่องยนต์ชนิดนี้เรียกกันว่า “AEOLIPILE”
ค.ศ.๖๗๓
ในสงครามระหว่าง ชาวซาราเซนและชาวกรีก แห่งจักรวรรดิ์ไบแซนไตน์ กรีกได้น าอาวุธที่
เรียกกันว่า “ไฟกรีก” (Greek fire) ออกใช้ ไฟกรีกเป็นส่วนผสมระหว่าง Naphtha ก ามะถันและดินประ
๓
ื่
สิว เวลาตั้งรับใช้ลูกไฟนี้ขว้างลงมาจากก าแพงเมืองเพอครอกข้าศึก เวลาเข้าตีจะใช้เครื่องดีดเข้าไปใน
ก าแพงเมืองของฝ่ายตั้งรับ ในสงครามทางเรือใช้ลูกไฟนี้ยิงออกไปจากปืนที่หัวเรือ ถ้าผสมปูนขาวลงไป
ด้วย จะท าให้ไฟกรีกเกิดการไหม้รวดเร็วและได้ผลดีขึ้น เครื่องฉีดไฟในสงครามโลกครั้งที่ ๑–๒ ก็
ดัดแปลงมาจากไฟกรีกนี้ ไฟกรีกนี้เองที่ได้ดัดแปลงมาใช้ในจรวด
ค.ศ.๘๔๖
ไฟกรีกได้ใช้กันอยู่ถึง ๔๐๐ ปี ซึ่งในระหว่างนี้ส่วนผสมและวิธียิงไปยังข้าศึก ได้เปลี่ยนแปลงไป
มากใน ค.ศ.๘๔๖ มาร์คัส เกรคัส (Marcus Graecus) ได้แต่งหนังสือเกี่ยวกับวิธียิงไฟกรีกไปยังข้าศึก
ไว้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งมีวิธีหนึ่งเกี่ยวกับจรวดคือ ใช้ก ามะถัน ๑ ปอนด์ ดินประสิว ๖ ปอนด์ และไม้แข็ง
๒ ปอนด์ ผสมกันแล้วอัดไว้ในท่อ เวลาจุดแล้วท่อนี้จะพุ่งไปในอากาศ ท่อนี้เองที่ถือว่าเป็นจรวดแบบแรก
ค.ศ.๑๒๓๒
ในปีนี้ชาวจีน ซึ่งท าการรบเพอป้องกันมณฑลโฮนาน ได้น าจรวดออกไปใช้เป็นจ านวนมาก
ื่
เนื่องจากจรวดนั้นมีสภาพเป็นวัตถุเชื้อเพลิง จึงได้ใช้ในการเผาเสบียงอาหาร และท าให้ข้าศึกเกิดการ
อลหม่าน จรวดแบบนี้ชาวจีนได้ดัดแปลงจากศรไฟซึ่งคิดได้ก่อน
ค.ศ.๑๔๒๐
โยแอน เดอ ฟอนตานา (Joannes de Fontana) ได้ประดิษฐ์อาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยจรวด
ขึ้นหลายแบบ มีรูปร่างเหมือนมังกร ปลา และสัตว์ทะเลต่าง ๆ จรวดเหล่านี้ใช้ในสงครามทางบก
และมีความมุ่งหมายในการท าลายแนวทหารม้า หรือทหารเดินเท้าที่เคลื่อนที่เข้ามา ฟอนตานาได้เขียน
แบบแปลนทิ้งไว้เป็นจ านวนมาก บางแบบก็ได้สร้างและน าออกใช้เป็นประโยชน์ด้วย
ค.ศ.๑๕๐๐
ู
วังฮ (Wan–Hoo) ซึ่งเป็นขุนนางจีนชั้นผู้ใหญ่ ต้องการจะทดลองแรงยกของจรวด เขาได้เอา
ี้
ี้
ิ
จรวด ๔๗ ดอก มามัดติดกับเก้าอที่สร้างเป็นพเศษ เขาขึ้นไปนั่งบนเก้าอนั้นแล้วให้บริวารของเขาจุดจรวด
ได้ขึ้นทันที ทันใด ทั้งวังฮูและบริวารก็เลยเสียชีวิตไปพร้อมๆ กัน
ค.ศ.๑๕๕๐
นิตยสารทางการทหารหลายฉบับได้ลงข่าวเกี่ยวกับจรวดชนิดที่มีร่มประกอบ แต่ไม่มี
รายละเอียดบันทึกไว้
ค.ศ.๑๖๖๘
ไฟรด์ริช ไกสเลอร์ (Friedrich Geissler) ได้ทดลองปล่อยจรวดหนัก ๑๒๐ ปอนด์ และมีลูก
ระเบิดขนาดหนักผูกติดไปด้วยแต่ไม่ได้ผล
๔
ค.ศ.๑๖๗๘
เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Issac Newton) ได้ตั้งกฎแห่งการ
เคลื่อนที่ขึ้น ซึ่งในกฏข้อ ๓ เขา กล่าวว่า กิริยาการทุกครั้งย่อมได้รับปฏิกิริยา
เป็นจ านวนเท่ากัน และในทิศทางตรงข้ามเสมอ และหลักการนี้เองที่ใช้
อธิบายถึงหลักการท างานของจรวดได้ ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครทราบ
ความลับเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนของจรวดเลย นิวตันได้สร้างรถที่ขับเคลื่อน
ด้วยไอน้ าขึ้น เพื่อพิสูจน์หลักการดังกล่าวแล้ว ตัวหม้อน้ ามีรูปร่างเหมือนหม้อกลั่น ของนักเคมีและหันปาก
ไปทางท้ายรถ รถนี้สามารถเปลี่ยนความเร็วได้โดยเพิ่มหรือลดขนาดของรูที่ไอน้ าพ่นออกมา
ค.ศ.๑๗๘๐–๑๘๒๐
ิ
กองทัพองกฤษได้เริ่มรู้จักจรวด เมื่อได้ท าการรบกับชนเผ่าหนึ่งในอนเดีย ซึ่งคิดการกบฏและมี
ั
ั
ไฮเดอร์ อาลี (Hyder Ali) เป็นผู้น า พวกกบฏได้ใช้จรวดยิงขบวนของทหารม้า และทหารราบองกฤษ
ั
ชาวองกฤษคนแรกที่เชื่อประโยชน์ของจรวดคือ เซอร์ วิลเลี่ยม คอนกริฟ เพราะในระหว่างที่ประจ าการ
อยู่ในอนเดียเขาเห็นการสร้างและการท างานของอาวุธชาวอนเดียมาแล้ว คอนกริฟได้ค้นคว้าจรวดแบบ
ิ
ิ
ต่างๆอยู่ ๑ ปี และได้ออกแบบสร้างจรวดแบบหนึ่งซึ่งมีระยะยิง ๓,๐๐๐ หลาขึ้น ตอนท้ายของจรวดเป็น
แผ่นโลหะ และเจาะรูไว้ ๕ รู รูตรงกลางท าเกลียวไว้ส าหรับต่อหางอีก ๔ รู เป็นช่องส าหรับแก๊สออก หัว
จรวดบรรจุลูกปรายและมีดินระเบิดหรือวัตถุเพลิงและระเบิดได้โดยการกระแทกหรือชนวน น้ าหนักของ
จรวดมีต่างๆ กัน ตั้งแต่ ๘, ๑๒, ๓๒ และ ๔๒ ปอนด์ จรวดนี้เวลายิงจะยิงจากแท่นไม้หรือขาหยั่ง ใน
ระหว่างสงครามนะโปเลียนได้มีการใช้จรวดของคอนกรีฟทั้งทางบกและทางทะเล ในทางทะเลใช้ยิงจาก
ิ
เรือซึ่งสร้างขึ้นเป็นพเศษ ในปี ค.ศ.๑๘๐๖ เมืองบูโลญถูกโจมตีด้วยจรวดท าให้ตัวเมืองบางส่วนและคลัง
ของทหารถูกท าลาย ในปี ค.ศ.๑๘๐๗ กองทัพเรือองกฤษได้โจมตีกรุงโคเปนเฮเกนด้วยจรวดประมาณ
ั
๒,๕๐๐ นัด และท าให้เมืองเกิดไฟไหม้ ในสมัยนั้นโลกตะวันตกต่างก็คลั่ง “โรคจรวด” ไปตามกันๆ และ
ในปี ค.ศ.๑๘๐๑ กองทัพขององกฤษ ฝรั่งเศส ปรัสเซีย รัสเซีย ฮอลแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ กรีซ
ั
สเปน ซาร์ดิเนีย ออสเตรีย อตาลี และ ซิลี ต่างจัดหน่วยจรวดหรือห้องทดลองท าการค้นคว้าและ
ิ
ศึกษาเกี่ยวกับจรวดขึ้น ภายหลังปี ค.ศ.๑๘๑๒ จรวดจึงเป็นอาวุธส าคัญที่ปรากฏในการรบครั้งใหญ่ๆ ทุก
ครั้งของสงครามนะโปเลียนซึ่งรวมทั้งการยุทธ์ครั้งสุดท้ายที่วอตอร์ลูด้วย ในเวลานั้นอเมริกาก็ได้เห็น
ั
อานาจของจรวดคอนกรีฟเหมือนกัน ในปี ค.ศ.๑๘๑๔ องกฤษได้ยกพล ๔,๕๐๐ คน ขึ้นบกที่ฝั่ง
เชสปีก แล้วยาตราทัพเข้ากรุงวอชิงตัน กองทัพอเมริกาได้ต่อต้านอยู่ชั่วขณะเดียว เพราะไม่มีอาวุธ
ทัดเทียมกับจรวดขององกฤษ กรุงวอชิงตันถูกพงทลายและเผา ท าให้ประธานาธิบดีแมดิสันต้องหลบหนี
ั
ั
เคราะห์กรรมเดียวกันนี้เองที่เกือบท าให้เมืองบัลติโมร์แตก ถ้าไม่ได้การต่อสู้อย่างกล้าหาญของป้อมแมคเฮ
ั
นรี (Mc. Henry) จรวดแสงสีแดง ที่ ฟรานซิส สกอต คีย์ (Francis Scott Key) เห็นและประพนธ์ไว้ใน
เพลงชาติอเมริกัน (Star Spangled Banner) นั่นและคืออ านาจของจรวดคอนกรีฟ
๕
ค.ศ.๑๘๔๖
วิลเลี่ยม เฮล (Willim.Hale) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ได้สร้างจรวดชนิดที่มีอาการทรงตัว
ุ่
ด้วยอาการหมุนขึ้น อาการหมุนเกิดขึ้นได้โดยติดแผง ๓ แผง ไว้ที่รูแก๊สพงออก แต่การประดิษฐ์ของวิ
ลเลี่ยม เฮลไม่มีใครสนใจ เพราะขณะนั้นได้มีผู้ดัดแปลงปืนใหญ่ชนิดที่มีเกลียวล ากล้อง และมีเครื่องปิด
ี
ท้ายขึ้นแทนจรวดแล้ว ดังนั้นอเมริกาจึงเป็นประเทศที่ใช้จรวดเพยงเล็กน้อยในสงครามเม็กซิโก และที่
ส าคัญที่สุดก็คือการยกพลขึ้นบกที่เวราครูช (Vera Cruz) และการโจมตีเมืองชาปัลตีเปก (Chapultepec)
ค.ศ. ๑๙๐๙
ดร.ก๊อดดาร์ด (Dr.Goddard) แห่งมหาวิทยาลัยคล๊ากได้เริ่มค้นคว้าและกลายเป็นนักการจรวด
ที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก การที่เขาค้นคว้าเกี่ยวกับจรวดก็เพราะเขามีความเห็นว่า ถ้าใช้จรวดจะได้ผลดีกว่า
ใช้บัลลูนในการรวบรวมหาสถิติของอากาศ
ค.ศ.๑๙๑๖
ื่
ดร.ก๊อดดาร์ด ได้รับทุนจาก Smithsonian Institution ในกรุงวอชิงตัน เพอท าการศึกษา
เกี่ยวกับจรวด ดร.ก๊อดดาร์ด พบว่าจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งไม่เหมาะเสียแล้วและได้เริ่มค้นคว้าหาทางที่
จะใช้เชื้อเพลิงเหลวแทน
ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่างปี ค.ศ.๑๙๑๖-๑๙๑๘ สหรัฐอเมริกาได้สร้างและทดลองอาวุธ
ั
ปล่อยน าวิถีขึ้นเป็นครั้งแรก อาวุธนี้ก็คือเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยใบพดไม่มีนักบินบังคับ อาวุธปล่อย
น าวิถีชนิดนี้เป็นชนิดที่บังคับทิศทางไปยังที่หมายไว้ตั้งแต่เริ่มยิง และไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางในขณะ
ก าลังเดินทางได้ ภายในมีเครื่องออโตเมติกและเครื่องสุญญากาศส าหรับขับตัวเครื่องบิน ไปยังที่หมายแล้ว
ระเบิดลูกระเบิดที่บรรทุกไป ชาร์ลส เก็ตเตอริง (Charles F.kettering) นักวิศวกรรมรถยนต์ และ เอล
เมอร์ สเปอร์รี่ (Elmer Sperry) ได้คิดไยโรสโคปขึ้นแล้วสร้างตอร์ปิโดอากาศชนิดไม่มีคนขับขึ้น ถึงแม้
ตอร์ปิโดนี้จะไม่ได้บังคับด้วยวิทยุ แต่ก็เป็นตอร์ปิโดชนิดที่มีอาการทรงตัวดีมาก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖
กันยายน ค.ศ.๑๙๑๙ ได้มีการปล่อยตอร์ปิโดนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ตอร์ปิโดระเบิดเสียก่อน วันที่ ๒๔ ตุลาคม
๑๙๑๙ ได้ทดลองปล่อยขึ้นสู่อากาศส าเร็จ แต่ลงสู่พนดินเร็วเกินไป วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๑๙๑๙ ตอร์ปิโด
ื้
สามารถไปในอากาศได้ ๑๖ ไมล์ แต่เนื่องจากขณะนั้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยดีนัก การค้นคว้า
จึงต้องหยุดชั่วขณะ
ค.ศ.๑๙๒๐
ดร.ก๊อดดาร์ด ได้ประพนธ์หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นชื่อ "Method of Reaching Extreme
ั
altitudes" หนังสือเล่มนี้ ท าให้โลกสนใจจรวดยิ่งขึ้น
๖
ค.ศ.๑๙๒๔
กองทัพเรืออเมริกัน ได้สร้างเครื่องบินชนิดที่สามารถบังคับ
ด้วยคลื่นวิทยุ ในการทดลองครั้งนั้นกองทัพเรือได้ใช้เครื่องบินที่ผลิต
ขึ้น และบังคับให้บินด้วยคลื่นวิทยุในระหว่างท าการประลองยุทธ์ด้วย
ค.ศ. ๑๙๒๖
ดร.ก๊อดดาร์ด ได้ส่งจรวดชนิดใช้เชื้อเพลิงเหลวขึ้นสู่อากาศ
๊
เป็นครั้งแรก จรวดชนิดนี้ใช้น้ ามันเบนซินและออกซิเจนเหลว
ค.ศ. ๑๙๒๘
แม๊กฟาเลียร์ (Max Valier) นักบินเยอรมันกับนักอตสาหกรรมรถยนต์ ชื่อ ฟริซ ฟอน โอเปล
ุ
ิ่
(Fritz Von Opel) ได้ร่วมกันสร้างรถยนต์จรวดมีความเร็ว ๗๐ ไมล์/ชม. และได้เพมความเร็วขึ้นถึง ๑๘๐
ไมล์/ชม. ขณะที่ก าลังขับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวได้เกิดระเบิดขึ้น (ค.ศ.๑๙๓๐) ฟาเลียร์ถึงแก่กรรม
ทันที
ค.ศ. ๑๙๒๙
ฟาเลียร์สร้างจรวดที่มีความเร็ว ๒๕๐ ไมล์/ชม. ขึ้น ส่วนโอเปลทดลองขับเครื่องบินที่
ขับเคลื่อนด้วยจรวดล าแรกของเขาละในปีนี้เองฟาเลียร์ก็ได้ทดลองรถยนต์จรวดที่ขับเคลื่อนด้วยก๊าซ
คาร์บอนไดอ๊ออกไซด์ด้วย
ค.ศ. ๑๙๓๑
ั
โยฮน วิงเคลอร์ (Johannes Winkler) ได้ทดลองปล่อยจรวดชนิดที่ใช้ออกซิเจนเหลว และ
๊
ี
มีเทน จรวดเยอรมันชนิดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวสร้างขึ้น ภายหลังแบบของ ดร.ก๊อดดาร์ด เพยง ๕ ปี
เท่านั้น ไรเดล (Riedel) วิศวกรเยอรมัน ได้สร้างจรวดชนิดขับเคลื่อนด้วยเบนซินขึ้น ไรน์โอล ทิลลิง
(Reinhole Tilling) ชาวเยอรมัน ได้ดัดแปลงจรวดชนิดที่ติดหางขึ้น หางนี้จะกางออกเวลาจรวดขึ้นสุด
ื้
ยอดแล้ว และจะเป็นตัวท าให้จรวดค่อยๆ ลงสู่พนดินอย่างช้าๆ นักวิศวกรออสเตรีย ชื่อ ชไมเดล
(Schmiedel) ได้คิดวิธีส่งไปรษณีย์ด้วยจรวด ไปยังต าบลที่อยู่ในหุบเขาและเข้าไปไม่ถึง ขณะนั้นใน
ประเทศเยอรมันได้ท าการสร้าง และทดลองจรวดกันอยู่ตลอดเวลา
ค.ศ. ๑๙๓๒
ดร. ก๊อดดาร์ด ได้ปล่อยจรวดชนิดที่มีอาการทรงตัวด้วยไยโรขึ้นสู่อากาศส าเร็จ โดยใช้เชื้อเพลิง
เหลว
ค.ศ. ๑๙๓๒-๑๙๓๘
นักจรวดของเยอรมัน ได้ท าการค้นคว้ากันอยู่ตลอดเวลา โดยมีรัฐบาลนาซีเป็นผู้คอยกระตุ้นอยู่
เพื่อเตรียมการเป็นผู้ครองโลก
๗
ค.ศ. ๑๙๓๕
อังกฤษได้สร้างเครื่องบินเป้า ซึ่งมีชื่อว่า “Queen Bee” และน าออกแสดงให้ประชาชนชม
เครื่องบินเป้านี้ บังคับด้วยคลื่นวิทยุและใช้ส าหรับเป็นเป้าฝึกยิงปืนต่อสู้อากาศยาน ในปีต่อมาอเมริกาได้
สร้างขึ้นบ้าง
ี่
สงครามโลกครั้งท ๒ (ค.ศ.๑๙๓๕-๑๙๔๕)
สหรัฐอเมริกาได้ลงมือสร้างจรวดอย่างได้ผลดีก็ตอนปลาย ค.ศ.๑๙๔๓ คือสร้างบาซูก้า ซึ่งทหาร
ื่
คนเดียวก็สามารถยิงได้ ตอนปลายสงครามกองทัพเรืออเมริกันได้ใช้เงิน ๑๐๐ ล้านเหรียญต่อเดือน เพอ
สร้างจรวด รัสเซียได้ใช้จรวดชื่อ Katusha ป้องกันเมืองสตาลินก
ราด ญี่ปุ่นสร้างจรวดชื่อ Baka ซึ่งบรรจุดินระเบิดหนักถึง
๒,๕๐๐ ปอนด์ แล้วใส่เครื่องบินไปจนใกล้ที่หมาย แล้วปล่อยให้วิ่ง
เข้าสู่ที่หมายโดยมีคนขับ เยอรมันเป็นประเทศแรกที่ใช้อาวุธ
ื้
ปล่อยน าวิถี ประเภท พน–สู่–พน ในการรบและได้ผลดีในปี
ื้
๑๙๓๗ เยอรมันได้สร้างศูนย์กลางการค้นคว้าอาวุธปล่อยน าวิถีขึ้น
ที่ Peenemunde ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทะเลบอลติค ณ ศูนย์แห่งนี้เยอรมันได้สร้างและทดลองอาวุธปล่อยน าวิถี
มากกว่า ๒๐ แบบ
การพัฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีของประเทศต่างๆ
การพัฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีของประเทศเยอรมัน
เยอรมันได้รับเอาอาวุธปล่อยน าวิถีทางอากาศ เป็นอาวุธทางทหารเมื่อประมาณ ๑๐ ปี ก่อน
สงครามโลกครั้งที่ ๒ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ เยอรมันได้ปรับปรุงการทิ้งระเบิดให้แม่นย ายิ่งขึ้นโดย
ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปตามเส้นลวดเล็กๆ เพอบังคับน าทางลูกระเบิด ในขณะที่มันตกลงสู่เป้าหมาย ในปี
ื่
ค.ศ.๑๙๓๓ กองทัพบกเยอรมันได้เริ่มศึกษาเรื่องจรวดและอาวุธปล่อยน าวิถี และในปี ค.ศ.๑๙๓๖ ศูนย์
ั
พฒนาและวิจัยได้ถูกสร้างขึ้นที่ Peenemunde นักวิทยาศาสตร์ที่ส าคัญหลายคนได้ถูกก าหนดตัวให้
ปฏิบัติงานในโครงการอาวุธปล่อยน าวิถี ด้วยความประสงค์ที่จะผลิตอาวุธปล่อยน าวิถีที่สมบูรณ์ชุดหนึ่ง
เพื่อให้ใช้ได้ทุกๆ อย่างในสงคราม ทั้งในทางรุกและทางรับ
เยอรมันได้ระดมก าลังในการค้นคว้า พฒนาเรื่องจรวด และอาวุธปล่อยน าวิถีอย่างเต็มที่
ั
ื้
ั
ื้
การศึกษาทางทฤษฎีได้เป็นที่ยอมรับกันแล้ว และการพฒนาอาวุธจากพนสู่พนได้ส าเร็จลง แต่ระบบ
การน าวิถีส าหรับอาวุธจากพื้นสู่อากาศยังไม่ส าเร็จ อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.๑๙๔๓ ได้มีการปรับปรุงอาวุธ
ี
ต่อสู้อากาศยาน (Anti Aircraft Missile) รวมด้วยกันถึง ๔๘ ชนิด มีที่ใช้ได้เพยง ๑๔ ชนิดเท่านั้น เยอรมัน
ได้พยายามเร่งการพัฒนาให้เร็วขึ้น เพื่อจะใช้ทางยุทธการ ในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ เยอรมันยังคง
ท างานอย่างบ้าคลั่งที่จะผลิตอาวุธปล่อยน าวิถีแบบพนสู่อากาศ ด้วยความเร็ว ๓๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง และมี
ื้
เพดานบินประมาณ ๕๐,๐๐๐ ฟุต เพื่อใช้สู้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตร
๘
นักวิทยาศาสตร์ของเยอรมันประสบผลส าเร็จมากขึ้น ใน
ื้
ื้
ั
การปรับปรุงพฒนาอาวุธพนสู่พน และ อากาศสู่พน การปล่อยลูก
ื้
ระเบิดร่อนที่บังคับด้วยวิทยุที่มีชื่อว่า HS-293 ได้เริ่มยุคแห่ง
สงครามอาวุธปล่อยน าวิถี ที่คอยมาเป็นเวลานานและน่าสะพรึงกลัว
ั
อย่างยิ่ง ในเดือน ส.ค.๑๙๔๓ ขณะที่กองเรือคอนวอยขององกฤษได้
่
แล่นผ่านอาวบิสเคย์ และมีการเตรียมพร้อมที่จะป้องกันเรือด าน้ า
และเครื่องบินของศัตรูอยู่ตลอดเวลา ยามตรวจการณ์ในเรือล าหนึ่ง
ได้เห็นสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเล็กๆ ล าหนึ่งบินอย่างผิดสังเกตและมุ่งตรงมายังเรือด้วย
ความเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ปืนต่อสู้อากาศยานได้พยายามที่จะยิงให้ตก
แต่เพราะมันมีขนาดเล็กและความเร็วสูงมาก จึงไม่สามารถจะ
หยุดยั้งได้ ในขณะที่บินสู่เรือนั้นมันไม่ได้ทิ้งลูกระเบิด และไม่ได้ด า
ดิ่งลงเหมือนเครื่องบินด าทิ้งระเบิด แต่มันคงบินต่อไปในทิศของมัน
จนกระทั่งชนเรือในที่สุด นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แห่งสงคราม
ที่มีการใช้อาวุธปล่อยน าวิถีที่บังคับด้วยวิทยุ
ี
ื้
อาวุธอากาศสู่พนแบบเดียวกันนี้อกชนิดหนึ่งคือ ลูกระเบิด FX–1400 ซึ่งเป็นลูกระเบิด
มาตรฐานมีหางที่ออกแบบเป็นพเศษ เพอรับสัญญาณวิทยุและบังคับลูกระเบิดไปสู่ที่หมาย การที่เยอรมัน
ื่
ิ
ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และใช้อาวุธที่บังคับด้วยวิทยุนี้ยังไม่มีใครทราบ อย่างไรก็ดีบางทีเยอรมันอาจจะกลัว
ว่าอาวุธเหล่านั้นสามารถถูกต่อต้านได้ง่าย ด้วยการรบกวนทางวิทยุ ซึ่งความกลัวนี้ได้ท าให้เยอรมันหันไป
ั
พฒนาระบบบังคับด้วยทางกลไก (Mechanic) ซึ่งสามารถตั้งการท างานไว้ล่วงหน้า (Preset) ก่อนที่จะยิง
ได้ และเยอรมันก็ได้ใช้ระบบการบังคับนี้เกือบอย่างเดียวเท่านั้น ในอาวุธระยะไกล (Long Range
Missile)
ั
ั
ทางการข่าวของพนธมิตรได้เปิดเผยในต้นปี ค.ศ.๑๙๔๓ ว่า เยอรมันได้พฒนาอาวุธปล่อยน าวิถี
ระยะไกลที่ Peenemunde อาวุธปล่อยน าวิถีชนิดแรกก็คือ V–1 (Vergel tungawaffe Fins or
ั
Vengeance Weapon No.1) ซึ่งเคยได้ยิงไปสู่เกาะองกฤษจากบริเวณ Pas de Calais ประเทศฝรั่งเศส
ุ
ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.๑๙๔๔ V–1 นี้มีความยาว ๒๕ ฟต
๔ นิ้ว บรรทุกดินระเบิดหนัก ๑ ตัน ขับเคลื่อนด้วย Pulse–
jet motor ซึ่ง Paul Schmidt นักวิศวกรชาวมิวนิคเป็น
ื้
ผู้ออกแบบ ยิงจากพนดินระยะประมาณ ๑๒๕-๑๕๐ ไมล์
ั
มีความเร็ว ๓๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ชาวองกฤษเรียก V–1 ว่า
Buzz–bomb เพราะว่าสามารถได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของมัน
๙
ดังมาก่อน เป็นเวลานานก่อนที่มันจะระเบิด วิถีของ V–1 บังคับด้วยเข็มทิศแม่เหล็กและลานนาฬิกา
กล่าวคือเมื่อ V–1 เดินทางไปได้ระยะตามที่ตั้งไว้แล้ว ลานนาฬิกาจะท าหน้าที่บังคับแพนหางท าให้ปักหัว
ลงสู่เป้าหมาย
ั
ระหว่าง ๓ เดือนต่อมา เกาะอังกฤษถูกยิงด้วย V–1 นี้กว่า ๘,๐๐๐ ลูก ต่อมาฝ่ายพนธมิตรได้ท า
ื้
การท าลายพนที่ที่ใช้ยิงจรวด V–1 ที่ Pas de Caluis อย่างราบคาบใน
เดือน กันยายน ค.ศ.๑๙๔๐ ซึ่งเป็นการจบฉากแรกของการโจมตีด้วย V–
1 อย่างไรก็ดี เยอรมันก็ยังคงมีแผนที่จะด าเนินสงครามด้วยอาวุธปล่อย
ี
ั
น าวิถีต่อไป และองกฤษต้องเผชิญกับการโจมตีด้วย V–1 อก ๒ ฉาก ใน
ฉากที่ ๒ นี้ เริ่มต้นด้วยการปล่อยทางอากาศจากเดือนกันยายน ค.ศ.
