๑๐๑
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระบบนี้ใช้เรดาร์ TRACK เป้า และอาวุธปล่อยน าวิถี ส่วนค าสั่งใน
การน าวิถี (GUIDANCE SIGNALS) จะถูกส่งไปยังอาวุธปล่อย
น าวิถีพร้อมกับล าคลื่นเรดาร์ติดตามอาวุธปล่อยน าวิถีหรือถูก
ส่งไปต่างหากด้วยคลื่นวิทยุ ทิศทางของเป้าของอาวุธปล่อยน า
วิถีจะถูกป้อนเข้าเครื่อง COMPUTER อยู่ทุกขณะเวลา จาก
ข้อมูลเหล่านี้ COMPUTER จะน าไปค านวณหาวิถีโคจรของ
อาวุธปล่อยน าวิถี ค าสั่งในการน าวิถีซึ่งได้มาจาก COMPUTER
จะถูกส่งไปควบคุมวิถีโคจรของอาวุธปล่อยน าวิถีโดยเรดาร์
ติดตามอาวุธปล่อยน าวิถี (RADAR COMMAND
GUIDANCE) หรือทางเครื่องส่งวิทยุ (RADIO COMMAND GUIDANCE) COMPUTER ในตัวอาวุธ
ปล่อยน าวิถีจะท าการแปลงค าสั่งมาเป็นสัญญาณไปบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้เคลื่อนไหว มุ่งสู่เส้นทางที่ชน
เป้าหมายที่ต้องการ
การ LINK ด้วยคลื่น EM นี้ อาจถูก JAM หรือรบกวนจากข้าศึกได้ซึ่งจะท าให้การควบคุม
เป็นไปด้วยความล าบากเพื่อการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้มีการใช้วิธีควบคุมโดยส่งข้อมูลผ่านเส้นลวด จากสถานี
ควบคุมไปยังอาวุธปล่อยน าวิถี โดยจะต้องมีการติดเส้นลวดที่ใช้ในการส่งสัญญาณควบคุมไว้ที่ตัวอาวุธ
ี
ปล่อยน าวิถีปลายอกด้านหนึ่งของเส้นลวด จะอยู่ที่สถานีควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถี ระยะการท างานของ
อาวุธปล่อยน าวิถีก็จะถูกจ ากัดด้วยความยาวของสายลวด การควบคุมแบบวิธีใช้เส้นลวดนี้จะให้ผลดีมาก
ในการควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถีระยะใกล้ เช่น อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านรถถัง เป็นต้น
จากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ จะเห็นว่า ระบบนี้ใช้ค าสั่งต่างๆ จากจุดควบคุมที่อยู่นอกตัวอาวุธ
ปล่อยน าวิถีทั้งสิ้น เช่น บนเรือ บนพื้นดิน หรือบนเครื่องบิน ส่งค าสั่งเข้าเครื่องรับภายในตัวอาวุธปล่อยน า
วิถี ถ้าค าสั่งถูกสั่งไปตามเส้นลวดก็เรียกว่า “WIRE GUIDANCE” ถ้าถูกส่งไปโดยวิทยุก็เรียกว่า
“RADIO COMMAND GUIDANCE” ถ้าส่งไปโดยเรดาร์ก็เรียก “RADAR COMMAND GUIDANCE”
– RADIO COMMAND (การน าวิถีบังคับด้วยวิทยุ) ค าสั่งจะส่งไปจากเครื่องบังคับที่อยู่ห่าง
จากอาวุธปล่อยน าวิถีโดยบังคับได้เช่นเดียวกับการบังคับเครื่องบินเล็ก เรือเล็ก รถเด็กเล่นปัญหาของการ
ติดตามเป้าก็คือ การบังคับต้องใช้ตาเปล่าและใช้กล้องติดเลนช์
– RADAR COMMAND (การน าวิถีด้วยคลื่นเรดาร์) ใช้เรดาร์ติดตามทั้งเป้าและอาวุธปล่อย
ื่
น าวิถีเพอหาค่าแตกต่างระหว่าง COURSE ของเป้ากับอาวุธปล่อยน าวิถี จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งเข้าไปยัง
คอมพิวเตอร์เพื่อค านวณแก้ไขข้อมูลและจะถูกส่งผ่านไปยังอาวุธปล่อยน าวิถี อาวุธปล่อยน าวิถีพวกนี้ส่วน
ใหญ่เป็นพวกต่อสู้อากาศยานระดับสูง เช่น PATRIOT ของสหรัฐอเมริกา การน าวิถีแบบนี้ก็คล้ายกับการ
บังคับด้วยคลื่นวิทยุ คือ เครื่องส่งจะส่งค าสั่งผสม (MODULATE) ไปกับสัญญาณคลื่นเรดาร์ เครื่องรับใน
ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีจะแปลสัญญาณที่ได้รับเป็นค าสั่ง ไปท าให้แผ่นบังคับเคลื่อนไหว
๑๐๒
– WIRE COMMAND (การน าวิถีด้วยเส้นลวด) การน าวิถีแบบนี้สามารถบังคับอาวุธปล่อย
้
น าวิถีได้โดยอาศัยสัญญาณไฟฟาที่ส่งมาตามสายลวดจากสถานที่ปล่อยหรือยานปล่อย ส่วนดีของวิธีนี้คือ
ศัตรูไม่สามารถส่งกระแสคลื่นอิเล็กทรอนิกส์มารบกวนได้
๒.๓.๒ BEAM RIDER GUIDANCE แบบนี้ถ้าเป็นแบบใช้เรดาร์ตัวเดียว ยานปล่อยจะส่ง
เฉพาะข้อมูลต่างๆ ไปให้อาวุธปล่อยน าวิถีผ่านทางระบบ DATA LINK จากนั้นตัวอาวุธปล่อยน าวิถี จะน า
ข้อมูลที่ได้รับไปท าการค านวณเพอปรับแต่งตัวเองเข้าหา RADAR BEAM โดยให้อยู่ในแนวซึ่งชี้เป้าอยู่แล้ว
ื่
อย่างเหมาะสมต่อไป
ตัวอย่างที่เห็นได้โดยทั่วไปของการควบคุมแบบนี้คือ ระบบ BEAM RIDER GUIDANCE ที่
ใช้ในอาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL MK.1 ในช่วงกลางก่อนที่จะ HOMING โดยที่ BEAM RADAR
ื่
ซึ่งอาจเป็น BEAM ของการติดตามเป้า หรือ BEAM แบบอนๆ จะถูกใช้ในการชี้ไปยังเป้า อาวุธปล่อยน า
วิถีจะถูกยิงไปตามแนว BEAM RADAR นี้ ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีจะท าการค านวณหาต าแหน่งของมันและจะ
พยายามรักษาแนวของมันให้อยู่กึ่งกลาง BEAM ตลอดเวลา แต่เนื่องจากว่า BEAM RADAR นี้ชี้ไปยัง
เป้าหมาย ดังนั้นอาวุธปล่อยน าวิถีก็จะโคจรไปตาม BEAM จนกระทั่งชนเป้าโดยมันจะสามารถค านวณ
ต าแหน่งของมันเองขี่ (RIDE) ไปบนกึ่งกลางล าคลื่นโดยตลอดเวลาโดยอาศัย SENSING DEVICE ที่
ประกอบอยู่ภายในตัวอาวุธปล่อยน าวิถีนั่นเอง ระบบ BEAM RIDAR ที่กล่าวถึงนี้ปัจจุบันมักไม่ค่อยใช้กับ
อาวุธปล่อยน าวิถีจะใช้กับระเบิดร่อน และลูกปืนใหญ่น าวิถี (COPPER HEAD) มากกว่า
– BEAM RIDER GUIDANCE อย่างง่ายๆ นี้ คือ เรดาร์จะติดตามเป้าด้วยเส้นเล็งเป้า
(LINE OF SIGHT) COMPUTER ในตัวอาวุธปล่อยน าวิถีจะคอยส่งสัญญาณให้อาวุธปล่อยน าวิถีบังคับ
ตัวเองให้อยู่ในกึ่งกลางของล าคลื่น ในระบบนี้อาจมีอาวุธปล่อยน าวิถีหลายๆ ลูก ขี่ไปบนล าคลื่นพร้อมๆ
ิ่
กันก็ได้ ความเที่ยงตรงของระบบนี้จะลดลงเมื่อระยะทางเพมขึ้น เพราะว่าล าคลื่นเรดาร์จะกว้างขึ้นท าให้
เป็นการยากในการบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้ขี่อยู่บนกึ่งกลางล าคลื่น และถ้าเป็นเป้าที่เคลื่อนที่ด้วยแล้ว
ั
อาวุธปล่อยน าวิถีก็จะต้องเปลี่ยนเส้นทางเข้าหาเป้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะท าให้เกิดอตราเร่งทางข้างมาก
เกินไปจนฉุดให้อาวุธปล่อยน าวิถีออกนอกล าคลื่นเรดาร์และไม่สามารถบังคับได้อีกต่อไป
ี
– BEAM RIDER GUIDANCE อกชนิด
หนึ่ง ใช้เรดาร์ ๒ ตัว ตัวหนึ่งส าหรับติดตามเป้า
ี
(TARGET TRACKING RADAR) และอกตัวหนึ่งส าหรับ
น าวิถีให้อาวุธปล่อยน าวิถี เรดาร์ติดตามเป้าจะป้อน
ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าให้ COMPUTER ท าการ
ค านวณหาจุดชนเป้า เรดาร์ตัวที่สองจะถูกชี้ไปยังจุด
ชนเป้าเพอให้อาวุธปล่อยน าวิถีขี่ไปบนล าคลื่นนี้
ื่
ระบบนี้เป็นระบบที่ค่อนข้างยุ่งยากจึงไม่สามารถใช้บน
เครื่องบินได้นอกจากจะใช้บนพื้นดินหรือบนเรือ
๑๐๓
๒.๓.๓ TV.HOMING (การน าวิถีใช้กล้องโทรทัศน์) การน าวิถีแบบนี้ถือว่าเป็น REMOTELY
GUIDED MISSILE อีกแบบหนึ่งก็ได้เพราะอาวุธปล่อยน าวิถีจะติดตั้งกล้องถ่ายโทรทัศน์ไว้ที่ตอนหัวของมัน
ื่
ื้
นั้น เมื่อโทรทัศน์จับเป้าหมายได้แล้ว จะส่งภาพกลับให้หน่วยที่พนดิน เรือหรือเครื่องบิน เพอให้หน่วยเรือ
ื่
หรือ เครื่องบินจะได้ส่งค าสั่งควบคุมกลับไปอกครั้งทางคลื่นวิทยุ เพอบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้ไปยัง
ี
ทิศทางของเป้า วิธีนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถีสามารถมองเห็นภาพอนแท้จริงของเป้าอย่างไรก็
ั
ื่
ตามความมืด เม็ดฝน เมฆ และทัศนะวิสัยที่เลวกับสภาพที่เลวอนๆ ของบรรยากาศ ย่อมเป็นข้อ
อุปสรรคของการน าวิถีแบบนี้
TV.HOMING
จากการที่ได้กล่าวถึงระบบการน าวิถีมาตามล าดับนั้น จะเห็นว่าระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด
ในทางยุทธวิธีส่วนใหญ่จะเป็นระบบน าวิถีด้วยเรดาร์เนื่องจากเป็นระบบที่ใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถีระยะไกล
๑๐๔
ได้ และมีความแม่นย าดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ลักษณะอากาศเลวได้ดีกว่าระบบน าวิถีด้วยสายตาหรือ
อินฟราเรด
แนวคิดในการใช้ระบบน าวิถีด้วยเรดาร์นั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามภัยคุกคามของข้าศึก
ั
และมีการพฒนาทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งใช้ในการสร้างอาวุธปล่อยน าวิถี ลองมาดูมาตรการที่เราจะใช้
ตอบโต้กับภัยคุกคามประเภทต่างๆ จากตารางข้างล่างนี้
ภัยคุกคาม ผล
– ความสามารถในการป้องกนของข้าศกสูงขึ้น – ต้องใช้อาวุธปล่อยน าวิถี ยิงระยะไกล
ั
ึ
เวลาโคจรต่ า
– ข้าศึกมีระบบการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ – ต้องใช้อาวุธปล่อยน าวิถี น าวิถีเข้าหาการ
ระยะไกล แพร่คลื่นรบกวน หรือใช้อาวุธปล่อยน าวิถี
ต่อต้านการแพร่คลื่นรบกวน
– ข้าศึกมการใช้เครื่องลวงทางอิเล็กทรอนิกส์ – เพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้
ี
(ECM) การต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์ ( ECCM )
– ข้าศึกใช้อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้าน – ใช้เรดาร์ที่ตรวจจับยากขึ้น
การแพร่คลื่น
หลักการของระบบน าวิถีด้วยเรดาร์ชนิดหาเป้าเองจากตารางเปรียบเทียบจะเห็นว่าจะต้องมีการ
พัฒนาอุปกรณ์ที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีมากมาย เพื่อรับภัยคุกคามดังกล่าว เช่น
– เครื่องส่งทรานซิสเตอร์ล้วน
– เครื่องค านวณขนาดเล็กที่โปรแกรมได้
– วงจรอินติเกรดชั้นสูง ทั้งแอนนาลอค และดิจิตัล
– โดมสายอากาศทั้งแบนด์ แคบ, กว้าง, วงจร PE
– ระบบน าวิถีด้วยแรงเฉื่อยขนาดเล็ก ที่มีความแม่นย าและตอบสนองเร็ว
– ระบบสายอากาศแอคทีฟเป็นหมู่ ใช้อุปกรณ์ประกอบแบบโมดูล
– อุปกรณ์เครื่องส่งคลื่น ขนาดความยาวคลื่นเป็นมิลลิเมตร
ส าหรับข้อพจารณาเกี่ยวกับเทคนิคการใช้ระบบน าวิถีด้วยเรดาร์ และคุณลักษณะของระบบน า
ิ
วิถีแบบต่างๆ หรือจุดออนของมัน เมื่อพบภัยคุกคามต่างๆ กัน ถ้ากล่าวโดยรวมแล้วจะมีหลักการ กว้างๆ
่
ดังนี้
– การน าวิถีแบบ SEMI ACTIVE HOMING ซึ่งใช้เรดาร์ตัวเดียวหรือหลายตัวส่องเป้า อาวุธ
ปล่อยน าวิถีใช้สัญญาณที่ได้รับจากการสะท้อนของเป้า เครื่องน าทางเรดาร์ควบคุมการยิงตัวหนึ่งๆ จะจับ
๑๐๕
ไปที่เป้าๆ เดียว วิธีนี้จะมีปัญหาถ้ามีข้าศึกจ านวนมาก เช่น เครื่องบินโจมตีมาพร้อมกันหลายๆ ล า หรือ
ข้าศึกใช้ อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น (ANTI RADIATION)
DEDICATED ILLUMINATOR BEAM, ONE TARGET, STRONG RADAR SIGNATURE
ท าอย่างไรระบบ SEMI ACTIVE ซึ่งนิยมใช้กันมากตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๖๐ ถึงต้นปี ค.ศ.๑๙๗๐ จึง
จะสามารถต่อสู้กับอ านาจการยิงของข้าศึกที่เพิ่มขึ้นได้ ค าถามที่เกิดขึ้นในรอบ ๑๐ ปี นั้น ต่อมาก็มีวิธีการ
แก้ไขปัญหาลงได้ด้วยวิธีต่าง เช่น การใช้ระบบ SEMI ACTIVE ส าหรับการน าวิถีในช่วงกลาง และใช้ระบบ
ACTIVE ในช่วงท้าย หรืออาจจะใช้ระบบ SEMI ACTIVE ท าการส่องให้ระบบน าวิถีไปจนตลอดการโคจร
โดยใช้เรดาร์ชนิดมีสายอากาศกวาดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (E – SCAM) ระบบนี้มิใช่จะใช้เรดาร์ในการส่อง
เป้าอย่างเดียว แต่ใช้ในการค้นหาเป้าและติดตามเป้าด้วยการกวาดล าคลื่นเรดาร์ด้วยอเล็กทรอนิกส์นี้ ใช้
ิ
สายอากาศตัวเดียวแต่ท าหน้าที่หลายหน้าที่ เช่น วิธีที่เรียกว่า RETRANSMISSION ตัวค้นหาหัวอาวุธ
ปล่อยน าวิถีจะส่งค่ามุมเป้าเป็นรหัสผ่านทางเครื่องส่งท้ายมายังเรดาร์ควบคุมการยิงที่ฐานยิงซึ่งติดตามทั้ง
ี
เป้าและอาวุธปล่อยน าวิถีเอง ค านวณค่าแก้และส่งค าสั่งไปบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีอกที่หนึ่ง ระบบน าวิถี
ิ
ประเภทนี้ย่อมจะถูกต่อต้านทางอเล็กทรอนิกส์ได้ง่าย เนื่องจากมีการแพร่คลื่น ส่งค าสั่งกันหลายซับ
หลายซ้อน ข้อเสียอกประการหนึ่งก็คือ เครื่องมีขนาดใหญ่และราคาสูงเกินกว่าที่จะไปติดตั้งบน
ี
เครื่องบินได้ แม้ว่าจะมีหนทางแก้ไขโดยใช้วงจรทรานซิสเตอร์แบบโมดูลขนาดเล็กที่ราคาถูกลง พอที่จะ
ี
น ามาติดตั้งบนเครื่องบินได้ก็ตาม แต่ตามความคาดหมายแล้ว ระบบน าวิถีชนิดนี้ไม่น่าจะเป็นที่นิยมอก
ต่อไปเพราะในปัจจุบันได้มีการใช้อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นกันมากซึ่งอาวุธปล่อยน าวิถีพวกนี้
จะวิ่งเข้าหาคลื่นเรดาร์ที่มีความแรงมาก ๆ เช่น เรดาร์ควบคุมการยิง ดังนั้นจึงต้องมีการพฒนาเรดาร์
ั
๑๐๖
ควบคุมการยิงใหม่ให้ตรวจจับได้ยากขึ้น คือ มีล าคลื่น SIDE LOBE น้อย ใช้ล าคลื่นหลายล าแบนด์กว้าง
ฯลฯ แต่ก็เช่นเคยเรดาร์ที่จะมีคุณสมบัติพวกนี้ได้ ก็ต้องมีราคาสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน
SINGLE ILLUMINATOR, TIME – SHARED, IMPROVED FIREPOWER,
STRONG RADAR SIGNATURE
ส าหรับการป้องกันการใช้อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่น (ARM) นั้น ระบบน าวิถีแบบ
SEMI ACTIVE อาจกระท าได้โดยหาที่ซ่อนเรดาร์ควบคุมการยิงในสถานที่ปลอดภัย คือระบบป้องกันที่ดี
เช่น อาจจะติดไว้บนเครื่องบินแบบเอแวค (AWACS) วิธีการนี้ก าลังพฒนาอย่างกว้างในอเมริกาและยุโรป
ั
่
ี
แต่จากจุดออนที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด คาดว่าระบบน าวิถีแบบ SEMI ACTIVE คงจะจ ากัดตัวอยู่เพยงเป็น
ระบบน าวิถีของอาวุธปล่อยน าวิถีในช่วงกลางเท่านั้น เนื่องมาจากทั้งระบบจะขึ้นอยู่กับเรดาร์ตัวใหญ่
เพียงตัวเดียวซึ่งไม่แน่ใจว่าจะถูกท าลายลงเมื่อใดเพราะข้าศึกก็มีอาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นที่มี
ระยะยิงไกลๆ เหมือนกัน ความถี่มีใช้งานอยู่ขณะนี้ก็อยู่ในย่านที่แออดมาก มีปัญหาเรื่องการรบกวนทาง
ั
อเล็กทรอนิกส์ที่ยังแก้ไขไม่ได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ระบบน าวิถีแบบ SEMI ACTIVE ตลอดการโคจรของ
ิ
อาวุธปล่อยน าวิถีจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้านี้
ต่อมาเมื่อยุคของระบบน าวิถีแบบ SEMI ACTIVE เริ่มล้าหลังและก าลังจะหมดไป ระบบน าวิถี
แบบ ACTIVE ก็พงแรงขึ้นมาซึ่งคาดว่าจะมีอายุการใช้งานยืดยาวออกไปอกหลายปี การน าวิถีแบบ
ี
ุ่
ACTIVE สามารถขจัดปัญหาส าคัญๆ หลายอย่างที่เคยประสบมาในรอบปี ค.ศ.๑๙๖๐–๑๙๗๐ เป็นต้น
มาให้หมดไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการใช้อาวุธปล่อยน าวิถีโจมตีทางอากาศ ปัญหาของระบบ
ACTIVE ซึ่งตัวอาวุธปล่อยน าวิถีเป็นผู้ค้นหาเป้าและบังคับตัวเองเข้าสู่เป้าหมายนั้น อยู่ที่ระยะปฏิบัติการ
๑๐๗
ของเครื่องส่งที่หัวอาวุธปล่อยน าวิถี เครื่องเรดาร์นี้จะต้องมีขนาดเล็กตามขนาดของอาวุธปล่อยน าวิถีก าลัง
ี
ส่งก็เลยน้อยตามไปด้วย มีหนทางเพิ่มระยะยิงออกไปอกได้โดยการใช้ระบบน าวิถีผสม คือ ช่วงแรกอาจจะ
ใช้ระบบ SEMI ACTIVE น าวิถีเสียก่อน หรืออาจใช้ระบบน าวิถีด้วยแรงเฉื่อยหรือใช้เรดาร์ควบคุมการยิง
หลายๆ ตัว (อาจจะเป็นแบบเคลื่อนที่ได้) ต่อเชื่อมกันเป็นข่าย ด้วยวิธีนี้เรดาร์ทุกตัวจะช่วยเสริมซึ่งกัน
และกัน และป้องกันการโจมตีจากอาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านการแพร่คลื่นได้ดี เรดาร์แต่ละตัวสามารถ
ผลัดกันแพร่คลื่นเป็นช่วงๆ ท าให้ตรวจจับยาก จากนั้นในช่วงสุดท้ายจึงใช้ระบบ ACTIVE
1 2
(1) FIREPOWER, LOOK – DOWN, ALL – ASPECT, LOW FIRE – CONTROL SIGNATURE
(2) FIREPOWER, NETTED FIRE – CONTROL, BLINKING SIGNATRUE
แนวคิดในการพฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานแบบ ACTIVE ได้หันไปใช้เครื่องส่งที่มี
ั
ก าลังสูงขึ้น ใช้ความถี่แบนด์กว้างขึ้นเพอป้องกันการรบกวนของข้าศึกจากระยะไกล ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน
ื่
ิ
เครื่องส่งก าลังน้อยถูกรบกวนได้ง่ายและการใช้แบนด์กว้างจะท าให้การรบกวนทางอเล็กทรอนิกส์ลดก าลัง
ส่งขึ้นไป แต่ก็อาจถูกจ ากัดตรงที่ราคาสูงขึ้น ทางที่ดีควรใช้อาวุธปล่อยน าวิถีอกชนิดหนึ่งที่มีระยะยิงไกล
ี
ิ
เป็นตัวท าลายแหล่งรบกวนทางอเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะซึ่งจะท าให้ข้าศึกต้องถอยระยะออกไปรบกวน
ิ่
ห่างๆ ถ้าระยะที่ถอยนี้ห่างออกไปประมาณ ๕๐ % จะสามารถเพมประสิทธิภาพให้อาวุธปล่อยน าวิถีแบบ
ACTIVE ในการฝ่าการรบกวนของข้าศึกเข้าไปยังเป้าหมายได้อกถง ๒๕ %
ี
ึ
อาวุธปล่อยน าวิถีประเภทอากาศสู่พนเกือบทั้งหมดจะใช้ระบบน าวิถีแบบ ACTIVE ในสมัยก่อน
ื้
ื้
เป้าหมายบนพนดินส่วนใหญ่ เป็นเป้าเรือผิวน้ าซึ่งมีขนาดใหญ่และไม่มีการรบกวนจากพนดินมากนัก ใน
ื้
ื้
ปัจจุบันเป้าหมายบนพนอาจจะเป็นเป้ายานยนต์บนพนดินซึ่งมีการรบกวนมาก จ าเป็นอยู่เองที่ต้อง
ื้
แสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดมาใช้ เช่น ใช้เรดาร์ชนิดความยาวคลื่นเป็นมิลลิเมตร และมีล าคลื่นแคบ
รวมทั้งตั้งช่วงระยะค้นหาได้ ย่านความถี่ในการท างานอยู่ระหว่าง ๓๕ – ๙๔ GHz ซึ่งจะท าให้จับเป้ายาน
๑๐๘
ื้
ยนต์ที่จอดบนพนดินได้ดี ส่วนยานยนต์ที่เคลื่อนที่ก็จะใช้การติดตามเป้าแบบ DOPPLER ถ้าเป้าเคลื่อนที่
ด้วยความเร็วมากกว่า ๕ – ๘ กม. / ชม. ก็รับรองว่าจะตรวจจับเป้าได้อย่างแน่นอน
เป้าหมายของการพฒนาอาวุธปล่อยน าวิถีแบบ ACTIVE อกอย่างหนึ่งก็คือ จะท าอย่างไรให้
ี
ั
อาวุธปล่อยน าวิถีจับเป้าและติดตามเป้าด้วยตัวเองได้ทันทีที่ยิงออกไปโดยไม่ท าให้เครื่องบินที่ปล่อยอาวุธ
ปล่อยน าวิถีออกไปต้องน าเครื่องเข้าไปใกล้เป้าหมายจนอาจท าให้ถูกยิงตกได้ นอกจากนี้อานาจการยิงก็จะ
ิ่
เพมขึ้นด้วย เพราะสามารถปล่อยอาวุธปล่อยน าวิถีได้หลายลูกในการโจมตีเที่ยวหนึ่งๆ แนวคิดในการใช้
ั
ื้
ี
อาวุธปล่อยน าวิถีอากาศสู่พน ที่ค่อนข้างก้าวหน้าอกอนหนึ่งก็คือ การใช้เรดาร์ตรวจภูมิประเทศขณะนั้น
แล้วเปรียบเทียบกับภูมิประเทศ ตลอดจนโครงสร้างของเป้าที่โปรแกรมไว้ในระบบความจ าของอาวุธปล่อย
น าวิถี ในลักษณะแผนที่เรดาร์ขณะที่อาวุธปล่อยน าวิถีวิ่งไป เรดาร์ที่หัวอาวุธปล่อยน าวิถีก็จะกวาดไปตาม
ื้
พนดิน ภาพลักษณะพนดินบนเส้นทางก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา สามารถเปรียบเทียบกับส่วนที่โปรแกรมไว้
ื้
ล่วงหน้าได้โดยตลอด ส่วนระบบน าวิถีระหว่างโคจรซึ่งเป็นระบบแรงเฉื่อยก็จะได้รับค่าแก้ที่ได้มาจากการ
เปรียบเทียบดังกล่าวด้วย เพอใช้บังคับให้อาวุธปล่อยน าวิถีวิ่งเข้าสู่เส้นทางที่ก าหนดไว้ มุมของสายอากาศ
ื่
เรดาร์จะต้องถูกบังคับให้สัมพนธ์กับเส้นทางโคจรเพอให้ได้ต าบลที่ของอาวุธปล่อยน าวิถีที่ถูกต้อง
ื่
ั
ั
ตลอดเวลา เมื่อใกล้จะถึงเป้าจะมีการแก้อตราผิดของระบบน าวิถีด้วยแรงเฉื่อยเป็นครั้งสุดท้าย แล้วตัว
อาวุธปล่อยน าวิถีจะส่งเรดาร์ แบบ MONOPULSE เปลี่ยนแปลงค่าระยะจาก DOPPLER เป็นมุมด าเข้า
หาเป้า
การใช้การน าวิถีด้วยเรดาร์อกแบบหนึ่ง ที่จะขอกล่าวก็คือ ระบบน าวิถีวิ่งเข้าหาเป้าด้วยตนเอง
ี
ี
แบบ PASSIVE ซึ่งการน าวิถีแบบนี้จะดักรับสัญญาณเรดาร์จากการส่งคลื่นของข้าศึกแต่เพยงอย่างเดียว
