The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 117 เปรมวดี แก้วมะ, 2024-01-28 22:30:44

แฟ้มสะสมผลงาน ภาคเรียนที่ 1

117_เปรมวดี

๙๗ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันพฤหัสบดี ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา ศาสนิกชนตัวอย่าง (1) ๑ วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 15.40 น. ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา ศาสนิกชนตัวอย่าง (1) ๑ วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เป็นวันหยุดชดเชย เนื่องจากเป็นวันวิสาขบูชาและวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา ศาสนิกชนตัวอย่าง (2) ๑ วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา ศาสนิกชนตัวอย่าง (2) ๑ วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ชาดก ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ชาดก ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. พระรัตนตรัย ๑ วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา ศาสนิกชนตัวอย่าง (2) ๑ วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ชาดก ๑ วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. พระรัตนตรัย ๑ วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. พระรัตนตรัย ๑ วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ขันธ์ ๕ และไตรลักษณ์๑ วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ขันธ์ ๕ และไตรลักษณ์๑ วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฏฏะ ๓ และปัญจธรรม ๓ ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566 กิจกรรมวันไหว้ครู วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ขันธ์ ๕ และไตรลักษณ์๑ วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. วัฏฏะ ๓ และปัญจธรรม ๓ ๑


๙๘ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. อัตถะ ๓ ๑ วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฏฏะ ๓ และปัญจธรรม ๓ ๑ วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. อัตถะ ๓ ๑ วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. อัตถะ ๓ ๑ วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. มรรคมีองค์ ๘ ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566 โครงการทูบีนัมเบอร์วัน วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. มรรคมีองค์ ๘ ๑ วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ธรรมที่ควรเจริญ ๑ วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. มงคล ๓๘ (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. มรรคมีองค์ ๘ ๑ วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ธรรมที่ควรเจริญ ๑ วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. มงคล ๓๘ (1) ๑ วันพุธ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. มงคล ๓๘ (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. มงคล ๓๘ (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. มงคล ๓๘ (2) ๑ วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. มงคล ๓๘ (2) ๑ วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. การปฏิบัติตนตามหลักธรรม ๑


๙๙ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. โครงสร้าง ชื่อคัมภีร์และสาระสังเกตของพระ อภิธรรมปิฎก ๑ วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การปฏิบัติตนตามหลักธรรม ๑ วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. การปฏิบัติตนตามหลักธรรม ๑ วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. โครงสร้าง ชื่อคัมภีร์และสาระสังเกตของพระ อภิธรรมปิฎก ๑ วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. โครงสร้าง ชื่อคัมภีร์และสาระสังเกตของพระ อภิธรรมปิฎก ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. พุทธปณิธาน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. พุทธปณิธาน ๑ วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. พุทธปณิธาน ๑ วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. พุทธศาสนาสุภาษิต ๑ วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. หน้าที่ของพระภิกษุและ มารยาทชาวพุทธ ๑ วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. พุทธศาสนาสุภาษิต ๑ วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. พุทธศาสนาสุภาษิต ๑ วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. หน้าที่ของพระภิกษุและ มารยาทชาวพุทธ ๑ วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. หน้าที่ของพระภิกษุและ มารยาทชาวพุทธ ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. หน้าที่ชาวพุทธ (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 13 กรกฎาคมพ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. หน้าที่ชาวพุทธ (1) ๑ วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 โครงการอบรมนายหมู่และรองนายหมู่ ลูกเสือ-เนตรนารี


๑๐๐ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. หน้าที่ชาวพุทธ (1) ๑ วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. หน้าที่ชาวพุทธ (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. หน้าที่ชาวพุทธ (2) ๑ วันอังคาร ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (1) ๑ วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (1) ๑ วันพุธ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (1) ๑ วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (1) ๑ วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 โครงการลานวัฒนธรรม “อนุรักษ์ความเป็นไทย ก้าวไกลสู่สากล” วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (2) ๑ วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (1) ๑ วันพุธ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และกา บริหารจิต (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (2) ๑ วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม – วันอังคารที่ 1 สิงหาคม 2566 วันหยุดราชการ วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และการ บริหารจิต (1) ๑ วันพุธ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และการ บริหารจิต (2) ๑


๑๐๑ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และการ บริหารจิต (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การเจริญปัญญาโดยการคิดแบบโยนิโส มนสิการ ๑ วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. ศาสนพิธีพิธีกรรม (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การเจริญปัญญาโดยการคิดแบบโยนิโส มนสิการ ๑ วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจ พอเพียง และ การพัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันพุธ ที่ 9 – วันศุกร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2566 สอบกลางภาค วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และการ บริหารจิต (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. การสวดมนต์แปล การแผ่ เมตตา และการ บริหารจิต (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจ พอเพียง และ การพัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. หลักธรรมที่สอดคล้องกับการ พัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. หลักธรรมที่สอดคล้องกับการ พัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันพุธ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วิถีการดำเนินชีวิตของ พุทธศาสนิกชน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วิถีการดำเนินชีวิตของ พุทธศาสนิกชน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ศาสนากับการอยู่ร่วมกัน ๑ วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. การเจริญปัญญาโดยการคิดแบบโยนิโส มนสิการ ๑


๑๐๒ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจ พอเพียง และ การพัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. หลักธรรมที่สอดคล้องกับการ พัฒนาที่ยั่งยืน ๑ วันจันทร์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วิถีการดำเนินชีวิตของ พุทธศาสนิกชน ๑ วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (1) ๑ วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ศาสนากับการอยู่ร่วมกัน ๑ วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. กฎหมายอาญา (1) ๑ วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. วิถีการดำเนินชีวิตของ พุทธศาสนิกชน ๑ วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ศาสนากับการอยู่ร่วมกัน ๑ วันจันทร์ ที่ 28กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) ๑ วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคมพ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. กฎหมายอาญา (2) ๑ วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. กฎหมายอาญา (1) ๑ วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ความหมายและความสำคัญ ของสิทธิ มนุษยชน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. กฎหมายอาญา (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (2) ๑


๑๐๓ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ เวลา 13.50 – 14.40 น. วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. กฎหมายอาญา (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. กฎหมายอาญา (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ความหมายและความสำคัญ ของสิทธิ มนุษยชน ๑ วันอังคาร ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ความหมายและความสำคัญ ของสิทธิ มนุษยชน ๑ วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. การมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองผู้อื่น ตามหลักสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (1) ๑ วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันพุธ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (2) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฒนธรรมสากล ๑


๑๐๔ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (1) ๑ วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. องค์กรด้านด้านสิทธิมนุษยชน (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (2) ๑ วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ลักษณะของสังคมไทยและ ปัจจัยที่ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง ๑ วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. วัฒนธรรมสากล ๑ วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาสิ่งแวดล้อม ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ลักษณะของสังคมไทยและ ปัจจัยที่ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาสิ่งเสพติด ๑ วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. วัฒนธรรมไทยและภูมิปัญญาไทย (2) ๑ วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. วัฒนธรรมสากล ๑ วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. ลักษณะของสังคมไทยและ ปัจจัยที่ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง ๑ วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาสิ่งแวดล้อม ๑ วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ปัญหาอาชญากรรม ๑ วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ปัญหาสิ่งแวดล้อม ๑ วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาอาชญากรรม ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566 ปัจจัยส่งเสริมการดำรงชีวิตให้มีความสุข ๑


๑๐๕ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ เวลา 13.00 – 13.50 น. วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ปัญหาสิ่งแวดล้อม ๑ วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. ปัญหาอาชญากรรม ๑ วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ๑ วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ๑ วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ๑ วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ปัจจัยส่งเสริมการดำรงชีวิตให้มีความสุข ๑ วันพุธ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การเปรียบเทียบการปกครองของไทย ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (1) ๑ วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ปัจจัยส่งเสริมการดำรงชีวิตให้มีความสุข ๑ วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ๑ วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. การเปรียบเทียบการปกครองของไทย ๑ วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. การเปรียบเทียบการปกครองของไทย ๑ วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (2) ๑ วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (1) ๑ วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (1) ๑ วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (2) ๑


๑๐๖ วัน/เดือน/ปี เวลา ชื่อหน่วยการเรียนรู้/หน่วยย่อย จำนวน คาบ วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (2) ๑ วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (1) ๑ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30 – 09.20 น. รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กับ การเลือกตั้งการ มีส่วนร่วมและการตรวจสอบอำนาจรัฐ (2) ๑ วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.20 – 10.10 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (1) ๑ วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 13.50 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (1) ๑ วันพุธ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.10 – 12.00 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (2) ๑ วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.50 – 14.40 น. ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ประชาธิปไตยของไทย (2) ๑ สอบปลายภาค ตารางที่ 13 กำหนดการสอน


๑๐๗ 15. ตัวอย่างชิ้นงานของนักเรียน ใบงานที่ 1.1 เรื่องแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา


๑๐๘ การสืบค้นพุทธศาสนสุภาษิต แล้วนำไปเผยแพร่ลงบนสื่อสังคมออนไลน์


๑๐๙ 16. บันทึกผลหลังการสอน


๑๑๐


๑๑๑ 17. ด้านครูที่ปรึกษาและครูประจำวิชา 17.1 ครูที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 13.2 กิจกรรมถวายเทียนพรรษากับห้องม.3/3 ภาพที่ 20 : กิจกรรมถวายเทียนพรรษา วันที่ : วันศุกร์ที่ 14 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2566 สถานที่ : หอประชุมอาคาร 17 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาพที่ 19 : กิจกรรมไหว้ครูกับนักเรียนห้องม.6/2 วันที่ : วันพฤหัสบดีที่ 15 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2566 สถานที่ : หอประชุมอาคาร 19 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


๑๑๒ ภาพที่ 21 : ร่วมจัดบอร์ดชั้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 วันที่ : วันอังคาร ที่ 5 และวันพฤหัสบดี ที่ 7 เดือน กันยายน พ.ศ. 2566 สถานที่ : อาคาร 8 (มัธยมศึกษาตอนปลาย)


๑๑๓ 17.2 ครูประจำรายวิชาสังคมศึกษา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาพที่ 22 : การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องพระรัตนตรัย โดยใช้รูปแบบเกมบันไดงู ภาพที่ 23 : ฝึกการนั่งสมาธิก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน


๑๑๔ ภาพที่ 24 : การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องวัฒนธรรมไทย โดยให้นักเรียนทำใบงาน วัฒนธรรม 4 ภาค ภาพที่ 25 : การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องกฎหมายอาญา โดยนักเรียนแสดงบทบาทสมมติ


๑๑๖ ส่วนที่ 3 การปฏิบัติงานพิเศษ


๑๑๗ 1. ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย 1.1 เค้าโครงวิจัยในชั้นเรียน การวิจัยในชั้นเรียน สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ชื่อเรื่องวิจัย : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ของชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ชื่อ-สกุล : นางสาวเปรมวดี แก้วมะ รหัสนักศึกษา : 63040110117 สถานศึกษา : โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นวัตกรรม/กระบวนการที่ใช้ : การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT (Team Game Tournament) ระดับชั้นที่ทำการวิจัย : ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระการเรียนรู้ที่ทำวิจัย : ภูมิศาสตร์


๑๑๖ บทที่ 1 บทนำ 1.ที่มาและความสำคัญ การจัดการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในปัจจุบันส่วนมากยังขาด การเน้นทักษะกระบวนการให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ขาดการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ ระหว่างผู้เรียน นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งโดยธรรมชิตของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมแล้ว จะเป็นกลุ่มสาระที่มีเนื้อหามาก ทำให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียน ตามหนังสือ เอกสารประกอบการเรียน ครูบรรยาย นักเรียนจดตามหนังสือ ทำให้นักเรียนเกิดความ เบื่อหน่าย ขาดความกระตือรือร้น และขาดความสนใจในการเรียน จึงส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ต่ำลง ดังนั้น จากสภาพปัญหาดังกล่าว ครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียน โดยการเปลี่ยนวิธีการเรียนแบบกลุ่มใหญ่มาเป็นการเรียน กลุ่มย่อย และการจัดกลุ่มนักเรียนสมาชิกในกลุ่มควรมีความสามารถที่แตกต่างกัน จะได้ช่วยกันเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนา ทักษะทางสังคม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข (ทิศนา แขมณี. 2550 : 99) สาระภูมิศาสตร์ จัดเป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งในกลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ที่ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจลักษระทางกายภาพของโลก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ที่ก่อให้เกิด การสร้างวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้รู้เท่าทัน ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ตลอดจน สามารถใช้ทักษะ กระบวนการ ความสามารถทางภูมิศาสตร์ และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์จัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตามสาเหตุและปัจจัย อันจะนำไปสู่การปรับใช้ในชีวิต จนเกิดจิตสำนึกและ มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืน (หลักสูตรแกนกลาง. 2551 ฉบับปรับปรุง 2560) หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่สำคัญที่ผู้เรียนต้องเรียน เพื่อใช้เป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างพื้นฐานการคิดและเป็นกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา และวิกฤติ ของชาติ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นกลุ่มสาระที่ผู้เรียนในทุกระดับ ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้องเรียน ทั้งนี้ เพราะกลุ่มสาระนี้ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันบนโลกที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจซึ่งแตกต่างกันอย่างหลากหลาย การ


๑๑๗ ปรับตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อม ทำให้เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ มีความสามารถทางสังคม มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก ตระหนักและเห็นคุณค่าต่าง ๆ โดยผู้เรียนมี ความเจริญงอกงาม ด้านความรู้ ความคิดรวบยอด และหลักการสำคัญ ๆ ในสาขาวิชาต่าง ๆ ผู้เรียน ควรจะได้รับการพัฒนา กระบวนการทักษะการคิด เช่น การสรุปความคิด การแปลความ การ วิเคราะห์ หลักการนำไปใช้ ตลอดจนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการแก้ปัญหา ตาม กระบวนการทางสังคมศาสตร์ และทักษะการเรียนรู้ (กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, 2556, น. 1) การบรรลุผลดังกล่าว ต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลายวิธี การเรียนรู้โดยใช้การจัด กิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค ซึ่งจะช่วยสร้าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกภายใน กลุ่มผู้เรียน ได้รับความรู้จากการลงมือปฏิบัติเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะทางสังคม ผู้เรียนค้นพบความรู้ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (สุคนธ์ สินธพานนท์, 2550 น. 80) สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญสามารถจัดได้หลาย รูปแบบ เช่น เกมการศึกษา สถานการณ์จำลอง กรณีตัวอย่าง บทบาทสมมติ โปรแกรมสำเร็จรูป ศูนย์ การเรียน ชุดการสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน โครงงาน การทดลอง การถามตอบ อภิปรายกลุ่มย่อย การแก้ปัญหา สืบสวนสอบสวน กลุ่มสัมพันธ์ การเรียนแบบร่วมมือ เป็นต้น (อัญชลี สารรรัตนะ, 2554 : 29) ในปัจจุบันได้มีการนำเอาวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม ที่เรียกว่าการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เข้ามาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของ การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นลักษณะของการจัดการเรียนที่มีระบบการทำงานเป็นทีมแบบเพื่อนช่วย เพื่อน เพื่อให้ประสบผลสำเร็จร่วมกัน ในการกระทำสิ่งทั้งปวงย่อมเกิดจากความมานะพยายามของ ผู้เรียน ทำอย่างไรจะฝึกให้ผู้เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งการ เรียนแบบร่วมมือน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนบรรลุถึงจุดหมายนั้น (ไสว ฟัก ขาว, 2544 : 195 - 217) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (ฝ่ายมัธยม) สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับ ปรับปรุง 2560 ทำให้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วยสาระการ เรียนรู้ 5 สาระ โดยในที่นี้จะศึกษาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ นับเป็นสาระที่เป็นเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนให้เป็นพลเมืองโลก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง จากการสังเกต


๑๑๘ พฤติกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สภาพปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขมากที่สุด คือปัญหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ เนื่องจากผู้เรียนไม่สนใจในรายวิชา การเรียนการสอนที่เน้นการ บรรยายส่งผลให้ผู้เรียนไม่มีความเข้าใจในบทเรียนและการทำงานเป็นกลุ่ม สาระภูมิศาสตร์ทักษะที่ จำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 มีเป้าหมายของการเรียนรู้ ส่งเสริมความกระตือรือร้นสนใจในการเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าวนั้น ทำให้ผู้วิจัยได้ศึกษาแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่ผู้วิจัยเลือกใช้คือ การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือประเภทกลุ่มแข่งขัน (TGT) เป็นอีกวิธีหนี่งที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนา ใน การจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้จะสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ยั่วยุให้ผู้เรียน สนใจที่จะเรียน อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจได้โดยง่าย และถูกต้องตรงตามจุดมุ่งหมาย ช่วยประหยัดเวลา ได้ทั้งผู้เรียนและ ผู้สอน รวมทั้งช่วยส่งเสริมความร่วมมือ โดยกำหนดให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน ทำงานร่วมกัน เป็นกลุ่ม และใช้ในการแข่งขันหรือการต่อสู้ทางวิชาการ โดยผู้เรียนที่มีความสามารถทางวิชาการเท่า เทียมกัน เข้าแข่งขันในกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำคะแนนของแต่ละคนที่ได้จากการแข่งขันในแต่ละกลุ่มมา เป็นคะแนนกลุ่ม แต่ในเวลาเรียนต้องร่วมมือกัน ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประเภทกลุ่ม แข่งขัน TGT เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน และท้าทาย ความสามารถ โดยผู้เรียนเป็นผู้เล่นเอง ทำให้เกิดประสบการณ์ เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งตัวผู้เรียนอย่างแท้จริง การจัดการเรียนการ สอนแบบ TGT (Teams-Games –Tournaments) จึงเป็นวิธีการเรียนที่สร้างความสนุกสนานร่วมกับ การเรียนรู้ให้ผู้เรียนรู้สึกผ่อนคลาย โดยมีกฎเกณฑ์และกติกาที่ชัดเจนช่วยให้ผู้เรียนรู้จักการสังเกต และการจดจำข้อมูล อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในบทเรียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งได้ทักษะการสื่อสาร คิด แก้ปัญหาและการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปในอนาคต 2.วัตถุประสงค์ในการทําวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน วิชาสังคมศึกษา ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค TGT