๑๙๔๔ จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ.๑๙๔๕ ซึ่งในระหว่างนี้ถูกยิงด้วย
ระเบิดด้วย V–1 ถึง ๑,๐๑๒ ลูก แต่ในที่สุดเยอรมันก็ได้เสียการเป็นจ้าว
ี่
ี่
อากาศไป และฉากท ๒ ก็ได้จบลง ส าหรับฉากท ๓ ซึ่งเป็นฉากสุดท้าย
แห่งการโจมตีด้วย V–1 เยอรมันได้ยิงจากที่ตั้งใน Holland เป็นจ านวน
ถึง ๑๕๘ ลูกในระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ.๑๙๔๕ เนื่องจาก V–1 มี
ความเร็วต่ ามากจึงถูกเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายป้องกันยิงตกเป็นจ านวนมาก
ในขณะที่ฉากแรกของการโจมตีด้วย V–1 ได้เบาบางลงในตอนนั้นเอง คือวันที่ ๘ กันยายน ค.ศ..
ั
๑๙๔๔ เยอรมันก็ได้เริ่มใช้ V–2 ซึ่งฝ่ายพนธมิตรก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เพราะฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.
ั
๑๙๔๓ พนธมิตรได้รับข่าวสารจาก Zurich ว่าเยอรมันได้ทดลองยิงจรวดขนาด ๑๒ ตัน ยาว ๔๕ ฟต
ุ
ระยะยิงขึ้นสูงถึง ๔๕ ไมล์ และในเดือนมกราคม ค.ศ.๑๙๔๔ พนธมิตรก็ได้รายงานจาก Stockholm
ั
ื้
ด้วยว่า อาวุธดังกล่าวนั้นได้ขึ้นสูงถึง ๓๕ ไมล์ วิ่งไป ๖๕ ไมล์ ก่อนกระทบพน และอาวุธชนิดนี้ท าให้อาณา
บริเวณเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖,๐๐๐ หลา ในป่าที่มันตกราบคาบไป
V–2 เป็นอาวุธที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจรวดระยะไกลชนิดแรก ที่ท า
ความเร็วขั้น Supersonic และได้ใช้ต่อต้านข้าศึก แม้ว่าจะได้มีการใช้ V–2 เป็น
จ านวนมากก็ตาม แต่มันก็ไม่เคยถูกปรับปรุงอย่างเต็มที่เลย
V–2 เป็นอาวุธที่ขับเคลื่อนด้วย Liquid-rocket motor โดยการเผา
อ๊อกซิเจนเหลวและแอลกอฮอล์ และถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกวัตถุระเบิด
(Payload) ได้ถึง ๑,๖๕๔ ปอนด์ ระยะยิงจาก ๑๕๐-๒๓๐ ไมล์ การปล่อย
ปล่อยโดยตั้งจากพนดินไปยังเป้าหมายที่เป็นพนที่กว้าง หลังจากยิงขึ้นสู่อากาศ
ื้
ื้
ี
ประมาณ ๒ – ๓ วินาที มันจะเอนไปยังทิศทางของเป้า การเอนเอยงในช่วงที่ไต่ขึ้นนี้
ได้ถูกตั้งไว้ก่อน (Preset) ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะห่างจากเป้า ในระยะสูงสุดของ V–2 นี้
(ประมาณ ๓๕ ไมล์) มันมีความเร็วประมาณ ๓,๓๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง โดยเครื่อง
จรวดจะหยุดเดิน และ V–2 จะวิ่งต่อไปตามวิถีโคจร เช่นเดียวกับลูกปืนใหญ่
๑๐
ื้
ขณะที่มันตกลงสู่พนโลกผ่านชั้นบรรยากาศ (Atmosphere) มันจะช้าลงเหลือความเร็วประมาณ
๑,๘๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ณ จุดชนเป้า (at impact) การที่ V–2 สามารถขึ้นได้สูงและมีความเร็วขั้น
Supersonic นี้ จึงท าให้ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้เลย ด้วยเหตุทีมีความเร็วสูงมากเช่นนั้น จึงถึงเป้าก่อนที่
จะได้ยินเสียงบินเข้ามาไม่เหมือนกับ V–1 V–2 มีรูปร่างเหมือนกระสุนปืนใหญ่ ไม่มีปีกขนาดใหญ่ มี
ุ
ความยาว ๖๔ ฟต ตอนหางมีแพนหางเหมือนลูกศร ๔ แฉก บรรจุดินระเบิดหนักกว่า ๑ ตัน V–2 บังคับ
ิ
ั
ด้วยเครื่องอตโนมัติและมีอปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท าหน้าที่ควบคุมเครื่องยนต์ในเวลาที่เหมาะสม
ุ
เพื่อให้จรวดพุ่งหัวลงสู่ที่หมาย
ี
เป็นที่เชื่อได้ว่า ถ้าเยอรมันมีเวลาขยายการรบออกไปอกเล็กน้อย เยอรมันอาจจะประสบ
ความส าเร็จในการสร้างอาวุธต่อสู้อากาศยานได้ ซึ่งจะยังความเสียหายให้แก่เครื่องบินทิ้งระเบิดของ
พันธมิตรอย่างสาหัสทีเดียว และอาจจะผลิตอาวุธโจมตีที่ร้ายแรงชนิดพนสู่พนทีมีอานาจมากกว่า เพราะ
ื้
ื้
เมื่อสงครามสงบลง ปรากฏว่าเยอรมันก าลังสร้างอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดใหม่ ซึ่งมีแผนการที่จะใช้โจมตี
สหรัฐอเมริกา จากยุโรป แผนการนี้จ าเป็นจะต้องสร้างจรวดใหญ่มากซึ่งสามารถพงสูงถึง ๑๕๐ ไมล์
ุ่
ี
พอถึงระยะนี้แล้วจรวดนี้ก็จะยิงจรวดตัวเล็กออกไปอกทอดหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าจรวดตัวเล็กนี้สามารถไปได้
ระยะทางมากกว่า ๓๐๐ ไมล์ และมีความเร็ว ๖,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง
การพัฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีของสหรัฐอเมริกา
ในปี ค.ศ.๑๙๔๑ กองทัพสหรัฐอเมริกามีความสนใจเป็นอย่างมาก ในการพฒนาอาวุธปล่อยน า
ั
วิถี การวิจัยค้นคว้านี้ ได้ยึดหลักการของวิทยาศาสตร์ที่ค้นคิดได้ใหม่เป็นบรรทัดฐาน เช่น Radar
Homing, Aerodynamics การบังคับลูกระเบิดร่อน (Glide bomb) และอากาศยานที่ไม่มีคนขับ
(Pilotless Aircraft) ความส าเร็จในการสร้างเครื่องบินเป้า (Target Drone) เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า
สามารถที่จะใส่หัวรบลงไปได้ และสามารถบังคับให้มันตกสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ความคิดอนนี้ได้ท าให้
ั
เกิดการพฒนา Assault drone โดย The Navy Burean of Aeronantics การที่สามารถใช้ระบบ
ั
เรดาร์ต่อลูกระเบิดร่อน ก็ได้ถูกเสนอในที่ประชุมของ Navy Burean of Ordnance และในที่สุดก็ได้
น าไปสู่การพัฒนาอาวุธที่ชื่อว่า BAT
ั
BAT เป็นลูกระเบิดที่บินได้ โดยปล่อยจากเครื่องบินของ ทร. เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีโดยอตโนมัติ
อย่างเต็มที่ ชนิดแรกที่ใช้ในการรบ การที่ให้ชื่อลูกระเบิดนี้ว่า BAT ซึ่งแปลว่าค้างคาวนี้ก็เพราะ มีลักษณะ
การท างานเหมือนค้างคาว คือในขณะที่ค้างคาวบินไปนั้นมันจะ
ส่งเสียงเป็นช่วงสั้น ออกไป และใช้เสียงสะท้อนกลับเป็นเครื่อง
น าทางให้แก่ตัวมันเอง ในท านองเดียวกับลูกระเบิด BAT นี้ ก็น า
ทางโดยการสะท้อนของคลื่นเรดาร์จากเป้าเช่นเดียวกัน
BAT เป็นลูกระเบิดอย่างหนึ่ง มีล าตัวที่มีรูปร่าง
เหมือนเครื่องร่อน และมีเครื่องมืออยู่ ๓ ชนิดประกอบอยู่
ภายใน คือ
๑๑
๑. เครื่องรับ-ส่งเรดาร์ ซึ่งสามารถที่จะน าไปสู่เป้าหมายได้
๒. เครื่อง Stabilizing unit ซึ่งใช้ไยโรเป็นตัวบังคับ
๓. ระบบที่ท าให้ Control surfaces เคลื่อนไหว
ลูกระเบิด BAT ร่อนไปได้ด้วยก าลังจากความเร็วของเครื่องบิน ที่ปล่อยและจากแรงดึงดูดของ
ื่
โลกไม่มีเครื่องขับเคลื่อนในตัวเอง ลูกระเบิด BAT นี้ ถูกสร้างขึ้นเพอใช้ท าลายเรือโดยเฉพาะ แต่อาจจะ
น าไปใช้กับเป้าหมายบนบกก็ได้ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกระเบิดแบบนี้ได้ท าลายเรือสินค้าและเรือรบ
ญี่ปุ่นหลายตัน
ี
อาวุธน าวิถีที่ส าคัญอกอย่างหนึ่งที่ได้รับการพฒนา ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็คือ
ั
AZON การที่มีชื่อเช่นนี้ก็เพราะว่า อาวุธแบบนี้ถูกบังคับในทาง
ข้าง (AZIMUTH) เท่านั้น โดยใช้สัญญาณทางวิทยุ AZON เป็น
ลูกระเบิดมาตรฐานขนาด ๑,๐๐๐ ปอนด์ มีหางยื่นออกไปซึ่ง
ใช้เป็นที่บรรทุก FLARE เครื่องรับวิทยุ Gyro stabilizer
ส าหรับป้องกันการ Rolling และติดหางเสือเพอหันขวาหรือ
ื่
หันซ้าย
ิ
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพอากาศได้ใช้ AZON นี้ ในอตาลี ฝรั่งเศส และพม่า
สะพานหลายสะพานในอตาลีได้ถูกท าลาย ในฝรั่งเศสก็เหมือนกันสะพานหลายสะพานก็ได้ถูกท าลาย
ิ
แม้แต่ Cannal locks ที่ส าคัญ ๆ ก็ถูกท าลายด้วย การใช้ AZON ที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ ที่ประเทศพม่า
ซึ่งสามารถยับยั้งการล าเลียงของข้าศึกได้เป็นผลส าเร็จในเดือน ธ.ค.๑๙๔๔
จากการวิจัยค้นคว้าในสาขาเรดาร์ และเครื่องที่ไม่มีคนขับและบังคับด้วยวิทยุได้น ามาซึ่งการ
พัฒนา BAT และ AZON ในสาขาที่ส าคัญอีกอย่างหนึ่งของวิชาฟสิกส์ ซึ่งน ามาใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีที่ดี
ิ
มากก็คือInfrared หรือการแผ่กระจายของความร้อน ทั้งนี้เพราะวัตถุทุกชนิดจะต้องมีการแผ่ความร้อน
ออกจากตัวเองบ้างเป็นธรรมดา เป้าหมายทางทหาร เช่น เรือ โรงงานอตสาหกรรม และเครื่องบิน เป็นต้น
ุ
ย่อมมีความร้อนมากกว่าสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง ฉะนั้นเป้าชนิดนี้จึงถูกตรวจพบได้ด้วยความร้อนที่แผ่ออกมา
จากตัวมัน การแผ่รังสีความร้อนนี้เหมือนกับแสงสว่างธรรมดา แต่มีความถี่ต่ ากว่าและไม่สามารถเห็นด้วย
ตาเปล่า แต่สามารถเห็นได้ด้วยเครื่องมือบางอย่าง เช่น Thermopile และ Bolometer
ลูกระเบิด FELIX เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดแรกที่ใช้การแผ่รังสี Infrared ของเป้า เป็นสิ่งน า
ทางเครื่อง Infrared Homing นี้ ติดอยู่ที่ส่วนจมูกของลูกระเบิด
FELIX อาวุธชนิดนี้ได้ถูกทดลองแล้วเป็นที่เชื่อถือและพอที่จะใช้ได้
แต่สงครามได้สงบลงเสียก่อนที่จะใช้ในการรบ อย่างไรก็ตาม FELIX
ยังใช้เป็นหลักฐานส าคัญในการพฒนาอาวุธปล่อยน าวิถี ในปัจจุบัน
ั
ซึ่งเป็นผู้เปิดทางให้พบวิธีน าวิถี (Method of guidance) อย่างใหม่
และแตกต่างออกไป นั่นคือ INFRARED HOMING
๑๒
ROC เป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่ง ที่ออกแบบให้มีเครื่อง RADAR HOMING เช่นเดียวกับที่ใช้ใน BAT
จากการทดลองปรากฏว่า สัญญาณเรดาร์ที่ใช้น าทางนั้น จะไม่
ื่
ื่
แน่นอนในเมื่อมีมุมร่อนชัน จึงได้มีการวิจัยค้นคว้าเพอหาวิธีอนที่ใช้
น าทาง ในที่สุด ROC จึงมี Television equipment รวมอยู่ด้วย
ื่
ทั้งนี้เพอส่งภาพของเป้าหมายไปยังเครื่องบินที่ปล่อยอาวุธนี้ และ
ื่
เครื่องบินนั้นก็จะใช้ระบบวิทยุบังคับ เพอน าอาวุธนั้นไปสู่
เป้าหมายนับว่าเป็นครั้งแรกที่ใช้ Television เป็นระบบน าวิถีชนิดหนึ่ง
BAT, AZON, FELIX และ ROC เป็นลูกระเบิดที่ได้รับการปรับปรุงให้มีอปกรณ์น าวิถี
ุ
(Guidance equipment) และในต้นปี ค.ศ.๑๙๔๓ Navy Burean of Aeronantics ก็ได้เริ่ม
ื้
ด าเนินงานเกี่ยวกับอาวุธปล่อยน าวิถีอากาศสู่พนที่ขับเคลื่อนด้วย JET ได้แก่อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีชื่อว่า
GORDON ต่อมาได้มีการสร้างอาวุธปล่อยน าวิถีอากาศสู่พื้นที่ขับเคลื่อนด้วย ROCKET ชื่อว่า GARGOLE
ในปี ค.ศ.๑๙๔๔ จากการที่กองเรือถูกท าลายด้วยพวก KAMIKAZE และจรวด BAKAS ของ
ญี่ปุ่นได้กระตุ้นให้มีการพฒนาอาวุธจากเรือสู่อากาศขึ้น และอาวุธชนิดแรกตามโครงการนี้ก็คือ LARK ซึ่ง
ั
น าวิถีด้วยล าคลื่นเรดาร์ (RADAR BEAM) ปัจจุบัน LARK ได้ถูกใช้ส าหรับการฝึกและทดลองในการ
ปรับปรุงระบบน าวิถี การปล่อย และเทคนิคในการ Handling
จากความรู้และความช านาญในการพัฒนาอาวุธปล่อยน าวิถี LARK นี้ ได้ท าให้มีการพฒนาอาวุธ
ั
ปล่อยน าวิถีที่ใหม่และดีกว่าขึ้น อาวุธปล่อยน าวิถีที่ว่านี้คือ TERRIER ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยน าวิถีชนิด
ื้
พนสู่อากาศ ส าหรับท าลายเครื่องบินโจมตี และเป็นอาวุธที่ใช้ในการป้องกันภัยทางอากาศ ส าหรับเรือรบ
และอาจจะใช้ในการป้องกันภัยสถานีบนฝั่งได้ด้วย
TERRIER
TERRIER เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดแรก ที่กองทัพเรือได้น าไปใช้ในเรือผิวน้ า และต่อมาได้
น าไปติดตั้งบนเรือลาดตระเวนอาวุธปล่อยน าวิถี และในเรือบรรทุกเครื่องบิน
ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐได้ใช้ก าลังทางอากาศที่มีฐานบินในทะเล
หรือเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นอาวุธหลักทางยุทธวิธี นับจากนั้นมาในช่วง ๔๐ ปี ประเทศตกอยู่ในภาวะ
เศรษฐกิจตกต่ า ทร. สหรัฐอเมริกาจึงต้องลดขนาดของกองเรือบรรทุกเครื่องบินลง จากสมัยสงครามโลก
ี
ครั้งที่ ๒ ที่เคยมีอยู่ประมาณเกือบ ๑๐๐ ล า เหลือเพยงไม่เกิน ๑๕ ล าและเป็นที่คาดกันว่าจะต้อง
ลดลงอก การปลดระวางเรือประจัญบาน เรือคุ้มกันและอาวุธตอร์ปิโดต่อต้านเรือผิวน้ า ท าให้สหรัฐนาวี
ี
เหลือเพียงปืน ๕ นิ้ว ส าหรับสงครามเรือผิวน้ า ปืน ๕ นิ้ว แม้จะมีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีข้อจ ากัดด้านระยะ
๑๓
ี
ยิง คือยิงไกลได้เพยง ๑๒.๙ กม. หรือ ๘ ไมล์เท่านั้น สาเหตุดังกล่าวนี้จึงเป็นที่มาของอาวุธปล่อยน าวิถี
Harpoon และ Tomahowk เป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางยุทธวิธีครั้งใหญ่ของการรบในทะเลต่อมา
นอกจากนั้นยังเป็นผลต่อเนื่องให้อากาศยานต้องติดตั้ง Harpoon, Penguin, Maverick และเกิดอาวุธ
แบบอื่นๆ เพื่อให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นตามมาด้วย
การพัฒนาอาวุธปล่อยน าวิถี เพื่อใช้ทางยุทธวิธีและในสงคราม
หลังจากเรือรบของโซเวียตติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถีในปี พ.ศ.๒๕๐๑
และต่อจากนั้นไม่นานโซเวียตได้ส่งเรือรบติดอาวุธปล่อยน าวิถีแบบต่างๆ ไป
ั
ยังประเทศที่เป็นพนธมิตรกัน ท าให้สหรัฐและประเทศตะวันตกทั้งหลายเริ่ม
ั
ศึกษาภัยคุกคามของอาวุธประเภทนี้ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ และได้ท าการพฒนา
ิ
อย่างจริงจัง และเร่งรีบในเมื่อเรือ Eilath ของ ทร.อสราเอล ถูกจมลงด้วย
อาวุธปล่อยน าวิถี Styx ที่อียิปต์ยิงมาท าลายในปี พ.ศ.๒๕๐๑ หลังจากเรือ Eilath ถูกจมลงได้ไม่นานนัก
อิสราเอลก็ได้ผลิตอาวุธปล่อยน าวิถี Gabriel ออกมาใช้งานได้ ส่วนฝ่ายตะวันตกก็เริ่มมีอาวุธปล่อยน าวิถี
ท าลายเรือเข้าประจ าการ และที่นับว่าแพร่หลายมากก็คือ Exocet ของฝรั่งเศส รุ่นต่อมาคือ Harpoon
ั
ี
ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งออกแบบให้ใช้ได้ทั้งบนเรือ บนเครื่องบิน และเรือด าน้ า อกประเภทหนึ่งซึ่งพฒนา
เสร็จ ก่อนหน้า Harpoon เล็กน้อยก็คือ Otomat ของ OTO MELARA
แห่ง อิตาลี และ Engins Matra แห่ง ฝรั่งเศส
ี
Penguin อาวุธท าลายเรือของนอร์เว ก็เป็นอกแบบหนึ่งที่บาง
ชาติในกลุ่มนาโต้รับใช้ อาวุธปล่อยน าวิถีประเภทอนๆ ที่อยู่ในยุคดังกล่าว
ื่
ก็ได้แก่อาวุธปล่อยน าวิถีท าลายเรือที่ปล่อยจากอากาศยาน ได้แก่อาวุธปล่อยน าวิถี Martel ของฝรั่งเศส
ั
และองกฤษ Rb 04E , Rb 05 ของบริษัท Saab แห่งสวีเดนร่วมกับ MBB KORMORAN ของเยอรมัน,
ั
Sea Killer ของบริษัท Sistel Exocet AM39 ของฝรั่งเศส, Sea Skua ของบริษัท BAC แห่งองกฤษ และ
ญี่ปุ่นก็พัฒนา ASM–1 ส าหรับใช้ในราชการในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ด้วย
ฝ่ายที่สร้างอาวุธปล่อยน าวิถีท าลายเรือประเภทบินเรี่ยน้ า ตระหนักดีถึงภัยคุกคามจากอาวุธ
ื่
ประเภทนี้ เมื่อสร้างอาวุธประเภทนี้ขึ้นใช้ก็จ าต้องคิดถึงอาวุธต่อต้านเพอป้องกันภัยคุกคามจากอาวุธ
ประเภทดังกล่าว ระบบป้องกันอาวุธปล่อยน าวิถีท าลายเรือเรียกกันว่า ระบบอาวุธป้องกันตัวระยะประชิต
(Close in Weapon System, CIWS) ซึ่งใช้อาวุธปล่อยน าวิถีระยะใกล้หรือปืน หรือทั้งสองอย่างประกอบ
กัน ระบบของฝ่ายตะวันตกที่ผ่านการทดสอบโดยเรียบร้อยเป็นที่ยอมรับกัน เช่น Seawolf เป็นต้น
กองทัพเรือของกลุ่มนาโต้บางชาติใช้ Sea Sparrow และบางชาติที่ใช้ Sea Sparrow ในระบบ
Selenia Albatros ก็เปลี่ยนไปใช้อาวุธปล่อยน าวิถี Aspide แทน ฝรั่งเศสใช้อาวุธปล่อยน าวิถี Crotale
ซึ่งพฒนามาจากแบบที่ใช้ในกองทัพบก อาวุธปล่อยน าวิถี Roland ซึ่งเป็นผลงานร่วมของฝรั่งเศส และ
ั
ี
ั
เยอรมันก็เป็นอกแบบหนึ่งที่น่าสนใจ องกฤษก็พฒนา Sea Dart ให้มีระยะยิงไกลยิ่งขึ้น
ั
สหรัฐอเมริกาพัฒนาระบบ
๑๔
Aegis ซึ่งใช้อาวุธปล่อยน าวิถี STANDARD 2 ส าหรับระยะยิงปานกลางนั้น STANDARD ได้เข้า
แทนที่อาวุธปล่อยน าวิถี TARTAR และ TERRIER เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันได้มีการเสนอให้น าอาวุธ
ปล่อยน าวิถี Sea Phoenix มาใช้แทนอาวุธป้องกันเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ
โซเวียตได้น าอาวุธทางยุทธวิธีมาใช้ในกองทัพเรือมากขึ้นทั้งจ านวนและประเภท แต่ข่าวของโซ
เวียต ในเรื่องนี้ไม่สู้ที่จะเป็นที่ล่วงรู้กันเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีของโซเวียตในด้านของอาวุธปล่อย
น าวิถีเมื่อเปรียบเทียบกันโดยทั่วไปแล้วยังค่อนข้างหยาบและด้อยกว่าฝ่ายตะวันตก ดังจะเห็นได้จากการที่
โซเวียตติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถีบนเรือรบทุกชนิดทุกประเภทจ านวนมาก ซึ่งแตกต่างกับฝ่ายตะวันตกอย่าง
เห็นได้ชัดที่สุด เพราะเรือรบรุ่นล่าที่ทันสมัยที่สุดของฝ่ายตะวันตก เมื่อเปรียบเทียบจ านวนอาวุธกันแล้ว
คล้ายกับว่าฝ่ายตะวันตกมีอาวุธน้อยกว่าที่ควรจะมี
กองทัพเรือของหลายชาติยังคงมีเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่ในประจ าการ และโซเวียตเองก็มีเรือ
บรรทุก เครื่องบินปรากฏแก่สายตาของชาวโลกเช่นกัน อาวุธปล่อยน าวิถีอากาศ–สู่–อากาศ Phoenix ก็
ื้
ั
แสดงบทบาทอนส าคัญร่วมกับอาวุธปล่อยน าวิถีพน–สู่–อากาศ Seawolf ซึ่งเป็นอาวุธร่วมทางยุทธวิธีชั้น
น าของก าลังทางเรือฝ่ายตะวันตก เครื่องบิน F–14 สามารถใช้ Phoenix ยิงเป้าระยะไกลได้ถึง ๖ เป้า
พร้อมกัน ไม่ว่าเป้านั้นจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะสูง ความเร็วเหนือเสียง หรืออาวุธปล่อยน าวิถี
ท าลายเรือวิถีบินเรี่ยน้ า แต่ปัญหาใหญ่เหนือสิ่งอนใดก็คือ อาวุธน าวิถีเป็นระบบอาวุธที่ต้องสิ้นเปลือง
ื่
ค่าใช้จ่ายสูงมาก
ด้วยเหตุที่อาวุธปล่อยน าวิถีเป็นอาวุธส าคัญที่ได้รับความสนใจ
จากวงการทหาร และนอกวงการทหารกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในระหว่างการสงครามครั้งส าคัญๆ เช่น ในสงครามหมู่เกาะ
ั
ฟอล์คแลนด์ ระหว่างกองเรือองกฤษกับอาร์เจนตินา หรือสงครามอาว
่
ั
ิ
เปอร์เซียในตะวันออกกลาง ระหว่างอรักกับสัมพนธมิตร ซึ่งมี
สหรัฐอเมริกาเป็นแกนน าชื่ออาวุธปล่อยน าวิถี Exocet, Scud, Patriod และ Tomahawk ซึ่งใช้ท าการ
ยุทธ์กัน ดังเป็นข่าวทางโทรทัศน์และหน้าหนังสือพมพนั้น ถ้าสังเกตกันอย่างถี่ถ้วนสักหน่อย เราอาจจะ
ิ
์
เกิดความสงสัยในประเภทของอาวุธเหล่านี้ว่า ที่ถูกต้องนั้นเป็นอะไรกัน
แน่ เพราะที่ได้ยินได้ฟังนั้นมีทั้งค าว่า จรวด อาวุธปล่อยน าวิถี ขีปนาวุธ
อาวุธน าวิถี หรืออาวุธปล่อยน าวิถีเฉยๆ ก็มีดังนั้นชื่อเหล่านี้จึงท าให้เกิด
ื่
ความสับสน และอาจเป็นเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันได้ เพอความเข้าใจ
ในเบื้องต้น ส าหรับชื่อเรียกและการให้ความหมายค าต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
นั้น ได้รวบรวมไว้ในหัวข้อการให้ความหมายค าศัพท์แล้ว จึงขอแนะน าให้มีความเข้าใจความหมายค าศัพท์
ต่างๆ ต่อไปนี้
๑๕
ความหมายของค าศัพท์
ค าว่า “MISSILE” ยังไม่มีค าแปลเป็นภาษาไทยที่แน่นอน บางท่านก็แปลว่า “อาวุธปล่อย” บาง
ท่านก็เรียกง่ายๆ ว่า“จรวด” และประทานุกรมบางฉบับก็แปลว่า“อาวุธ”เฉยๆ ก็มี ซึ่งตรงกับค าแปลเป็น
ั
ภาษาองกฤษว่า “A weapon” อย่างไรก็ตามความหมายเดิมของค าว่า “MISSILE” นั้น หมายถึง
วัตถุอะไรอย่างหนึ่งก็ได้ ที่โยนออกไป หรือขว้าง ปา ดีด ออกไป โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ไปกระทบ
เป้า
ุ่
ฉะนั้นก้อนอฐ ก้อนหิน มีด หรือ ขวาน ที่ขว้างหรือปาออกไปก็ดี หอก หลาว ที่พงออกไปก็ดี
ิ
ลูกปืน ลูกศร ธนู ที่ยิงออกไปก็ดี หรือลูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินก็ดี ล้วนแต่เป็น MISSILE ทั้งสิ้น
แต่เนื่องจากวัตถุต่างๆ ดังกล่าวแล้วนั้นมีชื่อของมันโดยเฉพาะอยู่แล้ว เราจึงไม่ได้เรียกมันว่า MISSILE
โดยตรง
ฉะนั้นในปัจจุบันตามที่คนทั่วๆ ไปรู้จักกัน เมื่อกล่าวถึงค าว่า MISSILE จึงหมายถึง ยานหรือ
อาวุธที่ไม่มีคนขับ และขับเคลื่อนในตัวของมันเองในชั่วระยะของการโคจร หรือตลอดระยะโคจรในอากาศ
เหนือผิวโลก ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ แต่ถ้าหากเติมค าว่า GUIDED ลงข้างหน้าก็จะเป็น GUIDED
ิ่
MISSILE ซึ่งเรานิยมแปลว่า “อาวุธปล่อยน าวิถี” มีความหมายเพมจาก MISSILE คือ สามารถน า
ื่
ทาง หรือน าวิถีได้ด้วยเครื่องกลไกในตัวของมันเอง ทั้งนี้เพอสู่เป้าหมายด้วยความแม่นย า
ค าว่า “BALLISTIC” น าหน้า “MISSILE” เป็น “BALLISTIC MISSILE” เราเรียกว่า “ขีปนาวุธ”
คือ อาวุธที่มีการขับเคลื่อนและน าวิถีในช่วงระยะขึ้นของวิถีโค้งเท่านั้น จากนั้นก็กลายเป็นลักษณะของตก
โดยอิสระ เป็นวิถีโค้งเมื่อตกกลับสู่พื้นโลกเหมือนการโคจรของกระสุนปืนใหญ่
จากค าจ ากัดความจะเห็นได้ว่า ขีปนาวุธเป็นอาวุธปล่อยชนิดหนึ่งซึ่งมีการน าวิถีเหมือนกัน แต่
แตกต่างกับอาวุธปล่อยน าวิถี (GUIDED MISSILE) ทั่วไป ตรงที่การน าวิถีจะกระท าในระยะแรกของวิถีโค้ง
ขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็จะกลายเป็นของตกจากที่สูงโดยอสระ ซึ่งวิถีโค้งตกของมันจะขึ้นอยู่กับการ
ิ
รบกวนของสภาพแวดล้อม เช่น แรงโน้มถ่วงของโลก กระแสลม อุณหภูมิ ความหนาแน่นของอากาศ และ
จะมีอาการเป็นไปตามหลักวิชาขีปนะวิถี (Ballistics)
ั
ื่
อย่างไรก็ดี สิ่งส าคัญที่ควรจะจ าไว้ง่ายๆ เพอความเข้าใจอนถูกต้องก็คือ ขีปนาวุธนั้น หมายถึง
อาวุธปล่อยน าวิถี ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายลูกกระสุนปืน ไม่มีปีก หรือพื้นผิวที่จะก่อให้เกิดแรงเมื่อผ่านอากาศ
ื่
ส าหรับใช้พยุงตัวให้ลอยไปได้อย่างเครื่องบิน แต่อาจมีครีบเพอช่วยในด้านการทรงตัวของมันได้ เพราะ
ิ
เมื่อมันผ่านจุดยอดของวิถีโค้งเข้าสู่วิถีโค้งตกนั้นมันจะต้องมีลักษณะเป็นของตกโดยอสระ ซึ่งจะมี
ลักษณะเป็นไปตามหลัก ขีปนะวิถี อาวุธปล่อยน าวิถีจ าพวก THOR, JUPITER, TITAN, MINUTE MAN
และ POLARIS เหล่านี้ จัดเป็นพวกขีปนาวุธ ส่วนอาวุธจ าพวก MATADOR, MACE, REGULUS และ
SNARK ซึ่งล้วนใช้ปีกให้เกิดแรงพยุงตัวลอยไปในอากาศเช่นเดียวกับเครื่องบินนั้น ไม่เรียกว่า ขีปนาวุธ
ค าว่า ROCKET อีกค าหนึ่ง ที่มีความสัมพนธ์หรือเกี่ยวพนกับ MISSILE ควรจะได้ท าความเข้าใจ
ั
ั
เสียในที่นี้ด้วย มิฉะนั้นจะท าให้ไขว้เขวได้ในการศึกษาอาวุธปล่อยน าวิถีนี้ ค าว่า ROCKET ที่แปลเป็นไทย
๑๖
ว่า “จรวด” นี้ หมายถึง วัตถุชนิดหนึ่งที่สามารถวิ่งไปในอากาศได้ด้วยแรงผลักดัน ที่เกิดจากการขยายตัว
ื่
ุ่
ของแก๊สร้อน เนื่องจากการลุกไหม้ของเชื้อเพลิงขับดันที่พนออกมาทางท้าย เพอให้วัตถุชนิดนั้นพงไป
่
ข้างหน้า
ค าว่า UNGUIDED MISSILE หมายถึง อาวุธใดๆ ก็ตาม ที่ไม่มีการน าวิถี เช่น ลูกปืน ลูกระเบิด
ตอร์ปิโด และจรวด เป็นต้น การควบคุมอาวุธประเภทนี้ จะควบคุมได้ที่เดียว คือ ที่ฐานปล่อยเท่านั้น
ภายหลังจากได้ปล่อยออกจากฐานไปแล้วจะไม่สามารถควบคุมได้อีกเลย
ค าว่า CRUISE MISSILE หมายถึง อาวุธปล่อยน าวิถีลาดตระเวนทางอากาศสื่อมวลชน เรียกว่า
“จรวดร่อนหรือจรวดบิน” มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับเครื่องบินมาก ไม่มีคนขับ เคลื่อนที่ไปใน
อากาศ บินร่อนเกาะไปตามความสูงของภูมิประเทศด้วยความเร็วคงที่ ระดับเพดานบินตามที่ตั้ง
โปรแกรมไว้ล่วงหน้า แต่เส้นทางบินของมันจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกลไกตรวจสอบต าบลที่ตลอดทาง
ในขณะโคจรว่าอยู่ ณ จุดหรือต าบลใด ปัจจุบันมีความแม่นย ามาก เพราะข้อมูลในการเข้าหาเป้าได้มาจาก
ี
่
ภาพถ่ายทางดาวเทียม หรือเครื่องบินจารกรรมที่ให้ข้อมูลละเอยดมาก อาวุธชนิดนี้ที่ใช้ในสงครามอาว
่
เปอร์เซีย เท่าที่เป็นข่าวได้แก TOMAHAWK ของ ทล.อเมริกัน เดินทางได้เป็นระยะทางไกลมาก
ค าว่า GUIDED WEAPON คือ อาวุธน าวิถี เป็นเครื่องประหัตประหาร ที่ใช้ในการท าร้ายป้องกัน
ื่
หรือต่อสู้ ที่มีเครื่องกลไกหรือเครื่องควบคุมอยู่ภายในตัวของมันเอง หรืออาจมีทั้งภายในและภายนอก เพอ
ท าให้การยิงหรือการปล่อยอาวุธนั้น ๆ ไปสู่เป้าหมายที่ก าหนดด้วยความแม่นย า
ค าว่า CHAFF DECOY หมายถึง แถบสะท้อนคลื่น
เรดาร์ (RADAR DECOY) มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะเล็กๆ จ านวนมาก
ื่
ที่ปล่อยออกไปจากยานรบต่างๆ เพอลวงให้อาวุธปล่อยน าวิถี ที่น า
วิถีด้วยเรดาร์พุ่งเข้าชน
ค าว่า FLARE DECOY หมายถึง ลูกไฟความร้อน
ื่
(INFRARED DECOY) ที่ปล่อยจากยานรบต่างๆ เพอลวงให้อาวุธ
ปล่อยน าวิถี ที่น าวิถีด้วยอินฟราเรดพุ่งเข้าชน
ค าว่า STANDOFF WEAPON หมายถึง อาวุธโจมตี ปล่อย
จากเครื่องบินทุกชนิด ที่สามารถยิงได้ขณะเครื่องบินอยู่นอกระยะยิง
ของอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานของฝ่ายตรงข้าม
ค าว่า VISUAL/RADAR DIRECTOR หมายถึง เครื่องควบคุมการยิงที่บังคับการยิงด้วยสายตา
และเรดาร์ร่วมกัน
ค าว่า COMMAND AERIAL หมายถึง สายอากาศส่งสัญญาณ
บังคับทิศทางอาวุธปล่อยน าวิถี
ค าว่า POP UP หมายถึง การที่อาวุธปล่อยน าวิถี โผพงขึ้นสูง
ุ่
ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะด าดิ่งลงเข้าหาเป้า มีวัตถุประสงค์เพอหลีกเลี่ยง
ื่
๑๗
การติดตามเป้าอย่างต่อเนื่องของเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม เพราะในปัจจุบันเรดาร์ที่สามารถจะเงยขึ้นเป็นมุมสูง
ื่