อาวุธปล่อยน าวิถีแบบนี้ จะต้องมีเครื่องรับที่สามารถรับความถี่ได้แบนด์กว้างมาก อาจจะต้องมีสายอากาศ
หลายอนจัดเป็นหมู่ๆ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการจ าแนกคลื่นที่ได้รับให้แน่ใจว่าเป็นคลื่นของ
ั
ิ่
เป้าหมายที่แท้จริง รวมทั้งยังต้องเพมอปกรณ์ควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถี ขณะที่ข้าศึกใช้ยุทธวิธีปิด
ุ
เครื่องส่งอีกด้วย (อย่าลืมว่าระบบ PASSIVE อาศัยการส่งคลื่นจากเป้าอย่างเดียว) ข้อจ ากัดของระบบนี้อยู่
ที่ต้องรับความถี่ในแบนด์กว้างมากๆ สายอากาศจะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะรับความถี่ต่ าๆ ได้ ทั้งนี้เพราะ
ขนาดของสายอากาศนั้นมีส่วนสัมพันธ์กับความถี่ที่ท างาน แต่ถ้าเพิ่มขนาดของสายอากาศขึ้นไปก็จะไปติด
อยู่ที่ขนาดของอาวุธปล่อยน าวิถีอกด้วย ดังนั้นบางครั้งจึงจ าเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลจากแหล่งอนเพมเติม
ิ่
ี
ื่
ด้วย เช่น วัดระยะเวลาในการเดินทางของช่วงคลื่น (PULSE) เดียวกัน ที่ไปถึงยังเครื่องรับอกเครื่องหนึ่ง
ี
เครื่องนี้อาจจะอยู่บนดาวเทียมก็ได้ แต่ท าไปท ามาอาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้วิธีการนี้ก็เลยไม่เป็นอสระจริงจน
ิ
ไม่สามารถจะเรียกว่า เข้าหาเป้าด้วยตัวเองได้ แต่จะกลายเป็นใช้ระบบน าวิถีแบบบังคับ (COMMAND
GUIDANCE) เข้ามาร่วมด้วย
๑๐๙
[ 1 ] ฮ. ลาดตระเวนตรวจการณ์ และอยู่ในการติดตามด้วยเรดาร์ของเรือพี่เลี้ยง
[ 2 ] ฮ. ตรวจเป้าด้วยเรดาร์
ี่
[ 3 ] ฮ. ส่งข้อมูลเป้าไปยังเรือพเลี้ยง
[ 4 ] เรือพี่เลี้ยงค านวณข้อมูลในการยิง เลือกท่อยิง และเริ่มขั้นตอนการยิงอาวุธน าวิถี
[ 5 ] อาวุธน าวิถีถูกยิงออกไป
ี่
้
[ 6 ] เรือยิงส่งค่าแกไขการน าวิถีไปยังอาวุธปล่อยน าวิถีทก าลังโคจร
[ 7 ] อาวุธปล่อยน าวิถีโคจรขั้นสุดท้ายเข้าทาลายเป้า
การน าวิถีด้วยเรดาร์ระยะกึ่งกลาง (MIDCOURSE GUIDANCE) ของอาวุธปล่อยน าวิถีที่มีระยะ
้
ยิงเกินกว่าระยะขอบฟา (OVER HORIZON MISSILE) เช่น โอโตแมต, ฮาร์พน เป็นต้นนั้น ตาม
ู
ธรรมชาติภายหลังจากอาวุธปล่อยน าวิถีถูกยิงออกจากท่อและโคจรจนสุดระยะ INITIAL PHASE แล้ว จะ
ใช้ ฮ. ท าหน้าที่ส่งข้อมูลการน าวิถีต่อโดยให้อาวุธปล่อยน าวิถีโคจรไปในทิศทางที่ก าหนด และช่วยน าทาง
ให้อาวุธปล่อยน าวิถีเข้าชนเป้าซึ่งเรียกการควบคุมแบบนี้ว่า FIRE AND UPDATE วิธีการใช้อาวุธปล่อยน า
วิถีระยะเกินขอบฟ้ากับเรือฝ่ายตรงข้าม เมื่อยังอยู่นอกระยะตรวจจับของเรือยิงจะท าให้อาวุธปล่อยน าวิถี
เป็นอาวุธสังหารที่ใช้ได้ผล แม้ว่าเมื่อยิงออกจากท่อจะทราบข้อมูลของเป้าเพยงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการ
ี
ใช้ ฮ. ช่วยน าวิถีให้อาวุธปล่อยน าวิถีในปัจจุบันก็ยังมีข้อเสียอยู่เพราะจะเป็นการง่ายต่อการตรวจจับ และ
ี
ต่อต้านจากระบบป้องกันอากาศยานของเรือทั่วไป หรือเพยงแต่ใช้เครื่องบินสกัดกั้นท าลายเท่านั้น ซึ่งเมื่อ
พาหนะที่ช่วยในการน าทางได้รับความเสียหายหรือหมดสมรรถภาพแล้ว อาวุธปล่อยน าวิถีที่ก าลังโคจรอยู่
ก็จะสูญเสียการน าวิถีทันที่อันส่งผลให้พลาดเป้าในที่สุด
ั
ั
การพฒนาในด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างอาวุธปล่อยน าวิถีสมัยใหม่ ได้พฒนาไป
ิ่
ิ
อย่างรวดเร็วมาก ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางด้านอเล็กทรอนิกส์ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดอมตัวเมื่อไร
๑๑๐
เรื่องที่ก าลังด าเนินการกันอยู่ก็มี เครื่องส่งคลื่นเรดาร์ชนิดความยาวคลื่นแต่เป็นมิลลิเมตร เครื่อง
ค านวณดิจิตัล การใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบวงจรและสายอากาศ วงจรอินติเกรดไมโครเวฟระบบโมดูลซึ่งมี
ขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพสูงลดการสูญเสีย RF ลดการเดินสาย เครื่องส่งเรดาร์ชนิดความถี่สูงนี้
ื่
ิ
จะต้องปรับปรุงให้มีก าลังส่งสูงขึ้นเพอให้ต่อต้านการรบกวนทางอเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น จึงก้าวหนีความ
แออัดในย่านความถี่ X–BAND เดิม ขึ้นไปสู่ย่าน ๑๕ – ๑๗ GHz หรือ ๓๕ GHz แม้ในปัจจุบันนี้
ยังไม่ค่อยประสพความส าเร็จนักก็ตามแต่ก่อนเครื่องส่งก าลังต่ าประเภท LOW NOISE จะมีค่า NOISE
FIGURE ประมาณ ๗ dB (ใช้งาน) ในปัจจุบันลดค่า NF นี้ ลงไปได้ถึง ๒ – ๔ dB ขณะนี้ดาวเทียม
สื่อสารก็เริ่มใช้อุปกรณ์พวก LOW NOISE ในย่านความถี่ ๑๕ – ๑๗ GHz และ ๓๕ GHz กันแล้ว
ั
ิ
ความก้าวหน้าของการพฒนาคอมพวเตอร์ดิจิตตอลขนาดเล็ก ประสิทธิภาพสูงซึ่งน ามาใช้อย่าง
กว้างขวางในระบบน าวิถีแบบ ACTIVE ช่วยให้การควบคุมระบบต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อ
เมื่อเปรียบเทียบกับคอมพวเตอร์แอนนาลอกสมัยเก่า เครื่องคอมพวเตอร์ปัจจุบันสามารถช่วยให้หัวอาวุธ
ิ
ิ
ปล่อยน าวิถีท างานได้ด้วยตนเองของการค้นหาเป้า ติดตามเป้า เลือกลักษณะคลื่นเรดาร์ ตัดการรบกวน
ิ
แก้อัตราผิดของอุปกรณ์ ตรวจจับการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ และตอบโต้การต่อต้านทางอเล็กทรอนิกส์
ได้ทุกรูปแบบ ด้วยเหตุที่มีขนาดเล็ก น้ าหนักเบา จึงสามารถติดตั้งบนอาวุธปล่อยน าวิถีได้มากกว่า ๑
ิ่
เครื่อง ท าให้ยิ่งเพมจ านวนความจ ามากขึ้นอกหลายเท่า ขณะนี้เครื่องค านวณบนตัวอาวุธปล่อยน าวิถี
ี
ิ่
สามารถท างานได้ถึง ๑ ล้านอย่างภายในเวลา ๑ วินาที ในอนาคตตัวเลขนี้จะเพมขึ้นไปถึง ๓ ล้านต่อ
ิ
วินาที โดยที่ราคาไม่ได้เพมสูงขึ้นแต่อย่างใด และการใช้คอมพวเตอร์ชนิดโปรมแกรมได้จะช่วยให้สามารถ
ิ่
ื่
เปลี่ยนแปลงข้อมูลความจ า เพอรับกับภัยคุกคามชนิดต่างๆ ของข้าศึกได้โดยไม่จ าเป็นต้องปรับปรุงเครื่อง
อุปกรณ์อื่นๆ ให้ยุ่งยาก
ปัญหาในการป้องกันอาวุธปล่อยน าวิถี
เรือที่ติดอาวุธปล่อยน าวิถีอาจตกเป็นเป้าของอาวุธปล่อยน าวิถีได้ สาเหตุอนนี้อาจเกิดมาจากปัญหา
ั
ส าคัญคือ
๑. การตรวจพบการเข้าหาของอาวุธปล่อยน าวิถี
๒. การป้องกันมิให้อาวุธปล่อยน าวิถีถูกเรือ
การตรวจพบโดยปกติจะใช้เรดาร์แต่อาวุธปล่อยน าวิถีส่วนใหญ่จะโคจรต่ ามาก ในการเข้าหาเป้า
ื้
และมีพนที่สะท้อนเรดาร์เล็ก การที่จะตรวจพบอาวุธปล่อยน าวิถีด้วยเรดาร์จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักและ
อาจจะตรวจพบได้เมื่ออาวุธปล่อยน าวิถีโคจรมาใกล้เรือมาก ความเร็วของอาวุธปล่อยน าวิถีท าลายเรือ
โดยทั่วไปจะต่ ากว่าความเร็วเสียงหรือประมาณ ๕๐๐ น๊อต ระยะยิงของอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พนขึ้นอยู่
ื้
ื้
กับขนาดของเป้าและขนาดของเรือยิงเพราะปัจจัยสองอย่างนี้ เป็นตัวก าหนดระยะของเรดาร์และอาวุธ
ื้
ื้
ปล่อยน าวิถีพนสู่พนส่วนใหญ่ยิงโดยอาศัยข้อมูลจากเรดาร์ของเรือยิง ในกรณีที่เรือยิงเป็นเรือโจมตีเร็ว
โดยทั่วไประยะยิงจะประมาณ ๑๔ ไมล์ เครื่องบินอาจจะยิงที่ระยะไกลกว่านี้และอาวุธปล่อยน าวิถีบาง
ชนิดสามารถยิงเรือและน าทางด้วย ฮ. ดังนั้น ระยะยิงก็จะไกลขึ้น
๑๑๑
หากพิจารณาเฉพาะกรณีที่อาวุธปล่อยน าวิถียิงจากเรือเร็วโจมตี อาวุธปล่อยน าวิถีจะโคจรระยะทาง
ประมาณ ๑๔ ไมล์ ที่ความเร็ว ๕๐๐ น๊อต ดังนั้นเวลาโคจรจะประมาณ ๑ นาที ๔๐ วินาที โดยปกติ
เรดาร์ของเรือที่ถูกยิงจะไม่สามารถตรวจพบจนกว่าอาวุธปล่อยน าวิถีจะโคจรเข้ามาใกล้ประมาณ ๔ – ๕
ไมล์ ในช่วงประมาณ ๓๐ วินาทีสุดท้าย นั่นก็คือนับจากเรดาร์ตรวจพบอาวุธปล่อยน าวิถีจะมีเวลา ๓๐
วินาที ในการปฏิบัติการที่จะป้องกันอาวุธปล่อยน าวิถีถูกเรือ
ี
ถึงแม้การใช้เรดาร์จะไม่ใช่วิธีการเพยงอย่างเดียวที่จะตรวจพบอาวุธปล่อยน าวิถี วิธีการตรวจพบ
ี
อาวุธปล่อยน าวิถีที่ส าคัญอกอย่างหนึ่งคือ การดักรับการแพร่คลื่นเรดาร์ของอาวุธปล่อยน าวิถี แต่อาวุธ
ปล่อยน าวิถีในปัจจุบันจะส่งสัญญาณเรดาร์ในช่วงสุดท้ายของการโคจรเท่านั้น ดังนั้นเวลาที่จะใช้ในการ
ต่อต้านจึงคงมีประมาณ ๓๐ วินาทีเท่านั้น
ในกรณีที่อาวุธปล่อยน าวิถียิงจากเครื่องบินก็เข้าลักษณะเดียวกัน อาวุธปล่อยน าวิถีจะถูก
ก าหนดให้ลดระดับลงสู่ความสูงเหนือยอดคลื่น ข้อแตกต่างมีเพยงกรณีที่อาวุธปล่อยน าวิถีชนิด SEMI
ี
ACTIVE ซึ่งเครื่องบินจะต้องส่องเป้าด้วยเรดาร์ตลอดเวลาที่อาวุธปล่อยน าวิถีก าลังโคจร ช่วงนี้เรือที่ตกเป็น
เป้าจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะตรวจพบการแพร่คลื่นเรดาร์และสามารถหาวิธีการต่อต้านได้ โดยมีระยะเวลาที่
จะใช้ต่อต้านนานขึ้นอีกเล็กน้อย
ไม่ว่าอาวุธปล่อยน าวิถีจะยิงจากเรือ เครื่องบิน หรือแม้แต่เรือด าน้ าก็ตาม เรือที่ตกเป็นเป้าถึงแม้จะ
ตรวจพบอาวุธปล่อยน าวิถีก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดใด ในหลายๆ ชนิดดังกล่าว
การน าวิถีแบบ ACTIVE หรือ SEMI ACTIVE อาจจะตรวจพบและทราบชนิดได้ ด้วยเครื่องดักรับสัญญาณ
ื่
เรดาร์ (ESM – ELECTRONIC SUPPORT MEASURE) แต่อาวุธปล่อยน าวิถีชนิดอน ซึ่งไม่มีการแพร่คลื่น
ใดๆ ออกไปเลย จึงยากที่จะเดาได้ ผลที่ตามมาท าให้เรือที่ตกเป็นเป้าต้องใช้มาตรการต่อต้าน ส าหรับอาวุธ
ปล่อยน าวิถีทุกชนิดและด้วยเวลาที่รวดเร็ว
มาตรการต่อต้านทางอิเล็กทรอนิกส์
ั
ิ
มาตรการต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีที่จะน ามาพจารณากันในอนดับแรกก็คือ การใช้สงครามทาง
ิ
อเล็กทรอนิกส์ในการต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งน าวิถีแบบ ACTIVE และ SEMI ACTIVE วิธีที่นิยมใช้ใน
ขณะนี้คือ การก่อกวนเรดาร์ของอาวุธปล่อยน าวิถีหรือเรดาร์ของเรือควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถี เรือรบรุ่น
ใหม่ส่วนมากจะติดตั้งเครื่องมือก่อกวนเรดาร์แต่ด้วยเวลาตอบโต้ซึ่งสั้นมาก เครื่องมือนี้จะต้องเชื่อมโยงกับ
เครื่องมือดักรับสัญญาณเรดาร์ และสามารถท างานโดยอตโนมัติในทิศทางที่ถูกต้อง ใช้วิธีการที่ถูกและ
ั
ในทันทีที่พิสูจน์ทราบสัญญาณเรดาร์นั้นได้
วิธีการในการก่อกวนเรดาร์มีหลายวิธี เช่น การก่อกวนในย่านความถี่กว้างๆ การก่อกวนในความถี่
ตรงกับความถี่ของเรดาร์ หรือการก่อกวนแบบลวงเพอให้อาวุธปล่อยน าวิถีหรือเรือควบคุมอาวุธปล่อยน า
ื่
วิถีคิดว่า เป้าที่แท้จริงอยู่ในต าบลที่อน การก่อกวนเรดาร์นี้ถ้าใช้ได้ถูกจังหวะและถูกวิธีการจะได้ผลดีมาก
ื่
ั
แต่ในปัจจุบันเรดาร์ทั้งในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี และเรดาร์ควบคุมการยิงบนเรือควบคุมก็มีการพฒนาให้มี
ระบบต่อต้านการต่อต้านการก่อกวนนี้อยู่ด้วย
๑๑๒
ี
วิธีการก่อกวนเรดาร์อกวิธีหนึ่งคือ การท าให้เกิดการสะท้อนคลื่นเรดาร์จ านวนมาก อย่างไม่มี
ระเบียบจนภาพบนจอเรดาร์เปรอะไม่สามารถที่จะแยกเป้าจริงที่ต้องการออกได้ วิธีนี้สามารถท างานได้โดย
การใช้ ชาฟฟ์ (CHAFF) ซึ่งเป็นแผ่นอลูมิเนียมบางๆ ตัดให้มีขนาดที่เหมาะสมกับความยาวของคลื่นเรดาร์
เพอให้สัญญาณสะท้อนที่ดี ชาฟฟ์บรรจุอยู่ในกล่องทรงกระบอก เมื่อต้องการใช้จะถูกยิงขึ้นไปในอากาศ
ื่
กล่องจะระเบิดในความสูงและระยะที่ต้องการ ชาฟฟ์จะกระจายและลอยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง
การต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีชนิด ANTI–RADIATION มีวิธีเดียวที่ท าได้ก็คือ เลิกเดินเรดาร์ทุกชนิด
ในทันที อย่างไรก็ตามในระหว่างการรบ การใช้เรดาร์อาจมีความจ าเป็นจึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ
แต่ปัญหานี้ในปัจจุบันอาจยังไม่หนักมากนักเพราะชาติต่างๆ ในโลกนี้ยังไม่มีอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดนี้กัน
มากนัก ยกเว้นชาติในกลุ่มนาโต้ที่มีเพียงสองชนิดเท่านั้นคือ มาร์แตล และ คอร์โมราน
ิ
อาวุธปล่อยน าวิถีแบบอนฟราเรดสามารถก่อกวนด้วยรังสีอนฟราเรดโดยการยิงเป้านี้ให้ลอยห่าง
ิ
จากเรือในระยะที่เหมาะสมเพอที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะหันเหทิศทางไปหาเป้าลวงซึ่งน่าสนใจกว่า และ
ื่
ิ
เช่นเดียวกัน เวลาที่เหมาะสมเป็นสิ่งส าคัญที่สุดจะต้องยิงเป้ารังสีอนฟราเรดออกไปในทันทีที่เรดาร์จับ
เป้าอาวุธปล่อยน าวิถีได้ แต่เครื่องมือดักรับสัญญาณเรดาร์ไม่สามารถจับการแพร่คลื่นเรดาร์จากอาวุธ
ปล่อยน าวิถี หรือการแพร่คลื่นจากเรือยิง วิธีต่อต้านก็คล้ายคลึงกับการต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีด้วย
โทรทัศน์ ซึ่งมีวิธีเดียวคือ การหลบเข้าหลังฉากควัน การตัดสินใจท าควันหรือปล่อยทุ่นควันจะต้องท า
โดยรวดเร็วเช่นเดียวกัน
๒.๔ SELF–CONTAINNED GUIDANCE SYSTEM ระบบนี้เป็นระบบที่บรรจุระบบน าวิถีทั้ง
ชุดไว้ภายในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี คือ ระบบน าวิถีและควบคุมอยู่ในตัวอาวุธปล่อยน าวิถีคล้ายกับ ACTIVE
HOMING นั่นเอง เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะในระบบของอาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งใช้ต่อต้านเป้าหมายใน
ระยะไกล การน าทางของมันจะไม่ขึ้นอยู่กับยานปล่อยหรือสถานีปล่อยอาวุธ เนื่องจากระยะของระบบ
ACTIVE และ PASSIVE HOMING นั้นไม่เพียงพอที่จะใช้ในการควบคุมได้ถึง ดังนั้นการน าทางของมันจะใช้
การหาต าแหน่งที่ โดยระบบต าบลที่แบบอัตโนมัติซึ่งคล้ายๆ กับการหาที่เรือของนักเดินเรือ ตัวอาวุธปล่อย
น าวิถีอาจประกอบเครื่องหาต าบลที่ด้วยดาวเทียมเข้าไว้ซึ่งจะท าให้มันรู้ต าบลที่ของมันขณะโคจรได้
ิ
ตลอดเวลาคอมพวเตอร์ที่อยู่ในตัวมันจะเป็นตัวค านวณค่าต่างๆ รวมทั้งสั่งการในการโคจรทั้งยังสั่งการให้
อาวุธปล่อยน าวิถีลงสู่เป้าหมาย เมื่อถึงต าแหน่งที่ก าหนดไว้
โดยวิธีการเดียวกันนี้ในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี อาจประกอบเครื่องเปรียบเทียบภูมิประเทศ
ต่างๆ บนผิวโลกโดยใช้แผนที่เป็นเครื่องประกอบ เพอที่จะหาต าแหน่งที่ของตัวมันหรืออาจใช้ระบบ หรือ
ื่
วิธีการหาต าบลที่แบบอนๆ ในการหาต าบลที่ของตัวมันให้ได้ แต่จะเห็นได้ว่าการหาต าบลที่ของตัวอาวุธ
ื่
ปล่อยน าวิถีประเภทนี้จะหาต าบลที่ตามระบบภูมิศาสตร์ ดังนั้นเป้าหมายจะต้องเป็นเป้าที่ไม่เคลื่อนที่ใน
ขณะที่อาวุธปล่อยน าวิถีโคจรอยู่ เป้าหมายของอาวุธปล่อยน าวิถีแบบนี้จะได้แก่ ท่าเรือ คลังสินค้าขนาด
ั
ใหญ่ ศูนย์กลางการขนส่ง เป็นต้น ความยุ่งยาก ขนาด และราคาของระบบหาต าบลที่แบบอตโนมัตินี้ ท า
ให้มันเป็นข้อจ ากัดที่มักจะใช้ระบบนี้กับอาวุธปล่อยน าวิถีระยะไกลมากๆ เท่านั้น โดยประกอบกับหัวรบที่
๑๑๓
มีอ านาจการท าลายสูงเพื่อทดแทนการผิดพลาดของระบบน าทางของอาวุธปล่อยน าวิถีนั่นเอง ระบบพวกนี้
ได้แก ่
๒.๔.๑ PRESET GUIDANCE (การน าวิถีถูกตั้งไว้ล่วงหน้า) ตามหลักการการน าวิถีแบบนี้
จะต้องก าหนดเส้นทางโคจรไว้ก่อน ก่อนปล่อยต้องตั้งกลไกน าวิถีให้บังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้อยู่ใน
ี
เส้นทางบินที่เลือกไว้ เมื่อปล่อยอาวุธปล่อยน าวิถีออกไปแล้วจะเปลี่ยนเส้นทางบินจากที่ก าหนดไว้อกไม่ได้
ี
อุปกรณ์การน าวิถีและบังคับเส้นทางบินจะประกอบอยู่ภายในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี หรือกล่าวอกนัยหนึ่งก็
คือใช้วิธีบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายและขีปนวิธีของอาวุธปล่อยน าวิถีที่ต้องโคจรสู่เป้าหมายไว้ล่วงหน้า
เมื่อปล่อยออกไปอาวุธปล่อยน าวิถีจะวิ่งไปตามข้อมูลที่ SET ไว้ โดยมีตัววัดความเร็วและความสูงเป็นตัวให้
ข้อมูลในการพุ่งลงสู่เป้าหมายจนถึงเป้าหมาย
– ข้อดีของอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดนี้คือ มีอุปกรณ์การน าวิถีติดตั้งไปในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี ไม่
ต้องมีอุปกรณ์การน าวิถี ณ ที่ปล่อย สามารถปล่อยออกไปได้พร้อม ๆ กัน ได้หลาย ๆ ลูก โดยไม่รบกวนกัน
สามารถตั้งให้อาวุธปล่อยน าวิถีออกท าการได้ในสภาพต่าง ๆ กัน
– ข้อเสียของอาวุธปล่อยน าวิถีชนิดนี้คือ หลังจากที่ถูกปล่อยออกจากแท่นปล่อยแล้วจะไม่มี
ทางเปลี่ยนแปลงเส้นทางการบินที่ตั้งไว้เลย อาวุธปล่อยน าวิถีชนิดนี้ใช้กับเป้าหมายที่เป็นเป้านิ่งและใหญ่
อาณาเขตกว้างๆ เช่น เมืองใหญ่ๆ ดังนั้นความแม่นย าอาจคลาดเคลื่อนอนเนื่องมาจากสภาวะอากาศ เช่น
ั
การเปลี่ยนแปลงของกระแสลม อุณหภูมิ ความกดดันของอากาศ ฯลฯ อาวุธปล่อยน าวิถีระยะไกลรุ่นแรก
ที่ใช้ระบบนี้คือ V-2
๒.๔.๒ BASE LINE NAVIGATION GUIDANCE (การน าวิถีระบบตาข่ายเดินอากาศ) อาวุธ
ั
ปล่อยน าวิถีชนิดนี้จะโคจรไปตามแนวที่เกิดจากสัญญาณวิทยุหลายๆ อนติดกัน บางท่านเรียกว่าระบบตา
ข่ายเดินอากาศ (NAVIGATION NET) เมื่ออาวุธปล่อยน าวิถีโคจรออกนอกเส้นทางจะมีกลไกบังคับอาวุธ
ปล่อยน าวิถีอัตโนมัติให้กลับเข้าแนวโคจรที่ก าหนดไว้ การน าวิถีแบบนี้ใช้ได้ผลดีส าหรับเป้าหมายประจ าที่
ซึ่งเราทราบที่ตั้งแน่นอนสามารถใช้ได้กับอาวุธปล่อยน าวิถีระยะไกล การควบคุมวิถีสามารถควบคุมได้
หลายลูกในคราวเดียวกัน สัญญาณที่ส่งออกไปอาจจะใช้ NAVIGATION SYSTEMS ชนิดระยะไกล
(LONG–RANGE NAVIGATION/LORAN) ประมาณ ๑,๕๐๐ ไมล์ หรือชนิดใกล้ (SHORT–RANGE
NAVIGATION / SHORAN) ประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ ไมล์ หรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะสูงของอาวุธ
ปล่อยน าวิถี การควบคุมการน าวิถีระบบนี้อย่างน้อยควรมีสถานีส่งที่พื้น ๒ แห่ง เป็นอย่างน้อย
๒.๔.๓ CELESTIAL REFERENCE (การน าวิถีด้วยดวงดาว) คือวิธีก าหนดขีปนวิธีในการ
เคลื่อนที่สู่เป้าหมายโดยอาศัยดาวเป็นหลักฐาน ดาวที่กล่าวถึงนี้หมายถึง ดาวที่มีต าแหน่งประจ า เช่น
ดาวเหนือ ดวงอาทิตย์ โดยที่ก่อนปล่อยอาวุธปล่อยน าวิถีจะต้องใช้หลักฐานทางดิ่ง และหลักฐานทางระดับ
ของโลก ให้แก่ชุดควบคุมของอาวุธปล่อยน าวิถีเสียก่อน เมื่อยิงขึ้นไปแล้วระบบ AUTOMATIC STAR
TRACKING TELESCOPE จะท าการหาค่ามุมของดวงดาวที่ก าหนด เทียบกับหลักฐานที่เก็บไว้ใน
ี
ื่
COMPUTER เพอหาต าแหน่งปัจจุบันของอาวุธปล่อยน าวิถี และท าการแก้ไขหากผิดพลาด กล่าวอกนัย
๑๑๔
ุ
หนึ่งก็คืออาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้ระบบนี้จ าเป็นต้องมีอปกรณ์เดินอากาศที่อาศัยต าแหน่งของดาว หรือสิ่ง
ื่
้
ื่
อนในท้องฟาช่วยในการโคจรไปตามเส้นทางโคจรที่ก าหนดไว้แล้วเพอโคจรตรงไปสู่เป้าหมาย ส่วนมากใช้
กับอาวุธปล่อยน าวิถีพื้นสู่พื้นระยะไกลมากเท่านั้น เช่น ส่งไปดาวพุธ (MARINER)
CELESTIAL (STELLAR) GUIDANCE
ิ
– ระบบการน าวิถีแบบนี้นับว่ามีความยุ่งยากอยู่มาก โดยทั่วไปจะมีกลไกอเล็กทรอนิกส์และ
