๑๔๖ 1) ครูทำหน้าที่เป็นผู้จัดการห้องเรียน โดยคละความสามารถของนักเรียน 2) ครูแจกซองคำถาม จำนวน 10 คำถามให้ทุกโต๊ะ (เป็นคำถามเหมือนกัน) 3) นักเรียนเปลี่ยนกันหยิบซองคำถามที่ละหนึ่งซอง (หนึ่งคำถาม) แล้ววาง ลงกลางโต๊ะ 4) นักเรียนสามคนที่เหลือคำนวณหาคำตอบจากคำถามที่อ่าน 5) เขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบที่แต่ละคนมีอยู่ 6) นักเรียนคนที่ทำหน้าที่อ่านคำถามจะเป็นคนที่ให้คะแนน โดยมีกติกาการ ให้ดังนี้ (1) ผู้ตอบถูกคนแรกจะได้ 2 คะแนน (2) ผู้ตอบถูกต่อไปจะได้คนละ 1 คะแนน (3) ถ้าตอบผิดให้ 0 คะแนน 7) ตามขั้นตอนที่ 4 ข้อที่ 3 ถึงข้อที่ 5 โดยผลัดกันอ่านคำถามจนกว่า คำถาม จะหมดเท่า ๆ กัน จัดลำดับของคะแนนที่ได้ ซึ่งกำหนดโบนัสของแต่ละโต๊ะ ดังนี้ ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป นักเรียนกลับมากลุ่มเดิม (Home Tame) รวมแต้มโบนัส ของทุกคนทีมใด ที่มีแต้มโบนัสสูงสุดจะได้รางวัล สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หมายถึง เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานกันกลุ่มละประมาณ 4 - 5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้ทำการ แข่งขัน คะแนนที่ได้จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ ละคนในลักษณะการแข่งขันตัวต่อตัวกับทีมอื่น นำเอามาบวกเป็นคะแนนของกลุ่มผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคเสริมแรง เช่นให้รางวัล คำชมเชย ดังนั้น สมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือกันและกันเพื่อนความสำเร็จของกลุ่ม ขั้นตอนในการสอนมีดังนี้ ขั้นที่ 1 การสอน ขั้นที่ 2 การจัดทีม ขั้นที่ 3 เกม ขั้นที่ 4 การแข่งขัน ขั้นที่ 5 ยอมรับความสำเร็จของทีม ทัศนา แขมมณี (2552, หน้า 68-69) ได้อธิบายขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน ของรูปแบบ ที.จี.ที. (TGT) ไว้ว่า “TGT” ย่อมาจาก “Team Games Tournament” ซึ่งมีการดำเนินการดังนี้
๑๔๗ 1) จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ(เก่งกลางอ่อน) กลุ่มละ 4 คนและนักเรียน กลุ่มนี้ว่ากลุ่ม บ้านของเรา (Home Group) 2) กลุ่มบ้านของเราได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาร่วมกัน 3) สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแยกย้ายกนเป็นตัวแทนกลุ่มไปแข่งขันกบกลุ่มอื่น โดยจัดกลุ่มแข่งขันตามความสามารถคือคนเก่งในกลุ่มบ้านเราแต่ละกลุ่มไปรวมกัน และคนอ่อนไป รวมกบคนอ่อนของกลุ่ม กลุ่มใหม่ที่รวมกัน เรียกวากลุ่มแข่งขัน กำหนด ให้มีสมาชิกกลุ่มละ4 คน 4) สมาชิกในกลุ่มแข่งขัน เริ่มแข่งขันกนดังนี้ (1) แข่งขันกนตอบคำถาม 10 คำถาม (2) สมาชิกคนแรกจับคำถามขึ้นมา 1 คำถาม และอ่านคำถามให้กลุ่มฟัง (3) ให้สมาชิกคนที่อยูซ้ายมือของผู้อ่านคำถามคนแรกตอบคำถามก่อน ต่อไปจึงให้คนถัดไปตอบจนครบ (4) ผู้อ่านคำถาม เปิดคำตอบ แล้วอ่านเฉลยคำตอบที่ถูกให้กลุ่มฟัง (5) ให้คะแนนคำตอบ ดังนี้ ผู้ตอบถูกเป็นคนแรกได้2 คะแนน ผู้ตอบถูกคนต่อไปได้1 คะแนน ผู้ตอบผิดได้0 คะแนน (6) ต่อไปสมาชิกกลุ่มที่สองจับคำถามที่2 และเริ่มเล่นตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคำถามหมด (7) ทุกคนรวมคะแนนของตนเอง ผู้ได้คะแนนสูงสุด 1 ได้โบนัส 10 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 ได้โบนัส 8 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงสุด 3 ได้โบนัส 5 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงสุด 4 ได้โบนัส 4 คะแนน 5) เมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว สมาชิกกลุ่มกลับไปกลุ่มบ้านของเราแล้วนำคะแนนที่ แต่ละคนได้รวมเป็นคะแนนของกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกลุ่มแข่งขัน มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1) ขั้นเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย (1) การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้
๑๔๘ (2)การจัดเตรียมเกม ผู้สอนจะต้องจัดเตรียมคำถามง่าย ๆ ซึ่งเป็นคำถาม จากเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนเรียนรู้ วิธีการให้คะแนนโบนัสในการเล่นเกม รวมทั้งสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น ใบงาน ใบความรู้ ชุดคำถาม กระดาษคำตอบ กระดาษบันทึกคะแนน เป็นต้น 2) ขั้นจัดทีม ผู้สอนจัดทีมผู้เรียนโดยให้คละกนทั้งเพศ และความสามารถทีมละ ประมาณ 4 – 5 คน เช่น ทีมที่มีสมาชิก 4 คน อาจประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เป็นต้น เพื่อเรียนรู้โดยการปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่งหรือใบงานที่ กำหนดไว้ 3) ขั้นการเรียนรู้ (1) ผู้สอนแนะนำวิธีการเรียนรู้ (2) ทีมวางแผนการเรียนรู้และการแข่งขัน (3) สมาชิกในแต่ละทีมร่วมกนปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่งหรือใบงาน (4) กลุ่มหรือทีมเตรียมความพร้อมให้กบสมาชิกในกลุ่มทุกคน เพื่อให้มี ความรู้ความเข้าใจในบทเรียนและพร้อมที่จะเข้าสู้สนามแข่ง (5) แต่ละทีมทำการประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของสมาชิกในทีม โดยอาจตั้งคำถามขึ้นมาเองโดยให้สมาชิกของทีมทดลองตอบคำถาม (6) สมาชิกของทีมช่วยกนอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่บางคนยังไม่เข้าใจ 4) ขั้นการแข่งขัน ผู้สอนจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย (1) ผู้สอนแนะนำการแข่งขันให้ผู้เรียนทราบ (2) จัดผู้เรียนหรือสมาชิกตัวแทนของแต่ละทีมเข้าประจำโต๊ะ แข่งขัน (3) ผู้สอนแนะนำเกี่ยวกบเกม โดยอธิบายจุดประสงค์และกติกาของการเล่น เกม (4) สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนเริ่มเล่นเกมพร้อมกน ด้วยชุดคำถามที่ เหมือนกันผู้สอนเดินตามโต๊ะการแข่งขันต่าง ๆ เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย (5) เมื่อการแข่งขันจบลงให้แต่ละโต๊ะตรวจคะแนน จัดลำดับผลการแข่งขัน และให้หาค่าคะแนนโบนัส (6) ผู้เข้าร่วมการแข่งขันกลับเข้าทีมเดิมของตัวเอง พร้อมด้วยคะแนนโบนัส ของตนเอง
๑๔๙ (7) ทีมนำคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนรวมของทีม อาจจะหาค่าเฉลี่ยหรือไม่ก็ได้ ทีมที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับการยอมรับวาเป็นทีมชนะเลิศ และรอง ชนะเลิศตามลำดับ 5) ขั้นยอมรับความสำเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขันและเผยแพร่สู่ สาธารณชนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศที่บอร์ด ลงข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จดหมายข่าว ประกาศหน้าเสาธง เป็นต้น รวมทั้งการมอบรางวัล ยกยอง ชมเชย สรุปว่า การเรียนด้วยเทคนิคกลุ่มแข่งขัน หรือเกมแข่งขัน เป็นการเรียนที่เปิดโอกาส ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยโดยคละความสามารถ และเพศ กิจกรรมการเรียนส่วนมากจะ ให้นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติค้นคว้าด้วยตนเองและเร้าความสนใจด้วยเกมการแข่งขันเพื่อให้ทุกคนในกลุ่ม ได้ร่วมมือกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมทั้งการเรียนรู้สภาพอารมณ์ การปรับตัว การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และการช่วยเสริมสร้าง บรรยากาศในชั้นเรียนให้ดีขึ้น ลดความตึงเครียดเกิดความสนุกสนานและมีความภูมิใจในตนเองเพราะ ทุกคนช่วยกนเรียนช่วยกันทำงาน ให้บรรลุเป้าหมาย ผู้เรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดความมันใจ ในตนเอง และเป็นแนวทางในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 2.5 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้เป็นสิ่งสําคัญที่ทําให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้วิจัยได้ ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 2.5.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้คือ การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำแผนการ จัดการเรียนรู้ตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ อุปกรณ์การจัดการ เรียนรู้และการวัดผล ประเมินผล โดยจัดเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หรือจุดเน้น ของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และตรงกับชีวิตจริงในห้องเรียน ชนาธิป พรกุล (2552) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นแนวทางการ จัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่เขียนไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้สอนมีความพร้อม และมั่นใจว่าสามารถสอน ได้บรรลุจุดประสงค์ที่กำาหนดไว้และดำเนินการสอนได้ราบรื่น เอกรินทร์ ลี่มหาศาล (2552) ได้ให้ความหมายไว้ว่า วัสดุหลักสูตรที่ควรพัฒนามา จากหน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดไว้เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุป้าหมายตามมาตรฐานการ