กว่า ๗๐ – ๘๐ องศา มีไม่กี่แบบ และอีกประการหนึ่ง เพอให้การโจมตีเป้าขนาดเล็กได้ผลมากขึ้นกว่าการ
เข้าชนทางข้างเนื่องจากเรืออาจตกท้องคลื่นในกรณีที่มีคลื่นลม การปฏิบัติการท า POP UP นี้ จะเริ่มขึ้นที่
ระยะห่างจากเป้าหมายตามค่าที่ได้ตั้งไว้แล้ว ระยะที่จะเริ่มปฏิบัติความสูงในการพงขึ้นและมุมที่จิกหัวลง
ุ่
ขึ้นอยู่กับแบบของอาวุธปล่อยน าวิถี
ค าว่า OTH=OVER THE HORIZON หมายถึง ระยะที่ไกลออกไปเกินกว่าระยะตรวจจับของ
้
เครื่องมือที่แพร่คลื่นหรือระยะไกลเกินขอบฟาที่สายตาสามารถมองเห็นได้ (ประมาณ ๒๐ กม. ในทัศนะ
วิสัยและสภาพท้องทะเลปกติ )
ค าว่า CLUTTER หมายถึง การเกิดการสะท้อนของคลื่นเรดาร์ที่ไม่ต้องการ เนื่องจากคลื่น เมฆ
ุ
ฝน ฯลฯ ท าให้ระดับการตัดสัญญาณรบกวน (THRESHOLD) ของอปกรณ์ค้นหา (SEEKER) ที่ตัวอาวุธ
ปล่อยน าวิถีมีค่าสูงขึ้น การเกิด CLUTTER จะท าให้การตรวจพบเป้ายากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าที่มีพน
ื้
สะท้อนคลื่นเรดาร์ขนาดเล็ก (ตั้งแต่ ๑๕๐ ตารางเมตร หรือน้อยกว่า)
ค าว่า CLASSIFICATION หมายถึง ขบวนการที่ใช้พจารณาว่า เป้าที่ตรวจพบเป็นข้าศึก ฝ่าย
ิ
เป็นกลาง หรือฝ่ายเดียวกัน (โดยมากจะเป็นการตรวจทราบกันทางคลื่นความถี่ที่ใช้)
ค าว่า AUTONOMOUS MISSILE หมายถึง อาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งปฏิบัติการโดยอสระจากฐานยิง
ิ
ภายหลังจากที่ท าการยิงแล้ว เช่น อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON เป็นต้น
ั
ค าว่า BEARING DRIFT หมายถึง อตราที่แบริ่งเปลี่ยนไป (เป็นจ านวนองศาต่อนาที หรือองศา
ต่อวินาที)
ค าว่า APPROACH PHASE หมายถึง ขั้นตอนในการเข้าต่อตีของอาวุธปล่อยน าวิถี
ครอบคลุมในช่วงตั้งแต่เริ่มตรวจพบเป้าจนถึงการตัดสินใจเข้าโจมตี (อาจเรียกว่า ACQUISITION AND
APPROACH PHASE ก็ได้)
ค าว่า AMBUSH ATTACK หมายถึง การโจมตีต่อเป้าหมาย โดยการให้เรือยิงหลบซ่อนอยู่ในที่
ก าบัง เช่น หลังแผ่นดิน สิ่งก่อสร้างไม่เคลื่อนที่ หรือเรือสินค้า
ค าว่า ACTIVE TARGETTING หมายถึง การก าหนดเป้า ต าบลที่หมาย โดยการใช้เครื่องมือ
ตรวจจับที่ต้องการแพร่คลื่น
ค าว่า EXTENDED PLATFORM TARGETTING หมายถึง วิธีในการก าหนดต าบลที่
หมายที่ถูกต้องของเรือผิวน้ าข้าศึก โดยใช้ บ.เป็นยานชี้เป้า เปรียบเสมือนส่วนที่ต่อออกไปของฐานยิง และ
ส่งแบริ่งและระยะของข้าศึก วัดจากต าบลที่ของ บ. ให้กับเรือที่เป็นฐานยิง
ค าว่า LARGE TARGET หมายถึง เป้าที่มีพนที่สะท้อนคลื่นเรดาร์ขนาดใหญ่ ระหว่าง ๖,๐๐๐ –
ื้
๑๖,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งสามารถจะถูกตรวจจับได้ที่ระยะไกลสุดของเครื่องเรดาร์ค้นหา
๑๘
ื้
ค าว่า MEDIUM TARGET หมายถึง เป้าที่มีพนที่ในการสะท้อนคลื่นเรดาร์ขนาดกลาง ระหว่าง
๑,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งสามารถจะถูกตรวจจับได้ที่ระยะไกลสุดของเครื่องเรดาร์ค้นหา เมื่อมี
์
คลื่นในระดับ < ๕ ตัวอย่างของเป้าขนาดนี้คือ เรือคุ้มกันขนาดเล็กและเรดาร์เรือตรวจการณขนาดใหญ่
ค าว่า SMALL TARGET หมายถึง เป้าที่มี่พื้นที่ในการสะท้อนคลื่นเรดาร์ขนาดเล็กระหว่าง ๑๕๐
–๑,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งเป้าขนาดนี้สามารถจะถูกตรวจจับได้ที่ระยะไกล ๘ ไมล์ เมื่อมีคลื่นระดับ < ๕
ตัวอย่างของเป้าหมายชนิดนี้คือ รจอ.และเรือด าน้ าที่แล่นผิวน้ า
ค าว่า PASSIVE TARGETTING หมายถึง การก าหนดต าบลที่ (LOCALIZATION) ของเป้า
โดยการใช้เครื่องมือที่ไม่ต้องการแพร่คลื่น
ค าว่า RADAR HORIZON หมายถึง ระยะไกลเกินกว่าที่เรดาร์จะสามารถรับสัญญาณสะท้อน
จากเป้าได้ หรือกล่าวอกนัยหนึ่งคือ ระยะซึ่งเมื่อไกลออกไปจากนี้แล้ว เรดาร์ไม่สามารถรับสัญญาณ
ี
สะท้อนที่ส่งออกไปกลับมาจากเป้า อันเนื่องมาจากความโค้งของพื้นผิวโลก
ค าว่า RANDOM ERROR หมายถึง ความคลาดเคลื่อนอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น ที่ไม่สามารถ
ประมาณขนาดได้ แต่สามารถจะประมาณทิศทางได้
ค าว่า TARGETTING หมายถึง กรรมวิธีในการให้ได้มาซึ่งค าตอบของเครื่องควบคุมการยิง เช่น
จุดเล็ง (AIMPOINT) ตามที่สั่ง ต าบลที่ของเป้าหมาย
ั
ค าว่า TARGET ASPECT หมายถึง ทิศทางของเป้าที่สัมพนธ์กับทิศทางการเคลื่อนที่ของอาวุธ
ปล่อยน าวิถี
ค าว่า TARGET ILLUMINATION หมายถึง เป็นการส่องเป้าเกิดขึ้น เมื่อการแพร่คลื่นของ
ุ
อปกรณ์ค้นหาที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี (Seeker) ส่องไปครอบคลุมเป้า การส่องเป้านี้ไม่จ าเป็นต้องจับเป้า
ุ
ได้เสมอไป ถ้าเป้านั้นอยู่นอกระยะตรวจจับไกลสุดของอปกรณ์ค้นหาเป้าที่ยานรบที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี
การส่องเป้าจะมีผลท าให้เป้าตรวจจับแบริ่งของยานรบ ของอาวุธปล่อยน าวิถีด้วย ESM ได้
ค าว่า TARGET MASKING หมายถึง การก าบังเป้าหมายโดยธรรมชาติจากระดับของคลื่น
(ลูกคลื่น) มีผลมากขณะที่มีระดับของคลื่นสูงๆ ส าหรับเป้าหมายขนาดเล็กที่มีรูปทรงเตี้ย
ค าว่า TARGETTING UNCERTAINLY หมายถึง ความไม่แน่นอนของต าบลที่ของเป้า เมื่อ
อุปกรณ์ค้นหาที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี (Seeker) ตรวจจับเป้าได้ มีสาเหตุมาจากความคลาดเคลื่อนในการหา
ต าบลที่ของเป้า และการเคลื่อนที่ของเป้าระหว่างเวลาที่ท าการหาต าบลที่ครั้งสุดท้าย และเวลาที่อาวุธ
ปล่อยน าวิถีเคลื่อนที่ถึงจุดเปิดอุปกรณ์ค้นหาที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี (Seeker)
ค าว่า BORESIGHT MODE หมายถึง ก่อนยิงอาวุธปล่อยน าวิถีออกไปจากแท่นยิง แกนของ
ุ
อาวุธปล่อยน าวิถีและแกนของอปกรณ์ค้นหาที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี (Seeker) จะอยู่ในแนวเดียวกัน ซึ่ง
อาวุธปล่อยน าวิถีจะรับสัญญาณบังคับขั้นต้นจาก Optical Tracking System
๑๙
ค าว่า OFF–BORESIGHT MODE หมายถึง ก่อนยิงอาวุธปล่อยน าวิถีออกไปจากแท่นยิง แกน
ุ
ของอาวุธปล่อยน าวิถีและแกนของอปกรณ์ค้นหาที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี (Seeker) จะไม่อยู่ในแนวเดียวกัน
ซึ่งอาวุธปล่อยน าวิถีจะรับสัญญาณบังคับจาก Director
ค าว่า SUB SONIC หมายถึง ย่านความถี่เสียง ที่มีความถี่ต่ ากว่า 20 Hz ลงมา เสียง
ระดับนี้ไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากความถี่ต่ าเกินไป
ค าว่า SONIC หมายถึง ย่านความถี่เสียง ที่มีความถี่ตั้งแต่ 20 Hz ถึง 20 KHz เสียงระดับนี้
สามารถรับฟังได้
ค าว่า ULTRA SONIC หมายถึง ย่านความถี่เสียง ที่มีความถี่ตั้งแต่ 20 KHz ขึ้นไป เสียงระดับ
นี้ไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากความถี่สูงเกินไป
ค าว่า MACH NUMBER หมายถึง เป็นหน่วยวัดความเร็วของวัตถุบินในอากาศ โดยเปรียบเทียบ
ั
กับความเร็วของเสียง คือ เอาความเร็วของวัตถุนั้น (อาวุธปล่อยน าวิถี) เปรียบเทียบเป็นอตราส่วนกับ
ความเร็วเสียงในที่แห่งเดียวกัน เช่น อาวุธปล่อยน าวิถีมีความเร็ว ๒ เท่า ของความเร็วเสียงในที่แห่ง
เดียวกันอาวุธปล่อยวิถีนั้น ก็มีความเร็วเป็น 2 Mach
ี่
จ านวน Mach = อัตราเร็วของวัตถุทก าลังเคลื่อนที่ในอากาศ
อัตราเร็วของเสียง ณ ต าบล นั้น
เช่น สมมุติว่า อตราเร็วของเสียง ณ ต าบลหนึ่งวัดได้ ๑,๑๐๐ ฟต/วินาที มีวัตถุบินผ่านต าบลนั้น ด้วย
ั
ุ
ความเร็ว ๑,๕๐๐ ไมล์/ชม. วัตถุบินนั้น มีความเร็วเป็นจ านวน Mach เท่าใด แนวคิดขั้นแรก แปลง
๑,๑๐๐ ฟุต/วินาที ให้เป็น ไมล์/ชม. ดังนี้
= 750 ไมล์/ชม. หรือ 1,200 กม./ชม.
1100 X 60 X 60
3 X 1760
ั
จะเห็นว่า อตราเร็ว 1 Mach = 750 ไมล์/ชม. ณ ต าบลที่นั้น น าไปคิดจ านวน Mach จะได้
จ านวน
1500
Mach = = 2 Mach
750
ั
ค าว่า SEA STATE หมายถึง ความสูงของคลื่นในทะเลสัมพนธ์กับสภาพท้องทะเล (ตามตาราง
ของ Douglas Sea State Scale) ก าหนดไว้ดังนี้
๒๐
ค าว่า G FORGE หมายถึง แรงที่เกิดจาก GRAVITY เนื่องจากอตราเร่งในการเคลื่อนที่ของวัตถุ
ั
2
ั
้
อตราเร่ง 1 G มีค่าเท่ากับ 9.81 เมตร/วินาที (ถ้าอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดหนึ่งหลังจากพนท่อยิงไปแล้ว มี
2
ั
ั
อตราเร่ง 28 G หมายความว่า อาวุธปล่อยน าวิถีนั้น มีอตราเร่งเท่ากับ 28 x 9.81 เมตร/วินาที = 274.4
2
เมตร/วินาที โดยประมาณ)
ค าว่า MISFIRE หมายถึง การไม่ท างานของขบวนการจุดดินขับ (เชื้อเพลิงแข็ง) ภายหลังจาก
ได้ท าการกดไฟยิงแล้ว การขัดข้องอาจเกิดจากความผิดพลาดของวงจรไฟยิง หรือดินจุดดินขับ (Igniter)
ด้าน (ในกรณีที่มีกระแสไฟในระบบวงจรไฟยิงท างานปกติ)
ึ
ค าว่า HANGFIRE หมายถึง อาการไหม้ของดินขับที่ไม่พงประสงค์ (เชื้อเพลิงแข็ง) ท าให้เกิดการ
ถ่วงเวลาหลังจากกดไฟยิงแล้ว (หลังมีไฟไปจุดดินขับแล้ว) ท าให้อาวุธปล่อยน าวิถีออกช้าเกินไปหรือนาน
กว่าปกติหรือไม่ออกเลย อาการ HANGFIRE เป็นสภาวการณ์ที่เป็นอันตรายที่สุดเพราะเราไม่แน่ใจว่าการ
จุดจะเกิดขึ้น ณ วินาทีใด
ค าว่า DUD หมายถึง การเกิดข้อขัดข้องและไม่ประสบความส าเร็จในการยิงอาวุธปล่อยน าวิถี
เนื่องจากการจุดดินขับอาจเกิดจากอาการของ MISFIRE หรือ HANGFIRE
ค าว่า TACTICAL WEAPONS หมายถึง อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีระยะยิงไกลสูงสุดไม่เกิน ๖๐๐ กม.
ซึ่งก าหนดไว้ตามข้อจ ากัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Limitation Treaty)
ค าว่า STRATEGIC WEAPONS หมายถึง อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีระยะยิงไกลสูงสุดเกิน ๖๐๐ กม.
ซึ่งก าหนดไว้ตามข้อจ ากัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ (Strategic Arms Limitation Treaty)
ค าว่า REVERSE ENGINEERING หมายถึง วิศวกรรมกลับทาง คือ การน าเอาของ
ื่
ส าเร็จรูปของผู้อนมาลอกแบบ โดยเขียนเป็นแบบออกมาแล้วสร้างเลียนแบบ ตามแบบที่เขียนออกมานั้น
เพื่อดัดแปลงไปจากเดิมหรือให้ดียิ่งขึ้น
๒๑
ค าว่า ANTI RADIATION GUIDED MISSILE/ANTI RADAR GUIDED MISSILE หมายถึงอาวุธ
ปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นเรดาร์ (อาวุธประเภทนี้จะมีระยะท าการค่อนข้างไกลมาก และมีความเร็ว
ไม่ต่ ากว่าความเร็วเสียง การโคจรจะโคจรไปตามเส้นทางที่โปรแกรมไว้ล่วงหน้าแล้ว และรอคอยการแพร่
คลื่นเรดาร์ ของฐานยิงอาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านอากาศยาน เมื่อได้รับสัญญาณการแพร่คลื่นของฝ่ายตรง
ุ่
ข้าม อาวุธน าวิถีประเภทนี้ ก็จะปักหัวพงเข้าหาแหล่งแพร่คลื่นนั้นๆ ถ้าพนักงานเรดาร์ของข้าศึกไหวตัว
ทันหยุดเดินเรดาร์ตรวจการณ์เสียอาวุธปล่อยน าวิถีก็อาจจะยิงไม่ถูกเป้า แต่ก็จะเปิดโอกาสให้เครื่องบินรบ
ทางยุทธวิธีสามารถเจาะแนวผ่านเข้าไปท าลายได้อย่างปลอดภัย)
ค าว่า ELECTRONICS WARFARE/EW หมายถึง สงครามอเล็กทรอนิกส์ เป็นการน าเทคโนโลยี
ิ
ิ
ื่
สมัยใหม่ในด้านอเล็กทรอนิกส์มาประกอบกับระบบอาวุธเพอพสูจน์ทราบฝ่าย สร้างกลลวง หรือก่อกวน
ิ
คุกคามหรือโจมตี ต่อต้านหรือตอบโต้ภัยคุกคามและอื่นๆ
ค าว่า PASSIVE DEFENSE หมายถึง การป้องกันเชิงรับ เป็นการป้องกันโดยใช้ระบบตรวจจับ
ระยะไกล และสามารถแจ้งเตือนในฉับพลัน โดยอัตโนมัติต่อภัยคุกคามทั้ง ๓ มิติ
ค าว่า ACTIVE DEFENSE หมายถึง การป้องกันเชิงรุก เป็นการป้องกันโดยที่ข้าศึกไม่
สามารถจะใช้ประโยชน์จากสัญญาณที่เราส่งออกไปได้ หรือได้ก็น้อยที่สุด
ค าว่า OFFENSE หมายถึง มาตรการตอบโต้ เป็นมาตรการที่สามารถจะพสูจน์ทราบต่อภัย
ิ
คุกคามได้อย่างถูกต้องแม่นย า พร้อมที่จะควบคุมและใช้ระบบอาวุธที่มีอยู่ตอบโต้ต่อภัยคุกคามนั้น ๆ ได้
ค าย่อและความหมาย
SRAM = SHORT– RANGE ATTACK MISSILE (เช่น AGM – 69A)
ขีปนาวุธโจมตีระยะใกล้ (๐ – ๑๐๐ กม. ใช้ท าลายเฉพาะจุดป้องกันภัยทาง
อากาศของฝ่ายศัตรู และเป้าหมายส าคัญๆ ในทางทหารและแหล่งอุตสาหกรรม)
MRBM = MEDIUM-RANGE BALLISTIC MISSILE
ขีปนาวุธระยะท าการปานกลาง (๑๐๐ – ๒,๒๐๐/๒,๕๐๐ กม.)
IRBM = INTERMEDIATE-RANGE BALLISTIC MISSILE
ขีปนาวุธระยะท าการไกล (๒,๒๐๐/๒,๕๐๐ – ๕,๕๐๐/๖,๐๐๐ กม.)
ICBM = INTER CONTINENTAL BALLISTIC MISSILE
ขีปนาวุธข้ามทวีป ปล่อยจากฐานยิงบนบก (๕,๕๐๐/๖,๐๐๐ กม.) ขึ้นไป
SLBM = SUBMARINE LAUNCHED BALLISTIC MISSILE
ขีปนาวุธข้ามทวีป ปล่อยจากฐานยิง เรือด าน้ า (ใต้ทะเล) (๕,๕๐๐/๖,๐๐๐ กม.