กลไกเกี่ยวกับแสง บังคับให้อาวุธปล่อยน าวิถีขึ้นตรงไปยังดวงดาวที่ต้องการ กลไกนี้จะท างานเมื่อได้รับ
ั
พลังงานแสง หากตอนใดอาวุธปล่อยน าวิถีโคจรเฉออกนอกเส้นทาง กลไกอตโนมัติจะแก้คืนให้เข้าสู่วิถี
โคจรที่ก าหนดไว้ เพื่อตรงเข้าสู่เป้าหมาย
– ระบบการน าวิถีแบบนี้ประกอบด้วยกลไกที่ส าคัญคือ AUTOMATIC SEXTANCE PHOTO
ื่
ิ
ุ
ELECTRIC CELLS อปกรณ์เกี่ยวกับอเล็กทรอนิกส์และเกี่ยวกับแสงอนๆ ระบบน าวิถีแบบนี้มีลักษณะที่
สังเกตได้ง่ายคือ จะมีหน้าต่างโปร่งแสงอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีอปกรณ์ที่ใช้ในการหมาย
ุ
ุ่
ดวงดาวเป็นหลักและบังคับให้อาวุธปล่อยน าวิถีพงตรงสู่ดวงดาวนั้น มีลักษณะคล้ายกล้องโทรทัศน์ขนาด
เล็ก ติดตั้งอยู่บนแท่นหมุนได้ บางแบบอาจติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ซ่อนไว้ในล าตัวและมีหน้าต่างโปร่งแสง
ปรากฏอยู่
– อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีการบังคับวิถีตามระบบนี้ สามารถโคจรไปได้ระยะไกลมาก โคจรผ่าน
กระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของข้าศึกไปได้โดยไม่ถูกรบกวนเพื่อให้อาศัยดวงดาวที่สุกมากๆ และเพอให้โคจร
ื่
ื่
พ้น เมฆ พายุ และสภาพอากาศเลวอน ๆ ที่มาบังแสงดวงดาว จ าเป็นต้องตั้งอาวุธปล่อยน าวิถีที่บังคับวิถี
ตามระบบนี้บินในระยะสูงมากๆ
– ระบบนี้เหมาะสมกับอากาศยาน ที่มีรัศมีท าการไกลมาก ๆ เช่น ยานส ารวจอวกาศ
๒.๔.๔ STELLAR – INERTIAL GUIDANCE (การน าวิถีด้วยดวงดาวและแรงเฉื่อย) ระบบนี้
อาวุธปล่อยน าวิถีใช้อปกรณ์ไยโรร่วมกับระบบน าวิถีด้วยดวงดาว เพอความรวดเร็วในการค านวณต าบลที่
ุ
ื่
ั
ของอากาศยานและความสะดวกในการติดตามดวงดาว ระบบน าวิถีแบบนี้สามารถแก้อตราผิดพลาดทาง
๑๑๕
ไยโร (INERTIAL PLATFORM) ในการเดินทางระยะไกลได้ โดยกล้องส่องดวงดาวที่ติดตั้งอยู่บนแท่นฐาน
ื่
ไยโรหรือที่ส่วนอนๆ ใดก็ได้ ไยโรจะท าหน้าที่ควบคุมและรักษาเส้นทางโคจรที่ต้องการ ส่วนกล้องส่อง
ดวงดาวจะท าหน้าที่ควบคุมและปรับความเที่ยงตรงของไยโรเมื่อเกิดอัตราผิด
BLOCK DIAGRAM OF STELLAR INERTIAL GUIDANCE SYSTEM
๒.๔.๕ TERRESTRAIL GUIDANCE (การน าวิถีด้วยลักษณะภูมิประเทศ) ระบบนี้ใช้ระบบ
การเทียบภาพถ่ายและแผนที่จากในระบบความจ าของ ON BOARD COMPUTER กับภูมิประเทศจริงที่
ก าลังแล่นผ่านซึ่งอาวุธปล่อยน าวิถีสามารถเก็บภาพภูมิประเทศที่ก าลังแล่นผ่านด้วยระบบ OPTICAL
REFERENCE แต่ใช้ดาวเทียมเป็น REFERENCE อันท าให้ระบบนี้แม่นย ามากที่สุดในปัจจุบัน ความแม่นย า
นี้สามารถท าได้ถึง ๕๐ x ๕๐ ตารางเมตร อาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้การน าวิถีระบบนี้ในปัจจุบันคือ CRUIES
MISSILE ทั้งหลาย และ PERCHING II กล่าวอกอย่างหนึ่งของระบบนี้ก็คือ เป็นระบบที่ใช้หลักการ
ี
ื้
ส่องดูพนแผ่นดินที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะโคจรผ่านไป เปรียบเทียบกับรูปภาพ หรือแผนที่ซึ่งถ่ายไว้ล่วงหน้า
(ด้วยเครื่องบินจารกรรม) และถูกบรรจุอยู่ในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี การดูอาจใช้กล้องติดเลนส์ (OPTICAL)
ุ
หรืออปกรณ์เรดาร์ ระบบนี้เป็นระบบที่ยุ่งยากและซับซ้อนจะใช้เฉพาะเป้านิ่งที่เป็นพนที่กว้างใหญ่ไพศาล
ื้
ุ
ี
เช่น ในเขตอตสาหกรรม ระบบนี้อาจเรียกได้อกอย่างหนึ่งว่า TERAIN COMPARISION METHOD หรือ
เรียกย่อ ๆ ว่า TERCOM
TERRESTRIAL – REFERENCE (MAP – MATCHING) GUIDANCE
๑๑๖
๒.๕ LASER GUIDANCE ในปัจจุบันได้มีการน าเอาล าแสงเลเซอร์ (LASER BEAM) มาใช้ในทาง
ทหารกันมากขึ้นตามล าดับ เช่น ใช้ในการวัดระยะ (RANGE FINDING) ได้อย่างแม่นย าโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในอาวุธน าวิถีที่น าวิถีด้วยล าแสงเลเซอร์ที่ใช้ต่อต้านรถถัง (SEMI ACTIVE LAZER HOMING) เนื่องจาก
ล าแสงเลเซอร์เป็นล าแสงที่แคบและเดินทางเป็นเส้นตรง การน าวิถีด้วยเลเซอร์จึงมีความแม่นย ามาก การ
ใช้เทคนิคการรบกวนล าคลื่นย่อย (SIDE LOBE) แบบของเรดาร์จึงไม่สามารถน ามาใช้กับล าแสงเลเซอร์ได้
อุปสรรคอย่างหนึ่งของล าแสงเลเซอร์ก็คือ ก าลังของล าแสงจะถูกลดทอนลงเมื่อเดินทางผ่านหมอก ฝน ฝุ่น
ละออง
ภาพแสดงการยิงจรวดแบบ HELLFIRE ต่อเป้าหมายที่อยู่นอกระยะสายตา
จากเฮลิคอปเตอร์ แต่จรวดก็ถูกเป้าหมายได้ โดยอาศัย เครื่องท าล าแสงเลเซอร์
ที่พื้นดิน ( LASER DESIGNATOR ) ช่วยน าวิถีให้
ภาพแสดงการท างานของลูกระเบิดน าวิถีในสงครามเวียดนาม
น าวิถีด้วยเลเซอร์
ุ
กรรมวิธีในการผลิตอปกรณ์และวัสดุต่างๆ ให้มีขนาดเล็กลง (MICRO MINIATURIGATION)
ก็ท าให้การพฒนาระบบการน าวิถีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น ความคิดในการรวมเอาเลเซอร์และระบบ
ั
ิ
ตรวจจับด้วยกล้องโทรทัศน์มาใช้ด้วยหรือการใช้ระบบน าวิถีสองแบบ คือ ระบบอนฟราเรดและเรดาร์
รวมอยู่ในอาวุธน าวิถีลูกเดียวกัน เพอสามารถเลือกใช้เป้าหมายได้เหมาะสมหรือเมื่อถูกสัญญาณรบกวนก็
ื่
อาจเปลี่ยนจากระบบหนึ่งเป็นอีกระบบหนึ่งได้
๑๑๗
๒.๖ HYBRID GUIDANCE SYSTEM / COMPOSITE SYSTEM เป็นการผสมเอาระบบหลา ๆ
ื่
ื่
ระบบมาปนกันเพอป้องกันการรบกวน เพอความแน่นอนหากระบบใดระบบหนึ่งเสียไป และเพอความ
ื่
แม่นย า ถ้าระบบนั้นเป็นการน าเอาระบบ REMOTE GUIDANCE กับ HOMING GUIDANCE มา
รวมกัน เพอให้ได้ประโยชน์จากข้อดีทั้งสองระบบ มักจะเรียกระบบนี้ว่า HYBRID GUIDANCE
ื่
ื่
ตัวอย่างเช่น การน าวิถีของอาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL MK 1 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการน าเอาระบบอน
นอกเหนือจากที่กล่าวนี้ มารวมกันก็มักจะเรียกระบบนี้ว่า COMPOSITE SYSTEM เช่น ระบบของอาวุธ
ปล่อยน าวิถี CRUISE และ PERCHING ซึ่งใช้ TERRESTIAL GUIDANCE ผสมกับ CELESTIAL
REFERENCE เป็นต้น
ส่วนจ่ายพลังงานไฟฟ้า
ี
ส่วนจ่ายพลังงานไฟฟาส่วนนี้ไม่มีรายละเอยดที่จะต้องน ามากล่าวมากมายนัก จึงขอกล่าว
้
ให้ทราบไว้เพยงคร่าวๆ คือ เป็นส่วนที่ให้พลังงานต้นก าลังที่ใช้ในการจ่ายไฟฟาขนาดต่างๆ ให้กับวงจร
ี
้
อเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี ปกติใช้แบตเตอรี่ความร้อน แบตเตอรี่น้ ายาต่าง ๆ เครื่อง
ิ
ื่
้
ก าเนิดไฟฟาขับด้วยพลังงานต่างๆ เช่น แก๊สเยนนอเรเตอร์และอาจมีอปกรณ์อนๆ ประกอบด้วย เช่น
ุ
ุ
้
อปกรณ์แปลงกระแสไฟฟา โดยปกติส่วนจ่ายพลังงานนี้จะติดตั้งไว้ใกล้ๆ กับส่วนน าวิถีหรือส่วนควบคุม
เสมือนหนึ่งว่า รวมอยู่เป็นส่วนเดียวกัน
อาวุธปล่อยน าวิถีที่มีในกองทัพเรือไทย
อาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยที่จัดหามาใช้กับเรือผิวน้ าและอากาศนาวี
ประเทศไทยมีอาณาเขตจรดทะเลโดยมีชายฝั่งยาวมากกว่า ๑,๕๐๐ ไมล์ ท าให้สามารถใช้ทะเล
ั
เป็นเส้นทางคมนาคมและแสวงหาทรัพยากรตามธรรมชาติจากทะเล อนเป็นการน าความเจริญรุ่งเรืองมาสู่
ประเทศไทย แต่ทะเลก็ยังเป็นโทษโดยที่ข้าศึกสามารถใช้ทะเลเป็นเส้นทางเข้าท าการรุกรานประเทศไทย
ได้โดยง่าย เหตุนี้ประเทศจึงจ าเป็นต้องมีกองทัพเรือท าหน้าที่คุ้มครองป้องกันน่านน้ าไทยให้ปลอดพน
้
จากภัยคุกคามของข้า ศึกทางทะเล คุ้มครองเส้นทางคมนาคมขนส่งทางทะเล คุ้มครองป้องกันและ
รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและชายฝั่ง ป้องกันและปราบปรามการกระท าผิดกฎหมายทางทะเล
และช่วยเหลือผู้ประสบภัย คุ้มครองป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่แสวงหาทรัพยากรตามชาติ
จากทะเลทั้งในทะเล อาณาเขตของประเทศไทยและเขตทะเลหลวง หน้าที่ของกองทัพเรือดังกล่าวท าให้
กองทัพเรือจ าเป็นต้องมีก าลังรบทางเรืออันเข้มแข็งและเพียงพอส าหรับป้องกันประเทศด้านทะเลประกอบ
กับในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ตามล าดับนั้นก าลังรบทางเรือ ได้แก่ เรือรบของราชนาวี บางส่วนก็เริ่มล้าสมัย
ทั้งตัวเรือและอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือส่วนใหญ่ต้องปลดระวางประจ าการไปตามวาระ กองทัพเรือจึง
จ าเป็นต้องสร้างเรือรบขึ้นมาทดแทนและเรือรบที่สร้างใหม่นี้จะต้องเป็นเรือรบที่ทันสมัยตามวิวัฒนาการ
ของสงครามทางเรือ
๑๑๘
ิ
ต่อมาในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๑๑ ถึง ๒๕๑๔ กองทัพเรือได้รับการจัดสรรงบประมาณพเศษ
เพื่อพัฒนาก าลังรบตามนโยบายรัฐบาลและตกลงได้สร้างเรือฟริเกตขึ้นเป็นอนดับแรก เรือประเภทนี้ถือว่า
ั
เป็นเรือหลักของกองทัพเรือไทย มีขีดความสามารถจะปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศได้ดังนี้
๑. ป้องกันน่านน้ าอาณาเขต ให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึกทางด้านทะเล
๒. ปฏิบัติการร่วมกับเรือยนต์เร็วโจมตี
๓. ต่อต้านเรือผิวน้ า ขนาดกลาง และขนาดเล็กด้วยปืนเรือ
๔. ต่อต้านอากาศยาน ด้วยอาวุธปล่อยน าวิถี พื้นสู่อากาศ
๕. ท าการระดมยิงฝั่ง
๖. ท าหน้าที่คุ้มกัน
๗. ปฏิบัติการปราบเรือด าน้ าโดยอสระหรือร่วมกับกองเรือปราบเรือด าน้ าหรือร่วมกับ
ิ
เครื่องบินปราบเรือด าน้ า
ั
เรือหลวงมกุฎราชกุมารติดอาวุธปล่อยน าวิถีล าแรกของกองทพเรือไทย
หลังจากได้พจารณาอย่างละเอยดรอบคอบแล้ว กองทัพเรือได้ตกลงใจเลือกบริษัทจากประเทศ
ี
ิ
อังกฤษ ให้เป็นผู้สร้างได้รับพระราชทานชื่อเรือครั้งแรกว่า เรือหลวงเจ้าพระยา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกอบพระราชพธีสถาปนาเฉลิมพระ
ิ
ิ
นามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟาวชิราลงกรณ์ฯ ด ารงต าแหน่งพระอสริยยศ สมเด็จพระบรม
้
โอรสาธิราช เจ้าฟามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ กองทัพเรือ
้
ั
ได้พิจารณาเห็นว่า สมควรได้ถวายความจงรักภักดีและเทิดทูลพระเกียรติในโอกาสอนเป็นมงคลนี้ประกอบ
กับกองทัพเรือได้เคยมีเรือหลวงมกุฎราชกุมารมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพทธศักราช ๒๔๓๓ ในรัชสมัย
ุ
ื่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพอเทิดทูนพระเกียรติองค์มกุฎราชกุมารในครั้ง
นั้น กองทัพเรือจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานเปลี่ยนชื่อเรือหลวงเจ้าพระยาเป็น เรือหลวง
มกุฎราชกุมาร เพอถวายความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ เรือหลวงมกุฎราชกุมารขึ้นระวาง
ื่
ู่
ประจ าการเป็นเรือชั้น ๑ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ณ อสร้างเรือ เดินทางถึงประเทศไทยเมื่อ
วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๗
เรือหลวงมกุฎราชกุมารเป็นเรือฟริเกตเอนกประสงค์ หมายเลข ๔๓๓ มีระวางขับน้ าเต็มที่
๑,๙๐๐ ตัน สามารถท าความเร็วได้สูงสุด ๒๕ นอต เป็นเรือหลวงล าแรกที่ติดอาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งถ้า
เรียกตามภาษาชาวบ้านทั่วไปว่า ติดจรวดน าวิถี อาวุธปล่อยน าวิถีที่น ามาใช้มีชื่อว่า SEACAT (ซึ่งขณะนี้
ปลดระวางประจ าการแล้ว) เป็นรุ่นที่ดัดแปลงมาจากรุ่นแรก (SEACAT MK 1 MOD 1) จัดอยู่ใน
ประเภทพนสู่อากาศ (Surface to Air Missile) หรือเรียกสั้นๆ ว่า SAM ใช้เป็นอาวุธต่อต้านอากาศยาน
ื้
ระยะใกล้ มีระยะยิงหวังผลประมาณ ๕,๐๐๐ หลา ระยะยิงไกลสุด ๘,๐๐๐ หลา มีไว้ส าหรับป้องกันเรือ
่
ุ
ในการถูกโจมตีโดยเครื่องบินไอพนในระดับต่ า มีความเร็วประมาณ ๗๕๐ ฟต/วินาที การน าวิถีใช้พล
เล็งยิงบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีด้วยคลื่นวิทยุผ่านเครื่องควบคุมการยิงด้วยสายตาและเรดาร์ (Visual &
๑๑๙
Radar Director Command Link) ติดตั้งมาพร้อมกับเรือหลวงมกุฎราชกุมารเข้าประจ าการ โดยมีแท่น
ยิงบรรจุอาวุธปล่อยน าวิถีได้ ๔ ลูก ลักษณะรูปร่างของอาวุธปล่อยน าวิถี SEACAT ล าตัวเป็นรูป
ทรงกระบอกกลม ส่วนหัวแหลมมน หัวรบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขอบมน มีปีก ๔ ปีก เคลื่อนไหวได้ติดอยู่กับ
ั
แกนปีกทั้ง ๔ อน มีหาง ๔ หาง ติดอยู่ตอนท้ายของล าตัวท ามุม ๔๕ องศากับปีก เคลื่อนไหวไม่ได้ ส่วน
ขับเคลื่อนประกอบด้วย BOOSTER CHARGE และ SUSTAINER CHARGE ตอนท้ายสุดต่อจาก
ื่
่
BOOSTER CHARGE จะมีท่อพ่นแก๊ส ๔ ท่อ ตัดเป็นมุมเฉียง เพอให้แก๊สพนผ่านออกไปจากดินขับใน
ช่วงแรก และตรงกลางระหว่างท่อเฉียงทั้ง ๔ ท่อ จะมีท่อพนแก๊สต่อจาก SUSTAINER CHARGE การ
่
ิ
ท างานของระบบควบคุมและบังคับเป็นแบบ ELECTRO-HYDRAULIC คือใช้ทั้งอเล็กทรอนิกส์และ
HYDRAULIC ร่วมกัน หัวรบเป็นแบบแตกกระจายใช้ชนวนแบบ IR Proximity & Contact Fuze
ิ
คือใช้รังสีอนฟราเรดจากเครื่องบินที่เป็นเป้าในระยะและมุมที่ก าหนดให้ และการชนเฉี่ยวเป็นตัวท าให้จุด
ระเบิด
อาวุธปล่อยน าวิถี SEACAT มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ
- ความยาว ๕๘.๒๙๕ นิ้ว
- เส้นผ่าศูนย์กลาง ๗.๕๒ นิ้ว
- ความกว้างกางปีก ๒๕.๖ นิ้ว
- น้ าหนักตัวลูก ๑๓๘.๒๕ ปอนด์
- น้ าหนักตัวลูกพร้อมฐานติดตั้งแคนนิสเตอร์
๒๐๖.๒๕ ปอนด์
- น้ าหนักดินระเบิดในหัวรบ ๓๗.๗๕ ปอนด์
เรือหลวงมกุฎราชกุมารเป็นเรือที่มีอาวุธปืนเป็นอาวุธหลัก ในการต่อต้านเรือผิวน้ าและอากาศ
ยานประกอบด้วยปืนใหญ่ ๔.๕ นิ้ว มาร์ค ๘ อัตโนมัติ ป้อมเดี่ยว ๒ ป้อม และปืนกล ๔๐/๖๐ มม. แท่น
เดี่ยว หันกระดกด้วยก าลังไฟฟาจ านวน ๒ แท่น ปืนใหญ่ ๔.๕ นิ้ว มาร์ค ๘ ใช้ระบบควบคุมการยิง ซึ่ง
้
ประกอบด้วยเรดาร์และคอมพิวเตอร์อย่างทันสมัย นอกจากนี้ยังมีจรวดส่องสว่างระยะใกล้อีก ๒ แท่น
เรือหลวงมกุฎราชกุมารมีอาวุธปราบเรือด าน้ าคือ ตอร์ปิโด MK 44 MOD 1, STINGRAY
TORPEDO ใช้แท่นยิง PMW 49 เครื่องควบคุมการยิง Control Room Unit เครื่องยิงลูกระเบิดลึกแบบ
แท่นยิง ๓ กระบอก (Mortar MK10) จ านวน ๑ แท่น เป็นอาวุธส าคัญในการปราบเรือด าน้ า ควบคุม
การยิงด้วยเครื่องค้นหาเรือด าน้ า (Sonar) โดยการส่งคลื่นเสียงไปในทะเลเพอหาระยะทาง ทิศทาง ความ
ื่
ลึกของเรือด าน้ าให้คอมพวเตอร์ท าการค านวณควบคุม ให้เครื่องยิงลูกระเบิดลึกยิงออกไประเบิดใต้น้ า ใน
ิ
ระดับลึกที่เรือด าน้ าอยู่ได้ถูกต้องที่สุดและเพอความเหมาะสมในการท าลายเรือด าน้ าบางโอกาสจึงได้ติด
ื่
รางปล่อยลูกระเบิดลึกท้ายเรืออีก ๑ ราง
เรือหลวงมกฎราชกุมารมีห้องศูนย์ยุทธการที่ทันสมัยสามารถที่จะรวบรวมข่าวสารจากภายนอก
ุ
และภายในเรือได้ เพื่อให้สามารถควบคุมการรบหรือการใช้อาวุธของเรือได้ในห้องนี้ เป็นแนวความคิดใน
๑๒๐
ั
การควบคุมการรบของเรือตามแบบเรือรบสมัยใหม่ซึ่งได้พฒนาเกี่ยวกับขีดความสามารถของระบบอาวุธ
ต่าง ๆ และเครื่องมือตรวจการณ์ออกไปมาก ห้องศูนย์ยุทธการนี้นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางการควบคุมการรบ
ื้
ของเรือ สามารถจะทราบการปรากฏของข้าศึกทั้งทางอากาศ พนน้ า และใต้น้ า รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร
ภายนอก ภายในเรือและข่าวสารการเดินเรือจากห้องศูนย์ยุทธการนี้ สามารถควบคุมการปฏิบัติงานของ
เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์ฝ่ายเราได้ด้วย
เรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของกองทัพเรือไทย
ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๖ – พ.ศ.๒๕๑๙ ในสมัยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ด ารงต าแหน่งผู้บัญชาการ
ทหารเรือ กองทัพเรือได้ก าหนดแนวทางการจัดหาเรือที่เหมาะสมไว้คือ ควรเป็นเรือเล็กที่มีขีด
ความสามารถพอตัวและคล่องตัวในทางรับทางรุก มีอานาจในการป้องปรามตามสมควร เช่น เรือยนต์
ื้
ื้
เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พน หรือเป็นเรือที่ใช้งานได้หลายอย่าง เช่น เรือฟริเกตขนาดเล็ก เป็น
ต้น และในช่วงนั้นเรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งประเทศเล็กๆ ที่มีพนที่ปฏิบัติการไม่กว้างขวางนัก ความนิยมเรือยนต์เร็วติดอาวุธปล่อยน าวิถีได้พงขึ้น
ื้
ุ่
ี
ถึงขีดสูงสุดเมื่ออสราเอลใช้เรือประเภทนี้ ออกปฏิบัติการรบแล้วได้ชัยชนะ เหนืออยิปต์และซีเรียใน
ิ
สงคราม YOM KIPPUR เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ กองทัพเรือจึงเห็นว่าเรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีมี
ความเหมาะสมที่จะปฏิบัติภารกิจทั้งทางรับและทางรุกเป็นอย่างยิ่ง เพยงแต่จัดให้มีการเสริมระบบ
ี
ป้องกันภัยทางอากาศด้วยตนเองให้เหมาะสมก็เป็นการเพียงพอ
หน้าที่หลักของเรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีก็คือ ท าการต่อตีข้าศึกด้วยอาวุธปล่อยน า
วิถีที่มีอยู่ แล้วหลบหลีกข้าศึกด้วยความเร็วสูงร่นระยะเป้าซ้ าเติมข้าศึกด้วยปืนใหญ่ที่มีอยู่จนกว่าข้าศึกจะ
ถูกท าลายจนหมดสิ้น
เรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของกองทัพเรือไทย เป็นเรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธ
ปล่อยน าวิถี GABRIEL เรือชุดนี้มี ๓ ล า ประกอบด้วย ร.ล.ปราบปรปักษ์ หมายเลข ๓๑๑ ร.ล.หาญหัก
ู่
ศัตรูหมายเลข ๓๑๒ ร.ล.สู้ไพรินทร์ หมายเลข ๓๑๓ เรือทั้ง ๓ ล านี้ กองทัพเรือได้ว่าจ้างให้อต่อเรือจาก
ประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ต่อให้ภายใต้การควบคุมดูแลของบริษัท ลือเซ่น แห่งเยอรมัน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗
และเรือชุดนี้ได้ขึ้นระวางประจ าการระหว่างปลายปี พ.ศ.๒๕๑๙ ถึงต้นปี ๒๕๒๐ ตามล าดับ เรือชุดนี้มี
ระวางขับน้ าเต็มท ๒๖๓ ตันความเร็วสูงสุด ๓๗.๕ นอต
ี่
ส าหรับระบบอาวุธและระบบ
ควบคุมต่างๆ กองทัพเรือได้ด าเนินการ
จัดหาจากประเทศต่างๆ ตามความ
เหมาะสมกับความต้องการทางด้าน
ยุทธการในขณะนั้นและได้ท าการติดตั้ง
เรียบร้อยมีการตรวจสอบจนเป็นที่
ยอมรับที่ประเทศสิงคโปร์ เรือแต่ละล า
๑๒๑
จะมีระบบอาวุธเหมือนกัน ซึ่งประกอบด้วยอาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL ๕ ท่อยิง อาวุธปืน ๕๗/๗๐ แบบ
BOFORS (หัวเรือ) ๑ กระบอก อาวุธปืน ๔๐/๗๐ แบบ BOFORS (ท้ายเรือ) ๑ กระบอก และอาวุธปืนกล
ขนาด .๕๐ นิ้ว (ดาดฟ้ายกกลางล า) ๒ กระบอก
อาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL (ปลดระวางประจ าการแล้ว) ที่น ามาใช้กับเรือยนต์เร็วโจมตีชุดนี้ เป็น
ื้
ิ
ื้
ประเภทพน–สู่–พน GABRIEL MK1 ของประเทศอสราเอล ซึ่งเป็นรุ่นที่ผ่านการรบทางทะเลมาอย่างโชก
โชนในสงครามตะวันออกกลาง
อาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ
- ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีมีความยาว ๓.๓๕ เมตร
- เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๓๒๕ เมตร
- หนัก ๔๑๐ กก.