๑๕๐ เรียนรู้ของหลักสูตร เป็นส่วนที่แสดงการจัดการเรียนการสอนตามบทเรียน และประสบการณ์การ เรียนรู้เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ชวลิต ชูกำแพง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง เอกสารที่ เป็นลายลักษณ์อักษรของครูผู้สอน ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง โดยใช้สื่อ และอุปกรณ์การ เรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา เพื่อพัฒนาการ เรียนรู้ของผู้เรียนให เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการ จัดกิจกรรมการเรียน การจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลให้สอดคล้อง กับเนื้อหาและ จุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนที่จัดทำขึ้น จากคู่มือครู หรือแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการ ทำให้ผู้จัดการเรียนรู้ ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใด จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผล ประเมินผลโดยวิธีใด อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการสอนมีความหมายเช่นเดียวกันกับ แผนการจัดการเรียนรู้ กล่าวคือ เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนรู้ และการ วัดผลประเมินผล ที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด ทิศนา แขมมณี (2560) ได้ให้ความหมายของ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง การนำเนื้อหาสาระที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ให้เป็นเรื่องเดียวกันและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง แนวการจัดการเรียนการสอนของครู ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยกำหนดจุดประสงค์ วิธีการดำเนินการ หรือ กิจกรรมให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่นำมาช่วยในการดึงดูดความ สนใจของ ผู้เรียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสอนได้อย่างเต็มที่ และวิธีวัดผลประเมินผลที่ สอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้พร้อมทั้งมีใบงานหรือแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ ความคิด ความ เข้าใจ และทักษะ การวิเคราะห์ของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสมในแต่ละเรื่องด้วย 2.5.2 ความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้สอนที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีได้ จาก การศึกษานักวิชาการ ได้อธิบายลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ดังนี้
๑๕๑ นาตยา ปิลันธนานนท์ (2545) ได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ต้องประกอบไปด้วย 1) เจตคติที่ดี ผู้สอนควรมีความรู้สึกที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ไม่ควร มองว่างานเขียน แผนการจัดการเรียนรู้เป็นการสร้างภาระ ความยุ่งยาก เพราะแผนการจัดการเรียนรู้ จะเป็นประโยชน์ต่อ ทั้งผู้สอน ผู้เรียน ผู้บริหาร สถานศึกษาและต่อสังคม ที่จะจัดการศึกษาให้มี คุณภาพ หากผู้สอนมีความรู้สึก มีเจตคติที่ดีต่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ก็จะทำให้แผนการ จัดการเรียนรู้มีคุณภาพและนำไปใช้ได้จริง 2) นักวางแผน นักคิดการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวลการ สอนหรือแนว การสอน หรือกำหนดการสอน คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้สามารถสะท้อนความ เป็นนักวางแผน นักคิดสร้างสรรค์ของผู้สอนได้ 3) เครื่องมือสื่อสาร แผนการจัดการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกับประมวลการสอนที่ใช้เป็น เครื่องมือ สื่อสารความเข้าใจสำหรับตัวผู้สอน ผู้บริหาร พ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชน ได้รับทราบว่า โรงเรียนจัดการ ศึกษาอย่างไร ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างไร 4) เฉพาะเจาะจง ครอบคลุม พอเพียง การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ควรต้องระบุ สิ่งที่จะ เรียนจะสอนให้ชัดเจน ครอบคลุมและพอเพียงที่จะทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพ ความรู้ ความสามารถตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ไม่ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการ กำหนดจุดประสงค์ที่กว้าง มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และต้องเป็นประโยชน์กับผู้เรียน 5) ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ แผนการจัดการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการล่วงหน้าก่อน จะมีการ เรียนการสอนจริง ๆ การกำหนดข้อมูลใด ๆ ไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ควรมีความยืดหยุ่น ที่จะสามารถ ปรับเปลี่ยนแก้ปัญหาได้ ในกรณีที่มีปัญหาเมื่อมีการนำไปใช้ หรือไม่สามารถดำเนินการ ตามแผนการ จัดการเรียนรู้นั้น สามารถปรับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการ เรียนการสอนและผล การเรียนรู้ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550) ได้อธิบายไว้ว่า แผนการสอนที่ดีจะช่วยในการเรียนการ สอนประสบผลสำเร็จได้ดี ดังนั้น ผู้สอนจึงควรทราบลักษณะของแผนการสอนที่ดี ซึ่งมีดังนี้ 1) สอดคล้องกับหลักสูตรและแนวทางการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2) นำไปใช้สอนได้จริงและมีประสิทธิภาพ 3) เขียนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และเหมาะสมกับผู้เรียนและเวลาที่ กำหนด
๑๕๒ 4) มีความกระจ่างและชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเข้าใจตรงกัน 5) มีความละเอียดมากพอที่จะทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้สอนได้ 6) ทุกหัวข้อในแผนการสอนมีความสอนคล้องและความสัมพันธ์กัน สมนึก ภัททิยธนี (2546) ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของแผนต้องมีขั้นตอน ดังนี้ 1)เนื้อหาต้องเขียนเป็นรายคาบ หรือรายชั่วโมงตารางสอน โดยเขียนให้ สอดคล้องกับชื่อเรื่องให้อยู่ในโครงการสอน และเขียนเฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญพอสังเขป ไม่ควร บันทึกแผนการสอนอย่าง ละเอียดมาก ๆ เพราะจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย 2) ความคิดรวบยอด (Concept) หรือหลักการสำคัญ ต้องเขียนให้ตรงกับ เนื้อหาที่จะสอน ส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจของเรื่องครูต้องทำความเข้าใจในเนื้อหาที่จะสอนจนสามารถ เขียนความคิดรวบยอด ได้อย่างมีคุณภาพ 3) จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ต้องเขียนให้สอดคล้อง กลมกลืนกับความคิด รวบยอด มิใช่เขียน ตามอำเภอใจไม่ใช่เขียนสอดคล้องเฉพาะเนื้อหาที่จะสอนเท่านั้นเพราะจะได้ เฉพาะพฤติกรรมที่เกี่ยวกับ ความรู้ความจำ สมองหรือการพัฒนาของนักเรียนจะไม่ได้รับการพัฒนา เท่าที่ควร 4) กิจกรรมการเรียนการสอน