ขึ้นไป)
๒๒
SLCM = SEA LAUNCHED CRUISE MISSILE/SUB-LAUNCHED CRUISE MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีลาดตระเวนทางอากาศ ปล่อยจากฐานยิงในทะเล/อาวุธปล่อย
น าวิถีลาดตระเวนทางอากาศปล่อยจากฐานยิง เรือด าน้ า (ใต้ทะเล)
ALCM = AIR LAUNCHED CRUISE MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีลาดตระเวนทางอากาศ ปล่อยทางอากาศ (มีระยะยิงไกลกว่า
๒,๕๐๐ กม.) สามารถน าไปใช้ยิงโจมตีท าลายเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลได้โดย
อากาศยานที่เป็นฐานปล่อยไม่เป็นอันตราย
GLCM = GROUND LAUNCHED CRUISE MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีลาดตระเวนทางอากาศ ปล่อยจากฐานยิงบนบก
TASM = TOMAHAWK ANTI-SHIP MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถี (ลาดตระเวนทางอากาศ) โทมาฮอว์คต่อต้านเรือผิวน้ า
TLAM = TOMAHAWK LAND ATTACK MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถี (ลาดตระเวนทางอากาศ) โทมาฮอว์คโจมตีภาคพื้นดิน
ALARM = AIR LAUNCHED ANTI RADIATION/RADAR MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นเรดาร์ ปล่อยทางอากาศใช้ส าหรับเป็น
ึ
อาวุธโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศก
HARM = HIGH SPEED ANTI RADIATION MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นความเร็วสูง
FLIR = FORWARD-LOOKING INFRARED
ระบบตรวจการณ์ด้านหน้าด้วยอินฟราเรด
ASRAAM = ADVANCED SHORT-RANGE ANTI AIR (AIR TO AIR) MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถียิงเครื่องบินระยะใกล้
AMRAAM = ADVANCED MEDIUM-RANGE ANTI AIR (AIR TO AIR) MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถียิงเครื่องบินระยะกลาง
CASOM = CONVENTIONALLY ARMED STAND-OFF MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีระยะไกลแบบหัวรบธรรมดา
AWACS = AIRBORNE WARNING AND CONTROL SYSTEM
อากาศยานควบคุมและเตือนภัยทางอากาศล่วงหน้า
AEW = AIRBORNE EARLY WARNING
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ
ABM = ANTI BALLISTIC MISSILE
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านขีปนาวุธ
๒๓
ESM = ELECTRONIC SUPPORT MEASURE
มาตรการสนับสนุนทางอิเล็กทรอนิกส์
ECM = ELECTRONIC COUNTER MEASURE
มาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์
ECCM = ELECTRONIC COUNTER COUNTER MEASURE
มาตรการตอบโต้การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์
TSD = TACTICAL SITUATION DISPLAY
เครื่องแสดงสถานสภาพทางยุทธวิธี
TDU/TDA = TARGET DESIGNATION UNIT (APPARATUS)
เครื่องก าหนดเป้า
การแบ่งประเภทของอาวุธปล่อยน าวิถี
อาวุธปล่อยน าวิถีที่สร้างขึ้นนั้น มีจุดประสงค์และการใช้ต่างกัน ซึ่งสามารถที่จะแบ่งประเภท
ออกได้ดังนี้
๑. อากาศ – สู่ – อากาศ (Air – to – Air Missile)
๒. อากาศ – สู่ – พื้น (Air – to – Surface Missile)
๓. อากาศ – สู่ – ใต้น้ า (Air – to – Underwater Missile)
๔. พื้น – สู่ – พื้น (Surface – to – Surface Missile)
๕. พื้น – สู่ – อากาศ (Surface – to – Air Missile)
๖. พื้น – สู่ – ใต้น้ า (Surface – to – Underwater Missile)
๗. ใต้น้ า – สู่ – อากาศ (Underwater – to – Air Missile)
๘. ใต้น้ า – สู่ – พื้น (Underwater – to – Surface Missile)
๙. ใต้น้ า – สู่ – ใต้น้ า (Underwater – to – Underwater Missile)
เมื่อได้ก าหนดประเภทดังกล่าวข้างต้นแล้วเพอความสะดวกในการเขียนให้สั้นลง จึงได้ก าหนด
ื่
ั
เครื่อง หมายที่ประกอบด้วยตัวอกษร และเขียนตัวเลขขึ้นแทน ซึ่งสามารถแบ่งเป็นส่วนใหญ่ ๆ ได้ ๓
ส่วนดังนี้
ส่วนที่ ๑ แสดงถึง จุดประสงค์พื้นฐาน (Basic designation)
ส่วนที่ ๒ แสดงถึง อักษรย่อของกองทัพเรือ (Service letter)
ส่วนที่ ๓ แสดงถึง Model number
ื้
ส่วนที่ ๑ แสดงถึง จุดประสงค์พนฐานนั้นหมายถึงภารกิจของอาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งประกอบด้วย
ั
ั
ตัวอกษร ๒ ตัว และตามด้วยตัวอกษร M ซึ่งแสดงถึง Missile ส าหรับตัวอกษรตัวแรกเป็นอกษรแสดง
ั
ั
๒๔
ั
ั
ต าบลเริ่มต้น (Origin) หรือต าบลที่ยิงอาวุธปล่อยน าวิถี (Launching place) อกษรตัวที่ ๒ เป็นอกษรที่
แสดงถึงที่หมาย (Objective) หรือเป้าหมาย (Target) อักษรที่ใช้มี ๓ ตัว คือ
A หมายถึง AIR
S หมายถึง SURFACE
U หมายถึง UNDERWATER
ื้
ตัวอย่าง : อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานยิงจากพนดิน มีค าย่อว่า SAM (Surface – to –
air –Missile) เป็นต้น ถ้าเอาตัวย่อนี้ ไปเขียนแทนประเภทของอาวุธปล่อยน าวิถีที่กล่าวนั้นจะแทนได้ดังนี้
AAM : Air – to – Air Missile
ASM : Air – to – Surface Missile
AUM : Air – to – Underwater Missile
SAM : Surface – to – Air Missile
SSM : Surface – to – Surface Missile
SUM : Surface – to – Underwater Missile
UAM : Underwater – to – Air Missile
USM : Underwater – to – Surface Missile
UUM : Underwater – to – Underwater Missile
ส่วนที่ ๒ เป็นอักษรย่อของกองทัพที่รับผิดชอบในการปรับปรุงและพฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีนั้นๆ
ั
ั
คือ กองทัพบก ย่อว่า A กองทัพเรือ ย่อว่า N อกษรนี้จะเขียนต่อท้ายส่วนที่ ๑ โดย – คั่น เช่น SSM – A
หมายถึง อาวุธปล่อยน าวิถีนี้กองทัพบกเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนา เป็นต้น
ส่วนที่ ๓ เป็น Model Number เช่น SSM – A – 3 หรือ SSM – A – 5 ซึ่ง Model 3 เป็น
อาวุธต่อสู้รถถังระยะสั้นชนิดหนึ่ง และ Model 5 เป็นอาวุธระดมยิงระยะไกล (Long-Range
ั
Bombardment Missile) ชนิดหนึ่ง เป็นต้น ส่วนที่ ๓ นี้ อาจมีตัวอกษรเล็ก เช่น a, b หรือ c เป็นต้น ซึ่ง
a หมายถึง การปรับปรุงครั้งที่ ๑ b หมายถึง การปรับปรุงครั้งที่ ๒ เป็นต้น เช่น
SAM – N – 3b หมายถึง Surface – to – Air Missile อยู่ในความรับผิดชอบในการพฒนาของ
ั
ทร. (N) เป็น Model 3 b มีการปรับปรุงครั้งที่ ๒
ั
ถ้าหากอาวุธปล่อยน าวิถีดังกล่าวข้างต้นอยู่ในระหว่างขั้นการทดลองก็ใช้อกษร X น าหน้า เช่น
XSAM – N – 9 ซึ่งหมายถึง Surface – to – Air Missile ที่อยู่ในระหว่างการทดลอง ในความรับผิดชอบ
ของ ทร. และเป็น Model 9 เป็นต้น
ถ้าหากอาวุธปล่อยน าวิถีนั้นถูกใช้ในการฝึกหัดก็ให้เติมอักษร T น าหน้า เช่นเดียวกัน ถ้ายังอยู่ใน
ั
ระหว่างวิจัยค้นคว้าอยู่ก็ให้ใช้ตัวอกษร R น าหน้า เช่น RSAM หมายถึง A Research Surface – to –
Air Missile
๒๕
หลักการก าหนดตัวย่อของอาวุธปล่อยน าวิถีที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นหลักการที่ใช้มาตั้งแต่เดือน
เม.ย.๒๔๙๑ ในปัจจุบันนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒) เป็นต้นมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้
เปลี่ยนตัวย่ออักษรใหม่ให้ใช้เหมือนกันทั้ง ๓ กองทัพ โดยก าหนดเป็นตัวย่อถึง ๘ ส่วนด้วยกัน ดังนี้
๑. สัญลักษณ์แสดงลักษณะ (Status prefix symbol)
๒. สัญลักษณ์แสดงลักษณะการปล่อย (Launch environment symbol)
๓. สัญลักษณ์แสดงภารกิจ (Primary mission symbol)
๔. สัญลักษณ์แสดงประเภทของอาวุธปล่อยน าวิถี (Vehicle type symbol)
๕. สัญลักษณ์แสดงการออกแบบยาน (Vehicle design number)
๖. สัญลักษณ์แสดงการปรับปรุงครั้งใหญ่ (Series symbol)
๗. สัญลักษณ์แสดง CODE ของบริษัทผู้สร้าง (Manufacturer's alpha code)
๘. สัญลักษณ์แสดงล าดับหมายเลขอาวุธ (Serial number)
ส่วนที่ ๑ สัญลักษณ์แสดงลักษณะ (Status prefix symbol) เป็นตัวย่อที่ใช้เป็นครั้งคราว เช่น
ั
อยู่ในระหว่างการทดลองหรืออยู่ในระหว่างวางแผนหรือพฒนา เป็นต้น โดยทั่วไปไม่จ าเป็นต้องใช้เมื่อ
อาวุธปล่อยน าวิถีนั้นน ามาใช้เป็นทางการแล้ว มีตัวอักษรย่อที่ใช้แสดงดังต่อไปนี้ (๕ ตัวอักษร)
J : SPECIAL TEST (ชั่วคราว) เป็นแบบที่ใช้เพื่อการทดสอบ
N : SPECIAL TEST (ถาวร) เป็นแบบที่ใช้เพื่อการทดสอบ
ี่
X : EXPERIMENTAL เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีทก าลังพัฒนา
Y : PROTOTYPE เป็นแบบที่ใช้ทดสอบก่อนการผลิต
Z : PLANNING เป็นอาวุธที่อยู่ในขั้นวางแผน
ส่วนที่ ๒ สัญลักษณ์แสดงลักษณะการปล่อย (Launch environment symbol) ปกติอาวุธ
ปล่อยน าวิถีที่น ามาใช้เป็นทางการแล้วจะเริ่มต้นด้วยส่วนที่ ๒ และก าหนดว่าเป็นอักษรตัวแรกซึ่งจะแสดง
ถึงวิธีป้องกัน วิธีเก็บรักษา และวิธีการปล่อยอาวุธปล่อยน าวิถี ทางทหารใช้แสดงด้วยตัวอักษรต่อไปนี้ (๙
ตัวอักษร)
A : AIR เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีจากเครื่องบิน ขณะโคจรอยู่ในอากาศ
B : MULTIPLE สามารถปล่อยได้มากกว่าหนึ่งแห่ง
C : COFFIN อยู่ในกล่องปิดเก็บไว้ในแนวขนานกับพื้น หรือเอียงเป็นมุมน้อยกว่า ๔๕
องศาและปล่อยจากพื้นดิน
H : SILO – STORED เก็บในแนวตั้งใต้พื้นดินและปล่อยจากพื้นดิน
L : SILO – LAUNCHED เก็บในแนวตั้งและปล่อยจากใต้ดิน
M : MOBILE ปล่อยจากยานพื้นดินหรือปล่อยจากฐานปล่อยเคลื่อนที่
P : SOFT PAD เก็บแยกมีการป้องกันเพียงบางส่วนหรือไม่มีเลย ปล่อยจากพื้นดิน
R : SHIP ปล่อยจากยานผิวน้ า เช่น เรือ เป็นต้น
๒๖
U : UNDERWATER ปล่อยจากเรือด าน้ าหรืออุปกรณ์ใต้น้ าอื่น ๆ
ส่วนที่ ๓ สัญลักษณ์แสดงภารกิจ (Primary mission symbol) แสดงถึงภารกิจของอาวุธปล่อย
น าวิถีนั้น ๆ มีตัวย่อที่ใช้แสดงดังต่อไปนี้
D : DECOY เป็นแบบที่ใช้ในการลวงหรือเบี่ยงเบนการป้องกันข้าศึกให้สับสน โดยท าให้
เหมือนอาวุธโจมตี
ิ
ื่
E : SPECIAL ELECTRONIC ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้อุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์ หรือเพอ
ื่
การบันทึกทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือเพอการส่งข้อมูล
G : SURFACE ATTACK ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้ท าลายเป้าผิวน้ า หรือบนพื้นดิน
I : INTERCEPT AERIAL ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้สกัดกั้นเป้าทางอากาศในเชิงรับหรือ
เชิงรุก
Q : DRONE ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้เพื่อการลาดตะเวนหรือตรวจการณ์
T : TRAINING ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้เพื่อการฝึก
U : UNDERWATER ATTACK ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้ท าลายเรือด าน้ าข้าศึก หรือเป้าใต้
น้ าอื่น ๆ หรือเพอการระเบิดใต้น้ า
ื่
ุ
W : WEATHER ตัวอาวุธเป็นแบบที่ใช้สังเกต บันทึก หรือส่งต่อข้อมูลทางอตุนิยมวิทยา
ส่วนที่ ๔ สัญลักษณ์แสดงประเภทของอาวุธปล่อยน าวิถี (Vehicle type symbol) เป็นการ
แสดงถึงแบบของยาน ซึ่งอาจเป็นอาวุธปล่อยน าวิถี (GUIDED MISSILE) ยานตรวจ (PROBE) หรือ
จรวด (ROCKET) มีตัวย่อที่ใช้แสดงดังต่อไปนี้
M : GUIDED MISSILE อาวุธปล่อยน าวิถีทุกประเภท ยกเว้น ยานอวกาศและตอร์ปิโด
N : PROBE ยานที่โคจรในอวกาศ แต่ไม่เกี่ยวกับงานในโครงการอวกาศทั่วไป ใช้ใน
การรายงานข้อมูล
ี
R : ROCKET ยานที่ขับเคลื่อนตัวเอง แต่ไม่มกลไกในการน าวิถี
ส่วนที่ ๕ สัญลักษณ์แสดงการออกแบบยาน (Vehicle design number) หมายถึง MODEL
ของยานนั่นเอง แบบของยานที่มีการออกแบบมูลฐานแบบเดียวกันจะมีหมายเลขเหมือนกัน แต่ถ้ามีการ
ออกแบบมากกว่าหนึ่งแบบ ส าหรับแบบของยานเดียวกันก็จะต้องก าหนดหมายเลขถัดไปตามล าดับ
ส่วนที่ ๖ สัญลักษณ์แสดงการปรับปรุงครั้งใหญ่ (Series symbol) หมายถึง การปรับปรุงครั้ง
ั
ั
ั
ใหญ่ที่กระท าต่อแบบของยานอนหนึ่ง เครื่องหมายนี้ใช้อกษรแสดง โดยก าหนดตามล าดับอกษรตั้งแต่ A,
B, C,... เรื่อยๆ ไป
ส่วนที่ ๗ สัญลักษณ์แสดง CODE ของบริษัทผู้สร้าง (Manufacturer's alpha code) เป็น
CODE ของบริษัทผู้สร้าง และอาจจะตามด้วย SERIAL NUMBER ต่อท้ายอีกที่หนึ่ง
ตัวอย่างเช่น AIM – 20C – MC.
A : AIR สัญลักษณ์แสดงลักษณะการปล่อย (ตัวย่อในส่วนที่ ๒)
๒๗
I : INTERCEPT AERIAL สัญลักษณ์แสดงภารกิจ (ตัวย่อในส่วนที่ ๓)
M : GUIDED MISSILE สัญลักษณ์แสดงประเภทของอาวุธปล่อยน าวิถี (ตัวย่อในส่วนที่ ๔)
20 : MODEL NUMBER (เลขการออกแบบยาน) สัญลักษณ์แสดงเลขการออกแบบยาน
(ตัวย่อในส่วนที่ ๕)
C : MODIFICATION สัญลักษณ์แสดงการปรับปรุงครั้งใหญ่ (ตัวย่อในส่วนที่ ๖)
MC : MCDONNELL AIRCRAFT CODE สัญลักษณ์แสดง CODE ของบริษัทผู้สร้าง
์
ข้อสังเกต สัญลักษณ CODE ของบริษัทผู้สร้าง ในส่วนที่ ๗ – ๘ ส่วนมากมักจะไม่แสดงไว้ ดัง
จะเห็นได้ตามสัญลักษณ์ซึ่งแสดงไว้
อกตัวอย่างหนึ่ง อาวุธปล่อยน าวิถี TERRIER HT–3 ซึ่งเขียนไว้ RIM–2E หมายถึง อาวุธปล่อย
ี
น าวิถี ที่ปล่อยจากเรือออกแบบส าหรับต่อต้านเป้าทางอากาศ อาวุธนี้มีเลขการออกแบบยานเป็น ๒ และ
E หมายถึง การปรับปรุงแบบครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ ๕
ั
อาวุธปล่อยน าวิถีที่ประจ าการอยู่ในขณะนี้ทั้งหมด รวมทั้งก าลังพฒนาอยู่ มักจะใช้ชื่อเฉพาะที่
รู้จักกันแพร่หลาย เช่น อาวุธประเภท AGM, AIM มักจะใช้ชื่อสัตว์ปีก ตัวอย่างเช่น SPARROW, BAT
ประเภท RIM มักใช้ชื่อในเทพนิยาย เช่น TALOS ประเภท UGM, RGM มักใช้ชื่อทาง ดาราศาสตร์ เช่น
POLARIS, REGULUS เป็นต้น
ในปัจจุบันอาวุธปล่อยน าวิถีส่วนมาก มักไม่ใช้ชื่อตามกฎข้างบน ตัวอย่างเช่น SIDEWINDER
และ BULLPUP ไม่ใช่สัตว์ปีก TERRIER ไม่ใช่ชื่อเทพนิยาย ASROC และ ALFA ไม่ใช่ชื่อทางดาราศาสตร์
เป็นต้น
อาวุธปล่อยน าวิถีที่ปล่อยจากเครื่องบินมักมีชื่อตามนก เช่น FALCON, QUAIL, HAWK,
PETREL, REDHEAD, ROADRUNNER และ CONDOR เป็นต้น จงสังเกตว่าชื่อเหล่านี้ทั้งหมด (ยกเว้น
QUAIL = นกคุ้ม ใช้ในการลวง) เป็นการล่าเหยื่อ ที่มีคุณลักษณะในความคล่องแคล่ว ว่องไว ก้าวร้าว
เหมาะสมกับชื่ออาวุธปล่อยน าวิถี
ส่วนประกอบของอาวุธปล่อยน าวิถีในกองทัพเรือสหรัฐ จะใช้แสดงเลขรุ่น (MARK = MK) และ
เลขจ านวนการปรับปรุง (MOD) อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีระบบขับเคลื่อน ๒ ตอน (เครื่องเสริมก าลังแยก
ต่างหาก) เช่น TERRIER, TALOS และ STANDARD มีหมายเลขแสดงรุ่น (MK) และจ านวนการปรับปรุง
(MOD) ติดที่ระบบย่อยการขับเคลื่อนที่แยกกัน ตามรูปอาวุธปล่อยน าวิถี STANDARD
๒๘
อาวุธปล่อยน าวิถี
STANDARD
ระบบพื้นฐานของอาวุธปล่อยน าวิถี
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ระบบอาวุธทางทหารทุกชนิดที่ใช้ประหัตประหารกัน
ทั้งทางยุทธวิธี (Tactical) หรือทางยุทธศาสตร์ (Strategic) ล้วนแล้วแต่มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างกว้างขวาง
ทั้งในด้านความเร็ว พสัยท าการ ความแม่นย า และอานาจการท าลาย อานุภาพที่สูงขึ้น เหล่านี้ถ้าจะ
ิ
กล่าวโดยรวมแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเกิดจากสิ่งเหล่านี้คือ
๑. การน าเทคนิคชั้นสูงมาใช้กับระบบพื้นฐานของอาวุธ
๒๙
๒. การใช้เครื่องกลไกในการควบคุมการยิง
๓. การน าอาวุธและเครื่องช่วยต่างๆ มาประกอบกันเป็นระบบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง
จากสาเหตุข้างต้นนี้เราจึงพบว่าปัจจุบันมีอาวุธประเภทน าวิถีเกิดขึ้นมากมาย และเป็นระบบที่
่
ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อนไมน้อย แต่อย่างไรก็ตามระบบพื้นฐานทั่วไปที่ใช้ส าหรับท าการยิงอาวุธน าวิถีทุก
ชนิด จะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้คือ
๑. ระบบเครื่องปล่อย
๒. ระบบตัวอาวุธปล่อยน าวิถี
๓. ระบบเครื่องควบคุมการยิง
๔. อุปกรณ์เครื่องช่วยที่ต้องใช้ในส่วนต่าง ๆ
ระบบเครื่องปล่อย
ระบบเครื่องปล่อย (LAUNCHER SYSTEM) ส าหรับอาวุธปล่อยน าวิถีนั้นโดยทั่วไปจะมี
คุณลักษณะ หรือข้อก าหนดต่างๆ ดังนี้
ั
๑. ต้องเป็นที่ติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถี และพร้อมที่จะท าการยิงหรือปล่อยได้ในระยะเวลาอน
สั้น
๒. ต้องยิงหรือปล่อย ในขณะที่ระบบจะให้ผลสูงสุด
๓. ต้องสามารถทนทานต่อแรงผลัก และความร้อนที่เกิดจากการยิงหรือปล่อย อาวุธนั้น
๔. ต้องมีความเชื่อถือได้ (Reliability) สูง เป็นระบบที่ใช้ง่าย บ ารุงรักษาง่าย ซ่อมง่าย และ
ท าให้ระบบอาวุธมีอ านาจการท าลายได้ตามเป้าหมาย
๕. ต้องมีความรวดเร็วในการยิงหรือปล่อยอาวุธได้ทันท่วงที ตามอัตราหรือจ านวนที่ต้องการ
๖. ต้องมีความปลอดภัยแก่ยานยิงหรือยานปล่อยอาวุธ ตลอดจนองค์บุคคล
ื่
๗. ต้องมีความเข้ากันได้ (Compatibility) กับส่วนอนๆ ของระบบอาวุธ รวมทั้งฐานยิงที่
ติดตั้ง เช่น ต้องค านึงถึงแรงขับเคลื่อน ขนาด รูปร่างและน้ าหนักของอาวุธที่จะใช้กับเครื่องยิงหรือเครื่อง
ปล่อย สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานและความยุ่งยากซับซ้อน ที่มีผลกระทบต่อการออกแบบฐานยิงที่
ติดตั้ง เป็นต้น
ระบบเครื่องปล่อยโดยทั่วไปปัจจุบันมีการพฒนาอยู่ตลอดเวลาในทุกบทบาทไม่ว่าจะเป็น
ั
บทบาทการ ปล่อยอาวุธจากเรือผิวน้ า เรือด าน้ า เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ยานรบเคลื่อนที่ภาคพนดิน ฐาน
ื้
ื่
ยิงประจ าที่ภาคพนดิน และอนๆ ที่ชุดปฏิบัติการสามารถ
ื้
น าพาไปยังสถานที่ต่างๆ ได้
การปล่อยอาวุธแต่ละชนิดจะใช้วิธีการปล่อยต่างๆ
กัน โดยอาศัยหลักการดังต่อไปนี้
๑. อาศัยแรงโน้มถ่วง (Gravity) เช่น การ
ปล่อยลูกระเบิดน้ าลึก การปล่อยตอร์ปิโดหรือลูกระเบิดจาก
๓๐
เครื่องบิน เป็นต้น เครื่องปล่อยเหล่านี้เรียกว่า เครื่องทิ้ง
๒. อาศัยแรงขับจากเครื่องยิง (Impulse) เช่น
การยิงปืน การยิงตอร์ปิโด การยิงลูกระเบิดน้ าลึก เป็นต้น
เครื่องปล่อยเหล่านี้เรียกว่า เครื่องยิง
๓. อาศัยแรงขับในตัวเอง (Reaction) เช่น จรวด อาวุธปล่อยน าวิถี ขีปนาวุธ เป็นต้น
เครื่องปล่อยเหล่านี้เรียกว่า เครื่องปล่อย
เครื่องปล่อยแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ แบ่งตามลักษณะการติดตั้งอาวุธ และแบ่งตาม
ลักษณะการปล่อยอาวุธ
ี
เครื่องปล่อยแบ่งตามลักษณะการติดตั้งอาวุธ จะมอยู่ ๒ แบบ คือ
๑. เครื่องปล่อยแบบติดตั้งประจ าที่ (Fixed Launcher) แบบนี้ จะไม่มีการหันกระดก เมื่อ
จะท าการปล่อยอาวุธ จะต้องหันให้เข้าแนวกับเป้าก่อน เมื่อตรงเป้าแล้วจึงจะท าการปล่อยอาวุธออกไป
เป็นแบบง่ายๆ มีน้ าหนักเบาเชื่อถือได้ แต่การใช้งานอยู่ในขอบเขตจ ากัด เพราะเครื่องปล่อยจะต้องหันไป
ั
ในทิศทางที่ต้องการตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันได้มีการพฒนาระบบอาวุธปล่อยน าวิถีให้ยิงในแนวตั้ง
(Vertical Launcher) ได้ โดยไม่จ าเป็นต้องหันไปให้ตรงแนวกับเป้าแต่อย่างใด
๓๑
๒. เครื่องปล่อยแบบติดตั้งให้เคลื่อนที่ได้ เครื่องปล่อยแบบนี้ จะมีน้ าหนักค่อนข้างมากและมี
กลไกซับซ้อนมากขึ้น เหมาะที่จะใช้กับยานที่มีขนาดใหญ่ มีข้อจ ากัดในการหันยาน สามารถปล่อยไปยัง
เป้าหมายได้หลายเป้าในเวลาอันรวดเร็ว การเคลื่อนที่ของเครื่องปล่อยบางชนิดหมุนได้อย่างเดียว บางชนิด
ทั้งหมุนและกระดกได้ด้วย
เครื่องปล่อยทั้งสองแบบนี้ ถ้าใช้ติดตั้งบนเรือ โดยปกติอาวุธจะบรรจุอยู่บนรางปล่อยและเก็บอยู่
ในกล่องหรือท่อ ซึ่งติดตั้งพร้อมอยู่บนเครื่องปล่อยนั้น
EXOCET บนเครื่องปล่อยแบบติดตั้งประจ าที่
EXOCET แขวนอยู่กับรางยิงและบรรจุอยู่ในท่อยิง
GABRIEL บนเครื่องปล่อยแบบเคลื่อนที่ได้
๓๒
เครื่องปล่อยแบ่งตามลักษณะการปล่อยแบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ
๑. เครื่องปล่อยชนิดรางปล่อย (Rail Launcher) เครื่องปล่อยแบบนี้ รางปล่อยจะท า
หน้าที่รองรับอาวุธปล่อยน าวิถี และบังคับให้มันเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของรางปล่อยในขณะท าการปล่อย
ั
ซึ่งมีผลต่อการควบคุมวิถีโคจรขั้นต้นเป็นอนมาก รางปล่อยจะมีขนาด
สั้นยาวต่างกันออกไป บางชนิดสั้นกว่าตัวอาวุธ แต่บางชนิดก็ยาว
ั
กว่าเป็นอนมาก ส าหรับอาวุธที่น าวิถีไม่ได้ เช่น จรวดธรรมดา ราง
ปล่อยจะต้องยาวพอที่จะบังคับจรวดให้ไปตามราง จนกว่าการเผาไหม้
ื่
ุ่
จะมากพอที่จะท าให้จรวดพงตัวไปได้ ด้วยความเร็วสูงเพอเป็นการ
ควบคุมวิถีโคจรโดยความเร็วนั่นเอง ถ้าอาวุธปล่อยน าวิถีมีระบบน าวิถี
ที่ดีคือ สามารถปรับแก้อตราผิดจากการปล่อยได้ ก็สามารถใช้ราง
ั
สั้นๆ ได้ การยึดอาวุธปล่อยน าวิถีให้อยู่กับที่ ท าได้ด้วยกลไกใน
ตัวเครื่องปล่อย ตามปกติเครื่องปล่อยจะมีขนาดเล็กและน้ าหนักเบา ทั้งนี้เพราะไม่ต้องรองรับแรงสะท้อน
ที่เกิดจากการปล่อยมากมายนัก เหมือนเครื่องยิงที่ใช้แรงดินขับ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องปล่อยก็ต้อง
แข็งแรงพอที่จะตรึงอาวุธให้อยู่กับที่ให้ได้ ทั้งนี้เพราะจะมีแรงภายนอกมากระท า เช่น แรงลมปะทะในขณะ
ุ่
ปฏิบัติการ และแรงที่ต้องตรึงอาวุธไม่ให้พงไปข้างหน้าก่อนที่แรงขับเคลื่อนในตัวอาวุธจะมากพอ
๒. เครื่องปล่อยชนิดเกาะเกี่ยว (Zero Length Launcher) เครื่องปล่อยแบบนี้ อาการ
สะบัดหลุด (Tip Off) จะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องปล่อย เพราะทันทีที่ตัว
อาวุธเคลื่อนตัวอาวุธ ก็จะออกจากเครื่องปล่อยไปเลย เครื่องปล่อย
จะท าหน้าที่พยุงตัวอาวุธไว้จนถึงเวลาปล่อย และจะเป็นตัวก าหนด
ทิศทางเริ่มแรกของอาวุธปล่อยน าวิถีด้วย เครื่องปล่อยแบบนี้ไม่มีผล
ต่อการควบคุมวิถีโคจร จึงต้องใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีที่เริ่มวิถีโคจร
อย่างสม่ าเสมอทันทีที่ท าการปล่อย และมักจะนิยมติดตั้งบนเครื่องบิน
มากกว่ายานรบชนิดอน ๆ เพราะขณะปล่อยอาวุธออกไป อาวุธจะมี
ื่
ความเร็วเริ่มต้นสูงเท่ากับความเร็วเครื่องบิน ซึ่งท าให้อาวุธปล่อยน าวิถี
บังคับวิถีโคจรตามเวคเตอร์ความเร็วได้ทันที
๓. เครื่องปล่อยชนิดฐานปล่อย (Platform Launcher) เครื่องปล่อยชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะใช้
้
ื่
กับขีปนาวุธระยะไกล ซึ่งจะปล่อยขึ้นในแนวดิ่งเพอให้พนบรรยากาศ
ของโลกโดยเร็วที่สุด ทั้งยังลดการสูญเสียความเร็ว อนเนื่องมาจากแรง
ั
ต้านทานทางอากาศพลศาสตร์ จึงท าให้อาวุธมีความเร็วสูงในช่วงสุดท้าย
และมีระยะยิงไกลขึ้น ฐานปล่อยมักจะมีโครงสร้างง่ายๆ สามารถ
ี
ปรับแต่งให้เอยงไปมาได้เล็กน้อยและมีแม่แรงอยู่ที่ตัวฐานปล่อย (Built
– in Jack) ท าให้สามารถปรับฐานให้สูงต่ าตามระดับที่ต้องการได้ มีแผ่น
๓๓
โลหะสะท้อนไอเสีย ซึ่งท าหน้าที่สะท้อนไอเสียที่ออกจากเครื่องจรวดให้แผ่กระจายไปในทางระดับขนาน
ื่
ั
กับพน เพอเป็นการป้องกันความเสียหายอนเกิดกับตัวขีปนาวุธและฐานปล่อย เครื่องปล่อยแบบนี้จะมี
ื้
กลไกและอุปกรณ์ส าหรับยกอาวุธให้ตั้งตรง และมีอุปกรณ์ส าหรับเติมเชื้อเพลิงและบ ารุงรักษาด้วย
ระบบตัวอาวุธปล่อยน าวิถี
อาวุธปล่อยน าวิถีปกติจะบรรจุอยู่ในท่อยิงหรือกล่องยิงซึ่งป้องกันความชื้นได้ การเก็บรักษาใน
คลังจะต้องควบคุมอณหภูมิและความชื้นให้เป็นไปตามก าหนด และจะต้องมีการทดสอบ หรือ
ุ
ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์การท างานในระบบต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่ก าหนด
ส่วนประกอบพื้นฐานที่ส าคัญของอาวุธปล่อยน าวิถี ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
๑. โครงสร้างตัวอาวุธ (Structure or Airframe) คือ ส่วนที่ประกอบกันเป็นพนผิว
ื้
ภายนอกทั้งหมด รวมทั้งปีก, ครีบ และหางเสือด้วย
ี
๒. หัวรบ (Warhead) คือ ส่วนที่จะก่อให้เกิดแรงระเบิด หรืออานาจการระเบิดที่เพยงพอใน
การท าลายเป้าหมายที่ต้องการ
๓. ส่วนขับเคลื่อน (Propulsion or Engine) เป็นส่วนที่ให้พลังงานขับดันอาวุธปล่อย
น าวิถีให้เกิดการเคลื่อนที่โคจรไปสู่เป้าหมาย เชื้อเพลิงที่ใช้อาจเป็นเชื้อเพลิงแข็งหรือเชื้อเพลิงเหลว หรือทั้ง
สองชนิดก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
๔. ส่วนควบคุมบังคับการโคจร (Control) ส่วนนี้ได้แก อุปกรณ์ที่ท าหน้าที่บังคับปีก หรือ
่
หางเสือให้เคลื่อนไหวโดยรับเอาสัญญาณจากส่วนน าวิถี นอกจากนี้ส่วนควบคุมยังท าหน้าที่บังคับการ
ทรงตัวของอาวุธปล่อยน าวิถีขณะบินอีกด้วย
ิ
๕. ส่วนน าวิถี (Guidance) ส่วนนี้ จะท าหน้าที่ป้อนข้อมูลเกี่ยวกับเป้า ให้คอมพวเตอร์น า
วิถีท าการค านวณ เพอเปลี่ยนแปลงสัญญาณไปยังส่วนควบคุม ให้ท าหน้าที่บังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้บิน
ื่
ไปตามวิถีที่ต้องการ
้
๖. ส่วนจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Power Supply) ส่วนนี้ จะเป็นต้นก าลังในการจ่ายกระแสไฟฟา
ขนาดต่าง ๆ ให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี
๓๔
อาวุธปล่อยน าวิถีสมัยใหม่ เป็นอาวุธที่นับว่าเป็นภัยคุกคามของเรือรบที่น่ากลัว เนื่องจากมีการ
ปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทุกด้าน โดยมีคุณลักษณะที่ส าคัญ เช่น
้
๑. เพิ่มระยะยิงออกไปให้ไกลเกินขอบฟา โดยให้มีระบบตรวจจับและระบบส่งข้อมูล ช่วยใน
การให้ข้อมูลและพิสูจน์ทราบ
่
๒. เพิ่มความเร็วให้สูงขึ้น เพื่อให้เป็นการยากแกการต่อต้าน
๓. ท าให้การตรวจจับยากขึ้น เช่น การท าโปรแกรมให้ลูกอาวุธปล่อยน าวิถีวิ่งในทิศทาง
ต่าง ๆ กัน ก่อนถึงเป้าหรือการท าให้มี Radar Cross Section เล็กลง หรือใช้สารที่มีการสะท้อนเรดาร์
ไม่ดีทาทับไว้
๔. มีอ านาจการท าลายสูง
๕. มีเกราะป้องกันหนาขึ้น
ิ่
ิ
๖. เพมขีดความสามารถในการต่อต้านการสงครามอเล็กทรอนิกส์ เช่น การ Jam และการ
ลวงให้สูงขึ้น โดยการใช้ Frequency Agility หรือใช้ระบบน าวิถีชนิด Home–on–jam
๗. เพิ่มขีดความสามารถในการ Upgrade การน าวิถีของอาวุธปล่อยน าวิถี ในขณะที่ลูกอาวุธ
ปล่อยน าวิถีออกจากท่อยิงไปแล้ว เช่น ในกรณีที่ท าการยิงในลักษณะ Fire and Forget จะสามารถ
Upgrade ข้อมูลให้กับลูกอาวุธปล่อยน าวิถีได้ เป็นต้น นอกจากนั้น ในด้านของระบบเครื่องควบคุมการ
ยิงอาวุธปล่อยน าวิถี ซึ่งประกอบด้วย ระบบเรดาร์ ระบบคอมพวเตอร์ และระบบการแสดงภาพ ซึ่งเป็น
ิ
องค์ประกอบส าคัญนั้น ทั้งที่เป็นระบบที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุด หรือระบบที่ง่ายที่สุด ก็ได้มีการ
ั
ั
ปรับปรุงพฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทุกด้าน อาทิ การปรับปรุงพฒนาระบบที่เรียกว่า Optronic หรือ Electro
ิ
– Optronic ซึ่งจะไม่ใช้เรดาร์ แต่จะใช้ทีวีเลเซอร์และอนฟราเรดเป็นหลัก ระบบนี้จะมีความสามารถต่ า
กว่าระบบที่ใช้เรดาร์ แต่ก็มีข้อดีกว่าแบบที่ใช้เรดาร์ในด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เพราะจะท าการต่อต้าน
ได้ยาก ถ้าจะกล่าวโดยสรุปในด้านนี้ ก็คือได้ปรับปรุงพัฒนาให้
๑. สามารถท าการตรวจจับเป้าได้ไกล โดยใช้ก าลังส่งน้อย
๒. ท าการแยกเป้าได้ดี ถึงแม้ว่าลักษณะอากาศจะเลว
๓. เพิ่มความชัดเจนของเป้าในทุกกาลอากาศ
๔. เพิ่มขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ ในการรวบรวมและเก็บข้อมูลไว้
๕. ท าการรบกวนได้ยาก โดยการใช้ Frequency Agility หรือ Diversity
๖. ท าให้มีความง่ายในการใช้ ถึงแม้จะใช้เทคโนโลยีสูง
๗. ท าให้สามารถตรวจสอบเครื่องในตัวเองได้โดย BITE (Built–In–Test Equipment)
๓๕
โครงสร้างตัวอาวุธ
ื่
หน้าที่หลักของโครงสร้างตัวอาวุธก็คือ รองรับและปกป้องหัวรบ รวมทั้งส่วนประกอบอนๆ
ทั้งหมด โครงสร้างตัวอาวุธจะต้องได้รับการออกแบบให้สามารถทนทานต่อแรงกระท าต่างๆ และ
ก าลังดัน ทางกายภาพในสภาวะแวดล้อมที่อาวุธจะเคลื่อนที่ผ่านไป เช่น ในบรรยากาศ อวกาศ ใต้
น้ า หรือภายใต้สภาวะทั้งสามอย่าง นอกจากนี้ยังต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะน าพาระบบย่อยต่างๆ ของอาวุธ
ี
ตลอดจนมีน้ าหนักเบาเพยงพอ ที่จะท าให้การขับเคลื่อนไปในวิถีโคจรเป็นไปได้โดยง่าย โดยไม่มีผลทาง
อากาศพลศาสตร์ หรือพลศาสตร์ทางน้ า ภารกิจของอาวุธจะล้มเหลวหรือประสบความส าเร็จนั้น
ย่อมขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ และลักษณะการท างานของโครงสร้างตัวอาวุธเป็นส่วนใหญ่
อาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งจะน าพาหัวรบไปนั้น การขับเคลื่อนและการควบคุมบังคับ จะท าได้เองใน
ิ่
ตัวอาวุธ โดยจะมีอุปกรณ์ส าหรับบังคับวิถีโคจรของตัวมันเองบรรจุอยู่ภายใน และระบบน าวิถีที่เพมเข้าไป
ั
ในตัวอาวุธ จะเป็นตัวแก้อตราผิดของวิถีโคจร หรือช่วยให้อาวุธสามารถเข้าหาและท าลายเป้าได้อย่าง
แม่นย า ถ้าค านึงการท าลายเป้าหมายเป็นหลัก หัวรบจะเป็นระบบย่อยที่ส าคัญที่สุดของระบบอาวุธทุก
ชนิด
โครงสร้างง่ายๆ ของอาวุธ ได้แก่ โครงสร้างจ าพวก ลูกระเบิด ลูกระเบิดลึก และกระสุนปืน ซึ่ง
ี
โครงสร้างเหล่านี้ ท าหน้าที่ปิดคลุมและป้องกันหัวรบเพยงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนโครงสร้างที่ยุ่งยาก
ซับซ้อนได้แก่ โครงสร้างจ าพวก ตอร์ปิโด อาวุธปล่อยน าวิถี และขีปนาวุธ ซึ่งจะต้องท าหน้าที่รองรับและ
ป้องกันระบบขับเคลื่อน ระบบน าวิถี และระบบควบคุมเพิ่มขึ้นอีก
๓๖
ื่
โครงสร้างของอาวุธปล่อยน าวิถีจะต้องออกแบบอย่างเหมาะสม เพอให้อาวุธมีความสามารถใน
ั
การหันเลี้ยว (Maneuverability) และการทรงตัว (Stabilization) ที่ดีและมีอตราส่วนความคงทนต่อ
น้ าหนักสูง
อาวุธปล่อยน าวิถีจะต้องออกแบบให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด และเบาที่สุดเท่าที่จะท าได้ ด้วย
เหตุผลต่างๆ ดังนี้
๑.อาวุธที่เล็กและเบา ย่อมง่ายต่อการขนย้าย สามารถจัดเก็บในบริเวณที่ก าหนดได้เป็น
จ านวนมาก เป็นการลดข้อจ ากัดทางด้านน้ าหนักและบริเวณของยานปล่อย
ุ
๒.อาวุธที่เล็กและเบา ต้องการอปกรณ์ล าเลียง บรรจุ และเครื่องปล่อยที่เล็กและเบาตามไป
ด้วย
๓.อาวุธขนาดเล็กสามารถจัดเก็บบริเวณเครื่องปล่อยได้ง่ายและเป็นจ านวนมากท าให้อาวุธมี
อัตรา ยิงสูงขึ้น
๔.การลดน้ าหนักอาวุธ ท าให้สามารถใช้ส่วนขับเคลื่อนที่เล็กและเบาได้
ขนาดและน้ าหนักอาวุธ รวมทั้งอปกรณ์ในการล าเลียง บรรจุและปล่อย ตลอดจนเครื่องช่วยใน
ุ
การจัดเก็บที่สัมพนธ์กัน จะมีผลต่อน้ าหนักของยานปล่อย และโครงสร้างของยานปล่อยด้วยอาจท าให้
ั
น้ าหนักยานปล่อยเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าของน้ าหนักอาวุธที่เพิ่มขึ้น และมีข้อจ ากัดในการใช้ระบบอาวุธและ
ุ
ยานปล่อยที่มีอยู่ การออกแบบเครื่องมือเครื่องใช้และอปกรณ์ต่างๆ ก็จะต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น มีความ
ยุ่งยากซับซ้อนและราคาแพงขึ้น อาวุธที่มีขนาดใหญ่น้ าหนักจะเพมขึ้น ความคล่องตัวจะน้อยลงท าให้ต้อง
ิ่
ใช้เครื่องปล่อยที่มีการก าหนดทิศทางที่แม่นย ามากกว่าอาวุธขนาดเล็ก
โครงสร้างของอาวุธปล่อยน าวิถีโดยทั่วไป
การออกแบบสร้างจะท าแยกออกเป็นส่วน ๆ ทั้งนี้
เนื่องจากความต้องการในการรวมส่วนประกอบต่าง ๆ