๑๑๙ 3.ขอบเขตการวิจัย 3.1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานีอําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 3 ห้องเรียน รวม นักเรียนทั้งสิ้น 89 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 30 คน เป็นการเลือกกลุ่มที่ผู้วิจัยใช้เหตุผลในการเลือกเพื่อ ความเหมาะสมในการวิจัย 3.2 ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 3.3 ขอบเขตด้านระยะเวลาและเนื้อหา ระยะเวลา คือ ตลอดปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาทั้ง หมด 8 คาบ เนื้อหา คือ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง 2560 โดยแบ่งเป็นแผนจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง มีรายละดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ทดสอบก่อนเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องทําเลที่ตั้ง อาณาเขต และลักษณะภูมิประเทศของ ทวีปอเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ลักษณะภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติของทวีป อเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ลักษณะทรัพยากรธรมชาติของทวีปอเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลักษณะประชากร สังคมและวัฒนธรรมของทวีป อเมริกาเหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ลักษณะเศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือ


๑๒๐ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องภัยพิบัติและแนวทางในการจัดการในทวีปอมริกา เหนือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ทดสอบหลังเรียน 4. สมมติฐานการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือประเภทกลุ่มแข่งขัน (Teams Games Tournament หรือ TGT) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มีนักเรียน เรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ภายในกลุ่มนักเรียน จะ มีความสามารถแตกต่างกัน คือ เก่ง ปานกลาง อ่อน ในอัตราส่วน 1:2:1 ทํางานร่วมกันและจะใช้ เกมการแข่งขันเชิงวิชาการ ประเมินความรู้ของสมาชิกในกลุ่มโดยการแข่งขันตามความสามารถของ นักเรียน ดังนั้น ความสําเร็จของกลุ่มจะขึ้นอยู่กับความสามรถของแต่ละบุคคลเป็นสําคัญ โดยการ จัดการเรียนรู้นี้ ต้องใช้การเสริมแรงลักษณะต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนร่วมมือกันทํางานและทําให้ กลุ่มประสบความสําเร็จมากที่สุด 5.2 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เกิดจากการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT ในรายวิชาสังคมศึกษา โดยได้รับ การเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สามารถทําให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 5.3 ประสิทธิภาพของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ ประสิทธิภาพของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การพัฒนาแผนการจัดการ เรียนรู้ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกา เหนือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 3 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 89 คน ที่


๑๒๑ ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่ ผู้วิจัยตั้งไว้คือ 80/80 โดยมีความหมาย ดังนี้ 80 ตัวแรก คือ E1 เป็นคะแนนที่ได้จากการทดสอบระหว่างเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง คือ E2 เป็นคะแนนที่ได้จากคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากการเรียน จํานวน 20 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 ขึ้นไป 6. ประโยชน์ที่ได้รับ ได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และได้ทราบสารสนเทศ เกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของรายวิชาสังคมศึกษา สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์เรื่อง ทวีปอเมริกา เหนือ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน


๑๒๒ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT เรื่อง ทวีปอเมริกาเหนือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ดําเนินการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม 2.3 หลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชา ภูมิศาสตร์(ฉบับปรับปรุง 2560) 2.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.5 แผนการจัดการเรียนรู้ 2.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 2.7.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.7.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.8 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 17 - 22) มุ่ง พัฒนา ผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกําลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่ จําเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญบน พื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ 2.1.1 วิสัยทัศน์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็น กําลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเป็น พลเมืองไทยและ เป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์


๑๒๓ ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติ ที่จําเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบ อาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็ม ตามศักยภาพ 2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สําคัญ ดังนี้ 1) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและ มาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บน พื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ 3) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอํานาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และ การจัดการการเรียนรู้ 5) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ 6) เป็นหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.3 จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มี ปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิด กับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคนิค เทคโนโลยีและมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4) มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๑๒๔ 5) มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์ การพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 2.1.4 สมรรถนะสําคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตาม มาตรฐานที่กําหนดไว้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ 1) สมรรถนะสําคัญผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้พัฒนา ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดังนี้ (1) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการรับและส่งสารมี วัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการมีพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดย คํานึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม (2) ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนําไปสู่การสร้าง องค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม (3) ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคํานึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม (4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนํากระบวน การต่าง ๆ ไปใช้ในการดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการ ทํางาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการ ปัญหาและ ความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น


๑๒๕ (5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ด้าน การเรียนรู้ การสื่อสาร การทํางานการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม 2) คุณลักษณะอันพึงประสงค์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ใน ฐานะเป็นผลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ (1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (2) ซื่อสัตย์สุจริต (3) มีวินัย (4) ใฝ่เรียนรู้ (5) อยู่อย่างพอเพียง (6) มุ่งมั่นในการทํางาน (7) รักความเป็นไทย (8) มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง 2.1.5 มาตรฐานการเรียนรู้กําหนดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย องค์ ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการ การเรียนรู้และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของ ผู้เรียนเป็น 8 กลุ่ม ดังนี้ 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4) สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5) สุขศึกษาและพลศึกษา 6) ศิลปะ 7) การงานอาชีพ 8) ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กําหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสําคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนมาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนจึงรู้ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและ


๑๒๖ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสําคัญ การขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบเพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไรรวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพ การศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการ ทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษาและการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสําคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่ มาตรฐานการเรียนรู้กําหนดเพียงใด 2.1.6 สาระการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการ เรียนรู้และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ซึ่งกําหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จําเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1) ภาษาไทย : ความรู้ ทักษะและวัฒนธรรมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ความ ชื่น ชม การเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยและภูมิใจในภาษาประจําชาติ 2) คณิตศาสตร์ : การนําความรู้ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการ แก้ปัญหาการดําเนินชีวิต และศึกษาต่อการมีเหตุมีผล มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์พัฒนาการคิดอย่าง เป็นระบบและสร้างสรรค์ 3) วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี: การนําความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใช้ ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และจิตวิทยาศาสตร์ 4) สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม : การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคม โลก อย่างสันติสุขการเป็นพลเมืองดี ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา การเห็นคุณค่าของทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อม ความรักชาติและภูมิใจในความเป็นไทย 5) สุขศึกษาและพลศึกษา : ความรู้ ทักษะและเขตคติในการสร้างเสริมสุขภาพ พลานามัยของตนเองและผู้อื่นการป้องกันและปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพอย่างถูกวิธีและ ทักษะในการดําเนินชีวิต 6) ศิลปะ : ความรู้และทักษะในการคิดริเริ่ม จินตนาการ สร้างสรรค์งานศิลปะ สุนทรียภาพ และการเห็นคุณค่าทางศิลปะ 7) การงานอาชีพ : ความรู้ ทักษะ และเจตคติในการทํางานการจัดการ การดํารงชีวิต การประกอบอาชีพ


๑๒๗ 8) ภาษาต่างประเทศ : ความรู้ทักษะเจตคติ วัฒนธรรมการใช้ภาษาต่างประเทศ ใน การ สื่อสารการแสวงหาความรู้และการประกอบอาชีพ 2.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม 2.2.1 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยปัจจุบัน เป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศตาม การหลั่งไหลของกระแสโลกาภิวัตน์อย่างต่อเนื่อง โดยผ่านเครือข่ายและเทคโนโลยีการสื่อสารที่ ทันสมัย ทํา ให้คนขาดการกลั่นกรองหรือเลือกใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรม ส่งผลกระทบต่อการ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและ ความเป็นอยู่ของคนในสังคม จนเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้นในการพัฒนาสังคมให้มีความเข็มแข็งมีความพร้อมต่อการ เปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและ อนาคต คือ การให้การศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสําคัญในการพัฒนา คน พัฒนาประเทศให้ยั่งยืนถาวร ซึ่ง สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้กําหนด แนวทางในการพัฒนากระบวนการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ หมวด 4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึด หลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสําคัญ ดังนัน กระบวนการจัดการศึกษาต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนตาม ธรรมชาติและเต็มศักยภาพ และถือว่าผู้เรียนเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลุ่มวิชาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถทํางานร่วมกันกับผู้อื่นรู้จัก หน้าที่ มีความรับผิดชอบ รู้จักปรับตัวให้ทันกับทุกสถารการณ์ เพื่อให้ตนสามารถดํารงชีวิตอยู่ในสัคม ร่วมกับผู้คนที่มีความแตกต่างและมีความเป็นปัจเจกชนได้ รวมเรียกว่า ทักษะทางสังคม ปัจจุบัน การศึกษาให้ความสําคัญ ในเรื่องนี้มาก เพราะถือว่าเป็นเครื่องมือสําคัญในการดํารงชีวิต 2.2.2 เป้าหมายของสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นกําลังของชาติให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ อิทธิพลของสภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการดํารงชีวิต การอยู่ร่วมกันใน สังคมปรับตัวให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบมีความสามารถทางสังคม มีความรู้ มีทักษะ และมี คุณธรรมเพื่อเกิดค่านิยมที่เหมาะสมการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมจึงมี เป้าหมายที่สําคัญ ดังนี้