- หัวรบบรรจุดินระเบิดแรงสูงหนัก ๑๕๐ กก.
- ใช้ชนวนกระทบแตกชะลอการระเบิด
ระบบขับเคลื่อนใช้เชื้อเพลิงแข็ง ทั้ง BOOSTER และ SUSTAINER โดยท าเป็นท่อนเดียว
ต่อเนื่องกัน มีความเร็วเดินทางประมาณ ๒๐๐ เมตร/วินาที โคจรได้นาน ๑๒๐ วินาที มีระยะยิงหวังผล
ตั้งแต่ ๖ กม. ถึงไกลสุดประมาณ ๒๑ กม. มีปีก ๔ ปีก ช่วยในการทรงตัว โดยมีปีกบนติดสายอากาศ รับ–
ส่ง ข่าวสารระหว่างเรือกับอาวุธปล่อยน าวิถี มีครีบหาง ๔ ครีบท าหน้าที่เป็นหางเสือบังคับทิศทาง ซ้าย–
ขวา, ขึ้น–ลง และแก้อาการโคลงตัวของอาวุธปล่อยน าวิถี ตัวลูกอาวุธปล่อยน าวิถีจะถูกบรรจุไว้หีบยิงเพอ
ื่
เก็บรักษาและเป็นเกราะป้องกันขณะล าเลียงพร้อมทั้งท าหน้าที่เป็นเครื่องยิงในตัว หีบยิงดังกล่าวจะน ามา
ติดตั้งไว้บนเรือได้ ล าละ ๕ หีบยิง โดยแบ่งออกเป็นติดตั้งบนแท่นยิงเดี่ยวประจ าที่ ๒ หีบยิง และบนแท่น
ยิงแฝดสามซึ่งเป็นแท่นหมุนได้อีก ๓ หีบยิง แท่นยิงทั้งสองแบบนี้จะท ามุมกับดาดฟ้าเรือ ๒๕ องศา
อาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL การน าวิถีเป็นแบบ Semi Active Homing คือตัวอาวุธปล่อยน า
วิถีมเฉพาะเครื่องรับคลื่นเรดาร์เท่านั้นไม่มีเครื่องส่งเรดาร์ เรือจะต้องส่งคลื่นเรดาร์ควบคุมการยิงไปที่เป้า
ี
ตลอดเวลา เพอเป็นการน าทางให้อาวุธปล่อยน าวิถีโคจรเข้าสู่เป้าหมาย ทั้งในช่วงแรกและช่วงสุดท้าย
ื่
ส าหรับในช่วงแรกจะใช้การควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ประจ าศูนย์รวบ (Optical Sight) ควบคุมให้อาวุธปล่อย
น าวิถีอยู่ในล าคลื่นเรดาร์ ส่วนช่วงกลางใช้การควบคุมด้วยเรดาร์อตโนมัติ และในช่วงสุดท้ายอาวุธปล่อย
ั
น าวิถีจะไม่รับค าสั่งควบคุมจากเรือแต่จะน าวิถีเข้าหาเป้าเองด้วยความสูงชนเป้าที่ตั้งความสูงไว้ล่วงหน้า
จากเครื่อง MSCU ก่อนที่จะท าการยิง
การยิงอาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL นั้น จ าเป็นจะต้องมีเครื่องควบคุมการยิง ซึ่งในระบบจะ
ประกอบด้วยอุปกรณ์หลายอย่าง ได้แก ่
๑. เรดาร์ควบคุมการยิงแบบ WM 20 ของจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อใช้ในการค้นหาเป้า
ติดตามเป้าและควบคุมการยิง เรดาร์ชนิดนี้สามารถควบคุมการยิงได้ทั้งอาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL อาวุธ
ปืน ๕๗/๗๐ และอาวุธปืน ๔๐/๗๐
๑๒๒
๒. GCU (Guidance Computer Unit) เป็นตัวน าเอาข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาจากเรดาร์
ื่
ควบคุมการยิง ศูนย์รวบ และ MSCU มาค านวณเพอใช้ในการน าวิถีร่วมกับ MSCU โดยส่งสัญญาณไป
ควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถีขณะโคจรผ่านทางเรดาร์ควบคุมการยิง
๓. MSCU (Missile Selection and Control Unit) เป็นเครื่องเลือกหีบยิงและเป็นเครื่อง
ควบคุมการยิงอกเครื่องหนึ่ง ที่ใช้ร่วมกับเครื่อง GCU มีหน้าที่โดยสรุปคือ แสดงจ านวนอาวุธปล่อยน าวิถี
ี
ุ่
บนแท่นยิงให้รู้ว่ามีกี่ลูก เดินไยโรในตัวอาวุธปล่อยน าวิถี อนแบตเตอรี่ ก าหนดความสูงชนเป้าขั้นสุดท้าย
้
เลือกความถี่ที่ใช้ควบคุม ส่งกระแสไฟฟาจากเรือไปให้กับอาวุธปล่อยน าวิถี ตรวจสอบความสมบูรณ์ของ
วงจรไฟยิง ตั้งแต่เริ่มต้นจนอาวุธปล่อยน าวิถีชนเป้า
๔. HU (Helmsman Unit) เป็นเครื่องช่วยถือท้าย ในการน าเรือเข้ายิงด้วยแท่นยิงเดี่ยวติด
ประจ าที่หรือแท่นยิงแฝดสามหมุนได้เมื่อขัดข้องต้องหันด้วยมือ
ุ
๕. ศูนย์รวบ (Optical Sight) เป็นอปกรณ์กล้องควบคุมและบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีซึ่ง
พนักงานศูนย์รวบบังคับการโคจรของอาวุธปล่อยน าวิถี ในช่วงแรกให้อาวุธปล่อยน าวิถีซึ่งอยู่ภายในกรวย
เรดาร์ ๓ องศา ไต่เข้ามาอยู่ในแนวเส้นเล็งยิงเป้า
๖. BCU (Bridge Control Unit) เป็นตู้ควบคุมการยิงใช้ส าหรับควบคุมศูนย์ยุทธการจาก
สะพานเดินเรืออีกเครื่องหนึ่ง
จะเห็นว่าขั้นตอนการท างานของการใช้อาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL ยิงเป้านั้นมีค่อนข้างมาก
จ าเป็น ต้องใช้พนักงานหลายคนซึ่งแต่ละคนจะต้องมีความช านาญละเอยดถูกต้องและแม่นย า มิฉะนั้นการ
ี
ุ
ใช้อาวุธปล่อยน าวิถีจะไม่ประสบความส าเร็จในการยิงเป้าหมายได้เลยแม้ว่าอปกรณ์ต่างๆ จะสมบูรณ์
พร้อมแล้วก็ตาม
เรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สองของกองทัพเรือไทย
เรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สองของกองทัพเรือไทย ติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถี
EXOCET ประกอบด้วย ร.ล.ราชฤทธิ์ หมายเลข ๓๒๑ ร.ล.วิทยาคม หมายเลข ๓๒๒ ร.ล.อดมเดช
ุ
หมายเลข ๓๒๓ เรือทั้ง ๓ ล านี้ กองทัพเรือได้ว่าจ้างให้อู่ต่อเรือจากประเทศอิตาลีเป็นผู้ต่อให้เรือชุดนี้ได้ขึ้น
ระวางประจ าการในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ทั้ง ๓ ล า ตามล าดับ เรือแต่ละล ามีระวางขับน้ าเต็มที่ ๓๐๐ ตัน
ความเร็วสูงสุด ๓๖ นอต รัศมีท าการ ๗๑๕ ไมล์
ส่วนระบบอาวุธและระบบควบคุมต่างๆ กองทัพเรือได้ด าเนินการจัดหาจากประเทศต่าง ๆ ตาม
ความเหมาะสมกับความต้องการทางด้านยุทธการในขณะนั้นและได้ท าการติดตั้งเรียบร้อย มีการตรวจสอบ
จนเป็นที่ยอมรับที่ประเทศอตาลี เรือแต่
ิ
ล าจะมีระบบอาวุธเหมือนกันซึ่งประกอบด้วย
อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET ๔ กล่องยิง อาวุธ
ปืน ๗๖/๖๒ ออโตเมเลร่า ๑ กระบอก อาวุธ
ปืน ๔๐/๗๐ เบรดาโบฟอร์ส ๑ กระบอก
๑๒๓
อาวุธปืนกลขนาด .๕๐ นิ้ว ๒ กระบอก
ื้
ื้
ส าหรับอาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET ที่น ามาใช้กับเรือยนต์เร็วโจมตีชุดนี้เป็นประเภทพน–สู่–พน
รุ่นแรกของประเทศฝรั่งเศส อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET MM 38 มาจากภาษาลาตินแยกออกได้ดังนี้
EXOCET หมายถึง Flying Fish หรือปลาบิน แสดงถึงคุณลักษณะวิธีบินโดยบินเรี่ยน้ า หรือ Sea–
ื้
Skimming เหมือนกับการร่อนเหนือผิวน้ าของปลาบิน, ส่วน MM ย่อมาจาก Mer–Mer หมายถึง พน–สู่–
ั
พื้น หรือ Surface to Surface, 38 หมายถึง ระยะไกล ๓๘ กม. แต่เมื่อพฒนาแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ อาวุธ
ปล่อยน าวิถี EXOCET มีระยะยิงไกลกว่าที่ออกแบบเอาไว้เป็น ๔๒ กม. อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET เป็น
อาวุธปล่อยน าวิถีแบบเดียวของยุโรปที่ใช้ในการท าสงครามมาแล้ว และมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด เป็น
อาวุธปล่อยน าวิถีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นที่เชื่อถือไปทั่วโลกเพราะมีคุณสมบัติที่ดีเด่นหลาย
ประการที่ส าคัญคือ ใช้ได้ทุกกาลอากาศ ยิงแล้วลืม บินเรี่ยน้ า มีอานาจการท าลายสูง ใช้เชื้อเพลิงแข็ง
ขับเคลื่อน ความเชื่อถือได้สูงกว่า ๙๓ % ออกแบบให้มีการซ่อมบ ารุงรักษาตามระยะเวลาน้อยที่สุด อายุ
การใช้งานของดินขับสามารถใช้ได้นานถึง ๑๕ ปี
อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ
- ความยาวตลอดลูก ๕.๒๑๒ เมตร
- เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๓๔๘ เมตร
- ความกว้างปีก ๑.๑๑๔ เมตร
- น้ าหนักหัวรบ ๑๖๕ กก.
- น้ าหนักดินระเบิดในหัวรบ ๔๒.๕ กก.
- น้ าหนักตัวอาวุธปล่อยน าวิถี ๗๓๗ กก.
- ระยะยิงหวังผลใกล้สุด ๔ กม. ไกลสุด ๔๒ กม.
- ความเร็วประมาณ ๓๐๐ เมตร/วินาที
- ความสูงชนเป้าครั้งสุดท้ายตั้งได้ ๗/๔.๒/๒.๒ เมตร
- หัวรบเป็นชนิดกระทบระเบิด ใช้ชนวนหน่วงเวลาไว้ ๑๔ มิลลิวินาที หรือตั้งให้ระเบิด
เหนือเป้าก็ได้
อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET ติดตั้งได้ล าละ ๔ ลูก แต่ละลูกจะบรรจุไว้ในกล่องยิง ภายในกล่อง
ยิงบรรจุก๊าซไนโตรเจนไว้เพอป้องกันความชื้นซึ่งจะท าความเสียหายแก่ส่วนอเล็กทรอนิกส์ของตัวลูก
ื่
ิ
จุดประสงค์ของกล่องยิงที่ส าคัญคือ ใช้เป็นฐานยิงและใช้ในการขนย้าย เก็บรักษาอาวุธปล่อยน าวิถี กล่อง
ยิงทั้ง ๔ กล่อง จะมีแท่นรองรับอยู่ ๔ แท่น กราบละ ๒ แท่นคู่กัน แต่ละแท่นจะท ามุมกระดก ๑๒ องศา
และท ามุมกับหัวเรือ ๗๐ องศา
อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET การน าวิถีเป็นแบบ Active Radar Homing หรือพดง่ายๆ ก็คือ ยิง
ู
้
แล้วลืมหมายความว่าเมื่ออาวุธปล่อยน าวิถีพนจากกล่องยิงไปแล้วเรือยิงไม่ต้องควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถี
้
อีก สามารถยิงลูกใหม่ได้ทันทีหรือสามารถน าเรือหลบหนีได้ ดังนั้นก่อนที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะพนกล่องยิง
๑๒๔
ไป อาวุธปล่อยน าวิถีจะต้องได้ข้อมูลต่างๆ อย่างสมบูรณ์ซึ่งจะต้องมีเครื่องควบคุมการยิงท าหน้าที่นี้
ิ
ข้อมูลที่ส าคัญได้แก่ ระยะทางเป้า ทิศทางของเป้า ค่าอางองในแนวดิ่ง ความเร็วเรือยิง ฯลฯ นอกจากนี้
้
เครื่องควบคุมการยิงยังเป็นเครื่องมือตรวจสอบระบบต่างๆ ของอาวุธปล่อยน าวิถีก่อนท าการยิงอีกด้วย
อุปกรณ์อาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET ภายในเรือประกอบด้วย
่
๑. ส่วนอุปกรณ์หลัก ได้แก Command Panel, Sequencing Cabinet Power Supply
ุ
๒. ส่วนอปกรณ์รอง ได้แก่ Switch Unit, Coordinate Changer, Gyrometric Rate,
Monitor Unit
่
๓. ส่วนอุปกรณ์ประกอบ ได้แก Converter, อุปกรณ์ขจัดน้ าแข็งที่จับฝาท่อยิง
๔. ส่วนอุปกรณ์ทดสอบ
นานกว่า ๒๕ ปีมาแล้วผู้ช านาญการทางทหารได้ให้ความส าคัญต่อกองเรือผิวน้ าขนาดเล็ก
ื้
ประกอบ ด้วย เรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พนโดยคิดว่าจะเป็นก าลังรบที่ส าคัญ ซึ่งใน
ื้
ปัจจุบันได้เปิดเผยให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของรัศมีท าการและศัตรูที่ส าคัญของเรือเหล่านี้ใน
ปัจจุบัน คือ อากาศยานติด อาวุธปล่อยน าวิถีต่อต้านเรือผิวน้ า แนวโน้มนี้ท าให้การจัดหาเรือผิวน้ า
ในปัจจุบันต้องหันมาเน้นการจัดหาเรือฟริเกตเอนกประสงค์ และเรือคอร์เวทเป็นเรือหลักมากขึ้น
ั
ิ
ปัจจัยที่มีผลต่อวิวัฒนาการเรือผิวน้ าคือ สงครามอเล็กทรอนิกส์เนื่องจากการพฒนาทาง
เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ปัญหาของการออกแบบเรือผิวน้ าไม่ได้
ื่
อยู่ที่ประเด็นว่า เรือจะท าความเร็วสูงสุดเท่าใดหรือเกราะมีความหนาเพอป้องกันกระสุนได้ดีแค่ไหน แต่
หากได้ค านึงถึงระบบอานวยการรบ ระบบตรวจจับ และระบบควบคุมการยิงเป็นหลักแล้ว จ าเป็นต้อง
่
พัฒนาเพื่อต่อต้านภัยคุกคามแบบใหม่ด้วย ได้แก อาวุธต่อต้านเรือผิวน้ าระยะไกลและเรือด าน้ า
ั
การพฒนาอาวุธระยะไกลหรือการใช้อากาศนาวี เช่น เฮลิคอปเตอร์ร่วมกับก าลังทางเรือก็ดี จึง
เป็นความคิดของสงครามเรือผิวน้ ายุคใหม่เพื่อต้องการขยายอานาจการท าลายข้าศึก ตั้งแต่อยู่ในระยะห่าง
ไกล ปัจจุบันสถานการณ์ภัยคุกคามในภูมิภาคนี้ ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากสนามรบเป็นสนาม
การค้าและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการแสวงหาประโยชน์จากทะเลมีมากขึ้น กองทัพเรือจึงมี
ั
ื้
ความจ าเป็นต้องขยายพนที่ปฏิบัติการด้วยการพฒนาก าลังให้มีขีดความสามารถออกปฏิบัติการไกลฝั่งได้
มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางเรือของไทยจากลักษณะเดิมที่เป็นการ
ปฏิบัติใกล้ฝั่งไปสู่การปฏิบัติไกลฝั่งในท้องทะเลลึก
ดังนั้นกองทัพเรือจึงจ าเป็นต้องใช้เรือที่มีขนาดใหญ่ มีความคงทนทะเลสูงและสามารถออก
ปฏิบัติการห่างฝั่งไกลจากฐานทัพได้เป็นเวลานานแต่เมื่อพจารณาถึงสถานภาพของเรือฟริเกตและเรือคอร์
ิ
เวตที่กองทัพเรือมีอยู่ รวมทั้งความต้องการตามแผนโครงสร้างของกองทัพเรือแล้วจะเห็นว่ากองทัพเรือ
ั้
ขาดแคลนเรือประเภทนี้เป็นจ านวนมาก อีกทงเรือประเภทดังกล่าวที่มีอยู่มีขนาดเล็กและเก่าเกินไปที่จะใช้
ั
ปฏิบัติภารกิจ จึงมีความจ าเป็นเร่งด่วนในการที่จะต้องจัดหาเรือขนาดใหญ่ขึ้น และทนสมัยขึ้นให้ได้จ านวน
ที่พอเพียงเท่าที่จะมีงบ ประมาณสนับสนุนเพื่อปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในทะเลไกลฝั่ง
๑๒๕
เรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของกองทัพเรือไทย
เรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยชุดนี้ประกอบด้วย ร.ล.รัตนโกสินทร์
ู่
หมายเลข ๔๔๑ และ ร.ล.สุโขทัย หมายเลข ๔๔๒ เรือทั้ง ๒ ล านี้ กองทัพเรือได้ว่าจ้างให้อต่อเรือจาก
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สร้างให้ โดย ร.ล.รัตนโกสินทร์ เริ่มมือลงมือสร้างก่อนเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน
๒๕๒๖ ขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๙ มีระวางขับน้ าเต็มที่ ๘๙๐ ตันเดินทางมาถึง
ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพนธ์ ๒๕๓๐ ส่วน ร.ล.สุโขทัย เริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม
ั
ั
๒๕๒๗ ขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ มีระวางขบน้ าเต็มที่ ๙๖๐ ตัน เดินทางมาถึง
ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๐ เรือทั้ง ๒ ล า มีความเร็วสูงสุด ๒๖ นอต รัศมีท าการ
๓,๐๐๐ ไมล์
อาวุธที่ติดตั้งบนเรือชุดนี้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเรือให้ส าเร็จนั้นประกอบด้วย อาวุธ
ปล่อยน าวิถีพื้นสู่พื้น HARPOON อาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่อากาศ ASPIDE ท่อตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า MK
ื้
32 Mod 5 แฝดสาม ๒ แท่น ส าหรับตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ าน าวิถี MK 44 Mod 1 และ STINGRAY
TORPEDO ปืน ๗๖/๖๒ มม. ๑ กระบอก ปืน ๔๐L๗๐ มม. แท่นคู่ ๑ แท่น ปืน ๒๐ มม. OERLIKON
๒ กระบอก
ื้
ื้
ในด้านระบบของอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พน HARPOON ที่น ามาใช้กับเรือหลวงชุดนี้เป็นอาวุธ
ปล่อยน าวิถี HARPOON BLOCK 1 C ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีระยะยิงไกลสุดถึง ๗๕ ไมล์ทะเล
(๑๓๕ กม.) ซึ่งเป็นระยะพนขอบฟา สามารถยิงออกนอกเส้นเล็งยิงได้ มีวิถีโคจรต่ า ระบบน าวิถีเป็นแบบ
้
้
ิ
เข้าหาเป้าเอง มี ความสามารถในการต่อต้านการป้องกันทางอเล็กทรอนิกส์ หัวรบบรรจุดินระเบิดแรงสูง
สามารถเจาะทะลุผนังเรือได้ ท าให้เรือที่ติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ลดอตราเสี่ยงต่อการสูญเสีย
ั
ในการรบลงได้เป็นอย่างดี
ตัวลูกอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON พนฐาน (Basic Missile) ที่น ามาใช้ในราชการในยานรบ
ื้
ต่างๆ จะเหมือนกันหมดไม่ว่าจะใช้ติดตั้งกับเรือผิวน้ า เครื่องบิน เรือด าน้ าหรือแท่นยิงชายฝั่ง ยกเว้น
อปกรณ์ประกอบและปีกหางส่วนระบบควบคุมและฐานปล่อยจะมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของ
ุ
ยานที่ติดตั้งนั้นๆ
ื้
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ใช้ยิงจากภาคพนดินทั้งหมด การขับเคลื่อนระยะแรกจะ
ขับเคลื่อนด้วย BOOSTER เชื้อเพลิงแข็ง เมื่อ BOOSTER เผาไหม้หมดจะหลุดออกแล้วหลังจากนั้น
เครื่องยนต์เทอร์โบเจ๊ทเชื้อเพลิงเหลวจึงจะท างานโดยอตโนมัติพร้อมกับอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ลด
ั
ระดับลง
ข้อแตกต่างของอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ยิงจากเรือผิวน้ า หรือเรือด าน้ า กับเครื่องบิน
คืออาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ยิงจากเครื่องบินไม่ต้องมี BOOSTER เชื้อเพลิงแข็ง ทั้งนี้เพราะขณะที่
ยิงอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON นั้น เครื่องบินมีความเร็วเพยงพออยู่แล้ว เครื่องยนต์เทอร์โบเจ๊ทสามารถ
ี
ท างานได้ทันที
๑๒๖
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON สามารถยิงจากเครื่องบินได้ทุกความสูง ทุกความเร็ว และในขณะ
ี่
ที่ไต่ระดับหรือก าลังด าลงทันที่ทอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON พนจากตัวเครื่องบิน ระบบการควบคุมการ
้
เคลื่อนที่จะท างาน โดยควบคุมปีกและแพนหางให้อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON สมดุลยทั้งทางข้างและ
ทางดิ่งอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จะด าดิ่งลงเป็นมุม ๓๓ องศา ขณะนี้เครื่องยนต์เทอร์โบเจ๊ต จะ
ท างาน เมื่อ อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ลดระดับจนเครื่องวัดความสูงเริ่มท างาน อาวุธปล่อยน าวิถี
HARPOON จะรักษาระดับการโคจรเรี่ยน้ าผิวท้องทะเล
ส าหรับการยิงอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จากเครื่องบิน ที่มีความเร็วต่ าและเพดานบินต่ า
เช่น เครื่องบิน พี–๓ หรือ เอส–๓ หรือ เอฟ–๒๗ เครื่องยนต์เทอร์โบเจ๊ตจะถูกสตาร์ทก่อน ที่จะท าการยิง
ออกจากเครื่องบิน
ในช่วงเดินทางอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จะถูกควบคุมด้วยเครื่องควบคุมซึ่งท างาน
เหมือนกับนักบินอตโนมัติโดยมีเรดาร์วัดความสูงเป็นตัวควบคุมร่วม อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จะ
ั
เดินทางจนเป้าอยู่ในระยะใกล้ที่ก าหนดไว้ เรดาร์ค้นหาที่หัวอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จะท างานโดย
อตโนมัติ แต่ถ้าหากเป็นการยิงระยะใกล้ เรดาร์
ั
ค้นหาเป้าสามารถตั้งให้เริ่มท างานทันทีที่อาวุธ
ปล่อยน าวิถี HARPOON ก าลังด าเข้าหาระดับปกติ
เรดาร์ค้นหาเป้าจะค้นหาเป้าประเมินค่าและล็อค
เป้า จากนั้นจะติดตามไปตลอดจนกว่าจะชนเป้า
ี
หลังจากเรดาร์ล็อคเป้าได้อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จะลดระดับลงอกจนถึงระยะสุดท้าย การโคจร
ุ่
เข้าชนเป้าอาจเลือกได้ ๒ แบบ คือใช้พงชนเป้าเรี่ยน้ าพนท้องทะเล หรือจะใช้พงขึ้นสูงแล้วด าลงชนเป้า
ุ่
ื้
จากมุมสูง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความต้องการของผู้ยิง
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ
ความยาว – ๑๕๑ นิ้ว ส าหรับใช้ยิงจากเครื่องบิน (ไม่ประกอบ
BOOSTER)
– ๑๘๐ นิ้ว ส าหรับใช้ยิงจากเรือผิวน้ า หรือเรือด าน้ า
เส้นผ่าศูนย์กลาง – ๑๓.๕ นิ้ว
น้ าหนัก – ๑,๑๐๐ ปอนด์ ส าหรับใช้ยิงจากเครื่องบิน
– ๑,๕๐๐ ปอนด์ ส าหรับใช้ยิงจากเรือผิวน้ า หรือเรือด าน้ า
หัวรบ – บรรจุระเบิดแรงสูง ชนวนกระทบแตกชะลอการระเบิด
การน าวิถี – ช่วงสุดท้ายเรดาร์ แบบ Active Homing
– ช่วงกลางประกอบด้วย ดิจิตัลคอมพิวเตอร์ และระบบให้ค่า
อ้างอิงในการทรงตัวกับเครื่องวัดความสูง
การขับเคลื่อน – เครื่องยนต์เทอร์โบเจ๊ท เชื้อเพลิงเหลวในการโคจรปกติ
๑๒๗
– BOOSTER เชื้อเพลิงแข็ง ส าหรับใช้ยิงจากเรือผิวน้ า
หรือเรือด าน้ า ในช่วงแรกก่อนที่เครื่องยนต์จะท างาน
ระยะยิงไกลสุด – ๗๕ ไมล์ทะเล ( ~ ๑๓๕ กม.)