โดยยึดเทคนิคการสอนต่างๆ ที่จะช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ 5) สื่อที่ใช้ควรเลือกให้สอดคล้องกับเนื้อหา สื่อดังกล่าวต้องช่วยให้นักเรียน เกิดความเข้าใจใน หลักการได้ง่าย 6) วัดผลโดยคำนึงถึงเนื้อหา ความคิดรวบยอด จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และช่วงที่ทำการวัด ก่อนเรียน ระหว่างเรียน หลังเรียน เพื่อตรวจสอบว่าการสอนของครูบรรลุ จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ดังงนั้น จึงสรุปได้ว่า ลักษณะของแผนจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องมีความ ละเอียด ชัดเจน มีหัวข้อและส่วนประกอบต่าง ๆ ครอบคลุมตามหลักการของการสอน เป็นแผนการ จัดการเรียนรู้สามารถนำไป ปฏิบัติได้จริงเหมาะสมต่อเนื้อหาที่ทำการเรียนการสอน และช่วงอายุของ ผู้เรียน และต้องมีส่วนประกอบ ต่าง ๆ ของแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องสัมพันธ์เชื่อมโยง สัมพันธ์กัน เช่น จุดประสงค์การ เรียนรู้ครอบคลุมสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ วัสดุอุปกรณ์ สื่อ และ แหล่งการเรียนรู้สอดคล้องสัมพันธ์กับ กิจกรรมการเรียนรู้รวมไปถึง การวัดผลและประเมินผล ควร สอดคล้องกับเนื้อหาสาระที่ทำการเรียนการ สอนด้วย 2.5.3 ส่วนประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้
๑๕๓ เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ, 2552 องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เป็น สิ่งที่ควรตระหนักถึงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้จำเป็นต้อเขียนตามลำดับ องค์ประกอบและหากขาดองค์ประกอบใดก็มิอาจทำ ให้แผนการจัดการเรียนรู้นั้นสมบูรณ์ เมื่อ พิจารณาแล้วการศึกษา วิเคราะห์ องค์ประกอบของแผน โดยทั่วไปจะมี 7 องค์ประกอบดังนี้ 1) สาระสำคัญ เป็นการเขียนในลักษณะเป็นความคิดรวบยอด หรือ Concept 2) จุดประสงค์การเรียนรู้ เขียนในลักษณะจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเมื่อ ผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติทุกพฤติกรรมในแต่ละแผนการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ แล้วบรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ตัวชี้วัด และมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละหน่วย 3) สาระการเรียนรู้ เป็นการเขียนเนื้อหาสาระในลักษณะเป็นประเด็นสำคัญ สั้น ๆ สอดคล้อง กับเนื้อหาสาระที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ 4) กิจกรรมการเรียนรู้ ระบุวิธีสอน กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เทคนิคการสอนที่หลากหลาย เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครบถ้วนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ เมื่อเรียนครบทุกแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่ พึงประสงค์ครบถ้วน ตามเป้าหมายการเรียนรู้ของตัวชี้วัด และมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ โดย ออกแบบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติในแต่ละรายชั่วโมงอย่างชัดเจน 5) สื่อ แหล่งการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จะกำหนดสื่อการ เรียนรู้ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน มีใบความรู้ ใบงาน แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ เอกสารเพิ่มเติม สำหรับผู้สอนตามความเหมาะสมและบอกแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่จะช่วยให้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด 6) การวัดและประเมินผล ทุกแผนการจัดการเรียนรู้ จะระบุรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องการวัดและประเมินผล ทุกแผนการการจัดการเรียนรู้จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ เรื่อง การวัด และประเมินผล คือ หลักฐานการเรียนรู้ ร่องรอยการเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือในการวัดและประเมินผล 7) บันทึกผลการจัดการเรียนรู้ เป็นการบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในแต่ละแผนกา จัดการเรียนรู้เพื่อนนำไปปรับปรุงและพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์ การเรียนรู้สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ การวัด และประเมินผล
๑๕๔ บันทึกผลหลังสอน 2.5.4 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ รุ่งทิวา จักร์กร (2545, น. 122 - 123) กล่าวว่า จากส่วนประกอบของแผนการ จัดการเรียนรู้ทําให้มองเห็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การสร้าง แผนการจัดการเรียนรู้คือ การเขียนสิ่งต่าง ๆ ตามองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ การสร้าง แผนการจัดการเรียนรู้โดยทั่วไป แบ่งเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1) การกําหนดเรื่องเพื่อกําหนดแผนการจัดการเรียนรู้ อาจกําหนดเรื่องใน หลักสูตรหรือกําหนดเรื่องขึ้นใหม่ตามความเหมาะสมก็ได้การจัดแบ่งเนื้อหาหรือเรื่องย่อยอย่างไร ขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาและการใช้แผนการจัดการเรียนรู้นั้นการจัดแบ่งเนื้อหาเพื่อทําแผนการ จัดการเรียนรู้ในแต่ละระดับย่อมไม่เหมือนกัน 2) การจัดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์แล้วแต่ความต้องการความ เหมาะสม 3) การจัดเป็นหน่วยการสอนจะแบ่งกี่หน่วย หน่วยหนึ่งควรใช้เวลาเท่าใดใช้ เวลา เรียนเป็นคาบหรือเป็นสัปดาห์ หรืออาจเป็นคาบตามความเหมาะสมกับวัยและระดับของผู้เรียน ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงหลักจิตวิทยาพัฒนาการของผู้เรียน 4) การกําหนดหัว เรื่อง จัดแบ่งหน่วยการสอนออกเป็นหัวข้อย่อย เพื่อ สะดวก ต่อการเรียนรู้แต่ละหน่วยประกอบด้วยประสบการณ์ในการเรียนรู้อะไรบ้างก็กําหนดหัวข้อแต่ ละหน่วยขึ้น 5) การกําหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าจะ ให้ผู้เรียนมีความคิดรวบยอดหรือหลักการอะไรบ้าง ถ้าผู้สอนไม่ชัดเจนว่าให้เกิดอะไรในการเรียนรู้การ กําหนดจุดประสงค์ก็จะไม่ชัดเจน ฉะนั้นการพิจารณากําหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ให้ชัดเจน จึงเป็นสิ่งสําคัญ 6) การกําหนดจุดประสงค์ในการอ่าน ซึ่งหมายถึงจุดประสงค์ทั่วไปและผล การเรียนรู้ที่คาดหวัง มีเกณฑ์การตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการเรียนรู้ได้ชัดเจน
๑๕๕ 7) การวิเคราะห์งานโดยกําหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ละข้อนั้นมา วิเคราะห์กิจกรรมว่าควรจะทําอะไรก่อนหลัง แล้วจึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมและ สอดคล้อง กับจุดประสงค์ที่กําหนดไว้ 8) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หลังจากพิจารณาจุดประสงค์ของแต่ ละข้อนั้นว่า จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไรจึงจะบรรลุจุดประสงค์ที่กําหนดไว้ นอกจากนั้นจะต้อง พิจารณา กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเสริมความสนใจและความสามารถของผู้เรียนได้ 9) กําหนดแบบประเมินผล ครูต้องพิจารณาวิธีการในการประเมินผลจึงจะ ประเมินผลได้อย่างแน่นอนตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กําหนด 10) การเลือกและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากการวัด กิจกรรม การเรียนรู้ เมื่อทราบว่าจะใช้สื่อการสอนอะไรบ้างแล้วก็จะจัดหาและผลิตเพื่อให้ได้ตาม ต้องการและ จัดหมวดหมู่เพื่อสะดวกต่อการใช้ 11)การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อย แล้ว มีการทดลองใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนนําไปใช้จริง 12)การสร้างข้อทดสอบหลังเรียนแต่ละบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ทั้งนี้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ถือเป็นภารกิจที่สําคัญสําหรับครูผู้สอนเพราะแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีต้องเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดทําขึ้นใช้เอง ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทําแผนการเรียนรู้โดยปรับปรุง และพัฒนาตามลําดับโดยนําขั้นตอนของการจัดสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ดัง ภาพที่ 2.1