๑๒๘ 1) ด้านความรู้มุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดความเจริญงอกงามด้านความรู้โดยจะให้ความรู้ แก่ ผู้เรียนด้านเนื้อหาสาระ ความคิดรวบยอด และหลักการสําคัญในสาขาวิชาต่าง ๆ ตามขอบเขตที่ กําหนดไว้ในแต่ละระดับชั้นในลักษณะบูรณาการ 2) ด้านทักษะกระบวนการ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้เกิดทักษะและกระบวนการ ต่างๆ เช่นทักษะทางวิชาการ และทักษะทางสังคม 3) ด้านเจตคติและค่านิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาเจตคติและค่านิยมเกี่ยวกับประชาธิปไตย และความเป็นมนุษย์ เช่น การรู้จัก ตนเองการพึ่งตนเองซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย มีความกตัญญูเห็นคุณค่าของการทํางาน รู้จักคิดวิเคราะห์ เรียนรู้การ ทํางานเป็น กลุ่ม เคารพสิทธิของผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความรักท้องถิ่น รักประเทศชาติเห็น คุณค่า และอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนา และการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.2.3 เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันใน สังคมที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับ ตนเองกับบริบทสภาพแวดล้อมเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และ ค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กําหนดสาระ ต่างๆไว้ ดังนี้ 1) สาระศาสนาศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรมหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนําหลักธรรมคําสอน ไปปฏิบัติใน การพัฒนาตนเองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทําความดีมีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเอง อยู่เสมอ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม 2) สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม การดําเนินชีวิตระบบการเมืองการปกครอง ใน สังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและ ความสําคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ การ ดําเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก


๑๒๙ 3) สาระเศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและ บริการ การ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดํารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และ การนําหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจําวัน 4) สาระประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทาง ประวัติศาสตร์พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบันความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของ เหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สําคัญในอดีต บุคคลสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่ สําคัญของโลก 5) สาระภูมิศาสตร์ ลักษณะกายภาพของโลกแหล่งทรัพยากรและภูมิอากาศของ ประเทศไทยและภูมิภาค ต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ความสัมพันธ์ใน ระบบธรรมชาต ิความสัมพันธ์ของ มนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นการ นำเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.2.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1) สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความสําคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธํารงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ 2) สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดี งาม และธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทยดํารงชีวิตอยู่ร่วมกันใน สังคมไทย และสังคมโลกอย่าง สันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธํารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๑๓๐ 3) สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ บริโภคการใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่จํากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของ เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดํารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและความจําเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก 4) สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนัก ถึงความสําคัญและสามารถ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความ รัก ความภูมิใจและธํารงความเป็นไทย 5) สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์และสรุปข้อมูล ตลอดจน ใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการดำเนินชีวิต มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.2.5 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมใน ท้องถิ่นที่อยู่อาศัย และเชื่อมโยงประสบการณ์ไปสู่โลกกว้าง ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีทักษะ กระบวนการ และมีข้อมูลที่ จําเป็นต่อการพัฒนาให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตาม หลักคําสอนของศาสนาที่ตนนับถือมีความเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการ ทํางานกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมของ ห้องเรียน และได้ฝึกหัดในการตัดสินใจ ได้ศึกษาเรื่องราว


๑๓๑ เกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียนและชุมชนในลักษณะการบูรณา-การ ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิด เกี่ยวกับปัจจุบันและอดีตมีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมขั้นต้นและวิธีการเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการพัฒนา แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และ ภูมิปัญญา เพื่อเป็นพื้นฐานในการทําความเข้าใจในขั้นที่สูงต่อไป จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประเทศของตนเอง ทั้งเชิงประวัติศาสตร์ ลักษณะทาง กายภาพสังคมประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ โดยเน้นความเป็น ประเทศไทยได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลัก คําสอนของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีส่วนร่วมในศาสนพิธี และ พิธีกรรมทางศาสนามากยิ่งขึ้น ได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะ พลเมืองดีของท้องถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของ ท้องถิ่นตนเองมากยิ่งขึ้น ได้ศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาค ต่างๆของประเทศไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ เพื่อขยาย ประสบการณ์ไปสู่การทําความเข้าใจ ในภูมิภาคซีก โลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม การดําเนินชีวิต การจัด ระเบียบทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากอดีตสู่ปัจจุบัน 2.3 หลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) 2.3.1 การรู้เรื่องภูมิศาสตร์ (geo-literacy) การรู้เรื่องภูมิศาสตร์เป็นความรู้พื้นฐานของ ผู้เรียนในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ในการแสวงหาความรู้และตอบคําถาม ที่เกี่ยวข้องกับทําเลที่ตั้งหรือ ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ บนพื้นผิวโลก การพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถดดํารงตนอยู่ในวิถีของการเป็น พลเมืองโลกที่ดี ตลอดจนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้อง ทําให้ผู้เรียนตระหนักในการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ โดยจะสอดแทรกการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ในระหว่าง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการรู้เรื่องภูมิศาสตร์เป็นลักษณะที่แสดงความสามารถในการใช้ ความเข้าใจเชิง ภูมิศาสตร์ (ability to use geographic


๑๓๒ understanding) และการให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ (geographic reasoning) เพื่อการตัดสินใจเชิง ภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบ (systematic geographic decision) ในการ แก้ไขปัญหาและวางแผนใน อนาคต (problem solving and future planning) โดยอาศัยองค์ประกอบที่ สําคัญ 3 ประการ คือ 1) ความสามารถทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ ความเข้าใจระบบธรรมชาติและมนุษย์การให้ เหตุผลทางภูมิศาสตร์ การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ การตั้งคําถามเชิงภูมิศาสตร์ การ รวบรวม ข้อมูลการจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปเพื่อตอบคําถาม 3) ทักษะทางภูมิศาสตร์ ได้แก่การสังเกต การแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์การใช้ เทคนิค และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ การคิดเชิงพื้นที่ การคิดแบบองค์รวม การใช้เทคโนโลยี การใช้ สถิติพื้นฐาน (สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 4) 14 2.3.2 ความสามารถทางภูมิศาสตร์การรู้เรื่องภูมิศาสตร์จําเป็นต้องอาศัยความสามารถใน การให้เหตุผลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ บนโลกจากองค์ประกอบ ที่สําคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ความเข้าใจระบบธรรมชาติและมนุษย์ ความเข้าใจระบบธรรมชาติและ มนุษย์ ผ่านปฏิสัมพันธ์ (interaction) เป็นการเข้าใจความเป็นไปของโลก ผ่านปฏิสัมพันธ์ของระบบ ธรรมชาติและระบบมนุษย์ โดยในระบบธรรมชาติจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจระบบ ของโลก สิ่งแวดล้อม และนิเวศวิทยา ที่เน้นหน้าที่และปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ ในระบบมนุษย์จะเป็น การ เข้าใจ การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์บนพื้นผิวโลก เช่น การตั้งถิ่นฐาน ลักษณะทาง วัฒนธรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของคน ข้อมูล และข่าวสาร 2) การให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ การให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ผ่านการเชื่อมโยง ระหว่างกัน (interconnection) เป็นการเข้าใจการเกิด ปรากฏการณ์ในแต่ละสถานที่จากการมี ปฏิสัมพันธ์ของระบบกายภาพและระบบมนุษย์ ดังนั้น นอกจากความเชื่อมโยง ระหว่างกัน ของทั้ง สองระบบแล้วการรู้และเข้าใจความเป็นมา สภาพทางภูมิศาสตร์ และสภาพทางสังคม เป็นปัจจัย สําคัญ ที่สามารถส่งผลให้เกิด ปรากฏการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละสถานที่ได้ 3) การตัดสินใจอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจอย่างเป็นระบบตามนัย (implication) เป็นความสามารถขั้นสูง ที่เกิดจากการบูรณาการความรู้ เรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยง ระหว่างกันของสิ่งต่าง ๆ มาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ในการแก้ไขปัญหาและ วางแผน ในอนาคตได้อย่างเหมาะสม (สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 4- 5)