ระยะยิงใกล้สุด – ๕ ไมล์ทะเล ( ~ ๙ กม.)
มุมยิงทางระดับ – ยิงด้วยท่อยิง = ๓๕ องศา
ระดับการโคจรปกติ – ๘๒.๕ ฟุต ( ~ ๒๕ ม.)
ความสูงชนเป้าขึ้น – อยู่กับสภาพท้องทะเล (ต่ ามาก)
ความสามารถในการเลี้ยว – ๔ G
ความเร็วในการโคจร – ๐.๘๓ มัค
มุมยิงทางข้าง – ยิงจากเรือผิวน้ า + ๑๘๐ องศา
– ยิงจากเครื่องบิน + ๙๐ องศา
ุ
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ใช้ยิงจากฐานยิงต่างกันจะมีอปกรณ์ในบางส่วนแตกต่างกันไป
ตามความจ าเป็น ส่วนชื่อที่ใช้เรียกอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON นั้นก็จะเรียกชื่อตามลักษณะของฐานยิงที่
ต่างกัน เช่น ยิงจากเครื่องบิน เรียก Airlaunch ยิงจากเรือผิวน้ าเรียก Canister launch ยิงจากเรือ
ด าน้ าเรียก Encapsulated launch การยิงอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON จากเรือผิวน้ านั้น
นอกจากจะยิงจากแท่นยิงโดยเฉพาะแล้ว แท่นยิง ASROC (ใช้ท่อยิงเป็นกล่องรูปสี่เหลี่ยม) หรือ
ื่
TARTAR (แท่นยิงไม่ต้องใช้ท่อยิง) ก็สามารถดัดแปลงเพอใช้เป็นแท่นยิงอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON
ได้ด้วย ทั้งนี้เพอให้เหมาะสมกับแท่นยิงที่มีอยู่แล้วเป็นการประหยัดและสะดวกในการติดตั้ง โดย
ื่
ออกแบบเพิ่มเติมอุปกรณ์จ าเป็นให้เหมาะสมส าหรับใช้กับแท่นยิงนั้นๆ อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ใช้
ยิงกับแท่นยิง ASROC เรียก Asroc launch และที่ใช้ยิงกับแท่นยิง TARTAR เรียก Tartar launch
ระบบควบคุมอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ใช้ติดตั้งกับเรือผิวน้ ามีชื่อเรียกว่า HSCLCS
(Harpoon Shipboard Command Launch Control Set) ส่วนที่ใช้ติดตั้งกับเครื่องบินมีชื่อเรียกว่า
HACLCS (Harpoon Aircraft Command and Launch Control Set)
ส าหรับในด้านของระบบอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่อากาศ ASPIDE แท่นยิงอลบาทรอส ที่น ามาใช้
ื้
ั
กับเรือคอร์เวตชุดนี้อกชนิดหนึ่งนั้นผลิตจากประเทศอตาลี ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้ยิงออกจากระบบอล
ี
ิ
ั
ั
บาทรอส มีชื่อเรียกว่า อาวุธปล่อยน าวิถี ASPIDE ได้พฒนาจากอาวุธปล่อยน าวิถี SEA SPARROW
ระบบอลบาทรอสในเรือคอร์เวตของกองทัพเรือไทยเราสามารถท าการยิงได้ทั้งอาวุธปล่อยน าวิถี ASPIDE
ั
และอาวุธปล่อยน าวิถี SEA SPARROW แต่ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี SEA SPARROW ที่จะน ามาใช้ได้ จะต้อง
เป็นแบบเก่าเท่านั้น เพราะระบบ Power Supply ที่จะต้องป้อนเข้าตัวอาวุธปล่อยน าวิถีก่อนออกจากท่อ
ยิงนั้นเป็นระบบที่ใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถี SEA SPARROW แบบเก่า จุดประสงค์ในการใช้อาวุธปล่อยน าวิถี
ื่
ั
ASPIDE แท่นยิงอลบาทรอส เพอต่อต้านภัยทางอากาศร่วมกับระบบอาวุธปืนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะ
เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีที่เข้ามาซึ่งปล่อยมาจากเรือหรือปล่อยมาจากอากาศยานก็ตาม ระบบนี้ก็จะช่วย
๑๒๘
ต่อต้านภัยเหล่านี้ได้ในระยะไกลกว่า ๑๐ กม. ขึ้นไป ซึ่งอยู่พ้นจากระยะหวังผลของอาวุธปืนต่อต้านอากาศ
ยานออกไป สามารถต่อต้านภัยทางอากาศที่บินต่ า บินเรี่ยน้ า ได้ทั้งอากาศยานหรืออาวุธปล่อยน าวิถี
ระบบอัลบาทรอสของเรือคอร์เวตออกแบบให้เชื่อมโยงเข้ากับเครื่องควบคุมการยิง WM 25 ของปืนในเรือ
ี
เป็นระบบที่ให้มีทางเลือกการใช้อาวุธปล่อยน าวิถีอกทางหนึ่ง นอกเหนือจากใช้อาวุธปืน ๗๖/๖๒ และ
อาวุธปืน ๔๐L๗๐ ในการท างานร่วมกันนั้น เครื่องควบคุมการยิง WM 25 จะท าการค้นหาเป้ า ชี้เป้า
ี
และตรวจทางเป้า เมื่อได้รับข้อมูลเป็นที่เพยงพอจะตัดสินใจได้แล้ว จึงก าหนดประเภทของอาวุธที่จะใช้ว่า
จะใช้ปืนหรืออาวุธปล่อยน าวิถี ASPIDE ถ้าจะใช้ปืนก็จะเป็นไปตามปกติของการใช้ปืน อาวุธปล่อยน าวิถี
ASPIDE มีระบบการน าวิถีเข้าหาเป้าแบบ Semi Active Homing Guidance ต่อเชื่อมเข้ากับระบบ
ื่
เครื่องควบคุมการยิง WM 25 ด้วย ในรูปของการส่องเป้าด้วยคลื่น CW. (Continuous Wave) เพอใช้ใน
การสะท้อนกลับของคลื่นที่กระทบเป้าเป็นข้อมูลให้ตัวอาวุธปล่อยน าวิถีน าทางเข้าหาเป้า
อาวุธปล่อยน าวิถี ASPIDE มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ
ความยาว – ๓๗๐ ซม.
เส้นผ่าศูนย์กลาง – ๒๐.๕ ซม.
ความกว้างปีก – ๖๘.๓ ซม.
น้ าหนัก – ๒๓๐ กก.
หัวรบ – เป็นชนิดแตกกระจาย หนัก ๓๔ กก. พร้อมชนวนท างานเฉียดระเบิด
, กระทบระเบิด และทาลายตัวเอง
การขับเคลื่อน – BOOSTER เชื้อเพลิงแข็งท่อนเดียวหนัก ๑๐๔ กก. ให้แรง
ผลักมากกว่า ๓,๕๐๐ กก.
ระยะเวลาเผาไหม้ – ๓.๕ วินาที
ความเร็ว – SUPERSONIC ๒ มัค
ระยะยิง – ใกล้สุด ๒ กม. ไกลสุด ๑๕ กม.
การน าวิถี – CW. Radar Semi Active Homing กรณีถกสัญญาณ
ู
รบกวนจะวิ่งเข้าหาสัญญาณในลักษณะ Home on Jam
การโคจรเข้าหาเป้า – เป็นแบบ Proportional Navigation
ความเชื่อถือได้ในการชนเป้า – ๙๐ %
ั
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สองของกองทพเรือไทย
ื้
ื้
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยชุดนี้ติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พน C-801
มีทั้งหมดจ านวน ๔ ล า ประกอบด้วย ร.ล.เจ้าพระยา หมายเลข ๔๕๕ ร.ล.บางปะกง หมายเลข ๔๕๖ ร.
ล.กระบุรี หมายเลข ๔๕๗ และ ร.ล.สายบุรี หมายเลข ๔๕๘ เรือทั้ง ๔ ล านี้ สร้างจากประเทศสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน โดย ร.ล.เจ้าพระยา ขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๔ และ ร.ล.บางปะกง
ขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๔ แต่ละล ามีระวางขับน้ าเต็มที่ ๒,๐๗๒ ตัน ส่วน
๑๒๙
ร.ล.กระบุรี ขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๕ และ ร.ล.สายบุรี ขึ้นระวางประจ าการ
เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๕ แต่ละล ามีระวางขับน้ าเต็มที่ ๑,๙๖๑ ตัน เรือหลวงทั้ง ๔ ล า ชุดนี้ สามารถ
ท าความเร็วได้สูงสุดถึง ๓๐ นอต รัศมีท าการ ๓,๕๐๐ ไมล์ มีขีดความสามารถสูงปฏิบัติการรบได้ทั้ง ๓
มิติ ตามคุณสมบัติของเรือฟริเกตทุกประการ ส าหรับ ร.ล.กระบุรี และ ร.ล.สายบุรี เป็นเรือฟริเกตติด
ิ
อาวุธปล่อยน าวิถี ซึ่งพเศษกว่า ๒ ล าแรก เพราะมีเฮลิคอปเตอร์ประจ าการบนเรือด้วย ปัจจุบันเรือทั้ง ๒
ล าติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถีพื้นสู่พื้น C-802A
ื่
ส าหรับระบบอาวุธที่ติดตั้งบนเรือชุดนี้ เพอสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเรือให้ส าเร็จนั้น
ื้
ื้
ประกอบ ด้วย อาวุธปล่อยน าวิถีพนสู่พน C–801 จ านวน ๘ ท่อยิง ปืน ๑๐๐ มม. แท่นคู่ จ านวน ๒ แท่น
ยิง ส าหรับ ร.ล.เจ้าพระยา และ ร.ล.บางปะกง ส่วน ร.ล.กระบุรี และ ร.ล.สายบุรี มีเพยง ๑ แท่น เพราะ
ี
ื้
ต้องใช้พนที่ไว้ส าหรับเฮลิคอปเตอร์ ปืน ๓๗ มม. แท่นคู่ จ านวน ๔ แท่น จรวดต่อต้านเรือด าน้ า ๕ ท่อ
ยิง จ านวน ๒ แท่นในด้านของระบบอาวุธปล่อยน าวิถี C–801 ที่น ามาติดตั้งไว้กับเรือชุดนี้ และตัวลูกอาวุธ
ปล่อยน าวิถี C-801 ส าหรับต่อต้านเรือผิวน้ าข้าศึก เช่น เรือพฆาต เรือฟริเกต เรือยกพลขึ้นบก เรือยนต์
ิ
เร็วโจมตีติดอาวุธปล่อยน าวิถี และเรือขนส่งต่างๆ ผลิตจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อาวุธปล่อย
น าวิถี C-801 มีการโคจรในการเดินทางต่ าสูงเหนือผิวน้ าเพียง ๒๐ เมตรเท่านั้น และในช่วงสุดท้ายจะสูง
เหนือผิวน้ าเพียง ๕ ถึง ๗ เมตรมีความเร็วเกือบเท่าความเร็วเสียงคือประมาณ ๐.๘๕ มัค อาวุธปล่อยน าวิถี
C–801 มีผิวภายนอกที่สะท้อนคลื่นเรดาร์น้อยสามารถรุกล้ าเข้าไปในแดนข้าศึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเรดาร์ข้าศึกไม่สามารถตรวจพบได้โดยง่าย การโคจรไปในอากาศจะมีลักษณะปีกหน้าและปีกหลังเป็น
เครื่องหมายคูณ อาวุธปล่อยน าวิถี C–801 มีการค้นคิดระบบควบคุมการโคจรที่ดีเยี่ยมท าให้การทรงตัว
ในขณะโคจรดีเป็นพเศษ ส าหรับระบบน าวิถีเข้าหาเป้า ได้ออกแบบให้ท างานร่วมกับ Director ของ
ิ
เครื่องควบคุมการยิง ดังนั้นอาวุธปล่อยน าวิถี C–801 จึงได้รับข้อมูลอย่างเหมาะสมและถูกต้องก่อนที่จะ
ท าการยิงเสมอ และเมื่อยิงออกไปแล้วการท างานจะเป็นไปโดยอตโนมัติ ช่วงแรกจะโคจรด้วยระบบ
ั
ควบคุมที่ก าหนดไว้ภายในตัวเองตามข้อมูลที่ได้รับก่อนยิง และในช่วงสุดท้ายจะท าการค้นหาและติดตาม
ิ
เป้าหมายเองอย่างแม่นย า ท าให้เรือยิงนั้นเป็นอสระ
ื่
ในการหลบหนีหรือยิงลูกใหม่ต่อเป้าหมายอนต่อไปได้
อย่างรวดเร็ว อาวุธปล่อยน าวิถี C–801 มีระบบ
มาตรการต่อต้านการรบกวนที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ดี
ื้
ั
ทั้งการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์จากฝ่ายตรงข้ามและการรบกวนอนเกิดจากผิวพนท้องทะเล อาวุธปล่อย
น าวิถี C–801 มีหัวรบเป็นชนิดกึ่งเจาะเกราะ ถูกกระตุ้นให้ท างานโดยชนวนกระทบระเบิดที่มีการชะลอ
เวลารอบๆ หัวรบมีหัวขนาดเล็กอยู่ ๑๖ หัว แต่ละหัวมีลักษณะเป็นรูปกรวยหงาย ส่วนปลายหัวรบท าเป็น
รูปกรวยแหลมและมีเขี้ยวส าหรับป้องกันหัวรบลื่นแฉลบออกเมื่อชนเป้าในมุมต่างๆ
๑๓๐
ี
อาวุธปล่อยน าวิถี C–801 มข้อมลที่น่าสนใจคือ
ู
ความยาว – ๕,๘๑๔ มม.
เส้นผ่าศูนย์กลาง – ๓๖๐ มม.
ความกว้างปีก – ๑,๑๘๐ มม.
น้ าหนัก – ๘๑๕ กก.
หัวรบ – เป็นแบบกึ่งเจาะเกราะหนัก ๑๕๕ กก.
ชนวน – ชนิดกระทบแตกชะลอการระเบิด
ส่วนขับเคลื่อน – ใช้เชื้อเพลิงแข็งทั้ง BOOSTER และ SUSTAINER
มีความเร็วโคจร – ๐.๘ – ๐.๙ มัค
มุมยิง – + ๓๐ องศา
ความสูงเดินทาง – ๒๐ ม.
ความสูงก่อนชนเป้า – ๕ หรือ ๗ ม.
ระยะยิง – ตั้งแต่ ๘ – ๔๒ กม.
การน าวิถี – ควบคุมด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ หรือ ACTIVE HOMING
ความเชื่อถือได้ – ๘๕ %
ในการยิง อาวุธปล่อยน าวิถี C-801 ยังต้องมีส่วนประกอบส าคัญอื่น ๆ อีก เช่น
๑. กล่องยิงท าหน้าที่เป็นที่เก็บรักษาอาวุธปล่อยน าวิถี C–801 ขณะเก็บอยู่ในคลังและเป็น
เครื่องยิง เมื่อน าไปติดตั้งบนแท่นยิงในเรือและยังป้องกันมิให้อาวุธปล่อยน าวิถี C–801 ได้รับความ
เสียหายในระหว่างการล าเลียงขนส่งอีกด้วย
๒. แท่นยิงเป็นที่ติดตั้งกล่องยิง แท่นยิงของเรือฟริเกตชุดเรือหลวงเจ้าพระยา เป็นแท่นยิงติด
อยู่กับที่ท ามุมเงยกับแนวระดับ ๑๕ องศา แต่ละแท่นติดตั้งกล่องยิงได้ ๑ กล่องยิง มีทั้งหมดล าละ ๘ แท่น
ยิง
๓. ระบบควบคุมการยิงเป็นระบบที่ให้ข้อมูลแก่อาวุธปล่อยน าวิถี C–801 เช่น ข้อมูลเป้า มุม
เอยงของเรือ ตั้งค่าความสูงชนเป้า ไฟยิงจากเรือ และการตรวจขั้นตอนขั้นสุดท้ายก่อนท าการยิง ฯลฯ
ี
ี
รวมทั้งการฝึกทดลองในการยิงสมมุติให้แก่เจ้าหน้าที่อกด้วย ระบบควบคุมการยิงนี้เรียกว่า อาวุธปล่อยน า
วิถี C–801 GMFCS (Guidance Missile Fire Control System)
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สามของกองทัพเรือไทย
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยชุดนี้ เป็นเรือที่จัดหามาจากประเทศ
ุ
สหรัฐอเมริกามีจ านวน ๒ ล า คือ ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หมายเลข ๔๖๑ และ ร.ล.พทธเลิศหล้านภาลัย
หมายเลข ๔๖๒ เป็นเรือผิวน้ าขนาดใหญ่มีสมรรถนะสูง มีระวางขับน้ าเต็มที่ ๔,๒๖๐ ตัน มีความเร็วสูงสุด
๒๗ นอต รัศมีท าการ ๔,๐๐๐ ไมล์ เดิมเป็นเรือฟริเกตชั้นน็อกซ์ เรือชุดนี้สามารถท าการรบได้ทั้ง ๓ มิติ
๑๓๑
้
คือ ต่อต้านภัยทางอากาศ ต่อสู้เรือผิวน้ าและปราบเรือด าน้ า เป็นเรือที่ออกแบบไว้ให้มีดาดฟา
ื่
เฮลิคอปเตอร์บนดาดฟาท้ายเรือ เพอให้สามารถน าเฮลิคอปเตอร์ไป
้
กับเรือได้ เรือชุดนี้กองทัพเรือได้จัดหามาในปี พ.ศ.๒๕๓๗ และ ปี พ.ศ.