๑๕๖ ภาพที่ 2.1 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ส่วนรายละเอียดแต่ละขั้นตอนในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ผู้สร้างควรดําเนินตาม รายละเอียดดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนแกนกลางการศึกษาขั้นศึกษา 2551 คู่มือครู และแบบเรียน ของกรมวิชาการศึกษาหลักสูตรเพื่อทําแผนการจัดการเรียนรู้ จะต้องศึกษา ส่วนประกอบของ หลักสูตรทั้งหมดตั้งแต่หลักการ โครงสร้าง จุดหมาย จุดประสงค์ของกลุ่มประสบการณ์ คําอธิบาย รายวิชา เพื่อประโยชน์ในการจัดทําาแผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นตอนต่อไป 2. วิเคราะห์หลักสูตรและคําอธิบายรายวิชา 2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาหลักสูตรเพื่อทําแผนการจัดการเรียนรู้จะต้อง ศึกษาส่วนประกอบของหลักสูตรทั้งหมดตั้งแต่แนวคิดขอบข่ายเนื้อหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเพื่อ ประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในขั้นต่อไป 2.2 วิเคราะห์หลักสูตร ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เนื้อหา เวลา แนวการ จัดการเรียนการสอนจากคําอธิบายรายวิชาโดยให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ของวิชาและจุดมุ่งหมายของ หลักสูตร 3. จัดทํากําหนดการสอน เมื่อวิเคราะห์หลักสูตร จากคําอธิบายรายวิชาได้แล้วก็ให้ จัดทํากําหนดการสอนเพิ่มขั้นตอนต่อไปนี้ กําหนดการสอนก็คือโครงสร้างของวิชาหรือกลุ่ม ประสบการณ์ที่จะสอนทั้งหมด
๑๕๗ 4. ดําเนินการสร้างเมื่อกำหนดการสอนโครงสร้างของวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่ สอนทั้งหมดแล้วขั้นตอนต่อไปคือดําเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ให้ตอบสนองจุดประสงค์การ เรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร 5. ได้แผนการจัดการเรียนรู้เมื่อดําเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้เสร็จเรียบร้อย ก็จะได้แผนการจัดการเรียนรู้ สามารถดําเนินการสอนไปได้อย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาภาภรณ์ ใจเที่ยง (2550, น. 60 - 62) ได้อธิบายขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดการ เรียนรู้ 1) วิเคราะห์คําอธิบายรายวิชา เพื่อประโยชน์ในการกําหนดหน่วยการ เรียนรู้และรายละเอียดของแต่ละหัวข้อของแผนกการจัดเรียนรู้ 2) วิเคราะห์จุดประสงค์รายวิชาและมาตรฐานรายวิชาเพื่อนํามาเขียนเป็น จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ ทักษะ/กระบวนการ เจตคติ และ ค่านิยม 3) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู้ให้สอดคล้องกับ ผู้เรียน ชุมชนและท้องถิ่น รวมทั้งวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน 4) วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กิจกรรมการเรียนรู้) โดยเลือกรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ 5) วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่ สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ 6) วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ทั้งใน และนอกห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ดัง ภาพที่ 2.2
๑๕๘ ภาพที่2.2 ลําดับการจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ 2.5.5 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550, น. 63 - 64) ได้สรุป ลักษณะของแผนการจัดการเรียนการรู้ ที่ดีควรมีดังนี้ 1) มีความละเอียดชัดเจน มีหัวข้อและส่วนประกอบต่าง ๆ ครอบคลุมตามศาสตร์ ของการสอนโดยสามารถตอบคําถามต่อไปนี้ (1) สอนอะไร (หน่วยหัวเรื่อง ความคิดรวบยอดหรือสาระสําคัญ)
๑๕๙ (2) เพื่อจุดประสงค์อะไร (จุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งควรเขียนเป็น จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม) (3) ด้วยสาระอะไร (เนื้อหา/โครงร่างเนื้อหา) (4) ใช้วิธีการใด (กิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสําคัญ) (5) ใช้เครื่องมืออะไร (วัสดุอุปกรณ์ สื่อและแหล่งการเรียนรู้) (6) ทราบได้อย่างไรว่าประสบความสําเร็จ (การวัดผลและประเมินผล) 2) แผนการจัดการเรียนรู้สามารถนําไปปฏิบัติได้จริง 3) ส่วนประกอบต่างๆ แผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องสัมพันธ์เชื่อมโยง สัมพันธ์กันเช่น (1) จุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมสาระเนื้อหา และเป็นจุดที่พัฒนา ผู้เรียน ในด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการและเจตคติ (2) กิจกรรมการเรียนรู้ ควรสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระ (3) วัสดุอุปกรณ์ สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ ควรสอดคล้องสัมพันธ์กับ กิจกรรมการเรียนรู้ (4) การวัดผลและประเมินผล ควรสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื่องจากแผนการจัดการเรียนรู้ มุ่งเน้นกระบวนการทํางานที่ใช้ในการทํางานได้ทุกเรื่อง ดังนั้น แผนการจัดการเรียนรู้สามารถจะแทรกการสอน หรือการใช้กระบวนการได้ทุกเรื่อง ทุกบทเรียน มิใช่ แยกทําการสอนทักษะกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าแผนการจัดการเรียนรู้มี รายละเอียดชัดเจนในการจัดกิจกรรมแก่ผู้เรียน บทบาทของครู การใช้ สื่อการสอนและการวัดผลจน สามารถท าให้ครูมองเห็นภาพพฤติกรรมจริงในห้องเรียนได้ สมบูรณ์ จึงจะถือว่าเป็นแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ดีได้
๑๖๐ 2.5.6 คุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2542, น.103 - 104) ได้สรุปคุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1) คุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อนักเรียน ได้แก่ (1) ทําให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแท้จริง (2) ได้รับคําชี้แนะแนวทางตามขั้นตอนการเรียนตามทิศทางที่ครูได้ วิเคราะห์และสามารถกําหนดพื้นฐานความรู้ ความสามารถของนักเรียนได้ 2) คุณค่าของแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อครูผู้สอน ได้แก่ (1) ช่วยให้ครูผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์สลับซับซ้อนและมี ลักษณะเป็นนามธรรมได้ดี (2) ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่กําลังศึกษา เพราะการจัด กิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากที่สุด (3) ช่วยสร้างความพร้อมและความมั่นใจให้กับครูผู้สอน 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมนึก ภัททิยนี(2555) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ วัดสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้าง กับแบบทดสอบมาตรฐาน คุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีมี 10 ประการ คือ 1) ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่ สามารถวัดได้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการ หรือวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้อย่างถูกต้องแม่นยำความ เที่ยงตรงจึงเปรียบเสมือนหัวใจของการทดสอบ 2) ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่ สามารถวัดได้คง เส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะทำการสอบใหม่กี่ครั้งก็ตาม 3) ความยุติธรรม (Fair) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบที่ไม่เปิดโอกาส ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบในกลุ่มผู้เข้าสอบด้วยกัน ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนทำข้อสอบได้โดยการ เดา