๑๓๓ 2.3.3 กระบวนการทางภูมิศาสตร์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภูมิศาสตร์ให้ผู้เรียน เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ เข้าใจและ มีความรู้ อย่างถูกต้องชัดเจน ผู้สอนอาจจะใช้วิธีการแบบ แก้ปัญหา (problem solving method) หรือวิธีการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ (inquiry method) เป็นตัวกระตุ้น ผู้เรียน โดยผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมที่สําคัญ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การตั้งคําถามเชิงภูมิศาสตร์ เป็นการระบุประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้ศึกษานํามา พิจารณา ประกอบการหาคําตอบ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการศึกษา โดยจะต้องอยู่ในรูปแบบประโยค คําถาม ที่กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น เช่น “ปัจจัยอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง ลักษณะ ของแม่น้ำ” 2) การรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนสําคัญขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการทาง ภูมิศาสตร์ที่รวบรวมข้อเท็จจริง และข้อมูลที่เป็นประโยชน์และคาดว่าจะนําไปใช้ประกอบการศึกษา การ รวบรวมข้อมูลจะต้องอาศัยความรู้และเทคนิค ต่าง ๆ เช่น ประเภทของข้อมูล การออกแบบแบบ บันทึก ข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล วิธีการแจงนับข้อมูล การออกแบบสอบถาม และ การบันทึก การสังเกต เป็นต้น 3) การจัดการข้อมูล เป็นการจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลเพื่อ ประกอบการศึกษา นอกจากนี้ ยังเป็นการตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้อง เพื่อความ สะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูล 4) การวิเคราะห์และแปลผลข้อมูล เป็นหัวใจของกระบวนการทางภูมิศาสตร์ เมื่อ ข้อมูลผ่านกระบวนการ จัดการแล้ว ก็จะง่ายต่อการอธิบาย วิเคราะห์ และแปลผลข้อมูลดังกล่าว ด้วย สถิติขั้นพื้นฐาน 5) การสรุปเพื่อตอบคําถาม เป็นการสรุปเนื้อหาให้ตรงคําถามของการศึกษา ตามที่ ระบุไว้ในขั้นต้น นอกจากนี้ ผู้ศึกษาต้องวิจารณ์ผลลัพธ์ที่ได้เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยผู้ ศึกษาจะต้องรายงานผล ที่ได้ในแต่ละกระบวนการ อย่างละเอียด ถูกต้อง และชัดเจน ตามวิธีการ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้กําหนดไว้ ซึ่งอาจจะต้องอ้างอิงกรอบแนวคิด และ ทฤษฎีต่าง ๆ ด้วย 2.3.4. ทักษะทางภูมิศาสตร์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีการรู้เรื่อง ภูมิศาสตร์นั้น ผู้สอนจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อง พัฒนาทักษะของผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับมุมมองทาง ภูมิศาสตร์โดยสามารถจัดกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยการสอดแทรก ทักษะที่สําคัญ ดังต่อไปนี้ 1) การสังเกต (observation) เป็นการนําผู้เรียนไปสังเกตการณ์สิ่งแวดล้อม ทั้งที่ เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ และมนุษย์สร้างขึ้น เช่น การสังเกตความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมระหว่าง บ้านกับโรงเรียน


๑๓๔ 2) การแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (interpretation of geographic data) เป็น การแปลความหมาย ข้อมูลของสิ่งที่ปรากฏอยู่บนพื้นโลก ที่อ้างอิงด้วยตําแหน่ง ที่อาจจะปรากฏ อยู่ ในรูปของแผนภูมิ แผนภาพ กราฟ ตาราง รูปถ่าย แผนที่ ภาพจากดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ 3) การใช้เทคนิคและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ (using geographic technique andequipment) เป็นการ ใช้วิธีการ เช่น การชักตัวอย่าง (sampling) การวาดภาพร่างในภาคสนาม การใช้รูปถ่าย แผนที่ และเครื่องมือต่าง ๆ ในการรวบรวมข้อมูลทางภูมิศาสตร์ 2.3.5 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ที่ 5 ภูมิศาสตร์ เรื่อง ทวีปอเมริกา เหนือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาตรฐาน ส ๕.๑ เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพ สิ่งซึ่งมีผลต่อกันและกัน ในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์ สรุป และใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ม.3/1 ใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการรวบรวม วิเคราะห์ และ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพและสังคมของทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ตัวชี้วัด ม.3/2 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและ สังคมของทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ มาตรฐาน ส 5.2 มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิด การสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวชี้วัด ม.3/1 วิเคราะห์การก่อเกิดสิ่งแวดล้อมใหม่ทางสังคม อันเป็นผล จากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและทางสังคมของทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ตัวชี้วัด ม.3/2 ระบุแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ตัวชี้วัด ม.3/3 สำรวจ อภิปรายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ตัวชี้วัด ม.3/4 วิเคราะห์เหตุและผลกระทบต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อมในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ที่ส่งผลต่อประเทศไทย


๑๓๕ 2.4 แนวคิดทฤษฎีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.4.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ (2558) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม TGT (TeamsGames Tournaments) เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องการแบ่งผู้เรียนที่มี ความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มๆเพื่อ ทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยกำหนดให้ สมาชิกของกลุ่มได้แข่งขันกันในเกมหลังจาก การเรียนที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว ทำการทดสอบความรู้ โดยการใช้เกมการแข่งขัน นำคะแนนที่ได้จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคนในลักษณะการแข่งขัน ตัวต่อตัวกับทีมอื่นเอามาบวกเป็นคะแนน รวมของทีม ทิศนา แขมมณี(2557) การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม TGT (Teams-GamesTournaments) เกมคือการเล่นของเด็กซึ่งมีกติกา ข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้เล่น เกมของเด็กมักมี กติกาง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเกมมีทั้งแบบที่มีการแข่งขันและ ไม่มีการแข่งขัน บางเกมไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไร ทั้งสิ้น แต่บางเกมต้องใช้อุปกรณ์ประกอบ เกม 20 บางอย่างต้องอาศัยการออกกำลังกาย การเล่นเกม นับว่ามีส่วนช่วยพัฒนาสติปัญญาของเด็ก ในการ เล่นเกมเด็กจะต้องจดจำกติกา ต้องคิดตัดสินใจและ ใช้ไหวพริบในการเอาชนะคู่ต่อสู้ นอกจากนั้นยัง ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม อีกด้วย ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553, หน้า 208) กล่าวถึงการเรียนแบบทีมแข่งขัน (Team Games Tournament: TGT) ว่าเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียน ได้รวมกลุ่ม เพื่อ ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกนและกัน สมาชิกในแต่ละทีมจะประกอบด้วย สมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน คือ ความสามารถสูง ปานกลาง และต่ำ มารวมกลุ่มมกัน ในอัตราส่วน 1: 2: 1 ซึ่งสมาชิกของทีมจะได้แข่งขันกนในเกมเชิงวิชาการ โดยความสำเร็จของทีมจะขึ้นอยู่กับ ความสามารถของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553, หน้า 126-127) กล่าวถึงกลุ่มร่วมมือแข่งขัน (Teams Games Tournaments: TGT) ไว้ว่า เทคนิคกลุ่มร่วมมือแข่งขัน เป็นกิจกรรมที่สมาชิกใน กลุ่มเรียนรู้ เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบความรู้คะแนนที่ได้ของแต่ละ คนจะนำมารวมกนเป็นคะแนนของกล่ม กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด ได้รับรางวัล จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า เทคนิคกลุ่มแข่งขัน หมายถึงกิจกรรมการเรียน การสอนรูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบ ร่วมมือโดยการเรียนจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน คอยช่วยเหลือซึ่งกนและกัน ในการเรียนรู้ เมื่อเรียนจบในแต่ละเรื่องหรือแต่


๑๓๖ ละบทเรียนสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องแข่งขัน ตอบคำถามกบสมาชิกกลุ่มอื่นที่มีความสามารถระดับ เดียวกันคะแนนที่ได้จากการแข่งขัน แต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม ทองเวียน ภวังค์ (2547, น. 56) สรุปว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือหมายถึง การเรียนรู้ที่ ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนในกลุ่มเพื่อให้เกิดความสําเร็จ จากการจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า เทคนิคกลุ่มแข่งขัน หมายถึงกิจกรรมการเรียนการสอน รูปแบบหนึ่งของการเรียนแบบร่วมมือ โดยการเรียนจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มจะ ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกน คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ เมื่อเรียน จบในแต่ละเรื่องหรือแต่ละบทเรียน สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องแข่งขันตอบคำถามกบสมาชิกกลุ่มอื่นที่มี ความสามารถระดับเดียวกัน คะแนนที่ได้จากการแข่งขันแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม 2.4.2 องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (สุวิทย์ มูลคำและอรทัย มูลคำ, 2558) ได้กล่าวว่าเทคนิคการจัดกิจกรรม TGT มี องค์ประกอบสำคัญดังนี้ 1) การเสนอเนื้อหา เป็นการนำเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม่ รูปแบบการ นำเสนออาจจะเป็นการบรรยาย อภิปราย กรณีศึกษา หรืออาจจะมีสื่อการเรียนอื่นๆประกอบด้วยก็ได้ เทคนิค TGT จะแตกต่างจากเทคนิคอื่นๆตรงที่ผู้สอนต้องเน้นให้ผู้เรียนทราบว่าผู้เรียนต้องให้ความ สนใจมากในเนื้อหาสาระ เพราะจะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในการแข่งขัน วิธีนี้เหมาะสมกับการ เรียนรู้ในวิชาพื้นฐาน ที่สามารถถามคำถามที่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ 2) การจัดทีม เป็นการจัดทีมผู้เรียน โดยคละกันทั้งเพศและความสามารถ ในแต่ละ ทีมมีหน้าที่ในการเตรียมตัวสมาชิกให้พร้อมเพื่อการเล่นเกม หลังจากจบชั่วโมงการเรียนรู้แต่ ละทีมจะศึกษาเนื้อหา โดยมีแบบฝึกหัดช่วย และผู้เรียนจะผลัดกันถามคำถามในแบบฝึกหัดกับสมาชิก ในกลุ่มจนกว่าจะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด เทดนิค TGT จุดเน้นในทีมคือ ทำให้ดีที่สุดเพื่อทีม จะช่วยเหลือ ให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมให้มากที่สุด 3) เกม เป็น เกมตอบคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ใน การเล่นเกม ผู้เรียนที่เป็นตัวแทนจากทีมแต่ละทีมจะมาเป็นผู้แข่งขัน 4) การแข่งขัน การจัดการแข่งขันอาจจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือท้าย บทเรียนก็ได้ซึ่งจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเนื้อทาที่เรียนมาแล้ว และผ่านการเตรียมความพร้อมจากกลุ่ม มาแล้ว การจัด โต๊ะแข่งขันจะมีหลายโต๊ะ แต่ละ โต๊ะจะมีตัวแทนของทีมแต่ละทีมมาร่วมแข่งขันทุก