เข้าด้วยกันโดยง่ายและสะดวกในการบ ารุงรักษา ให้มี
คุณลักษณะทางน้ าหนักในการทรงตัวที่เหมาะสม
เพื่อให้ระบบย่อยส่งผลกระทบระหว่างกนเองน้อยที่สุด
ั
เช่น แหล่งพลังงานไฟฟาในตัวอาวุธปล่อยน าวิถีและ
้
ระบบไฮดรอลิค จะอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน การแยก
ส่วนระบบย่อยมักจะท าโดยติดตั้งอปกรณ์ หรือองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันให้อยู่ใกล้เคียงกัน เพอให้
ุ
ื่
เครื่องกลไกต่างๆ ท างานได้สัมพันธ์กันเป็นอย่างดี
ขนาดและน้ าหนักต่ าสุดที่ใช้ ไม่จ าเป็นว่าต้องเป็นโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเสมอไป
ื่
การออกแบบมักจะออกแบบเพอใช้โครงสร้างหลายๆ ชนิด ส าหรับส่วนต่างๆ ของอาวุธปล่อยน าวิถี เพอ
ื่
เลือกเอาข้อดีส าหรับแบบและการบ ารุงรักษาแบบโครงสร้างนั้น นอกจากจะมีผลกับค่าใช้จ่ายแรกเริ่มแล้ว
ยังมีผลกับค่าบ ารุงรักษาที่ตามมาภายหลังด้วย ตัวอย่างเช่น สลักข้อต่อที่เชื่อมส่วนต่างๆ ของอาวุธ
๓๗
ื่
ปล่อยน าวิถีเข้าด้วยกันนั้น จะเป็นตัวเพมน้ าหนักให้กับอาวุธปล่อยน าวิถี แต่เพอความง่ายในการผลิต
ิ่
ความสะดวกในการบ ารุงรักษาและถอดเปลี่ยน ความสะดวกในการขนส่งและประกอบชิ้นส่วน รวมทั้ง
ิ่
ความสามารถในการแยกส่วนองค์ประกอบย่อยต่างๆ ท าให้เราต้องยอมรับน้ าหนักที่เพมขึ้น และไม่อาจ
หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแรกเริ่มที่จ าเป็นได้
อาวุธปล่อยน าวิถีจะมีลักษณะรูปร่างต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวประกอบหลายประการ เช่น
– วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
– ความเร็วท าการสูงสุด
– ชนิดของการควบคุมและการน าวิถี
– อัตราการหันเลี้ยวสูงสุด
– การโคจรในบรรยากาศ ในทะเล ในอวกาศหรือหลายอย่างรวมกัน
– พิสัยสูงสุดของอาวุธ
สิ่งที่ได้กล่าวถึงเหล่านี้ จะเป็นตัวก าหนดโครงสร้างของอาวุธปล่อยน าวิถี และบ่อยครั้งทีเดียวที่
การกระท าตามข้อก าหนดด้านหนึ่งจะเป็นผลให้ประสิทธิภาพของอกด้านลดน้อยลง ลักษณะรูปร่างของ
ี
อาวุธปล่อยน าวิถีอาจแบ่งตามลักษณะทั่วไปได้ ๔ ประเภท ซึ่งล้วนแล้วแต่ต าแหน่งที่การติดตั้งแผ่น
ควบคุมหลัก (Primary Control) และหรือแผ่นยกตัวอาวุธ (Lifting Surfaces) ดังนี้
๑. แบบแผ่นควบคุมด้านหน้า (Canard)
๒. แบบแผ่นปีกควบคุม (Wing Control)
๓. แบบแผ่นหางควบคุม (Tail Control)
๔. แบบไม่มีแผ่นหางควบคุม (Tailless)
CANARD TAIL CONTROL
CONTROL LIFT LIFT CONTROL
CANARD TYPE TAIL CONTROL TYPE
WING CONTROL TAILLESS
CONTROL LIFT LIFT CONTROL
WING CONTROL TYPE TAILLESS TYPE
แบบแผ่นควบคุมด้านหน้า (Canard) จะมีแผ่นควบคุมเล็กติดค่อนไปทางปลายด้านหัวของอาวุธ
ปล่อยน าวิถี และมีแผ่นยกตัว (Lift) ติดนิ่งอยู่ที่ปลายท้าย แรงยกจะเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนมุมปะทะ (Attack)
ของแผ่นควบคุมด้านหัว
๓๘
แบบแผ่นปีกควบคุม (Wing Control) จะอยู่บริเวณตอนกลางของล าตัว และท าหน้าที่เป็นแผ่น
ื่
ยกตัวด้วย ฉะนั้นจึงสามารถควบคุมแผ่นยกตัวให้เคลื่อนไหวได้ เพอเพมหรือลดแรงยกตามค าสั่งข้อมูล
ิ่
ที่มาจากระบบควบคุมหรือระบบการน าวิถี
แบบแผ่นหางควบคุม (Tail Control) แบบนี้ แผ่นควบคุมจะอยู่ที่ตอนหางของอาวุธปล่อยน าวิถี
แรงยกจะได้จากปีกแข็งที่ติดนิ่งอยู่ตอนกลางของอาวุธปล่อยน าวิถี การเปลี่ยนมุมปะทะของตัวอาวุธปล่อย
น าวิถี จะใช้การขยับเปลี่ยนแนวแผ่นควบคุมที่หาง
ั
แบบไม่มีแผ่นหางควบคุม (Tailless) แบบนี้ จะมีแผ่นยกตัวและมีบานพบ ติดแผ่นควบคุมอยู่ที่
ตอนปลายของแผ่นยก แผ่นที่ติดนิ่งจะก่อให้เกิดแรงยก ส่วนแผ่นที่ติดบนบานพับจะใช้ในการควบคุม
การติดตั้งแผ่นควบคุมของอาวุธปล่อยน าวิถี ที่ใช้กันแพร่หลาย มีหลายแบบต่างๆ กัน ดังแสดง
ไว้ในรูป
อาวุธปล่อยน าวิถีแบบที่ใช้แผ่นควบคุมติดตั้งบริเวณหางอาจใช้ติดตั้งที่ส่วนกลาง หรือแม้แต่
ส่วนหัวก็ได้ ในบางแบบอาจใช้แผ่นควบคุมแบบติดที่บริเวณปีกไปใช้ติดที่ส่วนหาง แผ่นหางควบคุม
แบบธรรมดา (Conventional) และแบบสี่แฉกรูปบวกหรือคูณ (Cruciform) เป็นแบบการจัดที่ใช้กัน
มากและการติดตั้งแผ่นปีกแผ่นหางเป็นสี่เหลี่ยมรูปคูณในแนวเดียวกัน (Inline Cruciform) มีใช้กันมากใน
อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีความเร็วเหนือเสียง
๓๙
หัวรบ (WARHEAD)
ในการออกแบบระบบอาวุธสิ่งที่ส าคัญประการหนึ่งก็คือ การประเมินว่าจะใช้หัวรบประเภทใด
ขนาดเท่าไร จึงจะบรรลุภารกิจที่ต้องการได้ ลักษณะการป้องกันตัวของเป้าและความแม่นย าของระบบน า
วิถีที่ใช้ จะเป็นสิ่งส าคัญในการพิจารณาเลือกใช้หัวรบ ดังตัวอย่าง ๒ ประการ ต่อไปนี้
๑. ถ้าระบบอาวุธมีระบบน าวิถีที่แม่นย า และความน่าจะเป็นที่อาวุธจะยิงถูกเป้า มี
เปอร์เซ็นต์สูงหัวรบขนาดเล็กที่มีอ านาจการท าลายน้อย ก็อาจจะให้ประสิทธิภาพที่เพียงพอ
๒. ถ้าหัวรบที่มีอานาจการท าลายสูงและกินบริเวณกว้างมาก เช่น หัวรบนิวเคลียร์ ความ
แม่นย าในการยิงถูกเป้าก็ไม่ค่อยส าคัญนักเพยงแต่ยิงให้หัวรบไประเบิดในบริเวณใกล้เคียงเป้าก็สามารถ
ี
ท าลายเป้าได้แล้ว
ดังนั้นการตัดสินใจเลือกชนิดของหัวรบจึงเป็นการก าหนดความแม่นย าของอาวุธที่ต้องการ หัว
รบทุกหัวรบจะมีชนวนประกอบอยู่ด้วยซึ่งจะก าหนดเวลาที่ดีที่สุดในการจุดระเบิดและมีเครื่องประกอบ
ึ
ส าหรับป้องกันการจุดระเบิดก่อนก าหนด รวมทั้งมีเครื่องส าหรับต่อต้านเครื่องรบกวนของข้าศกด้วย
ในการออกแบบหรือการเลือกใช้หัวรบนั้น เราจะต้องค านึงถึงชนิดของเป้าหมายที่จะไปท าลาย
ด้วย ตัวอย่าง เช่น อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานชนิดหนึ่งจะต้องพิจารณาถึงปัญหา ต่างๆ ดังนี้
๑. ความสูงอาจจะเพมรัศมีการท าลายของหัวรบที่มีสะเก็ดระเบิดได้ เพราะว่าสะเก็ด
ิ่
ระเบิดรักษาความเร็วในการท าลาย ไปได้ระยะไกลในที่สูงมากๆ
๒. ความเร็วสัมพันธ์ระหว่างเป้ากับอาวุธปล่อยน าวิถี จะต้องค านึงถึงมุมซึ่งจ านวนสะเก็ดที่มี
มากที่สุดจะถูกดันออก ระยะเวลาของการท างานของชนวน ชนวนจะต้องมีความไวและเร็วเพอให้แน่ใจว่า
ื่
จะท าลายเครื่องบิน หรืออาวุธปล่อยน าวิถีที่มีความเร็วสูงได้
๓. เกราะของเป้าหมายจะมีอิทธิพลต่อขนาด และความเร็วของสะเก็ดระเบิด สะเก็ดระเบิดที่
มีผลต่ออากาศยานธรรมดา ในปัจจุบันอาจเบาและช้าเกินไปที่จะเจาะตัวอากาศยาน หรืออาวุธปล่อย
น าวิถีในอนาคต
ื้
เป้าหมายภาคพนดินมีหลายชนิด ฉะนั้นจึงท าให้เกิดการปรับปรุงหัวรบขึ้นเป็นหลายชนิด ด้วย
อาจเป็นชนิดเจาะเกราะ กึ่งเจาะเกราะหรือเอนกประสงค์ และอาจใช้ชนวนแบบ
กระทบแตก ชนวนหน่วงเวลาหรือชนวนท างานเมื่อเข้าใกล้เป้า หรือใช้ ๒ – ๓ แบบ
รวมกัน
หัวรบที่ใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีมีส่วนประกอบแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ
๑. ส่วนบรรจุ (Pay load) ส่วนนี้จะเป็นตัวท าลายความเสียหาย
โดยตรงให้กับข้าศึกหรือเป้าหมาย โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานเคมี
(Chemical agent) ส่วนประกอบทางชีวะ (Biological agent) หรือปล่อยส่วนของ
กัมมันตภาพรังสี (Radiological agent) ซึ่งจะท าลายชีวิตและวัตถุต่าง ๆ ที่
เป็นเป้าให้เกิดการเสียหาย การใช้ส่วนบรรจุต่างๆ จะเลือกตามลักษณะเป้าที่ต้องการท าลาย
๔๐
๒. ส่วนชนวน (Fuze) เป็นส่วนที่ท าหน้าที่จุดระเบิดส่วนบรรจุ การจุดระเบิดจะกระท าใน
เวลาระหว่างที่อาวุธโคจรไปในต าบลที่ท าลายเป้าหมายได้ดีที่สุด ชนวนบางชนิดอาจมีเครื่องมือตรวจจับ
(Target detection device) เพื่อให้เข้าต่อตีเป้าได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
๓. ส่วนเครื่องป้องกันอันตราย (Safety and Arming Device) เป็นส่วนที่ท าหน้าที่ดังนี้
๓.๑ ป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิดก่อนก าหนด คือ จะอยู่ในต าแหน่งปลอดภัย (Safety)
โดยมีเครื่องกั้นทางระเบิดระหว่างชนวนกับส่วนบรรจุ
๓.๒ ท าให้เครื่องกั้นทางระเบิดเปิดทาง
ระหว่างชนวนกับส่วนบรรจุ ในต าแหน่งพร้อมจะเกิด
การระเบิด (Arming) หลังจากเครื่องป้องกันปลดเครื่องกั้น
ั
ออก ส่วนเครื่องป้องกันอนตรายบางกรณีท าหน้าที่ท าลาย
อาวุธที่ยิงไปไม่ถูก
ชนิดของหัวรบที่ใช้ในอาวุธปล่อยน าวิถี มีอยู่
หลายชนิดด้วยกัน เช่น
๑. หัวรบท าลาย (Blast–effect Warhead / External blast Warhead) เป็นหัวรบที่
ื่
บรรจุดินระเบิดแรงสูง แรงระเบิดจะให้เกิดคลื่นความกดในอากาศ หรือมัชณิมอน ๆ รอบ ๆ ตัว และ
คลื่นความกดนี้เองที่เป็นตัวท าลายเป้า หัวรบแบบนี้ให้ผลมากที่สุดต่อเป้าที่อยู่ใต้น้ า ทั้งนี้เพราะน้ ามีความ
หนาแน่น ตอร์ปิโดจึงใช้หัวรบแบบนี้ ส าหรับบนพนดินนั้นเหมาะกับเป้าขนาดเล็กจึงมีใช้ในอาวุธปล่อย
ื้
น าวิถีพื้นสู่พื้น และอากาศสู่พื้น ส าหรับเป้าในอากาศนั้นหัวรบแบบนี้มีผลน้อยมาก เพราะอากาศมีความ
หนาแน่นน้อยมาก ถ้าจะให้ได้ผลมากต้องให้ระเบิดใกล้ ๆ เป้า จึงจะท าลายได้ ถ้ายิ่งสูงมากขึ้นยิ่งได้ผล
น้อยลง
๒. หัวรบสังหาร (Fragmentation Warhead) หัวรบแบบนี้ ใช้แรงระเบิดของดินระเบิดแรง
สูง ระเบิดโลหะที่ห่อหุ้มหัวรบให้แตกกระจายเป็นสะเก็ดระเบิด และสะเก็ดระเบิดนี้เองจะกระจายออกไป
ด้วยความเร็วที่สามารถจะไปท าลายเป้าหมายได้ ขนาดและความเร็วของสะเก็ดระเบิด ตลอดจนลักษณะ
แบบ (Pattern) ของการแตกกระจายออกสามารถควบคุมโดยการออกแบบและการสร้างหัวรบ ความเร็ว
ั
ของสะเก็ดระเบิดขึ้นอยู่กับชนิดและจ านวนของดินระเบิดที่ใช้ และอตราส่วนของน้ าหนักดินระเบิดกับ
สะเก็ดระเบิด ส าหรับขนาดของสะเก็ดระเบิดขึ้นอยู่กับ รูปร่าง ขนาด และความเปราะของเปลือกหัวรบ
(Warhead casing) และขึ้นอยู่กับจ านวนและชนิดของดินระเบิดด้วย ถ้าจะให้ขนาดของสะเก็ดระเบิดมี
รูปร่างและขนาดที่เหมือนกันก็สามารถท าได้โดยการท าให้เปลือกของหัวรบเป็นรอย มีขนาดและรูปที่
ต้องการ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหัวรบสังหารนี้ ขึ้นอยู่กับจ านวนของโลหะที่เป็นตัวสะเก็ด และ
จ านวนวัตถุระเบิดที่มีแรงพอที่จะท าให้เปลือกหัวรบแตกออก และดันสะเก็ดระเบิดออกไป เป้าอากาศ
ยาน (Aerial target) เช่น เครื่องบิน เหมาะที่จะใช้หัวรบแบบนี้ ถ้าให้มันระเบิดใกล้ ๆ พอสมควร ส าหรับ
๔๑
ื้
เป้าทางภาคพนดินนั้นอาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้หัวรบแบบนี้จะต้องให้ระเบิดในอากาศเหนือเป้าหมาย จึงจะ
ได้ผลดีกว่าให้ระเบิดบนพื้นดิน
๓. หัวรบเจาะเกราะ (Shape charge Warhead) หัวรบแบบนี้ประกอบด้วยเปลือกห่อหุ้ม
(Casing) และดินระเบิดจ านวนหนึ่ง ส าหรับดินระเบิดนั้นจะถูกท าให้เป็นรูปร่าง ซึ่งแรงระเบิด (Blast) ที่
ั
เกิดขึ้นนั้นสามารถรวมก าลัง หรือคลื่นแรงระเบิดอย่างมหาศาลในทิศทางเดียวได้ ด้วยเหตุผลอนนี้เองจึง
มีแรงในทางเจาะเกราะสูง และน ามาใช้ในการเจาะเกราะทั่วไป หัวรบแบบนี้ได้ผลมากทั้งต่อเครื่องบิน
และเป้าที่มีเกราะหนาบนพื้นดิน
๔. หัวรบแยกท าลาย (Explosive–pellet Warhead) หัวรบแบบนี้ประกอบด้วยดิน
ั
ระเบิดขนาดเล็กจ านวนหนึ่ง ซึ่งแต่ละอนมีชนวนระเบิดของตัวเอง เมื่อดินระเบิดหลัก (Main Warhead)
ระเบิดออกมันจะท าให้ดินระเบิดเล็กเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า Pellet หรือ Subaudition กระจายออก แต่
Pellet หรือ Subaudition เหล่านี้ จะไม่ระเบิดจนกว่ามันจะกระทบหรือเจาะเข้าไปยังผิวของเป้า ผล
แห่งการท าลายทั้งหมดจึงเป็นผลรวมของอาการระเบิด และผลของการแตกของสะเก็ดระเบิด
หัวรบแบบนี้ชนวนระเบิดของแต่ละ Pellet จะต้องทนต่อการระเบิดของการระเบิดครั้งแรก
ได้ และสามารถระเบิดได้อย่างแน่นอนเมื่อกระทบและเจาะเข้าไปภายในเป้า ความยุ่งยากนี้เองจึงท าให้มี
ราคาแพงและสร้างยาก
ิ
๕. หัวรบเคมี (Chemical Warhead) เป็นหัวรบที่บรรจุด้วยแก๊สพษ เช่น Mustard gas
ื่
ื่
(เป็นแก๊สพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง ท ามาจากคลอรีนเมื่อถูกผิวหนังจะท าให้เป็นแผล) หรือสารเคมีอนๆ เพอใช้
ในพนที่ซึ่งมีความประสงค์จะไม่ให้ข้าศึกใช้ และจะท าลายมนุษย์ทุกคนในพนที่นั้น โดยเฉพาะเป้าพนดิน
ื้
ื้
ื้
เป็นส่วนใหญ่ ความจริงการใช้หัวรบแบบนี้ได้พ้นสมัยหรือเลิกใช้ไปแล้ว ถ้าจะน ามาใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถี
อีกก็คงจะเกิดความจ าเป็นจริงๆ เท่านั้น ในการออกแบบหัวรบแบบนี้ควรให้สามารถบรรจุแก๊สพษอย่าง
ิ
หนึ่งอย่างใดได้ในหลายๆ ชนิด และอาจบรรจุวัตถุเคมีจ าพวก Magnesium, Jellie oil หรือ Gasoline
และ Phosphorus เป็นต้น เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ โดยให้ความร้อนอย่างสูงแผ่คลุมพนที่กว้างขวางยาก
ื้
ต่อการดับ ที่เรียกว่า หัวรบระเบิดเพลิง (Incendiary Warhead)
๖. หัวรบเชื้อโรค (Biological Warhead) เป็นหัวรบที่บรรจุด้วยเชื้อโรคหรือแบคทีเรียที่มี
ชีวิตอนๆ ที่สามารถท าให้เกิดการป่วยไข้และตายได้ เชื้อโรคเหล่านี้สามารถเลือกใช้ได้ต่อมนุษย์ ปศุสัตว์
ื่
หรือ พชผล ถ้าใช้ต่อต้านมนุษย์อาจท าให้ไร้สมรรถภาพหรือไร้ความสามารถ หรือหมดสติไปชั่วขณะ
ื
จนถึงตายในที่สุด ดินระเบิดที่อยู่ในหัวรบแบบนี้ จะต้องเชื่อได้ว่าจะดันและกระจายเชื้อโรคและแบคทีเรีย
อนๆ ที่มีชีวิตออกไป การออกแบบสร้างหัวรบเชื้อโรคนี้จะต้องได้รับความเอาใจใส่เป็นพเศษ ทั้งนี้เพอให้
ิ
ื่
ื่
เชื้อโรคและแบคทีเรียอื่น ๆ จะต้องมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถูกน าไปยังเป้าหมายภายใต้สภาพที่พอใจมากที่สุด
๗. หัวรบนิวเคลียร์ (Nuclear Warhead) หัวรบแบบนี้ การท าลายและการเสียหายเกิดจาก
ผลแห่งกรรมวิธีของ Atomic fission (การแยกตัวของปรมาณูที่เรียกว่า Atomic bomb) หรือ Atomic
fusion (การรวมตัวของปรมาณูที่เรียกว่า Hydrogen bomb) หัวรบแบบนี้สิ่งซึ่งท าให้เกิดการท าลายคือ
๔๒
แรงระเบิด (Blast) ๕๐% ความร้อน (Thermal radiation) ๓๕% และอานาจของรังสี (Nuclear
radiation) ๑๕% (รังสีตกค้าง ๑๐% รังสีทันที ๕%)
๘. หัวรบกัมมันตภาพรังสี (Radiological Warhead) เป็นหัวรบที่ใช้วัตถุก่อให้เกิด
ื้
กัมมันตภาพรังสีปกคลุมพื้นที่ไว้ และท าให้ข้าศึกเจ็บป่วยหรือตายได้ หรือไม่กล้าเข้าไปใช้ประโยชน์ในพนที่
นั้น เพราะกลัวกัมมันตภาพรังสีท าให้ยุ่งยากในการป้องกันตัว
ชนวนหัวรบ
ชนวนหัวรบเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เป็นตัวจุดให้ดินระบิดในหัวรบระเบิดขึ้น ซึ่งอาจจะใช้
ชนวนตั้งแต่หนึ่งอัน หรือหลายอันก็ได้ ชนวนมีอยู่หลายแบบหลายชนิด การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของ
เป้าหมายที่จะท าลาย ลักษณะของอาวุธปล่อยน าวิถีและชนิดของหัวรบ การออกแบบชนวนขึ้นอยู่กับ
ความต้องการว่าจะให้อาวุธปล่อยน าวิถีนั้นระเบิดขึ้นก่อนที่จะถึงเป้าหมายเล็กน้อย หรือเมื่อกระทบเป้า
พอดี หรือภายหลังที่เจาะเป้าหมายแล้ว หรือให้มีการถ่วงเวลาภายหลังที่กระทบเป้าหมายแล้วจึงระเบิด
นอกจากนั้นการออกแบบชนวนที่จะให้มีผลการท าลายต่อเป้าหมายสูงที่สุดยังจะต้องขึ้นอยู่กับต าบลที่
จุดอ่อน ความเร็ว และโครงสร้างทางฟิสิกส์ของเป้าด้วย
ชนิดของชนวนหัวรบที่ใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีเมื่อแบ่งตามลักษณะการจุดระเบิด โดยทั่วไปแล้ว
มักจะได้แก่ชนวนเหล่านี้ คือ
๑. ชนวนกระทบแตก (Impact fuze) ชนวนชนิดนี้ จะท างานด้วยการ