๑๖๑ 4) ความลึกของคำถาม (Searching) หมายถึง ข้อสอบแต่ละข้อนั้นจะต้อง ไม่ถาม ผิวเผินหรือถามประเภท ความรู้ความจำ แต่ต้องให้นักเรียนนำความรู้ความเข้าใจไปคิด ดัดแปลง แก้ปัญหาแล้วจึงตอบได้ 5) ความยั่วยุ (Exemplary) หมายถึง แบบทดสอบที่นักเรียนทำด้วยความ สนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย 6) ความจำเพาะเจาะจง (Definition) หมายถึง ข้อสอบที่มีแนวทางหรือ ทิศทาง การถามตอบชัดเจน ไม่คลุมเครือไม่แฝงกลเม็ดให้นักเรียนงง 7) ความเป็นปรนัย (Objective) แบบทดสอบชนิดใดจะเป็นปรนัยจะต้องมี คุณสมบัติ 3 ประการ คือ (1) ตั้งคำถามให้ชัดเจน ทำให้ผู้เข้าสอบทุกคนเข้าใจความหมาย ตรงกัน (2) ตรวจให้คะแนนได้ตรงกัน แม้ว่าจะตรวจหลายครั้งหรือตรวจ หลายคน (3) แปลความหมายของคะแนนได้เหมือนกัน 8) ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง แบบทดสอบที่มีจำนวนข้อมาก พอประมาณ ใช้เวลาสอบพอเหมาะ ประหยัดค่าใช้จ่าย จัดทำแบบทดสอบด้วยความประณีตตรวจให้ คะแนนได้รวดเร็ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการสอบที่ดี 9) อำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถในการจำแนก ผู้สอบ ข้อสอบที่ดีจะต้องมีอำนาจจำแนกสูง 10) ความยาก (Difficulty) ขึ้นอยู่กับทฤษฎีที่เป็นหลักยึด เช่น ตาม ทฤษฎีการวัดผลแบบอิงกลุ่มข้อสอบที่ดีคือข้อสอบที่ไม่ยากหรือง่ายเกินไป หรือมีความยากง่าย พอเหมาะ ส่วนทฤษฎีการวัดผลแบบอิงเกณฑ์นั้นความยากง่ายไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ข้อสอบ นั้นได้ใน จุดประสงค์ที่ต้องการวัดได้จริงหรือไม่ ถ้าวัดได้จริงก็นับว่าเป็นข้อสอบที่ดีได้ แม้ว่าจะเป็น ข้อสอบที่ง่ายก็ตามในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้สรุปความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภูมิศาสตร์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากความรู้ความเข้าใจและความสามารถตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ใน บทเรียน เรื่อง อเมริกาเหนือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT (Team-Games-Tournament) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
๑๖๒ 2.6.2 แนวทางในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ ครูกําหนดซึ่ง “บลูม” และคณะ (Bloor, et al. 1976) ได้จัดกลุ่มวัตถุประสงค์ของการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ด้านพุทธพิสัย (Cognitive domain) เป็นวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับความรู้ ความคิด และการนําความรู้ไปประยุกต์ใช้การตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหา (Concept) สามารถวัด ได้ โดยใช้ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement test) เป็นการวัดพฤติกรรมนิยมด้านพุทธิพิสัย ซึ่งบลูม และคณะ แบ่งออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ (1) ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถระลึกหรือจดจําแนวทาง หรือข้อความจริงต่าง ๆ หรือเรื่องราวประสบการณ์ที่ผ่านมา (2) ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง การมีความเข้าใจในความรู้ที่ เรียน โดยสามารถอธิบายด้วยคําพูดของตนเองหรืออาจสามารถแปลความหมาย ตีความและขยาย ความหมายของ เรื่องได้ (3) การนําไปใช้ (Application) หมายถึง ความสามารถในการนําความรู้ หรือหลักวิชาการทีเรียบมาแล้ว ไปใช้ในสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (4) การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะ เรื่องราวต่าง ๆหรือวัตถุสิ่งของเพื่อต้องการค้นหาสาเหตุเบื้องต้น หาความสัมพันธ์ระหว่างใจความ ระหว่างตอนตลอดจน หาหลักการที่แฝงอยู่ในเรื่อง (5) การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถที่รวบรวมสิ่งที่จะ เรียนรู้หรือประสบการณ์มาจัดระบบใหม่เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม มีความหมายและประสิทธิภาพ สูงกว่าเดิม (6) การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง ความสามารถที่จะใช้ความรู้ที่ เรียนมา 2) ด้านจิตพิสัย (Affective domain) เป็นวัตถุประสงค์เกี่ยวกับด้านความรู้สึก อารมณ์ ในการวินิจฉัยคุณค่าของบุคคลเรื่องราว วัสดุสิ่งของอย่างมีหลักเกณฑ์และทัศนคติ 3) ด้านทักษะพิสัย (Psycho motor domaint) เป็นวัตถุประสงค์เกี่ยวกับทักษะใน การใช้ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การประสานงานของการใช้ ต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน การตรวจระดับ ความรู้ความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผล (Level of accomplishmert) ของบุคคลว่าได้เกิดการ เรียนรู้มากน้อย เพียงใด สามารถวัดได้ 2 แนวทางตามจุดมุ่งหมายและลักษณะวิชาที่สอน คือ การวัด
๑๖๓ ด้านการปฏิบัติและการวัดด้านเนื้อหาสําหรับแนวทางในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องเครื่องมือ ทางภูมิศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ซึ่งวัดพฤติกรรมการ เรียนรู้ 6ด้าน คือ ด้านความรู้ความจํา ความเข้าใจ การนําไปใช้ การ วิเคราะห์การสังเคราะห์และการ ประเมินค่า โดยเครื่องมือที่ ใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก (Multiple choices) 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปียนาถ สุทธิประภา (2560) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา เศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ผลการวิจัยพบว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพดี พอใช้ (85.10/82.88) 62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่80/80 คุณภาพที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น พบว่าผู้เชียวชาญมีความคิดเห็นว่าการเรียน แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผู้เรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยการเรียน แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าผู้เรียนกลุ่มควบคุมที่เรียน ด้วย วิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดัชนี ประสิทธิผลของการเรียนรู้ของ ผู้เรียน หลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGTคิดเป็น ร้อยละ 73.38 ความพึงพอใจ ของผู้เรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรูปแบบร่วมมือเทคนิคTGT ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยภาพรวมมี ความ พึงพอใจอยู่ ในระดับมากที่สุดเดือนเพ็ญ สังข์งาม (2562) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่องวัฒนธรรมของไทยและวัฒนธรรมของประเทศใน ภูมิภาคเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT มีประสิทธิภาพ 85.11/84.35ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง ไว้2.ดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เท่ากับ 0.65 หรือคิดเป็นร้อยละ 65 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยรวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.61ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด ธัญชนก สิงห์ทอง (2563) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGTเรื่อง ทวีปเอเชีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT นักเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญที่.05 2.พฤติกรรมการทํางานกลุ่มในกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ที่ระดับมาก 3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 4.50, S.D. = 0.60)