๑๓๗ โต๊ะ การแข่งขันควรเริ่มคำเนินการพร้อมกับแข่งขันเสร็จแล้วจัดลำดับผลการแข่งขันแต่ละ โต๊ะนำไป เทียบหาค่า คะแนนโบนัส 5) การยอมรับความสำเร็จของทีม มีการนำคะแนนโบนัสของสมาชิกแต่ละคนมา รวม กับเป็นคะแนนของทีม และหาค่าเฉลี่ยทีมที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับการยอมรับให้เป็นทีมชนะเลิศ กับรองลงมา ควรมีการประกาศผลและเผยแพร่ สู่สาธารณะ รวมทั้งการมอบรางวัลยกย่อง (นิตยา กัลยาณี, 2551) ได้กล่าวว่าเทคนิคการจัดกิจกรรม TGT เป็นเทคนิครูปแบบหนึ่งใน การสอนแบบร่วมมือและมีลักษณะของกิจกรรมเป็นเกม และการแข่งขันเหมาะสำหรับการจัดการ เรียนการสอนในจุดประสงค์ที่มีคำตอบถูกต้องเพียงข้อเดียว องค์ประกอบ 4 ประการของ TGT 1) การสอนเป็นการนำเสนอความคิดรวบยอดใหม่หรือบทเรียนใหม่อาจเป็นการสอน ตรงหรือจัดในรูปแบบของการอภิปรายหรือกลุ่มศึกษา 2) การจัดทีม เป็นขั้นตอนการจัดกลุ่มหรือจัดทีมของนักเรียน โดยจัดให้คละกันทั้ง เพศและ ความสามารถ และทีมต้องช่วยกันและกันในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งใน สมาชิกกลุ่ม 3) การแข่งขัน การแข่งขันมักจัดในช่วงท้ายสัปดาห์หรือท้ายบทเรียน ซึ่งใช้คำถาม เกี่ยวกับที่ เรียนมาในข้อหนึ่งและผ่านการเตรียมความพร้อมของทีมมาแล้ว การจัดโต๊ะแข่งขันจะมี หลายโต๊ะแต่ ละโต๊ะจะมีตัวแทนกลุ่ม ทุกโต๊ะการแข่งขันควรเริ่มดำเนินการเพื่อนำไปเทียบหาค่า คะแนนโบนัส 4) การยอมรับความสำเร็จของทีมให้นำคะแนนโบนัสในแต่ละคนในทีมมารวมกัน เป็นคะแนนของทีม และหาค่าเฉลี่ยของทีมที่มีค่าสูงสุด จะได้รับการยอมรับให้เป็นทีมชนะเลิศ โดย อาจเรียกชื่อทีมที่ชนะและรองลงมา และควรประกาศผลในที่สาธารณะ ทิศนา แขมมณี (2550, น. 99 - 101) การเรียนรู้แบบร่วมมือไม่ได้มีความหมายเพียงว่า มีการ จัดให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มแล้วให้งานและบอกให้ผู้เรียนให้ช่วยกันทางานเท่านั้น การเรียนรู้จะเป็น ร่วมมือ ได้จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ 1) การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน (Positive Interdependence) กลุ่มการเรียนรู้แบบ ร่วมมือจะต้องมีความตระหนักว่า สมาชิกทุกคนมีความสำคัญและความสำเร็จของกลุ่มขึ้นกับสมาชิก ทุกคนในกลุ่ม ในขณะเดียวกันสมาชิกแต่ละคนจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มประสบ ความสำเร็จของบุคคลและของกลุ่มขึ้นอยู่กับกันและกัน ดังนั้นแต่ละคนต้องรับผิดชอบในบทบาท หน้าที่ของตนและ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วยเพื่อประโยชน์ร่วมกัน การจัดกลุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี้ทาได้หลายทางเช่น การให้ผู้เรียนมี เป้าหมาย


๑๓๘ เดียวกัน หรือให้ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายในการทำงานการเรียนรู้ร่วมกัน (Positive Goal Interdependence) การให้รางวัล ตามผลงานของกลุ่ม (Positive Reward Interdependence) การให้งานหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องทำหรือใช้ร่วมกัน (Positive Resource Interdependence) การมอบหมายบทบาทหน้าที่ในการทำงานร่วมกันให้แต่ละคน (Positive Role Interdependence) 2) การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด (Face – to - face Primitive Interaction) การที่สมาชิกในกลุ่มมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อ กันและกันในทางที่จะช่วยให้กลุ่มบรรลุเป้าหมาย สมาชิกกลุ่มจะห่วงใย ไว้วางใจ ส่งเสริมและ ช่วยเหลือกันและกันในการทางานต่าง ๆ ร่วมกัน ส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน 3) ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน ( Individual Accountability)สมาชิกในกลุ่มการเรียนรู้ทุกคนจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ และพยายามทางานที่ ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ไม่มีใครได้รับประโยชน์โดยไม่ทาหน้าที่ของตน ดังนั้นกลุ่มจึง จำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบผลงาน ทั้งที่เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม วิธีการที่สามารถส่งเสริมให้ ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่มีหลายวิธี เช่น การจัดกลุ่มให้เล็ก เพื่อจะได้มีการเอาใจใส่กันละ กันได้อย่างทั่วถึง การทดสอบเป็นรายบุคคล การสุ่มเรียกชื่อให้รายงาน ครูสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน ในกลุ่มการจัดให้กลุ่มมีผู้สังเกตการณ์ การให้ผู้เรียนสอนกันและกัน เป็นต้น 4) การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interpersonal and Small - group Skills) การเรียนรู้แบบร่วมมือจะประสบความสำเร็จได้ต้อง อาศัยทักษะที่สำคัญ ๆ หลายประการ เช่น ทักษะทางสังคม ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทักษะการ ทำงานกลุ่ม ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแก้ปัญหาขัดแย้ง รวมทั้งการเคารพ ยอมรับ และไว้วางใจกัน และกัน ซึ่งครูควรสอนและฝึกให้แก่ผู้เรียนเพื่อช่วยให้ดำเนินงานไปได้ 5) การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม (Group Processing) กลุ่มการเรียนรู้ แบบ ร่วมมือจะต้องมีการวิเคราะห์กระบวนการทางานของกลุ่มเพื่อช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้และปรับปรุง การทำงานให้ดีขึ้น การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มครอบคลุมการวิเคราะห์เกี่ยวกับการท างานของ กลุ่มพฤติกรรม ของสมาชิกกลุ่มและผลงานของกลุ่ม การวิเคราะห์การเรียนรู้อาจทำโดยครู หรือ ผู้เรียนหรือทั้งสองฝ่าย การวิเคราะห์กระบวนการกลุ่มนี้เป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้กลุ่มตั้งใจทำงาน เพราะรู้ว่าจะได้รับข้อมูลป้อนกลับ และช่วยฝึกทักษะการรู้คิด (Met Cognition)คือสามารถที่จะ ประเมินการคิดและพฤติกรรมของตนที่ได้ทำไป อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550, น. 122) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ข้อต่อไปนี้ในการให้ผู้เรียนทำงานกลุ่ม