กระตุ้น จากแรงที่อาวุธนั้นกระทบเป้าทันที และอาจจะใช้กลไกหรือสารบางอย่างที่
สามารถประวิงเวลาได้มาร่วมใช้ด้วย ทั้งนี้เพอประวิงเวลาให้หัวรบเจาะเป้าหมาย
ื่
เสียก่อนจึงจุดระเบิด นอกจากนั้นยังอาจใช้การเชื่อมโยงกับชนวนแบบอน เช่น
ื่
ชนวนที่ท างานเมื่ออยู่ใกล้เป้า (Proximity fuze) ซึ่งถ้าชนวนชนิดนี้ไม่ท างานใน
ขณะที่เข้าใกล้เป้า ชนวนกระทบแตกก็จะท างานต่อไปเมื่อกระทบเป้านั้น
๒. ชนวนถ่วงเวลา (Time delay fuze) เป็นชนวนที่มีความประสงค์จะจุดระเบิดหัวรบ เมื่อถึง
ก าหนดเวลาที่ตั้งไว้หลังการยิงไปแล้วอาจใช้กลไกนาฬิกา กลไกไฟฟา หรือดินด า
้
(ชนวนดินด า) ชนวนแบบนี้ถ้าใช้ในอากาศเรียกว่า ชนวนแตกอากาศ อาจแตกด้วย
้
ื่
กลไกนาฬิกา กลไกไฟฟาอน ๆ ขบวนการไพโรเทคนิค ความกดบรรยากาศ
หรือแรงระเบิดอย่างไรอย่างหนึ่ง เป็นเครื่องก าหนดการจุดระเบิดจะอย่างใดก็ตาม
ช่วงเวลาที่ก าหนดไว้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังจากการยิงอาวุธไปแล้ว
๓. ชนวนท างานเมื่ออยู่ใกล้เป้า (Proximity fuze) ชนวนแบบนี้ จะถูกกระตุ้นด้วยคุณลักษณะ
ของเป้าหรือพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย โดยอาศัยหลักการของ
๓.๑ Electromagnetic
๓.๒ Photo – Electric
๓.๓ Pressure
๔๓
๓.๔ Acoustic
ชนวนท างานเมื่ออยู่ใกล้เป้า (Proximity fuze) มีอยู่หลายชนิด ได้แก่ Active fuze, Semi
active fuze, Passive fuze และ Semi Passive fuze ซึ่งแต่ละชนิดดังกล่าว จะท างานเมื่อความรุนแรง
ี่
(Intensity) ตามลักษณะของเป้าที่ชนวนต่างๆ เหล่านั้น มีความรู้สึกไวต่อการที่จะบรรลุถึงขนาดทก าหนด
เนื่องจากชนวนที่ท างานเมื่ออยู่ใกล้เป้าเป็นชนวนที่รับข้อมูลมาจากเป้า มันอาจจะถูกรบกวน
(Jamming) ด้วยข้อมูลที่ผิดๆ ได้ ซึ่งเป็นปัญหาส าคัญในการออกแบบสร้าง เพราะถ้าชนวนเมื่อถูกท าให้
ไม่ท างานโดยการรบกวนแล้ว อาวุธปล่อยน าวิถีก็ไม่สามารถท าลายเป้าหมายได้ นอกจากจะถูกเป้า
โดยตรง (Direct hit) เท่านั้น การรบกวนนอกจากจะท าให้ชนวนไม่ท างานแล้ว ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ มัน
อาจจะท าให้การจุดระเบิดเกิดขึ้นก่อนที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะเข้าระยะท าลายเป้าได้
ชนวนที่ท างานเมื่ออยู่ใกล้เป้าถึงแม้ว่าจะถูกใช้มาแล้วทุกชนิดก็ตาม แต่ชนิดที่อาศัยหลักการ
ท างานของ Electromagnetic ปรากฏว่าได้ผลมากที่สุด การท างานของชนวนแบบนี้ก็คือ มันจะส่ง
๔๔
คลื่นวิทยุ HF. ออกไปกระทบเป้าและสะท้อนกลับ ในขณะที่อาวุธปล่อยน าวิถีเข้าใกล้เป้าเพราะว่าอาการ
ั
เคลื่อนไหวสัมพนธ์ของอาวุธปล่อยน าวิถีและเป้า คลื่นที่สะท้อนกลับซึ่งรับได้ที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะมี
ความถี่สูงกว่าสัญญาณที่ส่งออกไป เมื่อสัญญาณทั้งสองมาผสมกันจะท าให้เกิด Doppler frequency
amplitude ของมัน จะเป็นเครื่องแสดงถึงระยะทาง ถ้า Amplitude นี้ มีค่าบรรลุถึงระดับที่ก าหนด
ไว้ชนวนก็จะท างานและจุดระเบิด
ชนวนที่ใช้ในหัวรบ (Fuze position in warhead) โดยทั่วๆ ไปนั้น อาจแบ่งออกตามต าบลที่
ติดตั้งในหัวรบด้วย ได้แก่ ชนวนหัว (Nose fuze) จะติดตั้งอยู่ที่ตอนหัวของหัวรบ ชนวนท้าย (Base
fuze) จะติดตั้งที่อยู่ตอนท้ายของหัวรบ นอกจากนี้ถ้าเป็นอาวุธจ าพวกลูกระเบิดขนาดใหญ่อาจติดตั้ง
ชนวนที่บริเวณล าตัว หรือติดตั้งในที่ต่างๆ หลายต าแหน่งก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน้าที่และเหตุผลที่ต้องการ
การแบ่งชนวนหัวรบนอกจากแบ่งตามวิธีการจุดระเบิดและตามต าบลที่ติดตั้งแล้ว ยังแบ่งออก
้
ั
ตามลักษณะของการอาร์มด้วยวิธีต่างๆ ด้วย เช่น อาร์มด้วยใบพด อาร์มด้วยสลักอาร์ม อาร์มด้วยไฟฟา
อาร์มด้วยกลไก อาร์มด้วยกลไกผสมไฟฟ้า อาร์มแบบผสม เป็นต้น
การศึกษาเรื่องของหัวรบ ชนวน และส่วนขับเคลื่อนของอาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งนั้น
จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุระเบิดทางทหารด้วย ดังนั้นในเบื้องต้นนี้จึงขอน ามา
กล่าวถึงเพื่อความเข้าใจ ดังต่อไปนี้
วัตถุระเบิดทางทหาร
วัตถุระเบิด (Explosive) เป็นสารชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ในสภาวะต่างๆ กัน เช่น ของแข็ง
ของเหลว หรือแก๊ส บางอย่างเป็นสารประกอบ บางอย่างเป็นสารผสม เมื่อได้รับการจุดหรือกระตุ้นที่
เหมาะสมจะด้วยความร้อน ประกายไฟ การกระแทกหรือคลื่นการสั่นสะเทือน อย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิด
การเปลี่ยนสภาวะจากรูปเดิมคือ จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีขึ้น เกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็วและท าให้เกิด
การระเบิดโดยฉับพลันทันที ท าให้เกิดแก๊สมีปริมาตรอย่างกว้างขวาง มีความร้อนสูง เกิดการผลักดัน
รุนแรงรอบๆ ตัว
คุณสมบัติของวัตถุระเบิด
สิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุระเบิด ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
๑. ต้องสลายตัวเป็นแก๊สทันทีทันใด เมื่อมีสิ่งใดที่เหมาะสมมาจุดหรือกระตุ้น
๒. มีส่วนผสมที่ช่วยในการลุกไหม้อยู่ในตัวของมันเอง (ไม่ต้องใช้ O จากภายนอก)
2
๓. เมื่อสลายตัวแล้ว มีปริมาตรเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เช่น TNT มากกว่า ๑,๐๐๐ เท่า
และให้แรงผลักดันต่อสิ่งห้อมล้อมมากกว่า ๑๐๐ ตัน/ตารางนิ้ว
๔. เมื่อสลายตัวจะทาให้เกิดพลังงานในรูปของความร้อน แสง เสียง และแก๊ส เป็นจ านวน
มาก
๔๕
การแบ่งประเภทของวัตถุระเบิดทางทหาร
๑. วัตถุระเบิดแรงต่ า (Low Explosive)
๒. วัตถุระเบิดแรงสูง (High Explosive)
การแบ่งดังกล่าวนี้ ถือตามอัตราการสลายตัวเป็นเกณฑ์
– วัตถุระเบิดแรงต่ า มีอัตราการขยายตัวต่ ากว่า ๑,๐๐๐ เมตร/วินาที ลงมา
– วัตถุระเบิดแรงสูง มีอัตราการขยายตัวตั้งแต่ ๑,๐๐๐ เมตร/วินาที หรือมากกว่า
การจุดระเบิด
ในค าจ ากัดความของวัตถุระเบิด ข้อหนึ่งมีว่าต้องสลายตัวทันทีทันใด เมื่อมีสิ่งที่เหมาะมา
จุดสิ่งที่เหมาะในการจุดระเบิดเรียกว่า ขบวนวัตถุระเบิด (Explosive Train) กล่าวคือ วัตถุระเบิดจะจุด
ระเบิดได้อย่างสมบูรณ์ ถ้ามีขบวนวัตถุระเบิดที่เหมาะสมมาจุด
ขบวนวัตถุระเบิด
ขบวนวัตถุระเบิด คือ การเรียงวัตถุระเบิดเพื่อจะจุด เริ่มตั้งแต่วัตถุระเบิดที่มีความไวมากแต่มี
จ านวนน้อย ไปหาวัตถุระเบิดที่มีความไวน้อยแต่มีจ านวนมาก
ประเภทของขบวนวัตถุระเบิด
๑. ขบวนวัตถุระเบิดแรงต่ า (Low Explosive Train) คือ การเอาวัตถุระเบิดมาเรียงกันเพื่อจะ
่
จุดวัตถุระเบิดแรงต่ า ซึ่งได้แก พวกดินขับ และดินส่งกระสุน
Primer Igniter RoRocket propellant
Primer (ดินเริ่ม) ท าให้เกิดเปลวไฟ Igniter (ดินทวีเพลิง) ขยายเปลวเพลิง Propellant (ดินขับ) ให้
ก าลังขับ
๒. ขบวนวัตถุระเบิดแรงสูง (High Explosive Train) คือ การเอาวัตถุระเบิดมาเรียงกัน เพื่อจะ
จุดวัตถุระเบิดแรงสูง (ส่วนมากเป็นการจุด SHE) เพื่อให้เกิดการระเบิดขึ้น
Primer Detonator Booster Main Charge
Primer (ดินเริ่ม) ท าให้เกิดเปลวไฟ Detonator (ดินระเบิดน า) ท าให้เกิดคลื่นการระเบิด
Booster (ดินขยายการระเบิด) ขยายคลื่นระเบิด Main Charge (ส่วนบรรจุดิน) ท าให้เกิดอ านาจการ
ฉีกขาด
วัตถุระเบิดแรงต่ า (Low Explosive Train) เป็นส่วนผสมที่สามารถลุกไหม้ได้โดยมีเชื้อเพลิง
และออกซิเจน เมื่อได้รับการจุดตัวจะสลายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นไปในลักษณะของการเผาไหม้
ิ่
(Deflagration) ท าให้เกิดแก๊สมีปริมาตรเพมขึ้นเกิดเป็นแรงขับดัน ตามปกติแล้ววัตถุระเบิดแรงต่ าจะไม่
เกิดการระเบิด แต่อาจจะระเบิดขึ้นได้ ถ้าอยู่ในที่ห้อมล้อมจ ากัด
๔๖
ดินส่งกระสุนหรือดินขับ (Propellant) เป็นวัตถุระเบิดแรงต่ าใช้ในการขับดัน เช่น ใช้ในกระสุน
ปืน หรือจรวด
วัตถุระเบิดแรงสูง (High Explosive Train) แบ่งออกเป็น
๑) Primary High Explosive (PHE) เป็น HE มีความไวมากต่อการกระทบกระแทก ความ
ร้อน และการเสียดสีมาก เมื่อได้รับการจุดจะปะทุหรือระเบิด (Primer Detonator) แต่ก าลังหรือ
อานาจการท าลายน้อยกว่าพวก Secondary High Explosive (SHE) จึงใช้เป็นตัวจุดเริ่มแรก (Initiating
Explosive)
๒) Secondary High Explosive (SHE) เป็น HE ที่ไวต่อการจุดด้วยการกระทบกระแทก ความ
ร้อน และการเสียดสีเหมือนกัน แต่ไวน้อยกว่า PHE ส่วนใหญ่แล้ว จะได้รับการจุดจากคลื่นการปะทุหรือ
ระเบิดมากกว่า ใช้เป็นดินขยายการระเบิด (Booster) และดินระเบิดส่วนใหญ่ (Main Charge)
PRIMER
Primer เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิดแรงสูงที่มีความไวมาก เมื่อถูกเปลี่ยนแปลงโดยทางกลหรือ
ไฟฟ้าแล้วจะให้ความร้อนและเปลวเพลิงออกมาใช้ส าหรับจุดขบวนวัตถุระเบิดแรงต่ าหรือแรงสูง แบ่งตาม
วิธีการจุดได้ ๓ วิธี
๑. Stab Primer จุดตัวได้จากการเสียดสีเข็มแทงชนวนแบบแหลม (Sharp Firing Pin)
๒. Percussion Primer จุดตัวได้จากการกระทบกระแทก โดยเข็มแทงชนวนแบบทู่ (Blunt
Firing Pin)
้
๓. Electric Primer จุดตัวได้จากไฟฟา
DETONATOR
เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิดแรงสูงเมื่อถูกเปลี่ยนแปลงโดยพลังงานความร้อน ไฟฟ้า แล้วจะให้
คลื่นการระเบิด (Shock Wave) แบ่งตามวิธีการจุดได้ ดังนี้
๑. Stab Detonator จุดตัวได้จาก Sharp Firing Pin
๒. Flash Detonator จุดตัวได้จากประกายความร้อน
๓. Electric Detonator จุดตัวได้จากไฟฟ้า
IGNITER
้
เป็นตัวจุดโดยตรง (Directly) หรือโดยออม (Indirectly) ในขบวนวัตถุระเบิดหรือเป็นตัวเพม
ิ่
เปลวเพลิงในการจุดวัตถุระเบิดอื่นๆ โดยให้ความร้อนและเปลวเพลิงออกมา
เป็นตัวจุดโดยตรง เช่น ใช้จุดดินขับจรวด มีส่วนผสมของ Black Powder กับ Magnesium
ประกอบกับ Squib
เป็นตัวจุดโดยอ้อมหรือตัวเพมเปลวเพลิง เช่น ใช้เป็นตัวเพิ่มเปลวเพลิงของ Primer ในชนวน
ิ่
๔๗
DELAY
เป็นตัวควบคุมการถ่วงเวลาใช้ Black Powder เวลาจุดตัวจะเกิดแก๊สและความร้อนมาก จึงต้อง
มีการเจาะรูระบายไว้ด้วย
RELAY
ื่
เป็น Small Explosive ใช้เพอขยายก าลังให้มากขึ้น แล้วถ่ายทอดไปในขบวนวัตถุระเบิด
ส่วนมากใช้ Lead Aside
LEAD
เป็นตัวน า Shock Wave จาก Detonator ส่งต่อไปยัง Booster มีความไวในการจุดตัว น้อย
กว่า Relay และ Detonator
BOOSTER
เป็นดินขยายการจุดระเบิดส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นตัวท าให้วัตถุระเบิดส่วนใหญ่ (Main Charge)
หรือ Bursting Charge ระเบิดขึ้น
MAIN CHARGE / BURSTING CHARGE
เป็นวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ ที่มีความไวน้อยที่สุดในขบวนการวัตถุระเบิด ที่บรรจุอยู่ในอาวุธชนิด
ต่าง ๆ
ประเภทของวัตถุระเบิดแรงต่ าที่ใช้เป็นดินขับหรือในส่วนขับเคลื่อน
๑. ดินขับฐานเดี่ยว (Single Base Propellant) มี Nitrocellulose เป็นส่วนประกอบหลัก
ส่วนมากจะใช้เป็นดินส่งกระสุน
๒. ดินขับฐานคู่ (Double Base Propellant) มี Nitrocellulose และ Nitroglycerin เป็น
ส่วนผสมหลัก ใช้ทั้งเป็นดินส่งกระสุนและดินขับจรวด มีควันน้อย
๓. ดินขับสามฐาน (Triple Base Propellant) มี Nitrocellulose Nitroglycerin และ
ุ
Nitro guanidine เป็นส่วนผสมหลัก ใช้ทั้งเป็นดินส่งกระสุนและดินขับจรวด มีควันน้อย อณหภูมิต่ า
อ านาจขับดันสูง
๔. ดินคอมโพสิท (Composite Propellant) เป็นดินรุ่นใหม่ ไม่มีส่วนผสมดังกล่าวมาแล้ว แต่
ประกอบด้วย Organic เป็น Fuel และ Inorganic เป็น Oxider ใช้มากในดินขับจรวด
๔๘
TYPICAL LOW EXPLOSIVE TRAIN
PRIMER PRIMER IGNITER
(PERCUSSION) (ELECTRIC) (SQUIB)
PROPELLING PROPELLLING PROPELLING
CHG. CHG. CHG.
SMALL ARMS AND A/C CANNON AMM. A/C ROCKET AND
A/C CANNON AMM. JATO IGNITION
TYPICAL HIGH EXPLOSIVE TRAIN
A B C D
PRIMER MECHANICAL PRIMER PRIMER
TIME TRAIN UPPER DET
DETONATOR PRIMER FLASH TUBE DELAY PELLET
BOOSTER DETONATOR LOWER DET DETONATOR
BURSTING BOOSTER BOOSTER BOOSTER
CHARGE
BURSTING CHARGE BURSTING CHARGE BURSTING CHARGE
BASIC HE.TRAIN
IME ACTION SUPER QUICK DELAY ACTION
E. TRAIN CTION HE. TRAIN HE. TRAIN
๔๙
ส่วนขับเคลื่อน
ั
ส่วนขับเคลื่อนเป็นสิ่งส าคัญอนหนึ่งของอาวุธปล่อยน าวิถีและขีปนาวุธ (Reaction missile)
เพราะเป็นส่วนที่ท าให้อาวุธดังกล่าววิ่งไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ เนื่องจากอาวุธปล่อยน าวิถีมีวิวัฒนาการ
มาจากอาวุธปืนใหญ่และลูกระเบิด ฉะนั้นความเร็วจึงเป็นสิ่งจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับอาวุธปล่อยน าวิถี ทั้งนี้
เพราะ
ื่
๑. เพอลดประสิทธิภาพในการดัก (INTERCEPTION) และการท าลาย (DESTRUCTION) โดย
มาตรการต่อต้านของข้าศึก
ื่
๒. เพอสามารถดักและท าลายอาวุธปล่อยน าวิถี และเครื่องบินของข้าศึกที่มีความเร็วสูงมากๆ
ได้
ื่
๓. เพอความเร็วในการจู่โจมหรือโจมตีข้าศึก จนไม่สามารถมีเวลาทันเพอการป้องกันและหลบ
ื่
หลีก
ความเร็วที่อาวุธปล่อยน าวิถีต้องการนั้นจะต้องสูงตั้งแต่ SUPERSONIC ขึ้นไป ฉะนั้นส่วน
ั
ขับเคลื่อนประเภทเครื่องยนต์ธรรมดาที่ใช้กับเครื่องบินใบพด จึงไม่สามารถที่จะน ามาใช้เป็นส่วน
ขับเคลื่อนอาวุธปล่อยน าวิถีได้ เพราะเครื่องยนต์ดังกล่าวมีขีดจ ากัดในเรื่องความเร็ว โดยเฉพาะในขณะที่มี
ความเร็วของใบพดเข้าใกล้ ความเร็วของเสียง อาการ SHOCK WAVE จะก่อตัวขึ้นและจะจ ากัดการเพม
ั
ิ่
แรงขับเคลื่อน ถ้าจะให้มีความเร็วสูงขึ้น ก็จะต้องสร้างเครื่องยนต์ให้มีขนาดใหญ่มาก จึงจะเพมความเร็วได้
ิ่
ซึ่งก็ไม่เหมาะกับการที่จะน ามาใช้ในอาวุธปล่อยน าวิถีที่ต้องการความเร็วสูงๆ
ส่วนขับเคลื่อนที่เหมาะสมที่จะใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีที่มีความเร็วสูงได้แก่ ส่วนขับเคลื่อน
ประเภทเครื่องยนต์แบบเจ็ท (JET PROPULSION) ซึ่งสามารถท าให้อาวุธปล่อยน าวิถีมีความเร็ว HIGH
SUBSONIC และ SUPERSONIC
ส่วนขับเคลื่อนประเภทเครื่องยนต์แบบเจ็ท มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ ๒
ชนิด คือ
๑.MECHANICAL JET คือส่วนขับเคลื่อนประเภทเครื่องยนต์แบบเจ็ทที่ใช้ก าลังงานทาง
MEGHANIC เช่น สูบ (PUMP) หรือ สูบพัด (FAN) ที่ใช้สูบน้ า เป็นต้น ตัวอย่างในเรื่องนี้ เช่น การหมุนของ
เครื่องกลรดน้ าในสนามหญ้า ซึ่งใช้แรงดันของน้ าที่สูบส่งมาตามท่อดันให้ SPRINKLING ARMS หมุนไป
เป็นต้น ส่วนขับเคลื่อนแบบนี้ เป็นเพียงหลักการทางทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติแทบจะไม่มีการใช้กันเลย
๒.THERMAL JET คือ ส่วนขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานความร้อนแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิดใหญ่ๆ คือ
๑). ATMOSPHERIC JET/DUCTED PROPULSION SYSTEM/AIR JET
๒). ROCKET
ส าหรับ ATMOSPHERIC JET ส่วนขับเคลื่อนแบบนี้ต้องการอากาศมาช่วยในการเผาไหม้
ฉะนั้นส่วนขับเคลื่อนหรือเครื่องยนต์แบบนี้จึงใช้ได้ในบรรยากาศที่มีอากาศเท่านั้น ในสุญญากาศใช้ไม่ได้
เลย เป็นเครื่องยนต์ที่ให้ความเร็วสูงอยู่ในเขตจ ากัดอนหนึ่ง เหมาะส าหรับใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีบางชนิด
ั
๕๐
แบ่งออกได้หลายแบบด้วยกัน ได้แก่พวก RAM JET, PULSE JET, TURBO JET, TURBO PROP และ
TURBO RAM
RAM–JET
PULSE–JET
TURBO–JET
TURBO–PROP
ATMOSPHERIC JETS