๑๖๔ สมยศ บุญรักษ์ (2563) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา พระพุทธศาสนาเรื่อง วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเรื่อง วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วย แบบร่วมมือเทคนิค TGT หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.26 และ 2) นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT มีความพึงพอใจใน ภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 อัครกิตติ์ ณธีอัครพัฒน์(2563) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิคTGT เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่ามี ผลการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เรื่อง ความน่าจะ เป็น และใช้เวลาพอสมควรจึงจะทําให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้ดีขึ้นและยังเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น ธัญญาเรศ หมื่นไกร (2564) ได้ทําการวิจัยเรื่อง ศาสนพิธีของศาสนาสากล โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/6เรื่อง ศาสนพิธีของศาสนาสากล หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ประกอบเกมการสอนโดยมีค่าเฉลี่ย 13.30 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.77) 2.ผลการ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 เรื่อง ศาสนพิธีของศาสนา สากล โดยใช้การจัดการเรียนรู้เทคนิค TGTประกอบเกมการสอน พบว่า นักเรียนมีคะแนน ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.30(ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.77) สูงกว่า คะแนน ก่อนเรียน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.60 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.26) อารยา พักละ ไกร (2564) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภัย พิบัติทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนสุนันทำโดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบTGT (Teams-Games –Tournaments) ร่วมกับ บอร์ดเกม (Board Game) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องภัยพิบัติ ธรรมชาติทวีปอเมริกาใต้โดยการจัดการเรียนการ สอนแบบTGT (Teams-Games –Tournaments) ร่วมกับ บอร์ดเกม (Board Game) ก่อนเรียน ค่าเฉลี่ย 8.10 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.=2.46 ทั้งนี้เนื่องจากการใช้google classroom ร่วมกับการเรียนแบบ Active learning ส่งผลให้ผู้เรียนได้ พัฒนาศักยภาพทางการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพตามความสามารถของผู้เรียนหลังจากการเรียนโดย การจัดการ เรียนการสอนแบบTGT (Teams-Games – Tournaments) ร่วมกับ บอร์ดเกม (Board Game) 2) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้นจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องภัยพิบัติ
๑๖๕ ทวีปอเมริกาใต้ของนักเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การสอนแบบ TGT (Teams-Games – Tournaments) ร่วมกับ บอร์ดเกม (Board Game) พบว่าหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 30.50, ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน S.D.=3.20 และก่อนเรียน ค่าเฉลี่ย X = 8.10, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D.=2.46 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ การสอนแบบTGT (Teams-Games –Tournaments) ร่วมกับ บอร์ดเกม (Board Game) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดค่าเฉลี่ย 4.83, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D 0.28 จัดอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด อรรคพล อุษา (2565) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความ เข้าใจโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.ทักษะการ อ่านภาษาอังกฤษเพื่อความใจโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ของ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 2.ทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT หลังเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 3.พฤติกรรมการทํางานร่วมกันของ นักเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า พฤติกรรมผู้เรียนพฤติกรรมการทํางานร่วมกันของนักเรียนอยู่ในระดับมาก 2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 2.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย จากกรอบแนวคิดที่ 2.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นและพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้สาระการเรียนรู้ที่ 5 รายวิชาภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ โดยใช้การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เทคนิค TGT ทั้งหมด 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกา เหนือ ก่อนเรียนและหลังเรียน มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้
๑๖๖ บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (TeamGames-Tournament) เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 วิธีการดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราช ภัฏอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 3 ห้องเรียน รวม นักเรียนทั้งสิ้น 89 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดย การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 30 คน เป็นการเลือกกลุ่มที่ผู้วิจัยใช้เหตุผลใน การเลือกเพื่อความเหมาะสมในการวิจัย 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 3.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกา เหนือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2.2 แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน
๑๖๗ 3.3 วิธีดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังกล่าวข้างต้นได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 3.3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็น แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาและตัวชี้วัดในแต่ละแผนการจัดการ เรียนรู้ตอบถูกได้ข้อละ 1 คะแนนและตอบผิดได้ 0 คะแนน จำนวน 30 ข้อ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง ตาม ขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารและหลักสูตร คู่มือครู แบบเรียน ระเบียบการวัดผลและ ประเมินผล สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาภูมิศาสตร์ เพื่อสร้าง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้แกนกลางและตัวชี้วัด โดยพิจารณาจากความสำคัญ ของ ตัวชี้วัดให้ครอบคลุมเนื้อหาเรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ 2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ แบบ ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4) นำแบบทดสอบให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเชิง เนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ เรียนรู้ (Index of item - Objective Congruence : IOC) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543: 249) โดยมีการให้เกณฑ์คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นมีความสอดคล้องและเหมาะสม กับ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นมีสอดคล้องและเหมาะสมกับ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้ ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่มีความสอดคล้องและเหมาะสม กับ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้นำคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of ItemObjective Congruence: IOC)