๑๓๙ 1) การพึ่งพาอาศัยกัน (Positive Interdependence) หมายถึงสมาชิกในกลุ่มมี เป้าหมายร่วมกัน มีส่วนรับความสำเร็จร่วมกันใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่ทุกคนทั่วกันทุก คน มีความรู้สึกกว่างานจะสำเร็จได้ต้องช่วยเหลือกันและกัน 2) มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดเชิงสร้างสรรค์ (Face to Face Promotion Interaction) หมายถึง สมาชิกกลุ่มได้ทำกิจกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อธิบาย ความรู้แก่กันถามคำถาม ตอบคำถามกันและกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน 3) มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน ( Individual Accountability)เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะต้องตรวจสอบว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่องาน กลุ่มหรือไม่มากน้อยเพียงใด เช่น การสุ่มถามสมาชิกในกลุ่ม สังเกตและบันทึกการทำงานกลุ่มให้ ผู้เรียนอธิบายสิ่งที่ตนเรียนรู้ให้เพื่อนฟังทดสอบรายบุคคล เป็นต้น 4) มีการฝึกทักษะการช่วยเหลือกันทำงานและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interdependence and Small Groups Skills) ผู้เรียนควรได้ฝึกทักษะที่จะช่วยให้งานกลุ่มประสบ ความสำเร็จ เช่น ทักษะการสื่อสาร การยอมรับและช่วยเหลือกันการวิจารณ์ความคิดเห็น โดยไม่ วิจารณ์บุคคล การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การให้ความสำคัญและการเอาใจใส่ต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม กันการทำความรู้จักและไว้วางใจผู้อื่น เป็นต้น 5) มีการฝึกกระบวนการกลุ่ม (Group Process) สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการ ทำงานของกลุ่ม ต้องสามารถประเมินการทำงานของกลุ่มได้ว่า ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด ต้องแก้ไขปัญหาใด และอย่างไร เพื่อให้การทำงานกลุ่มมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม เป็น การฝึกกระบวน การกลุ่มอย่างเป็นกระบวนการ Slavin (อ้างใน วิรัตน์ ทองตาล่วง, 2545, หน้า 14-17) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคเกมแข่งขัน หรือ ทีจีที วามีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการสรุปได้ ดังนี้ 1) การสอนในชั้นเรียน (Class Presentation) นักเรียนจะได้รับเนื้อหาซึ่งครูเป็น ผู้สอน ส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยาย อภิปราย หรืออาจจะมีการใช้สื่อการเรียนรู้อื่น ๆประกอบด้วยก็ ได้ ครูต้องเน้นให้นักเรียนทราบว่านักเรียนต้องให้ความสนใจในเนื้อหาสาระที่ครูสอนอยางจริงจัง เพราะจะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในการแข่งขัน 2) การจัดทีม (Team) แต่ละทีมหรือแต่ละกลุ่มประกอบด้วยนักเรียน 4-5 คน สมาชิกในกลุ่มมีความแตกต่างกันในเรื่องความสำเร็จในการเรียน และเพศ หน้าที่สำคัญของกลุ่มคือ เตรียมตัวสมาชิกให้พร้อมเพื่อการเล่นเกมและการแข่งขันหลังจากการเรียนการสอนในชั้นเรียนสิ้นสุด


๑๔๐ แต่ละกลุ่มต้องช่วยกันทำแบบฝึกหัด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ไขข้อผิดพลาดของสมาชิกใน กลุ่ม จุดเน้นในกลุ่มคือ ทำให้ดีที่สุดเพื่อชัยชนะของทีม และช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมให้มากที่สุด 3) เกม (Games) ในการเล่นเกมนักเรียนจะได้ตอบคำถามเกี่ยวกบเนื้อหาสาระที่ได้ ศึกษาไปแล้วจากชั้นเรียน และจากการทำแบบฝึกหัดกบเพื่อนในกลุ่ม ในการเล่นเกมนักเรียนแต่ละคน ในกลุ่มต้องออกมาแข่งขันตอบคำถามที่โต๊ะแข่งขันกบสมาชิกกลุ่มอื่น คำถามที่ถามจะเขียนหมายเลข คำถามไว้ นักเรียนต้องหยิบบัตรหมายเลขและพยายามตอบคำถามตามหมายเลขที่จับได้ การเล่นเกม ของแต่ละโต๊ะจะอนุญาตให้ผู้เล่นท้าทายคนอื่นในการตอบคำถามถ้าเห็นวาคนที่ตอบคำถามนั้นให้ คำตอบที่ไม่ถูกต้อง 4) การแข่งขัน (Tournament) การแข่งขันจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือหลังจากที่ครู ได้สอนเนื้อหาจบแล้ว และแต่ละกลุ่มได้ฝึกตอบคำถามจากแบบฝึกหัด ซึ่งจะเป็นคำถามเกี่ยวกับ เนื้อหาที่เรียนมาแล้ว การแข่งขันทำโดยนักเรียนที่มีความสามารถระดับเดียวกันจะแข่งขันกัน ในเกม การแข่งขันจะจัดโต๊ะแข่งขันตามระดับความสามารถของผู้แข่งขัน เช่น โต๊ะที่ 1 เป็นโต๊ะแข่งขันที่มี สมาชิกมีความสามารถสูง (เรียนเก่ง) โต๊ะที่ 2-3 เป็นโต๊ะแข่งขันที่มีสมาชิกมีความสามารถรองลงมา (เรียนปานกลาง) และโต๊ะที่ 4 เป็นโต๊ะแข่งขันที่มีสมาชิกมีความสามารถต่ำ (เรียนอ่อน) ดังภาพ 1 ภาพ 1 แสดงการจัดนักเรียนประจำโต๊ะแข่งขัน นักเรียนจะต้องเปลี่ยนโต๊ะแข่งขันในการแข่งขันครั้งตอไป โดยดูจากผลการแข่งขันผู้ชนะแต่ ละโต๊ะแข่งขันจะต้องเลื่อนไปแข่งขันโต๊ะที่มีอันดับสูงกว่า ส่วนผู้ที่ได้คะแนนต่ำสุดจะเลื่อนลงไป แข่งขันโต๊ะที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเดิม ยกเว้นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดของโต๊ะที่ 1 และผู้ที่ได้คะแนนต่ำสุด ของโต๊ะที่ 4 สำหรับผู้ที่ได้คะแนนรองยิงแข่งขันอยู่โต๊ะเดิมจะเห็นวาแม้ในครูงแรกนักเรียนอาจจะ


๑๔๑ ไม่ได้แข่งขันที่โต๊ะเหมาะสมกับความสามารถก็ตามแต่ในที่สุดจะได้เลื่อนไปยังโต๊ะที่เหมาะสมกับตนดัง ภาพ 2 ภาพ 2 แสดงการเลื่อนโต๊ะแข่งขัน 5) การตระหนักถึงความสำเร็จของกลุ่ม (Teams Recognition) การที่กลุ่มจะได้รับ รางวัลหรือใบประกาศนียบัตรก็ต่อเมื่อกลุ่มได้คะแนนเฉลี่ยสูงถึงเกณฑ์ที่กำหนดสรุปได้ว่า การเรียน โดยใช้เทคนิคกลุ่มแข่งขัน หรือทีมแข่งขันประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการคือการสอนใน ชั้นเรียน การจัดกลุ่มนักเรียน หรือการจัดทีมเกมสำหรับแข่งขัน การแข่งขันเกม และการตระหนักถึง ความสำเร็จของกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกันคือเก่ง ปานกลาง และ อ่อน 2.4.3 ความสําคัญของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พนมพร เผ่าเจริญ (2541, น. 225 - 226, อ้างถึงใน กาญจนา อุปสาร, 2547, น. 60) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ มีความสําคัญ คือ เป็นการเรียนการสอนที่เน้นการพัฒนา ทักษะสังคมทําให้มีความสําเร็จในการเรียนเกิดกับผู้เรียนเป็นจํานวนมากและเป็นการสอนที่ยึดผู้เรียน เป็นสําคัญโดยเตรียมให้ผู้เรียนสามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพและ มีความสุขอีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิด เจตคติที่ดีต่อการเรียนสมรรถภาพ ในการทํางานร่วมกัน และสุขภาพจิตที่ดี นอกจากนี้ ช่วยลดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบแข่งขันเฉพาะ ตนซึ่งส่งผลดีต่อการด ารงชีวิตในสังคม สามารถร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อสร้างความสําเร็จได้มากกว่าการ เรียนด้วยตนเอง วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545, น. 34) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียน การสอนที่จัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี


๑๔๒ ความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และใน ความสําเร็จของกลุ่ม โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการ เป็นกําลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่ รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุก คนในกลุ่ม ความสําเร็จของกลุ่มแต่ละบุคคล คือ ความสําเร็จของกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถ นํามาใช้ได้กับการเรียนทุกวิชาและทุกระดับชั้น และจะมีประสิทธิผลยิ่งขึ้นกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่ง พัฒนาผู้เรียนในด้านการแก้ปัญหา การกําหนดเป้าหมายในการเรียนรู้การคิดแบบหลากหลายการ ปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อนการเน้นคุณธรรมจริยธรรมการเสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียนทักษะทาง สังคม การสร้างนิสัยความรับผิดชอบร่วมกันและความร่วมมือภายในกลุ่ม จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2543, น. 37 - 38) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เป็นการพัฒนานักเรียนในด้านวิชาการเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญรวมทั้ง เป็นการส่งเสริมทักษะทางสังคมให้กับนักเรียน โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มย่อยลงมือปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกัน จนประสบความสําเร็จตามจุดมุ่งหมายของการเรียนร่วมกันทุกคน การเรียนรู้แบบร่วมมือมี ข้อดีและ ประสิทธิภาพ หลายประการ ดังนี้ 1) ช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นของนักเรียน 2) ช่วยพัฒนาความคิดของนักเรียน 3) ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 4) ช่วยส่งเสริมบรรยากาศในการเรียน 5) ส่งเสริมการทํางานร่วมกัน 6) ช่วยให้นักเรียนมีการปรับตัวในสังคมดีขึ้น 2.4.4 การร่วมมือกันเรียนรู้ จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2543, น. 37 - 38) มีหลักที่ผู้สอนต้องคํานึงถึงอยู่ 3 ประการ คือ 1) รางวัลหรือเป้าหมายของกลุ่ม ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผู้สอนจะต้อง ตั้งรางวัลไว้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความพยายามในการเรียนรู้มากขึ้น และพยายามปรับพฤติกรรม ของตนเองเพื่อความสําเร็จของกลุ่ม รางวัลที่ตั้งไว้อาจเป็นสิ่งของ ประกาศนียบัตรคําชมเชยเป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้สอนควรชี้ให้เห็นว่า กลุ่มไม่ควรแข่งขันกันเพื่อจุดประสงค์ต้องการรางวัลเพียงอย่าง เดียว