๒๕๔๑ ตามล าดับ แต่ละล ามีระบบอาวุธประกอบด้วย
– ปืน ๑๒๗ มม.(๕ นิ้ว) MK.42 MOD 9 จ านวน ๑
กระบอก
– ระบบต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีระยะประชิดฟาลังซ์
MK.15 จ านวน ๑ แท่น
– อาวุธปล่อยน าวิถีพื้นสู่พื้น HARPOON (ส าหรับยิงจากแท่นยิง ASROC)
– จรวดปราบเรือด าน้ าระยะไกลแอสร็อค (ASROC)
– ตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า MK.46, ท่อยิง MK.32 แท่นค จ านวน ๒ แท่น
ู่
ิ่
ส าหรับตัวลูกอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่น ามาใช้กับเรือชุดนี้จ าเป็นต้องจัดหาเพมเติมและ
จะต้องมีการดัดแปลงแท่นยิง ASROC ให้ใช้ราชการได้เรียบร้อยกับลูกอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่
จัดหามาด้วย
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่จะใช้ในเรือชุดนี้เป็นประเภทพนสู่พน ใช้ยิงเพอท าลายเป้าเรือ
ื้
ื่
ื้
้
้
ผิวน้ าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สามารถท าการยิงได้ทุกสภาพอากาศโดยมีระยะยิงพนขอบฟา น าวิถีด้วย
ตัวเอง โดยอตโนมัติ หลังจากยิงออกไปแล้ว มีขีดความสามารถในการท าลายเป้าหมายที่อยู่ท่ามกลางหมู่
ั
เรือคุ้มกันนอกจากนั้นแล้วยังสามารถใช้โจมตีเป้าหมาย ที่หลบซ่อนอยู่บริเวณชายฝั่งหรือเกาะได้อกด้วย
ี
สามารถเลือกแบบการยิงได้หลายลักษณะโดยก าหนดให้โคจรโจมตีเป้าหมายได้พร้อมๆ กัน หลายทิศทาง
หรือชนเป้าหมายได้หลายลูกในเวลาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON เป็นอาวุธน าวิถีหลักของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และมี
ประจ าการในกองทัพชาติต่าง ๆ ทั่วโลก จึงนับว่าเป็นอาวุธที่มีสมรรถนะสูงและมีความเชื่อถือได้
ส าหรับข้อมูลของอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON เพิ่มเติมนอกจากนี้ ได้กล่าวไว้แล้ว ในส่วนของ
เรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของกองทัพเรือไทย
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สี่ของกองทพเรือไทย
ั
เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยชุดนี้เป็นเรือฟริเกตขนาดใหญ่ กองทัพเรือ
สั่งต่อจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยต่อเฉพาะตัวเรือ ส่วนระบบอานวยการรบของเรือ อน
ั
ได้แก่เครื่องควบคุมการยิง อาวุธปล่อยน าวิถี ระบบเรดาร์ จะใช้ของประเทศสหรัฐอเมริกาและของยุโรป
ซึ่งท าการติดตั้งหลังจากเรือเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว
เรือหลวงชุดนี้มีจ านวน ๒ ล า ประกอบด้วย เรือหลวงนเรศวร หมายเลข ๔๒๑ และ เรือ
หลวงตากสิน หมายเลข ๔๒๒ เรือทั้ง ๒ ล านี้ เรือหลวงนเรศวร ขึ้นระวางประจ าการ เมื่อวันที่ ๑๕
ธันวาคม ๒๕๓๗ และเรือหลวงตากสินขึ้นระวางประจ าการ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๓๘ เรือชุดนี้มี
๑๓๒
ี่
ระวางขับน้ าเต็มท ๓,๐๐๐ ตัน ท าความเร็วได้สูงสุดมากกว่า ๓๒ นอต รัศมีท าการ ๔,๐๐๐ ไมล์ เป็นเรือที่
มีขีดความสามารถสูง สามารถจะปฏิบัติการรบได้ทั้ง ๓ มิติ คือการต่อต้านภัยทางอากาศ การรบผิวน้ าและ
การปราบเรือด าน้ า เรือฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีทั้ง ๒ ล านี้ เป็นเรือฟริเกตขนาดใหญ่ออกแบบให้มี
้
ื่
ดาดฟาเฮลิคอปเตอร์ บนดาดฟาท้ายเรือ เพอให้สามารถน าเฮลิคอปเตอร์ไปกับเรือได้ เพราะปัจจุบัน
้
เฮลิคอปเตอร์มีบทบาทส าคัญในสงครามทางเรือมาก
ส าหรับระบบอาวุธต่างๆ ในเรือชุดนี้ ได้รับการติดตั้งระบบมาบางส่วน ที่ท าโดยสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน ซึ่งเป็นระบบอาวุธที่ได้รับการพฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้นกว่าที่กองทัพเรือเคยมีไว้ใช้
ั
ี
ราชการ รวมทั้งจะได้รับการติดตั้งระบบอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ของทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาอกโดย
เรือชุดนี้ จะมีอาวุธต่างๆ เมื่อได้รับการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้วคือ
– ปืน ๑๒๗ มม. (๕ นิ้ว MK.45 MOD 1) ๑ กระบอก
– อาวุธปล่อยน าวิถี พื้นสู่พื้น HARPOON ๘ ท่อยิง
– ตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า MK.46 ท่อยิง MK.32 Mod 9 แท่นแฝดสาม ๒ แท่น
ู่
– ปืน ๓๗/๗๖ มม.แท่นค แบบ H/PJ 76 A ๒ แท่น
ู่
ตามโครงการติดตั้งระบบอาวุธให้กับเรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร ที่อทหารเรือพระ
จุลจอมเกล้านั้น จะมีคณะท างานติดตั้งระบบอาวุธ และก าหนดช่วงเวลาด าเนินการไว้ตั้งแต่ปลายเดือน
ิ
กุมภาพนธ์ ถึงธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และ ๒๕๓๙ โดยมีรองเจ้ากรมอเล็กทรอนิกส์ ( ในขณะนั้น ) เป็น
ั
หัวหน้าคณะท างานท าหน้าที่เป็นผู้อานวยการในการติดตั้ง และเชื่อมต่อระบบอาวุธทั้งหมด โดยมี
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการด าเนินงานคือ กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ กรมสรรพาวุธทหารเรือ และ กรม
อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า ในส่วนของอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ได้มีการตรวจสอบสายไฟต่างๆ ที่
ฝ่ายจีนด าเนินการมาให้เตรียมการติดตั้งฐาน แท่นยิง และด าเนินการติดตั้งไปตามล าดับ กับงานติดตั้ง
ในส่วนที่เกี่ยวข้องและในที่สุดก็ติดตั้งเรียบร้อยตามระยะเวลาที่ก าหนด ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ติดตั้ง
ระบบเชื่อมต่ออาวุธของสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาท างานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของเราด้วย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่
ื่
ี
ของฝ่ายจีน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วได้น าเรือออกไปทดลองระบบต่างๆ ในทะเลเพอตรวจสอบอกครั้งหนึ่ง
และได้มีการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในระบบที่ไม่สมบูรณ์จนสามารถท าให้ระบบทั้งหมดท างานได้
เรียบร้อย
ส าหรับตัวลูกอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON พร้อมท่อยิงที่จะน ามาใช้กับเรือชุดนี้ จ าเป็นต้อง
จัดหามาใช้ราชการเพิ่มเติมจากที่เคยมีอยู่แล้ว ส่วนข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON
นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในส่วนของเรือหลวงคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของกองทัพเรือไทย และเรือ
หลวงฟริเกตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดที่สามของกองทัพเรือไทย
เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทย
กองทัพเรือได้ท าสัญญาว่าจ้างกับบริษัทจากประเทศสเปน ให้อสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ให้
ู่
จ านวน ๑ ล า เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๕ และได้ท าพธีรับมอบขึ้นระวางประจ าการเมื่อวันที่ ๒๐
ิ
๑๓๓
มีนาคม ๒๕๔๐ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ล านี้ ได้รับพระราชทานชื่อว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร หมายเลข
๙๑๑ มีระวางขับน้ าสูงสุด ๑๑,๔๘๕ ตัน ความเร็วต่อเนื่อง ๒๖.๖ นอต รัศมีท าการ ๑๐,๐๐๐ ไมล์
เนื่องจากการสร้างเรือล านี้ กองทัพเรือมีข้อจ ากัดด้านงบประมาณ จึงได้แบ่งขั้นตอนการสร้างออกเป็น ๓
ระยะ คือ
ระยะที่ ๑ เป็นการสร้างเรือ และส่วนประกอบที่ส าคัญของเรือ
ิ่
ื่
ุ
ระยะที่ ๒ เป็นการสร้างอปกรณ์ที่ส าคัญเพมเติม เพอให้เรือมีขีดความสามารถปฏิบัติหน้าที่
ได้ และรวมทั้งการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ซีฮอว์ค (Sea Hawk) และเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นขึ้นลงทางดิ่ง ซีแฮ
ั
ริเออร์ แบบ AV–8S ซึ่งทั้งหมดนี้ กองทัพเรือจะได้รับพร้อมกบการรับมอบเรือ
ุ
ระยะที่ ๓ เป็นการจัดหาอปกรณ์ เครื่องมือ และระบบอาวุธป้องกันตนเองที่จะน ามา
ึ
ด าเนินการในประเทศไทย โดยเจ้าที่ของกองทัพเรือหลังจากเรือเดินทางกลับมาถงประเทศไทยแล้ว
ิ
เรือหลวงจักรีนฤเบศร ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยและท าพธีต้อนรับเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม
๒๕๔๐ ณ ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขั้นต่อไปจะเป็นระยะที่ ๓ ของการสร้างเรือล านี้
ส าหรับการจัดหาระบบอาวุธป้องกันตนเองในระยะที่ ๓ นี้ กองทัพเรือมีโครงการอยู่แล้วคือ จะ
น าระบบซาดราล (SADRAL) ซึ่งใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถี MISTRAL มาท าการติดตั้งใช้ราชการ ซึ่งระบบ
อาวุธปล่อยน าวิถีชนิดนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
ระบบอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานซาดราล ซึ่งใช้กับอาวุธปล่อยน าวิถี MISTRAL เป็นระบบ
อาวุธน าวิถีที่ทันสมัย สามารถต่อต้านเป้าหมายทางอากาศได้พร้อมๆ กันหลายเป้าประกอบด้วยส่วนส าคัญ
๔ ส่วน คือ แท่นยิงแบบ ๖ ท่อยิง (Missile Launcher) ตู้เซอร์โวควบคุมระบบ (Servo Control Unit)
ตู้ควบคุมการยิง (Control Console) และอาวุธปล่อยน าวิถี MISTRAL (Matra Mistral)
คุณลักษณะของแท่นยิงซาดราล
มุมในการยิงสูงสุด (ARC OF FIRE) หากไม่ถูกจ ากัดด้วยตัวเรือ
– มุมหัน + ๑๑๕ องศา
– มุมกระดก – ๑๖ ถึง + ๗๕ องศา
ความเร็วสูงสุดในการหันกระดก ๘๖ องศา ต่อ วินาที
อัตราเร่งสูงสุด
๒
– ในทางหัน ๑๑๕ องศา/วินาที
๒
– ในทางกระดก ๘๖ องศา/วินาที
การเปลี่ยนแนวยิงไป ๙๐ องศา ใช้เวลา ๒ วินาที และมุมกระดกจะสูงกว่ามุมในแนวยิง
(Superelevation for launch) ๙ + ๑ องศา
๑๓๔
คุณลักษณะของอาวุธปล่อยน าวิถี MISTRAL
– ยาว ๑.๙๘๕ เมตร
– เส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๒.๕ มม.
– หนัก ๒๔.๔ กก.
– การน าวิถีเป็นแบบน าวิถีด้วยคลื่นความร้อน
จากเป้า
– หัวรบหนัก ๓ กก. ภายในมีลูกปืนประกอบอยู่ ๑,๕๐๐ ลูก เมื่อหัวรบระเบิดจะ
กระจายออกด้วยความเร็วสูงเข้าท าลายเป้า
– ส่วนขับคลื่นใช้เชื้อเพลิงแข็ง ประกอบด้วยจรวดส่ง (Launch motor) และจรวด
ขับเคลื่อนหลัก (Main motor)
– ความเร็ว ๘๓๐ เมตร/วินาที หรือ ๒.๕ มัค
เครื่องบิน F–27 MARITIME ติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทย
ด้วยความส าคัญของอากาศนาวีและภารกิจของกองทัพเรือที่จะต้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติทาง
ิ่
ทะเล ท าให้กองทัพเรือต้องเพิ่มก าลังทางเรือมากขึ้น เป็นผลให้กองบินทหารเรือต้องมีภารกิจเพมมากขึ้น
ั
ตามไปด้วย กองทัพเรือจึงได้ขยายกองบินทหารเรือ (ซึ่งได้รับอตราเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๔) เป็น
กองการบินทหารเรือ เมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๓ และนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นกองบินทหารเรือเป็นต้นมา
จนกระทั่งเป็นกองการบินทหารเรือในปัจจุบันได้มีเครื่องบินแบบต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงเกือบ ๒๐
แบบ ซึ่งในจ านวนทั้งหมดมีเครื่องบิน ฟอคเกอร์ แบบ F–27 MARITIME หรือ F–27 MK 200 หรือ
เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ าแบบที่ ๑ ซึ่งเป็นเครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเลและปราบเรือด า
ุ
น้ า สร้างโดยประเทศเนเธอร์แลนด์ มีความเร็วสูงสุด ๒๕๖ นอต เพดานบิน ๒๕,๐๐๐ ฟต และบินได้นาน
ิ
๑๐.๕ ชม. กองทัพเรือได้จัดหามาโดยเดินทางมาถึงประเทศไทยและท าพธีรับมอบกันเมื่อ ๒๔ เมษายน
๒๕๒๗ นั้น นับว่าเป็นเครื่องบินแบบแรกของกองทัพเรือไทยที่สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถี
HARPOON ที่กองทัพเรือไทยมีใช้ราชการ กับเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรก ของกองทัพเรือไทย
ชุดเรือหลวงรัตนโกสินทร์ได้ นอกจากนั้นเครื่องบินแบบนี้ยังติดตั้งตอร์ปิโดน าวิถี STINGRAY, ทุ่นระเบิด,
ี
ปืนกล .๕๐ นิ้ว และจรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว อกด้วย จึงท าให้เครื่องบิน F–27 MARITIME สามารถ
ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันกระบวนเรือ การลาดตระเวนตรวจการณ์การปราบเรือด าน้ า และสงครามทุ่นระเบิดได้
เป็นอย่างดี
ส าหรับอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่น ามาใช้กับเครื่องบินชุดนี้เป็นรุ่น BLOCK 1 C
เช่นเดียวกับที่ใช้ในเรือคอร์เวตชุดเรือหลวงรัตนโกสินทร์ เพียงแต่ดัดแปลงให้เป็นชนิด Airlaunch คือ ถอด
ุ
BOOSTER ออกแล้วใช้ปีกหางของ Airlaunch มาประกอบกับอปกรณ์ประกอบ Airlaunch kits
ส าหรับเครื่องบินโดยเฉพาะ กองทัพเรือได้น าระบบควบคุมการยิงอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ที่ใช้กับ
ิ่
เครื่องบินมาติดตั้งให้กับ บ.F–27 เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ โดยน า บ.F–27 ไปปรับปรุงเพมเติมที่
๑๓๕
ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อติดตั้งแล้ว ได้ไปทดสอบระบบที่สหรัฐอเมริกาเสร็จแล้วจึงเดินทางกลับประเทศ
และมาท าการติดตั้งอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ท า Bridge check ในปี พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นครั้งแรก
(บ.F–27 มีทั้งหมด ๓ เครื่อง) ในเรื่องการจัดหาอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ชนิด Airlaunch จ านวน
เท่าใดนั้น คงจะด าเนินการจัดหาไปตามก าลังงบประมาณที่จะได้รับแต่ละครั้งต่อไป ข้อมูลที่น่าสนใจของ
อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในส่วนของเรือคอร์เวตติดอาวุธปล่อยน าวิถีชุดแรกของ
กองทัพเรือไทย ส่วน บ. แบบอื่น ขณะนี้ยังไม่ได้ท าการติดตั้งระบบอาวุธปล่อยน าวิถีแบบใดทั้งสิ้น
ตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าของกองทัพเรือไทยที่จัดหามาใช้กับเรือผิวน้ าและอากาศนาวี
ยานรบที่ใช้ในการปราบเรือด าน้ ามีด้วยกัน ๓ ชนิด คือ เรือผิวน้ า อากาศยานปราบเรือด าน้ า
และเรือด าน้ าเนื่องจากกองทัพเรือยังไม่มีเรือด าน้ าใช้ราชการ จึงต้องอาศัยเรือผิวน้ าและอากาศยานปราบ
ี
เรือด าน้ าเป็นหลัก ปัจจุบันกองทัพเรือไทยมีตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าใช้อยู่เพยง ๓ ชนิด คือ
TORPEDO MK.44–1 MK 46 Mod 5A(S) และ STINGRAY TORPEDO โดยแต่ละชนิดได้น าเข้ามาใช้
ราชการโดยติดตั้งกับเรือผิวน้ าดังนี้
ปี พ.ศ.๒๕๐๖–๒๕๐๘ เรือหลวงประแส (ล าที่ ๒), เรือหลวงท่าจีน (ล าที่ ๒) และ เรือปราบเรือ
ด าน้ า หรือเรือ PC (เรือหลวงพาลี, เรือหลวงสุครีพ, เรือหลวงตองปลิว, เรือหลวงลิ่วลม, เรือหลวงล่องลม
ี
ซึ่งเรือเหล่านี้ ได้ปลดระวางประจ าการไปหมดแล้ว) อกจ านวนหนึ่งซึ่งเป็นเรือที่ประเทศไทยได้รับความ
ช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้เดินทางไปติดตั้งท่อตอร์ปิโด MK.32 MOD.3
(ท่อเดี่ยว) พร้อมแท่นยิงจ านวนล าละ ๒ แท่น เพอใช้ยิงตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า MK.44-1 ซึ่ง
ื่
สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือ
ปี พ.ศ.๒๕๐๘–๒๕๐๙ เรือหลวงปิ่นเกล้า ซึ่งกองทัพเรือซื้อมาจากสหรัฐอเมริกา แบบได้เปล่าได้
ื่
เดินทางไปยังเกาะกวมฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาเพอซ่อมแซมและดัดแปลง ได้ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด
ื่
MK.32 MOD5 (แฝดสาม) พร้อมแท่นยิงในครั้งนั้นจ านวน ๒ แท่น เพอใช้ยิงตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า
MK.44–1
ปี พ.ศ.๒๕๑๔ และ พ.ศ.๒๕๑๗ เรือฟริเกตซึ่งรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริการ่วมกันออก
ทุนสร้างจ านวน ๒ ล า คือ เรือหลวงตาปี หมายเลข ๔๓๑ และ เรือหลวงคีรีรัฐ หมายเลข ๔๓๒ ได้
เดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและได้ติดตั้งท่อตอร์ปิโด MK 32 MOD 5 (แฝดสาม) พร้อมแท่น
ยิงจ านวนล าละ ๒ แท่น เพื่อใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK.44–1
ปี พ.ศ.๒๕๒๙–๒๕๓๐ เรือคอร์เวตจ านวน ๒ ล า คือ เรือหลวงรัตนโกสินทร์ หมายเลข
๔๔๑ และเรือหลวงสุโขทัย หมายเลข ๔๔๒ ซึ่งกองทัพเรือไทยสั่งต่อจากสหรัฐอเมริกาได้เดินทางมาถึง
ประเทศไทยและได้ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด MK.32 MOD.5 (แฝดสาม) ซึ่งต่อมากองทัพเรือไทยได้มอบให้
จนท.สพ.ทร. ท าการดัดแปลงท่อยิงทั้ง ๒ ล าเสียใหม่ ในปี พ.ศ.๒๕๓๐–๒๕๓๑ เป็นท่อยิง MK.32 MOD.5
Modify (แฝดสาม) เพื่อให้สามารถใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าได้ทั้ง STINGRAY และ MK.44–1
๑๓๖
ปี พ.ศ.๒๕๓๒–๒๕๓๔ เรือตรวจการณ์ปราบเรือด าน้ า (ตกด.) ชุดเรือหลวงค ารณสินธุ ซึ่ง
ต่อใหม่ในประเทศไทยได้แก่ เรือหลวงค ารณสินธุ หมายเลข ๕๓๑ เรือหลวงทยานชล หมายเลข ๕๓๒
และ เรือหลวงล่องลม หมายเลข ๕๓๓ กองทัพเรือได้จัดหาท่อยิงตอร์ปิโด PMW 49 A (แฝดสาม) พร้อม
แท่นยิงจ านวน ๒ แท่น มาติดตั้งเองโดย จนท.ของ สพ.ทร. ด าเนินการร่วมกับบริษัทผู้ผลิตจากประเทศ
อังกฤษสามารถใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าได้ทั้ง STINGRAY และ MK.44–1
ปี พ.ศ.๒๕๓๘ – ๒๕๓๙ เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร จ านวน ๒ ล า ซึ่งกองทัพเรือสั่งต่อ
จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แก่ เรือหลวงนเรศวร หมายเลข ๔๒๑ และเรือหลวงตากสิน
หมายเลข ๔๒๒ ได้เข้ามาท าการติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด MK.32 MOd.5 (แฝดสาม) ที่ อจปร. โดย
จนท.สพ.ทร. ด าเนินการร่วมกับบริษัทผู้ผลิต สามารถใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าได้ทั้งMK.44–1
และ MK 46 Mod 5A(S)
ปี พ.ศ.๒๕๓๙ – ๒๕๔๐ เรือหลวงมกุฎราชกุมาร หมายเลข ๔๓๓ ได้เข้ามาท าการติดตั้งท่อ
ิ่
ยิงตอร์ปิโด PMW 49 (แฝดสาม) พร้อมแท่นยิงจ านวน ๒ แท่น เพมเติมที่ อจปร. โดยเจ้าหน้าที่ของ
สพ.ทร.ด าเนินการร่วมกับ จนท.ของบริษัทผู้ผลิต สามารถใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ าได้ทั้ง Sting
Ray และMK.44–1
ปี พ.ศ.๒๕๓๗ และ พ.ศ.๒๕๔๑ เรือฟริเกตขนาดใหญ่ ที่กองทัพเรือจัดหามา โดยการเช่า
้
จากประเทศสหรัฐอเมริกา จ านวน ๒ ล า ได้แก่ เรือหลวงพทธยอดฟาจุฬาโลก หมายเลข ๔๖๑ และ เรือ
ุ
ุ
หลวง พทธเลิศหล้านภาลัย หมายเลข ๔๖๒ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยและได้ติดตั้งท่อยิงตอร์ปิโด
MK.32 MOD.9 (ท่อคู่) มาพร้อมกับแท่นยิงจ านวนล าละ ๒ แท่น สามารถใช้ยิงตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด า
ุ
น้ าได้ทั้ง MK44–1 และ MK 46 Mod 5A(S) ในการเดินทางกลับของเรือหลวงพทธเลิศหล้านภาลัยใน
คราวนี้ได้น าตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK 46 Mod 5A(S) จ านวนหนึ่งที่เตรียมจัดหาไว้มาพร้อมกับ
การเดินทางในครั้งนี้ด้วย ส าหรับการติดตั้งใช้กับอากาศนาวี นั้น จะใช้ได้กับ บ.S-2F และ บ.F-27 เท่านั้น
โดยแต่ละชนิดได้น ามาใช้ราชการดังนี้
ปี พ.ศ.๒๕๑๒ บ.S–2F สามารถน าตอร์ปิโดน าวิถี MK.44–1 มาท าการติดตั้งได้
ปี พ.ศ.๒๕๓๐ บ.F–27 สามารถน าตอร์ปิโดน าวิถี MK.44-1 มาท าการติดตั้งได้
ื่
ปี พ.ศ.๒๕๓๒ บ.F–27 ได้เดินทางไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ เพอปรับปรุงระบบให้
สามารถติดตั้งตอร์ปิโดน าวิถี STINGRAY ได้รวมทั้งอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON ด้วย และบ.F–27 ได้
ี
เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพอตรวจสอบระบบอกครั้งหนึ่ง ภายหลังกลับถึงประเทศไทยแล้วจึงมีการติดตั้ง
ื่
ตอร์ปิโดน าวิถี STINGRAY ได้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นต้นมา
ส าหรับข้อมูลที่น่าสนใจของ ตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า แต่ละชนิดมีดังนี้
ตอร์ปิโดน าวิถี MK.44–1 ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอาวุธปราบเรือด าน้ า ควบคุม
การท างานด้วยระบบไฟฟาโดยรับก าลังงานจากแบตเตอรี่น้ าทะเล เข้าหาเป้าด้วยระบบคลื่นเสียง น าวิถี
้
ด้วยตนเองในระบบ ACTIVE ACOUSTIC HOMING ตอร์ปิโดน าวิถี MK.44–1 ที่ราชนาวีไทยมีอยู่นั้นมี ๒
๑๓๗
ชนิด คือ ตอร์ปิโดชนิดหัวรบ ประกอบด้วยหัวรบ MK.101 MOD.0 โดยใช้โก๊ะ MK.19 MOd.12 และ
ตอร์ปิโดชนิดใช้ฝึก ลักษณะเหมือนตอร์ปิโดชนิดหัวรบทุกอย่าง ยกเว้นส่วนหัวรบ ซึ่งจะถูกแทนที่โดยหัว
ื่
ฝึกเพอจุดประสงค์ในการฝึกพนักงาน การตรวจสอบการท างานของลูกตอร์ปิโด และการทดสอบระบบ
ควบคุมการยิงหรือปล่อย ตอร์ปิโดทั้ง ๒ ชนิด สามารถปล่อยจากจากเครื่องบินและยิงจากเรือผิวน้ าได้เพอ
ื่
ป้องกันเรือยิงตอร์ปิโด จึงถูกออกแบบให้ท างานในระดับความลึกต่ ากว่า ๕๐ ฟุต สามารถท าลายเรือด า
ุ
น้ าที่วิ่งอยู่ใต้น้ าด้วยความเร็ว ๐ – ๒๕ นอต ในระดับความลึกตั้งแต่ ๕๐–๑,๐๐๐ ฟต ส าหรับการปล่อย
จากเครื่องบิน จะประกอบร่มพยุงไว้ที่ท้ายสุดของตอร์ปิโด ในกรณีที่ใช้ตอร์ปิโดชนิดใช้ฝึก ลูกตอร์ปิโดจะ
ประกอบด้วย หัวฝึก MK.78 MOD.2 ซึ่งจะบันทึกการท างานของตอร์ปิโดและจะปลดตะกั่วทิ้ง เพอให้
ื่
ตอร์ปิโดลอยขึ้นสู่ผิวน้ าเมื่อตอร์ปิโดวิ่งสิ้นสุดระยะท างาน ตอร์ปิโดน าวิถี MK.44–1 มีน้ าหนักทั้งลูกเมื่อ
ประกอบหัวรบ ๔๓๓ + ๗ ปอนด์ ความยาวตลอดลูก ๑๐๑.๓ นิ้วเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๒.๗๕ นิ้ว,
ความเร็วประมาณ ๓๐ นอต, วิ่งได้ไกลประมาณ ๖,๐๐๐ หลา, หัวรบบรรจุดินระเบิดแรงสูงหนัก ๗๔.๕
ปอนด์, แบตเตอรี่ประกอบด้วยเซลล์ ๒๓๖ เซลล์ มีอายุการใช้งานประมาณ ๕ ปี
ตอร์ปิโดน าวิถี Sting Ray ผลิตโดยประเทศองกฤษ เป็นตอร์ปิโดชนิดน้ าหนักเบา
ั
จุดประสงค์เพื่อใช้ในการโจมตีเป้าเรือด าน้ า ที่มีความเร็วสูงควบคุมการท างานด้วยระบบไฟฟา โดยใช้ก าลัง
้
งานจากแบตเตอรี่น้ าทะเล เข้าหาเป้าด้วยระบบคลื่นเสียง สามารถท างานได้ทั้งน้ าตื้นและน้ าลึก น าวิถี
ด้วยตัวเองในระบบ ACTIVE ACOUSTIC HOMING มีระบบตรวจจับและตอบโต้มาตรการต่อต้านเสียง
ื้
รบกวน การโจมตีจะสมบูรณ์ ถ้ากระทบเป้าด้วยมุมที่ถูกต้องซึ่งจะกระตุ้นการระเบิดของหัวรบบนพนที่ที่ดี
ที่สุด ตอร์ปิโดน าวิถี Sting Ray ที่ราชนาวีไทยมีใช้อยู่มี ๒ ชนิด คือ ตอร์ปิโดชนิดหัวรบและตอร์ปิโด
ชนิดใช้ฝึก ซึ่งชนิดนี้ไม่มีพลังงานเมื่อยิงหรือปล่อยไปแล้ว สามารถเก็บมาใช้ใหม่ได้อก (ใช้ได้ประมาณ ๑๕
ี
ครั้ง) เพื่อจุดประสงค์ในการฝึกพนักงานและทดสอบระบบการยิงหรือปล่อย ตอร์ปิโดทั้ง ๒ ชนิด สามารถ
ปล่อยจากเครื่องบินหรือยิงจากเรือผิวน้ าได้ ที่ท้ายสุดของตอร์ปิโดจะประกอบร่มพยุงไว้เพอลดความเร็ว
ื่
และรักษาอาการทรงตัว ตอร์ปิโด Sting Ray มีน้ าหนักรวมทั้งลูก ๒๗๖ กก., ความยาวตลอดลูก
๒,๖๐๐ มม., เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๒๕ มม., ความเร็วมากกว่า ๔๐ นอต, ความลึกสูงสุดในการปฏิบัติงาน
มากกว่า ๗๐๐ เมตร, น้ าหนักหัวรบ ๕๔ กก., น้ าหนักดินระเบิดในหัวรบ ๔๗ กก., ระยะเวลาในการ
ปฏิบัติการมากกว่า ๖ นาที, ความเร็วรอบเพลาใบจักร ๒,๗๕๐ รอบ/นาที, อณหภูมิปฏิบัติการ –
ุ
๐
๐
๒๖ ซ. ถึง ๔๕ ซ. ปฏิบัติงานได้ในสภาพท้องทะเล ๗
ตอร์ปิโด MK.46 MOD.5 A(S) เป็นตอร์ปิโดขนาดเบา ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการ
พัฒนามาจาก MK.46 MOD.1, 2 และ 5 สามารถโจมตีได้ทั้งเรือด าน้ าพลังงานดีเซลและนิวเคลียร์ ที่อยู่ใน
ระดับน้ าตื่นและน้ าลึกควบคุมการท างาน Computer แบบ Digital ค้นหาเป้าได้ทั้งแบบ Passive และ
ิ
Active Acoustic Homing System สามารถตรวจจับและพสูจน์ทราบเป้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพลา
ใบจักรแบบ Two – Counter Rotating ใช้น้ ามัน Otto Fuel II เป็นเชื้อเพลิง ท าลายเป้าแบบชนเป้าและ
เฉียดเป้า (ห่างจากเป้าประมาณ ๒ ฟุต) หัวรบได้พัฒนาให้มีอานาจการเป้าลายเป้าสูงขึ้น สามารถติดตั้งได้
๑๓๘
ทั้งท่อยิง MK.32 MOD.5, MK.32 MOD.9, Asroc, Fixed – Wing, VLA และ Helicopter ใน ทร.