๑๖๘ 1.5) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และเคยเรียนเรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าความยาก (p) และ ค่าอำนาจจำแนก (r) 1.6) นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อ เพื่อวิเคราะห์ หาค่าความยาก (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อ และนำข้อสอบไปทดสอบหาค่า ความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 47 1.7) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อใช้เป็น แบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน 3.3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team-Games-Tournament) หน่วยการ เรียนรู้ที่ 11 เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 1) ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team-Games-Tournament) 2) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมทั้งศึกษาสาระการเรียนรู้ที่ 5 ภูมิศาสตร์ ฉบับปรังปรุง 2560 คู่มือ ครู และแบบเรียน เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ กระทรวงศึกษาธิการและ เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team-GamesTournament) หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ทวีปอเมริกาเหนือ โดยแบ่งเป็นแผนจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง มีรายละดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ทดสอบก่อนเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องทําเลที่ตั้ง อาณาเขต และลักษณะภูมิ ประเทศของทวีปอเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติ ของทวีปอเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ลักษณะทรัพยากรธรมชาติของทวีป อเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลักษณะประชากร สังคมและวัฒนธรรม ของทวีปอเมริกาเหนือ
๑๖๙ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ลักษณะเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องภัยพิบัติและแนวทางในการจัดการในทวีป อมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ทดสอบหลังเรียน 4) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระที่ปรึกษาและ นำเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนในกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและ ประเมินผล โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาลงความคิดเห็นแล้วให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 หมายถึง แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ มาตรฐานการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล 48 ให้คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ มาตรฐานการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล ให้คะแนน -1 หมายถึง แน่ใจว่าไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ มาตรฐานการ เรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระสำคัญ สาระ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และการวัดประเมินผล แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้องขอองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้(Index of Item-objective Congruence : IOC) โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50-1.00 ถือ ว่า เครื่องมือนั้นมีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการทำวิจัยครั้งนี้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ตามขั้นตอนดังนี้ 3.4.1 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้ก่อน เรียนจำนวน 30 ข้อ 3.4.2 ดำเนินการสอนนักเรียนด้วยตนเองโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team-Games-Tournament) เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ รายวิชาภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดย แบ่งแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมดเป็น 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมเวลาเรียน 8 ชั่วโมง
๑๗๐ 3.4.3 ทดสอบหลังเรียน (Post-test) เมื่อดำเนินการสอนครบตามที่กำหนดในแผนการ จัดการเรียนรู้แล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน 3.4.4 นำคะแนนจาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ไปวิเคราะห์โดยใช้วิธีทาง สถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน และสรุปผลการวิจัย 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.5.1 สถิติพื้นฐาน 1) ร้อยละ (Percentage) (สมนึก ภัททิยธนี, 2544 น.160-167) ใช้สูตร = × 100 เมื่อ แทน ร้อยละ แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ แทน ความถี่ทั้งหมด 2) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) (บุญชม ศรีสะอาด, 2548 น. 105) ใช้สูตร = ∑ เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ย ∑แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนคน 3.5.2 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 1) หาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดย ใช้ดัชนีค่าความสอดคล้อง IOC (สมนึก ภัททิยธนี, 2544: 160-167) ใช้สูตร IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีค่าความสอดคล้องระหว่างลักษณะเนื้อหากับจุดประสงค์ ∑ แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด โดยมีเกณฑ์พิจารณาค่าดัชนีค่าความสอดคล้อง IOC ที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ ระหว่าง 0.67-1.00 ถ้าค่า IOC มีค่านอกเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป
๑๗๑ 2) หาค่าความยาก(P) และหาค่าอำนาจำแนก (r) (ล้วน สายยศ และอังคณา สาย ยศ, 2539: 184-187) ใช้สูตร ค่าความยากง่าย (P) = Ru+R1 2f ค่าอำนาจจำแนก (r) = Ru+R1 f เมื่อ p แทน ค่าความยาก r แทน อำนาจจำแนก แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก 1 แทน จำนวนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก โดยมีเกณฑ์พิจารณาค่าความยากง่ายที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80 ถ้าค่า P มีค่า นอกเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป ค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20 – 1.00 ถ้าค่า r มีค่านอกเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้นหรือตัดทิ้งไป 3) การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ซึ่งคำนวณสูตร (พวงรัตน์ ทวิรัตน์, 2531: 130 อ้างถึง ใน นครชัย ชาญอุไร, 2561: 162-164) ดังนี้ เมื่อ 20 แทน ค่าความเชื่อมั่นแบบวัด แทน จำนวนข้อสอบ แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้นๆ แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิด (1-p) แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนผู้เรียน
๑๗๒ โดยมีเกณฑ์พิจารณาหาค่าความเชื่อมั่น (KR-20) ที่ยอมรับได้มีค่าอยู่ ระหว่าง 0.80-1.00 ถ้า ค่า KR-20 มีค่านอกเกณฑ์ที่ กำหนด จะต้องปรับปรุงข้อสอบนั้น หรือตัดทิ้งไป 3.5.4 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ 1) การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้(เผชิญกิจ ระการ. 2546: 1-6) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนละหลังเรียน เมื่อ แทน สถิติการทดสอบที่ใช้กับค่าวิกฤตจากการแจจกแจงแบบ t เพื่อ ทราบความมีนัยสำคัญ แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน
ส่วนที่ 4 การปฏิบัติตน