๑๔๓ 2) ความหมายของแต่ละบุคคล ความสามารถแต่ละบุคคลในกลุ่มมีผลต่อรางวัลเพื่อ เป้าหมายของกลุ่มผู้สอนจะต้องพยายามให้ผู้เรียนทราบว่า ถึงแม้จะเรียนเป็นกลุ่มในการวัด ความก้าวหน้า ของกลุ่มจะวัดจากความก้าวหน้าของแต่ละบุคคล โดยวัดความสามารถของแต่ละ บุคคล ในกลุ่มแล้ว หาค่าเฉลี่ยทั้งกลุ่ม ดังนั้น ความสําเร็จของกลุ่มจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ ละบุคคล 3) โอกาสในการช่วยให้กลุ่มประสบความสําเร็จเท่าเทียมกัน ผู้เรียนจะต้องตระหนัก ว่าพวกเขาได้สร้างกลุ่มของเขาขึ้นมาด้วยกันไม่ใช้เฉพาะผู้ใดผู้หนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ผู้เรียนต้องปรับปรุง พฤติกรรมที่เขามีมาตั้งแต่เดิมให้ดีขึ้นเพื่อส่งผลให้กลุ่มประสบความสําเร็จมากที่สุดซึ่งจะมีผลต่อตัวเอง นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ปานกลาง ต่ํา จะสามารถทําได้ดีเท่า ๆ กันและช่วยกันสร้าง คุณค่าให้กับกลุ่มตนได้อาจกล่าวได้ว่าการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่ให้ความสําคัญต่อการพัฒนา ทัศนคติ และค่านิยมในตัวนักเรียนที่จําเป็นทั้งในและนอก ห้องเรียนการ จําลองรูปแบบพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในห้องเรียน การเสนอแนะแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นที่หลากหลาย ระหว่างสมาชิกในกลุ่มการพัฒนาพฤติกรรมการแก้ปัญหา การวิเคราะห์และการ คิดอย่างมี เหตุผล รวมทั้งการพัฒนาทักษะของผู้เรียนให้รู้จักตนเองและเพิ่มคุณค่าของตนเองซึ่งมี กิจกรรมที่สําคัญ 3 ประเด็น คือ 1)ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่เรียน (Cognitive Knowledge) 2)ทักษะทางสังคม โดยเฉพาะการทํางานร่วมกัน (Social Skills) 3)การรู้จักตนเองและตระหนักในคุณค่าของตนเอง (Self - esteen) 4)ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545, น. 39) ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือ ได้แก่ 1) ขั้นเตรียม กิจกรรมในขั้นเตรียม ประกอบด้วย ครูแนะนําทักษะในการเรียนรู้ ร่วมกันและจัดเป็นกลุ่มย่อย ประมาณ 2 – 6 คน ครูควรแนะนําระเบียบของกลุ่ม บทบาทและหน้าที่ ของสมาชิกกลุ่ม แจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนและการทํากิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะ พื้นฐานจําเป็นสําหรับการทํากิจกรรมกลุ่ม 2) ขั้นสอน ครูนําเข้าสู่บทเรียน แนะนําเนื้อหา แนะนําแหล่งข้อมูลและมอบหมาย งานให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม 3) ขั้นทํากิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาท และหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของ กลุ่ม ในชั้นนี้ครูอาจกําหนดให้นักเรียนใช้เทคนิคต่างๆ เช่น แบบ JIGSAW, TGT, STAD, TAI, GT, LT,


๑๔๔ CIRC, CO -CO เป็นต้น ในการทํากิจกรรมแต่ละครั้งเทคนิคที่ใช้แต่ละครั้งจะต้องเหมาะสมกับ วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละเรื่องในการเรียนครั้งหนึ่งๆ อาจใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือหลายๆ เทคนิคปะปนกันเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียน 4) ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ในชั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติ หน้าทีครบถ้วนแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล ใน บางกรณีผู้เรียนอาจต้องซ่อมเสริมส่วนที่ยังขาดตกบกพร่อง ต่อจากนั้นเป็นการทดสอบความรู้ 5) ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทํางานกลุ่มครูและผู้เรียนช่วยกันสรุป บทเรียนถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม ครูและผู้เรียนช่วยกันประเมินผลการทํางาน กลุ่มและพิจารณาว่าอะไรคือจุดเด่นของงาน และอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุง สรุปได้ว่าขั้นตอนการเรียน แบบร่วมมือประกอบด้วย ขั้นเตรียม ขั้นสอน ขั้นทํากิจกรรม กลุ่มขั้นตรวจสอบผลงานทดสอบ และ ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทํางานกลุ่ม 2.4.5 ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2543, น. 45 - 46) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมี ประโยชน์ต่อนักเรียนทั้งในด้านสังคมและวิชาการ ดังนี้ 1) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกเพราะทุก ๆ คนร่วมมือในการท า งานกลุ่ม ทุก ๆ คนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกันจนทําให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน 2) ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทําอย่างเท่าเทียมกัน 3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียน ไม่เก่ง ทำให้เด็กเก่งภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา ส่วนเด็กอ่อนเกิดความซาบซึ้งในใจของเพื่อนสมาชิก ด้วยกัน 4) ทําให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมคิด การระดมความคิดนํา ข้อมูลที่ ได้มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อหาคําตอบที่เหมาะสมที่สุด เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูล ให้มาก คิดวิเคราะห์และเกิดการตัดสินใจ 5) ส่งเสริมทักษะทางสังคมทําให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวการอยู่ร่วมกันด้วย มนุษยสัมพันธ์ที่ ดีต่อกันเข้าใจกันและกัน 6) ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการทํางานเป็นกลุ่ม สามารถทํางาน ร่วมกับผู้อื่นได้สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น รุจิร์ ภู่สาระ (2545, น. 101 - 102) ได้กล่าวถึง ผลดีของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ดังนี้


๑๔๕ 1) มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น (Greater Efforts to Achieve) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนให้บรรลุเป้าหมาย เป็นผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีผลงานมากขึ้นการเรียนรู้มีความคงทนมากขึ้น (Long – term - retention) มีแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เหตุผลดี ขึ้นและคิด อย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น 2) มีสุขภาพจิตดีขึ้น (Greater Efforts Psychological Health) การเรียนรู้ แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดีขึ้น มีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเอง มากขึ้นนอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมและความสามารถในการเผชิญกับความเครียดและ ความฝันแปรต่าง ๆ จากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว ผู้ศึกษาค้นคว้า สรุปความสําคัญหรือ ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือว่ามีผลดีต่อผู้เรียนอย่างยิ่งในด้านการสร้างเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างกัน ส่งเสริมความเป็นผู้นํา กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น และส่งผลต่อผู้เรียน ในด้านจิตใจ มีสุขภาพจิตที่ดีทําให้มีความสุขในการเรียนสรุปประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ คือ (1) ทําให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์และช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน (2) ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ (3) กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูด และมีความเป็นผู้นํา 2.4.6 ขั้นตอนของการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT การจัดการเรียนรู้โดยโดยใช้เกม (Teams - games - tournaments) เป็นการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่ง ที่แบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่ม เพื่อ ทำงานร่วมกันกลุ่มละ ประมาณ 4 - 5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้แข่งขันกันในเกม การ เรียนที่ผู้สอน จัดเตรียมไว้แล้ว ทำการทดสอบความรู้ โดยการใช้เกมการแข่งขันนำคะแนนที่ได้ จาก การแข่งขันของ สมาชเด็กเเต่ละคนคนในลักษณะการแข่งขันตัวต่อตัวกับทีมอื่นเอามา บวกเป็น คะแนนรวมของทีม ธีรพล ปะโสทะกัง (2558, น. 44) เป็นการเรียนแบบร่วมมือกันขั้นตอนการจัด กิจกรรม ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ครูทบทวนบทเรียนด้วยการซักถาม ตั้งปัญหาและตอบคำถาม ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ครูอธิบายเนื้อหาให้นักเรียนฟังและตอบข้อสงสัยของนักเรียน ขั้นที่ 3 ขั้นทีม ครูแบ่งทีมออกเป็นทีมละ 3 - 4 คน โดยคละความสามารถแต่ละทีม ศึกษาหัวข้อที่เรียนในวันนี้ เมื่อสมาชิกทุกคนเข้าใจ และสามารถทำแบบฝึกหัดได้ถูกต้อง ทุกข้อ ทีมจะ เริ่มทำการแข่งขันตอบปัญหา ขั้นที่ 4 ขั้นแข่งขัน (Academic Games Tournaments)


Click to View FlipBook Version