้
ไทย ติดตั้งประจ าการให้กับ ร.ล.ตากสิน,ร.ล.นเรศวร, ร.ล.พุทธยอดฟาฯ, ร.ล.พทธเลิศหล้าฯ มีความยาว
ุ
๑๐๒ นิ้ว น้ าหนัก ๕๑๗ ปอนด์ หัวรบเป็นแบบ MK.103 MOD.1 หนัก ๙๘ ปอนด์ ใบจักรแบบ Plastic
หน้า ๗ ใบ หลัง ๕ ใบ ความเร็วแบบ High Speed ๔๓.๕ นอต และแบบ Low Speed ๓๖ นอต รูปแบบ
การค้นหาแบบ Snake Search (งูเลื้อย) และแบบ Circle (แบบวงกลม) ความลึกในการปฏิบัติการ ๒๐๐
– ๒,๐๐๐ ฟุต
จรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว, อาวุธปล่อยน าวิถี ของกองทัพเรือไทยที่จัดหามาเพื่อน ามาใช้กับ บ. และ ฮ.
ของกองการบินทหารเรือ
เป็นที่ยอมรับของบรรดานักการทหารว่า ก าลังรบทางเรือจะท าการรบอย่างได้ผลสมบูรณ์ไม่ได้
ถ้าปราศจากการสนับสนุนของก าลังทางอากาศ ประกอบกับลักษณะของอาวไทยมีลักษณะเกื้อกูลต่อการ
่
ใช้ก าลังทางอากาศสนับสนุนก าลังทางเรือเป็นอย่างยิ่งท าให้ภารกิจที่จะต้องสนับสนุนกองเรือ และนาวิก
โยธินต้องพยายามทุกวิถีทางให้ได้มาซึ่งก าลังรบทางอากาศนาวีให้เข้มแข็ง และปฏิบัติภารกิจให้สมบูรณ์
ยิ่งขึ้นเป็นผลให้กองทัพเรือได้ขยายหน่วยงานนี้ขึ้นมาตามล าดับ จนเป็นกองการบินทหารเรือในปัจจุบัน
(เมื่อ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๓) และมีเครื่องบินประเภทต่างๆ มากกว่า ๒๐ แบบ ส าหรับแบบที่สามารถ
ติดตั้งจรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว, ตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK.44–1, ตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า
ื่
STINGRAY และอาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON เพอพร้อมที่จะออกปฏิบัติราชการ ได้เริ่มมีความเป็นมา
ตามล าดับดังนี้
ปี พ.ศ.๒๕๑๑ บ.S–2F สามารถติดตั้งกระเปาะยิง LAU–68 A (๗ นัด) พร้อมจรวดอากาศ
๒.๗๕ นิ้ว MK.4 MOD.10 หรือ MK.40 MOD.3 ออกปฏิบัติราชการได้เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ.๒๕๑๒ บ.S–2F สามารถติดตั้งตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK.44–1 ได้เป็นครั้ง
แรก
ปี พ.ศ.๒๕๑๙ บ.0–1 และ U–17 สามารถติดตั้งกระเปาะยิง MA-2A (๒ นัด) พร้อมจรวด
อากาศ ๒.๗๕ นิ้ว MK.40 MOD.3 ออกปฏิบัติราชการได้เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ.๒๕๑๙ ฮ.BELL 212 สามารติดตั้งกระเปาะยิง BH–19 A (๑๙ นัด) พร้อมจรวด
อากาศ ๒.๗๕ นิ้ว MK.40 MOD.3 ออกปฏิบัติราชการได้เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ.๒๕๒๗ บ.F–27 สามารถติดตั้งกระเปาะยิง BH–19 A (๑๙ นัด) พร้อมจรวดอากาศ
๒.๗๕ นิ้ว MK.4 MOD.10 หรือ MK.40 MOD.3 และตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK.44–1 ออกปฏิบัติ
ราชการได้เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ.๒๕๓๐ บ.F–27 สามารถติดตั้งตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า MK.44–1 ออกปฏิบัติ
ราชการได้เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ.๒๕๓๓ บ.F–27 สามารถติดตั้งตอร์ปิโดน าวิถี STINGRAY และอาวุธปล่อยน าวิถี
HARPOON ออกปฏิบัติราชการได้เป็นครั้งแรกเนื่องจากบ.F–27 ซึ่งเดินทางมาถึงประเทศไทยในปี พ.ศ.
๑๓๙
๒๕๒๗ นั้น ยังไม่ได้ติดตั้งระบบที่จะใช้ส าหรับติดตั้ง STINGRAY TORPEDO และอาวุธปล่อยน าวิถี
HARPOON ดังนั้น ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ ทร. จึงต้องน า บ.F–27 ไปปรับปรุงระบบใหม่ให้สามารถติดตั้ง
ี
ื่
อาวุธทั้ง ๒ ชนิด ได้ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้เดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกาเพอตรวจสอบระบบอก
ครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อใช้ปฏิบัติราชการด้วยระบบอาวุธที่ทันสมัย
ต่อไป
ในส่วนของจรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว มีข้อมูลที่น่าสนใจคือเป็นจรวดที่สามารถใช้ยิงจาก อากาศสู่
ื้
ื้
อากาศ, อากาศสู่พน, พนสู่อากาศหรือพนสู่พน เช่น ยิงจากเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ หรือ กระเปาะยิงที่
ื้
ื้
ติดตั้งบนอากาศยานต่างๆ แต่ที่ ทร.ใช้ประจ าการเป็นจรวดส าหรับใช้ยิงจาก เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์
ื่
เพอท าลายเป้าหมายภาคพนดินเป็นหลัก อาทิเช่น ที่ตั้งหน่วยทหารหรือบุคคล ยานพาหนะและ
ื้
สิ่งก่อสร้าง เป็นจรวดมาตรฐานของอเมริกาและนาโต้ ซึ่ง ทร.ได้รับความช่วยเหลือจากอเมริกาตาม
โครงการช่วยเหลือทางทหาร แต่ในระยะต่อมา เมื่อโครงการช่วยเหลือสิ้นสุดลง ทร.ต้องจัดหาเองซึ่ง
อาจจะเลือกซื้อจากประเทศใดก็ได้ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนนาดา เบลเยี่ยม หรือ ฝรั่งเศส จรวดอากาศที่
ทร.ใช้ประจ าการเป็นจรวดขนาด ๒.๗๕ นิ้ว ชนิดหางพบได้ (FFAR/Folding Fin Aircraft Rocket) ซึ่ง
ั
ปัจจุบันนี้อปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ ของจรวด เช่น ชนวน หัวรบ ส่วนขับเคลื่อน กระเปาะยิง และ
ุ
อุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้หลายแบบสุดแล้วแต่วัตถุประสงค์
และประโยชน์ของการใช้ทางยุทธวิธี ส าหรับจรวดอากาศที่เป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาและนาโต้ที่ ทร.
เคยใช้อยู่เดิมนั้นจะมีความยาวของลูกจรวดครบนัดเมื่อประกอบหัวรบ M 151 ๕๒.๘๑ นิ้ว, ความยาวของ
ส่วนขับเคลื่อน ๓๙.๓๖ นิ้ว, เส้นผ่าศูนย์กลาง (ทร. มีใช้) ๒.๗๕ นิ้ว, น้ าหนักของลูกจรวดเมื่อประกอบหัว
๐
๐
รบ M 151 ๒๐.๕๖ ปอนด์, อุณหภูมิปฏิบัติการ – ๖๕ F. ถึง ๑๕๐ F., กระแสไฟยิง ๓ แอมป์, ความเร็ว
ต้น ๒,๑๐๐ ฟต/วินาที ระยะหวังผลเป้าหมายคลุมพนที่ ๓,๐๐๐ เมตร, ระยะหวังผลเป้าหมายเป็นจุด
ุ
ื้
๑,๕๐๐ เมตร
ส าหรับในส่วนของตอร์ปิโดน าวิถี ดูข้อมูลที่น่าสนใจในหัวข้อ ตอร์ปิโดน าวิถีปราบเรือด าน้ า ของ
กองทัพเรือไทย ส าหรับการติดตั้งใช้กับอากาศนาวี
ส าหรับในส่วนของอาวุธปล่อยน าวิถี ดูข้อมูลที่น่าสนใจในหัวข้อ เครื่องบิน F–27 MARITIME
ติดอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทย
เป้าลวงอาวุธปล่อยน าวิถีของกองทัพเรือไทยที่จัดหามาใช้กับเรือผิวน้ า
ั
เครื่องมือในการลวงข้าศึกในทางรับประเภท Decoy ต่าง ๆ ซึ่งได้ถูกพฒนาให้ดีขึ้น จนถึงขั้น
ั
ื่
สามารถปล่อย Decoy โดยอตโนมัติเพอการต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีได้ทันท่วงทีในระยะที่เหมาะสม
ก่อนที่อาวุธปล่อยน าวิถีจะมาถึงเรือนั้น นับว่าเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับเรือผิวน้ า ที่กองทัพเรือมองเห็น
ความส าคัญและได้จัดหามาใช้ราชการบ้างแล้วดังนี้
๑๔๐
ปี พ.ศ.๒๕๒๖ เป้าลวง RBOC ผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีได้ทั้ง
แบบน าวิถีด้วย EM และ IR ได้ติดตั้งมาพร้อมกับเรือยนต์เร็วโจมตี (ปืน)
ซึ่งประกอบด้วย ร.ล.ชลบุรี หมายเลข ๓๓๑ ร.ล.สงขลา หมายเลข ๓๓๒
ร.ล.ภูเก็ต หมายเลข ๓๓๓ ซึ่งเป็นเรือชุดแรก หลังจากนั้นได้ติดตั้งให้กับ
ร.ล.ตาปี หมายเลข ๔๓๑ ร.ล.คีรีรัฐ หมายเลข ๔๓๒ และ ร.ล.
มกุฎราชกุมาร หมายเลข ๔๓๓ ในเวลาต่อมา ส าหรับเรือที่ก าลังต่อใหม่
คือ ร.ล.หัวหิน ร.ล.ศรีราชาและ ร.ล.แกลง ก็มีโครงการที่จะติดตั้งให้ด้วยเช่นกัน ข้อมูลที่น่าสนใจของเป้า
ลวง RBOC ที่ใช้ในราชนาวีปัจจุบันมี ๓ แบบ คือ
๑. MK.171 MOD.0 CHAFF CARTRIDGE RBOC
– ชนิดของเป้าลวง = สะท้อนคลื่นเรดาร์ (RF)
ี่
– ย่านความถ = 2 – 20 GHz
– เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๔.๕ นิ้ว
– น้ าหนัก = ๔.๗๑ กก.
– ท างานในระดับความสูง = ๑๐๐ – ๑๕๐ เมตร
– ป้องกันเรือยิงระยะ = ๔๕ – ๑๒๐ เมตร
๒. HIRAM DECOY CARTRIDGE
– ชนิดของเป้าลวง = ต่อต้านการน าวิถีแบบ INFRARED HOMING (IR)
– เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๔.๕ นิ้ว
– น้ าหนัก = ๓.๑๖ กก.
๓. GEMINI DECOY CARTRIDGE
– ชนิดของเป้าลวง = สะท้อนคลื่นเรดาร์ ( RF ) + ต่อต้านการน าวิถีแบบ
INFRARED HOMING ( IR )
– เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๔.๕ นิ้ว
– ท างานในระดับความสูง = ๗๕ – ๑๕๐ เมตร
– ป้องกันเรือยิงระยะ = ๕๕ – ๑๔๕ เมตร
ปี พ.ศ.๒๕๒๙ – ๒๕๓๐ เป้าลวงดาเกย์ ผลิตโดยประเทศฝรั่งเศส
ซึ่งต่อต้านอาวุธปล่อยน าวิถีได้ทั้งแบบ EM และ IR ได้ติดตั้งมาพร้อมกับ
เรือคอร์เวต ซึ่งประกอบด้วย ร.ล.รัตนโกสินทร์ หมายเลข ๔๔๑ และ ร.ล.
สุโขทัย หมายเลข ๔๔๒ ข้อมูลที่น่าสนใจของเป้าลวงดาเกย์ ที่ใช้ในราชนาวี
ปัจจุบันมี ๒ แบบ คือ
๑. แบบ ELECTROMAGNETIC (LEM)
– ชนิดของเป้าลวง = ต่อต้านการน าวิถีด้วยคลื่นเรดาร์ (RF)
๑๔๑
– 1 CASE = ๓๓ ลูก
ี่
– ย่านความถ = H – J BAND
– พื้นที่การท างาน = ๕,๕๐๐ ตารางหลา
– ระยะเวลาการท างานรวม = ๑๐ นาที
๒. แบบ INFRARED (LIR)
– ชนิดของเป้าลวง = ต่อต้านการน าวิถีแบบ IR PASSIVE (IR)
– 1 CASE = ๓๔ ลูก
– พื้นที่การท างาน = ๓๖๐ ตารางหลา
– ความสูง = ๑๕ หลา
– อายุการใช้งาน = ๕ ปี
ี
ปี พ.ศ.๒๕๓๔ – ๒๕๓๕ เป้าลวง ๙๔๕ พเจ ผลิตโดย
ิ
สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการท าสงครามอเล็กทรอนิกส์ในแบบ Passive Jamming
สามารถสร้างเป้าลวงได้ทั้ง EM และIR ติดตั้งมาพร้อมกับเรือฟริเกต ซึ่งประกอบด้วย ร.ล.เจ้าพระยา
หมายเลข ๔๔๕ ร.ล.บางปะกง หมายเลข ๔๔๖ ร.ล.กระบุรี หมายเลข ๔๔๗ และ ร.ล.สายบุรี
หมายเลข ๔๔๘ และในปี พ.ศ.๒๕๓๗ – ๒๕๓๘ เป้าลวงชนิดเดียวกันนี้ ได้ติดตั้งมากับเรือฟริเกตอก ๒
ี
ล า ประกอบด้วย ร.ล.นเรศวร หมายเลข ๔๒๑ และ ร.ล.ตากสิน หมายเลข ๔๒๒ ข้อมูลที่น่าสนใจของ
เป้าลวง ๙๔๕ พีเจ ซึ่งมี ๒ แบบ คือ
๑. แบบ CHAFF JAMING PROJECTILE
– ชนิดของเป้าลวง = สะท้อนคลื่นเรดาร์ (RF)
– เรือ ๑ ล า = 24 LAUNCHER
– พื้นที่การท างาน = ๑,๕๐๐ ตารางเมตร
– เวลาการท างาน = > ๖๐ นาที
– ป้องกันเรือยิงระยะ = ๑๕ – ๑๐๐ เมตร
– ย่านความถ (ขนาด ๓ ซม.) = 7.5 – 12 GHZ
ี่
ี่
– ย่านความถ (ขนาด ๒ ซม.) = 12 – 18 GHZ
๒. แบบ INFRARED JAMING PROJECTILE
– ชนิดของเป้าลวง ต่อต้านการน าวิถีแบบ INFRARED HOMING (IR)
– ระยะเวลาการท างาน = > ๓๐ วินาที
– ความสูงที่ท างาน = ๗๕, ๘๕ และ ๙๕ เมตร
– ระยะห่างจากเรือยิง = ๕๐, ๕๕ และ ๖๐ เมตร
๐
๐
– ย่านอุณหภูมิใช้งาน = – ๔๐ ซ. ถึง + ๕๐ ซ.
– เก็บไว้ได้นาน = ๕ ปี
๑๔๒
ปี พ.ศ.๒๕๓๗ และ ๒๕๔๑ เป้าลวง SRBOC ผลิตโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อต้านอาวุธ
ุ
ปล่อยน าวิถีได้ทั้งแบบน าวิถีด้วย EM และ IR ได้ติดตั้งมาพร้อมกับเรือฟริเกตซึ่งประกอบด้วย ร.ล.พทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลก หมายเลข ๔๖๑ และ ร.ล.พทธเลิศหล้านภาลัย หมายเลข ๔๖๒ ข้อมูลที่น่าสนใจของเป้า
ุ
ลวง SRBOC ที่ใช้ในราชนาวี คือ
– ชนิดของเป้าลวง = สะท้อนคลื่นเรดาร์ (RF) + ต่อต้านการน าวิถีแบบ
INFRARED HOMING (IR)
– แท่นยิง = ๒ แท่น
– ท่อยิง ๑ แท่น = ๖ ท่อ
– มุมกระดก = ๔๕ องศา
– ตัวกระสุนยาว = ๔๘ นิ้ว (RF)
– น้ าหนัก = ๕๐ ปอนด์ (RF)
– น้ าหนัก = ๕๓ ปอนด์ (IR)
– ป้องกันระยะ = ๖๐ – ๑๕๐ เมตร
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถังของกองทพเรือไทยที่จัดหามาเพื่อน ามาใช้ในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
ั
เมื่อมีรถถังก็ต้องมีอาวุธปราบรถถัง นาวิกโยธินเป็นหน่วยรบทางบกของกองทัพเรือไทย ที่นับว่า
มีการเสี่ยงภัยมาก ในการที่ต้องเผชิญกับรถถังข้าศึก ดังนั้นจึงมีความจ าเป็นต้องจัดหาอาวุธปราบรถถังไว้
ใช้ราชการ โดยเฉพาะอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถังที่มีความแม่นย าและอานุภาพสูง อาวุธประเภทนี้ที่
กองทัพเรือได้จัดหาไว้มี ๒ ชนิด คือ อาวุธปล่อยน าวิถี DRAGON เข้ามาประจ าการครั้งแรกใน ปี พ.ศ.
๒๕๒๓ และ อาวุธปล่อยน าวิถีTOW เข้ามาประการในปี พ.ศ.๒๕๒๙
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง DRAGON เป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่มีน้ าหนักเบา เคลื่อนย้ายได้
สะดวก มีอานาจการท าลายยานเกราะได้ทุกชนิด มีความแม่นย าในการยิงท าลายเป้าหมายที่อยู่กับที่และ
เคลื่อนที่สามารถใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ง่ายต่อการซ่อมบ ารุง
สามารถน าไปใช้ได้ทุกสภาพภูมิประเทศในพนที่การรบ ใช้พลยิง
ื้
เพียง ๑ นาย การใช้งานไม่ซับซ้อนยุ่งยาก พลยิงเพยงติดเครื่อง
ี
ควบคุมการยิงบนเครื่องยิงแล้วเล็งไปยังเป้าหมายให้เส้นกากบาท
ทับเป้าหมายแล้วลั่นไก และพลยิงก็ติดตามเป้าหมายไปจนกระทั่ง
อาวุธปล่อยน าวิถีกระทบเป้าหมาย (ขณะท าการยิงต่อเป้าหมายนั้นเครื่องควบคุมการยิงจะส่งสัญญาณไป
ั
ตามเส้นลวดเพอบังคับอาวุธปล่อยน าวิถีให้วิ่งเข้ากระทบเป้าหมายโดยอตโนมัติ) เมื่ออาวุธปล่อยน าวิถี
ื่
ระเบิดแล้ว พลยิงจึงถอดเครื่องควบคุมการยิงออกจากเครื่องยิงที่ใช้ยิง แล้วน าไปติดตั้งกับเครื่องยิงใหม่
ต่อไป อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง DRAGON มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ
– ระยะยิงใกล้สุด = ๖๕ เมตร
– ระยะยิงไกลสุด = ๑,๐๐๐ เมตร
๑๔๓
– ความเร็วประมาณ = ๙๗.๕ เมตร/วินาที
ั
– หัวรบชนิดระเบิดต่อสู้รถถง = บรรจุดินระเบิดหนัก ๕.๔ ปอนด์
– น้ าหนักในการเคลื่อนย้ายประมาณ = ๓๓.๑ ปอนด์
– น้ าหนักเมื่อพร้อมยิงประมาณ = ๓๐.๕ ปอนด์
– ความยาว = ๔๕.๕ นิ้ว
– เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๑๑.๕ นิ้ว
๐
๐
– ปฏิบัติการในย่านอณหภูมิ = – ๓๒ C. ถึง ๖๓ C.
ุ
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง TOW เป็นอาวุธต่อสู้รถถังขนาดหนัก ใช้ส าหรับโจมตี และ
ท าลายยานพาหนะหุ้มเกราะและเป้าหมายอนๆ
ื่
สามารถหยิบยกไปได้ด้วยพลประจ าอาวุธ (๓–๔
นาย) สามารถใช้ได้ทุกสภาพอากาศ ในที่ซึ่งพลยิง
สามารถมองเห็นเป้าได้ทางกล้องเล็ง มีการติดตาม
เป้าด้วยกล้องเล็งและน าวิถีด้วยเส้นลวดเชื่อมโยง
๐
๐
ุ
บังคับ ย่านอณหภูมิปฏิบัติงานตั้งแต่ – ๓๒ C. ถึง ๖๐ C. สามารถใช้งานได้ในระดับความสูง ๑๐,๐๐๐
ุ
ฟต จึงสามารถติดกับเฮลิคอปเตอร์ได้ ขีดความสามารถในการควบคุมและติดตามเป้าของระบบอาวุธ
ปล่อยน าวิถี TOW มีโอกาสยิงถูกเป้าหมายทั้งที่อยู่กับที่และเคลื่อนที่ในนัดแรกสูงมาก ความแม่นย าของ
ระบบเกิดจากพลยิงรักษาเส้นกากบาทของกล้องเล็ง ให้ทาบบนกึ่งกลางเป้าหมายที่เลือกยิงต่างๆ ลักษณะ
ส าคัญอีกประการหนึ่งก็คือ มีความคล่องแคล่วและสะดวกในการใช้งาน ระบบอาวุธที่ใช้ติดตั้งยิงบนพนทั้ง
ื้
ชุดสามารถน าพาไปได้ด้วยพลประจ าอาวุธที่ตั้งยิงในสนาม จึงสามารถเปลี่ยนที่ตั้งยิงได้อย่างรวดเร็วเป็น
การลดโอกาสในการตรวจพบได้หรือเพื่อเข้าจับเป้าหมายที่ยังไม่อยู่ในระยะยิงของที่ตั้งยิง ส่วนระบบอาวุธ
ที่ติดตั้งบนยานพาหนะนั้นก็ท าให้มีความคล่องแคล่วยิ่งขึ้น และเตรียมการใช้ได้อย่างรวดเร็ว การประกอบ
และถอดเปลี่ยนระบบอาวุธสามารถท าได้ในสนามโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ เมื่อได้ประกอบเครื่องยิงแล้ว
สามารถที่จะตรวจสภาพการท างานได้ทุกเวลา โดยใช้วงจรทดสอบตัวเองที่มีอยู่ในตัวไม่จ าเป็นต้องใช้
อุปกรณ์ทดสอบจากภายนอก ส่วนประกอบใดที่ไม่ผ่านการทดสอบตัวเอง ก็สามารถเปลี่ยนได้ในที่ใช้งาน
นั้นๆ อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง TOW มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ
– ความยาว = ๕๐.๕ นิ้ว
– เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๘.๖ นิ้ว
– น้ าหนักรวม = ๕๕.๔ ปอนด์
– หัวรบบรรจุดินระเบิดหนัก = ๕.๔ ปอนด์
– ระยะยิงใกล้สุด = ๖๕ เมตร
– ระยะยิงไกลสุด = ๓,๗๕๐ เมตร
– ความเร็ว = ๒๐๐ เมตร/วินาที
๑๔๔
– การขับเคลื่อน = ใช้ Launch Motor เป็นตัวส่งให้อาวุธปล่อยน าวิถี
ี
ออกไปจากเครื่องยิง และม Flight Motor เป็นตัวพยุงให้อาวุธปล่อยน าวิถีบินได้
๐
๐
– ปฏิบัติการในย่านอณหภูมิ = – ๓๒ ซ. ถึง ๖๐ ซ.