๑๗๔ 2. ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย 2.1ด้านงานสอน ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ลำ ดับ ระดับชั้น เทอม รหัสวิชา ชื่อวิชา จำนวน ชม. หน่วย กิต/ชม. หมายเหตุ 1 ม.3 1 ส32101 สังคมศึกษา 5 3 1.5 หนังสือแบบเรียน 2 2 ส32101 สังคมศึกษา 5 3 1.5 หนังสือแบบเรียน ตารางที่ 14 งานสอน 2.2 ด้านงานบริการ 1) คำสั่งแต่งตั้ง ที่ เลขที่คำสั่ง เรื่อง หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 1 ๑๒๐/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการการเตรียมการ ปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียน ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน 2 ๑๒๓/๒๕๖๖ แต่งตั้งครูประจำชั้น ครูที่ปรึกษา ปี การศึกษา ๒๕๖๖ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน การปกครอง การ ส่งเสริมพฤติกรรมและ คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ รวมทั้งการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6/2 3 127/2566 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนิน โครงการส่งเสริมประชาธิปไตยใน โรงเรียน ระดับมัธยมศึกษา คณะกรรมการกองอำนวยการ การเลือกตั้ง และคณะกรรมการฝ่ายสถานที่ 4 ๑๓๔/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปีการศึกษา ๒๕๖๖ รองผู้กำกับกองลูกเสือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 5 ๑๓๙/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการ ประชุมผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน
๑๗๕ ที่ เลขที่คำสั่ง เรื่อง หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 6 ๑๔๐/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนิน โครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เสริมสร้างทักษะชีวิต ปี การศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์และ คณะกรรมการฝ่ายเอกสารและประเมินผล 7 ๑๔๑/๒๕๖๖ มอบหมายหน้าที่นักศึกษา ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 ปฏิบัติหน้าที่ตามโครงสร้างโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 8 ๑๕๘/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนิน โครงการทูบีนัมเบอร์วัน TO BE NUMBER ONE ต่อต้านยาเสพติด เก่ง และดี ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการดำเนินงาน 9 ๑๗๕/๒๕๖๖ แต่งตั้งคระกรรมการดำเนิน โครงการฝึกอบรมนายหมู่ลูกเสือเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ ประจำปี การศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน มีหน้าที่ ดำเนิน โครงการให้บรรลุวัตถุประสงค์ ประสานงาน กับฝ่ายต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 10 ๑๗๗/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนิน โครงการลานวัฒนธรรม “อนุรักษ์ ความเป็นไทย ก้าวไกลสู่สากล” ปี การศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน คณะกรรมการฝ่ายอาหาร ปฏิคม และคณะกรรมการฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ 11 ๑๘๐ / ๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนิน โครงการถวายเทียนพรรษาประจำปี การศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการดำเนินงาน มีหน้าที่ วาง แผนการจัดกิจกรรมและกำหนดลำดับขั้นตอน ของพิธีถวายเทียนพรรษา ประชุมและจัดทำ สั่งมอบหมายงานและประชุมคณะกรรมการ ฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย 12 ๑๘๕/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการ สอบวัดผลกลางภาคระดับ มัธยมศึกษา ประจำภาคเรียน ที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการกองอำนวยการสอบ มีหน้าที่ อำนวยการสอบ ส่งซองข้อสอบตาม ห้องสอบ ตรวจสอบความถูกต้องการรับส่ง ของข้อสอบ ควบคุมดูแลดำเนินการสอบให้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
๑๗๖ ที่ เลขที่คำสั่ง เรื่อง หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 13 ๑๙๐/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา คณะกรรมการดำเนินงาน มีหน้าที่ วางแผน ดำเนินงานประสานงานอำนวยความสะดวก เพื่อให้การดำเนินการประเมินคุณภาพใน สถานศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย 14 ๔๒๘/๒๕๖๖ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการ สอบวัดผลกลางปีระดับ ประถมศึกษา และสอบวัดผลปลาย ภาคระดับมัธยมศึกษา ประจำภาค เรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ คณะกรรมการกองอำนวยการสอบ มีหน้าที่ อำนวยการสอบ ส่งซองข้อสอบตาม ห้องสอบ ตรวจสอบความถูกต้องการรับส่ง ของข้อสอบ ควบคุมดูแลดำเนินการสอบให้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตารางที่ 15 ตารางคำสั่งแต่งตั้ง 2.3 งานบริการอื่น ๆ ที่ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การดำเนินการ ช่วงเวลา ๑ รับผิดชอบประตูเวร เช้า-เย็นวันพฤหัสบดีของทุก ๆ สัปดาห์ - ดูแลนักเรียนหน้าโรงเรียน - ตรวจเครื่องแต่งกายและทรงผม - ดูแลความปลอดภัยของนักเรียนระหว่างที่อยู่ โรงเรียน ภาคเรียนที่ ๑ ตารางที่ 15 ตารางงานบริการอื่น ๆ 2.4 ด้านงานพิเศษ ที่ วันที่ หน้าที่รับผิดชอบ สถานที่ ๑ ๑๖-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมและแจกสมุดหนังสือ สำหรับภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ๒ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมงานปฐมนิเทศผู้ปกครอง ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่๑ และปีที่๔ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
๑๗๗ ที่ วันที่ หน้าที่รับผิดชอบ สถานที่ ๓ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมงานปฐมนิเทศนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๖ ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๔ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมอุปกรณ์ในการเลือกตั้ง คณะกรรมการนักเรียน ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ๕ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๖ จัดเตรียมสถานที่เนื่องในโครงการค่าย คุณธรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ๖ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ จัดเตรียมงานการประชุมผู้ปกครอง ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๗ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ จัดเตรียมงานโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เสริมสร้างทักษะชีวิต ปี การศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ๘ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ รับหน้าที่ฝึกซ้อมนักเรียนนำกล่าวบทบูชา ครู ในวันไหว้ครู ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ๙ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๖ รับหน้าที่ฝึกซ้อมนักเรียนฝ่ายพิธีกรใน โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๑๐ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ จัดเตรียมสถานที่เนื่องในงานวันสุนทรภู่ ประจำปี ๒๕๖๖ ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๑๑ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมสถานที่โครงการถวายเทียน พรรษา ห้องประชุมชั้น ๒ อาคาร ๑๗ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ๑๒ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ จัดเตรียมสถานที่โครงการลานวัฒนธรรม “อนุรักษ์ความเป็นไทย ก้าวไกลสู่สากล” อาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตารางที่ 16 ตารางหน้าที่รับผิดชอบงานพิเศษ
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก เกียรติบัตรที่ได้รับ
๑๘๐
181
๑๘๒ ภาคผนวก ข คำสั่งแต่งตั้ง รายงานผลการปฏิบัติงาน
๑๘๓ คำสั่งแต่งตั้งครูประจำชั้น ครูที่ปรึกษา ปีการศึกษา 2566
๑๘๔
๑๘๕
๑๘๖ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
๑๘๗
๑๘๘
๑๘๙
๑๙๐ กำหนดโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน
๑๙๑
๑๙๒ คำสั่งแต่งตั้งครูพี่เลี้ยงสำหรับนักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา
๑๙๓
๑๙๔
๑๙๕ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการประชุมผู้ปกครอง