ุ
อาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้อากาศยานของกองทัพเรือไทย ที่น ามาใช้ในหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน
และรักษาฝั่ง
ภารกิจหลักของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือประการหนึ่ง คือ
ั
การต่อสู้ป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยาน นับวันภัยคุกคามทางด้านนี้ ได้มีการพฒนาขีดความสามารถใน
ื้
การโจมตีต่อภาคพนดินสูงขึ้นอย่างมากมายเป็นภัยคุกคามต่อหน่วยที่ตั้งทางทหาร หรือสถานที่ที่ส าคัญ
ุ
ทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ย่านอตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น กองทัพเรือได้ตระหนักถึงภัยคุกคาม
ดังกล่าวจึงมอบหมายภารกิจ การต่อสู้ป้องกันภัยจากอากาศยานทางแนวชายฝั่งทะเลให้กับหน่วย
บัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งและระบบอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B ได้รับการจัดหาเข้า
ประจ าการเป็นอาวุธหลักที่ส าคัญในอนที่จะปฏิบัติภารกิจนี้ให้ได้รับความส าเร็จซึ่งกองทัพเรือได้ท าสัญญา
ั
การซื้อ–ขาย ระบบอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ ๒๐ ก.ย.๓๔ และ
ได้รับอาวุธดังกล่าวมาใช้ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ เป็นต้นมา
ระบบอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B เป็นระบบอาวุธปล่อยน าวิถีที่ใช้ป้องกันพนที่ ในระยะใกล้ที่
ื้
เพดานบินต่ า สามารถใช้ร่วมกับปืนต่อสู้อากาศยาน ขนาด ๓๗ มม. แท่นคู่ (TWIN 37 MM.AA.GUN
SYSTEM) การปฏิบัติการรบระบบอาวุธปล่อยน าวิถี – ปืน จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ ผบ. ร้อย
คนเดียว
ตัวอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีรุ่นที่ ๓ (VERSION 3) ชนิด INFRARED
PASSIVE ระยะใกล้ที่มีเพดานบินต่ า คุณลักษณะในการเข้าโจมตีได้ทุกลักษณะ มีการท างานโดย
ุ
้
อตโนมัติ (FIRE AND FORGET) มีระบบการต่อต้านการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟา อปกรณ์ที่ใช้เป็น
ั
อุปกรณ์ง่ายๆ
การท างานของระบบอาวุธปล่อยน าวิถี PL – 9B
อาวุธปล่อยน าวิถี PL– 9B ส่วนใหญ่ใช้ในการโจมตีอากาศยานเพดานบินต่ า และต่ ามาก
ความเร็วสูงสุด ๔๐๐ ม./ วินาที แรงเคลื่อนตัว 5 G เครื่องบินทิ้งระเบิด, เครื่องบินรบ และ
เฮลิคอปเตอร์มีอปกรณ์ต่อต้านคลื่นรบกวนด้วยกล้อง เมื่อมีคลื่นไฟฟารบกวนเครื่องติดตามเป้าด้วยกล้อง
้
ุ
จะติดตามและบังคับแท่นยิง เพื่อยิงอาวุธปล่อยน าวิถี เมื่ออากาศยานรุกล้ าเข้ามา จะท าการยิงอาวุธปล่อย
น าวิถี PL–9B ไปก่อนที่ระยะประมาณ ๑๐ กม. หลังจากนั้นจะใช้ปืน สอ.๓๗ มม. ยิงต่อไป ถ้าไม่
สามารถสกัดกั้นข้าศึกได้ (ที่ระยะประมาณ ๕ กม.) อาวุธปล่อยน าวิถี PL – 9B แขวนติดอยู่ด้านข้างของ
รางยิงใน ๑ แท่นยิง บรรจุอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B ได้ ๔ ลูก แท่นยิงอาวุธปล่อยน าวิถีสามารถ
เคลื่อนย้ายได้ด้วยล้อเลื่อน ๔ ล้อ เมื่อท าการรบ ผบ. ร้อย สามารถเลือกแบบการยิงได้ ๒ แบบ คือ
๑๔๕
SINGLE และ แบบ SALVO ส าหรับวิธียิงนั้น จะยิงได้ ๒ แบบ คือ BORESIGHT MODE หรือ OFF
BORESIGHT MODE
ส่วนประกอบของระบบร่วมระหว่างอาวุธปล่อยน าวิถี – ปืน มีดังนี้
๑. ระบบระบุเป้า (TARGET DESIGNATION SYSTEM)
๒. ระบบค้นหาเป้าและติดตามเป้า (TARGET SEARCHING AND TRACKING SYSTEM)
๓. ไดเรคเตอร์ (DIRECTOR SYSTEM)
๔. แท่นยิง ((MISSILE LAUNCHER SYSTEM)
๕. ระบบควบคุมการยิงและยิงอาวุธปล่อยน าวิถี (MISSILE FIRE AND CONTROL SYSTEM)
๖. อาวุธปล่อยน าวิถี (MISSILE)
ู่
๗. ปืน สอ.๓๗ มม. แท่นค (37 MM.AA.GUN)
๘. เครื่องก าเนิดไฟฟ้า (POWER GUN GENERATORS)
ู
ข้อมลจ าเพาะที่ส าคัญของอาวุธปล่อยน าวิถี PL – 9
– ความยาวของล าตัว = ๒๙๐.๔ ซม. – เส้นผ่าศูนย์กลาง = ๑๖.๑ ซม.
– ความกว้างช่วงปีก = ๖๔.๘ ซม. – ความกว้างช่วงครีบ = ๖๔.๑ ซม.
– น้ าหนัก = ๑๒๑.๕ กก. – หัวรบหนัก = ๔ กก.
– รัศมีการท าลาย = ๗ – ๑๓ ม. – ส่วนขับเคลื่อน = ดินขับแข็งให้ก าลังงาน
๙,๐๐๐ กก.
– เวลาเผาไหม้ = ๓ วินาที – ความเร็วสูงสุด = ๒.๑ มัค
– ระยะยิงใกล้สุด = ๑๐ กม. – ระยะยิงใกล้สุด = ๑ กม.
– เพดานบินสูงสุด = ๔.๕ กม. – เพดานบินต่ าสุด = ๕๐ ม.
– ก าลังไฟฟ้าที่ใช้ = 27 V.DC./800 W. – พร้อมท าการรบทั้งระบบ = < ๑๐ วินาที
๐
๐
– ย่านอุณหภูมิใช้งาน = – ๔๐ ซ. ถึง + ๗๐ ซ. – ระยะเวลาการใช้งาน = < ๘ ปี
– เตรียมการพร้อมรบ = > ๑๐ วินาที – ประสิทธิภาพท าลายข้าศึก = ๘๐ %
่
หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษา ทดสอบและซอมบ ารุง จรวดอากาศ ตอร์ปิโด
น าวิถีอาวุธปล่อยน าวิถี และ เป้าลวง ของกองทัพเรือไทย
ปี พ.ศ.๒๕๐๘ – ๒๕๑๐ การเก็บรักษา ทดสอบและซ่อมบ ารุง ตอร์ปิโดน าวิถี MK.44 – 1 อยู่
ในความรับผิดชอบของ หมวดตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า แผนกการอาวุธใต้น้ า กองทุ่นระเบิด ฯ โดยได้ท า
ุ
การสร้างอาคารทดสอบพร้อมติดตั้งอปกรณ์ช่วยต่าง ๆ เพอใช้ในการทดสอบและเป็นที่เก็บรักษาตอร์ปิโด
ื่
น าวิถีได้จ านวนหนึ่ง ขึ้นที่บริเวณท่าเรือแหลมเทียน ฐท.สส. (ปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๕๕ แผนกตอร์ปิโด กอง
อาวุธใต้น้ า กรมสรรพาวุธทหารเรือ รับผิดชอบ)
๑๔๖
ปี พ.ศ.๒๕๑๑ การเก็บรักษาตอร์ปิโดน าวิถี MK.44 – 1 ได้ย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่ คลังอมภัณฑ์
ฯ หมู่บ้านทุ่งโปรง ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ ส่วนการทดสอบซ่อมบ ารุงยังอยู่ที่เดิม
ตามปกติ
ปี พ.ศ.๒๕๑๑ คลังอมภัณฑ์ กองคลังสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ ได้สร้างขึ้นใหม่
บริเวณหมู่บ้านทุ่งโปรง ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว ซึ่งเข้ามาประจ าการเป็นครั้ง
แรก ได้น ามาเก็บไว้ ณ ที่แห่งนี้
ปี พ.ศ.๒๕๑๗ สพ.ทร.ได้เปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการใหม่ ตอร์ปิโดน าวิถี ซึ่งเก็บไว้ที่
เดิมนั้น ได้เปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของคลังอาวุธใต้น้ า แผนกคลังอมภัณฑ์ ๒ กอง
คลังสรรพาวุธ ฯ ส่วนการทดสอบซ่อมบ ารุง เป็นหน้าที่ของหมวดตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า แผนกอาวุธ
ใต้น้ า กองทดสอบสรรพาวุธ ฯ
ปี พ.ศ.๒๕๑๗ การเก็บรักษาการทดสอบและซ่อมบ ารุงอาวุธปล่อยน าวิถี อยู่ในความรับผิดชอบ
ของ แผนกจรวดน าวิถี กองทดสอบสรรพาวุธฯ ซึ่งแผนกจรวดน าวิถี กองทดสอบสรรพาวุธฯ เป็น
ั
หน่วยงานที่ได้รับอนุมัติอตราใหม่ในปีนี้เองเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการใน สพ.ทร.โดย
แผนกจรวดน าวิถีได้เริ่มสร้างขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๖ ที่ หมู่บ้านทุ่งโปรง ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ในขณะที่ กองทดสอบฯ มีที่ตั้งอยู่ที่ เขตบางนา แขวงบางนา กรุงเทพฯ เมื่อสร้างคลังเก็บพร้อมด้วยอาคาร
ุ
ทดสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในอาคารทดสอบได้ท าการติดตั้งอปกรณ์ช่วยที่จัดหาไว้ เพอใช้ทดสอบอาวุธ
ื่
ปล่อยน าวิถีซี SEACAT ที่เข้าประการ ส าหรับการทดสอบและซ่อมบ ารุงจะใช้เจ้าหน้าที่ของแผนกจรวดน า
วิถีฯ ซึ่งได้รับการศึกษาและฝึกอบรมมาอย่างดีแล้วเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๗–๒๕๑๘ ยังมี
เพียงอาวุธปล่อยน าวิถี SEACAT อย่างเดียวเท่านั้น ต่อมาช่วงระยะก่อนที่อาวุธปล่อยน าวิถี GABRIEL จะ
เข้าประจ าการในปี พ.ศ.๒๕๑๙ – ๒๕๒๐ และอาวุธปล่อยน าวิถี EXOCET จะเข้าประจ าการ ในปี พ.ศ.
๒๕๒๓ ได้มีการสร้างคลังเก็บรักษาและอาคารทดสอบซ่อมบ ารุง พร้อมด้วยติดตั้งอปกรณ์ช่วยที่จัดหาไว้
ุ
เพื่อใช้ในราชการทดสอบอาวุธปล่อยน าวิถีดังกล่าวเพิ่มขึ้น คลังเก็บที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดในระยะหลังนี้ ได้
ติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ทุกคลังและจะเดินใช้งานตลอดเวลาที่เก็บรักษาอาวุธปล่อยน าวิถีไว้ในคลังนั้นๆ
ส่วนในอาคารทดสอบและซ่อมบ ารุงได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้เช่นกัน แต่อาคารเหล่านี้ จะเดินเฉพาะ
ปฏิบัติงานเท่านั้น
ปี พ.ศ.๒๕๑๗ สพ.ทร. ได้มีการเปลี่ยนแปลงจัดส่วนราชการใหม่ จรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว ซึ่ง
เก็บไว้ที่เดิมนั้นได้เปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของคลังลูกปืน แผนกคลังอมภัณฑ์ ๒ กองคลัง
สรรพาวุธ สพ.ทร. เป็นผู้เก็บรักษา ส่วนการทดสอบซ่อมบ ารุง ให้เป็นหน้าที่ของ กองทดสอบ
สรรพาวุธ สพ.ทร.
ปี พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงอตราใหม่จากแผนกจรวดน าวิถี กองทดสอบ
ั
สรรพาวุธฯ เป็น กองจรวดน าวิถีฯ มีหน้าที่ทดสอบ ตรวจสอบ วิเคราะห์ ประเมินผล ซ่อมบ ารุง ปรับแต่ง
๑๔๗
ุ
ดัดแปลง แก้ไข ถอดถอน ติดตั้ง ถอดประกอบ รับ–จ่าย เก็บรักษา เครื่องสรรพาวุธ และอปกรณ์เกี่ยวกับ
อาวุธปล่อยน าวิถี
ปี พ.ศ.๒๕๒๓ – ๒๕๓๕ การเก็บรักษาอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง DRAGON เครื่องยิงและ
ุ
อปกรณ์ประกอบต่างๆ อยู่ในความรับผิดชอบของ นย. แต่การทดสอบซ่อมบ ารุงในช่วงนี้เป็นหน้าที่ของ
ทบ.ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ (การได้มาของอาวุธปล่อยน าวิถี DRAGON ในระยะนี้เป็นการจัดหาของ
นย.ซึ่งเป็นผู้ลงนามจัดซื้อเองทาง FMS ไม่ผ่านทาง สพ.ทร.)
ปี พ.ศ.๒๕๒๕ ได้รับอนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราใหม่อกครั้งหนึ่งจากกองจรวดน าวิถีฯ เป็น
ี
กองอาวุธปล่อยน าวิถีฯ ได้มีการสร้างคลังเก็บรักษาและอาคารทดสอบซ่อมบ ารุงขึ้นใหม่ ตามช่วง
ระยะเวลาที่เหมาะสม คือก่อนที่อาวุธปล่อยน าวิถี HARPOON และอาวุธปล่อยน าวิถี ASPIDE ตอร์ปิโด
ี
น าวิถี STINGRAY จะเข้าประจ าการในปี พ.ศ.๒๕๒๙–๒๕๓๐ และอกช่วงหนึ่ง คือก่อนที่อาวุธปล่อยน า
วิถี C-801 และอาวุธปล่อยน าวิถี PL–9B จะเข้าประจ าการในปี พ.ศ.๒๕๓๔–๒๕๓๕ อาคารทดสอบ
ื่
ุ
ซ่อมบ ารุงทุกอาคาร (ยกเว้น PL–9B) ได้ท าการติดตั้งอปกรณ์ช่วยที่จัดหาไว้เพอใช้ในการทดสอบตาม
ความจ าเป็นอย่างเหมาะสม ส าหรับการทดสอบและซ่อมบ ารุงจะใช้เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการศึกษาและ
ฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีแล้วทั้งสิ้น คลังเก็บรักษาและอาคารทดสอบซ่อมบ ารุงทั้งหมดที่สร้างขึ้นในระยะ
หลังนี้ คงติดตั้งเครื่องปรับอากาศและท าการเดินเครื่องเช่นเดียวกับคลังเก็บรักษา และอาคารทดสอบซ่อม
บ ารุงในระยะก่อนหน้านี้ทุกประการ
ปี พ.ศ.๒๕๒๖ การเก็บรักษาเป้าลวง RBOC อยู่ในความรับผิดชอบของคลังลูกปืน แผนกคลัง
อมภัณฑ์ ๒ กองคลังสรรพาวุธฯ
ปี พ.ศ.๒๕๒๙-๒๕๓๐ การเก็บรักษาทดสอบและซ่อมบ ารุง ตอร์ปิโดน าวิถี Sting Ray ซึ่งได้
รับเข้ามาประจ าการใหม่เพื่อให้การสนับสนุนแก่ เรือผิวน้ าและอากาศนาวีต่างๆ นั้น อยู่ในความรับผิดชอบ
ของกองอาวุธปล่อยน าวิถีฯ โดยการเก็บรักษาเป็นหน้าที่ของคลังอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ า แผนกคลังอาวุธ
ปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการทดสอบและซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ าฯ
ปี พ.ศ.๒๕๒๙–๒๕๓๕ การเก็บรักษาอาวุธปล่อยน าวิถีต่อสู้รถถัง TOW อยู่ในความรับผิดชอบ
ุ
ของคลังลูกปืน แผนกคลังอมภัณฑ์ ๒ กองคลังสรรพาวุธฯ ส่วนเครื่องยิงและอปกรณ์ประกอบต่างๆ อยู่ใน
ความรับผิดชอบของ นย.การทดสอบซ่อมบ ารุงในช่วงนี้เป็นหน้าที่ของ ทบ. ที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ
(การได้มาของอาวุธปล่อยน าวิถี TOW ในระยะนี้ เป็นการจัดหาของ นย. ผ่าน สพ.ทร. และ ทร. ฝากซื้อ
ผ่านทบ.โดยทาง FMS)
ปี พ.ศ.๒๕๒๙–๒๕๓๐การเก็บรักษาเป้าลวงดาเกย์ อยู่ในความรับผิดชอบของกองอาวุธปล่อย
น าวิถีฯ โดยการเก็บรักษาเป็นหน้าที่ของคลังจรวดอากาศ แผนกคลังอาวุธปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการทดสอบ
ซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกจรวดอากาศฯ
๑๔๘
ปี พ.ศ.๒๕๓๐ การเก็บรักษา ทดสอบและซ่อมบ ารุง จรวดอากาศ ๒.๗๕ นิ้ว ได้โอนไปอยู่ใน
ความรับผิดชอบของ กองอาวุธปล่อยน าวิถี สพ.ทร. ส่วนการทดสอบซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกจรวด
อากาศ กองอาวุธปล่อยน าวิถี สพ.ทร. (ตามมติที่ประชุม นขต.สพ.ทร. เมื่อ ๖ มกราคม ๒๕๓๐)
ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้โอนการเก็บรักษา ทดสอบและซ่อมบ ารุง ตอร์ปิโดน าวิถี MK.44-1 ซึ่งอยู่ใน
ความรับผิดชอบของทั้ง ๒ หน่วยงาน มาอยู่ในความรับผิดชอบของกองอาวุธปล่อยน าวิถีฯ โดยการการ
เก็บรักษาเป็นหน้าที่ของคลังอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ า แผนกคลังอาวุธปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการทดสอบและ
ซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของหมวดตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า แผนกอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ า ฯ
ปี พ.ศ.๒๕๓๐ การเก็บรักษาเป้าลวง RBOC ได้โอนมาอยู่ในความรับผิดชอบของ กองอาวุธ
ปล่อยน าวิถี โดยการเก็บรักษาเป็นหน้าที่ของ คลังจรวดอากาศ แผนกคลังอาวุธปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการ
ทดสอบซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกจรวดอากาศฯ
ี
ปี พ.ศ.๒๕๓๔–๒๕๓๕ การเก็บรักษาเป้าลวง ๙๔๕ พเจ อยู่ในความรับผิดชอบของกองอาวุธ
ปล่อยน าวิถีฯ โดยการเก็บรักษาเป็นหน้าที่ของคลังจรวดอากาศ แผนกคลังอาวุธปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการ
ทดสอบซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกจรวดอากาศฯ
ปี พ.ศ.๒๕๓๗-๒๕๔๑ การเก็บรักษาเป้าลวง SRBOC อยู่ในความรับผิดชอบของ คลังจรวด
อากาศ แผนกคลังอาวุธปล่อยน าวิถีฯ โดยการเก็บรักษาเป็นหน้าที่ของ คลังจรวดอากาศ แผนกคลังอาวุธ
ปล่อยน าวิถีฯ ส่วนการทดสอบซ่อมบ ารุงเป็นหน้าที่ของ แผนกจรวดอากาศฯ
ปี พ.ศ.๒๕๕๓ กรมสรรพาวุธทหารเรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรมสรรพาวุธทหารเรือ
ใหม่ โดยให้หมวดตอร์ปิโดปราบเรือด าน้ า แผนกอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ าและคลังอาวุธปล่อยน าวิถีใต้น้ า
รวมกันแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นแผนกตอร์ปิโด ให้ขึ้นตรงกับกองอาวุธใต้น้ า ซึ่งเพิ่มมาใหม่
ปัจจุบันสถานการณ์ภัยคุกคามในภูมิภาคนี้ ได้เริ่มเปลี่ยนไปมีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ จาก
สนามรบเป็นสนามการค้าและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี ในการแสวงหาประโยชน์ทางทะเลมีมาก
ขึ้น ดังนั้นกองทัพเรือจึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีก าลังกองเรือผิวน้ าและอากาศนาวีที่เข้มแข็งและ
สิ่งส าคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ ระบบอาวุธต่างๆ ที่น ามาใช้กับยานรบของกองก าลังเหล่านี้ ตลอดจนก าลังพลที่
มีขีดความสามารถ จึงจะท าให้การปฏิบัติภารกิจทางทะเลทั้งปวงของกองทัพเรือประสบความส าเร็จ
ระบบอาวุธปล่อยน าวิถีประเภทต่างๆ ที่กองทัพเรือได้จัดหามาด้วยราคาแพงและน ามาใช้ติดตั้ง
ประจ าการให้กับเรือผิวน้ าและอากาศนาวีนับว่าเป็นระบบอาวุธหลักที่มีความส าคัญอย่างยิ่ง ในการ
ื้
เสริมสร้างก าลังและแสนยานุภาพให้กับยานรบดังกล่าว ดังนั้นเรือผิวน้ า, อากาศนาวีและหน่วยภาคพนดิน
ของกองทัพเรือ ยุคอาวุธน าวิถี จึงได้เริ่มต้นขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
-----------------------------------------------------------
๑๔๙
ศัพท์เทคนิคอาวุธปล่อยน าวิถีพื้นสู่อากาศ (ASPIDE)
ที่ ค าศพท์ ค าแปล
ั
๑ ACCELEROMETER เครื่องวัดอัตราเร่ง
๒ ALBATROS WEAPON SYSTEM ระบบควบคุมการยิงอาวุธปล่อยน าวิถี
๓ ASPIDE MISSILE เป็นอาวุธปล่อยน าวิถีและเป็นส่วนหนึ่งของระบบ
ALBATROS WEAPON SYSTEM วัตถุประสงค์เพื่อท าลาย
๔ AUTOPILOT เป้าหมาย
๕ BLOWER วงจรน าร่องอัตโนมัติ
๖ BOOST PHASE พัดลมระบายอากาศ
๗ CLOSING SPEED ระยะแรกทอาวุธปล่อยน าวิถีออกไปจากแท่นยิง
ี่
๘ CLUTTER ความเร็วของอาวุธปล่อยน าวิถีและเป้าที่วิ่งเข้าหากัน
๙ CLUTTER RECEIVER คลื่นสะท้อนอันเกิดจากท้องทะเลหรือสิ่งอื่นๆ
๑๐ CODING SIGNAL เครื่องรับสัญญาณคลัทเตอร์
๑๑ CONTACT FUZE รหัสสัญญาณ
๑๒ DEICING ชนวนระเบิดแบบกระทบแตก
๑๓ DETONATION SYSTEM ระบบละลายน้ าแข็ง
๑๔ DIRECTIVE ANTENNA ระบบการจุดชนวนของหัวรบ
๑๕ DOPPLER SIGNAL สายอากาศรับ - ส่ง (ของการจุดระเบิดหัวรบ)
สัญญาณข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการเคลื่อนที่ของเป้าเปรียบ
ิ
เทียบกับทศทางการเคลื่อนที่ของอาวุธปล่อยน าวิถี และ
ข้อมูลเกี่ยวกับความเร็วของลูกอาวุธปล่อยน าวิถี
๑๖ E.H.P.U. (ELECTRIC HYDRAULIC เปรียบเทียบกับความเร็วของเป้า
POWER UNIT) ส่วนของระบบไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และไฮโดรลิค
๑๗ ELECTRIC MOTOR มอเตอร์ไฟฟา
้
๑๘ ELECTRONIC สภาวะที่มีการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์
COUNTERMEASURE (ECM)
๑๙ EMERGENCY MODE การยิงอาวุธปล่อยน าวิถีแบบฉุกเฉิน
๒๐ EMERGENCY กุญแจฉุกเฉินส าหรับอาวุธปล่อยน าวิถีเพอท าให้พร้อมและ
ื่
ARMING/DISARMING KEY ไม่พร้อมท างาน
๒๑ EXPLOSIVE TRAIN ขบวนการขั้นตอนการจุดระเบิด
๒๒ FIRE EXTINGUISHING SYSTEM ระบบดับเพลิง
๒๓ FIRE CONNECTOR ข้อต่อทางไฟจุดดินขับ
๑๕๐
ศัพท์เทคนิคอาวุธปล่อยน าวิถีพื้นสู่อากาศ (ASPIDE)
ที่ ค าศพท์ ค าแปล
ั
๒๔ FIRING ด าเนินการยิง
๒๕ FIRING ZONE เขตการยิง
๒๖ FRONT ANTENNA สายอากาศหน้า
๒๗ FRONT ANTENNA SERVO วงจรควบคุมเซอร์โวเพอบังคับสายอากาศอันหน้า
ื่
CONTROL CIRCUIT
๒๘ FRONT LOCK การล็อคสัญญาณของเครื่องรับด้านหน้า
๒๙ FRONT RECEIVER วงจรเครื่องรับอันหน้า
๓๐ FUTURE POINT วิ่งไปยังจุดชนเป้า
๓๑ GAS GENERATOR เครื่องก าเนิดแก๊สเทอร์ไบท์
๓๒ GLIDE PHASE อาวุธปล่อยน าวิถีร่อนด้วยความแรงเฉื่อยจนชนเป้า
๓๓ GUIDANCE AND CONTROL ระบบการน าวิถีและควบคุม
SYSTEM
๓๔ GUIDANCE UNIT ส่วนน าวิถี
๓๕ HEATER ตัวท าความร้อน
๓๖ IGNITER ตัวจุดดินขับ
๓๗ ILLUMINATOR THE TARGET การชี้เป้าของสายอากาศ
๓๘ IMPACT FUZE ชนเป้า โดยใช้ชนวนกระทบแตก
๓๙ INTERCEPT POINT จุดชนเป้า
๔๐ INTERCEPT AND LAUNCH ระยะยิงและระยะหวังผล
AREAS
๔๑ JAM อาวุธปล่อยน าวิถีถูกรบกวน
๔๒ LATERAL ANTENNAS สายอากาศชนวน
๔๓ LAUNCHER SYSTEM ระบบแท่นยิงของอาวุธปล่อยน าวิถี
๔๔ MICROSWITCH สวิตซ์ เปิด-ปิดทางไฟ
๔๕ MISSILE SECTION ส่วนของลูกอาวุธปล่อยน าวิถี
๔๖ MISSILE’S ATTACK PATTERN รูปแบบของการโจมตี
๔๗ MOTOR FIRE มอเตอร์ไฟจุดดินขับ
๔๘ NAVIGATION LAWS กฎการน าวิถีแบบเล็งดักหน้า
๔๙ OMNI ANTENNA สายอากาศรับการจุดระเบิดหัวรบ
๕๐ PASSIVE อาวุธปล่อยน าวิถีรับสัญญาณอย่างเดียว